คุณกล้าทำในสิ่งที่คิดมั้ย ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:50 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503878

คุณกล้าทำในสิ่งที่คิดมั้ย ?

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สมัยนี้ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากทำธุรกิจที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ถือเป็นกระแสใหม่แห่งยุค ที่ผู้คนไม่ต้องการก้มหน้าก้มตาทำงานให้แก่ใครอีกต่อไป เหนื่อยและทำเพื่อตัวเอง ทำได้ดีก็ตักเงินเข้ากระเป๋า ทำไม่ดีก็เรียนรู้ ล้มเองช้ำเอง ลุกสู้ใหม่ อะไรแบบนั้น

ทิปป-กาญจน์กีรติ เอื้อกูลวราวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปส์ เนเจอร์ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแนวธรรมชาติ “ทิพย์ธรรมชาติ” ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ด้วย วัยเพียง 29 ปี ก่อตั้งบริษัทผลิตและส่งออก รวมทั้งจัดจำหน่ายในประเทศ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัย จากธรรมชาติ 100% เรื่องราวของเธอคือบทเรียนของ นักธุรกิจรุ่นใหม่

อยากเป็นนักธุรกิจมาตั้งแต่จำความได้ คุณครูถามนักเรียนในชั้นว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เพื่อนๆ ตัวน้อยตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทิปป เพราะตอบได้ทันทีว่าอยากขายของ แสดงว่ารู้จักตัวเองดีมาก เพียงชั้นประถมต้น ป.2-3 ก็รู้จักไปหาซื้อของมาขายเพื่อนๆ แถมขายดีอีกต่างหาก

หาเงินได้ด้วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษที่สุด เท่าที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะรู้สึกได้ ขณะนั้นอายุไม่ถึง 10 ขวบ ทิปปเป็นคนขาย ส่วนแฝดน้องทำหน้าที่เช็กลิสต์ รับเงินทอนเงิน ใครสั่งของอะไรไว้ตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เชิญมารับของ รับของแล้วก็จ่ายเงินมาเสียดีๆ นักเรียนทั้งชั้น หรือจะเรียกว่าเกือบทั้งโรงเรียนก็ได้ เป็นลูกค้าขาประจำของเธอ

“ขายทุกอย่างที่ขายได้ มีตั้งแต่บะหมี่ซองสำเร็จรูป กระเป๋าสตางค์ กำไล แหวน ผ้าเช็ดหน้า และอีกมากมาย จนคุณครูเรียกผู้ปกครองมาพบ ก็เพราะเรื่องเอาของมาขายเพื่อนที่โรงเรียน แต่คุณพ่อก็ชัดเจนเหมือนกัน ไม่ได้ห้าม แต่ช่วยพาไปซื้อของเลย ที่จำได้คือพามาถึงสำเพ็ง กรุงเทพฯ มาซื้อพวกของกิฟต์ช็อปไปขาย” ทิปปเล่า

ทิปปเกิดที่โคราช แต่มาโตที่สกลนคร เนื่องจากครอบครัวย้ายรกรากไปทำการค้าที่นั่น พ่อเป็นลูกคนจีน เป็นลูกชายคนโตขยันทำมาหากิน อากงเป็นคนสร้างตู้เย็นขายคนแรกที่เมืองโคราชสมัยนั้น ส่วนบิดาก็สืบกิจการ ค้าขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สกลนคร

สำหรับทิปป เธอเป็นฝาแฝดลูกคนโต มีแฝดน้อง 1 คน และน้องสาวอีกคน ที่บ้านไม่มีลูกชาย ชีวิตวัยเด็กเติบโตมากับการค้าขายและคลุกคลีตีโมงกับธุรกิจการค้าของที่บ้าน อย่าลืมธุรกิจขายของให้เพื่อนนักเรียนวัยเดียวกันที่โรงเรียนด้วย กิจการดีมาก ถึงขนาดที่ว่า ของในกระเป๋านักเรียนหิ้วไปโรงเรียน ในกระเป๋าแทบไม่มีหนังสือเรียน มีแต่ของที่เอาไปขายเพื่อน

ขณะเดียวกันก็วิ่งเล่นกลางทุ่ง มีความสุขมากๆ กับท้องทุ่งนาธรรมชาติ ทิปปรักอากงของเธอ อากงมีหลานหลายคน จำได้ว่าเมื่อไปเยี่ยมครั้งไร อากงจะให้หลานๆ ปีนขึ้นไปบนสิ่งก่อสร้างชนิดหนึ่งที่สูงมากๆ ใครปีนขึ้นไปถึงได้คนแรก อากงจะซื้อไอติมให้กิน เด็กๆ แข่งกันปีนป่าย ยังจำได้ถึงความรู้สึกที่อยากเป็นที่หนึ่งให้ได้มาจนถึงทุกวันนี้

ทิปปเรียกพ่อว่า ปาป๊า “อัครวัฒน์ เอื้อกูลวราวัตร” การที่เธออยากทำธุรกิจของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก มีความชัดเจนในตัวเองมากๆ ขอยกเครดิตให้ปาป๊า เมื่อเห็นลูกชอบพ่อก็สนับสนุน “ออร์เดอร์” ในแต่ละวันของลูกสาว มีปาป๊าคอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้บังคับให้เรียนหนังสือให้ดี ต้องอ่านต้องไปเรียนพิเศษหรืออะไรแบบนั้น แต่ส่งเสริมว่าขอให้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ

แม้ไม่มีความกดดันว่าต้องเรียนหนังสือให้ได้ดี แต่ทิปป ก็เรียนหนังสือด้วยทุนการศึกษาแทบจะทั้งหมด เธอจบมัธยมต้นแล้วได้ทุนการศึกษาไปเรียนไฮสกูลที่แคนาดา กลับมาเรียนทุนที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์เนชันแนล ระหว่างนี้ยังได้ทุนอีกหลายทุนไปเรียนภาษา เช่น ที่ญี่ปุ่น ที่จีน เยอรมนี และอินโดนีเซีย

“ปริญญาตรีเกือบเรียนด้านอาคิเทคเจอร์แล้ว แต่ “ข้างใน” ชัดเจนมากกระมัง มันทำให้ทิปปโง่ถึงขนาดไม่ยอม พลิกกระดาษคำถามอีกด้าน (ฮา) ในที่สุดก็เรียนบริหารธุรกิจ ซึ่งอยากเรียนและดีแล้วค่ะ” ทิปปเล่า

ทิปปตัดสินใจไม่ผิด ในใจของเธอคิดเองอยู่แล้วว่า ในที่สุดเธอจะต้องทำธุรกิจของตัวเองไม่ว่ามันจะคือธุรกิจอะไร สำคัญคือความรู้ และสำคัญกว่าคือ ประสบการณ์ที่นำมาใช้ได้จริง ประสบการณ์มาจากไหน ก็ต้องมาจากการลงมือทำซึ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรารู้จักและรู้ใจตัวเอง

“รู้ใจตัวเองสำคัญ เพราะในบางสถานการณ์เราอาจคิดว่าเรากล้า เรากล้าที่จะตัดสินใจแบบนั้นแบบนี้ แต่เอาเข้าจริง ต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้ที่จะทำให้เรากล้า และตัดสินใจได้อย่างที่ต้องการจริงๆ” ทิปปเล่า

จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานที่บริษัทเครื่องครัวพรีเมียมแห่งหนึ่ง เกือบถูกบรรจุเป็นฝ่ายจัดซื้ออยู่รอมร่อ แต่เพราะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แม่ค้าขายของ จึงไปต่อรองขอเป็นฝ่ายขายแทน แน่นอนที่สุดและทำให้เธอได้ประสบการณ์ในการขายของที่ดีมากๆ จริงๆ ด้วย จากนั้นได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบิซิเนสที่สหรัฐ ทิปปตัดสินใจบินไปเรียนต่อ (Kennesaw State University)

ทว่า มารดาป่วยเป็นเนื้องอก ทิปปบินกลับไทยมาดูแลแม่ในช่วงที่ต้องเดินทางขึ้นลงกรุงเทพฯ-สกลนคร เพื่อพาแม่พบแพทย์ ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปเรียนต่อ แต่จะอยู่ดูแลสุขภาพของแม่ให้ดีที่สุด น้าสาวแท้ๆ ของทิปปเองก็ป่วยเป็นมะเร็ง แม่จึงกลัวมาก ทิปปเองก็เช่นกัน

“คงจะให้อภัยตัวเองไม่ได้เลย ถ้าแม่เป็นอะไรไป” ทิปปเล่า

ข่าวดีก็คือเนื้องอกไม่ลุกลาม แพทย์ให้คุณแม่รับประทานยาเพื่อคุมอาการ แต่ต้องมาเช็กตรวจสอบผลแล็บต่างๆ ในทุกเดือนต่อเนื่อง ทิปปว่างและใช้เวลาช่วงนี้ สำรวจตรวจสอบตัวเองว่า จะทำอะไรต่อไป ความคิดความฝันเรื่องการทำธุรกิจของตัวเองไม่จางหายไปไหน หากแต่จะทำอะไรล่ะ

“ครอบครัวเรามีที่ดินว่างเปล่าที่ให้ชาวนาเช่าปลูกข้าว ทิปปก็คิดว่า จะปลูกข้าว แต่ข้าวของทิปปจะต้องเป็นข้าวปลอดสาร เพื่อให้แม่ได้กินด้วย เพื่อให้คนในบ้านได้กิน จะได้มีสุขภาพที่ดี ไม่เป็นโรคเป็นภัย”

เมื่อตั้งหลักก็ลุยเลย หากในระยะแรกความมุ่งมั่นเอาจริงของเธอถูกหัวเราะเยาะเย้ยจากสมาชิกทุกคนในบ้าน ทิปปเดินทางไปสมัครเรียนการปลูกข้าวที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี บุกป่าฝ่านากล้าหาญ เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดเต็มหน้าเวลาไปหว่านดำจริงๆ แต่สู้

“เขาแจ้งมาว่าให้เตรียมอุปกรณ์ไปเรียนด้วย เช่น รองเท้าบู๊ต ทิปปก็หยิบเอาไปแบบไม่ได้คิดอะไร เหมือนหยิบบู๊ตที่มีอยู่ติดมือไป พอเวลาไปลงนาจริงๆ มันตลกมาก เพราะบู๊ตของทิปปเป็นบู๊ตแฟชั่น มีอยู่คนเดียวที่สวมบู๊ตสีชมพูแป๊ด มีโบหวานแหววผูกด้วย น่าหัวเราะจริงๆ ค่ะ”

กลับมาสกลนครก็ไฟแรงมาก แต่ก็เหมือนทุกคนจะไม่ยังค่อยเชื่อ ขนาดปาป๊าผู้คอยสนับสนุนลูกสาวคนโตมาตลอด ก็ยังสงวนท่าที หากยอมให้ที่ดินพอแบ่งมาทำนา 16 ไร่ มีแต่การมองดูอยู่ห่างๆ ทิปปเหมือนบั่นทอนเล็กๆ แต่ฮึดสู้ คิดว่าต้องทำให้ได้ เพื่อให้ทุกคนยอมรับแล้วจะง่ายไปเอง

จริงอย่างนั้นมั้ย ก็จริง… แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องทุ่มเทสุดกำลัง ทิปปไม่ได้ทำนาแบบธรรมดา แต่ทำนาปลอดสาร ใช้หลักวิชานาอินทรีย์ ซึ่งแถวบ้านย่านที่ไม่เคยมีชาวนาคนใดที่ทำนาปลอดสารมาก่อน แม้แต่ชาวนาเพื่อนบ้านก็มองเธอเหมือนตัวตลก ไม่เคยมีใครทำนาแบบนี้ ทุกคนได้แต่พูดแบบนี้ใส่หน้า

“ปาป๊ามาเปลี่ยนใจก็เมื่อวันหนึ่งที่ทิปปต้องไปหาซื้อ ขี้วัวมาทำปุ๋ย ป๊าขับกระบะไปให้ เราซื้อได้แล้วแต่เจ้าของคอกให้เราขนขี้วัวขึ้นรถเอง ทันทีฝนก็ตั้งท่า ทิปปกับพ่อช่วยกันขนขี้วัวทั้งคอกขึ้นหลังรถอย่างเร็ว ไม่ทันแล้ว ฝนค่อยๆ โปรยลงมาแล้ว วันนั้นคือวันแรกในชีวิต ที่ทิปปมีแต่ขี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า”

ทิปปตะโกนผ่านสายฝนบอกพ่อว่า “นี่ขี้จริงๆ นะพ่อ” แล้วทิปปก็หัวเราะงอหาย พ่อคงได้แต่คิดว่า ลูกสาวของเรากำลังทำอะไรอยู่ (ฮา) แต่ทิปปไม่หยุด ทิปปบอกว่า เธอรู้ว่าเธอทำอะไร ไม่รู้สึกรังเกียจอะไรกับขี้วัว ไม่รู้สึกว่าเป็นขี้ด้วยซ้ำ คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ จากนั้นมาพ่อเปลี่ยนท่าที แม้จะยังไม่สนับสนุนเต็มตัวนักก็ตาม

ปัจจุบันทิพย์ธรรมชาติก่อตั้งได้ 1 ปีเศษ ทุกอย่างเอาต์ซอร์สบุคลากรในต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำ ปัจจุบันทำการผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวฮาง (ซึ่งใช้ข้าวหอมมะลิมาทำ) รวมทั้งสายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ เช่น น้ำมะเม่า “ทิพย์” รสเปรี้ยวหวานฝาดอร่อย และซีเรียลข้าว เป็นต้น (www.thipnature.com)

“ตอนเด็กๆ ทิปปเดินเท้าเปล่าในนา” ทิปปเล่าย้อนถึงความสุขวัยเด็กเมื่อไปเยี่ยมอากง ทุกครั้งจะถอดเท้าวิ่งเล่นกับญาติๆ วัยเดียวกัน ตะลอนในท้องทุ่งท้องนา จำได้ว่ามันมีความสุขมากแค่ไหน ดีใจที่ได้กลับมาใช้ชีวิตกลางทุ่งนาอีกครั้ง ได้ถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่า ได้ทำธุรกิจเพื่อสุขภาพ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ

“สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อยากเดินขึ้นมา ถามตัวเองว่า คุณกล้าทำในสิ่งที่คุณคิดมั้ย อย่ามัวแต่อยาก หรืออย่ามัวแต่ตั้งคำถามนู่นนี่ ตอบแล้วลงมือเลยค่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม” n

 

ปณิธิ อินทราวุธ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ใจเกินร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503680

ปณิธิ อินทราวุธ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ใจเกินร้อย

เรื่อง วรธาร ทัดแก้วภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คนรุ่นใหม่ พอเรียนจบมักจะมองถึงการมีธุรกิจของตัวเอง หลายคนไม่ได้เริ่มต้นในทันทีที่เรียนจบก็เลือกไปทำงานหาประสบการณ์ก่อน แต่พอเห็นโอกาสก็เริ่มทำทันที เหมือน บูม-ปณิธิ อินทราวุธ ผู้ก่อตั้งร่วมและฝ่ายบริหารแบรนด์และการตลาด บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ผู้ให้บริการจัดคอร์สอบรมแนวใหม่ภายใต้แนวคิดสตาร์ทอัพเพื่อสตาร์ทอัพ กับคอร์ส FINE (Future Innovative Entrepreneur) ที่พัฒนาขึ้นจากมุมมองแนวคิดของเขาและเพื่อนอีกสองคน

ปณิธิ หนุ่มเจเนอเรชั่นวายจากกรุงเทพมหานคร มีความฝันอยากทำธุรกิจตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและคิดว่าในวันหนึ่งข้างหน้าต้องมีธุรกิจของตัวเองตามที่ฝันให้ได้ หลังเรียนจบปริญญาโท 2 ใบ ด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ จาก University of Wisconsin Madison และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงไปทำงานบริษัทเอกชนเพื่อใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนเพิ่มประสบการณ์การทำงานและความรู้ในการทำธุรกิจให้มากขึ้น

“ผมทำการตลาดที่บริษัท โอกิลวี่ อยู่สองปี แล้วลาออกมาทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลที่ธนาคารซิตี้แบงก์ 5 ปี และเป็นที่ซิตี้แบงก์ที่ผมได้เจอกับพาร์ตเนอร์อีกสองคน เราทั้งสามไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ด้วยความที่ทำงานแห่งเดียวกันแม้จะคนละฝ่ายก็เห็นหน้ากันแทบทุกวัน จึงมีโอกาสได้คุยกันบ่อยๆ และเป็นเพื่อนกัน มีไปเล่นกีฬา แฮงเอาต์ด้วยกัน ทำให้รู้ว่า แต่ละคนก็มีความฝันอยากมีธุรกิจของ ตัวเอง แล้ววันหนึ่งก็พูดคุยกันถึงการทำธุรกิจร่วมกัน”

บูม เล่าต่อว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การทำธุรกิจสตาร์ทอัพเริ่มมาแรง และมีคอร์สอบรมเกิดขึ้นมากมาย จึงคุยกันว่าด้วยจุดเด่นและความสามารถที่มีของแต่ละคนน่าจะทำคอร์สอบรมที่ดีกว่าในตลาดได้ คุยไปคุยมาก็เริ่มทำจริงจังก็คือจัดคอร์สสอนเกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ขึ้นมาหรือสตาร์ทอัพนั่นเอง ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในเวลานี้ ในตอนนั้นก็มีทำกันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรใหญ่ เช่น หน่วยงานรัฐบาล บริษัทใหญ่ๆ ธนาคาร แม้กระทั่งมหาวิทยาลัย ขณะที่ของเขาทำกันแค่สามคน

“พวกเราเห็นว่าไอเดียที่ดีย่อมเป็นหัวเชื้อของการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ ได้ไม่ยาก และเพื่อเป็นการจุดไฟในการทำธุรกิจให้กับกลุ่มนิวเจนทั้งหลาย ทั้งระดับบุคคลและเป้าหมายระดับองค์กรโดยมีเครือข่ายคอนเนกชั่นเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ จึงทำคอร์สที่ชื่อไฟน์ (FINE) ขึ้นมา แค่สองเดือนหลังจากคุยกันก็เริ่มเห็นเป็นรูปร่าง พวกเราติดต่อสปีกเกอร์ หาที่เรียน หาคนมาเรียน ทำโบรชัวร์ ทำมาร์เก็ตติ้งต่างๆ พอผ่านไป 4-5 เดือนก็เกิดคอร์สขึ้นมา” ปณิธิ กล่าว

การจัดคอร์สไฟน์สอนเกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่หรือสตาร์ทอัพขึ้นมานับเป็นความกล้าของเขาและเพื่อนสองคน เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นคู่แข่งในตลาดคือ มหาวิทยาลัย ธนาคาร องค์กรของรัฐ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทว่าของเขาเป็นแค่สามคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม

“เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เราไม่กลัวที่จะสู้กับผู้เล่นใหญ่ๆ ที่มีในตลาดอยู่แล้ว นี่คือสิ่งสำคัญที่เราคิดว่าควรจะมีในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพในยุคนี้ และเป็นสิ่งที่เราพยายามสอนนักเรียนทุกคนที่เข้ามาเรียน อย่างแรกเลยขึ้นกับมายด์เซตว่า เราต้องเชื่อว่าเราทำได้ โลกในสมัยนี้ไม่จำเป็นว่าคุณต้องอยู่ในบริษัทใหญ่ หรือต้องมีแบ็กอัพใหญ่โตจึงจะแข่งขันได้ แม้เป็นคนธรรมดาทั่วไปขอแค่มีความรู้และความตั้งใจหาความรู้ และมีเน็ตเวิร์กที่ดีก็สามารถทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้” บูมกล่าว

FINE มาจากคำว่า Future Innovative Entrepreneur หมายถึงผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ใช้นวัตกรรมเข้ามาทำธุรกิจ เป็นคอร์ส 3 เดือน เรียน 12 สัปดาห์ เฉพาะวันเสาร์ หลักสูตรที่สอนเป็นการให้ความรู้การทำธุรกิจสมัยใหม่ โดยใช้แนวทางของสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นแบบ ซึ่งตัวแปรสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยี

“สตาร์ทอัพมีแนวการทำธุรกิจที่แตกต่างจากเมื่อก่อน ยกตัวอย่างธุรกิจสมัยรุ่นพ่อรุ่นปู่อาจใช้เวลา 20-30 ปี ค่อยๆ สร้างผลกำไร 40 ปี จึงเข้าตลาด แต่เดี๋ยวนี้มายด์เซตในการทำธุรกิจของคนเจเนอเรชั่นนี้ต่างไปแล้ว

ยุคนี้สร้างธุรกิจผ่านเทคโนโลยีผ่านแอพพลิเคชั่นแล้วเข้าตลาดขายภายใน 5 ปีก็ยังได้ ไม่ต้องเหมือนรุ่นปู่รุ่นพ่อ แล้วจะทำยังไง คำตอบมีสอนอยู่ในคอร์สไฟน์ ตลอด 12 สัปดาห์ จะมีสปีกเกอร์เก่งๆ ที่ทำเกี่ยวกับสตาร์ทอัพมาสอน มาแชร์ความสำเร็จและปัญหาที่เคยเจอ

แต่ละคอร์สรับนักเรียน 50 คน มีการแบ่งกลุ่มคิดไอเดียธุรกิจที่อยากทำ ขณะที่พวกผมและสปีกเกอร์จะคอยเป็นโค้ชช่วยทำแผนธุรกิจจนกระทั่งจบคอร์สทุกคนต้องเสนอแผนธุรกิจให้คณะกรรมการ (เหล่าสปีกเกอร์) ได้พิจารณา ผมมั่นใจ 12 อาทิตย์ทุกคนจะรู้ว่าธุรกิจควรทำยังไง ได้แผนธุรกิจกลับไป และมีโอกาสได้เงินทุนไปพร้อมเริ่มทำธุรกิจเลยก็ได้”

ปณิธิ พูดถึงข้อดีของการไปเรียนว่า หลายคนมีไอเดียดี วันๆ เอาแต่นั่งคิด ไอเดีย พอผ่านไปปีสองปีคนอื่นทำก่อนแล้วน่าเสียดาย แต่ถ้าเรียนจะไม่ใช่มีแค่ไอเดีย แต่ธุรกิจที่เป็นจริงจะลดเวลาขึ้นไปเยอะ เพราะใน 3 เดือนจะได้แผนธุรกิจ รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เช่น ต้องใช้เงินเท่าไร ดีหรือไม่ดี ถ้าดีจริงอาจมีคนมาลงทุนด้วย สามารถทำได้เลยไม่ต้องรอเสียเวลาไปปี 2-3 ปี ไม่ต้องมาเสียใจว่าคนอื่นเอาไอเดียนี้ไปทำแล้ว

“การเข้าคอร์สเรียนเป็นตัวกระตุ้นอย่างหนึ่ง พวกผม สปีกเกอร์จะคอยช่วยเขียนแผนธุรกิจ ที่สำคัญในห้องเรียนมีเพื่อนมาจากหลายวงการ เช่น สื่อมวลชน นักกฎหมาย นักการตลาด ไฟแนนซ์ การเงิน ข้าราชการ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะเกิดคอนเนกชั่นที่ดีถ้าจะทำธุรกิจต่อไป ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันหมดเพราะเรารับแค่รุ่นละ 50 คน และตั้งแต่เปิดคอร์สมาผลตอบรับดีมาก ปัจจุบันกำลังเปิดรับรุ่นที่ 5 แล้ว” ปณิธิ กล่าว

นอกจากพัฒนาคอร์สไฟน์ ภายใต้บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ปณิธิกับเพื่อนยังได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษาสำหรับเด็กอายุ 3-12 ขวบ ภายใต้บริษัท IT Edutainment ที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล บางนา ในเดือน ส.ค.นี้ คอร์สและรูปแบบการเรียนจะแตกต่างจากตลาดในประเทศ โดยจะนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาเป็นเครื่องช่วยสอน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีและสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน n

 

อรวรร ปิยะกาโส เชฟเบเกอรี่คือสิ่งที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503165

อรวรร ปิยะกาโส เชฟเบเกอรี่คือสิ่งที่ใช่

เรื่อง ภาดนุ

หน่อย-อรวรร ปิยะกาโส เชฟเบเกอรี่ วัย 36 ปี ที่เคยทำงานอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อยู่หลายปี ปัจจุบันนี้เธอเลือกเป็นเชฟขนม ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ใช่กว่าสำหรับตัวเธอ แต่จะมีที่มาอย่างไรนั้น ไปฟังจากปากเธอกันเลย

“ที่จริงแล้วดิฉันเรียนจบมาทางด้านการเงินการธนาคาร และทำงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มา 10 กว่าปี โดยตำแหน่งสุดท้ายที่ทำ คือ ผู้จัดการฝ่ายขายบ้านจัดสรร แต่ด้วยความที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เมื่อ 5 ปีที่แล้วโครงการ บ้านจัดสรรจึงขายได้ไม่ดีเท่าที่ควร แถมไอเดียที่เราเสนอไปก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับ ดิฉันจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จทางด้านนี้ เพราะแม้จะขายโครงการได้ แต่รายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ดิฉันจึงตัดสินใจลาออกจากงาน โดยตั้งใจจะทำธุรกิจของตัวเองสักอย่างนึง

ตอนแรกก็ตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท แต่บังเอิญไปเจอคอร์สสอนทำอาหารที่มหาวิทยาลัย จึงคิดว่ามันน่าจะเติมเต็มความฝันให้กับตัวเองได้ ดิฉันจึงไปเรียนคอร์สทำเบเกอรี่เบื้องต้น อยู่ 1 เดือนจนจบ เพราะนึกย้อนไปถึงตอนเด็กๆ ที่อยากจะเรียนทำขนม แล้วไม่ได้เรียน กลับไปเลือกเรียนด้านการเงินแทน”

ด้วยความชอบทำขนมเป็นทุนเดิม แม้ทิ้งร้างไปนาน แต่พอได้ไปเรียนอีกครั้งจึงกระตุ้นให้ เธอเข้าใจในเรื่องการทำเบเกอรี่มากขึ้น บวกกับการหาความรู้จากโซเชียลมีเดีย แล้วนำมาทดลองทำดู ปรากฏว่าก็สามารถทำได้ เธอจึงตัดสินใจทำธุรกิจเบเกอรี่เล็กๆ แบบพอเพียงนับตั้งแต่นั้น

“ดิฉันเริ่มจากการลงทุนด้วยเงินน้อยๆ ก่อน โดยทำเบเกอรี่โฮมเมดเป็นอันดับแรก แล้วนำไปให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันชิม แค่ครั้งสองครั้งก็ได้รับฟีดแบ็กว่าควรจะทำขาย ดิฉันจึงเริ่มสำรวจตลาดจนพบว่าคนส่วนใหญ่ชอบกินเค้กถึง 60% ส่วนที่เหลือจะเป็นขนมปัง 35% และคุกกี้แค่ 5% เท่านั้น จึงได้คำตอบว่าเค้กน่าจะขายดีที่สุด จากนั้นจึงเริ่มด้วยการไปออกบูธขายขนมในงานแสดงสินค้าที่เมืองทองธานี ซึ่งมักจัดขึ้นเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งเริ่มหาลูกค้าจากในงานไปด้วย

หลังจากออกบูธตามที่ต่างๆ อยู่ 2 ปี ก็เริ่มได้ฐานลูกค้าและเริ่มรู้ทิศทางของตลาดมากขึ้น จึงลงทุนตั้งหน้าร้านขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า ‘ล้านขนม’ ซึ่งหมายความว่า มีขนมมากมายที่เราสามารถผลิตให้ลูกค้ากินได้เป็นล้านชนิด โดยตั้งอยู่ที่ซอยมังกร จ.สมุทรปราการ ใกล้กับตลาดและใกล้ทางเข้าหน้าหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่เกือบ 50 หมู่บ้าน ที่ลูกค้าสามารถมาซื้อได้บ่อยๆ

จุดเด่นของเค้กที่ร้านจะเป็นเค้กนมสดซะส่วนใหญ่ ซึ่งเนื้อครีมจะเป็นสไตล์เค้กครีมญี่ปุ่นที่เนื้อเบาๆ แบบโลว์แฟต ตอนนี้มีทั้งหมด 40 กว่ารสชาติด้วยกัน ตัวที่ขายดี ก็เช่น เค้กใบเตยมะพร้าวน้ำหอม เค้กสตรอเบอร์รี่ (ใช้สตรอเบอร์รี่จากเมืองนอก) เค้กช็อกโกแลตบราวนี่ เค้กบานอฟฟี่ และใบเตยฝอยทอง เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายทางธุรกิจให้เป็นเบเกอรี่ราคาส่ง ที่ขายชิ้นละ 25 บาท และปอนด์ละ 300 บาท (มี 12 ชิ้น) ลูกค้าสามารถนำไปขายต่อชิ้นละ 35 บาทได้สบายๆ เลยล่ะ”

หน่อย บอกว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งนักเรียน พนักงานออฟฟิศ คนทั่วไป คนในหมู่บ้าน เรียกว่ามีฐานลูกค้าที่แน่นพอสมควร นอกจากนี้เธอยังหากลุ่มลูกค้าหลักโดยเลือกมาตั้งร้านที่หน้าอาคารพาณิชย์ใกล้หมู่บ้านจัดสรรที่ใครผ่านไปมาก็ต้องแวะซื้ออยู่เสมอ

“ปัจจุบันดิฉันมีลูกน้องที่ช่วยผลิตเบเกอรี่ประมาณ 20 คน หลักการของดิฉัน ก็คือ จะต้องหาฐานลูกค้าเพิ่มให้ได้ซะก่อน ถึงจะผลิตเบเกอรี่เพิ่ม นอกจากหน้าร้านแล้ว เรายังมีช่องทางออนไลน์อย่าง FB : ล้านขนม ที่จะลงรูปขนมต่างๆ พร้อมทั้งช่องทางในการติดต่อ คือ ต้องยอมรับเลยว่า ปีที่ผ่านมาเฟซบุ๊กช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ เพราะมีกลุ่มลูกค้าไกลๆ ที่รู้จักเราผ่านเฟซบุ๊กสั่งขนมกันเข้ามาเยอะ โดยจะต้องสั่งล่วงหน้ามา 1 วัน ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะมารับขนมเอง แต่ถ้าให้เราไปส่งให้ถึงที่ เราก็ต้องขอเก็บค่าแท็กซี่เพิ่มตามระยะทางด้วยค่ะ

ล่าสุด นอกจากเค้ก 40 กว่าหน้าแล้ว ดิฉันยังทำขนมปังไส้ครีมสด ที่ตั้งชื่อว่า ‘ขนมปังฮอกไกโด’ ด้วย มีทั้งไส้คาสตาร์ด สังขยา และครีมชีส พอทำออกมาลูกค้าก็ตอบรับดี ส่วนอีกอันที่เพิ่งนำออกมาวางขาย ก็คือ ‘เค้กโรลนมสด’ ที่จะใช้ครีมนมสดเป็นส่วนประกอบ พอวางขายได้เดือนกว่าๆ กระแสตอบรับก็ดีเช่นกัน แต่ปีที่แล้วขนมที่ขายดีที่สุดจะเป็นขนมที่อินกับกระแสในช่วงนั้น นั่นคือ ‘เครปเย็น’ ซึ่งจะเป็นแผ่นเครปแผ่นเดียว สอดไส้ครีมข้างใน เช่น บานอฟฟี่ หรือกล้วยหอมครีมสด พอม้วนเสร็จก็มีการแต่งหน้า แล้วใส่กล่องขาย ซึ่งตัวนี้จะขายดีมากเมื่อปีที่แล้ว”

หน่อย เสริมว่า ด้วยความที่โซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊กเป็นสื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลสูงมาก เมื่อรู้ว่าขนมแบบไหนกำลังอยู่ในกระแส เธอก็จะนำมาปรับให้เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ก็เป็นการช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี บางครั้งก็ ดูกระแสของขนมจากต่างประเทศแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ถ้าเธอสามารถทำได้ก็จะทำออกมาวางขายเลย เพื่อเป็นการเปิดช่องทางด้านการตลาดให้กับลูกค้าที่มารับขนมจากร้านเธอไปขายอีกที เช่น การไปออกบูธ ไปขายตามตลาด ตามร้านกาแฟ รวมทั้งผู้ค้ารายย่อยให้ขายขนมได้มากยิ่งขึ้น

“หลังจากทำธุรกิจขนมมาได้ 5 ปี ดิฉันค้นพบความสุขในการทำเบเกอรี่จากเสน่ห์ของมัน ซึ่งจะต้องผสมผสานวัตถุดิบอย่าง น้ำ นม แป้ง และครีมเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นเค้กหรือขนมแต่ละชนิดด้วยความตั้งใจ พอคนกินแล้วมีคำชมกลับมา ดิฉันก็ยิ่งรู้สึกแฮปปี้มากๆ รู้สึกว่าทำแล้วประสบความสำเร็จ เพราะขนมแต่ละชนิดนั้นเราตั้งใจใช้วัตถุดิบอย่างดีทุกอย่าง แต่ขายในราคาที่ไม่แพงเลย เด็กเล็กๆ และคนทุกระดับสามารถซื้อขนมเรากินได้ เท่านี้ก็รู้สึกดีที่สุดแล้วละค่ะ”

 

รจนนท์ กระจ่างวงศ์ ชีวิตที่ลงตัว สุขสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503015

รจนนท์ กระจ่างวงศ์ ชีวิตที่ลงตัว สุขสุดๆ

โดย…มัลลิกา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพาณิช

เห็นลุคสาวเปรี้ยวยามอยู่ในหน้าที่ดีเจคลื่นเก็ต 102.5 จัดรายการเพลงสากล แต่เมื่อเดินเข้ามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ ลูกบัว-รจนนท์ กระจ่างวงศ์ ก็ปรับการแต่งกาย ไม่ถึงขั้นลุคครูไหวใจร้าย แต่ก็สลัดลุคเปรี้ยวจี๊ด มาสวยเนี้ยบ สยบลูกศิษย์ได้

ดีเจเสียงใสๆ งานที่ทำแล้วอารมณ์ดี

ลูกบัวขายเสียงสวยๆ ด้วยการทำงานเป็นดีเจผ่านคลื่นวิทยุ เก็ต 102.5 เปิดเพลงสากลเพราะๆ ให้ผู้ฟังจนคุ้นเคยมานานถึง 5 ปี เพราะชื่นชอบเสียงเพลงเป็นทุนเดิม จะขับรถ อาบน้ำ ตรวจข้อสอบ มีเสียงเพลงเป็นเพื่อนไม่เคยเหงา

ดีเจจึงเป็นงานที่ทำแล้วเกิดความสุข แม้จะต้องฝ่ารถติดจากบ้านย่านสุขุมวิท 24 มาจัดรายการที่ย่านลาดพร้าว

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

“ไม่เคยรู้สึกว่ามาทำงานเลย 5 ปี ผ่านไปรวดเร็วมาก เหมือนมานั่งฟังเพลง แชร์เพลงที่ชอบให้เพื่อนๆ ฟัง แนวเพลงที่ชอบฟังอาร์แอนด์บี อัลเทอร์เนทีฟร็อก แต่พอจัดรายการเราก็ฟังได้ทุกแนว แจ๊ซ บอสซ่า
ยิ่งโตขึ้นยิ่งฟังหลากหลาย”

โตขึ้นตามคาแรกเตอร์ที่จัดรายการด้วย “ช่วงแรกๆ จัดวันเสาร์ ก็เปิดเพลงวอร์มอัพให้คนออกไปไนต์ไลฟ์ พอย้ายมาจัดวันอาทิตย์ ดนตรีก็จะโตหน่อย ปรับมู้ดแอนด์โทนให้โตขึ้น อีกอย่างเกี่ยวกับเรานิ่งขึ้นตามอายุด้วยมั้งคะ บวกกับวันอาทิตย์ เพลงตื๊ดมากไม่ได้ เพราะคนก็ต้องเตรียมไปทำงานในเช้าวันจันทร์”

ไม่เพียงเปิดเพลงเพราะให้ผู้ฟังเพลิดเพลิน แต่ช่วงที่ดีเจลูกบัวจัดรายการยังเป็น เก็ต เอสโอเอส คอยให้ความช่วยเหลือ คนที่เบื่อๆ คืนวันอาทิตย์ แล้วไม่อยากเผชิญกับเช้าวันจันทร์ และอีกสารพันปัญหาที่ร้องหาดีเจลูกบัวช่วยด้วย!!

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

“ส่วนใหญ่จะไม่เล่นกิจกรรมหน้าไมค์ เน้นเปิดเพลงยาวๆ ทิ้งข้อความหลังไมค์ เวลาพูดในรายการ ลูกบัวจะหาคอนเทนต์มาแชร์ หลักๆ เรื่องสุขภาพความงาม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ก็เป็นเรื่องผู้หญิงๆ ที่เราถนัด

พอหลังๆ มีผลสำรวจ คนที่ฟังช่วงเรามีผู้ชายเพิ่มขึ้น ข้อมูลก็หาให้ยูนิเซ็กซ์ เรื่องออกกำลังกาย หนัง ท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องที่เราสนใจ เรื่องไหนที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ ที่ลูกบัวต้องหาคอนเทนต์เอง เพราะเราเป็นคนพูดออกไปจะได้มีความเป็นธรรมชาติ เราจำได้หมดไม่ต้องอ่าน เหมือนเล่าในสิ่งที่เรารู้

ที่มีคนมาปรึกษาเยอะสุด เป็นเรื่องออกกำลังกาย ดีเจที่คลื่นเก็ต 102.5 จะมีหลายคาแรกเตอร์ สำหรับลูกบัวถูกวางคาแรกเตอร์ถูกออกกำลังกาย อยากได้กล้ามเนื้อตรงนี้ ลดส่วนนี้ ต้องออกท่าไหน ต้องกินอาหารอะไร ซึ่งที่ส่งข้อความมาปรึกษาก็ตอบได้หมด”

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

อาจารย์หน้าเด็กต้องนิ่งสยบความไม่เชื่อถือ

นอกจากงานดีเจ ลูกบัวยังเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติ

“ก่อนหน้านี้จบปริญญาโท (MBA Finance-LSC) มาจากอังกฤษก็สอนปริญญาตรีมา 3 ปี สอน 2 แห่ง แล้วก็เรียนปริญญาเอกควบคู่ไปกับการทำงานดีเจ แต่ตอนนี้สอนแค่นักศึกษาปริญญาโทที่เดียวเป็นงานประจำ อาทิตย์หนึ่งก็มีสอน 3-4 วัน แต่การเป็นอาจารย์ประจำ ต้องมีงานวิจัยปีหนึ่ง 2-3 ชิ้น แล้วเราต้องเป็นที่ปรึกษาธีซิส มันทำให้เราต้องว่าง ต้องมีเวลาให้นักศึกษามาปรึกษา

ไม่รู้ตัวว่าชอบสอนตอนไหน รู้แต่ว่าชอบเรียนหนังสือและมีโอกาสได้สอนมาตลอด ตอนเรียนปริญญาตรีก็สอนน้อง ม.ปลาย

ตอนจบปริญญาตรีก็ทำสายการเงิน และเอาเวลาว่างไปสอนพิเศษตามสถาบันกวดวิชา เก็บเงินไปเรียนต่อปริญญาโท เพราะเริ่มรู้ตัวไม่ชอบระบบออฟฟิศ ไม่ชอบต้อง 8 โมงถึง 5 โมงเย็น

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

ลูกบัวเรียนทางด้านบริหารธุรกิจมาตลอด ส่วนใหญ่คนที่จบสายนี้จะทำงานแบงก์ พอจบปริญญาโท ก็ไม่อยากทำงานออฟฟิศ โชคดีที่เราพอมีสกิลด้านการสอน ก็เลยลองดู พอลองแล้วชอบ ไม่อยากทำอาชีพอื่นแล้ว จึงต้องเรียนปริญญาเอก”

ลูกบัวเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ 27 ตอนนี้ 33 แถมหน้ายังดูอ่อนวัยอีก จึงมีบ้างที่โดนนักศึกษาปีนเกลียว หรือลองวิชากับครูบ้าง

“โชคดีที่เด็กไทยน่ารัก แม้ตอนแรกที่สอนจะดูมีความเป็นเพื่อนเพราะอายุห่างกันไม่เยอะแต่เขาก็ให้ความเคารพ แต่พอมาสอนนักศึกษาปริญญาโท เกินครึ่งคลาสอายุมากกว่าลูกบัว ราว 40 ต้นๆ แล้วก็เป็นต่างชาติ เขาจะไม่ค่อยเชื่อถือ เขาดูเราจากลักษณะภายนอก ซึ่งตอนไปสอนลูกบัวก็ต้องแต่งตัวให้ดูโตขึ้นมาหน่อย

ลูกบัวชอบเรื่องแฟชั่น ชอบแต่งตัว เวลาไปสอนต้องเบรกตัวเอง พยายามคุมโทนสี แต่หยุดไม่ได้กับแอกเซสซอรี่ กระเป๋า รองเท้า สร้อย แหวน ต่างหู เป็นความสนุกที่สุด แต่หน้าสดไปสอน เพราะแต่งหน้าไม่เป็น

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

บางคนก็มองเราเป็นเซเลบริตี้หรือเปล่า จะสอนได้เหรอ ส่วนใหญ่ท้าทายเราด้วยคำถาม ดีเบตกันในคลาส บางทีเราก็ต้องข่ม ถ้าไอไม่เจ๋งจริงก็มาสอนตรงนี้ไม่ได้

ปรับลุคให้โตขึ้นก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง ที่เหลืออยู่ที่การจัดการ ควบคุม การเรียนการสอน และเวลาเราสอนรู้สึกว่า เราทำในสิ่งที่ชอบให้เต็มที่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้เราผ่านไปได้ คือเราสอนในฟีลมาร์เก็ตติ้งที่เราเรียนจบเอกมาโดยตรง (DBA Marketing & Entrepreneurship OSLU) เรามั่นใจว่าเรารู้

พอสอนสัก 2 สัปดาห์ เราจะเริ่มได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่พอทุก 5 สัปดาห์ต้องเปลี่ยนคลาสใหม่ พอลูกศิษย์เริ่มสนิทเชื่อใจ เปลี่ยนอีกแล้ว เหมือนเราต้องปรับตัวใหม่อยู่ตลอดเหมือนกัน

เวลาสอนลูกบัวอยากให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็นการแชร์ ไม่ใช่วันเวย์ เพราะบางคนที่มาเรียนเป็นวิศวะ นักบิน ต่างคนมีประสบการณ์และมั่นใจในวิชาชีพตัวเอง แต่เราต้องแสดงให้เห็นว่าในสายเอ็มบีเอเรา
รู้ลึกกว่าแน่นอน อยากให้ทุกคนช่วยแชร์ประสบการณ์ ไม่อยากให้เรียกเราว่า เป็นผู้ชี้นำ แต่เราทำให้มันขับเคลื่อนไปได้”

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

ความสุขจากเสียงเพลงและการเรียนรู้

แม้จะเป็นอาจารย์แต่งานดีเจก็ไม่ทิ้ง “ชีวิตตอนนี้บาลานซิ่งดีแล้ว สอนอย่างเดียวจะสูญเสียความสนุก เพราะเราต้องอยู่ในโหมดวิชาการตลอดเวลา ลูกบัวเคยผ่านช่วงที่สอนอาทิตย์หนึ่ง 5-6 วัน พอไปพูดในรายการ เราดูพูดแย่ๆ

พออาทิตย์ไหนไม่มีสอนจัดรายการตลอด พอกลับไปสอน ก็ติดพูดสำนวนเด็กๆ แต่ตอนนี้จัดรายการ 1 วัน สอน 3-4 วัน อันนี้แหละที่ทำให้เราไม่เครียดหรือบันเทิงเกินไป มันลงตัวมาก”

นอกจากชอบสอน ยังชอบเรียนมากๆ ลูกบัวยกคำพูดของ เนลสัน แมนเดลา ที่กล่าวว่า การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก

“หลายอย่างที่โลกเรามาถึงจุดนี้ได้ ออนไลน์ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์เกิดจากการที่มนุษย์ไม่หยุดเรียนรู้ ต่อไปโลกเราจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่านี้ เราไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง

ทุกวันนี้ ยังหาคอร์สเรียนอยู่เลยค่ะ ที่ชอบเรียน เพราะคำว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน ไม่มีใครรู้ทุกอย่างบนโลก อยากให้ทุกคนเปิดใจเรื่องการศึกษา อย่าคิดว่าพอแล้วในวิชาชีพที่เราต้องทำ อย่าเรียนมาประกอบวิชาชีพอย่างเดียว แต่เรียนมาช่วยเราในการใช้ชีวิต เปิดมุมมอง”

 

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ มรดกความแรงถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/502778

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ มรดกความแรงถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ

เรื่อง ปอยภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ธุรกิจครอบครัวอยู่ในวงการสื่อรถยนต์ อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ บอกในฐานะทายาทคนโตบุตรของ “อาจารย์พัฒนเดช” กูรูเรื่องรถยนต์เจ้าของนิตยสาร Magazine Autocar Thailand จึงต้องมีหน้าที่ทำงานส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนามสกุลนี้การันตีได้ถึงการคร่ำหวอดยาวนานในวงการเครื่องยนต์ ล่าสุดกับการจัดงานโชว์รถยนต์มือสอง “ฟาสต์ ออโต้โชว์ ไทยแลนด์” โชว์ผลงานประสบความสำเร็จได้อย่างน่าปลาบปลื้มใจ โดยการกุมพวงมาลัยโชว์ความแรงของหนุ่มผู้บริหารร่างใหญ่มาดนุ่มคนนี้

อัษฎาวุธ ยอมรับว่าในรุ่นลูก เรื่องการทำงานเน้นสไตล์ผ่องถ่ายดีเอ็นเอจากบิดาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องรถยนต์ ได้เต็มร้อยแบบไม่ผิดฝาผิดตัวแน่นอน ระยะเวลายาวนานสำหรับวงการนี้ คงต้องย้อนไปตั้งแต่วัย 7 ขวบ ก็ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อพัฒนเดช ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนามแรลลี่แล้ว

นับเป็นฐานประสบการณ์ที่ดีของทั้งงานนิตยสารรถยนต์ งานทางด้านรายการโทรทัศน์และวิทยุ การให้ความรู้เรื่องรถยนต์ ไปจนงานด้านจัดอีเวนต์ระดับประเทศของวงการรถยนต์ ทุกๆ งานทำด้วยความรู้แน่นปึ้ก

รักเครื่องยนต์ไม่แพ้พ่อ

โจทย์เกี่ยวกับการทำงานวงการรถยนต์มีให้ทำไม่รู้จบ อัษฎาวุธ งานแรกขอกล่าวถึงอีเวนต์สนุกๆ แถมได้ท่องเที่ยวไปทั้งในและต่างประเทศ ก็คือการจัดเส้นทางคาราวานทดสอบเครื่องยนต์ให้กับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ ด้วยสไตล์การครีเอทที่ไม่แค่พิจารณาเรื่องรถยนต์รุ่นนั้นรุ่นนี้ ใครแรงแค่ไหน? ใครแรงกว่าใคร?!!

แต่การสร้างสีสันให้กับอีเวนต์รูปแบบนี้ ต้องคิดออกแบบไปจนถึงเส้นทางท่องเที่ยว ความท้าทายของงานก็คือการขบคิดให้ได้ครบวงจรที่สุด

“เส้นทางคาราวานล่าสุด ผมเพิ่งกลับมาจาก จ.ตรัง พาลูกค้าของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดในแบบครอบครัว ไปกันเต็มพิกัด 300 คนครับ ขับจากกรุงเทพฯ 1 วันเต็มในระยะทางยาวกว่า 300 กม. สนุกกว่าการทดลองสมรรถนะรถยนต์ เพราะเหมือนกับพาเพื่อนฝูงไปท่องเที่ยวด้วยกันเยอะๆ บางครอบครัวพาสมาชิกไปครบทุกคน รถ 1 คันนั่งเต็มพิกัด 6 คน พ่อแม่ลูกบรรยากาศอบอุ่น

ไปตรังทริปนี้ได้ไปเที่ยวศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ได้ความรู้ความสนุกเพลิดเพลินไปอีกด้วยนะครับ เปิดโลกทัศน์จึงเป็นงานที่ได้มากกว่าการทำงาน

ผมออกแบบเส้นทางเอง ซึ่งก็ต้องคิดครอบคลุมไปถึงความสะดวกสบาย ที่พัก อาหาร แล้วก็มีการทำงานการกุศล พาขบวนไปบริจาคอุปกรณ์การเรียนให้โรงเรียนขาดแคลนในเส้นทางที่เราขับผ่านไปด้วย” อัษฎาวุธ เริ่มต้นสนทนาเล่าถึงหนึ่งในหลายๆ งานที่ทำเกี่ยวข้องกับวงการรถยนต์

“สมัยเด็กๆ พ่อก็พาผมออกไปท่องเที่ยวแบบนี้ครับ ธุรกิจครอบครัวจึงสานทำมาจากความรักความชอบล้วนๆ เลยครับ ทั้งการสอน การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัย หรือให้ความรู้เรื่องเครื่องยนต์ผ่านสื่อต่างๆ ของเรา

ถ้าให้นับอายุงานในวงการนี้ คงตอบยากครับ (บอกพลางยิ้ม) เพราะครอบครัวปลูกฝังว่าการทำงานต้องรู้จริง ผมอายุ 7 ขวบ เรียกว่าพอเขียนหนังสือเป็นเรียนชั้นประถมปีที่ 1 คุณพ่อก็มอบหมายงานให้ทำทันทีในหน้าที่กรรมการจดอาร์ซีแรลลี่ ต่อด้วยมัธยมปลาย พ่อก็สอนให้จัดรายการวิทยุ ผมชอบเรื่องรถยนต์อยู่แล้วด้วยสายเลือด แต่ผมก็ไม่ได้เรียนวิศวกรเครื่องยนต์ ซึ่งกลับกลายเป็นเรื่องดีที่เราสามารถพูดเรื่องเครื่องยนต์กลไกให้เป็นภาษาชาวบ้านๆ ได้ กอปรกับนิสัยของผมชอบสอน เพราะตอนเรียนปริญญาตรีผมอยากเป็นครูจึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะครุศาสตรบัณฑิต เอกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จบมาได้ฝึกงานเป็นครูฝึกสอนก็ค้นพบว่าเป็น พ่อพิมพ์ที่สมบูรณ์แบบยากมาก

จึงเบนเข็มไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นคำแนะนำของคุณพ่ออีกแล้วครับ (ยิ้ม) ท่านชอบท่องเที่ยวเดินทางรอบโลก และสอนผมเสมอว่าการเรียนก็ไม่ควรคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว คนเราจะประสบความสำเร็จต้องมีสังคม มีกลุ่มเพื่อนฝูง จึงทำให้ผมไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านทรัพยากรบุคคล ที่เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย อยู่ที่นั่นได้ 3 ปีก็กลับมาทำงานจริงจัง”

อัษฎาวุธ เล่าโปรไฟล์ให้ฟังซึ่งก็ดูไม่ใกล้เคียงกับวงการรถยนต์สักเท่าไรนัก แต่ในเมื่อเส้นทางรุ่นพ่อได้กรุยทางบุกเบิกไว้แล้ว อย่างไรเสียก็หนีกันไม่พ้นในเรื่องรถยนต์และความเร็ว

“ไปอยู่ออสเตรเลียก็ทำงานร้านอาหารเหมือนๆ เด็กไทยทั่วไปนะครับ แต่ผมก็มีความฝันตลอดเวลาว่าต้องซื้อรถยนต์ในฝันจากน้ำพักน้ำแรงของเราให้ได้ เป้าหมายในชีวิตวัยรุ่นคือต้องซื้อรถยนต์คันแรกในชีวิตได้โดยไม่ขอเงินพ่อแม่เลยสักบาทเดียว ผมรับจ้างล้างจานขีดเป็นสัญลักษณ์คร่าวๆ จดไว้น่าจะล้างจานไปกว่า 2 แสนใบ (หัวเราะ) กว่าจะเก็บสตางค์ซื้อรถยนต์ราคา 2,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียได้สำเร็จ

ผมชอบรถยี่ห้อโฮลเด้น (Holden) ซึ่งเป็นยี่ห้อรถยนต์ ยอดนิยมของออสเตรเลีย ผลิตโดยจีเอ็ม บริษัทผลิตรถยนต์จากสหรัฐอเมริกา ผมชอบเครื่องยนต์ใหญ่ๆ ที่เวลาสตาร์ทแล้ว เสียงดังๆ เวลาเหนื่อยผมชอบสตาร์ทรถฟังเสียงกระหึ่มๆ ของเครื่องยนต์ เชื่อไหม…แค่นี้ก็ทำให้หายเหนื่อยได้แล้วครับ” อัษฎาวุธ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ เมื่อได้พูดถึงของรักรถยนต์คันแรกในชีวิต

ก้าวสู่วงการสื่ออีเวนต์วงการรถยนต์

คุณพ่อพัฒนเดชขับรถท่องไทยไปถึงไหน ที่นั่งเบาะข้างๆ ก็คือลูกชายคนนี้ อัษฎาวุธ บอกว่าสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้มี 3 ปัจจัย คือ ข้อแรกต้องรู้จริง ข้อสองต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน

และข้อสามที่จำเป็นไม่แพ้สองข้อแรกคือ การทำงานต้องมีเพื่อนฝูงเกื้อหนุนส่งให้งานไปไกล ซึ่งนี่คือคำตอบของความประสบความสำเร็จของคนรุ่นบุกเบิก

“ผมรักรถ ชอบขับรถ ซึ่งก็แปลกกว่าเพื่อนๆ ที่แทบไม่มีใครชอบขับรถเลยครับ หยุดเรียนเด็กๆ ไทยก็รวมตัวพากันเช่ารถขับออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง ขับไปเที่ยวถึงซิดนีย์ คนเลือกเช่ารถยี่ห้อไหนดีไซน์เส้นทางอย่างไรก็คือผม ที่ได้อภิสิทธิ์เพราะเป็นคนขับ เพื่อนๆ ขี้เกียจชอบนั่งสบายๆ ก็เลือกไม่ได้ (หัวเราะ) ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์นำมาใช้ตอบคำถามปัญหาเรื่องรถทางรายการวิทยุและโทรทัศน์ของเราได้ดี

เรื่องการตอบคำถามผ่านรายการผมจดจำได้ดีเลยครับ เมื่อคุณพ่อริเริ่มจัดรายการรูปแบบนี้ขึ้นมา มีแต่คนหัวเราะและสบประมาทว่าการตอบด้วยหลักการความรู้ที่มีรายละเอียดเยอะๆ จะถามตอบแบบนี้กันได้อย่างไร ไม่มีทางเข้าใจง่ายๆ หรอก

รูปแบบการตอบคำถามแบบนี้เกิดจากไอเดียพ่อเปลี่ยนไปตลอดเวลาครับ การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จากการเริ่มต้นทำนิตยสารให้ความรู้เรื่องรถยนต์ ใครมีอะไรก็ส่งคำถามเข้ามาที่นิตยสาร แล้วกว่าที่จะส่งคำตอบจากกองบรรณาธิการกลับไป บางคำถามยาวนานเป็นเดือนๆ เลยนะครับ พ่อจึงหาทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยหาการสื่อสารที่รวดเร็วกว่านี้ คือการตอบคำถามทางวิทยุ ปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของการจัดรายการเกี่ยวกับรถยนต์จึงเกิดขึ้น โดยใช้ข้อมูลรู้จริงที่มีนำมาสื่อสารกับคนดูคนฟังให้ได้ประโยชน์มากที่สุดครับ” อัษฎาวุธ บอกถึงงานที่ทำอย่างมีไฟในวันนี้

และล่าสุดกับงาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2017 อัษฎาวุธ เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เรียกได้ว่าเป็นปีที่งานฟาสต์ฯ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรถยนต์ใช้แล้ว และรถใหม่ป้ายแดง นับเป็นการรวมตัวไปจนถึงสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อภายในงาน ตัวเลขยอดขาย และยอดให้สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วค่อนข้างชัดเจน

“ปีนี้ยอดจองรถใหม่ป้ายแดงในงานอยู่ที่ 2,256 คัน รถยนต์ใช้แล้วมียอดขายอยู่ที่ 1,241 คัน รวมยอดขายทั้งสิ้น 3,497 คัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,852,600,000 บาท โดยเป้าที่ตั้งไว้ตอนเริ่มงาน 3,000 คัน รถใหม่ 2,000 คัน รถใช้แล้ว 1,000 คัน การที่ยอดขายรถยนต์ภายในงานเติบโตขึ้นก็เป็นเพราะทุกค่ายแข่งขันนำเสนอรถยนต์ และแคมเปญโปรโมชั่นตอบโจทย์ และทำได้ตรงใจผู้ใช้รถได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ผมเติบโตมาในวงการนี้ วันนี้ก็บอกได้เลยครับว่าตลาดรถยนต์เติบโตได้ไม่หยุดชะงักแน่นอน แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา แต่ตลาดรถยนต์กลับกลายคือสิ่งตรงกันข้าม โดยเฉพาะตลาดรถมือสองที่เราได้สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ยอดซื้อก็ยิ่งพุ่ง กอปรกับปีนี้ตลาดเกษตรกรพืชผลขายดีมาก คนก็มีกำลังซื้อมากตามไปด้วย อีเวนต์รถยนต์ปีนี้มีหลายๆ อย่างให้ครีเอท รับรองว่าสนุกแน่นอนครับ” อัษฎาวุธ บอกเล่าเกี่ยวกับหลายๆ งานกับการก้าวตามรอยทางบุกเบิกที่มีไฟคุโชนไม่แพ้กัน n

 

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ อิ่มอร่อยได้สุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/502680

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ อิ่มอร่อยได้สุขภาพที่ดี

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพบริษัท สไวเซอร์ ที่เพิ่งเปิดธุรกิจมาได้เพียงปีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการขยายแนวธุรกิจที่คุณหมอมีอยู่เดิม จากการเป็นเจ้าของคลินิกแพทย์ผิวหนังและความงาม มาสู่การทำอาหารเพื่อสุขภาพจากธัญพืช

เพราะมองว่าเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญคนทุกเพศทุกวัย ใครๆ ก็ล้วนอยากจะมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราต้องสูงวัยอย่างแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้แข็งแรงและสุขภาพที่ดีได้ ก็คือการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อจะได้ไม่แก่ง่าย ไม่ตายเร็ว

เนื่องจากคุณหมอทำคลินิกด้านผิวพรรณมานานกว่า 10 ปี และพบว่าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันที่สูงมาก อีกทั้งคุณหมอหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เริ่มมาวิ่งออกกำลังกาย และหันมาให้ความสำคัญในการเลือกอาหารที่ดีกับร่างกายควบคู่กันไปด้วย

“คือหมอชอบดื่มกาแฟ ชอบกินขนมจุกจิก เวลาไปดูหนังกับลูกสาวก็ชวนกันกินป๊อปคอร์น พอกินไปแล้วก็รู้สึกผิดว่า โอ้โห! มันกี่แคลอรีกันเนี่ย ต้องวิ่งกี่กิโลถึงจะเบิร์นออกหมด ที่ออกกำลังกายมาทั้งวันหมดกัน แค่กินขนมกล่องเดียว มีขนมอะไรไหมที่อิ่มอร่อยแค่ 100 แคลอรี แล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย (หัวเราะ) ลูกสาวหมออายุ 18 กำลังเป็นสาวก็กลัวอ้วนจะกินอะไรเขาก็ระมัดระวังมากช่างเลือก หมอก็เลยเอาโจทย์ตรงนี้เป็นที่ตั้งว่า จะทำขนมหรือของว่างอะไรที่อร่อยดีต่อสุขภาพ แคลอรีน้อย คือกินแล้วสบายใจไม่อ้วน”

โดยเฉพาะจากพวกธัญพืชต่างๆ จากถั่ว เมล็ดเจีย ควินัว อาซาอิเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทั้งหลายล้วนดีและเป็นมิตรกับร่างกาย ซึ่งมีแร่ธาตุ โปรตีน วิตามิน ไฟเบอร์ มีอะมิโนแอซิด ต่างๆ ครบ คุณหมอวารีรัตน์จึงเลือกวัตถุดิบจากสิ่งเหล่านี้มาประกอบกันเป็นของว่างกินเล่นแทนขนมขบเคี้ยวต่างๆ อย่างมันฝรั่ง ช็อกโกแลต ลูกอม ข้าวโพดคั่วเนย ซึ่งขนมเหล่านี้อร่อย แต่ไม่เป็นมิตรกับสุขภาพ เพราะมีเกลือสูง น้ำตาลเยอะ ไขมันเยอะ ใช้ไขมันทรานส์ กินแล้วอ้วน อย่างที่รู้กันว่าของอร่อยก็มักไม่ดีกับร่างกาย แต่ถ้าจะให้เลิกกินไปเลยก็เป็นไปไม่ได้

“หมอเองก็เป็นค่ะ ติดของหวาน ติดกาแฟ เพราะอย่างนั้นก็ต้องพยายามหาของที่อร่อยแล้วยังเป็นมิตรกับร่างกายอีกด้วย ใช้หญ้าหวาน หรือน้ำผึ้งแทนน้ำตาลทราย ลดโซเดียมลง ไม่ใส่ผงชูรส ใช้ธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เข้ามาแทน เพื่อให้อิ่มอร่อยได้โดยไม่รู้สึกผิด หมอกินได้ ลูกสาวหมอกินได้ เรากินอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น” คุณหมอเล่าอย่างมั่นใจ

เธอเล่าว่าเป็นหมอด้านผิวพรรณและความงามมาเกือบ 20 ปี แน่นอนว่าการดูแลผิวพรรณร่างกายจากภายนอก ด้วยการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาคอยดึง คอยฉีด คอยอัพ มันก็ช่วยได้ผลระดับหนึ่ง เป็นการสวยเพียงชั่วคราว แต่ถ้าเราสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงสวยงามพร้อมมาจากข้างใน เริ่มจากอาหารการกินที่ดี การมีจิตใจที่มองโลกในแง่บวก นั้นดีกว่าสวยจากภายนอก คือต้องดูแลควบคู่กันไปทั้งจากภายในและภายนอก นั้นถือว่าดีที่สุดสวยยั่งยืนยาวนานกว่า

ที่สำคัญโปรตีนจากพืชนั้นดีและปลอดภัยกว่าโปรตีนจากสัตว์อย่างแน่นอน เนื่องจากคุณหมอเคยลดน้ำหนักเป็นเวลา 1 ปี ด้วยการกินแต่อกไก่ ไม่กินเนื้อสัตว์อย่างอื่นเลย ปรากฏว่าน้ำหนักลงได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไปตรวจสุขภาพ พบว่ามีก้อนซีสเล็กๆ กระจายตัวกว่า 10 ก้อนที่หน้าอก จึงต้องเลิกลดด้วยวิธีการนี้ทันที การอดข้าวเลยก็สุดโต่งเกินไป ดังนั้น เดินสายกลางแล้วพยายามเลือกกินให้มากขึ้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หลังจากเปิดตลาดในประเทศไทยมาได้ 1 ปี ผลตอบรับก็เป็นที่น่าพอใจ ปลายปีนี้คุณหมอจะเพิ่มประเภทสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และรสชาติใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ควินัวบาร์รสต้มยำ โดยใส่สมุนไพรหั่นละเอียดลงไปเพื่อให้หอม เคี้ยวง่าย และมีประโยชน์ และมีโครงการจะส่งออกไปยังต่างประเทศในแถบตะวันออกกลางอีกด้วยในอนาคต

คุณหมอบอกว่าในอนาคตแนวโน้มธุรกิจเพื่อสุขภาพจะมาแรง ในต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกาเองมีช็อปปิ้งมอลล์ที่ขายอาหารสุขภาพอย่างครบวงจรอย่างเดียวเลย ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ทั้งของแห้ง ของสด ของคาว ของหวาน ของกินเล่น ทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬาต่างๆ

“หมอไปเห็นมาแล้วรู้สึกประทับใจมากอยากให้มีในประเทศของเรา หมอเองก็อยากทำ แต่คงต้องสะสมเงินลงทุนไปอีกนาน แต่หมอก็มีโครงการจะทำร้านอาหาร หรือเป็นช็อปเล็กๆ ที่ขายอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทำสดพร้อมรับประทาน หรืออาหารจานเดียว เช่น ข้าวมันไก่ที่ใช้เมล็ดควินัวหุงแทน น้ำผลไม้ที่เลือกใส่ท็อปปิ้งจากเมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ การยำปลาแซลมอนโรยด้วยเมล็ดธัญพืช เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปได้ราวต้นปีหน้า

“หมอและหุ้นส่วนได้ไปลงเรียนคอร์สเพิ่มเติมทางด้านอาหารและโภชนาการที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้รู้เรื่องอาหารอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น เพราะหมอตั้งใจมาสายอาหารเพื่อสุขภาพ ส่วนเรื่องคลินิกผิวหนังก็ทำเท่าที่มีอยู่สองสาขาจะไม่ขยายเพิ่มแล้ว แต่จะสายสุขภาพมากขึ้น เพราะเป็นเทรนด์ของโลก รองรับสังคมผู้สูงอายุด้วย” คุณหมอกล่าวอย่างมีความสุข

ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินกันว่า อาหารที่อร่อยจะไม่ดีกับสุขภาพ ส่วนอาหารที่ดีกับสุขภาพก็มักจะไม่อร่อย ดังนั้นคุณหมอจึงพยายามที่จะลบความเชื่อนั้นว่า ของที่ดีกับสุขภาพก็อร่อยได้ กินแล้วไม่อ้วนได้ อิ่มอร่อยภายใน 100 แคลอรี นั้นมีจริง

“ครอบครัวของหมอเป็นหมอกันเกือบทั้งบ้าน เป็นหมอกันหลายสาขา ทั้งพี่สาว พี่เขย สามี ลูกสาวก็กำลังเรียนหมอ เราพบเจอคนไข้ ที่มีความเจ็บป่วยไม่สบายใจไม่สบายกายกันมาหลายรูปแบบ จนรู้เลยว่าการไม่มีโรคนั้นเป็นอมตะวาจาที่จริงแท้ที่สุด การเจ็บปวดแต่ละครั้งเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เจ็บกายก็ยังป่วยใจอีกด้วย มีเงินมากแค่ไหนถ้าเจ็บป่วยก็ไม่มีความสุข เงินก็ช่วยอะไรแทบไม่ได้ เหมือนหาเงินมาจ่ายค่ารักษาตัวหมดนั่นเอง หมอว่ามีเงินน้อยแต่สุขภาพดีสำคัญกว่านะ” เธอให้ความเห็น

ทางด้านหลักการทำงานนั้น คุณหมอกล่าวว่า การทำงานทุกอย่างควรมีใจรัก มีความรับผิดชอบ มีความตั้งใจ โดยเฉพาะอาชีพแพทย์นั้น เรื่องความเก่งยังเป็นรองเรื่องความรับผิดชอบ ถ้าเก่งแต่ไม่รับผิดชอบไม่มาดูคนไข้ตามเวลา คนไข้อาจจะเสียหายถึงชีวิตได้ ที่สำคัญคือมีใจรัก ถ้ามีความรักในเนื้องานจะทำให้การทำงานมีความสุขเหนื่อยแค่ไหนก็ยังยิ้มได้ ถ้าไม่มีใจกับงานทำงานไปวันๆ ไม่ยังประโยชน์กับใครเลย จะทำร้ายตัวเองให้หมดไฟในอนาคตก็เป็นได้

สำหรับตัวคุณหมอเองนั้นบอกว่า ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือมีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนเอง ซื่อสัตย์ จริงใจ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ในวิชาชีพก็เหมือนคนไม่มีศักดิ์ศรี งานทุกงานเป็นงานที่มีเกียรติ ถ้าไม่รักษางานให้มีคุณภาพ สมัยนี้สังคมไปเร็วมากปากคนยาวกว่าปากกา ถ้าทำไม่ดีไม่สมศักดิ์ศรีปากต่อปากนี่แป๊บเดียวที่ชื่อเสียงจะเสีย เมื่อชื่อเสียไปแล้วจะแก้ไขยาก

“หมอเชื่อคำกล่าวที่ว่าป้องกันดีกว่าแก้ไข ถ้าเสียชื่อไปแล้วแก้คืนยาก ดังนั้น ตั้งสติในการทำงานอย่าให้มีเรื่องเสียหายจะได้ไม่ต้องไปตามแก้ไขให้เสียเวลา อย่างหมอทำอาหารเพื่อสุขภาพพื้นฐานคือพยายามเอาของดีมีประโยชน์มาทำ เรากินอย่างไรก็ทำขายอย่างนั้นอย่าลดคุณภาพ อย่าเห็นแก่กำไรแล้วกดต้นทุนให้ต่ำ ถ้าของดีจริงผู้บริโภคเขาก็กล้าจ่าย อย่ามักง่ายต้องทำให้ดีจริงเดี๋ยวผู้บริโภคนั่นแหละจะบอกต่อให้เราเองไม่ต้องไปเสียค่าโฆษณาด้วย ขอให้มีพื้นฐานแห่งความซื่อสัตย์มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ คุณก็จะอยู่ได้นาน รวยช้าๆ แต่มั่นคง ดีกว่ารีบร้อนรวยแล้วเสียหาย ไม่นานก็จะต้องออกไปจากตลาด” เธอกล่าวอย่างจริงจัง

ที่สำคัญอย่าลืมที่จะแบ่งปันเมื่อมีโอกาส สังคมที่น่าอยู่ต้องมีทั้งผู้รับและผู้ให้ ให้อะไรก็ได้ ให้ความรู้ ให้งบประมาณ ให้เวลา ทำในแบบที่คุณถนัด แล้วจะมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ

 

นฤพนธ์ เวียงชนก โค้ชผู้ออกแบบความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/502469

นฤพนธ์ เวียงชนก โค้ชผู้ออกแบบความรัก

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

 

เราทุกคนต่างเคยผ่านความรู้สึกถึงความรักแบบหนุ่มสาว ไม่ว่าจะแอบชอบ แอบรัก สมหวัง หรืออกหัก นั่นก็คือประสบการณ์ที่มีค่าครั้งหนึ่งในชีวิต แมกซ์-นฤพนธ์ เวียงชนก ที่ปรึกษาด้านความรักและความสัมพันธ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าโค้ชความรัก เจ้าของเพจ Facebook.com/MAXinLoveThailand บอกกับเราว่าเมื่อเราอกหักผิดหวังกับความรัก เวลาที่เหลือจากนั้นอยู่ที่เราจะมองเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้เป็นประสบการณ์เพื่อก้าวไปข้างหน้ากับความรักครั้งใหม่ หรือจะเก็บเป็นมีดที่ทิ่มแทงเราไว้ตลอดเวลา นั่นคือจุดที่สำคัญ

โค้ชผู้นำความรักกลับมา

“ผมมีความสนใจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเรื่องความรักของคนเราตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น สงสัยว่าอะไรที่ทำให้ผู้ชายจีบผู้หญิงได้หรือไม่ได้ อะไรที่เป็นส่วนทำให้เราสนใจเลือกคู่ครอง แต่ชะตาชีวิตผมก็เหมือนกับคนในรุ่นก่อนที่ยังเดินบนเส้นทางค่านิยม ผมเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เรียนปริญญาโทด้านบริหารจัดการวิศวะอีกเหมือนกัน แต่ก็ยังคงสนใจศึกษาในเรื่องความสัมพันธ์มาตลอด เรียนรู้ความรักจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ จากคนรอบตัวเรา

และจากประสบการณ์ของเราเองที่เรียกได้ว่าอกหักมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นั่นก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่าการจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต้องทำอย่างไร และสิ่งไหนที่ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืน จนเราอายุประมาณ 33 ผ่านประสบการณ์เรียนรู้และให้คำปรึกษาความรักกับเพื่อนๆ มามากพอแล้ว จึงตัดสินใจศึกษาเรื่องความรักและความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ศึกษาว่าเป็นเพราะเคมีอะไรที่ทำให้คนเราชอบกันและรักกันอย่างยั่งยืนมากที่สุด

ผมเลยเริ่มศึกษาจากสถาบันโค้ชของเมืองไทย แล้วเดินทางไปเรียนสถาบันโค้ชของต่างประเทศ ทำให้เราพบว่าในต่างประเทศจะมีการโค้ชเรื่องความรักเยอะมาก แล้วก็จะมีข้อมูลแหล่งวัตถุดิบในการศึกษาเรื่องความรักโดยเฉพาะให้เราได้ศึกษามากมาย ในขณะที่เมืองไทยเองยังไม่ค่อยมีมากเท่าไร

ในต่างประเทศค่อนข้างจะเปิดกว้างมาก แต่เวลาศึกษาเราก็ต้องดูว่าความรู้นั้นสามารถเข้ากับคนไทยได้ไหม เพราะวัฒนธรรมของฝรั่งแตกต่างจากบ้านเรา ความรู้บางอย่างนำมาใช้ในบ้านเราไม่ได้จึงต้องเอามาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เข้ากับวัฒนธรรมของคนไทยให้มากขึ้น เราก็เลยได้องค์ความรู้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าอะไรที่เป็นปัจจัยหลักในเรื่องของความรัก และการตัดสินใจให้ความรักนั้นอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน

ถ้าผมพูดคำว่าเลิฟโค้ช หรือโค้ชความรัก อาจจะเป็นคำที่เพิ่งเคยได้ยินกันเสียด้วยซ้ำในเมืองไทย ส่วนมากจะเป็นแนวไลฟ์โค้ชเสียมากกว่า แต่การที่จะเป็นโค้ชความรัก ควรจะมีหลักการที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ มีเอกสารวิชาการมีงานวิจัยรองรับจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เอาแต่ประสบการณ์มาพูดดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไร ไม่เหมือนกับองค์ความรู้ที่ทำให้เราสามารถเข้าใจความรักเข้าใจตัวเองและคนรักได้ง่ายกว่า”

ความรักเปรียบเหมือนเกมชีวิต

ปัญหาด้านความสัมพันธ์นั้นมีอยู่มากมาย แต่ปัญหาที่โค้ชแมกซ์พบมากที่สุดตั้งแต่เป็นโค้ชมาก็คือปัญหาเรื่องการคบซ้อนหรือการมีกิ๊ก ที่กำลังกลายเป็นค่านิยมผิดในเรื่องความรักของคนไทย

“การคบซ้อน เป็นปัญหาใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน รักซ้อนทำคนเจ็บมาเยอะ รักที่เราเชื่อใจ รักที่เราคาดหวังถึงอนาคตที่สวยงาม เมื่อไรก็ตามที่เรามองอนาคตและมีความหวัง เมื่อเจ็บช้ำอกหักเราจะมีความรู้สึกว่าเสียใจมากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อมีความรักแล้วจะหวังไม่ได้ เราหวังได้ แต่เราต้องรู้ว่าเมื่อถึงเวลา ณ จุดๆ หนึ่งที่ความจริงกับความหวังมันต่างกัน เราต้องพร้อมที่จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตของเราออกไป ในทางกลับกันเมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าความอกหักไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิต เมื่อนั้นคือเราพร้อมที่จะมีความรักครั้งใหม่เสมอ

ความรักมันเป็นเหมือนเกมชีวิต แต่เกมความรักดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่า ไม่เคยมีคนแพ้ในเกมนี้ เป็นเกมที่เราสามารถชนะด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า เราถูกทิ้ง เขาหรือเธอไปมีคนอื่น เราก็จะรู้สึกว่าตัวเรานั้นแพ้หรือความรักต้องผิดหวัง แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้แพ้หรอก เพราะไม่มีกรรมการอยู่ในเกมที่จะมาคอยตัดสินว่าคุณแพ้ มีแต่เราเองเท่านั้นแหละที่ตัดสินตัวเองว่าเราแพ้ แต่ความจริงคือเป็นแค่บทเรียนที่เราสามารถเอาไปปรับใช้กับความรักครั้งต่อไป

สังเกตไหมว่าคนเรามักจะเลือกคู่ที่มีขั้วตรงข้ามกับเรา มันเป็นเหมือนแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดเข้าหากัน เพราะคงไม่ใช่ใครทุกคนที่อยากตื่นนอนขึ้นมาแล้วเห็นหน้าตัวเองนอนอยู่ข้างๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น คู่ของเราเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนของเราออกมาอย่างแท้จริง เวลาที่เราอยู่คนเดียวเราจะไม่รู้ตัวเองหรอกว่าเราเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่มีใครว่าอะไร นอนตื่นสายตื่นแล้วไม่เก็บที่นอน เข้าห้องน้ำไม่ยอมยกฝาชักโครก แต่พอเรามีแฟน แฟนเราบอกว่าทำไมเธอไม่เก็บ ทำไมเธอไม่ทำอย่างนั้นอย่างโน้นอย่างนี้ นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นปัญหาของตัวเรา

เราไม่เคยรู้ว่าคนรักก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนกันและกัน นั่นจึงทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ จริงอยู่ว่าความเหมือนกันทำให้เกิดความรักได้ง่ายกว่า แต่ความแตกต่างทำให้เกิดแรงดึงดูด ถามว่าแล้วความรักในรูปแบบไหนดีที่สุด ระหว่างสองคนที่เหมือนกัน กับความรักระหว่างสองคนที่แตกต่างกัน ผมตอบได้เลยว่าคนรักกันไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด ขอให้มีความแตกต่างกันบ้างเป็นสีสันของชีวิต มันจะทำให้ความรักมีความสนุก เป็นความรักที่ดึงกันไว้ไม่สุดตรงไปทางใดทางหนึ่ง มีความเข้ากันได้และมีแรงดึงดูดใจเหนี่ยวรั้งกันไว้

ปัญหาเรื่องของความรักซ้อนสำหรับประเทศไทยเราอยู่สูงในอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ในบางประเทศมีปัญหานี้อยู่น้อยมาก เพราะว่าเขาบูชาและให้เกียรติในเรื่องของความรัก ถ้าเกิดเขาไม่รักกันแล้วก็จะเลิกแล้วไปอยู่กับคนใหม่ทันที มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ แต่ของคนไทยเราคบกันแล้วไม่กล้าเลิก เพราะว่ากลัวจะเสียก็เลยกั๊กไว้ก่อนแล้วก็ไปหาใหม่คบกิ๊กไว้ก่อน ถ้าใช้ได้ถ้าดีกว่าก็ไป

นั่นจะนำมาซึ่งปัญหาสังคมในหลายๆ อย่างและหลายๆ ด้าน ซึ่งผมต้องการที่จะสร้างค่านิยมใหม่ในเรื่องของความรักเพื่อให้เกิดความรักอย่างยั่งยืน นี่คือประเด็นของคำว่ารักที่ใช่ เพราะก่อนที่เราจะเจอรักแท้จะต้องเจอรักที่ใช่ แต่ต้องใช้ทั้งในโลกความเป็นจริงและสิ่งที่ฝัน ถ้าเราต้องการผู้ชายที่ดี แต่ในความเป็นจริงเราไปเจอผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายเรา แต่เรายอมรับมันอันนี้ก็คือคนที่ไม่ใช่แล้ว แต่เราก็กลัวจะเสียเขาไป กลัวจะขึ้นคานจึงทำให้เรารั้งรักที่ไม่ใช่ไว้ เพราะคนไทยกลัวขึ้นคานเยอะ ทั้งที่ความจริงแล้วคนโสดเป็นเรื่องธรรมดา โสดคือทางเลือก คนโสดไม่ได้ผิด

ปัจจุบันผมก็โสด มีคนถามว่าเฮ้ย…เป็นคนโสดแล้วมาสอนในเรื่องความรักได้ยังไง ผมบอกได้เลยว่าความโสดไม่สำคัญ แต่ให้ดูที่ตัวผม แล้วดูว่าผมสามารถที่จะไม่โสดได้หรือเปล่าตรงนั้นแหละที่สำคัญ” โค้ชแมกซ์เล่าอย่างอารมณ์ดี

สร้างรักอย่างไรให้ยั่งยืน

คำถามสำคัญที่ทุกคนเมื่อได้พูดคุยกับโค้ชแมกซ์ต้องอยากรู้ก็คือ แล้วเราจะสร้างความรักให้ยั่งยืนได้อย่างไร โค้ชหนุ่มแนะนำกับเราว่า “สำหรับคนที่อยากจะมีความรักสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำอย่างแรกก็คือเราต้องมีความกล้าที่จะเจ็บ คุณลองนึกดูว่าใน 1 ปีคุณมีโอกาสที่จะไปเจอคนที่ถูกใจสักกี่ครั้ง

ถ้าคุณเจอคนที่ถูกใจ เจอคนที่คุณรู้สึกดี ขอให้มีความกล้าที่จะเข้าไปเปิดความสัมพันธ์ ไม่ต้องกลัวเรื่องความผิดหวังมันมีแน่นอน แต่ถ้าเราไม่ลองก็คงไม่รู้ว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร ชีวิตจริงคงไม่มีโอกาสเหมือนในหนังโรแมนติกที่อยู่ดีๆ มาเดินชนกันของหล่นเก็บของขึ้นมาให้สบตากัน เกิดความรู้สึกดีๆ ที่รู้กัน ในหนังในละครทำมาเพื่อสร้างบรรยากาศโรแมนติก สร้างภาพความหวังถึงความรักว่ามันจะสวยงามว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่ในชีวิตจริงของเราต้องใช้ความกล้า

ถ้าคุณไม่กล้าก็เท่ากับคุณปิดโอกาสตัวเอง อย่างน้อยการเริ่มต้นก็ยังมีโอกาสลุ้น แต่ถ้าไม่เริ่มโอกาสก็เป็นศูนย์อยู่เหมือนเดิม การนำเสนอความรักก็เหมือนกับการขายของ คุณต้องมั่นใจในความรักที่คุณมี มั่นใจในตัวเอง เพราะถ้าคุณไม่มั่นใจในความรักก็จะแสดงความไม่มั่นใจออกมา และเมื่อไม่มั่นใจคุณก็จะทำออกมาไม่ดี

การลองผิดลองถูกก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ อย่างน้อยก็ยังได้เริ่มต้น ไม่รู้จะไปยังไงไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหนก็เริ่มต้นแบบไม่รู้นั่นแหละ อย่างดีก็อาจจะไปศึกษาวิธีมาบ้าง แต่จำไว้ว่าการที่คนเราจะครองคู่กันอย่างยั่งยืนนานด้วยกันไปตลอดชีวิต ต้องใช้ความรักเป็นตัวนำ ความรักควรมาก่อนเรื่องเซ็กซ์ ในทางกลับกันเรื่องเซ็กซ์ ก็ก่อให้เกิดความรักได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเซ็กซ์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ได้ เมื่อนั้นความรักก็จะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด

เมื่อไรชีวิตคู่ของคนเรามีความรักเป็นตัวนำเมื่อเผชิญปัญหา เราใช้ความรักความเข้าใจเข้ามาช่วยแก้ไขเมื่อนั้นความรักแท้จริงจะเกิดขึ้น มีน้อยคนมากที่จะมองความรัก โดยแคร์อีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าตัวเอง ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงแต่ตัวเองว่าเธอจะต้องตอบสนองในสิ่งที่ฉันต้องการ และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็มักจะแสดงออกด้วยความรู้สึก เช่น การโกรธ งอน เพื่อเรียกร้องความสนใจ เมื่อระดับของความงอน ความโกรธขึ้นถึงจุดสูงสุดจะกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าเสียใจเพราะไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีกลับมา

การที่เราจะคิดถึงใจเขาใจเรา จะต้องหันหน้าเข้าหากันพูดกันอย่างจริงจังต้องคุยกันแล้วมองความต้องการของอีกคนเป็นหลัก อย่ามองเฉพาะความต้องการของตัวเอง เพราะเมื่อไรที่เรามองแค่ความต้องการของตัวเองปุ๊บจะเป็นมุมมองที่อาจจะชวนกันทะเลาะ แต่ถ้าเรามองว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร และฉันจะทำให้เธอเพื่อให้เธอโอเค แล้วทั้งสองฝ่ายคิดอย่างนี้ทั้งคู่ก็จะอยู่กันอย่างยั่งยืน”

 

วรรณพร พิมพิสุทธิ์ ทำอาหารให้เป็นเรื่องสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501956

วรรณพร พิมพิสุทธิ์ ทำอาหารให้เป็นเรื่องสนุก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ด้วยบุคลิกที่ดูห้าวนิดๆ ของ แบม-วรรณพร พิมพิสุทธิ์ ยามถอดผ้ากันเปื้อน วางมือจากตะหลิว มาสวมเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ ทำให้แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า เธอคือ เชฟผู้อยู่เบื้องหลังสุดสร้างสรรค์ทั้งหมดของร้านอาหารสุดฮิปอย่าง ซาวา ไดนิง (Sava Dining) ร้านอาหารที่เป็นอีกหนึ่งความฝันของ หมู-พลพัฒน์ อัศวประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง ซาว่า กรุ๊ป

แบม บอกว่า ถ้าย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีใครมาทักว่าวันนี้เธอจะเป็นเชฟ เธอคงเถียงขาดใจ เพราะจากเด็กที่ค่อนข้างเกเร ไม่ชอบเรียนหนังสือ ทำอาหารไม่เป็น แม้จะคว้าปริญญาตรีด้านการตลาดจากออสเตรเลียมาครองได้สำเร็จ แต่เป้าหมายของชีวิตยังไม่ชัด เธอจึงตัดสินใจก้มหน้าเรียนปริญญาโทต่ออีกใบ เพราะทางบ้านก็พร้อมสนับสนุน ทว่า สุดท้ายราวกับโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเธอได้ไปลงเรียนคอร์สทำอาหารระยะสั้น และคอร์สนั้นก็ได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“อย่างที่บอก เราไม่ใช่เด็กเรียน ออกจากขี้เกียจด้วย (หัวเราะ) ตอนที่เรียนปริญญาโทเรียนไปไม่ถึงเทอม ก็ตัดสินใจลาออก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ใจดีคืนค่าเล่าเรียนให้ ตอนนั้นเลยไปลองลงคอร์สทำอาหาร ปรากฏจากทำอาหารไม่เป็นเลย เรียนแล้วดันชอบ จากคอร์สระยะสั้น เลยเรียนยาว 2 ปีจนจบ เรียนตั้งแต่พื้นฐานการหั่นผัก การเสิร์ฟ ล้างจาน

ตอนนั้นคุณพ่อโกรธมากนะ เพราะสมัยนั้นวงการอาหารยังไม่บูมอย่างทุกวันนี้ จบมายังไม่รู้เลยว่าจะไปทำงานอะไร จำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อไม่ส่งเงินให้เลย จากที่อยู่เมืองนอกเรียนอย่างเดียว ก็ต้องไปทำงานหารายได้ระหว่างเรียนไปด้วย”

พอเรียนจบ ด้วยความคิดถึงเมืองไทย อาหารไทย แบมจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน ช่วงแรกๆ ที่กลับมา เธอยังไม่ได้เร่งร้อนรีบหางาน แต่สุดท้ายโอกาสก็วิ่งเข้าหา เมื่อมีคนรู้จักแนะนำให้เธอลองไปสมัครงานที่ร้านอาหารเกรย์ฮาวด์ ซึ่งแบมยกให้เป็นโรงเรียนแห่งสำคัญในชีวิต

“ตอนนั้นทางเกรยฮาวด์มีเชฟอยู่แล้ว แต่ให้แบมไปเป็นเหมือนฟู้ด สไตลิสต์ ช่วยดูแลหน้าตาอาหาร ขนมหวาน การแต่งจาน การเลือกจานชามให้ดูดี การทำงานที่นี่ทำให้เเราได้เรียนรู้หลายอย่าง จากเดิมที่เรียนทฤษฎีมาแล้ว ผ่านงานภาคปฏิบัติมากบ้าง แต่ลงสนามจริง ทุกอย่างคือรื้อใหม่หมด เรียกว่ามาทำงานเป็นที่นี่เลยก็ว่าได้”

หลังจากทำงานที่นี่ได้ 2 ปี เชฟสาวสายห้าวก็ตัดสินลาออก แบมบอกว่า เพราะตั้งใจจะมาเรียนต่อด้านอาหารเพิ่มเติม บวกกับเริ่มรู้ตัวว่าด้วยอุปนิสัยที่รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ จึงไม่เหมาะกับการทำงานประจำ แต่สุดท้ายยังไม่ได้ทันได้ขยับขยายไปหาความรู้เพิ่มเติม โอกาสก็นำพาให้เธอได้จับพลัดจับผลู นำความรู้และประสบการณ์ที่มีไปช่วยเพื่อนที่กำลังจะเปิดร้านอาหารพอดี และเริ่มต้นเป็นฟรีแลนซ์อยู่ในแวดวงธุรกิจอาหารอยู่ร่วม 3 ปี ก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในชีวิต เมื่อเธอตัดสินใจสร้างครอบครัว

“ช่วงที่แต่งงาน มีลูก นี่แทบจะเฟดจากงานทั้งหมดไปเลย จังหวะนี้เองเป็นช่วงที่พี่หมู อาซาว่า ติดต่อมาว่าจะมีโปรเจกต์เปิดร้านอาหาร อยากให้เราไปช่วย ตอนแรกที่พี่หมูติดต่อมา แบมปฏิเสธไป เพราะกำลังท้องลูกคนที่สอง แต่พี่หมูบอกว่าเขารอได้ บวกกับตอนนั้นเราคุยแล้วค่อนข้างคลิกกัน สุดท้ายเลยได้มาร่วมงานกัน ช่วยกันคิดคอนเซ็ปต์ร้าน เมนูต่างๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เข้าปีที่ 3 แล้ว รวมเวลาเตรียมงานประมาณ 1 ปีด้วย”

แบมบอกเล่าถึง แรงบันดาลใจเบื้องหลังซาวา ว่าตั้งใจให้อาหารของร้านไม่มีสัญชาติ “เราไม่ใช่ร้านอาหาร ไทย จีน ฝรั่ง หรือฟิวชั่น เราไม่ได้ใช้เทคนิคมากมายอะไรในการสร้างสรรค์เมนู แต่ยังยืนอยู่บนหลักการทำอาหารพื้นฐาน คือ ต้ม ผัด แกง ทอด เพียงแต่เพิ่มความโมเดิร์นเข้าไปในอาหาร ด้วยการสไตลิ่งให้หน้าตาอาหารดูดี เพราะเราไม่ได้ตั้งใจเป็นร้านอาหารที่ขายแต่อาหาร เราตั้งใจมอบประสบการณ์มื้อพิเศษให้กับลูกค้าที่เข้ามา

กว่าจะออกมาเป็นเมนูแบบนี้ ผ่านการคิดร่วมกันของแบมและพี่หมูมาแล้ว ไอเดียที่เสนอกันแล้วโดนยิงตกไปก็เยอะ ช่วง 6 เดือนแรกที่ร้านเปิด แบมเข้าครัวเองทุกวัน อยู่ตั้งแต่ร้านเปิดจนปิด จนพอร้านเริ่มเข้าที่ถึงได้เริ่มถอยห่างมาดูภาพรวม เพื่อคิดเมนูใหม่ๆ”

เชฟคนเก่งซึ่งใช้อยู่ในแวดวงอาหารมานับสิบปีกล่าว พร้อมเฉลยถึงเหตุผลที่ทำให้ดัชนีความสุขเวลาเข้าครัวไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย นั่นเพราะมีแรงขับเคลื่อนที่เรียกว่า แพสชั่น

“อาชีพเชฟถ้าไม่มีแพสชั่นแบมว่าอยู่ยาก ต่อให้ค่าตอบแทนสูงเท่าไร ก็ชดเชยความเหนื่อย ความกดดันที่ต้องเจอในห้องครัวไม่ได้ คนเป็นเชฟต้องใจรักจริงๆ สำหรับแบมเหตุผลทำให้อยู่ในอาชีพนี้ได้นาน เพราะความสุขของเราไม่มีอะไรมาก แค่เห็นคนที่กินอาหารของเราแล้วมีความสุขก็พอแล้ว”

จากนี้แบมบอกว่า นอกจากจะตั้งใจเป็นฟันเฟืองหนึ่งของร้านซาวาต่อไป เธอยังสนุกกับธุรกิจส่วนตัว อย่าง Food Agency ธุรกิจที่พร้อมให้บริหารในด้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการทำอาร์ตเวิร์กเมนูอาหาร คิดสูตร เป็นฟู้ดสไตลิ่ง ทำงานด้านโปรดักชั่นสำหรับร้านอาหาร หรือแบรนด์ต่างๆ

หากพอถามถึงความฝันที่จะทำร้านอาหารของตัวเองนั้น แบมปฏิเสธทันควัน “ไม่ค่ะ ไม่เคยคิดจะทำเลย เพราะยอมแพ้ในความเหนื่อยยาก ทุกครั้งที่มีลูกค้า หรือคนรู้จักบอกว่าจะเปิดร้านอาหาร แบมจะถามทุกครั้งว่าคิดดีแล้วเหรอ” แบมตอบอย่างอารมณ์ดี

“สำหรับแผนอนาคตไกลๆ ของแบม คือ กลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายทำไร่อยู่ต่างจังหวัด ที่บ้านเกิด จ.กาญจนบุรี ตอนนี้เหตุผลหลักที่เรายังอยู่ที่นี่ ก็เพราะลูกยังเรียนหนังสือ และเพราะงาน แต่เมื่อลูกโต เขาดูแลตัวเองได้ เราก็อยากไปใช้ชีวิตสงบๆ

ทุกวันนี้เวลามองย้อนกลับไป ยังขำว่าชีวิตเราลองผิดลองถูกมา ถ้าวันนั้นไม่ไปลองเรียนคอร์สอาหาร ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะรู้ตัวอีกที ชีวิตนี้ก็อยู่ในห้องครัวเสียแล้ว”

สเต๊กวางุ

ส่วนผสม

1.เนื้อวางุ 200 กรัม

2.เกลือ พริกไทย เล็กน้อย

3.ข้าวเหนียว 150 กรัม

4.ผักเครื่องเคียง อาทิ โหระพา ผักชีลาว สะระแหน่ ผักชีใบเลื่อย ต้นหอม

ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว

1.น้ำมะนาวสด 2 ช้อนโต๊ะ

2.น้ำปลา 1 ครึ่งช้อนโต๊ะ

3.ข้าวคั่ว 1 ช้อนชา

3.พริกป่น 1 ช้อนชา

4.ต้นหอม ผักชีใบเลื่อยหั่นฝอย

วิธีทำ

1.นำเนื้อไปย่าง ตามความสุกที่ชอบ

2.นำข้าวเหนียวไปชุบไข่ แล้วย่างบนเตาให้ไข่พอเปลี่ยนสี

3.นำส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่วทั้งหมดผสมเข้าด้วยกัน แล้วแต่งจานพร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับความอร่อย

ข้าวคั่วถ้าจะให้หอม และเก็บไว้ได้นานตอนที่คั่วให้ใส่ข่าและตะไคร้ซอยลงไปด้วย จากนั้นพอตำละเอียดแล้ว ให้เก็บไว้ในกล่อง พร้อมตะไคร้และข่า

 

โมไนย เย็นบุตร 12 ปี บทพิสูจน์คนข่าวตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501735

โมไนย เย็นบุตร 12 ปี บทพิสูจน์คนข่าวตัวจริง

เรื่อง พุสดี

“ผมคิดภาพตัวเองไม่ออกเหมือนกัน ถ้าวันนี้ผมไม่ทำงานสายนี้ แล้วผมจะไปทำอาชีพอะไร” คำตอบที่ทรงพลังนี้ถูกส่งผ่านน้ำเสียงที่ละมุนนุ่มลึกตามสไตล์ โม-โมไนย เย็นบุตร ผู้ประกาศข่าวหนุ่มไฟแรงที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่บนหน้าจอในฐานะผู้ประกาศหลักในรายการ Smart News ข่าวเช้าและพิธีกรฝีปากกล้า พร้อมท้าชนทุกประเด็นข่าวแห่งรายการ “คนชนข่าว” ทางช่องทรูฟอร์ยู เมื่อเจอคำถามวัดใจถึงความเป็นคนข่าวตัวจริง

แม้จะไม่ได้จบสายตรง ได้ชื่อว่าเป็นนกน้อยในไร่ส้มเหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีฝันอยากเข้ามาโลดแล่นในวงการข่าว แต่บัณฑิตหนุ่มด้านเศรษฐศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนนี้กลับมีหัวใจที่รักในงานข่าวไม่แพ้ใคร เขากล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า การเป็นนักสื่อสารมวลชน คือ อาชีพในฝันตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาบอกตัวเองเสมอว่าต้องก้าวไปให้ถึง แม้เส้นทางของเขาจะไม่ใช่เส้นตรง ต้องเลี้ยวเลาะ แต่สุดท้ายกลับเป็นทางลัดที่ทำให้เขาไปถึงจุดหมายได้อย่างสง่างามเช่นกัน

“ที่ไม่เลือกเรียนวารสารฯ เพราะตอน ม.ปลาย คุณครูแนะแนวให้ทำควิซ ปรากฏว่าคะแนนของผม ก่ำกึ่งระหว่างสายข่าวกับเศรษฐศาสตร์ อาจเพราะเห็นว่าผมชอบตัวเลข อาจารย์เลยแนะนำให้ผมเอาดีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะมองว่า ถ้าสามารถเอาสองศาสตร์ที่ชอบมารวมไว้ในอาชีพเดียวกันได้ก็น่าจะดี อย่างน้อยถ้าผมมีความรู้เรื่องตัวเลข ระบบเศรษฐกิจในอนาคตผมก็น่าจะทำข่าวเศรษฐกิจได้ดี ซึ่งสุดท้ายก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมสังเกตว่า ในสนามข่าวนักข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้จบสายตรงมา แต่เป็นแบบผม คือมาสายเฉพาะทาง ซึ่งพอมาทำงานจริง ทำให้เราได้เปรียบเพราะเราเข้าใจระบบเศรษฐกิจ รู้ว่าจะสื่อสารกับคนดูอย่างไรให้เข้าใจง่าย ทำให้ข่าวเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องไกลตัวใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น”

ผู้ประกาศข่าวหนุ่มมาดเด็กเนิร์ส ยังยอมรับว่า อีกหนึ่งพลังสำคัญที่เป็นแรงผลักดันให้เขาหลงใหลในงานข่าว และช่วยเสริมรากฐานการเป็นตัวจริงในด้านข่าวให้คือ ครอบครัว “คุณพ่อคุณแม่ผมเปิดโทรทัศน์ให้ดูข่าวตั้งแต่เด็ก ดูจนติด เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต วันไหนไม่ได้ดูรู้สึกหงุดหงิด ดูไปเราก็อิน อยากรู้ว่าตอนจบของแต่ละข่าวจะเป็นอย่างไร บางครั้งก็ตั้งคำถามกับข่าวที่ดูว่า นโยบายนี้ดีจริงหรือ ทำไมนักการเมืองคนนี้ทำแบบนี้ (หัวเราะ) จนพอเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ผมก็ยังเป็นนะ ชอบตั้งคำถามกับอาจารย์ เพราะ เราคิดเสมอว่า การที่คนเราจะทำอะไรให้ประสบ ความสำเร็จ มันไม่น่าจะมีทางเดินทางเดียว น่าจะมีหลายๆ เส้นทาง แต่ว่าเส้นทางไหนจะดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่มีในเวลานั้น เราจึงตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ”

ด้วยบุคลิกที่ดูสุขุม มีไฟในการเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง ทำให้เส้นทางการเข้าสู่สายงานข่าวของโมไนยมาเร็วกว่าที่คิด เพราะขณะที่ยังเรียนอยู่ชั้นปี 4 เขาก็ได้เป็นฟรีแลนซ์ทำหน้าที่หาข้อมูลเพื่อใช้ในการทำข่าวสายต่างๆ ให้กับนักข่าวรุ่นพี่ในบีอีซี เทโรแล้ว

“เส้นทางข่าวของผมใกล้เข้ามา เพราะผมผ่านการคัดเลือกในโครงการ Young Generation News ของบีอีซี เทโร เลยได้เข้าไปเป็นฟรีแลนซ์ จำได้ว่า วันที่รับเช็คเงินเดือนก้อนแรก 1 หมื่นบาท เป็นอะไรที่ดีใจมาก พอทำงานได้ปีครึ่ง ทางเนชั่นเปิดโครงการ สานฝันผู้ประกาศรุ่นที่ 1 ผมก็มาเข้าอบรม ผ่านไป 5 เดือนก็ได้ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจเต็มตัว”

โมไนย กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า อาจด้วยใจรักด้านตัวเลขเป็นทุนเดิม และยังมีแพสชั่นในงานข่าว ทำให้ทุกวันทำงานมีแต่ความท้าทายและความสนุกสามารถสร้างผลงานที่เข้าตาเพียงแค่อายุ 24 ปี โมไนยก็ไต่เต้าขึ้นสู่การเป็นหัวข่าวสายเศรษฐกิจของเนชั่นทีวีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตลอดร่วม 4 ปี เขายังคงมุ่งมั่นทำงานที่รักต่อไป จนวันหนึ่งชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

“ช่วงประมูลทีวีดิจิทัล ผมอยากออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ ให้ชีวิต เริ่มอยากรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนั้นมันดีพอหรือยัง ผมเลยตัดสินใจยื่นใบลาออก เพื่อไปเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ช่องไทยรัฐทีวีในฐานะ ผู้ประกาศข่าว แต่ยังไม่ทันได้ออกอากาศ ทางเนชั่นก็เรียกตัวกลับ คราวนี้ผมพลิกบทบาทมาเป็นผู้ประกาศข่าวเช้า และยังได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรรายการฮาร์ดทอล์กระดับตำนานของช่องอย่างรายการคมชัดลึก ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการเป็นผู้ประกาศข่าวแถวหน้าของเมืองไทยมาแล้วทั้งนั้น”

แน่นอนว่า การทำรายการฮาร์ดทอล์กที่ผังรายการอยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ แถมยังเป็นรายการสด ต้องเล่นกับประเด็นข่าวที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณและการตั้งคำถามที่ถึงลูกถึงคนเพื่อหาความจริง ถือเป็นโจทย์หินไม่น้อยที่ผู้ประกาศหนุ่มต้องสอบให้ผ่าน แม้จะยอมรับว่ากดดันในช่วงแรก แต่สุดท้ายด้วยใจที่มุ่งมั่น ทำให้โมไนยสอบผ่านฉลุย แถมยังได้ติดเกราะพัฒนาฝีมือในการทำงานข่าวขึ้นมาอีกขั้น

“จากเนชั่น ผมตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับช่องทรูฟอร์ยู ในฐานะผู้ประกาศข่าวและพิธีกรรายการใหม่แกะกล่อง อย่าง “คนชนข่าว” ซึ่งถือเป็นรายการฮาร์ดทอล์กรายการแรกของช่อง โดยรายการของเราจะหยิบเอาข่าวเด่นประเด็นร้อนมาเจาะให้ลึกที่สุดในมุมที่ผู้ชมอาจคาดไม่ถึง พร้อมเชิญแหล่งข่าวตัวจริงที่อยู่ในกระแสข่าว ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้มาร่วมวิเคราะห์มุมมองที่หลากหลายรอบด้าน พร้อมช่วยเหลือสังคม ด้วยการเป็น กระบอกเสียงให้กับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเตือนภัยสังคม นำเสนอเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์”

ประสบการณ์ที่สั่งสมมานับตั้งแต่ก้าวแรกในถนนคนข่าว ทั้งการหาข้อมูลเพื่อต่อยอดประเด็นข่าว การลงพื้นที่จริง เพื่อรายงานทุกความจริงที่เกิดขึ้นผ่านสายตาตัวเอง บวกกับการเป็นพิธีกรและผู้ประกาศข่าวที่ต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ ล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นตัวจริงในสนามข่าวของโมไนยอย่างไม่ต้องสงสัย งานนี้หนุ่มตี๋เจ้าของบุคลิกสุขุม แต่มีอารมณ์ขัน บอกว่า พร้อมนำหมัดเด็ดที่มีทั้งหมดมาปล่อยในรายการแบบไม่มีกั๊ก รับรองว่าผู้ชมจะเต็มอิ่มกับการนำเสนอข่าวในมุมมองที่น่าสนใจ ครบครันด้วยสาระ ผ่านสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา นั่นคือเป็นลูกผสมระหว่างพิธีกรสายบุ้นและบู้ในคนเดียว ไม่เน้นดุดันจนแหล่งข่าวกดดัน แต่ก็พร้อมตะลุยเข้าถึงทุกประเด็นที่สงสัย

แม้จะดูเหมือนชีวิตทุกนาทีของโมไนยวิ่งไปตามกระแสข่าวแบบไม่มีวันหยุด แต่เมื่อถามถึงวันว่าง งานอดิเรกสุดโปรด โมไนยกลับคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลายก่อนเฉลยว่า เขาชอบกีฬาหลายอย่าง แต่ที่ยกให้เป็นที่หนึ่งคือ โบว์ลิ่ง เพราะเป็นกีฬาที่สรีระไม่ได้มีผลต่อการเล่น ขอแค่ใจและสมาธิก็พอ

“โบว์ลิ่งเป็นกีฬาที่ฝึกสมาธิมาก ฝึกให้เรารู้จักรอ เป็นกีฬาที่สอนเรื่องการใช้ชีวิตมากนะ เพราะจังหวะก่อนปล่อยลูก แค่ 1-2 นาทีก็มีผลต่อทั้งเกมได้ เหมือนกับการใช้ชีวิต แค่ก้าวผิดนิดเดียวก็มีผลกับทั้งชีวิต”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต หนุ่มช่างคิดบอกว่า เพราะชอบเดินทางและพบปะผู้คน พิธีกรรายการท่องเที่ยวจึงเป็นอีกหนึ่งงานที่ใฝ่ฝัน แต่ถ้าฝันไปให้ไกลกว่านั้น คือ เขาอยากมีโอกาสได้ทดลองสวมบทบาทอาชีพต่างๆ ของคนในสังคม เพื่อให้เข้าใจหัวอกของคนทำงานในอาชีพต่างๆ แบบถึงแก่น

“ผมชอบเรียนรู้คน เวลาไปไหนผมจะสังเกตการแต่งตัวของคนรอบตัว แล้วคิดเล่นๆ ว่า เขาทำงานอะไร ผมว่าสนุกดี ส่วนงานในสายเศรษฐศาสตร์ถึงไม่ใช่อาชีพที่ผมเลือก แต่ผมนำมาใช้ในทุกวัน เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานข่าว ซึ่งเราต้องบริหารเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน

เช่นเดียวกับชีวิตส่วนตัว ผมเอาหลักเรื่องดุลยภาพ (ความพอดี) มาใช้กับความรัก หลักการง่ายๆ คือ ดุลยภาพจะเกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์ (ความต้องการ) และอุปทาน (การจัดหาให้) มาเจอกัน เมื่อไหร่ที่ความรักของเรามีด้านใดด้านหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป หมายความว่าคนสองคนต้องปรับตัวเพื่อให้ความรักเกิดดุลยภาพให้ได้” ผู้ประกาศข่าวหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี n

 

ธนนท์ จำเริญ ‘เด็กติดเกมก็มีดีนะครับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501714

ธนนท์ จำเริญ 'เด็กติดเกมก็มีดีนะครับ'

เรื่อง มัลลิกาภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แชมป์เดอะ วอยซ์ ซีซั่นแรก นนท์-ธนนท์ จำเริญ ถึงตอนนี้เขายังอยู่บนเส้นทางศิลปิน ในสังกัดค่ายไอ แอม (I am) แม้ผลงานเพลงจะไม่ออกมาบ่อยนัก แต่เสียงของนนท์ไม่เคยหายไปจากแฟนๆ เพราะแต่ละเพลงที่ปล่อยมาก็ฮิตติดลมบนอยู่นาน

ล่าสุดกับซิงเกิ้ล “ฝืนตัวเองไม่เป็น” มีซาวด์กลิ่นใหม่ของดนตรีป๊อป โมเดิร์น ที่แปลกไปจากทุกเพลงของนนท์ที่ผ่านมา

“ผมห่างจากการทำเพลงของตัวเองไปค่อนข้างนาน เพราะก่อนหน้านี้ก็จะเป็นเพลงละคร เพลงซีรี่ส์ และโปรเจกต์พิเศษต่างๆ รอบนี้มีโอกาสได้กลับมาทำเพลงของ ตัวเอง ผมได้มีส่วนร่วมในการเขียนท่อนอิมโพรไวส์เองด้วย แถมได้นักดนตรีคุณภาพระดับสากลอีกหลายๆ ท่านมาร่วมงานเป็นอีกประสบการณ์ที่ดีมากในการทำเพลงนี้

เพลงฝืนตัวเองไม่เป็น เป็นอีกหนึ่งงานที่ผมชอบมาก เพราะได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ได้พัฒนาตัวเองหลายๆ ด้าน ที่สำคัญเลยคือแนวเพลงที่ผมอยากทำมานานมากแล้ว พอได้ทำก็รู้สึกดีใจมาก

ตอนที่ได้คุยกับพี่ๆ ทีมงาน ทั้งดนตรี คอนเซ็ปต์ ทุกอย่างมันคลิกพอดี เพลงนี้เป็นแนวป๊อป โมเดิร์น มีการร้องสไตล์อาร์แอนด์บี นิดๆ ซึ่งพี่ๆ บอกว่านี่แหละคือสไตล์นนท์ ที่อยากให้ทุกคนได้ฟัง

เพลงนี้ผมให้เป็นตัวแทนความรู้สึกในใจของคนคนหนึ่งที่บังเอิญว่าเป็นคนฝืน ตัวเองไม่เป็น พอถึงจุดหนึ่งก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม เพราะความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้ เลยขอบอกออกไปดีกว่า และมันคือตัวตนของผมด้วย เพลงนี้ฟังแล้วเข้าใจเนื้อหาเพลงได้ง่ายด้วย ทำให้คนสัมผัสกับเพลงได้ง่ายขึ้น”

ทุกวันนี้นนท์มีงาน มีเงิน และสามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ หากย้อนไปในอดีต นนท์เคยเป็นเด็กติดเล่นเกมมาก เคยเล่นอดหลับอดนอนจนเลือดกำเดาไหลคาร้านเกม ทุกวันนี้ก็ยังชอบเล่นเกม แต่สามารถจัดสรรเวลาได้ดีกว่าเมื่อก่อน

“เรียกว่าสนใจเกมดีกว่าครับ เพราะผมเล่นมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เล่นเกมเยอะมาก เล่นตั้งแต่ยุคเกม FPS ตอนนี้ก็จะดูทุกความเคลื่อนไหว มีอะไรมาใหม่ในเรื่องของเกม

ตอนเด็กๆ ก็แบ่งเวลาไม่เป็น เป็นยุคแรกที่จับคอมพิวเตอร์มีเละเทะกันไปบ้าง แต่เราโชคดีที่มีหลายกิจกรรม ทั้งร้องเพลง เล่นกีฬา แต่ชอบเล่นเกมมาก แล้วที่บ้านสอนให้รู้จักรับผิดชอบ ตอนเด็กไม่เข้าใจหรอกว่าคืออะไร แต่สัญญาว่าจะทำก็ทำ ไม่เคยโดดเรียนไปเล่นเกม

เคยเล่นแบบเลือดกำเดาไหล เส้นเลือดฝอยแตก ไหลลงคีย์บอรด์ดจนเจ้าของร้านเกมไล่ให้ไปพัก ตอนนั้นน่าจะ 6 ขวบ ผมก็เล่นเกมมาตลอด มีช่วง ม.3 จะสอบเข้า ม.4 หยุดเล่นเกม เพราะเราจัดการตัวเอง โอกาสแค่ครั้งเดียวเราไม่แลก หยุดเล่นเกม ซึ่งผลการเรียนของผมก็ 3 กลางๆ ไม่ได้ตกต่ำ”

ถูกมองเด็กติดเกม คือ เด็กไม่ดี ไม่มีอนาคต หรือโทษเกมที่ทำให้เด็กก้าวร้าว นนท์จากเด็กเคยติดเกม แต่ชีวิตไม่ได้ล้มเหลวใดๆ เลย ขอชี้แจงในบางมุมที่เกมไม่ได้เลวร้ายเสมอไป

“ผมเล่นเกม ผมว่าได้เรื่องของจินตนาการ อย่างตอนนี้ผมเล่นเกมปลูกผัก ก็ได้เรียนรู้การอยู่รอด หรืออย่างเกมแอ็กชั่นฆ่าฟัน ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นให้คนก้าวร้าว ผมว่าตอนนี้คนเราเป็นผู้ตามที่เร็วมาก เกมอะไรมารู้หมด เล่นได้หมด แต่เราคิดช้า คิดน้อยมาก ซึ่งมันทำให้บางทีเราอาจจะไม่เข้าใจในความหมายที่ผู้พัฒนาเกมต้องการจะสื่อว่า เกมนี้ให้อะไรกับเรา

สิ่งที่ผมได้จากเกม ตอนนี้ผม 21 ปี ผมก็ทำงานไปด้วยเล่นเกมไปด้วย ได้เรื่องการวางแผน การต่อยอด ยกตัวอย่าง เกม Portal Knights เป็นเกมเอาชีวิตรอด เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ มีเด็กหลายคนเรียนต่อวิศวะก็มาจากเกมนี้ เคยออกแบบ ได้แรงบันดาลใจจากเกมนี้ ของผมก็คล้ายกัน

ก่อนหน้านี้ได้เล่นเกมแอ็กชั่น เกมที่เล่นผิดแล้วผิดเลย ทำให้เรารู้สึกยั้งคิดยั้งทำ ซึ่งเกมไม่มีการแก้ไข ผิดรอเล่นจบเล่นใหม่ ซึ่งทำให้เราระวังในการตัดสินใจมากขึ้น เกมที่ผมเล่นมันยาก ทำให้เรารู้เลย หลายคนก้าวร้าวไม่ใช่จากเกม แต่มาจากความยากในสิ่งที่ทำ เหมือนเวลาเราทำงาน มันยากจังเลยว่ะ หงุดหงิด มันคือแอ็กชั่นของมนุษย์ต่อสิ่งที่เราสู้ไม่ได้

อย่างเกมแอ็กชั่น Dark Soul มีข่าว ผู้เล่นปาจอยเกมเยอะที่สุด เพราะมันยาก เล่นแล้วหงุดหงิด มันเป็นเกมผู้ใหญ่ เด็กหลายคนเล่นยอมแพ้ให้กับมัน อย่างผมแรกๆ ก็ยาก ยิ่งเราแพ้เราจะเข้าใจตัวเกมมากขึ้น เพราะมอนสเตอร์ทุกอย่างในเกม เราต้องเข้าใจแอ็กทีฟกลับไปในจังหวะไหน อย่างชีวิตจริงเราก็มีจังหวะ ผมว่าเป็นเรื่องของจังหวะที่เราหยิบจากเกมมาได้ว่าเกมมันให้อะไรกับชีวิตเราได้

ไม่ได้บอกว่าการเล่นเกมดียังไง ผมมองว่าเกมมันช่วยทำให้จินตนาการในหัวเราจับต้องได้ เราต้องเลือกเกมที่เหมาะกับเรา เด็กหลายคนก็เล่นเกมด้วยค่านิยมผิดๆ เล่นโดยไม่ดึงประโยชน์จากเกมไปใช้”

นนท์ บอกว่า แม้จะชอบเล่นเกม แต่ก็ชอบในสิ่งอื่นมากกว่า เช่น การร้องเพลง “ผมร้องเพลงหาเงินตั้งแต่เด็ก มีเงินผมก็เอาไปเล่นเกม แต่โชคดีที่พ่อแม่ดูแลเราอย่างใกล้ชิด คอยประคับประคองให้เราอยู่ในทิศทางที่ดี แต่เด็กที่ติดเกมหลายคนไม่ได้โชคดีอย่างเรา นี่คือความน่ากลัวในปัจจุบัน

ตอนเด็กๆ เรายังไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง ชอบเล่นเกม ก็เอาแต่เล่มเกม แต่พอโตขึ้น เราจะรู้ว่าชีวิตเรามีอะไรสำคัญ เช่น การเรียน การทำงาน และเราต้องมีสังคมอื่น ตอนนี้ผมก็ยังเล่นเกม แต่มันไม่ได้สำคัญที่สุดในชีวิตผม” n