จตุรงค์ วงษ์ระวี เมนูญี่ปุ่นฟิวชั่นสุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/411647

จตุรงค์ วงษ์ระวี เมนูญี่ปุ่นฟิวชั่นสุดครีเอท

โดย…ภาดนุ

ตุรงค์ วงษ์ระวี หรือ แบงก์ เชฟหนุ่มหน้าตาดีหุ่นล่ำวัย 34 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าของร้านมาซามิ ซูชิ บาร์ (Masami Sushi Bar) ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการมิลลี มอลล์ (Mille Malle) ซอยสุขุมวิท 20

ก่อนจะมาเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นอย่างทุกวันนี้ แบงก์มีเส้นทางในอาชีพอย่างไร เห็นทีจะต้องไปพูดคุยกับเขาซะหน่อย…

“ผมเรียนจบปริญญาตรี ด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยหอการค้าฯ พูดตรงๆ เลยว่า เมื่อก่อนผมติดเที่ยวมาก พอเรียนจบ แม่ให้ไปทำงานก็ไม่ไป วันๆ คิดแต่จะเที่ยวอย่างเดียว กลางคืนเที่ยวผับ กลับบ้านดึกดื่น นอนตื่นบ่าย ค่ำก็ออกเที่ยวเหมือนเดิม ไม่เคยคิดจะทำงาน แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจขอเงินแม่ไปเทกคอร์สที่ไมอามี่ สหรัฐ ตอนแรกก็กะว่าจะไปเรียนภาษาอย่างเดียว เจตนาแฝงคืออยากไปเที่ยวที่นั่นบ้าง (หัวเราะ) แต่พอได้ไปอยู่ที่นั่น ได้มีเพื่อนใหม่ๆ ชีวิตผมก็เริ่มเปลี่ยนแปลง”

แบงก์ บอกว่า วันหนึ่งมีเพื่อนมาชวนเขาไปทำงานที่ร้านอาหารในเมืองไมอามี่เพราะได้เงินดี เมื่อตัดสินใจไปทำเพื่อจะเก็บเงินเที่ยว พบว่าการเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารต้องทำทุกอย่าง แม้กระทั่งล้างห้องน้ำด้วย เขาจึงคิดอยากจะเป็นเชฟในร้านอาหารมากกว่า

 

“ร้านส่วนใหญ่ที่คนไทยไปทำงานมักเป็นร้านอาหารไทยที่ขายซูชิด้วย พอผมได้เห็นเชฟทำซูชิแล้วรู้สึกชอบ อยากทำแบบนี้บ้าง ผมจึงไปสมัครงานเป็นเชฟฝึกหัดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหัวหน้าเชฟเป็นคนไทย โดยไปขอฝึกทำซูชิกับเขา แต่สรุปว่าเขาไม่รับ แถมยังไม่สอนให้ด้วย ผมจึงต้องใช้วิธีไปกินข้าวเย็นที่ร้านนี้ทุกวัน จนผมกับหัวหน้าเชฟเริ่มดื่มด้วยกันเรื่อยๆ และเริ่มสนิทกัน เขาก็เลยไปขออนุญาตเจ้าของร้านให้”

แบงก์ บอกว่า เขาไม่เคยเรียนทำอาหารมาก่อน การฝึกช่วงแรกจึงเป็นการเตรียมวัตถุดิบ หั่นผัก และหุงข้าวญี่ปุ่นวันละ 6-7 หม้อ ทำอยู่แบบนี้ 2 เดือน กระทั่งได้เริ่มปั้นซูชิโรลและเรียนรู้มาเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 เดือน โดยทางร้านไม่มีเงินเดือนให้ แต่ให้กินข้าวฟรีได้ทุกวัน

“เมื่อผมฝึกทำซูชิเป็นแล้ว ที่ร้านก็ยังไม่รับเข้าทำงานเพราะยังไม่มีตำแหน่งว่าง ผมจึงไปสมัครงานที่ร้านชื่อ ‘สยามสแควร์’ ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยและซูชิฟิวชั่นเหมือนกัน ตอนทำงานใหม่ๆ ผมได้เป็นผู้ช่วยเชฟ จำได้เลยว่าทำงานวันแรกมีเมนูที่ต้องอบให้ร้อน ด้วยความอ่อนประสบการณ์ ผมก็ใช้ผ้าชุบน้ำจับถาดออกมาจากเตาอบ ปรากฏว่าร้อนมาก แต่ทิ้งถาดไม่ได้ เพราะตอนนั้นลูกค้าเต็มร้านเลย แถมหัวหน้าเชฟซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นยังดุมาก วันนั้นผมจึงอดทนถือถาดไปเสิร์ฟทั้งร้อนๆ แบบนั้นจนมือพองเลยล่ะ (ยิ้ม) แต่วันหนึ่งหัวหน้าเชฟก็ย้ายไปทำที่ร้านอื่น ผมก็เลยได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเชฟแทน”

แบงก์ เล่าว่า จากวันแรกที่ได้ค่าจ้างวันละ 90 เหรียญสหรัฐ/วัน พอได้เป็นหัวหน้าเชฟก็ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 140 เหรียญสหรัฐ/วัน แต่เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปได้ 2 ปี เขาก็ย้ายไปทำงานให้กับร้านอาหารไทยอีกร้านหนึ่ง ที่ชื่อว่า ‘ซูชิไทย’ แต่หลังจากทำงานที่ร้านนี้ได้ 1 ปี ก็รู้สึกเบื่อ และอยากกลับเมืองไทย เพราะเอาเข้าจริงแล้วเขาก็ได้แต่ทำงานทั้งวันและเก็บเงินไปเรื่อยๆ จนไม่มีเวลาไปเที่ยวไหนเลย แต่ก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะตอนกลับเมืองไทยเขามีเงินเก็บเป็นหลักล้านบาททีเดียว

“พอผมกลับมาเมืองไทยได้ 6 เดือน เผอิญเป็นช่วงที่หัวหน้าเชฟคนไทยที่เคยสอนผมทำซูชิก็กลับมาเมืองไทยพอดี เขาจึงโทรนัดผมไปกินข้าวพูดคุยกัน ผมกับเขาก็เลยตัดสินใจหุ้นกันเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ อิซูย่า (Izuya) ที่สยามสแควร์เมื่อหลายปีก่อน แต่เปิดได้แค่ปีครึ่งก็ต้องปิดร้านไป เนื่องจากต้องเสียค่าเช่าสถานที่เดือนละ 2.5 แสนบาท ซึ่งผมว่าแพงมาก ไหนจะต้องจ่ายค่าพนักงานและอื่นๆ อีก สรุปแล้วคือไม่คุ้ม”

แบงก์ บอกว่า ตอนปิดร้านแรกๆ ก็รู้สึกเศร้า เพราะลูกค้าที่เคยมากินอาหารที่อิซูย่า ส่วนใหญ่จะบอกว่าอาหารอร่อย แต่เมื่อทุกอย่างไม่เวิร์กก็ต้องปล่อยผ่าน เขาจึงเบนเข็มไปรับจัดงานอีเวนต์บ้าง งานรับเหมาก่อสร้างและรีโนเวทบ้านบ้าง แต่ก็ทำได้แค่สองสามงานก็พบว่าไม่ใช่ทางที่ตัวเองชอบ จึงเลิกทำไป

 

“วันหนึ่งเพื่อนรุ่นน้องของผมกลับมาจากสหรัฐ เราก็นัดกินข้าวพูดคุยกัน เขาก็เอาข้อความให้ดูว่าเพื่อนเขาเคยมากินอาหารที่ร้านอิซูย่า แล้วเพื่อนเขาถามถึงร้านนี้ ผมกับรุ่นน้องคุยกันไปมาก็ตกลงกันว่า จะเปิดร้านอาหารด้วยกัน จนเป็นที่มาของร้านมาซามิ ซูชิ บาร์ อย่างทุกวันนี้ ซึ่งผมหุ้นกับเพื่อนรุ่นน้องอีก 4 หุ้นด้วยกัน

ปัจจุบันนี้ เปิดร้านมาได้ 3 ปีแล้ว คอนเซ็ปต์เมนูของร้านจะเป็นอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่น ซึ่งมีซูชิบริการด้วย ถ้าถามว่าผมถนัดทำเมนูประเภทไหน ก็คงตอบได้ว่าอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่นนี่แหละที่ผมถนัดที่สุด จุดเด่นของผมก็คือการคิดและสร้างสรรค์เมนูอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นที่แปลกใหม่ ซึ่งจะเพิ่มเข้ามาในร้านเดือนละ 2 เมนู

แต่เมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทางร้านก็เลยนำซูชิไปออกบูธตามอีเวนต์เก๋ๆ อย่างงาน อาร์ตบอกซ์ด้วย พอได้ไปเห็นของกินร้านอื่นที่เด็กวัยรุ่นทำขายกัน ผมคิดว่าไอเดียการทำแพ็กเกจจิ้งของพวกเขาดีมากๆ แล้วขายดีแบบถล่มทลาย เพราะวัยรุ่นชอบซื้อเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กกัน ด้วยความที่ผมถนัดทำอาหารญี่ปุ่น ผมจึงปิ๊งไอเดียในการทำ ‘ราเมน เบอร์เกอร์’ ขึ้นมา”

แบงก์ ทิ้งท้ายว่า จุดเด่นของราเมน เบอร์เกอร์ ก็คือ การใช้เส้นราเมนแทนขนมปัง ซึ่งเขาใช้เวลาคิดค้นเส้นราเมนแบบพิเศษนี้นานถึง 2 เดือน และตั้งใจจะขายเป็นแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่ต้องการนำไปขายต่ออีกที โดยใช้ชื่อว่า ‘แล็บ ราเมน เบอร์เกอร์’ (FB/IG : Lab Ramen Burger) ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเมนูที่มีขายในร้านมาซามิด้วยเช่นกัน

 

นิษฐา จิรยั่งยืน นางเอก(ตัว)เล็กพริกขี้หนู(นา)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/411199

นิษฐา จิรยั่งยืน นางเอก(ตัว)เล็กพริกขี้หนู(นา)

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

นับเป็นความโชคดีของ มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน เล่นละครเป็นนางเอกเรื่องไหนก็ดังเป็นกระแสตลอด ทั้งเรื่อง คุณชายปวรรุจ ทรายสีเพลิง สิงห์ (เลือดมังกร) แถมประกบพระเอกแต่ละคนตัวท็อปทั้งนั้น โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ชาคริต แย้มนาม ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี แต่ที่ดังสุดๆ ทำเอายอดคนติดตามในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นจำนวนแสนกว่าในเวลาไม่กี่วันที่ละครเรื่อง ตามรักคืนใจ ออกอากาศ ส่งให้มิวกลายเป็นนางเอกเนื้อหอมเจ้าของสินค้าเอเยนซีต่างๆ จีบไปออกงานอีเวนต์ ไปไหนมาไหนตอนนี้ก็ถูกเรียก “หนูนา” ตามชื่อละครแทนชื่อจริงไปเสียแล้ว

ไม่เพียงบทของหนูนาที่น่ารักน่าเอ็นดู มีน้ำใจ จริงใจ ไม่ยอมคน และมีความมุ่งมั่น เป็นบทที่พร้อมด้วยเสน่ห์ขับให้นักแสดงเป็นที่รักของผู้ชมเท่านั้น ยังรวมถึงความฮอตของพระเอกถึง 2 รุ่น อย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ อู๋-ธนากร โปษยานนท์ ช่วยส่งให้เรตติ้งละครพุ่งอีก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็นนางเอกคู่กับณเดชน์ช่วยทำให้มิวเป็นที่สนใจไวขึ้น แต่นางเอกของณเดชณ์หากไม่ใช่คู่จิ้น ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ แล้วมักมีกระแสต่อต้าน ชอบดูละครล่ะแต่ขอด่านางเอกไว้ก่อน ทว่าสำหรับมิวกลับเป็นกระแสที่ดี ยิ่งเคมีการแสดงเข้ากันมากเท่าไหร่ เสียงเชียร์ก็มีมากขึ้น อาจเพราะบทของหนูนามุ่งมาตามหาพ่อ ไม่ได้หว่านเสน่ห์หรือมีทีท่าสนใจนายสิงห์ก่อน แม้นายสิงห์จะอ่อยจะตื๊อแค่ไหนก็ไม่ได้เล่นหูเล่นตาชวนให้แฟนคลับหมั่นไส้ เป็นคู่ปรับกันก็แต่พองามไม่งัดข้อกันจนน่ารำคาญ คาแรกเตอร์ของหนูนาน่ารักชัดเจนแบบนี้นี่เองถึงได้ใจแฟนคลับทุกกลุ่ม ซ้ำยังครองใจผู้ชมให้หลงรักและเอาใจช่วยหนูนาในทุกปมปัญหาด้วย

“มิวคิดว่าแฟนคลับเขาเข้าใจแล้วว่ามันเป็นการแสดง เป็นการสวมบทบาท ตอนแรกก็มีกังวลนิดหนึ่งค่ะที่รู้ว่าได้เล่นกับณเดชน์ ก็มีกระแสกลับมาตั้งแต่ประกาศไปแล้วว่าต้องมาเล่นคู่กัน คนก็รอติดตามดูว่าคู่นี้เคมีจะเข้ากันหรือเปล่า จะเล่นเป็นนายสิงห์กับหนูนาเป็นยังไง แต่พอละครออนแอร์ฟีดแบ็กกลับมาดีเกินกว่าที่มิวคิดไว้ เพราะตอนแรกมิวก็เผื่อใจไว้นิดหนึ่งว่าอาจจะมีบางกระแสที่อาจไม่ชอบนะ แต่ไปๆ มาๆ ก็คือดีไปเลย ไม่มีใครแอนตี้ ก่อนหน้านี้มิวเคยเจอณเดชน์แต่ไม่ได้สนิทกัน พอมาเล่นด้วยกันต้องมีการพูดคุยกันซึ่งณเดชน์เขาอารมณ์ดี ขี้เล่น ขี้แกล้ง ก็ทำให้บรรยากาศในการทำงานสนุก ช่วยทำให้บทที่ต้องเล่นด้วยกันง่ายขึ้นเล่นแล้วเราไม่เขิน แต่เวลาที่มิวพูดบทผิดเพราะหนูนาพูดเยอะไงค่ะ ณเดชน์ก็แซวๆ แกล้งๆ พูดรัวๆ ล้อเรา เบื้องหลังการทำงานเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่า (หัวเราะ) อย่างบางซีนเขาพูดรัวหรือพูดติด เขาก็แบบขำขัน เอาใหม่พี่เอาใหม่ คือเราถ่ายละครกันแบบสนุกๆ ค่ะ ไม่เครียด พอหลุดก็จะแบบผิดอีกแล้วนะไม่เป็นไรเอาใหม่ ส่วนพี่อู๋สามารถส่งให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นพ่อจริงๆ คือชีวิตจริงเขาก็ดูลุคอบอุ่นอยู่แล้วค่ะ พี่อู๋ชอบทำอาหารให้กิน (หัวเราะ) วันไหนมากองทุกคนก็จะเฝ้ารอว่าวันนี้พี่อู๋จะทำอะไรให้กิน พี่อู๋ทำอาหารอร่อยค่ะ (หัวเราะ)”

 

กว่าจะสวมบทบาทหนูนาให้เป็นธรรมชาติไม่ได้ง่าย ต้องหาคาแรกเตอร์กันอยู่นาน “หนูนาเป็นลูกคุณหนูที่ถูกคุณตาเอาใจตลอด แต่แม่ไม่มีเวลาดูแลลูก หนูนาค่อนข้างมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัว ปกติแล้วเวลามีละครเรื่องใหม่มิวจะขอผู้จัดเรียนแอ็กติ้งเพิ่มเพื่อให้เรามั่นใจและเข้าใจในตัวละครได้ดีขึ้น อย่างหนูนาก็หาคาแรกเตอร์แบบไหนดี ตอนถ่ายช่วงแรกๆ ก็มีปรับเพิ่มมีลดลงบ้าง ใช้เวลาประมาณหนึ่งกว่าจะได้ตัวหนูนาจริงๆ ค่ะ ซึ่งมิวเล่นมาหลายบทแล้วมีหนูนานี่ล่ะคะใกล้เคียงตัวเราที่สุด แต่มิวจะนิ่งกว่าไม่มีพลังมากแบบหนูนา ตอนเล่นก็เหนื่อยนะคะต้องใส่พลังเยอะเข้าไปให้เป็นหนูนา”

มิวเข้าวงการมา 4 ปี ละครเรื่องแรกก็ได้เป็นนางเอกเลย ถึงตอนนี้มิวยังจัดเป็นนางเอกคลื่นลูกใหม่ของช่อง 3 ข่าวความเคลื่อนไหวของมิวยังแผ่วเบาเมื่อเทียบกับนางเอกในช่อง เหมือนเป็นนางเอกนิ่งๆ เรียบไหลไปตามคลื่นลมสงบ แต่เมื่อไหร่ที่มิวมีละครออกอากาศชื่อของเธอก็โด่งดังตามเรตติ้งละครทุกครั้ง นับเป็นนางเอกที่มีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา มีการพัฒนาการแสดงที่ดีวัดได้จากงานละครที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2 เรื่อง โปรดักชั่นไม่เบาเลยด้วย

 

“ที่ผ่านมามิวไม่เคยปฏิเสธบท มีผู้จัดติดต่อมาเองบ้างแต่สุดท้ายก็ต้องให้ผู้ใหญ่ที่ช่องเป็นคนเลือกงานให้เราอยู่ดี ซึ่งจะให้มิวเล่นเป็นอะไรก็ได้ ไม่ใช่นางเอกก็ได้ มิวอยากลองให้ครบทุกบทบาท ที่ผ่านมาก็ถือว่าได้ลองมาเกือบครบนะคะ บู๊ก็มีเฉียดๆ วิ่งหนีกระสุนบ้างแต่ให้บู๊เต็มตัวมิวคงไม่ถนัด มิวตกใจเสียงปืนเสียงระเบิด ส่วนการแสดงตอนนี้มิวก็พอใจมากขึ้น เพราะมิวสามารถเข้าใจในตัวละครได้ดีขึ้น อย่างตอนเล่นเป็นท่านหญิงกว่าจะอินกับบทก็ปาไปเกือบครึ่งเรื่องแล้ว แต่ถ้าตอนนี้เราสามารถที่จะเก็ตกับตัวละครได้เร็วขึ้น ก็เป็นเพราะประสบการณ์ล้วนๆ เลยค่ะ คือบางทีเรียนแอ็กติ้งไปเยอะแต่เราไม่ได้ทำงานจริงๆ มันไม่ได้ช่วย การเรียนมันก็เป็นหลักการประมาณหนึ่ง แต่ถ้าจะเอาที่เราสามารถใช้งานได้จริงต้องเอาจากประสบการณ์ซึ่งอันนั้นเราต้องทำด้วยตัวของเราเอง อย่างแรกๆ ร้องไห้นี่ยากมาก แต่ตอนนี้ร้องไห้ตามบทได้เลยค่ะไม่ต้องให้พี่ผู้ช่วยมาบิลต์อารมณ์ และเวลาทำงานไม่เกร็ง ไม่กดดัน เมื่อก่อนทำไม่ได้จะเครียดมาก ตอนนี้ไม่ได้ ไม่เป็นไร ทำสมาธิเอาใหม่”

ละครตามรักคืนใจจะลาจอในสัปดาห์หน้านี้แล้ว แต่ในปีนี้มิวยังมีละครออกอากาศให้ได้ชุมกันอีกในเรื่อง ชาติพยัคฆ์ ละครพีเรียดแนวแอ็กชั่น แต่มิวไม่ได้ยิงปืนฟันดาบปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชายไป ส่วนเรื่อง เพชรกลางไฟ อาจได้ชมกันปลายปีหรือต้นปีหน้า ซึ่งมิวถูกโฉลกกับละครพีเรียดอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องในสมัยรัชกาลที่ 6 และอีกเรื่องที่ต้องติดตามชมคือ รากนครา มิวผลิกบทบาทมาร้ายเป็นครั้งแรก ประชันกับ แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ ซึ่งเธอบอกว่ามีความกังวลเล็กน้อย

 

“มิวว่าเล่นบทร้ายยากกว่าบทนางเอก เพราะต้องมีอารมณ์ที่หลากหลาย แล้วร้ายไม่ใช่ตัวร้ายกรี๊ดๆ เขาร้ายด้วยเนื้อหามีเหตุผล เราต้องแสดงยังไงให้ดูเป็นคนดีก็ได้เป็นตัวร้ายได้ มิวก็มีกดดันหน่อยค่ะ กดดันว่าจะเล่นได้ออกมาดีไหม แต่เรื่องที่ต้องเล่นเป็นตัวร้ายแล้วจะไม่ได้เป็นนางเอกตรงนั้นไม่กดดันเลยค่ะ อย่างที่บอกมิวเล่นเป็นอะไรก็ได้”

ต้องติดตามให้กำลังใจนางเอกตัวเล็กคนนี้ต่อไป เพราะละครแต่ละเรื่องที่เธอมีโอกาสได้แสดงนั้น จัดเป็นบทบาทที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งล้วนแต่มาเพื่อพิสูจน์ว่าเธอคือนักแสดงตัวจริงได้หรือไม่

 

ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ อาหารคือ ออกซิเจนของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/410340

ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ อาหารคือ ออกซิเจนของชีวิต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพราะมีคุณแม่และคุณยายที่ทำอาหารได้อร่อยชนะเลิศ ทำให้เชฟจาว-ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ มีโอกาสฝึกปรือฝีมือการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นพอถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ต้องเลือกเส้นทางอาชีพในอนาคต เชฟจาวจึงเลือกเรียนในสิ่งที่ได้รวมเอาสามความชอบของตัวเองอย่างศิลปะ การทำอาหารและภาษาอังกฤษไว้ด้วยกัน ด้วยการเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ (ภาคอินเตอร์) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต

“พอเรียนจบจาวตัดสินใจสมัครงานที่โรงแรมแฟร์มอนต์ พิตต์สเบิร์ก สหรัฐ เพราะอยากไปลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ จำได้ว่าสัมภาษณ์งานกันผ่านทางสไกป์ พอได้งานก็บินไปทำงานเลย

ห้องอาหารที่ไปทำเป็นแบบครัวเปิด ซึ่งความท้าทายของการทำงานในครัวแบบนี้คือ ไม่ว่าจะยุ่งหน้าเตาขนาดไหน ก็ต้องรักษาความเป็นมืออาชีพไว้ เพราะไม่ว่าเราทำอะไร ลูกค้าก็เห็นหมด ตอนไปทำงานที่นู่นถือเป็นการเปิดโลกให้จาวมาก วันหยุดทีเราก็ได้ไปตระเวนหาของกิน ศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลายของเขา เพราะถึงจะเป็นประเทศเดียว แต่ในแต่ละรัฐก็มีวิถีการกินและอาหารที่แตกต่างกัน”

 

หลังจากทำงานอยู่ที่ห้องอาหารของโรงแรมได้ 1 ปี ได้รับผิดชอบในการสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยใหม่ๆ รวมทั้งเมนูซุปและขนมจนวีซ่าสำหรับทำงานหมด จาวจึงตัดสินใจขอรีเฟรชตัวเองด้วยการออกเดินทางไปท่องเที่ยวก่อนจะกลับมาเมืองไทย

“ช่วงที่กลับมา พอดีเพื่อนกำลังจะเปิดโรงแรมเลยไปช่วยเพื่อนเซตระบบก่อนประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้นพอดีจาวมากรุงเทพฯ และมีโอกาสได้พบกับเชฟไฮเคิล โจฮาริ เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟของร้านอาหารวอเตอร์ ไลบรารี่ หลังจากที่ได้คุยกันว่าจาวเรียนจบที่ไหน ทำอะไรมา เชฟก็ถามว่าสนใจมาทำงานด้วยกันมั้ย เพราะตอนนั้นวอเตอร์ ไลบรารี่ กำลังจะเปิดสาขาแรกที่ทองหล่อ เป็นสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง จาวก็สนใจมาก เพราะตอนนั้นอาหารสไตล์นี้ยังใหม่มากในไทย”

แรกเริ่มจาวบอกว่าเข้ามาดูแลในส่วนของหวานก่อนจะขยับมาดูในส่วนครัวเย็นและครัวร้อน แต่ด้วยความที่ไม่ได้โตมาในสายทำขนม พอต้องมาจับงานทางนี้ ถามว่าทำได้มั้ย ทำได้แน่นอน เพียงแต่สไตล์ของขนมที่ออกมาอาจจะไม่คุ้นตา

 

“จาวทำขนมโดยอาศัยพื้นฐานจากการทำอาหารเลยนะ ซึ่งจะต่างจากสายคนที่ทำขนม ซึ่งสูตรในการทำทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่ของจาวคืออยากใส่อะไรใส่ ลองผิดลองถูกไป ใช้เซนส์ในการทำมากกว่า ยกตัวอย่าง ไอศกรีมที่จาวทำอาจจะใส่เบคอนลงไปเป็นส่วนผสม เป็นต้น”

หลังจากการเปิดตัววอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาทองหล่อ จาวก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเชฟไฮเคิล ตั้งทีมเพื่อเปิดร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ อีกหลายสาขา ตั้งแต่สาขาเอ็มบาสซี สาขาที่ย่างกุ้ง และล่าสุดกับร้านอาหารน้องใหม่ในเครือวอเตอร์ ไลบรารี่ อย่าง “ซี้ด” (Seed) ซึ่งครั้งนี้เชฟจาวมานั่งแท่นเป็นเชฟจีเอ็ม (Chef GM) อย่างเต็มตัว ดูแลตั้งแต่ความเรียบร้อยในครัว มาจนถึงด้านการตลาด

“จริงๆ แล้วคนที่เป็นเชฟ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำอาหารอยู่ในครัวเท่านั้น เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของกุ๊ก แต่เชฟคือผู้ที่ต้องรวมเอาทักษะงานในครัว และการบริหารเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งการบริหารพนักงาน สตาฟฟ์ในครัว และบริหารวัตถุดิบในครัว ถามว่า สำหรับคนที่รักการทำอาหาร พอก้าวสู่อีกขั้นของอาชีพสู่การเป็นเชฟเต็มตัว สิ่งเหล่านี้มาบั่นทอนความสนุกของการทำงานลงมั้ย แน่นอนว่ามีบ้าง แต่จาวก็บอกตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็ยังได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร”

 

สำหรับอนาคตแน่นอนว่า เชฟจาวอยากมีร้านอาหารของตัวเอง แต่ร้านของเธออาจจะพิเศษหน่อยตรงที่เธออยากให้มีฟาร์มสำหรับเป็นแหล่งปลูกวัตถุดิบในการทำอาหารอยู่ในบริเวณร้านเลย อย่างน้อยลูกค้าจะได้มั่นใจในความสดใหม่ ปลอดภัยของวัตถุดิบที่เลือกใช้ อีกอย่างที่อยากให้มีแต่ไม่รู้จะฝันใหญ่ไปมั้ยคือ อยากสร้างโรงภาพยนตร์ไว้ในบริเวณร้านด้วย เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูหนังมาก

เมื่อถามถึงเสน่ห์ของการเป็นเชฟ อาชีพที่ทำให้เธอตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เชฟจาวบอกว่า เพิ่งหาคำตอบให้ตัวเองได้เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากได้หยุดไปพักผ่อนช่วงก่อนที่ร้านซี๊ดจะเปิด

“ตอนที่ยุ่งมาๆ จาวคิดถึงวันหยุดนะ อยากใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ แต่พอได้หยุดไปจริงๆ วันแรกรู้สึกดีมากๆ สบายจัง แต่พอวันที่สามนี่จาวเลยรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกแล้ว อาจเพราะเราเป็นคนไฮเปอร์ แอ็กทีฟ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ (หัวเราะ) อาหารเป็นออกซิเจนสำหรับจาวที่ทำให้เรามีชีวิต อาหารเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดทั้งเพื่อน ครอบครัว และมิตรภาพมาหาจาว สำหรับจาวการเป็นเชฟที่ดีคือ ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เชฟต้องไม่วิ่งตามหลังอาหาร แต่ต้องก้าวให้ทันทั้งเทรนด์ของอาหาร การบริการ การเสิร์ฟ อย่างที่ร้านเราพยายามจะให้เชฟออกมาเสิร์ฟเอง เพื่อที่จะได้พูดคุยกับลูกค้า แนะนำเมนูกับลูกค้า ให้เขารู้สึกว่าเราใส่ใจที่จะทำอาหารจานหนึ่งออกมาให้เขาจริงๆ ใส่ใจตั้งแต่รสนิยม ความชอบ ไม่ใช่แค่กรรมวิธีการปรุง”

Organic Dessert

แอปเปิ้ลเขียว & กรีกโยเกิร์ต

ส่วนผสม แอปเปิ้ลเขียวเชอร์เบต

น้ำแอปเปิ้ลคั้นสด  400  มิลลิลิตร

แอปเปิ้ลเขียว (หั่นเต๋า)  300  กรัม

กลูโคส  90  กรัม

น้ำเลมอนคั้นสด  50  มิลลิลิตร

เจลาติน  1  แผ่น

วิธีทำ แอปเปิ้ลเขียวเชอร์เบต

นำแผ่นเจลาตินแช่น้ำเย็นทิ้งไว้จนนิ่ม จากนั้นแบ่งน้ำแอปเปิ้ลคั้นสดเป็นสองส่วน ส่วนแรกใส่หม้อพร้อมกับกลูโคสตั้งไฟจนอุ่นแล้วใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไป คนให้ละลาย หลังจากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดใส่เครื่องปั่น ปั่นจนละเอียด แล้วนำใส่เครื่องปั่นไอศกรีม

ส่วนผสม เค้กกรีกโยเกิร์ต

ไข่ไก่ ออร์แกนิก 6 ฟอง

น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 110 กรัม

กรีกโยเกิร์ต 200 กรัม

แป้งข้าวโพด 20 กรัม

น้ำเลมอนคั้นสด 20 มิลลิลิตร

วานิลลา 1  ฝัก

วิธีทำ เค้กกรีกโยเกิร์ต

1.นำไข่ไก่ใส่โถตีพร้อมหัวตะกร้อ ตีจนขึ้นฟูเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีต่อไปด้วยความเร็วสูงจนขึ้นฟู

2.นำกรีกโยเกิร์ตใส่โถผสมอีกใบใส่แป้งข้าวโพด น้ำเลมอน วานิลลาตีให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไข่ไก่ที่ตีจนขึ้นฟูค่อยๆ ผสมให้เข้ากันกับโยเกิร์ตที่ผสมในโถ

3.นำเนื้อเค้กที่ได้ใส่พิมพ์ รองด้วยถาดพร้อมน้ำร้อน อบในเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 25 นาที นำออกจากเตาอบทิ้งไว้ให้เย็น

4.จากนั้นก็สามารถเสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลเขียวเชอร์เบต

 

พิจิกา จิตตะปุตตะ ชีวิต ความรัก กับทฤษฎีที่จอดรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/409853

พิจิกา จิตตะปุตตะ ชีวิต ความรัก กับทฤษฎีที่จอดรถ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผมมีนัดกับ ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ เจ้าของผลงานเพลงทฤษฎีที่จอดรถ ที่ตึกแกรมมี่ ชั้น 32 อันเป็นฐานที่ตั้งของค่ายเพลงสนามหลวง ที่ซึ่งว่ากันว่าเป็นค่ายเพลงที่จากไปแล้วได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้พิจิกามาในลุคดำ แต่หวาน ที่กำลังสะท้อนให้ผมได้เรียนรู้ตัวตนของเธอผ่านเครื่องแต่งกาย ว่าเธอต้องเป็นผู้หญิงที่หวานแต่ไม่แหวว ไม่แบ๊ว แต่เข้าใจโลก ชีวิต และ “ความรัก” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย

“กับเพลงทฤษฎีที่จอดรถ ถือเป็นเพลงที่ทำการบ้านมาพอสมควร เพราะว่าคนจะติดภาพเราจากการร้องเพลงประกอบละคร คนจะรู้สึกว่าเราต้องแบ๊วๆ เป็นผู้หญิงงุ้งงิ้ง แต่จริงๆ เราไม่ใช่ผู้หญิงสไตล์งุ้งงิ้ง เพียงแต่จังหวะเวลาและโอกาสมันทำให้คนรู้จักเราในมุมนั้น พอมาทำเพลงนี้ ทางค่ายมองว่าเราเป็นศิลปินผู้หญิงที่ไลฟ์ได้ ทำการแสดงสดได้ คิดว่าถ้าทำเพลงสนุกๆ สตรองๆ มองความโสดให้เป็นบวก เวลาออกคอนเสิร์ตแล้วร้องเพลงตั้งแต่ไม่ใช่ผู้ชาย นิดนึง อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวในหัวใจ กลัวเข้าใจผิด แสงสุดท้าย จนมาถึงทฤษฎีที่จอดรถ ภาพรวมคงออกมาดี และสนุกดี เลยออกมาเป็นเพลงนี้ค่ะ”

 

พิจิกาบอกเล่าให้ผมฟังว่า เพลงนี้มาจากตัวตนและความคิดความรู้สึกของเธอล้วนๆ “เรารู้สึกว่าการเป็นคนโสดในช่วงเวลาที่เราพยายามจะหามันมักไม่เจอ หรือเจอก็มักไม่โอเค เราเลยมีทฤษฎีส่วนตัวมาพักใหญ่ว่า เราต้องมีความสุขในชีวิต เติมชีวิตให้มีความสุข แล้วถ้ามันจะมา มันก็มาเอง มันเลยเป็นที่มาของเพลงที่ให้กำลังคนโสด ที่บอกว่า เฮ้ย…อย่าพึ่งท้อ เดี๋ยวมันมาเอง เหมือนเวลาขับรถไปในลานจอดรถ แล้วหาที่จอดรถไม่เจอ ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิดอารมณ์เสีย ชิลๆ วนๆ หาไป เดี๋ยวมันก็เจอเอง”

พิจิกาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การหาที่จอดรถ บางคนเจอเร็วก็โชคดีไป บางคนหาเท่าไรก็ไม่เจอ พอเจอก็โดนคนปาดหน้า เช่นเดียวกับการหาใครสักคน ที่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของดวงและจังหวะเวลา

 

“ในส่วนของเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ตอนนี้ก็กำลังวนรถอยู่ค่ะ (หัวเราะ) เพราะว่ายังไม่เจอที่จอดรถที่พอดีกับรถของเรา บางทีเจอที่จอดรถว่าง แต่ก็รู้สึกยังไม่พอดี ยังไม่ใช่ เลยต้องขอวนไปอีกแป๊บนึง บางครั้งก็ขึ้นไปดูว่าชั้นอื่นมีไหม (หัวเราะ) เรารู้สึกว่า เรายังชิลอยู่ ยังวนหาได้อยู่ ไม่รีบ ไม่เร่ง”

พิจิกาเผยจากใจว่า คนที่ไม่ได้ขับรถหรือคนที่ไม่มียานพาหนะ อาจจะไม่ได้อินกับเพลงของเธอมากมายนัก แต่นี่ก็คือมุมมองความคิดที่เกิดจากตัวของเธอเอง “เราจึงอยากนำเสนอสิ่งที่เราคิด ส่วนคนจะอินมากอินน้อยนี่คือแล้วแต่ แต่เราแฮปปี้ บางคนฟังเพลงนี้แล้วก็ฟีดแบ็กกลับมาว่า ไม่มีคนที่เล่นเพลงแบบนี้มานานแล้ว หรือว่า รู้สึกว่าดนตรีค่อนข้างเข้มข้น เล่นสดแล้วสนุก ซึ่งฟีดแบ็กแบบนี้นี่แหละที่เป็นฟีดแบ็กที่เราต้องการ”

 

ท้ายสุด พิจิกาบอกเล่าว่า หลักในการดำเนินชีวิตของเธอ คือ ทำในส่วนที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด “นี่คือหลักเดียวเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องแข่งขันกับตัวเอง อันนี้สำคัญมาก บางครั้งบางมุมเราอยู่ในที่ที่มีคนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น เรื่องไม่สวย พูดบ่อยเข้ากลายเป็นว่า อยู่ๆ ไปเราก็ไม่ได้สนใจ ไม่โกรธด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เรามองว่าสิ่งที่มันแฮปปี้กับตัวเราคือการที่เราพัฒนาตัวเองในงานที่เราได้รับมอบหมายหรือได้รับโอกาสให้ทำ เช่น ร้องเพลง หรือเล่นละครเวทีแนวมิวสิคัลให้ดีที่สุด”

ล่าสุด พิจิกามีผลงานละครเวทีเรื่อง มอม เดอะ มิวสิคัล ที่เปิดทำการแสดงแล้ว ณ โรงละครเอ็ม เธียเตอร์ อย่างไร ใครชื่นชอบผลงานของเธอ ทั้งผลงานเพลง และละครเวที ก็สามารถติดตามกันได้ อีกไม่นานเกินรอ เธอจะปล่อยซิงเกิ้ลใหม่เป็นเพลงช้า ที่ยังคงความเป็นบวกและมีละครเวทีอีกเรื่องในช่วงกลางปี แว่วมาว่าเป็นละครเวทีที่ดัดแปลงจากละครโทรทัศน์ที่เคยได้รับความนิยมจากคนดูมากมายอีกด้วย (เป็นเรื่องที่โดนใจสาวๆ วัยสามสิบอัพอย่างแน่นอน)

งานนี้โปรดติดตาม

 

ผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ลลิดา ทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/409841

ผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ลลิดา ทองหล่อ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จะมีใครสักกี่คนที่สามารถทำตามความฝันด้านอาชีพ ดังเช่น เดียร์-ลลิดา ทองหล่อ วัย 29 ปี ผู้ประกาศข่าวรายการห้องข่าวบันเทิง ทางช่องเวิร์คพอยท์ อดีตแอร์โฮสเตสสาวแห่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งเราอาจคุ้นหน้าเธอกับงานแสดง “คลับฟรายเดย์ เดอะซีรี่ส์ 6 ตอน ผิดที่…รักเกินไป” ไม่นับรวมการเป็นนางแบบที่มีหุ่นสูงถึง 170 เซนติเมตร ซึ่งเธอได้ทั้งรูปร่างที่สูงโปร่ง และผิวน้ำผึ้งสวยรวมใบหน้าหวาน เพราะได้ดีเอ็นเอถ่ายทอดความงามมาจากผู้เป็นแม่ อดีตรองนางสาวไทยชื่อดัง ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง

ล่าสุด ลลิดาได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 12 ผู้หญิงจากสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีความเก่งสมาร์ทและมีการใช้ชีวิตที่หลากหลายเข้าชิงรางวัลผู้หญิงเก่ง ที่จัดโดยนิตยสารคลีโอ สิ่งเหล่านี้การันตีได้ว่าลลิดาเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่เธอยังมีไหวพริบดี มีความอดทนและรู้จักผลักดันเติมเต็มชีวิตตนเอง ที่แม้ไม่ได้เติบโตมาในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ แต่ก็มีหน้าที่การงานที่ดีได้

ลลิดา เล่าว่า จากอาชีพแอร์โฮสเตสเธอผันตัวเองมาเป็นผู้ประกาศข่าวได้เนื่องจากเธอมีทักษะเคยฝึกพูดตั้งแต่เป็นหนึ่งในเคกรุ๊ป อี-เกิร์ล ของธนาคารกสิกรไทยรุ่น 4 ทำให้เธอได้ฝึกพูดเป็นผู้ประกาศข่าวด้านการเงิน ซึ่งเธอก็ทำได้ดี ย้อนดูผลการเรียนวิชาการการพูดเพื่อการสื่อสาร เธอก็ทำคะแนนได้ดีมาโดยตลอด

“เดียร์ว่าการพูดเป็นเรื่องสนุกตรงที่เวลาเราพูดแล้วคนฟังหัวเราะ ซึ่งเพื่อนก็บอกว่า เวลาเขาคุยกับเราเขาได้หัวเราะเพราะเราเป็นคนตลกเล็กๆ  ซึ่งตรงกับความคิดเดียร์คือ อยากพูดให้คนได้รู้สึกสบายใจ ได้หัวเราะ ซึ่งเดียร์ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเราดูมีเสน่ห์เมื่อพูด พอเดียร์มีปัญหาด้านสุขภาพคือไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งตอนนี้รักษาเกือบหายแล้วตอนเป็นแอร์โฮสเตส ก็เลยอยากลองทำงานอื่นๆ นอกจากเป็นนางแบบ หรืองานถ่ายโฆษณา ก็เลยถามเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ประกาศซึ่งเป็นอีกงานหนึ่งที่เดียร์อยากทำ เพื่อนบอกว่าที่เวิร์คพอยท์รับสมัครผู้ประกาศข่าว เดียร์จึงลองมาสมัคร แล้วก็ได้ค่ะ”

 

ก่อนหน้านี้ ทั้งงานพิธีกรและผู้ประกาศข่าวเป็นงานที่สาวเดียร์เคยชิมลางมาแล้วทั้งสองงาน ความแตกต่างคือ งานพิธีกรจะดึงความสดใสของตัวบุคคลออกมาได้มากกว่าการเป็นผู้ประกาศข่าว ที่ต้องดูน่าเชื่อถือ จริงใจ

“เดียร์ได้อ่านทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งข่าวเศรษฐกิจเดียร์พอมีคลังคำศัพท์อยู่ในหัวบ้าง เพราะเคยรับงานของกสิกรไทย เช่น ข่าวผู้ถือหุ้น การเงินการธนาคาร ซึ่งการพูดที่ดีคือ ต้องพูดแล้วเข้าใจง่ายมากขึ้น ผู้ประกาศข่าวต้องทำหน้าที่ย่อยข่าวแล้วถ่ายทอดให้คนฟังเข้าใจง่าย

ตอนมาทดสอบเป็นผู้ประกาศข่าว ทีมงานยื่นสคริปต์ให้เดียร์อ่านทั้งข่าวภูมิภาค เศรษฐกิจ ซึ่งหากไม่ได้ฝึกมาเลยก็จะไม่ไหลลื่น สำหรับเดียร์มีแค่คลังศัพท์การเงิน พอเจอข่าวภูมิภาคยอมรับเรางงนิดๆ แต่โชคดีมีทักษะการพูด ซึ่งเทคนิคคือ เราต้องมีข้อมูลในหัวเพื่อดึงมาใช้ได้ทัน ซึ่งความรู้ด้านการเมืองเดียร์มีน้อย ตอนออดิชั่นเดียร์จึงดึงออกมาไม่ได้ แต่เราใช้ข้อมูลด้านอื่นมาผสมผสานกัน พอเริ่มทำงานเรื่อยๆ ก็ควรอ่านหนังสือพิมพ์ให้ครบทุกด้านเพื่อเตรียมพร้อมตัวเองตลอดเวลา”

 

และแล้วผู้ใหญ่ก็หยิบยื่นโอกาสให้เธออ่านข่าวบันเทิง ซึ่งอาจเห็นแววว่า เธอน่าจะพูดข่าวบันเทิงได้น่าสนใจได้ เพราะมีทั้งความสดใส สดชื่น พูดจาน่าฟังอยู่ในตัว

“จากผู้ประกาศข่าวมาอ่านข่าวห้องข่าวบันเทิง ซึ่งตอนเดียร์ไปทำฟีดแบ็กก็ดีนะคะ ทำให้เรารู้ศักยภาพตัวเองว่าลุคนี้เราก็ได้นะ เพราะเดียร์ไม่ได้บันเทิงแบบจิกกัด ไม่แซ่บมากจนเกินไป แต่เรามีทีมงานที่รู้ลึกรู้จริง แต่เราไม่จี้จุด เราเน้นเล่าข่าวสนุกสนานเป็นจุดเด่น เดียร์อ่านข่าวบันเทิงทุกวันพุธกับพฤหัสบดีเวลาสองทุ่มสิบห้านาที

ข่าวบันเทิงตัวเนื้อข่าวไม่ยาก แต่จะมีความยากตรงทำอย่างไรให้การนำเสนอดูน่าสนใจ ดูสดใสร่าเริงเหมือนกับตัวเดียร์ คนดูแล้วสบายใจ อยากดูต่อไป เราพูดเล่นได้ แต่ให้ดูสดใสหน้ากล้อง ซึ่งต้องใช้เวลา เดียร์ทำมาปีหนึ่งแล้วผลตอบรับก็ดี”

แม้จะมีต้นแบบคือ พัชรศรี เบญจมาศ แต่ลลิดาบอกว่า ดูสไตล์รุ่นพี่ๆ ได้ แต่อย่าก๊อบปี้ ให้รักษาความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผู้หญิงทุกคนดูมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเองอยู่แล้ว

 

“เดียร์อยากเป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิงที่ยังรักษาลุคของผู้ประกาศข่าวที่น่าเชื่อถือเอาไว้ ถ้าในอนาคตเปลี่ยนมาอ่านข่าวการเมืองก็ดูน่าเชื่อถือได้”

ในฐานะเป็นทายาทของนักแสดงและรองนางสาวไทย แม้ลลิดาไม่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณแม่เลย ด้วยเหตุผลด้านงานในวงการบันเทิงของคุณแม่ที่่กำลังไปได้รุ่งในยุคนั้น แต่เธอได้รับความรักและการเลี้ยงดูที่ดีจากญาติทางฝ่ายคุณพ่อ ซึ่งช่วยเติมเต็มความรู้สึกขาดของเธอได้มาก

“เดียร์ไม่เคยอยู่กับคุณแม่เลยตั้งแต่เกิด แต่ได้มาเจอคุณแม่อีกครั้งตอนท่านป่วย เราได้คุยได้ปรับทัศนคติ เราได้ถามแม่ว่าทำไมแม่ไม่เลี้ยงหนู เรารู้สึกน้อยใจ ไม่เข้าใจ แต่จริงๆ แล้วคุณแม่คือไอดอลของเราตั้งแต่เด็ก เดียร์ได้ลองใส่มงกุฎของคุณแม่และรู้สึกว่าคุณแม่สวยจัง คุณแม่ก็บอกถึงความจำเป็นว่าทำไมท่านดูแลเราไม่ได้ ซึ่งเดียร์ก็เข้าใจแล้ว และอยากบอกน้องๆ ที่รู้สึกครอบครัวขาดว่า ควรนำความอึดอัดคับข้องใจมาเป็นแรงผลักดันให้ทำในสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ก้าวไปในสิ่งที่ดี อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าประชดชีวิต เราต้องคิดดีทำดี เพราะครอบครัวเราไม่สมบูรณ์แล้ว เราก็ต้องทำชีวิตเราให้ดี เราต้องเข้มแข็ง อดทน สร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง”

 

ทศพล หมายสุข ชีวิตหล่อๆ ของหนุ่มโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/409602

ทศพล หมายสุข ชีวิตหล่อๆ ของหนุ่มโสด

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“คนชอบบอกผมหน้าเหมือนพี่แสตมป์ ไม่ก็บร๊ะเจ้าโจ๊ก โซคูล” ว่าแล้วก็สะบัดผมปลิวให้ดูหนึ่งครั้ง …นี่คือพารากราฟเปิดตัวในอินสตาแกรมของหนุ่มโสดในฝัน Eligible Bachelors 2015 ท็อป-ทศพล หมายสุข หนุ่มคลีโอคนล่าสุด 2015 สัมผัสใกล้ๆ ขอบอกว่าเหมือนในบางมุม หากที่สัมผัสได้ดีพๆ ลึกๆ ลงไปคือความจริงใจและความจริงจังกับชีวิตอย่างเหลือเชื่อ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นพิธีกรช่อง 29 โมโน กรุ๊ป ล่าสุดท็อปยังรับบทในซีรี่ส์ดังที่นำมากลับมาทำใหม่ “ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร”

“เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ากล้องกับดาราเบอร์ใหญ่ ตื่นเต้น สนุก ท้าทาย วันแรกของผมเจอเข้าฉากแรกซีนแรกกับตี๋ใหญ่ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด โอ้โห! บรรยายไม่ถูกครับ ปฏิญาณกับตัวเองในใจว่า เราต้องไม่พลาดๆๆๆ โดนเข้าไป 4 คัต (ฮา)” ท็อปเล่าและหัวเราะด้วยท่าทีสบายๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ก่อนจะมาเป็นหนุ่มคลีโอและพิธีกรนักแสดงในปัจจุบัน ท็อปเล่าว่าชีวิตหันเหมาทางนี้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โมเดลลิ่งไปเจอขณะที่เขากำลังไปเรียนพิเศษแถวศูนย์การค้าสยาม โมเดลลิ่งหรือผู้จัดหานายแบบหน้าใหม่ผู้นั้น เดินตรงเข้ามาคุยกับมารดาของเขาทันที ตรงเป้าและตรงประเด็นว่า “คุณแม่อยากให้น้องแบ่งเบาภาระทางบ้านไหม?”

 

ขณะนั้นอายุ 16 ปีเท่านั้น ได้รับคำอนุญาตจากมารดาไปคัดเลือกตัวนักแสดงในโฆษณาก็ทำมาเรื่อยตั้งแต่นั้น ท็อปได้รับคัดเลือกให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้นในช่วงนั้น และในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 5 ขึ้นปีที่ 6 ยังได้ไปคัดเลือกตัวนักแสดงในซีรี่ส์ “น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์” และ “สปอร์ตเรนเจอร์” ท็อปเล่นเป็นมนุษย์ไฟฟ้าตัวสีเขียว ถ้าใครยังจำได้

 

เมื่อขึ้นชั้นอุดมศึกษาปี 1-2 การเรียนหนักขึ้น ท็อปจึงหยุดหมดเรื่องการแสดง เพื่อทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ โดยเข้าเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต่อมาขึ้นปีสามการเรียนพอผ่อนคลายลง จึงกลับมาสานต่อเรื่องงานแสดงอีกครั้ง ส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานโฆษณา ต่อเมื่อปีที่ผ่านมาได้รับงานพิธีกรครั้งแรกที่โมโน กรุ๊ป รายการชื่อทีมอัพเดท ซึ่งเป็นรายการสำหรับวัยรุ่นเน้นสาระความรู้และบันเทิง รวมหมดทุกเรื่องที่วัยรุ่นสนใจ แกดเจ็ต ดารานักร้อง กระแส กิจกรรมต่างๆ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสทำงานดีเจที่โอเคฮุค เปิดเพลงเปิดไมค์เวิลด์ไวร์ทั้งประเทศ รวมทั้งเป็นวีเจที่ป๊อปชาแนล โอ้ว้าว! แรงไม่หยุดจริงๆ นะเนี่ย ในวินาทีที่ชีวิตเคลื่อนไป ถามว่าเสียดายความรู้เรื่องวิศวกรรมที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาหรือไม่ ท็อปตอบว่าเสียดายเหมือนกัน ช่วงหนึ่งชีวิตต้องเลือกระหว่างงานวิศวกรรมและงานบันเทิงตัดสินใจเลือกสายบันเทิง เพราะเป็นสายงานที่ทำแล้วมีความสุข

“ต้องตื่นตี 4-5 แล้วทำไปทั้งวัน ยันไปทั้งคืนจนถึงเที่ยงคืน-ตี 1 แต่ผมก็ยังสนุก ยังมีแรงทำ ยังอยากที่จะทำต่อไป นี่เองที่ตอบตัวเองว่า เราเลือกสายบันเทิงเถอะ อีกอย่างก็น่าจะเป็นงานที่เก็บเงินได้เร็วกว่า เก็บเงินได้กอบเป็นกำกว่าสองปีที่ผ่านมาผมเก็บเงินซื้อบ้านให้แม่ได้แล้ว ภูมิใจนะครับ” ท็อปเล่า

ท็อปเล่าว่า ปัจจุบันเขายังเป็น1 ใน 3 พิธีกรหลักของรายการโฮมรูมทางสถานีไทยพีบีเอส ชายหนุ่มเล่าขำๆ ว่าคือครั้งแรกที่ทำรายการที่มีสาระอย่างแท้จริง (ฮา) รายการมีเนื้อหาสาระความรู้ สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน ขณะเดียวกันก็ให้แรงบันดาลใจแก่ตัวเอง ชีวิตนี้คงต้องเดินสายบันเทิงเต็มตัว ทำงานสื่อสารมวลชนเบื้องหน้าเบื้องหลังต่อไป

อยากฟังเบื้องหลังเวทีประกวดหนุ่มคลีโอ ชายหนุ่มยิ้มก่อนเล่าให้ฟังว่า ปีที่ผ่านมาของเขาคือการเดินสายร่วมโปรโมทกิจกรรมหนุ่มคลีโอ หลังจากตัดสินใจร่วมประกวดเวทีนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เนื่องจากโปรไฟล์ของผู้เข้าประกวดทุกคนอยู่ในระดับเทพ ทุกคนฟิตเปรี๊ยะรูปหล่อหุ่นดี หลายคนมาจากหลายวงการ เช่น นักบิน โบรกเกอร์ เทรดเดอร์และเพอร์ซันแนลโคช ฯลฯ

“ผมคิดว่าผมน่าจะเป็นสายเอนเตอร์เทนเนอร์ ผมน่าจะสายนี้ พอประกาศชื่อผู้ชนะของสายปรากฏว่าเพื่อนอีกคนได้ไป จากนั้นก็ไม่คิดว่าจะมีสายอะไรที่ผมน่าจะได้แล้วล่ะ ผมก็ง่วนอยู่กับมือถือ จนเมื่อประกาศตำแหน่งเดอะ เบส ซิกซ์แพ็กเสร็จ ต่อไปเป็นการประกาศตำแหน่งใหญ่หนุ่มโสดในฝันของปี เป็นตอนที่ผมได้ยินแว่วๆ แค่นามสกุลของตัวเอง”

ท็อปเล่าว่า ดีใจและตกใจพร้อมกัน ปนกับอาการช็อกที่ไม่นึกฝัน เกณฑ์การตัดสินมาจากคุณสมบัติผู้เข้าประกวดที่ต้องการคนหล่อ หากที่ต้องการมากกว่าคือคนหล่อที่เมื่อคุยด้วยแล้วอยากคุยและทำความรู้จักกันต่อไป อยากรู้อยากค้นหาไม่สิ้นสุดบุคลิกของท็อปเป็นคาแรกเตอร์ที่กวนแต่จริงใจ อาจทำให้คณะกรรมการอยากค้นหาว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังคาแรกเตอร์ที่น่ามึนนี้ (ฮา)

สิ่งที่อยากทำในชีวิตคือการร่วมมือกับเพื่อนสนิทที่ปัจจุบันเรียนต่อด้านจิตวิทยาในเด็ก คุยกันไว้ว่าอยากทำรายการสารคดีสะท้อนสังคม เยียวยาเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง เขาสะท้อนใจในหลายคลิปจาก
ยูทูบ ภาพเด็กถูกกระทำรุนแรงในทุกเมื่อเชื่อวันโดยพ่อแม่แท้ๆ ของเด็กเอง โดยพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงหรือคนในสังคมก็ตาม อะไรที่จะหยุดยั้งหรืออย่างน้อยก็เยียวยาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กควรที่จะได้รับการบำบัด อย่างน้อยก็เพื่อการเติบโตต่อไป

 

ในฐานะนักแสดง ธงอันดับต่อไปคือการรับบทหนักๆ ในดราม่าดีๆ สักเรื่องหรือหลายๆ เรื่อง ด้วยท้าทายความรู้สึกของตัวเองว่าบทดราม่าเล่นยาก แต่วันหนึ่งจะต้องรับบทยากและเล่นให้ได้ ท็อปชอบดูภาพยนตร์ ดูทุกเรื่องและดูซ้ำในเรื่องที่ชอบ ภาพยนตร์ที่ยังติดตาตรึงใจคือชอว์แชงก์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง ทิม ร็อบบินส์ รับบทขับเคี่ยวกับมอร์แกน ฟรีแมน เรื่องราวของชายหนุ่มที่แสวงหาหนทางเพื่ออิสรภาพ หลังจากต้องติดคุกในความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

ด้านภาพยนตร์ไทยชอบเรื่องเพชฌฆาตคนสุดท้าย และชอบดาราชายที่รับบทเพชฌฆาตคนสุดท้ายในเรื่องนี้ด้วย วิทยา ปานสีงาม นักแสดงที่แท้จริง (แถมจบคณะวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกันด้วย) รับบทเพชฌฆาตได้สมจริงและอินดี้จริงๆ ส่วนดารานักแสดงหญิงชื่นชมในป๊อก-ปิยธิดา วรมุสิก ชอบในความหลากหลายของการแสดงและการกล้าแสดง หลายบทหลายอารมณ์ที่ทั้งก๋ากั่น เรียบร้อย เปรี้ยวหวานครบรส ชอบดวงตาของนักแสดงและผู้กำกับหญิงคนนี้ที่ยิ้มแล้วสว่างไสวไปหมด

“ดาราชายต่างประเทศชอบเดนเซล วอชิงตัน ชอบเขาและชอบในบทบาทการแสดงที่เหนือชั้นของเขา ดาราหญิงชอบนักแสดงจาก Still Alice จูลีแอนน์ มัวร์ บทคนไข้โรคอัลไซเมอร์ท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง”

 

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวเวลาว่างของท็อปนอกจากชมภาพยนตร์ ดูบทบาทการแสดงของนักแสดงคนโปรดแล้ว เขาชอบการท่องเที่ยว ชอบทะเล ชอบภูเขา กีฬาโปรดการว่ายน้ำ ฟิตเนส เตะฟุตบอล ปั่นจักรยาน ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบที่ที่คนเยอะๆ ไม่ชอบไปดูคอนเสิร์ตแบบที่ผู้คนแห่แหนกันไป ขอเปิดฟังจากยูทูบ (ฮา) หน้าเทศกาลหรืองานที่ต้องฝ่าฝูงชนไม่เจอท็อปแน่นอน อาหารไม่ชอบของดิบ แต่เนื้อดิบแบบปลาดิบกินได้ แพ้พริกแพ้ความเผ็ด กินแล้วออกอาการปากบวม เหงื่อท่วม กลัวจิ้งจกโดยเฉพาะตอนเห็นหน้าเวลามันเกาะกระจกมองทะลุไปเห็นพุงใสๆ

“ใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเอง มีความสุขในแบบที่ตัวเองเป็น ถ้าจะอยากอะไรสักอย่างก็อยากให้แม่สบาย อยากให้แม่ปล่อยวางภาระความกังวลต่างๆ สำหรับผมเองสักวันอยากใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด อยากใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ริมชายหาดหรือตีนเขาที่ไหนสักแห่ง ไม่ได้อยากมีร้อยล้านพันล้าน อยากแค่ไม่มีหนี้ อยากแค่มีอิสระทางการเงิน อยากทำอะไรทำ อยากคิดอะไรคิด”

ปัจจุบันโสดสนิท สาวในสเปกยังไม่คิดฝัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีแฟนสวย มีแต่แฟนที่หันไปมองแล้วดูได้ไม่เบื่อ ขอสามข้อคือ 1.เคารพตัวเอง 2.กตัญญู และ 3.ไม่ดูถูกคน ส่วนจะทำงานเก่งหรือไม่ ฉลาดหรือไม่ ไม่สำคัญ เปิดพารากราฟแรกด้วยบรรทัดแรกจากไอจี จบด้วยประโยคสุดท้ายในไอจีของหน้าเดียวกัน “ผมเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกแม่มากๆ รักแม่มากที่สุด”…นี่ล่ะ หนุ่มโสดในฝันคนล่าสุด

 

อัญชลี แป้นเพ็ชร ผู้หญิงชอบเค้กและศิลปะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/408948

อัญชลี แป้นเพ็ชร ผู้หญิงชอบเค้กและศิลปะ

โดย…แมงโก้หวาน

ปิดพุทธศักราชใหม่ 2559 ชีวิตก็มีชีวาขึ้นมาทันที เพราะ Chef We Love สัปดาห์แรกของเดือนแรกก็มีเชฟคนสวยดีกรีปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาโชว์ความหวานให้เห็นแล้ว

อ๊ะๆ (ไม่มีอะไรน้า) แค่มาโชว์หวานด้วยการทำบราวนี่ชีสเค้กอร่อยๆ แค่นั้น แต่รับรองได้เลยว่า ฝีมือการทำขนมของเธออร่อยจริง ยิ่งถ้าใครได้ไปกินในร้านด้วยแล้วจะได้บรรยากาศอีกแบบ (ขอบอก) เพราะร้านเธอตกแต่งได้เก๋ไก๋ น่ารัก และแตกต่างจากร้านเค้กทั่วไป ข้างนอกตกแต่งด้วยสีเหลือง ตัวหนังสือชื่อร้านเป็นสีดำ ผนังภายในเป็นปูนเปลือย คนมีไอเดียเท่านั้นแหละที่ทำได้แตกต่างจากร้านทั่วไป

“หวานหวาน” นิกเนมของเธอ (ชื่อยังหวานเลย) ส่วนชื่อจริง “อัญชลี แป้นเพ็ชร” เชฟขนมและเป็นเจ้าของร้านเค้ก SweetSweet (ตั้งตามชื่อเล่น) ตั้งอยู่ในซอยโชติวัฒน์ 93 (ตรงข้ามประชาชื่น 16) สะพาน 99 ถนนประชาชื่น อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 2 โดยเพิ่งเปิดร้านมาได้ 1 เดือนเศษๆ แต่ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก ทั้งลูกค้าออฟฟิศและนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนเพราะทำเลที่ตั้งร้านอยู่ติดกับโรงเรียน

เชฟหวานเล่าที่มาของการเป็นเชฟขนมให้ฟังว่า เธอชอบเค้กและชอบกินเค้กมากกว่าขนมอย่างอื่น ยิ่งถ้าอร่อยและตกแต่งสวยงามแค่เห็นก็มีความสุขแล้ว แต่ด้วยความที่ชอบงานศิลปะและการออกแบบเป็นทุนอยู่ด้วย ก็เห็นว่าเค้กกับศิลปะไปด้วยกันได้ เพราะเวลาแต่งหน้าเค้กก็ต้องใช้ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการตกแต่ง จึงตัดสินใจไปเรียนทำขนมที่ไทยเชฟเบเกอรี่ แจ้งวัฒนะ กับเชฟเบเกอรี่ชื่อดัง “ธวัชชัย ทองมณี”

“หวานเพิ่งไปเรียนปีที่แล้วเองค่ะ ที่ไทยเชฟเบเกอรี่ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย (ช่วงนั้นทำงานบริษัทแห่งหนึ่ง) แต่เรียนจบแล้วก็ไม่ได้ลาออกจากงานทันทีค่ะ ก็ทำงานไปด้วย รับออร์เดอร์เค้กไปด้วย ทำขายเป็นรายได้เสริมไป ลูกค้าชมว่าอร่อย หน้าตาเค้กสวย หลังๆ ออร์เดอร์เริ่มเยอะจนทำไม่ทัน หวานเลยมองถึงการเปิดร้านและตัดสินใจลาออกจากงานในที่สุดเพื่อที่จะมาเปิดร้านเค้ก”

เชฟหวานเล่าว่า ช่วงที่ยังไม่ลาออกจากงาน ลูกค้าได้ออร์เดอร์เข้ามาเยอะ เริ่มแรกเป็นลูกค้ากลุ่มเพื่อนและเพื่อนๆ ในที่ทำงาน ต่อมามีการขยายด้วยการบอกปากต่อปากจนมีลูกค้าจำนวนมาก และพอมาเปิดร้าน SweetSweet ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยังตามมาอุดหนุนตลอด ประกอบกับลูกค้าใหม่โดยเฉพาะนักเรียนถือเป็นลูกค้าประจำของร้าน เพราะร้านอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 2

 

ทว่า ด้วยความที่เป็นร้านใหม่และเพิ่งเปิดมาได้เดือนเศษๆ ลูกค้าอาจยังไม่รู้จัก แต่เธอก็มีกลยุทธ์ทำให้ลูกค้าได้รู้จักสินค้าและรู้จักร้านของเธอ นั่นคือความแตกต่าง ซึ่งในความแตกต่างนั้นก็คือ ต้องดูดี น่ารัก น่ากิน รสชาติอร่อย และราคาไม่แพงจนเกินไป

“ต้องยอมรับว่าร้านเค้กทุกวันนี้เยอะมาก หวานว่ารสชาติคงไม่ได้แตกต่างหรือหนีกันมากนัก แต่ความน่าสนใจมันอยู่ที่ไอเดีย การตกแต่ง และความคิดสร้างสรรค์มากกว่า จะทำยังไงให้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ถ้าใครทำแตกต่างจากร้านอื่นเชื่อว่าลูกค้าก็น่าจะชอบ เช่น บางร้านรูปทรงกลมๆ หรือทำเป็นสามเหลี่ยม เราก็อาจจะทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ หรือทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าเห็นแล้วสะดุดตา ชอบ อยากถ่ายรูป อยากซื้อ หวานเองยอมรับว่าถ้าจะสนใจเค้กอันไหนอันดับแรกจะดูรูปร่าง หน้าตาก่อน ถ้าหน้าตาน่ารักน่ากิน เอาล่ะ มักจะไม่พลาด”

เชฟหวาน กล่าวว่า ความที่เพิ่งเปิดร้านใหม่ เธอสามารถทำให้แตกต่างจากร้านอื่นได้ แต่ก็ต้องดูเรื่องราคาด้วย เพราะถ้าไปขายแพงเหมือนร้านดังๆ คงไม่ได้ และที่สำคัญต้องดูกลุ่มลูกค้าด้วยว่าลูกค้าของร้านเป็นกลุ่มไหน ดังนั้นร้านของเธอความแตกต่างจึงอยู่ที่นอกจากเค้กจะอร่อย หน้าตาน่ารักแล้วราคาจะต้องไม่แพงเกินไปด้วย

 

“ขณะเดียวกัน การที่ร้านตกแต่งเป็นแนวลอฟต์ ออกแนวคลาสสิกๆ ผนังภายในออกแบบเป็นปูนเปลือย ไม่ได้หวานเหมือนชื่อร้าน หรือออกแนวสีชมพูจ๋า ก็ถือเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่ง เพราะโดยส่วนใหญ่ร้านเค้กทั่วไปมักจะออกแนวเรียบหรู โรแมนติก มีโต๊ะเก้าอี้โชฟา แต่ร้านหวานโต๊ะเก้าอี้ไม่ได้เป็นโซฟาขาโต๊ะจะเป็นท่อแป๊บออกสีเงิน ส่วนเก้าอี้เป็นไม้และขาสีดำ ออกแนวลอฟต์ ก็มีลูกค้าชมเหมือนกันว่าร้านแปลกและเก๋ดี”

ว่าแต่เค้กฝีมือเชฟหวานหวานจะอร่อยและหน้าตาน่ากินจริงอย่างที่แมงโก้หวานการันตีไหม คงต้องไปชิมด้วยเองแล้วล่ะถึงจะรู้ ถ้ายังไม่ไปก็เอาสูตรของเธอไปทำกินพลางๆ ก่อน ส่วนจะอร่อยเหมือนเชฟคนสวยทำไหม ไปโทษเธอไม่ได้น้า…ถ้าสงสัยถามเชฟได้ที่เบอร์ 08-6395-3336 แต่ถ้าจะออร์เดอร์เชฟขอล่วงหน้า 3 วันนะคร้าบ

 

ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ พร้อมลุยงานเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/408518

ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ พร้อมลุยงานเพลง

โดย…แจนยูอารี ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

พ้นปีใหม่มาไม่กี่วัน อะไรๆ ก็ดูสดใสไปหมด ยิ่งเมื่อ “โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” ประกาศก้องจะขอลุยงานเพลงกับแก๊งเพื่อน Tono & The Dust สาวกที่เฝ้ารอเตรียมเฮดังๆ ได้เลย สนุกสุดเหวี่ยงแน่นอน เขาบอกอย่างนั้น

ประเดิมด้วยการนำเพลงเก่ามาคัฟเวอร์ใหม่ “ยังไงก็โดน” ต้นฉบับทำไว้โดยวงร็อกขวัญใจวัยโจ๋ (ยุคก่อน) “ไมโคร” (…อยากจะเป็นคนดีคนหนึ่งในสังคม แต่มันจมลงดินเพียงเพราะแค่คำคน ขยับหน่อยเป็นต้องโดนคำคนตอกย้ำ ไม่ทำอะไรก็โดน ถึงจะทำก็โดน สู้เกินไปก็โดน ถอยเกินไปก็โดน แล้วยังไงต่อไป แล้วจะเอายังไง แล้วมันจะไม่ตายได้ไง ก็คิดเอาเองละกัน…) ในแบบฉบับร็อกที่มีซาวด์ดนตรีดุๆ หนักๆ บวกกับเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ของโตโน่

“พอผมกับเพื่อนๆ มีโอกาสทำเพลงเอง พวกเราก็อยากเอาเพลงของไอดอลมาทำในแบบของพวกเรา ซึ่งไมโครมีเพลงดังหลายเพลง ดังกว่าเพลงนี้ก็มี แต่พูดกันตรงๆ เลยนะครับ เพราะเพลงเนื้อหานี้ผมชอบส่วนตัว ผมเข้าใจในสิ่งที่คนแต่ง หรือเพลงนี้พูดถึง ผมเลยอยากถ่ายทอดในแบบของผมจากประสบการณ์ที่ผมเจอ ผมรู้สึกว่าจะเป็นเพลงอื่นไม่ได้เลย ถ้าจะนำเพลงไมโครมาคัฟเวอร์เพลงแรก ผมเป็นคนเสนอกับเพื่อนเลยว่ามันต้องเพลงนี้แหละ

ผมกับเพื่อนๆ ช่วยกันดีไซน์ให้เพลงนี้ออกมาแบบของพวกเรา มีการเพิ่มบีตในเพลง แต่ยังคงความเป็นวินเทจ โดยพวกเราได้นำซาวด์เก่าๆ มาใช้ ย้อนไปประมาณยุค 80 เพราะส่วนตัวผมชอบซาวด์ยุคนั้นอยู่แล้ว มีเสียงมอเตอร์ไซค์ เสียงพูด เสียงหัวเราะ เพิ่มเข้าไปในเพลง วงพวกเราจะมีกีตาร์สองตัวจะเล่นประสานกัน ผมอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ นะ เพราะการทำเพลงหรือการร้องเพลงของผมมันเหมือนการระบาย แม้แต่การเล่นคอนเสิร์ตของผม นอกจากได้ทำในสิ่งที่ผมรักแล้ว มันก็คือการระบายความรู้สึกข้างในให้กับคนดูคนฟัง เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกระหว่างผมกับคนดูคนฟัง พอมีคนตอบรับเป็นเสียงกรี๊ด การโบกไม้โบกมือ การตะโกน การกระโดด มันรับรู้ตรงนั้นได้จากสิ่งที่ผมได้ระบาย”

ความหมายของเพลง คนทั่วไปฟังเผินๆ อาจจะไม่มีนัยอะไร แต่สำหรับผู้ชายชื่อโตโน่ วาระน่าสนใจซ่อนเร้นอยู่ ทั้งมืดและสว่าง มุมมืดก็คือสังคมยุคนี้ง่ายในการตัดสินคนอื่น โดยเฉพาะสังคมออนไลน์ เร็วและไว จนสิ่งที่ปรากฏออกมาได้สร้างปัญหาให้คนอื่น ขณะที่ด้านสว่าง เขาว่าตลอดการอยู่ในวงการบันเทิงเขาได้รับรู้ถึงปัญหาของแฟนเพลง ตั้งแต่เรื่องเล็กเรื่อยถึงเรื่องใหญ่ บ้างก็อยากหลุดพ้นจากปัญหา แต่กลับไร้หนทาง ไม่เจอปลายทางอุโมงค์ เขาจึงอยากใช้เพลงนี้เป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวข้ามและฝ่าฟันทุกเรื่องราว

“ถ้าเป็นมุมสว่างนะครับ หลายคนที่ผมพอจะได้รับรู้ปัญหาชีวิต ผมก็อยากจะบอกว่าเพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ที่กำลังเจอกับปัญหา เจอกับอุปสรรค แก้ไม่ตก ตราบใดที่ยังมีชีวิตยังหายใจ ยังไงก็โดน โดนแน่นอน เพราะผมเองก็ยังโดน (หัวเราะ) โดนหนักด้วย (หัวเราะ) และผมก็เชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จพวกเขาต่างก็เคยโดนเหมือนกันหมด ส่วนถ้าเป็นมุมมืด ผมว่าทุกวันนี้คนในสังคมคิดอยากจะพิมพ์อะไรก็พิมพ์ได้ อยากจะเขียนอะไรก็เขียนตามใจ โดยไม่ไตร่ตรองก่อน อะไรจริง อะไรไม่จริง ไม่รู้ละ ขอได้พิมพ์ได้เขียนก่อน ผมเลยอยากสะท้อนความรู้สึกผ่านเพลงนี้ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้ทุกคน การที่เราโดนแล้วผ่านมาได้ มันจะทำให้เราโตขึ้น ทำให้เรียนรู้ชีวิต เพลงนี้ก็เลยมีสองมุม”

หลังปล่อยเพลงคัฟเวอร์แรกออกมา Tono & The Dust ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีไม่น้อย ทั้งๆ ที่โตโน่บอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรไว้ล่วงหน้าสักนิด ไม่ว่าจะยอดดาวน์โหลด หรือกระแสการกลับมาทำดนตรีอีกครั้งของเขาและแก๊งเพื่อน

 

“จริงๆ เลยนะครับ ผมไม่สนใจยอดดาวน์โหลด หรือกระแสอะไรเลย ผมสนใจแค่ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่ต่างหาก พวกเราต้องการจะสื่ออะไรให้คนฟังก็พอ เพราะความตั้งใจตอนแรกกะไม่มีโหลดด้วยซ้ำ เพราะความตั้งใจแรกคือจะทำกันเองหมด ใช้ทุนตัวเองทำ จะไม่โปรโมท กะอินดี้เลยครับ (หัวเราะ) ผมก็คุยกับเพื่อนๆ ว่าจะใช้เงินเก็บก้อนหนึ่งที่พวกเราเก็บไว้ตอนทัวร์คอนเสิร์ตยุคแรกๆ ของวง ทำกันเอง เอ็มวีก็จะถ่ายทำกันเอง เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจให้แฟนๆ เพราะที่ผ่านมาเพลงและเอ็มวีจะเกี่ยวกับละครซะส่วนใหญ่ แต่เพลงนี้อยากทำแยกต่างหาก พอส่งมาให้ผู้ใหญ่ฟัง กลายเป็นว่าทุกคนชอบและพร้อมจะให้การสนับสนุน ให้ทุนทำเอ็มวีเพลงนี้ มันเลยเข้าสู่กระบวนการดาวน์โหลดและการโปรโมท”

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทำงานเพลงอย่างเป็นระบบ Tono & The Dust จึงจำเป็นต้องประกาศตัวชัดเจนว่าปีนี้จะขอลุยงานเพลง อาจไม่ได้มีอัลบั้มเต็ม คงเป็นเพียงอีพี (Extended Play) โดยเพลงใหม่แต่งไว้เสร็จเรียบร้อย แค่รอจังหวะเหมาะ หลังจากทัวร์คอนสิร์ตบางเบาลง ขณะที่แฟนละครไม่ต้องบ่นหาว่าโตโน่จะไม่มีผลงานให้ชม ละครล่าสุด “เพชฌฆาตดาวโจร” ปิดกล้องและรอวันออกอากาศ (ช่องวัน)

“ละครจะรับเล่นอีกทีก็น่าจะหลังเมษาฯ นู่นละครับ เพราะตอนนี้ผมอยากลุยทัวร์คอนเสิร์ตกับเพื่อนๆ ถ้าคิวได้ ใครจ้างไปหมดครับ (หัวเราะ) เล็กใหญ่ไม่เกี่ยง แม้แต่ 3 จังหวัดชายแดน วงอื่นไม่รับ แต่ผมกับเพื่อนไป แถมคิดราคาถูกกว่าที่อื่นด้วยครับ (หัวเราะ) ผมก็บอกกับทุกคนว่า ถ้าพวกเราไม่ไปเล่น แล้วใครจะไป ต้องขอบคุณเพื่อนๆ และทีมงานนะที่ใจไปกับผม (หัวเราะ)

ตารางทัวร์คอนเสิร์ตยาวถึงกุมภาฯ แล้วครับ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่ผมมีทัวร์คอนเสิร์ตทั้งเดือนนะ เพราะ Tono & The Dust ไม่เหมือนวงอื่น โดยเฉพาะผมคนเดียว เดี๋ยวเล่นคอนเสิร์ตจบก็ต้องกลับมาถ่ายแบบ ให้สัมภาษณ์สื่อ ออกรายการทีวี มันเป็นอย่างเนี้ย (หัวเราะ) ส่วนอีพีตอนแรกกะว่าเริ่มทำมกราฯ นี้ แต่คงต้องเลื่อนออกไป ให้ตารางทัวร์คอนเสิร์ตเพลาๆ ลงก่อน นั่นแหละผมกับเพื่อนถึงจะได้มีเวลาลุยทำอีพีกันอีกครั้ง”

 

เทวินทร์ เรศานนท์ บาชโทลด์ กับเส้นทางที่เลือกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/408307

เทวินทร์ เรศานนท์ บาชโทลด์ กับเส้นทางที่เลือกแล้ว

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฎ์ แถมเงิน

หนุ่มโสดของเราวันนี้ ถ้าไม่สืบสาวจนรู้มาก่อนว่าอายุอานามของเทวินทร์ เรศานนท์ บาชโทลด์ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงคนนี้ว่าอยู่ที่ 23 ปีเท่านั้น คงถูกลวงตาด้วยลุคบิซิแมนที่เคร่งขรึม จนไม่เหลือเค้าความขี้เล่นไว้แม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม แม้อายุจะน้อยแต่เชื่อเถอะว่าความน่าสนใจในตัวหนุ่มโสดคนนี้ไม่ได้น้อยตามอายุ เริ่มตั้งแต่ใบหน้าที่ดูหล่อเหลาตามสไตล์หนุ่มลูกครึ่ง บวกกับหน้าที่การงานของเขาตอนนี้ ซึ่งแม้จะเพิ่งเข้ามาเรียนรู้งานเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่หน้าที่ของเขาถือได้ว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญในธุรกิจนำเข้าจิวเวลรี่ และนาฬิกาแบรนด์หรูเลยทีเดียว

เทวินทร์ เริ่มแนะนำตัวให้เรารู้จักเขามากขึ้น ด้วยการเล่าถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในปัจจุบัน เทวินทร์บอกว่า เพิ่งเข้ามาช่วยงานที่บริษัท บาชโทลด์ ผู้นำเข้ากาโดซ์ จิวเวลรี่ และสุดยอดนาฬิกาอย่างแบรนด์
โฆรุ่ม เซ็นจูรี่ เลห์มานน์ ฟาแบร์เฌ ของที่บ้านเมื่อเดือนต้นปีที่แล้ว

หน้าที่หลักของเขาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนของแบรนด์กาโดช์ จิวเวลรี่ เขามีหน้าที่ดูแลในส่วนกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การประสานงานกับโรงงาน เพื่อคุมคุณภาพสินค้า รวมทั้งร่วมออกแบบ ประสานงานกับช่างถึงความเป็นไปได้ในการผลิตกาโดซ์มาสเตอร์พีซชิ้นใหม่ๆ ออกมา

ในส่วนของแบรนด์จิวเวลรี่ เขามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพของนาฬิกาที่นำเข้ามา เรียกว่าของทุกชิ้นต้องผ่านมือเทวินทร์ทั้งสิ้น เพื่อตรวจดูตำหนิของนาฬิกาที่ส่งมาอย่างละเอียดว่าเพชรน้ำงาม ไม่มีรอยร้าว เข็มขัดของสายนาฬิกาอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ โดยเทวินทร์จะเน้นตรวจสอบเรื่องรายละเอียดภายนอก ส่วนกลไกการทำงานของนาฬิกาจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเป็นผู้ตรวจสอบ

“ผมว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราปล่อยให้ลูกค้าเป็นคนเห็นจุดบกพร่องเหล่านี้เอง เราจะเสียหน้ากับลูกค้ามาก ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น” เทวินทร์บอกเล่าถึงงานในส่วนความรับผิดชอบของเขาด้วยแววตามุ่งมั่นจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า อะไรคือแรงขับเคลื่อนภายในที่ทำให้วัยรุ่นคนนึง ถึงจริงจังกับสิ่งที่ทำได้เพียงนี้

เทวินทร์ เฉลยถึงเหตุผลที่ทำให้อดีตเด็กที่ไม่เคยวาดฝันว่าอนาคตของตัวเองจะอยู่กับธุรกิจของครอบครัว แถมยังมุ่งมั่นอยากจะโลดแล่นในวงการบันเทิงว่า ต้องขอบคุณที่โชคชะตาทำให้เขาได้รับโอกาสที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในชีวิต นั่นคือการไปฝึกงานที่โรงงานของกาโดซ์ ประเทศไทย ทำให้เขาได้สัมผัสกับกระบวนการผลิตเครื่องประดับแบบเจาะลึก จนอดตกหลุมรักอาชีพนี้ไม่ได้

“ก่อนจะไปฝึกงาน ผมก็มีพื้นฐานการทำจิวเวลรี่มาบ้าง ตอนอยู่ ม.5 ที่โรงเรียนผมเปิดสอนทำจิวเวลรี่ ตอนแรกผมไม่สนใจเลย เพราะเข้าใจว่างานทำเครื่องประดับ เป็นงานของผู้หญิง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเห็นในคลาสเขาเอาไฟลนไปที่เหล็กเพื่อทำลวดลายบนจิวเวลรี่ จุดนั้นทำให้ผมสนใจมาก และคิดว่านี่ไม่ใช่งานสำหรับผู้หญิงแล้ว ผมเลยเข้าไปลองเรียน พอเรียนไปก็ชอบนะครับ พอจบคลาสนั้นผมก็มีโอกาสไปฝึกงานที่โรงงานผลิตของกาโดซ์ ประเทศไทย ตอนแรกก็ลังเลไม่อยากไปฝึกงาน เพราะซัมเมอร์ก็อยากเที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่น แต่พอดีเพื่อนๆ ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไปต่างประเทศ ผมเองว่างๆ ก็เลยไปฝึกงาน”

การไปฝึกงานครั้งนี้เปิดโลกของการทำเครื่องประดับให้เทวินทร์อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเขาได้เปิดโลกทัศน์ ได้เจอในสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนจึงเกิดเป็นความสนุก ด้วยฝีมือที่เข้าตาบวกกับความหลงใหลในอาชีพนี้ ทำให้เมื่อเจ้าของแบรนด์กาโดซ์เอ่ยปากชวนให้ไปเรียนเป็นช่างทองที่เยอรมนีหลังจากจบมัธยมปลายเขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“ตอนนั้นผมจินตนาการภาพตัวเองตอนเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรทำให้ผมเรียนแล้วสนุกพอ จากเดิมที่ผมมุ่งมั่นจะเป็นนักกีฬา แต่ก็รู้ว่าปลายทางที่ฝันคงไม่ใช่นักกีฬาทีมชาติ เคยอยากเป็นนักแสดง เพราะผมอยากลองสวมบทบาทเป็นคนอื่นดูสักพัก แล้วค่อยกลับมาเป็นตัวเอง แต่พอโตขึ้น ผมก็รู้แล้วว่า สิ่งที่ฝันอาจจะไม่ใช่สำหรับผม ผมจึงตัดสินใจไปเรียนเป็นช่างทองที่เยอรมนี ซึ่งเป็นงานที่เราได้ลองทำแล้วชอบ”

เทวินทร์ บอกว่า ช่วงที่ตัดสินใจไปเรียนเป็นช่างทอง เป้าหมายของเขาก็ยังไม่ใช่การกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน เพราะตั้งใจว่าถ้าเรียนจบแล้วจะหางานทำที่เยอรมนีก่อน แต่ปรากฏว่า ช่วงที่เรียนจบคุณพ่อประสบอุบัติเหตุ ทางบ้านก็ต้องการให้กลับมาช่วย เขาเลยตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นสานต่อธุรกิจครอบครัว ซึ่งประสบการณ์ที่เขามี ช่วยเติมเต็มธุรกิจของครอบครัวได้อย่างไม่ต้องสงสัย

“ผมโตมากับธุรกิจนี้ เรียกได้ว่าซึมซับเข้าสายเลือดก็ว่าได้ ถึงจะไม่ได้เรียนด้านบริหารมาโดยตรง แต่ผมก็สามารถศึกษาจากคุณพ่อคุณแม่ได้ ส่วนเรื่องอายุของผม ผมโชคดีที่เติบโตในเมืองไทย ทำให้ไม่มีปัญหาในการเข้าหาหรือพูดคุยกับผู้ใหญ่ ผมมีเพื่อนสนิทเป็นคนที่อายุมากกว่าผมหลายคน ผมสามารถดึงเอาประสบการณ์จากการใช้ชีวิตประจำวันมาใช้กับการทำงานได้ และที่แน่ๆ ผมพยายามวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย”

สำหรับอนาคต เทวินทร์ ย้ำหนักแน่นว่าจะสานต่อธุรกิจของครอบครัว ซึ่งในรุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเขาเคยทำประสบความสำเร็จไว้อย่างสุดความสามารถ

 

จักรพงษ์ ลีฬหาล้ำเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 15:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/407835

จักรพงษ์ ลีฬหาล้ำเลิศ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ใครเคยไปกินเทมปุระที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บ้าง

ถ้าใครเคยไปกิน แถมยังติดใจ และอยากหาเทมปุระอร่อยๆ กิน งานนี้ไม่ต้องบินไปไกล แวะไปกินเทมปุระที่ร้านเทนยะ ได้เลยทันที โดยเฉพาะที่สาขาเซ็นทรัล พลาซา บางนา ที่ว่ากันว่ามีมาสเตอร์เชฟแถมยังเป็นผู้จัดการร้าน วัย 33 ปี ที่หน้าตาดีเหมือนคนญี่ปุ่นเป๊ะ แถมฝีมือการปรุงอาหารก็ใช่ย่อย

เขาคือ เชฟตาล-จักรพงษ์ ลีฬหาล้ำเลิศ

ผมมีโอกาสได้ไปชิมฝีมือการปรุงอาหารของเชฟคนนี้ ที่เขาได้รังสรรค์ขึ้นมาให้มีความเป็นญี่ปุ่นผสมกับความเป็นไทย แต่ก่อนจะชิมฝีมือการปรุงอาหารของเขา เขาได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาให้ผมฟังว่า เขาเกิดมาในครอบครัวคนจีน โดยครอบครัวของเขาทำธุรกิจทำอาหารและขนมขาย ไม่ว่าจะเป็นขนมไหว้พระจันทร์ กุยช่าย และบ๊ะจ่าง

 

“ตั้งแต่เด็กผมก็เห็นญาติพี่น้องง่วนอยู่กับอาหารและขนม ทำให้ผมคลุกคลีอยู่กับการทำอาหารและขนมมาโดยตลอด แต่ไม่ได้เข้าครัวอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะผมยังเป็นเด็กในสายตาผู้ใหญ่อยู่ตลอด ผมจึงช่วยครอบครัวได้ด้วยการขายอาหารและขนมอยู่หน้าร้านครับ”

ผมถามเชฟตาลไปว่า เสน่ห์ของอาหารและขนมที่ครอบครัวเขาทำขายคืออะไร เชฟตาลเผยว่า เสน่ห์ของมันอยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบมาปรุงและขั้นตอนการปรุงอาหารและขนม

“สำหรับการก้าวเข้ามาสู่เส้นทางการทำอาหาร อยู่ที่ตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผมเรียนด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว พอว่างจากการเรียน ผมก็มาทำงานเป็นพนักงานพาร์ตไทม์อยู่ที่ร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป พอเรียนจบก็ได้มาทำงานในร้านเบเกอรี่ และย้ายมาเป็นบาริสต้าอยู่ที่ร้านกาแฟ ต่อมาผมก็ย้ายมาเป็นมาสเตอร์เชฟและผู้จัดการในร้านเทนยะ ซึ่งทุกร้านอยู่ในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป หมด แทบจะเรียกได้ว่าเป็นลูกหม้อของที่นี่เลยทีเดียว (ยิ้ม)”

 

ก่อนจะมาเป็นมาสเตอร์เชฟและผู้จัดการที่ร้านเทนยะสาขาแรกของไทย เขาได้ไปฝึกอบรมที่ญี่ปุ่นนานร่วม 3 เดือน โดยไปเรียนตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบอาหาร การปรุงอาหาร การจัดจาน การเสิร์ฟอาหารในแบบญี่ปุ่น การเก็บโต๊ะ การทำความสะอาดร้าน และการฝึกสอนพนักงานใหม่ให้สามารถปฏิบัติงานได้มาตรฐานเดียวกับร้านเทนยะสาขาญี่ปุ่น

“ในมุมมองความคิดของผม แม้ว่ายุคสมัยนี้จะเป็นยุคสมัยที่คนเลือกกินอาหารกันมากขึ้น มักหลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือใช้น้ำมัน ผมและทางร้านจึงตั้งใจเลือกให้เมนูเทมปุระของเราทอดด้วยน้ำมันสูตรพิเศษ ที่ทำให้ทอดได้กรอบ เบา ไม่อมน้ำมัน และให้วิตามินอีสูง ทำให้คนที่รักสุขภาพไม่รู้สึกหวั่นวิตก นอกจากนี้ผมยังได้รังสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพที่กินคู่กับเมนูเทมปุระแล้วเข้ากันได้ดีอีกด้วย”