เจด้า ศรัณย่า นางเอกนักบู๊ใหม่ ฉลอง ภักดีวิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/423129

เจด้า ศรัณย่า นางเอกนักบู๊ใหม่ ฉลอง ภักดีวิจิตร

โดย…นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ระเบิดภูเขา เผากระท่อม กลายเป็นสโลแกนติดปากอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ชมเอ่ยถึงละครจากฝีมือผู้กำกับรุ่นเก๋า ฉลอง ภักดีวิจิตร (อาหลองของคนวงการบันเทิงรุ่นใหม่) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ล่าสุดผลงานละครเรื่อง ทอง 10 ที่เปิดตัวด้วยเรตติ้งสูงปรี๊ดถึง 8.5 พร้อมแจ้งเกิดนางเอกนักบู๊คนใหม่ เจด้า-ศรัณย่า ชุณหศาสตร์ ที่อาหลองเห็นแววตั้งใจปั้น โด่งดังตามนางเอกรุ่นพี่ที่อาหลองปลุกปั้นมาสำเร็จ เช่น เอ็มม่า-วรรัตน์ สุวรรณรัตน์ รับรองว่าละครบู๊เรื่องต่อไปของอาหลอง ต้องมีชื่อเจด้าติดเป็นหนึ่งในนางเอก

เป็นนางเอกต้องอดทน

เจด้าเคยมีผลงานละครมาแล้ว 3 เรื่อง คือ หัวใจเถื่อน เพลงรักเพลงรำ และจุมพิตพยัคฆ์สาว อีกเรื่องเพิ่งเปิดกล้องคือ เทพธิดาป่าคอนกรีต สำหรับเรื่อง ทอง 10 นี้ เธอยกให้เป็นละครที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และเป็นบททดสอบหินของนางเอกเลือดใหม่ ถ้าผ่านละครอาหลองไปได้เรื่องอื่นก็หายห่วง

“ละครของอาฉลอง เรียกว่าไม่มีโลเกชั่นในเมืองเลยดีกว่าค่ะ หลักๆ อยู่ที่สระบุรี ละครที่ผ่านมาเจด้าถ่ายในเมืองบ้าง ตามห้าง ตามบ้าน แต่ทอง 10 กินนอนในป่าเลย จริงๆ ก็ชอบนะ ก็สนุกไปอีกแบบ ตอนแรกอาจจะงอแง อากาศร้อน ทั้งแมลง และฝุ่น แต่พอได้เห็นทีมงานทุกคนทำงานอย่างตั้งใจ มีคนเหนื่อยและทำงานหนักกว่าเราเยอะมาก พี่ๆ ทีมงานมาก่อนแล้วก็กลับหลังเราทุกครั้ง เราจะมาเป็นตัวถ่วงคนอื่นไม่ได้ ถือเป็นประสบการณ์และเป็นเกียรติมาก ที่หนูมีโอกาสร่วมงานกับคุณอาฉลอง นักแสดงน้อยนักที่จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณอาซึ่งเป็นถึงศิลปินแห่งชาติ”

สำหรับสไตล์การทำงานของอาหลอง ผู้กำกับที่มีผลงานอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นักแสดงต้องทำงานอย่างทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมามีค่ายิ่งจากคำสอนของผู้กำกับมากบารมี

“คุณอาสอนเยอะมาก ทั้งเรื่องคำพูด เวลาพูดบทต้องพูดอย่างไร ถ้าเราพูดไม่รู้เรื่องคนดูก็ฟังเราไม่รู้เรื่อง สอนเรื่องมุมกล้อง คิวบู๊ เอฟเฟกต์ จากที่หนูไม่เป็นอะไรหลายๆ อย่างก็มาเป็นในละครของคุณอา เช่น ดำน้ำ ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถ ช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้ออกบู๊อะไรมาก วิ่งหนีอย่างเดียว แต่พอผ่านกลางเรื่องไป ช่วงเรื่องดำเนินอยู่ในป่า ทีนี้เขาบู๊เราก็ต้องบู๊ด้วย มีครูมาสอนทุกๆ ครั้งที่มีฉากบู๊ สอนกันหน้ากองเลย แต่ก่อนที่จะถ่ายทำมีเข้าไปเรียนกับครูของกองที่บริษัทครั้งหนึ่งเป็นพื้นฐานให้เรารู้การตั้งการ์ด การเหวี่ยงแขน ตอนแรกๆ หนูไม่อยากเล่นคิวบู๊เพราะรู้สึกว่าเหนื่อย เราทำไม่ได้หรอก แต่พอได้เริ่มฝึก ร่างกายเราเริ่มคุ้นกับท่ามันกลายเป็นเรื่องง่ายและสนุก พอเราเล่นเสร็จคุณอาก็บอก เออ บู๊ได้นี่

งานสไตล์คุณอาฉลอง เราไม่ต้องห่วงสวย แต่งหน้าตั้งแต่เช้าแล้วถ่ายทำทั้งวัน ช่างไม่จำเป็นต้องอยู่หน้ากอง นางเอกหน้ามันใช่ไหมโอเคเลยชอบ หน้าเปื้อนใช่ไหมโอเคอย่างนั้นเลย หนูเองห่วงสวยก็มีบ้าง เวลาปากซีดก็แอบเติมปากหน่อย คุณอาเขาไม่ชอบให้หน้าเป๊ะมาก บอกช่างแต่งหน้าว่าขอหน้าสีแทนๆ คุณอาเป็นคนละเอียด ได้ความสมจริงตลอด เวลาถ่ายในเรือนักแสดงต้องพายไปจริงๆ ไม่มีทีมงานมาค่อยดันคอยพายให้ เราต้องพายไปกลางน้ำจริงๆ แล้วถึงจะตั้งกล้อง”

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นละครที่มีความละเอียดถ่ายทำนาน บางเรื่องใช้เวลาถ่ายทำถึงหนึ่งปี แต่เจด้าคิดว่าเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง ยิ่งถ่ายทำนานทั้งทีมงานและนักแสดงก็ยิ่งสนิทสนม

 

2 ปีบนเส้นทางบันเทิง

กว่าจะเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงถือว่าเป็นเรื่องยากแล้ว เมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในวงการบันเทิงยิ่งยากกว่า ทั้งการวางตัวให้ดูดีสมเป็นคนสาธารณะ เพราะไม่เพียงฝีไม้ลายมือทางการแสดงเท่านั้น แต่ลักษณะนิสัยใจคอ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่ออนาคตที่จะทำให้แฟนรักหรือเลิกสนับสนุน

“2 ปีกับการเป็นนักแสดงช่อง 7 เจด้าได้อะไรเยอะมาก โชคดีที่ทางช่องป้อนละครให้เราเรื่อยๆ เป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่มอบให้ ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกพัฒนาตัวเองด้วย อีกอย่างเมื่อก่อนเจด้าพูดรัวมาก ทางช่องก็ให้ไปอ่านคั่นรายการทั้งวัน ต้องพูด ท่านผู้ชมคะ รายการต่อไป แบบนี้อาทิตย์ละ 2 วัน ซึ่งฝึกให้เราเป็นคนพูดช้าและชัด ตอนนี้พูดช้าลงมากแล้วนะคะ เมื่อก่อนฟังไม่รู้เรื่องเลย”

การเป็นนักแสดงในวงการบันเทิงยุคโซเชียลไม่ใช่เรื่องง่าย 1-2 เดือน นางเอกอย่างเจด้า ต้องเข้าเรียนอบรมบุคลิกภาพ คำพูดและทัศนคติ การดำรงชีวิตบนเส้นทางสายบันเทิง เธอได้เรียนรู้ว่า ถึงแม้จะต้องปรับตัวเองเพียงใด แต่ต้องไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง

“หนูคิดว่าคำพูดสำคัญมากๆ บางครั้งเราจะเห็นดาราที่อารมณ์ปริ๊ดขึ้นมา หรือควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ การที่เรามายืนตรงนี้สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบให้มากขึ้น คือ อารมณ์ของ
ตัวเอง เรื่องคำพูดไม่ว่าเราจะพูดหรือแสดงอะไรออกไป มีสื่อทุกสายตาจับจ้องอยู่ ต้องทำให้ดี บางครั้งต่อให้เราโกรธ ไม่ชอบ แต่เราก็ต้องทำให้มันไม่ดูแย่ เราเคยเป็นแฟนคลับคนอื่นมาก่อน ก็เห็นว่าบางคนไม่น่าทำแบบนี้ ไม่น่าพูดแบบนี้ออกทีวี พอเรามาอยู่จุดนี้ก็ได้เรียนรู้มาเรื่อยๆ

 

หนูว่าการเข้าวงการมันสูญเสียเวลาที่อยู่กับเพื่อน เลิกเรียนเที่ยงครึ่งเพื่อนไปกินข้าวกัน แต่เราต้องมาถ่ายละคร ด้านครอบครัวไม่ได้เสียอะไรเลย เวลาไปไหนคุณแม่จะไปด้วยตลอด ส่วนความเป็นตัวของตัวเองหนูมองว่าวงการบันเทิงไม่ใช่การเฟกต์ แต่ทำไปตามกาลเทศะ หรือสถานการณ์บังคับมากกว่า พยายามทำออกมาให้มันดี ตั้งแต่คุณก้าวออกจากบ้านนั่นถือว่าชีวิตดาราของคุณได้เริ่มแล้ว”

สังคมบันเทิง ไม่ใช่มายา

หลายคนคิดว่าสิ่งที่ดาราบางคนแสดงออกนั้นไม่ใช่ตัวตนของนักแสดงคนนั้นจริงๆ และสำหรับนักแสดงบางคนก็คิดว่าวงการบันเทิงช่างต่างจากโลกชีวิตความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับนางเอกคนนี้วงการบันเทิงสวยงามกว่าที่คิดเสียอีก

“เราเคยได้ยินมาว่าวงการบันเทิงเป็นวงการมายา แต่พอเราเข้ามาเราว่าไม่นะคะ มันคือสังคมอีกสังคม ซึ่งทุกคนแฮปปี้นะคะ มากองทุกคนเล่นสนุกกัน เหมือนสังคมที่โรงเรียน เหมือนสังคมแถวบ้าน เหมือนที่ทำงานที่หนึ่ง มันไม่ได้หลอกลวง ยังมีความจริงใจให้กัน หนูรู้สึกว่าทุกคนให้ความจริงใจ คนเราสามารถสัมผัสได้ว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจกับเรา ซึ่งที่ผ่านมาหนูว่าทุกคนจริงใจกับเรา ตอนนี้ไม่คาดหวังอนาคตในวงการบันเทิง ผู้ใหญ่ให้งานอะไรเราก็ทำให้เต็มที่ แล้วเราก็พยายามเก็บเงินไปเรื่อยๆ เรียนไปด้วย ถึงแม้จะจบช้ากว่าเพื่อนไปหนึ่งปีก็ตาม”

เจด้าเชื่อว่าเรียน (คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวรรณคดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) กับทำงานมันไปด้วยกันได้ ต้องหาทางสายกลางให้เจอ เพราะใบปริญญาต้องเอามาเป็นของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่ ถึงจะจบช้ากว่าเพื่อนก็ไม่เสียดาย เพราะรู้ว่าเรียนไปด้วยแล้วก็ทำงานไปด้วย โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ให้กำลังใจตลอด

 

“ตอนเข้าวงการแรกๆ เกรดตกฮวบเลย ตอนนั้นยังปรับตัวไม่ได้ บางครั้งเรามีสอบแล้วก็ไม่บอกอาจารย์ เลือกไปกองถ่ายเพราะเกรงใจ รู้สึกว่าคนทั้งกองเขาต้องมารอเรา แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันแก้ไขได้ เราก็ค่อยๆ ปรับ สื่อสารกันมากขึ้น ไม่ว่าจะด้านที่มหาวิทยาลัยเองและกองถ่ายที่เขาจะโยกคิว สลับคิว เอาฉากโน้นมาถ่ายก่อนระหว่างรอเราเรียน เกรดก็ดีขึ้น มาที่ระดับสามเท่าเดิม

การที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันได้ประสบการณ์จากทั้งสองสถานะมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้ เรียนด้านวรรณคดี ทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะ บางทีเราก็ต้องวิเคราะห์ตัวละครที่มีบทในหนังสือด้วย วิเคราะห์การกระทำของตัวละคร ซึ่งพอมาอ่านบทละครมันสามารถประยุกต์ด้วยกันได้ ทำให้มองบทได้ลึกขึ้น ส่วนงานละครก็ทำให้เรามีวินัยและความตรงต่อเวลา แต่พอได้ฝึกตัวเองในกองถ่ายกลายเป็นคนตรงต่อเวลาค่อนข้างมาก เราก็เป็นฟันเฟืองหนึ่งในกลไกนี้ที่ทำให้นาฬิกาหมุนไปเรื่อยๆ ถ้ามันขาดตัวหนึ่งมันก็เดินไปไม่ได้”

ทุกวันนี้ดาราหน้าใหม่เข้าวงการบันเทิงมากมายแทบจำหน้าไม่ได้ว่าใครเป็นใคร หน้าตาอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณถูกเลือก แต่ความรับผิดชอบ ความทุ่มเท และความสามารถนั้นต่างหากที่จะทำให้คุณแตกต่างและโดดเด่นในวงการที่เรียกว่า “นักแสดง”

 

ณพวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศรัทธาในต้นแบบที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/422942

ณพวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศรัทธาในต้นแบบที่ดี

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นผู้บริหารเลือดใหม่ที่โปรไฟล์ดี พ่วงดีกรีคุณแม่ลูกสองที่ยังสวยปิ๊งในวัย 35 ปี น้ำหวาน-ณพวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัท อรรถกระวี และบริษัท อรรถเคหพัฒน์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงยาวนานมากว่า 50 ปี ในด้านการพัฒนาอาคารพาณิชย์ สำนักงาน คอนโดมิเนียม ย่านสุขุมวิทและพระราม 4 ไม่ว่าจะเป็น เควิลเลจ เอสแควร์ และล่าสุดกับการเปิดมาร์เก็ตมอลล์แห่งใหม่ในชื่อ สวนเพลินมาร์เก็ต

น้ำหวานจบปริญญาตรีและโทด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ จาก London School of Economics and Political Science (LSE) ประเทศอังกฤษ เธอเริ่มต้นการทำงานครั้งแรกให้กับบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษี PricewaterhouseCoopers ที่ดูแลบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย จากนั้นก็ย้ายมาทำงานที่บริษัทจัดการกองทุนกสิกรไทย กินเวลากว่า 5 ปี เริ่มจากตำแหน่งเศรษฐกร วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค วิเคราะห์หุ้น และสอบผ่าน CFA (Chartered Financial Analyst) ซึ่งก็คือใบผ่านสำคัญใบหนึ่ง (Credential) สำหรับผู้ที่สนใจทำงานในสายวิเคราะห์หลักทรัพย์ จนเธอได้ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน

“พอสอบ CFA ได้ไม่นานก็แต่งงาน พอแต่งงานได้ระยะหนึ่งก็ลาออก เพราะว่าสามีเดินทางค่อนข้างบ่อยทำให้หวานอยากเดินทางกับเขาด้วยจึงต้องลาออก แม้ว่าจะเสียดายมากก็ตาม แต่หลังจากนั้นก็ต้องหยุดเดินทางเพราะต้องมาดูแลโครงการเอสแควร์ในซอยสุขุมวิท 26 ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว ประจวบกับตั้งท้องลูกชายคนแรกด้วย”

 

ด้วยความรู้สึกเสียดายประกอบกับการเรียนจบมาด้านเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะ ทำให้เวลาที่เราพูดคุยกับเธอพบประกายความสุขในน้ำเสียงและแววตา ตลอดระยะ 7 ปีที่กลับมาดูแลกิจการของครอบครัว ณพวงศ์พูดได้เต็มปากว่านำประสบการณ์ของการทำงานด้านการลงทุนที่คุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเรียนจนถึงช่วงต้นการทำงาน มาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการทำโครงการอสังหาฯ โดยมี บัณฑูร ล่ำซำ เป็นต้นแบบในการทำงาน ตลอดจนเป็นแบบอย่างของการเป็นนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ และเป็นผู้นำองค์กรที่เข้มแข็ง

“การทำงานด้านการลงทุนน่าจะเป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ดีและสนุกของหวาน เพราะได้ทำงานกับผู้ใหญ่หลายท่าน ตอนที่เราไปทำงาน MD คือ คุณดัยนา บุนนาค ต่อมาก็มี ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เข้ามาเป็นประธานกรรมการ บลจ. ผู้ใหญ่แต่ละท่านทำงานเก่งและเป็นคนน่ารัก

พอเราไปอยู่ในฝ่ายที่ดูแลเรื่องการลงทุนและ บลจ.กสิกร ค่อนข้างใหญ่ ทุกสัปดาห์จะมีการประชุมเกี่ยวกับการลงทุน โดยจะให้นักเศรษฐศาสตร์รายงานอัพเดทเศรษฐกิจภาพใหญ่ แล้วก็กระจายมาตามไลน์ต่างๆ

 

ทุกสัปดาห์เราก็จะได้ประชุมกับผู้บริหารระดับสูง ก็จะได้แชร์ความคิดเห็น หวานชินกับสิ่งแวดล้อมแบบนั้น ทำให้การทำงานของเราสนุกขึ้น และทำให้ได้ฟังความเห็น ได้ดูสไตล์การทำงานของผู้ใหญ่ที่อยู่ในอุตสาหกรรมมานาน ที่เขามีเวลาสอนเราด้วย อย่างการวิเคราะห์หุ้นให้ซื้อหรือขายแต่ละตัวก็ต้องละเอียดมาก เราต้องมีรายงาน สิ่งหลักๆ ที่ได้จากตอนนั้นก็คือการจับประเด็นว่าสิ่งที่สำคัญคืออะไร พอมาทำงานแล้วก็ทำให้เราใช้ได้กับหลายงาน”

การลาออกเพื่อมาทำงานของตัวเองและก้าวกระโดดมาเป็นหนึ่งในผู้บริหาร สิ่งที่ต้องปรับตัวมากขึ้นก็คือการจัดสรรเวลาที่ต้องทำให้ลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีครอบครัวและเจ้าตัวเล็กเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวแปร

“ถ้ายังทำงานเป็นพนักงานอยู่ก็จะมีคนไกด์ให้ว่าต้องทำยังไงบ้างและทำเมื่อไหร่ พอเป็นนายของตัวเองแล้วก็ต้องรู้จักจัดอันดับความสำคัญของงานให้ดีขึ้น แล้วก็โดยนิสัยจะค่อนข้างละเอียดเลยจะเก็บทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง แต่การเป็นนายที่ดีต้องหัดจ่ายงานให้ลูกน้องเป็น ไม่ใช่เอาทุกอย่างมารวมไว้ที่ตัวเองหมด ลูกน้องก็ไม่ได้ฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ถ้าทุกอย่างอยู่ที่เราคนเดียวงานอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพและทำให้งานช้า ซึ่งหวานก็ต้องค่อยๆ ปรับปรุงตรงนี้

 

ส่วนเรื่องที่เพิ่มเข้ามาก็คือเรื่องของการบริหารจัดการคน การทำงานเป็นพนักงานบริษัทเราไม่ต้องคิดเรื่องคนในแง่บริหาร เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนเป็นพี่ แต่การบริหารจัดการคนสำคัญมากกับคนที่มาทำงานบริหาร ยกตัวอย่างเวลาจะรับคนเข้ามาทำงานก็จะเลือกคนที่สามารถทำงานเข้ากับทีมให้ได้มากที่สุด”

สิ่งที่ต้นแบบทางธุรกิจของณพวงศ์มอบแนวทางให้ คือความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสังคม ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม และที่สำคัญคือสถาบันครอบครัว ซึ่งทั้งหมดสะท้อนผ่านโครงการที่เธอทำอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิวีดู (Wedu Global) ซึ่งให้ทุนการศึกษาและพัฒนาความเป็นผู้หญิงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ครอบครัวเรามีมูลนิธิพระยาอรรถกระวีสุนทรและคุณหญิง ที่มุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะงานด้านการศึกษา และหวานมีโอกาสไปช่วยมอบความช่วยเหลือในรูปแบบทุนการศึกษาในโครงการ ChangAi Children’s Project ซึ่งครอบครัวของสามี (โจ ฮอร์น พัธโนทัย) เข้าไปให้การช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่อยู่ติดชายแดนระหว่างจีนและเมียนมาให้พ้นจากปัญหายาเสพติดและดีขึ้นได้ด้วยการศึกษา”

 

การมีเบ้าหลอมที่ดีในทุกช่วงของชีวิต ทำให้ณพวงศ์ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นต้นแบบของเด็กชายเล็กๆ อีก 2 คน ให้ความสำคัญกับการหล่อหลอมทั้งสองคนให้กลายเป็นเด็กที่ทั้งเก่งและดี เป็นเด็กที่รู้จักการให้

“หวานเลี้ยงลูกเอง ดูแลให้เขามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของพ่อแม่ อย่างงานการกุศลหรืองานลงพื้นที่ที่เด็กสามารถไปด้วยได้ก็จะพาเขาไป ให้เขาได้เห็นว่ายังมีเด็กอีกมากมายที่ไม่ได้เกิดมาโชคดีแบบเขา มันจะช่วยขัดเกลาให้เขาเป็นเด็กที่อ่อนโยนและเอื้อเฟื้อ อาจจะยังไม่เห็นผลในวันนี้แต่ถ้าพ่อกับแม่คอยเป็นต้นแบบที่ดีให้เห็น เขาก็จะอยากเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเหมือนที่หวานเชื่อมาตลอด” ณพวงศ์ ยืนยันในสิ่งที่เธอเชื่อมั่น

 

พิยดา จุฑารัตนกุล กับบทบาทเพิ่มในวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/422731

พิยดา จุฑารัตนกุล กับบทบาทเพิ่มในวันนี้

โดย…ศศิธร จำปาเทศ-ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

นักแสดงหญิงมากความสามารถ ด้วยรางวัลการันตีคุณภาพนับไม่ถ้วน ครองใจวงการบันเทิงมากว่า 20 ปี อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ที่วันนี้ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดละครอย่างเต็มตัว อีกบทบาทหนึ่งที่คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ ภรรยาและคุณแม่ของน้องนาวา ขวัญใจชาวโซเชียล

ด้วยหลายบทบาท จึงทำให้เธอหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ ด้วยการวิ่งออกกำลังกาย รับประทานอาหารมีประโยชน์ พยายามให้ตัวเองดูเด็กกว่าวัย จนล่าสุดกลายเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ให้กับ ลอรีอัล ปารีส รีไวทัลลิฟท์ ฟิลเลอร์

“ไม่มีใครอยากดูอายุเยอะ ก็ต้องดูแลตัวเอง ออกกำลังกายให้มากขึ้น การดูแลลูกก็เป็นการออกกำลังกาย ถึงแม้จะปวดหัวไปนิดนึง (หัวเราะ) มันก็ทำให้เราสุขภาพดี เล่นกับเขาก็ได้ผ่อนคลาย”

พิยดา บอกเล่าว่า เมื่อก่อนเธอมักนอนดึกตื่นสาย แต่พอมีลูก กลายเป็นต้องนอนเร็วตื่นเช้า เพื่อพาเขาไปโรงเรียน “ปกติก็พากันเข้าครัวทำกับข้าว เสาร์อาทิตย์ก็ไปปั่นจักรยานในสวน ขี่ม้าบ้าง นาวาชอบกิจกรรมทุกอย่างที่ได้ออกจากบ้าน ถ้ากิจกรรมไม่น่าสนใจจริง เขาก็ชอบอยู่บ้านนะ เพราะที่บ้านก็มีของเล่น เล่นเดินแบบก็มี คงเห็นแม่เป็นตัวอย่างด้วย เด็กๆ ชอบกล้าแสดงออกอยู่แล้ว ถ้าเราสนับสนุนเขาให้กล้าแสดงออก มีความมั่นใจ แต่เราก็ไม่ได้ให้เล่นละคร หรืออะไรที่เกินเลยความเป็นเด็ก ส่วนพี่อาร์ตจะสอนด้านวิชาการ สอนกันคนละอย่าง ซึ่งเด็กจะสอนอะไรไม่ค่อยได้ แต่มักจะทำตามเรา เป็นวัยที่เลียนแบบพ่อแม่ วิธีสอนลูกที่ดีคือประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก”

 

เป็นลูก เป็นภรรยา เป็นแม่

“ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญของคนเรา จะดีไม่ดีมันอยู่ที่ความอบอุ่นของครอบครัว สำหรับครอบครัวอ้อม ครอบครัวอ้อมเป็นครอบครัวใหญ่ค่ะ เฮฮา คนนั้นจะเอาโน่นนี่ ตีกันสนุกดีค่ะ (ยิ้ม) สำหรับพี่อาร์ต พี่อาร์ตกับอ้อมไม่เคยทะเลาะกัน เราทำงานอะไรก็สนับสนุนกัน เหนื่อยก็ให้กำลังใจกัน บอกกันว่าสู้ๆ นะ บางทีกลับมาบ้าน เวลาพี่อาร์ตเห็นอ้อมเครียด ก็มา
กอดให้กำลังใจกัน เราอยู่กันเป็นเพื่อนกัน จะทะเลาะกันเรื่องตลกๆ แล้วลูกก็ขำ ไปเที่ยวกันก็ทะเลาะกันเรื่องเข้าห้องน้ำ นาวาก็เดินมาพูดว่า ทะเลาะอะไรกันอีกแล้ว หยุดเดี๋ยวนี้นะ ศูนย์กลางเรารุมอยู่ที่ลูกอย่างเดียวค่ะ เรานอนกันสามคนพ่อ แม่ ลูก จะไปกินอะไรที่ไหน ก็ให้ลูกเลือก”

พิยดา เผยว่า แม้ศูนย์กลางของเธอกับสามีจะอยู่ที่ลูก แต่ก็ไม่ถึงกับตามใจลูก เช่น ไม่อนุญาตให้ลูกเล่นไอแพด “อาจให้เล่นบ้างเพื่อไม่ให้ตกยุค แต่ไม่ให้เล่นตลอดเวลา การ์ตูนที่เขารู้จักทุกตัวมาจากนิทานที่เราเล่าให้เขาฟัง ให้อ่านหนังสือ เล่นขุดดินขุดทราย ตอนนี้เขาเริ่มรู้จักสตาร์วอร์ส เพราะอ้อมใส่เสื้อสตาร์วอร์ส เขาก็อยากรู้ว่าสตาร์วอร์สคืออะไร เราก็เล่าให้เขาฟัง”

แน่นอนว่า เด็กเล็กกำลังอยู่ในวัยที่พูดตามพ่อแม่ พิยดาบอกเล่าว่า บางทีเธอพูดอะไรผิดไป ลูกสาวก็เริ่มบอกว่าเธอพูดผิด “หรือพูดกับเขาไม่มีหางเสียง ค่ะ เขาก็จะบอกทำไมไม่ค่ะล่ะคะ หรือเราสอนคำควบกล้ำดีมาก เราบอกน่าเกียดจังเลย แม่จ๋าคะ ทำไมแม่จ๋าพูดว่าเกียดล่ะคะ ทำไมแม่จ๋าไม่พูดว่าเกลียดล่ะคะ อะไรที่เราพูดไป ย้อนกลับมาที่ตัวเราได้ตลอด (หัวเราะ)”

 

บทบาทผู้จัดละคร…ลูกไม้ใต้ต้น

สำหรับบทบาทผู้จัดละครของพิยดา อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเธอ เพราะการเป็นผู้จัดละครถือเป็นสิ่งที่เธอเห็นมาตั้งเด็ก และวันนี้เธอก็ได้กลายเป็นลูกไม้ใต้ต้นของพ่อเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี ที่เป็นทั้งผู้จัดและผู้กำกับการแสดงที่เราคนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี

“ตอนเด็กๆ พ่อพาไปกองถ่าย ตอนนั้นเราก็ได้เรียนรู้ ได้เข้าฉากนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งอ้อมก็ให้นาวาเข้าฉากตั้งแต่หนึ่งขวบแล้ว ในเรื่อง เงาใจ คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูก ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีความมั่นใจขึ้น รู้จักอะไรมากขึ้น ไม่กลัวคนอื่น และกล้าพูดกับคนใหม่ๆ

เราก็เลยพานาวาไปกองถ่าย ทำเหมือนที่พ่อเคยทำกับเรา มอบหน้าที่ให้ยิงเสลด ซึ่งตอนเด็กๆ เราคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก แล้วก็ให้ช่วยเสิร์ฟน้ำ ดูแลนักแสดง ตามนักแสดงเข้าฉาก ซึ่งทุกคนก็จะรีบเข้าฉาก ถือว่าลูกเราสร้างสีสันให้กองถ่าย เขาก็จะรู้หน้าที่ของเขา ตอนเราเด็กๆ พ่อก็ให้เราทำแบบนี้ แล้วเราก็จะรู้จักค่าของเงิน ง่ายๆ คือ งกนั่นเอง (หัวเราะ)”

พิยดาบอกเล่าว่า การเป็นนักแสดงกับการเป็นผู้จัดละคร แน่นอนว่ามีความเหนื่อยไม่แพ้กัน แต่มันเป็นความเหนื่อยคนละแบบ “การเป็นผู้จัดละคร มันจะเหนื่อยไปเรื่อยๆ จนกว่าละครจะจบ แต่ถ้าเป็นนักแสดงก็ต้องเหนื่อยกับการรับผิดชอบบท รับผิดชอบการแสดง รับผิดชอบตัวเอง ถามว่าจะเป็นอย่างพ่อด้วยมั้ย ที่เป็นทั้งผู้จัดละครและเป็นผู้กำกับการแสดง คงไม่ถึงขั้นนั้น มันยากเกินไป ขอดูภาพรวมดีกว่า ดูในเรื่องของทิศทางละครที่เราอยากให้เป็นไป ดูเสื้อผ้าหน้าผม สถานที่ ฉาก อาหารการกิน ฯลฯ ถ้าเป็นผู้กำกับก็คล้ายๆ เป็นนักแสดง เราก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายอย่างนี้”

 

ถึงแม้พิยดาจะประกาศให้คนในวงการรู้ว่า เธอหันมาเป็นผู้จัดละครอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ก็ยังมีคนติดต่อเธอให้เล่นละครอยู่เรื่อยๆ “บางทีเราก็ต้องดูบทนิดนึง อย่างเรื่องบัลลังก์เมฆที่ผ่านมา ผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งละครเรื่องนี้ เราเต็มที่กับมันมาก ทุกคนตั้งใจทำงานกันหมด ส่วนจะได้รางวัลหรือไม่ ก็ต้องรอดูว่ากรรมการจะเห็นถึงความตั้งใจทำของเราไหม ถ้าได้ อ้อมขอยกรางวัลให้กับทีมงานทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพนักงานเสิร์ฟน้ำ เพราะในเวลาที่เราเหนื่อยมาก เขาวิ่งเอากระดาษทิชชู่มาซับเหงื่อ เอาน้ำมาให้ดื่ม หากได้รางวัล หัวใจเราพองโต หัวใจของทีมงานทุกคนก็พองโตตามไปด้วย”

ทั้งชีวิตคือ…วงการบันเทิง

พิยดาบอกเล่าให้เราฟังว่า กว่า 20 ปีในวงการบันเทิง เธอได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องร้ายหรือเรื่องดี ซึ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้ เธอก็เอามาปรับใช้กับชีวิต รวมทั้งการรับมือกับกระแสข่าวแรง เช่น กระแสข่าวโซเชียลเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเธอ ที่โดนกล่าวหาในเรื่องของนิสัย และพาดพิงถึงตัวเธอด้วย ในทำนองที่ว่า เพื่อนกันก็คงนิสัยเหมือนกัน

“สำหรับเพื่อนของเรา เราก็ให้กำลังใจกันไป อ้อมมองว่า กระแสโซเชียลมันดีอย่างเสียอย่าง เรื่องดีก็เร็ว เรื่องไม่ดีก็เร็ว มุมมองคนแตกต่างกัน อยู่ที่ใครจะมองมุมไหน เราต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร บางเรื่องที่เขาพูดก็จริง อ้อมรู้ตัว แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราก็อาจไม่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น บางเรื่องก็ไม่ใช่ แต่จะไปแก้ทุกเรื่องมันก็ไม่ใช่ บางเรื่องมันก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อน ถ้าเรื่องไหนไม่ใช่ก็ปล่อยวางมันไป เอาเป็นว่า เรื่องแบบนี้ต่างคนต่างความคิด”

วันนี้ พิยดาในวัย 40 ย่อมผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแยะมากมาย เธอทิ้งท้ายให้น้องๆ ที่กำลังเลือกเส้นทางเดินของชีวิตตัวเองไว้ว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม หากเส้นทางไหนของชีวิต ทำให้เรามีความสุข ก็จงเลือกเส้นทางเดินนั้น

“บางคนมีความสุขที่อยู่คนเดียว ก็จงอย่าหวั่นไหวกับเส้นทางเดินโดดเดี่ยว บางคนมีความสุขในรูปแบบของการมีครอบครัว ก็จงอย่าหวั่นวิตกกับสิ่งที่ต้องเกิดตามมา สิ่งที่เราเลือก เราต้องพร้อมยอมรับมันอยู่เสมอ”

 

ประคุณ พรประภา เช้าวันใหม่ของการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/422570

ประคุณ พรประภา เช้าวันใหม่ของการท่องเที่ยว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ทายาทคนสุดท้องของครอบครัวสยามแอ็ทสยาม เช้า-ประคุณ พรประภา กำลังเป็นเช้าวันใหม่ในวงการทัวร์เอาต์บาวน์ ด้วยจุดขายเปิดเส้นทางใหม่เอาใจสาวกแดนปลาดิบ ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง เช้า โฮสเทล ที่เกิดมาเพื่อพลิกโฉมโฮสเทลไทย

นอกจากประเทศไทยแผ่นดินเกิด เขายังมีความผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ ด้วยเพราะไปเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากนั้นสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเมจิ และทำงานในบริษัททัวร์ เอสเอ็มไอ (S.M.I. Travel) รวมระยะเวลากว่า 8 ปี

“เลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจเพราะอยากมีธุรกิจของตัวเอง” ประคุณ กล่าว “ตอนแรกได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานในบริษัทคุณพ่อ (เอสเอ็มไอ) ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 3 ทำต่อเนื่องจนเรียนจบ และเมื่อกลับเมืองไทยก็เข้ามาดูแลบริษัท เวนดี้ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอสเอ็มไอเต็มตัว”

 

เอสเอ็มไอ ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปี มีสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่น ให้บริการทัวร์สำหรับคนญี่ปุ่นที่ต้องการมาเที่ยวเมืองไทย ส่วนเวนดี้ (Wendy Tour) ก่อตั้งหลังจากนั้น มีอายุประมาณ 5 ปี สำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ ให้บริการทัวร์สำหรับคนไทยที่ต้องการไปเที่ยวญี่ปุ่นและจุดหมายอื่นๆ ทั่วโลก (เอาต์บาวน์)

ปัจจุบัน เช้า ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เวนดี้ ทัวร์ รับผิดชอบงานด้านการตลาดทั้งหมด รวมถึงการออกแบบโปรแกรมทัวร์รูปแบบใหม่ เส้นทางใหม่ เพื่อสร้างจุดขายใหม่ให้แก่บริษัท ยกตัวอย่างเส้นทางที่เขาเป็นคนสำรวจเอง เช่น เมืองอาคิตะ (Akita) เน้นการท่องเที่ยวแบบฟาร์มสเตย์ และแช่ออนเซนธรรมชาติ และเมืองโอกายามา เน้นการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์

“เราพยายามสร้างความเป็นยูนีก ไม่เหมือนกับทัวร์ในตลาด และพยายามเลือกเมืองที่แตกต่าง โดยส่วนใหญ่ทัวร์ทั่วไปจะไม่จัดไปสองเมืองนี้ เพราะอยู่ไกลจากศูนย์กลางอย่างโตเกียว เช่น โอกายามาต้องไปรถไฟยาวไกล หรือเมืองอาคิตะต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศหรือรถไฟด่วนไปยังจุดหมาย ซึ่งดีที่เราเป็นพาร์ตเนอร์กับสายการบินญี่ปุ่น จึงทำให้ระยะทางไม่ใช่ปัญหา เพราะการเดินทางสะดวก” ประคุณกล่าว

 

การเที่ยวกับชุมชนยังสร้างความยูนีกให้แต่ละทริป เพราะทุกครั้งที่ไปเยือนบ้านหรือฟาร์มจะแตกต่างไปในแต่ละช่วงฤดู ทั้งกิจกรรม พืชผลที่ปลูก อาหารการกิน และความเป็นอยู่ ซึ่งสถิติ 6 เดือนที่เปิดขายเมืองอาคิตะเมื่อปีที่แล้ว มีผู้ใช้บริการประมาณ 500 คน

ประคุณยังมีไอเดียจัดทริป แคมปิ้ง คาร์ (Camping Car) ในฮอกไกโด แตกต่างจากทัวร์อื่นที่ขายเพียงรถเช่า (Rental Car) เขาอธิบายว่า แคมปิ้ง คาร์ มีลักษณะเหมือนรถตู้ แต่ภายในสามารถปรับให้เป็นเตียงนอนสองชั้น โดยจะวางเส้นทางให้เที่ยวและหยุดพักตามจุดจอดสำหรับรถบ้าน ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและการรักษาความปลอดภัยอย่างดี

“ทุกทัวร์ที่เราขายจะมีโปรแกรมพื้นฐานไว้ ส่วนออปชั่นอื่นๆ จะให้ลูกค้าเลือกเหมือนเป็นท็อปปิ้งพิซซ่า ถ้าอยากได้ทัวร์ส่วนตัว เราก็จะวางโปรแกรมตามงบประมาณและความต้องการเป็นหลัก เวนดี้จึงเป็นเหมือนตัวกลางที่คอยอำนวยความสะดวกคนไทยให้ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างสบายและไม่เหมือนใคร”

นอกจากทริปท่องเที่ยว ทางเวนดี้ยังสามารถออกแบบทริปสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยน เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทริปดูแมตช์ฟุตบอลอังกฤษ และจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งนี้จากสถิติยังคงชี้ว่า ลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่เลือกไปประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก

เวนดี้เปิดให้บริการมานาน 5 ปี ในฐานะของผู้จัดการฝ่ายการตลาดเห็นถึงลู่ทางที่ยังเติบโตได้อีก โดยเฉพาะเรื่องเส้นทาง เพราะความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกันนานถึง 35 ปี ทำให้ทั้งเอสเอ็มไอและเวนดี้ได้สิทธิพิเศษซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจในอนาคต

“แต่มันเร็วไปหรือเปล่านี่คือปัญหา” เขาตั้งข้อสังเกต “เพราะการเปิดเส้นทางใหม่ คนไทยอาจไม่รู้จัก จึงกลับมาเป็นโจทย์ให้เราต้องโปรโมทเดสทิเนชั่นไปพร้อมๆ กัน”

อีกด้านอาจมีคำถามใหม่ว่า ในยุคที่นักท่องเที่ยวหาข้อมูลและเดินทางเองเช่นนี้ จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าบริษัทจะอยู่รอด เขาตอบแทบจะในทันที

“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีคนที่ต้องการความสะดวก “อย่างไพรเวททัวร์ที่เราทำสามารถอำนวยความสะดวกแบบวันสต็อปเซอร์วิส แต่เราก็ไม่ทิ้งข้อเท็จจริงที่คนเที่ยวเองมากขึ้น เราจึงพยายามจับกลุ่มนี้โดยการเป็นศูนย์รวมข้อมูล ให้บริการข้อมูลทุกด้านในจุดเดียว ทำให้เขาสะดวกกว่าการไปเสิร์ชหาในกูเกิล ทั้งเซฟเวลาให้ลูกค้าและมอบข้อมูลที่ถูกต้องที่อัพเดท” เขากล่าว และย้ำถึงการเปิดเส้นทางใหม่ที่เป็นจุดขายสำคัญ

 

นอกจากนี้ ประคุณยังให้ความสำคัญกับการเดินทางมาก เพราะเขาเองก็ชอบเดินทางเป็นนิสัยส่วนตัว “การทำงานอย่างเดียว มุมมองทุกอย่างมันจะแคบอยู่เท่านั้น ตื่น เข้าออฟฟิศ ทำงาน กลับบ้าน นอน ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำๆ แต่เมื่อไหร่ได้ไปเที่ยวจะเป็นเวลาที่เราปล่อยวางเรื่องงานแล้วเห็นสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมันทำให้เกิดไอเดียทั้งมุมมองใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต เหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่ง่ายและเห็นกว้างที่สุด”

อีกบทบาทของหนุ่มไฟแรงยังมีตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป เช้า โฮสเทล ที่พักเปิดใหม่เพิ่งให้บริการยังไม่ถึงขวบปี “เช้า โฮสเทล เป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา ตั้งแต่คอนเซ็ปต์ การตกแต่ง และวางระบบเองทุกอย่าง ทำให้การทำงานตรงนี้สบายใจ เป็นตัวเอง ซึ่งดีใจมากๆ ที่ธุรกิจเป็นไปด้วยดี”

เช้า โฮสเทล เป็นดีไซน์โฮสเทล ตั้งอยู่บนชั้น 8 ของโรงแรมสยาม แอ็ท สยาม กรุงเทพฯ ห้องพักไม่คับแคบ เน้นการใช้งานของแบ็กแพ็กเกอร์ มีพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกประหนึ่งโรงแรมพรีเมียม นับว่าเป็นโฉมใหม่ของโฮสเทลที่เคยเห็น แทบทุกอย่างเหมือนโรงแรม แต่เพราะมีห้องนอนรวมให้บริการจึงอยู่ในฐานะโฮสเทล

ปัจจุบัน เช้า โฮสเทล มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 89 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ยังไม่สรุปว่านี่คือความสำเร็จ เพราะในใจยังมีภาพโฮสเทลในฝันที่อยากให้เป็น และยังมีสิ่งที่อยากทำเพิ่มเติม เช่น จะปรับพื้นที่ส่วนกลางของโฮสเทลให้เป็น โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ และมีแผนจะขยายสาขาไปยังจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ

ขณะนี้ ประคุณอายุ 23 ปี บริหารสองบริษัท สองสายงาน ซึ่งดูเหมือนมีหน้าที่ความรับผิดชอบมากกว่าอายุ แต่เขากลับมองเป็นความท้าทายในทุกๆ วัน “ผมได้แรงสนับสนุนจากครอบครัวมาก โดยเฉพาะพี่สาว (ประธานพร พรประภา) และคุณพ่อ (พรพินิจ พรประภา) ที่ท่านบริหารหลายบริษัท มีประสบการณ์มามากมาย เป็นแบบอย่างและมีคำสอนที่ดีเสมอ เวลากินข้าวพร้อมกันพ่อแม่ลูกครบสี่คนก็จะได้ไอเดียใหม่ๆ จากแต่ละสายงานที่ต่างกัน”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกกดดันในฐานะลูกชายคนเล็กของบ้านพรประภา ทว่าท้ายที่สุดแล้วครอบครัวก็เป็นขุมพลังสำคัญที่ทำให้เขากล้าก้าวสู่เช้าวันใหม่ต่อไป

 

ใบเฟิร์น ไมค์ทองคำ ‘ครูเพลง’ ลูกทุ่งปรุงฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/422029

ใบเฟิร์น ไมค์ทองคำ ‘ครูเพลง’ ลูกทุ่งปรุงฝัน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ไม่ว่าใครก็มีไอดอลในดวงใจ อย่างสาวน้อยโคราช ใบเฟิร์น-สุทธิยา รอดภัย หรือใบเฟิร์น ไมค์ทองคำ นักร้องลูกทุ่งวัย 23 ปี ที่เจนเวทีประกวดมาตั้งแต่ชั้นประถมฯ ครั้งสำคัญคือ รายการไมค์ทองคำที่คว้าอันดับ 3 จากจำนวนผู้สมัครกว่าหมื่นคน พร้อมออกซิงเกิ้ลแรกของชีวิตเพลง “ทวงรักฝากลม”แรงบันดาลใจแรกเธอยกให้ตำนานลูกทุ่ง พุ่งพวง ดวงจันทร์ ที่เธอซึมซับมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าเปิดกล่อมนอน หลังจากนั้นเมื่อได้ก้าวสู่เส้นทางเพลง เธอได้พบ “ครูเพลง” ที่เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตมากมาย

1 สลา คุณวุฒิ : ความเรียบง่าย

เธอเคยเจอ ครูสลา นักประพันธ์เพลงแนวลูกทุ่งอีสานตามเวทีประกวด จนกระทั่งได้ร่วมงานในรายการเพลงลูกทุ่ง ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอประทับใจอย่างแรกคือ ความเป็นกันเอง”ครูจะสอนเรื่องการใช้ชีวิต การเป็นศิลปิน การวางตัว นอกเหนือจากการร้องเพลงที่ครูสอนศิษย์ทุกคนอยู่แล้ว และที่สำคัญคือ ครูเป็นคนเรียบง่ายซึ่งเหมือนตัวเฟิร์น ที่เป็นคนบ้านๆ อยู่แบบง่ายๆ อยู่กับสภาวะความเป็นจริง” เธอกล่าว นอกจากนี้เธอยังประทับใจในจิตวิญญาณความเป็นครู เพราะแม้ว่าเธอจะไม่ใช่ศิษย์โดยตรง แต่ทุกครั้งที่เจอก็จะได้รับคำสอนเสมอ

2 โน้ต เชิญยิ้ม : ความทุ่มเท

บทบาทนักแสดงตลกทำให้หลายคนไม่ทราบอีกบทบาทด้านงานเพลง “อาโน้ตเป็นคนแต่งเพลงทวงรักฝากลมและซิงเกิ้ลใหม่แค่บอกตาน้ำตาก็ไหลที่กำลังจะปล่อยออกมา” ใบเฟิร์น กล่าว
“เฟิร์นดีใจมากที่ได้ร้องเพลงของ อาโน้ต วันที่เข้าห้องอัด อาโน้ตก็เข้าไปดูแลด้วยตัวเองเพื่อแนะนำว่าเนื้อเพลงวรรคนี้ต้องร้องอารมณ์ไหน” เธอยังชื่นชมความเป็นกันเองที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นลูกสาว เพราะความเอาใจใส่และความห่วงใยจากผู้ที่เป็นมากกว่านักแต่งเพลง

3 ชลธี ธารทอง : การให้โอกาส

ใบเฟิร์นเป็นแฟนเพลงของครูชลธี เจ้าของบทเพลงดัง สาวเพชรบุรี ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเธอได้รับโอกาสเป็นตัวแทนไมค์ทองคำขึ้นคอนเสิร์ต 78 ปี ตำนานแห่งสายน้ำที่มีศิลปินชื่อดังเข้าร่วมมากมาย
“ครูเป็นคนให้โอกาสศิลปินใหม่ๆ ได้แสดงความสามารถ” เธอระลึกถึงคุณครู “ที่สำคัญ ครูไม่หวงวิชา ท่านมักจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่นำไปใช้เป็นแนวทางการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิต” นอกจากนี้ชลธีได้รับการประกาศให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) ปี 2542

4 ศักดิ์สิริ มีสมสืบ : ความเข้าใจ

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ นักแต่งเพลงและนักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2535 จากเรื่อง มือนั้น สีขาว จึงได้ฉายา กวีซีไรต์ ที่ฝากผลงานเพลงลูกทุ่งไว้มากมาย โดยแต่ละบทเพลงไม่ได้เป็นแค่ความบันเทิง แต่ยังให้บทเรียนการใช้ชีวิตด้วยถ้อยคำสละสลวย เธอยกตัวอย่างเพลง กระเป๋าสมปอง ที่ตอนนี้ครองใจคนขับแท็กซี่ทั่วไทยไปแล้ว”เฟิร์นปลื้มในผลงาน ที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีโอกาสร่วมงานกับกวีซีไรต์ แต่แค่ได้ฟังเพลงก็รู้แล้วว่าเขาเป็นมากกว่านักแต่งเพลง หนึ่งคือ เขาเป็นกวี และสอง เป็นคนเข้าใจชีวิต ทุกเพลงจึงสามารถถ่ายทอดแง่มุมชีวิตได้ลึกซึ้งและกินใจ” เขาจึงเป็นไอดอลด้านการทำงานด้วยความเข้าใจ และความละเมียดละไมในทุกชิ้นงาน

5 ลพ บุรีรัตน์ : ความสำเร็จ

บทเพลง สาวนาสั่งแฟน อื้อฮือหล่อจัง กระแซะเข้ามาซิ ดาวเรืองดาวโรย หรือนัดพบหน้าอำเภอ เป็นผลงานประพันธ์ของครูลพ บุรีรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2548 และผู้สร้างชื่อเสียงให้พุ่มพวง ดวงจันทร์
“เวลาเฟิร์นไปประกวดก็มักจะนำเพลงของ ครูลพไปร้อง ทุกเพลงมีความหมายที่ดี เป็นเพลงสนุกสนาน เพลงเหล่านี้จึงเหมือนเพื่อนที่เติบโตมาพร้อมกัน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เฟิร์นกลายมาเป็นนักร้องลูกทุ่งอย่างทุกวันนี้” หรืออีกนัย เพลงของ ครูลพเป็นจุดเริ่มต้นของนักร้องรุ่นใหม่หลายคน

6 ประยงค์ ชื่นเย็น : การถ่ายทอด

อาจารย์ประยงค์เคยสอนทักษะการร้องเพลงตั้งแต่เธอเป็นหน้าใหม่ในวงการลูกทุ่ง แม้ว่าอาจารย์จะอยู่ในวงการหลายสิบปี เรียบเรียงเสียงประสานนับพันเพลง ผลงานขึ้นชื่อ เช่น ส้มตำ และถอยห่าง รวมถึงเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ปี 2552 แต่ก็เปิดรับนักร้องหน้าใหม่เสมอ”ขนาดตอนนั้นเฟิร์นเป็นเด็กน้อยไม่มีใครรู้จัก อาจารย์ประยงค์ก็ยังใจดีสอนเทคนิค ทักษะการร้องเพลง เฟิร์นประทับใจมาตั้งแต่ตอนนั้น ทุกครั้งที่ร้องเพลงของแม่ผึ้งก็จะคิดถึงอาจารย์ประยงค์” นอกจากนี้เธอยังนำแบบอย่างการเป็นอาจารย์ คอยให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่น้องๆ ต่อไป

7 แดน บุรีรัมย์ : การเป็นศิลปิน

“ครูแดนเป็นอีกคนที่ให้คำแนะนำเหมือนเฟิร์นเป็นลูกสาว” ใบเฟิร์นกล่าว “และยังเป็นครูที่ไม่กั๊กความรู้ ขอแค่ให้กล้าถาม ครูจะตอบ” เธอยังบอกด้วยว่า แม้ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพมากมาย แต่ครูแดนก็ไม่ถือตัว และแนะนำทุกเรื่องทั้งการใช้ชีวิต การร้องเพลงการวางตัว และการเป็นศิลปินที่ยั่งยืน”ครูอยู่ในวงการลูกทุ่งมานานมาก ดังนั้นครูจะรู้ว่าเราต้องวางตัวอย่างไร สิ่งไหนควรทำ และสิ่งไหนไม่ควรทำ เพื่อให้อยู่ในวงการนี้อย่างมีความสุขและยาวนาน” เธอยกตัวอย่างเรื่องการมีแฟน “ครูเคยแนะนำไว้ว่า เป็นนักร้องไม่ได้ห้ามเรื่องมีแฟน แต่จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้เหมาะสม ไม่เดือดร้อนตัวเองและคนที่เรารัก”แต่หนุ่มๆ อย่าเพิ่งคิดมากไป นั่นเป็นคำแนะนำล่วงหน้าเพราะตอนนี้นักร้องสาวยังโสดสนิท ติดตามผลงานได้ที่ค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ด www.facebook.com/yoongkaorecord

 

จุดเปลี่ยน จังหวะ ความพอดี พิชญ์ ศรีมหาวงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/421754

จุดเปลี่ยน จังหวะ ความพอดี พิชญ์ ศรีมหาวงษ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ในช่วงชีวิตของเรา ความสำคัญของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเปลี่ยนไปตามวัยและช่วงเวลา พิชญ์ ศรีมหาวงษ์ ก็เช่นกัน

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอสบี พั๊มส์ ในวัย 43 ปี เจ้าของประสบการณ์ความสำเร็จบนเส้นทางอันยาวนานในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานของไทยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หากเมื่อไม่นานมานี้ เรื่อง “ธรรมดาสามัญ” เรื่องหนึ่ง ก็ได้เปลี่ยนชีวิต การงาน และความสุขของเขา สูตรผสมของคำ 3 คำ 1.จุดเปลี่ยน 2.จังหวะ 3.ความพอดี

เมื่อก่อนของพิชญ์คืองาน งานคือสิ่งที่มาเป็นอันดับหนึ่ง ชีวิตครอบครัวเป็นเรื่องรอง ภรรยาคลอดลูกได้ 20 วัน ขณะกำลังขับรถออกนอกเมืองเพื่อไปสังสรรค์กับครอบครัวในวันสุดท้ายของปี 31 ธ.ค. 2552 นั้นเอง การเจรจาเซ็นสัญญาระหว่าง บริษัท จีอี เอ็นเนอร์จี ซึ่งขณะนั้นพิชญ์ดำรงตำแหน่งเป็นเซลส์ไดเรกเตอร์ กับบริษัท ปตท.เคมิคอล (พีทีที โกลบอล เคมิคอลในปัจจุบัน)  ที่คาดว่าจะจบทันคริสต์มาสก็กลับเกิดปัญหา เขาถูกเรียกตัวด่วนกลับบริษัทเพื่อเจรจาต่อรองขั้นสุดท้าย ทิ้งลูกแบเบาะและภรรยาให้เดินทางไปที่หัวหินเพียงลำพัง

การเจรจาที่คาดจะจบแต่ย้วยออกมาจนถึงคืนสิ้นปี ได้ลากทุกสิ่งและทุกคนที่เกี่ยวข้องให้ต้องล้มลุกคลุกคลาน ทุกคนผิดแผนหัวคะมำ คู่สัญญาของพิชญ์เดินทางมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยชุดที่ไม่เคยเห็นกัน ต่างคนต่างอยู่ในชุดลำลองเตรียมไปเที่ยวพักผ่อนปีใหม่ การเจรจาที่เกือบต้องเริ่มต้นใหม่คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ เดือดจัดจนเกือบระเบิดก็หลายครั้ง ก่อนจะจบลงและเซ็นสัญญากันได้ทันได้ยินเสียงพลุฉลอง
ปีใหม่ตอนเที่ยงคืนนั้นเอง

“นี่ไม่ใช่ดีลที่ใหญ่ที่สุดของผม แต่เป็นดีลสำคัญที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมเลือกอะไร การขับรถกลับไปบริษัทในครั้งนั้นทำในทันที ทำแบบไม่คิด ไม่เสียใจ และไม่รู้สึกผิด รู้สึกดีและสนุกที่จะกลับไปลุยต่อให้จบ ไม่ใช่เสียสละด้วยนะ คืนนั้นเมื่อเซ็นสัญญาแล้วแหงนดูพลุปีใหม่ที่ออฟฟิศของจีอี ตึกออลซีซั่นส์ ถนนวิทยุ ลูกเพิ่งคลอดและภรรยาถูกทิ้งไว้ที่หัวหิน”

 

พิชญ์บอกว่า ชีวิตย้อนเวลากลับไปไม่ได้ สำหรับเขาแล้วคือมุมๆหนึ่งของคน มุมๆหนึ่งของชีวิต ที่เราจะหมกมุ่นกับเรื่องบางเรื่อง หรือหมกมุ่นกับอะไรบางอย่าง สำหรับเขาแล้วคืองาน ณ อายุหนึ่งงานคือความสนุกและความท้าทาย หากเมื่อเลยช่วงวัยหนึ่งไปงานคือความสมดุลที่ต้องจัดให้ลงตัวกับชีวิต

จุดเปลี่ยนมาถึงในอีกไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา เมื่อพิชญ์ลาออกจากจีอี ตำแหน่งสุดท้ายเซลส์ไดเรกเตอร์ผู้ดูแลในประเทศไทยและเวียดนาม เขารับตำแหน่งใหม่ในบริษัทร่วมทุนเยอรมัน กลุ่มบริษัท ชัฟเลอร์ (Schaffler) โดยเป็นคันทรี แมเนเจอร์ (Country Manager) และกรรมการผู้จัดการในบริษัท ชัฟเลอร์ (ไทยแลนด์) และชัฟเลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) ขณะนั้นลูกสาวคนแรก น้องโมนา ป่วยไข้ขึ้นสูงครั้งแรก

จำได้ว่าเป็นเดือน พ.ค.ของปี 2553 พิชญ์เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ที่ชัฟเลอร์ ในระหว่างช่วงทดลองงานซึ่งเจ้านายกำลังบินมาจากต่างประเทศเพื่อประเมินผลในวันรุ่งขึ้น หากในคืนนั้นทารกเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งแรก คุณพ่อมือใหม่รู้สึกกลัวจนหัวใจระรัว เพราะเจ้าตัวน้อยมีไข้สลับขึ้นสลับลงตลอดทั้งคืน ได้รู้ในคืนนั้นว่า อะไรหรือใครกันแน่ที่สำคัญในชีวิตของเรา

“ผมรู้ในคืนนั้นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมเปลี่ยนไปแล้ว” พิชญ์เล่า

ในใจคิดว่า ถ้าบริษัทแม่ในต่างประเทศทำการประเมินผลงานแล้วไม่ผ่าน ก็ไม่เป็นไร อาจเพราะรู้ตัวเองแล้วความสำคัญในชีวิตเปลี่ยนถ่ายจากเรื่องงานมาเป็นเรื่องครอบครัว ลูกสำคัญที่สุดและชีวิตต้องหาจุดสมดุล ลดเวลาทำงาน จากคนที่เคยชอบเอนเตอร์เทนลูกค้าเวลาค่ำ เปลี่ยนเป็นไม่ไปเลย ถ้าไปก็ไปกลางวัน เวลาส่วนใหญ่อยู่กับลูกและครอบครัว

 

ต่อมาในปี 2558 พิชญ์รับตำแหน่งใหม่เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอสบี พั๊มส์ กลุ่มบริษัทผู้ผลิตและผู้นำในตลาดปั๊มและวาล์วรายใหญ่ของโลก แม้ในปี 2557 ยอดขายจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ แต่ในปี 2558 ที่ผ่านมาผลประกอบการปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าพอใจ 15% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าการเติบโต 10% คิดเป็นยอดขายประมาณ 800 ล้านบาท

สำหรับเคเอสบี พั๊มส์ ก่อตั้งในปี 1871 ที่ประเทศเยอรมนี เป็นผู้ผลิตและผู้นำในเรื่องปั๊ม วาล์ว และระบบที่เกี่ยวข้อง ผลประกอบการต่อปีสูงกว่า 2,300 ล้านยูโร ในประเทศไทยเป็นการร่วมทุนระหว่าง
เคเอสบี เอจี, บริษัท บีกริมม์ และกลุ่มซีพี โดยผลิตภัณฑ์เป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะวิศวกรรมไฮดรอลิก เทคโนโลยีด้านวัสดุและระบบขับเคลื่อนทันสมัย

โลดแล่นอยู่ในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และพลังงานมานานกว่า 20 ปี มองย้อนกลับไปคือความภูมิใจ พิชญ์ให้คำจำกัดความชีวิตของตัวเขาเองว่า คือชีวิตของคนชั้นกลางธรรมดาๆ คนหนึ่ง หน้าที่การงานและความสำเร็จได้มาจากการเติบโตตามครรลองและพระประสงค์ของพระเจ้า ชีวิตนี้ไม่มีดราม่า ไม่ขึ้นลงหวือหวา แม้ช่วงฟองสบู่วิกฤตต้มยำกุ้งแตกจะเจ็บบ้าง ก็เป็นอาการเจ็บที่กลับมาได้ ปรับตัวได้

“ผมภูมิใจหน้าที่การงานและความเชื่อถือที่ได้รับจากคนในแวดวง สิ่งที่เป็นตัวเราสะท้อนจากมุมมองที่คนอื่นมองเรา สุดท้ายแล้วเขาพูดถึงเราว่ายังไง ความซื่อตรงสำคัญที่สุด ทุกสนามที่ผมเล่นไม่มีตุกติก ผมออกเต็มหมัดแต่ไม่ต่อยใต้เข็มขัด ทำเต็มที่ในบทบาทที่ได้รับมอบหมาย”

แบรนดิ้งของพิชญ์คือความน่าเชื่อถือ เขาบอกว่าสำคัญที่คนมองเราว่าเชื่อถือได้ ความโปร่งใสในการทำธุรกิจสำคัญ One Strike You Out! ครั้งเดียวก็ไม่ได้ ชีวิตไม่มีพื้นที่ให้เรื่องทุจริต ไม่ว่าขนาดโครงการจะใหญ่หรือมีมูลค่ามหาศาลปานใด ทุกขั้นตอนคือความสะอาดบริสุทธิ์ที่พิสูจน์ได้ด้วยระยะทางหรือเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา

 

คนธรรมดาๆ คนนี้ดีลสัญญามูลค่ามหาศาลในธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและในอีกหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการอัพเกรดโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โครงการบำรุงรักษาระยะยาวโรงงานไฟฟ้าราชบุรี มูลค่าสัญญาคิดเป็นหลักหลายร้อยล้านเหรียญขึ้นไป เรื่องราวของเขาพิสูจน์ได้จากผลงานที่น้อยคนที่จะทำได้

ความคิดเรื่องงานและความอยาก นึกคิดออกมาเป็นความใฝ่ฝันที่เดิมอยากจะเกษียณหรือรีไทร์ตัวเองเมื่ออายุ 45 ปี การรีไทร์ตัวเองไม่ใช่การเลิกทำงาน แต่เป็นการทำงานที่มีวาระสอดร้อยกับตัวเองให้มากขึ้น สิ่งที่อยากทำคือการใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ดำเนินธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกร จุดแข็งคือความเป็นคนธรรมดาของตัวเอง ที่ก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ 80-90% ในสังคม ใช้จุดแข็งในความเหมือนเพื่อสร้างความแตกต่าง เหมือนกับที่เขาได้ทำมาแล้ว

นอกเหนือจากความธรรมดา แพตเทิร์นชีวิตของพิชญ์คือการเป็นคริสตศาสนิกชนที่เคร่งครัด ความคิดความอยากในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การงานคือการแสวงบุญ ล่าสุดปีที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังเมืองรูท หรือเมืองแม่พระประจักษ์ หมายถึงเมืองที่พระแม่มารีได้มาปรากฏ ณ ประเทศฝรั่งเศส

“ผมขึ้นเครื่องบินไปลงเครื่องที่ปารีส จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังรูท เมืองเล็กๆ ที่มีความสงบเรียบง่าย กิจกรรมของเมืองและคนในเมืองคือการไปสวดมนต์ฟังเทศน์ ผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางมาที่นี่”

การแสวงบุญที่ใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ของพิชญ์สร้างความสงบในใจให้แก่เขาอย่างประหลาด นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจจะเดินทางไปสวดมนต์แสวงบุญ ณ ที่แห่งนี้ทุกปี

สุดท้ายแล้วพิชญ์บอกว่า เขาคือนักขอที่ขอพรจากพระเจ้ามาแล้วชั่วชีวิต สิ่งที่เขาได้น้อยกว่าสิ่งที่เขาขอมากมายนัก แต่ทั้งสิ่งที่ได้และสิ่งที่ไม่ได้คือพรของพระองค์ ภายใต้จังหวะชีวิตและความพอดี พระเจ้าได้อวยพรและนำเขามา ณ จุดที่เขามีความสุขที่สุดในวันนี้แล้ว

 

พลพัฒน์ อัศวะประภา แฟชั่น (ไทย) กำลังก้าวไปข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/421528

พลพัฒน์ อัศวะประภา แฟชั่น (ไทย) กำลังก้าวไปข้างหน้า

โดย…ชุติมา-ศศิธร จำปาเทศ  ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

แฟชั่นไทยกำลังสุกงอมเต็มที่และพร้อมพุ่งตัวก้าวต่อไป ไม่มีคำว่ายั้งสะดุดและไม่ยั่นกับการแข่งขันสูงปรี๊ดกับเสื้อผ้าแบรนด์นอก และใน พ.ศ.นี้ก็ยังเป็นการเติบโตของวงการที่น่าจับตาอีกด้วย

นี่คือคำยืนยันจากปากเจ้าของแบรนด์อาซาว่า (Asava) พลพัฒน์ อั ศวะประภา ซึ่งจัดเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นในประเทศไทย และล่าสุด ใน Elle/Elle Men Fashion Week ก็ได้เปิดเวทีขึ้นอีกครั้งสำหรับการสนับสนุนให้ดีไซเนอร์ไทยได้นำเสนอโชว์ชั้นดี ในคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 ปลุกกระแสความคึกคักเสื้อผ้าแบรนด์ไทยดีไซน์โก้หรูร่วม 10 แบรนด์ ให้ได้โชว์ฝีมือกันแบบจัดเต็ม

พลพัฒน์ หรือที่วงการแฟชั่นเรียกกันติดปากว่า “หมู-อาซาว่า” จัดเต็มสมฐานะนายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) นำเสนอโชว์เสื้อผ้า 40 กว่าลุคในชื่อคอลเลกชั่น Breakfast At Tiffany’s ใครได้ชมโชว์ไปแล้วลองเปรียบเทียบทั้งเรื่องคุณภาพและการดีไซน์ของนักออกแบบไทย กับเสื้อผ้าแบรนด์ดังระดับโลก “แบรนด์ไทยเราสวยคุ้มค่าที่สุด!!!” ย้ำบอกกันอีกครั้งจากปากดีไซเนอร์คนดังก็ไม่ได้เกินจริง!

และขอออกตัวอีกว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ขอคุยเรื่องเครียดๆ เพื่อย้ำการพัฒนาวงการแฟชั่นไทยแบบยั่งยืนให้เป็นตัวจริงต่อไปในอนาคตที่หลายๆ แบรนด์มีสิทธิก้าวสู่ระดับโลก

ก้าวแรกเริ่มของกระบวนคิด

แฟชั่นมันเป็นเรื่องของการเดินต่อไปข้างหน้าเสมอ พลพัฒน์ บอกพร้อมรอยยิ้มว่า “อาซาว่า” ได้เกิดขึ้นจากเวทีนี้เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว คอลเลกชั่นแรกชื่อว่า Uptown Girls เสื้อผ้าไม่แตกต่างจากวันนี้ไปมากมายนัก ถ้าพูดถึงการนำเสนอแฟชั่นก็อาจเปลี่ยนวิธีการนำเสนอไปบ้าง แต่วิธีกระบวนการคิดซึ่งคือจิตวิญญาณของแบรนด์ ขอยืนยันว่ายังคงเดิม และแน่นอนที่สุดเป็นการทำงานสะท้อนภาพของสังคมในเรื่องการบริโภคเสื้อผ้า โดยในมุมของคนทำงาน ทั้งการบริโภค และงานศิลปะ ล้วนเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตที่สะท้อนการใช้ชีวิต ณ โมเมนต์นั้นๆ ได้ชัดเจน

ฟังๆ แล้วก็น่าจะอาร์ตตัวพ่อของจริงอีกคน พลพัฒน์ หัวเราะร่วนแล้วบอกว่า พูดอาจฟังยากไปสักนิด แค่อยากบอกว่า งานทำเสื้อผ้าขายก็ไม่ต่างอะไรจากทำงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

“หรือจะบอกว่ามันเหมือนผมมีลูกเล็กๆ อยู่หนึ่งคนก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกเราเสมอ เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ ไม่มีอะไรดีพร้อมสักที (หัวเราะ) จนนาทีสุดท้ายจะโชว์รันเวย์แล้ว ผมก็ยังเปลี่ยนอยู่ ยังปรับอยู่ แล้วมันก็เป็นทั้งความตื่นเต้น ความวิตกกังวล

จริงๆ นะ… ผมไม่ได้นอนหลับสนิทมาสามวันแล้ว นอนวันละชั่วโมงครึ่งมาตลอดสามวันก่อนโชว์จะเริ่ม แค่คิดว่าเรียงชุดสวยหรือยัง? เพลงนี้มันลงกับชุดนี้หรือยัง? นางแบบคนนี้เราควรจะเปลี่ยนไหม จัดโชว์แต่ละครั้งมีความวิตกกังวลไปหมด จนโชว์ล่าสุดครั้งนี้ก็ยังมีความวิตกกังวลอยู่ ห้าทุ่มกว่าก็ยังกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ต้องตื่นมากินยาให้นอนหลับไปตอนตีสามครึ่ง หกโมงเช้าก็ลงมาดูงานแล้ว

เพราะฉะนั้นชีวิตดีไซเนอร์ก็จะเป็นอย่างนี้เลยครับ จะอยู่กับวิตกกังวล จะคิดย้อนไปย้อนมา ต้องแก้ต้องปรับตรงไหนกันอีกบ้าง” พลพัฒน์ เริ่มต้นสนทนาแม้จะออกตัวว่านอนน้อย แต่วันนี้มาพร้อมใบหน้าสดใส สูทสีน้ำเงินลุคเนี้ยบเป๊ะอย่างที่ทุกคนชินตากันดี

 

“คอลเลกชั่น Breakfast At Tiffany’s มันคือการเสียดสีสังคมในยุค 1970 ของนางเอกหลายคนยังตราตรึงกับบทบาทของ ออเดรย์ เฮปเบิร์น ผมชอบเรื่องนี้โดยไม่ได้มองความหรูหรานะครับ ผมมองความเสียดสีของสังคมของนักเขียน ทรูแมน คาโพตี เป็นนักเขียนที่ผมชอบมาก การที่เขานำเสนอเรื่องโสเภณีชายหญิง มันเป็นอัจฉริยะในการนำเสนอ เพราะในยุคนั้นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ โสเภณีชายหญิงเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในการพูดถึง แต่เขาสามารถสร้างบทประพันธ์ แล้วก็ฉาบมันด้วยน้ำตาล จนคนดูมองไม่เห็นสิ่งที่ผิดตรงนั้น

มันคือกบฏของวิธีคิดเลยครับ ซึ่งแบรนด์อาซาว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมก็อยากนำเสนอคอนเทนต์สาระสำคัญที่มีความฉลาดเฉลียวในการใช้ชีวิตแบบเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่ผมใส่ไว้ในดีเอ็นเอในแบรนด์คือคำว่า Intelligent คือคำว่า ฉลาดเลือกใช้ ฉลาดในการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องการทำเสื้อที่มันฉาบฉวย ไม่ต้องการทำเสื้อผ้าที่ผู้หญิงมองแล้วว่าใส่ไปปาร์ตี้ประเดี๋ยวประด๋าว ใส่หนสองหนแล้วทิ้ง เราต้องการเป็นเสื้อผ้าที่ผู้หญิงใฝ่ฝันซื้อส่งเสริมคุณค่าในการใช้ชีวิต ไม่ใช่ใส่ตามแฟชั่น ใส่หวือหวาแล้วก็ผ่านไป ผมจะชอบทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงใส่เสื้อเราเมื่อสี่ปีที่แล้ว แล้วยังมาใส่ออกงานอยู่ เปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้า เปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนเครื่องประดับใหม่ ผมพยายามทำเสื้อผ้าที่ออกมาแล้วใช้นิยามว่า ‘ร่วมสมัย’ ให้ได้

สุดท้าย ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ก็คงประทับใจนางเอกที่ใช้ผ้าปูเตียงห่อตัวเองเข้าไปในงานหรูหรา แต่ด้วยความเป็นศิลปะและการรู้จักนำเสนอตัวเอง คนกลับมองว่าผ้าปูเตียงนั้นสวย อันนี้มันเป็นความคิดที่น่าสนใจมากเลยนะครับ” พลพัฒน์ บอกแนวคิดการทำงานคอลเลกชั่นล่าสุดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น บ่งบอกพลังการทำงานกว่าสิบปีที่ไม่มีพร่อง

ทิศทางแฟชั่นปีนี้

ในฐานะทำงานหน้าที่นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ พลพัฒน์ บอกว่า ในรอบสิบปีที่ผ่านมา กราฟชีวิตของแบรนด์ไทยเติบโตเรื่อยๆ โดยเฉพาะในรอบ 5 ปีแรก ก็จะเห็นว่าแบรนด์ไทยเติบโตขึ้นมาก ทุกห้างสรรพสินค้ามีพื้นที่สำหรับแบรนด์ไทยที่ชัดเจน ตลาดเติบโตขึ้น สาวๆ ไทยเลือกใส่เสื้อผ้าไทยกันอย่างกว้างขวางขึ้น

“เห็นชัดเจนที่สุด เสื้อผ้าก๊อบปี้แบรนด์ไทยก็เยอะขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย เรื่องปราบของเลียนแบบสมาคมแฟชั่นฯ ก็มุ่งทำมาสักพักนึงแล้วครับ

แน่นอนที่สุดว่าเมื่อวงการกำลังเติบโต ก็จะมีผู้ร่วมอยากจะเข้าแข่งขันลงสนามมากขึ้นเยอะ ก็จะมีแบรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่เยอะทุกวัน ขณะเดียวกันก็จะมีแบรนด์เล็กปิดตัวลงทุกวันเหมือนกัน ถามว่าธุรกิจนี้น่าสนใจไหม มันน่าสนใจมาก (บอกน้ำเสียงชัดเจน) แต่เมื่อมันมีความน่าสนใจขึ้นการแข่งขันมันก็สูงขึ้น กลไกซับซ้อนของการตลาดมันก็มาเป็นเงาตามตัว เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่คิดว่าจะเข้ามาในตลาดนี้เพราะว่ามันมีความน่าหอมหวนชวนลิ้มลองเค้กก้อนนี้ แต่ถ้าไม่รู้จักการบริหารจัดการธุรกิจที่เหมาะสม ไม่รู้จักกระบวนการสร้างตราสินค้าที่มีคุณค่าเพียงพอต่อสายตาผู้บริโภค เสื้อผ้ามันก็แค่มาแล้วก็ไปนะครับ หรือเติบโตได้ในสเกลระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะสุดท้ายแล้วธุรกิจยิ่งโตก็ยิ่งมีความซับซ้อน มีความแข่งขันสูงขึ้นมากขึ้น

นอกจากการแข่งขันกับแบรนด์ไทยด้วยกันเองแล้ว ก็ยังแข่งขันแบรนด์ต่างประเทศด้วย ทุกวันนี้หน้าร้านอาซาว่าอยู่ติดกับแบรนด์ฝรั่งดังๆ และขายราคาใกล้เคียงกับเสื้อผ้าแบรนด์ไทย เราไม่ได้แข่งกันเองอีกแล้วครับ เราแข่งกับธุรกิจข้ามชาติที่มีทรัพยากรมหาศาล  มีตลาดกว้างขวาง เขามีต้นทุนในการทำงานที่เมื่อหาค่าเฉลี่ยออกมาทุนทำได้ต่ำกว่าเราอยู่แล้วครับ

เพราะฉะนั้นแบรนด์ไทยประสบความสำเร็จได้และลืมตาอ้าปากได้ ก็จะต้องสามารถแข่งกันกับแบรนด์ไทยด้วยกันเองได้ก่อนครับ แล้วจึงจะสามารถไปต่อสู้กับแบรนด์ต่างชาติได้ เริ่มจากต้องเป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ ในการนำเสนอสินค้าในตราสัญลักษณ์สินค้าที่ลูกค้ามองแล้วรู้สึกมีคุณค่าเพียงพอต่อการที่จะเอาเงินออกจากกระเป๋าเขา” พลพัฒน์ บอก

แฟชั่นนิสต้าหลายๆ คนบอกแบรนด์ไทยราคาแพงมาก! คำกล่าวนี้ พลพัฒน์ บอกขออธิบายอีกยาวๆ

“นี่เป็นภาพลักษณ์อย่างหนึ่งที่คนไทยด้วยกันดูถูกของไทยด้วยกันเองเลยนะครับ ผมท้าเลยให้เอาตะเข็บแบรนด์ไทย แบรนด์ที่มีคุณภาพนะ (บอกพลางหัวเราะ) ไปแบะตะเข็บเทียบกับแบรนด์ที่เขา
บอกว่ามีคุณค่า ไม่ต่างกันนะครับ นี่คือเรืองที่ผมกล้าการันตีเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระบบการทำงานของดีไซเนอร์ของอาซาว่า ผมเน้นมีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ฝรั่ง

ตะเข็บเสื้อผ้าของนอกยังเป็นตะเข็บโพ้งสี่เส้นอยู่เลย คือตัดเมืองจีน แต่ของเราใช้ช่างไทยตะเข็บเราคือตะเข็บเสื้อผ้าชั้นสูง

ผมเชื่อว่า ณ วันนี้คนไทยเองก็ไม่ได้มีการยึดติดภาพลักษณ์ของสินค้า มากไปกว่ายึดติดคุณภาพของสินค้า คำว่าคุณภาพ ผมทำวิจัยกับลูกค้าใน 10 คนหยิบผ้าใยสังเคราะห์ แล้วบอกเป็นผ้าแพง (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าหน้าที่ของผมในฐานะนายกสมาคมแฟชั่นฯ คือการป่าวประกาศให้ลูกค้ารู้ว่าคุณภาพที่แท้จริงคืออะไร ให้แยกแยะให้ออกว่าสินค้าดีไซเนอร์ที่เขาบอกว่าแพง ถ้าคุณไปจับเสื้อผ้าในราคาเดียวกันของดีไซเนอร์ฝรั่งไม่มีต่ำกว่า 5 หมื่นบาท

เสื้อราตรีผมที่ผมขายอยู่ตัวละ 2 หมื่นกว่าบาทเองนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมเชื่อเลยครับว่าเอาไปทาบกับสินค้าฝรั่งที่อยู่ในระดับเดียวกันในการนำเสนอ ราคาไม่มีต่ำกว่า 8-9 หมื่นบาท เพราะฉะนั้น ถ้าคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกันเอง ธุรกิจที่เราถือว่าตอนนี้เป็นศักยภาพของประเทศ มูลค่าเพิ่มของประเทศ ถ้าคนไทยยังบอกว่าของไทยแพง ไม่จ่ายเงินให้ของไทย ธุรกิจตรงนี้จะไม่สามารถกลายเป็นจุดแข่งขัน จุดแกร่งของประเทศไทยได้เลยครับ

ณ วันนี้ฝรั่งก็มองเราอยู่แล้วว่า เดรสดีๆ แบรนด์ไทยสวยเหลือเกินอยากใส่เหลือเกิน แต่เห็นราคาหมื่นกว่าบาทแล้วไม่จับ ไปซื้อเสื้อญี่ปุ่น เสื้อเกาหลีดีกว่า เพราะเขามองไทยเป็นประเทศขายของถูก ไม่ชินที่ประเทศไทยขายของมีดีไซน์์และบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าตัวต่อตัวและคุณภาพของตัวสินค้า เราเอาชนะเขาอย่างเห็นๆ แต่ตราสินค้าของไทยในฐานะของประเทศ ยังเป็นระดับสำเพ็ง ยังเป็นระดับแพลทินัม ตราบใดที่ประเทศไทยและรัฐบาลไทยเปลี่ยนวิธีคิดของฝรั่งไม่ได้ เขาก็จะไม่ยอมจ่ายมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทย

ฉันใดก็ฉันนั้นด้วยครับ ผมอยากฝากย้ำอีกทีถ้าคนไทยยังคิดว่าดีไซเนอร์ไทยแพงอยู่ ผมก็ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนนะครับ เหมือนกับคนกินอาหารไทยที่ยอมจ่ายเงินในสเต๊ก 200-300 บาท แต่พอกุ้งแช่น้ำปลาซึ่งเป็นกุ้งชั้นดีมาแล้วราคา 200 บาท บอกแพง เป็นเพราะคนไทยมองว่าคนไทยของถูก อาหารไทยคือของถูกที่คุ้นชิน ถ้าพวกเรายังคิดกันอย่างนี้ ประเทศไทยก็ยังเป็นอย่างนี้ตลอดไป

จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเรามีศักยภาพที่ควรแซงหน้าแฟชั่นเกาหลีไปนานมากแล้วด้วยซ้ำ ด้วยคุณภาพของดีไซเนอร์คุณภาพไทย แต่เป็นเพราะว่าเราไม่ได้รับการสนับสนุนทำการตลาดเข้มข้นอย่างแท้จริง ตอนนี้เราวิ่งล้าหลังเกาหลีเพราะประเทศเขาส่งเสริม เขาเอาจริงเอาจัง เขาตั้งกลยุทธ์ในการสร้างโรดแมปให้ประเทศเขาเป็นประเทศส่งออกสินค้างานดีไซน์ซึ่งถ้ามองให้ลึกๆ เขาก็มาจากประเทศผู้ผลิตเหมือนเรา เขาก็ตามหลังญี่ปุ่นมาก่อนเช่นกันนะครับ” พลพัฒน์ กล่าว

หลังรันเวย์คอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ จบลงอย่างสวยงาม พลพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายฟังแล้วชื่นใจมีความหวังว่า วงการแฟชั่นไทยได้เพิ่มพาร์ตเนอร์ชุบชีวิตกันคึกคักหลายๆ แบรนด์ มีบายเออร์เมืองนอกเกาะติดรันเวย์ และสำหรับอาซาว่าวันนี้ญี่ปุ่นรอซื้ออยู่ จีนรอซื้ออยู่ แต่สำหรับตัวพ่อเพอร์เฟกชั่นนิสต์อย่างเขาก็กำลังมองๆ ว่าจะส่งลูกสาวแสนสวยหรูคนนี้ไปเติบโตโกอินเตอร์ในประเทศใด นี่คืออนาคตแฟชั่นไทยที่กำลังก้าวต่อไปไม่ยั้ง

 

เชฟขนมระดับโลก เอริก เปเรซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/420899

เชฟขนมระดับโลก เอริก เปเรซ

โดย…วรธาร ภาพ The Chocolate Factory

ขนมหวานอย่างช็อกโกแลตคงเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆ คน วันนี้จึงอยากแนะนำให้รู้จักสุดยอดเชฟขนมระดับโลก ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าพ่อช็อกโกแลตตัวจริงคนหนึ่ง ชื่อว่า เอริก เปเรซ ปัจจุบันเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจกับร้านเดอะ ช็อคโกแลต แฟคทอรี่ ช็อป แอนด์ เรสเตอรอง (The Chocolate Factory Shop and Restaurant) ซึ่งทุกวันนี้มี 2 สาขา คือ สาขาแรกที่เขาใหญ่ สาขาสองพัทยา ตั้งอยู่บนเขาพระตำหนัก หากใครเคยไปที่เดอะ ช็อคโกแลต แฟคทอรี่ คงได้ลิ้มรสช็อกโกแลตภายใต้การคิดและออกแบบของเอริกที่รสชาติอร่อย ทั้งหน้าตาและสีสันชวนรับประทาน

สำหรับประวัติของเอริก ต้องยอมรับว่าเขาเป็นเชฟขนมที่เก่งกาจและมีประสบการณ์มากคนหนึ่งของโลก โดยเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี ในร้านขนมที่โด่งดังในเมืองตูลูส ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ณ ที่แห่งนี้เองที่เขาได้มีโอกาสฝึกปรือฝีมือและเรียนรู้ศิลปะการอบขนม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญ และได้กลายป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จถึงปัจจุบัน

เอริกทำงานที่ฝรั่งเศสอยู่หลายปี ก่อนจะย้ายไปอยู่สหรัฐ ประเทศที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับการทำขนมมากขึ้น โดยในปี 2528 ได้เป็นเชฟขนมในสถานทูตฝรั่งเศส ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ต่อมาปี 2530 ได้ร่วมงานกับ แพททริก มูเซล เชฟขนมผู้มีความสามารถที่ได้ถ่ายทอดฝีมือการทำขนมให้ จนเอริกได้เรียนรู้ถึงรสชาติที่แท้จริงของขนมต่างๆ มากมาย ก่อนที่เขาจะหันไปทำงานในโรงแรมครั้งแรกในปี 2531

 

ต่อมาได้ย้ายมาร่วมงานกับโรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน ในฐานะเทรนเนอร์ ซึ่งเขาได้ร่วมเทรนพนักงานเบเกอรี่ในโรงแรมของริทซ์ คาร์ลตัน มากกว่า 10 โรงแรมทั่วโลก พร้อมทั้งมีโอกาสได้เข้าประกวดในการแข่งขันทำขนมระดับโลก อาทิ การแข่งขันที่กรุงวอชิงตันและนิวยอร์ก ซึ่งเขายังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากสื่อต่างประเทศ ได้ลงในแมกกาซีนต่างๆ เช่น Food Arts, Pastry Art and Design รวมถึงหนังสือ A View of Modern Desserts

“ในปี 2539 Pastry Art and Design โหวตให้ผมเป็นท็อปเทนของเชฟขนมหวานในอเมริกา และในปีนั้นผมยังได้เป็นถึงตัวแทนทีมชาติสหรัฐแข่ง Pastry World Cup ที่ลียง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผมได้นำเหรียญเงินกลับมาจากการแข่งขันครั้งนั้น ต่อมาในปี 2542 ก็ได้รับเลือกเข้าแข่งขันอีกครั้งแต่ได้เหรียญทองแดง ซึ่งในช่วง 3-4 ปีนี้ได้สอนที่ International School of Confectionary and Art ของเชฟอีวัลด์ นอตเตอร์ เป็นครั้งคราวด้วย”

อย่างไรก็ตาม เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ เอริกได้ตัดสินใจย้ายไปทำงานที่มหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน โดยทำที่โรงแรมพอร์ตแมน ริทซ์ คาร์ลตัน เซี่ยงไฮ้ แต่ถ้านับเวลาทำงานกับโรงแรมในเครือริทซ์ คาร์ลตัน มากกว่า 12 ปี จากนั้นเอริกจึงเปิดร้านตัวเอง เริ่มจากร้าน ลา เมซง (La Maison) ในปี 2544 ตามด้วย วิซาจ (Visage) ในปี 2546 โดยช่วงอยู่ที่จีนได้ทำหน้าที่โค้ชให้แก่ตัวแทนประเทศจีนในการแข่งขันที่ลียงเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งในปี 2547 ได้ขยายธุรกิจมาที่ประเทศไทย โดยได้ร่วมธุรกิจกับเดอะ ช็อกโกแลต แฟคทอรี่

 

สำหรับบทบาทของเอริกในเดอะ ช็อคโกแลต แฟคทอรี่ เป็นผู้ควบคุม คิดค้นสูตร และส่วนผสมเพื่อให้ได้ช็อกโกแลตที่ถูกปากคนไทย รวมถึงการเทรนเชฟขนมในร้านด้วย ซึ่งเขาได้พูดถึงช็อกโกแลตของเดอะ ช็อคโกแลต แฟคทอรี่ ว่ามีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักของลูกค้าในคุณภาพและสดใหม่ทุกวัน จากวัตถุดิบชั้นเลิศที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ ที่มีชื่อเสียงด้านช็อกโกแลต เช่น เบลเยียม ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น โดยมีให้เลือกกว่า 30 รายการ

“ช็อกโกแลตของร้านระดับพรีเมียมทั้งนั้น ซึ่งเรานำมาบริการพร้อมสรรพทั้ง 3 ประเภท ทั้งบงบงส์ (Bon Bons) ช็อกโกแลตก้อนกลมรสชาติต่างๆ มีให้เลือกกว่า 35 รายการ ประกอบไปด้วย แบล็ก ฟอเรสต์, เอสเปรสโซ, คอฟฟี่บีนส์, ดาร์กทรัฟเฟิลส์, กรองด์ มองเตร์ และโคโคนัท บลอง ซึ่งเป็นรสชาติคลาสสิกที่สามารถหาลิ้มรสได้ทั่วไป แต่จะเพิ่มรสชาติที่แปลกใหม่เข้ามาด้วย เช่น รสเสาวรส มะนาว กุหลาบ ราสพ์เบอร์รี่ ต้มยำกุ้ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน

อย่างที่สอง ช็อกโกแลต ครีเอทีฟ ได้แก่ ช็อกโกแลตที่เราสร้างสรรค์ให้มีความแปลกใหม่ เช่น รูปภาพกินได้ ดอกกุหลาบจากช็อกโกแลตคราฟต์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการใช้ช็อกโกแลตมาแปรรูปให้มีความยืดหยุ่นสามารถนำมาปั้นได้ โดยมีข้อดีคือเมื่อปั้นด้วยมือจะส่งผลทำให้น้ำมันในเมล็ดโกโก้ไหลออกมาช่วยในการบำรุงผิวมือ และสุดท้าย ช็อกโกแลต บาร์ ช็อกโกแลตแบบแท่งรสชาติต่างๆ”

 

เชฟเอริก บอกด้วยว่า เดอะ ช็อคโกแลต แฟคทอรี่ ยังเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่สาธิตวิธีการทำช็อกโกแลตให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งการจัดเวิร์กช็อปการทำช็อกโกแลตอีกด้วย โดยเมนูช็อกโกแลตที่นำเสนอวันนี้คือ ดาร์ก ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลส์ (Dark Chocolate Truffles) ซึ่งเป็นเมนูที่คนถามหามากที่สุด และมีการเวิร์กช็อปไปเมื่อเร็วๆ นี้

Dark Chocolate Truffles

ส่วนผสม

ดาร์กช็อกโกแลต หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 550 กรัม

วิปปิ้งครีม 1 ถ้วยตวง

เนยจืด 0.75 ถ้วยตวง

มินท์ เอ็กแทรกซ 0.5 ช้อนชา

 

วิธีทำ

1.นำช็อกโกแลตมาละลายด้วยไมโครเวฟ โดยตั้งอุณหภูมิที่ความร้อนต่ำสุด นำเข้าไมโครเวฟครั้งละ 15-30 วินาที

2.ทำซ้ำจนได้ช็อกโกแลตเหลว ระวังอย่าให้ช็อกโกแลตไหม้

3.เทวิปปิ้งครีม ให้เติมมินท์ เอ็กแทรกซ์

4.ค่อยๆ เติมวิปปิ้งครีมลงไปในช็อกโกแลตเหลว ใช้ไม้พายกวนตามเข็มนาฬิกาจนส่วนผสมเข้ากันดี (โดยแบ่งเทวิปปิ้งครีมทั้งหมด 3 ครั้ง)

5.นำไส้ที่ได้ไปแช่เย็นให้เซตตัวก่อนนำมาบีบลงในเปลือกช็อกโกแลตที่ใช้แม่พิมพ์ทำเตรียมไว้

** ในกรณีที่กินที่บ้านง่ายๆ ให้นำไส้ช็อกโกแลตไปแช่เย็นจนมีเนื้อเหมือนไอศกรีม จากนั้นใช้ช้อนหรือที่ตักแตงโม ตักเป็นลูกบอลขนาดเล็กแล้วนำไปชุบในช็อกโกแลต

6.เมื่อชุบช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลส์แล้ว ให้นำทรัฟเฟิลส์วางเรียงบนแผ่นซิลิโคนหรือถาดที่รองด้วยกระดาษไขเพื่อปล่อยให้แห้ง

7.การตกแต่ง – ทรัฟเฟิลส์ที่ทำเสร็จแล้วอาจนำมาคลุกผงโกโก้ (ขณะที่เปลือกยังไม่แห้งดี) เพื่อเพิ่มความสวยงาม หรืออาจนำทองคำเปลวมาตกแต่ง

เคล็ดลับ

1.ละลายช็อกโกแลตต้องใจเย็นๆ อย่าใช้ความร้อนสูงเพราะจะทำให้ช็อกโกแลตเสีย

2.ในขั้นตอนการผสมช็อกโกแลตและวิปปิ้งครีมเข้าด้วยกันต้องผสมส่วนผสมทั้งหมดให้ทั่วๆ คนตลอดอย่าหยุดจนเทวิปปิ้งครีมลงผสมจนหมด

3.ช็อกโกแลตที่อร่อยควรมีเปลือกช็อกโกแลตที่ไม่หนาหรือบางจนเกินไป เวลาดิปช็อกโกแลตจึงควรใช้ช็อกโกแลตที่เหลวสักหน่อย เพื่อให้ชั้นช็อกโกแลตที่เคลือบผิวมีความหนาที่พอดี

4.ควรเก็บถุงช็อกโกแลตที่เปิดแล้วให้พ้นความชื้น ปิดถุงให้แน่นหนาเพื่อคงคุณภาพของช็อกโกแลต

 

ชนินทร์ ชูพจน์เจริญ หนุ่มไฟแรงในวงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/420212

ชนินทร์ ชูพจน์เจริญ หนุ่มไฟแรงในวงการc

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

กลายเป็นบันทึกหน้าใหม่ของวงการอาหารบ้านเราไปทันที หลังจากที่ ฮ็อทสตาร์ แฟรนไชส์ไก่ทอดยอดฮิตเบอร์หนึ่งจากไต้หวัน ที่มีเอกลักษณ์คือไก่ทอดเนื้อแน่นชิ้นใหญ่เท่าหน้าคน เดินทางเข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อปลายปี 2014 และได้เข้าไปจับจองที่นั่งในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็ว กระทั่งเปิดสาขาแรกที่เอ็มควอเทียร์ในเดือน มี.ค.ปีก่อน ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นในบ้านเรามาพักใหญ่ นั่นคือ ภาพของสาวกนักชิมต่อแถวยาวตั้งแต่ห้างเปิดยันห้างปิด เพื่อให้ได้ชิมสแน็กสุดฮิตสัญชาติไต้หวันนี้

ปรากฏการณ์ความนิยมที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์แบบไม่ทันตั้งตัวนี้ ไม่น่าเชื่อว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จจะเป็นเพียงนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอายุเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้น ที่สำคัญนี่ยังเป็นประสบการณ์นำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศมาเปิดตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของเขาอีกด้วย

อะไรคือความลับของความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย ถ้าพร้อมแล้วขอแนะนำให้รู้จัก ป้อง-ชนินทร์ ชูพจน์เจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ฮอท สตาร์ ลูกชายคนเล็กของ ชูพงศ์-นิภานันท์ ชูพจน์เจริญ เจ้าของและผู้ก่อตั้งร้านอาหารบาร์บีคิวพลาซ่า

จากคุณชายก้นครัวสู่ผู้บริหารไฟแรง

ตั้งแต่เด็ก ป้องมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจร้านอาหารของที่บ้าน เขาจึงเลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ จนสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ

หลังจากหาประสบการณ์ทำงานอยู่ที่สหรัฐประมาณครึ่งปี ก็ประจวบกับโรงงานใหม่ของเดอะบาร์บีคิวพลาซ่าที่นวนครใกล้จะแล้วเสร็จ ป้องจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาช่วยประสานงานและดูแลงานเป็นระยะสั้นๆ ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทในหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เอ็มบีเอ) ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ควบคู่การทำงานเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจที่บริษัท ศศินทร์ แมนเนจเมนท์ คอนซัลติ้ง

“ที่บ้านผมไม่ได้บังคับนะว่าต้องเรียนอะไร หรือเรียนแล้วต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน แต่พอดีช่วงที่ผมเรียนจบปริญญาโท พี่สาวทั้งสองคนของผม ซึ่งเข้ามาช่วยบริหารงานธุรกิจของที่บ้านแล้ว ชักชวนให้ผมเข้ามาช่วยงานที่บ้าน โดยมอบหมายงานในส่วนที่ผมคิดว่าตรงกับความรู้และความสนใจของผม ผมเลยตัดสินใจกลับมาช่วยงานที่บ้าน”

 

พาเล่าย้อนวันวานมาถึงตรงนี้ ผู้บริหารหนุ่มอารมณ์ดีเล่าไปก็อดอมยิ้มไปกับภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาไม่ได้ เมื่อนึกถึงภาพสามพี่น้องสมัยเด็กที่ไม่น่าเชื่อว่า บทบาทสมมติที่พวกเขาเคยทำในวัยเด็กจะกลายเป็นเบ้าหลอมมาสู่สิ่งที่ทั้งสามเป็นในวันนี้

“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาพวกเราไปช่วยงานที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า พี่สาวคนโต เป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ (ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น) จะรับหน้าที่ดูแลงานในส่วนบริการร่วมกับพี่ๆ ในร้าน ส่วนพี่สาวคนรอง ปุ้ย-นีรดา ชูพจน์เจริญ (ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน) จะประจำการที่ตำแหน่งแคชเชียร์ ส่วนผมเองขอหลบหน้าร้านเข้าไปประจำการในครัว เรียนรู้การทำอาหาร ซึ่งพอโตมา ช่วงแรกๆ ผมก็ได้เข้ามาดูแลในส่วนครัวกลางจริงๆ ซึ่งมองย้อนไป งานที่เรารับผิดชอบทุกวันนี้ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำในวัยเด็ก” ป้องเล่าอย่างอารมณ์ดี

 

มื้อตามใจปาก ช่องว่างในตลาดอาหาร

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะรับหน้าที่ควบคุมมาตรฐานครัวกลาง ด้วยตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า ป้องยังได้รับมอบหมายให้ดูแลฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการมองหาแบรนด์ใหม่ๆ มาเสริมทัพบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ภารกิจในการนำเข้าแบรนด์ฮอท สตาร์ของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น

“ผมเห็นช่องว่างของอาหารมื้อตามใจปาก (สแน็กระหว่างมื้อ) ในตลาดอาหารไทยยังว่างอยู่ ดังนั้นผมจึงคิดว่า เราน่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ คำถามคือเราจะพัฒนาแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเอง หรือนำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศ สุดท้ายจากการหาข้อมูลหลายๆด้านแล้ว ผมตัดสินใจเลือกนำเข้าแบรนด์สแน็กจากไต้หวัน”

ถามว่าทำไมต้องไต้หวัน ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า เพราะช่วงนั้นเทรนด์อาหารเกาหลีและญี่ปุ่นในเมืองไทยมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบกับทางทีมงานเห็นว่า ไต้หวันเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความน่าสนใจทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและอาหาร

“ย้อนไป 3 ปีที่แล้ว ถ้านึกถึงผลิตภัณฑ์เด่นๆ ของไต้หวัน คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากไก่ทอดฮ็อทสตาร์ เราเลยเลือกที่จะดึงเอาจุดเด่นนี้เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทย ซึ่งถือว่าเราเป็นผู้นำเทรนด์จากไต้หวันเข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยเป็นเจ้าแรกๆ ก็ว่าได้ จริงๆ ตอนนั้นผมก็มีแบรนด์อื่นๆ ในใจที่อยากนำเข้ามา แต่มาลงตัวที่ไต้หวัน เพราะเราไม่อยากตามหลังคนอื่น อยากเป็นผู้บุกเบิกนำอะไรใหม่ๆ เข้ามาตลาดตัวจริง”

 

ป้อง บอกด้วยว่า การนำแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักเข้ามา มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ง่ายต่อการทำแบรนด์ แต่สิ่งที่ท้าทายคือ กว่าจะเจรจาเพื่อขอนำเข้ามาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างฮ็อทสตาร์เองก็เคยมีหลายบริษัทในไทยติดต่อขอนำเข้ามา แต่ไม่สำเร็จ จนมาถึงทีมงานของเขา ซึ่งโชคดีที่ตัวเขาเองสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ บวกกับเป็นทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ เลยทำให้เจ้าของแบรนด์มั่นใจและเชื่อมั่นว่าเราจะนำพาแบรนด์ของเขาไปได้ไกลในตลาดอาหารไทย

“หลังจากเซ็นสัญญากันแล้วผมต้องไปเรียนฝึกทอดไก่อยู่กับทีมที่ไต้หวันถึง 100 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะทำให้ผมรู้และเข้าใจกระบวนการทำทั้งหมด ดังนั้นช่วงแรกๆ ที่เปิดสาขาที่เอ็มควอเทียร์แล้วมีคิวยาว แอ็กชั่นแรกที่ผมทำทันทีคือ ขอเพิ่มเตา เพื่อจะได้สินค้าจำนวนที่มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม เริ่มมีการจำกัดจำนวนการซื้อต่อคน เพื่อจะได้สามารถกระจายสินค้าให้ทั่วถึง แอ็กชั่นต่อมา คือ สั่งของเพิ่มให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งตอนที่เราขอเพิ่ม ทางแบรนด์ก็แปลกใจ ยังแซวเราว่า ถ้าเราเอาไปหมด เขาจะเอาของที่ไหนส่งให้ทางฟิลิปปินส์ (หัวเราะ)”

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฮ็อทสตาร์ประสบความสำเร็จแบบเหนือความคาดหมาย ชนิดที่แม้แต่ผู้บริหารแบรนด์ก็ไม่คาดคิดนี้ ป้องเชื่อว่า เป็นเพราะความน่าสนใจของตัวสินค้า บวกกับนิสัยคนไทยที่ชอบความแปลกใหม่

“ในฐานะที่เราเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่นำเข้าสแน็กสัญชาติไต้หวันเข้ามาขายในเมืองไทย ย่อมสร้างความแปลกใหม่ในตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนปรากฏการณ์ความนิยมที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าเป็นเพียงกระแสความนิยมในช่วงแรกเท่านั้น คงไม่ได้มีคิวยาวแบบนี้ตลอดไป แต่ธุรกิจเราก็ยังเดินต่อไป เพราะเรายังมีเมนูใหม่ๆ ที่จะมาเสริมทัพเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาอาหารมื้อตามใจปากอีกมากมาย นอกจากตัวไก่ทอดที่เป็นฮีโร่ของเรา”

ที่หลายคนมองว่า เป็นแผนการตลาดเพื่อจงใจสร้างกระแสจ้างคนมาต่อแถวหวังเรียกกระแสนั้น ผู้บริหารหนุ่มอนาคตไกล บอกว่า ตั้งแต่เราทำร้านบาร์บีคิวพลาซ่ามาจนถึงฮ็อทสตาร์ เราทำธุรกิจด้วยความจริงใจเสมอ เราเชื่อว่ากระแสไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้แบรนด์ยั่งยืน แต่ความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้เราต่างหาก คือสิ่งที่จะทำให้แบรนด์ยั่งยืน และทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำๆ”

 

บทเรียนใหม่ของนักบริหาร

เร็วๆ นี้ฮ็อทสตาร์ในประเทศไทยจะอายุครบ 1 ขวบ ถามว่า 1 ปีที่ผ่านมา กับบทบาทการเป็นผู้บริหารเต็มตัว ป้องยอมรับว่าเป็น 1 ปีที่เขาได้เรียนรู้หลายอย่าง แน่นอนว่าแม้แบรนด์จะโตเร็วกว่าที่คิด แต่เราก็ยังอยากไปต่อ และเราก็ดีใจ ที่มีส่วนทำให้ตลาดอาหารนำเข้าจากไต้หวันมีสีสัน และพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่า ตลาดของอาหารมื้อตามใจปากมีอยู่จริง

“ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารที่ครอบครัวเราปลุกปั้นขึ้นมา และได้บริหารแบรนด์อาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผมมองเห็นถึงความแตกต่างของธุรกิจอาหารสองสไตล์นี้อย่างชัดเจน สำหรับการสานต่อธุรกิจอาหารของครอบครัว หน้าที่ของเรา ทำอย่างไรเพื่อรีเฟรชแบรนด์ของเราให้เป็นที่รักและครองความเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคให้ได้ ขณะที่ความท้าทายในการนำเข้าแบรนด์ใหม่คือ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้จัก เข้าใจวัฒนธรรมการกินในบริบทที่แตกต่างทางวัฒนธรรมที่เราพยายามนำเสนอ”

ป้องยอมรับว่า ส่วนตัวเขาเอง การเข้ามาบริหารฮ็อทสตาร์เป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับคนหนุ่มอย่างเขา แต่อย่างน้อยด้วยความรู้ที่ศึกษามาทั้งสายอาหารและสายบริหาร ทำให้เขาสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่

“สำหรับผม ฮ็อทสตาร์ถือเป็นอีกเวทีที่ทำให้ผมได้แสดงศักยภาพของตัวเอง ทำให้ผมกล้าขึ้น กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ อย่างน้อยผมก็เข้าใจความหมายของคำว่าล้มเหลวมากขึ้น เพราะการที่เราทำอะไรแล้วล้มเหลว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมแพ้ แต่หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง และหาทางที่จะก้าวเดินต่อไป” ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงกล่าวทิ้งท้าย

 

ฉัตรพงศ์ ฮมแสน ไม่มีงานไหนสุขใจเท่าเป็นเชฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 12:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/419587

ฉัตรพงศ์ ฮมแสน ไม่มีงานไหนสุขใจเท่าเป็นเชฟ

โดย…ปอย-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความพิถีพิถันในการทำอาหาร ต้องใส่ใจเน้นทั้งเรื่องรสชาติ รวมไปถึงการตกแต่งจานอาหารละเมียดละไม เชฟหนุ่มบุคลิกเรียบร้อยแลดูอ่อนโยน เชฟตู้-ฉัตรพงศ์ ฮมแสน บอกว่า ชื่นชอบการทำอาหารไทยตกแต่งในสไตล์เวสเทิร์น อาชีพนี้ทำแล้วมีความสุข (บอกด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม) เพราะเชฟมีหลักการใช้ชีวิต คือ “สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข คือ การทำในสิ่งที่เรารัก…”  จึงเลือกเรียนปริญญาตรีด้านการทำอาหาร เพราะรู้ตัวว่าชอบเข้าครัวตั้งแต่อายุประมาณ 9-10 ขวบแล้ว เด็กผู้ชายคนอื่นไปวิ่งเล่นสนุกสนาน แต่ความสนุกของเขากลับอยู่ในห้องครัวที่มีกลิ่นอาหารเย้ายวนชวนให้โหยหิวได้ตลอดเวลา

“ผมเป็นลูกมือคุณแม่อยู่ในครัวครับ พอโตขึ้นแม่ก็มอบหมายหน้าที่ทำอาหารให้ครอบครัวกินทุกๆ มื้อ” ฉัตรพงศ์ หรือเชฟตู้ เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซู เชฟ ประจำโรงแรมเรเนซองส์ ดูแลสามร้านอาหารหลัก คือ เฟลเวอร์ ที่มีไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติสุดอลังการ มาพร้อมกับส้มตำสเตชั่นให้คนกินได้ลองตำกันเอง ปรุงรสกันเองครบเครื่องครบรส ร้านอาหารอิตาเลียน ลา ทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ และร้านอาหารจีน เฟยยา เป็ดปักกิ่งอบไม้ลิ้นจี่ที่นี่ขึ้นชื่อลือชา

ถ้าถามเรื่องอาหารไทย เชฟตู้ ขอบอกว่า ใครอยากกินของอร่อยต้องเป็นหน้าที่ของเขาโดยเฉพาะเลยทีเดียว

ฝึกปรือฝีไม้ลายมือการปรุงอาหารไทย เริ่มด้วยซีฟู้ดสมฐานะเด็กเมืองชลบุรี เชฟตู้ ฉัตรพงศ์ เล่าย้อนว่า อาหารจานเด็ดที่บ้านชอบทำบ่อยๆ คือ ผัดฉ่าทะเล ให้อร่อยต้องผัดโดยใช้ไฟแรงๆ เพื่อผัดให้สุกโดยเร็ว ใส่ซีฟู้ดกุ้ง ปลาหมึก ปลาเก๋าเนื้อสดเด้งๆ ส่วนมัสมั่นเนื้อ ก็เป็นอีกจานเด็ดของครอบครัวใช้เนื้อส่วนแก้มวัว เนื้อจะนุ่มมากกว่าส่วนอื่นซึ่งต้องเลือกสรรกันตั้งแต่เรื่องวัตถุดิบกันเลย

งานครัวคืองานหลักของเด็กชายวัย 10 ขวบ ทำให้ครอบครัวอิ่มท้อง และเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่มีความสุขที่สุด

“แม่คือครูคนแรกของผมครับ ท่านสอนเน้นเรื่องความสะอาด เลือกใช้วัตถุดิบสดจากแหล่งธรรมชาติใกล้บ้านและเน้นของมีคุณภาพครับ ผมเกิดที่ชลบุรี ที่บ้านก็กินกันแต่อาหารทะเล แล้วเมื่อผมเลือกเรียนการทำอาหารที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ก็ได้ต่อยอดตั้งแต่การตำพริกแกง ทั้งพริกแกงเขียวหวาน พริกแกงกะหรี่ พริกแกงมัสมั่น ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมจากครัวที่บ้าน ได้ทฤษฎีความรู้เยอะมากครับ ทั้งเรื่องของการเลือกใช้วัตถุดิบ เรื่องมาตรฐานในการบริการซึ่งเขาก็จะมีสอนเรื่องนี้ด้วย

ไปจนถึงเรื่องของมาตรฐานการตวง-วัด วัตถุดิบอย่างชำนาญ อย่างเช่น การทำอาหาร 10 จาน อาหารต้องได้รสชาติเดียวกันทั้ง 10 จานครับ

ช่วงเรียนผมไม่คิดหรอกนะครับว่าจะทำงานเชฟ แต่ก็สนุกที่ได้เรียนการทำอาหารยุโรป ตั้งแต่การทำซุป ซอสต่างๆ การเลือกวัตถุดิบ และเมื่อเรียนจบจึงมาสมัครงานได้ทำอาชีพนี้จริงจัง ก็รู้ว่าเรามาถูกทาง ที่ทำงานแล้วมีความสุขดี

การทำอาหาร ทำให้มีสมาธิ และความสุขอีกอย่างหนึ่ง คือ การทำอาหารกินเอง ครอบครัวผมเน้นการทำอาหารกินเองครับ ผมทำให้ทุกๆ คนกินก็รู้สึกทุกคนดูมีความสุขกันดีนะ (ว่าแล้วก็ยิ้มน้อยๆ ใจเย็นๆ) ซึ่งเรื่องนี้สำคัญที่สุดเลยครับที่ทำให้มีความสุขกับการปรุงอาหารจานใหม่ๆ ทุกครั้ง” ฉัตรพงศ์ กล่าว

 

เมนูสร้างสรรค์ใหม่เดือนนี้ ที่ห้องอาหารเฟลเวอร์ โจทย์ก็คงเป็นอาหารทะเลแต่หรูหราขึ้น เชฟเลือกแซลมอนจากทะเลแทสมาเนีย นำไปพอกเกลือทำให้ปลาสุกด้วยการอบด้วยความร้อน ให้ได้ความสุกที่เหมาะสม เนื้อหวานอร่อยกำลังพอดี เชฟตู้ชวนชิม

เป้าหมายสูงสุดของการทำอาชีพในสายนี้ คือ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำอาหารให้มากที่สุด เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งเอ็กเซ็กคิวทีฟ ซู เชฟ ซึ่งใช้เวลาไม่มากไม่น้อยเพียงสิบปีนิดๆ ก็เดินมาถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว

“ผมเริ่มเป็นกุ๊กที่โรงแรมอมารีพัทยาครับ โชคดีมากที่เราได้เริ่มต้นงานในระบบบริหารงานแบบโรงแรมเชนแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตอนนั้นอายุประมาณ 23 ปีครับ ทุกคนเรียนตรงสายปริญญาตรีต้องเริ่มจากการเป็นกุ๊กก่อนครับ แต่สำหรับคนไม่ได้เรียนด้านนี้มาก็จะเริ่มต้นแผนกพนักงานล้างจาน (Steward) งานในครัวก็จะเป็นอย่างนี้ครับ มีการดึงสจ๊วดหรือเด็กล้างจานมาทำอาหารบ้าง แต่ชีวิตผมง่ายกว่า คือ เริ่มจากการเป็นกุ๊ก 1 ทำประมาณ 2 ปีครับ

แล้วก็มาเป็น Demi Chef  หรือผู้ช่วยเชฟ ซึ่งการจะช่วยงานเชฟได้อย่างคล่องแคล่วเราก็ต้องมีความรู้ ความชำนาญ ผมใช้ทั้งประสบการณ์ตอนเป็นกุ๊กทั้งที่เรียนมา ใช้ได้หมดครับ

สไตล์การนำเสนออาหารของโรงแรมเรเนซองส์ ซึ่งบริหารโดยเชนโรงแรมเครือสตาร์วู้ด ก็เหมือนกันทุกๆ โรงแรม คือ เน้นเรื่องของการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก เช่น อาหารไทยก็เลือกซื้อผักสดจากอุตสาหกรรมเล็กๆ แต่มีความสดสะอาด เน้นเรื่องของการสดใหม่มาเป็นอันดับแรกครับ” ฉัตรพงศ์ กล่าว

อะไรยากที่สุดในสายอาชีพนี้? เชฟตู้ ฉัตรพงศ์ บอกน้ำเสียงเรียบง่ายว่าไม่มีความยาก เพียงงานทุกอย่างที่ทำต้องใช้ความพยายามทุกๆ เรื่อง

“ถ้าให้ผมเปรียบเทียบกับคนทำงานออฟฟิศนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์ คนทำงานในครัวต้องยืนทำอาหาร ซึ่งในครัวก็มีแอร์ แต่อากาศจากแอร์ ก็สู้อากาศจากเตาไฟร้อนๆ ที่ระอุทั่วครัวไม่ได้แน่นอนครับ ยิ่งช่วงฤดูร้อนบ้านเรา อุณหภูมิในครัวก็อาจ 40 กว่าองศา ซึ่งเชฟต้องยืนคุมงานทำอาหารหน้าเตาร้อนๆ อย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง เชฟส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ เพื่อลุยงานหนักๆ ในครัวได้แบบเอาอยู่”  ฉัตรพงศ์ กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อพูดเรื่องรูปร่างอวบๆ นิดๆ ของเขาเอง

 

วันนี้เชฟตู้ ฉัตรพงศ์ โชว์ทำแลมป์สันในอบ เลือกใช้วัตถุดิบสไตล์เวสเทิร์น แล้วความที่ลายเซ็นของเขาคืออาหารไทยใช้เครื่องแกงต้นตำรับ จึงหยิบน้ำพริกแกงมัสมั่น ผสมกับถั่วลิสง หอมเจียว เนย และพาเมซานชีส นำมาอบกับเนื้อแกะชิ้นโต

“ผมพยายามทำอาหารให้คนกินแล้วมีความสุขที่สุดครับ (ย้ำอีกครั้งเสียงหนักแน่น) หลักการปรุงจึงเน้นทุกอย่างตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เนื้อก็เลือกส่วนที่ผ่านมาตรฐานสแตนดาร์ด ส่วนของผักก็เลือกสดสะอาดไม่มีสารเคมี ซึ่งเทรนด์อาหารปีนี้เน้นเรื่องสุขภาพใช้ผักออร์แกนิก เชฟต้องคิดสร้างสรรค์ทำให้ผักมีความหลากหลาย น่ากินครับ”

สุดท้ายสิ่งที่เชฟฝากไว้ไม่ใช่เรื่องอาหาร แต่ขอฝากเชฟในดวงใจซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการทำงานวันนี้

“เชฟโจเซ่ (Jose Martin Ruiz Borja) หัวหน้าของผมครับ เชฟเป็นชาวสเปน ผมศรัทธาเพราะว่าเขาดูแลพนักงานทุกคนเหมือนกับบุคคลในครอบครัว พนักงานป่วยก็ไปเยี่ยมแล้วติดตามไถ่ถามอาการ หรือถ้ามีตำแหน่งว่างเขาจะโปรโมทคนในครัวก่อนรับคนอื่นจากข้างนอกเข้ามาทำครับ คนทำงานก็ตั้งใจทำงานดีๆ ยิ่งขึ้น นอกจากการดูแลพนักงานในโรงแรมแล้ว เชฟโจเซ่เน้นทำการกุศล เช่น ทำอาหารเลี้ยงเด็กในถิ่นทุรกันดาร

ส่วนเรื่องรสมือ ผมชื่นชอบเชฟโจเซ่เพราะเขาทำอาหารเหมือนทำให้ครอบครัวกินครับ เชฟเลือกวัตถุดิบดีที่สุด เช่น ซีฟู้ด ถ้าร้านไหนมีกลิ่นไม่สดเชฟเปลี่ยนร้านทันที และไม่เลือกใช้วัตถุดิบจากร้านนี้อีก ร้านไหนราคาถูกแต่วัตถุดิบไม่ดี เมื่อเทียบกับร้านที่ราคาแพงแต่วัตถุดิบดี เชฟไม่เกี่ยงเรื่องราคายอมเลือกร้านราคาแพงกว่า ซึ่งก็คือหลักการทำอาหารที่ผมนำมาใช้เช่นกัน” ฉัตรพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายน้ำเสียงนุ่มนวลตามสไตล์เชฟสุขุม ใจเย็นที่สุด

เนื้อสันในแกะอบกับเครื่องเทศมัสมั่น

เสิร์ฟกับผักออร์แกนิก และซอสเรดไวน์ผสมกับแกงมัสมั่น

ส่วนผสมหลัก

1.เนื้อแกะส่วนสันใน 150 กรัม

2.น้ำพริกแกงมัสมั่น 100 มิลลิกรัม

3.ถั่วลิสงบด 30 กรัม หอมเจียว 10 กรัม เนยจืด 80 กรัม พาเมซานชีส 30 กรัม

4.ผักเบบี้ออร์แกนิก 50 กรัม มันฝรั่งบด 80 กรัม ผักโขมบด 50 กรัม

5.เรดไวน์ซอส 30 กรัม

6.กะทิสด 30 มิลลิกรัม

วิธีทำ

1.นำเนื้อแกะมาหมักกับเครื่องเทศมัสมั่นทิ้งไว้หนึ่งคืน แล้วนำมาย่างด้วยไฟกลาง แล้วนำเข้าเตาอบจนได้ความสุกปานกลาง

2.ทำมัสมั่น Crust โดยการผสมถั่วลิสงบด หอมเจียวสับ เครื่องเทศมัสมั่นเนยจืด พาเมซานชีส เกล็ดขนมปังป่น ปรุงรสด้วยเกลือพริกไทย และนำมาอัดเป็นแผ่น และตัดให้ได้ขนาดเท่ากับเนื้อแกะ

3.นำผักเบบี้ออร์แกนิก มาล้างทำความสะอาดและปอกเปลือก แล้วนำมาลวกด้วยไฟอ่อนจนผักนิ่ม

4.นำมันฝรั่งบดมาปรุงรสด้วยกะทิสด เกลือ พริกไทย และนำไปผสมกับผักโขมปั่นจนได้สีเขียวสวย

5.วิธีทำซอสเรดไวน์มัสมั่น นำเรดไวน์ซอสมาผสมกับน้ำแกงมัสมั่นแล้วใส่ผงซานตาน่า (Santana 5 กรัม) เพื่อให้ได้ความเข้มข้นและอยู่ตัว

6.วิธีทำซอสกะทิ นำกะทิสดมาตั้งไฟให้ร้อน ปรุงรสด้วยเกลือ และใส่ผงซานตาน่า เพื่อให้ข้นและอยู่ตัว

7.เตรียมจัดลงจานโดยจัดเนื้อแกะสุกปานกลางแล้ววางมัสมั่น Crust วางด้านบน นำไปเข้าเตาอบให้ความร้อนจากข้างบนเพื่อให้มัสมั่น Crust ละลายติดกับเนื้อแกะ และนำมาตัดเป็นชิ้นๆ วางเรียงในจาน

8.นำมันบดผสมผักโขมแล้วใส่ถุงบีบ แล้วบีบเป็นวงกลมหลายๆ ชั้น แล้วจึงนำผักมาวางตกแต่ง

9.หยดซอสทั้งสองชนิดให้เป็นวงกลมสวยงามตรงกลางจาน