ปริ้นสามมิติเก่าไปแล้ว! พบเทคโนโลยีปริ้นในของเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495911

ปริ้นสามมิติเก่าไปแล้ว! พบเทคโนโลยีปริ้นในของเหลว

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติก้าวไปอีกขั้นด้วยการพิมพ์ในชั้นเจล ซึ่งประหยัดเวลา และวัตถุที่ได้นั้นมีความแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้น

ในยุคนี้ดูเหมือนว่าอะไรๆก็สามารถพิพม์ออกมาได้จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์นาโนขนาดจิ๋ว อวัยวะเทียม ไปจนถึงบ้านทั้งหลัง และเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังจะก้าวล้ำไปอีกขั้น เมื่อทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้พัฒนากระบวนการพิมพ์ 3 มิติในของเหลวขึ้น ที่ช่วยให้กระบวนการพิมพ์เก้าอี้ 1 ตัวนั้นเสร็จสิ้นรวดเร็วกว่ากระบวนการพิมพ์ปกติหลายเท่า

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ Steelcase บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐ พวกเขาเรียกกระบวนการใหม่นี้ว่า Rapid Liquid Printing ที่หัวฉีดทั้งหมดของเครื่องพิพม์นั้นจะจุ่มอยู่ภายในชั้นของเจล ซึ่งสามารถพิมพ์วัสดุ อุปกรณ์ขนาดใดก็ได้ ใหญ่แค่ไหนก็ได้ตามต้องการ ขึ้นอยู่กับขนาดของถังที่บรรจุชั้นเจล

วัตถุจากการพิมพ์ 3 มิติแบบสม่ำเสมอมีความแข็งแรง และรับน้ำหนักได้ดีกว่าการพิมพ์แบบเลเยอร์

 

“จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากคำถามที่ว่า เราสามารถพิมพ์เฟอร์นิเจอร์ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาทีได้หรือไม่?” Skylar Tibbits ผู้อำนวยการแลบของสถาบันกล่าว ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ช่วยเพิ่มขีดจำกัดของกระบวนการพิมพ์ที่ผ่านๆมา ทั้งระยะเวลา ขนาด และคุณภาพของวัสดุ “การพิมพ์ 3 มิตินั้นใช้หลักการพิมพ์ทับไปทีละชั้น ซึ่งชั้นต่างๆนั้นมีผลกับโครงสร้างของวัตถุ ทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณภาพที่ไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับการพิมพ์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ”

การพิมพ์ในชั้นเจลนอกจากช่วยประหยัดเวลาแล้วยังช่วยให้สามารถสร้างชิ้นงานที่มีขนาด และคุณภาพดีมากขึ้นอีกด้วย

 

ชั้นเจล ที่มีลักษณะคล้ายกับเจลใส่ผมนี้จะล้อมรอบวัตถุที่ต้องการพิมพ์ไว้ และช่วยให้มันไม่เผชิญกับผลจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิมพ์ และหัวพิมพ์นั้นเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระเสรี และสามารถขึ้นรูปได้อย่างสม่ำเสมอตลอดชิ้นงาน

เมื่อพิมพ์เสร็จสิ้น วัตถุจะถูกยกขึ้นมากถังเจล เนื้อเจลจะสมานรวมตัวกันอีกครั้ง ช่วยให้กระบวนการพิมพ์ชิ้นที่สองสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยไม่มีสะดุด ซึ่งตัวอย่างชิ้นส่วนการพิมพ์ของพวกเขา เพิ่งจะถูกนำมาจัดแสดงในฐานะชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ ที่งาน Milan Design เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ โดนหลายชิ้นประกอบด้วยรูปทรงซับซ้อน เพื่อแสดงถึงศักยภาพของเครื่องพิมพ์

ตัวอย่างของวัตถุที่ถูกออกแบบอย่างซับซ้อน เพื่อแสดงถึงศักภาพของการพิมพ์แบบใหม่

 

สามารถชมกระบวนการพิมพ์แบบ Rapid Liquid Printing ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง ซึ่งนอกเหนือจากผลงานนี้แล้ว ในระหว่างการค้นคว้าทางทีมนักวิจัยพวกเขายังได้ผลิตวัสดุที่สามารถขยายตัว หรือยึดหดได้เมื่อเผชิญกับสภาพอากาศหนาว และร้อนแตกต่างกัน รวมถึงรูปปั้นที่สร้างขึ้นจากก้อนกรวด และเชือกโดยแขนกลหุ่นยนต์อีกด้วย

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก OCS+ Steelcase

ทีวีดิจิทัลเมินบอลโลก ชี้ค่าลิขสิทธิ์สุดแพงแมตช์ละเกือบ30ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495810

ทีวีดิจิทัลเมินบอลโลก ชี้ค่าลิขสิทธิ์สุดแพงแมตช์ละเกือบ30ล้าน

ทีวีดิจิทัลเผยค่าลิขสิทธิ์บอลโลกแพงเว่อร์ ระบุแม้ลดราคา 50% ก็ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

นายพรชัย พูนล้ำเลิศ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทบางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารช่องพีพีทีวี เปิดเผยว่า กรณีที่ฟีฟ่ามีการตั้งราคาถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นเม็ดเงิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท ทั้งหมด 64 นัด เฉลี่ยนัดละเกือบ 30 ล้านบาทนั้นราคานี้ถือว่าสูงเกินไป และไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้

“หากช่องไหนมีแผนที่จะซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าวมองว่าไม่คุ้ม เพราะนอกจากราคาแพงแล้ว ยังมีปัจจัยลบจากลิงก์เถื่อนและเว็บผี ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็บอบช้ำกับการทำธุรกิจทีวีดิจิทัลมากพอสมควรแล้ว” นายพรชัย กล่าว

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส ผู้บริการช่อง 8 กล่าวว่า ราคาที่ฟีฟ่าตั้งมาเกิดจากความคาดหวังบนสมมติฐานของตลาดในอดีต เพราะนำไปเปรียบเทียบกับราคาประมูลของพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นเนื้อหาที่อยู่บนธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก ไม่ใช่ฟรีทีวีเหมือนฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นในครั้งหลังสุดที่บริษัทไทยได้ประมูลมา และปัจจุบันบริษัทได้ออกจากธุรกิจดังกล่าวไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันสภาพตลาดเปลี่ยนไปมากไม่ว่าจะเป็นด้านของช่องทางการออกอากาศ หรือความซับซ้อนของการบริหารจัดการแพลตฟอร์มท่ามกลางกระแสสื่อออนไลน์

อย่างไรก็ดี อยากให้ฟีฟ่าพิจารณาในเรื่องของความคาดหวังทางด้านราคาใหม่ เพราะราคาฟุตบอลโลกทั้ง 64 นัดเป็นเนื้อหาที่อยู่ภายใต้กฎ มัสต์ แคร์รี่ ดังนั้นทุกนัดต้องทำการฉายให้ประชาชนดูฟรี ซึ่งหมายถึงการที่ผู้รับสิทธิในประเทศจะไม่สามารถไปหารายได้เพิ่มจากความเอ็กซ์คลูซีฟของคอนเทนต์ในช่องทางอื่นได้

“หากผู้ประกอบการรายใดต้องการจะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดตามราคาที่ฟีฟ่าตั้งไว้ อาจจะต้องมองว่าส่วนหนึ่งของราคาที่ต้องจ่ายเป็นงบการตลาดของสถานี เพื่อตอบโจทย์ในการลงทุน” นางพรพรรณ กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

 

บิ๊กไอทีมะกันเจอยุโรปฟันข้อหาฝ่ากฎ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495491

บิ๊กไอทีมะกันเจอยุโรปฟันข้อหาฝ่ากฎ

ยุโรปสั่งปรับเฟซบุ๊ก กรณีแจ้งข้อมูลผิดพลาดระหว่างซื้อกิจการวอตส์แอพ

คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) สั่งปรับเฟซบุ๊กบริษัทสื่อโซเชียลสัญชาติสหรัฐ 110 ล้านยูโร (ราว 4,225 ล้านบาท) กรณีแจ้งข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานผิดพลาดระหว่างดำเนินการเข้าซื้อ กิจการวอตส์แอพ แอพพลิเคชั่นแชต เมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนบริษัทต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของยุโรป

อีซีเปิดเผยว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าว จะไม่ส่งผลให้การซื้อกิจการวอตส์แอพเป็นโมฆะ โดย มาร์เกรธ เวสทาเกอร์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการอีซี เปิดเผยว่า คำสั่งปรับเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทต้องปฏิบัติตามกฎการควบรวมกิจการครบทุกข้อ ที่รวมถึงการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องด้วย

ทั้งนี้ การสั่งปรับล่าสุดยังเกิดขึ้นหลังหน่วยงานฝรั่งเศสสั่งปรับบริษัท 1.5 แสนยูโร (ราว 5.76 ล้านบาท) เนื่องจากเฟซบุ๊กตรวจจับข้อมูลของผู้ใช้ เช่น เพศ ทัศนคติทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา โดยไปใช้สำหรับการทำโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก่อนหน้านี้อิตาลีสั่งปรับเฟซบุ๊ก 3 ล้านยูโร (ราว 115 ล้านบาท) กรณีบังคับให้ผู้ใช้ต้องยอมแชร์ข้อมูลส่วนตัวในวอตส์ แอพกับเฟซบุ๊ก

ขณะเดียวกันศาลสูงสุดของเยอรมนีตัดสินให้บริการ “อูเบอร์ แบล็ก” ของอูเบอร์ ผู้ให้บริการไรด์แชริ่งจากสหรัฐละเมิดกฎการแข่งขันทางธุรกิจของเยอรมนี แต่เสริมว่ายังต้องรอความชัดเจนจากศาลสูงยุโรปก่อนประกาศคำตัดสินขั้นสุดท้าย

 

มือถือคึกชิงท็อปทรี เปิดรุ่นใหม่ สาดโปรฯดันยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495477

มือถือคึกชิงท็อปทรี เปิดรุ่นใหม่ สาดโปรฯดันยอด

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจไอทีโพสต์ทูเดย์

เปิดศึกสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในช่วงกลางปีกันอย่างคึกคัก สำหรับค่ายโทรศัพท์มือถือทั้งยักษ์ใหญ่และรายเล็ก โดยเฉพาะค่ายเล็กที่พยายามจัดหนักอัดโปรโมชั่นเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจากยักษ์ใหญ่ทั้งเบอร์ 1 และ 2 ให้ได้เพิ่มขึ้น แต่ทุกรายก็ไม่ได้มีสินค้าตัวใหม่สุดว้าวมาเปิดตัวในงาน นอกจากการนำพรีเซนเตอร์มาปลุกกระแสเท่านั้น

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น ผู้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปช่วงกลางปีครั้งนี้ เชื่อว่ายังมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง โดยได้ตั้งเป้าเงินสะพัดในงานไม่น้อยกว่า 1,830 ล้านบาท และยอดคนเดินภายในงานอยู่ที่ 7 แสนคน

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนคงไม่สามารถไปสร้างรายได้ระดับประเทศหรือสร้างจีดีพีได้ แต่มั่นใจว่าตลาดสมาร์ทโฟนไฮเอนด์จะต้องแข่งขันกันในเรื่องของนวัตกรรมมากขึ้น จะใช้จุดเด่นแบบเดิมไม่ได้ ซัมซุงพยายามที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่อย่างเช่น กล้องถ่ายรูป ระบบชาร์จ วีอาร์ เป็นต้น ส่วนรุ่น S8+ ตอนนี้เรียกได้ว่าเหลือน้อยจนต้องสั่งสินค้าเพิ่ม โดยรุ่น S8 และ S8+ มียอดขายที่ดีกว่ารุ่น S7 ถึง 1.5 เท่า

กันตวีร์ แสงสาย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นูเบีย กล่าวว่า นูเบียเพิ่งเข้ามาจับตลาดสมาร์ทโฟนในไทยเมื่อเดือน พ.ย. และจับตลาดสมาร์ทโฟนทุกกลุ่มตั้งแต่ราคา 3,000-1 หมื่นบาท โดยก่อนหน้านี้นูเบียเน้นทำตลาดออนไลน์ แต่ครึ่งปีหลังนี้จะเปิดแบรนด์ช็อปที่เอ็มบีเคและฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและเห็นสินค้า และเลือกซื้อที่ร้านหรือกลับไปซื้อในเว็บไซต์เพื่อรับส่วนลดเพิ่มก็ได้ โดยนูเบียได้ทุ่มงบ 100 ล้านบาท หรือมากกว่าปีที่ผ่านมา 20-30% เพื่อทำตลาดโดยตั้งเป้าโตอย่างน้อย 30%

ด้านโนเกียที่เพิ่งกลับเข้ามาทำตลาดทั่วโลก หลังจากเอชเอ็มดี โกลบอล บริษัทสัญชาติฟินแลนด์เซ็นสัญญากับโนเกีย เทคโนโลยี เพื่อซื้อไลเซนส์แบรนด์โนเกียผลิตและตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต 10 ปี ซานดีป กุปตา ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเอชเอ็มดี โกลบอล กล่าวว่า การกลับมาทำตลาดของโนเกียวางเป้าหมาย 3 ปีขึ้นเป็น ท็อปทรี หรือ 1 ใน 3 ของสมาร์ทโฟนทั่วโลกรวมทั้งในไทยด้วย

ทั้งนี้ ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่น ในไทยเป็นแห่งแรกในอาเซียน เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนในไทยใหญ่สัดส่วนถึง 75% ของตลาดรวม เจาะกลุ่มเป้าหมายมิลเลเนียน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำทางเทคโนโลยี หรือเทรนด์เซ็ตเตอร์ ประกอบด้วย โนเกีย 3 ระดับ ราคา 4,850 บาท ซึ่งจะเปิดตัวกลางเดือน มิ.ย. เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับแมสได้ ตามด้วยโนเกีย 5 ราคา 6,490 บาท ส่วนโนเกีย 6 ราคา 7,990 บาท เน้นความเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ เปิดตัวสิ้นเดือน มิ.ย. โดยดีเอชเอ็มดีได้ตั้งสำนักงานในไทย เพื่อบริหารงานทั้งฝ่ายตลาด ช่องทางจำหน่าย ร่วมกับพันธมิตร และศูนย์บริการหลังการขาย

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือออปโป้ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน ออปโป้ อาร์ไนน์เอส แบล็ก อิดิชั่น มีจุดขายการเป็นกล้องถ่ายรูประดับเวิลด์คลาสที่มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะโซนี่ IMX 398 ขนาด 1/2.8 นิ้ว การให้ความสำคัญกับกล้องถ่ายรูป เพราะเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานอันดับแรกที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ โดยไตรมาสที่ผ่านมาออปโป้เป็นเบอร์ 2 ของตลาดแอนดรอยด์และไอโอเอส ทำให้เป้าหมาย 5 ปีขึ้นเป็นอันดับ 1 เร็วยิ่งขึ้น

สมาร์ทโฟนไทยยังคงเป็นตลาดที่หอมหวน จากทิศทางการเติบโตที่มาก กว่า 3-3.5% ทำให้ทุกค่ายต่างเปิดศึกท้าชิง ตำแหน่งท็อปทรี ขณะที่ซัมซุงต้อง พยายามรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด หลัง จากแบรนด์จีนทั้งหัวเว่ย ออปโป้ วีโว่ และรวมทั้งน้องใหม่อย่างโนเกีย โมโต โรล่า ต้องการผงาดขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 ของตลาดแทบทั้งสิ้น การแข่งขันคุกรุ่นรุนแรงแบบที่เรียกว่า ยอมกันไม่ได้

 

ชมไอเดียรถเก็บขยะไร้คนขับแห่งอนาคต โดยวอลโว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495415

ชมไอเดียรถเก็บขยะไร้คนขับแห่งอนาคต โดยวอลโว่

ชวนชมคลิปวิดีโอแสดงศักยภาพของรถเก็บขยะต้นแบบจากวอลโว่ เตรียมทดลองการใช้งานในสวีเดน

บริษัทวอลโว่มีรถบรรทุกไร้คนขับทำงานอยู่ภายในเหมืองของสวีเดนตั้งแต่ปี 2016 มาตอนนี้ด้วยเทคโนโลยีเดียวกัน ทางบริษัทเตรียมก้าวไปอีกขั้นด้วยการออกแบบรถเก็บขยะอัจฉริยะไร้คนขับในแบบเดียวกัน

ทางวอลโว่ประกาศร่วมมือกับ Renova บริษัทสวีเดนที่ดำเนินงานจัดการกับขยะ ในการพัฒนารถเก็บขยะรุ่นใหม่แห่งอนาคต ตัวรถสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ผ่านระบบเซ็นเซอร์ และ GPS ในการตรวจดูเส้นทาง เมื่อเดินทางไปยังจุดที่ต้องเก็บขยะ ระบบจะบังคับให้รถคันดังกล่าวหยุด เจ้าหน้าที่จะลงมาเข็นขยะตามบ้านเรือนมายังรถ เพื่อให้รถคีบถังขยะเททิ้งลงในถังรวม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นระบบออโต้เมติก ที่ใช้งานง่ายเพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น จากนั้นรถก็จะเคลื่อนไปยังจุดเก็บขยะจุดต่อไปเรื่อยๆ

สำหรับผู้คนที่สงสัยว่ารถยนต์อัจฉริยะจะสามารถควบคุม และวิ่งเข้าออกได้เหมือนรถยนต์ที่ใช้คนขับหรือไม่ ทางคลิปวิดีโอไพลอทที่วอลโว่จัดทำขึ้น แสดงให้เห็นว่ารถเก็บขยะของพวกเขานั้นสามารถถอยหลังจอดได้ตามปกติ ด้วยระบบเซ็นเซอร์ และกล้องแบบ 360 องศา นอกจากนั้นยังสามารถเบรกกระทันหัน เมื่อมีอุปสรรคขวางทางได้อีกด้วย

วอลโว่คาดหวังว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะมีส่วนช่วยลดความเครียดจากการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่เก็บขยะ นอกจากนั้นด้วยระบบการวิ่งที่คงที่ยังช่วยประหยัดพลังงาน และลดมลพิษที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ขณะนี้โปรเจคดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ แม้ว่าความสำเร็จในฐานะรถอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้จริง อาจยังดูห่างไกล เพราะสถานการณ์ขับรถบนถนนจริงๆนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน และสิ่งที่คาดไม่ถึง แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับวอลโว่ และสนามรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่อย่างดุเดือดในปัจจุบัน เพื่อปฏิวัติการจราจรในอนาคต

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Volvo Trucks

 

 

‘ConvoLab’ แชตบอต ขุมพลังเพื่อธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495399

'ConvoLab' แชตบอต ขุมพลังเพื่อธุรกิจ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” หนึ่งเทคโนโลยีมาแรงสามารถนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ได้หลากหลาย รวมถึง “แชตบอต” ที่บริษัทไทย “ConvoLab” ได้พัฒนาแชตบอตให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร และธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีความพิเศษและโดดเด่นอย่างมาก

“ทัชพล ไกรสิงขร” ผู้ร่วมก่อตั้ง ConvoLab เปิดเผยว่า การสร้าง ConvoLab ที่เป็นแชตบอต (Chatbot) ระบบตอบรับอัตโนมัติ โดยเป็นเครื่องมือให้แก่บริษัทและธุรกิจสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วผ่านโซเชียล แพลตฟอร์มต่างๆ โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าที่เข้ามาจำนวนมาก และทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่รวดเร็วเช่นกัน ส่งผลดีต่อองค์กรในการให้ข้อมูล การทำตลาด รวมถึงการชี้แจงต่างๆ ถือว่าบริษัทเป็นผู้พัฒนาระบบแชตบอต (Chatbot) เป็นรายแรกๆ ในประเทศไทย

ConvoLab ก่อตั้งโดยตนเอง พี่ชาย และคุณแม่ ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ทั้งด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ การเงิน รวมถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องเทรนด์ โดยตนเองก่อนหน้านี้ก็ทำงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมาเป็นเวลาหลายปี และมีความสนุกที่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จึงสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ตลาด ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาสู่ตลาดในปี 2559 และเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2560

“ทีมก่อตั้งจาก 3 คน คือ ผม พี่ชาย และคุณแม่ ทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านต่างกัน ส่วนผมที่เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมพลังงานทดแทน และระหว่างเรียนก็เขียนโปรแกรมหารายได้เสริมจนกระทั่งเรียนจบที่ต่างประเทศ สกอตแลนด์ จึงเริ่มทำงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบ” ทัชพล กล่าว

แชตบอต (Chatbot) ถือเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) ของบริษัท จะมีความพิเศษไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วแล้ว โดยสามารถใช้งานโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งไลน์ แชต หรืออื่นๆ ได้ ซึ่งใช้เวลาในการตอบคำถามให้แก่ลูกค้าเพียง 3 วินาที อีกทั้งสามารถโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ รวมถึงสามารถส่งข้อมูล แพ็กเกจ และรูปภาพ ไปจนถึงแผนที่ให้แก่ลูกค้าได้ด้วย ดังนั้นองค์กรที่ใช้บริการ ConvoLab ยังช่วยองค์กรเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงส่งผลดีต่อการวางแผนกลยุทธ์การทำตลาด

 

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีการพัฒนาเครื่องมือใหม่มาเสริมบริการต่างๆ แก่ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีทีมงานภายในองค์กรเพิ่มเป็น 7 คน ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการในปัจจุบันจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ประมาณ 5 บริษัท ซึ่งผลตอบรับจากการใช้บริการนั้นอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ แบรนด์ได้มีการทำตลาดของในประเทศ ผ่านเว็บไซด์ของบริษัทคือ www.convolab.ai

“ทัชพล” กล่าวต่อว่า การทำสตาร์ทอัพองค์ประกอบสำคัญ คือ การมีความอดทนและมีคุณธรรม รวมถึงต้องประเมินโอกาสทางธุรกิจและความเป็นไปได้ประกอบกันด้วย พร้อมกันนี้ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาองค์กร เทคโนโลยีภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ดีแก่ลูกค้า

“สตาร์ทอัพต้องมีความอดทนและมีคุณธรรมประกอบกัน พร้อมกับต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสทางธุรกิจ ทุกอย่างไม่มีความสำเร็จเพียงคืนเดียว ทุกคนจะต้องผ่านช่วงที่มีอุปสรรค ไม่สำเร็จมาก่อน แต่อย่าหมดกำลังใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ทัชพล กล่าว

ขณะเดียวกันเริ่มมีการขยายแบรนด์ไปในตลาดต่างประเทศแล้ว โดยได้มีพันธมิตรที่ได้ร่วมมือทำตลาดในฮ่องกง รวมถึงสนใจจะขยายตลาดอื่นในอาเซียน เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีทิศทางที่กำลังเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการไปต่างประเทศอาจจะอยู่ในรูปแบบการมีพันธมิตรในต่างประเทศ

“อีกสิ่งสำคัญในการบริหารบริษัท คือ ทีมงานที่ทุกคนเปรียบเสมือนทีมเดียวกันที่ร่วมทำงานผลักดันบริษัทให้เติบโตไปด้วยกัน พร้อมกันนี้บริษัทก็ได้นำแนวทางตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้หลักการทำงานไว้ ทั้งเรื่องคุณธรรมมาเป็นแนวทางสำคัญของบริษัท” ทัชพล กล่าว

บริษัทได้วางเป้าหมายว่าจะพัฒนาทางด้านเอไอ (AI) เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ต่อไปได้อย่างไม่จำกัด โดยมีแชตบอตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (แฟล็กชิป)

“ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่พัฒนาจะช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ส่งผลดีต่อองค์กรและธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการวางแผนกลยุทธ์ทำการตลาด การทำแคมเปญการตลาด ไปจนถึงการช่วยเพิ่มยอดขายของลูกค้า พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันบริษัทสู่ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีสุดออกมาสู่ประเทศไทย” ทัชพล กล่าวทิ้งท้าย

 

 

นางเอกในคนธรรมดา รินรดา แก้วบัวสาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498396

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

นางเอกดาวรุ่ง พาย-รินรดา แก้วบัวสาย วัย 22 ปี กำลังเป็นที่จับตามองของผู้จัด กับผลงานละคร 3 เรื่องภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ รวมถึงการถูกจับตามองกับนามสกุล แก้วบัวสาย ที่ถึงแม้ว่าจะนามสกุลเดียวกับนักร้องรุ่นใหญ่ แต่เธอก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ใช้ “อาตู่” เป็นเส้นทางลัดเข้าสู่วงการบันเทิง

เบื้องหลังของคนเบื้องหน้า

เริ่มต้นพายได้เล่าถึงเส้นทางการเป็นนักแสดงที่เกิดขึ้นจากโอกาสที่อดีตผู้จัดการส่วนตัวให้มา โดยจุดเริ่มต้นมาจากการสนทนาผ่านอินสตาแกรม จนทำให้เธอได้ไปไกลถึงตึกมาลีนนท์ ช่อง 3 จากนั้นเพราะความสามารถด้านการแสดงโดดเด่นเข้าตา ทำให้เธอได้เซ็นสัญญากลายเป็นนักแสดงเต็มตัว

“พายไปแคสติ้งทั้งที่รู้ว่าไม่ได้” นักแสดงหน้าใหม่กล่าว “เพราะเราไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดา และมีชีวิตที่น่าเบื่อมาก ซึ่งความฝันสูงสุดของพายจริงๆ คือ อยากทำภาพยนตร์ อยากเป็นเบื้องหลังในกองถ่ายต่างประเทศ เพราะอยากรู้ว่ากองถ่ายใหญ่ๆ เขาทำงานกันยังไง และมีกระบวนการอะไรบ้าง ความฝันถัดมาคือ อยากเป็นแอร์โฮสเตส เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำงานสายการบิน ทำให้เราเติบโตมาในวงการการบินมาตลอด ส่วนการเป็นนักแสดงไม่เคยคิดให้เป็นหนึ่งในเส้นทางชีวิตเลย แต่เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว เราก็คว้าเอาไว้และลองทำให้ดีที่สุด”

หลังจากตัดสินใจรับหน้าที่เป็นนักแสดง ดูเหมือนว่าอาชีพที่เธอเคยเห็นจากหน้าจอโทรทัศน์จะไม่สบายอย่างที่คิด เพราะเธอต้องเรียนการแสดงอย่างหนักหน่วงตลอด 3 เดือน ต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว และต้องแบ่งเวลาให้การเรียนและงานไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะกับคนที่บอกตัวเองเสมอว่า อยากทำงานเบื้องหลังเพราะทำงานเบื้องหน้าไม่ดี ก็ยิ่งต้องฝึกฝนและเข้าถึงศาสตร์นี้หนักกว่าคนอื่นหลายเท่า

พายกล่าวต่อว่า บางทีชีวิตก็เล่นตลก ด้วยการมอบสิ่งที่หนีมาตลอดกลับมาให้ถึงมือ ทำให้ชีวิตบันฑิตแห่งคณะเขียนบทละครเวที มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกทดสอบความสามารถและพลังใจจากละครเรื่องแรก ตะวันยอแสง

“ละครเรื่องแรกมันยากเพราะเป็นเรื่องแรก” น้ำเสียงเธอไม่ได้พูดเล่นแม้แต่น้อย “เป็นครั้งแรกที่เราอยู่ในกองถ่ายละคร มีบทอยู่ในมือ และมีบทบาทให้ต้องสวมแสดง ทำให้พายต้องปรับตัวเยอะมาก ต้องไปเรียนรู้เรื่องมุมกล้อง หรือจังหวะการเล่น แต่ยังโชคดีที่ได้อยู่กับพี่นกหญิงกับพี่นกชาย (สินจัย-ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ที่ค่อยๆ สอน รวมถึงอาหมี (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) ผู้กำกับ ที่อดทนกับพายมาก และพี่ๆ นักแสดงทุกคนที่เป็นกันเอง ทำให้เด็กใหม่อย่างเราไม่เกร็ง และกล้าพูดคุยกับพี่ๆ แต่ความเป็นนักแสดงใหม่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เป็นจุดอ่อนของกองละคร ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้การแสดงจากพี่ๆ คอยสังเกต และมาพัฒนาตัวเอง ซึ่งก็ได้เรียนรู้อีกว่า ถ้าเรากดดันตัวเองมากเกินไป มันก็จะทำให้เราทำไม่ได้ การเป็นนักแสดงครั้งแรกจึงเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากๆ ไม่ใช่สนุกหรือสวยงามตลอดเวลาเหมือนภาพที่ออกไปเลย”

อาชีพนักแสดงจึงไม่ใช่แค่แสดง แต่เป็นอาชีพที่มีความยากเหมือนกับทุกอาชีพ พายยังสารภาพด้วยว่า เมื่อก่อนเธอคิดว่านักแสดงคืออาชีพสบาย พอถึงกองถ่ายมีคนแต่งหน้าทำผมให้ ทำงานเสร็จรับเงินกลับบ้าน แต่พอได้มาอยู่ในอาชีพนี้จริงๆ ก็ทำให้เข้าใจว่า สิ่งที่เคยคิดมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ เพราะอาชีพนักแสดงมีความซับซ้อน และมีความยากลำบากในแบบของมัน

ยกตัวอย่าง การร้องไห้ ที่ไม่ใช่แค่การทำอย่างไรก็ได้ให้น้ำตาไหล แต่ยังต้องแยกแยะไปอีกว่า ร้องไห้ด้วยอารมณ์อะไร ดีใจ เสียใจ ซึ้งใจ หรือโกรธ ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นน้ำตา นักแสดงต้องเอื้อมไปให้ถึงใจตนก่อนว่าต้องการอะไรกันแน่ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้การแสดงเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและเป็นงานที่จะทำให้ดีนั้นไม่ง่ายเลย

เข้าใจบทและชีวิตจริง

การเป็นนักแสดงไปพร้อมกับเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทำให้พาย “สติแตก” เพราะด้วยความที่เป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง ทำให้เกิดเป็นความกดดันและเครียดจัดจนเธอแทบรับไม่ไหว

“สิ่งที่พายต้องทำมากที่สุดคือ การแบ่งเวลาให้เป็น เพราะจริงๆ แล้วการมีสองหน้าที่พร้อมกันไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงและเราก็รู้ตัวเองว่าสามารถทำได้ แต่มันขึ้นอยู่แค่ว่า ใจเราจะสู้ไหม อย่างช่วงละครเรื่องแรกพายกลับบ้านมาร้องไห้ เพราะมันกังวลไปหมด อยากเรียนจบและอยากทำงานละครให้ดี ทำให้ความอยากสองอย่างมาตีกันทำให้เราต้องเลือกว่าจะโฟกัสอันไหนมากกว่าดี ซึ่งจริงๆ แล้วเราโฟกัสทั้งสองอันให้เท่ากันก็ได้ แค่เลือกเวลาให้มันดี สรุปแล้วพายใช้เวลากว่าสามเดือนถึงจะจัดการชีวิตและความรู้สึกของตัวเองได้ และพอทำได้ ชีวิตก็มีความสุขและสนุกกับงาน”

นอกจากนี้ เธอยังยึดถือ อาตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย เป็นไอดอลด้านการปฏิบัติตนในวงการบันเทิง ซึ่งทำให้เธอตระหนักไว้เสมอว่า คนที่อยู่ในสปอตไลต์ต้องวางตัวอย่างไร

นางเอกในคนธรรมดา

ระยะเวลา 1 ปีกว่าหลังเซ็นสัญญา ปัจจุบันพายกำลังถ่ายทำละครเรื่องที่ 3 กับซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ตอน ภูผา (เรื่องที่ 2 ปิดกล้องไปแล้วคือเรื่อง ระเริงไฟ) พร้อมการประเดิมบทนางเอกเป็นครั้งแรก ซึ่งเธอสารภาพว่า “รู้สึกแปลก” ที่ได้เป็นนางเอกละคร กับสรรพนามใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงจุดนี้

ทว่าคำว่า นางเอก ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเลิศเลอกว่าใคร ในทางกลับกันมันยิ่งทำให้ต้องพัฒนาและเรียนรู้บทบาทใหม่นี้อีกครั้ง กล่าวได้ว่า อาชีพนักแสดงได้เติบโตไปพร้อมกับสาวน้อยคนนี้ ทำให้เธอมีประสบการณ์มากขึ้น รับผิดชอบงานได้ดีขึ้น ปล่อยวางได้มากขึ้น และที่สำคัญคือ หัวใจพองโตขึ้น

“เป้าหมายในตอนนี้พายอยากเลี้ยงดูครอบครัวและดูแลแม่ให้อยู่สบาย ทำงานในวงการบันเทิงให้ดีอย่างที่เราได้รับโอกาสดีๆ และรักษาชีวิตของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ไว้ ไม่ให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก พ่อแม่ของพายบอกเสมอว่า ให้จำไว้ว่าเรามาจากที่ไหน และทุกครั้งที่เราก้าวต่อไปให้หันมองกลับไปมองดูว่าเราผ่านอะไรมา เราผ่านมากับใคร เห็นตัวเองตอนเริ่มต้นเป็นแบบไหน และอย่าลืมว่าตัวเองเคยเป็นใครมา”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พายได้เรียนรู้มาจากอาชีพนักแสดงไม่ใช่การตอบคำถามนักข่าว แต่คือการตอบคำถามตัวเอง ถึงการมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ และจัดวางสิ่งที่ยุ่งเหยิงให้ลงตัว ซึ่งส่งผลให้เธอสามารถจัดการชีวิตและทำงานได้อย่างมีความสุขเช่นในตอนนี้

“หลักในการใช้ชีวิตคือ การคิดตริตรอง ทำเต็มที่กับทุกๆ อย่าง และไม่ลดละความพยายาม แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องที่ไม่ถนัด แต่การเรียนรู้และฝึกฝนมันไปจะทำให้ไม่มีคำว่า เป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ ไม่อยากให้ทุกคนลืมใช้โอกาสที่เข้ามา นั่นคือ ลองให้โอกาสตัวเองทำสิ่งใหม่ๆ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าชีวิตสามารถพาตัวเราเองไปได้ถึงไหน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ ทำวันนี้ให้ดี และเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างอนาคต แล้วเราจะมีชีวิตที่ดี” พายกล่าวทิ้งท้าย

 

อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ บาริสต้าหนุ่มผู้หลงใหลในศาสตร์กาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498166

อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ บาริสต้าหนุ่มผู้หลงใหลในศาสตร์กาแฟ

ฟาน บอกว่า ด้วยความรู้ด้านกาแฟที่แทบจะติดลบแต่เมื่อต้องลงมือทำจริง เขาบอกตัวเองแค่ว่า ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ต้องรู้ให้ลึก และรู้ให้จริง ดังนั้น ในเมื่อตัวเขาเองโชคดีที่ได้เข้าไปสัมผัสกับโลกของกาแฟตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ อย่างการเพาะปลูก ทำไมจะไม่ศึกษาให้ถ่องแท้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ใครที่มีโอกาสแวะไปเยือนเซ็นทรัล เอ็มบาสซี นาทีนี้ และกำลังมองหากาแฟรสดีสักแก้ว อย่าพลาดแวะไปร้านคอฟฟีโอโลจี (Coffeeology) ร้านกาแฟแนวใหม่ที่นอกจากจะพาคนรักกาแฟไปสัมผัสกับศาสตร์แห่งกาแฟที่น่าหลงใหล ยังมีบาริสต้าหนุ่มหน้าใสอย่าง ฟาน-อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ ที่พ่วงตำแหน่งหนึ่งในหุ้นส่วนร้านรอต้อนรับทุกคนอยู่

เห็นลีลาการชงกาแฟคล่องแคล่วแบบนี้ ถ้าไม่ได้ฟังจากปากของเขาเองคงไม่เชื่อว่า ทั้งชีวิตของเขาไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน จนมาเริ่มทำไร่กาแฟจึงลองเปลี่ยนเมนูเครื่องดื่มสุดโปรด จากโกโก้มาดื่มกาแฟแทน

“ผมมีประสบการณ์แรกที่ไม่ค่อยดีกับกาแฟคือ เคยลองดื่มแล้วเจอกาแฟที่ไม่อร่อย เลยไม่ดื่มอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ครอบครัวผมซึ่งมีไร่อยู่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ คิดจะนำสายพันธุ์เมล็ดกาแฟที่ชื่อว่า อราบิกา ทริปิกา (Arabica Typica) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานให้โครงการหลวงนำมาขยายพันธุ์ในประเทศไทยมาปลูก ผมจึงได้เข้ามาสู่โลกของกาแฟ ได้อยู่กับไร่นี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มหว่านเมล็ด เพาะปลูก ดูแลการผลิต จนเริ่มเก็บเกี่ยว”

“ผมเริ่มจากการไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลและลงพื้นที่จริงที่ไร่ของเรา พองานที่ไร่เริ่มลงตัว ผมก็เริ่มคิดต่อยอดถึงการเดินทางของกาแฟว่า เมื่อผ่านจากต้นน้ำอย่างเรา แล้วจะไปไหนต่อ ผมเริ่มตามเส้นทางกาแฟไปสู่กระบวนการคั่วบดกาแฟ ผมเริ่มศึกษาถึงเทคนิคในการคั่วกาแฟแบบต่างๆ แล้วก็พบว่า การคั่วกาแฟก็ไม่ต่างกับการเป็นเชฟ วัตถุที่แต่ละคนได้รับอาจจะเหมือนกัน อุปกรณ์เครื่องมือที่มีก็เหมือนกัน แต่ด้วยเทคนิคและเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็ทำให้รสของกาแฟที่คั่วออกมาแตกต่างกันได้”

หลังจากพาตัวเองเข้าไปสำรวจในโลกกาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเป็นกลางน้ำแล้ว ฟานไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาอยากรู้ไปถึงความมัศจรรย์ของกาแฟเมื่อเดินทางไปถึงปลายน้ำ ได้อยู่ในแก้วกาแฟ

“ผมผ่านมา 2 ด่านแล้วในด่านสุดท้าย ผมตัดสินใจไปสมัครงานเป็นบาริสต้าพาร์ตไทมส์ตามร้านกาแฟดังๆ หลายแห่ง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการคั่วและชงกาแฟในระหว่างที่กำลังสนุกกับโลกใบใหม่ โอกาสครั้งสำคัญก็ผ่านเข้ามา เมื่อทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เริ่มทำโซนใหม่อย่าง โอเพนเฮาส์ (Openhouse) ผมเริ่มคุยกับหุ้นส่วนที่มีไอเดียคล้ายกัน ว่าอยากเปิดร้านกาแฟที่มอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่แตกต่างให้กับคอกาแฟ โดยนำความรู้และประสบการณ์ที่เรามีมาถ่ายทอดลงในกาแฟทุกแก้วของร้านเรา

จุดเด่นของกาแฟร้านเราคือ เราพยายามรวบรวมเทคนิคและวิธีการชงกาแฟที่หลายคนไม่เคยสัมผัสมาไว้ที่นี่ โดยคัดสรรเมล็ดกาแฟที่ดีมาผสมกับเทคนิคและจิตวิญญาณที่รักในกาแฟของบาริสต้าเข้าไป

“ผมเชื่อว่าศาสตร์ของกาแฟ ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นส่วนผสมของทั้งสองอย่าง บวกด้วยความรักกาแฟของคนชง ผมเชื่อว่าการเป็นบาริสต้าที่ดี ต้องสามารถส่งผ่านความรู้สึกที่จริงใจและตั้งใจของบาริสต้าลงไปในกาแฟแก้วที่ชง และเสิร์ฟด้วยความรู้สึกว่านี่คือ กาแฟแก้วที่คิดว่าดีที่สุด”

บาริสต้าหนุ่มยังบอกเล่าด้วยแววตามุ่งมั่นต่อด้วยไปว่า “หลายครั้งที่ลูกน้องมักถามผมเวลาที่ชงกาแฟออกมาแล้วเททิ้ง เพราะรู้สึกว่ายังชงได้ไม่ดีนัก ว่าผมไม่เสียดายเหรอ ผมบอกเลยว่าไม่เสียดาย เพราะผมยอดเททิ้งดีกว่าเสิร์ฟกาแฟที่ไม่ดีออกไป”

ทุกวันนี้ ฟาน บอกว่า ตั้งแต่พาตัวเองเข้ามาในโลกกาแฟ เขาก็เหมือนถอนตัวไม่ขึ้น กาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว อาจเพราะเริ่มต้นสั่งสมรสชาติกาแฟช้ากว่าคนอื่นหรืออย่างไรไม่ทราบ ทุกวันนี้ถ้าขับรถผ่านไปเจอร้านกาแฟ เขาต้องขอแวะชิม

“ชิมของผมก็คือดื่มหมดแก้วครับ เพราะด้วยความที่เราเป็นบาริสต้า เราคงรู้สึกไม่ดี ถ้าลูกค้าดื่มกาแฟแก้วที่เราชงไม่หมด อย่างผมเองถ้าวันไหนเสิร์ฟกาแฟที่ชงแล้ว ลูกค้าดื่มไม่หมด ผมต้องยอมเสียมารยาทเพื่อเดินเข้าไปขอฟีดแบ็กจากลูกค้านะครับว่า รสชาติไม่ถูกใจตรงไหนหรือเปล่า (หัวเราะ)”

ฟาน บอกว่า จากนี้เขาคงท่องไปในโลกกาแฟไปเรื่อยๆ จากตอนแรกที่อาจเข้ามาในโลกกาแฟเพราะหน้าที่ แต่ตอนนี้สำหรับเขา กาแฟคือ แพสชั่น ที่อยู่ด้วยความรัก

กชกร วรอาคม ด้วยรักในฐานะภูมิสถาปนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498084

กชกร วรอาคม ด้วยรักในฐานะภูมิสถาปนิก

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 

หากนั่งปะปนกับนักศึกษา สาวร่างเล็กหน้าเด็กคนนี้ มองจากภายนอกก็แทบแยกไม่ออกว่าฐานะของเธอคือ อาจารย์พิเศษสาขาภูมิสถาปัตยกรรม และมีบริษัทของตัวเอง แลนด์โพรเซส (Landprocess)

กชกร วรอาคม ซึ่งอาจดูธรรมดาๆ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมาของเธอ ทำให้การคิดของภูมิสถาปนิกคนนี้ มีแง่มุมชวนคิด ซึ่งสะท้อนอยู่ในผลงานที่ผ่านมาของเธอ ซึ่งล้วนเป็นงานออกแบบที่เน้นคุณค่าและเป็นประโยชน์ ตั้งแต่ Siam Green Sky ที่หลายคนเรียกว่าสวนลอยฟ้ากลางกรุง โครงการบูรณะพัฒนาอาคารพาณิชย์บริเวณหมอน 47 และอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้

กชกร จบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมเหรียญทอง ขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เธอเลือกไปฝึกงานและทำงานที่สหรัฐอเมริกาอยู่พักหนึ่ง จุดประสงค์เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและสไตล์การออกแบบ จากนั้นจึงเรียนต่อระดับปริญญาโท ภูมิสถาปัตยกรรม ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนจะกลับมาเป็นภูมิสถาปนิก เป็นอาจารย์ และทำงานเพื่อสังคม

“เมื่อหลายปีที่แล้ว เราอาจเป็นคนแรกๆ หรือเป็นคนเดียวที่เลือกไปฝึกงานที่สหรัฐ เพราะเราอยากเห็นว่าจากหนังสือที่เราเรียนซึ่งเป็นของฝรั่ง กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งงานเขามีขั้นตอนอย่างไร ทำไมถึงมีงานดีๆ ออกมา ถ้าเราไม่ลองหรือถ้าเรากลัว เราก็ไม่รู้ ตอนนั้นอายุ 21 ปี เขาก็เปิดโอกาสให้ทำโครงการใหญ่ เราจะเน้นใส่ไอเดียหรือเน้นดีไซน์เยอะๆ แต่พอเรียนรู้ไปสักพักก็สรุปและได้รู้จักความเรียบง่าย Clean และ Clear ใช้เวลาหนึ่งปีเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

การเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด ทำให้เธอค้นพบแนวทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ว่าเธอชอบการออกแบบพื้นที่สาธารณะ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สีเขียวมากกว่า เธอและกลุ่มเพื่อนตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ Kounkuey (คุ้น-เคย) ทำโปรเจกต์เพื่อสังคมเช่น ออกแบบห้องน้ำให้กับชุมชนสลัมในเคนยา และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อเธอกลับมาเมืองไทยก็ได้มีโอกาสเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ผ่านการออกแบบเชิงผสมผสาน Greenovative Design สามารถตอบสนองความต้องการเชิงธุรกิจและสร้างสรรค์สังคม

 

“นอกจากทำงานดีไซน์ เป็นอาจารย์พิเศษ กชยังรวมกับกลุ่มกับเพื่อนๆ ก่อตั้งกลุ่มศิลป์บำบัด ชื่อ Artifield โดยมี ดร.พรทิพา พิชา หัวหน้างานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โครงการศิลป์บำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และ นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นที่ปรึกษา ใช้ศิลปะและดนตรีช่วยบำบัด ฟื้นฟู เยียวยา ทางด้านจิตใจของผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปที่สนใจในเชิงบำบัดรักษาทั้งในรูปแบบของศิลปะ และดนตรี โดยใช้หลักธรรมศิลป์ คือ การสื่อความหมายของศิลปะที่ผลิบานจากสภาวะจิตของผู้วาด ที่เป็นสภาวะจิตแห่งสมาธิ สภาวะแห่งการไร้การบังคับ เป็นสภาวะที่จิตไร้สำนึกได้ออกมาโลดแล่นอย่างอิสระ

“การทำงานศิลปะบำบัด เราเห็นผลชัดเลย บางคนยอมรับความตายได้มากขึ้น เราสังเกตได้จากแววตา กิจกรรมเหล่านี้ทำให้คนกล้าแสดงความรู้สึกโดยไม่เขินอาย เพราะอยู่เฉยๆ จะให้ใครมาบอกว่า เป็นห่วงคุณนะ คงยาก ถ้าคนเรารับรู้ว่าถูกรัก ก็พอแล้ว เราทำงานตรงนี้เป็นการเติมเต็มให้ชีวิตและทำมากว่า 5 ปีแล้ว” กชกร กล่าว

สำหรับสถาปนิกก่อนจะเรียนจบทุกคนจะมีดรีมโปรเจกต์ ซึ่งดรีมโปรเจกต์ของภูมิสถาปนิกสาวคนนี้คืออยากทำสวนสาธารณะมาตั้งแต่เด็ก กระนั้นการทำงานการออกแบบพื้นที่สาธารณะโดยเฉพาะโครงการใหญ่ เป็นงานท้าทายสำหรับนักภูมิสถาปนิก เพราะแม้จะเป็นงานในฝัน แต่สิ่งที่ต้องฝ่าฟันก็มีไม่น้อยเช่นกัน

“ธีซิสก็ทำสวนสาธารณะ ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นโปรเจกต์หนึ่งที่เราได้ทำให้ความฝันของเราเป็นจริง และมันมีประโยชน์กับคนปริมาณมาก

สวนอุทยานจุฬาฯ 100 ปี เป็นการจัดพื้นที่สีเขียว ผสมผสานกับความทันสมัย เราต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เป็นงานที่ใหญ่มาก ตอนนั้นต้องเขียนแบบภายในเวลาจำกัด มีอาคาร มีสวน และกรีนดีไซน์ ถือว่าโชคดี

การออกแบบให้พื้นที่สาธารณะ เราบอกไปว่า ในฐานะจุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษา ถ้าแนวคิดการออกแบบแบบนี้ไม่เกิดตรงนี้ ก็คงไม่มีที่ไหนทำได้ และสถานที่แห่งนี้จะไม่สร้างรายได้เหมือนโครงการทั่วไปที่เป็นห้างสรรพสินค้าหรืออาคารอื่นๆ แต่มันมีคุณค่าในเชิงการใช้พื้นที่ของสถานศึกษาและชุมชนโดยรอบ

ในกระบวนการมีอุปสรรคที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเรายังจะทำต่อไปไหม หรือจะทำเพื่ออะไร ที่ผ่านมาก็มีอุปสรรคที่เราไม่แปลว่ามันล้มเหลว ทั้งๆ ที่หลายครั้ง หลายคนบอกว่านี่คือความล้มเหลว แต่เรามองเห็นว่าเป็นอุปสรรค มันก็ฝึกฝนเราให้มองข้ามและฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้

มาถึงจุดนี้เป็นการฝึกตัวเองที่ดีมากในฐานะเป็นผู้ออกแบบ และในฐานะเหมือนเป็นคนคนหนึ่งที่กำลังทำวิชาชีพอยู่ รู้สึกว่าเราผ่านอะไรมาเยอะมาก แต่เรียนรู้ทั้งนั้นซึ่งดีมากค่ะ”

ในฐานะภูมิสถาปนิก กชกรสะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาในวงการนักออกแบบว่า ประเทศไทยจัดงานประกวดแบบที่ส่วนใหญ่งานที่ได้รางวัลมักจะไม่ได้เอาไปสร้างจริง คือออกแบบไปก็แป้ก

“ประกวดแบบ ให้รางวัล ถ่ายรูปจบ ซึ่งโครงการอุทยานจุฬาฯ 100 ปี เป็นการประกวดแบบไม่กี่แห่งที่ได้สร้างจริงตามแบบที่ผู้ออกแบบ ที่สำคัญเป็นการทำงานร่วมกับผู้มีประสบการณ์ ทุกฝ่ายล้วนเป็นทั้งอาจารย์และขณะเดียวกันก็เป็นลูกค้าที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ แต่ละครั้งที่ได้รับคำติชมทำให้เราได้เรียนรู้ ในฐานะผู้ออกแบบก็ต้องยึดแนวคิดหลักของการออกแบบเอาไว้ ไม่ไขว้เขว สิ่งที่เรียนรู้จากงานเหล่านี้ก็คือทำให้เราโตขึ้นเยอะเลยค่ะ

การทำงานกับจุฬาฯ เป็นกระบวนการที่น่าสนใจมากกว่าการออกแบบอื่นๆ ที่คุยกับลูกค้า ถ้าเขาชอบคอนเซ็ปต์ก็ซื้อไอเดีย แต่งานนี้ใหญ่กว่านั้น เพราะมีความเป็นมืออาชีพวิชาชีพของแต่ละอาจารย์ในแต่ละภาควิชารวมอยู่ด้วย มีคุณค่า ไม่ได้ดูมูลค่าอย่างเดียว ซึ่งกชคิดว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะมันต้องมีการพูดคุยกันแบบนี้ เรื่องต้นทุนก็อีกเรื่องหนึ่งแต่เราไม่ได้พูดว่าจะทำพื้นที่ให้สวยอย่างเดียว เราไม่ได้พูดถึงคุณค่าเชิงมูลค่า เราพูดถึงคุณค่าด้วย วิชาชีพด้วย ซึ่งดีใจมากที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ในโครงการนี้” ภูมิสถาปนิก กล่าว

 

‘สำคัญที่ว่า เราจะสื่อสารอะไรออกไป’ ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498094

‘สำคัญที่ว่า เราจะสื่อสารอะไรออกไป’ ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ

โดย….มัลลิกา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 

“เล่นคอนเสิร์ตอยู่ทุกอาทิตย์ เดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน หาไอเดียสำหรับทำเพลงใหม่ๆ แต่งเพลง เป็นสิ่งที่มี่ทำอยู่ตลอด”

ปาล์มมี่ (อีฟ ปานเจริญ) เปิดกิจกรรมที่เธอทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะทิ้งช่วงผลงานเพลงใหม่นานถึง 4 ปี แต่เธอไม่เคยว่างเว้นจากงานเพลง

ปาล์มมี่ เป็นนักร้องหญิงที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและแตกต่าง ไม่ว่าจะสไตล์การร้อง การแต่งตัว การใช้ชีวิต ที่แฟนเพลงยกให้เธอ เป็นแฟชั่นไอคอนแห่งยุค’90

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากงานเพลงแฟนๆ แทบไม่รู้เลยว่า ปาล์มมี่ทำอะไรอีกบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกก็เพราะเธอไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีธุรกิจที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ซุ่มทำนั้นนี่โน้น เพราะสิ่งเดียวที่ใจเธอถวิล อยากทำอยู่ทุกขณะคือ งานเพลง

“ธุรกิจไม่ถนัดเลย ถ้ารายได้ที่มีมานอกจากร้องเพลงก็จากค่าเช่าบ้าน ซึ่งเป็นความบังเอิญ เราซื้อบ้านหลังข้างๆ ไว้ แล้วก็มีคนมาเช่าระยะยาว ถ้าสิ่งนี้จะใกล้เคียงคำว่าธุรกิจ มี่ก็ทำอันนี้อันเดียว ลืมคิดถึงมันไปด้วยซ้ำ

มี่ไม่เคยลองทำธุรกิจ ไม่มีเวลาว่าง ไม่รู้จะเอาเวลาไหนไปทำ พอมีเวลาว่างก็เอามาใส่เรื่องเพลงเต็มที่ตลอดเวลา เล่นคอนเสิร์ต รายได้หลักตอนนี้ก็มาจากการทัวร์คอนเสิร์ต

นความโชคดีที่มี่มีเพลงที่อยู่ได้ระยะยาว มี่ยังใช้เพลงจากอัลบั้ม 1 2 3 ในการโชว์อยู่ เพลงมี่มากด้วยซ้ำ ต้องคัดออก แล้วเวลาโชว์ส่วนมากเล่นเพลงเร็ว นี่ก็เป็นเหตุผลที่มี่ไม่แต่งเพลงช้าเพิ่ม เพลงใหม่ก็ห่างมา 4 ปี ซึ่งก็เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะการออกอัลบั้มหนึ่งใช้เวลาทัวร์ 2-3 ปี หยุดพักไป 1 ปี แล้วกลับมาทัวร์อีก 1 ปี ไม่ค่อยได้ห่างหายจากตรงนี้

มี่พูดในความโชคดีของตัวเอง ที่เกิดมาในยุคมีเพลงระยะหนึ่ง แม้มาถึงจุดวงการเพลงเปลี่ยน เพลงเราก็ยังขายได้ เราต้องออกไปข้างนอก ไปเล่นคอนเสิร์ตกับสิ่งที่เราลงทุน”

แม้การใช้ชีวิตของปาล์มมี่จะไม่หวือหวา ให้มีข่าวคราวออกมากระตุ้นกระแสให้ตัวเอง แต่เมื่อไรที่เธอขยับก็สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่วงการเพลงได้

ล่าสุดกับผลงานเพลงใหม่ ชื่อสั้น กระชับ “นวด” แต่ให้ความรู้สึกอารมณ์ดี๊ดี ที่มาจัดระเบียบความรักให้เข้าเส้นเข้าทาง พร้อมกับการย้ายมาอยู่บ้านใหม่ จีนี่ เรกคอร์ดส

“ซิงเกิ้ลใหม่อยากให้เป็นอะไรที่ทุกคนจับต้องได้ ไม่อยากให้ออกไปแล้วเครียด เลยเลือกเพลง นวด มาเป็นเพลงเปิดตัวเพราะเป็นมุมสนุก ยังเป็นแนวป๊อปร็อกเหมือนเดิม เครื่องดนตรีง่ายมาก 3 ชิ้นเอง กลอง กีตาร์ เบส อยากให้ซิมพลีที่สุด

ไอเดียเพลงนี้ก็ได้มาจากตอนไปนวด เราปวดตรงไหน ก็มีการกดจุด คลายเส้น แต่ความรักเมื่อมันเจ็บปวด ไม่มีจุดไหนที่แก้ได้ หายได้ มี่ก็เอามาผสานกันเป็นเรื่องเดียวกัน ให้เป็นเพลงสนุก เราใช้เป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์บนเวทีได้ อยากได้กีตาร์เสียงเป็นดนตรีไทยหน่อย อยากใส่เสียงหักกระดูก อยากขีดแต้มสีสัน ให้เพลงฟังสนุกขึ้น”

การทำงานเพลงของปาล์มมี่ อยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของเธอ สิ่งที่เธอร้องออกไป สิ่งที่เธอสื่อสาร คือตัวตน คือความจริงใจ

“เมื่อก่อนทัวร์ไปด้วยคิดงานไปด้วยไม่ได้ ต้องอยู่ในคอกคนเดียว เมื่อก่อนบังคับกับตัวเองมากเกินไป อย่าเหยียบเรือสองแคมในเวลาเดียวกันมันจะไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างผ่อนคลาย วันนี้ทัวร์ วันรุ่งขึ้นพักผ่อน ทำเพลงต่อ

ตอนนี้ท่องเที่ยวก็ได้ไอเดียทำเพลง ไปคอนเสิร์ตก็ได้ไอเดีย เวลาไปทัวร์ต่างจังหวัด มี่ชอบไปก่อน 1 วัน ไปเที่ยวไปใช้ชีวิตก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยทำงาน บางทีก็นั่งรถไปจากกรุงเทพฯ ผ่านอะไรน่าสนใจก็แวะเที่ยว เป็นวิถีที่มี่ชอบมาก แล้วไอเดียเพลงมันก็มาของมันเอง

ตอนไปเคนยา ไปดูสัตว์อพยพ ได้ขึ้นบอลลูน ซึ่งปกติมี่ไม่ค่อยชอบอยู่ในที่รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่พอขึ้นปุ๊บ มองลงมาเห็น รู้สึกเราอยู่ในดินแดนที่ยิ่งใหญ่ มีสัตว์จำนวนมากอพยพ มีพ่อแม่ลูก ดูแลกัน ก็ได้เนื้อเพลงกลับมาท่อนหนึ่ง เป็นซิงเกิ้ลที่ 2

การทำงานของมี่ในชุดนี้แต่งทำนองเองค่อนข้างเยอะ แล้วหาคนมาช่วยเขียนเนื้อ แรงบันดาลใจก็เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ตั้งแต่การทำงานเพลงชุดแรก ตอนนั้นเราเด็ก ยังไม่รู้วิธีการทำเพลง แต่ทางค่ายก็ดึงทุกอย่างที่เป็นเราออกมา ชอบแนวเพลงแบบไหน ไลน์กีตาร์แบบไหน มุมมองความรักเราเป็นยังไง คือเราเข้ามาอยู่ในกระบวนการเขียนเพลงอยู่ตลอดเวลา คำนี้ไม่ใช่เรา เป็นเราจะไม่ใช้คำแบบนี้ ก็แก้ไขกัน เรานั่งอยู่ตรงกลางแล้วมีนักแต่งเพลง 5 คนมาฟังเรื่องที่เราอยากเล่า

อย่างเพลงที่แสดงความเป็นมี่ที่เห็นชัดที่สุด คือ Stay พื้นที่ส่วนตัว ขอไปคนเดียว อยากร้องดังๆ การจะมีเพลงสักชุดหนึ่งจะพูดเรื่องไหนบ้าง มี่เห็นวิธีการทำงานแบบนี้และเราก็ยึดมาตลอด เราจะร้องอะไรออกจากปากเราต้องรู้สึกกับมัน

จนวันหนึ่งเมื่อเราทำเพลงเองได้ เราได้ลงมือทำมันเยอะขึ้นๆ จนควบคุมมันเองทั้งหมด มี่ว่ามันสำคัญมากว่าเราสื่อสารอะไรออกไป อย่างมี่จะร้องเพลงคัฟเวอร์สักครั้งหนึ่งในชีวิต ยังต้องคิด เพลงของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ เรามีความเชื่อมโยงอะไรไหม เราพูดเราอินหรือเปล่า เราต้องรู้สึกกับเพลงนี้ ไม่ใช่แกล้งทำไป ตรงนี้สำคัญมาก มันทำให้เรามีความสุข สนุกกับเพลงของเราอยู่ตลอด ทุกวันนี้มี่ยังร้องเพลง กลัว กุญแจที่หายไป ยังร้องด้วยความรู้สึกอยู่ว่า วันนั้นเราร้องอะไรไปในเพลงนี้ มีเรื่องราวอะไร”

ปาล์มมี่เป็นศิลปินที่เกิดในยุคที่ทำผลงานเพลงออกมาเป็นอัลบั้ม  แต่เมื่อยุคสมัยการทำเพลง-คนฟังเปลี่ยนไป การทำอัลบั้มในยุคนี้เป็นไปได้ยาก

“ซิงเกิ้ลที่ 2 มี่พูดถึงความเป็นจิตวิญญาณ มีพลังในการต่อสู้ จังหวะก็เข้มข้น มีความเป็นไทย มีเสียงแคนเข้ามาผสมด้วย ก็ให้เพลงนวด ทำงานสัก 3-5 เดือนก่อน ค่อยปล่อย ดังนั้นก็เห็นปลายทางการเป็นอัลบั้มแล้ว สิบเพลง มี่อยากให้ดีมากๆ ทุกเพลง แฟนเพลงจะรอไหวไหม

เราโตมากับการทำอัลบั้ม ทำเพลงก็มองเป็นภาพรวม แต่ในความเป็นซิงเกิ้ลเราคิดอะไรใหม่ได้ตลอด ไม่ต้องควบคุมโทนทั้งอัลบั้ม วันนี้เราอยากได้แบบนี้ อีก 3 เดือนเราอาจชอบอิเล็กทรอนิกส์มาก แต่มี่ก็ชอบผลงานคนอื่นที่สื่อสารในเรื่องเดียวกัน ในเรื่องนี้ก็คิดไม่ตก ว่าจำเป็นไหม ที่เราต้องคุมโทนเพลง เพราะคนเรามีความซับซ้อน หลายความรู้สึกเหลือเกิน”

วิถีชีวิต แนวคิดแบบปาล์มมี่นั้นก็แสนเรียบง่าย และจริงใจ สื่อสารตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับทุกบทเพลงของเธอ ใช้แค่ “ใจ” และ “ความรู้สึก” นำพา เพื่อไปพบกับ “ความสุข”

“มี่ยังมองทุกอย่างเหมือนเดิม ทำอะไรก็จริงจัง ยังยึดหลักการนี้อยู่ ตอนนี้ยังมีความสุขกับการทัวร์คอนเสิร์ต ก็มีคิดนะ อยากหยุด แต่ก็เริ่มทำเพลงใหม่อยู่ดี ต่อให้อยากต่อต้านมัน เพลงก็ลอยมาในอากาศให้เราอยากทำ บางทีก็อยากหาอย่างอื่นทำเพื่อความรู้ให้ตัวเอง แต่ก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าอะไร

มี่ยังทำงานเพลงอย่างเดียว แลกไปเถอะ วัดกันง่ายๆ วัดกันเรื่องนี้พอ ให้ไปนั่งฝืนทำอะไรแล้วเราไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร สู้เอาเวลามาทำอะไรที่เรามีความสุขดีกว่า มี่ก็ทำงานเพลงมา 16 ปีแล้ว ไม่ได้มองอะไรยาวๆ คิดแค่เราอยากทำงานเพลง ไม่ได้มองว่าจุดสูงสุดของชีวิตอยู่ตรงไหน มี่คิดว่า เพลงที่มี่ทำสร้างความบันเทิง มีคุณค่าก็เพียงพอแล้ว”

และนี่แหละ คือ “ปาล์มมี่”