บทบาท ใหม่ ดาวิกา ฟรีแลนซ์ ห้ามหยิ่ง ห้ามพัก ห้ามเกี่ยงช่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/419358

บทบาท ใหม่ ดาวิกา ฟรีแลนซ์ ห้ามหยิ่ง ห้ามพัก ห้ามเกี่ยงช่อง

โดย…นกขุนทอง-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ นางเอกที่มีอิทธิพลต่อประเด็นข่าวในวงการบันเทิง และการตลาดพรีเซนเตอร์ ที่แม้จะไม่มีผลงานละครออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังพอให้ได้พูดถึงเป็นกระษัย ส่วนงานภาพยนตร์มีเพียงไม่กี่เรื่องก็ปังกลายเป็นกระแสดันชื่อเสียงให้กลายเป็นนางเอกพันล้าน

ล่าสุด สร้างความฮือฮาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี ด้วยการเดินออกจากช่อง 7 ประกาศก้องขอเป็น “นางเอกฟรีแลนซ์” หรือนักแสดงอิสระเต็มตัว ประเดิมบทนางเอกถึง 2 เรื่อง คือ ซีรี่ส์เจ้าเวหา ตอน ผู้ครองฟ้า ช่องทรูฟอร์ยู และเพลิงนรี ช่อง 3 แถมยังเนื้อหอมเป็นเจ้าแห่งพรีเซนเตอร์โฆษณาหลายสิบตัว ล่าสุดครองแชมป์พรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ผมของลอรีอัลถึง 4 ปีซ้อน

“ฟรีแลนซ์คือสิ่งที่เราคิดตั้งแต่แรก พอหมดสัญญาที่เราอยู่มา 7 ปี มันก็เหมือนเราอยากหาประสบการณ์ในหลายๆ ด้าน โลกภายนอกค่อนข้างมีอะไรมากมาย พอเราเลือกเป็นฟรีแลนซ์แล้วรู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดเลย เราทำงานได้ทุกที่ กลับไปทำที่เก่าก็ได้นะ การเป็นฟรีแลนซ์เท่ากับเปิดกว้างให้กับตัวเอง เปิดกว้างให้แฟนคลับ คนดู การเลือกแบบนี้ไม่ได้ดีกับตัวใหม่คนเดียว มันเกี่ยวกับผู้ชมด้วยจะได้เห็นอะไรที่หลากหลาย ในมุมมองใหม่ๆ กับคู่อื่น ที่อื่น ใหม่ว่าผลประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้ชม

 

ใหม่ค่อนข้างแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเป็นฟรีแลนซ์ จึงไม่มีคนเอาสัญญามาให้แล้วบอกต้องเซ็นหรือเสนออะไรเรา ในตอนนี้คุยกับพี่เกล้า (ผู้จัดการส่วนตัว) กับแม่แล้วว่า แฮปปี้ตรงนี้ เพราะเรายังมีโอกาสค่อนข้างหลากหลาย ผู้ใหญ่ยังเมตตาเราอยู่ทุกๆ ที่ก็รู้สึกอบอุ่น

ผู้ใหญ่ทุกคนน่ารักกับเรามาก ใหม่ก็ไม่ต่างจากพนักงานบริษัทที่เข้าไปแล้วทำงานให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด แต่เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ต้องให้ถึงจุดนั้นก่อน เหมือนตอนที่ใหม่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ใหม่ก็ตัดสินใจตอนใกล้ๆ ดังนั้นมาถามใหม่ก่อนหน้านั้น ใหม่ก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าจะอยู่หรือไป ใหม่ก็ตอบตามความจริงตรงนั้น แต่อนาคตก็ไม่รู้ค่ะ”

เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล

การเดินออกมาจากช่อง 7 ที่ตัดสายสะดือแจ้งเกิด ใหม่ได้รับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ อันเป็นผลสะท้อนจากการตัดสินใจ

“ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรเป็นสิทธิของเขา ต่างคนต่างคิดไม่เหมือนกัน อยู่ในวงการใหม่เจออะไรมาหนัก สิ่งหนึ่งที่สอนใหม่ คือเวลาพิสูจน์คน เวลาจะบอกว่าคุณเป็นคนอย่างไร ถ้าคุณผิดจริงเวลาช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย คนจะไม่กลับมารักคุณแล้ว แต่ถ้าเคสนี้ทุกอย่างออกมาคนกลับมารักเรา ก็ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ใหม่ไม่สามารถบังคับความคิดของทุกคนได้ ความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็คิดว่ามันเป็นสิทธิของเรา คิดว่าเป็นการทำงาน บางคนคิดว่าไปไม่ได้มันเป็นบุญคุณที่ตอบแทนทั้งชีวิตก็ไม่หมด ซึ่งหนูเคารพทั้งสองความคิดเลยค่ะ แล้วหนูไม่บอกด้วยว่าแบบไหนถูกแบบไหนผิด ให้
ทุกคนถูกหมดเลย แล้วแต่ เพราะใหม่เป็นคนที่อยู่ตรงกลาง ดังนั้นใหม่ยอมรับทุกๆ อย่างอยู่แล้ว

 

ใหม่มีผู้ใหญ่ที่คอยดูแล มีพี่เกล้าผู้จัดการที่เริ่มด้วยกันมาตั้งแต่วันแรก มีคุณแม่ที่ทุกวันนี้เวลาไปกองละครไปงาน แม่ไปด้วยทุกที่ แม่ไม่เคยทิ้ง เราก็ช่วยกันคิดอะไรที่เหมาะกับเรา จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เราเดินต่อไปก็คือครอบครัวและคนรอบข้างที่รักเรา เราไม่เคยให้โอกาสวิ่งเข้ามาหาเรา เราพุ่งเข้าหาโอกาส หรือเราสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยซ้ำ ทุกอย่างผู้จัดการจะเป็นคนคิดเอาไปเสนอ

ต้องบอกก่อนอย่างหนึ่ง มันคือธุรกิจ เราเป็นโปรดักต์ แต่เป็นโปรดักต์ที่มีชีวิต ดังนั้นเราต้องการความรัก มันเป็นธุรกิจก็ต้องมีการวางแผนในอนาคต มันเป็นเรื่องพอหมดเวลาในสัญญาแล้วก็มาคิดกัน ตอนเดินออกจากช่อง 7 ใหม่จับมือพี่เกล้าข้างหนึ่ง จับมือแม่ข้างหนึ่ง แล้วเราก็คิดว่าเราจะเดินไปด้วยกัน เราเริ่มด้วยกัน วันนี้เราเดินด้วยกัน มองหน้ากัน 3 คน ข้างหน้าเป็นอย่างไรเรายังมีกันและกัน เรายังมีแฟนคลับ แต่หนูกับผู้ใหญ่ไม่มีเรื่องอะไรกัน ใหม่ยังยืนยันว่าสามารถร่วมงานได้กับทุกช่อง เพราะเราเป็นฟรีแลนซ์”

อิสระในการ(เลือก)ทำงาน

“ตอนนี้มีละครถ่าย 2 เรื่องเลย เพลิงนรีถ่ายได้เยอะแล้ว เจ้าเวหาเริ่มถ่ายแล้ว แต่เป็นตอนของคนอื่นที่เราไปแจม ส่วนละครเรื่องอื่นขอปิดเอาไว้ก่อน ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่ยื่นละครดีมากๆ มาให้ พอเราเห็นรู้สึก…ฮู้ มีทั้งบทที่มารีเมกและบทใหม่ๆ คือปีหน้าก็ยังมีละครให้เห็นแน่นอนค่ะ แต่ใหม่ยังบอกชื่อเรื่องไม่ได้ เพราะขนาดฟิตติ้งแล้วยังถูกปลดได้ ทุกๆ ผู้จัดที่ยื่นบทมาอยากจะรับไว้ในอ้อมแขนทุกเรื่อง ก็อยากทำตัวให้เป็นเครื่องจักรเหมือนกัน แต่ทำไม่ได้ ก็ต้องไปทีละ 2 เรื่อง”

 

ใหม่กล่าวถึงงานในอนาคตกับหน้าที่นักแสดงอิสระที่กำลังเนื้อหอม ตอนนี้กำลังสนุกกับงานถ่ายละครมากเพราะห่างจากละครไปเป็นปี เธอบอกว่าการสวมบทบาทในละครและภาพยนตร์มีความต่างกัน ตอนนี้กำลังหาความพอดีของทั้งสองสิ่งอยู่ และยังคงเรียนการแสดงไม่ให้ขาด เพื่อทำความเข้าใจกับบทอยู่เสมอ ถึงแม้วันนี้จะมีชื่อเสียงในวงการ แต่ยังคงต้องแคสติ้งงานภาพยนตร์ ซึ่งเป็นข้อดีทำให้รู้ว่าสามารถเล่นบทนั้นได้หรือไม่ จะได้ไม่เสียเวลาทั้งคนจ้างและตัวเอง เพราะการเป็นนักแสดงคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอ และยิ่งเป็นนักแสดงอิสระไม่มีต้นสังกัดที่คอยป้อนงานยิ่งต้องวิ่งเข้าหาโอกาส

งานพรีเซนเตอร์เป็นอีกหนึ่งงาน ที่แม้จะต้องดังมีกระแส มีผลงานเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจขององค์กร ซึ่งแม้ว่าในจังหวะชีวิตจะมีทุกอย่างครบ แต่ดาวิกายังวิ่งเข้าหาโอกาสเอง และพัฒนาตัวเองเพื่อให้เป็นที่สนใจของเอเยนซี จนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งพรีเซนเตอร์โฆษณาราคาร้อยล้าน อย่างการได้รับเลือกเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์แชมพูลอรีอัลถึง 4 ปี ในห้วงเวลาที่ไม่ได้มีผลงานแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องมากนักนั้น ก็เพราะภาพพจน์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์มากกว่านักแสดงเลือดใหม่กระแสแรงจะพัดถล่มได้

 

“เรารู้สึกว่าเราต้องดีกับผู้จ้างให้มากที่สุด เพราะแม้เราจะมีชื่อเสียง แต่ก็อยู่ตำแหน่งของคนที่เขาจ้างมาทำงาน เราก็ต้องทำให้ดีที่สุดทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเปิดตัวสินค้า หรืองานที่เราเทคิวไปซ้อมเต้นเพื่อจะเปิดให้ตัวสินค้าให้มันตูม หรือผู้จัดการคิดคอนเซ็ปต์เพื่อจะไปขายงาน หรือคิดเสื้อผ้าเองเพื่อจะไปเสนอลูกค้าทำพีอาร์ในการโปรโมทงานให้ อันนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจให้ลูกค้าจริงๆ ตัวใหม่เองไม่ได้มีความสามารถอะไร เราเต้นเป็น เราโพสต์ให้ พรีเซนต์ให้งานมันดังขึ้นมา งานพรีเซนเตอร์มีที่พี่เกล้าเข้าไปหาเองด้วย มองว่าลุคแบบไหนเข้ากับสินค้าไหน เราก็พุ่งเข้าไปหาเองเลย ส่วนที่ติดต่อมาทางเจ้าของสินค้าคงเลือกมาแล้วในระดับหนึ่งว่าลุคเราน่าจะตอบโจทย์เขาได้ ก็เลยทำให้เราไม่ต้องคิดอะไรมากในการรับงาน”

ถึงตอนนี้ที่ดาวิกาสามารถเลือกรับงานเองได้อย่างอิสระ แต่เธอบอกยังไม่ดัง และยังมองหาโอกาสในการทำงานใหม่ๆ อยู่เสมอ

“ใหม่โชคดีมากที่เข้ามาในวงการแล้วเหนื่อยหนักที่สุดในชีวิตมาเรียบร้อยแล้ว ใหม่ถ่ายละครโดนดอง ใหม่เข้าป่ากับคุณแม่มาเป็นปี สุขภาพเราเสีย ละครที่ถ่ายไปเรื่องแรกมีข่าวจะไม่ได้ออนแอร์อีก เราเจออะไรที่ค่อนข้างหนักมาก ละครออนแอร์เรื่องแรกก็ไม่ดัง ดังนั้นมันเป็นการฝึกคน ฝึกให้เราเข้มแข็ง

 

เราไม่ใช่เล่นละครเรื่องเดียวแล้วชีวิตเราดี แต่งหน้าทำผมมีคนมาช่วย ไม่ใช่ออกมาแล้วคนรักเลย เราผ่านอะไรที่หนักและลำบากมา แต่ในความลำบากก็มีความสุข จนเล่นละครมาหลายเรื่องเหมือนกัน คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น จนถึงหนังเรื่องพี่มาก หลังจากนั้นละครนางชฎา มันก็เริ่มมาเรื่อยๆ อันนั้นก็คือสิ่งที่เราเจอมา แต่ที่จริงแล้วใหม่ทำงานมาตั้งแต่อายุ 14 แคสต์งานมาเรื่อย 5-7 ปี ในวงการบันเทิงของใหม่ทำให้ใหม่โตขึ้นมากๆ การที่เรามาแล้วไม่ดังเลยมันก็สอน มันไม่ทำให้เราตกใจตอนดัง

ดาราบางคนเป็นนะ แต่เราไม่มีโมเมนต์นั้น เพราะเราค่อยๆ ดัง สร้างรากฐานให้ตัวเองมั่นคง แล้วมีจุดยืนของตัวเอง ว่าให้คนจำเราในแบบไหน ก็พยายามทำอยู่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองดัง แล้วห้ามคิดว่าตัวเองดัง ห้ามคิดว่ามีคนรักเยอะ ห้ามคิดว่าตัวเองสวย คิดว่าเป็นคนธรรมดานี่ละแฮปปี้สุดแล้ว เพราะว่าวันหนึ่งเราขึ้นสูงเราจะได้ลงเป็น เราไม่รู้ว่าวันนี้เรายังมีโฆษณา 20 กว่าตัวอยู่หรือเปล่า วันหนึ่งเราไม่มีขึ้นมาเราจะอยู่อย่างไร เราต้องคิดให้หมด เพราะชีวิตในวงการมันค่อนข้างสั้น ต้องรักษาคุณภาพเราให้ได้มากที่สุด”

ได้ชื่อว่าเป็นนางเอกและพรีเซนเตอร์โฆษณาร้อยล้าน หากแต่ตัวเลขไม่ได้เป็นสิ่งที่จะการันตีวันเวลาว่าจะอยู่ในวงการได้อีกกี่พันวัน ทว่าผลงาน คุณภาพในการแสดง และการวางตัวให้เป็นที่รักต่างหากที่จะนำพา ดาวิกา โฮร์เน่ เดินทอดยาวไกลบนถนนมายา

ในวันที่เป็นนางเอกฟรีแลนซ์ เธอยิ่งต้องพิสูจน์

 

ตัวร้ายมาดหล่อหุ่นเท่ รดิต รัตนโอภาสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 16:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/419057

ตัวร้ายมาดหล่อหุ่นเท่ รดิต รัตนโอภาสกุล

โดย…ภาดนุ ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

รดิต รัตนโอภาสกุล หรือเต้ย นักแสดงหนุ่มหน้าเข้มวัย 28 ปี เล่าว่า ชีวิตในวัยเด็กของเขาก็เหมือนเด็กอีกหลายคนที่ฝันอยากเป็นนักบินหรือเป็นหมอ แต่เมื่อเติบโตขึ้นความชอบของคนเราก็เปลี่ยนไป เขากลับสนใจงานในวงการบันเทิงมากกว่า จึงหันไปเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยเข้าประกวดหนุ่มสุขภาพดีของเทสโก้ โลตัส แม้จะผ่านเข้ารอบ แต่ตอนนั้นผมอายุยังน้อย หุ่นยังไม่ดี สูง 176 ซม. แต่หนักแค่ 53 กก. จึงสู้คนที่หุ่นดีๆ กล้ามล่ำๆ ไม่ได้ ตั้งแต่นั้นผมจึงหันมาออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้ดูดี เพราะรู้ว่าการทำงานในวงการบันเทิงต้องมีทั้งรูปร่างและสุขภาพที่ดี จึงเป็นแรงผลักดันให้ผมเล่นฟิตเนสอย่างจริงจังจนน้ำหนักขึ้นมา 65 กก. และมีโอกาสได้ทำงานพิธีกรภาคสนามในรายการ บันเทิง ทูเดย์ วีกเอนด์ สเปเชียล ทางช่อง 7 เมื่อผู้ใหญ่ที่ช่องเห็นก็บอกว่าหน้าตาผมร้ายดี จึงแนะนำให้ผมไว้หนวดและลองเล่นละครเป็นตัวร้ายดู”

เต้ยบอกว่า แรกๆ เขาแสดงไม่ได้เรื่องเลย เพราะไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน กระทั่งได้ไปเวิร์กช็อปการแสดงจึงได้รู้ว่าการแสดงมันต้องมาจากอินเนอร์ในตัวเอง พร้อมทั้งดูแบบอย่างจาก ตั๊ก-นภัสกร มิตรเอม นักแสดงรุ่นพี่ซึ่งถือเป็นตัวร้ายในดวงใจ การแสดงของเขาจึงพัฒนาขึ้นจนได้เล่นละครทีวี

“ละครเรื่องแรกที่ผมได้เล่นเป็นตัวร้ายก็คือ มารยาสีรุ้ง ซึ่งออกอากาศทางช่องไทยทีวี (ตอนนี้ปิดไปแล้ว) ละครเรื่องนี้มีเนื้อหาตีแผ่เรื่องราวในวงการบันเทิง ผมรับบทเป็น ‘ผาภูมิ’ โอ้โห! ผมเป็นตัวร้ายที่ปล้ำตั้งแต่นางเอกยันนางร้ายเลยละ ช่วงนั้นคนที่ดูละครเรื่องนี้เกลียดผมมาก (หัวเราะ) แต่ถือว่าผมทำสำเร็จนะที่แสดงให้คนดูเชื่อว่าผมเป็นแบบนั้นได้ ซึ่งตรงข้ามกับตัวจริงของผมเลยที่ชอบทำบุญมากๆ ครับ”

เต้ยบอกว่า หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นละครแนวจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “พระรถเมรี” (ช่องไทยทีวี) และละครเรื่อง “มายาไฟ” (ช่องดาวเทียมไอพีเอ็ม) ที่เพิ่งจะปิดกล้องไป เรียกว่าเหมาบทตัวร้ายทุกเรื่อง และเร็วๆ นี้ก็จะมีละครตอนเย็นทางช่อง 7 ให้ได้ชมกันด้วย ส่วนผลงานโฆษณาทางทีวีก็มีโฆษณาระบบมือถือของมาเลเซีย และล่าสุดก็โฆษณารถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่ได้นั่งรถคู่ไปกับ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ซึ่งถือเป็นโฆษณาทางทีวีตัวแรกของเขาในเมืองไทย และในอนาคตอันใกล้ก็จะมีงานพิธีกรรายการท่องเที่ยวให้ได้ชมอีกด้วย

ตัวร้ายมาดหล่อหุ่นเท่ รดิต รัตนโอภาสกุล

เป็นหนุ่มที่วิ่งเข้าวิ่งออกกองถ่ายเป็นว่าเล่น ทำงานเกือบทุกวัน เต้ยเลยบอกว่ามีของจำเป็น 7 อย่างในชีวิตที่เขามักจะพกติดตัวประจำแบบขาดไม่ได้ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.พระเครื่อง

“เหรียญหลวงปู่ฝั้นและพระนิรันตราย เป็นพระเครื่องที่ผมพกติดตัวออกจากบ้านทุกวัน ที่มาก็คือมีแม่ชีคนหนึ่งมอบให้คุณพ่อผมเมื่อ 40 ปีก่อน (ตอนนั้นผมยังไม่เกิด) และก่อนที่คุณพ่อจะเสียไป ท่านได้มอบให้ผมเก็บไว้ตอนผมอายุ 17 ปี หลวงปู่ฝั้นและพระนิรันตรายนี้คนที่บูชาเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ อย่างผมขับรถไปทำงานที่ไหน พอนำพระเครื่องติดตัวไปก็รู้สึกอุ่นใจ ว่ามีทั้งพระและคุณพ่อคอยคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา”

2.หมวกแก๊ปสีดำ

“ปกติผมชอบใส่หมวกแก๊ปอยู่แล้ว เพราะผมมีเส้นผมที่หยักศก เวลาที่ไม่ได้เซตมันก็จะฟูๆ ดูไม่ดี หมวกแก๊ปจึงช่วยได้เยอะ ใบนี้ (พี่นก) ผู้จัดการส่วนตัวของผมซื้อมาให้ เป็นหมวกยี่ห้อ Vital Blue ของเกาหลี พี่นกบอกว่าผมใส่แล้วน่าจะดูเท่ดี ถือเป็นของชิ้นแรกที่ผมได้จากพี่นกเลย ราคา 3,000 กว่าบาท ผมรักมาก หยิบมาใช้ทุกวันเลยครับ”

3.แว่นกันแดด

“แว่นกันแดดอันนี้เป็นของยี่ห้อซูเปอร์ ซึ่งเป็นแว่นอันที่สองในชีวิตผม อันแรกยี่ห้อลีวายส์ ซึ่งผมชอบมาก แต่พอไปถ่ายละครที่ จ.อุดรธานี ตอนเข้าฉากขี่รถมอเตอร์ไซค์ มันดันปลิวหายไปซะนี่ หายังไงก็หาไม่เจอ ตอนแรกก็เสียดายมาก แต่ในที่สุดก็เก็บตังค์ซื้อแว่นซูเปอร์มาใช้แทน ไปไหนผมจึงใช้ตลอด ทั้งตอนขับรถยนต์และตอนออกแดด อีกอย่างดีไซน์มันเท่ตรงขาแว่นใหญ่ๆ ด้วย ดูแข็งแรงดี”

4.น้ำหอม

“ผมติดการฉีดน้ำหอมมาก แม้ตอนก่อนนอนก็ยังฉีด ขวดนี้เป็นน้ำหอมของบุลการี ผมชอบกลิ่นนี้เพราะมันออกแนวสปอร์ตๆ เหมาะกับหน้าร้อน เลยพกติดตัวไปด้วยทุกวัน เห็นหน้าตาอย่างนี้ผมเป็นผู้ชายที่บ้าน้ำหอมมาก ตอนนี้ที่บ้านมีอยู่ด้วยกัน 17 ขวด เรียกว่าใช้วนไปวนมาไม่หมดเลยซักขวด ตอนไปกองถ่ายทีมงานจึงให้ฉายาผมว่าคนตัวหอม (หัวเราะ) เพราะผมจะฉีดน้ำหอมทั้งวัน”

5.ถุงมือเล่นฟิตเนส

“ถุงมือเล่นฟิตเนสคู่นี้ใช้มา 4 ปีแล้วครับ ตั้งแต่ผมเล่นฟิตเนสมา เป็นถุงมืออันแรกที่ยังไม่เคยเปลี่ยนเลย มันช่วยเซฟไม่ให้มือเจ็บมือด้านเวลายกเหล็กหนักๆ ได้ ผมเคยดัดแปลงนำถุงมืออันนี้ไปใส่ขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ด้วยนะ เพราะผมชอบขี่บิ๊กไบค์มาก เรียกว่าถุงมือคู่นี้ใช้ทั้งเล่นฟิตเนสและขี่บิ๊กไบค์ จนตอนนี้มันเริ่มจะยืดแล้ว แต่ก็ยังใช้ได้อยู่”

6.กระเป๋าเป้ใบเท่

“เป้ใบนี้ผมใช้มา 5 ปีแล้ว เป็นเป้ที่คุณแม่ซื้อให้ ไปไหนก็เลยเอาไปด้วยตลอด ใช้ทุกวันจนตอนนี้มันเริ่มเยินแล้ว ใส่ของได้เยอะดี ที่สำคัญเวลาใช้เป้ใบนี้ผมจะคิดถึงคุณแม่ตลอด เพราะท่านอยู่ที่ต่างจังหวัด เวลาสะพายเป้ไปไหนผมจะรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งเลย ขนาดว่ามันขาดแล้วผมยังเอาไปซ่อมแล้วนำกลับมาใช้ต่อเลยครับ”

7.นาฬิกาสายหนัง

“เรือนนี้เป็นนาฬิกาเรือนเหล็กสายหนังที่คุณย่าผมซื้อให้ตอนวันเกิด เป็นนาฬิกาเรือนเล็กๆ วาวๆ เวลาไปออกงานที่ไหนผมมักจะใส่ประจำ เพราะตอนที่ใส่คู่กับชุดหล่อๆ แล้วผมรู้สึกว่านาฬิกาเรือนนี้ดูเด่นสะดุดตาดี แล้วมันมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่คุณย่าผมซื้อให้ ผมจึงใช้มาตลอดครับ”

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เยียวยาใจ ด้วยการเคลื่อนไหวท่าร่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/418246

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เยียวยาใจ ด้วยการเคลื่อนไหวท่าร่าง

โดย…อณุสรา ทองอุไร-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากพูดถึงการบำบัดจิตก็มีอยู่หลากหลายแขนงแตกต่างกันไป แต่ในประเทศไทยถ้ากล่าวถึงศาสตร์บำบัดจิตที่รักษาคนไข้โดยวิธีการเคลื่อนไหวร่างกาย ยังไม่เป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่นัก เพราะเป็นศาสตร์ใหม่ และมีน้อยคนที่จะศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์นี้โดยตรง ประเทศไทยมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว คือ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว (Dance Movement Psychotherapist) ที่จบการศึกษาด้านศาสตร์นี้มาโดยตรง

เธอจบปริญญาตรีจากคณะวารสารศาสตร์ เอกสาขาวิทยุและโทรทัศน์ วิชาโทด้านจิตวิทยา เมื่อเรียนจบได้เข้าร่วมงานกับกลุ่มละครเวทีบีฟลอร์เธียเตอร์อยู่ 4 ปี เป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยวของยูบีซีบ้าง หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านแดนซ์ มูฟเมนต์ ไซโคเทอราปี ด้านบำบัดจิตด้วยศิลปะเคลื่อนไหว ที่ Goldsmiths University of London และฝึกงานที่อังกฤษอยู่ 2 ปีกว่า

จบกลับมาทำงานด้านศิลปะอยู่เกือบปี แล้วก็ไปร่วมทำงานกับทีมจิตแพทย์ที่มีรักคลินิก (สำหรับเด็กและวัยรุ่น) และเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาระดับปริญญาโท ภาคการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนการละครประยุกต์ เพื่อให้นักศึกษาเอาศาสตร์ด้านเธียเตอร์ไปประยุกต์ใช้ คือความเชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับบอดี้มูฟเมนต์ ซึ่งละครเวทีไม่ได้ใช้ภาษาพูดอย่างเดียว คือใช้ภาษาร่างกายเพื่อการสื่อสารในงานศิลปะ

 

ปัจจุบันเธอทำงานประจำ เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จะคอยดูแลเรื่องการสื่อสารของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อจัดการด้านคุณภาพความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการ เพื่อลดความเสี่ยงในการรับบริการ หลักๆ ก็คือจะทำในเชิงป้องกัน คือสร้างการสื่อสารเพื่อให้มันสมบูรณ์ ออกแบบวิธีการให้การบริการที่สามารถประคับประคองไปได้ คือเข้าใจคนไข้ด้วย จะทำงานเชิงป้องกันมากกว่า ทักษะการสื่อสารเพื่อแสดงความเห็นใจ การเจรจาเพื่อไม่ให้มันดูแห้งแล้ง การที่จะใส่ใจในเรื่องของภาษาร่างกาย ภาษาพูด น้ำเสียง

“หลายคนไปหานักจิตบำบัด ไปนั่งพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่เราเรียนคือการวิเคราะห์ภาษาร่างกาย ที่จริงร่างกายของเราก็พูดคุยอยู่ สามารถสื่อสารได้ เราเทรนมาพิเศษให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาร่างกายแล้วก็มูฟเมนต์กับทุกคนที่ไม่ใช่คำพูดเพราะตลอดเวลาก็สื่อสารอยู่ อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคุณหมอ คุณจะใช้น้ำเสียงกับเขาอย่างไร

น้ำเสียงก็คือภาษาร่างกาย บางคนก็เสียงดุดัน เราก็ต้องสอนให้เขาตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้มีผลต่ออีกฝั่งหนึ่งนะ เพราะมันคือการสื่อสาร บางคนเจตนาดีมาก หมอทำงานเต็มที่แต่เป็นคนที่พูดห้วนๆ สั้นๆ พูดน้อย แต่คนไข้เขาไม่รู้จักคุณหมอจริงๆ เขาก็จะตีความจากที่เขาได้ยิน แต่กับคนที่เขาป่วยมา เขาอาจจะต้องการการประคับประคองมากกว่านี้ คือในห้องของการทำจิตบำบัดที่เราถูกเทรนมา มันถูกทำให้ใส่ใจกับภาษาร่างกาย ภาษาพูด ทุกอย่างมันคือการสื่อสารหมด ทำให้เกิดทักษะการเลือกหาคำพูดที่มันสะท้อนสิ่งที่อยู่ตรงนี้และประคับประคองใจเขาไปด้วย”

 

ทุกสาขาอาชีพย่อมมีความยากง่ายและปัญหาหลากชนิดแตกต่างกันไป ศาสตร์บำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหวก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เธอเล่าให้ฟังว่า ในปัจจุบันหากคนไข้มีอาการเครียดก็สามารถรับประทานยาคลายเครียดได้ แต่ไม่สามารถที่จะพึ่งยาไปได้ตลอด

ดังนั้น คนไข้ที่มีอาการแต่ละอย่างบางทีเจอแพทย์แล้วอาจจะต้องเจอนักจิตบำบัดร่วมด้วยเพื่อที่จะปรับแพตเทิร์นการใช้ชีวิต ก็จะมีกระบวนการบางอย่างคือจะใช้ศิลปะการเคลื่อนไหว

“ก็จะให้เขาลองทำสิ่งต่างๆ ลองเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ ดู โดยเริ่มจากภาษาร่างกายก่อน เพราะบางทีมันไม่ง่ายที่จะให้คนเปลี่ยนทัศนคติ แล้วทัศนคติมันจับต้องไม่ได้ เราอาจจะเริ่มจากภาษาร่างกายของเขาก่อน และไม่มีใครที่รักษาครั้งเดียวแล้วหายเพียงแต่ทำระยะยาว

เราจะทำอย่างอ่อนโยนเพราะพูดถึงแพตเทิร์นการเคลื่อนไหวของแต่ละคนมันเรื่องใหญ่มากเลย เพราะเขาอยู่แบบนั้นมานาน แล้วเราไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนใคร ถ้าเขาไม่พร้อมหรือเขาไม่อยากเรียน ก็จะไม่บังคับ เราจะไม่พยายามเปลี่ยนเขา แต่เราจะสร้างความตระหนักรู้ให้กับเขาก่อนว่า ทำไมเราถึงมาเจอกัน รู้ไหมว่าคนรอบข้างเป็นห่วง คุณคิดว่าอย่างไร?

 

ในห้องบำบัดมันจะมีกฎว่า เราจะไม่บอกให้ใครทำอะไร เราจะให้เขาคิดเองจากกระบวนการที่เรามอบให้ ไม่ให้เขาหลุดนอกกรอบไป จะไม่ตัดสินอะไรถูกอะไรผิด บางครั้งคุณไปทำอะไรที่สังคมชี้วัดว่าสิ่งนั้นผิด ในห้องบำบัดจะไม่มีแบบนี้ เช่น วันนั้นคุณขว้างจานออกนอกโต๊ะ เราก็ถามเขาว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเป็นแบบนั้น หรืออาจจะอะไรคือสิ่งที่คนที่บ้านเป็นห่วงคุณขนาดนี้ ถ้าเขาไม่พูด เราก็จะรอแล้วอ่านภาษากาย อ่านการเคลื่อนไหวของเขา

การที่ไม่อยากพูดไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้สื่อสาร คนที่แบกความรู้สึกบางอย่างมาแล้วต้องมาเล่าให้คนที่เพิ่งมาเจอกัน ต้องทำให้เขาไว้วางใจก่อน การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันมาถึงก็ต้องแนะนำตัวก่อนเราเป็นใคร ชื่ออะไร บางทีคนไข้เป็นคนที่เร็วๆ ตรงๆ บางทีมีคนไข้ที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจากประสบการณ์ที่ทำกับเด็กและวัยรุ่น คือพ่อแม่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ถ้าจะให้เอาลูกมาฝากไว้กับเรา แล้วเราจะลิงค์กับเด็กได้อย่างไร ปัญหาของเด็กไทยคือมักเชื่อว่าตัวเองดีไม่พอ ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนแรกทำให้คิดว่าเขาสำคัญในห้องนี้

คนไทยกลัวผิดเยอะมาก กลัวทำแล้วมันไม่ใช่ ชอบให้บอกแบบที่ถูกมาเลยได้ไหม เพราะชินกับการถูกสั่งมาตลอด สังคมจะวัดประเมินอยู่ตลอดเวลา อันไหนถูกอันไหนดี อันไหนควรไม่ควร อันไหนไม่ดีก็ปิดมันไว้ เราก็จะอยู่ในแต่กับส่วนที่มันดี ก็ต้องให้พื้นที่กับมันบ้าง มองมันอย่างเป็นมิตรสักนิด ใครจะดีไปทุกอย่างมันก็ไม่ใช่ ในสังคมสิ่งเหล่านี้พูดไม่ได้ แต่ในห้องบำบัดพูดถึงมันได้ กว่าเขาจะเล่าก็นานมาก”

 

หากเกิดสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือเกิดความเครียด แต่ไม่สามารถที่จะเข้าพบนักวิชาชีพโดยตรง เธอก็แนะนำวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ที่บ้านให้ได้ฝึกปฏิบัติกันได้ โดยเอาหลักการที่มีในห้องจิตบำบัดมาใช้กับตัวเองก่อน เช่น ไม่ตัดสินกับตัวเองว่าอะไรถูกอะไรผิด เวลาที่ทำลงไป รู้ว่ามันเป็นมารยาททางสังคม แต่อะไรที่ขับเคลื่อนตัวเองที่ทำอย่างนั้น มันต้องทบทวนตัวเอง

เราสามารถเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนรอบข้างได้ ไม่ต้องตัดสินเขาแค่รับฟังเขาจากใจจริง ห้ามนำเรื่องของคนหนึ่งไปเล่าให้อีกคนหนึ่งฟัง เพราะการที่เขาเล่าให้คุณฟังเพราะเขาไว้ใจคุณ แต่ถ้าคุณนำเรื่องไปเล่าต่อคือการทำร้ายคนซ้ำ เรารับฟังโดยที่เรื่องของเขายังเป็นเรื่องเขา อย่าตัดสินให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อเรียนรู้พลังเยียวยาแห่งตน เมื่อนั้นสังคมเองก็อาจได้รับการเยียวยาด้วยเช่นกัน

 

หิรัญ ตันมิตร จากมหาสารคาม สู่สยามสแควร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/417662

หิรัญ ตันมิตร จากมหาสารคาม สู่สยามสแควร์

โดย…ปอย ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นักธุรกิจหนุ่มภูมิลำเนาชาวมหาสารคามสร้างธุรกิจการค้าปลีกต่อยอดจากรุ่นพ่อแม่ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองว่า ในขณะคู่แข่งยักษ์ใหญ่คิดผลกำไรสูงถึง 30% ขึ้นไป ก็น่าจะเป็นข้อได้เปรียบในการต่อสู้กับคู่แข่ง ถ้าการสร้างธุรกิจของเขาตั้งราคาขายให้ต่ำกว่า โดยคิดมาร์จิ้นแค่ 15% เท่านั้น และด้วยกลยุทธ์นี้จึงทำให้ร้านค้าปลีกมัลติแบรนด์ด้านความงาม อีฟแอนด์บอย (EveandBoy) เติบโตอย่างรวดเร็วจากฐานธุรกิจภาคอีสาน สาขาแรก จ.มหาสารคาม สู่สองสาขาใน จ.ขอนแก่น

และอีกสองสาขามุ่งเข้าสู่ตลาดกรุงเทพฯ สยามสแควร์และอโศก วัยรุ่นสาวหนุ่มต้องเดินเข้าร้านขายเครื่องสำอางร้านที่มีสัญลักษณ์สีชมพูดำดูชิกเก๋ไก๋

หิรัญ ตันมิตร เอ็มดีหนุ่มวัย 32 ปี เจ้าของร้านอีฟแอนด์บอย บอกว่า ปีนี้การดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าความงามยังเปิดต่อเนื่องเป็นสาขาที่ 5 ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ในขนาดพื้นที่ร้านใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพราะสินค้าหลากหลายแบรนด์ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเครื่องสำอางแบรนด์ไทยและต่างประเทศ แต่กลุ่มเป้าหมายไม่ต่างจากเดิมคือทำเลมีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ รายรอบ

เป้าหมายมุ่งสู่กรุงเทพฯ

พร้อมขยายตลาดเชิงรุก หิรัญ กล่าวว่า มีเป้าหมายที่เข้ามารุกในตลาดกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสเติบโตค่อนข้างมาก โดยตั้งเป้าหมายว่ามีสาขาเพิ่มอีก 4-5 แห่งในระยะเวลา 3 ปี และภายใน 10 ปีจากนี้จะมี 20 สาขา ปัจจุบันร้านมีเครื่องสำอางมากกว่า 900 แบรนด์ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5 หมื่นรายการ มีของสวยๆ งามๆ ให้เลือกมากมายแบบนี้ใครเดินเข้ามาจะไม่เสียสตางค์ก็ดูท่าจะยากเสียแล้ว

และสาขาที่ 6 กำลังจะเปิดในพื้นที่ใหญ่กว่าทุกๆ สาขาที่ผ่านมา บนพื้นที่กว่า 600 ตร.ม. ในศูนย์การค้าเมกาบางนา ในกลางปีนี้ แสดงถึงการเติบโตของธุรกิจความงามที่ไม่หยุดยั้ง

 

“สินค้าเครื่องสำอางเติบโตอยู่ในกระแสหลักของธุรกิจตลอดเวลา เปรียบเทียบกับร้านแรกที่มหาสารคาม ตอนเริ่มเปิดก็ขายได้อยู่ 4-5 ชิ้น หลักๆ ก็คือแป้ง บลัชออน ลิปสติกก็พอได้บ้าง แล้วก็จบแค่นั้นไม่ต้องพูดถึงอายไลเนอร์ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อนไม่มีใครรู้จักการกรีดตาแน่ๆ แต่วันนี้ทันทีที่บิวตี้บล็อกเกอร์ทั้งไทยและต่างชาติ พูดถึงเครื่องสำอางชิ้นนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ปรากฏว่ากลายเป็นไอเท็มที่ขายดิบขายดีมากๆ

คนตามเทรนด์ไม่ได้ติดอยู่แค่นิตยสารความงามหรือหน้าจอทีวี การเติบโตของอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกระตุ้นให้คนซื้อตามบล็อกเกอร์ แล้วเมื่อผู้บริโภคเดินเข้ามาในร้านก็ต้องซื้อของกลับไปอย่างน้อย 4-5 ชิ้น ไม่แค่ชิ้นเดียว ซึ่งนี่ก็คือคำตอบว่าทำไมตลาดเครื่องสำอางจึงเติบโตได้ในภาวะที่การแข่งขันสูง ร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอางจากต่างประเทศก็เข้ามาเปิดในไทยกันคึกคัก

จากที่ไม่รู้จักการเฉดดิ้ง พอได้ดูคลิปสอนวิธีเฉดดิ้ง เด็กยุคนี้ 13-14 ปี ก็แต่งหน้าตามกันแล้ว คนมาซื้อเครื่องสำอางในร้านเราจึงเป็นคนที่ศึกษาและรู้เรื่องเครื่องสำอางดีพอสมควร การทำราคาพิเศษจึงกลายเป็นจุดแข็ง เพราะคนซื้อเขาจะศึกษามาทั้งคุณภาพและราคา”

หิรัญ เริ่มต้นสนทนาท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักในสาขาสยามสแควร์ วัยรุ่นหน้าใสๆ ทั้งหญิงชายคือลูกค้ากลุ่มใหญ่ และเมื่อหันไปดูเคาน์เตอร์หรูหราเครื่องสำอางแบรนด์ดัง ราคาก็ไม่ใช่น้อยเลย การขายดีระดับเทน้ำเทท่า จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

“ผมทำธุรกิจแตกต่างจากร้านสุขภาพและความงาม เราไม่เน้นขายวิตามินหรืออาหารเสริม แต่เน้นเครื่องสำอางเป็นหลัก ซึ่งก็มีทั้งของราคาแพงระดับลาแพร์รี ลาแมร์ ไปจนถึงมาสคารามิสทินหลอดละไม่กี่สิบบาท โดยเน้นทำราคาพิเศษทุกๆ วัน อย่างเช่น มาสคาราเมย์เบลลีนหลอดละ 99 บาท ถูกกว่าที่อื่นครับ แต่ถ้าคุณอยากได้มาสคารานาร์สหลอดละ 800 -900 บาท ก็มีให้เลือกครบวงจร หรือแชมพูก็มีทั้งแบรนด์ทั่วไปจนถึงระดับซาลอน นี่คือปัจจัยหลักที่ทุกๆ คนสามารถเดินเข้าร้านช็อปปิ้งในร้านเราสบายๆ ได้ทุกๆ กลุ่ม

วิธีทำราคาถูกกว่าเคาน์เตอร์ปกติ 30% และทุกชิ้นคือของแท้ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) โดยผ่านการตรวจจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  (สคบ.) ทุกชิ้น และนำเข้าโดยดิสทริบิวเตอร์ในเมืองไทย ซึ่งคำตอบเรื่องวิธีที่ได้แบรนด์ดังมาขายที่ร้าน ก็คือการเจรจา และจบลงที่ตัวเลข ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ต้องคุยกันให้ลงตัวในเรื่องนี้” หิรัญ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

 

เครื่องสำอางไทยลุคอินเตอร์ฯ

เติบโตมากับการค้าปลีก ครอบครัวทำมานานกว่า 30 ปีในชื่อว่า “สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต” แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่โมเดิร์นเทรดประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตมีการเติบโตอย่างมาก เข้ามาขยายสาขาในต่างจังหวัดเต็มไปหมด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตรายเล็กกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจเลิกทำคือหนทางรอดของการสืบทอดธุรกิจ

ไอเดียร้านขายเครื่องสำอางเริ่มมาจากพี่สาวนิกเนม ชื่ออีฟ รวมกับนิกเนมของเขาชื่อ บอย หิรัญ บอก “ผมไม่เคยคิดนะครับว่าเรียนจบปริญญาตรีแล้ว จะต้องไปสมัครงานเป็นพนักงานออฟฟิศ (ว่าแล้วก็ยิ้มกับประโยคนี้)

ผมเรียนจบปริญญาตรีจากคณะบัญชี เอกการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เปิดร้านแรกที่มหาสารคามเมื่อปี 2548 ก็ทำได้ในรูปแบบร้านก็ไม่สวยงามอะไรมากมาย เป็นชั้นเหล็กวางสินค้าธรรมดาๆ สินค้าก็ไม่หลากหลายเท่ากรุงเทพฯ หรอกนะครับ ซึ่งผมวางแผนให้สาขาสยามสแควร์เป็นโมเดลต้นแบบสาขาต่อๆ ไปโดยมีบริษัท สตาร์มีเดีย ที่ออกแบบเคาน์เตอร์น้ำหอมจากประเทศสิงคโปร์มาตกแต่งร้าน ในโทนสีดำ-ชมพู และในช่วงสองปีแรกที่เปิดร้านแรกผมก็ไปเรียนต่อเอ็มบีเอที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เห็นความคึกคักและโอกาสที่น่าสนใจ จึงเปิดเพิ่มอีก 2 สาขาภายในเวลา 2 ปี

จุดเด่นของร้านเราเมื่อแข่งขันกับร้านขายมัลติแบรนด์จากเมืองนอก คือเรามีสินค้าทั้งของไทยและของต่างชาติ ซึ่งก็ตรงกับนิสัยคนไทยเป็นคนที่เปิดรับสินค้าทุกๆ แบรนด์ ทุกประเทศ” หิรัญ กล่าวว่า เรื่องนี้คือจุดเด่นที่สุดของคนไทย ถ้าไปร้านเครื่องสำอางในญี่ปุ่น ก็จะเห็นแต่ของญี่ปุ่น เช่นเดียวกับเกาหลี ก็มีแต่แบรนด์เกาหลี แต่คนไทยไม่เคยปิดกั้นเรื่องนี้

“มีหลายๆ แบรนด์ที่มีขายเฉพาะในร้านเรา โดยผมไปเลือกเข้าร้านด้วยตัวเองเลยครับ จากการไปท่องเที่ยวแล้วไปดูสินค้าเหล่านี้ ไปดูตามงานแฟร์เกี่ยวกับธุรกิจความงาม ผมสนใจก็ติดต่อดิสทริบิวเตอร์ให้นำเข้ามาและทางร้านก็จะช่วยโปรโมท ซึ่งก็รู้ๆ กันนะครับว่าการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์แล้วคุณจะนำเข้ามาขายในโมเดิร์นเทรด จะต้องใช้เงินอย่างน้อย 2-3 ล้านบาท แต่การทำธุรกิจกับผมสามารถใช้เงินไม่มากก็นำสินค้ามาวางในร้านได้ในเงื่อนไขไม่วุ่นวายเลย ใครสนใจเข้ามาคุยกับผมได้เลย

 

เครื่องสำอางตอนนี้กลุ่มเมกอัพขายดีที่สุดครับ ไม่มีทางเลยที่ผู้หญิงที่ใช้ลิปสติกจนหมดแท่ง แล้วจึงซื้อใหม่ สีสันเป็นของที่ซื้อใหม่ได้เรื่อยๆ นะครับ ลิปสติกยี่ห้อนี้สีแดง สีไม่มีวันเหมือนอีกยี่ห้อที่สีแดงเหมือนกัน (หัวเราะ) กลายเป็นความหลากหลายของสินค้ากลุ่มนี้ รองลงมาขายดีมากๆ คือ สกินแคร์และน้ำหอม

ในเครื่องสำอางกลุ่มเมกอัพ ก็มีแบรนด์ไทยเกิดขึ้นเยอะมากครับ เช่น คอสลักซ์ (Cosluxe) ซึ่งขยายแบรนด์จากอายไลเนอร์ชิ้นเดียวจนเติบโตกลายเป็นมีผลิตภัณฑ์เมกอัพครบวงจร เวอร์ 88 (ver.88) โด่งดังมากครับ สาวๆ รู้จักแป้งดินน้ำมันแบรนด์นี้ดี หรือแพสชั่น วิลล์ (Passion Ville) แบรนด์ที่มีลิปสติกหลายสีมากๆ

ทุกแบรนด์ที่ผมพูดถึง คือ ดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการเครื่องสำอางไทย ขายดีจนผมตกใจ (หัวเราะ) ทำไมลูกค้าจึงเลือกซื้อสินค้าไทย ทั้งที่เมื่อก่อนสู้กับเครื่องสำอางเมืองนอกไม่ได้เลย คำตอบก็คือคุณภาพ ซึ่งคนซื้อทุกวันนี้จะซื้อลิปสติกสัก 1 แท่ง เขาไม่ได้ดูที่สี แต่คลิกอินเทอร์เน็ตไปศึกษาตั้งแต่เรื่องส่วนผสม อันตรายไหม คุณภาพสีสันสวยหรือไม่ ราคาเหมาะสมหรือเปล่า ถ้าของดีจริงก็รับรองว่าขายได้แน่นอนครับ

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยอีกอย่างคือ กระแส ถ้ามีไอเท็มใดอยู่ในกระแส รับรองขายได้ครับ ร้านอีฟแอนด์บอย เพิ่งทำเฮาส์แบรนด์ของเราเองที่ชื่อว่า Verena เป็นฟองน้ำเกลี่ยรองพื้นให้เรียบเนียน ซึ่งกำลังนิยมมากๆ แต่ของนอกก็แพงมากๆ ด้วย ซึ่งผมก็เห็นช่องทางนี้คือก็ทำออกมาขายในร้าน ในคุณภาพที่ทุกคนยอมรับและราคาที่ทุกคนซื้อได้ด้วย”  หิรัญ กล่าว

หลักการทำธุรกิจในวันนี้ หิรัญ กล่าวว่า สืบทอดจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นคนค้าขายที่มีหลักการไม่บวกกำไรเยอะ กินน้อย กินนานดีกว่า ลูกค้าต้องอยู่กับเรานานๆ ดีกว่าฟันกำไรมากแล้วถ้าวันหนึ่งเขาเห็นราคาที่ถูกกว่า เขาก็ไปไม่ซื้อกับเรา การทำราคาแบบธรรมดาๆ บ้านๆ แบบนี้เองที่ทำให้กลายเป็นร้านมัลติแบรนด์โด่งดังเทียบชั้นร้านดังระดับอินเตอร์ฯ อย่างหรูหราสง่างาม

 

ศาสตร์ตัวเลข รู้เพื่อช่วยคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/417626

ศาสตร์ตัวเลข รู้เพื่อช่วยคน

โดย…วรธาร ภาพ… SIM 789

สาวสวย เก่ง ฉลาด มากความสามารถ ดีกรีดอกเตอร์ เอ่ยชื่อแล้วน้อยคนที่จะไม่รู้จักเธอในฐานะผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ตัวเลขระดับแถวหน้าของไทยเกี่ยวกับเบอร์มือถือที่เมื่อวางเบอร์ให้ใครชีวิตของคนคนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีหรือพลิกจากวิกฤตมาเป็นโอกาส

เธอคือ ดร.ไก่-มัทนาปวีณ์ สาระคุณมนตรี ผู้ก่อตั้งบริษัท SIM 789 เจ้าของสถาบันการศึกษา และธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ รวมทั้งขายเฮลิคอปเตอร์ เธอเป็นเจ้าของผลงานพ็อกเกตบุ๊กติดเบสต์เซลเลอร์ของสำนักพิมพ์อัมรินทร์ติดต่อกันนานถึง 6 เดือนชื่อหนังสือ “เปลี่ยนเบอร์มือถือเปลี่ยนชีวิต” และ “เปลี่ยนเบอร์มือถือเปลี่ยนชีวิต” ตอน ความมั่งคั่ง เล่มล่าสุดที่ฉุดความฮอตไม่อยู่ต้องพิมพ์อีกหลายครั้ง

ก่อนมาเป็นผู้เชี่ยวชาญเบอร์มือถือ ดร.ไก่ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการทำธุรกิจเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาและโรงแรมที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มูลค่าการลงทุนระดับพันล้าน ชีวิตทุกด้านเพอร์เฟกต์ทั้งการเงินและความรัก แต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว วันหนึ่งเธอเปลี่ยนเบอร์มือใหม่ถือ เนื่องจากมีคนโทรเข้าเบอร์เธอโดยตรงบ่อยมากโดยที่ไม่ผ่านเลขา ซึ่งรบกวนเวลาความเป็นส่วนตัวของเธอ

“พอเปลี่ยนเบอร์ใหม่ไม่ถึงปีธุรกิจทรุดเร็วมากจนตั้งรับไม่ไหวขาดทุนประมาณ 400 ล้านบาท แต่ก็ไม่ยอมแพ้ จนวันหนึ่งคุณแม่ทักว่าห่างทำบุญหรือเปล่า คุณไก่เลยจัดบวชพระ 299 รูปถวายเป็นพระราชกุศล ร่วมกับหน่วยงานราชการใน จ.เพชรบุรี ทำเรื่องกราบบังคมทูลขอผ้าไตรพระราชทานผ่านสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานมา 1 ไตร ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประทานอีก 1 ไตร

 

งานจัด 3 วัน ตกคืนที่ 2 มีคนมาเข้าฝันและให้วิชาตัวเลข ในฝันท่านบอกว่าให้ไปช่วยคนนะ ก็รับปาก แต่ตื่นมาพยายามไม่ใส่ใจเพราะไม่ค่อยเชื่อ จนมาเกิดเหตุการณ์ธุรกิจขาลงมากๆ จึงไปทำบุญแล้วพระก็ทักว่าไปรับปากเขาแล้วไม่ทำก็อย่างนี้ เลยคิดถึงความฝันแล้วหันไปใช้วิชาดังกล่าวด้วยการเปลี่ยนเบอร์มือถือใหม่ แต่ก่อนหันมาใช้จริงจังก็ได้มีการศึกษาลงลึกเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องตัวเลขของประเทศต่างๆ ทั้งยุโรปและเอเชีย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าพอเปลี่ยนเบอร์ธุรกิจกลับมาดีวันดีคืนและเจริญมั่นคงจนถึงวันนี้” ดร.มัทนาปวีณ์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่หันมาใช้วิชาตัวเลข

พร้อมอธิบายถึงอิทธิพลของเบอร์มือถือว่า สามารถส่งผลให้ชีวิตรุ่งหรือร่วงได้ โดยพลังของตัวเลขสามารถช่วยได้ตั้งแต่เรื่องของเงินทอง การงาน ธุรกิจ นิสัยใจคอ ความรัก สุขภาพ อำนาจบารมี การศึกษาและเสน่ห์ แม้อยากแต่งงาน อยากมีลูก อยากสอบได้ตัวเลขมือถือสามารถช่วยได้ ตัวเลขบางตัวส่งผลให้เกิดเงินสะพัด มีเงินในบัญชีแบบที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

หลักการวิเคราะห์ตัวเลข

ดร.ไก่ บอกว่า การวิเคราะห์ความหมายตัวเลขจะวิเคราะห์เฉพาะเลข 7 ตัวหลัง ไม่วิเคราะห์ 3 ตัวหน้า โดย 7 ตัวหลังจะจับคู่เป็น 6 คู่ สมมติเบอร์ 0××-ABCDEFG คู่ที่ 1 AB คู่ 2 BC คู่ 3 CD คู่ 4 DE คู่ 5 EF คู่ 6 FG แต่ละคู่มีความสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ความหมายและตำแหน่งตัวเลขแต่ละคู่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่ผลรวมของตัวเลขทั้งสิบตัวไม่มีผลในการวิเคราะห์หรือวางเบอร์มือถือ

“AB หมายถึงลักษณะภายนอกของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเบอร์นั้นๆ ที่ผู้พบเห็นสามารถสัมผัสได้ เช่น กิริยามารยาท ท่าทาง การพูดจา ความประทับใจต่อผู้คนในยามแรกเห็น ถ้าคู่ AB เสียภาพลักษณ์เจ้าของเบอร์ในสายตาของคนอื่นจะติดลบทันที คู่ AB จึงสำคัญมาก ขณะที่ BC CD DE และ EF สามารถบ่งบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวตน ส่วน FG จะระบุถึงลักษณะตัวตนหรือนิสัยที่แท้จริงของผู้ใช้เบอร์ เช่น จิตใจ อารมณ์ การตัดสินใจ ซึ่งถ้าต้องการเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมสามารถกำหนดได้ที่เลขคู่ FG นี้เลย”

สำหรับตัวเลขที่จะทำให้ชีวิตทุกคนมั่งคั่ง ดร.ไก่ ได้แบ่งตัวเลขเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ กลุ่มเลขมังกร/เลขหงส์ 789 289 กลุ่มตระกูลมังกร 282 782 828 829 878 879 978 เลขเสน่ห์ 19 22 23+9 24+9 26 29 36 44 45 46 66 เลขผู้อำนาจบารมี ผู้ใหญ่อุปถัมภ์ บริวารเป็นทรัพย์ 35 เลขโชคแห่งชัยชนะ 39 และคู่ทรัพย์คู่โชค 28 65

เธอบอกว่า เลขมังกร 789 289 เหมาะสำหรับคนทำธุรกิจใหญ่ๆ สมมติมีอาชีพจับมังกรก็ต้องใช้เลขนี้ แต่ถ้าจับแมวก็ไม่จำเป็น ให้ใช้เลขตระกูลมังกรได้ คือ 282 782 828 829 878 879 978 ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ประมุขตระกูลใช้เลขมังกร ส่วนลูกหลานในตระกูลใช้เลขตระกูลมังกร ถามว่าเงินประมุขมังกรมีเยอะสุด แต่ลูกหลานจนไหมไม่มีใครจนแต่จะไม่มีเท่าพ่อแม่ แต่เลขตระกูลมังกรจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ มีบริวารช่วยทำมาหากินและมีทรัพย์

“การใช้เลขมังกรหรือตระกูลมังกรมีทริกอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่าใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวไม่ได้เพราะมังกรของร้อน ให้ใช้สองเบอร์ เบอร์หนึ่งเป็นเลขมังกร หรือตระกูลมังกรให้เป็นเลขทรัพย์ใหญ่ อีกเบอร์เป็นเลขเสน่ห์ ได้แก่ 19 22 23+9 24+9 26 29 36 44 45 46 66 เอาเข้ามาประกบเป็นหยินหยาง มังกรร้อนจะดูดเงินใหญ่งานใหญ่ ส่วนเสน่ห์ก็ทำให้เกิดทรัพย์ อย่างดารา นักร้อง ไม่จำเป็นต้องใช้เลขมังกรแค่ใช้เลขเสน่ห์ เช่น 19 หรือ 29 ก็ทำให้รวยได้

ถ้าต้องทำสิ่งใดให้สำเร็จในเบอร์ต้องมีเลข 35 กลุ่มอำนาจบารมี ผู้ใหญ่อุปถัมภ์ และบริวารเป็นทรัพย์ ถ้าธุรกิจมีการแข่งขันสูง หรือแม้แต่ความรักแฟนกำลังอยู่ในช่วงเลือกระหว่างสองคน การใช้เลข 39 ก็ช่วยให้มีชัยชนะ ส่วนเรื่องเงินถ้าไม่ใช้เลขคู่เงินก้อนใหญ่ก็มาใช้เลขคู่ทรัพย์ คือ 65 ใครอยู่ใกล้ก็อบอุ่น ทำงานก็ฉลาด แถมยังมีทรัพย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเลขต้องร้อยเรียงดีต้องไม่ไปประกบกับเลขต้องห้าม” ดร.ไก่ ย้ำ

 

เลขต้องห้าม อย่าใช้เพราะอันตราย

เธอบอกว่า สิ่งที่สำคัญในเบอร์มือถือห้ามมีเลขต้องห้ามทุกกรณี ถึงแม้จะใช้เบอร์ดีหรือแม้กระทั่งเบอร์มังกร แต่ถ้าในเบอร์นั้นมีเลขต้องห้าม ความหมายจากดีก็อาจกลายเป็นร้ายในทันที สำหรับเลขต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ 0 หมายถึง ไวรัส เชื้อโรค 11 ชีวิตขึ้นเร็วลงเร็ว 12 มักมีการทะเลาะเบาะแว้ง 13 อาถรรพ์ อุบัติเหตุ 18 ถูกหักหลัง ทำคุณคนไม่ขึ้น 27 หนี้สิน 34 ศัตรูเกิดเพราะปาก 37 อุปสรรคและอุบัติเหตุ 38 อารมณ์ร้อน ประมาท ขาดสติ 48 โกหกเก่ง 57 ทะเลาะ โต้เถียง 67 สูญเสียทุกอย่าง เลขนี้อันตรายมากไม่จากเป็นก็จากตายทั้งจากความรักและทรัพย์สิน และ 68 ลุ่มหลง มัวเมา

 

“ยกตัวอย่างเลข 24 แม้เป็นเลขเสน่ห์และมีความหมายดี แต่ถ้านำ 18 มาประกบใช้ จากความหมายที่ดีก็เปลี่ยนเป็นความรักจะมีแต่ถูกหักหลัง ถูกหลอก ถึงจะฉลาดก็เอาตัวไม่รอด หรืออย่างกลุ่มเลขมังกร 789 ซึ่งเป็นเลขที่จะทำให้ได้เงินเพิ่มมหาศาล มีอำนาจและบริวารพรรคพวกเยอะ แต่ถ้ามี 0 เข้าไปรวมปุ๊บเป็น 0789 ความหมายเปลี่ยนทันที จากที่จะรวยแบบไม่มีโอกาสจนก็กลายเป็นว่าทำอะไรจะหมดตัว

อีกเลขคือ 67 หรือ 76 ให้ระวังไม่ว่าจะไปอยู่เลขกลุ่มทรัพย์ หรือความรักจะทำให้ผู้นั้นต้องจากเป็นหรือจากตายจากทรัพย์ หรือความรักก่อนถึงวัยอันควร ในแง่ธุรกิจถ้าไปรวมกับกลุ่มเลขมังกร 6789 ก็ทำให้ธุรกิจล้มละลายได้” นักธุรกิจผู้มีความเชี่ยวชาญเบอร์มือถือยกตัวอย่างความอันตรายของเลขต้องห้าม

ดร.ไก่ ย้ำตลอดว่า การร้อยเรียงตัวเลขเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้จะรู้ว่าเลขไหนดี มีความหมายว่าอย่างไร แต่ถ้าเมื่อไรที่ร้อยเรียงตัวเลขเข้าด้วยกันผิดไปตัวหนึ่งหรือสลับตำแหน่งกันนิดเดียว ความหมายก็จะเปลี่ยนทันที ถ้าดีอยู่ก่อนก็จะเปลี่ยนไปไม่ดีโดยที่เจ้าของไม่มีโอกาสรู้ เหมือนอย่างการเรียงร้อยคำว่า “รักหมดใจ” กับ “ใจหมดรัก” ถ้าผิดตำแหน่งความหมายเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย เพราะฉะนั้นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและเธอช่วยได้

เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยเบอร์มือถือ

ดร.มัทนาปวีณ์ เล่าประสบการณ์ในการใช้เบอร์มือถือเปลี่ยนชีวิตคนว่า แต่ละคนที่มาให้ช่วยล้วนแต่พกพาปัญหาใหญ่น้อยมาด้วยทั้งสิ้น แต่ละคนที่มาภาพลักษณ์ภายนอกดีมาก แต่พอเห็นตัวเลขในเบอร์มือถือก็รู้ทันทีว่าเขามีปัญหา บางคนปัญหาหนักหน่วงมากด้วย

“มีคนหนึ่งทำธุรกิจขนาดใหญ่ ค่อนข้างมีชื่อเสียง เป็นเจ้าของโรงงาน มีลูกน้องหลายร้อยคน วันหนึ่งธุรกิจมีปัญหา หมุนเงินไม่ได้ ขาดสภาพคล่องอย่างแรง แต่งตัวสวยดูสง่ามากมาหา แต่ทันทีที่เราเห็นเบอร์โทรเท่านั้นแหละ โอโฮ ตัวเลขที่ต้องเป็นหนี้มหาศาล จะต้องล้มละลาย คนฟังนิ่งน้ำตาคลอ ดิฉันบอกว่าจะต้องใช้เบอร์ใหญ่ถึงจะพยุงเขาได้เพราะเขาไม่มีเงินแล้ว

ดร.ไก่ ได้วิชานี้มาเพื่อช่วยคนดังนั้นจึงเลือกช่วยแต่ไม่ได้แปลว่าจะช่วยทุกคนที่เข้ามาหา ที่ช่วยคุณพี่ท่านนี้เพราะเขาหมดสิ้นทุกอย่าง ต้องขายของที่มีอยู่เอาเงินมาจ่ายลูกน้อง เหลือแต่ภาพลักษณ์ภายนอก คุณไก่เอาเบอร์ใหญ่ให้เลยซึ่งราคาเบอร์สูงมาก แต่หลังจากที่ให้เบอร์ไปไม่นานเขาบอกว่าอยู่ๆ ก็มีบริษัทต่างชาติขนเงินพันล้านมาร่วมทุนทำให้ธุรกิจเขารอด ฟังแล้วปีติมากๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่นี้คุณไก่ช่วยคนมามากให้เขาสมหวังในความรัก ในการสอบ เป็นต้น คุณไก่มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ให้เขายิ้มได้”

ความตั้งใจของการ ดร.ไก่ จากการได้วิชานี้มาคือต้องการช่วยเหลือคน และการที่จะทำให้คนรู้จักศาสตร์นี้มากขึ้น เธอจึงเขียนตำราขึ้นมาตอนนี้มีอยู่ 2 เล่ม เล่มแรกเป็นเรื่องของชีวิตทั่วไปว่าเบอร์มือถือมีผลยังไง ส่วนเล่มสองขยับเข้ามาสู่เรื่องธุรกิจคือความมั่งคั่ง ใช้เลขอะไรถึงจะรวย ต่อไปจะเป็นเล่มความรัก ที่ยิ่งกว่านั้นเธอเอารายได้ ส่วนหนึ่งจากธุรกิจในต่างประเทศมาจัดคลาสสอนฟรีให้กับคนที่สนใจเดือนละครั้ง

“ทำมา 10 เดือนแล้ว ใช้งบ 2-3 แสนบาท/ครั้ง จัดที่โรงแรมแต่ละครั้งรับ 500-600 คนเท่านั้น แต่คนสมัคร 6,000-7,000 คน บางเดือนทะลุหลักหมื่น นอกจากสอนศาสตร์ตัวเลขให้ฟรีแล้วยังสอน NLP คือเรื่องของจิตใต้สำนึกให้ด้วยเพราะคุณไก่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ซึ่ง NLP นี้เป็นศาสตร์ที่ยุโรปและอเมริกาถึงกับสร้างสถาบันขึ้นมาเลย นักธุรกิจที่เคยล้มเหลวมักเข้าคลาสนี้

นอกจากนี้ ในวันที่ 2 เม.ย.ที่จะถึงนี้ ดร.ไก่ จะทอล์กโชว์เดี่ยวไมโครโฟนเกี่ยวกับความมั่งคั่ง เป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่แอดวานซ์ขึ้นมา จัดที่โรงละครอักษรา แสง สี เสียง เต็มรูปแบบ แต่ประเด็นคือรายได้ในการจัดครั้งนี้บริจาคให้มูลนิธิองค์กรการกุศลทั้งหมด สามารถซื้อบัตรผ่านไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก SIM789 และ www.SIM789.com

หมายเหตุ : ศาสตร์ตัวเลขเป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่ม โปรดใช้วิจารณญาณ

 

เท็ตซึฮิเดะ ยาสุดะ กับภารกิจแล่เนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/417079

เท็ตซึฮิเดะ ยาสุดะ กับภารกิจแล่เนื้อ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถึงจะผ่านมา 14 ปีแล้ว นับตั้งแต่ เท็ตซึฮิเดะ ยาสุดะ เชฟหนุ่มดีกรีทายาทเจ้าของร้านเนื้อโกเบที่มีชื่อเสียงจากญี่ปุ่น ได้มีโอกาสหยิบมีดขึ้นมาแล่เนื้อเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาเคยแอบมอง และคิดมาตลอดว่าทำได้ในวันนั้นมาจนทุกวันนี้ก็ยังไม่จางหายไป และแม้จะผ่านประสบการณ์จับมีดแล่เนื้อมานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าตัวก็ยังออกปากว่ายังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้หยิบเนื้อชิ้นใหม่ขึ้นมา เพื่อแล่ให้ได้ชิ้นที่อร่อยที่สุด

เท็ตซึฮิเดะ บอกว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ทำร้านเนื้อโกเบ ชื่อว่า “ฮอนโตะรุ” ซึ่งเป็นร้านเนื้อที่มีความเชี่ยวชาญการแล่เนื้อโกเบ ปัจจุบันมี 4 สาขาในฟูกุโอกะ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เขาก็คุ้นชินกับบรรยากาศในร้านเนื้อย่าง ได้เห็นการแล่เนื้อของคุณพ่อมาตลอด ด้วยความเป็นเด็กเขายังไม่มีโอกาสได้ลองเข้าครัว ได้แต่เป็นลูกมือในร้าน ช่วยทำความสะอาด จนกระทั่งอายุได้ 19 ปี โอกาสที่เขาเฝ้ารอคอยก็มาถึง

“ตอนเด็กผมมีความฝัน 2 อย่าง คือ อยากเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุด หรือไม่ก็เป็นคนแล่เนื้อที่เก่งที่สุด เวลาที่ผมเห็นพ่อแล่เนื้อ ผมมักคิดว่านี่เป็นงานที่ง่าย สนุก และบอกกับตัวเองเสมอว่าผมก็ทำได้ จนกระทั่งตอนผมอายุได้ 19 ปี ฝันของผมก็เป็นจริง ผมได้เข้าครัวจับมีดแล่เนื้อ ตอนนั้นผมตื่นเต้นสุดๆ แต่พอได้ลองแล่เนื้อครั้งแรก ผมถึงได้รู้ว่างานนี้ไม่ง่ายแบบที่ผมคิด ผมใช้เวลาถึง 6 เดือน กว่าจะแล่เนื้อที่เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหารแล้วอร่อยได้สำเร็จ ได้รับการยอมรับจากคุณพ่อและคนรอบข้างที่มีประสบการณ์ว่าฝีมือการแล่เนื้อของผมใช้ได้”

 

ถามถึงวิธีฝึกฝนฝีมือการแล่เนื้อ เชฟเท็ตซึฮิเดะ บอกว่า ไม่มีในตำรา ไม่มีใครจับมือสอน ต้องอาศัยครูพักลักจำส่วนใหญ่พ่อของเขาจะทำให้ดู แล้วให้เขาคอยสังเกตและหัดทำตาม ทุกอย่างไม่มีสูตรตายตัว เพราะเนื้อแต่ชิ้นละก็ไม่เหมือนกัน วิธีการที่จะแล่อย่างไรให้ออกมาได้เป็นชิ้นที่อร่อย ตัดออกมาแล้วได้เนื้อที่รสชาติไม่เหมือนร้านอื่น ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ของคนแล่เนื้อเอง

“1 ปีเต็มๆ ที่ผมใช้วิธีนี้ในการศึกษา ช่วงแรกๆ ผมต้องอาศัยการชิมเยอะ ชิมเนื้อที่ผมแล่ออกมาว่ารสชาติเป็นอย่างไร เพื่อสังเกต ศึกษา และจดจำเทคนิคต่างๆ มาใช้ จนทุกวันนี้แม้ประสบการณ์จะมากขึ้น ผมอาจจะไม่ต้องทดลองชิมเนื้อเพื่อศึกษาวิธีการแล่เนื้อให้ออกมาให้ดีเยอะเหมือนแต่ก่อน แต่บางครั้งก็ยังต้องมีบ้าง เพราะงานของผมยังต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดเวลา”

ปัจจุบัน เท็ตซึฮิเดะ ยังคงดูแลร้าน “ฮอนโตะรุ” ที่ญี่ปุ่น รวมทั้งร้านยาสุดะ ซึ่งมาประเดิมเปิดสาขาแรกที่เมืองไทย โดยชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพของเนื้อโกเบคุณภาพดี

“ช่วงนี้ผมจะประจำอยู่ที่ร้านที่ไทยประมาณ 20 วัน/เดือน แล้วบินกลับไปญี่ปุ่นประมาณ 10 วัน เพื่อไปดูร้านที่นู่น สำหรับร้านที่เมืองไทยผมพยายามเทรนพนักงานให้แล่เนื้อเป็น ขณะเดียวกันผมก็พยายามศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าที่มาใช้บริการไปในตัว ว่าเป็นคนกลุ่มไหน ชอบเนื้อแบบไหน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลหากจะเปิดสาขาต่อๆ ไปในอนาคต”

 

มาถึงวันนี้ถามว่า เขาคิดว่าฝันของเขาที่อยากจะเป็นคนแล่เนื้อที่เก่งที่สุดเป็นจริงหรือยัง เท็ตซึฮิเดะ ตอบว่า ขอใช้คำว่าประสบความสำเร็จในขั้นหนึ่ง แต่จะไปถึงจุดที่เรียกว่าเป็นคนแล่เนื้อที่เก่งได้หรือไม่ เขาหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วว่าจุดนั้นคงไม่มีจริง และคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนแล่เนื้อที่เก่งที่สุดแบบที่เขาฝันว่าอยากจะเป็นในสมัยเด็กนั้นก็ไม่มีอยู่จริง เพราะเขาเชื่อว่าคนเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่มีจุดที่พอแล้ว เก่งแล้ว

“ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า เหมือนผมมีถุงอยู่ 1 ใบ ผมพยายามเก็บเอาสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดทั้งชีวิตเข้าไปในถุงใบนี้ หลายครั้งที่ผมคิดว่าวันหนึ่งถุงมันจะเต็ม แต่ไม่ว่าใส่ไปเท่าไหร่ถุงใบนี้ก็ไม่เคยเต็มสักที ทั้งที่ใส่อะไรต่อมิอะไรเข้าไปเยอะแล้ว ซึ่งก็คงเหมือนตัวผมที่ยังอยากหาความรู้เพิ่มเติมเข้ามาตลอดเวลา ไม่มีจุดที่พอแล้ว”

ทุกวันนี้เวลาที่ว่างจากงานประจำ เชฟเท็ตซึฮิเดะจะออกไปตระเวนชิมอาหารอร่อยๆ เพื่อเรียนรู้รสชาติใหม่ๆ มาเป็นไอเดียสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ในร้าน เขาบอกว่า ถึงจะทำงานนี้มานาน แต่ก็ไม่เคยเบื่อหรือคิดจะเปลี่ยนงานสักครั้ง

“สำหรับผมชิ้นเนื้อที่หยิบขึ้นมา ก็เหมือนแฟนคนหนึ่งที่ผมต้องทะนุถนอม ต่างกันแต่ว่าแม้ผมจะรัก (เนื้อ) แค่ไหน ผมก็ต้องแล่มันออกมา ดังนั้นด้วยความรักที่ผมมีให้ ผมเลยต้องแล่ให้สวย แล่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ได้เนื้อที่รสชาติดีที่สุด” เท็ตซึฮิเดะ กล่าวทิ้งท้าย

สเต๊กเย็นเนื้อสันนอกคัดพิเศษ

ส่วนผสม

1.เนื้อโกเบ ความกว้าง 4 ซม. ความยาว 8 ซม. ความหนา 8 ซม.

2.เกลือปริมาณเล็กน้อย

3.พริกไทยดำ ปริมาณเล็กน้อย

4.สมุนไพรเฉพาะของทางร้านกว่า 20 ชนิด อาจเลือกใช้ใบโอลีฟ กระเทียม ใบทารากอน มาทดแทนได้

5.น้ำมันมะกอกปริมาณเล็กน้อย

วิธีทำ

1.นำ ส่วนผสมข้อ 2-4 มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำ ไปคลุกกับเนื้อ แล้วพันด้วยพลาสติก นำ ไปใส่ถุงแล้วแช่ใน

ตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน เพื่อให้ส่วนผสมซึมเข้าไปในตัวเนื้อ

2.นำ เนื้อออกมาจากตู้เย็นแล้วทาด้วยน้ำมันมะกอก เพื่อให้สมุนไพรติดกับตัวเนื้อ จากนั้นนำ ไปอบที่อุณหภูมิ 53

องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12-15 นาที แล้วนำ มาพันด้วยพลาสติกอีกครั้ง แล้วนำ ไปแช่ในช่องฟรีซ 1 คืน

3.ก่อนจะเสิร์ฟนำ ออกมาแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาเป็นเวลา 1 ชม. จากนั้นก็นำ มาแล่และเสิร์ฟพร้อมวาซาบิ และซอสสูตรพิเศษ

 

เปิดใจแชมป์โลก กันพลาบิลเดอร์ วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/416143

เปิดใจแชมป์โลก กันพลาบิลเดอร์ วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ราว 2 ทุ่มของคืนวันอาทิตย์ปลายเดือน ธ.ค. เสียงปลายสายโทรศัพท์บอกกับผมด้วยความตื่นเต้นว่า คนไทยได้แชมป์โลกกันพลาบิลเดอร์ 2015 ภาพโมเดลกันพลาลงสีเลียนแบบผิวไม้ บอกเล่าเรื่องราวของช่างไม้กำลังแกะสลักหุ่นกันดั้ม 2 ตัวกำลังต่อสู้กันอยู่ ลอยขึ้นมาในใจ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศของไทย คว้าแชมป์โลกมาครองตามความคาดหมาย แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะนัด วิน-วิชยุตม์ เอี่ยมอ่อง แชมป์โลก GBWC 2015 (Gunpla Builders World Cup 2015) คนล่าสุด

กันพลาบิลเดอร์ เป็นรายการแข่งขันการสร้างหุ่นกันพลาหรือโมเดลหุ่นยนต์จากแอนิเมชั่นเรื่องกันดั้ม รายการนี้เริ่มการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 2011 มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 13 ประเทศ มุ่งเน้นการสร้างโมเดลให้มีความสวยงามตามจินตนาการของผู้สร้าง หรือประหนึ่งคืองานประกวดผลงานศิลปะผ่านโมเดลกันพลาก็ว่าได้ นี่จึงเป็นรายการแข่งขันการโมดิฟายโมเดลกันพลา รายการใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานี้

เปิดใจแชมป์โลก กันพลา บิลเดอร์

วินเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ มีสไตล์การแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ออกแนวร็อกผสมแร็ปเปอร์ แต่ถ้าได้พูดคุยกับเขาแล้วจะพบว่า วินเป็นคนที่เป็นมิตร น่าพูดคุย และถ่อมตัวอย่างมาก เขาเริ่มเล่าเส้นทางการเป็นโมเดลเลอร์ของเขาว่า “ผมเริ่มทำงานโมเดลเมื่อตอนอายุ 11 ขวบ (ปัจจุบันอายุ 32 ปี) เป็นโมเดลบอร์ดเกมวอร์แฮมเมอร์ขนาดเล็ก จนเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วผมได้มีโอกาสดูซีรี่ส์กันดั้มภาคบิลไฟเตอร์ ซึ่งจุดประกายให้ผมหันมาทำโมเดลกันพลาแล้วส่งเข้าประกวดในปี 2014 โมเดลตัวแรกที่ผมต่อก็เป็นหนึ่งในผลงานชนะเลิศของปีนั้น แต่อันที่จริงแล้วการที่ผมเข้าประกวดไม่ได้ต้องการที่จะชนะแล้วได้รางวัล เพียงแต่ผมต้องหาเพื่อนใหม่ๆ มิตรภาพใหม่ๆ ของคนที่รักในสิ่งเดียวกันมากกว่า

 

“ตอนปี 2014 ผมไม่ได้รางวัลกลับมาเพราะแพ้ในเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนผมทำประตูฟุตบอลได้แล้วแต่เวลาดันหมดก่อน เป็นความรู้สึกเจ็บใจและเป็นแรงผลักดันให้ปีนี้ผมต้องกลับมาเอาคืนให้ได้ ด้วยการคว้ารางวัลติดมือกลับบ้านสักครั้ง แต่ไม่ได้คาดหวังถึงขนาดได้แชมป์โลก เพราะผลงานแชมป์ของแต่ละประเทศนั้นถือว่าสวยและงานเนี้ยบจนไม่มีที่ติให้เห็นเลยในผลงานของพวกเขา ในขณะที่งานของผมจะเป็นอีกสไตล์หนึ่งดูผ่านการใช้งาน มีสีสนิมและเหล็กเป็นร่องรอยใช้งาน นี่คือสไตล์ที่ผมชอบ ซึ่งในปีนี้ผมนำเสนอผ่านรูปแบบของการทำสีโมเดลเลียนแบบผิวไม้

 

“พอถึงเวลาประกาศรางวัลที่ 3 ไม่ใช่เรา ก็มาลุ้นรางวัลที่ 2 พอตัดสินว่าไม่ใช่เรา ก็ตัดใจแล้วเพราะผมคิดว่ามีผลงานที่เขาน่าจะได้แชมป์ในความคิดของผม ไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไรถือว่าได้มาญี่ปุ่นประเทศที่เราชอบ แล้วเขาก็ประกาศชื่อผมออกมาแต่ผมฟังไม่ออก ฟังเป็นไต้หวัน ผมก็นั่งปรบมือรอให้ผู้ชนะเดินขึ้นเวที จนเพื่อนมาชกหลังผมบอกว่าแกนั่นล่ะๆ ผมก็เดินขึ้นเวทีแบบงงๆ สคริปต์ที่อยากจะพูดถ้าได้รางวัลทุกอย่างลืมไปหมดเลย” วิน เล่าพลางหัวเราะ

วิน เล่าเสริมว่า ผลงานของชาติอื่นที่เขาชื่นชอบมี 2 ผลงาน คือ ผลงานของตัวแทนทวีปอเมริกาเหนือ เป็นผลงานสไตล์แอบสแทรกต์ผสมกับสไตล์เผ่ามายา นำชิ้นส่วนหุ่นเก่ามาผสมกับหุ่นรุ่นใหม่ผสมผสานระหว่างหุ่น 2 ยุค นับเป็นผลงานที่น่าสนใจมาก อีกตัวหรือเป็นหุ่นซาซาบิสีเขียว ของประเทศอินโดนีเซีย เป็นงานสวยมาก ดูสะอาด เป็นงานที่เนี้ยบมาก

วินถ่อมตนว่า “ผมก็ทำงานเนี้ยบๆ ได้ แต่คงได้ไม่เท่าเขา เพราะผมชอบหุ่นรบสไตล์สนิมผ่านสมรภูมิมามากกว่าหุ่นรบที่เพิ่งออกจากโรงงาน”

 

อนาเตอร์ เลต ไนต์ เล่าโลกเหล่าโมเดลเลอร์

“ผลงานชิ้นนี้ผมตั้งใจนำเสนอเรื่องราวชีวิตของเหล่าโมเดลเลอร์ ผ่านผลงานนา อนาเตอร์ เลต ไนต์ (Another late night) ผมมองว่าโมเดลกันพลาเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง เพียงแต่ผลงานของเขาอยู่ในรูปแบบของโมเดลหุ่นยนต์ แทนที่จะเป็นผืนผ้าใบหรือปูนปั้นเหมือนงานศิลปะที่เรารู้จักกันทั่วไป นักสร้างโมเดลเลอร์ส่วนมากจะมีงานประจำกันทุกคน แต่มีใจรักในงานโมเดล

ผมเองก็ไม่ใช่โมเดลเลอร์มืออาชีพ (ถ่อมตัวอีกแล้ว) ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านจิตเวช เป็นนักออกแบบกราฟฟิกดีไซน์ และเจ้าของธุรกิจร้านบอร์ดเกมคาเฟ่ร่วมกับเพื่อนที่อาคารมหาทุน

พอถึงเวลากลางคืนก็เหมือนโมเดลเลอร์ที่ทำเป็นงานอดิเรกที่ต้องมานั่งขัดชิ้นงาน ลงสี ฝึกฝนฝีมือ นับพันชั่วโมง กว่าจะออกมาเป็นผลงานสู่สายตาทุกคน ผมจึงอยากเล่าเรื่องของพวกเขาให้ทุกคนทั้งที่เล่นกันพลาและไม่ได้เล่นหรือรู้จักโลกของพวกเราได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในฉากนี้ ผมสมมติฉากนี้เป็นโลกของกันดั้มภาคบิลไฟเตอร์ กันดั้มภาคนี้ก็เป็นเรื่องราวของนักสร้างกันพลา เป็นโลกที่หลงใหลกันดั้มเป็นที่สุด แต่แทนที่ผมจะทำเป็นคนกำลังประกอบหุ่นกันพลา ผมเลือกใช้ช่างไม้กำลังแกะสลักผลงานประติมากรรมไม้เป็นรูปหุ่นรบกันดั้ม 2 ตัวกำลังต่อสู้กัน

ช่างไม้คนนี้กำลังทำงานข้ามวันข้ามคืน เช่นเดียวกับโมเดลเลอร์ที่คอยมองนาฬิกาเวลาว่ากี่โมงแล้วบอกตัวเองว่าขอต่ออีกนิดให้เสร็จ จากนั้นรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาตี 2 หรือมากกว่านั้น นี่คือชีวิตของเหล่าโมเดลเลอร์ที่อุทิศเวลาให้กับงานที่พวกเขารัก

 

กันพลาตัวหลักผมใช้เป็น กันดั้มวิง เวอร์คา (เวอร์ชั่นที่ออกแบบโดย อาจารย์คาโตกิ ฮาจิเมะ นักวาดออกแบบหุ่นกั้นดั้ม)  สู้กับกันดั้มเอเปี้ยน ตัวร้ายในภาคกันดั้มวิง ผมดัดแปลงให้กันดั้มวิงใช้แขนของกันดั้มเอ็กเซียจากภาคกันดั้มดับเบิ้ลโอ และดาบเป็นของกันดั้มดาร์กเอ็กเซีย จากภาคบิลไฟเตอร์ ส่วนตัวหุ่นเอเปี้ยน ส่วนแขนและขามาจากกันดั้มดาร์กเอ็กเซีย

ในขณะที่ท่าทางการต่อสู้นั้นหลายคนเห็นแล้วคิดว่าผมนำมาจากฉากหนึ่งในกันดั้มวิงที่ทั้งสองตัวต่อสู้กัน ผมเคยดูกันดั้มวิงมานานมาก นานจนลืมไปแล้วว่าฉากต่อสู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่างไร เพราะที่จริงแล้วท่าต่อสู้นี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่องลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ตอนที่บาร็อกสู้กับแกนดัล์ฟแล้วตกลงไปในเหวลึกด้วยกัน เป็นความบังเอิญอย่างพอเหมาะพอเจาะจริงๆ

ป้ายที่ติดอยู่ที่ใต้ฐานหุ่นเป็นชื่อตอนๆ หนึ่งในภาคบิลไฟเตอร์ มีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างในฉากที่เล่าเรื่องราวการทำงานของโมเดลเลอร์ เช่น ตัวฮาโร่ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ทรงกลมที่ปรากฏในกันดั้มแทบทุกภาคก็มาเป็นที่ใส่ยาจุดกันยุง มีโต๊ะทำงานและกระดาษร่างแบบ มีตัวละครที่นอนหลับอยู่ใกล้ๆ เป็นสิ่งที่บอกว่าช่างคนนี้กำลังทำงานตอนกลางคืนและกำลังจะข้ามคืนไปโดยไม่รู้ตัว”

 

อย่ากลัวความล้มเหลว

“สไตล์การทำโมเดลของผมจะใช้พู่กันมาโดยตลอด ผมชอบทำสีเลียนแบบของเก่า สีสนิมเขรอะ หุ่นรบของผมจะเป็นรูปแบบที่ผ่านการใช้งานดูแล้วสมกับเป็นหุ่นรบมากกว่าที่เพิ่งสร้างเสร็จ การทำงานของผม ผมจะคิดว่าผมอยากจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ผมไม่ได้กำหนดว่าผลงานนั้นจะมีรูปแบบอย่างไร มีทิศทางที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร แต่เป้าหมายนั้นไม่ชัดเท่าพร้อมเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดภายใต้กรอบของทิศทางที่ตั้งใจไว้

คล้ายกับเวลาที่เราจะหาร้านกาแฟอร่อยๆ สักร้าน ผมรู้ว่ามีร้านหนึ่งตั้งอยู่แถวนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าตรงไหน ผมก็เดินหาไปเรื่อยจนเจอร้านกาแฟร้านหนึ่งก็ลองเข้าไปชิมดู ถ้าถูกใจก็ใช้เวลาอยู่กับร้านนี้อีกสักพัก แล้วค่อยออกไปหาร้านที่เคยตั้งใจไว้ หรือจะเรียกว่าลองผิดลองถูกก็ได้

ผมเป็นคนชอบลองผิดลองถูก ผมชอบการทดลองและการล้มเหลว ผมไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ผมรู้ว่าถ้าทำแบบนี้แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร จนกว่าจะได้ผลที่ผมพอใจ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความล้มเหลวผมอาจจะเอาไปใช้ได้กับงานอื่นๆ ได้ในอนาคต ถ้าผมทำครั้งแรกครั้งเดียวแล้วสำเร็จ ผมจะไม้รู้เลยว่ามีอะไรบ้างที่อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผมจึงเป็นคนชอบลองผิดลองถูก เช่น งานพู่กันเลียนแบบลายไม้ที่ได้แชมป์กลับมาก็เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ผมกำลังทดลอง งานทำสีเลียนแบบไม้นี้ผมทดลองประมาณ 16 ครั้งถึงจนได้รูปแบบซึ่งได้ผลออกมาอย่างที่เห็น”

วินทิ้งท้ายให้กับทุกคนว่า งานศิลปะไม่มีผิดหรือถูก ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วมีความสุขกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นพู่กัน แอร์บรัช ฟองน้ำหรืออะไรก็แล้วแต่มันเป็นแค่อุปกรณ์ที่นำพาไปสู่สิ่งที่คุณต้องการจะสื่อถึงในงานศิลปะ ถ้าสิ่งนั้นสามารถสร้างผลงานที่คุณชื่นชอบ รัก และมีความสุขได้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด

 

ลูกไม้หล่นใกล้ ‘ต้น’ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/416137

ลูกไม้หล่นใกล้ ‘ต้น’ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม

โดย…ราชันเบอร์23

แจ้งเกิดเต็มตัวในฟุตบอลรายการ “ซูซูกิ คัพ 2014” สำหรับ “ต้น” นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม แบ็กขวาหน้าตี๋ของ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หลังจากทัวร์นาเมนต์นั้น กองหลังวัย 22 ปี ก็ติดทีมชาติไทยมาโดยตลอด ผลงานในสนามถือว่าโดดเด่นไม่แพ้หน้าตา ส่วนนอกสนามก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนบอลสาวๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ชาริล ชัปปุยส์ ซุป’ตาร์จาก สุพรรณบุรี เอฟซี

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก อยากจะเสนอเรื่องราวความรักของ “ต้น” นอกจากฟุตบอลที่เขารักแล้ว ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีทุกวันนี้  ย้อนกลับไปในวัยเด็ก พ่อกับแม่และน้องสาวชอบใช้เวลาว่างในวันหยุดสุดสัปดาห์ทำกิจกรรมร่วมกันและปลูกฝังให้รักกีฬา

“พ่อหมู” ณรงค์ศักดิ์ วีรวัฒโนดม พ่อบังเกิดเกล้า “เจ้าต้น” ยอมรับลูกชายคนโปรดเกือบหันเอาดีกับกีฬากอล์ฟ ก่อนสุดท้ายเจ้าตัวจะเลือกเล่นฟุตบอลจนประสบความสำเร็จในวันนี้

 

“ตอนต้นอายุ 9 ขวบ เขาจะไปซ้อมกีฬากับผมเป็นประจำ ทั้งกอล์ฟและฟุตบอล วันไหนผมไปซ้อมบอล เขาก็จะไปวิ่งเล่นข้างสนามกับคุณแม่ และวันไหนผมไปซ้อมไดรฟ์กอล์ฟ ต้นก็จะตามไปด้วย ซึ่งต้นสามารถเล่นกอล์ฟได้ดีมาก ทั้งนับแต้มเป็นและเรียนรู้พัฒนาอยู่เสมอ วันหนึ่งที่สนามไดรฟ์กอล์ฟ ผมถามลูกแบบตรงๆ เลยว่า ระหว่างกอล์ฟกับฟุตบอล ลูกชอบอะไรมากกว่ากัน เขาตอบว่าฟุตบอล ผมจึงตัดสินใจพาต้นไปอยู่ศูนย์ฝึกฟุตบอลแม้นอินทร์ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงทำให้เขามีวันนี้ได้ ส่วนกอล์ฟถ้ามีเวลาก็จะมาเล่นกันเป็นงานอดิเรก ตั้งแต่เด็ก นฤบดินทร์ เป็นเด็กที่มีวินัยสูง ซ้อมหนักไม่เคยบ่น ตอนติดทีมชาติก็เช่นกัน เขาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ผมอยากให้เขารักษาสิ่งนี้ เพราะมันสำคัญกับการใช้ชีวิตของเขาในอนาคต” คุณพ่อหมู กล่าว

ผลงานในสนามเป็นเครื่องการันตีฝีเท้าของ “ต้น” ได้อย่างดี แต่สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามไอจีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยกองหลังจาก อ.เสนา อยากให้แฟนบอลโฟกัสผลงานของเขามากกว่าหน้าตา

 

“ตอนนี้คนจับตามองมาก ไปไหนมาไหนก็มีคนรู้จักมาขอถ่ายรูปด้วย นักเตะทีมชาติไทยมีแฟนคลับเยอะขึ้นเนื่องจากผลงานดี ดีใจที่มีคนชื่นชอบ แต่ในสนามผมไม่เคยคิดว่าตัวเองหล่อหรือเท่ ขอทำหน้าที่และโชว์ฝีเท้าให้ดีที่สุด เพื่อคว้าชัยชนะให้แฟนบอลภูมิใจดีกว่า สาเหตุที่ผมใส่เสื้อเบอร์ 13 เพราะมันเป็นลักกี้นัมเบอร์ แต่ผมก็ไม่เชื่อเรื่องนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา เลขไม่ได้ทำให้เราดีขึ้น แต่ถ้าเราตั้งใจกับทุกเรื่องแล้วผลดีจะตามมาเอง”

เมื่อถามถึงเป้าหมายในชีวิตค้าแข้ง กองหลังบุรีรัมย์ฯ บอกว่า ต้องการพาบุรีรัมย์ฯ คว้าแชมป์ทุกถ้วยในประเทศ และพยายามเข้ารอบลึกๆ ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก

“ผมขอทุ่มเทกับสโมสรเสียก่อน เป้าหมายของบุรีรัมย์ฯ ทุกปีคือต้องการกวาดทุกถ้วยในประเทศ ส่วนระดับเอเชียอยากเข้ารอบลึกๆ ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ส่วนทีมชาติผมก็ต้องการพา ‘ช้างศึก’ ไปฟุตบอลโลกสักครั้ง และอนาคตผมฝันว่าอยากไปเล่นในญี่ปุ่น เพราะเป็นลีกที่มืออาชีพที่สุดในเอเชีย”

 

นฤบดินทร์ มาถึงจุดนี้ได้เพราะครอบครัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และคนที่มีอิทธิพลอีกคนที่จะลืมกล่าวเสียมิได้ คือ “น้องตาล” นฤมล วีรวัฒโนดม น้องสาวสุดสวย เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพี่ต้น

“ผมกับน้องสาวไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนบางคนที่ไม่รู้จักนึกว่าผมไปกับแฟน จริงๆ แล้วเป็นน้องสาว แม้กระทั่งบางทีแฟนผมเองยังมีน้อยใจเลย เพราะเราสองคนสนิทกันมาก เราให้กำลังใจซึ่งกันและกัน คุยกันทุกเรื่อง ยอมรับผมหวงน้องสาว เพราะรู้อยู่แล้วว่าในวงการบันเทิง มีการแข่งขันกันสูง ผมก็แนะนำเขาต้องวางตัวให้ถูก เพราะมีคนคอยดูเราเป็นแบบอย่าง เห็นเราเป็นไอดอล การวางตัวเป็นสิ่งสำคัญ” แบ็กขวาขวัญใจสาวๆ กล่าวทิ้งท้าย

 

ชลิดา เจตนเมษฐ์ ใส่ไอเดียลงไปในขนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/415690

ชลิดา เจตนเมษฐ์ ใส่ไอเดียลงไปในขนม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ชะตาชีวิตเหมือนจะลิขิตให้เชฟสาวไฟแรง อย่างเชฟใหม่-ชลิดา เจตนเมษฐ์ เดินไปตามเส้นทางแห่งความฝันบนถนนสายแฟชั่นที่เธอชื่นชอบ แต่สุดท้ายแล้วโชคชะตาก็เล่นตลก นำพาเธอไปสู่อีกเส้นทางที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสและตกหลุมรัก นั่นคือการเป็นเชฟขนมหวาน

ตลอดหลายปีที่ได้โลดแล่นอยู่กับโลกของการทำขนม สาวน้อยหน้าใสค่อยๆ ค้นพบคำตอบให้กับตัวเองว่า โลกของขนมคือโลกใบที่เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกวัน

“ด้วยความรักในแฟชั่น อยากจะทำงานในสายแฟชั่น ทำให้ใหม่เลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาแฟชั่นดีไซน์ มหาวิทยาลัยรังสิต พอเรียนจบก็มาตามความฝันด้วยการเป็นดีไซเนอร์แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอยู่ 1 ปี ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนต่อกราฟฟิกดีไซน์ ที่เมลเบิร์น แต่เพราะช่วงที่ไปภาษาอังกฤษเราไม่แข็งแรง พอปรึกษาที่บ้าน ที่บ้านเลยแนะนำว่า ให้เลือกเรียนต่อในสาขาที่ไม่เน้นภาคทฤษฎีมาก แต่เน้นด้านการปฏิบัติซึ่งตรงกับความชอบของใหม่ สุดท้ายเลยมาลงตัวที่สาขาทำขนม”

เชฟใหม่ บอกว่า ตอนที่ตัดสินใจจะเรียนต่อเป็นเชฟขนมนั้น เธอไม่ได้มีพื้นฐานด้านงานครัว หรือทำขนมเป็นมาก่อนแม้แต่น้อย เพียงแต่เห็นว่าน่าสนใจ เลยตัดสินใจไปเทกคอร์สที่สถาบันวิลเลียม แองกิส ซึ่งเป็นสถาบันฝึกวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร การโรงแรม การท่องเที่ยว ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงของออสเตรเลีย

 

“ใหม่ใช้เวลาเรียนปีครึ่ง ช่วงแรกๆ ก็มีปัญหาเรื่องภาษาบ้าง แต่อาศัยว่าในคลาสอาจารย์จะสาธิตวิธีทำขนมให้ดูเยอะ ก็เลยผ่านมาได้ และเริ่มสนุกกับการเรียน หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทย ใหม่ก็มาเริ่มหางานทำในร้านขนมทันที เริ่มจากร้านขนมเล็กๆ จนมาสมัครเป็นเชฟขนมที่ร้านเมลทมี”

ทุกวันนี้ เชฟใหม่เป็นหนึ่งในทีมเชฟขนมของร้านเมลทมี หน้าที่หลักของเธอคือ รับโจทย์ไปครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาเอาใจผู้บริโภค และคอยตระเวนไปตามสาขาต่างๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเมนูที่เสิร์ฟให้ลูกค้า เชฟใหม่ บอกว่า สำหรับใครที่อยากมาเจอตัวจริงของเธอตลอดเดือนนี้ แวะมาทักทายกันได้ที่เมลทมี สาขาทองหล่อ

“ไฮไลต์ของร้านเรา คือ ช็อกโกแลต เพราะฉะนั้นสองเทศกาลใหญ่ๆ ที่เราต้องครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาเซอร์ไพรส์ลูกค้า คือ ช่วงเทศกาลปีใหม่และวาเลนไทน์ ความท้าทายคือเราจะหาลูกเล่นอะไรมานำเสนอ โดยไม่ให้ลูกค้าเดาได้ อันนี้ก็เป็นการบ้านของใหม่ที่ต้องพยายามหาข้อมูล ตั้งแต่การปรับส่วนผสมใหม่ๆ มาใช้ ทดลองปรับสูตรเพื่อให้ได้ขนมที่อร่อย และหน้าตาออกมาดี อย่างวาเลนไทน์ปีนี้ ใหม่เลือกชูไอเดียใช้ช็อกโกแลตเป็นตัวแทนบอกรักได้ทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะต้องเป็นคนรัก”

 

เชฟใหม่ บอกว่า นอกจากจะมีอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งทรัพยากรหลักในการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แล้ว ต้องขอบคุณความรู้ด้านแฟชั่นที่มี เพราะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เธอมีไอเดียมาใช้ในการสร้างสรรค์เมนูขนมด้วย

“การทำขนมกับการทำงานในวงการแฟชั่น ใหม่คิดว่ามีความคล้ายคลึงกันนะ เพราะต่างเป็นงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน ด้วยความที่เราชอบแฟชั่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางครั้งก็หยิบเอาเทรนด์แฟชั่นมาใช้ในการทำขนม เช่น โทนสีไหนมาแรง เราก็เอามาเป็นไอเดียในการทำขนม ใหม่คิดว่าการทำขนม ถ้าอาศัยแค่ฝีมือ แต่ไม่เติมไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ขนมที่ออกมาจะเป็นเพียงขนมที่รสชาติดี แต่หน้าตาขนมที่ออกมาจะดีหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่างกับเชฟขนมที่ใส่ทั้งฝีมือเพื่อให้ได้ขนมที่อร่อย บวกกับความพิถีพิถันและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ขนมที่ทั้งรสอร่อย แถมหน้าตาขนมที่ออกมาก็สวยงาม”

เชฟใหม่ บอกว่า ในอนาคตเธอฝันอยากจะมีร้านขนมของตัวเอง แต่คงเป็นอนาคตไกลๆ เพราะตอนนี้เธอยังสนุกกับงานที่ทำ เพราะเป็นงานที่ทำให้เธอได้คิดและลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา

“ใหม่ว่าเสน่ห์ของอาชีพเชฟ คือ นอกจากจะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา คือ ผลงานที่เราทำออกมาไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เราคนเดียว แต่ต้องถูกใจคนอื่นด้วย อย่างงานของเราทุกวันนี้ ทำออกมาก็ต้องดูกระแสตอบรับจากลูกค้าด้วย ถ้าเมนูไหนทำออกมาแล้วลูกค้าชอบ คนทำอย่างเราก็อดภูมิใจไม่ได้”

Rasberry Rose (ช็อกโกแลตรูปปาก)

ส่วนผสม สำ หรับ 12 ชิ้น

1.ไวท์ช็อกโกแลต 450 กรัม

2.น้ำราสพ์เบอร์รี่สูตรเข้มข้น150 กรัม

3.โกโก้บัตเตอร์ ปริมาณเล็กน้อย

4.กลิ่นกุหลาบ ปริมาณตามความชอบ

5.สีผสมอาหารแบบธรรมชาติ (ชนิดผง) ปริมาณเล็กน้อยวิธีทำ

1.นำ โกโก้บัตเตอร์ไปตั้งไฟจนละลายเป็นน้ำ จากนั้นให้เติมสีผสมอาหารธรรมชาติลงไป (สามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ) แนะนำ ให้เลือกสีผสมอาหารแบบผง เพราะถ้าใช้แบบน้ำ จะผสมออกมาแล้วไม่เข้าเป็นเนื้อเดียวกับช็อกโกแลต จากนั้นคนให้เข้ากันและทิ้งไว้จนได้อุณหภูมิ 35-40 องศาเซลเซียส แล้วนำ ใส่แอร์บลัชเพื่อนำ ไปพ่นในแม่พิมพ์เพื่อให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ (แนะนำ ให้พ่นประมาณ 2-3 รอบ เพื่อให้สีเนียนสนิทเท่ากัน) จากนั้นวางทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10-15 นาที แล้วพักไว้ เพื่อรอนำ ไปตกแต่งในขั้นตอนสุดท้าย

2.นำ ราสพ์เบอร์รี่เข้มข้นไปต้มที่อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส (อย่าปล่อยให้เดือดจัด แค่พอเป็นฟองอากาศที่ขอบๆ หม้อก็ใช้ได้)

3.นำ น้ำราสพ์เบอร์รี่เข้มข้นเทลงในไวท์ช็อกโกแลตปริมาณ 250 กรัมคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นทิ้งพอให้หายร้อน จึงใส่กลิ่นกุหลาบลงไปเสร็จแล้วให้พักไว้ เหตุผลที่ต้องทิ้งให้คลายความร้อนก่อน เพราะความร้อนจะทำ ให้กลิ่นที่ใส่ลงไประเหยไปหมด

4.นำ ไวท์ช็อกโกแลตส่วนที่เหลือมาละลาย โดยให้อุณหภูมิอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส เพราะถ้าอุณหภูมิต่ำหรือสูงกว่านี้ ช็อกโกแลตจะไม่เซตตัว จากนั้นนำ ช็อกโกแลตมาเทใส่แม่พิมพ์ จนช็อกโกแลตบริเวณขอบๆ แม่พิมพ์เลยเซตตัว ให้ค่อยๆ เคาะออกจากพิมพ์จากนั้นให้นำ ไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 25-30 นาที

5.นำ ตัวไส้ราสพ์เบอร์รี่ที่เตรียมไว้มาบีบใส่ช็อกโกแลตที่เตรียมไว้ในข้อ4 ประมาณ 80% จากนั้นนำ เข้าไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน เสร็จแล้วนำ มาทาช็อกโกแลตเพื่อปิดส่วนที่ยังไม่มีช็อกโกแลตเคลือบ แล้วตกแต่งให้สวยงาม

 

3 คู่หู ของคู่แฟชั่นนิสต้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/415607

3 คู่หู ของคู่แฟชั่นนิสต้า!

โดย…มีนา ภาพ : (ไอด้า-ไอรดา) วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใกล้ถึงเทศกาลวาเลนไทน์ ขอเฟ้นหาผู้แต่งกายได้สุดจี๊ดเวอร์วัง 3 สไตล์ 3 แบบ ได้แก่ คู่แม่ลูก ไอด้า-ไอรดา ศิริวุฒิ กับลูกสาวน้องลัลลาเบล คู่ไฮโซ สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา กับภัทรพล พึ่งบุญพระ และ ก้อย-วลัยลักษณ์ มุสิกโปฎก และโย่ง-อนุสรณ์ มณีเทศ คู่รักนักดนตรี มาให้ได้ติดตามแฟชั่นสุดแซ่บของพวกเขา

คู่ไฮโซลุคสุดล้ำเวอร์วัง

ปี๊ป-ภัทรพล พึ่งบุญพระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรเอเชีย พับลิชชิ่ง หนุ่มสังคมสุดฮอตที่ไม่ได้ดังแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ยังเป็นเน็ตไอดอลของชาวจีนหลักหมื่น เคยมีคนจีนติดตามการแต่งกายของหนุ่มภัทรพลในยูทูบเป็นหลักล้านวิวทีเดียว

ความฮอตไม่ได้อยู่เฉพาะเอเชียเท่านั้น ยังโด่งดังไปถึงฝั่งยุโรป ขณะเขาท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนในฝรั่งเศสปลายปีที่แล้ว เขานัดกับคุณแม่ (ลี พึ่งบุญพระ) ที่บินไปสมทบจากเมืองไทยที่ห้างดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวันคริสต์มาสพอดี บอดี้การ์ดจึงห้ามเข้าไปบริเวณห้างดัง เพราะมีคิวดาราฮอลลีวู้ดคนดัง เคท วินสเลต มีกำหนดไปเปิดไฟต้นคริสต์มาส แต่แฟนคลับชาวจีนที่เป็นพนักงานของร้านแบรนด์ดังก้องโลก พอเห็นหนุ่มภัทรพลเท่านั้น ถึงกับยกที่กั้นเปิดทางให้กลุ่มของเขาเข้าไปช็อปปิ้งในร้านแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทำเอาเหล่าบอดี้การ์ดงงเป็นไก่ตาแตก ต้องมากระซิบถามว่า กลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นใคร!

“ผมเพิ่งรู้ว่าชาวจีนชอบผมกับคุณแม่มาก เพราะเขาชอบท่าโฮมอะโลนของเราที่เอาไปโพสต์ไว้ในไอจีเป็นท่าเอามือปิดปาก แล้วเขาก็เอาไปแชร์จนขึ้นอันดับหนึ่งของจีน และสื่อจีนยกให้เราเป็นคู่แม่ลูกที่แต่งตัวได้แซ่บสนุก อย่างเหตุการณ์ตอนเคทมาเปิดไฟคริสต์มาสก็ทำให้เราตกใจกันมาก เหมือนเราได้มาลองพลัง (หัวเราะ) รู้สึกแปลกใจว่ามีคนชื่นชมเราถึงที่นั่นเชียวเหรอ ผมคิดว่าการแต่งตัวเป็นความสุข เราไม่ได้พยายาม ผมไม่ถึงกับทรงอิทธิพล แต่คนชื่นชอบเยอะเท่านั้น”

ปี๊ป-ภัทรพล พึ่งบุญพระ

 

ภัทรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่าเรียกตัวเขาว่า แต่งตัวเวอร์วัง ขอใช้คำว่า “เยอะ” ดีกว่า หากถามถึงเสื้อผ้าแบรนด์โปรดที่สะท้อนคาแรกเตอร์ของเขามากที่สุด คือ มีทั้งแบรนด์ไทยอย่างเช่น อัญชวิกา ซึ่งคุณผึ้ง (สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ก็ชอบ หรือโอเวอร์โค้ตของพราด้า กุชชี่สูทเข้ารูปดี นาการ่ากับเธียเตอร์ก็ใส่ประจำ

“เสื้อผ้าทั้ง 4 แบรนด์ดีไซน์สนุก มีดีเทล แต่จะซื้อไอเท็มที่ชอบเท่านั้น อย่างกระเป๋าแอร์เมสก็ชอบ ก็มีครบเท่าที่จำเป็นต้องใช้นะครับ เมืองไทยผมก็ช็อปปิ้งที่เซ็นทรัล ชิดลม กับเอ็มบาสซีเป็นห้างโปรด เพราะพี่สาวเรา (สิริยส) ทำงานที่นั่น”

ด้าน สิริยส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล เพื่อนก๊วนเดียวที่สนิทกันมาก จนกำลังจะเปิดร้านเสื้อผ้าร่วมกันชื่อร้าน “3012 โคลเซ็ท กูตูร์” เปิดที่นิชทองหล่อ ซอย 4 กล่าวถึงเพื่อนคนสนิทว่า ภัทรพลชื่นชอบเสื้อผ้ามากๆ เวลาเดินทางไปต่างประเทศต้องขนกระเป๋าเปล่าๆ ไปถึง 4 ใบ โดยใส่เสื้อผ้าแฟชั่นที่ซื้อจากเมืองไทยไปก่อน 2 ใบ ส่วนกระเป๋าเปล่าอีก 2 ใบไว้ไปช็อปปิ้งเพิ่มที่นั่น พร้อมพกผู้ติดตามไปอีก 2 คน เพื่อช่วยถือของและถ่ายรูป

“คุณปี๊ปก่อนไปต่างประเทศประมาณ 1 เดือน เขาต้องเอาเสื้อผ้ามาแขวน 2 ราว แล้วจับชุดนั้นแมตช์กับชุดนี้ แล้วก็จับสลับจัดวาง ถ้าไม่โอเคก็จับออก แล้วเอาชุดอื่นใส่เข้าไป ดังนั้นไปเมืองนอกเขาจะใส่เสื้อผ้าไม่ซ้ำเลย ซึ่งเหมือนดิฉัน เวลาเขาเช่าห้องในโรงแรมก็เช่าห้องเล็กๆ ไม่ได้ เพราะไม่พอวางกระเป๋า (ยิ้ม) เวลาเช่ารถก็ต้องเป็นรถตู้เท่านั้น เพราะรถเก๋งใส่สัมภาระไม่หมด และคุณปี๊ปสามารถช็อปปิ้งได้ของตลอด เขาตาดีเจอแต่ของสวยๆ เคยช็อปปิ้งหลักล้านแต่ได้ของถูกใจก็โอเค เพราะเขาบอกว่า เขาซื้อคุณแม่ก็สามารถใช้ด้วยกันได้ถือว่าคุ้ม” สิริยส เมาท์เพื่อนรุ่นน้องด้วยความรัก

แต่สิริยสเรื่องการแต่งตัวก็ใช่จะน้อยหน้าเพื่อน จัดเยอะจัดเต็มเช่นเดียวกัน

“เวลาเราไปแต่ละประเทศ อย่างที่ญี่ปุ่นเราจะใส่อะไรก็ได้ เพราะคนญี่ปุ่นแต่งตัวสไตล์กอมเดส์การ์ซงกันหมด ทาปากสีหนึ่งตาสีหนึ่งแบบไม่แคร์ใคร อย่างเราจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้เมื่อไปญี่ปุ่น เราสามารถแต่งตัวได้โลกแตกมาก เพราะไม่มีใครมองใคร แต่ไปยุโรปก็ต้องแต่งกายให้โก้หรู” สิริยส กล่าวต่อว่า แม้ใครจะมองว่าเธอแต่งตัวจัดก็ยอมรับ เธอบอกว่า คนระดับคุณผึ้งแต่งกายน้อยๆ แล้วไม่ขึ้น ต้องดูเยอะ แต่งกายดูมีซัมติง เช่น ท่อนบนเรียบร้อยด้วยเสื้อเชิ้ต แต่ก็ใส่ไข่มุกสร้อยระย้า ส่วนขาแอบใส่ถุงน่องสีเทาลายจุดแสนเก๋

“ดิฉันชอบแต่งตัวดูแล้วสนุก ไม่ใช่โก้หรู ถ้าตัวเองแต่งนิ่งๆ จะดูเฉยทันที เวลาแต่งแล้วเราต้องมั่นใจ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องรูปร่าง ใส่แล้วต้องมั่นใจ สีไหนใส่แล้วหมองอย่าใส่ หรือแต่งตัวไม่ใช่โทเทิลลุคจากรันเวย์มาเลยก็ไม่ใช่ อย่างแบรนด์ที่เป็นตัวดิฉัน เช่น อัญชวิกา กอมเดส์การ์ซง นาการ่าก็ชอบ เพราะชุดเหล่านี้ล้วนมีดีเทลค่ะ”

ไอด้า-ไอรดา ศิริวุฒิ กับลูกสาววัย 3 ขวบเศษ ด.ญ.ลัลลาเบล ศิริวุฒิ

คู่แม่ลูกลุคอินดี้ 

เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า “เดียร์ บอย เลทเทอร์” พรีเซนต์แบรนด์ออลอินวันและนางแบบคุณแม่ยังสาว ไอด้า-ไอรดา ศิริวุฒิ กับลูกสาววัย 3 ขวบเศษ ด.ญ.ลัลลาเบล ศิริวุฒิ ก็จัดเป็นอีกหนึ่งคู่คุณแม่คุณลูกที่แต่งตัวได้กระแทกใจเด็กแนว ตั้งแต่ลุคทอมบอยไปจนถึงลุคเจ้าหญิงเอลซ่า ที่เป็นลุคที่ลูกสาวปลื้ม ณ ปัจจุบัน

“ตอนยังไม่มีเขาเรารักครอบครัว แต่เวลามีลูกเราอินมาก ทุกอย่างในชีวิตต้องเขา เป็นห่วงและกังวลทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา” ไม่แปลกใจเลยหากเราจะจัดให้เธอเป็นคู่แม่ลูกช่างแต่งตัว เพราะเป็นอีกสิ่งที่เธอชื่นชอบมาก โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองสไตล์วินเทจ ผ้าทอมือ เพราะดูมีเสน่ห์ และมีเพียงชิ้นเดียวในโลก สำหรับลูกสาวได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอช่างแต่งตัวมาจากคุณแม่ก็ไม่แปลก

“เมื่อก่อนเขาชอบเสื้อผ้าที่เราซื้อให้ ตอนนี้เขาโตขึ้นเขาขอเลือกเอง ตอนนี้ลูกสาวชอบใส่เดรสสาวๆ แบบเจ้าหญิง แต่เราก็ไม่อยากให้เป็นผู้หญิงมากๆ ก็เลยเลือกชุดวินเทจให้เขา ลูกสาวก็ชอบ ถ้าอยากแต่งให้เข้ากันต้องดูก่อนว่าเขาเลือกใส่อะไรวันนี้ แล้วเราจะแต่งตาม เวลาเราแต่งตัวรู้สึกถึงความสุข บางครั้งหนูแต่งตัวเสร็จ ลูกสาวก็ออกความคิดเห็นบ้างว่าหม่าม้าชุดนี้ไม่สวย ไม่เห็นเข้ากันเลย บางครั้งเราแต่งตัวเสร็จ เราก็มานั่งช่วยกันเลือกว่า เราจะใส่รองเท้าอะไรดี”

ถึงแม้เป็นคุณแม่แล้ว แต่ไอรดาก็ไม่ยอมหยุดแต่งตัวแนวอินดี้ ยิ่งมีลูกก็ยิ่งต้องแต่ง เธอแสดงทัศนะ

“ยิ่งเป็นคุณแม่เราต้องดูแลตัวเอง ลุกขึ้นมาแต่งตัว การแต่งตัวเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขในการใช้ชีวิตในวันนั้นๆ อยากออกไปพบปะผู้คน บางครั้งก็เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกสาวมีความสุขกับการแต่งกายไปด้วย”

คู่รักนักดนตรีลุคเด็กแนว

ก้อย-วลัยลักษณ์ มุสิกโปฎก หรือก้อย นักร้องนำวงแซทเทอร์เดย์ เซย์โกะ และโย่ง-อนุสรณ์ มณีเทศ หรือโย่ง อาร์มแชร์ จัดเป็นอีกหนึ่งคู่รักนักดนตรีสุดจี๊ด โดยเฉพาะฝ่ายหญิงสาวต้องยกให้เธอเป็นเจ้าแม่แฟชั่น ลุคดูลักซ์ชัวรี่ แต่ของแต่งตัวบางชิ้นสร้างสรรค์ด้วยฝีมือตัวเองจนโก้เก๋ไม่เหมือนใคร สะดุดตาสุดๆ เพราะเธอบอกว่า การแต่งกายให้สร้างสรรค์และสวยงามเป็นการรีเฟรชตัวเองให้พร้อมออกจากบ้านไปพบปะผู้คน และทำให้ผู้ที่พบรู้สึกชื่นตาไปด้วย

“จริงๆ ก้อยไม่ได้แต่งตัวแบบนั้นทุกครั้งนะคะ ก้อยจะแต่งตัวตามธีมของงานมากกว่า แต่ตัวเองเป็นคนชอบสีสัน ทำให้การแต่งกายของเราสนุกขึ้น แต่งตัวแต่ละครั้งเหมือนได้นำเครื่องประดับบางชิ้นที่ไม่ค่อยได้ใส่มามิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับเสื้อผ้าที่บางชุดเราสร้างสรรค์ด้วยตนเองให้เป็นสไตล์ของเรา ซึ่งถือว่าก้อยโชคดีมากที่คุณแม่ของก้อยก็เป็นผู้หญิงช่างแต่งตัวเหมือนกัน ก้อยสามารถนำเสื้อผ้าวินเทจของคุณแม่ซึ่งเก็บรักษาไว้ดีมากๆ มาใส่ได้”

โย่ง อาร์มแชร์ ก้อย แซทเทอร์เดย์ เซย์โกะ

 

การแต่งตัวก็เหมือนงานศิลปะ วลัยลักษณ์บอกว่า ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อกับการออกจากบ้านในวันนั้นๆ ออกจะภูมิใจเสียด้วยซ้ำ เพราะเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าบางชุดเธอปรับตกแต่งเอง เหมือนเธอได้ทำงานศิลปะ เครื่องประดับบางชิ้นสามารถใส่ได้จริงและมีเพียงชิ้นเดียวในโลก หลักการแต่งตัวอย่างหนึ่งคือ ยึดกาลเทศะเป็นสำคัญ

“ก้อยเน้นไม่แต่งตัวโป๊เลย เพราะจริงๆ เราสามารถแต่งตัวให้ดูโอเคได้ โดยไม่ต้องโชว์จนเกินงามค่ะ”

ฟากสามี โย่ง-อนุสรณ์ ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าแต่งกายได้มีคาแรกเตอร์คนหนึ่งของวงการ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการแต่งกาย โดยเน้นเครื่องประดับ เพราะค่าที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เขาจึงกลายเป็นหนุ่มวินเทจเช่นเดียวกับภรรยา

“เครื่องประดับที่ผมชอบ เช่น ที่ทำจากหนัง ทองเหลือง ซึ่งสะท้อนยุคสมัยและอยู่ได้ตลอดกาลเวลา การแต่งกายเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบอันดับต้นๆ ของการใช้ชีวิต ผมชอบแต่งตัววินเทจ ซึ่งการแต่งตัวของผมมีคอนเซ็ปต์เสมอ”

ความน่ารักของคู่รักนักดนตรีที่สะท้อนความชอบแต่งกายเหมือนๆ กันแบบน่ารักกุ๊กกิ๊กก็คือ หนุ่มโย่งจะได้สาวก้อยนี่แหละเป็นสไตลิสต์ส่วนตัว ก่อนออกไปไหนหนุ่มโย่งจะลองแต่งกายและให้ก้อยช่วยดูว่าเวิร์กไหม หากไม่เวิร์กก็เปลี่ยน นี่คือเคล็ดลับความหล่อของสามี แต่หากวันไหนฝ่ายสามีดื้อไม่ยอมเชื่อฟัง ดันทุรังแต่งกายชุดนั้นออกไป เธอจะมีวิธีพูดข่มขวัญสามีให้เขารู้สึกนอยด์ไปตลอดวันทีเดียวแหละ

“ภรรยาของผมจะเป็นผู้หญิงที่มหัศจรรย์มากๆ เขาดูเหมือนมีเสื้อผ้าใหม่มาตลอด แต่ไม่ได้ไปซื้อนะ เพราะเธอชอบตัดเย็บประดิษฐ์เองจนได้เป็นชุดใหม่เสมอ จริงๆ ผมก็ชอบที่ภรรยาเป็นผู้หญิงช่างแต่งตัวนะครับ เขาจะจัดเต็มมากๆ สังเกตเวลาที่เขาออกไปเจอเพื่อน ก้อยจะเป็นบุคคลที่เพื่อนๆ รอคอยว่าวันนี้เธอจะแต่งตัวแบบไหน แล้วก้อยก็สามารถเรียกเสียงว้าวจากเพื่อนๆ ได้เกือบทุกครั้ง

“ผมมองว่าผู้หญิงช่างแต่งตัวเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ เพราะการที่เขาชอบแต่งตัว ก้อยจะใส่ใจในรายละเอียด สะท้อนว่าผู้หญิงคนนี้เอนจอยในการใช้ชีวิต อีกทั้งผมไม่ชอบอะไรที่เหมือนใคร ก้อยจึงเหมือนเป็นของลิมิเต็ด เป็นของชิ้นเดียวที่มีมาเพื่อผมเท่านั้นครับ”