ธปท.แนะรัฐเพิ่มออมภาคบังคับ ทำรัฐสวัสดิการ แก้คนไทยแก่ก่อนรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/432288

ธปท.แนะรัฐเพิ่มออมภาคบังคับ ทำรัฐสวัสดิการ แก้คนไทยแก่ก่อนรวย

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ธปท.ชี้แรงงานไทยแก่ก่อนรวย มีรายได้ไม่พอรายจ่าย เงินออมต่ำ หนี้สูง มีสินทรัพย์ไม่เพียงพอไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ

นครินทร์ อมเรศ เศรษฐกรประจำธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนึ่งในคณะผู้ศึกษาวิจัยเรื่องกระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันและทิศทางข้างหน้า : วิเคราะห์จากมุมมองตลาดแรงงาน กล่าวในงานเสวนาโครงการศึกษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป (Bank of Thailand’s Research Program on Thailand’s Future Growth) ในหัวข้อ” การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากมุมมองตลาดแรงงานและการบริโภคภายในประเทศที่ยั่งยืน” ว่า จากผลการศึกษาพบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยไม่เพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้ไปจนถึงหลังเกษียณ 15 ปี หรือจนถึงสิ้นอายุไขของคนที่อายุประมาณ 75 ปี เพราะมีรายได้เฉลี่ยไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีรายได้ไม่พอที่จะเก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณ ส่วนหนึ่งเพราะรายได้ไม่ได้ขึ้นตามอายุงานจากผลิตภาพแรงงานที่ต่ำ

นอกจากนี้ ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ยังพบว่าบทบาทของการบริโภคที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตลอด โดยขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.8% ในช่วงปี 2542-2551 นั้น ได้ลดลงเหลือเฉลี่ยที่ 2.7% บวกกับช่วงหลังรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นการบริโภค เช่น รถยนต์คันแรก ซึ่งทำให้การบริโภคเร่งขึ้นในระยะสั้น และมีการดึงการบริโภคล่วงหน้ามาใช้ ส่งผลให้การบริโภคที่แท้จริงลดลง ทำให้ครัวเรือนมีภาระหนี้สูงขึ้น การบริโภคจึงไม่ได้มาจากความเพียงพอของรายได้ของประชาชนอย่างแท้จริง การบริโภคของคนไทยจึงไม่ถึงฝั่ง เพราะบริโภคเพิ่มเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวดี และมีมาตรการรัฐมากระตุ้น ซึ่งการบริโภคที่ชะลอลง ทำให้แนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) อาจจะโตต่ำ ไม่ใช่แค่โตชะลอตามบริบทใหม่ (News Normal) แต่อาจจะเป็นต่ำลงมาก (Bad Normal)

“ปัญหาคือ คนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีภาระหนี้สูง ทำให้การออมมีไม่เพียงพอที่จะไว้ใช้ในยามเกษียณ ยิ่งโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรกว่า 10% มีอายุมากกว่า 60 ปี ขณะที่คนอายุ 10-24 ปี มีเพียง 20% ในปี 2559 ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เพราะมีคนสูงอายุ 13 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากร ทำให้โครงสร้างแรงงานมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ผลิตภาพการผลิตของแรงงานต่ำลง และเผชิญปัญหากับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-income Trap) นำไปสู่ปรากฏการณ์ แก่ก่อนที่จะรวย ของสังคมไทย” นครินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ หากอาศัยแนวคิดจากทฤษฎีการบริโภคแบบวงจรชีวิต (Life Cycle Hypothesis, LCH) เพื่อสร้างกรอบวิเคราะห์ความยั่งยืนในการบริโภค จะพบว่า ผู้บริโภคจะบริโภคได้อย่างราบรื่นตลอดชีวิตด้วยการถ่ายโอนกำลังซื้อระหว่างช่วงเวลาที่ทำงานมาสู่การสร้างฐานะและเก็บออมต่อเนื่องไปยังวัยเกษียณได้ แต่กรณีของไทยหากพิจารณาภาพรวมบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (National Transfer Account, NTA) กลับพบว่ามีแต่คนเฉพาะในช่วงอายุ 25-59 ปีเท่านั้นที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่าย ส่วนคนในช่วงอายุ 0-24 ปี และ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่ารายจ่าย ทำให้ครัวเรือนไทยในแทบทุกกลุ่มตัวอย่างมีรายได้และทรัพย์สินที่หาได้ทั้งชีวิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค แม้ว่ากลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงจะมีเงินออมเหลืออยู่เพื่อใช้ในยามเกษียณ แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคหลังเกษียณเกิน 15 ปี

สำหรับสาเหตุที่ครัวเรือนไทยไม่สามารถบริโภคได้อย่างยั่งยืนนั้น ผลการศึกษาพบว่า เป็นเพราะ 1) รายได้ไม่โตตามอายุ ส่วนหนึ่งเพราะครัวเรือนไทยอยู่ในภาคเกษตรมาก 2) ออมไม่พอ เกิดจากแรงจูงใจในการออมต่ำ เทคโนโลยีที่กระตุ้นการใช้จ่ายหรือการช็อปปิ้งก็สะดวกเพียงแค่คลิกออนไลน์เท่านั้น มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐต่อเนื่อง มีการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของครัวเรือนที่ง่ายขึ้น ทำให้การบริโภคและหนี้ครัวเรือนเร่งขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มเป็น 35% ในช่วงปี 2547-2557 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ และผลิตภัณฑ์การออมที่ไม่จูงใจ การออมของครัวเรือนจึงลดลง ซึ่งผลการสำรวจของ ธปท. พบว่าครัวเรือนที่สามารถออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณได้มีเพียง 25% ของกลุ่มตัวอย่าง และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำนวน 40% ไม่มีการวางแผนและออมเพื่อการเกษียณ

3) ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio, DSR) อยู่ในระดับสูง แม้ในช่วงท้ายของวัยทำงานก่อนเกษียณ เพราะมีการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อภาระหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 30% ขึ้นไป การบริโภคจะเริ่มลดลง ส่งผลต่อระดับเงินออมและสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มลดลงจากภาระหนี้ และ 4) คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่ดีไม่มากนัก เช่น การศึกษา ฯลฯ ทำให้บั่นทอนโอกาสในการพัฒนาผลิตภาพและระดับรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของ ธปท. จึงได้เสนอแนะเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนของครัวเรือนไทย คือ ต้องมีเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในบางส่วน เพิ่มการออมภาคบังคับให้ครัวเรือนขั้นต่ำ ยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้น ผ่านการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการฝึกอบรม ส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงานสำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการจัดทำและส่งเสริมมาตรฐานฝีมือตามวิชาชีพ รวมถึงการขยายอายุเกษียณของแรงงาน เพื่อเพิ่มช่วงที่มีรายได้ให้ยาวขึ้น สนับสนุนการจัดการทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับวัยเกษียณ ขณะที่ภาครัฐควรหลีกเลี่ยงมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้จนเกินความจำเป็น

ภาพประกอบข่าว

 

เปิดโผเมกะโปรเจกต์รอประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/427234

เปิดโผเมกะโปรเจกต์รอประมูล

โดย…วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

ยังคงต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน 20 โครงการ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เบิกทางให้มีการเปิดประมูลโครงการต่างๆ คู่ขนานไปกับการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้

ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอโครงการรถไฟทางคู่ระยะแรก 4 เส้นทาง ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือน เม.ย.นี้ ได้แก่ ทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน ทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ทางคู่ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และทางคู่มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จากที่ก่อนหน้านี้ รฟท.ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างกิจการร่วมค้าซีเคซีเอช ก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี และจะเปิดให้บริการในปี 2561 จึงเท่ากับว่าในช่วงที่เหลือของปี 2559 จะมีการประมูลโครงการรถไฟทางคู่ 4 เส้นทาง

ขณะที่การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ขนาดราง 1.435 เมตร ซึ่งภาครัฐต้องการให้เอกชนเข้ามาลงทุนตั้งแต่แรก 2 โครงการ คือ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 1.52 แสนล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน 9.46 หมื่นล้านบาทนั้น วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า

“ขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา ก่อนเสนอเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ดพีพีพี) และ ครม.อนุมัติภายในกลางปีนี้ จากนั้น รฟท.จะดำเนินการตามมาตรา 35 พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 โดยจะคัดเลือกเอกชนและผู้รับเหมาให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือน”

ส่วนโครงการรถไฟไทย-จีน ซึ่งเป็น 1 ใน 20 โครงการเร่งด่วน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม บอกว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 และได้ข้อสรุปโครงการว่าไทยจะดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กม. เป็นเส้นทางแรก เนื่องจากมีความพร้อมมากที่สุด ซึ่งรถไฟความเร็วสูงช่วงนี้จะออกแบบเป็นรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ใช้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชั่วโมง และใช้เทคโนโลยีจากจีน

“ไทยขอให้จีนพิจารณาปรับราคาค่าก่อสร้างลงใกล้เคียงกับประมาณราคาค่าก่อสร้างของไทย คือ 1.7 แสนล้านบาท โดยคำนึงถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์และการออกแบบที่จำเป็น สำหรับแหล่งเงินนั้นไทยอาจจะพิจารณากู้เงินจากจีน ในเงื่อนไขเงินกู้และดอกเบี้ยที่ดีที่สุดสำหรับไทย และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนใหม่ ทางคณะกรรมการเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน จะปรับแผนการดำเนินการโครงการขยายระยะเวลาการประชุมออกไปอีก 4-5 เดือน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ และคาดว่าการก่อสร้างจะเริ่มได้หลังเดือน ก.ย.ไปแล้ว” อาคม กล่าว

 

ด้านโครงการความร่วมมือการก่อสร้างรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง อาคม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างศึกษาแนวเส้นทางเพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ช่วงกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง โดยเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2559 ไทยและญี่ปุ่นได้ทดลองเดินรถขนส่งสินค้าจากหนองปลาดุก-แหลมฉบัง เพื่อทดสอบรางขนาด 1 เมตร

“เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะก่อสร้างเป็นรถไฟความเร็วสูง ทางญี่ปุ่นอยู่ระหว่างจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ เบื้องต้นจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้ โดยเส้นทางดังกล่าวจะนำเทคโนโลยีชินคันเซนของญี่ปุ่นมาใช้ในการศึกษา ส่วนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ช่วงแรก กรุงเทพฯ-พิษณุโลก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้เสนอรายงานอีไอเอ ต่อมาทางคณะกรรมการชำนาญการได้ขอให้แก้ไขทบทวนผลกระทบด้านเสียงและพื้นที่อ่อนไหวเพิ่มเติมอีก ช่วงที่สอง พิษณุโลก-เชียงใหม่ สนข.อยู่ระหว่างแก้ไขเพิ่มเติมรายงานอีไอเอ” อาคม ระบุ

สำหรับความคืบหน้าของโครงการระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร หรือรถไฟฟ้าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 4 โครงการ พบว่ามีความคืบหน้าไปมาก โดยล่าสุด ครม.มีมติโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ซึ่งในขั้นตอนต่อไป รฟม.จะต้องตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 จะดำเนินการคัดเลือกเอกชนและเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้

เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เพื่อปรับลดกรอบวงเงินก่อสร้างเหลือ 9.25 หมื่นล้านบาท จากเดิม 9.5 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 1.01 แสนล้านบาท ที่บอร์ด รฟม.จะพิจารณาอนุมัติ และจะเสนอ ครม.ต่อไป โดยคาดว่าจะมีการเปิดประมูลรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้านโครงการรถไฟที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับส่วนที่ขาด หรือรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน-สีแดงเข้ม (บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง) ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบแล้ว รฟท.อยู่ระหว่างเสนอให้กระทรวงคมนาคม ก่อนขออนุมัติจาก ครม.ต่อไป

ในส่วนการลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง คือ เส้นพัทยา-มาบตาพุด กรมทางหลวงได้เปิดประกวดราคาและได้ผู้รับเหมาแล้วทั้งหมด 13 สัญญา คาดลงนามในสัญญาได้ทั้งหมดในเดือน เม.ย.นี้ ส่วนเส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา ได้แบ่งเป็น 40 สัญญา โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2559 จะประกวดราคาหาผู้รับเหมาให้ได้ 20 สัญญา ที่เหลืออยู่อีก 20 สัญญาจะประกวดราคาปี 2560 และเส้นบางใหญ่-กาญจนบุรี แบ่งเป็น 25 สัญญา คาดว่าจะประกวดราคาได้ทั้งหมดเดือน พ.ค.

นอกจากนี้ ในส่วนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ระบุว่า ขณะนี้ได้ประกาศขายซองประกวดราคาสุวรรณภูมิเฟส 2 ไปแล้ว 2 สัญญา จากทั้งหมด 7 สัญญา โดยมีเอกชนรายใหญ่เข้าร่วมประมูลเป็นจำนวนมาก เช่น สเตท คอนสตรัคชั่น บริษัท ช.การช่าง บริษัท อิตาเลียนไทยฯ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง และห้างหุ้นส่วนจำกัด นภาก่อสร้าง เป็นต้น และที่เหลืออีก 5 สัญญา เช่น งานจ้างก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก งานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และงานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (เอพีเอ็ม) เป็นต้น จะเปิดประกวดราคาให้ได้ภายในกลางปีนี้

จึงเท่ากับในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการประกวดราคาและจะเปิดประกวดราคาทั้งสิ้น 16 โครงการ

 

แบงก์อมสภาพคล่อง ปล่อยกู้ธปท.กินดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/426828

แบงก์อมสภาพคล่อง ปล่อยกู้ธปท.กินดอกเบี้ย

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่เห็นแววจะฟื้นตัว ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบล้นทะลักอย่างต่อเนื่อง จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า เงินฝากในธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในเดือน ก.พ. 2559 มีอัตราขยายตัวสูงกว่าสินเชื่อ โดยเงินฝากขยายตัว 5% มียอดคงค้างอยู่ที่ 17.48 ล้านล้านบาท และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะติดลบ 0.8% ก็ตาม

ทั้งนี้ เงินในระบบบางส่วนมีนักลงทุนไทยนำไปลงทุนในต่างประเทศ (ทีดีไอ) ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ที่นำออกไปลงทุน 4,284 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2558 ออกไป 10,554 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ออกไปแล้ว 2,434 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ตาม

แต่สภาพคล่องก็ยังเหลืออยู่อีกมาก เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อในระบบขยายตัวเพียง 4.8% คิดเป็นยอดคงค้าง 16.12 ล้านล้านบาท เมื่อดูส่วนต่างสินเชื่อกับเงินฝาก จะเห็นว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินเหลืออยู่ประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท

เงินก้อนนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ

ที่สำคัญ คือ สภาพคล่องที่ล้นยังกลายเป็นภาระให้ ธปท. ต้องดูแลดูดซับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับระดับอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย

ทำให้กลไกตลาดการเงินบิดเบี้ยวอีกต่างหาก

ทั้งนี้ เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจปกติ สภาพคล่องส่วนเกินนี้สถาบันการเงินจะนำไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจต่างๆ เพื่อการลงทุนใหม่ ขยายการลงทุน หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน การผลิต และอุปโภคบริโภค หมุนเวียนเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไป

แต่ปัจจุบัน สภาพคล่องส่วนเกินกลับค้างเติ่งอยู่ในระบบ ไม่ได้นำไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นการฟื้นตัวทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ทำให้ธุรกิจต่างๆ ชะลอการลงทุนใหม่ หรือการขยายการลงทุน จึงไม่จำเป็นต้องใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน

ขณะที่ธุรกิจรายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือครัวเรือนที่ต้องการกู้เงิน มักจะไม่ได้รับเงินกู้ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง จนมีความเสี่ยงในการชำระหนี้ได้

แล้วธนาคารพาณิชย์ทำอย่างไรกับสภาพคล่องส่วนเกินที่ค้างอยู่ในระบบถึง 1.37 ล้านล้านบาท และมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากเป็นภาระอยู่

วิธีการ คือ ธนาคารพาณิชย์นำเงินมาซื้อพันธบัตร ผ่านการทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี ที่ ธปท.ใช้ดูดซับสภาพคล่อง โดย ณ วันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ดูดซับผ่านช่องทางนี้ร่วม 9 แสนล้านบาท ผ่านการออกขายพันธบัตรแบบทวิภาคี อายุ 1 วัน จำนวน 6.5 แสนล้านบาท อายุ 7 วัน 2.4 แสนล้านบาท และอายุ 14 วัน 7,830 ล้านบาท เป็นพันธบัตรที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อปี คิดเป็นภาระดอกเบี้ยที่ ธปท.ต้องจ่ายแต่ละปีเป็นหลักหมื่นล้านบาท

สภาพคล่องส่วนเกินบางส่วนยังถูกนำเข้ามาฝากข้ามคืนไว้กับ ธปท. ผ่านหน้าต่าง Standing facilities ที่ ธปท.ต้องจ่ายผลตอบแทนให้แบงก์ ในอัตราดอกเบี้ยนโยบายลบ 0.50% ต่อปี หรือ 1% โดยเมื่อวันที่ 12 เม.ย. มีสภาพคล่องส่วนเกินเข้ามาฝากหน้าต่างนี้ 2.9 หมื่นล้านบาท

เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า ยังไม่อยากเรียกว่า กลไกตลาดบิดเบี้ยว เพราะเมื่อแบงก์มีสภาพคล่องเหลือก็เอามาลงทุนได้ แต่สภาพคล่องมันล้นมานานแล้วและดอกเบี้ยก็ผ่อนคลายมาตลอด แต่แม้จะผ่อนคลาย ดอกเบี้ยของไทยก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศ ส่วนการที่แบงก์นำเงินสภาพคล่องมาลงทุนใน 1 Day Repo กับ ธปท. ก็ไม่ได้หมายความว่าแบงก์ไม่ปล่อยกู้ หรือกลไกตลาดบิดเบี้ยว แต่ดอกเบี้ยลดแล้วจะช่วยให้ลงทุนเพิ่มหรือไม่ต้องรอดูต่อไป

 

นักธุรกิจ-เศรษฐี ปัดไม่เกี่ยวฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/425324

นักธุรกิจ-เศรษฐี ปัดไม่เกี่ยวฟอกเงิน

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

นักธุรกิจ เศรษฐี ดาหน้าปฏิเสธ ไม่เคยฟอกเงิน และไม่รู้จัก “มอสแซ็ค ฟอนเซกา” บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายและการลงทุนในปานามา

มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือเลี่ยงภาษีแน่นอน ซึ่งคาดว่าอาจเป็นการเข้าใจผิด โดยอาจถูกเชื่อมโยงกับที่เคยมีบัญชีเพื่อการลงทุนกับธนาคารต่างประเทศ และได้ปิดบัญชีไปแล้ว แต่ธนาคารนั้นอาจจะใช้สำนักกฎหมายดังกล่าวเป็นผู้ดูแล

“ผมไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทุจริต หากจะขอข้อมูลบัญชีในต่างประเทศ ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ขณะนี้ต้นสังกัดของบริษัทและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้เรียกขอให้ชี้แจงข้อมูล” มนตรี กล่าว

แหล่งข่าวจากบริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องการฟอกเงินข้ามชาติจากเอกสารลับทางการเงินของปานามา เปเปอร์ส แต่เป็นการกล่าวโดยรวมว่า ตระกูลโชควัฒนาเข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในส่วนของข้อมูลที่เป็นข่าว ก็ยังไม่ใครทราบถึงแหล่งที่มาของข้อมูลที่แท้จริงว่าเป็นจริงหรือไม่ และมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

รายงานข่าวจากกลุ่มมิตรผล แจ้งว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่สามารถออกมาชี้แจง ในกรณีที่ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล มีรายชื่อในปานามา เปเปอร์สได้ โดยอยู่ระหว่างทำเอกสารมาชี้แจง และหากคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบทันที

ด้าน ชนะชัย ศรีชาพันธุ์ บิดาและอดีตผู้ฝึกสอนของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ อดีตนักเทนนิสมือ 9 ของโลก ยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเปิดบริษัทเพื่อหลบเลี่ยงภาษีอย่างที่มีชื่อปรากฏอยู่ในข่าว และรู้สึกแปลกใจที่มีชื่อของตัวเองอยู่ด้วย

“ผมพอทราบข่าวบ้าง แต่ไม่รู้เลยว่ามีชื่อของตัวเองอยู่ด้วย เพราะไม่เคยไปเปิดบริษัทหรือเปิดบัญชีในต่างประเทศเลย เคยมีคนมาชวนเหมือนกัน แต่นานมากแล้ว สมัยตอนอยู่ในทัวร์ (เทนนิสอาชีพ) แต่ก็ไม่เคยได้ทำ งงมาก เพราะไม่รู้จักด้วยซ้ำก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าไปมีชื่ออยู่ได้อย่างไร”

ขณะที่ครอบครัวของ ลิโอเนล เมสซี ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวซูเปอร์สตาร์นักเตะบาร์เซโลนาเกี่ยวโยงกับการตั้ง บริษัทออฟชอร์ปกปิดทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงภาษีไม่เป็นความจริง พร้อมขู่ฟ้องสื่อที่เสนอข่าวดังกล่าว

“ครอบครัวเมสซีขอยืนยันว่า ลิโอเนล เมสซี ไม่ได้กระทำการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหาในข่าวและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีที่ออกมาเป็นเท็จและสร้างความเสื่อมเสียให้ครอบครัวในฐานะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการฟอกเงิน

บริษัทในปานามาที่ถูกอ้างถึงในข่าว เป็นบริษัทที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย ซึ่งไม่เคยมีเงินหรือบัญชีปัจจุบันที่ใช้งาน และวันที่มีการจัดตั้งขึ้นโดยที่ปรึกษาด้านการเงินที่ผ่านมาของครอบครัวทำให้ดูจงใจในการหลบเลี่ยงภาษีสำหรับเมสซีที่กำลังมีปัญหาเรื่องนี้ในเวลานั้น ขณะนี้กำลังปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับสื่อที่เสนอข่าวดังกล่าว”

วาณิชธนากร กล่าวว่า การหนีภาษีกับการเลี่ยงภาษีต่างกันแม้จะมีเส้นแบ่งที่บางมาก การฟอกเงินคือการนำเงินที่ได้รับอย่างผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ มาทำให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย แต่วาณิชธนากรที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจะแนะนำช่องทางที่เสียภาษีน้อยที่สุดให้กับลูกค้าเพื่อลดต้นทุน เหมือนการปรับโครงสร้างธุรกิจหรือซื้อกิจการหากมีการชำระเงินในต่างประเทศก็จะไปชำระราคาที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เป็นสิทธิโดยชอบที่ไม่ผิดกฎหมาย

สำหรับกลุ่มลูกค้าเศรษฐี หรือนักธุรกิจใหญ่ๆ ทางฝ่ายไพรเวทแบงก์กิ้งจะแนะนำให้ลูกค้าทำแผนถ่ายทอดมรดก ซึ่งก็มักจะไปทำในต่างประเทศเพราะจะอาศัยสิทธิพิเศษทางภาษี กลุ่มที่น่าจับตามองอย่างมากคือ กลุ่มนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะแหล่งรายได้ไม่ชัดเจน

“นักธุรกิจจริงๆ คงไม่เท่าไหร่แค่รำคาญเรื่องความเป็นส่วนตัวและการอธิบายสรรพากร หรือธนาคารแห่งประเทศไทยว่าโยกเงินออกไปอย่างไร แต่นักการเมืองต้องอธิบายว่านำเงินมาจากไหน” วาณิชธนากร กล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า รายชื่อนายแบงก์หลายคนที่ปรากฏในปานามา เปเปอร์ส เช่น บรรยง พงษ์พานิช ศุภวุฒิ สายเชื้อ ไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัทกฎหมายนี้ มีการไปทำธุรกรรมลงทุนในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งทุกคนงงว่าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทนี้ได้อย่างไร เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าคู่ค้าหรือผู้ที่เคยทำธุรกรรมด้วยเป็นลูกค้าของ
มอสแซ็ค ฟอนเซกา จึงถูกโยงใยเข้าไปด้วย ทั้งที่ไม่รู้จักบริษัทนี้แต่อย่างใด

ภาพ เอเอฟพี

 

7 ข้อคิดเห็นถึงรัฐบาลจากนักวิชาการ กรณีรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/423884

7 ข้อคิดเห็นถึงรัฐบาลจากนักวิชาการ กรณีรถไฟความเร็วสูง

นักวิชาการจุฬาเสนอข้อคิดเห็นถึงรัฐบาลกรณีการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง

จากกรณี รัฐบาลเลือกเดินหน้ารถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 250 กิโลเมตร ด้วยการลงทุนด้วยตัวเอง

ล่าสุดผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีดังกล่าว ผ่านเพจ Assistant Professor Pramual Suteecharuwat, Ph.D. โดยระบุว่า ผมมีข้อคิดเห็นฝากไปถึงรัฐบาลดังนี้

1. นักวิชาการอย่างพวกเรา โดยเฉพาะที่จุฬาฯ นี่ เราไม่ได้ต่อต้านโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงนะครับ แต่ที่ออกมาให้ข้อมูลและวิพากษ์โครงการ เราต้องการเรียนเสนอให้ทางรัฐบาลพิจารณาการพัฒนาโครงการ ไม่เพียงการจัดหารถไฟฟ้าความเร็วสูงเข้ามาใช้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการให้พิจารณาไปยาวๆ ให้ครอบคลุมการบริหารจัดการ การจัดทัพเตรียมองค์กรที่จะมาดูแล และที่สำคัญสุดๆ คือ แผนการใช้งานและซ่อมบำรุงอย่างยั่งยืน
เน้นว่า “อย่างยั่งยืน”

การไม่วางแผนการใช้งานและซ่อมบำรุงอย่างยั่งยืน สะท้อนด้วยปัญหาจากหลายโครงการที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้อยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากไปกว่านี้

2. จนถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเราคงไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันเรื่อง คุ้มทุน คุ้มค่า เพราะตามตัวเลขที่เปิดเผยกันออกมา มันไม่คุ้มอยู่แล้วนะครับ จากตัวเลขที่มีการเปิดเผยออกมา โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช มีข้อมูลไวๆ ตามนี้

FIRR 1%
EIRR 10%
ระยะทาง 250 Km
ความเร็ว 250Km/ชม
ประมาณการจำนวนผู้โดยสาร 23,000 เที่ยว/วัน (นับจำนวนตั๋วนะครับ)
ค่าโดยสารคิดตามระยะทาง โดยมีราคาสูงสุด 580 บาท

พิจารณาตามนี้ ก็ต้องบอกว่า มีแนวโน้มจะไม่คุ้ม ไม่ว่าจะการเงิน หรือทางเศรษฐศาสตร์ เพราะปกติโครงการที่สภาพัฒน์ จะอนุมัติก็มีตัวเลข EIRR ขั้นต่ำประมาณ 12% แต่โครงการนี้อยู่ที่ 10%
ดังนั้นสิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไป คือ ถ้าจะต้องทำแน่ๆ ก็เว้นเรื่องนี้ไปก่อน

3. ประเด็นถัดไปที่ต้องพิจารณาจึงเป็นเรื่อง

3.1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ :
เรื่องน่าสงสัย และอาจหาคำตอบไม่ง่าย คือ ทำไมต้องให้จีนทำ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้มีการประมูล เกาหลีก็ได้ ญี่ปุ่นก็ได้ เยอรมันก็ได้ ฯลฯ และถ้าจะต้องเป็นจีนจริงๆ (ด้วยเหตุผลที่ผมก็ไม่ทราบนะครับ) เราจะให้จีนทำอย่างอื่นก็ได้ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น ทำไมต้องให้จีนทำรถไฟฟ้าความเร็วสูง?

3.2 การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ :
บริบทความคิดเรื่องนี้จะต้องย้ายออกจากเพียงการซื้อรถไฟมาใช้ คือ การมองรถไฟเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการคมนาคมขนส่ง ไปมองให้ครอบคลุมการใช้รถไฟ (ไหนๆ จะต้องซื้ออยู่แล้ว) ไปพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศ

ต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเพื่อการซ่อมบำรุงระบบรถไฟในประเทศ ไล่เรียงไปจนริเริ่มกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิต ที่จะทำให้ช่างฝีมือ วิศวกร นักวิชาการของไทย ถูกพัฒนาควบคู่ไปด้วย เป้าหมายคือ ไทยต้องผลิตชิ้นส่วนเพื่อการซ่อมบำรุงเองได้ และระยะยาวๆ ทีมช่าง ทีมวิศวกรไทย จะต้องสามารถมีส่วนในการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นใหม่ๆ ได้เอง

อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เราทำได้ แต่ต้องได้รับการวางแผนและสนับสนุนที่ถูกต้องครับ
ย้ำนะครับ อย่าให้เป็นเพียงการซื้อระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเข้ามาใช้งาน
และโปรดอย่าลืมว่า เรายังมีปัญหาโครงสร้างการจัดการ การบริหาร โดยเฉพาะการบริหารการซ่อมบำรุง

โปรดทราบว่าผมพูดมาตลอดหลายปี ในหลายเวที หลายรายการวิทยุ รายการ TV ว่าประเทศไทยต้องพิจารณาภาพใหญ่ ตั้งแต่เหตุผลของการสร้าง ความจำเป็น ไล่เรียงไปถึงการใช้งาน การบำรุงรักษา ซึ่งหากต้องการให้มีความยั่งยืน จะต้องมีแผนงานรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี

4. แผนรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี อาจแตกต่างกันไประหว่างโครงการรถไฟฟ้าในเมือง อย่างกรณี 10 สายรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล กับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง อย่าใช้สูตรเดียวกันกับทุกโครงการ เพราะปริมาณความต้องการใช้ต่างกัน การส่งเสริมอุตสาหกรรมก็ต้องต่างกัน

5. สำคัญมากๆ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ต้องไม่ใช่เพียงการส่งคนไปฝึกอบรม 10 วัน 20 วัน แล้วก็กลับมา ไม่ได้ทำอะไร
หลายโครงการทำถ่ายทอดเทคโนโลยีกันแบบนี้ และล้มเหลว ประเทศไทยจะไม่ได้อะไรจากการทำอะไรแบบนี้

6. ในกรณีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี ต้องมุ่งเน้นการทำให้ไทย ;

– ขั้นต่ำ : ต้องสามารถผลิตชิ้นส่วนรองรับการซ่อมบำรุงได้ เป็นสัดส่วนที่มากกว่าการนำเข้า หรือทำให้ระยะยาวๆ เราต้องพึงพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราต้องยืนได้ด้วยขาของตัวเอง

– ขั้นสูง : ต้องสามารถทำให้ไทยผลิตรถไฟฟ้าความเร็วสูงได้เอง เพื่อให้สามารถพัฒนาเส้นทางอื่นๆ ต่อไปได้เอง และการพูดแบบนี้ ไม่ได้พูดลอยๆ โปรดศึกษากรณีศึกษา ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทีมงานของผมที่จุฬาฯ โดยความร่วมมือกับ สวทช. และกระทรวงคมนาคมเอง ก็เคยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลีใต้มาอธิบายให้ฟัง และผมได้เขียนเป็นบทความออนไลน์ไว้ให้ช่วยกันศึกษาแล้ว

7. ท้ายที่สุด ไม่ควรออกมาพูดทำนองว่านักวิชาการขัดขวางความเจริญ

– ควรเข้าใจบทบาท กับหน้าที่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง
– นักวิชาการมีหน้าที่คิด วิเคราะห์ และให้ข้อเสนอกับสังคม
– การถกเถียงกันจากแง่มุมความคิดต่างๆ จะทำให้เราได้บทสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศครับ
– โปรดเข้าใจ และระลึกอยู่เสมอว่า ระบบขนาดใหญ่เหล่านี้ เมื่อลงทุนในวงเงินระดับแสนล้านบาท ระบบที่ว่าจะต้องอยู่กับสังคมไทยไปอีกหลายสิบปี อย่าให้เกิดปัญหาว่ามีความเสียหาย หรือไม่สามารถบริหารจัดการได้ หลังจากเปิดใช้งานไปเพียง 5-6 ปี

ที่มา https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=981031675314091&id=206149389468994

 

 

เงินร้อนทะลักไทย เก็งกำไรกว่า1แสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/422340

เงินร้อนทะลักไทย เก็งกำไรกว่า1แสนล.

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กว่า 9 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่พันธบัตรดังกล่าวมีต่างชาติถือครองระดับพันล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้ทุนต่างชาติได้รับผลตอบแทนส่วนต่างค่าเงินแล้ว 1,200 ล้านบาท รวมทั้งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปเหนือกว่าระดับ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินที่ไหลเข้ามาดังกล่าวเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่เข้ามาเก็งกำไร และได้ผลตอบแทนจากส่วนต่าง (แคปิตอลเกน) ถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ นับเป็นค่าเสียโอกาสของไทยจากเงินบาทแข็งค่า แทนที่เงินจำนวนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศ ท่ามกลางหลายประเทศที่ใช้นโยบายการเงินกดอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนค่าลง

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเก็งกำไรค่าเงินดังกล่าว ธปท.ควรลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดความน่าสนใจในพันธบัตรระยะสั้นที่เป็นเป้าหมายหลักที่ถูกเก็งกำไรค่าเงิน เพราะหากดูการถือครองพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นตราสารระยะยาวต่างชาติยังทรงตัวอยู่ที่ 5.33 แสนล้านบาท ขณะที่ในตลาดหุ้นต่างชาติขายสุทธิ 1.41 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 22 มิ.ย. ในอัตรา 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% โดยต้องจับตาสัญญาณจากการประชุม กนง. วันที่ 23 มี.ค.นี้ว่า คณะกรรมการ กนง. เริ่มมีเสียงแตกหรือไม่ รวมทั้งต้องติดตามการปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ของ ธปท.ในสิ้นเดือน มี.ค.ด้วย

“ตลาดการเงินตอนนี้พิสดารมากขึ้นแล้ว หนีไม่พ้น ธปท.ต้องเร่งดำเนินการสกัดเงินร้อนตรงนี้ด้วยการลดดอกเบี้ย ส่วนตัวคิดว่า 0.25% อาจจะไม่พอด้วยซ้ำ เพราะเมื่อปี 2553 ที่ ธปท.ลดดอกเบี้ยต่ำสุด 1.25% ตอนนั้นธนาคารกลางของต่างประเทศไม่มีใครใช้ดอกเบี้ยติดลบเหมือนปัจจุบัน แต่คิดว่าคงไม่ใช้มาตรการกันสำรอง 30% ที่กระทบกับเงินลงทุนเงินลงทุนโดยตรงหรือเอฟดีไอ” กอบสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินในภูมิภาคต่างแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยเงินวอนเกาหลีใต้แข็งค่ามากที่สุด 3.5% รองลงมา คือ เยนญี่ปุ่นแข็งขึ้น 2% เหรียญสิงคโปร์ 1.8% เหรียญไต้หวัน 1.7% ส่วนเงินบาทไทยแข็งค่าเป็นอันดับ 5 ในภูมิภาค 1.5% เท่ากับริงกิตของมาเลเซีย

ด้านธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) รายงานฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 11 มี.ค. 2559 ว่า อยู่ที่ระดับ 1.709 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.005 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 34.80 บาท/เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิ (Forward) อยู่ที่ระดับ 1.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิอยู่ที่ระดับ 1.821 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักค้าเงิน ระบุว่า คาดว่าทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้น่าจะมาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์จากเงินบาทเป็นเงินเหรียญสหรัฐมีมูลค่ามากขึ้นตามการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หลังเงินเหรียญสหรัฐปรับอ่อนค่าลงหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะทางการมีการเข้าดูแลเงินบาทแข็ง ด้วยการเข้าแทรกแซงเงินเหรียญสหรัฐที่ไหลเข้ามามากขึ้นเข้าเก็บในทุนสำรองประเทศ

สำหรับฐานเงินหรือเงินสดหมุนเวียนในมือภาคเอกชนบวกเงินฝากของสถาบันการเงินที่ ธปท.ปัจจุบันปรับลดลงจาก 1.65 ล้านล้านบาทในสัปดาห์ก่อน เหลือ 1.588 ล้านล้านบาทในสัปดาห์นี้ สะท้อนสภาพคล่องในระบบที่น้อยลง

 

ลงทุนภาครัฐ-เอกชน ส่งสัญญาณต่ำเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/418498

ลงทุนภาครัฐ-เอกชน ส่งสัญญาณต่ำเป้า

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระทรวงการคลังแถลงภาวะเศษฐกิจเดือน ม.ค. 2559 พบว่า ดัชนีหลายตัวส่งสัญญาณไม่ดีนัก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ชะลอตัวมาก ขณะที่กระทรวงคมนาคม ระบุว่า ปีนี้จะมีการลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้เพียง 10 โครงการ จากทั้งหมด 20 โครงการ

กุลยา ตันติเตมิท ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงการคลัง และรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเดือน ม.ค.ยังต้องติดตามสถานการณ์การใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีสัญญาณชะลอลง และการส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลง สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ติดลบ 1.2% เนื่องจากภาษีแวตจากการนำเข้ายังคงหดตัวต่อเนื่อง แต่การจัดเก็บภาษีแวตจากฐานการใช้จ่ายในประเทศขยายตัวเล็กน้อย

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย ปรับตัวลดลงในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 64.4 เนื่องจากผู้บริโภคยังกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน

ด้านการลงทุนภาคเอกชนในเดือน ม.ค. 2559 มีสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวติดลบ 5.6% ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการเร่งโอนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้าก่อนที่ราคาประเมินที่ดินใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2559 ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์กลับมาหดตัวในรอบ 2 เดือน ติดลบที่ 0.3% และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่หดตัวเช่นกันที่ 6.2% ตามการลดลงของราคาวัสดุก่อสร้างในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก

สำหรับการส่งออกสินค้าในเดือน ม.ค. 2559 หดตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐหดตัว 8.9% ในเกือบทุกกลุ่มสินค้าส่งออก โดยเฉพาะน้ำมันและเชื้อเพลง และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังคงเป้าหมายเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.7% ภายใต้เงื่อนไขภาวะเศรษฐกิจในระดับปัจจุบัน โดยมีการรวมผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ที่คาดว่าจะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดไม่เกิน 0.15% ของจีดีพี โดย สศค.จะปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมาต่อเนื่อง เพราะรู้ว่าไม่สามารถพึ่งการส่งออกเป็นหลักเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ซึ่งรัฐบาลพยายามให้การลงทุนและการบริโภคนำหน้าการส่งออก คาดว่าการลงทุนและการใช้จ่ายในไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมรายงานว่าจะมีการเซ็นสัญญาและเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ภายในปีนี้ได้ 10 โครงการ จากเดิม 20 โครงการ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท โดยที่เหลืออีก 10 โครงการ อาจจะเซ็นล่าช้าเป็นปลายปีนี้ และเริ่มเบิกจ่ายงบในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม การลงทุนเอกชนมีสัญญาณดีขึ้นมาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานว่า มีการยื่นขอลงทุนเเดือน ม.ค. จำนวน 8,000 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 8 เท่า แต่จะต้องทำให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงมายื่นขอเท่านั้น ด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีความล่าช้าในส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาท ที่ทำสัญญาแล้ว 80% แต่เบิกจ่าย 20%

 

ปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ลง สะเทือนคดีหาคนรับผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/417862

ปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ลง สะเทือนคดีหาคนรับผิด

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โครงการรับจำนำข้าวกำลังมีปัญหาปิดบัญชีไม่ได้ ถือเป็นวิบากกรรมของประเทศ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวไปกว่า 8 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำบัญชีให้เป็นมาตรฐานสากลให้เห็นได้ว่าการดำเนินการที่ผ่านมามีผลขาดทุนเสียหายไปเท่าไหร่

โครงการรับจำนำข้าวมีการปิดบัญชีได้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 ขณะนั้นมีผลขาดทุน 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขาดทุน 1.63 แสนล้านบาท และอีก 4 โครงการสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขาดทุนอีก 5.36 แสนล้านบาท และยังพบว่ามีข้าวหายไปหลายแสนตัน จนต้องฟ้องร้องดำเนินคดี

สำหรับการปิดบัญชีรอบวันที่ 30 ก.ย. 2558 มีการตั้งเป้าปิดให้ได้ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา แต่ก็ปิดไม่ลง ลากมาจนถึงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยังปิดบัญชีไม่ได้ เนื่องจากข้อมูลข้าวยังมีปัญหาตัวเลขไม่ตรงกัน โดยเฉพาะข้าวที่หายไปจากโครงการนี้ว่ามีจำนวนเท่าไรกันแน่ เพราะองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยังไม่ยอมส่งตัวเลขให้กับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อที่ให้กรมการค้าต่างประเทศนำส่งให้คณะทำงาน

ปัญหาหลักมาจาก อคส. ผู้ดำเนินการรับจำนำข้าวส่วนใหญ่ ส่วน อ.ต.ก.เป็นผู้รับจำนำข้าวส่วนน้อย จุดอ่อนไหวคือบัญชีข้าวที่ไม่ตรงกับปริมาณข้าวที่มีอยู่จริง ทำให้กระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีข้าวหายในการปิดบัญชีในรอบวันที่ 30 ก.ย. 2558 ซึ่งไม่มีใครติดใจ เพราะข้าวที่หายไปอยู่ในการปิดบัญชีรอบวันที่ 30 ก.ย. 2557 และเป็นตัวเลขที่อนุกรรมการฯ ต้องการอย่างมาก เพื่อจะได้ทราบปริมาณแท้จริงของข้าวที่หายไป

นอกจากนี้ การตีคุณภาพข้าวก็มีผลต่อการตีราคาตลาดเพื่อปิดบัญชีอย่างมาก เพราะข้าวมากกว่าครึ่งเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทั้ง อคส.และ อ.ต.ก.จะต้องแจงให้ได้ เพราะมีผลต่อการขาดทุนในโครงการรับจำนำทั้งสิ้น

คณะทำงานปิดบัญชีข้าว เปิดเผยว่า หากปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุดไม่ได้ จะส่งผลกระทบกับการฟ้องร้องผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งศาลคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึงการเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่มีคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

การฟ้องร้อง และการเรียกค่าเสียหาย ต้องมีการอ้างอิงถึงตัวเลขขาดทุนจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าว หากการปิดล่าช้าหรือไม่ได้มาตรฐาน การเก็บข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจจะเป็นจุดอ่อนให้จำเลยนำไปต่อสู้ในศาล จนทำให้รัฐเกิดการเสียเปรียบ ไม่สามารถเอาผิดหรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

เรื่องดังกล่าว อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้ความสำคัญอย่างมาก ได้สั่งการ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชี ให้ปิดจุดอ่อนการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวให้ได้มาตรฐานสากลทางบัญชี เพราะหากทำถูกตั้งแต่ต้น การนำข้อมูลจากการปิดบัญชีข้าวไปใช้ต่อจะไม่มีปัญหา อนุกรรมการฯ จึงเชิญตัวแทนจากสภาวิชาชีพบัญชีเข้ามาช่วยปิดบัญชีทุกขั้นตอน รวมทั้งตรวจสอบตัวเลขปริมาณข้าวที่ อคส.และ อ.ต.ก.จะส่งมาด้วย โดยเฉพาะการตีมูลค่าข้าวที่หายว่าจะต้องลงบัญชีขาดทุนอย่างไร เพื่อให้เป็นจริงมากที่สุด

สมชัย ระบุว่า จะต้องประชุมปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวให้ได้ภายในเดือนนี้ เนื่องจากล่าช้ามามากแล้ว และอนุกรรมการต้องรายงานผลการปิดบัญชีล่าสุดให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับทราบเพื่อแก้ไขปัญหาขาดทุนและการปิดบัญชีรวดเร็วขึ้นกว่าปัจจุบัน

การเร่งปิดบัญชีโครงการรับจำนำล่าช้า ไม่ได้กระทบกับคดีความฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายยังดำเนินการอยู่เท่านั้น แต่ยังทำให้รัฐบาลไม่รู้ถึงความเสียหายที่แท้จริงอีกด้วย ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่สามารถวางแผนระบายข้าวได้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เงินมาชำระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว โดย ธ.ก.ส.ยังเป็นหนี้จากการกู้เงินไปใช้ในโครงการนี้กว่า 5 แสนล้านบาท ต้องเสียดอกเบี้ยปีละไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท และย้อนมาเป็นภาระรัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณจ่ายทุกปี กลายเป็นยอดขาดทุนสะสมอยู่ในบัญชีรับจำนำข้าว โดยที่ผ่านมาเสียดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ปี เป็นเงินถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และหากไม่รีบหาคนมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกไม่กี่ปีประเทศก็ต้องเสียดอกเบี้ย 1 แสนล้านบาท

การปิดบัญชีรับจำนำข้าวล่าช้า นอกจากส่งผลกระทบต่อการเงินการคลัง รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแล้ว ยังจะกระทบกับการฟ้องร้องหาคนรับผิดและชดใช้ค่าเสียหาย ประเทศชาติเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง

อนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจึงต้องมีความเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อไปนานกว่านี้ หากไม่แก้ปัญหาเสียตอนนี้ การปิดบัญชีข้าวรอบใหม่วันที่ 30 ก.ย. 2559 ที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนก็จะเกิดปัญหาซ้ำซากเช่นนี้อีก