พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ธุรกิจ ธรรมะ ดนตรี ความสุขของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/497717

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ธุรกิจ ธรรมะ ดนตรี ความสุขของชีวิต

 

 

โดย…วรธาร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

โทมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มิเพียงประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ไลฟ์สไตล์และการดำเนินชีวิตน่าสนใจทีเดียว ปัจจุบันนั่งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป เจ้าของผลิตภัณฑ์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไลฟ์สไตล์ที่ผลิตในชื่อแบรนด์แอนิเทค (Anitech) โนบิ (Nobi) เอจี (aG) และเพนทากอนซ์ (Pentagonz) รวมแล้วกว่า 1,000 รายการ ประกอบด้วยสินค้า 4 กลุ่ม ได้แก่ อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เชื่อมต่อกับมือถือ อุปกรณ์ Gaming Gear และอุปกรณ์เชื่อมต่อไฟฟ้าในบ้าน

เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนจบ

พิชเยนทร์เกิดในครอบครัวข้าราชการที่ทุกคนล้วนเรียนเก่งสอบได้ทุนเรียนหมดตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ตลอดจนพี่น้องทุกคนยกเว้นเขาคนเดียว แต่ทว่าแม้ไม่ได้ทุนเรียนพิชเยนทร์ก็ได้แสดงศักยภาพความรู้ความสามารถของตัวเองผ่านการทำธุรกิจและประสบความสำเร็จในบทบาทผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มากไปด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และไอเดียกระฉูด

“พอเรียนจบเอแบคด้านบริหารธุรกิจผมก็ได้ร่วมธุรกิจกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ (โดยการแนะนำของคุณแม่) และเพื่อนต่างชาติอีกส่วนหนึ่ง ตุรกีก็มี เยอรมนีก็มี เปิดบริษัทเซเลบริตี้ ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ขายทั่วโลก ตอนนั้นถ้าถามว่าอยากทำธุรกิจอะไรผมไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกอย่างรอบตัวน่าสนใจหมด ดังนั้นเมื่อโอกาสมาก็คว้าไว้ก่อน ทำ 3 ปี ยอดขายเป็นสิบๆ ล้านต่อปี จึงเป็นอะไรที่ท้าทายมาก”

 

 

อย่างไรก็ตาม หลังปลุกปั้นธุรกิจมาระยะหนึ่งเขาในฐานะผู้บริหารได้หันไปมองเป้าหมายธุรกิจในอีก 10-20 ปีข้างหน้าและพยายามหาคำตอบก็รู้ว่าธุรกิจที่ทำอยู่ไม่อาจเติบโตได้ในระยะยาว จึงตัดสินใจเบนเข็มมาเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) ประเภทอุปกรณ์เสริม เช่น เมาส์ แผ่นรองเมาส์ สมอลทอล์ก การ์ดรีดเดอร์ให้กับแบรนด์สินค้าไอทีชื่อดังต่างๆ พร้อมย้ายฐานการผลิตจากยุโรปมาอยู่ฮ่องกงพักหนึ่งก่อนจะย้ายมาตั้งในไทยและเปลี่ยนจากโออีเอ็มมาเป็นสร้างแบรนด์ของตัวเองโดยการตั้งบริษัทชื่อสมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ในปี 2006

 

“ผมมองว่าอนาคตโกลบอลแบรนด์ทั้งหลายจะแข่งขันดุเดือดมากขึ้น เราในฐานะซัพพลายเชนย่อมกระทบแน่นอน ฉะนั้นทำอย่างไรให้ธุรกิจเจริญเติบโตไปได้ในระยะยาว คำตอบคือสร้างแบรนด์ขึ้นมาเอง ด้วยการใส่ไอเดีย ดีไซน์และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปพัฒนาออกมาเป็นสินค้าคุณภาพที่แตกต่างและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างดี”

ที่น่าสนใจคือช่วงทำธุรกิจดังกล่าวพิชเยนทร์ได้ทำงานประจำที่บริษัทชั้นนำหลายแห่งควบคู่ไปด้วย รวมระยะเวลาเกือบ 12 ปี ก่อนออกมาทำธุรกิจของตัวเองเต็มตัว เริ่มจากบริษัท สปาย ไวน์คูลเลอร์ บลูเอเลเฟ่นท์ เอสซีจี (บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย) บีเจซี (บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์) และเบทาโกร ซึ่งต้องบอกว่าหายากที่จะมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ทำเช่นนี้แล้วธุรกิจตัวเองก็ไปได้สวยหรู“ถามว่าเอาเวลาไหนไปทำธุรกิจตัวเอง บอกเลยว่าช่วงทำงานประจำนั้นผมนอนวันละประมาณ 4 ชั่วโมง และเชื่อไหมตอนที่ธุรกิจผมมียอดขายปีละเกือบร้อยล้านผมยังรับเงินเดือนบริษัทไม่กี่หมื่นบาท แต่ผมก็สนุกกับงานประจำมากและประสบการณ์จากการทำงานในบริษัทต่างๆ นั้นก็ช่วยให้ผมขับเคลื่อนธุรกิจของผมมาได้ถึงวันนี้และรายได้เติบโตทุกปีมาเป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน” พิชเยนทร์ กล่าว

เมื่อถามหลักการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ นักธุรกิจหนุ่มบอกว่า จากรายได้ที่เติบโตต่อปี 20-30% มาเป็นเวลา 10 ปีติดต่อกันโดยไม่เคยขาดทุนนั้น เนื่องจากสินค้าที่ออกมาปีละกว่า 100 รายการเขาได้คำนวณความเสี่ยงทุกด้านไว้เรียบร้อย ขณะเดียวกันก็ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอย่างมีกลยุทธ์

“ผมจะไม่เป็นนักธุรกิจที่จ่ายเงินสุดๆ แล้วก้าวไปอย่างไม่มีกลยุทธ์หรือไปตายเอาดาบหน้าซึ่งจะไม่เกิดกับผมแน่นอน ทุกเรื่องที่ทำต้องใช้กลยุทธ์ (Strategy) เสมอ เช่น เรื่องเงินต้องคุยกับแบงก์ มีวงเงินเตรียมพร้อมไว้เสร็จสรรพ แต่ที่สำคัญคือคอนเนกชั่นต้องมี เพราะเรื่องอื่น เช่น การเงิน การขายเราสร้างคนทำแทนได้”

ธรรมะและดนตรี ความสุขของชีวิต

นอกจากทำธุรกิจแล้วอีกมุมหนึ่งของเขาคือปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ทุกเดือนจะต้องหาความสงบให้ตัวเองด้วยการเดินทางไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิที่วัดมาบจันทร์ อ.แกลง จ.ระยอง สาขาวัดหนองป่าพง อันเป็นวัดที่ทำให้เขาค้นพบว่าธรรมะหรือหลักของศาสนาพุทธเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตและทำให้รู้คุณค่าชีวิต

“เรื่องปฏิบัติผมไม่ได้เคร่งมาก แค่ไปหาความสงบไปชาร์จแบตให้จิตใจ และความสงบก็ทำให้เรามีสติมากขึ้น เวลามีสติอยู่กับตัวก็ช่วยให้ทำอะไรมักไม่ผิดพลาดและสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ลุล่วงไปได้ ซึ่งผมเริ่มสนใจธรรมะและศาสนาช่วงที่ธุรกิจได้ร้อยล้านแล้วตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 ปีเลย ตอนแรกที่ทำธุรกิจก็คิดว่าถ้าได้ร้อยล้านคงเท่น่าดู แต่พอทำได้จริงก็ไม่เห็นเท่ตรงไหน คนอื่นก็ทำได้เยอะแยะ

วินาทีนั้นก็เกิดความคิดว่าชีวิตคนต้องไม่ใช่แค่นี้ ธุรกิจมันเรื่องทางโลก แล้วเรื่องธรรมะจิตใจหรือจิตวิญญาณอยู่ไหน ผมจึงหันไปอ่านธรรมะ ซื้อพระไตรปิฎกมาศึกษา เพราะมองว่าศาสนาคือทางออกหนึ่งของชีวิต ใช้เวลา 1 ปี ศึกษาศาสนาและลัทธิต่างๆ ธรรมกายก็ไปมาหมด ผมถือว่าถ้าจะพิสูจน์อะไรต้องเปิดใจเหมือนจะพิสูจน์ว่าน้ำเย็นไหมต้องเอาขาลงจุ่มเองถึงจะรู้ ทว่าศึกษามาแล้วก็ไม่เจอ ในที่สุดได้มาพบแนวทางการสอนที่วัดมาบจันทร์ ทำให้เห็นตัวตนและลดอีโก้เราลง รู้สึกว่าที่นี่ทำให้ผมพัฒนาและเจริญทางด้านจิตใจ”

พิชเยนทร์ มองว่า การเข้าถึงเรื่องจิตวิญญาณนี้ใช้ความรู้อย่างเดียวไม่พอ เพราะความรู้เจาะไปได้ไม่ถึงแก่น อย่างมากก็แค่ยางต้นไม้ที่ซึมออกมา แต่ถ้าลองปฏิบัติจริงๆ วันหนึ่งเราอาจไปถึงแก่นได้ หรือถ้าไม่ถึงแก่น อย่างน้อยทะลุเปลือกไปได้หน่อยหนึ่งก็ยังจะรู้ว่าต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้มีแค่ยาง

นอกจากปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่ง พิชเยนทร์ มองว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักมีความสุขเสมอ ดนตรีคือสิ่งที่เขารักและเล่นมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย โดยถนัดเบสและกีตาร์ แต่เวลาเล่นกับวงต่างๆ มักจะถูกจับไปเป็นนักร้องอยู่เสมอ ทุกวันนี้ก็สวมบทเป็นนักร้องในวง และปัจจุบันเล่นอยู่ 2 วง

“แนวเพลงที่ผมร้องจะเป็นแจ๊ซและป๊อปร็อก ตอนนี้ก็มีอัลบั้มของตัวเองแล้ว (ไม่เกี่ยวกับวงที่เล่น) ชื่อ Classy Gala Collection ค่าย Classy Records วางจำหน่ายราวต้นเดือน ก.ค.นี้ ในอัลบั้มนี้มีศิลปินดังๆ เช่น พี่อุ้ย รวิวรรณ จินดา พี่สุกัญญา มิเกล รวมทั้งหมด 15 ศิลปินกับ 15 เพลง เป็นอัลบั้มรวมศิลปิน”

พิชเยนทร์ บอกว่า ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งและเป็นสิ่งที่เขารักและอยู่มาด้วยตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นทุกครั้งที่ขึ้นแสดงบนเวทีในงานอีเวนต์ต่างๆ เขามีความสุขเสมอ

 

ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟดังแห่งเมืองโคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/497347

ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟดังแห่งเมืองโคราช

โดย…วรธาร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ใครที่ติดตามรายการท็อปเชฟไทยแลนด์ (Top Chef Thailand) ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 20.20-21.50 น. ทางช่อง One 31 คงคุ้นหน้า เชฟบัส-ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา วัย 30 ปี เชฟชื่อดังของ จ.นครราชสีมา และเป็นเจ้าของร้านอาหารถึง 5 ร้านในเมืองโคราชภายในระยะเวลาแค่ 5 ปีเศษๆ

“ผมเข้าแข่งขันท็อปเชฟไทยแลนด์ เพราะคนในโคราชรู้ว่าผมเป็นเชฟ และมีร้านอาหารคนรู้จักเยอะ สอบถามมาว่า จะไปแข่งขันทำอาหารไหม ตอนแรกก็ปฏิเสธเพราะไม่เคยแข่งและไม่ชอบไปแข่งขันด้วย แต่พอรู้ว่าเป็นท็อปเชฟ (Top Chef) ก็สนใจขึ้นมาทันที เนื่องจากเคยดูรายการนี้ของต่างประเทศ แล้วอยากไปแข่งแบบนี้บ้าง จึงเขียนใบสมัครส่งเข้ามา ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เข้ามาแข่ง เพราะรู้อยู่ว่าคนสมัครเป็นเชฟระดับมืออาชีพของประเทศทั้งนั้น จำนวนใบสมัครนับร้อยมาออดิชั่นที่แกรมมี่ 30 คน แต่เอาแค่ 15 คนเข้าไปแข่ง และผมก็ติดหนึ่งในนั้น”

กับการแข่งขันที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน เชฟบัสยังอยู่ในผู้แข่งขัน 6 คนสุดท้าย และหลังการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 3 มิ.ย.นี้ จะเหลือ 5 คน เชฟบัสจะยังคงอยู่ในการแข่งขัน และได้สิทธิแข่งต่อในวันเสาร์หน้าหรือไม่ และที่สุดแล้ว ใครจะเป็นท็อปเชฟไทยแลนด์คนแรกคงได้รู้กัน

ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟดังแห่งเมืองโคราช

“หลังได้รับเลือกเป็นผู้แข่งขัน 1 ใน 15 คน ผมรู้สึกดีใจมากแล้ว พอได้เข้ามาเจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เข้าร่วมแข่งขัน พวกเราสนิทกันเร็วมาก และเริ่มรู้สึกเป็นเหมือนอีกครอบครัวหนึ่ง สิ่งที่ได้จากรายการ ก็คือ ประสบการณ์ที่ได้แบบก้าวกระโดดมากๆ ได้เรียนรู้เทคนิคและแนวคิดจากเชฟท่านอื่นๆ และที่ขาดไม่ได้ คือ ได้รับการคอมเมนต์จากกรรมการในข้อที่เราผิดพลาด และได้นำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น”

สำหรับเส้นทางการเป็นเชฟของเขา เริ่มจากการเข้าครัวช่วยคุณแม่ทำอาหารเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่เพื่อนๆ ของคุณพ่อคุณแม่มาหา จะต้องทำอาหารต้อนรับ ก็เป็นโอกาสที่เขาจะเข้าไปช่วยทุกครั้ง จนรู้สึกชอบการทำอาหาร และคิดไว้ว่า ถ้าเรียนจบมัธยมก็จะเอาดีด้านการทำอาหาร

“พอจบมัธยมปลาย ก็เลือกเรียนปริญญาตรีที่วิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร 4 ปี จากนั้นหาประสบการณ์ด้วยการทำงานในกรุงเทพฯ 3 ปี เริ่มจากห้องอาหารเซน บนชั้น 17 เซ็นทรัลเวิลด์ ในส่วนอาหารไทยฟิวชั่น จากนั้นไปอยู่ห้องอาหารฝรั่งเศส โรงแรมปาร์คนายเลิศ และโรงแรมหรรษา ตรงราชดำริ ที่ละ 1 ปี เป็นการย้ายเพื่อเลื่อนตำแหน่งและหาประสบการณ์ หลังจากนั้นก็มาเปิดร้านอาหารของตัวเองที่โคราชโดยการชักชวนของคุณแม่”

ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟดังแห่งเมืองโคราช

เชฟบัส บอกว่า ร้านแรกคือร้านหรรษา เรสเตอรองท์ เป็นอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น ขายเฉพาะกลางคืน เปิดมาครบ 5 ปีพอดี ส่วนร้านที่สองขายกลางวันเป็นร้าน “ก๋วยเตี๋ยวเน้นเนื้อ” ซึ่งแตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อทั่วไป คือเป็นเนื้อสไลซ์ เปิดมาได้ 3 ปี ต่อมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้เปิดร้านเอท บิสโทร (8 Bistro) เป็นอาหารยุโรปสไตล์ที่เขาถนัด ตามด้วยร้านเอทไดนิง (8 Dining) ขายอาหารไทยอย่างเดียว ร้านใหญ่โตโอ่โถงนั่งสบายในพื้นที่ของคอนโดแห่งหนึ่ง

“ต่อมาเดอะมอลล์ โคราช ให้ผมไปเปิดร้าน จะใช้แบรนด์อะไรก็ได้ ผมเลยเอาก๋วยเตี๋ยวเน้นเนื้อไปลงเป็นสาขา 2 แล้วพอก๋วยเตี๋ยวเนื้อเราขายดี เดอะมอลล์ก็ให้ผมไปเปิดอีกร้าน ผมเลยคิดแบรนด์ใหม่ชื่อ ชีสมี (Cheese Me) ขายพวกพิซซ่า สปาเกตตี และอาหารเกี่ยวกับชีส เพิ่งเปิดเมื่อต้นเดือน พ.ค.นี่เอง

“การเปิดร้านอาหารของผมต้องบอกว่า ดีมากๆ ครับ พอเปิดชีสมี ที่เดอะมอลล์แล้ว เดือน ก.ย. เซ็นทรัลเปิดที่โคราช ผมก็จะนำร้านเน้นเนื้อและชีสมี เข้าเซ็นทรัลด้วย และหลังจากนั้นอยากจะเข้ามาเปิดที่กรุงเทพฯ เพราะห้างเองก็บอกว่า แบรนด์ของผมโอเค ถ้าจะมาเปิดก็ยินดี นี่คือแผนที่คิดไว้ครับ”

เชฟบัส ยอมรับว่า อาชีพเชฟคืออาชีฟที่เขารักมาก ความสุขของเขาก็คือการได้ทำอาหารสวยๆ เลิศหรู หน้าตาน่ากิน และรสชาติอร่อยได้ให้ลูกค้าได้รับประทานอย่างมีความสุข

ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟดังแห่งเมืองโคราช

สลัดเฟนเนลและแซลมอนย่างกับซอสส้ม

ส่วนผสมน้ำสลัด

น้ำส้มคั้น

มัสตาร์ด

อบเชย

น้ำมันมะกอก

เกลือ

พริกไทย

ส่วนผสม

ปลาแซลมอน

เฟนเนล

ผักร็อกเกต

มะเขือเทศเชอร์รี่สีส้มและสีแดง

สตรอเบอร์รี่

ส้ม

ไข่ปลาแซลมอน

เรทแรดิช

วิธีทำ

เริ่มจากทำน้ำสลัด ตั้งไฟเคี่ยวน้ำส้มคั้นกับอบเชยให้งวด จากนั้นกรองแล้วตีกับมัสตาร์ดและน้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย

ย่างปลาแซลมอนในกระทะให้สุก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยจัดลงจานเสิร์ฟ

พีราวัชร์ อัศววชิรวิท กับคอนเสิร์ตทั้ง 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/497203

พีราวัชร์ อัศววชิรวิท กับคอนเสิร์ตทั้ง 7

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

 

จากนักร้องในผับ มาออกอัลบั้มเพลงเป็นศิลปินดูโอ (วงพีซเมกเกอร์) แสดงตัวตนผ่านแนวทางเพลงด้วยการเป็นศิลปินเดี่ยว เปิดค่ายเพลงของตัวเอง ตลอดเวลา 18 ปี บนถนนดนตรี ในที่สุด พีธ พีระ หรือ
พีราวัชร์ อัศววชิรวิท ก็ขึ้นมาสู่ตำแหน่ง “Music Creator” โดยได้รับมอบหมายจากโมโนกรุ๊ป ให้เปิดสายงานใหม่ จัดคอนเสิร์ตโชว์บิซ ประเดิมด้วย 7 คอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “GSB 2 Tone Concert”

“ตอนนี้มีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ตอนแรกมาเป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ และทำโปรเจกต์ Pitcs Music ชวนเพื่อนศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว มาทำเพลงในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เขาทำ ก็เป็นจุดเริ่มไอเดียคอนเสิร์ตนี้ด้วย ที่นำ 2 ศิลปินที่แตกต่างกัน มาอยู่บนเวทีเดียวกัน แนวเพลงต่างกัน ยุคต่างกัน แต่จะมีจุดที่เชื่อมกันอยู่ อาจจะมีแบทเทิลกัน แลกแนวดนตรีกันร้อง แลกเปลี่ยนอารมณ์ทางดนตรีซึ่งกันและกัน แต่ละคู่เราก็จะดีไซน์ต่างกันออกไป”

เจ้าตัวประเดิมคอนเสิร์ตแรก ในตอน Magical Love Tunes โคจรมาเจอกับศิลปินต่างขั้วดนตรี บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ เจ้าพ่อเพลงรักดิสโก้ ส่วน พีธ พีระ ก็ได้รับฉายาเจ้าพ่อเพลงเศร้า อกหัก (ทำการแสดง 11 มิ.ย.) ตามด้วย เบน ชลาทิศ และ B5 ตอน เบน ชลาทิศ & Friends เพื่อนกัน เพื่อแบ่งปัน (17 มิ.ย.)

ป๊อป ปองกูล กับ บอย ตรัย ตอน Big Love เพลงรักหัวใจใหญ่ (2 ก.ค.) ธีร์ ไชยเดช กับ เล็ก Grease Cafe ตอน Love & Touch เพลงรัก และกำลังใจ (16 ก.ค.) Poly Cat กับ Boom Boom Cash ตอน What’s Up Dude, Shall We Dance (29 ก.ค.)

ป๊อด โมเดิร์นด็อก กับ สิงโต นำโชค ตอน Surf Rock สองจังหวะรัก (2 ก.ย.) และ Room 39 กับ สงกรานต์ ตอน Love Room Service เปิดห้องโชว์ (30 ก.ย.)

“การคัดเลือกศิลปิน มองด้วยมุมศิลปินก่อน เลือกเอาคนที่แนวชัด แล้วมองหาอีกคนที่ต่างแต่มีอะไรเหมือนกัน อย่าง พี่โอ๋ (ธีร์ ไชยเดช) กับพี่เล็ก แนวเพลงตรงข้ามกันมาก แต่ทั้งคู่เล่นมีแบนด์ซัพพอร์ต และเล่นกีตาร์โปร่งเหมือนกัน ส่วน Poly Cat กับ Boom Boom Cash มีคาแรกเตอร์ของคนรุ่นใหม่เหมือนกัน แต่ Poly Cat ซาวด์ยุค 80 ส่วน Boom Boom Cash แนวดนตรีอีดีเอ็ม

สิงโตก็มาสบายๆ มีอูคูเลเล่ พี่ป๊อดแนวก็ชัดเจนมาก ตรงข้ามกันมาก แต่เราอาจจะได้เห็นสิงโต นำโชค ร้องเพลงร็อก Room 39 และสงกรานต์ คู่นี้แมสสุด ณ ปัจจุบัน แต่กลุ่มแฟนเพลงก็ต่างกัน ส่วน ป๊อป กับ บอย ตรัย นี่คงใกล้เคียงกันสุด ทั้งแนวดนตรี เสียงอบอุ่น ไซส์ศิลปิน การเอนเตอร์เทนคนดูได้สนุก ฝีปาก มุขสองคนนี้สุดๆ มาก

อีกหนึ่งศิลปินที่ร่วมโปรเจกต์คือ เบน ชลาทิศ ที่ชวนเพื่อนในวงเก่ามา (B5) ถือว่าเป็นคอนเสิร์ตที่เบนในฐานะทูต UN AIDS จะได้เห็นเบนร้องเพลงที่เขาอยากร้องจริงๆ แต่ไม่ค่อยได้ร้อง และรอบนี้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้การกุศล”

กว่าจะเกิดคอนเสิร์ต GSB 2 Tone Concert ใช้เวลากว่าครึ่งปี “โมโนกรุ๊ป มีทีวี วิทยุ หนังสือ กีฬา เพลง ตอนนี้ที่ยังไม่มีก็คือ คอนเสิร์ตโชว์บิซ เราก็เสนอขึ้นไป ทางผู้บริหารก็อยากได้ 3 ครั้ง/ปี แต่เป็นสเกลใหญ่ เราก็แพลนกันไปเรื่อยจนมาสเกลที่เล็กลง ตบตัวเลขจาก 40 ครั้ง/ปี ตอนนี้ก็เหลือ 20 ครั้ง/ปี ที่จะเกิดขึ้นมาปีนี้

ตอนนี้เราทำเฟสแรกคือ GSB 2 Tone Concert ตอนนี้เฟสสองก็จะตามมา กำลังวางตัวศิลปิน เป็นคอนเสิร์ตเอ็กซ์คลูซีฟ พรีเมียม เรามีจุดเด่นที่ฮอลล์ของตัวเอง (Stadium 29 Stage) จุได้ประมาณ 500 คน ติดตั้งจอแอลอีดี 270 องศา ลงทุนกว่า 10 ล้านบาทเฉพาะจุดนี้ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ มีการลงทุนเรื่องของกราฟฟิก ผู้ชมจะนั่งจุดไหนก็เห็นได้รอบ เพราะการจัดแสดงเราทำแค่รอบละ 450 คน เราต้องการให้พรีเมียมสุดๆ ผู้ชมได้ใกล้ชิดศิลปินมากที่สุด”

เปิดราคาบัตรออกมาแล้ว คือ 2,000 และ 3,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูง แต่เจ้าโปรเจกต์บอกว่า คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายแน่นอน

“ตอนแรกผมก็ชั่งใจ เพราะคอนเสิร์ตอื่นราคาไม่สูง แต่เรามองอีกมุมหนึ่ง ราคาบัตรก็ผันผวนตามจำนวนบัตรที่น้อย และทาร์เก็ตของเรามีกำลังจ่ายไหว ด้วยสถานที่ของเราอยู่ไกล (ถนนชัยพฤกษ์) กลุ่มที่จะตามมาดูเป็นแฟนคลับของ 7 คู่แน่นอน แล้วมีความต้องการที่จะดูอะไรที่แตกต่างจากที่ผ่านๆ มา ได้ใกล้ชิดศิลปิน ตีแล้วจำนวนคนยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของแฟนคลับศิลปินเลย ผมมั่นใจว่าแต่ละรอบจะเต็ม”

ขณะที่การทำ 20 คอนเสิร์ตให้เกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง นับเป็นอีกหนึ่งงานที่ท้าทาย แต่ พีธ พีระ มั่นใจว่า สามารถเป็นจริงและเป็นอีกหนึ่งงานที่จะพิสูจน์ความสามารถ

“เมื่อก่อนเราเป็นคนเบื้องหน้า เบื้องหลังบ้าง แต่ตอนนี้เราต้องไปอยู่หลังสุดเลย แล้วมองภาพทั้งหมด โชคดีที่ได้โอกาส แต่ถ้าไม่มีความรู้ความสามารถมีโอกาสก็ไปได้ไม่ถึง แต่ไม่ใช่ผมอัจฉริยะมาเลยนะ ผมก็เรียนรู้มาตลอด 18 ปีในวงการเพลง อย่างคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้น ก็ขายสปอนเซอร์ ให้เขาเห็นสินค้าที่เรามีน่าสนใจแค่ไหน อีกอย่างผมว่าสังคมยังต้องการเสพคอนเสิร์ต

เรากำลังพยายามจัดคอนเสิร์ต แต่เริ่มจากเล็กๆ ก่อน แล้วโตอย่างมั่นคง การทำโชว์บิซไม่จำเป็นต้องใช้ของภายใน มันไม่จำกัดค่าย แต่ในระหว่างทางเราจะพัฒนาศิลปินโมโนเองด้วย ค่อยๆ ไปไม่ต้องรีบ อย่าง Pitcs Music ก็เป็นโปรเจกต์นำร่องชวนเพื่อนเข้าบ้าน

โชว์บิซคือจุดเริ่มต้น ในอนาคตเราอาจจะมีเฟสติวัลเป็นของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดกำไร และขายได้ง่ายกว่า คอนเสิร์ตสเกลเล็กด้วย แต่เราตั้งใจทำสเกลเล็กให้แข็งแรง เราอยากเป็นเล็กพริกขี้หนู เป็นสีสันใหม่ ที่จะผุดขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้คนดูได้ดูคอนเสิร์ตแบบเป็นกันเอง ใกล้ชิด และพรีเมียม มั่นใจทุกคอนเสิร์ตจะสนุกไม่แพ้โชว์บิซอื่นๆ”

 

นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ขอเปลี่ยนโลกการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/497094

นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ขอเปลี่ยนโลกการลงทุน

โดย…ปอย  ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หลายคนมองว่า คนที่จ่อมจมอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเรียกว่ากัน “เนิร์ด” มักสื่อสารกับคนทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เมื่อได้ฟังนักธุรกิจบุคลิกสุดเนิร์ดเป็นที่รู้จักดีในกลุ่มนักลงทุนตลาดหุ้น นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ประธานบริหารและผู้ก่อตั้ง เอวา แอดไวเซอรี่ อธิบายเรื่องแอพพลิเคชั่นเอวา (Ava) ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ประกาศตัวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence เปิดให้บริการดาวน์โหลด iOS และ Android เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รวมข้อมูลนักลงทุนในตลาดหุ้นทันเหตุการณ์แบบครบวงจร สะดวกง่ายแค่ปลายนิ้ว อีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุน

นิรันดร์ อธิบายฟังเข้าใจได้ไม่ยากว่า ตลาดหุ้นในสหรัฐใช้หุ่นยนต์เล่นหุ้นแทนมนุษย์เราไปแล้ว! เพราะกระบวนการคิดซับซ้อน โรบอทถึง 70% เล่นหุ้นแล้วทำได้ดีกว่าสมองคน!!!

อย่างไรก็ตามมนุษย์ต้องบอกเป้าหมาย หุ่นยนต์จึงจะไปหาคำตอบให้นักลงทุนได้นะครับ” นิรันดร์ ซีอีโอ เอวา แอดไวเซอรี่ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ มุมปาก เตือนสติแมลงเม่าทั้งหลายว่าอย่าเพิ่งฝันหวานว่ามีตัวช่วยคำนวณตัวเลขระดับสมองกล แล้วจะดลบันดาลตัวเลขดั่งใจ ถ้าไม่เรียนรู้ ผลกำไรก็ไม่ได้อย่างที่ฝันหวานๆ กันแน่นอน

โรบอท (ไม่ได้) เก่งกว่าคน?!!

ฟังแล้วก็สนุกพอๆ กับฟังพล็อตหนังไซ-ไฟ ผู้บริหารบุคลิกสุดเนิร์ด นิรันดร์ อธิบายว่า วันนี้หลายคนยังไม่รู้ว่ากำลังต่อสู้ฟาดฟันกับมันสมองหุ่นยนต์อยู่โดยเฉพาะตลาดหุ้นในต่างประเทศ เป็นกระบวนการคิดในแบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างโรบอทขึ้นมาให้มันคิด ให้มันเป็นตัวแทนในตลาดลงทุนหุ้นของนักลงทุน

“วันนี้ในต่างประเทศหุ่นยนต์เล่นหุ้นเยอะกว่าคนอีกนะครับ” นิรันดร์ เริ่มสนทนาพร้อมรอยยิ้มส่งสัญญาณว่าเรื่องที่เขาพูด ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ!!!

“ในสหรัฐกองทุนยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย กว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้น เกิดผ่านกลไกโรบอทพวกนี้ มันเก่งกว่าคนตรงที่มันสามารถดูตัวเลขได้ล้านๆ ตัวพร้อมๆ กันได้ ขณะที่มนุษย์ดูจอภาพ 5-6 จอก็มึนตึ้บกันไปตามๆ กันแล้ว สมองกลจึงเริ่มเข้ามาทดแทนตลาดสมองคน นักลงทุนรายย่อยหลายๆ ราย อาจไม่รู้ตัวว่าในบางครั้งฝ่ายตรงข้ามที่ซื้อขายอยู่กับคุณ คุณอาจอยู่ในตลาดการลงทุนที่กำลังต่อสู้กับสิ่งไม่มีชีวิตไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว (บอกพลางยิ้ม)

นี่คือการเปลี่ยนโลกของการลงทุนเลยครับ โดยมีอุปกรณ์ให้คนหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อการลงทุนกันมากขึ้น มนุษย์ไม่ได้เหมาะกับการเป็นนักลงทุนหรอกครับ ไม่เช่นนั้นคนคงไม่เจ๊งหุ้นกันเต็มประเทศขนาดนี้ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นถ้ารู้ข้อจำกัดนี้ก็อย่าไปฝืนธรรมชาติเลย แล้วนี่คือแรงบันดาลใจให้ผมสร้างแอพพลิเคชั่นเอวา เพื่อให้นักลงทุนใช้เอาตัวรอดให้ได้ ผมเปรียบเทียบว่าถ้าคุณมือเปล่าไปรบกับนักลงทุนรายใหญ่ ที่มีทั้งรถถัง ปืนใหญ่ คุณคงสู้ไม่ได้หรอกนะครับ ถ้าคุณมีดาบมีโล่ก็เก่งขึ้นมาหน่อย มีปืนก็พอสู้รบปรบมือกับเขาได้

เป้าหมายของผมในการสร้างเอวา คือการสร้างยุทโธปกรณ์ให้คนมือเปล่าเอาตัวรอด และอาจเอาชนะในสนามรบที่เป็นตลาดหุ้นให้ดีที่สุด”

ฟังๆ แล้ว การลงทุนในตลาดหุ้น น่ากลัวประหนึ่งลงคลุกคลีตีโมงในสนามรบขนาดนั้นเลยเชียวหรือ?!! นิรันดร์ ซีอีโอลุคเนิร์ด ตอบกลับทันใด

“น่ากลัวสิครับ ผมบอกมือใหม่หลายคนเลยครับ ว่าถ้าใครไม่มีเวลาทุ่มเทจริงจัง ก็อย่าลงมาเล่นเลยไปซื้อกองทุนสะสม LTF/RMF อะไรทั้งหลายดีกว่า ขนาดพวกผมซึ่งเป็นนักลงทุนที่เรียกว่าคร่ำหวอดอยู่ในตลาดหุ้นหลายๆ สิบปี บางวันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตามติดวันละสิบกว่าชั่วโมง บางครั้งก็ยังแพ้เลย แล้วขณะที่คนเล่นหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำงานประจำมีเวลาดูหุ้น เพียงวันละ 2-3 ชั่วโมงจ้องจอ ผมบอกเลยครับว่าเอาชนะยาก

ผมไม่ได้บอกนะครับว่าแอพพลิเคชั่นเอวา ผมคิดค้นขึ้นมาจะช่วยคุณได้ทุกๆ อย่าง ทุกๆ เรื่องผมไม่ได้บอกนะครับว่าคุณต้องเริ่มต้นด้วยแอพนี้ (บอกย้ำหนักแน่น) แต่คุณจะต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน จนคุณสามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนระยะยาว หรือนักการเก็งกำไรระยะสั้นเสร็จสิ้นภายในวันเดียว แบบ Day Trade แล้วแทนที่เริ่มโดยไปนั่งเฝ้าหน้าจอ ให้ลองเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เรื่องเหล่านี้เสียก่อนครับ แล้วจึงไปสั่งเอวาทำงาน

แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำแบบนี้กันเลย ตลาดเปิด 10 โมงเช้าก็นั่งเฝ้าจอหุ้นอย่างเดียว เป็นวิธีที่ผิดพลาดมาก ผมแนะนำให้เอาเวลาส่วนใหญ่ไปศึกษาเรื่องหุ้นให้ถ่องแท้ แล้วจึงสั่งให้เอวาเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานแทนสมองคุณ

ถ้าคุณไม่เสียเวลาศึกษาหาความรู้ก่อนเป็นอันดับแรก แอพพลิเคชั่นวิเศษแค่ไหนก็ช่วยคุณไม่ได้หรอกครับ เพราะคนต้องออกคำสั่งให้เอวาไปหาข้อมูลมาให้คุณ แล้วถ้าคุณออกคำสั่งผิดๆ เอวาก็หาข้อมูลผิดๆ มาให้คุณเช่นกันครับ การมีความรู้เท่านั้นครับที่ทำให้คุณเป็นชนชั้นกลางได้ คนฉลาดๆ รวยขึ้นครับ

เช่นเดียวกันการยืนอยู่ที่เดิมๆ ไม่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็ทำให้คุณจนลงเป็นธรรมดาครับ” นิรันดร์ บอกประโยคน่าคิดพร้อมรอยยิ้ม

สร้างเพื่อนคู่คิดของนักลงทุน

ถ้าบอกว่าคนมีความสุขกับงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ บุคลิกเนิร์ด มุ่งมั่นพัฒนาความสนใจเฉพาะด้านมากๆ เข้าถึงยาก แต่นั่นคือสิ่งตรงข้ามไม่ใช่นิยามผู้บริหารแอพพลิเคชั่นคนนี้แน่นอน นิรันดร์ อธิบายเปิดตัวเป็นเพื่อนคู่คิดของนักทุนได้อย่างฟังเข้าใจได้สบาย

“ไม่มีความรู้ ก็เพราะไม่ศึกษาก่อนเข้ามาในตลาดหุ้น ก็พ่ายแพ้ง่ายๆ แล้วพานบอกว่าหุ้นเหมือนกับการพนัน ซึ่งไม่ใช่เลยครับ (หัวเราะ) คนไทยมี Mindset แปลกประหลาด เอวา ไม่ใช่แอพพลิเคชั่นแรกที่ผมคิดค้นขึ้นมานะครับ ก่อนหน้านั้นผมคิด Market Anyware แอพพลิเคชั่นในราคาซื้อกาแฟดังๆ ได้ 2 แก้วเท่านั้นเอง คนก็ไม่สนใจ (หัวเราะ) แต่กลับรับได้ที่ไปสูญเสียเงินในตลาดหุ้นเป็นแสนบาทเป็นล้านบาท คือนอกจากไม่มีข้อมูลแล้วก็ไม่ยอมจ่ายเพื่อเป็นเครื่องมือ เพื่อความรู้ เลือกเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในสนามรบแล้วก็เจ็บตัวกันกลับมา

ถ้าไม่มีการศึกษาเรื่องหุ้นแต่ละตัวมาก่อน ต่อให้นั่งเฝ้าหน้าจอหุ้นทั้งวันก็ไม่มีประโยชน์เลยครับ”

คำถามว่าคร่ำหวอดวงการนี้มานาน คิดค้นแอพพลิเคชั่นระดับมันสมองกลขึ้นมา เส้นทางนี้น่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ นิรันดร์ ย้อนเล่าไปว่าเขาไม่คิดฝันอยากมาอยู่ตรงนี้ ตอนเลือกเรียนระดับปริญญาตรีอยากเป็นสถาปนิกมากกว่า สมัยวัยรุ่นชอบวาดรูป แล้วในที่สุดก็ได้ค้นพบตัวเองในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

“เป็นนักคณิตศาสตร์สนุกกว่าเยอะเลยครับ ผมจึงเลือกเรียนด้านคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จบปริญญาตรีก็สนุกกับการเขียนโปรแกรมไปเป็นลูกจ้างอยู่พักหนึ่ง คิดทั้งวันเป็นจับกัง ก็เลยบอกครอบครัวว่าจะขอลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง ถอนเงินจากหุ้นมาทั้งหมดเลย เป็นการทุ่มเทสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต มีเป้าหมายอยากคิดโปรแกรมดีๆ ให้คนไทยได้ใช้ และเป็นโมเดลไม่ได้ขายโปรแกรมให้รายย่อย ขายให้โบรกเกอร์ไปเลย

แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้ เริ่มตั้งบริษัทมีท้อครับร้องไห้ก็มี (แต่ตอนนี้บอกพร้อมรอยยิ้ม) ทยอยขายหุ้นจ่ายเงินเดือนพนักงาน เพราะงานของผมเป็นนวัตกรรมต้องใช้ทีมงานคิดและวิจัยทีมใหญ่

เวลามีปัญหาผมคิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี แล้วทำให้เราได้หยุดพักได้ปลีกวิเวก ถ้าเราดึงดันไปพุ่งชนปัญหาก็อาจจะพัง เป็นช่วงทำสมาธิรวบรวมพละกำลังเพื่อก้าวต่อไป ผมต้องขอบคุณกำลังใจจากพนักงานที่บางเดือนก็อาจนับเงินเดือนล่าช้าไปบ้าง บางปีก็ไม่มีโบนัสบ้าง ทีมงานที่ดีทำให้เราก้าวมาถึงวันนี้ครับ” นิรันดร์ ย้อนเล่าปัญหาในวันวาน

ก้าวต่อไปคือการคิดค้นโปรแกรมมีหน้าที่ “ผู้จัดการกองทุน” สำหรับนักลงทุน พัฒนาจากการเป็นโปรแกรมรับคำสั่งมนุษย์ ซึ่งโปรแกรมใหม่จะไปไกลกว่านั้น

“จากถ้ามีข้อมูลผิด เอวาก็จะหาข้อมูลผิดๆ มาให้เช่นเดียวกัน แต่เวอร์ชั่นใหม่คือเอวาอัลฟ่า นักลงทุนแค่เอาเงินไปวางให้โปรแกรมลงทุนให้ ไม่น่าตื่นเต้นอะไรมากมายครับโปรแกรมนี้ในต่างประเทศใช้กันเยอะแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีในเมืองไทย”

นิรันดร์ ย้ำไม่ว่าเทคโนโลยีไปไกลแค่ไหนก็ตาม หากความทุ่มเทของมนุษย์จะสามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง วิธีการลงทุนสไตล์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลายเป็นคัมภีร์อมตะการวิเคราะห์การลงทุน ที่คนไม่ได้มีพื้นฐานทางการเงินก็สามารถทำความเข้าใจได้โดยง่าย

“บอกเลยผมก็เจ๊งมาเยอะครับสมัยหนุ่มๆ ผมถือหุ้นซีพีออลล์ไว้สมัยที่ราคาหุ้นละ 6 บาท ซึ่งตอนนี้เพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่ก็ขายไปเพราะอยากซื้อรถสปอร์ตขับโชว์สาว (ว่าแล้วก็หัวเราะ) กลับมาคิดตอนนี้ก็สรุปว่าเป็นความคิดแปลกๆ สไตล์วัยรุ่น

ล่าสุดโดนหนักๆ ก็ปี 2011 นี้เองครับ ผมมั่นใจเกินไปว่าทองคำต้องราคาขึ้นแน่นอน ธนาคารกลางสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีโอบามาเตรียมพิมพ์เงินเพิ่ม ผมยิ่งมั่นใจว่าเคสนี้ราคาทองคำพุ่งชัวร์ แต่ราคาพุ่ง 2 รอบแรก พอรอบ 3 ทองดิ่ง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บางครั้งก็เชื่อมั่นมากไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วผมว่าความโลภและความมั่นใจในตัวเองเกินไปจะพานักลงทุนล้มเหลว

เพราะฉะนั้นคัมภีร์ที่แน่นอนต้องอยู่บนพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ ต้องศึกษาให้มากที่สุดเลยครับ” นิรันดร์ ย้ำจริงจัง

 

นันท์ชัย เอกธรรม นักบินที่ฝันจะทำเกษตรแบบพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/497001

นันท์ชัย เอกธรรม นักบินที่ฝันจะทำเกษตรแบบพอเพียง

 

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อหน้าคมผิวเข้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส ชายหนุ่มวัย 30 ปี นักบินที่ 2 ของการบินไทย บอล-นันท์ชัย เอกธรรม เขาเพิ่งเป็นนักบินได้เพียง 2 ปี ก่อนมาเป็นนักบินนั้น เขาเป็นวิศวกรไฟฟ้าอยู่ที่ประเทศเกาหลีอยู่เกือบ 2 ปี และได้ทุนจากประเทศเกาหลีเรียนต่อปริญญาโท แต่เขาสอบได้นักบินเสียก่อนจึงสละเรื่องทุนและกลับมาประเทศไทย จนเกือบเสียดุลกับสาวเกาหลีเสียแล้วหากไม่กลับประเทศไทยตั้งแต่ตอนนั้น (เขาเล่ายิ้มๆ) และตอนที่เรียนจบใหม่ๆ เขาก็ไปทำงานอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอยู่ปีกว่า

ก่อนจะค้นพบตัวเองว่าไม่ชอบทำงานที่นั่งติดที่ และชอบงานที่ต้องเดินทางไปเปิดโลกกว้างมากกว่า เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่กำลังมีอนาคตที่ประเทศเกาหลีกลับไทยมาสอบเป็นนักบินและใช้เวลาเรียนอยู่เกือบ 2 ปี จนได้เป็นนักบินผู้ช่วยอยู่ที่สายการบินรักคุณเท่าฟ้า และยังได้รับการโหวตจากคนในวงการบินว่าเป็น 1 ใน 10 นักบินหน้าตาดีของการบินไทย นอกจากนี้เขายังทำเว็บไซต์ที่แนะนำสถานที่เที่ยว ที่พัก ร้านอาหารที่น่าสนใจสำหรับคนในวงการบินอีกด้วย

ทางด้านการศึกษานั้นเขาจบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสตรีวิทยา 2 และเคยไปสอบติดคณิตศาสตร์โอลิมปิก หลังจากนั้นเขาเอนทรานซ์ติดที่คณะวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเป็นเด็กเรียนดีมาโดยตลอด เกรดเฉลี่ยของเขานั้นอยู่ในระดับ 3.98 มาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เรียนดีกิจกรรมเด่น เขายังเล่นดนตรีไทยได้หลายชนิด โดยเฉพาะซออู้ ระนาดทุ้ม แถมยังเล่นกีฬาได้อีกหลายชนิด โดยเฉพาะแบดมินตัน ตลอด 4 ปีของการเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ช่วยออกค่ายอาสามาตลอด 4 ปี อีกทั้งยังเล่นละครเวทีของคณะเป็นพระรองมา 2-3 เรื่อง และยังสอนพิเศษทั้งเคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ มาตั้งแต่ปี 2 เพื่อหาค่าขนมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ทางบ้านจะต้องส่งเงินมาให้

 

“ตอนเด็กๆ ผมก็มีชีวิตที่สบาย ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก สบายๆ แต่พอมาเรียนมัธยมคุณพ่อมีปัญหาทางด้านการเงิน จากที่เคยสบายก็ลำบาก แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหา มันคือรสชาติของชีวิต มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ ตราบเท่าที่มีแรงมีกำลังและมีสมอง ก็ค่อยๆ แก้ไขไป โดยพื้นฐานแล้วผมมองโลกในแง่ดี อารมณ์ดี ยังไงก็ยิ้มไว้ก่อนประเดี๋ยวก็ดีเอง ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ แม้อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง และทุกปัญหาถ้าเปิดใจและใช้รอยยิ้มหรือความรักมันแก้ได้ทุกปัญหา ผมเชื่อเช่นนั้น” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าว่าอาชีพนักบินเป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันของเขา เมื่อเปิดรับสมัครเขาจึงไม่พลาดที่จะมาทำฝันให้เป็นจริง และแล้วเขาก็ไม่ผิดหวัง เป็นอาชีพที่มีเกียรติและเปิดโอกาสให้ได้เดินทางท่องเที่ยวอีกด้วย ที่สำคัญอาชีพนักบินเป็นอาชีพที่ต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพให้ดีเพราะมีกฎระเบียบ เช่น ก่อนบินจะต้องดูแลสุขภาพให้ดี ไม่เป็นหวัด ไม่ท้องเสีย ไม่เป็นไข้ ฯลฯ

“เราจะรู้ตัวเองว่าหากพรุ่งนี้จะบินไฟลต์เช้า วันนี้ต้องห้ามไปปาร์ตี้ ห้ามดื่ม ห้ามนอนดึก แค่เป็นหวัดคัดจมูก มึนหัวนิดเดียวก็ไม่ควรขึ้นบินแล้ว ต้องดูแลร่างกายให้ดูดีแข็งแรงอยู่เสมอ น้ำหนักต้องคงที่ ไม่ปล่อยให้น้ำหนักเกิน คือต้องดูแลตัวเองมากๆ ถ้าทำงานอาชีพอื่นจะไม่บังคับให้เราดูแลตัวเองมากขนาดนี้ นี่คือผลพลอยได้ที่ผมชอบมาก จากเดิมตอนทำงานออฟฟิศจะไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกาย แต่พอมาเป็นนักบิน 2 ปีกว่านี่ออกกำลังกายเยอะขึ้นมาก ทำให้มีวินัยสุดๆ ไปเลย ตอนนี้ติดการออกกำลังกายไปแล้ว มีรองเท้าวิ่งและชุดออกกำลังกายติดท้ายรถไว้ตลอดเวลา หากไม่ได้ออกกำลังกายสัก 3-4 วัน จะรู้สึกหนักๆ ตัว ไม่สดชื่น” เขาเล่าอย่างมีความสุข

งานอดิเรกของเขาจึงมี 2-3 อย่างในตอนนี้ ก็คือการเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และออกกำลังกาย เขามีแผนจะพักร้อนไปยุโรปตะวันออกสัก 1 สัปดาห์เร็วๆ นี้ เพราะการเดินทางคือกำไรชีวิตและการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต

นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษาทางด้านไอทีให้กับบริษัทสปารายใหญ่แห่งหนึ่งมาเกือบ 3 ปีแล้ว “คือพอแบ่งเวลาได้ การเป็นที่ปรึกษาเข้าไปดูงานแค่เดือนละ 2-3 ครั้ง พอเราวางระบบไว้ดีแล้วก็แทบไม่ต้องไปดูแลอะไรมาก แล้วการได้ทำงานในสิ่งที่ร่ำเรียนมาทำให้เราได้อัพเดทงานอยู่เสมอจะได้ไม่ลืมเป็นการอัพเดทตัวเองอยู่เสมอ หากไม่ใช้เลยจะลืมและคืนอาจารย์ไปหมด คนเราถ้าแบ่งเวลาและรักษาสมดุลได้ การมีงานรองจะทำให้บริหารจัดการชีวิตได้ดีขึ้น การทำงาน 2 อย่างมีงานหลักงานรองทำให้ชีวิตท้าทายขึ้นไปอีก”

เขาบอกว่าชีวิตตอนนี้เป็นช่วงที่ถือว่าลงตัวและมีความสุขมากที่สุด ทำงานทุกอย่างอย่างเต็มที่และมีความสุข แม้ว่าตอนนี้หัวใจยังว่าง แต่เขาตั้งใจว่าจะมีครอบครัวและแต่งงานตอนอายุ 35 ปี ตอนนี้ขอทำงานเก็บเงินเพื่อให้คุณแม่เขาไปซื้อที่ทางเตรียมไว้ เขาบอกสเปกสาวที่เขาชอบนั้นตอบได้ไม่ชัดเจน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จแน่นอน คือ คุยรู้เรื่องถูกใจก็โอเคแล้ว ที่สำคัญคือต้องอารมณ์ดี จิตใจดี แต่ถ้าสวยหุ่นดีก็ถือว่าโชคดีครบเครื่อง (หัวเราะ)

คุณแม่ของเขาเป็นชาวเชียงรายย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เขาเรียนประถมจนถึงมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ หลังจากเขาจบปริญญาตรี ครอบครัวของเขาก็ย้ายกลับไปอยู่เชียงรายถาวรอีกครั้ง บ้านเขาอยู่แถวๆ วัดร่องขุ่น

“คือตอนนี้ผมเก็บเงินส่งไปให้แม่ปลูกบ้านใหม่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยากให้ท่านซื้อที่นาที่สวนเพิ่มไว้ อนาคตผมก็จะกลับไปอยู่เชียงราย ผมเป็นลูกชายคนเดียว อนาคตอยากทำเกษตรพอเพียงตามแบบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงสอนไว้ ช่วงบั้นปลายชีวิตผมคงไปเป็นเกษตรกร ผมชอบทางนี้  จึงอยากเตรียมซื้อที่เพิ่มไว้แต่เนิ่นๆ ค่อยซื้อไปทีละนิดละหน่อย อยากมีสัก 10 ไร่ เอาไว้ทำกินตอนแก่ ผมไม่มีหัวทางธุรกิจเท่าไร ชอบเกษตรทางเลือกมากกว่า ตอนนี้ก็หาข้อมูลเอาไว้เรื่อยๆ คุณแม่ปูทางเริ่มไว้ให้ก่อน ผมก็จะไปช่วยท่านเวลาวันหยุดหรือพักร้อน นั่นคือชีวิตที่ฝันเอาไว้” เขากล่าวอย่างมีความสุข

สำหรับอีกงานที่อยากทำในระยะใกล้นี้คือ เขาอยากทำผักและผลไม้ออร์แกนิก เพราะคิดว่าอยากดูแลให้สุขภาพดี ทำรับประทานเองและเหลือก็ขายให้กับคนที่รักสุขภาพ บางทีเห็นข่าวผักสารพัดชนิดมีสารพิษเต็มไปหมดแล้วไม่สบายใจ ถ้ามีโอกาสเขาคิดว่าจะลงมือทำแน่นอนภายใน 2 ปีข้างหน้า

ตอนนี้เขาจึงสะสมหนังสือเกี่ยวกับเกษตรทางเลือก หนังสือเกี่ยวกับเรื่องเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งหลายเอาไว้หลายเล่ม

“พระองค์ทรงเป็นพ่อแบบทุกอย่าง ผมชื่นชมศรัทธาพระองค์มาก พระองค์ทรงเป็นอัจฉริยะ เก่งทุกเรื่องเลย ดนตรี กีฬา ถ่ายภาพ วาดรูป พระองค์ทรงคิดโครงการต่างๆ มากมายกว่า 3,000 โครงการ ผมทึ่งในพระองค์มาก ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่แตกต่างกับที่ผมเคยคิดไว้ที่ต้องอยู่แต่ในพระราชวังเหมือนในละคร ภาพจำของผมคือ พระองค์ทรงพระดำเนินและพระเสโท (เหงื่อ) เต็มพระพักตร์ ไม่เคยเห็นท่านทรงอยู่สบายๆ เลย ท่านเป็นสุดยอดต้นแบบที่ชนะเลิศในสายตาผมที่สุดเลยครับ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่พระองค์ทรงคิดและพระราชทานให้ไว้นั้นดีแล้ว ทำตามที่พระองค์ทรงสอนให้ได้ก็ดีเลิศแล้วครับ” เขากล่าวด้วยความซาบซึ้ง

ส่วนงานอดิเรกอื่นๆ ก็อ่านหนังสือท่องเที่ยวบ้าง หนังสือถ่ายภาพบ้าง แล้วก็สะสมแกดเจ็ตกับแมกเน็ตติดตู้เย็น เวลาไปเที่ยวที่ไหนก็ชอบซื้อมาเป็นที่ระลึก แล้วก็เขียนเพจท่องเที่ยวให้ บริษัท การบินไทย บ้าง

 

ณัฐพล กัปปิยจรรยา คลื่นลูกใหม่ต้องดีกว่าลูกเก่าเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496884

ณัฐพล กัปปิยจรรยา คลื่นลูกใหม่ต้องดีกว่าลูกเก่าเสมอ

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“การจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าไม่สุดอย่าไปทำ เพราะสิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไปตลอด”

ณัฐพล กัปปิยจรรยา กรรมการผู้จัดการ นีโอ สุกี้ไทยเรสเทอรองส์ นักธุรกิจหนุ่มวัย 32 ปี ที่ทำให้ชื่อของนีโอสุกี้เป็นที่รู้จัก ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของตลาดสุกียากี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากธุรกิจเล็กๆ ที่มีเพียง 2 สาขาให้เป็น 18 สาขาในช่วงเวลาเพียง 8 ปี

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาทำธุรกิจของเขา เริ่มจากครอบครัวได้เสนองานสำคัญในช่วงการตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทหลังเรียนจบด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทางเลือกสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นทางครอบครัวได้เสนอให้ผมเข้ามาสานต่อธุรกิจนีโอสุกี้ ที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานนัก มีอยู่เพียง 2 สาขาและเป็นธุรกิจรองของครอบครัว ซึ่งจริงๆ แล้วธุรกิจของครอบครัวเราดั้งเดิมเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ซึ่งทำมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อประมาณ 30 กว่าปีได้ ผมจึงตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนต่อ ก็คือการเข้ามาบริหารธุรกิจรองของครอบครัวให้เติบโตขึ้นมาให้ได้

“ในช่วงที่ผมเข้ามาทำธุรกิจแบรนด์นีโอสุกี้ เป็นแบรนด์เล็กๆ ที่มีสาขาอยู่ไม่มากนัก และแทบไม่มีโอกาสได้เลือกให้เข้าไปตั้งอยู่ในศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียง เราต้องเป็นคนติดต่อนำเสนอถึงที่ และจุดที่เราได้มักจะอยู่ชานเมือง ในขณะที่ลูกค้าส่วนหนึ่งเริ่มรู้จักเรามากขึ้น แต่ไม่สามารถเดินทางไปรับประทานได้

“เราก็เริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจเดิมให้เป็นระบบมากขึ้น เพราะคู่แข่งเจ้าตลาดแข็งแกร่งกว่าเรามาก แต่เราก็ใช้จุดแข็งที่เรามี จากการเป็นองค์กรขนาดเล็กที่มีความคล่องตัว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และเน้นความเป็นโฮมเมด ที่มีความหลากหลายของอาหารและคุณภาพ และจะบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยในฐานะผู้บริหารใหม่”

ณัฐพล เล่าถึงช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริหารธุรกิจใหม่จะต้องเจอกันทุกคนก็คือ การปรับตัว ปรับระบบการทำงาน และการทำผลงานให้เป็นที่ยอมรับของพนักงานรุ่นเก่าที่คอยจับตาดูทุกฝีก้าวว่าเขาจะทำได้ดีแค่ไหน

“แน่นอนว่าเมื่อเราเข้ามาสานต่อธุรกิจของคุณพ่อ ก็จะต้องทำงานร่วมกับพนักงานรุ่นเก่าที่คุ้นเคยกับระบบการทำงานแบบเดิมๆ ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าธุรกิจเดิม เราคือธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ ที่เถ้าแก่จะเป็นคนสั่งการทุกอย่าง พอผมเข้ามา ก็พยายามนำเสนอว่าการทำงานแบบนั้นเป็นการรวมศูนย์กลาง ระบบการดำเนินธุรกิจต้องมีระบบ ระเบียบแบบแผน แบ่งสายงาน มีการรายงานผลที่ชัดเจน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ไม่ใช่ทุกปัญหาก็ต้องขึ้นมาถามกับเถ้าแก่ กลายเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจทั้งที่บางเรื่องเราสามารถแบ่งระดับปัญหาให้หัวหน้าสายสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ในทันที ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่ประมาณ 1-2 ปี กว่าจะปรับระบบให้เข้าที่เข้าทาง แล้วก็ค่อนข้างที่จะทำงานอย่างหนักมากในการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตมียอดขายตามเป้า เป็นที่ยอมรับของทุกคน ต้องลงไซต์งานสร้างร้าน เรียนรู้ธุรกิจจากคนรุ่นเก่า เก็บรายละเอียดงาน ติดต่อประสานงานเองทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจในธุรกิจที่แท้จริง ซึ่งผมจะลงมือทำด้วยตัวเองตลอด”

ไลฟ์สไตล์ของณัฐพลในแต่ละวัน ช่วงเช้าจะใช้เวลาอ่านข่าวมากเป็นพิเศษ เขาบอกว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องดูว่าความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง ภาพรวมความเปลี่ยนแปลงในตลาดที่กำลังดำเนินธุรกิจอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร? หลัง 11 โมงเช้าเป็นต้นไป ถึงค่อยเริ่มทำงานต่อ ยาวจนถึงประมาณ 1-2 ทุ่ม เป็นเรื่องปกติ

“ซึ่งจริงๆ ไม่อยากที่จะตีกรอบเวลาการทำงานว่าจะต้องเริ่มกี่โมงเลิกกี่โมง เพราะว่าเป็นธุรกิจของครอบครัว ใครว่าทำงานธุรกิจของครอบครัวจะสบาย ผมคิดว่าไม่ใช่เลย เพราะธุรกิจของครอบครัวก็เป็นของที่จะต้องดูแลรักษาให้ดี ซึ่งไม่เพียงแค่ดีต่อครอบครัวเรา ยังมีลูกน้องอีกมากมายที่เขาฝากชีวิตอยู่ ยิ่งเวลาที่กำลังมีโปรเจกต์ใหม่ ก็จะพยายามทุ่มเทและทำงานอย่างมีความสุข และเต็มที่กับงานให้มากที่สุด”

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารใหม่ทุกคนมีโอกาสได้เจอก็คือเรื่องความผิดพลาดในการบริหารงาน ซึ่งณัฐพลเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เคยผ่านความล้มเหลวอย่างที่ไม่ควรจะเป็น อันเป็นผลจากความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการรู้จักยอมรับความผิดพลาด และลุกขึ้นมาสู้ใหม่จนประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยเป็น

“เมื่อประมาณปี 2555 ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมก็คือการที่เราต้องปิดถึง 2 สาขาภายในปีเดียว สาเหตุที่เราพลาดมาจากในช่วงที่เราทำงานแรกๆ เราไปเปิดสาขาที่ไหนก็ตามล้วนประสบความสำเร็จหมด จนเราเกิดความมั่นใจว่าเราจะต้องทำได้สำเร็จ จึงเร่งระดมเปิดสาขาเร็วเกินไป โดยที่ไม่ได้ศึกษาในรายละเอียดจนเราลืมมองพื้นฐานการทำธุรกิจที่สำคัญว่าควรคิดให้รอบคอบ และแผนสำรองกลายเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ทำให้เรามองย้อนดูตัวเองและมองรอบตัว หาจุดบอดที่เราอาจจะมองข้ามไป

“ตอนนั้นเครียดมากๆ เป็นอยู่ประมาณ 1 เดือน จนวันหนึ่งก็เป็นตัวเราที่ต้องจุดไฟในการทำงานขึ้นมาใหม่ และตัดสินใจว่าที่ไหนไม่ดีก็ปิดไป แล้วก็ย้ายข้าวของไปเปิดใหม่อีกที่หนึ่ง และเก็บความผิดพลาดเป็นบทเรียนว่า ต่อไปทุกครั้งที่เราทำร้านจะต้องมีแผนสำรอง ถ้าเกิดร้านไหนไม่เวิร์กก็จะต้องสามารถยกของในร้านออกมาได้ทุกตัวทุกชิ้น ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ได้ทันที”

สุดท้ายเมื่อถามถึงปรัชญาในการทำงานและการใช้ชีวิต ผู้บริหารหนุ่มตอบได้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตคือการรักษาคำมั่นสัญญา อะไรที่พูดไปแล้วจะต้องทำให้ได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็อย่าไปรับปากใคร เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต แม้ดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่าเกี่ยวเนื่องกับผลของความน่าเชื่อถือ ถ้าพูดแล้วต้องทำให้ได้ ทำให้เต็มที่ เพราะทั้งคำพูด คำมั่นสัญญาและการกระทำ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในระยะยาว

อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับผู้บริหารที่จะทำให้องค์กรก้าวหน้าอย่างมั่นคง คือต้องสร้างความยั่งยืน ไม่ใช่เฉพาะตัวเอง แต่ต้องมีความยั่งยืนถึงลูกน้องทุกคน

“ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจด้านการบริการ ลูกน้องจะบริการคนอื่นได้ดี ตัวเขาจะต้องอิ่มต้องพร้อม เมื่อคนเราพร้อมพอเขาก็จะเริ่มบริการคนอื่นด้วยความเต็มใจ ถึงจะเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงยั่งยืนและดีพอ ที่จะทำให้พวกเขาเติบโตไปกับเราพร้อมๆ กัน ผมเชื่อเช่นนั้น”

 

เห็ด (มัชรูม) ปรุงให้ดีก็อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496681

เห็ด (มัชรูม) ปรุงให้ดีก็อร่อย

โดย…ภวัต เล่าไพศาลทักษิณ

“DNA ของมัชรูมมาจากชื่อของเราคือ เห็ด เห็ดทำอะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเป็นเห็ดราคาถูกหรือราคาแพง จากเห็ดนางฟ้าถึงเห็ดทรัฟเฟิล หากเราทำให้ดีมันก็อร่อย เหมือนกับการทำคอนเทนต์ของเรา ที่เราทำเพื่อให้คนดูพอใจมาตลอด นี่จึงเป็น DNA ของเรา” อรรฆรัตน์ นิติพน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น กล่าว

อรรฆรัตน์ เริ่มเข้าสู่ธุรกิจการทำรายการโทรทัศน์ตั้งแต่ปี 2000 หลังจากจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในปี 1998 และได้เข้ามาช่วยพี่ชายคือ อัมรินทร์ นิติพน ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงและนักร้องที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นนักกีฬากอล์ฟทีมชาติไทย และทำรายการโทรทัศน์ด้วย ทำให้อรรฆรัตน์มีโอกาสเข้าไปทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับกอล์ฟอย่าง Golf sport for fun เป็นครั้งแรก

ด้วยทีมงานเริ่มต้นเพียง 3 คน เขาออกตระเวนเยี่ยมและแนะนำสนามกอล์ฟชั้นดีทั่วประเทศกว่า 170 สนามในเวลา 3 ปี และเป็นการเพาะบ่มให้เขาได้ต่อยอด เกิดความคิดใหม่ๆ ในการทำรายการโทรทัศน์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ

จากที่เคยเป็นนักแสดง ผ่านงานภาพยนตร์มา 5 เรื่อง และละคร 6 เรื่อง อรรฆรัตน์เปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนทำงานทั้งเบื้องหลังรายการต่างๆ และเป็นพิธีกรด้วยตัวเองในรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการที่เขาเป็นทั้งผู้คิดคอนเซ็ปต์ และลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง โดยริเริ่มจากการทำในสิ่งที่อยากจะทำ เช่น การเดินทาง การท่องเที่ยว การพบปะผู้คน และขยายขอบเขตการทำงานออกไปสู่การทำโฆษณา นำมาสู่การตั้งบริษัท มัชรูม ขึ้นในปี 2004

จนถึงขณะนี้มัชรูมผ่านประสบการณ์การทำรายการโทรทัศน์มาแล้ว 116 รายการ การทำโฆษณา 1,200 ชิ้น รวมทั้งหมดมีการออกอากาศมากกว่า 4,000 ชั่วโมง ปัจจุบันมัชรูมขยายกิจการจากพนักงาน 3 คน เป็น 95 คน และมีรายการที่ยังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ 8 รายการ ทำโฆษณาในปีนี้ 70 ชิ้น จัดกิจกรรมสัมมนาทั้งในและต่างประเทศ และกำลังจะขยายไปสู่การผลิตละคร โดยเป็นละครชื่อเดียวกับรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของมัชรูม คือ “อายุน้อย 100 ล้าน” (Young Self Made Millionaire) ซึ่งยังได้มีการตั้ง “อายุน้อยร้อยล้าน อคาเดมี” ขยายขอบเขตการทำธุรกิจออกไปอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโรดโชว์สัมมนาธุรกิจยุคใหม่ จัดทริปธุรกิจ Business Matching ให้กับทั้งผู้ประกอบการไทย และรุกเข้าสู่ตลาดซีแอลเอ็มวีด้วย

อรรฆรัตน์ กล่าวว่า จากการทำรายการ “อายุน้อยร้อยล้าน” มาตั้งแต่ปี 2012 ทำให้เขาได้โอกาสสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยมาแล้วประมาณ 300 คน ได้เห็นแนวคิด และเกิดความเชื่อว่าทุกคนก็สามารถทำธุรกิจเพื่อไปสู่เป้าหมายยอดขาย 100 ล้านบาทได้

“ผมเริ่มทำรายการนี้ จากที่เห็นรายการอื่นๆ จุดกระแสให้คนดูเกิดไอดอลในหลายรูปแบบ รายการโทรทัศน์ที่ทำให้คนอยากเป็นนักแสดง นักร้อง มีมากแล้ว ผมอยากทำรายการที่ให้คนดูเห็นไอดอลที่เป็นนักธุรกิจบ้าง จุดเด่นที่เลือกมาคือ นักธุรกิจอายุน้อย หน้าตาดี ขายได้เกิน 100 ล้านบาท เกิดเป็นการสัมภาษณ์คนเก่งออกโทรทัศน์ แม้รายการแบบนี้จะไม่ได้ถูกใจทุกคน แต่จะมีคนที่มองเห็นประโยชน์ และจุดประกายความฝันให้คนดูได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาตัวผมเองไปด้วย”

ปัจจุบันรายการ “อายุน้อยร้อยล้าน” มีพันธมิตรในประเทศซีแอลเอ็มวีที่ซื้อรายการของมัชรูมไปออกอากาศ และกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นรายการของแต่ละประเทศในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะออกอากาศในทุกประเทศที่ซื้อแฟรนไชส์ไปในไตรมาส 3 ของปีนี้ และอรรฆรัตน์เชื่อว่าจะทำให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของนักธุรกิจระดับเอสเอ็มอีของประเทศในภูมิภาคนี้ ที่จะเกิดการจับคู่ เจรจาธุรกิจกันได้ต่อไป โดยมีมัชรูมเป็นตัวเชื่อม

นอกจากนี้ มัชรูมยังได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดด้วย โดยในปัจจุบันมีบริษัทขนาดเล็กที่มัชรูมดูแลด้านมีเดียและพีอาร์ให้ 15 ราย ด้วยความเชื่อที่ว่า แม้บริษัทเหล่านี้จะมีงบประมาณน้อย แต่มัชรูมก็สามารถวางแผนการตลาดที่เหมาะสม เพื่อให้พวกเขาก้าวสู่ความสำเร็จได้

“ผมได้เรียนรู้ว่าอุปสรรคเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเสมอ แต่มันเป็นสิ่งที่สามารถผ่านไปได้ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ในชีวิต ปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เข้ามา แต่ทุกคนก็สามารถทำธุรกิจได้ แต่การจะไปสู่ยอดขาย 100 ล้าน ต้องมีโนว์ฮาว ต้องรู้จักธุรกิจของตัวเอง รู้กลไกทางการเงิน เข้าใจทุน และมีความชัดเจนในผลิตภัณฑ์”

อรรฆรัตน์ ยกตัวอย่างธุรกิจที่มัชรูมเข้าไปช่วยเหลือและประสบความสำเร็จ เช่น ผู้ประกอบการที่ผลิตถุงสำหรับใส่นมให้กับแม่ที่เพิ่งคลอดลูกแล้วต้องปั๊มน้ำนมเก็บไว้ แต่ไม่มีถุงบรรจุที่มีคุณภาพดีพอ แต่ผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายของมัชรูมรายหนึ่ง ซึ่งอายุเพียง 29 ปี มองเห็นปัญหาและเกิดเป็นโอกาสในการผลิตถุงเก็บน้ำนมแม่ที่มีคุณภาพยี่ห้อ ท็อตเลอร์ (Toddler) ซึ่งปัจจุบันมียอดขายปีละกว่า 300 ล้านบาท โดยไม่ต้องพึ่งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

“ทุกคนมีโอกาสก้าวไปสู่ยอดขาย 100 ล้านตั้งแต่อายุยังน้อย ผมเชื่ออย่างนั้น” อรรฆรัตน์ ย้ำความเชื่อของเขา

ทว่า อรรฆรัตน์ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จมาตลอด ในวัยเรียนเขายอมรับว่าเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง ตั้งแต่เรียน ป.3 เขาไม่เคยทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนจะจบการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ด้วยเกรดเพียง 2.1 และเลือกเข้าเรียนกฎหมาย เพราะคิดว่าจะได้ไม่ต้องเข้าห้องเรียน แต่สามารถอ่านหนังสือเองแล้วไปสอบได้

แม้จะไม่ชอบห้องเรียน อรรฆรัตน์ในวัยเด็กกลับชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับหนทางสู่ความสำเร็จของผู้คน นิตยสารที่แม่ของเขาวางไว้ในห้องน้ำเป็นประตูสู่โลกกว้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่สร้างคู่สม พลอยแกมเพชร สกุลไทย ฯลฯ ล้วนแต่พัฒนาให้เขาก้าวมาสู่สิ่งที่เป็นในวันนี้

ปัจจุบันหนังสือที่เขาอ่านและชอบมากที่สุดคือ “ทำไมเราเลี้ยง Pig แต่กิน Pork” ที่เขียนโดย นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา หนังสือที่ว่าด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาและประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกแนวหนึ่งที่อรรฆรัตน์ให้ความสนใจ แต่ไม่ได้พัฒนาออกมาเป็นรายการโทรทัศน์ เพราะเห็นว่า เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เป็นเนื้อหาที่ยังไม่พร้อมสำหรับสปอนเซอร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รายการโทรทัศน์อยู่รอด แต่ไม่ว่าอย่างไร เขามีความเชื่อว่ารายการโทรทัศน์ในประเทศไทยกำลังดีขึ้น และมีสาระประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ

“สำหรับมัชรูมเรามองตัวเองว่าเราเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เราสามารถนำเสนอคอนเทนต์ได้ในทุกแพลตฟอร์ม เราทำทุกรายการด้วยความคิดที่ว่าอยากให้คนดูได้ประโยชน์” ด้วยแนวคิดแบบนี้ เขายอมรับว่ากว่าจะประสบความสำเร็จได้ มัชรูมต้องผ่านบททดสอบมากมาย ผ่านวันเวลาที่ทีมงานเล็กๆ ของเขาต้องร้องไห้กันแทบทุกวัน ทำงานเหน็ดเหนื่อยโดยไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้อยู่รอดกับการทำรายการโทรทัศน์ที่ไม่ตามกระแส แต่ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน เขาไม่เคยคิดที่จะเลิกทำงานที่รัก

“สำหรับผมมันอาจจะมากกว่ารัก คือแค่รักมันยังไม่พอ ต้องบ้าด้วย ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ และผมรู้สึกขอบคุณทีมงานก่อตั้งทุกคนที่ทำให้เรามาถึงวันนี้” อรรฆรัตน์ยิ้ม เมื่อเขานึกย้อนไปถึงช่วงก่อตั้งบริษัท ทีมงาน 3-4 คน ต้องผลัดกันเป็นทั้งคนขับรถ ถ่ายทำ ตัดต่อ เดินทางไปทั่วประเทศแบบไม่มีวันหยุด ไม่คำนึงถึงครอบครัว กล้าทำรายการต้นทุนต่ำที่อาจจะไม่กำไร แต่สนุกที่จะทำ รายการที่หากมาคิดในวันนี้ คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะทำข้อเสนอให้ผ่านการวิเคราะห์ตัวเลข

ผมเปลี่ยนไปจากตอนที่อยุ 26 ปีที่เริ่มทำงาน มาถึงอายุ 40 วันนี้ ผมมองตัวเลขด้วย ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร เราไม่ได้ทำเพื่อสนุกอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน แต่เรามีพนักงานที่ต้องจ่ายเงินเดือน ต้องขึ้นเงินเดือนทุกปี เราต้องมีโบนัสให้พนักงาน ต้องมีอุปกรณ์การทำงานที่ดี และเราก็ยังมีหุ้นส่วนธุรกิจ ดังนั้นผมมีหน้าที่ต้องทำตัวเลข ทำรายได้ ทั้งหมดนี้ผมเปลี่ยนมาจากการเติบโตและเรียนรู้”

อรรฆรัตน์ เชื่อว่าการเป็นคนชอบเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ คือจุดแข็งของตัวเอง เขามั่นใจว่าการเรียนรู้ให้มากจะทำให้ผลงานออกมาดี นอกจากนั้นจุดแข็งที่เขาพอใจในตัวเองอีกประการหนึ่งคือ เป็นคนที่ปล่อยให้เรื่องไม่ดีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่โกรธนานเกิน 1 วัน ไม่ปล่อยให้ตัวเองเสียใจ หรือผิดหวัง แต่ต้องผ่านไปและไม่ยึดติด

“ผมมีฮีโร่คือ คุณประภาส ชลศรานนท์ นักเขียนในดวงใจที่ผมอ่านหนังสือของเขามาตั้งแต่เด็กๆ และวันนี้คุณประภาสเป็นผู้บริหาร เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เจ้าของช่องเวิร์คพอยท์ที่ผมได้เวลาออกอากาศรายการอายุน้อยร้อยล้าน แต่ถึงจะได้ร่วมงานในเครือข่ายเดียวกัน ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้พบคุณประภาส ซึ่งหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบ”

อรรฆรัตน์ เชื่อในเรื่องของการเรียนรู้ผ่านผู้คนที่มีความสามารถ และเชื่อว่าการถ่ายทอดประสบการณ์จะเป็นการจุดประกายความสำเร็จให้ผู้ที่ได้เรียนรู้ต่อ แม้ว่าผู้ชมรายการโทรทัศน์ทั่วไปจะไม่ได้พบตัวจริงของบุคคลแถวหน้าเหล่านั้น แต่มัชรูมจะเป็นตัวกลางในการนำประสบการณ์ ทั้งความสำเร็จที่เป็นตัวอย่าง และความล้มเหลวที่เป็นบทเรียน มานำเสนอให้ผู้ชมได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ผ่านทุกแพลตฟอร์มของมัชรูม ทั้งรายการโทรทัศน์ การจัดสัมมนา การจัดทริปธุรกิจ เพื่อหวังจะทำให้เกิดนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีทางลัดในด้านแนวคิด และกระบวนการไปสู่ความสำเร็จ

อรรฆรัตน์ ย้ำคำพูดของเขาที่มักจะพูดเสมอว่า ทุกคนมีโอกาสเป็นอายุน้อยร้อยล้านได้เสมอ

 

กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ทำงานด้วยความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496680

กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ทำงานด้วยความสุข

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ถือเป็นหนึ่งในผู้บริหารไทยที่ไลฟ์สไตล์โดดเด่นและพิเศษไม่เหมือนใครกับ กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สากลธุรกิจเลิศรวมมิตร ที่เรียกว่าในตลอดสัปดาห์ทำงานแทบทุกวัน และยังสามารถบริหารเวลาที่มีอยู่ เพื่อแบ่งบันทั้งความรู้กับบทบาทการเป็นอาจารย์พิเศษ การเขียนหนังสือ รวมถึงการเข้าไปดูแล ธุรกิจสถานที่จัดแต่งงาน ที่เป็นธุรกิจที่ทำแล้วมีความสุข และไม่ได้หวังเรื่องกำไรแต่อย่างใด

กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ เล่าถึงชีวิตตัวเองว่า ทำงานมาตลอด 30 ปี และเดินทางทำงานไปต่างประเทศเป็นประจำในช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ เพื่อเดินทางไปเยี่ยมบริษัทและโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านที่มีธุรกิจอยู่ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งในปัจจุบันมีธุรกิจในเครือที่ดูแลประมาณ 7-8 แห่ง

ดังนั้น การเดินทางที่มีตลอด ทำให้เวลาว่างมีอยู่น้อย จึงมักจะใช้ไปกับการอ่านหนังสือและการเขียนหนังสือ รวมถึงการเขียนคอลัมน์เป็นประจำ

การเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยในบางเดือนประมาณ 3-4 ครั้ง อีกทั้งในช่วงเวลาเครียดในการทำงาน การได้อ่านหนังสือ หรือการได้เขียนหนังสือ จึงช่วยผ่อนคลายได้อย่างมาก เพราะได้เขียนเรื่องราวที่สนใจไปได้เรื่อยๆ และทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้เวลาในช่วงมีวันหยุดไปเล่นกีฬากอล์ฟ แต่ในช่วงหลังไม่มีเวลาว่าง และการเล่นกีฬากอล์ฟจะใช้เวลาจำนวนมาก จึงได้หยุดเล่นไปหลายปี

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่มีวันหยุดและไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการดูแลอีกธุรกิจกับธุรกิจการเปิดสถานที่รับจัดงานแต่งงาน ได้เปิดสาขาแรกแห่งแรกคือ เรือนนายไท (Nine Thai Wedding) อยู่บริเวณพระราม 9 และสาขาแห่งล่าสุดคือ ดิ โอเดียม บางกอก (The Odeum Bangkok) บริเวณซอยถาวรธวัช 1 (รามคำแหง 24 แยก 2) รองรับกลุ่มลูกค้าได้จำนวนกว่า 800 คน

สำหรับการก้าวมาสู่ธุรกิจสถานที่รับจัดงานแต่งงาน ในสาขาแรกที่เรือนนายไท พระราม 9 เพราะได้เปิดเป็นร้านอาหารและมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการต่างสอบถามว่า สามารถจัดงานแต่งงานได้หรือไม่ จึงเป็นความคิดสู่การสร้างสถานที่รับจัดงานแต่งงานให้แก่ลูกค้า รองรับลูกค้าได้จำนวน 200 คน

ต่อมาขยายสู่ดิ โอเดียม บางกอก เนื่องจากลูกค้าต้องการพื้นที่รองรับแขกที่มาร่วมงานแต่งงานมากขึ้น ทำให้ขยายสู่สาขาใหม่รองรับลูกค้าได้จำนวนเพิ่มขึ้น และมีลิฟต์ไว้คอยบริการลูกค้า

สถานที่รับจัดงานแต่งงานยังให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่การมีห้องพิธีมงคลต่างๆ ในงานแต่งงานและบริการจัดงานเลี้ยง ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมีหลากหลาย ทั้งคนไทยและลูกค้าต่างประเทศ รวมถึงมีทีมงานที่มีใจพร้อมให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมามีบรรดาคู่รักเข้ามาจัดพิธีแต่งงานไม่ต่ำกว่า 500 คู่แล้ว และการทำธุรกิจนี้ไม่ได้หวังเรื่องกำไร หรือขาดทุน แต่เป็นธุรกิจที่สร้างความสุขให้แก่เราและลูกค้าทุกคน

“ในหลายงานของคู่รักที่แต่งงาน ผมก็ทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่หรือเป็นพ่อเจ้าบ่าวในงานให้ด้วย หากเจ้าบ่าวไม่มีคุณพ่อ รวมถึงมีเวลาว่างผมก็จะเข้าไปร่วมงานด้วยทุกครั้ง เรามีความสุขที่ได้ไปร่วมงานและเห็นคู่รักที่จัดงานแต่งงานกัน อีกทั้งมีลูกค้าจากต่างประเทศ เลือกมาจัดพิธีแต่งงานในไทย” กริช กล่าว

การทำธุรกิจสถานที่รับจัดงานแต่งงานทั้งสองแห่ง ก็ได้กำชับกับทายาททั้ง 3 คน ว่า ถ้าจะเลิกทำธุรกิจไหนก็สามารถเลิกได้ในอนาคต แต่ห้ามเลิกทำธุรกิจสถานรับจัดงานแต่งงานอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นธุรกิจที่เราได้รับความสุขและทำให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมงานมีความสุข และมีรอยยิ้มในการมาร่วมงานเสมอ

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำมาเป็นเวลา 5-6 ปี คือ การรับบทบาทเป็นอาจารย์พิเศษ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจะใช้เวลาหนึ่งวัน ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือระดับปริญญาตรี เพื่อถ่ายความรู้ที่ได้สะสมมาตลอดการทำธุรกิจ ร่วมถ่ายทอดให้แก่นักศึกษา และตั้งแต่การไปสอนหนังสือที่จะรับเงินค่าตอบแทน ซึ่งได้นำเงินดังกล่าวมาเป็นกองทุนรวมเพื่อส่งต่อเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะอยากคืนสิ่งที่ได้มากลับเป็นความรู้แก่นักศึกษาทุกคน

กริช เล่าต่อว่า การทำทุกอย่างบริหารธุรกิจ 7-8 ธุรกิจ เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว สิ่งที่ได้ยึดถือมาตลอดและถ่ายทอดให้แก่ทายาททั้ง 3 คน คือ การทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา และไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองต้องคิดถึงกลับไปยังลูกค้าทุกครั้ง

เรียกได้ว่าเป็นผู้บริหารที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนรุ่นใหม่ นักศึกษาอย่างไม่จำกัด และยังปลูกฝังให้ทุกคนรู้จักกับคำว่า ‘การทำด้วยความสุข’ ที่มีพลังและความยิ่งใหญ่เสมอ

 

พรสุรีย์ กอนันทา อาสาสมัครจักรยานอาสาเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496677

พรสุรีย์ กอนันทา อาสาสมัครจักรยานอาสาเพื่อพ่อ

โดย….วรธาร

แป้ง-พรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด ผู้หญิงรุ่นใหม่ที่หลงรักการออกกำลังกาย หนึ่งในนั้นคือ การขี่จักรยาน สถานที่ปั่นประจำของเธอก็คือ สนามฟ้า ซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่สุด บ่อยครั้งเวลาขับรถออกจากบ้านไปทำงานจะต้องยกจักรยานขึ้นท้ายรถไปด้วย

“ย้อนไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แป้งสมัครเข้ากลุ่ม Volunteers bike for Dad อาสาสมัครจักรยานอาสาเพื่อพ่อ สายตรวจวัฒนธรรม ซึ่งก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร และกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีภารกิจหลักคืออำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระนั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันทำงาน แป้งได้ยกจักรยานพร้อมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการปั่นขึ้นท้ายรถ แล้วขับไปทำงานตามปกติ แต่ในใจตั้งใจว่าเลิกงานแล้วจะเดินทางไปสมัครเป็นจิตอาสาเข้ากลุ่มจักรยานอาสาเพื่อพ่อ ที่มหาวิทยาลัยธรรรมศาสตร์พอเลิกงานก็ขับรถไปยังฐานที่ตั้งกลุ่ม Volunteers bike for Dad อาสาสมัครจักรยานเพื่อพ่อ สายตรวจวัฒนธรรม ลงทะเบียนเสร็จรับชุดยูนิฟอร์มและฟังบรีฟจากเจ้าหน้าที่จักรยานอาสาฯ

“จากนั้นเวลา 20.00 น. หัวหน้ากลุ่มจักรยานอาสาจะพาลูกทีมประมาณ 5-6 คน ไปปฏิบัติภารกิจด้วยการขี่ลาดตระเวนรอบพระบรมมหาราชวังและรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ตามเส้นทางจะมีจุดจอดเพื่อสอดส่องความเป็นไปมีอะไรก็ให้ถ่ายรูปรายงานกลับมาที่ฐาน

การทำงานจิตอาสาตรงจุดนี้ แป้งบอกว่าถ้าพบเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของประชาชนและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้าไปตักเตือนด้วยคำสุภาพ พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้เขาปฏิบัติถูกต้องต่อไปหากต้องเดินทางมาบริเวณนี้อีก เช่น บางคนเดินอยู่รอบกำแพงพระบรมมหาราชวังแล้วเซลฟี่ด้วยทั้งรอยยิ้ม บางคนแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ

“เห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมเช่นนี้ก็ต้องเข้าไปตักเตือนและให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเขา ขณะเดียวกันก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมให้กับประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรงประตูเทวาภิรมย์ ซึ่งเป็นทางออกว่าจะต้องไปขึ้นเมล์ โบกแท็กซี่ ลงเรือตรงจุดไหนบ้าง”

แป้งเล่าต่อว่า อาทิตย์หนึ่งจะต้องมาทำหน้าที่จิตอาสาปั่นเพื่อพ่ออย่างน้อย 1 ครั้ง บางอาทิตย์อาจเพิ่มเป็น 2 ครั้ง ถ้ามีวันที่งานไม่เยอะ หลังเลิกงานก็จะขับรถมาลงทะเบียนให้ทันในเวลา 19.30 น. เริ่มปฏิบัติงานจริงเวลา 20.00 น.ไปจนถึง 22.00 น. โดยประมาณ และกลับถึงบ้านประมาณเที่ยงคืน

“ตั้งแต่ทำกิจกรรมนี้มาแป้งเคยปั่นแต่ในถนนรอบๆ พระบรมมหาราชวัง ยังไม่ได้ออกเส้นทางอื่น ซึ่งมีหลายเส้นทางที่เขากำหนดไว้รอบๆ เกาะรัตนโกสินทร์ ต่อไปก็คงจะออกเส้นทางอื่นบ้าง อย่างไรก็ตาม จากที่ได้ภารกิจตรงนี้แป้งรู้สึกภูมิใจมากที่ได้ทำความดีเพื่อสังคมและทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวงผู้เป็นที่รักเทิดทูนยิ่งของประชาชนทั้งแผ่นดิน และจะทำต่อไปจนสิ้นสุดภารกิจคือวันถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในเดือน ต.ค.ปีนี้” พรสุรีย์ ทิ้งท้าย

 

รังสิเมตต์ ภารา ขนมหวานให้ความรู้สึกแฮปปี้เอนดิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/496548

รังสิเมตต์ ภารา ขนมหวานให้ความรู้สึกแฮปปี้เอนดิ้ง

 

โดย…ปอย   ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ขนมไทยสุดอร่อยของเรา “ข้าวเหนียวมะม่วง” ถูกนำมาแปลงโฉมเป็นขนมหวานหน้าตาฝรั่ง จานนี้คว้ารางวัลมาแล้วจากการแข่งขันเพสตรี้เชฟ กลุ่มโรงแรมในหมู่เกาะมัลดีฟส์ การตัดสินเวที Hotel Asia Exhibition & International Culinary Challenge (Maldives) ใช้เกณฑ์การพรีเซนต์จานอาหารได้สวยงาม บวกกับรสชาติลงตัว เชฟขนมหวาน “เชฟปาล์ม” รังสิเมตต์ ภารา เพสตรี้เชฟโรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ใช้วิธีปรุงข้าวรีซอตโตนำมาปรับโดยเป็นการปรุงข้าวกับกะทิ นำเสนอข้าวเหนียวมะม่วงในรูปแบบมูสเค้ก เป็นความสนุกกับศาสตร์การปรุงขนมหวานไม่มีสิ้นสุด มีลูกเล่นเทคนิคใหม่ๆ มาให้ได้ทำได้สนุกอยู่ตลอดเวลา

ผลตัดสิน “มูสเค้กข้าวเหนียวมะม่วง” ฝีมือเชฟปาล์ม คว้ารางวัลที่ 1 Gold Medal in Plated Dessert จากมัลดีฟส์ แล้วเมื่อย้ายกลับมาทำงานเมืองไทย เมืองชายทะเลโด่งดังของไทย จ.ภูเก็ต ขนมหวานระดับรางวัลเหรียญทอง จึงติดอยู่ในเมนูโรงแรมหรูหราอย่างสุดภูมิใจ

 

“ผมต้องขอบคุณเชฟรุ่นพี่ที่เคยทำงานด้วยกันที่โรงแรมเชอราตัน พัทยา เชฟเอ๊ก-อรรถพล ถังทอง ได้จุดไฟเรื่องการแข่งขันให้ผม บอกว่าให้ลองดูสิแล้วเราจะได้ไอเดียใหม่ๆ เพิ่มในการทำงาน ไม่ย่ำอยู่กับที่ จากแต่ก่อนผมไม่ชอบขึ้นเวทีการแข่งเลยครับ ยิ่งเจอเวทีนานาชาติ เราตื่นเวทีประหม่ามาก แต่ก็ลองเวทีไปเรื่อยๆ ตามคำแนะนำของเชฟเอ๊ก ที่เป็นหัวหน้าตอนที่ผมทำงานเชอราตัน ซึ่งเชฟเอ๊กเองก็เป็นนักล่ารางวัลจากเวทีต่างๆ มากมาย

สิ่งที่ได้มากับเหรียญรางวัลคือความรู้ประสบการณ์ใหม่ มีความภาคภูมิใจในการทำงานของเราจริงๆ เวลาไอเดียตันๆ หรือมีปัญหาก็จะโทรศัพท์คุยปรึกษาขอคำแนะนำกับเชฟเอ๊กอยู่เสมอเลยครับ ตอนนี้เชฟเอ๊กไปเป็นเชฟใหญ่โรงแรมเชอราตัน โตเกียว จากที่ไม่เคยมีเชฟไทยได้ไปทำงานตำแหน่งนี้มาก่อนเลย ก็ยิ่งเป็นโรลโมเดลในการทำงานว่าเรามาถูกทางแล้ว

การทำขนมเปรียบเหมือนศิลปะ การจัดแต่งจานที่มีสีสัน เหมือนการตวัดปลายพู่กันลงบนจาน เมื่ออาหารเมนคอร์สจบลง ต่อด้วยขนมหวานหน้าตาดีๆ ก็กลายเป็นอาหารตาที่คนเห็นต้องอุทาน…ว้าว ด้วยความตื่นเต้นเป็นความรู้สึกแฮปปี้เอนดิ้งที่ทำให้คนทำขนมก็มีความสุขไปด้วย” เชฟปาล์ม กล่าวอย่างยิ้มแย้ม การันตีความสุขในการทำงานหน้าที่เชฟขนมหวานโรงแรมหรูริมอันดามัน

เมื่อถามถึงสถาบันที่เชฟร่ำเรียนมา คำตอบก็มาพร้อมเสียงหัวเราะ

“ผมเป็นเด็กช่างก่อสร้างครับ ไม่เคยเรียนด้านเบเกอรี่จากสถาบันไหนเลย คลุกคลีกับกลุ่มเพื่อนๆ ก็เป็นเด็กวิศวะกันทั้งนั้น เรียนจบโรงเรียนเทคนิคนครศรีธรรมราช ก็เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ช่วงว่างปิดเทอมพี่ชายก็ชวนมาทำงานพาร์ตไทม์โรงแรมในกรุงเทพฯ พี่ทำงานเป็นเพสตรี้เชฟ ผมจึงยกให้เป็นครูคนแรก คัมภีร์ที่พี่สอนไว้ก็คือทุกๆ ปัญหาย่อมมีทางออก การทำขนมเราอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลาครับ ประโยคนี้จึงนำมาใช้ได้เสมอ

“ขนมของผมใช้วิธีทำอาหารแบบ Molecular Gastronomy ที่นิยมกันเวลานี้ คือใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนรูปสสาร เปลี่ยนของเหลวให้เป็นของแข็ง อย่างเช่น ซอสมะม่วง ทำให้แข็งขึ้นตัวเป็นเจลลี่แต่เมื่อกัดแล้วมีความฉ่ำน้ำ กะทิปั่นให้เป็นโฟม เซ็ตตัวเป็นรูปทรงสวย รสชาติอร่อยลงตัวเพราะมะม่วงไทย มะม่วงที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าบ้านเรานะครับ”

เชฟปาล์ม บอกทิ้งท้ายว่า การทำงานในเครือโรงแรมแมริออทนับเป็นความฝัน และที่สุดของอาชีพนี้ คือความฝันที่จะก้าวต่อไปในโรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน ซึ่งหรูหราที่สุดในเครือนี้ ขนมหวานไทยแท้ คือโจทย์ที่ขอนำเสนอต่อไป ถ้าทั่วโลกรู้ว่าทีรามิสุบอกยี่ห้อขนมหวานอิตาลี มาการงบอกยี่ห้อฝรั่งเศส

แล้วถ้าสักวัน…ข้าวเหนียวมะม่วง คือขนมหวานสัญชาติไทยที่คนกินทั่วโลก ล้วนรู้จักกันดีไม่แพ้ขนมสองชนิดที่ว่ามา ถ้าทำได้ก็จะเป็นความสุขที่สุดในการทำงานเพสตรี้เชฟ