มีลูกก่อนอายุ 30 ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492484

มีลูกก่อนอายุ 30 ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากข้อมูลสถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติมะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม นอกจากที่จะรักษาให้หายแล้ว เรื่องของความสวยความงามและความเชื่อมั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงเราต้องการมากที่สุด

ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัยทั้งที่คุมได้และคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเร็วหรือประจำเดือนหมดและใช้ยาฮอร์โมนทดแทนนานเกินกว่า 5 ปี ก็มีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ในแง่ของการมีบุตรมีข้อมูลระบุไว้ว่าผู้หญิงที่มีบุตรก่อนอายุ 30 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้

การรักษาโรคมะเร็งเต้านมจะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด มีเพียงส่วนน้อยที่จะไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เช่น คนไข้ที่มาพบแพทย์ในระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะแพร่กระจาย แพทย์จะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือยาต้านฮอร์โมน หรือคนไข้ที่มาก่อนระยะที่ 4 แต่มีก้อนที่ใหญ่มาก บางครั้งแพทย์จะไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะเริ่มให้ยาเคมีบำบัดเพื่อให้ก้อนเล็กลงก่อน และแพทย์จะทำการผ่าตัดในลำดับต่อไป

การผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1.ผ่าตัดโดยเก็บเต้านมเอาไว้และตัดทิ้งเฉพาะส่วนก้อนมะเร็งออก กรณีนี้สามารถทำได้ในคนไข้ที่เป็นระยะเริ่มต้น สามารถเก็บเต้าไว้ได้เพราะมีก้อนมะเร็งเพียงจุดเดียวและมีขนาดเล็กพอที่จะตัดออกได้หมด แต่การตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกจะต้องทำร่วมกับการฉายแสงบริเวณเนื้อเต้านมที่เหลือจึงจะเท่าเทียมกับการตัดออกทั้งหมด

2.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นเหมือนวิธีในอดีตที่ผ่านมา

3.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมดและเสริมเต้าใหม่ ซึ่งจะช่วยสำหรับคนเลือกผ่าตัดออกทั้งหมด

การเสริมเต้านมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.เสริมโดยใช้ซิลิโคน

2.เสริมโดยใช้กล้ามเนื้อในร่างกาย ซึ่งจะมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันที่จะเลือกใช้

คือ 1.กล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่

อยู่ข้างหลัง และปกติร่างกายจะไม่ค่อยได้ใช้งานกล้ามเนื้อมัดนี้เท่าใดนัก 2.กล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมกับไขมันทางหน้าท้อง (ซิกซ์แพ็ก) โดยจะยกขึ้นมาทั้งหมดเพื่อมาทำเต้านม ซึ่งการผ่าตัดเสริมเต้าสามารถทำได้ทันทีที่ผ่าตัดมะเร็งเต้านมออก

อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เริ่มทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยการใช้มือคลำเต้านมให้ครบ อาจจะคลำจากด้านในออกด้านนอกวนเป็นก้นหอย หรือใช้วิธีการแบ่งเต้านมเป็น 4 ส่วน คลำให้ครบ 4 ส่วนคือ ไล่ขึ้น ไล่ลง โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการคลำเต้านมจะอยู่ในช่วงวันที่ 7-10 ของรอบเดือน เพราะจะเป็นช่วงที่เต้านมไม่คัดตึง หากพบก้อนบริเวณนมจะสามารถคลำก้อนได้ชัดเจนขึ้นซึ่งการนับจะนับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ส่วนผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ยกเว้นการตรวจและพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการตรวจที่ถี่ขึ้น

*สนับสนุนข้อมูลโดยโรงพยาบาลเวชธานี

 

Revolved Wide-Legged Standing Forward Fold (Parsva Baddha Kulpha Prasarita Padottanasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/492483

Revolved Wide-Legged Standing Forward Fold (Parsva Baddha Kulpha Prasarita Padottanasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การแยกขาและพับตัวไปด้านหน้านั้นต้องการความสมดุลของเท้าทั้ง 2 ข้าง เมื่อฝ่าเท้ายึดพื้นอย่างมั่นคง ลำตัวยืดยาว ใช้ลมหายใจช่วยส่งและพับตัวไปด้านหน้าจากสะโพก ไม่ใช่จากเอว การที่ต้องบิดลำตัวด้านข้างอาจทำให้เสียสมดุลที่กระดูกเชิงกราน ดังนั้นให้รักษาความแข็งแรงที่ขาทั้ง 2 ข้างไว้เสมอ การฝึกท่านี้ช่วยเปิดลำตัวด้านข้าง เอว การบิดในบริเวณช่องท้อง ช่วยนวดอวัยวะในช่องท้อง และคลายอาการปวดเมื่อยล้า บ่า ไหล่ หลังส่วนบน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา เพื่อเตรียม

2.แยกขาทั้ง 2 ข้างออกจากกันประมาณ 3 ช่วงไหล่ ให้ส้นเท้าอยู่ในแนวเส้นตรง ขนานกัน

3.หายใจเข้ายืดลำตัว หายใจออก พับตัวลงมาครึ่งทางจากสะโพก

4.หายใจเข้า วางหลังมือซ้ายขัดอยู่นอกข้อเท้าขวา ยืดไหล่ซ้ายไว้ ส่วนมือขวาจับสะโพกไว้ก่อน

5.หายใจออก โยกลำตัวไปหาขาซ้ายให้มากที่สุด

6.หายใจเข้า ส่งมือขวามาจับฝ่าเท้าซ้าย

7.หายใจออก เลื่อนมือขวาไปจับข้อเท้าหรือส้นเท้าซ้าย และให้ศีรษะลอดใต้แขนขวา ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

“พินัยกรรมชีวิต” สิทธิที่คนไทยควรทราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 13:27 น  http://www.posttoday.com/life/health/491513

"พินัยกรรมชีวิต" สิทธิที่คนไทยควรทราบ

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในชีวิตของคนเราทุกคน สิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้นแน่ๆ คือการเจ็บป่วย การเสื่อมลงของสุขภาพ และการตาย แน่นอนว่าการรักษาสุขภาพที่ดี การได้รับการรักษาความเจ็บป่วยด้วยวิธีที่เหมาะสมจะสามารถทำให้ชีวิตของเรายืนยาวมากขึ้นได้ แต่สุดท้ายพวกเราทุกคนก็ไม่สามารถหลีกหนีความตายไปได้

เราอยากตายอย่างไร

เรื่องความตายเป็นสิ่งที่สังคมไทย โดยเฉพาะระหว่างผู้ป่วย ญาติ และแพทย์ที่ดูแลจะไม่มีการคุยกันเรื่องนี้มากนัก โดยอาจมีสาเหตุมาจากหลายๆ ประเด็น เช่น ความเชื่อว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้จะเป็นลางที่ไม่ดี ไม่ควรพูดเรื่องนี้เพราะจะทำให้ผู้ป่วยหมดกำลังใจ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

การวางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกๆ ฝ่ายจะทำให้การดูแลผู้ป่วยที่จะเสียชีวิตสามารถทำได้อย่างเหมาะสมและ ตรงตามความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด ถ้าเราถามตัวเราเองหรือบุคคลอื่นๆ ทั่วๆ ไปว่าอยากจะตายอย่างไร

อย่างไรเรียกว่าการตายที่ดี คำตอบที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกันตามความเชื่อ ความคาดหวังของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานที่ค่อนข้างตรงกันคือ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนไม่อยากเจ็บป่วย ทรมานมากเกินไป ไม่อยากถูกทอดทิ้ง ไม่อยากจะเป็นภาระของญาติหรือบุคคลที่รัก และไม่อยากให้มีการยื้อชีวิตโดยไม่จำเป็น ถ้าเราถามญาติๆ ของพวกเราที่มีอายุแล้ว เรามักจะได้ยินประโยคเหล่านี้ที่ท่านสั่งไว้ว่า “อย่ายื้อชีวิตพ่อให้นานเกินไป…อย่าไปเจาะคอแม่นะ…ไม่ต้องเอาไปลง ICU ปล่อยไปตามธรรมชาติ” แต่ในทางปฏิบัติจริง เมื่อถึงเวลานั้นญาติเองก็มักไม่กล้าตัดสินใจ รวมถึงแพทย์เอง ก็อาจมีความลำบากใจในการจะหยุดการรักษาที่อาจจะไม่ได้ประโยชน์ แต่ทำไปเพื่อยื้อชีวิตของผู้ป่วยออกไป

พินัยกรรมชีวิต หรือสิทธิการตายคืออะไร

แต่ปัจจุบันนี้ในกฎหมายไทยมีมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ และได้มีรายละเอียดในวรรคต่อมาคือ วรรคสอง บัญญัติว่า การดำเนินการตามหนังสือเพื่อแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และวรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง เนื้อหาสาระที่สำคัญของกฎหมายนี้มีประเด็นที่สำคัญคือ

1.การที่บุคคลแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษา ไม่ใช่สิทธิเลือกที่จะไม่มีชีวิตอยู่หรือการปรารถนาจะฆ่าตัวตาย แต่ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายแล้ว และเป็นสิทธิในการเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลเพื่อที่จะได้ตายตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่มีจุดประสงค์เพื่อยื้อชีวิตออกไป จะเห็นว่าถ้าผู้ป่วยยังไม่มีความเจ็บป่วยระยะสุดท้าย แต่ต้องการเสียชีวิต อาจไปใช้ยาบางชนิดเกินขนาดและปฏิเสธรักษาพยาบาล ในกรณีนี้ก็จะไม่ตรงตามความหมายของมาตรานี้

2.แพทย์ไม่มีหน้าที่เร่งหรือทำให้ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษาถึงแก่ความตาย แต่เป็นการหยุดหรือไม่เริ่มใช้การรักษาที่มีจุดประสงค์เพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยอาจทุกข์ทรมานมากขึ้น การที่ผู้ป่วยเสียชีวิตเกิดจากภาวะการเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายของผู้ป่วย ตามธรรมชาติของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

3.แพทย์ไม่ได้หยุดการรักษาผู้ป่วย ผู้ทำหนังสือแสดงเจตนายังคงได้รับการดูแลจากแพทย์แบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการ

ทางกายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยงดเว้นไม่ให้การรักษา เพียงแต่เป้าหมายของการรักษาเปลี่ยนไป จากการทำให้มีชีวิตอยู่นานที่สุด เป็นทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยไม่เร่งหรือยื้อการเสียชีวิตของผู้ป่วยออกไป

4.การแสดงเจตนาดังกล่าว ผู้ป่วยต้องเป็นผู้แสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรเอง ผู้อื่นไม่สามารถทำแทนได้ ดังนั้นถ้าผู้ป่วยไม่มีสติแล้วหรือไม่มีความสามารถในการตัดสินใจแล้วก็ไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ ดังนั้นการทำหนังสือแสดงเจตนาในมาตรานี้ จำเป็นต้องมีการทำไว้ล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่มีความสามารถในการแสดงเจตจำนงได้

5.ผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ในทางปฏิบัติถ้าผู้ป่วยมีหนังสือแสดงเจตจำนงนี้ และเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะระยะสุดท้ายของชีวิต แพทย์ผู้ดูแลก็จะพิจารณารายละเอียดของหนังสือดังกล่าว และพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยและญาติในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยให้ตรงตามความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่จะสามารถให้การดูแลเป็นไปตามที่ผู้ป่วยต้องการและไม่เป็นภาระที่ญาติต้องมาตัดสินใจในการเลือกการรักษาให้ผู้ป่วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายดังกล่าวแล้ว ในปัจจุบันยังมีคนไทยจำนวนน้อยมากที่มีการทำหนังสือแสดงเจตจำนงหรือพินัยกรรมชีวิตนี้ไว้ จึงมีความจำเป็นที่พวกเราควรได้มีการศึกษาถึงรายละเอียดของสิทธิอันพึงมีนี้ โดยสามารถหาตัวอย่างการเขียนหนังสือแสดงเจตจำนงได้ตามแหล่งข้อมูลทั่วไป หรือที่ www.thailivingwill.in.th/sites/default/files/024ivingwill.pdf ได้ครับ

 

ฤดูร้อน ลมแดดแผดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/491396

ฤดูร้อน ลมแดดแผดเผา

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

 ฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผู้คนเดินทางคลายร้อนเที่ยวทะเล และคิดถึงเพลงหาดทราย ทะเล สายลม และสองเรา หรือฝากฟ้าทะเลฝันของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ กันไม่มากก็น้อย

แต่ความเป็นจริงแล้วทุกอย่างคงไม่โรแมนติกไปเสียหมด เพราะหน้าร้อนมีโรคที่เกิดจากความร้อนที่ต้องระมัดระวัง เพราะถ้าประมาทมากไป อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

ว่าไปแล้ว ปกติร่างกายมนุษย์ต้องปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ ระหว่าง 36.5-37 องศาเซลเซียส ถ้าความร้อนทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างรีบด่วน เนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิต 17-70%

อาการที่ว่านี้ คือ โรคลมแดด หรือทางการแพทย์เรียกว่า ฮีตสโตรก (Heatstroke) เป็นโรคจากความร้อน ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดในประเทศไทยถึง 40% ที่อาการปรากฏ โดยเสียชีวิตในบ้านพัก เพราะอากาศร้อนและไม่ถ่ายเท

โรคลมแดด เป็นภาวะวิกฤตของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ เกิดจากการได้รับความร้อนมากเกิน อาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ความผิดปกติที่รุนแรงมากที่สุด คือทำให้สมองไม่ทำงาน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไต รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย

ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ได้เขียนให้ความรู้ถึงโรคนี้ในเว็บไซต์ haamor.com ว่า โรคลมแดด หรือโรคจากความร้อน (Heatstroke หรือ Sun stroke หรือ Heat illness หรือ Heat-related illness) เป็นภาวะที่เกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูง เช่น ในฤดูร้อนจัดจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนที่เกิดจากการใช้พลังงานของร่างกายตามปกติได้ จึงก่อให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น ซึ่งเรียกว่า โรคที่สัมพันธ์กับความร้อน (Heat illness หรือ Heat-related illness หรือ Heat stress) โดยเมื่อมีอาการรุนแรงที่สุดเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เรียกว่า โรค/ภาวะลมแดด (Heatstroke)

โดยศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สัญญาณสำคัญของโรคนี้ คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เป็นจะกระหายน้ำมาก ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ต่างจากการเพลียแดด หรือเป็นลมแดดทั่วไปที่พบจะมีเหงื่อออกด้วย เมื่อเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงที จะทำให้เสียชีวิตได้

อาการสำคัญ ได้แก่ ตัวร้อนจัด เพ้อ หรือหมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดลดลง ช็อก ผิวหนังแห้งและร้อน ระดับความรู้สึกตัวลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว กระสับกระส่าย เอะอะ ก้าวร้าว หมดสติ เกร็ง ชัก โดยกลไกการทำงานของร่างกายหลังจากที่ได้รับความร้อน จะมีการปรับตัวโดยส่งน้ำหรือเลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อ เป็นต้น ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและน้ำไปหล่อเลี้ยง จึงไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นลมแดด หากมีอาการดังต่อไปนี้ สับสน ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ ปวดท้องหรือแน่นหน้าอก ไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ อุณหภูมิมากกว่า 40 องศาเซลเซียส อุณหภูมิไม่ลดแม้ว่าจะให้การดูแลในเบื้องต้น ให้รีบนำตัวไปพบแพทย์

ส่วนการช่วยเหลือเบื้องต้น ให้นำผู้ที่มีอาการเข้าในร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ถอดเสื้อผ้า ใช้น้ำเย็นประคบบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ และใช้พัดลมเป่าเพื่อระบายความร้อน ใช้น้ำเย็นราดลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาล ส่วนในรายที่อาการยังไม่มากควรให้ดื่มน้ำเปล่าธรรมดามากๆ

การป้องกันโรคลมแดดในหน้าร้อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร/วัน หลีกเลี่ยงอากาศร้อน ถ่ายเท ไม่สะดวก หากร้อนมากควรพยายามลดความร้อน โดยอาบน้ำ เปิดแอร์ เปิดพัดลม

ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม หากรู้สึกเหนื่อยมากควรรีบพักทันที ควรมีการอบอุ่นร่างกายก่อนและหลังออกกำลังกาย

สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี หากต้องทำงานกลางแจ้งควรสวมหมวกป้องกัน หรือเตรียมตัวออกกำลังกายกลางแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย

 

Pre Run Yoga : Dynamic Side Lunge (Skandasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/491395

Pre Run Yoga : Dynamic Side Lunge (Skandasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าต่อจากฉบับที่แล้ว ที่เราจะฝึกก่อนการวิ่ง โดยเป็นแบบไดนามิก ซึ่งท่านี้หากใครไม่เคยฝึกมาก่อนจะบ่นว่าปวดก้นและขากันแทบทุกคน เพราะปกติแล้ว คนส่วนใหญ่เส้นต้นขาด้านใน (Adductors) จะตึงมาก ในระหว่างการเล่นกีฬาท่า Side Lunge นอกจากจะทำงานกับเส้นต้นขาด้านในแล้ว ยังส่งผลถึงเสน้ ตน้ ขาดา้ นนอก (Abductors) รวมทั้งกลา้ มเนือ้ กน้ (Glutes)อีกด้วย ดังนั้นก่อนวิ่ง การเคลื่อนไหวท่านี้แบบต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อการวิ่ง ทำให้วิ่งได้ดีขึ้น นานขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.แยกขาทั้งสองข้างให้กว้างประมาณ3 ช่วงไหล่ โยกตัวไปฝั่งขวา เช็กเข่าอย่าให้เลยปลายเท้า หย่อนก้นไปด้านหลัง เพื่อให้ขาซ้ายยืดให้สุด

2.เดินมือทั้งสองข้างมาตรงกลาง เพื่อเชื่อมท่า (Shif)

3.ยืดขาขวาแทน ขาซ้ายงอ ดึงก้นไปด้านหลัง

จากภาพที่ 1 เชื่อมไปภาพที่ 2 และกลับมาภาพที่ 3 ให้เป็นการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก คือเป็นแบบต่อเนื่องควบคู่กับลมหายใจ แบบไม่หยุดให้ครบ 10 รอบ โยกขวาแล้วก็โยกซ้าย

4.เดินมือมาตรงกลาง พับตัวลงยืดขาทั้งสองข้าง เพื่อคลายขา

 

การวิ่งกับข้อเข่าเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/491127

การวิ่งกับข้อเข่าเสื่อม

โดย…นูโน่

หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า “การวิ่งมากๆ จะทำให้ข้อเข่าเสื่อม” ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงออกกำลังกายด้วยการวิ่งอย่างเต็มที่เพราะกลัวมีปัญหาดังกล่าว แต่ความจริงแล้วรายงานจากวงการแพทย์หลายคนยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง

เพียงแต่อาการบาดเจ็บข้อเข่าที่พบกันบ่อยจากการซ้อมวิ่งโดยเฉพาะในกลุ่มนักวิ่งมือใหม่นั้นเป็นเรื่องปกติของอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง จากการออกกำลังกายในช่วงแรกที่เริ่มฝึกใช้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและเส้นเอ็น ในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน

เห็นได้จากเมื่อเราเริ่มเล่นกีฬาอะไรก็ตาม มักจะมีอาการปวดเมื่อยในช่วงแรกเหมือนกัน แต่พอหยุดพักหรือออกกำลังกายต่อเนื่องจนกล้ามเนื้อเริ่มคุ้นเคย ร่างกายก็จะซ่อมแซมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้สามารถออกกำลังกายในระดับที่สูงขึ้น ก็จะไม่ค่อยบาดเจ็บอีก

การฝึกวิ่งใหม่ๆ ก็เช่นกัน หลายคนจะมีอาการบาดเจ็บแถวรอบๆ เข่า เท้า และข้อเท้ากันอยู่เสมอ แต่เมื่อได้พักและปล่อยให้ร่างกายได้ซ่อมแซม ส่วนใหญ่ก็จะหายเอง

แต่ที่มีปัญหาอาจจะเป็นเพราะการวิ่งโดยไม่วอร์มร่างกายมากเพียงพอ หรือการวิ่งผิดท่า รวมไปถึงการออกกำลังกายอย่างหักโหมมากเกินไป เพราะหลายคนไม่ได้ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่อง แต่อาจมาเริ่มออกกำลังกายตอนอายุมาก หรือเมื่อมีอาการเจ็บป่วย หรืออาจหันมาวิ่งตามกระแส โดยไม่ได้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเอง

ทั้งนี้ ผลจากคณะนักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ พบว่า การออกกำลังจากน้อยไปหามาก หรือจากเบาไปหาหนัก และค่อยๆ เพิ่มระดับนั้น สามารถช่วยรักษาข้อสะโพก ข้อเข่าอักเสบ ข้อเสื่อม รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพไปในตัวด้วย

ขณะที่การศึกษาเร็วๆ นี้ พบว่า การออกกำลังโดยเฉพาะการวิ่งปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป และยังช่วยป้องกันข้อเสื่อมด้วย และพบว่าการวิ่งและออกกำลังไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อเสื่อม

ตรงกันข้ามนักวิ่งที่ฝึกวิ่งมานานๆ มีประสบการณ์มากมาย ข้อเข่าและข้อเท้ามักจะแข็งแรงกว่าคนในช่วงอายุเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากคนอายุเกิน 70 ที่ยังวิ่งได้อยู่ไม่น้อย ขณะที่คนที่ไม่ได้เล่นกีฬาก็เป็นข้อเสื่อมกันก็มาก

 

ติดเชื้อในกระแสโลหิตคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 17:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/490410

ติดเชื้อในกระแสโลหิตคืออะไร

ภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิตคืออะไร

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การติดเชื้อในกระแสโลหิต (Severe Sepsis) เป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรงในร่างกาย โดยจะเริ่มจากภาวะการติดเชื้อ (Infection) เฉพาะที่ คือภาวะที่เชื้อก่อโรค สามารถเอาชนะภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้น และทำให้การทำงานของอวัยวะที่มีการติดเชื้อมีการเสียหน้าที่ของการทำงานไป

โดยในช่วงแรก ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงของการติดเชื้อ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย และมีอาการเฉพาะที่ตามระบบหรืออวัยวะที่มีการติดเชื้อ เช่น ถ้ามีการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ ก็อาจมีอาการไอ มีเสมหะ การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะก็จะมีอาการปัสสาวะขัด ปวดเอว

การติดเชื้อเฉพาะที่นี้ถ้ามีการรักษาได้ทันท่วงที โดยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีก็จะสามารถทำให้การติดเชื้อนั้นหายไปได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเชื้อมีความรุนแรง และไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม การติดเชื้อดังกล่าวก็จะมีการลุกลามมากขึ้น เชื้อโรคและพิษจากเชื้อโรคสามารถลุกลามเข้าไปสู่กระแสเลือดของผู้ป่วย ทำให้การติดเชื้อลุกลามไปทั่วร่างกาย และมีการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ได้มีการติดเชื้ออยู่ในช่วงแรก ผิดปกติตามมา เราเรียกภาวะนี้ว่าการติดเชื้อในกระแสโลหิต (Sepsis) หรืออาจมีคนใช้คำว่าเลือดเป็นพิษ

การติดเชื้อในกระแสโลหิตรุนแรงจริงหรือไม่

ผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิต และมีการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ผิดปกติตามมา เช่น มีภาวะความดันโลหิตต่ำ มีภาวะหัวใจวาย หรือไตวาย จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก ถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ผู้ป่วยเกิน 60% อาจเสียชีวิตได้

ปัจจุบันนี้ พบว่ามีผู้ป่วยชาวไทยที่เสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่าปีละ 5 หมื่นคน โดยพบว่าบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิต ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรืออยู่ในโรงพยาบาล และผู้ป่วยที่ได้รับการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปในร่างกาย เช่น สายสวนเส้นเลือด สายสวนปัสสาวะ

ภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิตรักษาได้หรือไม่

ถึงแม้ว่าการติดเชื้อในกระแสโลหิตจะเป็นภาวะที่มีความรุนแรง และผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง แต่มีข้อมูลชัดเจนว่าถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม คือการให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค ภายในเวลา 6 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ ร่วมกับการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพียงพอ มีการประเมินผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้น มีการดูแลเพื่อให้การรักษาเพื่อทดแทนอวัยวะที่ล้มเหลว เช่น การล้างไต เพื่อรอเวลาที่การติดเชื้อของผู้ป่วยดีขึ้น การดูแลและรักษาที่เหมาะสม สามารถทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงต่ำกว่า 30% ได้

จะเห็นว่าภาวะการติดเชื้อในกระแสโลหิต ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผู้เสียชีวิตในเมืองไทยแต่ละปี มากกว่าจำนวนคนในหลายๆ อำเภอเสียอีก ดังนั้นการป้องกันอย่าให้ติดเชื้อและการสังเกตอาการและไปหาแพทย์ให้ทันท่วงทีเมื่อเริ่มสัญญาณเตือนของการติดเชื้อในกระแสโลหิตก็จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงได้

 

ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง นวัตกรรมลดการสูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/490254

ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง นวัตกรรมลดการสูญเสีย

โดย…เบญจวรรณ

ปัจจุบันแนวโน้มการเจ็บป่วยในกระดูกสันหลังของคนไทยเริ่มมีเพิ่มขึ้น ด้วยวิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ การใช้อุปกรณ์สื่อสารและมีการเคลื่อนไหวในท่าที่ไม่ถูกต้อง การรักษาโรคกระดูกสันหลัง มีตั้งแต่ทำกายภาพบำบัด ฉีดยาเพื่อบรรเทาอาการ และการผ่าตัด

การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างสมัยก่อน เนื่องจากแพทย์มีความชำนาญและเทคนิคการผ่าตัดรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี ค.ศ. 2005-2006 แพทย์จากประเทศเยอรมนี ได้พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบใหม่ คือการผ่าตัดแบบส่องกล้องเข้าจากด้านข้างและด้านหลัง ทำให้ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยกล้อง Endoscope  ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็กและบาดเจ็บน้อย (Minimally Invasive Spine Surgery)  เริ่มเป็นที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย

นพ.ปฤศนัย พฤฒิกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคกระดูกสันหลังที่เหมาะกับการผ่าตัด Endoscopic Surgery ได้แก่ 1.หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และ 2.โพรงประสาทตีบแคบทับเส้นประสาท หรือที่เรียกว่า กระดูกทับเส้นประสาท โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาเพียงข้างเดียว

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระดูกสันหลังเข้าทางด้านหลังหรือด้านข้างนั้น ศัลยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยดูตำแหน่งของหมอนรองกระดูกว่าเป็นที่ข้อระดับใด และหมอนรองกระดูกเลื่อนไปอยู่บริเวณใด มีโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ใช้เครื่องมือของ Richard Wolf จากประเทศเยอรมนี โดยการใช้กล้องขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ขณะผ่าตัดแพทย์จะมองภาพผ่านจอแสดงผล ทำให้การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อเกิดขึ้นน้อยที่สุด ลดการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด นอนพักฟื้นเพียง 6 ชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้ และผลการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ต่างกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติ

นพ.ปฤศนัย พฤฒิกุล

ด้าน นพ.เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นว่าภาวะแทรกซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้เหมือนการผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติ แต่จะมีภาวะแทรกซ้อนบางชนิดที่เกิดขึ้นได้น้อยกว่า เช่น การติดเชื้อบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลัง  แผลผ่าตัดติดเชื้อ  ถุงหุ้มเส้นประสาทฉีกขาด  มีโอกาสที่ต้องเปลี่ยนจากผ่าตัดส่องกล้องเป็นผ่าตัดแบบเปิดแผลปกติ ซึ่งโอกาสเกิดเป็นซ้ำของหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทมีประมาณ 6%

ทั้งนี้ การผ่าตัดดังกล่าวจะต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ และยังมีข้อจำกัดของการผ่าตัดทำได้ในพื้นที่จำกัด ไม่เหมาะที่จะทำในคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทหลายๆ ข้อ และภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคง

 

Pre Run Yoga : Dynamic Low Lunge Pose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 เมษายน 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/490252

Pre Run Yoga : Dynamic Low Lunge Pose

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ)  โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

โยคะนั้นสามารถฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งในชีวิตประจำวัน ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่นๆ หรือกีฬาอื่นๆ ได้อย่างดีเพื่อทำให้เราสามารถเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนฝึกกีฬานั้นๆ ทำให้เล่นกีฬาชนิดนั้นได้พลิ้วขึ้น ดีขึ้น หรือป้องกันการบาดเจ็บจากกีฬาชนิดต่างๆ รวมทั้งใช้เพื่อคลายกล้ามเนื้อหลังจากเล่นกีฬา

หลายท่านอาจเคยได้ยินนักกีฬาชื่อดังระดับโลก และนักกีฬาทีมชาติหลายคนที่ฝึกโยคะ เช่น ไรอัน กิกส์ และรอย คีน อดีตนักฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่ต้องวิ่งในสนามตลอดเวลา ยังมีนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอหลายคน และนักกีฬาอื่นๆ อีกมากมาย เอ่ยชื่อกันไม่หมดทีเดียว

และในช่วงเวลานี้ที่คนไทยนิยมหันมาวิ่งกันอย่างมากมาย วันนี้ครูจึงเตรียมท่าโยคะให้ฝึกก่อนการวิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งระยะสั้น ระยะไกล การฝึกท่าโยคะก่อนวิ่ง ต้องฝึกในลักษณะการเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อ

สำหรับท่าในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในท่าที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอข้อต่อสะโพก (Hip Flexors) ซึ่งปกติแล้วคนส่วนใหญ่ก่อนวิ่ง กล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้าจะสั้นเนื่องจากในชีวิตประจำวันที่มักจะนั่งทำงานนานๆ

วิธีปฎิบัติ

1.งอเข่าทั้งสองข้างพับตัวลงมาด้านหน้า วางมือไว้ที่พื้น ข้างเท้า เพื่อเตรียม

2.ถอยขาขวาไปด้านหลังให้ไกลที่สุด กดสะโพกลงเล็กน้อย ยืดขาด้านหลัง หายใจเข้าออกสักครู่

3.หายใจออก ย่อเข่าลงใกล้พื้นแต่ไม่แตะพื้น

4.หายใจเข้า ยืดขากลับขึ้นมา

จากภาพที่ 2 เชื่อมไปภาพที่ 3 และกลับมาภาพที่ 4 ให้เป็นการเคลื่อนไหวแบบไดนามิก คือเป็นแบบต่อเนื่องควบคู่กับลมหายใจ แบบไม่หยุดให้ครบข้างละ 20 รอบ จากนั้นจึงสลับข้าง ทำอีก 20 รอบ เช่นกัน

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

ฟิตได้ฟิตดี 24 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/489376

ฟิตได้ฟิตดี 24 ชั่วโมง

โดย…สมแขก

การกินอยู่ที่เบี่ยงเบนจากความพอดี กินมากเกินไปหรืออยู่อย่างสบายเกินไป ทำให้ร่างกายเราเคลื่อนไหวน้อย เมื่อกินมากแต่ออกกำลังกายน้อยก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราอยากร่างกายแข็งแรงขึ้น และเพรียวลมมากขึ้น ก็ต้องทำตัวให้ลำบากบ้าง ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดินและเพลิดเพลินเวลาออกกำลัง ซึ่งในชีวิตประจำวันเราทำได้ทุกที่ทุกเวลาเลยทีเดียว

ที่บ้าน

– เช้าหลังตื่นนอน ขยันยืน เดินให้มากขึ้น ลดเวลานั่งให้น้อยลง ข้อดีคือความดันฯ จะลดลง และทำกิจวัตรให้เป็นการออกกำลังกาย ซึ่งการทำกิจกรรม (คละกิจกรรมได้ เช่น กวาดบ้านเสร็จมาซักผ้า จากนั้นมาล้างจาน รีดผ้า ถูบ้าน กวาดใบไม้ จัดสวน เช็ดกระจก ฯลฯ) ต่อเนื่องนาน 30 นาทีก็นับเป็นหนึ่งการออกกำลังกายได้ ซึ่งหากคุณเดินขึ้นบันได ทาสีบ้าน เปลี่ยนยางรถ เข็นรถ เข็นของหนัก นับเป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง

– วันหยุด ชักชวนสมาชิกตื่นแต่เช้าไปเดินจับจ่ายตลาดเพื่อออกกำลัง ถ้าตลาดไกลก็ปั่นจักรยานไปด้วยกันก็ไม่เลว

– เลือกออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่ทำได้สะดวก เช่น เดินเพื่อสุขภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเดินช้าๆ ค่อยๆ เพิ่มเวลาจนรู้สึกชิน จนเดินได้นานประมาณ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน (เริ่มเดินช้าประมาณ 3-5 นาที แล้วเพิ่มความเร็วจนถึงระดับที่เริ่มเหนื่อย แต่ยังสามารถพูดคุยทักทายได้ เป็นเวลา 25-30 นาที แล้วจากนั้นชะลอให้ช้าลง 3-5 นาทีก่อนหยุด

เดินทาง

– ถ้าบ้านคุณอยู่ในซอยไม่ลึกนัก แนะนำให้เดินหรือขี่จักรยานไปปากซอย แทนการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ ฟิตขึ้นแถมประหยัดได้ด้วย

– ถ้าคุณนั่งรถเมล์ แนะนำให้ลงรถก่อนถึงที่หมาย 1-2 ป้าย เพื่อเดินยืดเส้นยืดสาย ถ้าขับรถยนต์ส่วนตัว ลองเปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถเมล์ สัปดาห์ละ 2-3 วัน เพื่อเพิ่มโอกาสเดิน หรือวันไหนที่ขับรถไปทำงาน ถ้ารถติดมากๆ เปิดเพลงขยับร่างกายตามจังหวะเบาๆ ถ้ารถติดเกินครึ่งชั่วโมง ควรหาที่จอดแวะพักออกมายืน เดิน ขยับร่างกาย 10 นาทีก่อนเดินทางต่อ

ที่ทำงาน

– อย่านั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ลุกขึ้นยืน เดินทุกชั่วโมง ครั้งละ 10 นาทีเป็นประจำ เลือกเดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ไกลออกไป เพิ่มระยะทางการเดิน และเดินขึ้น-ลงบันไดอย่างน้อย 2-3 ชั้นอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความเคยชิน

– รวมกลุ่มเพื่อนที่รักสุขภาพ ตั้งเป็นกลุ่มออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาร่วมกันหลังเลิกงาน

– ลองเปลี่ยนบรรยากาศการประชุม ด้วยการยืนพูดคุยหรือหารือ นอกจากจะได้ขยับร่างกายแล้ว เรายังได้สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง แทนการนั่งประชุมแบบเคร่งเครียด

– การร่วมกิจกรรมจิตอาสาขององค์กร จะทำให้เรามีโอกาสได้ลงแรง ได้ออกกำลังกาย