รู้จัก เจมี วาร์ดี ซูเปอร์สตาร์ติดดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/415338

รู้จัก เจมี วาร์ดี ซูเปอร์สตาร์ติดดิน

โดย…มิวโกโตะ

จากศูนย์หน้านอกลีก สู่ผู้นำดาวซัลโวฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เวลานี้แสงสปอตไลต์ทุกดวงของสื่อเมืองผู้ดีต่างสาดไฟจับจ้องไปยัง เจมี วาร์ดี ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษของทีม เลสเตอร์ ซิตี้

ลองไปรู้จักตัวตนกองหน้าวัย 29 ปี ว่าเขามีวิธีรับมือกับชีวิตซุป’ตาร์ป้ายแดงอย่างไร

กระแส ‘วาร์ดี’ ฟีเวอร์ ชีวิตคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?

“จริงๆ ผมใช้ชีวิตเหมือนเดิมตลอด มันง่ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะโฟกัสแค่ฟุตบอลไม่ต้องทำงาน รู้สึกแปลกแค่ตอนที่ทุกคนเรียกชื่อผมมากขึ้น ขอลายเซ็น ถ่ายรูปมากขึ้น แต่ถ้าเรื่องในสนามผมยังต้องทุ่มเทอย่างหนักในทุกๆ วัน เพื่อนำความสำเร็จมาสู่สโมสรเหมือนเดิม”

เลสเตอร์รั้งอันดับ 1 ของตารางในเวลานี้ เคยคิดถึงแชมป์บ้างไหม?

“ผมต้องหยิกตัวเองประจำ และมันเป็นผลจากการทำงานหนัก การเล่นไปด้วยทำงานไปด้วยไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ตอนแรกผมจำเป็นต้องทำงาน และเล่นกับทีมที่ดีในระดับหนึ่ง จนมันมาถึงจุดที่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง ผมไม่อยากทำนายในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรอกนะ”

ทีมยักษ์ใหญ่สนใจคุณทั้งนั้น ทำไมถึงต่อสัญญาฉบับใหม่?

“ผมไม่เคยสัมผัสสปิริตแบบนี้มาก่อนเลย ตั้งแต่เจ้าของทีม (กลุ่มทุนไทย), กุนซือ (เคลาดิโอ รานิเอรี) ทีมสตาฟฟ์, นักเตะ รวมถึงแฟนๆ ผมอยากจะเป็นส่วนนึงไปอีกยาวนาน เลสเตอร์แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีในตัวผมอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่วันที่ผมย้ายเข้ามาสู่ที่นี่เมื่อสัก 3 ปีครึ่ง และผมก็จะใช้ทุกๆ วันทำหน้าที่เพื่อตอบแทนสิ่งนั้น”

ประตูแรกในเกมชนะลิเวอร์พูล 2-0 (ลูกยิงใบไม้ร่วง) สวยที่สุดในชีวิตคุณหรือเปล่า?

“ไม่หรอก ผมศึกษาวิดีโอการเล่นของ ซิมงต์ มิโญเลต์ (ผู้รักษาประตูลิเวอร์พูล) มาตลอด เขามักออกมานอกเส้นเสมอ แต่ด้วยความสัตย์จริง จังหวะนั้นผมไม่เห็นเพื่อนร่วมทีมเติมขึ้นมาช่วย เพียงแค่มันเป็นโอกาสของผม และมันก็โชคดีมากที่บอลพุ่งเข้าไป มันคงไม่แฟร์ ถ้าจะพูดว่าเป็นประตูดีที่สุดของผม”

พูดถึงศึกยูโร 2016 ของทีมชาติอังกฤษให้ฟังหน่อย?

“บอกตามตรงผมไม่ต้องการพักและอยากลงเล่นทุกนัดเพื่อทำประตูให้ได้มากที่สุด หากทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ผมมั่นใจว่าจะได้ร่วมทีมชาติอังกฤษไปฝรั่งเศสอย่างแน่นอน ตอนแรกผมวางแผนที่จะแต่งงานตอนเริ่มต้นศึกยูโร แต่เราก็พักมันเอาไว้ก่อนหลังจากที่ผมถูกเรียกตัวติดทีมชาติครั้งแรก ผมจินตนาการถึงมันไม่ออกหรอก ขอยิงให้ได้เยอะๆ เหมือนในลีกก็พอ”

รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็น อาเดรียน บุตชาร์ต ผู้เขียนบทหนังฟุตบอลชื่อดังเรื่อง ‘โกล’ ปรากฏตัวที่ คิง เพาเวอร์
สเตเดี้ยม เพื่อเก็บข้อมูลสร้างหนังชีวประวัติของคุณ

“ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก ผมเคยทำงานโรงงานเพื่อหาเงินยังชีพสมัยเริ่มเล่นฟุตบอล สมัยนั้นทุกอย่างยากมาก ซึ่งไม่ใช่ไม่มีความสุขนะ มันแค่ยากเท่านั้น และชีวิตมันก็พลิกผัน มันคงดีถ้าเรื่องราวของผมจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ผมรอชมชีวิตตัวเองบนแผ่นฟิล์มเช่นกัน”

 

จักรินทร์ ศิรินนท์ธนเวช บนเส้นทางนักแข่งโกคาร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/415192

จักรินทร์ ศิรินนท์ธนเวช บนเส้นทางนักแข่งโกคาร์ท

โดย…กองทรัพย์-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

อดีตนักแสดงเด็กที่จู่ๆ ชีวิตก็เปลี่ยนเพราะเขาอยากเป็นนักแข่งรถ “ผมชอบความเร็ว ความเร็วเปลี่ยนผมจากเด็กสมาธิสั้นเป็นเด็กที่นิ่งขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น และที่สำคัญทำให้ผมเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดขึ้นว่าอยากเป็นคนไทยคนแรกที่ได้แชมป์ฟอร์มูล่าวัน” เนมคุง-จักรินทร์ ศิรินนท์ธนเวช หนุ่มน้อยวัย 16 ปี จากรั้วโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ดีกรีรองแชมป์การแข่งขันโกคาร์ทเยาวชนระดับโลก รุ่น T-Kart Mini ROK 60 CC จากประเทศอิตาลีในปี 2554 บอกสั้นๆ แต่ได้ใจความครบถ้วน

การก้าวเข้าสู่วงการกีฬาโกคาร์ทครั้งแรกของเนมคุง เกิดจากการชักชวนของคุณพ่อ ด้วยเหตุผลที่อยากให้ลูกได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้การมีน้ำใจนักกีฬา พร้อมได้สร้างจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัยจากกีฬาชนิดนี้ จึงทำให้ชื่นชอบและเริ่มลงสนามเมื่ออายุ 9 ขวบ เมื่อตกหลุมรักแล้วจึงต่อยอดทักษะพัฒนาฝีมือเข้าร่วมการแข่งขันเก็บคะแนน จนได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งโกคาร์ทเยาวชนชิงแชมป์โลกที่อิตาลี ซึ่งเจ้าตัวก็คว้ารางวัลรองแชมป์โลกมาครองในวัยเพียง 11 ขวบ

หลังจากนั้นก็คว้าแชมป์ในรายการต่างๆ เรื่อยมา อาทิ ตำแหน่งแชมป์ประเทศไทย ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2555 และรางวัลรองแชมป์โกคาร์ทระดับเอเชียที่ประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2557 และมีอีกหลากหลายรางวัลที่เขาคว้ามาครอบครอง

จากเด็กขี้โรคสู่นักกีฬาโกคาร์ท

เนมคุง เล่าว่า เคยมีปัญหาเรื่องสุขภาพมาตั้งแต่เด็ก คือจะเป็นเด็กที่ไม่สบายบ่อยครั้งเนื่องจากผ่านการผ่าตัดลำไส้มาตั้งแต่เป็นทารก การติดเชื้อต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเด็กวัยเดียวกัน  การเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และการดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ทำให้ร่างกายของเนมคุงดีขึ้นตามวัย และเมื่อถึงวันที่ร่างกายพร้อม คุณพ่อซึ่งเป็นอดีตนักแข่งรถก็จุดประกายฝันให้เด็กชายที่ชื่นชอบโมเดลรถคนนี้

“ปกติเด็กคนอื่นจะขับถ่ายผ่านทวารหนัก แต่ผมขับถ่ายผ่านท้องตั้งแต่เกิดเลยครับ จะมีอุจจาระออกมาทางท้องซึ่งคุณหมอก็เย็บให้ แล้วแม่ก็จะคอยเช็ดให้ตลอด ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ดังนั้นเวลาจะทำอะไรผมก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่ให้พ่อกับแม่ลำบาก”

การแข่งโกคาร์ทก็เกิดจากคุณพ่อแนะนำจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง พ่อเห็นว่าเราชอบรถเล็กก็เลยถามว่าอยากลองขับไหม ผมไม่ลังเลเลยไปสมัคร ทดลองขับตอนนั้น 9 ขวบ เมื่อมีโอกาสมาลองขับจริงแล้วรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองขับ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีความสุขและสนุกที่ได้ทำ ก็เลยกลายมาเป็นกีฬาที่ชอบที่สุด เล่นได้นานที่สุด และเอาจริงเอาจังจนเข้าแข่งขันได้มาถึงทุกวันนี้ครับ

 

ตั้งใจจะลงแข่งตั้งแต่ได้ลองฝึก ปรึกษากับพ่อว่า พ่อผมอยากแข่ง พ่อก็สนับสนุนเต็มที่ (หัวเราะ) รายการแรกนี่พลาดทุกรางวัล แต่ก็ไม่เคยท้อ ฝึกฝนมาเรื่อยๆ จนเริ่มได้รางวัลในประเทศ และถ้วยรางวัลก็ค่อยๆ ไต่ระดับโดยเรียนรู้ประสบการณ์จากสนามที่ตัวเองลงแข่งเก็บคะแนนทั้งหมดเยาวชนจำนวน 6 สนาม ถ้าเก็บ 6 คะแนนแล้วเราได้เป็นแชมป์ เราก็จะได้ตั๋วไปต่างประเทศเพื่อไปชิงแชมป์อีกทีครับ

เส้นทางนักแข่ง

การเตรียมตัวเพื่อที่จะขับขี่โกคาร์ท นอกจากรถที่พร้อมแล้วร่างกายถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องเตรียมให้พร้อม ดังนั้นเมื่อเนมคุงจะเข้าสู่สนามแข่งขันระดับโลก เขาจะต้องฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้แข็งแรง หนุ่มน้อยวัย 16 ปี บอกว่า เขาต้องออกกำลังกายเพิ่มเติมเพื่อให้ส่วนแกนกลางลำตัวแข็งแรง เพิ่มพลังแขนด้วยเวทเทรนนิ่ง และเพิ่มพลังขาด้วยการวิ่ง นี่คือตารางซ้อมนอกสนาม

“จากเด็กที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โกคาร์ทมันให้ชีวิตใหม่ผมเลย เพราะผมได้ทำทุกอย่างถ้าผมมีเป้าหมายว่าจะชนะผมก็ต้องฝึกซ้อม เตรียมร่างกาย ต้องมีสมาธิ สาเหตุที่ต้องแข็งแรงให้ได้มากที่สุด เพราะเวลาที่รถปะทะกันเราต้องเกร็งแขนเกร็งขา ส่วนตัวต้องแนบเบาะเวลากระแทกจึงจะบาดเจ็บได้ง่าย เพราะฉะนั้นกลับบ้านไปเราต้องฝึกออกกำลังกายวิ่งตลอดเวลา หรือว่าหากีฬาอย่างอื่นเสริมอย่างเช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ว่ายน้ำ ส่วนการซ้อมในสนาม ผมจะใช้เวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์ทั้งวัน ส่วนจันทร์-ศุกร์ ผมจะพยายามตามงานและเรียนพิเศษเพิ่มเติม โรงเรียนพยายามช่วยทั้งด้านการเรียนและส่งเสริมให้ผมได้ทำในสิ่งที่รัก ตอนนี้ผมสมัครเป็นนักกีฬาอย่างอื่นด้วย แต่ทุ่มเทให้กีฬาโกคาร์ทที่สุด”

 

เมื่อถามถึงประสบการณ์การแข่งขันในสนามระดับโลก และเพื่อนและคู่แข่งหลากชาติหลายภาษา ในขณะที่มีวัยเพียง 11 ขวบ เนมคุงเก็บเกี่ยวสิ่งที่ได้พบเห็นเหล่านั้นอย่างไร คำตอบจากหนุ่มน้อยที่ขณะนี้วัย 16 ปี คือ…

“ตอนแข่งระดับประเทศก็จะมีคุณพ่อเป็นกำลังใจ แต่ตอนที่เริ่มแข่งขันในเอเชียก็ต้องฝึกฝนด้วยตัวเอง เพราะเขาจะให้เฉพาะนักกีฬาที่แข่งขันไปเท่านั้น ยุโรปก็เหมือนกัน แข่งที่อิตาลีมีนักกีฬาตัวแทนทีมไทย 5 คน ก็อยู่ด้วยกัน แข่งเก็บสะสมคะแนนไปเรื่อยๆ เพื่อฝ่าฟันไปสู่รอบลึกๆ ดังนั้นต่อให้อยู่นอกสนามเป็นเพื่อนเดินกอดคอกัน ลงสนามเราก็คือคู่แข่ง (หัวเราะ)

การแข่งขันแต่ละสนามก็ยากแตกต่างกัน รายการของเมืองไทยจะมีรถแค่ประมาณ 10-20 คัน ของเอเชียเยอะขึ้นมาหน่อยประมาณ 30-40 คัน ส่วนของยุโรปก็จะเป็น 100 กว่าคัน ซึ่งสนามของยุโรปจะแบ่งเป็นกรุ๊ปเอ บี ซี เพื่อจะได้ให้คัดออกแล้วก็เหลือคนที่น้อยที่สุดและเร็วที่สุดแล้วมาเจอกัน”

เป้าหมายคือแชมป์เอฟวัน

ขึ้นชื่อว่ากีฬาความเร็วกับอุบัติเหตุจึงเป็นเงาตามตัว เนมคุง เล่าว่า เขาเคยประสบอุบัติเหตุขณะแข่งขันขณะที่อายุ 10 ปี

“เหตุการณ์วันนั้นคือรถหลุดออกรอบนอกเพราะสนามลื่น แล้วมีรถอีกคันหนึ่งพุ่งมาชน ทั้งรถทั้งคนลอยไปบนอากาศแล้วตัวผมก็หล่นลง แล้วรถก็ทับตัวเราอีกทีหนึ่ง ตอนนั้นเข้าโรงพยาบาลแต่ก็กลับมาแข่งต่อจนจบที่ 4 แข่งแบบเจ็บๆ ครับ พ่อบอกจะดีเหรอ ผมก็บอกดี (หัวเราะ) เพราะผมเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เป็นคนที่สู้เต็มที่ จะมีน้ำตาแค่ไหนก็สู้เต็มที่

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบอกเราว่าต้องเข้มงวดกว่าเดิม ระวังขึ้นกว่าเดิม ต้องมีสติ ที่สำคัญอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น รองเท้า หมอนรองคอ ถุงมือ หมวกกันน็อก แล้วก็เกราะ ชุดกันไฟ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในสภาพพร้อมและห้ามลืมเด็ดขาด”

หนุ่มนักกีฬารักความเร็วทั้งหลายย่อมมีเป้าหมายสูงสุดของตัวเอง เนมคุงก็เช่นกัน ความฝันของเขานอกจากจะเป็นนักแข่งโกคาร์ทที่ทุกคนยอมรับแล้ว เขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้เป็นนักขับฟอร์มูล่าวันตัวแทนคนไทยที่ได้แชมป์ ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นเขารู้ว่าต้องฝ่าฟันด่านอีกมากมาย ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรงที่สุด ฝึกซ้อมเก็บเทคนิคของนักแข่งรุ่นพี่และไอดอลมาพัฒนาตัวเอง ที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับสากล

“ผมมี มิคาเอล ชูมักเกอร์ นักขับรถฟอร์มูล่าวันเป็นไอดอล การไปถึงเป้าหมายของผมนอกจากจะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับคู่แข่งในประเทศ ซึ่งตอนนี้ผมขยับรุ่นมาเป็นรุ่นบุคคลทั่วไปแล้ว คู่แข่งที่เก๋าๆ ก็ต้องมากขึ้น ดังนั้นเราต้องฝ่าด่านแต่ละด่านให้ได้ ไม่รีบร้อน ผมเชื่อว่าเราค่อยๆ ไปทีละก้าวอย่างมั่นคง จะทำให้เรามีกำลังใจมากกว่าการข้ามขั้นตอน พอไม่ได้ดั่งใจก็จะท้อจนละทิ้งเป้าหมาย ทุกวันนี้ผมออกกำลังกาย เรียนภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นเพิ่มเติม และเตรียมเก็บคะแนนในประเทศ”

รองแชมป์เยาวชนโกคาร์ทระดับโลก บอกว่า สิ่งที่ดีในชีวิตสำหรับเขาคือการค้นพบว่าตัวเองชอบและรักที่จะทำอะไรแล้วมุมานะทำสิ่งนั้นให้เป็นรูปธรรม โกคาร์ทเปลี่ยนเด็กซุกซนและขี้โรคให้เป็นหนุ่มน้อยที่บุคลิกภาพดีและสุขุมได้ ก็อาจจะทำให้คุณค้นพบบางอย่างก็ได้

“ผมว่าถ้าคุณเป็นเด็กต้องลองทำในสิ่งที่ตัวเองรักดูก่อน ถ้าพบว่าไม่ใช่ก็ค่อยเปลี่ยน เพราะเรายังมีอีกเยอะ ชีวิตเด็กมีทางเลือกอีกมากมาย”

 

ขวัญแก้ว คงนิสัย ความสุขบนเวทีละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/414937

ขวัญแก้ว คงนิสัย ความสุขบนเวทีละคร

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-ศศิธร จำปาเทศ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากคุณเป็นแฟนตัวจริงของรายการ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ คงรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผ่านเข้าไปถึงรอบแบตเทิลในซีซั่นสาม แล้วก็ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย เธอผู้นี้มีอาชีพเป็นนักร้องและนักแสดงละครเวที จบด้านการแสดงละครเวทีมาโดยตรง โดยเฉพาะด้านมิวสิคัลทั้งในไทยและออสเตรเลีย ที่สำคัญที่สุดเธอได้รับบท แซลลี โบวลส์ จากละครบรอดเวย์ เรื่อง คาบาเรต์ ถึงสองครั้งด้วยกัน (จากการสร้างในไทยสองครั้ง และครั้งที่สองกำลังจะเปิดทำการแสดงในวันที่ 11 ก.พ.นี้) ถือว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญคุณผู้อ่านพบกับ ลูกแก้ว-ขวัญแก้ว คงนิสัย ได้เลย

“เส้นทางการแสดงละครเวทีของลูกแก้ว เริ่มต้นจากการที่ลูกแก้วเรียนด้านศิลปะการแสดงที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อเรียนจบก็ไปเรียนภาษาที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย หลังจากนั้นก็ไปเรียนด้านมิวสิคัลที่ Australian Institute of Music, Sydney ถามว่า ลูกแก้วได้อะไรเพิ่มเติมจากการเรียน ณ ที่แห่งนั้น ลูกแก้วได้อะไรหลายๆ อย่างจากการเรียนที่นี่นะคะ โดยเฉพาะการร้องเพลง จากที่คิดว่าเรามีพื้นฐานการร้องที่ดีอยู่แล้วจากเมืองไทย แต่พอไปอยู่ในห้องเรียนเราด้อยกว่าคนอื่นไปเลย เรียนเทอมแรกจึงเครียดมาก เกือบตัดสินใจลาออก แต่พอฮึดสู้ เปลี่ยนความคิดตัวเองเสียใหม่ ไม่กดดันตัวเอง คราวนี้แหละฉลุยเลย เวลาส่งงาน อาจารย์กับเพื่อนๆ ก็ชม เลยมีกำลังใจเรียนต่อจนจบ”

ก่อนบินกลับเมืองไทย ขวัญแก้วบอกเล่าว่า เธอได้มีโอกาสไปออดิชั่นบทนำในละครเวที เรื่อง มิสไซง่อน ที่มาเปิดการแสดงที่ซิดนีย์ในตอนนั้น แต่น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถฝ่าด่านรอบการเต้นได้ แม้จะผ่านรอบการร้องและการแสดงมาแล้วก็ตาม

 

“พอกลับมาเมืองไทย ลูกแก้วก็ทำงานร้องเพลงตามโรงแรมต่างๆ ในระหว่างนั้นมีรุ่นน้องคนหนึ่งกำลังจะทำละครเวทีสารนิพนธ์เรื่อง ชิคาโก เดอะ มิวสิคัล เขาชักชวนให้เรามารับบท เวลมา เคลลี ซึ่งพอเราได้มาเล่นบทนี้แล้วก็สนุกดี ท้าทายความสามารถดี ผลตอบรับก็ดีมากๆ ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้ได้ยกระดับจากละครเวทีสารนิพนธ์ของนักศึกษา มาเป็นละครเวทีประจำปีของ บียู เธียเตอร์ คอมพานี กำกับการแสดงโดย ผศ.พรรณศักดิ์ สุขี”

ขวัญแก้วเล่าด้วยรอยยิ้มว่า เธอมีโอกาสได้แสดงละครเวทีสารนิพนธ์ของรุ่นน้อง ที่ถูกยกระดับเป็นละครเวทีประจำปีของ บียู เธียเตอร์ คอมพานี อีกมากมายหลายเรื่อง ซึ่งเป็นบทละครที่ดีและเป็นที่รู้จักกันดีแทบทั้งสิ้น ทำให้เธอมีโอกาสได้แสดงฝีไม้ลายมือในบทบาทที่ท้าทาย

“จาก ชิคาโก เดอะ มิวสิคัล ลูกแล้วก็ได้มาเล่นดรีมเกิร์ลส โดยรับบทเป็น ดีน่า โจนส์ จากนั้นก็ได้มารับบท เดือนไขแสง ในละครเวทีเรื่อง ข้าวนอกนา เดอะ มิวสิคัล ที่เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ผศ.พรรณศักดิ์ สุขี โดยตอนแรกไม่มั่นใจว่าจะเล่นเป็นตัวละครตัวนี้ได้ไหม เพราะคาแรกเตอร์ของตัวละครค่อนข้างเรียบร้อย เก็บกด แต่พอผู้กำกับบอกเราว่าเราเล่นได้ เราก็เลยเบาใจ ซึ่งพอมาคิดๆ ดู ความเรียบร้อยเก็บกดมันอาจเป็นอีกด้านหนึ่งที่เรามีอยู่ เพียงแต่เราอาจมองไม่เห็น (ยิ้ม)”

คนที่มีความสามารถมักไม่หยุดนิ่งอยูกับที่ คำกล่าวนี้ใช้ได้ดีกับขวัญแก้วอยู่มิใช่น้อย โดยขวัญแก้วมุ่งหน้าสู่การเป็นนักแสดงละครเวทีของคณะละครต่างๆ แม้ว่ามันจะแตกต่างจากการได้ร่วมงานกับ บียู เธียเตอร์ คอมพานี ตรงที่ไม่ได้รับบทนำ แต่เป็นนักแสดงหมู่มวล (Ensemble) แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขกับการแสดงได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“ลูกแก้วได้ร่วมงานกับทางดรีมบ็อกซ์ในละครเวทีเรื่อง เฟรม เดอะ มิวสิคัล โดยเดินเข้าไปออดิชั่นเหมือนทุกๆ คน ตอนนั้นลูกแก้วคิดว่านี่คือโอกาสดีที่อย่างไรก็ต้องไปออดิชั่น เพื่อให้เขาได้เห็นความสามารถของเรา ให้เขารับรู้ว่าบนเส้นทางนี้ยังมีเราอยู่ ถึงแม้เราจะไม่ได้รับคัดเลือกเลยก็ตาม สุดท้ายเราได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในนักแสดงหมู่มวล ซึ่งก็เป็นการทำงานที่สนุกไปอีกแบบ แถมยังไม่ต้องแบกรับความเครียดเหมือนนักแสดงนำอีกด้วย”

จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น ทำให้เธอเดินหน้าสู่การออดิชั่นในละครเวทีเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รักเธอเสมอ เดอะ มิวสิคัล ที่จัดทำโดย อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ, ปริศนา เดอะ มิวสิคัล และดรีมเกิร์ลส ที่จัดทำโดยดรีมบ็อกซ์ โดยการไปออดิชั่นในแต่ละครั้ง แม้เธอจะยังไม่ได้รับบทนำ แต่เธอก็ได้รับบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งถึงแม้จะยังเป็นบทเล็กๆ แต่เมื่อละครเวทีเรื่องนั้นๆ จบลงแล้วมีคนจำเธอได้ เธอเผยจากใจจริงว่า นี่คือความภูมิใจสำหรับชีวิตของเธออยู่มิใช่น้อย

“เคยมีคนถามลูกแก้วว่า พอได้กลับมาเล่นละครเวทีเรื่อง ดรีมบ็อกซ์ กับคณะละครใหม่ แถมขนาดของงานก็ใหญ่ขึ้น แทนที่เราจะได้รับคัดเลือกให้เล่นบทเดิม หรือบทอื่นๆ ที่เป็นบทนำ แต่บทบาทของเรากลับเล็กลง เรารู้สึกอย่างไรบ้าง ตอนแรกก็รู้สึกนอยด์เหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็เข้าใจว่า เราควบคุมอะไรไม่ได้ ผู้จัดละครเขาก็ต้องอยากให้มีคนมาดูละครเวทีของเขาเยอะๆ จึงต้องนำคนที่มีชื่อเสียงมารับบทนำ การที่ลูกแก้วได้รับบทมิเชล ก็ดีมากแล้ว ณ ขณะนั้น”

เส้นทางละครเวทีของขวัญแก้วยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ เธอมีโอกาสได้กลับไปร่วมงานกับ บียู เธียเตอร์ คอมพานี อีกครั้งหนึ่ง กับละครเวทีเรื่อง ไกลกังวล เดอะ มิวสิคัล โดยขวัญแก้วรับบทบาทสำคัญในเรื่อง ซึ่งทำให้เธอกลับมามีชื่อเสียงและมีคนรู้จักเธอเพิ่มมากขึ้นจากละครเวทีเรื่องนี้

 

“พอมาถึงการเข้าร่วมประกวดรายการ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่นสาม ด้วยความที่รายการนี้คัดคนจากเสียงร้องและไม่จำกัดอายุ ทำให้ลูกแก้วอยากให้โอกาสตัวเองในการประกวดร้องเพลงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยไปประกวดมาแล้วหลายเวที แต่พอได้มาประกวดจนเข้าถึงรอบแบตเทิล แล้วโค้ชก้องเลือกอีกคน แต่ไม่ได้เลือกเรา เราก็ไม่ได้เสียใจ แค่เสียดายโอกาส แต่ก็ช่างมันเถอะ การตกรอบเป็นอะไรที่เราคอนโทรลไม่ได้อยู่แล้ว”

ขวัญแก้ว กล่าวว่า การเข้าร่วมประกวดในรายการ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญ ที่ทำให้เวลามีคนนำเธอไปเสนองานร้องเพลงที่ไหน แล้วมีนามสกุล เดอะ วอยซ์ พ่วงท้าย ประตูที่เปิดรับ ก็เปิดได้กว้างขึ้น รวดเร็วและง่ายดายขึ้นอีกด้วย

“ได้เล่นละครบรอดเวย์ เรื่อง คาบาเรต์ กับทาง บียู เธียเตอร์ คอมพานี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่ลูกแก้วได้รับบท แซลลี โบวลส์ โดยครั้งแรก รับบทนี้ตอนเรียนอยู่ปีสาม ที่ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้กำกับก็เป็นคนเดิม นั่นคือ ผศ.พรรณศักดิ์ สุขี หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกกันว่าครูตู่ พอรู้ว่าตัวเองจะได้กลับมาเล่นบทนี้อีกครั้ง ก็รู้สึกดีใจที่ครูตู่ยังเห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของเรา แม้ว่าตอนแรกจะมีความกังวลว่าจะย่ำอยู่กับที่ เพราะเล่นบทเดิม อาจมีภาพจำที่เคยเล่นมาแล้วติดตัวมาด้วย แต่เราก็คิดว่าเมื่อได้รับโอกาสแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้กลับมาแก้ไขในสิ่งที่ครั้งนั้นเราได้ทำผิดพลาดไป ในเมื่อเรามีโอกาสได้มาทำให้มันดีกว่าเดิมแล้ว จะกังวลไปทำไม พอคิดได้อย่างนี้ก็รู็สึกเบาใจ และพร้อมลุยอย่างเต็มที่กับการแสดงในครั้งนี้”

ด้วยวัยและประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วมากมาย ทำให้ขวัญแก้วในวันนี้ได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงระหว่างตัวเธอกับตัวละครที่ชื่อ แซลลี โบวลส์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

 

“ครั้งแรกคิดว่าตัวเองเล่นได้ดีประมาณหนึ่ง เพียงแต่ยังเด็กไป ไม่เข้าถึงตัวละครได้ลึกซึ้ง จนมาครั้งนี้ได้มาอ่านบทใหม่ มีการตีความทั้งบทและเนื้อหาของเพลงใหม่อีกครั้ง ลูกแก้วค้นพบว่า ทำไมตอนนั้นฉันถึงไม่รู้สึกแบบนี้ ไม่ได้ตีความแบบนี้ อาจเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตที่เราผ่านมามากขึ้น ประสบการณ์การแสดงที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ (ยิ้ม)”

หากใครเคยดูละครบรอดเวย์ เรื่อง คาบาเรต์ คงรู้ดีว่า ละครเรื่องนี้ได้กล่าวถึงปี 1929 ที่คลิฟเฟิร์ด แบรดชอร์ นักเขียนหนุ่มอเมริกันเดินทางมาถึงกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อตามหาแรงบันดาลใจ เขาได้รู้จักไนต์คลับชื่อ คิต แคต คลับ และนักร้องสาวชื่อ แซลลี โบวลส์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแซลลีเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความผันผวนวุ่นวายทางสังคมและการเมือง แต่ดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ต่างคนต่างตักตวงความสุขความบันเทิงให้แก่ตัว โดยไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ ที่มีผลต่อชีวิต สังคม ประเทศ และของโลกกำลังจะมาถึง นั่นคือสงครามโลกครั้งที่ 2

คลิฟเฟิร์ดขอร้องให้แซลลีกลับไปสหรัฐกับเขา แต่เธอปฏิเสธ เพราะกลัวที่จะสูญเสียความเป็นตัวเอง และไม่อยากละทิ้งอาชีพนักร้องในคาบาเรต์ที่เธอรัก นี่จึงเป็นจุดสำคัญของตัวละครที่ขวัญแก้วเผยว่า เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือก ว่าจะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง หรือควรออกไปแสวงหาสิ่งใหม่บนเส้นทางเดินใหม่ ที่เราไม่รู้ว่าจะดีหรือร้ายกับชีวิต

“แซลลี โบวลส์ มีส่วนคล้ายลูกแก้วตรงที่ด้วยความที่เราทำงานร้อนเพลงและแสดงละครเวทีมาโดยตลอด ทำเพราะเรารัก เรารู้สึกดีที่ได้อยู่บนเวที ถึงแม้บางครั้งจะรับบทนำ บางครั้งจะเป็นนักแสดงหมู่มวล แต่เราก็มีความสุข เรามีตัวตน ผู้คนเห็นว่าเรามีความสามารถ”

 

ขวัญแก้ว กล่าวว่า หากใครได้ไปดูละครเวทีเรื่องนี้ คงได้เกิดคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่า กับพื้นที่ปลอดภัยที่เป็นพื้นที่ที่เราอาจได้ทำในสิ่งที่เรารัก แต่อยู่ไปแบบนั้น กับการเลือกเสี่ยงในเส้นทางเดินใหม่ ที่อาจมีอะไรดีกว่าหรืออาจแย่ลงไปกว่าเดิม เราควรจะเลือกอะไรดี ขวัญแก้วเชื่อว่าทุกคนต้องเดินทางมาถึงตรงจุดนี้ และต้องตัดสินใจเลือก แม้กระทั่งเธอก็ไม่มีข้อยกเว้น

“ถ้าถามว่า หลังจากจบละครเวทีเรื่องนี้ ลูกแก้วยังจะเดินทางต่อบนสายละครเวทีไหม แน่นอนค่ะยังเดินทางต่อไป มีละครเวทีเรื่องไหนให้ไปออดิชั่นก็จะไป หรือมีใครให้โอกาสก็จะรับมัน ส่วนแสดงละครโทรทัศน์หรือแสดงภาพยนตร์สนใจอยากทำไหม ต้องอยากทำอยู่แล้ว การที่เราเป็นนักแสดง เรียนการแสดงมา ก็ต้องอยากเล่นอยากแสดงให้ได้ในทุกๆ สื่อ นักแสดงมีความสุขเมื่อได้แสดง จะอยู่ที่ไหนก็เถอะ แค่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ให้ได้ แค่นั้นเอง”

ขวัญแก้วทิ้งท้ายถึงหลักในการดำเนินชีวิตของเธอไว้ว่า สิ่งไหนที่เราทำแล้วสบายใจก็ทำ ไม่สบายใจก็หยุด “แค่นั้นจริงๆ ค่ะ ยิ่งเรารู้ว่าเรารักที่จะทำอะไร แล้วทำได้ดี ก็ให้ทำสิ่งนั้น แต่อะไรที่ไม่ใช่เรา เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็อย่าฝืนใจทำเลย อย่างลูกแก้วไม่ใช่ว่าไม่เคยไปลองทำอย่างอื่นนะ ลองเป็นแม่ค้าก็เคยมาแล้ว แต่เมื่อรู้ว่ามันก็ไม่ใช่ ก็หยุด”

หากใครสนใจอยากไปเชียร์ไปชมฝีมือการแสดงของขวัญแก้วในละครบรอดเวย์ เรื่อง คาบาเรต์ ที่จะทำการแสดงในวันที่ 11-13, 18-20 ก.พ.นี้ (วันเสาร์เพิ่มรอบเวลา 14.00 น.) ณ Black box Theatre มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาเขตรังสิต) สำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ที่ โทร. 09-5250-2892 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/butheatreofficial และ www.butheatrecompany.com

 

พงษ์พันธุ์ พลละคร อาหารคือเรื่องราวเรียนรู้ไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/414321

พงษ์พันธุ์ พลละคร อาหารคือเรื่องราวเรียนรู้ไม่จบ

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ซูชิไม่ได้เป็นแค่อาหารธรรมดาๆ แต่มีความหมายมากมายแฝงลึกอยู่ในข้าวปั้นเป็นก้อนรูปวงรี วางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ไว้ด้านบน และกับเรื่องราวของ “ยานากิบะ ชุนโบ” เด็กหนุ่มลูกคนสุดท้องของร้านริวซูชิ ในหนังสือการ์ตูนดัง เรื่อง ไอ้หนุ่มซูชิ ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ เชฟเบนซ์-พงษ์พันธุ์ พลละคร เชฟหนุ่มวัย 33 ปี เจ้าของร้านเดอะ คริบ-เจแปนนิส ซูชิ แอนด์ ฟิวชัน เรสเทอรองต์ (The Crib-Japanese Sushi & Fusion Restaurant) ร้านซูชิคุณภาพดี ที่หนุ่มสาวออฟฟิศซอยเอกมัย 19 มานั่งแฮงเอาต์จิบสาเกบ๊วยแกล้มซูชิ-ซาชิมิ ท้องปลาย่าง ข้าวห่อสาหร่าย ในแบบวัฒนธรรมการกินดินแดนอาทิตย์อุทัย

ช่วงหนาวสุดๆ ที่ผ่านมา ปูมันย่องสุดๆ เชฟจัดใส่กระดองเบิร์นเป็นเมนูสเปเชียลประจำสัปดาห์ ให้ได้ลิ้มลองในราคามิตรภาพอิ่มอร่อยก่อนกลับบ้าน

เชฟเบนซ์ กล่าวว่า สิ่งนี้เองคือปรัชญาในการทำอาหารของเขา ใส่ความจริงใจให้คนกิน คืออย่าไปเลือกอาหารราคาแพงเกินตัว ทำอาหารให้สนุกๆ ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนในวิถีญี่ปุ่นโดยเลือกของตามฤดูกาลเพื่อคงรสชาติดีที่สุด

‘อิราชัยมาเสะ… ยินดีต้อนรับครับ’

เรื่องราวภารกิจอันใหญ่ยิ่งของ “ไอ้หนุ่มซูชิ” คือการเป็นผู้สืบทอดความเป็นสุดยอดนักปั้นซูชิจากผู้เป็นพ่อ แต่หนทางมีอุปสรรคอีกมากมายรอคอยการฝ่าฟัน เชฟเบนซ์บอกไม่ต่างจากเส้นทางในครัวของเขาที่เริ่มจากเป็นลูกมือเชฟใหญ่ ช่วยเตรียมอาหารอยู่ในครัว ไต่ระดับไปจนเสิร์ฟอาหารหน้าร้านญี่ปุ่นชื่อดัง เป็นการทำงานพาร์ตไทม์ระหว่างเรียนปริญญาตรี และหลังเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็เป็นจุดพลิกผันให้สานอนาคตวงการร้านอาหารเต็มตัว

“ผมชอบทำงานบริการครับ สนุกดี ตอนเสิร์ฟร้านอาหารญี่ปุ่นก็อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ที่มีสายพานอาหารเป็นจานๆ ผมคอยดูแลวางจานซูชิ ซาชิมิ เติมให้ลูกค้าบางวันเพื่อนๆ มากินกันกลุ่มใหญ่ พวกมันก็ไม่รู้ว่าเป็นผมเพราะเด็กเสิร์ฟปิดมาร์ส เราก็ขำฟังมันโม้เมาท์กันไป กินไป” เชฟเบนซ์ เริ่มต้นสนทนาพลางสาละวนทำข้าวปั้นหน้าแซลมอนให้ชิม เป็นงานหลังเคาน์เตอร์อาหารที่เชี่ยวชาญ

กลิ่นหอมจากการเบิร์นเนื้อปลาและข้าวผสมน้ำส้มสายชูสูตรเฉพาะตัว แถมหน้าตาซูชิคำนี้เชฟทำรูปปลาน้อยน่ารักในแบบฉบับคิกขุ

“ถ้าวันนั้นผมไม่ตัดสินใจอยากเป็นพ่อครัว ผมก็คงเป็นเด็กเสิร์ฟเรื่อยๆ ซึ่งการได้ไปเป็น Butcher Cook ช่วยเชฟเตรียมอาหารคือทำให้เราเข้าใจวิธีทำงานของร้านอาหาร งานเด็กเสิร์ฟก็เร่งกดดันนะครับ เราวิ่งไปเร่งในครัว ผมเคยทำงานมาก่อนรู้ว่าในครัวเขายุ่งกว่าครับ การรู้ปัญหาผมจึงมีวิธีที่จะเข้าไปพูดให้ดีๆ เพื่อผลลัพธ์ดีที่สุด

พอย้อนไปมองเวลาทำงาน ณ ตอนนั้นก็คือช่วงเวลาที่รู้สึกดีมาก ยากดีครับมันท้าทาย หลายคนคิดว่าก๊อบปี้อาหารในร้านที่เคยทำแค่นี้ก็ได้สตางค์ ผมว่าไม่ใช่นะ (บอกพลางยิ้ม) พื้นฐานการเรียนรู้เรื่องอาหารมันไม่มีที่สิ้นสุดครับ เรื่องการทำงานในครัว เรื่องวิธีการดูแลการเก็บอาหาร บางทีเหนื่อยๆ คุณเป็นเชฟคุมครัวก็ต้องดูแลให้ลูกมือห่อของต้องแร็ปเก็บของให้อาหารมีคุณภาพ ความเย็นก็ต้องได้อุณหภูมิเก็บปลาได้สดกินแล้วท้องไม่เสีย เรื่องเหล่านี้สำคัญที่สุดกว่าหาสูตรอาหารอีกนะครับ

 

เชฟแต่ละคนมีสูตรอาหารของตัวเอง สูตรของผมไม่ใช่แค่ปลาสด ปลาสดหาที่ไหนก็ได้นะครับ จุดเด่นคือ ซูชิเมะชิ  คือข้าวผสมน้ำส้มสายชู น้ำส้มผมปรุงเองโชยุผมก็ปรุงเองเช่นกัน รู้สึกว่าที่ขายๆ กันมันไม่เข้ากับอาหารของผม ผมก็ปรุงเอง ซึ่งช่วงต้มซอสจะเค็มก็ใส่สาเกเพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อย เพิ่มความหอมหวานของสาเก ผมศึกษามาเรื่อยๆ ครับ ศึกษาจากการอ่านการ์ตูนเรื่องโปรดที่เป็นครอบครัวซูชิ เรื่องนี้ผมอ่านตั้งแต่เด็กแล้ว” เชฟเบนซ์บอกพลางชี้ให้ดูการ์ตูนที่สะสมไว้ในร้านหลายสิบเล่ม

ต้มบะหมี่กินกันมั้ย?!!

เมื่อถามถึง “ครูซูชิ” ที่เขานับถือ (นอกจากพระเอกยานากิบะ) เชฟเบนซ์ ขอกล่าวถึงเชฟผู้สอนเขาให้รู้จักวิธีการหุงข้าวให้อร่อย ทำน้ำส้มข้าวเป็นเกือบทุกชนิด สอนวิธีเลือกปลาสด หลายสูตรลับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารชนิดนี้

“เชฟวิชิต แห่งร้านโจชิซึ ซูชิ สอนผมทุกขั้นตอน ผมเป็นเด็กบุชเชอร์ก็คอยมองๆ เชฟใหญ่ทำอาหาร วิธีการของเชฟชาวตะวันออก ไม่บอก ไม่สอนหรอกนะครับ ใครอยากดูอยากเรียนรู้ครูพักลักจำ ก็สอบถามกันเอาเอง เวลาทำผิดจะโดนตำหนิรุนแรง ซึ่งแรกๆ ผมรับไม่ได้หายตัวไปเป็นวันเลยนะ (หัวเราะ) ก็เรียนรู้ปัญหา เรียนรู้ความผิดพลาดกับเชฟท่านนี้ พอผมได้เริ่มร้านแรกของตัวเอง เดอะ คริบฯ ก็ยังนึกถึงสิ่งที่เขาสอนผม เวลามีปัญหาอย่าหนี อย่าท้อ เก็บความรู้สึกไว้ให้ได้ งานเชฟไม่ใช่แค่ทำงานนะครับ”

อะไรทำให้ผู้ชายรักการทำอาหาร หลายคนคงอยากรู้… เชฟเบนซ์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจว่า ผมต้มบะหมี่สำเร็จรูปอร่อยมาก เพื่อนๆ ร้องขอต้มบะหมี่ให้กินบ่อยๆ แล้วก็ฝึกปรือฝีมือเป็นอาหารจานอื่นๆ ไปเรื่อยๆ พื้นฐานการฝึกทำอาหารเริ่มจากจุดนี้เลยก็ว่าได้

 

“เพื่อนบอกว่าใครต้มก็ไม่เหมือนไอ้เบนซ์ สูตรนะครับ… สูตรข้างซองบอกต้ม 3 นาที แต่ผมไม่เชื่อนะ (หัวเราะ) มันจะเละ ผมต้มแค่นาทีครึ่ง เผื่อเวลานั่งคุยกันไปเมาท์ไป ก็ได้ความกรึบที่พอดี แล้วผมไม่ชงนะครับ หรือเข้าไมโครเวฟ ปิดฝากดน้ำร้อนอะไรแบบนั้นจะเละกินแล้วมันอืดๆ ในท้อง ต้มเลยครับพอเส้นกรึบๆ ให้รสสัมผัสเทกซ์เจอร์อร่อยกว่า ผมใส่น้ำมันหอยด้วยอีกนิดด้วยครับ

เวลาเทกแคร์คนกินผมจะถามอาหารเป็นอย่างไรบ้างครับ สื่อสารกันง่ายๆ ตรงๆ กันไปเลย ที่ร้านเน้นปลาตามฤดูกาลหาได้ไม่ยากครับ ปลาแนะนำในช่วงนี้ก็จะเป็นซูชิปลาตาเดียว อร่อยที่สุด ซื้อจากตลาดสดบ้านเรานี่เอง เป็นปลาน้ำลึกจากอ่าวไทย ไม่ใช่ของญี่ปุ่นครับแต่ของญี่ปุ่นก็เป็นปลาชนิดอื่น หรือการใส่สาเกในขั้นตอนปรุงโชยุ ผมก็ต้องบอกลูกค้ามุสลิม ซึ่งเป็นขาประจำกันที่ร้าน บอกมีเหล้านะแต่ผมต้มเอาแอลกอฮอล์ออกไปหมดแล้ว

ผมกวนๆ ตรงๆ อาจไม่อ่อนน้อมสไตล์เชฟญี่ปุ่นที่ค้อมหัวแล้วค้อมหัวอีก ขอบคุณลูกค้า แต่ผมชอบคุยกันสนุกๆ แล้วถ้าใครชอบกีฬาสเกตบอร์ดยิ่งคุยกับผมยาวเลยนะ นอกจากเชฟ ผมอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติกีฬา X Games ครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่เมื่อเป็นเชฟเจ้าของร้านอาหาร โจทย์ยากที่สุดและท้าทายที่สุดเช่นกัน คือทำอย่างไรให้คนกินแล้วอยากกลับมาอีกครั้ง รักอาหารเป็นแฟนประจำร้าน

ทั้งรสชาติ ทั้งความจริงใจกับคนกิน คือสิ่งที่ผมต้องเรียนรู้ไปไม่มีวันจบเลยนะครับ” เชฟเบนซ์บอกแล้วหันไปปรุงสลัดปลาดิบให้กินแกล้มกับซูชิ เพื่อการกินมื้อนี้ได้ประโยชน์ครบหมู่อาหารยิ่งขึ้น

Knife Party Salad ‘ปาร์ตี้ ปลาตี้ สลัด’

1.ผักสลัดตามใจชอบ กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก เบบี้คอสอย่าลืมผักกาดแก้ว มะเขือเทศราชินี

2.น้ำสลัดงาคั่ว

3.กินปลาดิบให้อร่อยต้องเลือกตามฤดูกาล Tai-ปลาตะเพียนทะเล ช่วงฤดูหนาวจนถึงปลายฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงฤดูวางไข่ของปลาชนิดนี้ กุ้งเอบิต้ม ปลาแซลมอน ทูน่า กะพง ซาบะ จัดมาให้ครบทุกตัว ท็อปปิ้งด้วยไข่ปลาแซลมอน สูตรของเชฟเบนซ์คือโรยหอมแดงเจียวเป็นรสชาติญี่ปุ่นถูกลิ้นคนไทย

วิธีทำ : เคล็ด(ไม่)ลับ ล้างผักแล้วแช่น้ำแข็งสักครู่พอให้ผักสะดุ้ง แล้วจึงปรุงน้ำสลัดให้ทั่ว ใครไม่อยากให้ผักสลัดสลดอย่าใส่น้ำสลัดเยอะเกินไป ใส่หอมแดงเจียวอย่าใส่น้ำสลัดเยอะเกินไปเชฟหนุ่มหน้าตี๋ย้ำอีกครั้ง เดี๋ยวเคี้ยวหอมเจียวได้ไม่กรุบกรอบ เพลิดเพลิน

 

ชัยนันท์ หาญยุทธ ‘โอกาส’ มีในพืชผลเกษตรกรไทยเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/414122

ชัยนันท์ หาญยุทธ 'โอกาส' มีในพืชผลเกษตรกรไทยเสมอ

โดย…ชุติมา/วนิชชา ตาลสถิตย์    ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

นักธุรกิจหนุ่มใบหน้าละอ่อน วัยแตะ 30 สร้างมูลค่าธุรกิจกว่า 300 ล้านบาท จากสินค้าเกษตรในท้องถิ่น อ.ปัว จ.น่าน ทำเป็นอาหารแปรรูปส่งออกทั้งในและต่างประเทศ  ชัยนันท์ หาญยุทธ กรรมการผู้จัดการ  ฟูด เมกเกอร์ บอกพร้อมรอยยิ้มใสๆ ใบหน้าขาวๆ แบบหนุ่มเหนือตัวจริงเสียงจริง บอกว่า สินค้าเกษตรกรที่เขารับซื้อ เช่น ข้าวโพดหวาน ลำไย ลิ้นจี่ วันนี้ตอบรับเทรนด์สุขภาพคนยุคใหม่ โดยเฉพาะตลาดใหญ่ในประเทศจีนเคร่งครัดในเรื่องนี้มากกว่าคนไทยเสียอีก

น้ำลำไยต้องใส่น้ำตาลน้อย การอบแห้งได้ผ่านการวิจัยเพื่อให้ได้อาหารปลอดภัย ข้าวโพดนอกจากอัดสุญญากาศเพื่อความสด ก็ได้มีการเซ็นสัญญา MOU (Memorandum of Understanding) บันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างนักธุรกิจฝ่ายรับซื้อกับเกษตรกร ในการส่งเสริมทำไร่ในแบบออร์แกนิก ซึ่งใช้ระยะเวลาร่วมสิบปีกว่าเกษตรกรจะเข้าใจในเรื่องเหล่านี้

ชัยนันท์ บอกพร้อมรอยยิ้มว่า งานนี้ไม่ใช่งานในฝัน แต่เมื่อลูกชายคนโตต้องสานงานธุรกิจต่อจากครอบครัว อาชีพนักบาสเกตบอลทีมชาติไทยก็ต้องพับเก็บไป และเมื่อเริ่มต้นได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับพืชผลเกษตร กลับได้ค้นพบความท้าทายที่สร้างสรรค์โอกาสใหม่ให้นักธุรกิจรุ่นใหม่อีกมากมาย

เส้นทางนักธุรกิจที่ต้องเลือก

…นักธุรกิจการเกษตรบ้านเรา อยู่ยากไหมคะ ทำธุรกิจ (ร่ำรวย) ยากหรือไม่? คือคำถามแรกที่ ชัยนันท์ ตอบเข้าใจง่ายๆ พร้อมรอยยิ้มสบายๆ

“ผมมีที่ดินอยู่ใน อ.ปัว ในฐานะคนท้องถิ่นครับ แต่ ณ ปัจจุบันถ้าทำแค่เกษตรอย่างเดียว อยู่ยากครับ แต่การปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นธุรกิจอาหารแนวแปรรูป ก็ไม่ได้อยู่ง่ายนะครับ แต่เราจะพบอีกหนทางหนึ่งในการเติบโตของธุรกิจ การค้าพืชผลเกษตรอย่างเดียวที่ว่าอยู่ยาก เพราะว่าสินค้าเกษตรทุกวันนี้ตกต่ำนะครับ อย่างเช่นยางพารา ข้าวโพดหวาน คือถ้าเกษตรกรปลูกอย่างเดียวก็จะมีช่วงเวลาพืชผลราคาตก คนปลูกก็รับภาระไปเต็มๆ  แต่ถ้าแบ่งพาร์ตในการแปรรูป ก็เหมือนกระจายความเสี่ยง

ในรุ่นคุณพ่อของผมรับซื้อสินค้าเกษตรในท้องที่ อ.ปัว มา 27 ปี ท่านบุกเบิกสินค้าเกษตรซื้อมาขายไป และท่านก็มีวิสัยทัศน์ว่าสามารถแปรรูปเป็นสินค้าตัวอื่นๆ ได้ สร้างมูลค่าเพิ่มได้ คุณพ่อก็เลยทดลองเริ่มจากเล็กๆ ก่อนครับ ในช่วงนั้นท่านมองว่าถ้าเราไม่ขยับตัวในภาวะที่หลายๆ อย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจเราไม่รอด ผมยกตัวอย่างเช่น มีพวกดอกหญ้าเอามาแปรรูปเป็นไม้กวาดเมื่อก่อนจะมีเยอะมากครับ ชาวบ้านเก็บเป็นของป่ามาขาย แต่ช่วงหลังจำนวนจะลดลงมากครับ แทบไม่มีให้เห็น ชาวน่านหันมานิยมปลูกพืชไร่อุตสาหกรรมข้าวโพดสัตว์กันนะครับ

วิสัยทัศน์ท่านขยับตัวเร็วในการที่ไม่รับซื้ออย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งไม่มีให้ซื้อแบบดอกหญ้าล่ะ เราต้องหันมาสนับสนุนเกษตรกรให้ส่งพืชผลให้เราตลอด แต่ขายไม่ได้ราคา ก็คงแย่ทั้งสองฝ่าย

ผมไม่คิดถึงการสืบทอดกิจการเลยครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ตอนนั้นผมชอบเล่นกีฬาบาสเกตบอลมากๆ ครับ  วันที่ผมจบ ม.6 ผมได้โควตานักกีฬากับ มศว ประสานมิตร ผมตัดสินใจว่าผมจะเข้าเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา ได้เล่นกีฬาสิ่งที่เราชอบด้วย ได้แสวงหางานเส้นทางที่ใหม่ในเมืองไทยในเวลานั้นด้วย แต่อนาคตก็เปลี่ยนวันนั้นเลย คุณพ่อกับคุณแม่เข้ามาคุยกับผมว่า ผมเป็นพี่ชายคนโตอยากให้สืบทอดกิจการ แต่ผมก็เข้ารายงานตัวที่ มศว เรียบร้อยแล้วนะครับ  (ตบท้ายด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง) วันสุดท้ายท่านเข้ามาคุยกับผมตรงๆ ว่าอยากให้เรียนบริหารธุรกิจ ผมจึงตัดสินใจสละสิทธิที่ มศว แล้วผมก็สมัครสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ผิดหวังแต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกพ่อแม่ พี่ชายคนโตหนีไม่พ้นจุดนี้แน่ๆ นะครับ บอกตัวเองว่าถ้าเราตัดสินใจไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา ถ้าวันหนึ่งกิจการต้องมาอยู่ในมือของผม ความรู้ความสามารถผมอาจจะด้อยไปกว่านักธุรกิจรอบตัวแน่นอน”

บุกเบิกไร่ออร์แกนิก

ชีวิตนักธุรกิจชาวน่าน ชิลๆ เนิบๆ อย่างชีวิตในฝันของชาวสโลว์ไลฟ์หรือเปล่า?

ชัยนันท์ บอกว่าชีวิตแช่มช้าไม่เร่งรีบคืออัตลักษณ์ของคนที่นี่อยู่แล้ว การใช้ชีวิตนักธุรกิจที่ไม่ใช่ในสไตล์ธุรกิจ เช้าขึ้นขับปิกอัพเข้าไร่ข้าวโพด ไร่ลำไย ไปพูดคุยเสวนากับกลุ่มเกษตรกร ณ วันนี้เกษตรกรชาวปัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก

 

“ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจครอบครัว  เมื่อก่อนจะลำบากมาก เริ่มค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว พร้อมๆ กับธุรกิจที่บ้านผมก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น ซึ่งนี่ก็คือมอตโตในการทำธุรกิจของผมคือเราต้องเติบโตไปด้วยกัน โดยทางเราสนับสนุนนวัตกรรมใหม่มาแนะนำชาวบ้านให้ทำงานได้สบายขึ้น

ยกตัวอย่างนะครับ เมื่อก่อนสมัยเด็กๆ ผมตามพ่อไปซื้อลำไย ก็ไม่มีเทคโนโลยีเอาสินค้าขึ้นไปใส่ในรถสิบล้อ การขนส่งมาภาคกลางใช้วิธีการกรรมกรแบกหาม ใช้ไม้กระดานพาดขึ้นไปบนรถสิบล้อ แล้ววันหนึ่งสินค้าส่งออกมีจำนวนเยอะมาก ตีหนึ่งตีสองก็ยังไม่ได้นอน คนงานไม่เพียงพอเพราะต้องใช้แรงคนเยอะครับ การพัฒนามีรถเข้าไปจอดแล้วเครื่องดูดขึ้นไปได้เลย จนตอนนี้แบบไซโลเก็บผลิตผลบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนหนักเลยครับ

เมื่อก่อนผมมองธุรกิจนี้ไม่ค่อยน่าสนใจ จนกระทั่งเรียนบริหารธุรกิจขึ้นปี 3 การเรียนเริ่มเข้มได้เห็นโอกาสในหลายๆ ส่วนที่ทางบ้านยังไม่ได้ทำ อย่างเช่นการแปรรูปสินค้าการเกษตรแบบใหม่หลายๆ ผลิตภัณฑ์ต่อจากรุ่นคุณพ่อที่บุกเบิกไว้ดีแล้ว

การเรียนวิชาสัมมนาในหนึ่งเทอมมีนักธุรกิจมาพูดให้ฟัง ผมฟังเก็บไป 10 สัมมนา (หัวเราะ) ผมเริ่มชอบแล้วครับ ผมได้ฟังคุณต๊อบเจ้าของเถ้าแก่น้อย เขาพูดถึงการประสบความสำเร็จทั้งที่อายุยังน้อย เป็นสิ่งจุดประกาย ถ้าเรากลับไปที่บ้านแล้วแปรรูปสินค้าต่อยอดให้กับที่บ้านได้อีกเยอะ มีช่วงหนึ่งบ้านผมเจอกับวิกฤตสินค้าการเกษตรตกต่ำ ถึงแม้มีการเข้ามาช่วยของรัฐบาล แต่ถ้าเราอยู่กับธุรกิจตรงนี้โดยที่ไม่ทำอะไรสักอย่างมันก็จะถึงทางตัน ขณะที่ทุกธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนแบ่งทางการตลาดก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราต้องนำองค์ความรู้ใหม่ไปผลิตสินค้าเพื่อเติบโตได้มากกว่านี้ ทุกๆ ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการวิจัยตลาดก่อน สินค้าที่ซื้อมาทุกวันนี้แปรรูปไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่เราพยายามที่จะผลักดันการแปรรูปไปในส่วนสินค้าอื่นๆ ตลอดเวลาเลยครับ ทั้งน้ำลำไยเพื่อสุขภาพตลาดจีนรับซื้อสินค้าไม่เพียงพอเลยครับ ลำไยกระป๋อง–อบแห้ง ข้าวโพดหวานในไร่ออร์แกนิกบรรจุถุงทำแบบลอว์แมททีเรียล คือเป็นสินค้าส่งโดยตรงเข้าโรงงานของผู้รับซื้อเพื่อความสด

 

การส่งเสริมเกษตรกรและเซ็นเอ็มโอยูให้เป็นในระบบเครือข่าย  ยากมากครับกว่าเขาจะเข้าใจ เมื่อก่อนก็ส่งเสริมให้เขาปลูกอยู่แล้ว แต่ไม่เคยทำเป็นรูปแบบไร่ออร์แกนิกจริงๆ จังๆ ช่วงหลังผมปรับทำแปรรูปสินค้าเต็มตัว จึงใช้วิธีการให้ผู้เชี่ยวชาญปลูกสินค้าออร์แกนิกมาให้ความรู้ และเปลี่ยนการผลิตออร์แกนิกเต็มตัว โดยใช้วิธีการเปลี่ยนจากคนที่เป็นผู้นำชุมชน เรารับคนที่สมัครใจก่อน แล้วทำให้เขาเห็นผลจริงว่า เขาปลูกแล้วลดต้นทุน เช่น สินค้าที่ใช้ปุ๋ยและยา การปลูกใช้ต้นทุนราว 2 หมื่นบาท/3 ไร่  ถ้าเป็นไร่ออร์แกนิกใช้เวลาดูแลมาก อาจทำงานยาวนานขึ้น สินค้าที่เกี่ยวกับการกำจัดพืชทุกวันนี้สารเคมีเกินค่ามาตรฐาน เพราะมันปลูกง่ายครับ แค่พ่นทีเดียวแมลงตายเป็นแถบเลย แต่ถ้าไร่ออร์แกนิกต้องใช้น้ำส้มควันไม้ มันไม่ได้มีปฏิกิริยาที่จะฆ่าแมลงอยู่แล้วครับ มันเป็นแค่การไล่แมลงให้หนีไปได้  เพราะฉะนั้นแล้วไร่ออร์แกนิกต้องใช้เวลาดูแลใส่ใจมากกว่า

ในปัจจุบันไร่ออร์แกนิกที่ทำเอ็มโอยูไม่เยอะครับ ราว 3,000 ไร่ ผมพยายามเพิ่มปริมาณไร่ให้เป็นทั้งจังหวัด ถ้าถามว่ามีความยากหรือไม่? เราต้องเริ่มปรับเรื่องของแนวคิดเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ยากนะครับ ผมเข้ามาทำงานรับไม้ต่อจากคุณพ่อ ผมอายุ 20 ต้นๆ แต่ต้องไปแนะนำเกษตรกรอายุ 40-50 ปี บางคนทำเกษตรมาครึ่งค่อนชีวิต บางคนทำเกษตรมาตั้งแต่เกิด แล้วเราไปบอกว่าที่คุณทำมามันมีอะไรที่ดีกว่านี้   เขาก็รับไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้เขาเปลี่ยนได้ก็ต้องเกิดจากการกระทำ โดยใช้คนที่เป็นผู้นำที่อยากจะเปลี่ยนวิถีเดิมที่พืชผลไม่ปลอดภัย

สิ่งที่บอกว่ายากที่สุดไม่ได้อยู่ที่องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ผมยกตัวอย่างอีกเรื่องนะครับ การปลูกข้าวโพดหวานที่ฉีดยาก็เป็นเพราะวิธีปลูกที่เรียกว่า ขอบหลัง  คือลงใบยาสูบก่อน หลังจากเก็บเกี่ยวก็เกิดหนอนผีเสื้อฝังอยู่ในดินเยอะมากครับ มันเติบโตขึ้นมากัดกินข้าวโพดหวานที่ปลูกไว้ ชาวบ้านก็พ่นยากระหน่ำเลย  การบอกให้เขาเปลี่ยนวิธีปลูกพืชผลที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น ต้องใช้ระยะเวลาครับ (บอกย้ำอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม)

ระยะเวลาในการวางโครงการต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อให้เขาเห็นว่ามีอีกหลายๆ วิธีใหม่ๆ ที่ทำให้ชีวิตผู้ผลิตและผู้บริโภคดีขึ้นอย่างเห็นได้ในรุ่นของเรานะครับ” ชัยนันท์ บอกทิ้งท้ายและชวนไปเที่ยวเนิบๆ ที่เมืองน่าน เชิญชวนว่าถ้าไปเที่ยวบ้านผมสามารถนอนกลางถนนได้เลย ใครไปถ้าไม่ชอบความเงียบ ไปไม่ได้แน่นอน

 

ใช้ชีวิตละเมียดละไมแบบ อานันท์ ลี้กุลเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/413651

ใช้ชีวิตละเมียดละไมแบบ อานันท์ ลี้กุลเจริญ

โดย…วราภรณ์  ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถึงแม้ วิลเลี่ยม-อานันท์ ลี้กุลเจริญ จะเป็นทายาทน้ำดื่มแบรนด์สุพรีม แต่เขาก็ขอกลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้านแบบเฉพาะกิจในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด เพื่อช่วยคุณแม่ที่ต้องกลับไปดูแลคุณยายสักพักหนึ่ง เร็วๆ นี้ อานันท์มีแผนกลับไปทำงานด้าน Operation Manager @ Morimoto Bangkok ซึ่งถือเป็นงานที่ตรงกับการใช้ชีวิตของเขามากที่สุด คือ ดึงความชอบส่วนตัวของเขาเข้ามาไว้ในงานได้อย่างลงตัว เพราะงานบริหารร้านอาหารเป็นงานที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทำให้ทุกวันแห่งการทำงานของเขาเต็มไปด้วยความสุขและสนุกกับการบริหารคน

กว่าจะค้นพบความชื่นชอบของตัวเองได้ หนุ่มวิลเลี่ยมต้องลองงานมาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เคยไปลองงานด้านโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเขาก็ชอบ ทำให้เขาเลือกเรียนปริญญาตรีด้าน BFA Communication Design Emphasis in Advertising (Art Direction) ที่สถาบันศิลปะชื่อดังของโลกอย่าง Pratt Institute ที่ย่านบรูคลิน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ ซึ่งในขณะนั้นเขาก็รักงานศิลปะและก็ชอบถ่ายภาพด้วย

 

หลังศึกษาจบเขายังไม่กลับเมืองไทยทันที ยังหาประสบการณ์ด้วยการไปเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ให้กับนิตยสารในนิวยอร์กและมีผลงานถ่ายภาพของเขาลงตีพิมพ์ด้วย จากนั้นเขาผันตัวเองไปทำงานร้านอาหารโดยเริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารอิตาเลียน และไต่ขึ้นสู่ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ แมเนเจอร์ โดยเขาทำงานที่ร้านอาหารในสหรัฐนานถึง 2 ปี และค้นพบว่าการเป็นนักบริหารร้านอาหารเป็นงานที่สนุกและท้าทายที่สุด วิลเลี่ยมจึงกลับมาทำงานในตำแหน่ง เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ แมเนเจอร์ ที่โรงแรมระดับห้าดาวของเมืองไทยอย่าง ดับเบิ้ลยู โฮเต็ล ก่อนที่จะกลับมาดูแลธุรกิจของที่บ้านแบบเฉพาะกิจ เพื่อช่วยคุณแม่ที่กลับไปดูแลคุณยายที่กำลังป่วย

“ผมกลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้านแค่ชั่วคราว โดยช่วยดูแลในส่วนการตลาดเป็นหลัก เพราะตรงกับสิ่งที่ผมจบมา แต่เร็วๆ นี้ผมจะกลับไปทำงานในสายงานเดิมของผม เพราะผมมีความฝันว่าอยากมีบูติกโฮเต็ลขนาดกลางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมตั้งใจจะมีตอนอายุต้นๆ 30 ครับ”

ย้อนกลับไปตลอดการใช้ชีวิตเรียนหนังสือที่นิวยอร์กนับสิบปีที่ได้เรียนรู้โลกกว้าง หนุ่มวิลเลี่ยมเรียนรู้อะไรมากมายในทุกช่วงจังหวะของชีวิต เช่น ขณะที่เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ตลอด 6 เดือน ก็ตรงกับความชื่นชอบของตัวเองคือ ชอบแฟชั่น โดยภาพที่เขาถนัดถ่ายที่สุดคือภาพบุคคล แต่นอกเหนือจากได้ทำในสิ่งที่รักแล้ว ยังสอนให้เขาได้เรียนรู้ว่านิวยอร์กแข่งขันกันสูงมาก ดังนั้นเขาจึงต้องสเต็ปอัพ
ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

“อยู่นิวยอร์กเราต้องแข่งกับคนอื่นตลอดเวลา เพราะมีช่างภาพที่เก่งเป็นร้อยเป็นพันคน ตอนเป็นช่างภาพเวลาไปไหนผมจะพกกล้องฟูจิ คอมแพกต์เล็กๆ ติดตัวตลอดเวลาเพราะคล่องตัวกว่ากล้องใหญ่ แต่ที่นิวยอร์กภาพธรรมชาติบนท้องถนนถ่ายยาก เพราะกฎหมายแรง ถ่ายเก็บดูส่วนตัวได้แต่ตีพิมพ์ไม่ได้

จนมาถึงจุดหนึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกดีกว่าเอาเป็นงานจริงจัง ผมจึงเริ่มค้นหาตัวเอง เพราะเกือบ 10 ปีในนิวยอร์กสอนให้ผมรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างต้องแข่งขันกับคนอื่น อีกทั้งนิวยอร์กเป็นเมืองใหญ่ จึงแข่งขันสูงทั้งงานด้านการตลาด การเงินและด้านดีไซน์ ศิลปินดังๆ ของโลกก็อยู่นิวยอร์กมากมาย ทำให้ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งแฟชั่น ดีไซน์ มิวสิค ผมชอบงานดีไซน์ ชอบฟังเพลง และชอบด้านอาหาร รู้สึกว่าผมทำงานด้านบริการได้ดี ซึ่งการทำงานเซอร์วิสลูกค้าในร้านอาหารตลอด 2 ปีที่นิวยอร์กสอนผมเยอะมาก งานเซอร์วิสทำให้ผมได้เจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้การบริหารคนและทำงานกับคนมากๆ ซึ่งผมสามารถปรับใช้กับงานต่างๆ ได้ทั้งหมด”

สไตล์การทำงานของหนุ่มวิลเลี่ยม ที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ คือ หากเราจะบริหารลูกน้องให้ได้ดี เราต้องซื้อใจพนักงานให้ได้ “ผมเป็นคนค่อนข้างคิดถึงใจคนอื่นก่อน ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นหัวหน้า เพราะทุกคนมีหน้าที่และทำตามหน้าที่รับผิดชอบเหมือนกันหมด ผมจึงไม่เคยดูถูกคนที่ตำแหน่งต่ำกว่า ยิ่งที่นิวยอร์กแต่ละคนต่างเชื้อชาติต่างที่ไปที่มา การดูแลบริหารแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องใช้หลักจิตวิทยา อย่างเราเป็นพนักงานเราต้องอ่านใจลูกค้า รวมทั้งอ่านใจพนักงานด้วยกันเพื่อเราจะได้เข้าใจตัวเขา หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันไปให้ได้ บางคนมีกำแพงกั้นระหว่างเรากับเขา เพราะลูกน้องบางคนอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยดังนั้นเราอย่าทุบกำแพงของเขาให้แตกทันที เราต้องให้พื้นที่เขา บางคนไม่เก่งทำงานด้วยคำพูด เราจะบังคับด้วยการบีบเขาไม่ได้ อันนี้คือหลักการทำงานของผม”

หากถามว่างานในตำแหน่งผู้จัดการเรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ สนุกตรงไหน หนุ่มวิลเลี่ยมบอกว่า เรื่องเครื่องดื่มอยู่รอบตัวเขาอยู่แล้ว เพราะคุณพ่อทำน้ำดื่มมาตั้งแต่เขาเด็กๆ ส่วนคุณน้าก็ทำงานบริหารโรงแรมของครอบครัว ซึ่งงานดีไซน์เขาก็ชอบ ขอบข่ายงานผู้จัดการร้านอาหารหน้าที่หลักๆ คือต้องดูเรื่องดีไซน์เมนู นอกเหนือไปจากการดูแลบริหารและจัดการคนให้มีปัญหาน้อยที่สุด

“ผมจัดเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ ทุกอย่างต้องเป๊ะ หน้าที่ของผมคือการจัดการเทรนนิ่งพนักงาน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของอาหารที่เชฟครีเอทขึ้นมาในแต่ละจาน และนำความไปบอกเล่าให้ลูกค้าได้รับรู้ ดังนั้นพนักงานต้องรู้ว่าอาหารแต่ละงานถูกสร้างสรรค์มาอย่างไร ส่วนผสมอาหารในแต่ละจานมีอะไรบ้าง หรือเวลาที่มีสื่อมาถ่ายรีวิวร้านอาหาร ผมจะช่วยดูช่วยจัดองค์ประกอบภาพว่าจะให้ออกมาสวยได้อย่างไร”

 

สำหรับแง่มุมการใช้ชีวิต วิลเลี่ยมในวัยเพียง 25 ปี ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่า ไม่ต้องการความมั่นคงในหน้าที่การงานมากนัก แต่รักที่จะท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ จึงทำให้เขารู้สึกกระตือรือร้นและทะเยอทะยานในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อค้นหาศักยภาพที่ใหม่ๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนและดึงความสามารถนั้นออกมา

ทำงานในวงการอาหารและเครื่องดื่มตลอด 4 ปีของอานันท์ ทำให้เขาใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของบูติกโฮเต็ลของตัวเองที่เน้นงานดีไซน์ควบคู่ไปกับงานบริการที่ดี

“ผมให้ความสำคัญกับงานดีไซน์มากๆ เพราะดีไซน์ที่เตะตาคนอื่นจะเป็นตัวดึงดูดคนให้มาที่โรงแรม เรามีเซอร์วิสมาคู่กับงานดีไซน์สำคัญเพราะลูกค้าไม่ได้มาถ่ายรูปอย่างเดียว ถ้าการเสิร์ฟอาหารของเราแย่ ลูกค้าคงไม่กลับมา และคงไม่มีความภักดีในแบรนด์ของเรา งานโรงแรมจึงขึ้นอยู่กับงานเซอร์วิสล้วนๆ

ถ้าผมมีโรงแรมขนาดกลางเป็นของตัวเอง ผมมองทำเลในกรุงเทพฯ แถวๆ อารีย์ พหลโยธิน เพราะยังไม่แออัดเกินไป ผมอยากให้ลูกค้าไปโรงแรมของผมด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ได้มาพักผ่อนจริงๆ ซึ่งมันตรงกับแนวคิดการพักผ่อนของผมคือ ทำงานส่วนทำงานซึ่งผมทุ่มเทเต็มที่ แต่พอถึงจุดพักผมขอไปต่างจังหวัดเลย ไม่ว่าจะไปหัวหิน พัทยา เขาใหญ่ ผมชื่นชอบมากๆ ไปเพื่อลิ้มรสชาติของอาหารที่อร่อย ได้ไปดูงานดีไซน์ของโรงแรมต่างๆ ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆ ทำให้เราได้รีเฟรชตัวเอง อีกทั้งทำให้ผมได้ลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์กับงานในอนาคตได้ อย่างเรื่องกินอาหารผมสามารถกินได้ทั้งสตรีทฟู้ด ถึงมิชลินสตาร์ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ที่ต่างกัน”

 

สุรกิจ เข็มแก้ว สนุกกับอาหารไทยอินโนเวทีฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/413018

สุรกิจ เข็มแก้ว สนุกกับอาหารไทยอินโนเวทีฟ

โดย…โจ เกียรติอาจิณ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คุ้นชื่อและคุ้นหน้าในฐานะเชฟตี๋อินเทรนด์ “สุรกิจ เข็มแก้ว” หรือ “เชฟปิง” จนติดโผเชฟกระทะหล่อขวัญใจสาวๆ ตอนนั้นเขายังไม่ได้อยู่ประจำร้านไหน ใครอยากเจอตัว หรืออยากชิมฝีมือเชฟปิงก็ต้องคอยติดตามข่าวว่าเขาจะไปออกอีเวนต์อาหารใดบ้าง แต่วันนี้มาเจอเชฟปิงได้ทุกวัน ณ ซิเอโล สกายบาร์ รูฟท็อปชั้น 46 ของสกายวอล์ก คอนโดมิเนียม โครงการดับเบิ้ลยู ดิสทริก ย่านพระโขนง

ระหว่างรอเชฟปิงประชุมอยู่ ก็ขอชมเมืองหลวง 360 องศาไปพลางๆ ไกลสุดตาสามารถมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและสะพานภูมิพล หรือสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมนู่นเลย ปรับสายตาเข้ามาใกล้ๆ ก็เป็นวิวตึกระฟ้ายามราตรี สีสันแสงไฟระยิบระยับ ชอบนั่งบรรยากาศโอเพนแอร์และถ่ายรูป แนะนำให้มาที่นี่ ไม่ผิดหวังแน่นอน ยิ่งเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก สวยมากกกกก

เชฟปิงขอเวลาครู่ใหญ่ๆ เพื่อเข้าครัวรังสรรค์อาหารสำหรับการถ่ายภาพ โดยทุกเมนูของที่นี่เขาเป็นคนรังสรรค์เองกับมือ และแล้วเชฟปิงก็มาพร้อมอาหารหนึ่งจาน ซึ่งเขาให้นิยามว่า “อาหารไทยอินโนเวทีฟ”

 

“ถ้าจะให้นิยามคำว่านี้เหรอครับ มันก็คืออาหารไทยนี่ล่ะ แต่มีการเพิ่มเทคนิคใหม่ๆ เข้าไป เป็นอาหารที่ไม่ได้ล้ำเกินไป ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นดั้งเดิมไว้ มีความสวย เน้นเทคนิค แต่รสชาติเดิมๆ

อาหารแนวนี้กำลังมานะครับ จะมาแทนอาหารแนวโมเลกุลาร์ที่คนเริ่มรู้สึกไม่อิน โดยเฉพาะคนไทยและเมืองไทยเอาต์ไปล่ะ เพราะคนไทยต้องเป็นชิ้นเป็นอัน อะไรที่เป็นฟองๆ ไม่ใช่ล่ะ และที่ผมเพิ่มเข้ามาคือความหรูหรา มันก็คืออาหารแนวอินโนเวทีฟที่ผมว่านั่นละครับ”

การที่เชฟปิงเลือกอาหารไทยแทนอาหารยุโรป เพราะส่วนตัวเขาชื่นชอบอาหารไทยอยู่แล้ว เมื่อนำมาบวกความคิดสร้างสรรค์กับเทคนิคใหม่ๆ ที่เขาร่ำเรียนมาจากวิทยาลัยดุสิตธานี ตลอดจนดีกรีรางวัลแชมป์ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ รองชนะเลิศการแข่งขัน Thailand The Chef Battle 2012 การแข่งขัน Mekhong River Culinary Challenge 2012 เหรียญทองการแข่งขัน Penang Chef Challenge ครั้งที่ 5 ฯลฯ ทำให้สิ่งที่เขานำเสนอออกมาไม่ธรรมดา

 

“รูฟท็อปที่อื่นมักจะเป็นอาหารยุโรป ไม่ก็อาหารญี่ปุ่น ผมก็เลยมีความคิดว่าน่าจะเอาความเป็นไทยมาเสิร์ฟในรูฟท็อปบ้าง อาหารที่นี่เลยออกมาในคอนเซ็ปต์ไทยควิซีน เพราะทุกคนมองว่าอาหารที่จะขายในรูฟท็อปต้องหรูหราและแพง ซึ่งอาหารไทยก็ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ หรอกครับ แต่ผมกล้าเสี่ยงและสนุกที่จะทำ อย่างน้อยผมเชื่อว่าผมคือคนไทย รู้จักอาหารไทย แล้วก็ชื่นชอบอาหารไทย ถึงแม้หน้าผมจะออกตี๋ไปหน่อยก็ตาม (หัวเราะร่วน)”

ได้ยินเชฟปิงยืนยันหนักแน่นอย่างนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะขอปรบมือรัวๆ ดังๆ ให้ที่พยายามนำเสนอความเป็นไทยบนความท้าทายบนถนนสายอาหาร

“สำหรับผมนะครับ หัวใจการทำอาหารให้อร่อยคือความใส่ใจ และต้องใจเย็น จะรีบไม่ได้เลย จะลัดขั้นตอนไม่ได้เลย ทำเสร็จใส่กระบวยเคาะลงจาน ไม่ใช่ผมละครับ (หัวเราะ) ของผมต้องพิถีพิถัน ไม่ว่าจะขั้นตอนการทำ การอยู่หน้าเตา ถ้าใจไม่เย็นพอ ทำไม่ได้นะผมว่า ยิ่งการจัดจาน หรือการพรีเซนต์ เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากๆ เพราะส่วนตัวก็ชอบด้านการตกแต่งจานอยู่แล้ว

 

เรื่องรสชาติก็ห้ามละเลย ผมว่าอาหารไทย มันต้องรสชาติไทยนะครับ ถึงแม้การพรีเซนต์จะออกดูโมเดิร์น แต่รสชาติต้องไทยครับ วัตถุดิบอาจเป็นการผสมผสานได้ สุดท้ายแล้วอาหารไทยก็ต้องมีความเป็นไทยครับ อะไรที่รสจัดก็ต้องจัด จะมารสอ่อนๆ กลางๆ นี่ไม่ได้เลยนะครับ คนกินกินแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร ก็ไม่ใช่อาหารที่ผมทำแน่นอน เพียงแต่หน้าตาอาจจะไม่ได้ไทยจ๋า แต่พอกินแล้วมันต้องสะท้อนและแสดงความเป็นอาหารไทยออกมาอย่างชัดเจน นั่นล่ะถึงจะเรียกว่าอาหารไทยอินโนเวทีฟ”

เช่นเดียวกับเมนูที่เชฟปิงรังสรรค์วันนี้ “แกงเผ็ดเป็ดย่างหนังกรอบกับน่องเป็ดผัดตับห่านและผลไม้” เขาย้ำว่าเมื่อได้ลิ้มรสก็พบกับความเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่างที่คนไทยคุ้นลิ้น

“จานนี้หน้าตาอาจจะออกไปทางโมเดิร์นครับ แต่รับรองว่ารสชาติไทยแน่นอน โดยเฉพาะซอสที่ผมทำ มันคือแกงเผ็ดจริงๆ ซึ่งมันก็สะท้อนมาจากตัวตนและคาแรกเตอร์ของผมในเรื่องที่ว่าหน้าตาต้องเนี้ยบ ใส่ใจในรายละเอียด

วัตถุดิบอย่างเป็ดผมก็ว่าผมชอบทำและทำมันได้ดี เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่อุณหภูมิในการทำเป็ด วิธีทำคือการเอาซูวีด 63 องศา 20-25 นาที จากนั้นค่อยรีดไขมันออก เพื่อให้หนังกรอบ ก็จะได้เนื้อเป็ดที่มีความนุ่มแต่หนังมีความกรอบ ส่วนน่องเป็ดก็เอาไปตุ๋นในน้ำมันก่อน ก็จะได้ความนุ่ม ผัดกับตับห่านและผลไม้ ใส่น้ำแกงเผ็ดขลุกขลิกๆ ให้กลิ่นและรสแกงเผ็ดไทยๆ เลยละครับ”

 

กันติชา ชุมมะ ติช่า ผู้ไม่ได้มาเล่นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/412096

กันติชา ชุมมะ ติช่า ผู้ไม่ได้มาเล่นๆ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-เบญจมาศ กวนศักดิ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ผ่านพ้นการเป็น เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ คนที่ 2 ของเมืองไทยมาได้ 15 วันแล้ว ใครหลายคนคงได้เห็น ติช่า-กันติชา ชุมมะ ดาวดวงใหม่ของวงการบันเทิง ออกหน้าจอโทรทัศน์และสื่อต่างๆ มากมาย แต่บทสัมภาษณ์บทนี้ก็เป็นอีกบทสัมภาษณ์หนึ่งที่ผมในฐานะผู้สัมภาษณ์ เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นบทสัมภาษณ์ที่พูดถึงความเป็นติช่าในมุมมองที่น่าสนใจไม่แพ้ใคร

 

และเมื่อคุณอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบลง

คุณจะรักผู้หญิงคนนี้เพิ่มมากขึ้นอีกเป็นกอง!

“สำหรับการได้เป็น เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ คนที่ 2 ของเมืองไทย ถือเป็นเป้าหมายที่หนูได้ทำสำเร็จแล้ว หลังจากนี้หนูจะลองทำงานในวงการบันเทิงให้หมด เท่าที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส หนูเป็นคนที่ต้องได้ลองทำก่อน ทำจนกว่าจะรู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไร อะไรที่ชอบ อะไรที่ทำแล้วดี ทำแล้วเวิร์กสำหรับตัวเรา หนูถึงจะมุ่งตรงไปยังสิ่งนั้น แต่ที่แน่ๆ อย่าให้หนูได้ร้องเพลงเลยค่ะ หูคนฟังคงจะแตกเป็นเลือด และคงบอกว่า หยุดเถอะ! ติช่าอย่าร้องเพลงเลยดีกว่า (หัวเราะ)”

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่กันติชาจะคว้าตำแหน่ง เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ คนที่ 2 ของเมืองไทย เธอเกิดที่เมืองไทย ย้ายไปอยู่ที่สวีเดนตอนอายุ 7 ขวบ อยู่จนเรียนจบไฮสกูล จากนั้นไม่นาน เพื่อนที่อิตาลีก็ได้แนะนำให้เธอลองมาสมัครประกวดรายการ เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ ดู เธอรู้สึกว่าท้าทายความสามารถดี เธอจึงตัดสินใจมาสมัคร แต่ก่อนมาสมัคร เธอดูรายการ เดอะ เฟซ ทุก เดอะ เฟซ รวมทั้ง เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ ซีซั่น 1 ด้วย เพื่อศึกษาแนวทาง รวมทั้งกลยุทธ์ที่จะใช้ในการแข่งขันในครั้งนี้

“หนูบินมาไทยสามวันก่อนออดิชั่น หนูคิดในใจว่า เมื่อตัดสินใจทำแล้ว จะได้หรือไม่ได้ ก็ถือว่าเราได้ลองทำ แต่พอผ่านเข้ารอบมาเรื่อยๆ เลือดนักสู้ก็มาของมันเอง หนูถึงบอกกับตัวเองว่า มาถึงจุดนี้แล้ว ถอยหลังกลับไปไม่ได้ ชีวิตของหนูในตอนที่แข่งขัน จึงไม่ได้มีแผนบี มีแต่แผนเอ นั่นคือ การได้เป็น เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ ซึ่งกลยุทธ์ที่หนูเลือกใช้ในการแข่งขันในครั้งนี้ นั่นก็คือ ทำอะไรที่ตัวเราในอนาคตจะมาขอบคุณเราทีหลังว่าเราทำถูกแล้ว”

 

กันติชา เผยว่า ในระหว่างการแข่งขัน เธอต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวที่เข่นฆ่าเธออยู่ข้างในใจ “ตอนอยู่ในการแข่งขัน ยิ่งนานไป ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะต้องไปไหน ทำอะไร ด้วยตัวคนเดียว แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวนี้ หนูก็ไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็น ทางออกของหนูคือ คิดบวก พยายามอยู่ในเส้นทางที่แฮปปี้ ยิ่งเราอยู่ในที่ที่มีคนมองเห็นง่าย รักก็รักใจหาย ร้ายก็ร้ายจนน่ากลัว การคิดบวกและอยู่ในเส้นทางที่แฮปปี้ ก็ทำให้เราเข้าใจว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่คนรักเรา หรือเกลียดเรา มันเป็นสิ่งที่มาคู่กัน อยู่ที่เราเป็นคนเลือกรับมาไว้กับตัว เอาเป็นว่า คนที่รักหนู หนูก็ขอบคุณ ส่วนคนที่ไม่ชอบหนู หนูก็อยากให้เปิดใจให้หนูหน่อย หนูไม่ได้มีพิษมีภัยกับใคร”

สำหรับไลฟ์สไตล์ของกันติชา เธอเผยว่า เธอชอบนอนเฉยๆ อยู่ที่บ้าน “ไม่ก็อยู่บ้านเล่นเกม บางทีก็ไปยิม หนูเป็นคนไม่ค่อยชอบไปเดินห้าง เพราะเป็นคนไม่ชอบซื้ออะไร”

ท้ายที่สุด สิ่งที่จะทำให้กันติชาก้าวเดินไปแต่ละก้าวได้ นั่นคือ การใช้ชีวิตให้ได้อย่างมีความสุข “สมมติว่าเราจะตายภายใน 3 วัน เราคงอยากทำให้ชีวิตมีความสุขมากที่สุด ซึ่งทำไมเราไม่ทำวันนี้ ไม่ใช้ชีวิตให้มีความสุขเสียเลยตั้งแต่ตอนนี้”

ถ้าให้กันติชาพูดกับตัวกันติชาเองในวันนี้ เธอเผยว่า เธอจะพูดกับตัวเองในวันนี้ว่า ติช่าชอบติช่านะ “ติช่าในวันนี้ก็ยังคงเหมือนกับติช่าในเมื่อวาน ยังเป็นตัวของตัวเอง ยังเป็นคนเดิม สิ่งที่เพิ่มคือความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข และหนูก็เชื่อว่าติช่าในวันข้างหน้าก็จะภูมิใจในตัวติช่าในวันนี้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ”

 

ณัฏฐธิดา ดำรงวิเศษพาณิชย์ ความสุขในร้านเสื้อผ้าดีไซน์หรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/412090

ณัฏฐธิดา ดำรงวิเศษพาณิชย์ ความสุขในร้านเสื้อผ้าดีไซน์หรู

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

นักแสดงสาวจากซีรี่ส์ รูม อะโลน ทางช่องเวิร์คพอยท์ แพร-ณัฏฐธิดา ดำรงวิเศษพาณิชย์ ซึ่งวันนี้เธอเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) นอกเหนือจากบทบาทการแสดงที่ทำให้ผู้ชมหลงรักเธอคนนี้แล้ว อีกบทบาทหนึ่งคือ การเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า เดรส อะ ลอต (Dress A Lot) ที่ศูนย์การค้าซีดีซี เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ แบรนด์เสื้อผ้าเล็กๆ ที่กำลังเติบโตไปได้ด้วยดี

“จุดเริ่มต้นในการทำร้านเสื้อผ้าก็คือ เริ่มจากความชอบในเรื่องเสื้อผ้าและการตัดเย็บของคุณแม่กับเพื่อนๆ แล้วร่วมหุ้นกันเปิดร้านเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน จนกระทั่งหุ้นส่วนออกไปแต่งงานทำธุรกิจของตัวเอง จึงเหลือเพียงแพรกับคุณแม่ที่ต้องดูแลธุรกิจร้านเดรส อะ ลอต ต่อไป

 

“แพรเข้ามาดูแลธุรกิจร้านนี้เต็มตัวเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน โดยวางคอนเซ็ปต์ร้าน วางแผนสร้างแบรนด์ และตกแต่งร้านใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่ร้านจะขายเสื้อผ้าตามเทรนด์ทั่วไป เราก็เอาเทรนด์ใหม่มาปรับใส่ความคลาสสิกเข้าไปในแบบเสื้อ ดีไซน์ให้เป็นเสื้อผ้าผู้หญิงวัยทำงาน ที่กำลังหาชุดสวยๆ ที่มีดีไซน์ให้ดูมีลูกเล่นและสีสันสะดุดตาสำหรับสาวๆ ที่อยากจะใส่ออกงาน”

ส่วนการออกแบบร้าน แพรใช้ความรู้ในการออกแบบสถาปัตย์ที่เรียน มาออกแบบร้านของตัวเองทั้งหมด เธอเล่าถึงคอนเซ็ปต์ในการออกแบบร้านของเธอว่า เนื่องจากเป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในซีดีซี ซึ่งมีทำเลอยู่ในกลุ่มลูกค้าระดับกลางไปทางสูง เป็นศูนย์การค้าที่ไม่พลุกพล่านจนเกินไป มีสไตล์และกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างชัดเจน เหมาะกับระดับสินค้าของร้านที่มีอยู่ด้วย

 

แม้จะเป็นพื้นที่เล็กๆ แต่ออกแบบตัวร้านให้ดูทันสมัยและกว้างให้มากที่สุด ด้วยการใช้กระจกเพิ่มมิติในการตกแต่งร้านโดยรอบ แบ็กดร็อปร้านใช้สีทองให้ดูมีระดับ ราวแขวนสินค้าเสื้อผ้าออกแบบใหม่โดยใช้ท่อสเตนเลสทำเป็นราวไล่ระดับ เพราะเสื้อผ้าที่จำหน่ายมีทั้งตัวเล็กและใหญ่

ในขณะที่ร้านมีพื้นที่จำกัด จึงจำเป็นต้องทำราวแขวนพิเศษที่สามารถโชว์สินค้าทั้งสองขนาดได้ในราวเดียวกัน เวลานำเสื้อผ้าไปแขวนลูกค้าจะได้เห็นสินค้าได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่มีซ้อนทับกัน เมื่อเทียบกับร้านเดิมที่เป็นราวระดับเดียวกันแล้วลูกค้าเห็นเสื้อผ้าไม่ชัดเจนเท่าแบบใหม่ นอกเหนือจากเสื้อผ้าแล้วก็มีสินค้าเป็นเครื่องประดับ กระเป๋า แว่นตา ดีไซน์ตามเทรนด์ สำหรับลูกค้าให้เลือกซื้อจัดชุดเสื้อผ้าพร้อมสำหรับออกงานจบในร้านเดียว

 

“เสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นงานตัดเกือบทั้งหมด ให้คนดีไซน์เสื้อผ้าเฉพาะแบรนด์ และมีช่างเฉพาะของทางร้านเราเป็นคนตัดให้ นอกจากตัดเสื้อแล้วยังมีเสื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศ เป็นเสื้อตามเทรนด์แฟชั่น แต่ว่าไม่เยอะเท่างานตัดซึ่งขายดีกว่า เพราะลูกค้าสามารถตัดชุดเฉพาะให้เข้ากับรูปร่างของลูกค้าได้ดีที่สุด กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงาน

“แพรไม่อยากเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นมากนัก แต่ก็มีสินค้าสำหรับวัยรุ่นเหมือนกัน ตั้งแต่เปิดร้านผลตอบรับลูกค้าดีมาก มีลูกค้าประจำเยอะ แต่ในการดำเนินธุรกิจก็ต้องเจอกับปัญหาอยู่บ้าง ปัญหาธุรกิจของแพรบางทีจะเป็นเรื่องผ้า วัตถุดิบในการตัดไม่มาตามเวลานัด หรือมาแล้วไม่ตรงสเปกที่เราต้องการ ก็ต้องตีคืนทั้งหมด ในขณะที่ลูกค้าสั่งจองไว้แล้วทำให้เราตัดไม่ทัน

 

“การแก้ปัญหาของเราในเบื้องต้นก็ต้องขอโทษลูกค้าก่อน ส่วนมากลูกค้าประจำจะเข้าใจเรื่องปัญหาของการสั่งตัดเสื้อ แต่ลูกค้าที่จำเป็นต้องใช้ชุดหรือไม่เข้าใจระบบการทำงานของเราก็มีบริการส่งไปรษณีย์ อีเอ็มเอสไปที่บ้านให้เป็นการขอโทษ หลังจากเกิดปัญหานี้เราจะพยายามทำให้ชัวร์ไว้ก่อน โดยการดูวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ตัดชุดให้ลูกค้าก่อนรับออร์เดอร์สั่งตัด เป็นการแก้ด้วยระบบบริหารจัดการธุรกิจของเราเอง

“แต่อย่างไรก็ตาม แพรมองว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจก็คือการเริ่มต้น สิ่งที่ทุกคนต้องเจอก็คือ เราลงทุนไปเยอะแต่ไม่รู้ว่าผลตอบรับของเราจะเป็นอย่างไร ตอนที่เริ่มธุรกิจเสื้อผ้าแพรก็ไม่รู้ว่าลูกค้าย่านนี้จะชอบสินค้าสไตล์ไหน มีเงินซื้อสินค้าในระดับไหน แต่พออยู่ไปสักพักเราก็จะจับทางลูกค้าในย่านธุรกิจนั้นได้ถูก อีกทั้งในช่วงเริ่มต้นเราจะเจอปัญหาเยอะที่สุด เพราะไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจนี้มาก่อน”

เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคตของร้าน เดรส อะ ลอต แพรตอบอย่างมีความสุขว่า

“ตอนนี้ก็ถือว่ามีความสุขกับธุรกิจที่ทำ ส่วนเป้าหมายต่อไปกำลังคิดอยู่ว่าหลังเรียนจบอีกไม่นานนี้เราจะปรับเป็นแบรนด์ใหญ่แล้วขยายสาขาดีไหม ซึ่งต้องวางแผนในการขยายธุรกิจให้ดี เพราะต้องลงทุนสูงและต้องการทำเลที่เหมาะสมกับเราด้วย”

สำหรับคนที่อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง นักแสดงสาวสวยแนะนำว่า

 

“ไม่ผิดที่จะฝัน แต่ควรศึกษาให้ดีก่อน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง อย่างเพื่อนของแพรเองก็รวมหุ้นกันเปิดร้านอาหารด้วยกันมาจากกลุ่มที่ชอบรับประทานอาหารเหมือนๆ กัน แล้วมาร่วมกันทำตามความฝัน ปรากฏกว่าร้านอาหารขาดทุน 5 เดือนติดกัน และกลับมาได้กำไรเป็นที่รู้จักได้รับการยอมรับจากลูกค้าในเดือนที่ 6 หลังจากนั้นก็มีกำไรมาตลอด แพรมองว่าการทำธุรกิจต้องมีการวางแผนเรื่องการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น การโปรโมทให้ลูกค้าได้รู้จัก พอรู้จักและยอมรับแล้วธุรกิจถึงจะอยู่ได้”

มองกลับมาที่ธุรกิจร้านเสื้อผ้า แพรมองว่าการทำธุรกิจนี้ต้องติดตามเทรนด์แฟชั่นซึ่งมีอยู่ไม่กี่เทรนด์ โดยแพรจะเลือกตามแฟชั่นจากประเทศที่เป็นผู้นำเทรนด์เสื้อผ้าในแบบต่างๆ จากยุโรป เอเชีย

“โดยมองเทรนด์เป็นภาพรวม แต่เราก็ควรเอาเทรนด์เหล่านี้มาเพิ่มดีเทลใส่ลูกเล่นลงไปให้เป็นเอกลักษณ์ของร้านชนิดที่หาซื้อจากร้านอื่นไม่ได้ ตามเทรนด์ได้แต่เราก็ต้องคงเอกลักษณ์ของแบรนด์เราไว้เช่นกัน”

 

ตามรอย “อู๋ ธนากร” สู่เมืองอาร์ต คางาวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/411909

ตามรอย "อู๋ ธนากร" สู่เมืองอาร์ต คางาวะ

โดย…รอนแรม ภาพ… คางาวะ

กระแส “น้าราม” ฟีเวอร์ ไม่เพียงทำให้แฟนละครตามหาไร่บัวขาว เพราะตั้งแต่ทราบว่า อู๋-ธนากร โปษยานนท์ เป็นทูตประจำเมืองคางาวะ (Kagawa) ก็ทำให้คนไทยอยากตีตั๋วไปญี่ปุ่นเสียเดี๋ยวนี้

คางาวะเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เขาออกเดินทางแบบไม่มีสคริปต์ เก็บครบทุกฤดู และทิ้งเส้นทางไว้ให้ตามรอย ใครที่ชอบน้าราม เอ๊ย… ชอบเที่ยวเมืองเล็กที่เต็มไปด้วยงานศิลปะ ธรรมชาติ และเส้นอุด้ง ต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ทูตคางาวะ

ถามถึงที่มาที่ไปของตำแหน่งทูตประจำเมืองคางาวะ อู๋ย้อนกลับไปตอนถ่ายซีรี่ส์ชุด เดอะ ไรซิ่ง ซัน ที่ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่กำลังถ่ายรูปไปเรื่อยอยู่ในสวนนาริตะซัง อู๋ได้ยินชาวญี่ปุ่นพูดว่า “คะโค่ยๆ” (แปลว่า เท่) จากนั้นก็เดินเข้ามาทาบทามให้ไปร่วมโปรเจกต์สักอย่างเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นครึ่งปีก็ได้รับการติดต่อจากชิฮารุ คนญี่ปุ่นผู้ประสานงานกองถ่ายในขณะนั้นว่า ได้นำโปรไฟล์ไปขายแก่จังหวัดคางาวะ และทางจังหวัดก็เลือกเขาแล้ว

คางาวะคือจังหวัดหนึ่งบนเกาะชิโกกุ มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้านใต้มีเทือกเขาซานุกิ ส่วนด้านเหนือติดทะเลในซาโตะ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์กว่าพันปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองมากเป็นที่ตั้งปราสาทตั้งแต่ยุคโบราณ ทุกวันนี้คางาวะถูกพัฒนาให้เป็นดินแดนแห่งศิลปะ คนญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในฐานะเมืองต้นกำเนิดอุด้ง แต่สำหรับเขา “ไม่เคยรู้จัก” ผิดกับตอนนี้ที่สามารถเล่าได้ทั้งวันหลังจากได้ไปสัมผัสคางาวะมาแล้วครบทุกฤดูกาลตลอดปีที่ผ่านมา

“ถ้าให้ผมนิยามเมืองนี้ ผมจะนิยามว่า เส้น ศิลป์

และธรรมชาติ เส้นก็คืออุด้ง ศิลป์คือทั้งหมดของเมืองๆ นี้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมกกะของคนรักงานศิลป์ และธรรมชาติก็ยังถูกรักษาไว้”

เส้น

บ้านเกิดของเส้นอุด้งอยู่ที่คางาวะ ไม่ว่าเข้าร้านไหนก็จะได้กินอุด้งเส้นสดรสชาติอร่อยทุกร้าน “ที่นี่มีร้านขายอุด้งมากกว่าเซเว่นอีเลฟเว่นซะอีก” เขากล่าว

นอกจากนี้ คางาวะยังเป็นอาณาจักรความอร่อย ด้วยเป็นแหล่งปลูกมะกอกที่สำคัญของญี่ปุ่นอันเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ปลาโอลีฟฮามาจิ วัวโอลีฟ และหมูที่ถูกเลี้ยงด้วยใบมะกอกบดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และเนื้ออุดมไปด้วยกรดโอเลอิกซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค หรือของหวานอย่างซอฟต์ครีมที่มีให้เลือกหลายรสชาติทั้งรสโอลีฟ รสโชยุออร์แกนิกที่ได้มาจากการหมักตามธรรมชาติ รสมันหวานเผา และที่เด็ดสุดคือ ซอฟต์ครีมอุด้ง

ศิลป์

เกาะสวรรค์ของคนรักงานศิลป์มีอยู่หลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงคือ เกาะนาโอชิมะ มีสัญลักษณ์เป็นฟักทองสีแดงลายจุด และเกาะเทชิมะ มีผลงานกระจายทั่วทั้งเกาะและมีหอศิลป์ เทชิมะ อาร์ต มิวเซียม รวบรวมผลงานของจิตรกรมากมาย

เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เมืองนี้จะกลายเป็นเมืองอาร์ต ครั้งหนึ่งเกือบเคยเป็นเมืองร้างเพราะหนุ่มสาวพากันออกนอกเมือง เหลือไว้เพียงคนแก่ไม่ถึง 500 คน กระทั่งบริษัทเบเนเซเข้ามาบุกเบิกให้เป็นเมืองศิลปะ โดยเชิญให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานไว้ตามบ้านเรือนและสถานที่ว่างเปล่า

“เจ้าของเบเนเซได้ไปยืนที่จุดชมวิวของเกาะนาโอชิมะแล้วรู้สึกว่าอยากให้คนทั่วโลกมาเห็นเหมือนเขา แต่แทนที่จะสร้างโรงแรม เขากลับสร้างพิพิธภัณฑ์เบเนเซเฮาส์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และพัฒนาแบบยึดความต้องการของคนบนเกาะเป็นหลัก ถ้ามีโปรเจกต์ไหนที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เขาก็จะไม่ทำ” อู๋กล่าว และเชิญชวนให้ทุกคนไปชมงานศิลปะด้วยตัวเอง เพราะการมองจากภาพถ่ายอาจจะสวยเหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่ได้สัมผัสมันต่างกัน

 

ธรรมชาติ

“ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นชื่อว่าคังคะเค ถ้าช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงทั้งหุบเขาจะเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงสลับเหลือง มองเลยไปหน่อยจะเห็นทะเลในเซโตะเพราะที่ตั้งของจังหวัดอยู่ติดกับทะเล”ว่าแล้วเขาก็เปิดรูปวิวจากหุบเขาคังคะเคจากโทรศัพท์มือถือให้ดู มันสวยงามอย่างที่พรรณนา

อีกแห่งที่อู๋แนะนำคือ สวนริทสึริน สวนแบบเต๋าและเซนอายุกว่า 400 ปีที่ยังคงความสวยงามจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่ละฤดูจะสวยงามต่างกันซึ่งครั้งล่าสุดเขาไปช่วงเดือน พ.ย. ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีและทางสวนได้จัดไฟสวยงาม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนชอบถ่ายภาพ

ญี่ปุ่นในสายตา

คนไทยคุ้นชินกับความเป็นญี่ปุ่นมานมนาม ผ่านการ์ตูน ของเล่น การแต่งตัว จึงไม่แปลกว่าทำไมคนไทยถึงชอบไปเที่ยวประเทศนี้นัก เหมือนกับเขาที่ชอบทั้งบ้านเมืองและผู้คน โดยเฉพาะลักษณะสังคมที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าแก่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน

“ภาพแรกที่ผมเห็นคือ ผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนเดินอยู่ในย่านอะกิฮะบะระ ย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีและคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว แต่ผู้คนยังรักษาการแต่งกายและกล้าแต่งออกมาเดินตามท้องถนน มันเป็นภาพที่รู้สึกถึงความคอนทราสต์แต่กลมกลืนในเวลาเดียวกัน”

ช่างเป็นนิสัยของช่างภาพที่ชอบมองทุกอย่างเป็นภาพ ถ้าใครติดตามอินสตาแกรมคงทราบว่าเขาถ่ายภาพสวยเพียงใด แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นมือสมัครเล่น แต่จับกล้องมาตั้งแต่ ป.6 ฝึกปรือมาเรื่อย จนตอนนี้ใครเห็นฝีมือก็ต่างบอกว่าเข้าขั้นมืออาชีพ

ความหมายการเดินทาง

“การเดินทางของแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนมีจุดมุ่งหมายของการเดินทาง” เขานิยามความหมายของการเดินทางไว้เช่นนั้น

“บางคนไปช็อปปิ้ง บางคนไปเสพธรรมชาติบางคนไปเพื่อกิน แต่ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆกลับไป อย่างผมไปคางาวะสี่ครั้ง มันคือคางาวะที่เดิม แต่ว่าความรู้สึกที่ได้รับมันต่างกัน”

เขาไปคางาวะครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาและวางแผนไว้ว่าในปีนี้จะชวนเพื่อนๆ ที่ชอบงานศิลปะและชอบถ่ายรูปกลับไปอีกครั้งช่วงเดือน เม.ย.

โลกของธนากร

ถามเขาว่า ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร “อยากให้ผู้คนถือศีล 5” ตอบสั้นๆ เพียงนี้ อย่างเขาเองก็พยายามทำให้ได้โดยยึดวันเกิดของตัวเองเป็นวันถือศีลในหนึ่งสัปดาห์

ส่วนชีวิตจริงของ อู๋ ธนากร มีโลกแห่งความอร่อยอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ เกียวโต โยชิโน (Kyoto Yoshino) ในโครงการพาสิโอ ถนนกาญจนาภิเษก (คนที่ร้านแอบกระซิบว่า พี่อู๋เข้าร้านบ่อย บางวันเข้าครัวเอง) สำหรับงานละครตอนนี้มีเรื่องตามรักคืนใจ และอีกเรื่องน่าจะได้ชมกันช่วงปลายปีนี้