3มือถือรับใบประมูลคลื่นวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557716

  • วันที่ 16 ก.ค. 2561 เวลา 06:38 น.

3มือถือรับใบประมูลคลื่นวันนี้

กสทช.เตรียมเชิญค่ายมือถือ เข้าประมูลคลื่นความถี่ 900 และ 1800 อีกรอบ 16 ก.ค.นี้

จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศเชิญชวนและรับคำขอผู้สนใจเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 9-13 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่มีโอเปอเรเตอร์รายใดรับคำขอเข้าร่วมประมูล

อย่างไรก็ดี กสทช.จะออกมาประกาศเชิญอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 16 ก.ค.นี้ เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมเข้ามารับคำขอประมูลอย่างเป็นทางการ

สำหรับความเคลื่อนไหวของ 3 โอเปอเรเตอร์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เตรียมเข้าไปรับคำขอประมูลคลื่นวันที่ 16 ก.ค.นี้ ขณะที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) จะส่งตัวแทนไปรับคำขอ เช่นเดียวกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะไปรับคำขอ ซึ่งเป็นการไปรับตามสิทธิ ส่วนจะประมูลหรือไม่จะประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง

โลกระดมกลยุทธ์ เร่งอุดช่อง’เฟก นิวส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557494

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 08:38 น.

โลกระดมกลยุทธ์ เร่งอุดช่อง'เฟก นิวส์'

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเพียงเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ความรวดเร็วดังกล่าวก็เป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้ “ข่าวปลอม” หรือ Fake News ระบาดไปไกลและรวดเร็วยิ่งขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยสถาบันวิจัยเอ็มไอทีพบว่า ข่าวปลอมนั้นแพร่กระจายรวดเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า

ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศจึงเร่งออกกฎหมายหวังใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อช่วยสกัดการปล่อยข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นประเทศยุโรปอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส รวมถึงบราซิลและมาเลเซีย

สำหรับ “เยอรมนี” นั้น เอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่ผ่านมา เพื่อปราบปรามการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบนโซเชียล มีเดีย รวมถึงข้อความแสดงความเกลียดชัง (เฮตสปีช) สื่อลามกอนาจาร และคอนเทนต์สนับสนุนการก่อการร้าย

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เสี่ยงเจอค่าปรับกว่า 50 ล้านยูโร (ราว 1,936 ล้านบาท) หากไม่สามารถขจัดคอนเทนต์สุ่มเสี่ยงดังกล่าวออกไปจากแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้อยู่เบื้องหลังการเผยแพร่คอนเทนต์ดังกล่าวอาจโดนปรับรายละ 5 ล้านยูโร (ราว 193 ล้านบาท)

ขณะที่ “ฝรั่งเศส” กำลังพิจารณาร่างกฎหมายใหม่เพื่อใช้ปราบปรามการบิดเบือนข้อมูล ก่อนการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในปีหน้า และเพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปี 2017 ที่ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเผชิญข่าวลวงโจมตีช่วงหาเสียง

รายงานระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสสามารถระงับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จได้ทันทีก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงยังสั่งให้สื่อต่างชาติหยุดออกอากาศข่าวได้เช่นกัน หากบั่นทอนความมั่นคงของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี เอเอฟพีรายงานว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากหลายฝ่ายวิตกว่า ร่างกฎหมายใหม่ไม่ต่างอะไรกับการเซ็นเซอร์ ที่เสี่ยงบั่นทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ เยอรมนีและฝรั่งเศสถือเป็น 2 ประเทศยุโรป ที่หวังใช้กฎหมายขจัดข่าวปลอมอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลอังกฤษเลือกแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแล ส่วนอิตาลีเพียงแค่เปิดบริการรับแจ้งข่าวปลอมออนไลน์

เมื่อข้ามฟากไปดูประเทศฝั่งอเมริกาใต้ “บราซิล” นับว่าตื่นตัวเรื่องข่าวปลอมไม่แพ้ยุโรป โดยเอเอฟพีรายงานว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับการปราบปรามข่าวปลอมกว่า 14 ฉบับ เพื่อป้องกันข่าวลวงระบาดหนักก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน ต.ค.ปีนี้

รายงานระบุว่า ขณะนี้ร่างฉบับหนึ่งผ่านการพิจารณาในสภาล่าง และได้รับการส่งต่อไปยังสภาสูงแล้ว โดยร่าง ดังกล่าวกำหนดให้ผู้ปล่อยข่าวปลอมต้องได้รับโทษจำคุก 3 ปี หากเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสุขภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเลือกตั้ง และข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผลต่อสาธารณชน

ไม่เพียงเท่านั้น เอเอฟพีรายงานว่า บราซิลยังเพิ่มวิชาวิเคราะห์และแยกแยะข่าวปลอมในการเรียนการสอนของโรงเรียนด้วย นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2017

“จุดมุ่งหมายของวิชาดังกล่าวคือการสอนให้นักเรียนแยกแยะข่าวปลอมได้ และขณะนี้วิชานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนไปแล้ว” เลอันโดร เบกูโอชี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษา โนวา เอสโกลา กล่าว

ขณะเดียวกัน ประเทศอาเซียนอย่าง “มาเลเซีย” เพิ่งผ่านกฎหมายคุมเข้มข่าวลวงเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยผู้ปล่อยข่าวปลอมเสี่ยงเจอโทษจำคุก 6 ปี และสั่งปรับสูงสุด 5 แสนริงกิต (ราว 3.9 ล้านบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบีบพรรคฝ่ายค้านก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และใช้โจมตี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้สมัครตัวเต็งชิงตำแหน่งนายกฯ มาเลเซีย

ทั้งนี้ มหาเธร์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ เปิดเผยว่าจะยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในการประชุมสภาเดือนนี้

บิ๊กไอทีรุกอุดช่องโหว่

ปัญหาข่าวปลอมระบาดทั่วโลกออนไลน์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาบริษัทสื่อโซเชียลโดยตรง ทำให้บริษัทจำนวนมากเริ่มออกมาตรการต่างๆ แล้วในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุดนั้น “ยูทูบ” แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอรายใหญ่ ประกาศลงทุน 25  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 833 ล้านบาท) สนับสนุนการตั้งกลุ่มความร่วมมือกับสื่อและสำนักข่าวผลิตวิดีโอที่เชื่อถือได้ โดยกองทุนดังกล่าวคาดว่าจะใช้สนับสนุนการผลิตวิดีโอในราว 20 ประเทศ

ด้าน “วอตส์แอพ” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ฟอร์เวิร์ด เลเบิล เพื่อช่วยระบุแหล่งที่มาของข้อความที่ต่อๆ กันผ่าน ผู้ใช้หลายคน หลังเกิดข่าวปลอมระบาดในอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ “เฟซบุ๊ก” กำลังหันไปจับมือกับองค์กรสื่อต่างๆ เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบนแพลตฟอร์ม รวมถึงเพิ่มความคุมเข้มในการลงโฆษณาด้วย ส่วน “ทวิตเตอร์” ประกาศปิดบัญชีปลอมปล่อยข่าวลวงกว่า 70 ล้านบัญชีเมื่อเดือน พ.ค. และ มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ทรูมูฟ เอช”ยันตรวจสอบลงทะเบียนซิมเข้ม แจ้งความทันทีที่พบการปลอมบัตรประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557453

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 15:42 น.

"ทรูมูฟ เอช"ยันตรวจสอบลงทะเบียนซิมเข้ม แจ้งความทันทีที่พบการปลอมบัตรประชาชน

ทรูมูฟ เอช ยืนยันตรวจสอบการลงทะเบียนซิมด้วยความเข้มงวด แจ้งบก. ปอท. ทันทีที่พบการปลอมบัตรประชาชน พร้อมประสานกสทช. ร่วมพัฒนาระบบให้รัดกุมยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ทรูมูฟ เอช ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ได้ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีผู้ปลอมบัตรประชาชนของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วนำไปลงทะเบียนซิมการ์ดแบบเติมเงินของบริษัท เรียล มูฟ จำกัด นั้น บริษัท ฯ ขอชี้แจงว่า ทันทีที่ บริษัทฯ ตรวจสอบพบความผิดปกติจากการลงทะเบียนซิมการ์ดแบบเติมเงิน ผ่านแอพพลิเคชั่น “2 แชะ” บริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมข้อมูลหลักฐาน และแจ้งเรื่องต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยเร็ว พร้อมประสานให้ความร่วมมือในการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ในที่สุดตามที่เป็นข่าว

สำหรับกรณีดังกล่าว เกิดจากการที่บริษัทฯ ได้มีการตรวจสอบระบบภายในเป็นประจำ และพบว่ามีการปลอมภาพในบัตรประชาชน และปลอมภาพถ่ายเพื่อใช้ในการทำ Face recognition ที่ตัวแทนจำหน่าย ด้วยการแสดงตัวตนผ่านการลงทะเบียนด้วยระบบ 2 แชะอัตลักษณ์ ที่กสทช. กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องใช้ในการลงทะเบียนซิมการ์ดสำหรับเปิดเบอร์ใหม่ โดยกรณีนี้เมื่อระบบการลงทะเบียนดังกล่าว จะตรวจ ภาพถ่ายจากบัตรประชาชน และภาพถ่ายการแสดงตัวตนในการแสดงอัตลักษณ์ตรงกัน และมีเลขบัตรประชาชน ซึ่งผู้กระทำผิดปลอมแปลงขึ้นมา ครบถ้วนแล้วนั้น จึงได้มีการอนุมัติให้เปิดซิมได้

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวบริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ ได้ทำหนังสือแจ้ง กสทช. เพื่อขอให้ตรวจสอบระบบปฏิบัติงาน 2 แชะ อัตลักษณ์อย่างเร่งด่วน และพร้อมที่จะให้ข้อมูลเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาช่องว่างที่มีอยู่ และร่วมกันพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

รัฐตั้งทีมขับเคลื่อน5จี หวังพัฒนาระบบสื่อสารในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557401

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 07:22 น.

รัฐตั้งทีมขับเคลื่อน5จี หวังพัฒนาระบบสื่อสารในไทย

บอร์ดดีอีไฟเขียว จัดตั้งคณะทำงานเตรียมการ 5จี เพื่ออนาคต หวังทดลองในดิจิทัลพาร์คปีนี้

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่3/2561 ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า บอร์ดดีอีมีมติตั้ง “คณะทำงานเตรียมการ 5จี เพื่ออนาคต” เพื่อเร่งรัดการพัฒนาระบบ 5จี ในประเทศไทย โดยมี รมว.กระทรวงดีอี เป็นประธาน

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ จะประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงดีอี ตัวแทนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์ให้ออกแบบการใช้งาน 5จี ในอนาคตอย่างคุ้มค่าและเกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5จี ร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ส่งผลให้ประหยัดการลงทุนระบบ 5จี มูลค่า 1 แสนล้านบาท

สำหรับการทดลองระบบ 5จี ในดิจิทัลพาร์ค ศรีราชา เป็นภารกิจแรกของคณะทำงานเตรียมการ 5จี เพื่ออนาคต โดยคาดว่าจะสามารถทดลองระบบได้ภายในปี 2561 เบื้องต้นจะใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา โดยเป็นความร่วมมือของรัฐและเอกชน ซึ่งกระทรวงดีอีจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น

ด้านคลื่นความถี่ที่จะใช้ทดลองระบบ 5จี ในเบื้องต้น กสทช.เสนอให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 24000-26000 เมกะเฮิรตซ์ โดยตามเกณฑ์ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ระบุว่าคลื่นความถี่ย่าน 3300-4200 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 24000-29000 เมกะเฮิรตซ์ เหมาะสมกับกิจการ 5จี โดยบอร์ดดีอีมีมติให้สำนักงาน กสทช.เร่งศึกษาคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับกิจการ 5จี ในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ บอร์ดดีอียังมีมติเสนอ พ.ร.บ.จัดตั้ง “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ส.ค.นี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดช่องว่างด้านดิจิทัล เน้นการรวมกลุ่มของเอกชนด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันยังกระจัดกระจาย เพื่อให้เอกชนทำงานร่วมกัน ทั้งร่วมศึกษาแนวทางการพัฒนาด้านดิจิทัลเพื่อเสนอเป็นแนวทางให้รัฐบาลต่อไป โดยสภาดิจิทัลจะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทยด้วย มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจดำเนินตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติสภาดิจิทัลฯ

อังกฤษประเดิมสั่งปรับเฟซบุ๊ก5แสนปอนด์ ปมทำข้อมูลผู้ใช้หลุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/557303

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 06:40 น.

อังกฤษประเดิมสั่งปรับเฟซบุ๊ก5แสนปอนด์ ปมทำข้อมูลผู้ใช้หลุด

อังกฤษจ่อปรับเฟซบุ๊ก 5 แสนปอนด์ ฐานปล่อยข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล เตรียมเจออีกหลายคดี

คณะกรรมการกำกับดูแลด้านข้อมูลของอังกฤษ (ไอซีโอ) เตรียมปรับเงินเฟซบุ๊ก 5 แสนปอนด์ (ราว 22 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุดที่ไอซีโอสามารถปรับบริษัทที่ละเมิดกฎหมายข้อมูลของอังกฤษ ฐานไม่สามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กว่า 87 ล้านคนได้ หลังปล่อยให้เคมบริดจ์ อนาลิติกา บริษัทวิจัยในอังกฤษ นำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

ไอซีโอ ระบุว่า เฟซบุ๊กละเมิดกฎหมายโดยการไม่สามารถรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้ได้ และไม่แจ้งผู้ใช้ว่าบุคคลที่สามนำข้อมูลไปใช้ในทิศทางใด ทั้งนี้คำตัดสินดังกล่าวยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด โดยเฟซบุ๊กมีโอกาสขอยื่นอุทธรณ์ไปขั้นตอนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่เฟซบุ๊กถูกเรียกปรับในครั้งนี้อาจเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัท แต่ถือเป็นการลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกสำหรับเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งส่งผลให้ชื่อเสียงของเฟซบุ๊กเสื่อมเสีย หุ้นตก และมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก ต้องขอโทษต่อรัฐสภาอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กกำลังเผชิญการสอบสวนจากอีกหลายหน่วยงาน อาทิ คณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติสหรัฐ (เอฟทีซี) สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (เอสอีซี) ในกรณีการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้

ภาพ เอเอฟพี

เฟซบุ๊กทุ่ม9พันล. ถ่ายทอดพรีเมียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556889

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 09:56 น.

เฟซบุ๊กทุ่ม9พันล. ถ่ายทอดพรีเมียร์

เฟซบุ๊กคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลในไทย และอีก 3 ประเทศในอาเซียน

เฟซบุ๊ก บรรลุข้อตกลงคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งแรกในไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว ด้วยมูลค่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 8,800 ล้านบาท) เป็นเวลา 3 ปี โดยจะเริ่มในปีหน้า

ด้านยักษ์ใหญ่สื่อโซเชียล มีเดีย เอาชนะบีอิน สปอร์ตส์ ซึ่งถือลิขสิทธิ์ในปัจจุบัน และฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ เอเชีย ในการประมูลลิขสิทธิ์ได้ถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกยอดนิยมที่สุดในโลก ทั้ง 380 แมตช์ ตลอดฤดูกาล 2019-2020 จนถึงปี 2022

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กพยายามเข้าสู่สังเวียนการถ่ายทอดสดกีฬาด้วยการถ่ายทอดศึกเมเจอร์ ลีก เบสบอล และลาลีกา ในสหรัฐ ผ่านการเป็นพาร์ตเนอร์กับ ฟอกซ์ สปอร์ตส์ มาก่อนหน้า อย่างไรก็ตามการคว้าลิขสิทธ์ครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดรูปแบบในการดำเนินการอย่างไร

สำหรับการคว้าลิขสิทธิ์ของเฟซบุ๊ก เกิดขึ้นหลังจากอเมซอนคว้าสิทธิถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก 20 แมตช์/ฤดูกาลเมื่อเดือนที่แล้ว และยังเชื่อกันว่าพรีเมียร์ลีก ยังเตรียมเจรจากับ ยูทูบ และ เนตฟลิกซ์ เป็นเป้าหมายต่อไปในการขายสัญญาลิขสิทธิ์ทางโซเชียลมีเดีย

เดลล์หวังขยายฐานเกมเมอร์ ชี้ตลาดไอทีสดใสในรอบ3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556882

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

เดลล์หวังขยายฐานเกมเมอร์ ชี้ตลาดไอทีสดใสในรอบ3ปี

เดลล์ส่งแล็ปท็อปรุ่นใหม่ขยายฐานตลาด เจาะช่วงราคา 2 หมื่น ปิดช่องโหว่หวังเพิ่มสัดส่วนการขายในกลุ่มขยายตัว 30%

นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ที่ชื่นชอบเกมและกลุ่มเกมเมอร์ทั่วโลกขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 383 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 ล้านคน ในปี 2562 ซึ่งตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นตลาดที่สำคัญ จากสัดส่วนนักกีฬาอี-สปอร์ตที่มีกว่า 80 ล้านคน จาก 168 ล้านคนทั่วโลก ส่งผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ในภูมิภาค

สำหรับตลาดไอทีในประเทศไทย ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สดใส โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป จากอานิสงส์ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น จะสนับสนุนให้ภาพรวมตลาดขยายตัวขึ้นในรอบ 3 ปี และด้วยจัดการแข่งขันกีฬาอี-สปอร์ตในเอเชียนเกมส์ 2018 จะยิ่งสนับสนุนให้ตลาดเกมเมอร์เติบโตอย่างหวือหวาและมีนัยสำคัญ

ขณะที่บริษัทจะมุ่งเน้นขยายฐานตลาดในกลุ่มเกมเมอร์ ล่าสุดเปิดไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีราคาถูกที่สุดในตัว เกมมิ่ง แล็ปท็อป ได้แก่ เดลล์ จี3 และเดลล์ จี7 โดยมุ่งเน้นศักยภาพและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความง่ายในการใช้งาน ซึ่งซีรี่ส์ใหม่นี้จะทำให้เดลล์ มี เกมมิ่ง แล็ปท็อปในการรองรับความต้องการของลูกค้า รวมถึง 8 รุ่น มีราคาตั้งแต่ 2 หมื่น-1.5 แสนบาท

ปัจจุบันเดลล์มีสัดส่วนการขาย เกมมิ่ง แล็ปท็อปอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งจากฐานราคาช่วง 2-4 หมื่นบาทของ รุ่นซีรี่ส์จี จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและได้รับความนิยมในตลาด โดยคาดว่าในอนาคตสัดส่วนยอดขายเกมมิ่ง แล็ปท็อป จะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 30% และจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“ความท้าทายของเดลล์ที่ผ่านมาคือ การที่เดลล์ไม่มีฐานราคาช่วง 2 หมื่นบาท ที่ส่วนใหญ่จะได้รับความนิยมในตลาด ซึ่งการเปิดตัวซีรีส์ใหม่นี้จะเข้ามาลดข้อจำกัดและช่วยขยายฐาน ลูกค้าให้กว้างขึ้น” นายอโณทัย กล่าว

ทั้งนี้ เดลล์ถือเป็นผู้นำในตลาด เกมมิ่งและไม่ได้มุ่งเน้นการแข่งขันที่ราคากับแบรนด์อื่นๆ แม้จะมีการลดราคาแข่งขันกันในเซ็กเมนต์ต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคในกลุ่มเกมเมอร์ ส่วนใหญ่จะเลือกจากฟีเจอร์ฟังก์ชั่น ประสิทธิภาพ แบรนด์ และราคา

นายอโณทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท มีแผนจะเพิ่มช่องทางการขายผ่าน ออนไลน์มากขึ้น หลังล่าสุดได้ร่วมกับ ลาซาด้าในการจัดจำหน่าย โดยคาดว่า ยอดขายของบริษัทในปีนี้จะขยายตัว เช่นเดียวกันปีก่อนที่เติบโต 2.3%

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556786

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ไพรซ์ซ่าเผยคนไทย เชื่อมั่นช็อปสินค้าออนไลน์เพิ่ม จุดพลุอี-คอมเมิร์ซแข่งเดือด เปิดบริการใหม่ เปรียบเทียบบัตรเครดิต ประกันภัย

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ไพรซ์ซ่า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังสามารถเติบโตได้ปีละมากกว่า 20% อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยมีความ เชื่อมั่นต่อการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยพบว่าช่วงครึ่งปีแรก มีผู้เข้าเยี่ยมชม ไพรซ์ซ่าผ่านทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น 70 ล้านครั้ง มีการซื้อสินค้า 2.98% จากเมื่อปีที่ผ่านมา 2.81% ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ 1,702 บาท/ครั้ง

ทั้งนี้ แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง มาร์เก็ตเพลสจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น เพราะมี รายใหญ่จากต่างชาติเริ่มบุกตลาด และรายที่ชะลอการทำตลาดจะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง ประกอบกับการเติบโตของกลุ่มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การ สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัว เพิ่มกลยุทธ์และจุดขายรองรับการแข่งขันกับสินค้าข้ามพรมแดนจากต่างชาติ

ขณะที่บริษัทวางแผนเพิ่มบริการใหม่ ได้แก่ บริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย 3 ด้าน ได้แก่ 1.บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์มากกว่า 1.6 ล้านแผนประกัน 2.เปรียบเทียบบัตรเครดิตกว่า 69 ใบ 3.เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล จากสถาบันการเงินชั้นนำ ส่วนเป้าหมายจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมไพรซ์ซ่า 187 ล้านครั้ง จากปีก่อนราว 125 ล้านครั้ง

“บริการใหม่ช่วยให้การตัดสินใจซื้อสินค้าได้ราคาดีที่สุด และไพรซ์ซ่ายังช่วยเรื่องการให้ข้อมูลการชำระเงินผ่านการช็อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินที่คุ้มค่า ขณะที่บริการเปรียบเทียบบัตรเครดิต จากการทำโปรโมชั่น ของธนาคาร จะผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากโฆษณา” นายธนาวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ครึ่งปีหลังจะเปิดให้บริการฟินเทค และเตรียมรุกตลาดในอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็น 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556786

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ไพรซ์ซ่าเผยคนไทย เชื่อมั่นช็อปสินค้าออนไลน์เพิ่ม จุดพลุอี-คอมเมิร์ซแข่งเดือด เปิดบริการใหม่ เปรียบเทียบบัตรเครดิต ประกันภัย

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ไพรซ์ซ่า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังสามารถเติบโตได้ปีละมากกว่า 20% อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยมีความ เชื่อมั่นต่อการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยพบว่าช่วงครึ่งปีแรก มีผู้เข้าเยี่ยมชม ไพรซ์ซ่าผ่านทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น 70 ล้านครั้ง มีการซื้อสินค้า 2.98% จากเมื่อปีที่ผ่านมา 2.81% ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ 1,702 บาท/ครั้ง

ทั้งนี้ แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง มาร์เก็ตเพลสจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น เพราะมี รายใหญ่จากต่างชาติเริ่มบุกตลาด และรายที่ชะลอการทำตลาดจะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง ประกอบกับการเติบโตของกลุ่มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การ สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัว เพิ่มกลยุทธ์และจุดขายรองรับการแข่งขันกับสินค้าข้ามพรมแดนจากต่างชาติ

ขณะที่บริษัทวางแผนเพิ่มบริการใหม่ ได้แก่ บริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย 3 ด้าน ได้แก่ 1.บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์มากกว่า 1.6 ล้านแผนประกัน 2.เปรียบเทียบบัตรเครดิตกว่า 69 ใบ 3.เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล จากสถาบันการเงินชั้นนำ ส่วนเป้าหมายจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมไพรซ์ซ่า 187 ล้านครั้ง จากปีก่อนราว 125 ล้านครั้ง

“บริการใหม่ช่วยให้การตัดสินใจซื้อสินค้าได้ราคาดีที่สุด และไพรซ์ซ่ายังช่วยเรื่องการให้ข้อมูลการชำระเงินผ่านการช็อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินที่คุ้มค่า ขณะที่บริการเปรียบเทียบบัตรเครดิต จากการทำโปรโมชั่น ของธนาคาร จะผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากโฆษณา” นายธนาวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ครึ่งปีหลังจะเปิดให้บริการฟินเทค และเตรียมรุกตลาดในอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็น 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน

กสทช.แจ้งกล่องรับสัญญาณทีวีต้องถอดปลั๊กเสียบใหม่ก่อนดูบอลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556645

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 19:13 น.

กสทช.แจ้งกล่องรับสัญญาณทีวีต้องถอดปลั๊กเสียบใหม่ก่อนดูบอลโลก

กสทช.ถกแนวทางป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก เผยหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนรหัสใหม่ทุกนัด ทำให้กล่องรับสัญญาณต้องถอดปลั๊กเสียบใหม่ก่อนรับชม

ผศ.ดร. ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์) เปิดเผยว่า ตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ได้มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. แจ้งว่า FIFA ตรวจพบว่ากล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของไทยสามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 ได้ที่ประเทศเมียนมา จึงขอให้สำนักงาน กสทช. มีมาตรการควบคุมไม่ให้การถ่ายทอดสดรายการดังกล่าว สามารถรับชมได้ในต่างประเทศ

ในวันนี้(4ก.ค.)สำนักงาน กสทช. จึงได้เชิญบริษัท ทรู วิชั่น กรุ๊ป จำกัด บริษัท ทีซี บรอดคาสติ้ง จำกัด PSI IPM ผู้ให้บริการโครงข่ายฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือแนวทางแก้ไขป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล 2018 รอบสุดท้าย สรุปเป็นแนวทางดำเนินการ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงรหัส (BISS KEY) ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกในทุกวันที่มีการแข่งขัน

สำนักงาน กสทช. จึงขอแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบว่า หลังจากวันนี้ ก่อนจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล 2018 รอบสุดท้าย จะมีตัววิ่งที่หน้าจอโทรทัศน์บอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรหัส (BISS KEY) หลังจากนั้นขอให้ประชาชนถอดปลั๊กกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ และเสียบปลั๊กใหม่ หรือ กรณีที่ประชาชนไม่สามารถรับชมได้ก็ขอให้ประชาชนถอดปลั๊กกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ และเสียบปลั๊กใหม่ เพื่อให้กล่องดำเนินการปรับปรุงรหัสอัตโนมัติ (OTA) เมื่อถึงเวลาถ่ายทอดสดประชาชนก็จะสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ตามตารางได้ตามปกติ

แต่หากประชาชนพบปัญหาไม่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกได้ ขอให้ประชาชนโทรแจ้งปัญหาที่ Call Center ของผู้ให้บริการกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ที่ประชาชนใช้บริการอยู่เพื่อขอรับคำแนะนำการแก้ไขทางเทคนิคเพื่อให้สามารถรับชมได้ตามปกติ

“การที่ต้องเข้ารหัสดังกล่าว เพื่อป้องกันกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของไทยที่อยู่ในต่างประเทศสามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายได้ เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของ FIFA ที่ให้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายได้เฉพาะในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนคนไทย สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้จนจบ”ผศ.ดร. ภักดี กล่าว

ภาพ เอเอฟพี