ฌอง-มิเชล โลแร็ง กว่าจะเป็นจานเด็ดมิชลินสตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 17:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512329

ฌอง-มิเชล โลแร็ง กว่าจะเป็นจานเด็ดมิชลินสตาร์

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล

แวดวงอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ในเมืองไทยกำลังเข้มข้นคึกคักขึ้นทุกขณะ เพื่อเตรียมต้อนรับ “มิชลินไกด์ แบงค็อก” คัมภีร์ของนักชิมที่ได้การยอมรับทั่วโลก ในราวๆ ปลายปีที่จะถึงนี้

 

ฌอง-มิเชล โลแร็ง เชฟระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาว ก็เป็น อีกคนหนึ่งที่เพิ่งมาสร้างความคึกคัก ณ ห้องอาหารแฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง (J’Aime by Jean-Michel Lorain) ร้านสาขาของห้องอาหาร ลา โกต แซงต์ ฌาคส์ (La Cote Saint Jacques) แห่งแรก นอกจากสาขาต้นตำรับในเมืองชัวญี่ ประเทศฝรั่งเศสของเขา

งานนี้ เชฟฌอง-มิเชล มาเพื่อแบ่งปันแรงบันดาลใจและแนวคิดในการสร้างสรรค์เมนูอาหารระดับมิชลินสตาร์ โดยเฉพาะหลักการให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจากทั่วโลก รวมถึงวัตถุดิบคุณภาพดีในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการเลือกใช้วัตถุดิบจากโครงการหลวงใน การรังสรรค์อาหารชั้นเลิศ

เชฟฌอง-มิเชล โลแร็ง บอกว่าคุณภาพของอาหารไม่ได้หมายถึงสิ่งที่หรูหราเสมอไป ไม่ใช่ว่าร้านอาหารที่เสิร์ฟฟัวกราส์ เห็ดทรัฟเฟิล หรือ คาเวียร์ จะทำให้ได้รับดาวมิชลินมากขึ้น แต่อยู่ที่การทำงานอันทุ่มเทของเชฟที่มีต่ออาหารของตัวเอง ซึ่งหมายถึงการปรุงอาหารให้สอดคล้องกับฤดูกาลและภูมิภาคที่ร้านอาหารตั้งอยู่ รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวและการใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

“ที่ แฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง เราใช้วัตถุดิบในไทยถึง 60% และที่อิมพอร์ตเข้ามาอีก 40% เราพยายามแสวงหาผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ อีกทั้งอาหารยังต้อง สามารถถ่ายทอดบุคลิกของเชฟผู้ปรุงได้ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์ การพิจารณาของมิชลิน”

 

เชฟฌอง-มิเชล เชื่อว่าพ่อครัวต้องให้ความใส่ใจในรสชาติเท่าๆ กับเนื้อสัมผัสของอาหาร เพื่อให้เกิดการผสมผสานกันอย่างลงตัวของส่วนผสมทั้งหมด โดยตั้งข้อสังเกตว่าเขาทำงานโดยใช้วัตถุดิบที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ 5 นั่นคือการทำงานผ่านการสัมผัสด้วย และสิ่งสุดท้ายการรักษาคุณภาพอาหารให้สม่ำเสมอ ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด

“อาหารจานหนึ่งอาจมีรสชาติที่สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจมากในวันที่รังสรรค์ขึ้น แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เราต้องปรุงอาหารจานนั้น ให้สมบูรณ์แบบได้ทุกวัน”

Genese d’un Plat sur le Theme de Huitre หรือ The Genesis of an Oyster คือ เมนูที่เชฟฌอง-มิเชลเลือกมาจากครีเอชั่นมากมาย บนถนน การทำงานเป็นเชฟระดับมิชลินสตาร์ของเขา ซึ่งเคยได้ถึงระดับ 3 ดาว มาแล้ว เมนูนี้แสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เชฟได้บรรยายมาข้างต้น โดยได้นำ มาบรรจุเสิร์ฟเป็นเมนูใหม่ล่าสุดของร้านแฌมฯ ไว้แล้วด้วย

“เมนูนี้แม้ว่าเราจะใช้หอยนางรมจิลลาร์โด (Gillardeau) ขนาดพิเศษ เบอร์ 3 จากฝรั่งเศส แต่เราก็มีเมนูหอยนางรมเมนูอื่นที่เลือกใช้หอยจาก จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยนะครับ สำหรับเมนู The Genesis of an Oyster คือ เมนูที่ผมคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2003 ถือว่าเป็นเมนูที่จะตอบคนที่ชอบถามผมว่าครีเอทเมนูยังไง หรือมีวิธีการเลือกวัตถุดิบแบบไหน”

เชฟฌอง-มิเชล เล่าไปพร้อมๆ กับเริ่มสาธิตวิธีการรังสรรค์เมนูเด็ด Genese d’un Plat sur le Theme de Huitre หรือ The Genesis of an Oyster โดยในการปรุงแบ่งเป็น 4 ส่วน ก็คือการปรุงตัวหอยนางรม ซึ่งขั้นตอนแรก คือ การแกะหอยนางรมจิลลาร์โด โดยเชฟบอกว่าจะต้องเก็บเอาน้ำที่อยู่ในเปลือกหอยเอาไว้ด้วย จากนั้นก็นำเอาบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ มาค่อยๆ เล็มและสับให้ละเอียดจนเกือบเป็นผง นำมาผสม กับผงพิงก์ เปปเปอร์คอร์น ก่อนจะนำไปคลุกกับตัวหอยนางรมแต่ละตัวให้ทั่ว (ใช้ 20 ตัว) แร็ปด้วยพลาสติกใส แล้วพักเอาไว้ ส่วนหอยนางรมอีก 8 ตัวที่เหลือสับให้ละเอียด

ในส่วนของโจ๊กข้าวโอ๊ต ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในซอสสุดเข้มข้นของเมนูนี้ ก็เพียงนำไปต้มเคี่ยวกับนม 500 กรัมอย่างช้าๆ (ราว 30 นาที) เมื่อตัวข้าวโอ๊ตดูดซับน้ำนมเข้าไปเต็มที่แล้ว นำไปปั่น ปรุงรสชาติด้วยเกลือเล็กน้อย

อีกส่วนหนึ่งคือเครปผสมเนยกับไข่ 2 ลูก เข้ากับไข่แดงอีก 2 ลูก และแป้งในส่วนผสมทั้ง 2 ชนิด ค่อยๆ เติมนมเข้าไปหลังส่วนผสมแรกเข้ากันดี ก่อนจะเติม บราวน์บัตเตอร์และเกลือ พักเอาไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ตอนทำเครปทำให้บางสุดๆ แล้วหั่นเป็นรูปสามเหลี่ยมชิ้นเล็กๆ นำไปอบให้กรอบ โดยเครปส่วนที่เหลือนำมาหั่นเป็นเส้นๆ แล้วม้วนกับตะเกียบให้เป็น รูปเกลียว นำไปดีไฮเดรตจนกรอบ

มาถึงการปรุงครีมผักกาดหอม เด็ดใบ ออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วล้างให้สะอาด นำไปต้มในน้ำเกลือจนกระทั่งนิ่ม ก่อนนำออกมาแช่ในถังน้ำแข็งเพื่อคงสีสันสวยๆ เอาไว้ จากนั้นรีดเอาน้ำออกให้หมด

ปอกหัวหอมแล้วซอยให้ละเอียด นำไปเจียวกับเนย แต่อย่าให้กลายเป็นสีน้ำตาล นำไปทำเป็นพูเร จากนั้นอุ่นครีมแล้วเติม ผักกาดหอมที่เตรียมไว้ ปั่นให้ละเอียด เติมหัวหอมพูเรลงไป ปั่นให้ละเอียดอีกครั้งปรุงรสให้อร่อย

ก่อนจะเริ่มจัดจาน นำเอาโจ๊กข้าวโอ๊ตมาอุ่นให้ร้อน ใส่หอยนางรมสับลงไป พร้อมเติมน้ำที่อยู่ในเปลือกหอยด้วย ปรุงรสชาติให้สมดุล อุ่นครีมผักกาดหอม และชิม/ปรุงรสแบบเดียวกับโจ๊ก นำหอยนางรมจิลลาร์โดที่ห่อหุ้มด้วยบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์ เปปเปอร์คอร์น มาอุ่นในไมโครเวฟ ความร้อน 500 วัตต์ ราว 10-15 นาที

จัดจานโดยมีถ้วยเล็กๆ 4 ใบ ใบแรกใส่เพียงโจ๊กข้าวโอ๊ต ถ้วยใบที่ 2 ใส่โจ๊กข้าวโอ๊ตตามด้วยครีมผักกาดหอม ถ้วย 3 ใส่โจ๊กข้าวโอ๊ตตามด้วยครีมผักกาดหอม และหอยนางรมจิลลาร์โดแบบไม่ได้หุ้มบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์เปปเปอร์คอร์น ส่วนถ้วยที่ 4 ใส่โจ๊กข้าวโอ๊ต ครีมผักกาดหอม และหอยนางรมจิลลาร์โดที่ห่อหุ้มด้วยบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์ เปปเปอร์คอร์น

 

ขณะที่จานใหญ่จัดทุกอย่างลงไป ทั้งโจ๊กข้าวโอ๊ต ครีมผักกาดหอม และหอยนางรมจิลลาร์โดที่ห่อหุ้มด้วยบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์ เปปเปอร์คอร์น 5 ตัว ตกแต่งด้วยแผ่นเครปรูปทรงต่างๆ

เชฟฌอง-มิเชล โลแร็ง ทิ้งท้ายกับเมนูที่เป็นคำตอบสำหรับทุกคำถามในเรื่องการรังสรรค์เมนูระดับมิชลินสตาร์ว่า ในการคิดสูตรอาหารนั้น นอกจากรสชาติแล้ว รสสัมผัส (Texture) ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึง ไม่แพ้การออกแบบจัดจานให้ออกมาดูน่ารับประทาน หรือบางจานแบบมีเรื่องราว เช่น Genese d’un Plat sur le Theme de Huitre หรือ The Genesis of an Oyster นี้

“สำหรับเมนูนี้พอทำทุกองค์ประกอบออกมาแล้ว ทุกอย่างดูมีแต่ความนิ่ม ผมจึงอยากได้เทกซ์เจอร์ เลยนึกถึงเครปขึ้นมา ให้มาช่วยเรื่องความกรอบ ในส่วนของรสชาติตอนแรกที่ทำมีหอยนางรม ข้าวโอ๊ต ผักกาดหอม แล้วยังรู้สึกขาดรสชาติอะไรไป จนทดลองเพิ่มหอมแดงขึ้นมา จึงได้เมนูที่มีรสชาติลงตัว”

ไปชิมได้ที่ห้องอาหารแฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง โรงแรมยู สาทร กรุงเทพฯ ถนนสาทร ซอย 1 บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 12.00-14.30 น. และ มื้อค่ำเวลา 18.00-22.00 น. ทั้งยังมีบริการ อาหารมื้อสายทุกวันอาทิตย์สุดท้าย ของเดือน เวลา 12.00-15.00 น. สำรองโต๊ะ โทร. 02-119-4899 หรืออีเมล reserve@jaime-bangkok.com

 

ที่ปรึกษาด้านการเจรจาต่อรอง ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512186

ที่ปรึกษาด้านการเจรจาต่อรอง ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

โก้-ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล วัย 27 ปี ทายาทกฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล ดีกรีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ปริญญาโทด้าน Hospitality & Tourism Manage
ment มหาวิทยาลัย Coventry กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แม้ที่บ้านจะมีหลากหลายธุรกิจ อาทิ โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด และโรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา และบริษัท ศรีทองพาณิชย์ นำเข้านาฬิกาแบรนด์หรู แต่ตอนนี้หนุ่มโก้ขอไปหาประสบการณ์ทำงานในธุรกิจของคนอื่นก่อน เพื่อนำความรู้มาพัฒนาต่อยอดธุรกิจของที่บ้านต่อไป

ปัจจุบันโก้รั้งตำแหน่ง Negotiator Advisory & Transaction Services Office บริษัทข้ามชาติ CB Richard Ellis Thailand บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากอังกฤษ แต่เขาก็ใช้เวลาว่างช่วยธุรกิจของครอบครัวในด้านการให้คำแนะนำ พัฒนา และส่งเสริมด้านการตลาด และปลีกเวลาไปช่วยดูแลธุรกิจนาฬิกา ด้วยการจับมือกับพี่สาว ศรินญา มหาดำรงค์กุล ทำโครงการ Luminox จัดทำนาฬิกาข้อมือรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น “Sea Turtle” จำนวน 900 เรือน สำหรับประเทศไทย เพื่อช่วยกันอนุรักษ์เต่าทะเล จะมีงานเปิดตัวในวันอังคารที่ 12 ก.ย.นี้ ที่สยามพารากอน ซึ่งเขารู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ทะเล

“ตอนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาด้านการเจรจาต่อรองการให้เช่าออฟฟิศ ดีไซน์ดีเวลลอปเมนต์ และหาลูกค้าเพื่อเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับองค์กรของลูกค้า แม้ที่บ้านผมจะมีหลากหลายธุรกิจ แต่พี่สาวซึ่งจบการโรงแรมโดยตรงแนะนำว่าหลังเรียนจบปริญญาโท ผมควรออกไปทำงานด้านการให้เช่าออฟฟิศสัก 2 ปี เพื่อที่ผมจะได้เรียนรู้และหาประสบการณ์ก่อน

มีบางอย่างซึ่งผมไม่รู้มาก่อนก็ได้รู้ งานของผมได้ทั้งความรู้ การพัฒนา และตลาดออฟฟิศการให้เช่า รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ รู้ว่าดีเวลลอปเปอร์ต้องทำอะไร ผมให้คำปรึกษาบริษัทใหญ่ๆ ทั้งการหาลูกค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสนใจมาลงทุนในไทยเยอะมาก เช่น เฟซบุ๊ก จะมาเช่าออฟฟิศของเรา ก่อนเขาจะเช่าเขามีความต้องการอะไรบ้าง เช่น มีพื้นที่พักผ่อนสำหรับพนักงาน แล้วเราก็เฟ้นหาออฟฟิศที่เหมาะสมกับองค์กรของเขา หรือความต้องการของลูกค้า คือ ห้ามมีคู่แข่งในไลน์ธุรกิจเดียวกัน เช่าอยู่ในอาคารเดียวกัน เราก็ต้องหาอาคารให้เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้า

สิ่งที่ผมได้คือผมได้เรียนรู้และเห็นมุมมองของเจ้าของบริษัทเอง ผมได้คุยกับผู้บริหารที่ต้องการเช่าตึก ซึ่งมุมมองผู้บริหารแต่ละบริษัทนั้นก็มีวิชั่นที่ไม่เหมือนกัน บางบริษัทแคร์พนักงานมาก อยากให้พนักงานได้สิ่งที่ดีๆ อยากได้ภาพลักษณ์ของบริษัทที่ดีที่สุด ผมก็ต้องหาว่าในไทยมีตึกอะไรบ้าง อีกฝั่งผมได้คุยกับดีเวลลอปเปอร์ว่าเลย์เอาต์ออฟฟิศควรออกมาเป็นอย่างไร เพราะสมัยนี้ดีเวลลอปเปอร์จะสร้างตึกตามใจเขาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูความต้องการของตลาดด้วย ผมต้องดูครอบคลุมทั้งสองฝั่ง เราจะวางแผนการปล่อยเช่าอย่างไร เพราะปีนี้ตึกออฟฟิศเข้าตลาด 4-5 โปรเจกต์เอง สะท้อนว่าคนสร้างตึกน้อย แต่ความต้องการเช่าเยอะมาก”

ย้อนกลับมาที่ธุรกิจของครอบครัว ลูกๆ บ้านนี้ค่อนข้างสนิทกันมาก ธุรกิจแรกของครอบครัว คือ ธุรกิจนาฬิกาศรีทองพาณิชย์ ที่บุกเบิกโดยคุณปู่ (ดิลก มหาดำรงค์กุล) ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปีแล้ว ซึ่งทายาทรุ่นที่ 3 ตั้งใจจะสานต่อให้แบรนด์มีความแข็งแรงต่อไป

“ผมกับพี่สาวค่อนข้างสนิทกับคุณปู่เพราะเราอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกันทุกวันเสาร์ ด้วยที่ผมเห็นคุณปู่ทำธุรกิจตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจ ณ ตอนโตมากขึ้น คำสอนที่คุณปู่สอนผมตอนเด็กๆ คือ ฟังบ่อยๆ อย่าขี้เกียจ และก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ  อีกสิ่งที่คุณปู่สอนคือให้หาความรู้ไปเรื่อยๆ เพราะอย่างคุณปู่ยุคหนึ่งท่านรู้ทุกอย่าง แต่ยุคนี้หลายสิ่งหลายอย่างที่คุณปู่ไม่รู้ คุณปู่ก็อยากให้หลานๆ ได้มีหูตาที่กว้างไกล เรียนรู้ตลอดเวลา อย่างผมตอนเด็กๆ ไม่ถนัดเรื่องเรียน แต่ชอบเล่นกีฬา เช่น เตะฟุตบอลและชอบทำกิจกรรมมาก จนผมเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนร่วมฤดี แต่พอเรียนชั้นมัธยมปลายใกล้สอบเอนทรานซ์ พ่อกับแม่จึงผลักดันและพูดให้คิดว่า ลูกควรเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ และแม่มีสองมหาวิทยาลัยให้เลือกเท่านั้น ผมจึงค่อยๆ ผลักดันตัวเองจนเข้าคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ แต่ผมก็ชื่นชอบการเมืองเหมือนกัน ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าอยากเป็นนักการเมือง พอทำงานความคิดก็เปลี่ยน คิดว่าเป็นนักธุรกิจก็ได้ (ยิ้ม)”

ด้วยเป็นลูกชายที่มีพี่สาวและน้องสาวอย่างละหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ก็ให้ความรักเท่าๆ กัน แต่เขารู้สึกกดดันตัวเองว่า หากในอนาคตน้องสาวพี่สาวมีครอบครัว เขาก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวนำพาธุรกิจก้าวไปให้ได้

“จริงๆ ที่บ้านผมไม่แบ่งนะครับว่าธุรกิจไหนคนไหนเป็นคนดูแล ลูกสนใจอะไรก็ทำ อย่างครอบครัวผมเติบโตมากับธุรกิจนาฬิกาถึง 60 ปี แม้เราอยู่ในธุรกิจโรงแรม หรือให้เช่าออฟฟิศ แต่เราก็ไม่ทิ้งสิ่งที่คุณปู่สร้างมา เราคุยกันในครอบครัวอยู่เสมอว่าอยากต่อยอดในสิ่งที่ครอบครัวเราเริ่มต้นขึ้น” อย่างเช่น การทำโครงการเพื่อฉลองที่ศรีทองฯ ครบรอบ 60 ปี ทีมงานและทายาทจึงช่วยกันคิดทำกิจกรรมที่คืนกลับสู่สังคม

“แรงบันดาลใจการออกแบบตัวหน้าปัดได้มาจากเต่ามะเฟือง ซึ่งตอนเราคิดทำโครงการตอนนั้นเต่าออมสินกำลังดังพอดี เราก็คุยกันที่บ้านว่าเราน่าจะทำรุ่นพิเศษขึ้นมาเพื่อหารายได้ช่วยเต่าทะเล ฉลามวาฬ พะยูน และอื่นๆ นะ พี่สาวของผม คุณแม่ และผม ได้ไปพูดคุยกับ ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ท่านไม่เห็นด้วยกับการปล่อยเต่าเพิ่ม เพราะกฎธรรมชาติเราปล่อยเต่าที่เราอนุบาลไปก็ไม่รอด เพราะเขาถูกเลี้ยงโดยคน เราจึงควรช่วยกันสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลดีกว่า และช่วยกันเผยแพร่ปลุกจิตสำนึกให้คนไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะสูญพันธุ์ ผมจึงอยากให้คนไทยได้ตระหนักตรงจุดนี้ คนไทยอาจจะยังไม่รู้ข้อมูลตรงนี้เท่าไร ถ้าเราทำนาฬิการุ่นพิเศษออกมา อยากออกสื่อประชาสัมพันธ์ให้คนตระหนักได้นึกถึงบ้าง”

ในวัย 27 ปี ศุภกฤตกำลังตักตวงความรู้และตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ การได้ไปทำงานในบริษัทอื่นๆ ทำให้เขาได้เห็นช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน ซึ่งหากถึงวันที่เขาได้กลับไปบริหารธุรกิจของที่บ้าน เขาจะใช้มุมมองการเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ในการลดช่องว่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้องให้ลดน้อยลง หากพนักงานมีปัญหาที่ไม่เข้าใจกับผู้บริหาร สามารถพูดคุยกันได้ เพราะหากเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างกัน อาจทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ดีที่สุดคือผู้บริหารควรลงมาคลุกคลีกับพนักงานให้มากขึ้น

“ถ้าผมกลับไปทำงานของตัวเอง ผมคงเป็นผู้บริหารที่มองพนักงานเป็นเหมือนคนในครอบครัว พนักงานในองค์กรสามารถมาคุยกับผมได้แบบไม่มีช่องว่าง ผมจะรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ผมคิดว่าผมคงกลับไป ไม่ใช่เร็วๆ นี้อาจ 2-3 ปีข้างหน้า เพราะผมอยากหาสิ่งท้าทายข้างนอกก่อน เพราะผมคิดว่าผมเรียนมาเยอะและโชคดีกว่าคนอื่นบ้าง ผมก็อยากรู้ตัวผมเองว่าตัวเองนั้นจะสามารถก้าวไปถึงจุดไหนก่อนที่จะกลับไปเป็นผู้บริหาร ผมยังอยากเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ครับ”

ในฐานะเจเนอเรชั่นที่ 3 เขามีมุมมองในการบริหารงานที่แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ อย่างแน่นอน

“ความที่ผมเป็นคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าในการทำงานไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะ หรือไม่ต้องมีแบบแผนอะไรมากนัก เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทำงานที่ร้านกาแฟ หรือ เวิร์กกิ้งสเปซก็ได้ ความคิดทำงานจะสร้างสรรค์อยู่ที่คิดแบบไหน และความคิดสร้างสรรค์หาได้จากหลายๆ ทาง โครงสร้างองค์กรความใกล้ชิดผมให้พนักงาน 100% ทำให้ลูกน้องสามารถดึงศักยภาพตนเองออกมาใช้ได้เต็มที่”

รูปหล่อขนาดนี้ถ้าไม่ถามเรื่องสเปกของสาวๆ คงไม่ได้ ซึ่งสาวที่ศุภกฤตเทใจให้เป็นพิเศษ คือ เป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่ง ไม่จำเป็นต้องทำอาหารอร่อย หรือเป็นแม่บ้านแม่เรือน

“ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็น ผมเห็นพี่สาวและคุณแม่เป็นผู้หญิงทำงานเก่ง ฉลาด ผมจึงชอบผู้หญิงเก่ง คุยกันรู้เรื่อง เพราะถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจะกลายเป็นงอแง ซึ่งเวลาทำงานผมก็เหนื่อยแล้ว ผมคิดว่าผมเจอผู้หญิงมาหลายแบบ แม้สวยดึงดูดก็จริงแต่ยังสู้ความเก่งไม่ได้ ไลฟ์สไตล์ไม่ต้องเข้ากันได้ทุกอย่างก็ได้ แต่ขอให้เข้าใจกัน ผมไม่ค่อยปิดเรื่องแฟน เวลาผมคบใครผมจะพามาแนะนำให้ครอบครัวของผมได้รู้จัก ทั้งพ่อแม่ฝ่ายหญิงผมก็เข้าไปหา เรียกว่าเข้าตามตรอกออกตามประตูตลอดครับ”

 

ชลิตา ส่วนเสน่ห์ หลงรักกายกรรม ‘แอเรียล อาร์ต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512654

ชลิตา ส่วนเสน่ห์ หลงรักกายกรรม ‘แอเรียล อาร์ต’

เรื่อง ภาดนุภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นํ้าตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ สาวสวยหุ่นดีเจ้าของตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ และเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายบนเวทีนางงามจักรวาล เป็นอีกหนึ่งสาวที่รักการออกกำลังกาย ล่าสุดเธอกำลังหลงรักกายกรรมที่ชื่อว่า “แอเรียล อาร์ต” (Aerial Arts) ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่ท้าทายและแปลกใหม่ ที่ผู้เล่นต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและทักษะของกายกรรม ซึ่งน้ำตาลได้มีโอกาสร่วมโชว์ในงาน Aerial Arts : The Night To Remember ที่ทำให้เธอได้ทั้งประสบการณ์และความประทับใจ

“สาเหตุที่ทำให้น้ำตาลสนใจ แอเรียล อาร์ตเพราะได้ไปเห็นคลิปวิดีโอที่มีการประกวดมาก่อน แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าการเล่นแบบนี้ชื่อว่าอะไร พอดูจบแล้วก็อยากเล่นมาก เลยลองหาข้อมูล เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องอาศัยทักษะการทรงตัวสูง ซึ่งน้ำตาลคิดว่ามันจะช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของเราด้วย ตอนนั้นที่เข้ามาเล่นคือความอยากล้วนๆ ก็เลยต้องเดินหน้าลุยค่ะ

พอได้เล่นแล้วรู้สึกชอบมากเลย แต่ก็แอบยากนิดนึง เนื่องจากกายกรรมแอเรียล อาร์ตจะมีอุปกรณ์หลายชนิด น้ำตาลเลือกเล่นอุปกรณ์ที่ชื่อว่า ฮู้ป (Hoop) หรือห่วง เพราะชอบในความสวยงามเวลาเคลื่อนไหวของอุปกรณ์นี้ แล้วก็ไม่ยากจนเกินไป แต่กว่าจะเอาตัวขึ้นไปได้ ก็ต้องอดทนสูงมาก โชคดีที่ได้ครูแนน ซึ่งเป็นครูสอนแอเรียล อาร์ตที่ Aerial Factory ช่วยสอนทักษะให้เรารู้จักศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหว พอทำได้ก็รู้สึกภูมิใจมาก แต่ก็ต้องฝึกฝนต่อไปอีกค่ะ”

น้ำตาลบอกว่า สิ่งที่ยากที่สุดของ แอเรียล อาร์ต คือการทรงตัวให้อยู่กับอุปกรณ์ให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากมาก แต่มันก็ช่วยทำให้เธอนิ่งขึ้นและมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งต่างๆ มากขึ้น

“น้ำตาลว่าความโดดเด่นของ แอเรียล อาร์ต ก็คือ เป็นศิลปกายกรรมที่รวมหลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งความสวยงาม ความแข็งแรง ความอดทน ความพลิ้วไหว ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกายเท่านั้น แต่เป็นความสวยงามของร่างกายด้วย

หลายคนมองว่า แอเรียล อาร์ต เป็นแค่แฟชั่น น้ำตาลว่าถ้าจะมองว่ามันเป็นแค่แฟชั่นก็ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะ ถ้าแฟชั่นนั้นทำให้คนเข้ามาเล่นแล้วได้สุขภาพที่ดี ได้บุคลิกภาพที่ดีกลับไป เพราะน้ำตาลมีโอกาสได้รู้จักกับพี่ๆ ที่เล่นแอเรียล อาร์ตด้วยกันหลายคน พวกเขาอดทนมาก ตั้งใจมาก บางคนเล่นมา 4-5 ปีแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแค่แฟชั่นเก๋ๆ ก็อาจจะผ่านมาและผ่านไป แต่กีฬาชนิดนี้อยู่มาได้ในระดับนึง และมีคนสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างที่ทราบกันดีว่าแอเรียล อาร์ต ถือว่ายังไม่แพร่หลายมากในเมืองไทย เพราะอาจเกิดขึ้นมาไม่นานมากนัก แต่คนที่ได้มีโอกาสมาลองสัมผัส ได้มาลองเล่นอย่างน้ำตาล จะเล่นต่อเนื่องแน่นอนค่ะ เพราะว่ามันเหมือนได้ฝึกฝนตัวเอง แข่งขันกับจิตใจตัวเอง และสนุกมากเวลาเราอยู่บนอากาศ อยากให้ลองค่ะ”

สาวสวยฝากถึงคนอยากเล่น แต่มีความกลัวว่า ความอยากเป็นส่วนสำคัญมาก คือถ้าอยากทำ อยากลอง ก็ลุยเลย แล้วความสุขจะเกิดจากการได้ทำ ถ้าทำได้แล้วก็ยิ่งมีความสุข คิดว่ามาออกกำลังกาย ไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่ต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง และทำตามคำแนะนำของครูฝึก ก็จะไม่เกิดการบาดเจ็บใดๆ แถมร่างกายยังแข็งแรงและบุคลิกภาพดีขึ้นด้วย

“โชว์ Aerial Arts : The Night To Remember เป็นโชว์ที่เกิดจากความคิดของครูแนน ที่เป็นครูสอนแอเรียล อาร์ตของน้ำตาล ซึ่งครูแนนจะมีโรงเรียนสอนแอเรียล อาร์ตเป็นแห่งแรกๆ ในไทยเลย ชื่อว่า Aerial Factory พอมีลูกศิษย์ที่รักในกีฬานี้มากขึ้น ครูแนนก็เลยอยากสร้างสังคมของคนรักแอเรียล อาร์ตให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงทักษะและความสวยงาม จึงมีการจัดโชว์นี้ขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา บอกเลยว่าเป็นค่ำคืนที่ชาวแอเรียล อาร์ตทุกคนได้มอบความทรงจำที่งดงามและทรงพลังให้กับคนดูเป็นอย่างดีทีเดียว

ถ้าให้พูดถึงการแสดงโชว์ครั้งแรกในชีวิตของน้ำตาลที่ได้มีโอกาสขึ้นแสดงครั้งนี้ อย่างที่บอกไปว่าแอเรียล อาร์ตเป็นโชว์ที่ชาวแอเรียล อาร์ตมารวมตัวกันเพื่อแสดงทักษะของ ตัวเองในอุปกรณ์ต่างๆ ในส่วนของน้ำตาลจะเป็นการโชว์ที่ใช้อุปกรณ์ห่วงเป็นโชว์เปิดงาน ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เราชอบ และได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง ตอนนี้อาจจะไม่เก่งเท่าพี่ๆ ท่านอื่นนะ แต่น้ำตาลก็จะพยายามฝึกฝนต่อไปค่ะ”…ติดตามได้ที่ IG : @namtanlitaa

 

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/511952

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

โดย..กองทรัพย์

สาวร่างเล็ก ดูอ่อนหวานขณะเดียวกันก็เด็ดเดี่ยวเป็นนิยามที่บ่งบอกความเป็น เม่ย-พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เป็นอย่างดี

หลังจากจบการศึกษาปริญญาโทในสาขาการสื่อสารทางการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากกลับมาประเทศไทย พรรณสิรีทำงานช่วยธุรกิจของครอบครัวก่อนที่ความบังเอิญจะพาเธอเข้ามาทำหน้าที่นี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว เพราะได้รับการทาบทามให้เข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัคร

ในตอนแรกเธอตั้งใจมาทำงานกับมูลนิธิเพียง 2-3 เดือน แต่พอได้มาสัมผัสอย่างจริงจังจึงรู้ว่าเป็นเวลาที่สั้นเกินไปกับหน้าที่ในองค์กรที่มีภารกิจยิ่งใหญ่และมีอายุยาวนานกว่า 48 ปี เม่ยตัดสินใจทำงานต่อในฐานะอาสาสมัครจนครบ 1 ปี กระทั่งตัดสินใจในตอนสุดท้ายว่าจะลงเอยกับมูลนิธิรามาธิบดีในฐานะงานประจำ

พรรณสิรี เล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ส่งเสริมให้ช่วยเหลือผู้ที่มีโอกาสด้อยกว่าตั้งแต่อายุได้ 4-5 ขวบ เธอได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปช่วยงานกลุ่มประชาอาสาโครงการหลวงเพื่อบริจาคอาหารและสิ่งของให้กับชาวเขาทางเหนือ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้พรรณสิรีมีมุมมองที่กว้างขึ้น ติดดินมากขึ้น และได้ความคิดว่าเมื่อเราเกิดมามีโอกาสดีกว่าคนอื่นเขา ก็ควรจะช่วยเหลือเมื่อทำได้ ด้วยความที่คุณพ่อผู้เป็นเจ้าของธุรกิจเป็นคนที่ทำงานเก่งและเฉียบขาด เธอจึงได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ถูกฝึกให้เป็นคนละเอียดและอดทน ประสบการณ์การช่วยงานธุรกิจครอบครัวนี้เอง ที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเธอ เมื่อได้มารับตำแหน่งผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีในช่วงเวลาต่อมา

“เม่ยมาทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กรและแบรนด์มาร์เก็ตติ้ง และทำทุกอย่างตอนอายุ 24 เอง โดยตัวเราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำงานด้านนี้ตั้งแต่ต้น พอทำแล้วก็อยากทำให้ประสบความสำเร็จ อยากทำให้ที่นี่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนในระบบองค์กรได้ อยู่ได้นานๆ และดีจากภายนอกและภายใน เพราะมูลนิธิดีอยู่แล้ว คนมาให้ก็จิตใจดี ดังนั้น เราก็ต้องทำให้ตัวเองเป็นองค์กรที่ดี ลูกน้องต้องมีความสุข ระบบก็ต้องดี วัฒนธรรมองค์กรก็ต้องดี เราจึงปรับหลายด้านมาก ช่วงแรกเราทำงานหนักมากประมาณ 15 ชั่วโมง/วัน เครียดมาก มาทำงานเช้ามาก เราให้ใจกับองค์กรมากๆ ทุกวันนี้ก็คิดว่าทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

 

ความภูมิใจสูงสุดของพรรณสิรี ในฐานะผู้จัดการมูลนิธิ คือ การได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวเธอ ความภาคภูมิใจในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากอายุที่ค่อนข้างน้อย สิ่งที่ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับน่าจะเป็นความจริงจังจริงใจ ความประนีประนอม ความใจกว้างเปิดรับฟังความคิดเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหนักแน่น เฉียบขาดและทำงานอย่างมีหลักการ ตรงไปตรงมา กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเอง

“เป็นโชคดีของชีวิตมากที่รู้สึกว่าอยากตื่นมาทำงานในทุกๆ วัน เราไม่เคยคิดว่าทำงานที่นี่แล้วจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะงานเรามันมากกว่าความคุ้มค่า จำนวนเงินเดือนไม่ได้ตัดสินตัวเรา เม่ยเองค่อนข้างต่างจากคนอื่น เพราะมันเป็นอินเนอร์ของเราเอง เป็นงานที่ทำแล้วบอกว่าเราสามารถทำอะไรที่ใหญ่เกินตัวเล็กๆ ของเรา เป็นงานที่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดของตัวเอง ทั้งทักษะทุกอย่างที่มีสามารถหยิบมาใช้ได้

ที่สำคัญ งานนี้ทำให้เม่ยเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน ดีขึ้นในเชิงของการศึกษาค้นคว้าที่เราต้องขวนขวายพัฒนาตัวเอง และในอีกหนึ่งความหมายของเม่ยรวมถึงด้านจิตใจด้วย ซึ่งเม่ยว่ามันประเมินค่าไม่ได้ และสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนดีขึ้นๆ ในองค์กรนี้ก็คือประโยชน์ของที่นี่ที่มีต่อสังคม คือการช่วยต่อชีวิตผู้อื่น เหมือนเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เป็นคุณค่าของงานและองค์กรที่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น”

สำหรับพรรณสิรี ตลอด 10 ปีของการทำงานในฐานะผู้บริหารความท้าทายในวัย 20 ต้นๆ ไม่ได้น้อยหรือมากกว่าการทำงานในวัยต้น 30 เพราะเธอบอกว่าความท้าทายของงานมีเข้ามาทุกวันตลอดเวลา “ความท้าทายจะมีความยากของมัน ช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนเราต้องทำให้คนที่อยู่รอบข้างและร่วมงานกับเรา เข้าใจว่าเรามีสไตล์การทำงานแบบนี้ เมื่อเราต้องขยายองค์กรต้องสร้างคอนเนกชั่น พัฒนาแบรนด์มูลนิธิให้ดีทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

การครองสติและทำให้แต่ละโมเมนต์ที่เข้ามาให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เม่ยมองว่าท้าทาย ถ้าสมมติว่าเรายังไม่ดี เราก็ต้องพยายามดีขึ้น ทั้งเรื่องงาน เรื่องทักษะต่างๆ หรือแม้แต่สติ เราต้องพยายามเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ เพราะเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และมีเรื่องอีกเยอะมากที่เราไม่รู้ และมีอีกไม่น้อยที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ ถ้าเรายังอยู่ในกรอบก็ไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ แต่เป้าหมายสุดท้ายคืออยากให้องค์กรอยู่ได้ในระยะยาวและเป็นที่พึ่ง เป็นของขวัญให้คนไทยไปได้นานๆ”

 

พรรณสิรี บอกว่า เมื่อขยายองค์กร พันธกิจก็มากขึ้น ประโยชน์ที่ให้สังคมก็มากขึ้น เป้าหมายของเธอในฐานะผู้บริหารคือทำอย่างไรให้องค์กรนี้เติบโตอย่างมั่นคงอย่างเป็นประโยชน์ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิในสายตาคนไทยเริ่มเข้าถึงมูลนิธิมากขึ้น “คนรับรู้ว่าองค์กรเราทำอะไร เมื่อก่อนอาจจะดูเข้าถึงยากและเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้เราก็พยายามทำให้คนเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายในทุกกลุ่ม เราไม่มองว่าการให้ต้องแก่แล้วค่อยให้ หรือคนแบบเม่ยเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ที่นี่ได้ เพราะการให้ไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ หรืออายุ อาชีพ ไม่มีเงิน คุณพูดดี ทำดีกับคนอื่น ก็เป็นผู้ให้ได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นได้จากภายนอก”

ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เรื่อง “การให้” เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ โดยไม่เดือดร้อน เราก็พยายามสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้กับคนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการให้ ซึ่งศิลปินและดีไซเนอร์ร่วมจัดโปรเจกต์พิเศษมาออกแบบลวดลาย เพื่อสร้างสรรค์สินค้าเป็นของที่ระลึกรูปแบบต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อนำรายได้สมทบเข้ามูลนิธิ

“เพราะเราทำงานที่ใหญ่ขึ้น เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่าองค์กรเราได้ทำประโยชน์มากขึ้น ได้เข้าถึงคนมากขึ้น มีโปรเจกต์ มีแบรนด์ เราพยายามทำให้ไม่เป็นการยัดเยียด ไม่ต้องทำเพื่อความเกรงใจ เพราะถ้าเราทำด้วยความเกรงใจแล้วคนรับจะรู้สึกดีจริงๆ เหรอ หนึ่งคือผู้ให้ต้องมีความสุขในการให้ และผู้รับก็ปีติกับการได้รับ การให้มีหลากหลายรูปแบบ

สำหรับหลังบ้าน งานภายในก็การันตีได้ว่าคนทำงานกับเรารักในงานที่ทำ เพราะงานเราคือการทำความดีเพื่อผู้อื่น ซึ่งก็เป็นการให้ในอีกแบบหนึ่ง เรื่องระบบการบริหารจัดการที่ดี ทำระบบทุกอย่างให้เชื่อมต่อระหว่างหน้าบ้านกับหลังบ้าน เราพยายามทำอะไรก็ตามให้ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ด้านหน้าที่เห็นชัดมาก เราพยายามบอกทุกคนว่าเราอยากให้องค์กรดีขึ้นเราก็ต้องช่วยกันทำ”

เมื่อถามถึงการดูแลตัวเองให้สามารถทำงานที่นี่ได้จนมาถึงเวลา 10 ปี พรรณสิรี บอกว่า การดูแลจิตใจตัวเองให้มีความสุข คือการดูแลตัวเองในแนวทางที่ดีที่สุด

“เม่ยเชื่อว่าการที่เราได้ทำอะไรก็ตามที่มีความสุข คือการดูแลตัวเองแล้ว อย่างเม่ยมีความสุขกับการอยู่กับปัจจุบัน ฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ทำอาหาร และเล่นกับสุนัขที่เลี้ยงไว้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว นอกจากนั้นก็ใช้สติและเหตุผลทั้งในเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว เพื่อที่จะได้มีความสุขกับชีวิตในทุกๆ ด้านในทุกวัน”

พลังบวกและพลังงานดีๆ จากคนที่เธอได้เจอในแต่ละวันทั้งในฐานะผู้ให้หรือผู้รับ ทำให้หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินทางมาไกลจากวันแรกถึงวันนี้ก็นับว่าพัฒนามาพอสมควร ความตั้งใจของเธอในฐานะผู้จัดการคือการพัฒนาองค์กรนี้ให้แข็งแกร่งมีรากฐานที่ดี มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือสังคมได้อย่างยั่งยืน เป็นมูลนิธิระดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึงเมื่ออยากจะทำบุญบริจาคเงิน

 

สบายดี! จินนาลี นรสิงห์ มิสแกรนด์ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/511774

สบายดี! จินนาลี นรสิงห์ มิสแกรนด์ลาว

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

มิสแกรนด์ลาวคนล่าสุด หรือจะเรียกให้ถูก คือ มิสแกรนด์ลาวคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติลาว ประจำปี 2560 จินนาลี นรสิงห์ หรือฟ้าใส อายุ 18 ปี ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ปลายปีนี้ ฟ้าใสจะเป็นตัวแทน สปป.ลาว เพื่อเดินทางไปประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลที่เวียดนามด้วย มาทำความรู้จักเธอกัน

ฟ้าใสพูดคุยพร้อมรอยยิ้มสดใสสมชื่อ หลังรับตำแหน่งเธอเดินทางมาเยี่ยมสื่อมวลชนที่บริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น (Mushroom) อาคารบางกอกโพสต์ คลองเตย กรุงเทพฯ ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงชีวิตและความใฝ่ฝัน รอยยิ้มเสียงหัวเราะ ประสบการณ์น่าสนุกจากเวทีประกวด

ฟ้าใสเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนนานาชาติเกียรติศักดิ์ (Kiettisack International School) ที่เวียงจันทน์ เป็นบุตรสาวคนโต และมีน้องสาวอีก 2 คน ครอบครัวทำธุรกิจค้าขายจัดจำหน่ายรถคูโบต้า ก่อนเข้าประกวด เธอเตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศสิงคโปร์ด้านจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม แผนการเรียนต่อต่างประเทศอาจถูกเลื่อนออกไปก่อน เพราะฟ้าใสต้องทำภารกิจของมิสแกรนด์ลาวให้ลุล่วง โดยเฉพาะการขึ้นประกวดบนเวทีนานาชาติครั้งแรกของลาวที่เวียดนามในเดือน ต.ค.นี้

“การเป็นมิสแกรนด์ลาวเป็นสิ่งเหนือความคาดหมาย ทั้งที่ทีแรกบ่อยาก แค่คึดว่าอยากหาประสบการณ์ ส่วนตัวเป็นคนมักลอง การประกวดนางงามครั้งนี้เพื่อหาประสบการณ์ใส่ตัว”

ฟ้าใส เล่าว่า เข้าประกวดมิสแกรนด์ลาวเพราะนึกสนุก เพื่อนฝูงชวนไปก็มักไป เป็นเรื่องของการรับคำชวน รับคำท้าทาย หากเมื่อได้เข้าไปมีโอกาสในจุดนั้น ก็คิดว่าเข้าไปแล้วต้องลองหรือทดลองให้ถึงที่สุด

เวทีประกวดมิสแกรนด์ลาวจัดขึ้นที่โรงแรมรัศมี เวียงจันทน์ กองประกวดมีระยะเวลาให้เข้าเก็บตัวประมาณ 2 สัปดาห์ จากสาวสวยผู้ร่วมประกวดทั่วประเทศกว่า 100 คน คัดเหลือ 20 คน ฟ้าใส เล่าให้ฟังว่า ช่วงระยะเวลาที่ได้เก็บตัวร่วมกับหมู่เพื่อน ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความประทับใจ

“ตอนกลางวันเฮาได้ฝึกย่าง ฝึกบุคลิกภาพ ฝึกทัศนคติ แต่พอตกแลงปึ๊บ (ทันทีที่ตกเย็น) พวกเฮาต่างเป็นตัวของตัวเอง เหมือนจับเด็ก 17 คนมาอยู่ด้วยกัน บ่มีหยังมากกว่าความเป็นเพื่อน พวกเฮากินบักหุ่ง กินข้าวเหนียว พูดคุยสนุกสนาน” ฟ้าใส เล่า

เรื่องการประกวดบนเวทีประชันความงาม ฟ้าใส เล่าว่า เบื้องหน้าคือสปอร์ตไลต์ที่ส่องตรงมา หมายถึงความคาดหวังที่นางงามทุกคนฮู้ว่า คนหวังจากเฮามากกว่าที่เฮาหวัง ฟ้าใส บอกว่า เธอไม่ได้ “เฟก” ไม่ได้ปรุงแต่งเป็นอย่างอื่น หากดึงความดีของตัวเองออกมาให้มากที่สุด

สัดส่วนคือ 33/25/35 น้ำหนัก 55 กิโลกรัม ความสูง 173 เซนติเมตร เจ้าตัวเล่าว่า บ่ถือสาถึงเรื่อง “ตัวเลข” เธอบอกว่า “เฮาบ่สน” สนแต่ว่าเมื่อดูโดยรวมแล้วดูดี สนอันนี้มากกว่า ช่วงนี้พยายามงดรับประทานของหวาน หักห้ามใจตัวเองเพราะชอบกินของหวานมาก (ทำตาโตย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “ฮู้จักบิงซูบ่” เป็นของหวานที่เธอชอบกิน)

“ชักเริ่มดีใจที่เป็นคนสูง เมื่อก่อนแปลกหมู่ สูงกว่าหมู่มาตลอด ตอนนี้ได้ฮู้ข้อดีของมัน คือ กินแล้วบ่อ้วนเท่าไร”

สวยสตรองสิมั่น ฟ้าใส เล่าว่า เทรนด์ความงามเปลี่ยนแปลงไป เธอเป็นคนหนึ่งที่ชอบสวยสตรอง หรือสวยแบบแข็งแรง มีกล้ามเนื้อมากกว่าสวยแนวอรชรอ้อนแอ้น อยากมีซิกซ์แพ็ก อยากมีกล้ามท้องนิดๆ ไอดอลของฟ้าใสเป็นเพื่อนผู้เข้าร่วมประกวดจากเวทีเดียวกัน “พูนทรัพย์ พลโยธา” ซึ่งได้ตำแหน่งรองมิสแกรนด์ลาวจากการประกวดครั้งเดียวกันนี้ สำหรับซิกซ์แพ็กที่มุ่งมั่นอยากมี ไม่น่ามีปัญหา ฟ้าใส เล่าว่า เทรนเนอร์ประจำตัวของเธอ “เข้มหลายอยู่”  ใจดีและฮักเฮาเหมือนลูกแต่โหด (หัวเราะเสียงใส)

“วินาทีนี้ คือ ต้องเฮ็ดให้ดีที่สุด เฮ็ดให้เต็มที่ที่สุดแล้วเฮาจะบ่เสียใจ”

เมื่อถูกถามว่า ได้ทำศัลยกรรมความงามหรือไม่ ฟ้าใสตอบตรงๆ ว่า ทำตาและทำจมูก ได้แก่ กรีดตาสองชั้น ส่วนจมูกได้ทำศัลยกรรมให้โด่งขึ้น การประกวดความงามของลาวได้รับความนิยมสูง เพียงแต่ประชาชนยังไม่ถึงขั้นร้องกรี๊ดเมื่อเห็นนางงาม ส่วนใหญ่แสดงความสนใจ ติดตามข่าวสาร ฟอลโลว์เพจส่วนตัวของนางงามบ้าง มักแชต มักคอมเมนต์ มักให้กำลังใจ พูดคุย ติดตามความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ (fb:chinnalyfasai)

การประกวดในเวทีประเทศลาวจะไม่มีการใส่ชุดว่ายน้ำ นางงามใส่เสื้อยืดรัดท่อนบนหรือเกาะอก และใส่กางเกงขาสั้น รสนิยมด้านความงามในประเทศลาวคล้าย ๆ กับไทย คือ มักคนผิวขาว แต่เดี๋ยวนี้ก็มีหันมาชอบคนผิวสีแทนบ้าง ประชาชนชอบความอ่อนหวานและความนิ่มนวล สะท้อนความเป็นแม่หญิงลาวที่รักในขนบประเพณีที่งดงามและเก่าแก่ ทัศนคติต่อความงามระหว่างไทยกับลาว ฟ้าใส บอกว่า ก็มีทั้งที่แตกต่างกันและที่เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ คือ ข้อกำหนดการประกวดของลาวจะมีข้อเคร่งครัดกว่าไทย และมีรายละเอียดกว่า เช่น ให้ใส่หยัง บ่ให้ใส่หยัง

ฟ้าใสได้รับรางวัล 50 ล้านกีบ หรือ 6.5 แสนบาท รวมทั้งมงกุฎและสายสะพาย เมื่อชนะการประกวด สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับตัว หมายถึงปรับทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะเดิมพันคือเวทีนานาชาติครั้งแรกของลาว อย่างน้อยที่สุดฟ้าใสตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ความพร้อมด้านภาษาคือปัจจัยหนึ่ง “บ่ได้หมายว่าเก่ง แต่เฮามีพื้นฐานมาก่อน ก็คิดว่าจะบ่มีปัญหาหยัง” โรงเรียนนานาชาติทำให้เธอพูดภาษาอังกฤษและสื่อสารได้คล่องแคล่ว นอกเหนือจากนั้นคือความรู้ที่นางงามต้องพร้อมสรรพ ทั้งความรู้ในประเทศ ความรู้ต่างประเทศ ปัจจุบันอนาคต

ต้นแบบนางงามของฟ้าใสเป็นใครอยากรู้ หนึ่งในนั้นคือ แพม-เปมิกา มิสแกรนด์ไทยแลนด์คนล่าสุด มักที่อัธยาศัยและเป็นกันเองกับหมู่ขนาด อีกหนึ่งคือไอดอลสาวชาติลาว รองมิสแกรนด์ลาว 2017 มิมี หรือพูนทรัพย์ ที่มิตรภาพความเป็นกันเองประทับใจฟ้าใสมาตลอด “ข้ามฟากมายังฝั่งไทย ถ้าเป็นดารา ฟ้าใสมัก อั้ม-พัชราภา และชอบสายแข็งแบบ ปู-ไปรยา รวมทั้ง “ครูเงาะ” ผู้เป็นไอดอลด้านจิตวิทยา โค้ชคนเก่งเกี่ยวกับวิธีคิดวิธีมองโลกแบบบวกบวก”

ทุกเวทีนางงามไม่ต่างกัน เวทีมิสแกรนด์ลาวก็เช่นกัน นั่นคือทุกคนกระหายมงกุฎ การแข่งขันดุเดือดและกดดัน หากเบื้องหลังของพลังที่ซ่อนอยู่ของสาวน้อยคนนี้ก็คือความตั้งใจ มิสแกรนด์โดยคอนเซ็ปต์คือความอลังการและความแซ่บ (ฟ้าใสแอบยิ้ม) โปรแกรมการถ่ายทอดสัมปทานเวทีประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลในลาวช่วงนี้ บอกได้คำเดียวว่าคึกคัก ชาวลาวแทบทุกคนเฝ้ารอลุ้นนางงามชาติตัวเองบนเวทีอินเตอร์แนชันแนลครั้งแรกอย่างใจจดจ่อ

…กล้าเปิดใจ และเรียนรู้ที่จะเข้าให้ถึงผู้อื่น…นี่อาจคือคุณสมบัติสำคัญของมิสแกรนด์ลาวคนนี้ ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยสัมภาษณ์กันในวันนี้ก็บอกได้เลยว่า เธอกล้าที่จะแสดงออกความเป็นตัวของตัวเธอบนเวทีการประกวดแน่

“เฮาเป็นคนแปลก เฮามีความคิดที่แปลก เฮากล้าแสดงออก ความบ่เหมือนใครนั่น คือสิ่งที่เฮาเป็น”

 

สุริวิภา กุลตังวัฒนา ถอดประสบการณ์ สร้างพิธีกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 14:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510847

สุริวิภา กุลตังวัฒนา ถอดประสบการณ์ สร้างพิธีกรรุ่นใหม่

โดย…มัลลิกา นามสง่า ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์หากไม่ใช่ตัวจริง ทำงานไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวเลข 32 ปี ซึ่งบ่งบอกระยะเวลายาวนานของการทำหน้าที่พิธีกรรายการโทรทัศน์ คงจะไม่ปรากฏชื่อ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา

ไม่ว่าจะรายการแนวไหน วาไรตี้ขายเสียงหัวเราะ ทอล์กโชว์ดราม่าเข้มข้น เกมโชว์ที่ต้องควบคุมผู้แข่งขันสุดชุลมุน จะคุยให้ฮาหรือเอาสาระเธอก็ทำหน้าที่พิธีกรได้หมด เยี่ยงนี้ชื่อชั้นของหนูแหม่ม หรือ สุริวิภา เมื่อเอ่ยถึงบทบาทที่เธอทำ จึงเป็นที่ยอมรับ

ขายความสามารถ ขายประสบการณ์ไม่ได้ขายชีวิต

ชื่อเสียงที่ได้มา ไม่ได้มาอย่างสายฟ้าแลบ แต่เพาะบ่มจากการทำงานมาหลายปี จนขึ้นชั้นเป็นพิธีกรหญิงแถวหน้าของเมืองไทย ทว่าสิ่งที่ยากกว่าการเป็นที่ยอมรับ ก็คือการรักษามาตรฐานการทำงาน และพัฒนาให้ดีขึ้น มิเช่นนั้น ชื่อเสียงที่ได้มาก็อันตรธานได้เช่นกัน

อยู่มานานขนาดนี้ ไม่ใช่ยุคที่จะมาน้ำขึ้นให้รีบตัก การมีงานทำอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ดีที่สุดในแต่ละงานนั้น สำคัญยิ่งกว่าจำนวนรายการ

ปัจจุบันหนูแหม่ม ทำหน้าที่พิธีกร รายการ ศึก 12 ราศี ทอล์คทะลุดาว ตลาดสดพระราม 4 แหม่มบ๊อบจ๊อบแจ๊บ อบจ.มหาสนุก และ WeKid Thailand เด็กร้องก้องโลก

“จันทร์ถึงศุกร์ช่วงเช้า 1 ชั่วโมง เป็นเวลาของรายการสดแหม่มบ๊อบจ๊อบแจ๊บ หลังจากนั้นก็เป็นรายการต่างๆ ให้วันหยุดตัวเอง 2 วัน เสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกๆ วันมีเวลาให้ออกกำลังกาย นอนต้อง 8 ชั่วโมง หนูแหม่มมีปัญหาน้ำในหูไม่เท่ากัน ต้องกินยา และมีปัญหากับการนอน มีเสียง มีแสง นอนไม่ได้เลย นอน 7 ชั่วโมง ตื่นมายังเบลอ

ตอนนี้สตริกต์กับเวลามาก เมื่อก่อนไม่จัดสรรเวลาเลย อะไรพาไปก็ขึ้นกับเนื้องาน พอถึงจุดหนึ่ง อันไหนที่น่าเลือกให้ตัวเอง เมื่อก่อนเลือกไม่ได้ ตอนนี้งานเราแพลนไว้หมดแล้ว อันนี้ทำกี่ชั่วโมง มันจะเลต 2-3 ชั่วโมงได้ ไม่เป็นปัญหา แต่อย่าเลตเยอะ

เหมือนเราแพลนมีงานเช้า แล้วอีกงานหนึ่งเลิกดึก อีกงานที่รอเราอยู่ไม่ได้ผิดอะไร เขาทำไมต้องมาเจอเราหน้าเหี่ยว สมองเบลอ เขาอยากได้เราแบบเต็มศักยภาพเหมือนกัน ตอนนี้พยายามรับงานเดียวต่อวัน จะได้ทำเต็มที่ ไม่ใช่หนูแหม่มไม่มีศักยภาพในการจำ แต่ไม่จำเป็นต้องมาจำอะไรอินุงตุงนังไปหมด ทำให้ดีเป็นอย่างๆ

อย่างงานอีเวนต์หนูแหม่มก็ไม่ค่อยรับ เพราะค่าตัวยังคิดเรตเดียวกับรายการทีวี ซึ่งมันแพง ตอนนี้มีเด็กรุ่นใหม่เยอะ หลายคนอาจค่าตัวแซงเรา หรือคนที่ค่าตัวถูกก็มี ดังนั้นคนจ้างก็มีตัวเลือกเยอะ หนูแหม่มก็เลือกในงานที่เหมาะกับเราไม่ได้รับทุกอย่าง”

ไม่ต้องการหนูแหม่ม(คนที่)สอง

หลายครั้งที่เดินบนเส้นทางพิธีกร เจอเด็กรุ่นใหม่หลายคนมักเข้ามาทักว่า “อยากเก่งแบบพี่หนูแหม่ม” “อยากเป็นพิธีกรได้อย่างพี่หนูแหม่ม” “พี่หนูแหม่มทำยังไงถึงพูด ถามได้คล่อง” หลายคำถามประเดประดังเข้ามา ทั้งจากผู้ที่ยังไร้ประสบการณ์ และพิธีกรป้ายแดง

ทุกอย่างที่แนะนำกันก็เหมือนพี่สอนน้องทั่วๆ ไป แต่แค่คำบอกซึ่งเสมือนให้กำลังใจ เคล็ดลับเด็ด คำคมอะไร ก็คงไม่ได้มีส่วนช่วยให้คนตั้งคำถามสมดั่งความตั้งใจได้ เพราะสิ่งที่หนูแหม่มเป็นอย่างในวันนี้ ก็ใช้เวลาสร้างสมมา

สิ่งหนึ่งที่เธออยากจะบอก คือ “ไม่ได้อยากให้ใครเป็นหนูแหม่มสอง หนูแหม่มเคยเห็นพิธีกรหลายคนที่ก๊อบปี้คนนี้มาเลย ทำงานมีสไตล์เหมือนกัน หรือถูกคนนี้สอนออกมาก็ทำงานแบบเดียวกัน ซึ่งมันดูออกว่าคนนี้มีคาแรกเตอร์ของใครสวมอยู่ หนูแหม่มคิดว่า ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ และเป็นได้ดีกว่าด้วย ทุกคนมีเส้นทางตัวเองแต่ต้องหามันให้เจอ”

จากคำถามมากมาย ประจวบกับได้มีช่วงเวลาคิดทบทวนบทบาทชีวิตที่ผ่านมา หนูแหม่มจึงเกิดประกายความคิด อยากสอนคนที่สนใจเป็นพิธีกร

“ทำพิธีกรมาหลายรายการ มานั่งคิดมันสุดทางพิธีกรเราแล้วหรือเปล่า เพราะผ่านมา 30 กว่าปี ทำมาหมดแล้ว ก็คิดว่า เด็กรุ่นใหม่มีมาเรื่อยๆ แล้วเราจะยืนจุดนี้ได้นานแค่ไหน ความคิด คำพูดเราอาจไม่ทันสมัย เหมือนหนังสือที่ล้มหายตายจาก คนไม่ค่อยสนใจ หลังจากนี้เราจะทำอะไร เรามีอะไรในตัวที่พอจะทำอย่างอื่นอีกได้

ก็ได้สังเกตคนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามาในวงการเรื่อยๆ ทั้งน้องๆ ที่โตตามเรามา และที่มาแบบ จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาเลย บางคนเก่ง พูดได้หลายภาษา เราเสียอีกพูดได้ภาษาเดียว เวลาสัมภาษณ์แขกรับเชิญต่างชาตินั่งหดเลย สู้น้องๆ ไม่ได้ แต่ทำไมน้องเขาอายุงานสั้น ทำไมทำแป๊บเดียวเลิก เสียดายความสามารถ บางคนอาจรักงานพิธีกรแต่ทำไม่ถูกทาง เกิดจากอะไร

จึงคิดได้ว่า สิ่งที่หนูแหม่มมีคือ ประสบการณ์เป็นพิธีกร ถ้าเมื่อก่อนคงถ่ายทอดเป็นหนังสือ แต่ตอนนี้คนไม่นิยมอ่านหนังสือ ก็ดูว่าเดี๋ยวนี้คนเขาทำอะไรกัน มีไลฟ์โค้ชเยอะแยะไปหมด หนูแหม่มก็หาสะเปะสะปะไป

หนูแหม่มอยากสอนคนให้เป็นพิธีกร เอาประสบการณ์ของเรามาสอน และไม่เคยมองตัวเองเป็นโค้ช แค่อยากสอนแบบของตัวเอง แต่ยังไม่รู้จะใช้หลักการไหนสอน กลัวว่าเราจะเอาภาพเราไปยัดให้คนเป็นหนูแหม่มสอง แล้วน้องๆ ก็ออกมาเป็นบล็อกเดียวกัน”

หนูแหม่มใช้เวลาอยู่นาน เหมือนคนมีของแต่ไม่รู้จะปล่อยของวิธีไหน ที่จะให้ผู้รับได้ประโยชน์สูงสุด เธอได้ไปพบโค้ชหลายคน อ่านหนังสือหลายเล่มเพื่อเป็นแนวความคิด จนในที่สุดก็ได้พบกับครูอลิสา โลหิตนาวี

“หาหนทางหลายแนวมาก แต่อะไรที่แนวมหัศจรรย์มากหนูแหม่มรู้สึกไกลตัว อย่างหนังสือเดอะพาวเวอร์ อ่านแล้วมาปรับใช้กับตัวเราให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ไม่ใช่เอามาย่อยมาสอน หนูแหม่มไปหาอาจารย์บางคนเก่งมากแต่ไม่ใช่ทางของเรา จนเจอครูอลิสา

เริ่มจากหลาย 10 ปีที่แล้วครูสอนอิมเมจ แล้วสอนอีกหลายเรื่อง เป็นผู้หญิงที่โคตรเก่งในเมืองไทย สามารถสอนจับโกหกได้ แล้วครูมีคอร์ส ชื่อ Diploma สอนการเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่ใช้คำพูด หนูแหม่มก็สนใจ

แล้วคอร์สนี้ไม่ใช่มีเงินก็เรียนได้นะคะ ครูต้องเลือกเราด้วย ครูสัมภาษณ์ รู้จักครูได้ไง อยากเรียนไปทำอะไร เรียนไปสอนออนไลน์หรือเปล่า โชคดีที่หนูแหม่มไม่มีภาพสอนออนไลน์ในหัว ก็เลยเล่าให้ครูฟังว่า หนูแหม่มมีของไม่รู้จะถ่ายทอดให้คนอื่นได้ยังไง ซึ่งครูก็โอเค คือถ้าหนูแหม่มตอบสอนออนไลน์ครูจะเอาเงินคืน ซึ่งค่าเรียน 3.5 แสนบาท เรียน 10 วัน”

ส่งต่อสิ่งที่รัก และทำมาครึ่งชีวิต

“ทั้งหมด 32 ปี กำลังถูกย่อยออกมา” หนูแหม่มเอ่ยด้วยความดีใจ เมื่อได้ผ่านการเรียนหลักสูตร Diploma

ถึงแม้ว่าครึ่งแรกของเวลาเรียนเธอจะรู้สึกว่า มาเรียนทำไม ที่ครูสอนก็รู้ๆ หมดแล้ว ทำมาหมดแล้ว แต่เมื่อตั้งใจเรียนจนจบหลักสูตร เธอก็รู้สึกหัวใจพองโต ดวงตาลุกวาวเปล่งประกาย มองเห็นหนทางที่จะถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานพิธีกรมาตลอด 32 ปี ส่งต่อให้คนที่สนใจ โดยไม่ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอย่างเธอในสมัยยังเป็นพิธีกรแบเบาะ

“เราเรียนมาถูกทางแล้ว เข้าใจว่าจะสื่อสารออกมายังไง ประสบการณ์ที่เรามีจะย่อยให้คนอื่นยังไง หนูแหม่มเรียนรู้งานพิธีกรมา 32 ปี เรียนจากสิ่งที่รัก การเรียนเกิดจากหน้างานตลอด เป็นการสะสม กว่าจะถึงวันนี้

เดี๋ยวนี้น้องๆ ไม่รอนาน เขาคิดว่า ทำมาตั้งเดือนยังไม่ดัง คนไม่ชอบ คนไม่รัก ซึ่งจริงๆ ถ้าไม่ได้เรียนจากครูอลิสา หนูแหม่มก็ไม่สามารถบอกน้องๆ ได้ว่าทำไมทำงานพิธีกรแล้วคนไม่รัก

ที่หนูแหม่มเรียนรู้มาตลอด 10 วันคือ การเคลื่อนไหวร่างกายมันบอกทุกอย่างของคนนั้น บอกว่าเขาเติบโตมาอย่างไร บอกว่าเขามีวิธีรับมือกับทุกสถานการณ์ รับมือกับคนรอบข้างและตัวเองอย่างไร

เวลาพูดเราจะทำหน้าอย่างไรก็ได้ คำพูดจะปั้นให้สวยหรูแค่ไหนก็ได้ แต่ร่างกายเราจะแสดงออกมาเองว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกับสิ่งที่เราพูด ซึ่งพอหนูแหม่มเรียนตรงนี้ก็รู้จักสังเกต ก็บอกได้ว่า ทำไมน้องถึงอยู่ในอาชีพพิธีกรไม่ได้

บางทีน้องเขาไม่เข้าใจเนื้องานของเขาจริงๆ แต่อย่างหนูแหม่มมีความอึดมากพอที่จะทำซ้ำๆ จนเราอ่านออกทำไมคนชอบ ถึงรักเรา ซึ่งมันใช้เวลานาน เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มาตลอดในการทำงาน

จริงๆ งานหลักของพิธีกร คือ ต้องฟัง ถ้าเราไม่ฟังจะถามต่อได้เหรอ เราไม่ฟังจะย่อยสรุปได้ไหม กว่าจะฟังเป็น พูดได้ ระหว่างทางการเรียนรู้เกิดขึ้นตลอด แต่น้องๆ เขาไม่ใช้เวลา ไม่มีเวลาพิสูจน์ตัวเอง และคนใหม่ๆ ก็เข้ามากันเรื่อยๆ ตอนนี้ทุกอย่างวงจรมันสั้น เราก็จะสอนตรงนี้ให้เขาได้เข้าใกล้ความเป็นพิธีกรเร็วขึ้น”

ไม่เพียงคนที่สนใจเป็นพิธีกรเท่านั้น แต่ผู้บริหาร หรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการความมั่นใจในการพูด ก็สามารถเรียนได้

“วันแรกครูให้แนะนำตัว นึกในใจสบายมาก เราเจ๋งมาก เราโฮลด์คนมาเป็นพันแล้ว แนะนำตัว 3 นาที แถมให้เป็น 4 นาทีเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ครูบอกว่า หนูแหม่มยืนเหมือนโดนตะปูตอกยึดไว้กับพื้น มือไม้ก็ไปท่าเดียว ซึ่งหนูแหม่มกลับไปดูเทปเก่าๆ ย้อนหลัง เราทำแบบนี้มาตลอด

ทำไมครูเห็น แต่คนดูไม่รู้สึกเพราะภาพทีวีมันตัดไปตัดมา หนูแหม่มเลยได้เรียน 2 ศาสตร์ ศาสตร์ที่ต้องยืนอยู่บนเวที และศาสตร์ในการเป็นวิทยากร ได้เรียนรู้ว่าความสบายเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหว ถ้าเรายืนนิ่งๆ คนดูหันไปเล่นโทรศัพท์หันกลับมาอ้าวอีนี่ยังยืนอยู่ที่เดิม เขาก็ไม่เกิดความสนใจ ซึ่งศาสตร์การเคลื่อนไหวที่ครูสอน ผู้นำประเทศอย่าง บารัก โอบามา ยังเรียน หรืออย่างพระเอกบางคนเล่นละครดูดีมาก แต่มาเป็นพิธีกรไม่มีเสน่ห์ เขาก็ต้องหาทางแก้ไข”

วางเป้าหมายไว้ปี 2561 จะเปิดสอนอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ลองวิชาด้วยการสอนคนใกล้ตัวไปก่อน “ช่วงนี้คนมองภาพของโค้ชชิ่งเป็นลบเยอะ แม้แต่เราเอง แต่มีดีมานด์ก็มีซัพพลาย ซึ่งบางคนจะเรียกหนูแหม่มว่าครู ว่าโค้ช เราก็หวาดเสียวมาก ไม่กล้าใช้

แต่อันดับแรกที่หนูแหม่มต้องการ คือ Personality ที่คนรู้จักหนูแหม่ม คนคงรู้สึกอยากเป็น อยากทำได้แบบนี้ เพราะหนูแหม่มผ่านการพูดคุยกับคนมาหลายระดับ หลายวัย คนเห็นเรานานพอ มั่นใจพอที่จะให้เราสอนการเป็นพิธีกร

ตอนนี้ก็สอนคนที่อยากเรียนจริงๆ คนใกล้ตัว ไม่ได้คิดเงิน ถึงจะเปิดสอนจริงก็คิดเงินไม่แพง และสอนไม่เยอะ สอนเยอะคนที่ได้คือคนสอนได้เงินเยอะ แต่คนเรียนจะไม่ได้อะไร ตั้งใจไม่เกิด 8 คน/คลาส เพราะเราจะได้แก้ปัญหาของแต่ละคนได้ถูกจุด”

งานนี้หนูแหม่มคาดหวัง จะให้เป็นภาพใหม่ของ “สุริวิภา กุลตั้งวัฒนา” ที่จะถ่ายทอดอาชีพพิธีกร ผ่านประสบการณ์ที่เธอเคี่ยวกรำในการเป็นพิธีกรมาตลอด 30 กว่าปี

 

‘เป็นนักดนตรีได้แค่ปลายนิ้ว’ เบสท์ เดอะ วอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510773

‘เป็นนักดนตรีได้แค่ปลายนิ้ว’ เบสท์ เดอะ วอยซ์

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เส้นทางของนักดนตรีกลางคืนสู่นักร้องอาชีพอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นจริงได้อย่างชีวิตของ เบสท์-ทิฏฐินันท์ อ้นปาน แชมป์จากเวทีการประกวด เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ตัวจริงเสียงจริงปีที่ 4 และปัจจุบันเป็นศิลปินสังกัดค่าย ไอ แอม โดยชีวิตของเขาเริ่มจากการเป็นหนุ่มเชียงใหม่ชอบเล่นกีตาร์ แล้วขยับตัวเองสู่นักร้องกลางคืน จนสุดท้ายสามารถไต่ความฝันขึ้นไปสู่นักร้องมืออาชีพ ซึ่งนอกจากความพยายามที่ต้องมีตลอดการสู้ฝัน เขายังมีเคล็ดลับด้วยการรู้จักใช้ “เทคโนโลยี” เป็นตัวช่วยตลอดเส้นทาง

ภาพของเบสท์ที่คนส่วนใหญ่เห็นจนชินตาคือผู้ชายถือไมโครโฟน และกีตาร์คู่ใจอยู่คู่กาย แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้เขาสามารถร้องและเล่นดนตรีได้กลับเป็น “จอสี่เหลี่ยมขนาดพกพา” เป็นเครื่องมือช่วยแสดงโน้ตและคอร์ดซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของนักดนตรีทุกคน

รวมถึงยังใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างแอพการาจแบนด์ (GarageBand) แอพทำดนตรีเต็มรูปแบบที่สามารถสร้างเสียงกลอง เสียงกีตาร์ เสียงคีย์บอร์ด และเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นประหนึ่งวงดนตรีเต็มวง

“นี่เป็นแอพพลิเคชั่นฟรี” เขากล่าว “พอเราทำดนตรีที่ต้องการเสร็จแล้ว ถ้าอยากอัดเสียงตัวเองลงไปก็สามารถเสียบแจ็กหูฟังแล้วร้องเพลงเหมือนเรากำลังคุยโทรศัพท์กับไอแพดได้เลย ซึ่งนั่นหมายความว่าทุกคนสามารถทำเพลงของตัวเองได้ฟรีที่บ้านหรือที่ไหนๆ ได้ตามต้องการ อย่างตอนแข่งเดอะ วอยซ์ รอบแรก ผมทำแบ็กกิ้งแทร็กเพลง ‘สิ่งเหล่านี้’ จากแอพ ทำให้ผมสามารถฝึกร้องที่บ้านได้ สามารถบิดเพลงให้แปลกใหม่ และผมสามารถทำท่อนจบในแบบของผมเอง ซึ่งเป็นท่อนไม้ตายทำให้กรรมการทั้งสองท่านกดปุ่มหันมา”

เสียงสังเคราะห์จากเครื่องมืออิเล็ก ทรอนิกส์ชนิดนี้จะมีความใกล้เคียงกับเสียงดนตรีจริง ซึ่งเขายังกล่าวด้วยว่า เทคโนโลยีด้านดนตรีทำให้คนทำเพลงไม่จำเป็นต้องเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกอย่าง เพราะเพียงแค่เข้าใจหลักการการทำเพลงก็สามารถใส่จังหวะกลอง เสียงกีตาร์ เสียงไวโอลิน เสียงเปียโน หรือสารพัดเสียงดนตรีเกือบทุกชนิดบนโลกลงไปในเพลงได้

“เทคโนโลยีทำให้ดนตรีกลายเป็นเรื่องง่ายมากในสมัยนี้ ซึ่งนอกจากแอพจะช่วยอำนวยความสะดวก มันยังเป็นครูสอนดนตรีให้ผมด้วยถ้าเราจะเรียนรู้มันจริงๆ อย่างการศึกษาเสียงกลองแต่ละชนิด ดูสเกลกีตาร์ว่าต้องกดแบบไหน เวลาที่เราอยากซ้อมหรือเวลาที่เราอยากทำเพลงสักเพลงหนึ่งก็หยิบจอสี่เหลี่ยมนี้ขึ้นมา ซึ่งคนที่เล่นดนตรีเป็นอยู่แล้ว จะเรียนรู้เทคนิคการใช้งานเสียงสังเคราะห์ได้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยเล่นดนตรี เพราะด้วยศัพท์เฉพาะและความรู้สึกของนักดนตรีจะช่วยให้คล่องแคล่วขึ้น

นอกจากนี้ มันยังทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา เพราะการร้องเพลงให้ดีนอกจากเทคนิคก็คือการฝึกซ้อม เราต้องซ้อมไปเรื่อยๆ ทำซ้ำๆ จนคล่อง ดังนั้นพอมีเวลาว่างไม่ว่ามากหรือน้อยก็แค่เปิดทำนองแล้วร้องได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปหาวงดนตรีที่ไหนมาร่วมฝึกกับเรา”

ก่อนเบสท์จะใช้นามสกุล เดอะ วอยซ์ เขาเล่าว่าเคยสมัครเวที เดอะ สตาร์ ตอนอายุ 17 ปีมาก่อน แต่ไม่ผ่านแม้รอบคัดเลือก เพราะไม่มีประสบการณ์และยังร้องเพลงไม่เป็น ทว่าหนุ่มเชียงใหม่ก็ยังไม่ทิ้งเสียงดนตรีด้วยการเป็นมือกีตาร์ให้เพื่อนในวง กระทั่งได้ค้นพบตัวเองว่าสามารถพัฒนาเสียงต่อได้ เขาจึงเริ่มเรียนรู้การร้องเพลงจากรุ่นพี่และจากนักร้องมืออาชีพในยูทูบจนสามารถเป็นนักร้องกลางคืนได้ในที่สุด

หลังจากเป็นนักร้องนำ เพื่อนๆ รอบตัวก็ได้ผลักดันให้เขาทำตามฝันอีกครั้ง เบสท์จึงตัดสินใจสมัครแข่งขันรายการ เดอะ วอยซ์ ปี 4 ซึ่งหลังจากที่โค้ชโจอี้หันเก้าอี้มา นิยามคำว่า “นักร้อง” ของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

“จากเป็นนักดนตรีที่ร้องเพลงเพื่อให้ได้เงินทุกคืน แต่ตอนนี้ผมกลายเป็นนักร้องอาชีพที่ไม่สามารถขี้เกียจหรืองอแงได้แล้ว การร้องเพลงแต่ละครั้งได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายกับผมและคนฟัง ไม่ใช่แค่การร้องเพื่อได้เงินสองสามร้อย แต่ต้องร้องออกไปเพื่อสื่อสารความหมายของเพลงออกไปให้ทุกคนได้รับรู้”

เช่นเดียวกับชีวิตประจำวันที่เขาสารภาพว่าได้เปลี่ยนไปหลังจากเป็น เบสท์ เดอะ วอยซ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว การแต่งตัว หรือการพูดการจา ที่ต้องไม่มีอะไรผิดพลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชน

ล่าสุดเบสท์ได้ร่วมงานในโปรเจกต์ Love Status เพลงรักที่…ไม่รัก เป็น 1 ใน 8 ศิลปินจากค่ายทรู แฟนเทเชีย และไอ แอม โดยเขาได้รับหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงเรียกน้ำตาอย่าง นาฬิกาหัวใจ ซึ่งปล่อยให้ฟังแล้วทางยูทูบ True Fantasia รวมถึงยังสามารถติดตามผลงานและชีวิตของเขาได้ทางอินสตาแกรม thebest_v4 ให้หายคิดถึงเสียงกังวานของหนุ่มมาดนิ่งคนนี้ n

 

อรรถพร คบคงสันติ นักสร้างทิวทัศน์ตระการตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510260

อรรถพร คบคงสันติ นักสร้างทิวทัศน์ตระการตา

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากคุณได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนที่ควอตโทร บาย แสนสิริ (Quattro by Sansiri) คุณจะพบว่าที่นี่เป็นคอนโดมิเนียมที่มีสวนสวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย เพราะสวนแห่งนี้เป็นผลงานการออกแบบของคนไทยที่ได้รางวัลระดับโลก เรสซิเดนเชียล แลนด์สเคป ดีไซน์ อวอร์ด (Residential Landscape Design Awards) จากสมาคมภูมิสถาปนิกแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันด้านภูมิสถาปัตยกรรมที่ทรงเกียรติมากที่สุดสถาบันหนึ่งของโลก นักออกแบบผู้นั้นก็คือ อรรถพร คบคงสันติ หรือป๊อก เจ้าของสตูดิโอ TROP

อรรถพร เคยได้ทำงานในสตูดิโอออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง Hargreaves Associates และ Bensley Design Studio ซึ่งมีปรมาจารย์ด้านการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม George Hargreaves และ Bill Bensley ก่อนที่จะมาเปิดสตูดิโอของตัวเอง โดยฝากผลงานสร้างชื่อไว้กับโรงแรมต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคว้ารางวัลระดับโลกมากมาย และล่าสุดกับผลงานจัดสวนภูมิทัศน์สุดหรูที่คอนโด 98 Wireless ของแสนสิริ

ป๊อก เล่าชีวิตของเขาอย่างอารมณ์ดีว่า ที่ได้เข้ามาทำงานตรงนี้น่าจะเป็นเพราะดวงล้วนๆ

“ย้อนกลับไปตอนผมสอบเทียบ ม.6 แล้วลองสอบเอนทรานซ์ดูครั้งแรก จริงๆ แล้วผมอยากจะเข้าคณะสถาปัตยกรรม แต่ว่าผมมาลองสนามสอบก่อน แต่ว่าตอนนั้นเนื่องจากเรายังไม่ทำการบ้านอะไรมาก เพราะอายุแค่ 16 ปี ก็เลยเลือกตามคะแนนสอบเข้าคณะของปีก่อนหน้า ก็เลือกสถาปัตยกรรมอันดับหนึ่ง

“แล้วก็เลือกภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับสุดท้ายเพราะคะแนนเราถึงพอดี ลงโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร แล้วก็สอบติดที่เลือกอันดับสุดท้าย ก็เลยลองเข้ามาเรียนดูก่อน ปีหน้าจะลองสอบเอนทรานซ์ใหม่ แต่ปรากฏว่าการบ้านค่อนข้างเยอะมาก ทำให้เราไม่มีเวลาที่จะไปเรียนพิเศษอย่างที่ตั้งใจ ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อไป เพราะอาจจะเป็นดวงของเราที่ได้มาทางนี้ เลยกลายเป็นนักภูมิสถาปนิกอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

ภูมิสถาปนิกมือรางวัล อธิบายต่อว่า หน้าที่ของของนักแบบ คือ การบริหารจัดการออกแบบพื้นที่ทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องการวางตำแหน่งต่างๆ ให้มีความสวยงามลงตัว ออกแบบบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่นำน้ำเข้ามาแล้วจะส่งออกไปทางไหน มีระบบการจัดการกักเก็บน้ำฝนเพื่อไม่ให้ไหลทะลักไปท่วมที่ถนนอย่างไร และยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในส่วนอื่นๆ ของพื้นที่ แต่จะไม่เข้าไปแตะในส่วนที่เป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่อาจจะดูให้มีความสอดคล้องกันได้

ภูมิสถาปนิก แต่ละคนก็จะมีความถนัดในการจับงานที่มีสเกลแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนมีความสามารถในการออกแบบระดับผังเมืองก็มี หรือเล็กลงมาก็ออกแบบในสเกลของสวนสาธารณะ หรือสวนในโครงการหมู่บ้าน แล้วแต่ว่าจะถนัด แต่ตอนเรียนก็ต้องเรียนให้รู้ทุกอย่าง พอถึงระดับการทำงานค่อยแยกย่อยไปตามความถนัดของแต่ละคน

“ส่วนตัวผมเอง ผมถนัดในระดับโครงการคอนโด โรงแรม หมู่บ้าน และบ้านเดี่ยว แนวทางในการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมก็เหมือนกับการตัดเสื้อ คนเราส่วนมากก็จะเลือกเสื้อที่ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มาสวมกับตัวดูว่าพอดีหรือไม่ แต่การออกแบบของเราเป็นเหมือนการตัดสูท ซึ่งรูปร่างของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกัน ไหล่ของเราอาจจะไม่เท่ากับของเพื่อน งานของภูมิสถาปนิก ก็คือ การเข้าไปจัดงานของลูกค้าดูว่าเขามีความต้องการอะไรบ้าง ขนาดแบบของพื้นที่เป็นอย่างไร ไม่มีการออกแบบตายตัวเป็นแพตเทิร์นว่ามีแบบนี้ให้เลือกแล้วค่อยเอาแบบที่คิดไว้ไปวางบนพื้นที่ลูกค้า แต่ภูมิสถาปนิกจะต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด

“คราวนี้ก็อยู่ที่ความถนัดของแต่ละคน บ้างคนเก่งเรื่องบริหารจัดการน้ำ บางคนสนใจเรื่องศิลปะก็แล้วแต่ ไม่มีสูตรตายตัวว่า ถ้าคุณอยากเป็นภูมิสถาปนิกที่ดีคุณจะต้องเรียนแบบนั้นแบบนี้ อยู่ที่ว่าคุณสนใจเรื่องอะไร และมีความสามารถด้านไหน ก็ใช้ตรงนั้นออกมาให้เป็นจุดเด่นของตัวเอง”

สำหรับป๊อกแล้ว ความสนใจส่วนตัวของเขาขึ้นอยู่กับงานของลูกค้า ณ เวลานั้นเป็นหลัก

“ในช่วงเวลาที่ผมเปิดออฟฟิศใหม่ๆ อย่างที่เราคิดกันโดยทั่วไป ก็คือ การเป็นนักออกแบบที่ดีต้องมีซิกเนเจอร์ ดีไซน์ ก็คือ การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสมือนลายเซ็นของนักออกแบบคนนั้น แต่ทำไปทำมาผมก็รู้สึกว่าผมล้มเหลวในการสร้างซิกเนเจอร์ ดีไซน์ เพราะผมไปฝืนกับการเป็นอย่างนั้นมากเกินไป

“จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็เปิดดูคลิปไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับบทสัมภาษณ์ของ บรู๊ซ ลี เขาพูดถึงบทในภาพยนตร์ที่เขาเล่น ว่า ทำตัวเหมือนน้ำ ถ้าเราใส่น้ำลงไปในแก้ว น้ำก็จะหน้าตาเหมือนแก้ว ถ้าใส่น้ำไปในแจกันก็จะหน้าตาเหมือนแจกัน น้ำที่อยู่ในแม่น้ำสามารถกระแทกหินให้แตกได้ ถ้าเกิดเขาสู้กับนักมวยรูปร่างสูงใหญ่ เขาจะใช้เทคนิคการต่อสู้อีกแบบหนึ่ง สู้กับอีกคนที่แตกต่างกันออกไป เขาก็จะปรับรูปแบบการต่อสู้ให้เหมาะสม ไม่มีรูปแบบตายตัว ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ผมจึงคิดว่า การออกแบบของผมก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ ไปตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ป๊อก แจกแจงว่า เขาพยายามจะใส่อัตลักษณ์ของงานมากกว่าอัตลักษณ์ของเขาลงไป

“เพราะถ้าเกิดใส่อัตลักษณ์ของเราลงไปมันก็จะเหมือนๆ กันทุกงาน แต่ถ้าเราพยายามสร้างอัตลักษณ์ของงานขึ้นมา งานที่ได้จะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดดเด่นไม่เหมือนใคร นั่นคือสิ่งที่ผมคิดและผมลงมือทำ หากจะเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับคุณดูภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย แดนเซล วอชิงตัน ไม่ว่าเขาจะเล่นเรื่องไหน วิธีการพูด การแสดงของเขาก็จะเหมือนกันหมด แต่ถ้าคุณดูภาพยนตร์ที่กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง แบทแมน ดาร์กไนท์ กับเรื่องอินเซปต์ชั่น วิธีการเล่า การนำเสนอไม่เหมือนกัน เลยดูแตกต่างมีเอกลักษณ์ นั่นคือการสร้างอัตลักษณ์ของงานขึ้นมา”

อีกอย่างหนึ่ง งานออกแบบของป๊อก เขามีกฎอยู่ว่าจะไม่สนใจเรื่องเทรนด์ของอนาคต เพราะเทรนด์คือสิ่งที่มีคนทำมาก่อนแล้วมีคนตาม

“ถ้าเราตามเทรนด์ เราจะเป็นผู้ตามตลอด ไม่มีทางเป็นผู้นำ เพราะงานของภูมิสถาปัตยกรรมที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน คือ แสงของความคิดที่ส่งมาจากอดีต เพราะกว่าจะออกแบบ กว่าจะวางแผนก่อสร้างสำเร็จ ก็อาจจะใช้เวลาหลายปี อย่างโครงการ 98 wireless คือความคิดของผมเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ผมจะไม่สนใจกับเทรนด์ ผมจะสนใจแต่สิ่งที่ผมอยากจะทำ สื่อสิ่งที่ต้องการจะสะท้อนออกมาให้ดีที่สุดเท่านั้น ดูในสิ่งที่ผมสามารถควบคุมได้ สิ่งที่ผมควบคุมไม่ได้ผมจะใส่ใจ เราแค่พยายามจะตีโจทย์ในงานต่างๆ ให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง”

ป๊อก ยกตัวอย่างว่า เขาเคยอ่านคอลัมน์หนึ่งที่ทางบ้านถามมาว่า ถ้าเกิดเราชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เราจะทำอย่างไรดีให้เธอชอบ เขาตอบว่าให้เราโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ควบคุมได้

“เช่น รู้ว่าเธอชอบกินอะไร ชอบทำอะไร ชอบใช้ชีวิตแบบไหน เราก็ให้เธอในสิ่งที่เธอชอบตามนั้น นั่นคือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ แต่การที่เธอจะชอบในสิ่งที่เราทำ ครอบครัวของเธอจะชอบเราหรือเปล่า เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของเราแล้ว

“ดั้งนั้นทุกครั้งที่ผมทำงานในแต่ละงาน ผมก็จะตั้งสมาธิอยู่กับสิ่งที่ผมควบคุมได้ ผมจะทำในสิ่งที่ผมชอบก่อน แล้วค่อยเสนอลูกค้า แต่ทีนี้ลูกค้าจะชอบงานเราด้วยหรือเปล่าก็อยู่ที่ตัวลูกค้า ซึ่งผมก็หวังว่าเขาจะชอบ (หัวเราะชอบใจ) แต่ถ้าเกิดลูกค้าไม่ชอบ ก็ช่วยไม่ได้ ผมก็ต้องกลับมาทำใหม่”

การที่ป๊อกได้รับรางวัลระดับโลกหลายรางวัล เขาบอกเคล็ดลับว่า แค่ทำงานที่ชอบออกมาให้ดีที่สุด แล้วถ้าเกิดคณะกรรมการชอบในสิ่งที่ผมทำแล้วให้รางวัลก็ถือว่าเป็นโบนัส

“กับงานที่ผมทำ ผมก็รู้สึกขอบคุณที่เขาชื่นชอบงานของเรา ผมจะไม่ออกแบบงานใดงานหนึ่งเพื่อให้ได้รับรางวัล แต่จะทำทุกงานให้ออกมาเป็นงานที่ผมชอบ งานที่สะท้อนความคิดของเราออกมา เป็นงานที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้ดีที่สุดเท่านั้น”

 

อรรถวร เจริญผลฐิติ การปรุงอาหารคือการสร้างตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 17:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509653

อรรถวร เจริญผลฐิติ การปรุงอาหารคือการสร้างตำนาน

เรื่อง ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เชฟใหญ่ใบหน้าคมเข้ม ปักชื่อที่หน้าอก Gibb ถ้าออกเสียงภาษาไทยก็ดูหวานแหววเกินชายมาดสุขุมไปสักหน่อย “เชฟกิ๊บ” อรรถวร เจริญผลฐิติ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำโรงแรมอนันตรา สาทร บอกที่มาที่ไปของชื่อเล่นพลางหัวเราะอย่างเป็นกันเอง คุณแม่ตั้งนิกเนมให้จากชื่อนักร้องวงบีจีส์ แอนดี้ กิ๊บบ์ แล้วรีบออกตัวก่อนว่าถ้าขอให้ร้องเพลงคงไม่ได้ แต่รู้จักได้ฟังคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ ชื่นชอบทุกเพลงของบีจีส์

อาชีพนี้ทำโดยไม่เคยใฝ่ฝัน แต่เมื่อร่ำเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาการโรงแรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงลองตัดสินใจไปเรียนด้านการทำอาหารที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย และได้ประจำครัวเย็นในร้านอาหารซีฟู้ดชื่อดังที่นั่น แล้วเส้นทางก็เริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อได้พบกับเชฟคู่แฝด ชักส์-โลรองต์ ปูร์แซล เชฟมิชลิน สตาร์ ซึ่งได้รับเชิญจากฝรั่งเศสให้มาทำอาหารที่ร้าน แล้วเมื่อจบงานสองเชฟปูร์แซล ก็ชักชวนให้เขาโบยบินข้ามฟ้าไปทำงานที่ห้องอาหาร เลอ ชาร์แดง เดส์ ซองส์ ร้านโด่งดังในปารีส การสั่งสมประสบการณ์จริงจังก็เริ่มต้นขึ้นทันใด

“ทำงานกับเชฟแฝดยิ่งคูณสองเลยครับ มีครูสองท่านอยู่ข้างตัว สาเหตุที่พวกเขาชวนผมไปฝรั่งเศส คงเป็นเพราะเวลาเขาสั่งอะไรผมจะชอบต่อยอด ยกตัวอย่างการทำงานครัวเย็น ผมอยู่แผนกอองเตร (Entree) รับหน้าที่ทำอาหารเรียกน้ำย่อย คำเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก ผมก็ชอบครีเอทไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้หน้าตาซ้ำกันในแต่ละวัน

อาหารคือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราเรียนรู้ต่อไปได้เรื่อยๆ นะครับ ผมเริ่มต้นเรียนอาหารฝรั่งเศสในแบบ Nouvelle Cuisine ไม่ใช่แบบคลาสสิก ไม่มีกรอบมากมาย เน้นการจัดจานมีรายละเอียดให้ดูทันสมัย และเป็นช่วงรอยต่อกับการทำอาหารในแบบ Molecular Gastronomy ที่นิยมกันเวลานี้ ผมจึงได้อยู่กับการทำอาหารที่พัฒนากันมาเรื่อยๆ โดยใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย เช่น เนื้อแกะนำไปซีลสุญญากาศด้วยการซูส์-วีด ใช้อุณหภูมิควบคุมเนื้อให้นุ่มได้ตามต้องการ

ปรัชญาการปรุงอาหารในแบบ Nouvelle Cuisine คือ อาหารแนวใหม่ใช้เครื่องปรุงธรรมชาติ เพื่อดูแลสุขภาพคนกิน ยกตัวอย่าง Lamb Loin จานนี้นะครับ วัตถุดิบหลักก็คือเนื้อแกะที่มีกลิ่นสาบแรง ผมจึงเลือกกินคู่กับผักที่มีธาตุเย็นคือ อาร์ติโช้ก แล้วช่วยทอนกลิ่นลงได้ด้วย

วิธีปรุงเนื้อแกะน่าจะเหมาะกับคนไทย เพราะดึงกลิ่นสาบที่เกาะอยู่กับไขมัน และเลาะกระดูกไขมันออกไปให้หมดเลยครับ ผมเลือกโหระพาไทยให้ความคุ้นลิ้นมากกว่าโหระพาฝรั่ง Sweet Basil อาร์ติโช้กมี 3 เทกซ์เจอร์ คือ อาร์ติโช้กครีม บดเป็นพูเร และทอดเป็นเทมปุระ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เป็นสไตล์การทำอาหารของผมครับ”

ช่วงทำงานที่ฝรั่งเศส เชฟกิ๊บ ใช้การท่องเที่ยวเป็นการสะสมประสบการณ์อีกวิธีหนึ่ง ไปเที่ยวโปรตุเกส สเปน ได้เห็นวัฒนธรรมการทำอาหารหลากหลายรูปแบบ

“ผมชอบไวน์กับน้ำมันมะกอกโปรตุเกสมากกว่าสเปนอีกนะครับ เพียงแต่เขาไม่ทำเป็นอุตสาหกรรมจึงไม่โด่งดังไม่ฮิตเท่าอาหารสเปน แต่สำหรับรูปแบบการปรุงอาหารยุโรปก็คล้ายคลึงกัน คุกกิ้งให้ได้เร็วที่สุด เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เรากระหายการครีเอทสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

ผมมีพรสวรรค์ในเรื่องการทำอาหารนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ซึ่งก็เป็นเหตุผลให้ไปร่ำเรียนการทำอาหารจริงจังที่ออสเตรเลีย พรสวรรค์ที่ว่าก็คือ ผมไม่ต้องออกแรงอะไรมากเลย หยิบๆ จับๆ ปรุงอะไรก็ออกมาดีทั้งรสชาติและหน้าตา ขณะที่คนอื่นต้องทำแทบตายกว่าจะได้อาหารหน้าตาดีๆ อร่อยๆ สักหนึ่งจาน

ฟังดูแล้วน่าหมั่นไส้นะ (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ) ผมจึงไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกฝนอะไรให้มากมาย อยู่หน้าเตาอยากทำอาหารไทย ผมก็เรียนจากลูกน้องผมนี่เองครับ มองๆ จับๆ ทำตามเขา ผมก็ทำแกงหนึ่งหม้อได้สบายแล้วนะครับ”

เป้าหมายอาชีพ เชฟกิ๊บบอกว่าต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ในสายงานนี้ จากตำแหน่งเชฟใหญ่โรงแรมห้าดาว ถ้ามองเพื่อนร่วมวงการในเอเชียมีเชฟติดดาวกันแล้วทั้งนั้น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ก้าวต่อไป…เป็นไปได้หรือไม่ ที่เชฟไทยจะไปถึงเชฟมิชลินสตาร์

“คุณสมบัติเชฟคือต้องรู้จักความอดทน ผมเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งระดับล่างที่สุดเลยนะครับในแผนกครัวเย็น แล้วก็จะต้องมีความละเอียด ความจำดี ต้องบริหารจัดการชีวิตได้ดีด้วย เชฟเป็นงานหนักมากนะครับ ผมเริ่มงานก่อน 7 โมงเช้าเพื่อมาดูแลมื้อเบรกฟาสต์ จบมื้อค่ำในแบบไฟน์ไดนิ่ง เน้นความเป็นเลิศของอาหารและเครื่องดื่ม กว่าจะกลับถึงบ้านสี่ห้าทุ่ม ถ้าคุณบริหารเวลาตรงนี้ไม่ได้ ชีวิตคุณก็พังทลายได้เลยนะครับ”

เชฟอรรถวร ย้ำว่า การปรุงอาหารคือการสร้างตำนาน การ พรีเซนต์อาหารด้วยหลักความหรูหรา ใส่ใจคนกินอย่างจริงใจ เน้นวัตถุดิบธรรมชาติปลูกผักในแบบออร์แกนิก ปลูกในโรงเรือนที่ใช้โซลาร์เซลล์พลังงานสะอาด คือการ คัดสรรโดยใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นทางการปรุง ซึ่งจะไปสู่เป้าหมายการปรุงอาหารของเชฟไทยที่จะไปไกลให้ถึงฝัน

 

ประณัย พรประภา ทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509319

ประณัย พรประภา ทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองรัก

โดย…ภาดนุ  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่วัย 28 ปี ประณัย พรประภา ทายาทเจ้าของโรงแรมสยาม แอท สยาม และทำธุรกิจต่างๆ ทั้งการตกแต่งรถยนต์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ และเปิดฟิตเนสในกรุงเทพฯ รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนและเจ้าของบริษัท เอ็กซ์ซีด สปอร์ต แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ บริษัทชั้นนำด้านการจัดและโปรโมทอีเวนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งล่าสุดได้นำการแข่งขันวิ่งวิบากระดับโลกอย่าง “สปาร์ตัน เรซ” เข้ามาเปิดตัวในเมืองไทย

“ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น เมื่อเรียนจบก็เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวคือบริหารโรงแรมสยาม แอท สยาม พร้อมทั้งเป็นหุ้นส่วนของบริษัท เอ็กซ์ซีด สปอร์ต แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย ดูแลบริษัทจัดอีเวนต์ด้านกีฬาและบันเทิง โดยมีสำนักงานทั่วภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และกัวลาลัมเปอร์

คือผมจะให้นิยามบริษัทนี้ว่า เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง โดยจะนำแพลตฟอร์มที่เรามองว่าน่าสนใจมาให้ทั้งคนดูและผู้ที่สนใจได้มาเข้าร่วม รวมทั้งผู้ที่เป็นสปอนเซอร์ของเราได้เข้ามาทำการตลาดกับผู้บริโภค โดยทำให้ทุกฝ่ายได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมที่เราจัดขึ้นอย่างแท้จริง”

 

ประณัย บอกว่า ก่อนหน้านี้บริษัท เอ็กซ์ซีดฯ ได้เป็นผู้จัดและผู้โปรโมทอีเวนต์ “เดอะ มิวสิค รัน” (The Music Run) ทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 กม.พร้อมไปกับเสียงดนตรี โดยจัดในเมืองไทยมาแล้ว 3 ครั้ง นั่นคือ ปี 2014, 2015 และ 2017 นอกจากนี้ยังจัดมาแล้วหลายประเทศทั่วเอเชีย เช่นที่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ฟิลิปปินส์ และเมียนมา

“ในปี 2017 นี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราจัดการแข่งขัน ‘สปาร์ตัน เรซ ไทยแลนด์’ (Spartan Race Thailand) หรืองานวิ่งวิบากที่ดีที่สุดในโลกขึ้นมา ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 กม.บวกๆ พร้อมฝ่าด่านอุปสรรคอีก 20 ด่านสุดมันส์ ที่นอกจากจะต้องวิ่งแล้ว ยังต้องปีน คลาน ผ่านต้นไม้ เนินเขา โคลน และลวดหนาม เพื่อที่จะผ่านด่านอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้

ที่ผ่านมา ถ้าสังเกตอีเวนต์ มิวสิค รัน ที่เราเคยจัดไปกับ สปาร์ตัน เรซ ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ทั้งสองงานมีความคล้ายกันอยู่อย่างนึงก็คือ เป็นกิจกรรมที่มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนหลักพันคนขึ้นไป ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้จะเน้นไปที่เรื่องของฟิตเนสเป็นหลัก เพราะเรามองว่าไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้เริ่มจะเปลี่ยนไปตามเทรนด์ของโลก ที่คนส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งตรงกับจุดประสงค์หลักของเราที่ต้องการให้คนทั่วไปมีสุขภาพที่แข็งแรง

เหตุผลสำคัญที่เรานำสปาร์ตัน เรซ เข้ามา นอกจากเป็นกิจกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่จัดกันมาเกิน 35 ประเทศ และปัจจุบันมีคนเข้าร่วมเกิน 5 ล้านคนแล้ว จุดที่แตกต่างของกิจกรรมนี้ก็คือ การวิ่งวิบากที่ต้องผ่านด่านอุปสรรคต่างๆ ที่มีความท้าทาย ซึ่งตรงนี้แหละเป็นจุดที่ดึงดูดให้คนมาเข้าร่วมมากขึ้น”

 

ประณัย บอกว่า ที่ผ่านมา สหรัฐเป็นผู้ริเริ่มและผู้นำเทรนด์อีเวนต์เกี่ยวกับการวิ่งวิบากที่ท้าทายหลายรายการมาตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งช่วงแรกๆ ก็มีคนเข้าร่วมงานแค่ 5 หมื่นคนทั่วประเทศ แต่ต่อมาในปี 2015 ก็มีคนเข้าร่วมงานเกินกว่า 5 ล้านคน จึงถือว่าเป็นอีเวนต์ที่โตเร็วมาก แซงหน้าอีเวนต์ที่เคยฮอตฮิตอย่างการปั่นจักรยานและการวิ่งมาราธอนไปแบบขาดลอย

“อีเวนต์แรกที่เราจะจัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ที่สนามกอล์ฟ สยาม คันทรี คลับ จ.ชลบุรี (ใกล้ๆ พัทยา) จะมีการวิ่ง 2 ประเภทคือ ‘สปาร์ตัน สปรินต์’ มีระยะทาง 5-8 กม. และ ‘สปาร์ตัน คิดส์’ (อายุน้อยกว่า 14 ปี แต่ต้องฝ่าด่านต่างๆ เหมือนกับผู้ใหญ่เช่นกัน) มีระยะทาง 0.5-2 กม. โดยสปาร์ตัน สปรินต์ ซึ่งเป็นการแข่งวิ่งของผู้ใหญ่จะจัดเป็นซีรี่ส์ ตลอดทั้งปีจะมี 3 อีเวนต์ โดยจะมีการเพิ่มระยะทางและเพิ่มด่านอุปสรรคต่างๆ ให้ยาก-ง่าย แยกย่อยไปตามกลุ่มของสปาร์ตัน สปรินต์ ที่จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรก อีลิทส์ (Elite) การแข่งขันสำหรับนักกีฬาอาชีพ หรือผู้ที่ต้องการทดสอบตัวเอง กับเหล่าผู้ร่วมแข่งขันที่มีความสามารถมากที่สุด โดยมีเงินรางวัลและถ้วยรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัย 3 คนแรก ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง กลุ่มที่ 2 คอมเพตเททีฟ (Competitive) การแข่งขันสำหรับนักกีฬาสมัครเล่น หรือผู้เข้าแข่งขันที่ต้องการท้าทายตัวเองมากขึ้น แต่เป็นการแข่งขันกับเพื่อนที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน ผู้เข้าแข่งขันจะแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่ไม่ได้มีการขึ้นแท่นรับรางวัลใดๆ

สุดท้าย โอเพ่น (Open) การแข่งขันสำหรับผู้เริ่มต้นแข่งขันหรือบุคคลทั่วไป โดยไม่มีเงินรางวัล สามารถร่วมแข่งขันเป็นทีมได้ ทีมของคุณจะช่วยผลักดันคุณ อาจรวมไปถึงการแบกคุณเข้าเส้นชัยด้วยก็ได้ การแข่งขันสปาร์ตัน สปรินต์ จะมีการปล่อยตัวนักกีฬาอาชีพเป็นกลุ่มแรก แล้วตามด้วยนักกีฬาสมัครเล่น ตบท้ายด้วยบุคคลทั่วไป โดยผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกคนจะได้รับเหรียญที่ระลึกและเสื้อยืดที่สกรีนคำว่า ‘Finisher’ เป็นรางวัล

ต้องบอกว่าการเปิดธุรกิจอีเวนต์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากตัวผมเองที่ชอบเล่นกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมเล่นทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล แล้วยังแข่งเวกบอร์ดมาตั้งแต่ 10 ขวบจนถึงอายุ 17 ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคงเตะฟุตบอลอยู่ โดยมีทีมของตัวเองด้วย การนำสปาร์ตัน เรซ เข้ามา กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คือ คนทุกเพศทุกวัย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งยุคนี้จะเห็นได้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการออกกำลังกายกันมากขึ้น

 

มิวสิค รัน มีผู้หญิงเข้าร่วมถึง 60% ส่วนสปาร์ตัน เรซ ที่ต่างประเทศมีผู้หญิงเข้าร่วมราว 30% ซึ่งที่เมืองไทยก็น่าจะมีผู้หญิงให้ความสนใจเข้าร่วมกันเยอะเช่นกัน ความคาดหวังของผมก็คือ อยากให้สปาร์ตัน เรซ เป็นอีเวนต์ที่คนรักการออกกำลังกายพูดถึงกันมากๆ เพราะถือเป็นความท้าทายที่หลายคนอาจจะอยากทดสอบตัวเอง อย่างเพื่อนผมที่อยู่ในแวดวงบันเทิง เช่น วู้ดดี้ มิลินทจินดา ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และคนอื่นๆ ก็เริ่มฟิตร่างกายเพื่อจะเข้าร่วมแข่งขันใน

สปาร์ตัน เรซ ครั้งนี้กันแล้วครับ”

ระณัย เสริมว่า แม้เขาและหุ้นส่วนคิดที่จะต่อยอดโดยนำอีเวนต์อื่นๆ ที่เน้นเรื่องสุขภาพและมีคนเข้าร่วมได้เยอะๆ อีกหลายงานเข้ามาในเมืองไทยก็ตาม แต่ตอนนี้ขอโฟกัส สปาร์ตัน เรซ ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทยเสียก่อน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีอีเวนต์ใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาร่วมด้วยตามมาอีกก็ได้

“ส่วนใหญ่แล้วเราจะเลือกอีเวนต์ที่สร้างแพสชั่นให้ผู้คนเป็นหลัก อย่าง มิวสิค รัน ผมมองว่ามันช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกายได้มาวิ่งหรือมาร่วมกิจกรรม ส่วน สปาร์ตัน เรซ ก็จะเป็นกิจกรรมที่ไต่ระดับความท้าทายขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้คนก็เริ่มหันมาให้ความสนใจการออกกำลังกายกันมากขึ้น จึงตรงกับคอนเซ็ปต์หลักของสปาร์ตัน เรซ ที่อยากให้ทุกคนแข็งแรง และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดังนั้นเราจึงจัดเวิร์กช็อป คอมมูนิตี้ ขึ้นเป็นระยะๆ ให้ทุกคนชวนเพื่อนๆ มาร่วมฟิตร่างกายกัน โดยจะจัดวนไปตามฟิตเนสต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รวมทั้งที่เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตด้วย

ผมว่าถ้าเรามีฐานแฟนคลับที่ชอบ สปาร์ตัน เรซ ที่แน่นดีแล้ว ก็จะสามารถกระจายการจัดงานไปตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศได้ ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะความท้าทายของสนามแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกันเลย ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศนั้นๆ เป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าแข่งในสปาร์ตัน เรซ ก่อนอื่นผมอยากให้สมัครก่อน (หัวเราะ) เพราะจะเหมือนเป็นการบังคับตัวเองไปในตัว สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.spartanrace.co.th โดยสปาร์ตัน สปรินต์ เริ่มต้นที่ 1,650 บาท และสปาร์ตัน คิดส์ เริ่มต้นที่ 500 บาท

และถ้าใครอยากรู้เคล็ดลับในการเตรียมตัวก็สามารถเข้าไปดูที่ FB : Spartan Race Thailand ซึ่งจะมีคำแนะนำในการเตรียมตัว รวมทั้งสถานที่เวิร์กช็อป คอมมูนิตี้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถไปรับการเทรน หรือไปพูดคุยกับผู้ให้คำแนะนำได้เลย สำหรับงานครั้งแรกนี้ถ้ามีคนร่วมเข้าสัก 6,000-7,000 คน ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ”

ประณัย ทิ้งท้ายว่า หลักในการทำงานของเขาก็คือ เวลาทำงานก็ทำเต็มที่ เวลาพักก็พักเต็มที่ ซึ่งในวันหยุดเขามักจะใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย โดยเล่นเวตและวิ่ง ซึ่งถือเป็นการรีแลกซ์ให้หายเครียดจากการทำงานได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการเตรียมตัวเพื่อลงแข่งขันในงาน สปาร์ตัน เรซ อีกด้วย แล้วถ้ามีเวลาว่างจริงๆ เขาจะเลือกพักผ่อนโดยเดินทางท่องเที่ยวสไตล์แอดเวนเจอร์ อย่างการไปเดินถ้ำที่ต่างประเทศปีละครั้ง ซึ่งในอนาคตเขาก็อยากจะท้าทายตัวเองโดยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ขั้วโลกเหนือด้วย