ไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ เรื่องอาหารเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465981

ไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ เรื่องอาหารเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คนเราถ้ารักในการเรียนรู้สิ่งใดย่อมได้ความรู้และพัฒนาทักษะในสิ่งที่เรียนเสมอ เหมือนเชฟไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ วัย 35 ปี ซีเนียร์ซูส์เชฟแห่งห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ (Orchid Cafe) โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ที่เรียนรู้เรื่องอาหารและการทำอาหารมาตลอดชีวิตการทำงานเป็นเวลา 20 กว่าปี

ไพฤทธิ์ไม่เคยเรียนทำอาหารจากโรงเรียนสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน ทุกอย่างเรียนรู้จากประสบการณ์จริงมาตลอด จากเชฟต่างชาติทั้งที่มีชื่อเสียงระดับมิชลินสตาร์ และไม่มีชื่อเสียงในร้านอาหารและโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เริ่มทำงานในครัวตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ที่ร้านอาหารเยอรมันชื่อฮาร์ทมันดอฟเฟอร์ เบราเฮาส์ ที่เอสซีบีปาร์ค ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างดังเมื่อ 20 ปีที่แล้วในตำแหน่งผู้ช่วยกุ๊ก อยู่ทั้งครัวร้อนและครัวเย็น เรียนรู้งานครัวทุกอย่างจากเชฟเยอรมัน อยู่ 6-7 ปี ตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกไปหาประสบการณ์ในที่ใหม่คือคอมมีวัน” ไพฤทธิ์ เล่าประสบการณ์ทำงาน

สาเหตุที่ลาออกจากสถานที่ทำงานแห่งแรก เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่มานาน ประกอบกับต้องการเรียนรู้การทำอาหารจากเชฟคนใหม่และในที่ทำงานใหม่ๆ ให้มากขึ้น เนื่องจากมองว่าเขาไม่ได้เรียนจบด้านการทำอาหารจากสถาบันสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน จึงคิดว่าการเรียนรู้จากเชฟหลายคน ย่อมจะช่วยยกระดับการทำอาหารของตัวเองให้สูงขึ้น

 

“ในที่สุดก็ไปสมัครที่โรงแรมมิราเคิล ทำอยู่เกือบ 2 ปี ในตำแหน่งคอมมีวัน ก่อนจะออกมาทำที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท สถานที่ทำงานในปัจจุบัน แต่ทำที่เชอราตันอยู่ประมาณ 6 ปี ก็ลาออกไปทำที่ดุสิตธานี 1 ปี แล้วย้ายกลับเชอราตันคำรบสองอยู่ 6 ปีจนถึงวันนี้ แต่ถ้ารวมเวลาที่อยู่เชอราตันทั้งหมดคือ 12 ปี” หัวหน้าเชฟแห่งห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ เชอราตัน แกรนด์ เล่าประสบการณ์ทำงานเพิ่มเติม

เขาเล่าต่อว่า ไม่ว่าอาชีพไหนทุกคนก็ล้วนต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพทั้งนั้น อาชีพเชฟเองก็เช่นกัน การที่เขาเลือกย้ายมาอยู่เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เพราะมองว่าเป็นโรงแรมใหญ่ และเชื่อว่าน่าจะเป็นที่ทำงานที่จะสร้างประสบการณ์ด้านการทำอาหารให้กับตัวเองได้มาก

“ตอนอยู่เชอราตันครั้งแรก ผมอยู่ห้องอาหารอิตาเลียนชื่อรอสซินีส์ (Rossini’s) แต่ต้องนับหนึ่งใหม่เริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ คือเป็นผู้ช่วยกุ๊ก แต่ด้วยความที่มีประสบการณ์อยู่แล้วพร้อมกับได้พัฒนาตัวเอง จนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ โดยก่อนย้ายไปดุสิตธานีก็ขึ้นเป็นเดอมีเชฟ ทำอยู่ดุสิตธานี 1 ปี แล้วกลับมาเชอราตันทำที่รอสซินีส์ แต่ระหว่างนั้นถูกส่งไปเรียนรู้งานที่ห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่จนเข้าใจงานเป็นอย่างดี พอหัวหน้าเชฟคนเก่าออกผมก็ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นเป็นซีเนียร์ซูส์เชฟของออร์คิด คาเฟ่ เมื่อ 3 ปีที่แล้วถึงปัจจุบัน”

เชฟไพฤทธิ์ ยอมรับว่า ที่เชอราตันเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้หลากหลาย นอกจากเขาได้เรียนรู้กับเชฟชื่อดังหลายคน เช่น อัลเฟรโด้ รุสโซ เชฟมิชลินสตาร์ หรือแม้แต่เชฟ สเตฟาโน เมอร์โล ผู้ชนะเชฟพงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย หรือเชฟเอียน ในการแข่งขันทำอาหาร Iron Chef Thailand เมื่อหลายปีมาแล้ว ซึ่งเขาได้เป็นมือขวาของเชฟเมอร์โลในการแข่งขันครั้งนั้นด้วย

“พูดถึงการเรียนรู้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามไม่มีที่สิ้นสุดครับ ตอนนี้ผมอายุ 35 ย่าง 36 ปี เรื่องอาหารก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไป และในอนาคตก็อาจจะได้ไปเรียนรู้ในจุดอื่นก็ได้” ไพฤทธิ์ ทิ้งท้าย

เนื้อแก้มวัววางุตุ๋นเรดไวน์

ส่วนผสม

เนื้อแก้มวัววางุ 1 กก.

ไวน์แดง 1 มล.

ผงหัวหอมใหญ่ 2 กรัม

ผงกระเทียม 2 กรัม

โรสแมรี่ 5 กรัม

เกลือ 8 กรัม

น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 50 มล.

วิธีทำ

นำเครื่องทั้งหมดมาหมักเนื้อแล้วเอาไปใส่ถุงฟอยล์สุญญากาศ (Vacuum) หมักทิ้งไว้ประมาณ 5 ชม. จากนั้นเอาใส่ถุงซูส์-วีด (Sous-Vide)ที่อุณหภูมิ 75 องศา เป็นเวลา12 ชม. พอเนื้อสุกได้ที่แล้วนำไปทอดกับเนย เสิร์ฟกับผักเบบี้รูทต่างๆ (ที่หมักด้วยเกลือและน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น แล้วอบไฟ 160

 

คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465757

คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

คนเราบ่อยครั้งที่สิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ชอบมันเดินสวนทางกัน เรียนมาอย่างหนึ่งแต่อยากไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ถามว่าแล้วทำไมไม่เรียนในสิ่งที่ชอบเสียเลยตั้งแต่ตอนแรก อ้าวก็สิ่งที่เคยคิดว่าใช่มันเกิดไม่ใช่ขึ้นมา จะทนกล้ำกลืนฝืนใจทำต่อไปให้ใจเป็นทุกข์อยู่ทำไม ในเมื่อค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่และถูกใจกว่าเดิมก็ยูเทิร์นกลับหลังหันไปให้ไวเลย

เขาคนนี้ก็เช่นกัน ที่ค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่กว่าเดิม เขาก็ไม่รีรอให้เสียเวลา เภสัชกร คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกอบรม Beyond Training เขาเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่าที่บ้านทำร้านขายยา วิ่งเล่นในร้านมาตั้งแต่เด็ก เห็นแม่ทำงานที่ร้านก็ดูชิลๆสบายๆ งั้นเรียนเภสัชก็แล้วกันจะได้มาทำงานของที่บ้าน ก็เลยเลือกเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเขาได้ทุนพระราชทานจากสมเด็จย่า

หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานตามสายที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยการเป็นเซลส์ให้กับบริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 5 ปี ก็ได้เป็นเซลส์แมเนเจอร์ คอยดูแลผู้แทนการขาย นอกจากนี้ เขายังจะคอยเป็นเทรนเนอร์ให้กับเซลส์ขายยารุ่นน้อง ในการไปเปิดการขายให้กับร้านขายยาต่างๆ

จากจุดนี้นี่เองที่เขาเพิ่งค้นพบจากภายในตัวเองว่า เขาชอบพูดชอบสอน ชอบการสื่อสาร ชอบเป็นวิทยากร ชอบให้ข้อมูล ชอบทำการอบรม ไม่ได้ชอบการเป็นตัวแทนการขายยาอย่างที่คิดไว้

“ณ จุดนี้ผมก็หาข้อมูลทำการบ้าน ไม่ใช่เรื่องการขายยานะ แต่เป็นการค้นคว้าข้อมูลเรื่องการพูด เทคนิคการสอนการสื่อสาร การยืนหน้าเวทีต่อคนเยอะๆ ต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร ท่าทีท่วงท่า การมองการสบตาเขาสนุกกับการอบรมตรงนี้ และพบว่าระหว่างที่เขาอบรมให้กับคนฟังนั้นทุกคนจะสนุกสนานเฮฮา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และหลายคนมักจะเรียกร้องให้เขาเป็นผู้อบรมเสมอ” เขากล่าวอย่างมีความสุข

หลังจากที่เขาได้ค้นพบความสามารถและความสุขจากการเป็นวิทยากรการฝึกสอนแล้ว เขายังคงทำงานต่อไปอีก 3 ปี พร้อมฝึกปรือและไปอบรมเรื่องการพูดจากสถาบันต่างๆ อยู่เสมอ แต่แล้วบังเอิญไปทราบว่าวิทยากรจากข้างนอกที่บริษัทจ้างมานั้นมีค่าตัวในการพูดสูงถึงวันละ 4-5 หมื่นบาท ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าอย่างนั้นเขาสามารถออกไปเป็นวิทยากรนักพูดได้สิ มันน่าจะประกอบเป็นอาชีพได้ เลี้ยงตัวเองได้อย่างดีแน่นอนเลย

ตอนนั้นเขาก็คิดแบบคนธรรมดาที่อยากสร้างฐานะให้กับครอบครัว ในฐานะลูกชายคนโตเขาก็อยากให้แม่สบาย เนื่องจากที่บ้านก็ไม่ได้ทำธุรกิจใหญ่โตอะไรมากนัก พ่อแม่จะสบายกว่าที่เป็นอยู่ก็คงยาก

เขาจึงตัดสินใจกล้าที่จะเปลี่ยนสายงาน เพราะหากเป็นตัวแทนจำหน่ายยาก็คงจะดีได้ประมาณหนึ่ง แต่ความสุขความอิ่มเอมใจจากงานที่รักคงไม่มากพอที่จะเติมเต็มความฝันของเขาได้ เขาลองทบทวนตัวเองและไปทดลองวิจัยว่า คนในแบบเขาควรจะทำงานอะไรที่เหมาะกับชีวิต ได้ทั้งเงินและความสุขใจไปพร้อมกัน

ผลการวิจัยบอกว่าเขาเหมาะกับการเป็นนักการสื่อสาร โดยเขาไปเข้าอบรมเรียนทางด้านโค้ชและการเป็นวิทยากรมืออาชีพเรียนรู้ให้เข้มข้น รู้ลึกรู้จริงมากยิ่งขึ้น เรียนกับหลายหลักสูตร ลงทุนเรื่องค่าเรียนไปหลายแสนบาท จากนั้นเขาก็ได้ทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาที่จัดสัมมนาในด้านพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มาจากต่างประเทศ

“ตอนนั้นอายุ 28 ปี ไปทำงานฝึกปรืออยู่ 2 ปี มีปัญหาคือเราดูเด็กเกินไป ดูไม่มีวิทยฐานะ เพราะนักพูดส่วนใหญ่จะอายุเยอะ มีประสบการณ์มากมาย ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ค่าตัวจะต่ำกว่าของคนอื่น เพราะถือว่าประสบการณ์ยังน้อย รายได้จึงไม่เป็นไปอย่างที่คิด รายได้หายไปครึ่งหนึ่ง”

 

แต่เขาไม่ย่อท้อหมดกำลังใจ ยังทำงานอย่างแข็งขัน ใครเชิญไปพูดที่ไหนไปหมดแม้ค่าตัวจะน้อย หรือแม้กระทั่งพูดฟรีเขาก็ไปเพื่อเป็นการเก็บแต้มประสบการณ์ การฝึกปรือกว่า 3 ปีของเขาไม่เสียเปล่า เขาเรียนรู้ว่าวิทยากรทั่วไปในการขึ้นพูดจะสนใจในเรื่องเนื้อหาเป็นหลัก แต่เขาโฟกัสเรื่องภาษาร่างกาย การมีส่วนร่วมของผู้เข้าอบรม ดูบรรยากาศรอบตัว ให้คนฟังสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน มีฟิลลิ่งร่วมกัน ไม่ใช่เน้นแต่เนื้อหาจนลืมคนฟังให้มีส่วนร่วมกัน เป็นเอ็ดดูเทนเมนต์ในการอบรม มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้คนฟังเปิดรับ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ในที่สุดสิ่งที่เขาบ่มเพาะก็เติบโตเป็นรูปเป็นร่าง เขาประสบความสำเร็จในอาชีพใหม่ที่เลือกด้วยใจรัก เขาสามารถเป็นวิทยากรมืออาชีพระดับประเทศ  ที่สามารถแบ่งปันความรู้ แรงบันดาลใจต่อหน้าคนหลักพันคน และปัจจุบันยังเป็นนักจัดอีเวนต์ สัมมนา (Seminar Producer & Promoter) แถวหน้าคนหนึ่งแห่งวงการสัมมนาเมืองไทย ที่จัดอีเวนต์สัมมนาใหญ่ๆ มาแล้ว 8 สัมมนา ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สร้างคุณค่า ส่งมอบความรู้ ให้กับคนไทยเกือบ 1 หมื่นคน

จากจุดเริ่มต้นของคนที่กล้าจะฝัน จากคนชนชั้นกลางที่มีฝัน อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตอบแทนพระคุณคนที่รัก-ครอบครัว เขาจึงกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเด็กที่เรียนปานกลาง จนได้รับคัดเลือกเป็นนักศึกษาทุนพระราชทานในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ในการศึกษาวิชาชีพเภสัช กล้าที่จะเลือกและลงมือทำในสิ่งที่ตนรัก เปลี่ยนจากเภสัชกรที่เป็นดาวรุ่งในบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก ตัดสินใจก้าวสู่การทำในสิ่งที่รัก ด้วยการเป็นวิทยากรอาชีพตั้งแต่อายุ 28 ปี

การที่เขามาถึงวันนี้ได้เพราะกล้าฝัน กล้าเปลี่ยนเส้นทางอันเคยชินได้ดี เพราะใฝ่เรียนรู้สอบถาม ครูพักลักจำ มุ่งมั่นฝึกตน จนทำได้ดี แม้ค้นเจอว่ารักการสอน การถ่ายทอด ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 8 ปี ในการฝึกทักษะการสื่อสารการถ่ายทอดในที่ชุมชน จนกลายเป็นวิทยากร นักพูดสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้าของเมืองไทย เพราะกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อุปสรรค ลงมือทำจนฝันเป็นจริง

จากคนธรรมดา สร้างตนสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง เป็นคนที่พลิกชีวิตจากติดลบให้มั่งคั่ง มีกินมีใช้ จากคนที่มีการเงินติดลบ เปลี่ยนแปลงตัวเอง นำคำสอนของครู อาจารย์ มาปรับใช้ ทั้งการเปลี่ยนวิธีคิด (Mind Set) เปลี่ยนวิธีการทำ (How To) มีวินัย เอาชนะใจ  ทำซ้ำ จนกลายเป็นนิสัยใหม่ คือสร้างความเชื่อมั่นว่าเราทำได้

เขามีความเชื่อที่ผลักดันให้ตัวเองสำเร็จถึงทุกวันนี้และก้าวเดินต่อไป ด้วยความเชื่อที่ว่าจะพัฒนาชาติ ต้องพัฒนาคน สร้างชาติ ต้องสร้างคน ดังนั้น อาชีพครูหรือผู้สอนจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เขาจึงสร้างหลักสูตร Train the trainer เพื่อในการค้นหาและพัฒนาครู (วิทยากร) วิทยากรคุณภาพให้กับสังคมไทย เพราะเชื่อว่าคนเราทุกคนเปลี่ยนแปลงตนได้ หากได้รับความรู้ ได้รับคำแนะนำจากคนที่สำเร็จมาก่อนผ่านรูปแบบสัมมนา หนังสือ หนังสือเสียง Online Training

ด้วยวัย 34 ปี เขาตั้งบริษัท สร้างแบรนด์ มีแฟนเพจ คนติดตามหลายหมื่นคน มีรายได้เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เขาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง รีบสร้างความสำเร็จ ดูแลคนในบริษัท ทีมงานรับผิดชอบดูแลครอบครัว คนที่เรารัก ตอบแทนรู้คุณ ครูอาจารย์ เมื่อสำเร็จ ตอบแทนคุณแผ่นดิน แบ่งปันเพื่อผู้อื่นบ้าง

เขามีหลักการทำงานว่า ต้องกล้าฝันและลงมือทำทันที ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่เข้าใกล้ความจริงสักที เมื่อมีปัญหาอย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง พยายามหาศักยภาพของตัวเองให้เจอ เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

เขามองว่าธุรกิจสัมมนาการสื่อสาร ตลาดนี้เพิ่งเริ่มต้นและยังไปต่อได้อีก เน้นจับกลุ่มเป้าหมายคนไทย เพราะมั่นใจว่าไม่มีใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนไทย เขามองภาพตัวเองใน 2-3 ปีข้างหน้าว่าอยากเป็นบริษัทสัมมนาที่มีวิทยากรชั้นนำที่มีความหลากหลาย ตอนนี้เขามีวิทยากรอยู่ 10 กว่าคน และจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

“แม้จะเรียนจบแล้วก็อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในระบบเท่านั้น ต้องคอยเติมอยู่เสมอ ทั้งจากการอ่าน การฟัง การพูด คนเราต้องเรียนรู้เพิ่มตลอดเวลา” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

 

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465549

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เอ็ม-อรรถพล อนุรุทธิกร หนุ่มหล่อวัย 38 ปี ผู้เป็นทั้งนักพัฒนาที่ดิน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิรศิลา พร็อบเพอตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ วนา วาริน รีสอร์ต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง ตัวตนของเขาจะเป็นอย่างไร เห็นทีต้องไปพูดคุยด้วยซะแล้ว

“ตอนนี้ผมรับหน้าที่เป็นผู้บริหาร วนา วาริน รีสอร์ต ซึ่งอยู่ที่หัวหิน คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่นตรงที่สภาพแวดล้อมมีความเป็นธรรมชาติแท้ๆ เลย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรงแรมหรือรีสอร์ทในหัวหินจะเป็นแบบโมเดิร์นซะเยอะ แต่รีสอร์ทเราบนเนื้อที่ 130 ไร่ จะเป็นป่าและต้นไม้ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าเป็นที่พักสไตล์กรีนทราเวล ที่มีทั้งบ้านพักที่เป็นบ้านดินเป็นหลังๆ ตกแต่งด้วยไม้ และหลังคามุงจาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ซึ่งมีทั้งหมด 12 หลัง แล้วยังมีบ้านไม้ มีส่วนที่เป็นตึก 35 ยูนิต และโรงแรมสองชั้นอีก 12 ห้อง ที่รองรับการสัมมนาได้ถึง 150-180 คน

การเปิดรีสอร์ทแห่งนี้เป็นธุรกิจที่ผมเริ่มต้นด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมสิมิลาน่า รีสอร์ต ที่เขาหลัก จ.พังงา ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ตอนนั้นผมเรียนปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เอกโฆษณา อยู่ปี 4 ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) จึงได้เริ่มเข้าไปช่วยคุณพ่อและได้เรียนรู้ว่าการบริหารงานนั้นยากมาก ต่างจากงานในวงการบันเทิงที่ผมเคยเข้าไปสัมผัสในช่วงนั้น ทั้งถ่ายโฆษณาและเล่นละครทางช่อง 3 แบบคนละเรื่องเลย ด้วยหน้าที่ที่ต้องช่วยครอบครัว ผมกับงานบันเทิงเลยไปด้วยกันไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจหันมาโฟกัสในเรื่องธุรกิจอย่างเดียวดีกว่า”

เอ็มบอกว่า ช่วงนั้นนอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว คุณพ่อยังเปิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ด้วย พอเรียนจบปริญญาตรี เขาจึงเข้าไปดูแลอยู่หลายปี กระทั่งหมดสัญญาจึงเลิกทำไป เขาจึงเรียนต่อปริญญาโท สาขาอินเทอร์เน็ต อี-คอมเมิร์ซ ที่เอแบคจนจบ

 

“ตอนที่ผมช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมที่เขาหลัก ช่วงนั้นประสบภัยสึนามิพอดี โรงแรมจึงเสียหายไปครึ่งหนึ่ง หลังจากรีโนเวต 2 ปี และเปิดบริการมาอีก 4-5 ปี ก็มีนักลงทุนชาวอังกฤษมาขอซื้อโรงแรมพร้อมที่ดิน ซึ่งแต่เดิมครอบครัวเราก็ทำธุรกิจพัฒนาที่ดินอยู่แล้ว เมื่อทำโรงแรมจนถึงจุดอิ่มตัวเราจึงขายให้เขาไป จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่หัวหิน ก็มีคนมาขอซื้อที่ดินต่ออีก เราก็เลยมองหาที่ใหม่ จนมาเจอที่ดินร้อยกว่าไร่ที่ ต.ทับใต้ ผืนนี้ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าในอนาคตที่ดินแปลงนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไหม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามีถนนตัดผ่าน มีทางลัด แนวโน้มในการพัฒนาน่าจะดี เราจึงตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้ในที่สุด”

เอ็มบอกว่า ไอเดียในการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นรีสอร์ทเริ่มขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แรกๆ ก็ไม่ได้คิดจะขยายให้เป็นรีสอร์ทใหญ่โตขนาดนี้ แต่เพราะเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารโรงแรมมาก่อน เลยคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย

“เราเริ่มสร้างรีสอร์ทมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลา 4-5 ปี จึงเปิดให้บริการได้ เริ่มจากบ้านดินเล็กๆ แค่ 5 หลัง แล้วค่อยเพิ่มมาเป็น 10 หลัง ที่เลือกทำบ้านดินเพราะมันดูแปลกดี แถมพอเข้าไปพักยังรู้สึกเย็นดีด้วย ตอนแรกเราก็ซื้ออิฐดินที่นักโทษเรือนจำทำเพื่อนำมาสร้างบ้านดิน ซื้อทีเป็นคันรถเลย แต่ช่วงหลังเขาผลิตให้ไม่ทัน ผมจึงให้คนงานลองทำดู ซึ่งคุณภาพก็ใช้ได้ เราจึงทำอิฐดินเองตั้งแต่นั้น ตอนบ้านดินเสร็จใหม่ๆ ก็ต้องโปรโมทออกสื่อทั้งทีวี ทั้งสิ่งพิมพ์พอสมควร ระหว่างนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนเริ่มมีคนรู้จักและมีแขกมาเข้าพักมากขึ้น เพราะเราเริ่มโปรโมทลงเพจ FB : VanaVarin และเว็บไซต์ www.vanavarin.com ไปพร้อมกัน

 

ผมจะเรียนรู้จากลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร หรืออยากให้เราปรับปรุงอะไร จากนั้นจะนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น เรียกว่าต้องลงไปคลุกคลีกับพนักงานทุกแผนกเลยก็ว่าได้ ล่าสุดก็ได้รู้ความต้องการของลูกค้า เพราะรีสอร์ทของเราติดป่าติดภูเขาซึ่งดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงน่าจะมีกิจกรรมมารองรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ เราจึงต่อยอดให้เป็นรีสอร์ทกรีนทราเวล โดยเปิดกิจกรรมขี่จักรยานให้ลูกค้าที่มาพักได้ออกกำลังกาย แอบอิงธรรมชาติและต้นไม้ไปพร้อมกัน”

เอ็มเสริมว่า ตอนนี้สนามขี่จักรยานที่มีระยะทาง 3 กม.รอบรีสอร์ททำเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งลูกค้าที่เข้าพักสามารถนำจักรยานใส่รถยนต์มาเอง หรือจะมาเช่าที่รีสอร์ทแล้วปั่นไปตามเส้นทางก็ได้เช่นกัน

“นอกจากเส้นทางจักรยานแล้ว รีสอร์ทยังต่อยอดในเรื่องกรีนฟาร์ม โดยปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบไม่ใช้ดินอีกด้วย ซึ่งผักที่ปลูกก็เช่น บัตเตอร์เฮด กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ฯลฯ ซึ่งตอนแรกตั้งใจให้ลูกค้าที่มาพักได้กิน แต่ทำไปทำมาผลผลิตกลับมีเยอะจนกินไม่ทัน จึงต้องนำไปขายและเปิดเป็นธุรกิจอีกตัวหนึ่ง (หัวเราะ) โดยมีแหล่งส่งขายในตัวอำเภอหัวหิน ซึ่งช่วงแรกของการปลูกผักไฮโดรฯ นี้ค่อนข้างจะยาก ต้องศึกษาและเรียนรู้จากความผิดพลาดมาเยอะ แต่ด้วยความที่ผมชอบศึกษาและทดลองอยู่เสมอ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกชอบและอินกับมันไปแล้วครับ

อย่างที่รู้กันดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจและการบริหารงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจออุปสรรคให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่อาจเพราะผมได้เริ่มต้นเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมตอนอายุ 25 ปี ผมจึงมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมอาจเป็นคนใจเย็นด้วย จึงมักเข้าใจในคุณค่าของผู้อื่น ไม่ว่าจะลูกน้องหรือคนรอบข้างก็ตาม ผมจึงไม่ค่อยซีเรียสกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก ซึ่งปัญหาหลักๆ เลยก็คือเรื่องคนนี่แหละ แต่ถ้าเรามีระบบจัดการที่ดีก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

แม้ปัจจุบันนี้ วนา วารินฯ จะมีพนักงานถึง 70 คน แต่ผมใช้วิธีบริหารงานแบบเข้าถึงทุกคนเหมือนเขาเป็นครอบครัว พนักงานส่วนใหญ่ของผมเป็นชาวบ้านในพื้นที่ เวลามีปัญหาอะไรเราต้องค่อยๆ แก้ไขด้วยความใจเย็น อย่างบางคนมีปัญหาครอบครัวซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา บางครั้งเราก็จะลงไปช่วยแก้ไขให้เท่าที่เราสามารถทำได้ (ยิ้ม) จะว่าเป็นการซื้อใจก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แค่อยากให้งานสามารถดำเนินต่อไปด้วยดีมากกว่า”

 

หนุ่มหล่อเสริมว่า เนื่องจากครอบครัวของเขาทำธุรกิจพัฒนาที่ดินให้มีมูลค่าเพิ่มมานาน ดังนั้นการเปิดโรงแรมหรือเปิดรีสอร์ทขึ้นมา จึงเหมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าของที่ดินแห่งนั้นให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

“อย่างที่บอกว่าเรามีที่ดินที่หัวหิน 130 ไร่ แต่เราใช้พื้นที่ทำรีสอร์ทไปแค่ 40-50 ไร่เท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ราคาที่ดินก็เริ่มปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการพัฒนาที่ดินโดยเปิดรีสอร์ทแล้ว ผมยังเห็นว่าในบริเวณที่ดินใกล้เคียงกันนี้ก็กำลังตั้งหน่วยราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และอื่นๆ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรีสอร์ทของเราด้วย ในอนาคตผมจึงคิดไว้ว่าอยากจะพัฒนาที่ดินส่วนที่เหลือให้เป็นคอมมูนิตี้ที่คนในหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถมาใช้ได้ แล้วอาจจะสร้างบ้านและที่พักอาศัยด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอเดียนี้ยังเป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกทีก็ได้ครับ”

เอ็มทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาทำงานเกือบทุกวัน โดยอยู่ประจำที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องขับรถไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-หัวหินอยู่เสมอ แถมบางครั้งอาจจะต้องเดินทางไปดูแลธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งเปิดไว้ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเขาได้ไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินเก่ามาพัฒนาให้เป็นโฮมสเตย์บ่อยๆ อีกด้วย

“ถ้ามีเวลาว่างจากงานจริงๆ ผมไม่ลืมที่จะออกกำลังกายด้วยการเล่นเวต รวมทั้งปั่นจักรยานรอบรีสอร์ทที่หัวหิน อย่างเมื่อก่อนผมจะชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แต่พออายุเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา นานๆ ไปวิ่งทีก็มีปัญหาเรื่องข้อเท้า ผมจึงหยุดวิ่งไป

สำหรับเรื่องท่องเที่ยวก็แล้วแต่จังหวะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเที่ยวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยอาจจะได้ไปบ่อยกว่า เพราะด้วยการทำงานของผมที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจึงต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าได้ทั้งทำงานและได้ทั้งพักผ่อนไปด้วยในคราวเดียวกัน”

 

เจนนิสา คูวินิชกุล ปั้นภูมิปัญญาไทยกระหึ่มโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465319

เจนนิสา คูวินิชกุล ปั้นภูมิปัญญาไทยกระหึ่มโลก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพราะมีแพสชั่นที่อยากจะนำของดีของไทยมาต่อยอด เพื่อบอกต่อให้คนไทยได้รับรู้ ต่างชาติได้ชื่นชม นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจแรกของสาวเก่ง เจ้าของคาแรกเตอร์หวานซ่อนเปรี้ยว แจน-เจนนิสา คูวินิชกุล จึงเลือกนำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้ไทย มาต่อยอดกลายเป็นผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องหอม ภายใต้แบรนด์ปริมมาลัย จนโด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

มาวันนี้ แจนขอพิสูจน์ตัวเองอีกขั้น ด้วยการนำขนมโรตีสายไหม ของดีพื้นบ้านของไทยที่คนไทยคุ้ยเคยเป็นอย่างดีมาจับแต่งตัวใหม่ นำขึ้นห้างดังสุดหรูอย่างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และพาเข้าไปเปิดตัวเป็นของฝากในแอร์พอร์ตเพื่อให้ชาวต่างชาติถือติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นของฝาก ภายใต้แบรนด์แคนดี้ เครป (Candy Crepe)

หยิบภูมิปัญญาไทยมาเพิ่มมูลค่า

“จากธุรกิจเครื่องหอมมาสู่ร้านขนม ดูข้ามสายมั้ย ในแง่หนึ่งก็ใช่ แต่สำหรับแจนไม่ได้มองที่ตัวสินค้า แต่มองว่าเรากำลังนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอด มาสร้างมูลค่า เพราะฉะนั้นไม่มีความต่าง เพียงแต่อาจจะมีความท้าทายต่างกัน อย่างตอนทำปริมมาลัยเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว คนไทยยังไม่ค่อยให้ราคากับแบรนด์ไทยเท่าไหร่ แต่ตอนนี้จะเห็นว่าเสื้อผ้าหรืออาหารไทยก็ดี ก้าวไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น จนมาสู่ธุรกิจขนม แจนมองว่าความยาก คือ จะทำอย่างไรให้ขนมบ้านๆ ที่คนไทยคุ้นเคยไปไกลกว่าแค่ขนมข้างทาง”

ถามว่าทำไม ถึงต้องเป็นโรตีสายไหม แจนบอกว่า ด้วยความที่เป็นคอขนมหวาน ทั้งชอบทำและชอบกิน พอโจทย์ในหัว คือ หาขนมไทยสักอย่างมาแต่งตัวใหม่ แล้วทำให้ต่างชาติเข้าใจสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ คำตอบเลยมาหยุดที่ โรตีสายไหม เพราะเธอเองแม้จะตระเวนชิมขนมหวานมาทั่วโลกแล้ว ร้านไหนว่าอร่อยก็ต้องไปลองเมื่อมีโอกาสเดินทางไป
เยือนประเทศนั้น แต่ก็ยังติดอดติดใจในรสชาติของโรตีสายไหม

 

“แจนชอบกินโรตีสายไหม แต่บางทีจะหาร้านอร่อยจริงๆ ก็ยาก บางครั้งก็ต้องยอมไปซื้อไกลถึงอยุธยา เลยทำให้มาย้อนคิดว่า ถ้าเราเองเป็นคนไทย จะหาโรตีสายไหมอร่อยๆ กินยังยาก ชาวต่างชาติไม่ต้องพูดถึงเลย ถ้างั้นทำไมเราไม่เอาโรตีสายไหมมาต่อยอด เพราะจริงๆ แล้วเป็นขนมที่พิเศษมาก นอกจากจะทำกินเองที่บ้านไม่ได้แล้ว ยังเป็นขนมแทบจะชนิดเดียวในโลก ที่เราสามารถดีไอวายด้วยตัวเอง ชอบหวานมากหวานน้อยก็กำหนดเองได้ แจนว่านี่คือเสน่ห์นะ”

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง ผู้บริหารสาวคนเก่งใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ ในการติดต่อเพื่อขอซื้อสูตรจากโรตีสายไหมเจ้าดังในอยุธยา และนำมาพัฒนาสูตรให้อร่อยขึ้น มีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ จากเดิมทั้งส่วนของแคนดี้ (ไส้) ให้มีรสชาติตั้งแต่มะพร้าว ทุเรียน องุ่น โคลา ในส่วนของเครป (แป้ง) มีทั้งแบบออริจินัล และเพื่อสุขภาพ ด้วยการใส่ผงถ่านไม้ไผ่ ชาเขียวลงไป

“หลังจากเปิดตัวขายทางออนไลน์ตอนแรกออร์เดอร์ลูกค้ามาเยอะมากจนทำส่งแทบไม่ทัน จากไม่มีหน้าร้าน เราเริ่มขยายสู่การเป็นคีออสเล็กๆ ที่ห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ปรากฏว่าขายดี เราเลยขยายเป็นคาเฟ่ พร้อมขยายความอร่อยเพิ่มเติมไปที่ เดอะ ซีซันส์ มอลล์ (The Seasons Mall) ย่านพหลโยธิน สาขากิ่งแก้ว 40/2 สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งหน้าร้านออนไลน์ ซึ่งมีลูกค้าให้ความสนใจเยอะ

บางคนสั่งมา ส่งข้ามประเทศ กว่าจะไปถึงอายุของแป้งอยู่ได้อีกครึ่งวันเขาก็ยอม (หัวเราะ) ซึ่งเราเองกำลังพยายามหาทางพัฒนาสูตร เพื่อยืดอายุของขนมให้นานขึ้น รวมทั้งคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ตลาด”

 

มองให้ไกลกว่าตัวเอง

แจนบอกว่า ตอนที่ตัดสินใจเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ มีเพื่อนๆ ถามว่าทำไมไม่เลือกอิมพอร์ตแบรนด์ขนมดังๆ จากต่างประเทศเข้ามา แน่นอนว่าถ้าแจนทำอย่างนั้นก็ได้ ไม่เหนื่อยและไม่ยากด้วย แต่แจนคิดว่า ไม่ท้าทาย

“ทุกวันนี้เป้าหมายในการทำธุรกิจของแจน ไม่ได้มองแค่เพื่อตัวเอง เพราะถ้าถามหาความสำเร็จ แจนโชคดีที่ได้บรรลุความฝันของตัวเองหลายอย่าง อย่างเรื่องเรียน แจนได้เรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนทำงาน ก็ได้มีโอกาสทำงานในบริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทในฝันของหลายคน เพราะฉะนั้นเป้าหมายส่วนตัวของแจนที่ทำให้ตัวเองและครอบครัวภูมิใจ แจนได้ทำหมดแล้ว ตอนนี้สิ่งที่แจนทำ เลยอยากทำเพื่อตอบแทนสังคมหรือประเทศ แจนเลยอยากทำให้ของดีของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก”

ถามว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำไมแจนถึงมั่นใจกับการเปิดตัวธุรกิจใหม่ เธอตอบด้วยสายตามุ่งมั่นว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เราก็ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วเราไม่ทำอะไร เมื่อนั้นก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์

“ชีวิตคนเราจะยืนยงสักกี่ปี แจนไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านไป อยากให้เมื่อเราจากไป ยังได้ทิ้งสิ่งดีๆ และความภาคภูมิใจเอาไว้ข้างหลัง สำหรับแจนกับการทำธุรกิจใหม่ๆ ยังไม่หยุดแค่นี้แน่ๆ เพียงแต่ขอให้แบรนด์ Candy Crepe นิ่งก่อน เพราะโอกาสในโลกธุรกิจยังมีอีกเยอะ ถ้าแจนมีอีก 100 มือ ก็คงจะดี” ผู้บริหารสาว กล่าวอย่างอารมณ์ดี

 

ตลอดเวลาที่เธอถ่ายทอดถึงมุมมองความคิดที่มีต่อการทำธุรกิจอย่างไม่เหมือนใคร แต่น่าสนใจเหลือเกินนี่ ทำให้อดใจไว้ไม่ไหวที่จะถามถึงเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

“แจนยังยืนยันว่า การทำธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย แต่สิ่งที่นักธุรกิจพึงกระทำ คือ มองหาโอกาสที่เราจะเข้าไปเติมเต็มในช่องว่างที่มีให้ได้ แจนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจ ตอนนี้ยังมีโอกาสอีกเยอะนะคะ เพียงแต่เห็นโอกาสแล้ว ต้องคิดให้เยอะ คิดให้รอบด้าน อาจจะพูดง่าย ทำยาก แต่ก็ต้องทำให้ได้ก่อนจะลงมือทำ หรือตัดสินใจอะไรต้องคิดให้ครบ

ดูว่าสินค้าหรือบริการที่เราจะทำตอบโจทย์ตลาดมั้ย ต้องใช้เงินหมุนเท่าไหร่ จะต่อยอดอนาคตของธุรกิจอย่างไร ที่สำคัญ คือ ควรเริ่มต้นธุรกิจแบบเล็กๆ ก่อน อย่าคิดจะเริ่มเปิดตัวมาแบบใหญ่เลย เพราะถ้าไปถอดบทเรียนของแบรนด์ใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่มั่นคงก่อน”

ถามว่า หากธุรกิจมาถึงจุดที่น่าหนักใจ จะมีวิธีตัดสินใจอย่างไรว่าควรหยุดหรือไปต่อ ผู้บริหารคนเก่งแนะนำว่า ถ้าธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่เริ่มอยู่ในภาวะ Bleeding (เลือดออก) ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าอาการหนักแค่ไหน เอาความจริงออกมาพิจารณา อย่าหลอกตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่เรามองปัญหาแบบภาพรวมสถานการณ์แล้ว เราจะมีข้อมูลมากพอที่จะค่อยย้อนกลับมาถามตัวเองว่ายังสู้อยู่หรือไม่

“ถ้าเจ้าของเองใจไม่สู้ เริ่มท้อ แจนว่าก็หยุดเถอะ ถามว่าแจนมีทำธุรกิจแล้วท้อ ร้องไห้มีมั้ย แน่นอนค่ะ ทุกธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คำว่าท้อไม่สู้ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนท้อบ้าง แต่ใจยังสู้ไหวก็ไปต่อ ขณะที่บางคนท้อแล้วเขวเลยไปต่อไม่ไหว แจนถึงบอกว่าเราต้องเอาความจริงออกมาคุยกัน เพื่อจะได้รู้ว่าจะตัดสินอนาคตอย่างไร” ผู้บริหารสาวเก่ง กล่าวทิ้งท้าย

 

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465119

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์ที่ดีลเลอร์ทั้งหลายต่างกุมขมับ แต่สำหรับนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่อย่าง ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี ซี มอเตอร์ส เจ้าของกิจการโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ สาขาติวานนท์ และรัชดาภิเษก เศรษฐกิจตกต่ำไม่ใช่ปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำเธอยังสามารถเพิ่มยอดจำหน่าย สร้างกำไรให้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย

ณัฐธันยพร เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในช่วงที่เธอยังเป็นนักศึกษา เธอก็ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง และหลังจากเรียนจบก็เปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งใน จ.นนทบุรี และหลังจากนั้นไม่นานนักเธอก็ผันตัวมาจับธุรกิจรถยนต์จากโชว์รูมเล็กๆ จนสามารถทำกำไรเปิดสาขาใหม่ได้ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

“เราเรียนเราทำงานไปด้วย โดยมีคุณพ่อให้การสนับสนุน โดยเราเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นบริการรับจำนองขายฝากบ้านและที่ดิน ซื้อมาขายไป แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้เมื่อเทียบกับรายอื่นๆ ที่ขายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เราก็อาศัยพี่ๆ ที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์คอยให้คำแนะนำสอนเกี่ยวกับเรื่องทางหารายได้ การเลือกดูบ้าน เราก็เรียนรู้เก็บเอามาใช้กับธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ

ตอนที่เราทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่เป็นช่วงหลังวิกฤตปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดภาวะซบเซาอย่างหนัก แต่เราก็สามารถทำยอดขายบ้านได้ปีละประมาณ 200 หลัง โดยอาศัยเทคนิคขายบ้านหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่ติดป้ายขายรอให้คนมาเห็น แต่เรายังนำเสนอบ้านให้กับลูกค้าในตลาดออนไลน์ ในทุกๆ วันเราเข้าไปนำเสนอขายบ้านตามเว็บไซต์ต่างๆ นำเสนอเทคนิคการขอกู้เงินผ่อนบ้านช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งทำให้ยอดขายบ้านของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการเรียนนิเทศศาสตร์ ในเรื่องของการทำการตลาดเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราเริ่มทำการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง ในช่วงนั้นมีเว็บไซต์ซื้อขาย มีอะไรใหม่ๆ มาเราก็ใช้หมด เพราะเราถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ของเรา”

 

ไม่กลัวที่จะเริ่ม

วันหนึ่ง ณัฐธันยพร เข้าเว็บไซต์สนุกดอทคอม แล้วเห็นประกาศรับสมัครดีลเลอร์ “เราเองก็มีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่ง ประกอบกับมีญาติพี่น้องซึ่งมีที่ดินอยู่แถวรัชดาฯ เปิดอู่ซ่อมรถเล็กๆ ก็เลยมาคุยกันว่าจะเปลี่ยนเป็นโชว์รูมได้อย่างไร

ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ และถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร เราอายุยังน้อย ยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้อีกมาก แต่โชคดีที่ทางซูซูกิตอนนั้นอยากจะได้ผู้ค้ารายใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นดีลเลอร์ เพื่อการปรับภาพลักษณ์และการทำการตลาดแบบใหม่ เพราะทางซูซูกิมองว่าถ้าเกิดทำการตลาดแบบใหม่กับดีลเลอร์เดิมๆ ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนรุ่นเก่าจะรับอะไรใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และยังยึดกับสูตรความสำเร็จเดิมๆ

ในปีแรกที่ทำก็เรียกได้ว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนที่เรามีค่อนข้างจำกัด ตอนนั้นเราก็ไม่มีประสบการณ์ เราอาศัยการปรึกษากับคนรุ่นเก่าว่า เขามีการช่วยเหลืออะไรอย่างไรบ้าง เขาขายอย่างไร มีการบริหารเทคนิค มีการดึงดูดลูกค้าอย่างไร เราก็พยายามทำการตลาดทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจของเราดำเนินไปได้

พอมาในปี 2554-2555 เป็นช่วงที่มีโครงการรถคันแรก ทำให้ธุรกิจเราโตขึ้นมหาศาล ยอดขายในปีเดียวมียอดจองทั้งหมด 1,380 คัน ปล่อยรถประมาณวันละ 15 คัน เรียกว่าลูกค้าทยอยมารับรถออกไปจากโชว์รูมเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พอหมดโครงการรถคันแรกก็ถือเป็นช่วงยอดตก แต่เราก็ทำใจแล้วว่าต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

ก็ให้กำลังใจกับลูกน้องบอกเขาว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง ในขณะที่คนอื่นคิดว่าตกและรอโอกาส แต่พวกเราก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถทำยอดขายเพิ่มจากการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น โดยการเอาไปโพสต์ขายตามเว็บไซต์ต่างๆ มีการทำโซเชียลมีเดีย จับรถซูซูกิมาแต่งหน้าทาปากใหม่เป็นลายกัปตันอเมริกา ลายจุด ลายสปอร์ต แต่งล้อแม็กใหม่ ให้ลูกค้ารู้สึกว่ารถของเราสามารถแต่งสวยได้ในแนวไหนบ้าง ทำให้เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อของลูกค้าได้มากขึ้น

ตอนนั้นก็ถือว่าการทำตลาดโซเชียลมีเดียจากเฟซบุ๊กนี่ค่อนข้างมาแรงมาก ทำให้เราสามารถซื้อขายรถยนต์โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเซลส์เลยก็ได้ ทำให้ลูกน้องทุกคนเกิดความมั่นใจในระบบของการขายรถออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ของเราหรือโซเชียลมีเดียของเราเองก็เช่นกัน เราจะต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถโอนเงินสั่งจองซื้อรถผ่านระบบออนไลน์ของเราได้ เพียงแค่เขาโอนเงิน เราก็มีระบบไฟแนนซ์ติดต่อกลับไปเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและของเราเอง ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรา

กลายเป็นว่าจากเดิมที่ดีลเลอร์จะขายรถแค่ในโชว์รูม หรืองานจัดแสดงรถยนต์ ก็เปลี่ยนเป็นเราสามารถขายให้กับลูกค้าที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากออฟฟิศไปหาลูกค้า แต่ลูกค้าจากทั่วประเทศสามารถเข้ามาสั่งซื้อสินค้าเป็นรถยนต์จากเราได้ ทำให้ยอดขายของเรากระเตื้องขึ้น เมื่อเทียบกับยอดขายระหว่างช่วงปี 2555 ซึ่งเป็นโครงการรถคันแรก กับช่วงปัจจุบันบริษัทของเราถือว่าสามารถทำกำไรจากยอดขายรถยนต์ได้มากกว่าดีลเลอร์อื่น เพราะว่าเรามุ่งเน้นการทำการตลาดออนไลน์มานาน แค่เปลี่ยนมุมมองการขายจากรถยนต์ที่มีลูกค้ามาซื้อที่โชว์รูม มาเป็นการนำเสนอขายรถยนต์ให้กับลูกค้าถึงตัวผ่านระบบออนไลน์”

 

ยิ่งท้อยิ่งต้องสู้

ณัฐธันยพร บอกว่า เวลาที่เราเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตามในเรื่องของการทำธุรกิจ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรอคอยขอความช่วยเหลือ แต่จะต้องขยันให้มากกว่าเดิม สู้ให้มากกว่าเก่าเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ แล้วเราจะมองเห็นโอกาส มองเห็นช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดมากขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขายของเรา

“เราไม่เคยที่จะมานั่งจับผิดว่าลูกน้องเข้าทำงานกี่โมง เลิกกี่โมง หรือจับผิดเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหักเงิน เรามองว่างานเซลส์เป็นงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่งานตอกบัตรที่ต้องเข้า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น ถ้าลูกค้าโทรมา 3 ทุ่ม หรือตี 3 ก็ต้องรับสาย หรือลูกค้าส่งข้อความในโซเชียลมีเดีย ลูกค้าถามมาเวลาไหนก็ต้องตอบเวลานั้น เพื่อดึงลูกค้าให้มาซื้อสินค้ากับเราให้ได้

แม้ว่าลูกค้าคนนั้นแค่เข้ามาดูรถในโชว์รูม หรือแม้กระทั่งเข้ามาสอบถาม เราก็เก็บไว้เป็นโปรไฟล์ลูกค้า เป็นฐานข้อมูลว่าลูกค้าคนนี้เป็นใคร มีความสนใจอะไร ซึ่งในวันข้างหน้าเขาก็อาจจะมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตก็ได้ จึงเห็นได้ว่าเขาแทบจะทำงานให้เราอยู่ตลอดเวลา

การบริหารงานโดยเฉพาะบริหารงานยุคใหม่ ควรจะมองในเรื่องการตั้งเป้าหมายในการทํางานเป็นหลัก เมื่อเราตั้งแล้วลูกน้องของเราสามารถทำได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าเกิดเขาทำถึง เขาจะบริหารเวลาในการทำงานอย่างไร เพราะประสิทธิภาพในการทำงานไม่ได้วัดกันที่การนับเวลานั่งอยู่ที่ออฟฟิศ แต่หมายถึงผลที่ออกมาว่าตรงตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ แล้วเขาทำได้สำเร็จหรือไม่ต่างหาก

นอกจากนี้ เราก็เอาใจใส่ลูกน้องให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ถ้าลูกน้องเราอยู่ไม่ได้ ธุรกิจของเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เรามักจะเตือนลูกน้องเสมอว่า เวลาที่ได้ยอดขายดีต้องรู้จักแบ่งเก็บแบ่งใช้ เพราะเราอาจจะไม่ได้ยอดอย่างนี้ไปตลอด ต้องรู้จักบริหารเงินและการลงทุน และการดูแลลูกน้องแต่ละฝ่ายก็ดูไม่เหมือนกันอีก อย่างงานเซลส์เขาอาศัยการขายสร้างรายได้ ยิ่งขายมากยิ่งได้มาก แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำงานหลังบ้านเรา เช่น งานช่าง พวกเขาทำทั้งวันก็ยังได้เงินเดือนไม่เท่าเซลส์ขายรถ เราก็ต้องมีวิธีการดูแลพวกเขาอีกแบบหนึ่ง การบริหารงานเป็นเรื่องซับซ้อนและมีวิธีการจัดการที่หลากหลาย เพียงแต่เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของการคิดในแง่บวก ลูกน้องจะเป็นคนที่อ่อนไหวต่อข่าวสารภายนอกได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้อง หน้าที่ของเราก็คือต้องให้กำลังใจบอกกับลูกน้องเสมอว่า เราจะต้องพยายามให้มากขึ้น มองหาช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดแล้วเราก็เข้ามาคุยกันว่าเราจะใช้วิธีการไหนในการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ถามว่าเศรษฐกิจปี 2559 แย่ไหม บอกได้เลยว่าแย่ถึงแย่มากๆ แต่ยอดขายของเราก็ยังถือว่าดีมากเช่นกัน เพราะเราทำให้เขาเห็นแล้วว่ายิ่งพยายามหาช่องทางการขาย ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากขึ้นเท่านั้น”

 

ทางรอด จากอาการหัวใจวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475183

ทางรอด จากอาการหัวใจวาย

โดย…ภาดนุ ภาพ… เอพี/รอยเตอร์ส/อีพีเอ

ทราบไหมว่า ปัจจุบันนี้ชายและหญิงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจะเสียชีวิตภายใน 28 วัน หลังจากมีอาการของโรค และ 2 ใน 3 ของจำนวนนี้จะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ชาย 3.8 ล้านคน และผู้หญิง 3.4 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจขาดเลือดกันเยอะมาก ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงควรเข้าใจอาการเตือนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนใกล้ตัวคุณ โดยสังเกตอาการดังต่อไปนี้ จะได้รีบหาทางช่วยเหลือได้ทันท่วงที

แน่นหน้าอก

โดยทั่วไปแล้วการเตือนของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน คือ รู้สึกแน่นบริเวณกลางหน้าอกเป็นเวลานานกว่า 2-3 นาที หรือเป็นๆ หายๆ ผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอกจะรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกกดทับ ถูกบีบรัด รู้สึกตื้อๆ หรือเจ็บบริเวณหน้าอก

รู้สึกไม่สบายที่ส่วนอื่นของร่างกายท่อนบน

ซึ่งอาการไม่สบายนี้อาจเป็นได้ทั้งอาการเจ็บหรือรู้สึกไม่สบายที่แขนข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง บริเวณหลัง คอ กรามหรือท้อง

หายใจสั้น

อาการหายใจสั้นมักเป็นพร้อมกับอาการแน่นหน้าอก หรือบางรายอาจเกิดขึ้นก่อนอาการแน่นหน้าอกก็ได้

 

เหงื่อออกจนตัวเย็นคลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะ

หากคิดว่ากำลังมีอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จงอย่ารอช้า เพราะทุกๆ นาทีมีค่า ให้รีบโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลในทันที ขณะที่รอให้เคี้ยวยาแอสไพรินขนาดผู้ใหญ่ (325 มก.) 1 เม็ด แอสไพรินจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 23 หากกินในขณะที่สงสัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลังจากนั้นกินต่อไปอีก 30 วัน ซึ่งในสหรัฐพบว่า การใช้แอสไพรินในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 1 หมื่นราย/ปี

หัวใจอ่อนแอ ไม่ใช่แค่คอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอลเป็นโมเลกุลที่ทำให้เกิดการสะสมไขมันในเส้นเลือดแดงแต่การรู้เพียงแค่ระดับคอเลสเตอรอลดูเหมือนจะไม่เพียงพอเสียแล้วในปัจจุบันนี้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า คอเลสเตอรอลเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหัวใจเท่านั้น ตัวชี้วัดใหม่คือปฏิกิริยาการอักเสบ ซึ่งทำให้เส้นเลือดอ่อนแอ เป็นเหตุให้คราบคอเลสเตอรอลหลุดออกแล้วก่อให้เกิดการอุดตัน

ฉะนั้นทุกครั้งที่ตรวจระดับคอเลสเตอรอล ควรตรวจหาระดับC-Reaction Protein ด้วย ซึ่งควรอยู่ในระดับ 8 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร หรือ ต่ำกว่า (แต่แพทย์อายุรวัฒน์มักแนะนำให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่านั้น หรืออยู่ในระดับ 4 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร)

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง ซึ่งพบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นในผู้หญิงอาจทำนายถึงการเกิดโรคหัวใจได้ ซึ่งระดับเม็ดเลือดขาวที่สูงกว่าปกติ(โดยปกติแล้วเลือด 1 ลิตร จะมีเม็ดเลือดขาว 6,700 ล้านเซลล์) อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้เป็น 2 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจขององค์การอนามัยโลกที่พบว่า ปัจจุบันโรคหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญ คนทั่วโลกมีอัตราการป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงนับว่าเป็นการระบาดที่ไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง

 

หัวใจวาย ภัยเงียบที่น่ากลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/474728

หัวใจวาย ภัยเงียบที่น่ากลัว

โดย…ชลญ่า

โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเป็นทุกคน แต่ที่น่าแปลกตรงที่ แม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง เช้าออกไปจ๊อกกิ้ง เย็นออกรอบตีกอล์ฟอย่างมีความสุขกับผองเพื่อน หลายปีไม่เคยไปหาหมอ แต่จู่ๆ วันหนึ่งต้องมาหัวใจวายถึงแก่ชีวิต ซึ่งใครก็คงไม่อยากเชื่อ แต่จะบอกว่าเชื่อเถอะ โรคหัวใจวายอันตรายกว่าที่คิด และถือเป็นภัยคุกคามชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง

หัวใจวายร้ายขนาดไหน 

โรคหัวใจวาย มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ Heart Attack เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน จนเลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และเมื่อหัวใจขาดเลือดและออกซิเจน ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายเกิดภาวะหัวใจวาย

ถามว่า ลิ่มเลือดเหล่านี้เกิดมาจากอะไร คำตอบคือเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะไขมันมากเกินไปจนพอกเป็นตะกรัน (Plaque) เกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือด เมื่อรวมเข้ากับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากัดกินก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถดูดกลับเข้าไปในร่างกายได้ แต่กลับฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดแทน

จนเมื่อเวลาผ่านไป ตะกรันนี้จะแตกตัวหรือปริออก หลอดเลือดจะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดลิ่มเลือดไปอุดกั้นหลอดเลือด ถ้าเป็นการแตกตัวที่หลอดเลือดแขนงเล็กผู้ป่วยจะมีเพียงอาการเจ็บหน้าอก แต่ถ้าลิ่มเลือดนี้อุดตันหลอดเลือดขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ดังที่กล่าวมา

ความร้ายกาจของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ต้องบอกว่าอันตรายมาก เพราะเป็นโรคที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลาไหน ในบางรายอาจมีสุขภาพร่างกายปกติ แข็งแรง และไม่เคยมีอาการผิดปกติให้เห็นมาก่อน แต่อยู่ดีๆ กลับมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกอึดอัด เหนื่อยเกิดขึ้น ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลาอาจหัวใจวายได้

อาการผิดปกติที่สำคัญที่สุดของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันสามารถสังเกตได้คือจะมีอาการแน่นหน้าอก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นตรงกลางอกและมักเป็นนานเกินนาทีขึ้นไป โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่กรามหรือไหล่โดยเฉพาะไหล่ซ้าย ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ในคนป่วยบางรายอาจไม่มีอาการแน่นหน้าอก แต่จะมีอาการเหนื่อยและมีเหงื่อแตกร่วมด้วย ซึ่งอาการแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังไว้ก่อน เพราะสาเหตุอาจจะมาจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจได้ และถ้าอาการเป็นแบบนี้ก็จำเป็นต้องไปพบแพทย์ในทันที ขืนปล่อยไว้มีโอกาสเสียชีวิตได้เลย ทุกนาทีที่เสียไปขณะที่คุณเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันบ่งบอกได้เลยว่าอนาคตของคุณจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงภาวะหัวใจวาย

ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงเบาหวาน การสูบบุหรี่ ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคอ้วน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย ซึ่งต้องยอมรับว่าด้วยไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ โดยเฉพาะคนเมืองที่ค่อนข้างผูกชีวิตไว้กับความเร่งรีบ จึงทำให้หลายๆ คนไม่ค่อยได้คำนึงถึงการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของตัวเอง

ในเรื่องอาหาร ก็ชอบกินอาหารที่ก่อให้เกิดโรคภัย เช่น อาหารที่มันจัด เค็มจัด อาหารที่ไม่มีประโยชน์ประเภทจังก์ฟู้ด หรือพวกเครื่องดื่มประเภทที่มีน้ำตาล อย่างเช่น น้ำอัดลม ถ้ากินประจำทุกวันก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ดี ก่อให้เกิดความเครียดตามมา ยิ่งเครียดเรื้อรังก็จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดได้ บางคนหันมากินเหล้าสูบบุหรี่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหนักเพิ่มขึ้นอีก

แม้ในคนปกติหรือคนที่มีสุขภาพดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเกิดอาการหัวใจวายฉับพลัน และเสียชีวิตได้ โดยบางคนคิดว่าตัวเองสุขภาพดี ทว่า อาจเป็นโรคหัวใจในระยะเริ่มแรกโดยที่ไม่รู้ตัว หากยังจำกันได้ย้อนไปเมื่อหลายปี มาร์ก วิเวียน โฟเอ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติแคเมอรูน ต้องเสียชีวิตลงกลางสนาม เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ปัจจุบันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า การนอนกรนรุนแรงที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ เนื่องจากการหยุดหายใจขณะหลับทำให้ขาดออกซิเจน ซึ่งทำให้หลอดเลือดเสื่อม และส่งผลกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องทำการตรวจหัวใจและปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต รวมถึงทำการรักษาโรคที่เป็นอยู่ เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การตรวจวินิจฉัย   

กุญแจสำคัญของการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ที่เกิดจากการมีลิ่มเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน คือทุกนาทีที่เสียไปขณะที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน สามารถบอกได้ว่าอนาคตของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร ถ้ามีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น แน่นหน้าอกเฉียบพลัน เหนื่อย หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือไม่ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะแพทย์จะสามารถทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าและให้การวินิจฉัยได้ภายใน 5 นาที

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กำหนดโกลเด้นพีเรียดไว้ที่ 60 นาที นั่นหมายถึงเมื่อผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลัน และมาถึงโรงพยาบาล แพทย์สามารถให้การรักษาโดยการเปิดเส้นเลือดหัวใจได้ภายใน 60 นาที ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษากล้ามเนื้อหัวใจที่ดีของผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากภาวะหัวใจโต และกลับมามีชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด

หลายคนบอกว่าดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านั้นเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบมานาน ทำให้เขาไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ โดยศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้บริการดูแลด้านหัวใจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ตลอดจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

การตรวจวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันของศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีอยู่ 4 แบบ ได้แก่ การซักประวัติและอาการของผู้ป่วย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การถ่ายภาพรังสีของทรวงอก และการสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization or Coronary Angiogram) โดยเฉพาะการสวนหัวใจ เป็นกระบวนการที่ล่วงล้ำร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่า หลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบ-ตันบ้างหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงเพียงใด ลิ้นหัวใจเปิดปิดได้ดีแค่ไหน อีกทั้งยังสามารถวัดความดันภายในหัวใจและส่วนต่างๆ ของหัวใจได้ด้วย

“ระหว่างการสวนหัวใจจะมีสายน้ำเกลือเส้นเล็กที่แขนและต้องติดขั้วสื่อไฟฟ้า (Electrode) ที่หน้าอกและขา หลังจากฉีดยาชาเฉพาะที่แขนหรือขาหนีบ แล้วแพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กบริเวณนั้นแล้วใส่สายสวนขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดจนถึงหัวใจ จากนั้นแพทย์จะฉีดสารทึบรังสีเข้าไปตามหลอดเลือดหัวใจ แล้วใช้เครื่องเอกซเรย์ถ่ายภาพหลอดเลือดเป็นชุดอย่างรวดเร็ว ภาพที่ได้แสดงให้เห็นช่องทางไหลของหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างละเอียด โดยขั้นตอนการสวนหัวใจและฉีดสีใช้เวลาประมาณ 30–60 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย

 

คัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยนวัตกรรม ‘NIPT’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 14:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/474331

คัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ ด้วยนวัตกรรม ‘NIPT’

 โดย…เบญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากข้อมูลวารสารทางการแพทย์เกี่ยวกับอุบัติการณ์ในวงการสูตินรีเวชปี 2559 พบว่า สถิติคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากจะมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความผิดปกติของโครโมโซม ที่มีผลต่อพัฒนาการและสติปัญญาของเด็กตามมาหลังจากคลอดแล้ว ซึ่งจากสถิติมีอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ ในปัจจุบันสามารถตรวจ DNA อิสระของลูก เพื่อหาความเสี่ยงอาการพิการของทารกหรือไมโครดีลีทชั่นซินโดรมด้วยนวัตกรรม ที่เรียกว่า “NIPT”

นพ.เทวินทร์ เดชเทวพร ที่ปรึกษาทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ N Health เปิดเผยว่า การตรวจด้วยวิธี NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) เป็นการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารกในครรภ์จากเลือดของคุณแม่เพื่อคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 99% เป็นการตรวจที่ไม่มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์และสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจหาภาวะความผิดปกติแบบอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการไมโครดิลีทชั่นซินโดรม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในทุกช่วงอายุ

ปัจจุบัน  N Health LaboratoryServices ให้บริการในการตรวจคัดกรองก่อนคลอดโดยใช้วิธี NIPT ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรอง DNA อิสระของลูกเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดแม่ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายเทคนิค โดยการตรวจวิเคราะห์ทางด้านพันธุกรรมด้วยวิธีดังกล่าว ไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร

หลักการตรวจวิเคราะห์ทั่วไปของ NIPT ในระหว่างที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น ดีเอ็นเอบางส่วนจากลูกน้อยจะเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ ดีเอ็นเอเหล่านี้ มีการจัดเรียงตัวเป็นสายยาวๆ เรียกว่า โครโมโซม ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของทารก การตรวจ NIPT จะทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของลูกที่อยู่ในเลือดของแม่ เพื่อหาภาวะความผิดปกติของโครโมโซมที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของลูก ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองระหว่างการตั้งครรภ์ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อลูก เพียงแค่เก็บตัวอย่างเลือดจากแม่เท่านั้น แล้วจึงนำส่งตรวจไปยังห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ตามคำแนะนำของ ISPD (International Society for Prenatal Diagnosis) ผู้ที่ควรได้รับการตรวจ NIPT  คือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปที่มีความกังวลต่อสุขภาพของลูกในครรภ์ หรือในรายที่มีประวัติคนในครอบครัวมีความผิดปกติของโครโมโซมมาก่อน หรือในรายที่มีความผิดปกติหลังจากการตรวจพบด้วยการอัลตราซาวด์ สามารถรับการตรวจ NIPT ได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การตรวจ NIPT ยังสามารถตรวจคัดกรองเพิ่มเติมในกลุ่มไมโครดีลีทชั่นซินโดรมได้อีกด้วย ซึ่งกลุ่มอาการนี้เกิดจากการขาดหายไปของโครโมโซมขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ หรืออัลตราซาวด์ ไม่ใช่ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเองขณะปฏิสนธิ พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก โดยบางโรคในกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาการดิจอร์จ จะมีความชุกอยู่ที่ประมาณ 1:2000-4000 ทั้งนี้ ทารกที่เกิดมาพร้อมกับกลุ่มไมโครดีลีทชั่นซินโดรม มักจะมีอาการบกพร่องทางสติปัญญา ความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย เช่น หัวใจและระบบอื่นๆ ในร่างกาย เด็กอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ เป็นต้น

 

Modified Side-Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/474330

Modified Side-Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Anatanasana สำหรับเวอร์ชั่น B จะเป็นการต่อท่าจากเวอร์ชั่น A โดยเป็นการผสมกับท่านางเงือก (Marmaid Pose) และต้องใช้การทรงตัวจากลำตัวด้านข้างมากกว่าเวอร์ชั่น A ท่านี้ช่วยยืดเอว ยืดไหล่ ยืดหน้าขา ช่วยบรรเทาอาการปวดเอว ปวดไหล่ได้ และเนื่องจากเป็นท่าอาสนะในตระกูลนอน เราจึงรู้สึกสบายไปด้วยในขณะค้างท่า หากใครรู้สึกตึงมากเกินไปให้ฝึกแบบออปชั่น ยังไม่ต้องรีบทำให้สุด ลองสังเกตร่างกายเมื่อพร้อมแล้วค่อยลองทำให้มากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.ต่อจากท่าเวอร์ชั่น A ให้เริ่มเป็นท่าเตรียม

 

2.พับฝ่าเท้าขวาเข้ามาที่บริเวณข้อพับศอก แขนขวา (ออปชั่น) หายใจเข้าออกประมาณ 30 วินาที ค้างท่าสักครู่

 

3.ส่งแขนซ้ายมาคล้องกะแขนขวาเหมือนท่านางเงือก ศีรษะอยู่บนท่อนแขน

 

4.หายใจออก กดท่อนแขนลงไปแนบกับพื้น ก้มหน้าเพื่อผ่อนคลายต้นคอ ศีรษะทับท่อนแขนเอาไว้ ค้างท่าสักครู่ใหญ่ หายใจเข้าออก อาจค้างท่าประมาณ 1 นาที แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า จากนั้นลองฝึกสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

เลือกกินให้ดีช่วยคุณมีแรงตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473704

เลือกกินให้ดีช่วยคุณมีแรงตลอดวัน

โดย…สมแขก ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แก้อาการง่วงนอนตอนบ่ายยังไงโดยไม่ต้องดื่มกาแฟ? กินอะไรดีถึงจะมีพลังทำงานได้ทั้งวันโดยไม่เพลีย? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและพยายามหาคำตอบอยู่เสมอ รวมทั้งผู้เขียนเองก็เช่นกัน หลายเสียงแนะนำว่ามื้อเช้าต้องกินอย่างราชา ใส่เต็มตั้งแต่เนื้อสัตว์และข้าวจนแน่นท้อง บางคนอ้างว่าเวลาน้อย ก็หาทางออกด้วยการงดมื้อเช้าไปเลย แต่ถ้าลองสังเกตตัวเองดูก็จะรู้สึกว่าเรี่ยวแรงพลังยังไม่มาเต็มร้อย ยังคงง่วง เพลีย และไม่สดชื่นอยู่เหมือนเดิม แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ เพราะมีวิธีธรรมชาติที่จะช่วยรักษาร่างกาย โดยเลือกให้อาหารเป็นยาและช่วยให้คุณมีแรงตลอดวัน

เลือกกินคาร์บดี

ถ้าคุณเป็นคนชอบกินแป้ง ให้เลือกกินข้าวแทนกินขนมปัง แต่หากรู้สึกอยากกินขนมปังกับเนยถั่วขึ้นมา ขอให้เลือกเป็นขนมปังโฮลเกรนแทนขนมปังขาว เพราะแม้ว่าแป้งขัดขาวจะทำให้รู้สึกมีพลังขึ้นฉับพลัน แต่ก็จะทำให้คุณรู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างรวดเร็วพอกัน ธัญพืชขัดสีน้อยหรือยังไม่ผ่านการแปรรูปจะช่วยให้พลังงานที่ดี ดังนั้นหากต้องการเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยพลัง ให้ลองรับประทานขนมปังโฮลวีต ปวยเล้งสุก มะเขือเทศย่าง และไข่ต้ม ผักปวยเล้งและมะเขือเทศจะให้วิตามินที่จำเป็น และช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

 

ลองกินผลไม้เป็นอาหารเช้า

สำหรับคนที่เวลาน้อยหรือไม่อยากกินมื้อเช้าหนักมาก การเลือกผักผลไม้เป็นพระเอกในมื้อเช้าก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะผลไม้มีคาร์โบไฮเดรตอย่างดี มีน้ำตาลจากธรรมชาติ ช่วยให้รู้สึกสดชื่น เพราะนอกจากกากใยที่เป็นส่วนประกอบสำคัญแล้วยังมีวิตามินสูง ยิ่งหากเป็นฝรั่ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ จะมีวิตามินซีสูง ช่วยเปลี่ยนไขมันในร่างกายให้เป็นพลังงาน สำหรับเมนูน้ำปั่นมื้อเช้า เช่น ปั่นผักโขมกับผลไม้รสหวาน เช่น กล้วย ถ้าไม่อิ่มให้เพิ่มปริมาณผักหรือผลไม้ให้มากขึ้น จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง จากอ่อนเพลียจะกระปรี้กระเปร่า แถมขับถ่ายดีขึ้นด้วย ที่สำคัญผลพลอยได้คือหน้าท้องแบนราบลงด้วย

ข้อแนะนำ การรวมผลไม้มากกว่าหนึ่งชนิดเพื่อป้องกันอาการท้องอืด ให้เลือกผลไม้ประเภทเมลอนหรือน้ำเยอะ กินอย่างเดียวไม่รวมกับอย่างอื่น ผลไม้รสหวานปั่นรวมกับผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานได้ แต่ไม่รวมกับรสเปรี้ยว เช่น กล้วยปั่นรวมกับแอปเปิ้ลหรือมะม่วงได้ แต่กล้วยไม่ควรรวมกับมะนาว ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานปั่นรวมกับผลไม้รสเปรี้ยวได้ เช่น เสาวรสรวมกับแอปเปิ้ล

 

เปลี่ยนเครื่องดื่มระหว่างวัน

การดื่มน้ำมะนาวจะช่วยย่อยอาหาร เพราะมะนาวเป็นกรดและมีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหาร วิธีการคือให้บีบมะนาวใส่น้ำอุ่น และน้ำผึ้งเล็กน้อย ผสมและดื่มก่อนอาหาร 20 นาที แต่หากใครชอบดื่มน้ำเย็น แนะนำให้ใส่น้ำแข็งดื่มตอนบ่าย ข้อควรระวังคือไม่ดื่มน้ำมะนาวในมื้ออาหาร หรือหลังอาหารทันที เพราะเครื่องดื่มเย็นๆ จะไปรบกวนระบบย่อยอาหาร ทำให้ไม่สบายท้องได้ นอกจากน้ำมะนาว คนที่ติดน้ำอัดลมแต่อยากเปลี่ยนพฤติกรรม ลองใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1 แก้ว จะช่วยให้สดชื่น และทำให้อยากน้ำอัดลมน้อยลง แต่อร่อยสดชื่นไม่แพ้กัน

อินทผลัมเพิ่มพลังงาน

ตอนนี้กระแสนิยมของอินทผลัมในบ้านเรายังดีอยู่มากค่ะ เพราะอินทผลัมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานเร็ว กินแล้วมีแรง เพราะประกอบด้วย น้ำตาลจากธรรมชาติ และสารอาหารอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินเอและบี 6 ให้พลังงานสูง แต่ทั้งนี้ต้องกินในปริมาณที่พอดี เลือกแบบที่เป็นอินทผลัม 100% ไม่เคลือบน้ำตาล หากไม่ได้ใช้แรงร่างกายมากแนะนำให้กิน 1-3 เม็ด ขณะท้องว่างกินแทนขนมก็ได้ หรือนำไปแช่น้ำแล้วปั่นรวมกับสมูทตี้ผัก จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยและกินง่ายขึ้น