คลังเร่งภาษีที่ดินใช้ปี’60 เจ้าของที่ดิน-บ้านจ่ายเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2559 เวลา 08:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/456354

คลังเร่งภาษีที่ดินใช้ปี'60 เจ้าของที่ดิน-บ้านจ่ายเพิ่ม

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 กระทรวงการคลังเตรียมที่จะนำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันปี 2560 ตามแผนที่วางไว้

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อพิจารณาเสร็จก็จะส่งให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง เพื่อให้ สนช.พิจารณาได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยคาดว่ากฎหมายภาษีที่ดินจะมีผลบังคับใช้ในปี 2560

ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมาย คือจะกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้าไม่เกิน 0.5% ของราคาประเมินกรมธนารักษ์ โดยกฎหมายจะแบ่งการเก็บภาษีเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทที่อยู่อาศัย กรณีมีบ้านหลังเดียว มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป จะเสียภาษีโดยมีอัตราเพดานสูงสุดที่ 0.5% แต่จัดเก็บจริงจะเก็บตามขั้นบันได ส่วนกรณีมีที่อยู่อาศัยหลายหลัง หรือมีบ้านตั้งแต่ 2 หลังขึ้นไป จะเสียภาษีทันทีในบ้านหลังที่สอง ตั้งแต่บาทแรก โดยมีอัตราเพดานสูงสุดที่ 0.5%

ส่วนประเภทที่ 2 คือ กลุ่มพื้นที่เกษตรกรรม มีอัตราเพดานสูงสุดที่ 0.2% กลุ่มที่ 3 สำหรับกลุ่มพาณิชย์ อุตสาหกรรม จะจัดเก็บภาษี ซึ่งมีอัตราเพดานสูงสุดที่ 2% และประเภทที่ 4 คือ กลุ่มที่ดินรกร้างว่างเปล่าและไม่ใช้ประโยชน์ จะจัดเก็บภาษีโดยมีอัตราเพดานสูงสุด 5% ในปีที่ 1-3 หลังจากนั้นหากไม่ได้มีการทำประโยชน์ในปีที่ 4-6 จะจัดเก็บเพิ่มอีกเท่าตัว

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้พยายามผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินมา 11 รัฐบาลแล้ว ตั้งแต่ปี 2535 จนรัฐบาลปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเป็นรัฐบาลที่ 12 รวมแล้ว 24 ปี 2 รอบ 2 ทศวรรษ และได้มีนโยบายดังกล่าว เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจประเทศและขยายฐานภาษี โดยเริ่มจากภาษีมรดก จนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

อย่างไรก็ตาม ในการจัดเก็บภาษีนั้นจะต้องให้ผู้มีรายได้และเข้าเกณฑ์เสียภาษีน้อยที่สุด ซึ่งในครั้งแรกได้เสนอประเภทที่อยู่อาศัยให้มีการจัดเก็บตั้งแต่บาทแรก แต่ในท้ายที่สุด เนื่องจากบ้านเป็นปัจจัย 4 จึงได้ปรับให้มีการจัดเก็บบ้านที่มีราคาเกิน 50 ล้านบาทเป็นต้นไป โดยการจัดเก็บภาษีที่ดิน ผู้ดูแลและจัดเก็บจะเป็นหน้าที่ของ อปท. เพื่อเพิ่มรายได้ นำไปพัฒนาท้องถิ่น และเป็นการลดภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาสนับสนุนอีกด้วย

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า การคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรูปแบบใหม่ จะส่งผลให้บริษัททั้ง 650 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเสียภาษีในส่วนของตัวอาคารพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น เช่น อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปัจจุบันหากคำนวณภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีบำรุงท้องที่แล้ว ในแต่ละปีจะต้องเสียภาษีประมาณ 8 ล้านบาท/ปี แต่หากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ในแต่ละปีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 64% หรือประมาณ 13 ล้านบาท/ปี

ขณะเดียวกัน กรมธนารักษ์ยังจัดทำราคากลางเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการคำนวณอัตราการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะมีการปรับในทุก 4 ปี สะท้อนให้เห็นว่าราคาที่ดินมีการเคลื่อนไหวได้ตามราคาที่ประกาศ ขณะที่ผู้ที่เสียภาษีจะต้องเสียภาษีตามมูลค่าตามการตลาดที่แท้จริง

เกศรา กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 55 บริษัท คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาด 9.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 7% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ด้านผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เชื่อว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะประกาศใช้ไม่ทันตามที่กำหนดไว้วันที่ 1 ม.ค. 2560 เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายลูกยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ อปท.ก็ยังไม่มีความพร้อมในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเท่าที่ทราบยังไม่มีการอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อทำการจัดเก็บภาษี รวมถึงการประเมินประเภทที่ดิน โดยคาดว่าน่าจะประกาศใช้ได้ในปี 2560 ขึ้นกับการเตรียมความพร้อมให้ท้องถิ่น และการร่างกฎหมายลูก

นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีประเด็นที่ยังไม่เป็นธรรมกับผู้ถือครองที่ดินและยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ที่ดินตาบอด ซึ่งปกติจะไม่สามารถขายให้กับใครได้ เพราะไม่มีทางเข้าออก แต่จะถูกจัดเก็บภาษีเป็นที่รกร้างว่างเปล่าในอัตราก้าวหน้า และที่ดินที่ถูกรอนสิทธิตามกฎหมายผังเมืองควบคุมไม่ให้สร้างอะไรเลยจนไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ อย่างเช่น ที่ดินบางกระเจ้า ที่ดินตามแนวรับน้ำ ที่ควรจะได้รับการลดหย่อนในการเสียภาษี

รวมทั้งที่ดินที่เตรียมไว้สำหรับพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรและอาคาร ซึ่งจะได้รับการยกเว้นเป็นเวลา 3 ปี แต่เป็นการยกเว้นให้ตั้งแต่ซื้อที่ดินแปลงนั้นมา ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร ควรจะต้องยกเว้นตั้งแต่การได้ใบอนุญาตจัดสรร ส่วนการพัฒนาคอนโดมิเนียมก็ยกเว้นตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง

อธิป กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเจ้าของที่ดินนำที่ออกมาเสนอขายมากขึ้น เพื่อลดภาระที่จะต้องจ่ายภาษี โดยส่วนใหญ่เป็นที่ดินสำหรับการพัฒนาบ้านจัดสรร เนื่องจากที่ดินประเภทนี้ในแต่ละปีราคาจะไม่ค่อยขยับขึ้นมาก เก็บไว้มีแต่ภาระภาษี ส่วนที่ดินในเมืองส่วนใหญ่ราคาขยับสูงขึ้นมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายภาษี จึงไม่ค่อยมีใครนำที่ดินออกมาขาย

อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการหารือและสร้างความชัดเจนในส่วนของการจัด เก็บภาษี โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ว่าจะมีการคำนวณการจัดเก็บภาษีอย่างไร และการจัดเก็บภาษีที่ดินใหม่นี้จะต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีด้วย

 

ปัญหารถติด เศรษฐกิจสูญ 1.1 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 08:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/453653

ปัญหารถติด เศรษฐกิจสูญ 1.1 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ พบว่าคนกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น 35 นาที/การเดินทาง

เมื่อนำมาคำนวณเป็นค่าเสียโอกาสทางด้านเวลาที่คนกรุงเทพฯ ต้องรถติดอยู่บนถนน แทนที่จะนำเวลานั้นไปสร้างรายได้ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จะคิดเป็นเม็ดเงินมูลค่าประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท/ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 60 ล้านบาท/วัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชากรยอมจ่ายเพื่อแลกกับการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกรุงเทพฯ

อีกทั้งปัญหาการจรจรที่ติดขัด ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรทรัพยากร (Reallocation) : เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรที่ติดขัด ส่งผลต่อการบิดเบือนการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ จากธุรกิจหนึ่งไปสู่อีกธุรกิจหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การหันมาใช้บริการร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือใกล้ที่ทำงานแทนร้านอาหารที่ต้องใช้เวลาในการรอนาน รวมถึงการเปลี่ยนวิธีการเดินทางเป็นการใช้รถไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือใช้ทางด่วน การปรับเปลี่ยนทางด้านธุรกิจ เช่น การใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร การซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด

2.ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน : โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารสาธารณะ พบว่าการเดินทางที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นในช่วงที่รถติด ทำให้เกิดต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้หากมองในเชิงปัจเจกบุคคล ถือเป็นส่วนที่สูญเสียไปเป็นต้นทุนของผู้ใช้รถที่ต้องจ่ายเอง อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงผลในเชิงเศรษฐกิจโดยภาพรวม หรือผลต่อจีดีพีของประเทศ อาจไม่ได้หายไปทั้งหมด กล่าวคือ สถานการณ์ดังกล่าวอาจมองได้ว่าเป็น Zero-Sum Effect ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่มีฝ่ายหนึ่งสูญเสีย แต่มีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์ เช่น ประชาชนผู้ใช้รถต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าเชื้อเพลิง แต่ขณะเดียวกันธุรกิจพลังงานก็เป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ และหากพิจารณาถึงผลเชื่อมโยงต่อไปอีกทอดหนึ่ง เมื่อผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ยังเท่าเดิม ก็อาจเป็นผลทำให้ผู้บริโภคต้องหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจค้าปลีก (ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค) ตามมา

3.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด อาทิ รถไฟฟ้า การตัดถนนสายใหม่ หรือการขยายทางด่วนเพิ่มเติม แม้ว่าจะเป็นงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถือเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ที่เป็นประโยชน์ทั้งภาคธุรกิจ อาทิ การก่อสร้าง การจ้างงาน การค้าวัสดุก่อสร้าง รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวตาม ขณะที่ภาคประชาชนเองก็ได้รับความสะดวกในการเดินทางหรือมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

 

แห่ขอชดเชยว่างงานพุ่ง โดนนายจ้างลอยแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/442635

แห่ขอชดเชยว่างงานพุ่ง โดนนายจ้างลอยแพ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

หลังจากมีการรายงานตัวเลขการว่างงานประจำเดือน พ.ค. 2559 ที่มีจำนวน 4.53 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.2% ของประชากรวัยทำงาน ถือว่าสูงเกินกว่า 1% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ด้านสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็ได้รายงานสถานการณ์เลิกจ้าง พบว่ามีผู้ประกันตนตกงานแห่ยื่นขอเงินชดเชยการว่างงานเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นถึง 17.42% สาเหตุหลักมาจากนายจ้างลดจำนวนพนักงานลง

ทั้งนี้ สปส.ระบุว่า สถิติผู้ประกันตนที่มาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือน พ.ค. 2559 มีจำนวน 71,036 คน เพิ่มขึ้น 10,537 คน จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจำนวนผู้ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 2,467 คน หรือ 42.67% และผู้ที่ลาออกเพิ่มขึ้น 8,070 คน หรือ 14.74%

โดยกรณีที่ผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างงาน สาเหตุเนื่องมาจากการที่นายจ้างลดจำนวนพนักงานมากที่สุด คิดเป็น 40.50% รองลงมา คือ นายจ้างปิดกิจการคิดเป็น 31.27% สาเหตุอื่นๆ เช่น สุขภาพไม่ดี หยุดกิจการชั่วคราว คิดเป็น 25.02% ไม่ผ่านการประเมิน/ทดลองงานคิดเป็น 2.35% มีความผิดคิดเป็น 0.74% นายจ้างใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยคิดเป็น 0.12%

สำหรับผู้ที่ลาออกจากงานสาเหตุเนื่องมาจากต้องการเปลี่ยนงานมากที่สุดคิดเป็น 87.09% รองลงมาเป็นสาเหตุอื่นๆ เช่น ประกอบธุรกิจส่วนตัว ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย ทำไร่/ทำนา ดูแลคนในครอบครัวคิดเป็น 6.05% ต้องการพักผ่อนคิดเป็น 3.82% สิ้นสุดโครงการ/หมดสัญญาจ้าง คิดเป็น 2.96% เกษียณอายุคิดเป็น 0.04% และไม่ระบุ 0.02%

ด้านผลสำรวจภาวะการทำงานของประชานั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า เดือน พ.ค. ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 55.57 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมที่จะทำงาน 37.77 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 36.81 ล้านคน ผู้ว่างงาน 4.53 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 5.02 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 17.80 ล้านคน ได้แก่ แม่บ้าน นักเรียน คนชรา เป็นต้น

สำหรับจำนวนผู้มีงานทำ 36.81 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 10.27 ล้านคน ลดลง 1.16 ล้านคนจากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการลดลงในการปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ยางพาราและอ้อย และนอกภาคเกษตรกรรม 26.54 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นในสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 2.1 แสนคน สาขาการก่อสร้าง 1.3 แสนคน สาขาการผลิต 1 แสนคน เป็นต้น

หากพิจารณาถึงจำนวนผู้ที่ทำงาน แต่ยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ คือยังมีเวลาและต้องการที่จะทำงานเพิ่ม หรือเรียกว่าผู้ทำงานต่ำกว่าระดับ (Underemployment Workers) ผลการสำรวจพบว่ามีผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับ 2.68 แสนคน คิดเป็น 0.7% ของจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการที่จะทำงานเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง

สำหรับจำนวนผู้ว่างงานในเดือน พ.ค. 2559 มีทั้งสิ้น 4.53 แสนคน หรือ 1.2% จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.8 หมื่นคน จากช่วงเดียวกันปีก่อนและเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นคน จากเดือนก่อนหน้า โดยอัตราการว่างงาน 1.2% เพิ่มขึ้นจาก 0.9% ในเดือนก่อนหน้า และจำนวนผู้ว่างงานเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 1.82 แสนคน และผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 2.71 แสนคน ซึ่งในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 1.27 แสนคน จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นผู้ว่างงานจากภาคการผลิต 1.11 แสนคน ภาคการบริการและการค้า 1.08 แสนคน และภาคเกษตรกรรม 5.2 หมื่นคน ตามลำดับ

ที่น่าสังเกตคือ หากจำแนกการว่างงานตามกลุ่มอายุ พบว่ากลุ่มวัยเยาวชนหรือผู้มีอายุ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงาน 6.4% ซึ่งปกติในกลุ่มนี้อัตราการว่างงานจะสูง แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 4.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กลุ่มวัยผู้ใหญ่ (อายุ 25 ปีขึ้นไป) มีอัตราการว่างงาน 0.6% เพิ่มขึ้นจาก 0.5% ในช่วงเดียวกันปีก่อนเช่นกัน

นอกจากนี้ หากจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่าผู้ว่างงานในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพิ่มสูงถึง 8.3 หมื่นคน เป็น 1.19 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 230% รองลงมา คือ ผู้จบประถมศึกษาว่างงานเพิ่ม 1.5 หมื่นคน เป็น 6 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 33% ขณะที่ผู้จบอุดมศึกษาว่างงานลดลง 1.7 หมื่นคน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ว่างงานสูงสุด 1.31 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.4% รองลงมา คือ ภาคกลาง 1.28 แสนคน คิดเป็น 1.1%

วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกนโยบายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชในหน้าแล้งจากข้าวนาปรังไปสู่พืชใช้น้ำน้อย และการเลี้ยงปศุสัตว์แทน ผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค. 2559 พบว่าจำนวนผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยเดือน พ.ค. ลดลงจาก 11.43 เป็น 10.27 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นการลดลงในการปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ยางพารา และอ้อย ซึ่งพืชต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นพืชที่ใช้น้ำปริมาณมากทั้งสิ้น จึงสามารถสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรปรับตัวขานรับนโยบายของรัฐบาลและให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชฤดูแล้ง

 

อียูเสี่ยงแตกหลายชาติจ่อตามรอยอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/439485

อียูเสี่ยงแตกหลายชาติจ่อตามรอยอังกฤษ

โดย… ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ก่อให้เกิดความตกตะลึงและความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หลังผลออกมาว่าชาวอังกฤษมีมติออกจากอียูด้วยคะแนนเสียง 52% ต่อ 48% เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา และยังได้เสริมความเป็นไปได้ถึงความแตกแยกทั้งในอังกฤษเองและในกระแสการขอแยกตัวออกจากอียูใน ประเทศอื่นๆ ตามมา

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ผู้นำฝ่ายอยู่ต่อกับอียู ลาออกจากตำแหน่งไม่กี่ชั่วโมงหลังผลประชามติออกมาอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะได้ผู้นำคนใหม่ก่อนเดือน ต.ค.นี้

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า การออกจากอียูทำให้มีแนวโน้มที่สกอตแลนด์จะเรียกร้องขอทำประชามติออกจากอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเข้าไปอยู่ร่วมกับอียู หลังผลการลงประชามติพบชาวสกอตแลนด์ที่ต้องการอยู่ต่อกับอียูมีคะแนนนำที่ 62% ต่อ 38% ประกอบกับกระแสชาตินิยมของสกอตแลนด์ที่ต้องการเป็นอิสระจากอังกฤษก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับ ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่ามีแนวโน้มการทำประชามติออกจากอังกฤษของสกอตแลนด์ตามมา

นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ เปิดเผยว่า การทำประชามติแยกตัวจากอังกฤษมีแนวโน้มจะเป็นไปได้มาก เพราะอังกฤษเลือกที่จะออกจากอียู และทางสเตอร์เจียนจะทำงานเพื่อให้สกอตแลนด์อยู่กับอียู ซึ่งหมายถึงการทำประชามติ

ฝ่ายขวาจัดร้องประชามติออกจากอียูบ้าง

สมชาย กล่าวว่า เบร็กซิตจะทำให้เกิดกระแสกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดรุนแรงขึ้นในหลายประเทศยุโรป สอดคล้องกับสถานการณ์ในฝรั่งเศสที่ มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมสุดขั้วของฝรั่งเศส กล่าวล่าสุดว่า เบร็กซิตเป็นชัยชนะของเสรีภาพประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิลงประชามติเช่นเดียวกัน ขณะที่กระแสชาตินิยมในอิตาลี สเปน เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ก็เริ่มชัดเจนและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ เกิร์ต วิลเดอร์ส แกนนำพรรคฝ่ายขวาจัดของเนเธอร์แลนด์ ก็ได้ประกาศว่า หากชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือน มี.ค. ปีหน้านี้ จะจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูเช่นเดียวกัน

“เบร็กซิตทำให้เกิดกระแสกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดรุนแรงขึ้นมาในหลายประเทศยุโรปตามมา ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ได้ปลุกระดมกระแสความไม่พอใจต่ออียูมาสักระยะหนึ่งแล้ว แม้แต่ในฝรั่งเศสที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอียู” สมชาย ระบุ

ณัฐนันท์ คาดการณ์ว่า กระแสชาตินิยมและกระแสต่อต้านอียูที่ขยายตัวในหลายประเทศยุโรปขณะนี้ อาจจะทำให้ประเทศเหล่านี้จัดทำประชามติโหวตออกจากอียูในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้ การขอถอนใบสมัครเข้าร่วมอียูของบางประเทศไปก่อนหน้านี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการต่อต้านอียูด้วย

ทั้งนี้ ผลที่จะตามมาจากการที่อังกฤษออกจากอียู ก็คือการเจรจาต่อรองและปรับนโยบายใหม่ของอังกฤษ โดยเฉพาะในนโยบายด้านความมั่นคงและการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ที่อาจจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทันที

อียูต้องปรับใหม่

สมชาย ระบุว่า ผลการลงประชามติที่เหนือความคาดหมายนี้ เป็นสิ่งที่อียูหวาดกลัวมาตลอดและได้สร้างบทเรียนให้กับอีก 27 ประเทศที่เหลือ ให้ร่วมหาทางประนีประนอมใหม่เพื่อยับยั้งความคิดต่อต้านยุโรป เนื่องจากการ บูรณาการอย่างเข้มข้นในรูปแบบเหนือรัฐ ซึ่งนำมาสู่การก้าวล้ำอธิปไตยในการตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญให้อังกฤษต้องการออกจากอียู ดังนั้น รูปแบบ การบูรณาการในอนาคตหลังจากนี้อาจจะต้องหยุดชะงักลง เพื่อลดพื้นที่ตัดสินใจแบบศูนย์รวมให้เป็นที่พอใจของทุกๆ ฝ่าย

วิโทล วาสซีโควสกี รัฐมนตรีต่างประเทศโปแลนด์ ระบุภายหลังผลประชามติออกมาว่า โปแลนด์ยังต้องการอยู่ในอียู แต่อาจจะต้องพิจารณารูปแบบใหม่ หลังจากที่เห็นแล้วว่าอังกฤษต้องการออกจากอียู เป็นเพราะการรวมตัวในรูปแบบของอียูไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวยุโรปส่วนใหญ่อีกแล้ว ยุโรปจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการรวมตัวในอนาคตใหม่

“พวกเรารู้สึกเสียดายต่อการตัดสินใจของอังกฤษ ไม่มีข้อกังขาเลยว่านี่จะส่งผลกระทบต่อยุโรปและการรวมยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียว” นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กล่าว

 

กอช.ผลตอบแทนงาม4-9%’ทำได้จริง…ไม่ได้โม้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/437255

กอช.ผลตอบแทนงาม4-9%'ทำได้จริง...ไม่ได้โม้'

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การเผยแพร่โฆษณาเพื่อหาสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ชูจุดขายให้ผลตอบแทนงาม 4-9% สร้างความ ฮือฮาให้วงการเงิน การลงทุน ไม่น้อย เพราะให้ผลตอบแทนสูงมากในภาวะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์เตี้ยติดดิน ใกล้ 0% แม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 4-9% ในภาวะปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สมพร จิตเป็นธม เลขาธิการ กอช. ระบุว่า สมาชิก กอช.จะได้ผลตอบแทน หรือจะเรียกว่าผลประโยชน์ที่ 4-9% อย่างแน่นอน ไม่ได้เป็นการประชาสัมพันธ์เกินจริง ไม่ได้โอเวอร์ หรือทำไม่ได้ เพราะการคิดผลตอบแทนดังกล่าว กอช.คำนวณจากผลตอบแทนขั้นต่ำที่คิดตามเงื่อนของ กอช.ที่เปิดให้แรงงานนอกระบบไม่อยู่ในระบบประกันใดๆ ที่มีอายุ 15-60 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุน โดยสมาชิกเลือกจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้ปีละไม่เกิน 1.32 หมื่นบาท

นอกจากเงินสมทบของสมาชิกแล้ว รัฐบาลจะมีการจ่ายสมทบให้อีกต่างหาก แบ่งเป็นสมาชิกที่อายุ 15-30 ปี รัฐจะจ่ายอีก 50% ของเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี สมาชิกอายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายสมทบ 80% ของเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 960 บาท/ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100% แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี

การจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมของรัฐ จึงถือเป็นแต้มต่อเพราะทำให้สมาชิก กอช.ได้ผลตอบแทนก้อนแรกทันที โดยหากสมาชิกอายุ 15 ปี และจ่ายเงินสมทบเต็มเพดานปีละ 1.32 หมื่นบาท รัฐบาลต้องจ่ายสมทบให้สมาชิกรายนั้น 600 บาท คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 4% ต่อปี สมาชิกอายุ 30-50 ปี จ่ายสมทบ 1.32 หมื่นบาท รับจ่ายสมทบ 960 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7% กรณีสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป จ่ายสมทบ 1,200 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 9% ซึ่งผลตอบแทน 4-9% เป็นผลตอบแทนแรกที่สมาชิก กอช.จะได้ทันที

การจ่ายเงินสมทบตามกฎหมายของ กอช. ยังเปิดทางให้มีการทบทวนทุก 5 ปี และจ่ายให้สูงสุดถึงปีละไม่เกิน 6,000 บาท ซึ่งหากรัฐบาลมีฐานะการเงินการคลังที่แข็งแรง ก็มีโอกาสที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ ผลตอบแทนในรูปเงินสมทบ จากภาครัฐแล้ว สมาชิกยังจะได้ผลตอบแทน ต่อที่ 2 คือ ผลประโยชน์จากการที่กองทุนนำเงินสมทบไปบริหารหาผลประโยชน์ให้ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ชัดว่า หาก กอช.มีกำไร ให้นำเงิน ดังกล่าวจัดสรรให้กับสมาชิก หากมีผลขาดทุน รัฐบาลจะชดเชยให้กับสมาชิกขั้นต่ำไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ในช่วงเวลานั้นๆ เท่ากับสมาชิกไม่มีขาดทุน มีแต่ได้กับได้ เพราะเมื่อนาผลประโยชน์จากการลงทุนไปรวมกับเงินสมทบของรัฐบาล ก็จะทำให้สมาชิกได้ผลตอบแทนมากกว่า 4-9%

สมพร เปรียบเหมือนว่า ปิ่นโต 4 ชั้น ชั้นแรกเป็นข้าว ชั้น 2 เป็นกับข้าว ชั้น 3 เป็นกับข้าว ขั้น 4 เป็นของหวาน กอช.เป็นเหมือน หลักประกันให้สมาชิก คือ มีข้าวและกับข้าว ชั้น 2 เพื่อให้อยู่ได้หลังเกษียณ เพราะเปิดให้ สามารถออมเงินที่เริ่มต้นจากจำนวนไม่ได้มาก ส่วน กับข้าวชั้น 3 และขนมหวานนั้น ขึ้นอยู่กับสมาชิกที่อาจจะต้องมีการออมหรือการลงทุนด้านอื่น เข้ามาเสริม

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับ กอช.อย่างมาก ตามกฎหมายได้เปิดทางให้คนที่อายุเกิน 60 ปี สมัครเป็นสมาชิกเป็นเวลา 10 ปี โดยสมัครได้ถึงวันที่ 25 ก.ย. 2559 นี้เท่านั้น ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้คนที่อายุเกิน 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี หากสมัครสมาชิกภายในวันดังกล่าวจะเป็นสมาชิกได้ 10 ปี แต่หากสมัครหลังวันดังกล่าวจะเป็นสมาชิกได้ถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น

กอช.ไม่ได้ดีสำหรับแรงงานนอกระบบที่สูงวัยเท่านั้น แต่ยังดีสำหรับวัยรุ่นที่ยังไม่ได้ทำงาน เพราะ กอช.เปิดรับสมัครสมาชิกได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อให้รู้จักการออมที่ให้ผลตอบแทนดี เมื่อเรียนจบทำงานและเป็นสมาชิกระบบประกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บัญชีการออมของ กอช.ก็ยังคงสภาพอยู่ไม่ได้หายไปไหน สมาชิกจะเลือกว่า จะส่งเงินสมทบต่อก็ได้ หรือไม่จ่ายต่อก็ได้ แต่หากจ่ายต่อ รัฐบาลจะ ไม่จ่ายเงินสมทบให้ แต่กองทุนก็จะบริหารเงินสมทบทั้งหมดให้จนถึงอายุ 60 ปี

การสมัคร กอช.ตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงถือว่า ได้เปรียบ เพราะปัจจุบันมีคนทำงานที่อยู่ใน ระบบจำนวนมากอยากเป็นสมาชิก กอช.เพื่อเป็นอีกช่องทางในการออมที่ให้ผลตอบแทนดี แต่ทาไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ชัดว่าสมาชิก กอช.ต้องไม่อยู่ในระบบประกันอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ฮอตไลน์ของ กอช.จะได้รับคำถามจาก ประชาชนมากที่สุดว่า ทำไมเขาถึงสมัครเป็นสมาชิกไม่ได้

ดังนั้น การเป็นสมาชิก กอช. จึงเป็นการออมที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลที่จะดูแลชีวิตความเป็นอยู่หลังเกษียณให้อยู่ดี มีศักดิ์ศรี อย่างพอเพียง รู้จักออม ไม่ได้รอแต่ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยรัฐยอมควักกระเป๋าให้ผลตอบแทนก้อนโตกับสมาชิก เป็นแต้มต่อให้สมาชิกได้ผลตอบแทนสูง 4-9%

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้และได้จริง ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเอื้อมแต่อย่างไร

 

คลังบริหารขุมทรัพย์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436833

คลังบริหารขุมทรัพย์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) นอกจากมีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมแล้ว ยังมีหน้าที่ดูแลหลักทรัพย์ต่างๆ ที่กระทรวงการคลังเข้าไปลงทุนทั้งหมดด้วย หลักทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนเหล่านี้ถือว่าเป็นขุมทรัพย์ก้อนโตที่ทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 เม.ย. 2559 กระทรวงการคลังได้เข้าถือครองหุ้นรวม จำนวน 110 แห่ง มูลค่ารวมทางบัญชี 1.18 ล้านล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.46 ล้านล้านบาท โดยเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย หลักทรัพย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำนวน 6 แห่ง มูลค่าทางบัญชี 5.37 แสนล้านบาท แต่มูลค่าตลาดเท่ากับ 8.56 แสนล้านบาท และหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทเอกชน 14 แห่ง มูลค่าทางบัญชี 2.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดเท่ากับ 3.16 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังถือครองหุ้นในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ 17 แห่ง มูลค่าบัญชี 2.91 แสนล้านบาท และบริษัทเอกชนอีก 73 แห่ง มูลค่าบัญชี 4,692 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน สคร.มีหน้าที่สำคัญในการดูแลหลักทรัพย์ ประกอบด้วย 4 ด้าน สำคัญ ได้แก่ 1.ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารหลักทรัพย์ของรัฐในรัฐวิสาหกิจและกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

2.ดำเนินการเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงการร่วมทุนของรัฐ รวมทั้งการจัดหาเงินเพื่อร่วมทุนในกิจการที่รัฐถือหุ้น ต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

3.ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การแต่งตั้ง และการกำกับดูแลกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นในรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

และ 4.ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ

 

โดยการบริหารหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ถือว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ มีการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจให้แก่รัฐบาลปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ในอนาคตรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งน่าจะส่งผลให้การบริหารรัฐวิสาหกิจโปร่งใส และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีผลประกอบการดีขึ้น และทำให้มีเงินปันผล หรือเงินนำส่งรายได้ให้กับกระทรวงการคลังมากขึ้นไปอีก

สำหรับในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2559 พบว่า รัฐวิสาหกิจมีเงินนำส่งรายได้ให้รัฐวงเงินรวม 8.49 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ1.68 หมื่นล้านบาท หรือ 24.7% ของเงินรายได้ก้อนนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดการเก็บรายได้รวมของประเทศทำได้สูงกว่าเป้าหมาย แม้ว่ารายได้จากการเก็บภาษีของทั้งสามกรมที่จัดเก็บจะต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากก็ตาม

ดังนั้น การบริหารหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง จึงถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ หลักทรัพย์กระทรวงการคลังถืออยู่มูลค่าถึง 1.46 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนมาก และมีศักยภาพที่จะทำรายได้ให้กับประเทศอีกมากเช่นกัน

 

คลอดภาษีที่ดิน ทำปฏิรูปภาษีถอยหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436432

คลอดภาษีที่ดิน ทำปฏิรูปภาษีถอยหลัง

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในที่สุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เก็บแทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น

สาระสำคัญของภาษีที่ดินฯ จะเก็บ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด แบ่งการเก็บภาษี 3 กลุ่ม ตามการใช้ประโยชน์จากราคาประเมิน ได้แก่ กรณีที่ 1 ที่ดินเกษตรกรรมเก็บภาษีอัตราไม่เกิน 0.2% ส่วนการเก็บจริงจะยกเว้นภาษีที่ดินส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกินเก็บภาษีตั้งแต่ 0-0.1%

กรณีที่ 2 ที่ดินพักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 0.5% เก็บจริงยกเว้นบ้านหลังแรกในส่วนราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.05-0.1% ในส่วนบ้านหลังที่สองเสียภาษี 0.03-0.3% ของมูลค่าบ้านทั้งหมดไม่มีการยกเว้น

กรณีที่ 3 การใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เก็บภาษีไม่เกิน 2% แต่อัตราเก็บจริง 0.3-1.5%

สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน อัตราภาษีไม่เกิน 5% ส่วนอัตราเก็บจริงให้เก็บเพิ่มทุก 3 ปี ตั้งแต่ 1-3%

การออกกฎหมายภาษีที่ดินฯ ครั้งนี้ได้รับการต่อต้านจากสังคมน้อย เพราะมีการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินในส่วนของการทำเกษตรและที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบเสียภาษีมีจำนวนที่น้อยมาก โดยกระทรวงการคลัง ระบุว่า บ้านที่ราคาเกิน 50 ล้านบาท มีอยู่จำนวน 0.04% ของบ้านทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนหลังมีอยู่เพียง 8,556 หลังเท่านั้น

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง บอกว่า การเก็บภาษีที่ดินฯ มีความเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะคนที่มีบ้านราคาแพงเสียมาก คนมีน้อยเสียน้อย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องช่วยเหลือคนทำการเกษตร และต้องการให้คนมีบ้านที่อยู่อาศัย

หากพิจารณาภาษีที่ดินที่ออกมาครั้งนี้ ในแง่ดีต้องถือว่ารัฐบาลทำให้คนที่มีบ้านพักอาศัยเกือบทั้งประเทศไม่ต้องมีภาระภาษีที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แม้แต่คนที่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายเดิมก็ไม่ต้องจ่ายอีกต่อไปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาอาจไม่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และการเพิ่มการจัดเก็บรายได้

อันดับแรก ภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนรวยมีบ้านต้องเสียภาษีมีอยู่หยิบมือ คือเพียง 8,556 หลังเท่านั้น ตามที่ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุไว้ข้างต้น นอกจากนี้ คนรวยที่มีบ้านราคาแพงจำนวนหลายหลังก็ยังคงเลี่ยงการจ่ายภาษี โดยให้เป็นชื่อของสามี ภรรยา ลูกหลาน ซึ่งตามกฎหมายคือบ้านหลังแรกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเริ่มเสียภาษีในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เป็นต้นไป โครงสร้างนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีที่ดินฯ จากคนรวยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้ผลตามไปด้วย

ลักษณะดังกล่าวยังโยงไปถึงการเก็บภาษีบ้านหลังที่สองจะทำได้ยากทั้งระบบ ทำให้บ้านที่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่ควรจะเป็นบ้านหลังที่สองโดยไม่ต้องเสียภาษี ถูกโอนเปลี่ยนชื่อไปเป็นชื่อคนอื่นให้เป็นเจ้าของบ้านหลังแรกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาจึงมีช่องโหว่เต็มไปหมด ทำให้คนเลี่ยงเสียภาษีอย่างถูกกฎหมายกันเป็นระบบทั้งประเทศ

สำหรับการคิดจะไปเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าของคนรวยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะกรณีที่เป็นที่ในเมืองแพงเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ก็สามารถนำไปทำการเกษตรไม่ว่าจะปลูกข้าว ปลูกผักกลางเมืองขายหารายได้ ก็จะได้สิทธิเสียภาษีที่ดินทำการเกษตรที่เสียภาษีจริงในอัตราที่ต่ำมาก

เช่นเดียวกับที่ดินรกร้างว่างเปล่าของคนรวยในต่างจังหวัดที่มีอยู่เป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ก็สามารถจ้างคนมาทำการเกษตร หรือปล่อยให้เช่าทำการเกษตรก็เสียภาษีต่ำเช่นกัน ถึงแม้จะทำให้เกิดการใช้ที่ดินมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ก็ยังตกอยู่กับคนรวยที่ดิน ไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ไม่มีที่ดิน คนมีรายได้น้อย การออกกฎหมายที่ดินฯ จึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแทบไม่ได้เลย

อันดับต่อมา การเก็บภาษีที่ดินฯ ที่คลอดออกมาไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นได้จริง เพราะฐานการเก็บภาษีแคบลง เนื่องจากการยกเว้นภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัยในส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท การเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าทำได้ยาก เก็บจริงได้น้อย มีเหลือแต่ที่ดินเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น ดังนั้นการประเมินการเก็บภาษีที่ดินฯ จะทำให้รายได้จากท้องถิ่นที่คิดว่าจะเก็บได้เพิ่มจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ อาจจะสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โครงสร้างใหม่ ทำให้เก็บภาษีที่ดินได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ที่เพิ่มยังทำให้รายได้ท้องถิ่นไม่เพียงพอ ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมัน สุรา บุหรี่ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นแล้ว ยังต้องใช้เงินงบประมาณอุดหนุนรายได้ให้กับท้องถิ่นอีกปีละ 2.5-2.8 แสนล้านบาท ซึ่งแต่เดิมกระทรวงการคลังคาดว่าการเก็บภาษีที่ดินฯ จะทำให้รายได้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมากจนไม่ต้องส่งเงินสนับสนุน เพราะเดิมมีแนวคิดเว้นการเก็บภาษีที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัยไม่เกิน 2 ล้านบาทเท่านั้น และไม่มีการยกเว้นภาษีให้บ้านหลังแรกหรือหลังที่สอง จะถือครองกี่หลังส่วนที่เกิน 2 ล้านบาท ต้องเสียภาษีทุกหลัง

ภาษีที่ดินฯ ที่ออกมายังส่งผลกระทบสำคัญ คือทำให้คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่ตระหนักการเสียภาษีจากทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศที่ยังต้องใช้เงินอีกมาก เพราะภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาทำให้คนที่มีบ้าน 99% ไม่ต้องเสียภาษี มีคนไม่ถึง 1% ต้องเสียภาษี ทั้งที่ควรจะกลับกันคือคน 99% ต้องเสียภาษี และคนอีก 1% ที่มีรายได้น้อยเป็นคนจน มีบ้านอยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 หรือ 2 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี

ยังไม่รวมถึงภาษีที่ดินฯ ที่ออกมา ยังตัดสิทธิของคนที่อยากเสียภาษีให้กับประเทศ จากที่ก่อนหน้านี้มีการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่อาศัยตั้งแต่ 50-100 ตารางวา ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่คนละ 100-200 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนภูมิใจ แต่กฎหมายที่ออกมาแบบยกเข่งให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไป

สมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง ระบุว่า ร่างกฎหมายภาษีที่ดินทำลายการปฏิรูปภาษีของประเทศ ทำลายแก่นสำคัญของการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต่างประทศทั่วโลกใช้กัน คือ การเก็บภาษีจากทุกคนที่มีบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าหากมีทรัพย์สินบ้านราคาแพงก็ต้องเสียภาษีมาก บ้านราคาถูกก็เสียน้อย เหมือนกับการมีรถยนต์ไม่ว่าคันเล็กคันใหญ่ แม้แต่รถอีโคคาร์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ก็ยังต้องเสียภาษีทุกปี ซึ่งการเสียภาษีบ้านก็ควรหลักการเดียวกันคือ ทุกคนต้องเสียภาษี หากจะมีการยกเว้นก็ควรให้สำหรับคนจน ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เช่น ในสมัยที่สมหมายเป็น รมว.คลัง เห็นว่าควรเว้นให้บ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท และภาระภาษีของบ้านราคาที่สูงกว่านั้นก็ไม่ควรแพงกว่าการเสียภาษีรถยนต์หรือจ่ายค่าเพย์ทีวีรายเดือน

ที่ผ่านมารัฐบาลเร่งปฏิรูปภาษีประเทศ เพราะเป็นปัญหาหนึ่งของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่การปฏิรูปภาษีที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ได้ทำ แต่ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมรดกที่ออกมาได้แค่เชิงสัญลักษณ์ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำ แต่แก้ไม่ได้จริง เพราะไม่สามารถเก็บภาษีใครได้ การยกเลิกการเว้นภาษีให้คนรวย ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ยกเลิก และยังขยายเวลาให้เพิ่มในกรณีของการขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนหุ้นระยะยาวที่จะสิ้นสุดปี 2559 ออกไปอีก 3 ปี

ล่าสุดการเก็บภาษีที่ดินฯ ไม่แก้เหลื่อมล้ำ ไม่สามารถเพิ่มการเก็บรายได้ และยังทำให้คนไทยไม่รู้จักเสียภาษีจากทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรของประเทศ ทำให้การปฏิรูปภาษีของประเทศถอยหลังทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ยาก

 

แบงก์ระทมจ่ายภาษีที่ดินเอ็นพีเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436183

แบงก์ระทมจ่ายภาษีที่ดินเอ็นพีเอ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านความเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … ก็เกิดความวิตกกังวลกับธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ทันที เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ถือครองทรัพย์สินที่เป็นบ้านอยู่อาศัย ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ครบทั้ง 4 ประเภท ที่กระทรวงการคลังแยกเก็บภาษี

สินทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองไว้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) เป็นทรัพย์สินที่ธนาคารยึดทรัพย์ชำระหนี้มาจากลูกค้าหลังจากที่จบกระบวนการฟ้องร้องค่า เสียหายกันแล้ว ซึ่งตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์จะถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ได้ไม่เกิน 10 ปี จากนั้นจะต้องจำหน่ายออก เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ของประเทศ

ไม่เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับผล กระทบธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่งก็จะประสบกับปัญหาเดียวกัน หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากธนาคารยังไม่สามารถจำหน่ายทรัพย์ออกไปได้ก็จะต้องควักเงินจ่ายภาษีตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นรายได้เพิ่มที่เป็นภาระพอสมควร

สมพร มูลศรีแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดินยอมรับว่ากระทบการ บสก. ซึ่งมีพอร์ตสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนหนี้กว่า 50% เป็นที่ดินเปล่า

“ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ชัด แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะต้องมีภาระจ่ายภาษีเพิ่ม ซึ่งต้องรอรายละเอียดและความชัดเจนของโครงสร้างภาษีว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง และจะมีการผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่” สมพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สมาคมธนาคารไทยได้มีการหารือกันนอกรอบที่จะเข้าไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อผ่อนปรนการจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดินให้กับผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน เพราะหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจริงธนาคารพาณิชน์ที่มีเอ็นพีเอและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ต่างๆ จะได้รับกระทบทำให้ต้นทุนสูง ทั้งๆ มีสินทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ใช่มีสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร

สมพร กล่าวว่า ขณะนี้ บสก.ก็ได้เตรียมความพร้อมที่จะจัดทำแผนเพื่อรองรับหากรัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดิน โดยมีแนวคิดที่จะปรับปรุงสินทรัพย์ต่างๆ ให้ใช้ประโยชน์ เช่น ถ้าเป็นที่ดินเปล่าอาจจะไปปลูกต้นไม้ หรือเปิดให้ประชาชนไปเช่าทาธุรกิจหรือทำการเกษตร ที่อยู่อาศัยก็เข้าไปปรับปรุง ถ้ายังขายไม่ได้ก็จะให้เช่าไปก่อน แทนที่จะปล่อยให้รกร้าง เพราะจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก ในขณะเดียวกันจะต้องเร่งจัดทำกระตุ้นการขายสินทรัพย์ด้วย โดยเตรียมโครงการผ่อนถูกกว่าเช่า

ด้านแหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลจะจัดเก็บรวมถึงเอ็นพีเอของธนาคารด้วยจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร แต่คาดว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากธนาคารไม่มีเอ็นพีเอที่เป็นบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป ยกเว้นที่ดินรกร้างบางแห่งอาจจะมีราคาถึง 50 ล้านบาท

“หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ธนาคารต้องรับภาระภาษีไปก่อน เพราะทางราชการคงไม่ยอมให้มีการค้างชำระภาษีอยู่แล้ว ส่วนภาระภาษีอาจจะรวมอยู่ในราคาขาย แต่จะนับเป็นการผลักภาระหรือไม่ เป็นเรื่องของการต่อรองของธนาคารและผู้ซื้อ หากตกลงราคาสูงกว่าต้นทุนธนาคารก็กำไร แต่หากตกลงราคาต่ำกว่าต้นทุนธนาคารก็ขาดทุน” แหล่งข่าวเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวจะผลกระทบต้นทุนเอ็นพีเอของธนาคารมากน้อยเพียงใด ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดของกฎหมาย เช่น ขนาดพื้นที่ การใช้ราคาประเมินจะใช้จากหน่วยงานใด เพราะกรมที่ดินจะประเมินเฉพาะที่ดินแต่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นหน่วยงานใด เป็นผู้ประเมิน อัตราภาษีที่ชัดเจน รวมทั้งการแบ่งประเภททรัพย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในภาพรวมมองว่าการออกกฎหมาย ดังกล่าวมุ่งเน้นจัดเก็บภาษีที่คนรวย เห็นได้จากการกำหนดเริ่มเก็บภาษีบ้าน 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่ต้องมองถึงผลกระทบกับคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีรายได้ เช่น คนเฒ่าคนแก่ที่มีที่ดินมรดกจะทำอย่างไร

ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยไม่ได้มีการพูดคุยถึงผล กระทบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่เชื่อว่าแต่ละธนาคารอาจกำลังวิเคราะห์ถึงผลกระทบกันอยู่ เพราะแต่ละธนาคารมีเอ็นพีเอที่ถือครองอยู่ในหลักหลายพันล้านบาท สำหรับธนาคารกสิกรไทยมี เอ็นพีเอมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนผล กระทบต่อสินเชื่อบ้านอาจจะส่งผลบ้าง สำหรับลูกค้าที่จะซื้อบ้านหลังที่ 2 แต่ยังบอกไม่ได้ว่ากระทบเพียงใด ซึ่งกำลังติดตามรายละเอียดของร่างกฎหมายภาษีอย่างใกล้ชิด

 

เงินเฟ้อจ่อปรับสูงขึ้น หลังราคาน้ำมัน-อาหารขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/435574

เงินเฟ้อจ่อปรับสูงขึ้น หลังราคาน้ำมัน-อาหารขยับ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้รวมทั้งราคาอาหารที่เร่งตัวเกินว่าที่คาด ได้ส่งผลให้กรอบประมาณการเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลต่อมุมมองทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปีให้ทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงปัจจุบัน จากผลการประชุมที่สมาชิกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเพดานการผลิตน้ำมัน ทำให้อุปทานน้ำมันโลกจากประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกจะยังคงระดับใกล้เคียงที่ 32 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก อย่างแคนาดาที่เผชิญปัญหาไฟป่าและไนจีเรียที่มีปัญหาการโจมตีท่อส่งน้ำมัน รวมถึงแท่นขุดเจาะ Shale Oil ของสหรัฐที่ปิดตัวลง ทำให้อุปทานน้ำมันลดลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี หากประเทศกลุ่มนอกโอเปกกลับมาฟื้นกำลังการผลิตน้ำมันได้ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จะทยอยปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 41.0 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ประมาณการเดิมอยู่ที่ 37.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล – เม.ย. 2559)

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เร่งขึ้นกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับภาวะภัยแล้งที่กระทบราคาอาหารสูงกว่าที่ประเมินไว้ จนอัตราเงินเฟ้อขยายตัวเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกันในเดือน เม.ย.และ พ.ค. โดยราคาอาหารที่สูงขึ้นคาดว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว และผลกระทบจะทยอยหมดไปไตรมาส 3 ขณะที่การปรับสมมติฐานราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังที่สูงกว่าที่คาดไว้เดิม ประกอบกับฐานราคาพลังงานในประเทศที่ต่ำในปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้กรอบประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2559 สูงขึ้นไปอยู่ที่ 0.6 (กรอบประมาณการที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.9)

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการใช้จ่ายครัวเรือนและการส่งออกที่ยังอ่อนแอ และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำก่อนหน้า สร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายเพิ่มเติมจากระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1.50% แต่จากทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับตัวสูงขึ้นน่าจะลดแรงกดดันดังกล่าวลง แต่ยังต้องติดตามการเติบโตเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ด้านสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่บทความ “เงินเฟ้อต่ำ เพราะราคาน้ำมันลดลงเท่านั้นจริงหรือ?” โดยระบุว่าราคาข้าวของในตลาดที่หลายคนรู้สึกว่าแพงขึ้นเรื่อยๆ ขัดกับข้อเท็จจริงที่เงินเฟ้อของไทยติดลบต่อเนื่องนานถึง 15 เดือน หรือราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ปรับลดลงเรื่อยๆ นั้น หากพิจารณารายสินค้าจะเห็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้เงินเฟ้อไทยติดลบ คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าหมวดพลังงานและสินค้าประเภทอื่นที่มีต้นทุนจากน้ำมันปรับลดลงตาม แต่สินค้าบางประเภท เช่น อาหารสด ราคายังปรับเพิ่มอยู่

แต่เงินเฟ้อไทยที่ต่ำไม่ได้มาจากราคาน้ำมันที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากการที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยเชื่อมโยงกันมากขึ้นผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2543 ทำให้นับแต่นั้นเงินเฟ้อไทยเริ่มเคลื่อนไหวไปกับปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น และอ่อนไหวต่อปัจจัยภายในประเทศน้อยลง สอดคล้องกับการที่ไทยเปิดตัวทางการค้าสูงขึ้นกว่าเดิม โดยสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อผลผลิตมวลรวมของไทยเพิ่มขึ้นจาก 70% ในช่วงปี 2536-2542 เป็น 104% หลังปี 2543 ทำให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าหลังตลาดเปิดเสรีมีความสำคัญต่อเงินเฟ้อไทยมาก

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปได้ว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ ไทยคงต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำไปอีกนาน แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตก็ตาม

 

“คสช.” ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/433310

"คสช." ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจ

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

หลังเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในหลุมดำ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีการวางนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ คสช.เข้ามาบริหารเศรษฐกิจกลางปี 2557 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดล็อกจากการเมือง การเบิกจ่ายงบลงทุนทำไม่ได้ ชาวนาไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง คสช.ได้เข้ามาปลดล็อกปัญหาต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายได้มากอย่างที่ต้องการ โดยเศรษฐกิจปี 2557 ขยายตัวได้ 0.8% เท่านั้น

2 ปี ของรัฐบาล คสช. ใช้ทีมบริหารเศรษฐกิจ 2 ทีม คือ ทีมของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (เดือน ก.ย. 2557-ส.ค. 2558) และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (เดือน ส.ค. 2558-ปัจจุบัน) นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของทั้งสองทีมแทบไม่แตกต่าง เช่น นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต การให้สิทธิพิเศษเพื่อดึงต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศไทย พร้อมกับการมองหาแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้เศรษฐกิจ นอกจากนี้ได้เริ่มสานต่อนโยบายรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยกว่า 100 ฉบับ

ความแตกต่างอยู่ที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ในช่วงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นำทีมเศรษฐกิจอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้การส่งออกทรุดตัวหนักมาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมัน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร แต่ก็ดำเนินการได้อย่างล่าช้า นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นและการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ ซึ่งสถานการณ์นี้ก็ยังคงอยู่จนถึงในขณะนี้

ส่วนทีมของสมคิดดูมีความตื่นเต้นกว่า เพราะเพียง 2 สัปดาห์ที่เข้าทำงาน ก็ออกนโยบายปล่อยกู้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านปลอดดอกเบี้ย 2 ปี วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท 7,255 ตำบล วงเงินรวม 36,275 ล้านบาท โครงการลงทุนในโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท/โครงการ วงเงินรวม 2.4 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชุมชนตามแนวทางประชารัฐผ่านการดำเนินการของกองทุนหมู่บ้าน วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐลงไปหมู่บ้านละ 2 แสนบาท วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

ปี 2558 เศรษฐกิจก็ยังเจอมรสุม จากเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% หากรวม 2 ปี เฉลี่ยกันแล้วเศรษฐกิจขยายตัวได้ 1.8% ต่อปี ซึ่งถือว่าขยายตัวได้ต่ำ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ต้องสะสาง ก็ถือว่า คสช.พยุงเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤตได้ โดยความพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ในปี 2558 ทั้งการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านการแจกเงินและโครงการขนาดเล็กวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งมาตรการภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1.5 แสนล้านบาท มีการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งลงทุนภาครัฐ รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และมาตรการภาษีช็อปช่วยชาติ ทำให้พยุงเศรษฐกิจไทยให้โตได้ไม่ต่ำจนเกินไป

ขณะที่การบริหารด้านการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ต้องถือว่ายังไม่สามารถพลักดันออกมาได้มากนัก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังล่าช้า เฉพาะกระทรวงคมนาคม 20 โครงการใหญ่ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท มีการเดินหน้าได้จริงไม่กี่โครงการ ได้แก่ โครงการส่วนต่อขยายสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าในเมือง มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินในปีนี้ได้ไม่กี่หมื่นล้านบาทเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายจาก 5 อุตสาหกรรม เป็น 10 อุตสาหกรรม โยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน แต่การดำเนินการเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

ยังมีมาตรการของพี่ช่วยน้อง ให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็ก ก็เป็นนโยบายที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง หรือโครงการผู้ประกอบการเกิดใหม่ เป็นโครงการที่ดีแต่เกิดยาก เพราะต้องเป็นเรื่องการผลิตสินค้าหรือให้บริการที่มีนวัตกรรม

ทั้งหมดจะเห็นว่าในเรื่องของการเพิ่มศักยภาพต่างๆ ในปี 2558 ที่ผ่านมา ทำได้น้อยมาก แม้แต่ในปี 2559 ก็ยังไม่คืบหน้าไปกว่าเดิมเท่าใดนัก ดังเห็นได้จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าจะมีการเริ่มลงทุนเบิกจ่ายได้จริงต้องเป็นครึ่งหลังของปี 2559 หรือจะเป็นการลงทุนภาคเอกชนก็ยังขยายตัวไม่มาก แม้ว่าจะมีมาตรการ ลด แลก แจก แถมจำนวนมาก เพราะยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไทย

สำหรับการบริหารเศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่า คสช.ก็ยังต้องวุ่นกับการพยุงเศรษฐกิจ เวลาผ่านมาหลายเดือน นักลงทุนกลับไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้ 3.2% มากสุดในรอบ 3 ปี และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ 3-3.5% เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3%

อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถนำเอาตัวเลขจีดีพีมาประเมินการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ได้ เนื่องจากรัฐบาล คสช.ไม่ใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ฉีดเงินออกมาอย่างพร่ำเพรื่อ หรือ อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรอย่างไม่สมเหตุผล นั่นเพราะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่จำเป็นต้องคิดถึงคะแนนนิยมจากประชาชน จึงเน้นหนักไปในทางปฏิิรูป และการสร้างหนทางแบบยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ