“อเมซอน” รุกค้าปลีกพลิกเกมธุรกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2560 เวลา 18:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499187

"อเมซอน" รุกค้าปลีกพลิกเกมธุรกิจโลก

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

“อเมซอน อิงค์” ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ในสหรัฐ ได้ประกาศดีลที่สร้างความตกตะลึงไปทั้งประเทศและทั่วโลกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการซื้อกิจการ “โฮลฟู้ดส์” (Whole Foods) ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เน้นอาหารเป็นมิตรต่อสุขภาพ ในราคา 1.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท)

การขยับตัวของอเมซอนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาเล่นในตลาดค้าปลีกกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเต็มตัวเท่านั้น แต่ก็ยังส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม “ค้าปลีก” และ “อี-คอมเมิร์ซ” ที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเป็นก้าวย่างที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาอเมซอนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงบทบาทการเป็น “ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรม” หรือ Disruptor ในสหรัฐมาโดยตลอด โดยพาตัวเองจากร้านขายหนังสือทางออนไลน์ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 1995 ไปสู่อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ในสหรัฐ ที่กวาดส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐไปถึง 43%

อเมซอนไม่ได้แค่เปลี่ยนตัวเองจากร้านหนังสือไปสู่ร้านค้าปลีกออนไลน์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ความโดดเด่นยังรวมถึงพัฒนาการทางด้าน “เทคโนโลยี” ที่มุ่งสู่การพัฒนาหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และยังถือเป็นหัวแถวของตลาด “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” โดยอเมซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) ที่แซงหน้าอัลฟาเบต (กูเกิล) และไมโครซอฟท์ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 และมีส่วนแบ่งการตลาดราว 40% ของตลาดพับลิก คลาวด์ เซอร์วิส ในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา

การที่ยักษ์ออนไลน์และไอทีระดับนี้รุกเข้าสู่ภาคค้าปลีกกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) ที่มีมูลค่าถึง 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 27.1 ล้านล้านบาท) นอกจากจะถูกจับตามองเรื่องการนำเทคโนโลยีในมือไปเปลี่ยนโฉมธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมที่มีหน้าร้าน (Brick and Mortar) แล้วก็ยังถูกจับตามองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “กินรวบ” อุตสาหกรรมอีกด้วย

แม้ปัจจุบันการค้าทั่วไปจะหันเข้าสู่ยุคออนไลน์มากขึ้นแล้ว ทว่ามีธุรกิจในกลุ่มค้าปลีกด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงประมาณ 1-2% เท่านั้นที่มุ่งเข้าตลาดออนไลน์ โดยคาดว่าตัวเลขนี้จะขยับขยายเป็น 6% ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยได้แรงหนุนของผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนียลที่จะหันมาซื้อสินค้าประเภทดังกล่าวทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ที่ผ่านมา อเมซอนเองก็เคยจับมือเป็นพันธมิตรกับธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวเพื่อขยายไลน์สินค้าให้หลากหลายขึ้นแล้ว โดยมีมานานราว 10 ปีแล้ว ทว่าการซื้อโฮลฟู้ดส์เป็นของตัวเองในครั้งนี้ บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าอเมซอนต้องการเดินหน้าธุรกิจนี้อย่างจริงจัง จึงหันมาซื้อโฮลฟู้ดส์ที่มีทั้งหน้าร้านและโกดังเก็บของสด ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดิมของบริษัท เพราะโกดังเดิมของอเมซอนนั้นไม่ได้รองรับสินค้าในกลุ่มนี้

จอห์น แม็คคีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโฮลฟู้ดส์ เคยกล่าวเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ในยุคที่อเมซอนวิ่งเข้าสู่ธุรกิจนี้ว่า วันใดที่อเมซอนได้ธุรกิจนี้ไป จะเป็นเหมือนวันแห่งการประกาศชัยชนะในสมรภูมิรบ หรือเป็นเหมือน Waterloo ของอเมซอน

เป็นที่คาดว่าอเมซอนจะใช้ทรัพยากรในมือ โดยเฉพาะระบบอี-คอมเมิร์ซและคลาวด์ คอมพิวติ้ง เข้ามาปรับโฉมการค้าปลีกแบบ Grocery ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพึ่งพาหน้าร้านอยู่ ให้กลายเป็นการค้าแบบใหม่ทางออนไลน์มากขึ้น

หรือขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นการปรับโฉมหน้าร้านให้มีความทันสมัยรับยุคใหม่ คล้ายกับที่อเมซอนเพิ่งออกโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะนำร่องไปในเมืองซีแอตเทิล ที่ใช้เทคโนโลยีประมวลผลการหยิบจับของออกจากชั้นวางได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้าที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้ไม่จำเป็นต้องนำของไปจ่ายเงิน แต่สามารถหยิบของแล้วออกนอกร้านได้เลย โดยจะมีการตัดเงินในบัญชีโดยอัตโนมัติพร้อมส่งใบเสร็จมาให้เอง

ซาคารี ฟาเดม นักวิเคราะห์จากธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ให้มุมมอง กับบลูมเบิร์กถึงดีลในครั้งนี้ว่า อเมซอนจะเป็นผู้พลิกเกมในอุตสาหกรรมนี้ และยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้เล่นรายอื่นๆ ในกลุ่มค้าปลีกอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคว่าการแข่งขันกำลังจะดุเดือดเข้มข้นขึ้น

ที่ผ่านมา ห้างค้าปลีกในกลุ่ม Grocery หลายรายต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักในโลกออนไลน์ ให้ทันกับกลุ่มอี-คอมเมิร์ซที่เข้ามาเจาะตลาดของตนเองกันมากขึ้น นำโดยวอลมาร์ทที่ทุ่มเม็ดเงินลงทุนเฉพาะปีที่แล้วไปถึง 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ใน Jet.com โดยขยายร้านค้าออนไลน์ไปมากกว่า 600 แห่ง จากร้านค้าจริงของวอลมาร์ทที่มีอยู่ราว 4,700 สาขาทั่วประเทศ และทำให้มียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 63% ในปีที่แล้ว

ขณะที่ห้างค้าปลีกรายอื่นๆ ก็กำลังมุ่งเบนเข็มเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้นให้ทันเกมเช่นกัน ก่อนที่จะช้าไปจนไม่สามารถแข่งขันได้ เช่นเดียวกับร้านค้าปลีกอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในกลุ่ม Grocery หรือประเภทอื่นๆ ที่ปรับตัวตามไม่เร็วพอจนตกขบวนไปตามๆ กัน เช่น ห้างเจซีเพนนี และเมซีส์ ที่ทยอยปิดสาขาจำนวนมากไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่ร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านอีกมากก็ทยอยประกาศล้มละลายอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีมานี้

หากปรับตัวตามไม่ทัน แม้จะใหญ่แค่ไหนก็มีสิทธิล้มได้เสมอ ในยุคของคลื่นการค้ายุคใหม่วันนี้

 

“สังคมไร้เงินสด” ในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 19:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499098

"สังคมไร้เงินสด" ในจีน

โดย…ภากร กัทชลี เจ้าของเพจ “อ้ายจง” นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยซีเตี้ยน เมืองซีอาน มณฑลส่านซี

สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society มาบ้างแล้ว กำลังเป็นกระแสและเป็นประเด็นใหญ่ในจีน โดยผู้ใช้มีความสะดวกและปลอดภัย ซึ่งที่เมืองจีนมีการใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ มี 2 เจ้าใหญ่ครองตลาด คือ Alipay ของแจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบา และ WeChat Pay แห่ง Tencent

จะพาผู้อ่านท่องสังคมไร้เงินสดของจีน พร้อมเจาะดูเหตุผลทีละข้อว่าทำไมสังคมไร้เงินสดถึงเกิดขึ้นได้

1.สะดวกสบายไม่ต้องเสียเวลา โดยเฉพาะเงินย่อย ไม่ต้องมีมาอ้างโน่นนี่ว่า ไม่มีทอน แค่สแกนคิวอาร์โค้ดปุ๊บ กรอกเงิน จ่ายปั๊บ ได้ทั้งแบบร้านค้าและบุคคลทั่วไป อยู่ที่ไหนก็จ่ายได้แทบไม่ต้องออกจากบ้าน

2.คนจีนค่อยๆ คุ้นเคยการใช้เงินผ่านแอพ ค่อยๆ เชื่อมั่นจากสิ่งที่เคยคุ้นร้านค้ามานาน คือ ร้านค้าออนไลน์ เถาเป่า แต่การจ่ายเงินออนไลน์จะทำเรื่องที่ธนาคารและยุ่งยาก แต่ภายหลังแจ็ค หม่าผูก Alipay เข้ามาจ่ายผ่านแอพ สะดวกสบายขึ้นเยอะ ส่วนฝั่ง WeChat Pay ก็คือตัวแอพ WeChat คนจีนใช้เป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว ในส่วนของแอพแชต เมื่อผูก WeChat Pay เข้ามา เริ่มจากส่งอั่งเปา ก็ทำให้คุ้นกันมากขึ้น

ในส่วนของ Alipay แจ็ค หม่าผลักดันมาก ซึ่งเขาถือเป็นบุคคลที่ผลักดันสังคมไร้เงินสดในจีน ยิ่งเป็นบุคคลทรงอิทธิพล ผลักดันอะไรก็ย่อมมีผลเห็นได้ชัด

3.เรื่องความปลอดภัย แม้จะเคยมีข่าวการโจรกรรมบัญชี Alipay, WeChat แต่จริงๆ ระบบจ่ายเงินผ่านแอพและออนไลน์ของจีนก็ยังถือว่าน่าเชื่อถือสูง

4.ใช้จ่ายผ่านแอพได้ส่วนลดมีโปรโมชั่นต่างๆ โดยเฉพาะใน Alipay

5.ปัญหาธนบัตรปลอม แม้ก่อนหน้านี้จีนประสบปัญหาธนบัตรปลอมระบาด แต่พอคนนิยมจ่ายเงินผ่านแอพ เหมือนปัญหานี้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

6.จับจ่ายได้แบบรู้ที่มาที่ไป มีประวัติบอกหมด ทั้ง Alipay และ WeChat Pay จริงๆ ตู้เอทีเอ็มธนาคารจีนบางเจ้าก็เช็กความเคลื่อนไหวได้ หรือถ้าสมัครส่ง SMS ก็มีเตือนตลอด บนแอพก็บันทึกไว้ตลอด

7.ที่เมืองจีน เวลาโอนเงินให้กัน นอกจากจะกรอกเลขบัญชีแล้ว จะต้องกรอกชื่อ-นามสกุล ธนาคาร และสาขาให้แม่นยำ ดังนั้นจึงดูยุ่งยาก พอมีแอพพลิเคชั่น e-Wallet เหล่านี้เข้ามา จึงตอบโจทย์ แค่สแกน QR Code หรือส่ง ID ให้กันก็โอนได้เลย ไม่มีค่าธรรมเนียมแบบโอนเงินปกติ

8.รัฐและภาคเอกชนต่างสนับสนุน ดูได้จากตอนนี้ ในเมืองจีนร้านค้าต่างๆ ล้วนรับเงินผ่านทางแอพ รวมถึงธนาคารบางเจ้าบางสาขายกเลิกเมนูถอนเงินในตู้เอทีเอ็มแล้ว หรืออย่างระบบขนส่งสาธารณะก็ผนวกการจ่ายเงินผ่านแอพเข้ามา เช่น ที่เมืองหางโจว ประกาศแผนจ่ายค่าโดยสารผ่าน Alipay ในรถเมล์ทุกคันทั่วเมืองภายในปีนี้

9.Start up และธุรกิจอื่นๆ บนโลกออนไลน์และบนแอพมือถือโตขึ้น และแน่นอนก็ต้องมีฟีเจอร์จ่ายเงินผ่านแอพ ก็เลยใช้พวกนี้ ก็เลยยังคงโตต่อเนื่อง อย่างธุรกิจในสาย Sharing Economy (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ แชร์จักรยาน) หรือเรียกแท็กซี่ เรียกเสร็จ ลงรถ ตัดเงินผ่านแอพ หรือสั่งอาหารผ่านแอพจ่ายผ่านแอพ Alipay, WeChat Pay เช่นกัน

10.การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุด เช่น แอพกลุ่มสตาร์ทอัพต่างๆ ในข้อ 9 และการเข้าถึงของเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม เราอาจเคยได้ยินคนบอกว่าคนจีนกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริง ถ้าสิ่งไหนตอบโจทย์ สิ่งไหนเริ่มเป็นกระแส พวกเขาเริ่มคุ้นเคย (ในข้อ 2)เขาก็ไม่กลัวที่จะใช้

นี่คือคำตอบว่า ทำไมแม้แต่คนขับวินมอเตอร์ไซค์ หรือคุณยายขายผักแบบแบกะดินในตลาด ถึงยังรับเงินผ่านแอพ หรือถ้าเห็นได้ชัดเลยก็ลุงขอทาน เพราะพวกเขาเหล่านี้รู้ว่า ตอนนี้กระแสมา และเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์

11.เข้าถึง Internet ได้ง่าย เดี๋ยวนี้ตามเมืองต่างๆ Wi-Fi มีให้บริการทั่วถึง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านต่างๆ บนรถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดิน ก็เริ่มมีให้บริการ 12.แบตเตอรี่มือถือหมด คือจบแต่เดี๋ยวนี้มีการติดตั้งตู้ชาร์จแบตฟรี หรือจุดเสียบปลั๊กชาร์จแบตตามห้างฟรี แม้กระทั่งสตาร์ทอัพแบบใหม่มีการแชร์ที่ชาร์จสำรอง เพียงแต่อาจต้องระวังตู้ชาร์จแบตฟรี เพราะเคยมีข่าวว่ามิจฉาชีพติดตั้งระบบแฮ็กข้อมูลไว้

สรุปแล้ว โดยรวมที่ทำให้จีนมีสังคมไร้เงินสดได้ก็ด้วยคำเหล่านี้ “สะดวก” “เชื่อมั่น” “ความปลอดภัย” และ “พลังประชาชน แบบปากต่อปาก จนเป็นกระแส กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันสังคมจีน” นั่นละครับ

********************

ติดตามเพจอ้ายจงได้ที่ www.facebook.com/aizhongchina/

 

คน 3 ประเภทที่เป็นสาเหตุของการโดนล้วงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/499091

คน 3 ประเภทที่เป็นสาเหตุของการโดนล้วงข้อมูล

โดย… WORAPON H. Welivesecurity Thai Edition

เมื่อพูดถึงอาชญากรรมไซเบอร์ คุณอาจพูดได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว แต่มีอีกภัยหนึ่งที่เกิดจากการสอนให้พนักงานกลายเป็นสาเหตุของภัยคุกคามเสียเอง

จากรายงานของ Haystax Technology พบว่า 74% ขององค์กรผู้ตอบแบบสอบถาม “รู้สึกเสี่ยงต่อภัยคุกคามภายใน” และ 56% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยยังบอกว่าอีกว่า “ภัยคุกคามภายในเกิดขึ้นบ่อย” ในช่วงปีที่ผ่านมา

การโจมตีอย่างการล้วงข้อมูลอาจมีาเหตุมาจากอารมณ์ขุ่นเคืองของพนักงานที่พร้อมจะปล่อยข้อมูล หรืออาจเป็นความละเลยคำเตือน หรืออะไรต่างๆ ดังนั้นทางเราจึงขอยกตัวอย่างพนักงานที่อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ล้วงข้อมูลขึ้น

1. พนักงานผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

เมื่อพูดถึงการล้วงข้อมูล หรือการที่ข้อมูลรั่วไหลไปในพื้นที่สาธารณะ พนักงานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อาจแสบกว่าแฮกเกอร์เสียอีก จากที่ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ในอังกฤษ พบว่าเหตุการณ์ล้วงข้อมูลมากกว่า 160 ครั้ง ซึ่งส่วนมากเป็นผลมาจากความผิดพลาดพลั้งเผลอของมนุษย์ อย่าง ทำโทรศัพท์หาย ส่งอีเมล์ให้ผิดคน และให้ข้อมูลกับบุคคลภายนอกมากเกินไป

ตัวอย่างที่เคยมีก็คือกรณีที่ อดีตพนักงานบริษัทดาวน์โหลดข้อมูลสำคัญลงไปในโทรศัพท์มือถือส่วนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

2. ประมาทหรือละเลย

คุณทำอย่างไรเมื่อมีหน้าจอแจ้งเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัยปรากฏขึ้นมา? จากแบบสำรวจของ Google ให้ผลที่น่าตกใจว่า 70.2% ของผู้ใช้แอปฯ Google Chrome ไม่สนใจสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาและกดข้ามมันไป เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าศัพท์ที่ใช้นั้นค่อนข้างเป็นเชิงเทคนิค และยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะไม่เข้าใจ ทาง Google จึงพยายามปรับภาษาให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น

3. บุคคลอันตราย

นอกจากเราจะมีพนักงานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้ว ยังมีพนักงานอีกประเภทหนึ่งที่อันตรายยิ่งกว่า คือพนักงานที่เรียกได้ว่าบุคคลอันตราย ยกตัวอย่างจากกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้ให้บริการการติดต่อสื่อสารของอังกฤษ OFCOM ที่พบว่าอดีตพนักงานของพวกรวบรวมข้อมูลองค์กรเป็นเวลากว่า 6 ปี

จะป้องกันได้อย่างไร?

งานวิจัยของ Nuix บอกว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความคิดเห็นว่าความเสี่ยงที่มากที่สุดเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ และพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้องค์กรเสียหาย ทั้งในด้านตัวเงินและชื่อเสียง จึงทำให้กลายองค์กรพยายามหาทางออกให้กับเรื่องนี้

ให้ความรู้ความเข้าใจกับพนักงาน

อันดับแรกสุดคือตัวพนักงานเองต้องเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบจากการกระทำต่างๆ และวิธีการหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูล โดยพนักงานทุกคนจะต้องผ่านการอบรมไม่ใช่เฉพาะฝ่ายไอที

เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล

จากบทความ เคล็ดลับวิธีป้องกันข้อมูลรั่วไหล บอกเราได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับการป้องกันข้อมูลรั่วไหล

สังเกตพฤติกรรม

เอาใจใส่การใช้คอมพิวเตอร์ และพฤติกรรม รวมถึงมาตรการรองรับในกรณีของ Bring Your Own Device (BYOD) หรืออนุญาตให้พนักงานใช้อุปกรณ์ที่ตัวเองเตรียมมาได้ ซึ่งทางองค์กรก็ต้องมีการควบคุมดูแลให้ทั่วถึง

****************************

ที่มา : https://www.welivesecurity.com/2017/05/26/3-types-employees-cause-data-breach/ 

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่  https://blog.eset.co.th

 

อียูจ่อปรับกูเกิลสูงเฉียด4หมื่นล.ฝ่ากฎต้านผูกขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498953

อียูจ่อปรับกูเกิลสูงเฉียด4หมื่นล.ฝ่ากฎต้านผูกขาด

อียูเล็งสั่งปรับกูเกิลเกือบ 4 หมื่นล้าน ฐานละเมิดกฎต่อต้านผูกขาด กระทบภาคธุรกิจยุโรป

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานอ้าง เจ้าหน้าที่หลายรายที่ไม่ระบุนามของสหภาพยุโรป (อียู) ว่า อียูคาดจะประกาศการสั่งปรับกูเกิล ยักษ์เทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ เป็นวงเงินมากกว่า 1,000 ล้านยูโร (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) กรณีละเมิดกฎการ ต่อต้านการผูกขาดตลาด ซึ่งอียูระบุว่า กูเกิลปรับหน้าผลการค้นหาให้แสดงแค่บริการ กูเกิล ช็อปปิ้ง และบริการอื่นๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยวของบริษัทเป็นหลัก

รายงานระบุว่า ค่าปรับดังกล่าวอยู่ที่อัตราสูงสุดที่ 10% จากรายได้ทั้งหมดของกูเกิลที่ 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 ซึ่งมีแนวโน้มทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ก่อนหน้านี้ บริษัทไอทีรายใหญ่ในยุโรปเรียกร้องให้อียูดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกูเกิล เนื่องจากส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยอียูใช้เวลาสืบประเด็นการละเมิดดังกล่าวนาน 7 ปี และหากมีการประกาศสั่งปรับแล้ว คาดว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองเช่นกัน

รายงานระบุว่า อียูจะให้เวลากูเกิลหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อน หากไม่สามารถดำเนินการทันตามกำหนด บริษัทอาจถูกสั่งปรับเพิ่มอีก 5% ของรายได้เฉลี่ยรายวันต่อ 1 วันที่ล่าช้าไป โดยเมื่อปี 2006 ไมโครซอฟท์ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ซึ่งเคยถูกปรับกรณีฝ่าฝืนต่อต้านการผูกขาด ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 280 ล้านยูโร (ราว 1 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากล้มเหลวในการแก้ปัญหาดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด 90 วัน

แม้อียูปฏิเสธเปิดเผยการเตรียมสั่งปรับบริษัทไอทีสหรัฐอื่นๆ กรณีการละเมิดกฎต่อต้านการผูกขาด แต่นับตั้งแต่ปี 2000 อียูสืบสวนบริษัทรายใหญ่ เช่น ไมโครซอฟท์ อินเทล แอปเปิ้ล เฟซบุ๊ก และ อเมซอนในประเด็นดังกล่าวมาตลอด

 

ไอโอทีทะลุ3หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498764

ไอโอทีทะลุ3หมื่นล.

เร่งไอโอทีสู่ภาคอุตสาหกรรม กสทช.คาดสะพัด 3.4 หมื่นล้าน หลังคนแห่ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อเพิ่ม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวในงานเสวนาค่ายมือถือยึดหัวหาดไอโอที จัดโดยชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) ว่าข้อมูลจากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน คาดการณ์เม็ดเงินในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตออฟ ธิงส์ หรือไอโอที ว่าจะแตะ 3.4 หมื่นล้านบาทในอีก 3 ปี จากการใช้งานที่เพิ่มแต่ละปีในอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ระบบเซ็นเซอร์ ยานยนต์ และการเกษตร ซึ่งทาง กสทช.มีแผนจัดสรรคลื่นความถี่เพิ่มเติมอีก 380 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2563 เพื่อดำเนินงานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ

ด้านเอกชน นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไอโอทีจะเพิ่มขึ้นต้องมาจากการผลักดันเรื่องการใช้งานดีไวซ์และ เร่งผลิตสตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทั้งแอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์เชื่อมต่อรองรับการใช้งานของตลาดในอนาคต

นายธีรพันธุ์ ศิริสุนทรไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ B2B บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคนำไอโอทีมาใช้เพื่อการเกษตรในโครงการดีแทคฟาร์มและเน้นให้นำ ไอโอทีไปใช้ด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
นายสรรเสริญ สมัยสุต กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ทรูดิจิตอล แอนด์ มีเดีย แพลตฟอร์ม กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้ไอโอทีมีความพร้อมคือผู้ผลิต ภาครัฐ ผู้ให้บริการและผู้บริโภค ถ้าทั้งสี่ด้านพร้อมเรื่องไอโอทีเดินหน้าได้เร็วแน่นอน ทางทรูก็ให้ความรู้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนชีวิตได้อย่างไร

 

อาลีบาบา-ซอฟต์แบงก์จ่อลงทุน’แกร็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498754

อาลีบาบา-ซอฟต์แบงก์จ่อลงทุน'แกร็บ'

ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน จับมือญี่ปุ่น ร่วมลงทุนในแกร็บ 5 หมื่นล้าน หวังขยายอาลีเพย์ในอาเซียน

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง อาลีบาบา ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เบอร์ 1 ในจีน จะร่วมมือกับ มาซาโยชิ ซัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีสื่อสารยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น ลงทุนใน “แกร็บ” สตาร์ทอัพไรด์-แชร์ริ่ง เพื่อสู้ศึกกับอูเบอร์ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวที่นำโดยซอฟต์แบงก์ คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนระดมทุนล่าสุดของ แกร็บวงเงิน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.1 หมื่นล้านบาท) และคาดว่าจะมีบริษัท ตีตี้ ชูซิง ซึ่งเป็นไรด์-แชร์ริ่ง รายใหญ่จากจีนเข้าร่วมในการระดมทุนรอบนี้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าหม่าจะลงทุนผ่านทางอาลีบาบา กรุ๊ป หรือผ่านทางแอนท์ ไฟแนน เชียล โดยการร่วมมือกับแกร็บอาจช่วยหม่าขยายช่องทางการชำระเงินดิจิทัล ของอาลีเพย์ให้กว้างขึ้นผ่านกลุ่มผู้ใช้บริการแกร็บหลายล้านคนใน ภูมิภาคนี้ และยังเป็นการแข่งขันกับ คู่แข่งอย่าง เทนเซนต์ โฮลดิงส์ ที่เป็นอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อีกรายในจีนที่ลงทุนกับอูเบอร์ไปแล้วก่อนหน้านี้

ด้านอาลีบาบาและแกร็บยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการลงทุนของซอฟต์แบงก์จะมาจากบริษัทแม่ หรือจากซอฟต์แบงก์ วิชั่น ฟันด์ ซึ่งเป็นกองทุนไอทีขนาดใหญ่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมา

สำหรับแผนการระดมทุนดังกล่าว คาดว่าทุบสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมาของบริษัทสตาร์ทอัพอาเซียน โดยอาจมากกว่าการระดมทุนเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ไป 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.55 หมื่นล้านบาท) และทำให้แกร็บมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.02 แสนล้านบาท)

 

จีนเร่งใช้ระบบจดจำใบหน้า หวั่นเปิดช่องรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2560 เวลา 14:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498688

จีนเร่งใช้ระบบจดจำใบหน้า  หวั่นเปิดช่องรุกล้ำความเป็นส่วนตัว

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เทคโนโลยีไบโอเมทริก โดยเฉพาะระบบการจดจำใบหน้า เพื่อใช้ระบุตัวตนผู้ใช้แบบอัตโนมัติ กำลังมาแรงในประเทศจีน และได้รับการใช้งานในวงกว้าง ไม่ว่าจะตั้งแต่การนำไปใช้ทำธุรกรรมการเงินทั่วไป จนถึงการใช้ตรวจจับคนขโมยทิชชู่ในห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังอยู่ไม่น้อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ในปัจจุบันตลาดเทคโนโลยีไบโอเมทริกขยายตัวอย่างรวดเร็วในจีน เนื่องจากจีนเริ่มผสมผสานเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปในการระบบการระบุตัวตนของภาครัฐ จนทำให้ขณะนี้จีนมีฐานข้อมูลใบหน้าพลเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยไฟแนนเชียลไทมส์ระบุว่า อยู่ที่กว่า 1,000 ล้านรูป มากกว่าฐานข้อมูลดังกล่าวของสหรัฐที่ราว 400 ล้านรูป

หลังรัฐบาลบุกเบิกการใช้ระบบจดจำใบหน้า บรรดาเอกชนจีนต่างเดินหน้านำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เช่น แอนท์ ไฟแนนเชียล บริษัทรับชำระเงินออนไลน์ในเครือของอาลีบาบา ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถล็อกอินเข้าระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ได้เพียงแค่ถ่ายรูปเซลฟี่ เช่นเดียวกับธนาคารไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ที่อนุญาตให้ลูกค้ายืนยันการชำระเงินด้วยการสแกนใบหน้าที่เครื่อง

ด้าน ตีตี้ บริการไรด์-แชริ่ง ในจีน ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวตนคนขับรถ ขณะที่ ไป่ตู้ บริษัทเสิร์ชเอนจิ้นชื่อดังกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าสำหรับใช้งานหน้าทางเข้าสำนักงานและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ความนิยมในเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่กำลังทะยานขึ้นในประเทศ ได้ช่วยผลักดันสตาร์ทอัพซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวโดยเฉพาะชื่อ เฟซพลัสพลัส (Face++) ซึ่งระดมทุนได้ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,398 ล้านบาท) เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และกลายเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเมื่อไม่นานนี้

“คุณต้องรอนานกว่าจะได้ใช้บริการต่างๆ ในประเทศ เราจึงเริ่มพัฒนาบริการระบบการจดจำใบหน้าสำหรับธุรกิจฟินเทค” เซี่ยอี้หนาน โฆษกของ Face++ กล่าว พร้อมเสริมว่าบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ

แม้ระบบจดจำใบหน้าจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้บริการต่างๆ และเอื้อต่อการทำธุรกิจสำหรับภาคเอกชน แต่เทคโนโลยีดังกล่าวนับเป็นดาบสองคมที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ง่ายยิ่งขึ้น

“บริษัทจีนยักษ์ใหญ่หลายรายมุ่งเน้นที่การทำกำไรจากเทคโนโลยีดังกล่าวมากกว่า ในขณะที่จีนยังไม่มีการกำกับดูแลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลใบหน้าของพลเมือง ทำให้การเก็บข้อมูลดังกล่าวทำได้ง่ายกว่าในสหรัฐ โดยตอนนี้คุณสามารถซื้อรูปถ่ายใบหน้าของใครก็ตามได้ในราคา 5 หยวน (ราว 25 บาท) ในจีน” เหลิงเปียว ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไบโอเมทริก จากมหาวิทยาลัยการบินพลเรือนปักกิ่ง กล่าว

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า แม้ในสหรัฐจะมีกฎหมายคุมเข้มการเก็บข้อมูลใบหน้าของผู้บริโภค แต่ระบบจดจำใบหน้านั้นเปิดช่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวได้ง่ายกว่าการสแกนลายนิ้วมือ เนื่องจากแค่มีรูปถ่ายก็สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ต่างๆ ได้ ขณะที่บุคคลดังกล่าวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกจับจ้องเพื่อเอารูปถ่ายไปใช้งาน

ภาพ…เอเอฟพี

 

ถอดบทเรียนวิกฤตอูเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 20:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498626

ถอดบทเรียนวิกฤตอูเบอร์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ postforeign@gmail.com

ข่าวในแวดวงธุรกิจไอทีที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ ไม่ได้มีเพียงหุ้นกลุ่มไอทีร่วงถล่มทลายตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข่าวการปรับโฉมครั้งใหญ่ใน “อูเบอร์” ที่เกิดประเด็นดราม่า อย่างหนักหน่วงมาหลายเดือนจนนำไปสู่การปลดลาออก และพักงานของผู้บริหารระดับสูงหลายคน

หนึ่งในนั้นยังรวมถึงตัวของผู้ร่วมก่อตั้งอูเบอร์ขึ้นมาเองกับมืออย่าง “ทราวิส คาลานิก” ที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) อยู่ด้วย และคาดว่าอาจจะถูกพักงานในเร็วๆ นี้

อูเบอร์ถือเป็น “ยูนิคอร์น” (สตาร์ทอัพมูลค่าเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของวงการสตาร์ทอัพก็ว่าได้ทั้งที่ก่อตั้งมาไม่ถึง 10 ปี โดยเริ่มต้นผุดธุรกิจคาร์แชร์ริ่งเมื่อปี 2009 ที่ถือเป็นของใหม่ในยุคนั้น และประสบความสำเร็จในปี 2011 เป็นต้นมา จนขยายธุรกิจไปทั่วโลก และกำลังมุ่งพัฒนาไปอีกขั้นกับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ

ความสำเร็จของอูเบอร์นั้นทำให้สตาร์ทอัพแห่งนี้ได้รับการประเมินตามมูลค่าตลาดถึง 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือสูงยิ่งกว่าบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีประวัติก่อตั้งอันยาวนาน เช่น ฟอร์ด ทำให้กลายเป็นสตาร์ทอัพตัวอย่างที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันถึง และใครๆ ก็จับตามอง

ทว่า สตาร์ทอัพของโลกใหม่นี้กลับมาตกม้าตาย เพราะปัญหาของ “โลกเก่า” ที่กำลังเล่นงานอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน การเลือกปฏิบัติ กระทั่งข้อกล่าวหาเรื่องการไปขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอื่นที่กำลังเป็นคดีฟ้องร้องกันอยู่

 

ทราวิส คาลานิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อูเบอร์

ที่จริงแล้วอูเบอร์ถือเป็นบริษัทรุ่นใหม่ที่คนส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนยุคเจนวาย หรือไม่ก็เจนเอ็กซ์ตอนปลาย เช่น ซีอีโอที่อยู่ในวัยเพียง 40 ปี กลุ่มคนเหล่านี้เติบโตมาในยุคที่ซิลิคอน วัลเลย์ กำลังสะพรั่ง และมีแนวคิดกับการปฏิบัติใหม่ๆ ที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบโดยเฉพาะเรื่องเพศ

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “Diversity and Inclusion” ซึ่งเป็นแนวคิดยุคใหม่ของที่ทำงานรุ่นใหม่ที่เน้นความหลากหลายและการกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นคือไม่แบ่งแยกเพศ เชื้อชาติ หรือความแตกต่างอื่นๆ และไม่กีดกันหรือเลือกปฏิบัติ

ทว่าสตาร์ทอัพรุ่นใหม่อย่างอูเบอร์กลับถูกกล่าวหาว่าเต็มไปด้วยปัญหาดังกล่าว แถมยังมาจากกลุ่มผู้บริหารหรือพนักงานระดับสูงเสียเอง เช่น กรณีที่วิศวกรสาวแฉว่าถูกเพื่อนร่วมงานขอมีเพศสัมพันธ์ด้วยหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการแก้ปัญหาให้เพราะเพื่อนร่วมงานรายนี้เป็นพวกคนเก่งที่ทำงานให้บริษัทได้

ที่สำคัญก็คือ โครงสร้างเรื่องการซื้อหุ้นคืนจากพนักงานยังพ่วงเรื่องการบังคับให้สิทธิการออกเสียง (Voting Rights) ทำให้ซีอีโออย่างคาลานิกได้ครองอำนาจการตัดสินใจในบริษัทมหาชนนี้อยู่มาก และเกิดปัญหาการตัดสินที่ผิดพลาดของทีมผู้บริหารตามมา แต่ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถคุ้มครองได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะอูเบอร์เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจกับคนเป็นหลัก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และความไว้วางใจของผู้บริโภคเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในยุคที่การแข่งขันคาร์แชร์ริ่งกำลังผุดขึ้นทั้งในบ้านและต่างประเทศ จึงนำไปสู่การลาออกและไล่ออกพนักงานหลายสิบชีวิต และคาดว่าจะรวมถึงตัวซีอีโอเอง

เป็นที่คาดกันว่าคาลานิกอาจต้องพักงานระยะหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้คณะใหม่ขึ้นมากู้ชื่อของอูเบอร์ ก่อนจะกลับไปอีกครั้งในฐานะบอร์ดหรือที่ปรึกษาในภายหลัง พร้อมบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้

 

ครม.อนุมัติ TOT-CAT ตั้งบริษัทลูกแยกธุรกิจที่ซ้ำซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 15:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498484

ครม.อนุมัติ TOT-CAT ตั้งบริษัทลูกแยกธุรกิจที่ซ้ำซ้อน

ที่ประชุมครม.อนุมัติ ทีโอที-กสท.โทรคมนาคม ตั้งบริษัทลูกแยกการดำเนินธุรกิจซ้ำซ้อนหลังหมดรายได้จากสัมปทาน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการจัดตั้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (National Broadband Network:NBN Co)ของ บมจ.ทีโอที (TOT) และโครงการจัดตั้งบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (Neutral Gateway & Data Center:NGDC Co) ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT)

“ที่ผ่านมา TOT และ CAT มีลงทุนและการดำเนินธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกัน เมื่อสัมปทานคลื่นความถี่ทยอยหมดอายุลงก็ทำให้รายได้ลดลง ดังนั้นจึงมีความคิดที่จะแยกธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกันบางส่วนออกมาตั้งบริษัทลูกแล้วจะถือหุ้นร่วมกัน” นายณัฐพร กล่าว

ทั้งนี้ NBN Co จะเป็นการลงทุนเพื่อให้บริการค้าส่งบรอดแบนด์และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีสินทรัพย์ ได้แก่ โครงข่ายหลัก ระบบสื่อสัญญาณ จนถึงข่ายสายตอนนอกเคเบิลใยแก้วนำแสง ส่วน NGDC Co จะลงทุนเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ระหว่างประเทศเป็นหลัก รวมทั้งศูนย์บริการข้อมูล โดยมีสินทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศ ได้แก่ สถานีเคเบิลใยแก้วใต้น้ำในประเทศและระหว่างประเทศ เคเบิลภาคพื้นดินระหว่างประเทศ รวมทั้งโครงข่ายขนส่งข้อมูลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

นายณัฐพร กล่าวว่า บริษัทลูกทั้งสองแห่งจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหมือน TOT และ CAT บริษัทแม่ เช่น การปักเสาพาดสายในพื้นที่จำเป็นต้องขออนุญาตจากสำนักงาน กสทช.ก่อน เพราะอาจไม่ได้ถือหุ้น TOT และ CAT ทั้งหมด

“ในเบื้องต้น NBN จะถือหุ้นโดยทีโอที 100% ส่วน NGDC จะถือหุ้นโดย CAT 100% แต่จะมีการปรับสัดส่วนการถือหุ้นในภายหลังเมื่อได้ประเมินทรัพย์สินและมูลค่าทางธุรกิจอย่างละเอียดแล้ว” นายณัฐพร กล่าว

“อูเบอร์” ดิ้นพลิกโฉมองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/498450

"อูเบอร์" ดิ้นพลิกโฉมองค์กร

อูเบอร์พยายามปรับวัฒนธรรมองค์กร หลังโดนร้องเรียนคุกคามทางเพศ-ซีอีโอผจญข่าวฉาว

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า คณะผู้บริหารอูเบอร์ เทคโนโลยี อิงค์ ผู้ให้บริการไรด์-แชริง ชื่อดัง ประชุมยาวนานมากกว่า 6 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา และอนุมัติด้วยเสียงเอกฉันท์ให้ทำตามข้อแนะนำทุกข้อของคณะกรรมการสอบสวนปัญหาภายในวัฒนธรรมองค์กรของอูเบอร์ หลังกรณีบรรดาพนักงานร้องเรียนการคุกคามทางเพศและการเลือกปฏิบัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร โดยรายละเอียดจะเปิดเผยกับพนักงานทั้งหมดในวันนี้

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า หนึ่งในข้อแนะนำคือ การแต่งตั้ง ว่าน หลิง มาร์เทลโล ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานฝ่ายบริหารของเนสท์เล่ บริษัทอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นเป็นกรรมการอิสระ ขณะที่อีกข้อคือ การให้ ทราวิส คาลานิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และ เอมิล ไมเคิล รองประธานอาวุโสอูเบอร์และคนสนิทของคาลานิก ออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม อูเบอร์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะของผู้บริหารระดับสูงทั้งสองคน โดยก่อนหน้านี้บลูมเบิร์กรายงานว่า อูเบอร์พูดคุยเกี่ยวกับการพักงานคาลานิก ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดการงานศพให้มารดา และปลดไมเคิลออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวถึง 2 กรณี

กรณีแรก คือ การได้รับและพูดคุยข้อมูลทางการแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เอริก อเล็กซานเดอร์ ประธานธุรกิจฝ่ายเอเชียของอูเบอร์ ได้รับข้อมูลทางการแพทย์ของหญิงชาวอินเดีย ซึ่งถูกพนักงานขับรถของอูเบอร์ข่มขืนเมื่อปี 2014 และนำมาแบ่งปัน รวมถึงพูดคุยกับคาลานิกและไมเคิล ก่อนอเล็กซานเดอร์จะถูกไล่ออกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กรณีที่สอง คือ ผู้บริหารระดับสูงทั้งสามคนไปเที่ยวคลับคาราโอเกะที่มีหญิงสาวคอยให้บริการแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้เมื่อปี 2014 ส่งผลให้พนักงานหญิงรู้สึกไม่สบายใจและร้องเรียนกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล

สำหรับแนวโน้มการปลดซีอีโอและรองประธานอาวุโสดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากการลาออกของบรรดาผู้บริหารจำนวนมาก เช่น ประธานบริษัท หัวหน้าวิศวกร และเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (ซีโอโอ) ส่งผลให้อูเบอร์ต้องเร่งหาผู้บริหาร โดยว่าจ้าง ฟรานซ์ เฟรย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ และ โบโซมา เซนท์ จอห์น จากแอปเปิ้ล เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์

ทั้งนี้ อูเบอร์ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีการคุกคามทางเพศและเลือกปฏิบัติมากกว่า 200 กรณี โดยกำลังอยู่ระหว่างสืบสวน 57 กรณี

ภาพ…เอเอฟพี