มือถือ’แทงกั๊ก’ 3ค่ายดอดฟังชี้แจง ยื่นขอเอกสารครบ6บริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/553379

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2561 เวลา 07:48 น.

มือถือ'แทงกั๊ก' 3ค่ายดอดฟังชี้แจง ยื่นขอเอกสารครบ6บริษัท

เอไอเอส ทรู และดีแทค เข้าร่วมฟังคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ขอเอกสารรวม 6 บริษัท

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 4-5 มิ.ย. 2561 สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดชี้แจงและให้ข้อมูลแก่ผู้เข้าร่วมการประมูล นักลงทุน และสื่อมวลชน ในการประมูลคลื่นความถี่ ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเกิดขึ้นใน วันที่ 4 ส.ค. 2561 นี้ โดยพบว่ามีผู้ให้บริการทั้งเอไอเอส ทรู และดีแทค เข้าร่วมรับฟังการกำหนดชี้แจง และรับคำปรึกษาในการกรอกแบบคำขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลรับเอกสารคำขอรับใบอนุญาต ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.-14 มิ.ย. 2561 โดยข้อมูล ณ วันที่ 4 มิ.ย. 2561 มีผู้สนใจเข้ารับเอกสารคำขอแล้วจำนวน 6 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส 2.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค  3.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต  4.บริษัท ดีแทค บรอดแบนด์  5.บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น  และ 6.บริษัท เรียล มูฟ

“เราคาดหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลรายใหม่ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะการลงทุนในลักษณะนี้เฉพาะค่าคลื่นอย่างเดียวก็ 3 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว การขยายโครงข่ายแม้ จะมีโอกาสในการเช่าใช้โครงข่ายของรายอื่นแต่ยังคงต้องมีเสาและโครงข่าย ของตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะ ต้องใช้เงินจำนวนมาก 4-5 หมื่นล้านบาท โอกาสสำหรับรายใหม่จึงมีไม่ มากนัก แต่เรายังเปิดกว้างอยู่” นาย ก่อกิจ กล่าว

สำหรับราคาตั้งต้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในครั้งนี้อยู่ที่ 37,457 ล้านบาท ระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี เปิดประมูลจำนวน 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ รวมเป็น 45 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนกรอบระยะเวลาการประมูลหลังจากนี้ สำนักงาน กสทช.จะกำหนดยื่นขอรับใบอนุญาตในวันที่ 15 มิ.ย. 2561 หลังจากนั้นจะพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก ในวันที่ 16 มิ.ย.-31 ก.ค. 2561 โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมการประมูลภายในวันที่ 2 ก.ค. 2561 และจะเปิดประมูลในวันที่ 4 ส.ค. 2561 ทั้งนี้ผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินภายใน 90 วัน

กสทช.ลุยเน็ตประชารัฐเฟส2 หวั่นช้ากระทบแผนโครงข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552911

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 07:52 น.

กสทช.ลุยเน็ตประชารัฐเฟส2 หวั่นช้ากระทบแผนโครงข่าย

บอร์ด กสทช.ไฟเขียวให้ประกวดราคาโครงการเน็ตประชารัฐเฟส 2 ไปก่อน ระหว่างรอมติ ครม.โอนให้ดีอีดำเนินการ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. มีมติให้สำนักงาน กสทช.จัดการประกวดราคา โครงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล (โซนซี) จำนวน 15,732 หมู่บ้าน หรือเน็ตประชารัฐเฟส 2 ไปก่อน แม้จะมี นโยบายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับไปดำเนินการแทน แต่จนถึงปัจจุบันผ่านไป 3 เดือนยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาชัดเจน ซึ่งเกรงว่าจะล่าช้าเกินไป

“กสทช.มีความกังวลว่า หากรอ มติ ครม.และชะลอแผนการประกวดราคาออกไปอีก จะทำให้การขยายโครงข่าย ทั่วประเทศไม่เสร็จตามกำหนดภายในเดือน ธ.ค. 2561 จะส่งผลกระทบต่อ การดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนการ จัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2564) ที่กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2560 อีกทั้งยังกระทบต่อค่าธรรมเนียมจากการให้บริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน ที่จัดเก็บมาจาก ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายแล้ว แต่ไม่ได้นำออกไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อภาคโทรคมนาคมของประเทศไทย”  นายฐากร กล่าว

ล็อกซเล่ย์ปรับยุทธศาสตร์ ลุยเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552900

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 06:00 น.

ล็อกซเล่ย์ปรับยุทธศาสตร์ ลุยเทคโนโลยีแห่งอนาคต

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐที่มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 เช่นเดียวกับล็อกซเล่ย์ที่เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์มุ่งกลุ่มไอทีโซลูชั่นในเชิงรุก พร้อมปรับโครงสร้างภายในองค์กรของกลุ่มไอที เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงและจากผลกระทบของเทคโนโลยี

ศักดิ์ณรงค์ แสงสง่าพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า แนวทางธุรกิจนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับไอทีโซลูชั่นในเชิงรุก เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของภาครัฐผลักดัน ไทยแลนด์ 4.0 เช่น การผลักดันให้ไทยก้าวสู่อี-เพย์เมนต์ อาทิ การใช้แมชีนสำหรับการชำระเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน รวมถึงการที่ภาคธุรกิจหันมาลงทุนเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจไอทีโซลูชั่นมีศักยภาพเติบโต

ขณะที่แนวโน้ม 3-5 ปีข้างหน้า กลุ่มฮาร์ดแวร์จะอยู่ในภาวะขาลง ดังนั้นบริษัทจึงต้องปรับตัว จากเดิมรายได้หลักมาจากกลุ่มฮาร์ดแวร์ 60% โดยลงทุนราว 100 ล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาและวิจัยราว 30 ล้านบาท สำหรับการทำบิ๊กดาต้า การวิเคราะห์ข้อมูล ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในกลุ่มอุปกรณ์ไอโอที การทดลองทำอี-วอลเลต ภายใต้โครงการล็อกซเล่ย์คอยน์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าธนาคาร และงบอีก 70 ล้านบาท ลงทุนคลาวด์ ซึ่งจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่

อย่างไรก็ดี บริษัทยังไม่มีแผนทำไอซีโอ เพื่อระดมทุน ต้องรอให้มีธุรกิจที่ชัดเจนก่อน นอกจากนี้ในระหว่างปี 2561-2563 บริษัทจะเข้าประมูลโครงการภาครัฐ 3-4 โครงการ มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะประมูลได้ 2-3 โครงการ จากกรมสรรพสามิต กรมสรรพากร รวมมูลค่า 3,000-4,000 ล้านบาท อาทิ โครงการศูนย์รวมข้อมูลจากธนาคารต่างๆ สำหรับในปีนี้มีงานในมืออีก 2,200 ล้านบาท

“จุดแข็งของกลุ่มธุรกิจไอทีล็อกซเล่ย์ คือมีบุคลากรที่ได้รับใบรับรองด้านไอทีครอบคลุมทุกสาขาการให้บริการ ทำให้สามารถให้บริการครอบคลุมทุกระบบที่ลูกค้าต้องการ โดยวางเป้าหมายภายใน 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้กลุ่มไอทีโซลูชั่นเพิ่มจาก 40% เป็น 60% และกลุ่มฮาร์ดแวร์จาก 60% เป็นเหลือ 40% เนื่องจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจฮาร์ดแวร์ซึ่งการเติบโตชะลอตัวลงราว 20% อย่างต่อเนื่อง” ศักดิ์ณรงค์ กล่าว

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจไอทีได้ปรับโครงสร้างองค์กร โดยให้บริษัท ล็อกซบิท และบริษัท ล็อกซเล่ย์ ออบิท ดูแลลูกค้าในกลุ่มธุรกิจการเงิน การธนาคารและประกันภัย ส่วนบริษัท โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ ดูแลลูกค้าภาคราชการ รัฐวิสาหกิจและธนาคารรัฐ ขณะที่บริษัท เน็ทวัน เน็ทเวิร์ค โซลูชั่น ดูแลธุรกิจด้านเน็กเวิร์ก ซีเคียวริตี้ และไซเบอร์ ซีเคียวริตี้

นอกจากนี้ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนในบริษัท โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ (พีซีซี) 100 ล้านบาท และบริษัท เน็ทวัน เน็ทเวิร์ค โซลูชั่น (เน็ท1) ราว 30 ล้านบาท สำหรับรายได้กลุ่มธุรกิจไอที 3,600 ล้านบาท หรือเติบโต 12% ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัท จากผลประกอบการรวมปีที่ผ่านมา 15,639 ล้านบาท เติบโต 11% แบ่งเป็นรัฐบาล 80% และองค์กรเอกชน 20%

ความต้องการไอทีโซลูชั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกดิจิทัล กลุ่มธุรกิจไอทีภายใต้ร่มเงาล็อกซเล่ย์ มีความพร้อมด้านธุรกิจจากการจัดทัพใหม่ เพื่อรับมือกับการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลของภาคเอกชนหรือกระทั่งภาครัฐอย่างเต็มตัว

ที่ประชุมกสทช.รับทรายทีวี3ช่องถ่ายทอดสดบอลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552866

  • วันที่ 30 พ.ค. 2561 เวลา 16:44 น.

ที่ประชุมกสทช.รับทรายทีวี3ช่องถ่ายทอดสดบอลโลก

ที่ประชุม กสทช. รับทราบ 3 ช่อง ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก และเห็นชอบการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2018

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เห็นชอบกำหนดหลักการข้อยกเว้นของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 (Must Have) ดังนี้

1. การถ่ายทอดสดรายการโทรทัศน์สำคัญที่ได้ออกอากาศผ่านทางโทรทัศน์เป็นการทั่วไปแล้ว และหากเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนสามารถดำเนินการได้

2. กรณีการถ่ายทอดสดรายการโทรทัศน์สำคัญภายใต้การให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป ในระบบความคมชัดที่แตกต่างจากมาตรฐานความคมชัดที่ได้รับอนุญาต เพื่อเพิ่มคุณภาพในการรับชมรายการโทรทัศน์สำคัญให้กับประชาชน จะต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานการให้บริการโครงข่ายของให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ (MUX)

พันเอก ดร.นที กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ครบทั้ง 64 คู่ ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 15 กรกฏาคม 2561 ของบริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ผ่านทางช่องที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (Digital TV) จำนวน 3 ช่อง ได้แก่ ช่องหมายเลข 1 สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่องหมายเลข 34 อมรินทร์ ทีวี เอชดี และช่องหมายเลข 24 True4U เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ถ่ายทอดสด และเผยแพร่รายการซ้ำ รายการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ครบทั้ง 64 คู่ ผ่านโครงข่าย และช่องรายการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ทั้งในระบบดาวเทียม (Satellite) ระบบเคเบิล (Cable TV) และระบบไอพีทีวี (IPTV) โดยรายการแข่งขันจำนวน 56 คู่ ผ่านช่องรายการ True Sport HD 3 ในระบบ HD และช่องรายการ True4K ในระบบ 4K (UHD: Ultra High Definition) สำหรับรายการแข่งขันอีกจำนวน 8 คู่ ให้สามารถถ่ายทอดสดผ่านช่องรายการ True Sport HD 2 ในระบบ HD เพื่อเพิ่มทางเลือกการรับชมให้กับประชาชน นอกเหนือจากการรับชมผ่านโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป

ส่วนกรณีที่บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ขอถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ในระบบความคมชัดสูง (HD: High Definition) ผ่านช่องหมายเลข 24 True4U สามารถทำได้เฉพาะการถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มคุณภาพในการรับชมรายการโทรทัศน์สำคัญให้กับประชาชน โดยต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานการให้บริการโครงข่ายของให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ (MUX)

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ (MUST CARRY) ว่าให้ผู้รับอนุญาตโครงข่ายโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ มีหน้าที่ต้องให้สมาชิกได้รับบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปได้โดยตรงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทําซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการ หรือ เนื้อหารายการ โดยเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (MUST CARRY) และสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.215/2557 ที่พิพากษาให้ประกาศ MUST CARRY ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื่องจากประกาศ กสทช. ดังกล่าวไม่ได้มีข้อจำกัดสิทธิของผู้มีสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด หากแต่วิธีการหรือช่องทางการเผยแพร่ดังกล่าวผู้มีสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ ผู้รับอนุญาตโครงข่ายโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ มีหน้าที่ต้องตรวจสอบ และควบคุมการออกอากาศการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปดังกล่าวให้ออกอากาศเฉพาะในประเทศไทย

อี-คอมเมิร์ซเดือด งัดมอนิเตอร์ราคาดันยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552694

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 11:09 น.

อี-คอมเมิร์ซเดือด งัดมอนิเตอร์ราคาดันยอด

การทำธุรกิจในช่องทางอี-คอมเมิร์ซ “ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง” เป็นกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต้องทำทุกช่องทางทั้งผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ เพื่อเอนเกจเมนต์ลูกค้า แต่หัวใจสำคัญต้องวางแผนสร้างคอนเทนต์ และสิ่งที่แบรนด์ต้องมีในยุคดิจิทัล การบริการ นวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยี เพราะข้อมูลดาต้ามีจำนวนมาก

เพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ คอมเมิร์ซผู้ให้บริการด้านอี-คอมเมิร์ซครบวงจรในอาเซียน เปิดเผยว่า แนวโน้มการแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะมี 3 รายใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนในตลาดมาร์เก็ตเพลสในกลุ่มบีทูซี ลาซาด้า เจดี ดอทคอม และช้อปปี้ ส่วนตลาดดอทคอมปรับตัวเป็นตัวศูนย์กลางเชื่อมโยงทุกแพลตฟอร์มและเน้นผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการนำสินค้าไปทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับอี-คอมเมิร์ซในช่วง 2-3 ปี สินค้าไทยยังคงโฟกัสการทำตลาดภายในประเทศเป็นหลักก่อน เนื่องจากตลาดไทยมีศักยภาพเติบโตมากในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้แบรนด์จากต่างประเทศมองเห็นโอกาสทางการตลาดอี-คอมเมิร์ซไทย เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจากญี่ปุ่น คาโอ มองตลาดอุปโภคบริโภคไทยเติบโตไม่มาก แต่อี-คอมเมิร์ซเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้าสินค้าไทยถึงเริ่มมองถึงการขยายไปตลาดต่างประเทศ

“เกมการแข่งขันที่น่าจับตามองคือ ลาซาด้าภายใต้อาลีบาบาจับมือกับรัฐบาลไทยมากขึ้น ทำให้มีโอกาสที่สินค้าจากจีนมาจำหน่ายในไทยเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าแม้ว่าจะปรับค่าแรงไปแล้ว แต่สุดท้ายต้นทุนการผลิตก็ยังถูกกว่าไทย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือ ผู้ประกอบการโรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงต้องเร่งปรับตัวสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกันรัฐบาลสนับสนุนการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สินค้าไทยมีต้นทุนถูกและสามารถแข่งขันได้” เพ็ญสิริ กล่าว

ทั้งนี้ ผลจากการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเรียลไทม์มากขึ้น ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวเครื่องมือตัวใหม่ ทำให้แบรนด์มอนิเตอร์สินค้าคู่แข่งผ่านทางออนไลน์ โดยสามารถเช็กราคาสินค้าขนาดของสินค้า เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการแข่งขัน ช่วงชิงโอกาสทางการตลาด และการสร้างช่องทางให้ลูกค้าสามารถรีวิวสินค้าที่ใช้ ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้สินค้าจริงๆ เพื่อให้ลูกค้ารายอื่นๆ สามารถพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้ การเอนเกจเมนต์ลูกค้าทุกช่องทางแล้ว แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องการคือ การปิดยอดขายให้ได้ ซึ่งบริษัทได้พัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียนำแชตบอตขึ้นมาใช้ในการทำซีอาร์เอ็มหรือบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า หรือนำเสนอขายสินค้าให้กับผู้ใช้งานได้อย่างรู้ใจหรือกระทั่งสินค้าใหม่ๆ ที่เพิ่งเปิดตัว ขณะนี้ลาซาด้าเริ่มลงทุนและให้ความสำคัญกับเอไอ

ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในขณะนี้ การซื้อสินค้าบนมือถือสูงขึ้นเป็น 50-60% ส่วนการซื้อบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปเริ่มลดลงเหลือ 40-50% ขณะที่ลาซาด้าเริ่มขับเคลื่อนการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นเป็นช่องทางทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่การที่แบรนด์ต่างๆ จะสามารถทำแอพพลิเคชั่นได้นั้นต้องตอบโจทย์หลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสินค้าและต้องดึงให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าซ้ำ

ในส่วนของบริษัท เอ คอมเมิร์ซ ขณะนี้ดำเนินธุรกิจ 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยไทยเป็นตลาดที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย สำหรับรายได้ในประเทศไทยปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโต 50% จากปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าราว 260 ราย อาทิ ยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับช่องทางอี-คอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

การทำตลาดอี-คอมเมิร์ซ นอกจากการเอนเกจเมนต์ทุกช่องทางแล้ว การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำหรับการทำตลาด จะทำให้แบรนด์สามารถปรับตัวได้ทันคู่แข่ง ชนะกันชนิดแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะการวางกลยุทธ์ราคา เพราะเป็นปัจจัยการตัดสินใจซื้อในโลกออนไลน์

เคาะผู้ใช้สิทธิม.44สัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552676

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 08:33 น.

เคาะผู้ใช้สิทธิม.44สัปดาห์นี้

กสทช.ตอบรับ 20 ช่องทีวีดิจิทัลสัปดาห์นี้ ใช้สิทธิตามมาตรา 44 คาดช่วยได้ทั้งหมด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยื่นหนังสือขอใช้สิทธิตามมาตรา 44 ตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในประกาศเรื่องมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 จำนวน 20 รายนั้น ทางสำนักงาน กสทช. จะพิจารณาคุณสมบัติผู้ยื่นขอใช้สิทธิว่าขัดกับข้อ 9 ในประกาศหรือไม่ และจะตอบกลับหนังสือของผู้ประกอบการว่าทีวีดิจิทัลช่องใดสามารถใช้สิทธิได้บ้าง

“ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ยื่นขอพักชำระหนี้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประกาศมาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในข้อ 9 คือ การจัดทำผังรายการที่เหมาะสม มีการผลิตรายการที่ดี มีเนื้อหาไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดี เบื้องต้นประเมินว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ทั้ง 20 ช่อง” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. จะเร่งทำหนังสือยืนยันการพักชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไปยังผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลโดยเร็วที่สุดคาดว่าภายในสัปดาห์นี้

ด้านความคืบหน้าการติดตามโฆษณาผิดกฎหมายของสำนักงาน กสทช. และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. 2561 พบว่าแนวโน้มการออกอากาศโฆษณาผิดกฎหมายบนวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์มีแนวโน้มดีขึ้น พบผู้กระทำความผิดลดลง โดยระหว่างวันที่ 4-15 พ.ค. 2561 พบโฆษณาผิดกฎหมายในทีวีดิจิทัล 13 ผลิตภัณฑ์ และช่องโทรทัศน์ดาวเทียม/เคเบิลทีวี 22 ผลิตภัณฑ์วันที่ 16-18 พ.ค. 2561 พบโฆษณาผิดกฎหมายออกอากาศบนทีวีดิจิทัล 2 ผลิตภัณฑ์ และช่องโทรทัศน์ดาวเทียม/เคเบิลทีวี 13 ผลิตภัณฑ์ และระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 2561 พบโฆษณาผิดกฎหมายในทีวีดิจิทัล 3 ผลิตภัณฑ์ และโทรทัศน์ช่องดาวเทียม/เคเบิลทีวี 11 ผลิตภัณฑ์

ขณะที่การตรวจพบโฆษณาผิดกฎหมายบนเว็บไซต์ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยระหว่างวันที่ 16-18 พ.ค. 2561 พบ URL ผิดกฎหมาย 20URL และระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 2561 พบ URL ที่มีโฆษณาผิดกฎหมายถึง 50URL

มือถือไฮเอนด์ยังคึกหนุนสะพัด2พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552663

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 07:02 น.

มือถือไฮเอนด์ยังคึกหนุนสะพัด2พันล้าน

ผู้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โปเผยพฤติกรรมผู้บริโภคนิยม มือถือไฮเอนด์ หนุนยอดขายคึกเงินสะพัดใกล้เคียงครั้งก่อนที่ 2,000 ล้าน

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 30 ว่า จากการติดตามภาพรวมยอดขายของทุกแบรนด์มียอดเงินสะพัดใกล้เคียงกับการจัดงานครั้งที่ผ่านมาแตะ 2,000 ล้านบาท แม้ยอดผู้เข้าชมงานจะลดลง 10% ไม่เป็นไปตามเป้าที่คาดว่าจะอยู่ที่ 7 แสนคน ก็ตาม สาเหตุสำคัญมาจากฝนที่ตกต่อเนื่อง และสถานที่จอดรถไม่เพียงพอรองรับ ทำให้ลูกค้าบางส่วนไม่สามารถเข้ามาภายในงาน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ประเมินไว้ว่าจะมีผู้ที่สนใจซื้อมือถือเครื่องใหม่ โดยเฉพาะมือถือในระดับกลางราคาตั้งแต่ 5,000-1.5 หมื่นบาทขึ้นไป เนื่องจากหลายแบรนด์ต่างนำโปรโมชั่นสำหรับมือถือระดับกลางมาจัดแพ็กเกจ รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่เน้นศักยภาพของกล้องระบบเอไอในช่วงราคาที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดกำลังซื้อของประชาชนในช่วงนี้ที่ระมัดระวังการจ่ายจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

อย่างไรก็ตาม พบว่า พฤติกรรม ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงนิยมมือถือระดับไฮเอนด์ที่มีราคาตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป ทำให้สมาร์ทโฟนระดับเรือธงของแต่ละแบรนด์ได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งมาจากโปรโมชั่น ส่วนลด ของแถมจากค่ายมือถือ รวมถึงโปรโมชั่นจากสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้ประชาชนตัดสินใจเลือกซื้อมือถือที่ดีที่สุดมาครอบครองมากกว่ามือถือระดับกลาง

“ภาพรวมการจัดงานในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย แม้ยอดผู้เข้าชมงานจะลดลง แต่พฤติกรรม ผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนมือถือใหม่ในช่วงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เกิดการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องที่ดีที่สุดแม้มีราคาที่สูง ทำให้ยอดเงินสะพัดใกล้เคียงเป้า 2,000 ล้านบาท” นายโอภาส กล่าว

ทั้งนี้ แบรนด์สมาร์ทโฟนที่ขายดี 2 อันดับแรก ประกอบด้วย ซัมซุง โดยเฉพาะรุ่นกาแล็กซี เอส 9 และเอส 9 พลัส พร้อมมีกิจกรรมนำสมาร์ทโฟนเก่ามาแลกรับส่วนลดภายในงาน และอันดับที่ 2 ได้แก่ หัวเว่ย ในรุ่นพี 20 และพี 20 โปร จากโปรโมชั่นและของแถมระดับพรีเมียม ตามมาด้วย แอปเปิ้ล วีโว่ และออปโป้ ที่มีสัดส่วนยอดขายที่ใกล้เคียงกัน

สำหรับการจัดงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปครั้งต่อไป มีกำหนดจัดระหว่าง วันที่ 27-30 ก.ย. 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ซึ่งประเมินว่าเทรนด์ของเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพระบบเอไออัจฉริยะที่เข้ามาช่วยในการประมวลผล และสมาร์ทโฟนเต็มหน้าจออัตราส่วน 18:9 จะได้รับความนิยมและหลายแบรนด์จะแข่งขันนำเสนอมากขึ้น เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยที่นิยมโซเชียลมีเดีย การอัพโหลดรูปภาพและวิดีโอ

“กสทช.”จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยครั้งแรกปี61ได้เงินกว่า14ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552558

  • วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 16:11 น.

"กสทช."จัดประมูลเบอร์โทรเลขสวยครั้งแรกปี61ได้เงินกว่า14ล้าน

สำนักงาน กสทช. เปิดประมูลเลขสวยครั้งแรกของปี 2561 ได้เงินประมูลกว่า 14,654,771 บาท

รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เปิดเผยว่า ผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวยครั้งที่ 1/2561 จำนวน 259 เลขหมาย มีผู้สนใจประมูลเลขหมายรวมทั้งสิ้น 28 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวม 14,654,771 บาท โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

สำหรับเลขหมายที่มีการประมูลราคาสูงสุดในวันนี้ คือ เลขหมาย 092-555-5555 ราคา 3,000,000 บาท รองลงมาคือเลขหมาย 093-666-6666 ราคา 2,250,006 บาท ซึ่งทั้งสองเลขหมายอยู่ในกลุ่มเลขหมายที่นำกลับมาประมูลใหม่แบบเสนอราคาลดลงครั้งละ 1% แต่ราคาสุดท้ายจะไม่ต่ำกว่า 75% ของราคาตั้งต้น โดยผู้เข้าร่วมประมูลได้ให้ความสนใจการประมูลรูปแบบเสนอราคาลดลงซึ่งเป็นรูปแบบในการประมูลที่ถูกนำมาใช้ในการประมูลครั้งนี้เป็นครั้งแรก

ขณะที่การนำเลข 3 ตัวเหมือนติดกันสามชุดมาประมูลครั้งแรกซึ่งไม่มีขายอยู่ในตลาดทั่วไป ราคาประมูลเริ่มต้นเพียง 150,000 บาท ก็ได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมประมูลที่ไม่เคยเข้าร่วมประมูลมาก่อน โดยมีผู้ประมูลเลขกลุ่มนี้ทั้งสิ้นรวม 15 เลขหมาย สำหรับเลขหมายกลุ่มนี้ที่มีการเสนอราคาสูงสุดคือ เลขหมาย 0-888-888-999 ในราคา 675,000 บาท

ภาคธุรกิจแห่ใช้เอไอ ขานรับนโยบายไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552349

  • วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 06:38 น.

ภาคธุรกิจแห่ใช้เอไอ ขานรับนโยบายไทยแลนด์4.0

ไมโครซอฟท์ชี้เทรนด์ปัญญาประดิษฐ์จะเข้าสู่องค์กรกว่า 85% ในปี 2563 เร่งร่วมมือภาครัฐพัฒนาดาต้า ไซแอนทิส ป้อนสู่ตลาดรับไทยแลนด์ 4.0

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการ ผู้จัดการบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า รายงานวิจัยของไมโครซอฟท์และไอดีซีที่ทำร่วมกันในปี 2561 มีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนของกระบวนการดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ราว 40% ในปี 2562 และยังคาดว่าภายในปี 2563 จะมีองค์กรนำเอไอมาประยุกต์การใช้งานราว 85%

นอกจากนี้ ภายในสิ้นปี 2561 แอพพลิ เคชั่นกว่า 50% ในตลาดจะนำเอไอมาผนวกเพื่อการใช้งานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งแนวโน้มการใช้เอไอและแชตบอต นำมาติดต่อสื่อสารกับลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องคาดว่าภายในปี 2568 จะมีสัดส่วนราว 95% ของการสนทนากับลูกค้า

ทั้งนี้ จากแนวโน้มความต้องการ ที่เติบโตขึ้นดังกล่าวของเอไอกลับสวน ทางกันกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (ดาต้า ไซแอนทิส) ที่ถือเป็นความท้าทายของประเทศไทยในด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากรในประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะประเทศไทยที่ขาดแคลนบุคลากรด้านทักษะดังกล่าว โดยทั่วโลกก็ขาดแคลนเช่นเดียวกัน ดังนั้น บริษัทจึงได้เล็งเห็นความสำคัญโดยร่วมมือกันสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรรองรับการพัฒนาบุคลากรที่ขาดแคลนเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต

พร้อมกันนี้บทบาทของเอไอยังแพร่หลายอยู่ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งได้เข้าสู่อุตสาหกรรมทุกประเภทแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณและผลิตภัณฑ์ของแต่ละกลุ่มที่มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพต่างๆ ในประเทศไทยที่มีกว่า 400 ราย มีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทุกรูปแบบ

ขณะที่ผลิตภัณฑ์และบริการของ ไมโครซอฟท์ปัจจุบันมีการบรรจุเทคโนโลยีเอไอเข้าไปทุกด้าน ซึ่งเป็นจุดมุ่งเน้นหลักในการพัฒนาธุรกิจและเสริมประสิทธิภาพความแข็งแกร่งของธุรกิจด้วยไอเอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาของประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น

“บริษัทมีโซลูชั่นและแพลตฟอร์ม ที่พร้อมยกระดับประสิทธิภาพขององค์กรที่หลากหลาย โดยจุดเด่นของบริษัทคือการมีแพลตฟอร์มเอไอและคลาวด์ที่ เปิดกว้าง (โอเพ่น แพลตฟอร์ม) สามารถเชื่อมต่อหรือต่อยอดการพัฒนาได้ทุกรูปแบบ” นายธนวัฒน์ กล่าว

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทยของการนำเสนอโซลูชั่นและแพลตฟอร์มเอไอของไมโครซอฟท์ในปีนี้จะได้เห็นการใช้งานจริงของภาคธุรกิจหลักไม่น้อยกว่า 10 โครงการ ส่วนด้านลูกค้าทั่วไปที่มีการ ใช้งานไมโครซอฟท์ผลิตภัณฑ์ใดๆ มีการ ใช้เอไออยู่เป็นพื้นฐานแล้วจำนวนหลักล้านราย

นายธนวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทได้ให้ ความรู้ต่อตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจในการวิเคราะห์หรือประยุกต์ใช้ข้อมูลในรูปแบบที่เกิดประโยชน์กับองค์กร ผู้ใช้งาน หรือสังคม ซึ่งมีส่วนสำคัญในด้านความมั่นใจในประสิทธิภาพ หรือความแม่นยำของระบบในการขับเคลื่อนนวัตกรรม

‘ViaBus’ แอพดูรถเมล์แบบเรียลไทม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552250

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 06:40 น.

‘ViaBus’ แอพดูรถเมล์แบบเรียลไทม์

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

บริการใหม่ “ViaBus” แอพพลิเคชั่น การดูรถโดยสารประจำทางแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับทราบข้อมูล เส้นทางที่รถกำลังวิ่ง จึงไม่ต้องรอรถโดยสารยาวนาน จากผู้ก่อตั้ง 3 คน ทั้ง อินทัช มาศวงษ์ปกรณ์, ธนัทเศรษฐ์ หอวัฒนพันธ์ และธนิษฐ์ ซึ้งหทัยพร สร้างระบบจากการเห็นปัญหาใกล้ตัว มาสู่การสร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับและเปลี่ยนชีวิตคนไทยทั้งประเทศ

“อินทัช มาศวงษ์ปกรณ์” ซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้ง เวียบัส (ViaBus) เปิดเผยว่า “ViaBus” แอพพลิเคชั่นติดตามรถแบบเรียลไทม์ จะช่วยบอกตำแหน่งรถโดยสารประจำทางแบบเรียลไทม์ โดยเป็นบริการใหม่ที่มีเป็นครั้งแรกของไทย จากสตาร์ทอัพไทย ส่งผลทำให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบตำแหน่งของรถโดยสารประจำทาง และหมดปัญหาเรื่องการรอรถโดยสารนาน พร้อมกันนี้ยังมีการบอกถึงตำแหน่งป้ายและเส้นทางโดยสารที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ ยังมีบริการค้นหาเส้นทางการเดินทางได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การเดินทางเส้นทางใดเร็วที่สุด หรือเลือกได้ว่า จะเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่เป็นแอร์เท่านั้น รวมถึงการมีตัวเลือกที่ช่วยวางแผนการเดินทางได้ และเชื่อมต่อกับทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟฟ้าบนดิน ส่งผลให้ผู้ใช้บริการได้อย่างสะดวก ลดค่าใช้จ่ายและการเดินทาง ซึ่งเป็นบริการฟรีเพื่อทุกคนเพียงดาวน์โหลดการใช้งานแอพพลิเคชั่น “ViaBus”

“ViaBus” ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 มีรถโดยสารประจำทางที่อยู่ในระบบประมาณ 200-300 สาย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดรอบ กทม.และปริมณฑล มีป้ายโดยสารจำนวน 5,000-6,000 ป้าย ที่ประชาชนสามารถไปรอรถโดยสารได้ กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการจะมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งลูกค้าต่างชาติที่ใช้บริการมีมากกว่า 20 ชาติแล้ว ทั้งนักท่องเที่ยว และคนต่างชาติที่ทำงานในไทย เช่น ประเทศญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม และจีน เป็นต้น

“พื้นที่ให้บริการครอบคลุมความต้องการของลูกค้าใน กทม.และปริมณฑล ทำให้ผู้ใช้งานทราบตำแหน่งที่ชัดเจน และยังมีการเชื่อมโยงให้ทราบได้อีกว่า รถเมล์สายที่จะใช้บริการ มีจุดเริ่มต้นสาย และสิ้นสุดที่ใด ต้องผ่านสถานที่อะไรบ้าง หรือทราบได้ว่าจะต้องไปต่อรถโดยสารที่จุดใด ต้องเดินทางกี่เมตร และข้ามถนนที่ใด หรือไปต่อในเส้นทางใด ใช้บริการไหนสะดวกสุด” อินทัช กล่าว

ดังนั้น แอพพลิเคชั่นที่นอกจากจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่คนในประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะของไทยได้สะดวก ช่วยส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย เนื่องจากประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยปัจจุบันมีภาษาที่เปิดให้บริการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คาดว่าภายในสิ้นปี 2561 จะมีภาษาจีนรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย

ในปีนี้มีแผนจะขยายบริการ ที่เชื่อมโยงกับรถสองแถวและรถข้ามจังหวัด ระหว่าง กทม.และปทุมธานี รวมถึงสนใจจะขยายเชื่อมโยงเส้นทางการขนส่งสาธารณะอื่นๆ เช่น รถตู้ ที่ติดตั้งระบบจีพีเอส อยู่แล้ว หรือ ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะรายอื่นสามารถเข้ามาเชื่อมโยงบริการของบริษัทได้เช่นกัน คาดว่าในเวลา 1-2 ปีจะครอบคลุมทุกเส้นทางการเดินทางใน กทม.ได้วางเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะต้องมีบริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของไทย ทำให้คนในประเทศและลูกค้าต่างชาติ สามารถรับทราบข้อมูลระบบโดยสารสาธารณะ ทั้งบริการจากรถโดยสารสาธารณะ รถตู้ รถสองแถว เรือโดยสาร และเรือโดยสารข้ามฝาก รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าบนดิน หรืออื่นๆ ครบทุกการเดินทาง

“อินทัช” กล่าวว่า สตาร์ทอัพ “ViaBus” มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ระหว่างรอเข้าปี 1 ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงประสบปัญหาการใช้บริการรถโดยสารที่วนรอบมหาวิทยาลัย ที่ไม่ทราบว่ามาถึงสถานที่ใดและออกไปหรือยัง จึงร่วมกับเพื่อนพัฒนาแอพดูข้อมูลรถบัส ปรากฏว่า ได้รับผลตอบรับดีในมหาวิทยาลัยอย่างมาก ขณะเดียวกันผู้ใช้งานไม่ใช่แค่นิสิต ยังมีคุณป้าที่ขายของในมหาวิทยาลัยได้ใช้บริการและเปลี่ยนชีวิตของคุณป้าในการใช้บริการ

หลังจากนั้นได้เริ่มขยายไปสู่การทดลองระบบภายนอกมหาวิทยาลัย ที่มีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้การส่งเสริม โดยผลการทดลองกลุ่มลูกค้าใช้บริการต่างชื่นชอบ ทำให้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งและพัฒนาระบบต่างๆ ทั้งข้อมูล รถโดยสาร เส้นทางเดินทาง ป้ายรถเมล์ จะมีทีมงานไปเก็บข้อมูลจริงๆ ทั้งหมด ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางสายรถเมล์ หรือป้ายรถเมล์ ระบบจะบอกข้อมูลได้ทันที

“ViaBus” มีผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 3 คนทั้งตนเอง “ธนัทเศรษฐ์ หอวัฒนพันธ์” ตำแหน่ง ซีดีโอ และ “ธนิษฐ์ ซึ้งหทัยพร” ตำแหน่ง ซีทีโอ ที่ทุกคนได้เรียนจบแล้ว โดยเทคโนโลยีทั้งหมด หรือการดูข้อมูลเส้นทาง เป็นระบบที่ได้พัฒนาเอง โดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ อีกทั้งการพัฒนาระบบมีการสำรวจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และการทดลองใช้บริการ เพื่อนำเสนอบริการที่ดีให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งกำลังพัฒนาระบบเพื่อให้ทราบได้ว่ารถโดยสารจะมาถึงในเวลากี่นาที

อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อภาคเอกชนที่ให้บริการรถโดยสารแบบต่างๆ สามารถติดตามรถ ระยะเวลาปล่อยรถ จึงบริหารจัดการรถได้ง่ายขึ้น ช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการและการเดินทาง ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสารเพิ่มรายได้

“อินทัช” กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา นอกจากได้รับส่งเสริมจากทั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขสมก. ยังมีจาก เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District) มาส่งเสริมต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับรางวัลจากการประกวดในเวทีต่างๆ อีกทั้งร่วมออกงาน สตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ (Startup Thailand) จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลักดันทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ได้วางเป้าหมายว่า “ViaBus” จะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการดาวน์โหลดครบ 1 ล้านรายในสิ้นปีนี้ พร้อมกับการให้บริการที่ครอบคลุมทุกเส้นทางการเดินทางในประเทศ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิถีชีวิตและการยกระดับคุณภาพชีวิต และในระยะยาวสนใจขยายสู่ภูมิภาคอาเซียน