Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ยังทำใจไม่ได้! หัวใจแม่สลาย ลูกสาวสังเวยชีวิตแผ่นดินไหวที่ตุรกี

Posted on February 10, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709926

ยังทำใจไม่ได้! หัวใจแม่สลาย ลูกสาวสังเวยชีวิตแผ่นดินไหวที่ตุรกี

ยังทำใจไม่ได้! หัวใจแม่สลาย ลูกสาวสังเวยชีวิตแผ่นดินไหวที่ตุรกี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.33 น.

ยังทำใจไม่ได้! หัวใจแม่สลาย ลูกสาวสังเวยชีวิตแผ่นดินไหวที่ตุรกี วอนนำร่างกลับบ้านเกิดด้วย

9 กุมภาพันธ์ 2566 ความคืบหน้าจากเหตุแผ่นดินไหวในตุรกี โดยถูกพบที่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารในเมือง Iskenderun ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว มีหญิงชาวไทย 1 ราย เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในตุรกี ถูกพบใต้ซากปรักหักพังของอาคารในเมืองอิสเกนเดอรุน ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว 

สถานทูตได้แจ้งไปยังครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตแล้ว กำลังเร่งประสานงานกับทางการตุรกีเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทราบชื่อ น.ส.ชไมพร หอมสันเทียะ อายุ 29 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 1 บ้านห้วยแย้ ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ 

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 1 บ้านห้วยแย้ ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ได้พบกับนางบุญชู หอมสันเทียะ อายุ 56 ปี ผู้เป็นแม่ และนายเคน หอมสันเทียระ อายุ 53 ปี ผู้พ่อ ของน.ส.ชไมพร ซึ่งมีเพื่อนบ้านและหน่วยงานราชการในพื้นที่ ลงมาตรวจสอบและให้กำลังใจกับพ่อกับแม่ของน.ส.ชไมพร ที่ได้มาด่วนเสียชีวิตของลูกเสียที่ชีวิตอย่างกะทันหันในต่างแดน

นางบูญชู ได้เล่าให้ฟังว่า ด้วยฐานะทางบ้านฐานะยากจน น.ส.ชไมพร หรือน้องดาว ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตจึงดิ้นรนไปทำงานนวดแผนโบราณ หรือนวดสปา ที่ประเทศจอร์เจีย มากว่า 5 ปีแล้ว และได้ย้ายมาทำงานที่ประเทศตรุกี เมื่อไม่นานมานี้ หลังโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

ครั้งสุดท้ายได้โทรคุยกับน้องดาวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนเกิดแผ่นดินไหววันอาทิตย์ยังไม่ทราบว่าน้องดาวเสียชีวิต แต่ติดต่อกับลูกสาวตน้องไม่ได้ จนมาทราบอีกว่ามีคนไทยเสียชีวิต 1 คน และเป็นคนชัยภูมิ 

เมื่อมองเห็นภาพตามข่าวมั่นใจทันทีเป็นน้องดาว ลูกสาวตัวเอง ตนเองและครอบครัวแทบช็อก เพราะน้องดาวนับว่าเป็นเสาหลักของครอบครัว หาเงินส่งมาให้พ่อแม่เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวเป็นประจำ และก่อนที่น้องดาวจะเสียชีวิต ได้ฝันเห็นน้องดาวกลับมาบ้านเป็นเด็กเล็กนั่งเล่นที่หน้าบ้าน เมื่อแม่เรียกได้หายตัวไป และอยากฝากวอนถึงรัฐบาลช่วยนำร่างห้องดาวกลับบ้านเกิดที่ชัยภูมิ.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คนทำงานหนัก! หมอห่วงเกิดโรคคาโรชิ (Karoshi) หรือเรียกว่าทำงานจนตาย

Posted on February 10, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709902

คนทำงานหนัก! หมอห่วงเกิดโรคคาโรชิ (Karoshi) หรือเรียกว่าทำงานจนตาย

คนทำงานหนัก! หมอห่วงเกิดโรคคาโรชิ (Karoshi) หรือเรียกว่าทำงานจนตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.06 น.

9 กุมภาพันธ์ 2566 โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ ห่วงใยคนทำงานหนักจนเกิด โรค Karoshi หรือ ที่เรียกว่าทำงานจนตาย โรค Karoshi หรือ ที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน และ เกาหลีใต้ เป็นการที่ทำงานหนักจนเกิดโรคทางหัวใจและเส้นเลือดสมอง โดยเกณฑ์การวินิจฉัยที่ประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันจะคล้ายกัน แต่ที่ประเทศเกาหลีใต้จะต่างกันออกไป โดยพบว่าปัจจัยสำคัญมากสองอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Karoshi คือ ระยะเวลาทำงานที่ยาวนาน และมีความเครียดในงานมากเกินไป

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า โรค Karoshi หรือ ที่เรียกว่าทำงานจนตาย เป็นปัญหาต่อเนื่องในสังคมการทำงานของประเทศญี่ปุ่นมาเป็นเวลานานเกือบ 50 ปี จนเกิดคำศัพท์ “คาโรชิ” (Karoshi) ขึ้น ถ้าแปลตามอักษรคันจิทีละตัว คำว่า ka = มากเกินไป / ro = การทำงาน / shi = ความตาย) และคำว่า “Karoshi” ถูกนำไปใส่ไว้ในพจนานุกรม Oxford English Dictionary ปี 2002 สาเหตุของ Karoshi เมื่อมีความเครียดสมองจะสั่ง ให้หลั่งฮอร์โมน เราเรียกว่า sympathetic adrenomedullary system 

โดยจะหลั่งฮอร์โมน catecholamine ออกมาสองตัวคือ epinephrine และ norepinephrine และต่อมไต้สมองโดย hypothalamic pituitary adrenocortical system จะหลั่งcortisol ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เราเรียกว่าตัวชี้วัดความเครียด (stress indicator) เนื่องจากจะวัดได้ในเลือดและปัสสาวะเวลาร่างกายเกิดความเครียด

เมื่อเกิดความเครียดฮอร์โมนเหล่านี้จะถูกหลั่งออกมาในเลือดทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงาน น้ำตาล และกรดไขมัน ทำให้เกิดการตอบสนองต่อความเครียดซึ่งเป็นปฏิกิริยาช่วยชีวิตในคน โดยเฉพาะเมื่อเจอภาวะฉุกเฉิน เมื่อมนุษย์พบเหตุการณ์เครียดก็จะมีกลไกตอบสนอง เพื่อลดความเครียดนั้นลง การตอบสนองขึ้นกับสภาวะทางสรีระหรือจิตใจของคนนั้นๆ

ถ้าไม่สามารถจัดการความเครียดได้ก็จะหลงเหลือความเครียดอยู่ (residual stress) ซึ่งทำให้เกิดกลไกจิตบังคับกาย หรือแสดงออกทางร่างกาย หรือเกิดโรคได้ ความเครียดที่หลงเหลือทำให้มีระดับ catecholamine สูงในเลือดตลอด และทำให้ความดันโลหิตขึ้น ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดแข็งและหนาตัว เกิดความดันเลือดสูงขึ้นอีก และทำให้เป็นโรคของหลอดเลือด

นอกจากนี้ ฮอร์โมนเหล่านี้ยังทำให้เกิดระดับไขมันในเลือดสูง มีการแข็งตัวของเลือด และหลอดเลือดตีบ โดยฮอร์โมน epinephrine และ norepinephrine จะเกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ส่วน cortisol ยังทำให้เกิดโรคของหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ลดภูมิคุ้มกัน และภาวะพุทธิปัญญาเสื่อมลง มีงานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ทำงานมากกว่าสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงจะมีระดับ cortisol สูงเป็นสองเท่าของผู้หญิงที่ทำงานปานกลาง

นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี  เปิดเผยว่า การทำงานจนตาย ยังมีปัจจัยทางจิตวิทยาเช่นปัจจัยเรื่อง job demand control ตามทฤษฏีของ Karasek และ Theorell ถ้าเกิดความไม่สมดุลกันระหว่างความต้องการจากงาน (Job demand) กับการควบคุมงาน (Job control) อาทิ มีความต้องการปริมาณงาน เช่นงานที่ต้องใช้ทักษะ แต่คนทำงานไม่มีประสบการณ์ทำให้ไม่สามารถควบคุมงานให้เป็นไปดังใจได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดขึ้น Work-life balance เป็นภาวะที่มีความสมดุลโดยคนทำงานสามารถจัดลำดับความสำคัญให้เกิดความเท่ากัน ระหว่างสิ่งที่ทุ่มเทให้กับงานเท่ากับสิ่งที่ทุ่มเทให้กับชีวิตส่วนตัว 

เหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถเกิด work life balance ได้คือ การเพิ่มความรับผิดชอบในงานทำให้ทิ้งงานไม่ได้ การทำงานมากชั่วโมงเกินไป การเพิ่มความรับผิดชอบหน้าที่ที่บ้าน การมีลูก การมี work-life balance จะทำให้เกิดผลเชิงบวกหลายอย่างเช่น ลดความเครียด ลดโอกาสหมดไฟ และมีความรู้สึกว่าตนเองมีความสบายใจ นายจ้างที่มุ่งมั่นจะจัดสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้สนับสนุน work-life balance กับลูกจ้างจะช่วยลดค่าใช้จ่าย มีการลาป่วยน้อยลง และลูกจ้างจะมีความภักดีและทำงานให้เต็มที่ การแบ่งชั่วโมงทำงาน และชั่วโมงอยู่บ้านนั้นไม่เพียงพอที่จะเป็น work life balance เพราะเรามักจะทำไม่ได้  สิ่งที่ดีกว่าคือเวลาที่ยืดหยุ่น

โดยการทำสิ่งต่างๆที่เป็นงาน และสามารถใช้เวลาในการสนุกสนานกับชีวิตส่วนตัวไปด้วย โดยอาจมีบางวันที่ทำงานนานขึ้น เพื่อให้มีเวลาที่เหลือในสัปดาห์นั้นเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ มีวิธีการทำงานเพื่อให้เกิด work life balance คือ

(1) การยอมรับว่าไม่มี work life balance ที่สมบูรณ์แบบเช่นทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือในชั่วโมงทำงานไม่ต้องมาคิดเรื่องการเรียนของลูก ในความเป็นจริงบางวันเราจะเน้นงานมาก เนื่องจากสนุกและมีสมาธิ บางวันเราอาจเน้นเวลาส่วนตัวและครอบครัวมากกว่าเวลาทำงาน การรักษาสมดุลให้ได้จะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ออกแบบวันต่อวัน แต่ควรเปิดตัวเองให้ย้อนกลับและประเมินความต้องการของเราเองให้ได้ว่าเราต้องการอะไร 

(2) ทำงานที่ตัวเองชอบ ไม่จำเป็นที่เราต้องรักงานเราในทุกด้านแต่น่าจะมีด้านใดด้านหนึ่งกระตุ้นให้เราอยากลุกจากที่นอนไปทำงานในตอนเช้า ถ้างานของเราทำให้เราเครียด วิตกกังวล และกินเวลาพักผ่อน ส่วนตัว งานนั้นน่าจะมีปัญหา ถึงเวลาที่ต้องหางานใหม่ 

(3) สุขภาพเราสำคัญที่สุดทั้งสุขภาพกายและจิต ถ้าต้องรักษาก็รีบไปรักษาแม้จะต้องเลิกงานก่อนเวลาหรือต้องหยุดงานเราอาจจะทำงานได้น้อยลง แต่เราจะมีความสุขมากขึ้น และทำงานได้ผลผลิตมากขึ้น

(4) อย่ากลัวที่จะถอดปลั๊กตัวเองหรือหยุดพักร้อน การถอดปลั๊กง่ายๆ คืออ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวกับงาน เป็นหนังสือที่เราอยากอ่าน นั่งสมาธิ เลิกการติดต่อที่เกี่ยวกับงานทุกอย่างชั่วขณะหนึ่ง การหยุดพักร้อนเป็นเวลาหลายวันเพื่อ recharge ตัวเอง

(5) พยายามหาเวลาให้ครอบครัว อย่างสัญญาอะไรที่ทำไม่ได้ ให้นึกไว้ว่าครอบครัวสำคัญรองจากสุขภาพ

(6) ตั้งระยะเวลาการทำงาน เพื่อป้องกันการหมดไฟ เมื่อเลิกงานควรหยุดคิดเรื่องงานหรือตอบปัญหา email 

(7) ตั้งเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญโดยจัดเวลา ตัดงานที่ไม่มีคุณค่าหรือไม่มีความสำคัญก่อน เลิกดู social ระหว่างทำงาน เพราะจะดึงสมาธิ การที่เรามุทำงานจะเพิ่มผลผลิตซึ่งหมายถึงเวลาว่างที่มากขึ้น เพื่อที่จะมีเวลาผ่อนคลายหลังเลิกงาน.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เมนูเด็ด! ‘แกงปลิงทะเล’เผ็ดร้อนจัดจ้าน คนจีนเชื่อกินแล้วฟิตปั๋ง

Posted on February 10, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709898

เมนูเด็ด! 'แกงปลิงทะเล'เผ็ดร้อนจัดจ้าน คนจีนเชื่อกินแล้วฟิตปั๋ง

เมนูเด็ด! ‘แกงปลิงทะเล’เผ็ดร้อนจัดจ้าน คนจีนเชื่อกินแล้วฟิตปั๋ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.53 น.

ชาวบ้านเกาะมุก อ.กันตัง จ.ตรัง ออกไปหาปลิงกาหมาด ซึ่งเป็นปลิงทะเลชนิดหนึ่งในช่วงกลางดึกหลังน้ำลด นำมาต้มสุกและทำเมนูแกงเผ็ดรสจัดจ้าน ขายถ้วยละ 500 บาท ซึ่ง 1 ปีจะมีให้กินแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น คนจีนเชื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เลือดลมไหลเวียนดี

9 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เกาะมุกการ์เด้นบีชรีสอร์ท ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ได้โชว์เมนูเด็ดประจำร้าน ซึ่ง 1 ปีจะมีให้กินแค่ 1 ครั้ง นั่นคือแกงเผ็ดปลิงกาหมาด ซึ่งเป็นปลิงทะเลชนิดหนึ่ง พบมากตามฤดูกาลในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยชาวบ้านอาศัยช่วงน้ำลงระหว่าง 00.30 – 03.00 น. ออกหาปลิงกาหมาด นำมาขายในราคากิโลกรัมละ 300 บาท

แต่หากนำไปตากแห้งราคาจะสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 2,000 -3,000 บาท ซึ่งหาได้เท่าไหร่ก็ไม่พอขาย เนื่องจากมีพ่อค้ารับซื้อส่งไปขายยังประเทศจีน มาเลเซีย ไต้หวัน และฮ่องกง ซึ่งกลุ่มชาวจีนนิยมรับประทานกันมาก เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี แก้อาการมือเท้าชา และที่สำคัญคือเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศสำหรับผู้ชายได้ดีอีกด้วย

ในช่วงนี้หากนักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เกาะมุก สามารถสั่งเมนูแกงเผ็ดปลิงกาหมาด หรือแกงยี่เสะ มารับประทานได้ ในราคาถ้วยละ 500 บาท รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน ด้วยเครื่องแกงกะทิ ข่าอ่อน ตะไคร้ ใบมะกรูด ลักษณะคล้ายแกงคั่วพริก หอมเครื่องเทศสมุนไพร เคี้ยวหนึบๆ คล้ายหมึกกระดอง ซึ่ง 1 ปี จะมีขายราว 2-3 เดือนนี้เท่านั้น

โดยลูกค้าชาวจีนนิยมสั่งเมนูนี้มารับประทานกันมาก ซึ่งเจ้าของร้านได้สั่งซื้อเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง เพื่อให้ลูกค้าทัวร์จีนที่เริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวบนเกาะมุก อ.กันตัง จ.ตรัง ในช่วงไฮซีซั่นได้รับประทานยาวไปจนถึงประมาณปลายเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากเมนูปลิงกาหมาด ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมนูเด็ดที่นักท่องเที่ยวชาวจีน ต้องไม่พลาดสั่งมารับประทาน

นอกจากนี้ ปลิงกาหมาด ยังสามารถนำมาเคี่ยวทำน้ำมันปลิงกาหมาด บรรเทาอาการแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาแผลสด บรรเทาอาการเจ็บปวดและเชื่อว่าลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้ดีอีกด้วย โดยนำมาทำยำ ลาบ ต้มซุป ก็จะให้รสชาติที่หนึบหนับ แต่เริ่มหาได้ยากเพราะได้ราคาดี ชาวบ้านจึงนิยมขายมากกว่ากินเองในครอบครัว

ด้านนางพัชรินทร์ ทองวารี อายุ 53 ปี เจ้าของร้านเกาะมุกการ์เด้นบีชรีสอร์ท กล่าวว่า  แกงปลิงกาหมาดหรือแกงยี่เสะ ได้มาจากเกาะมุก รับซื้อมากิโลละ 300 บาท กินแล้วเลือดลมจะดีขึ้น ผู้หญิงถ้าเวียนหัว เย็นๆ ร้อนๆ อาการไม่ดีเท่าไหร่ มือซีด ถ้ากินเข้าไปจะทำให้เลือดสูบฉีด นิ้วมือแดงขึ้น ไม่เวียนหัว

ส่วนผู้ชายเชื่อว่าจะเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดี ซึ่งอาทิตย์หนึ่งถ้ามีคนไทยหรือคนจีนมาก็ขายได้ ส่วนมากเป็นชาวจีนและชาวจีนที่มาจากมาเลเซียต่อเดือนรับซื้อไม่เยอะเพราะหาไม่ได้ทุกวัน ถ้าเป็นปลิงกาหมาดจะมีมากช่วงธันวาคม-มกราคม แล้วทางร้านจะซื้อเก็บเอาไว้ เพราะหน้าร้อนมากก็ไม่มี.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ร.ร.แสลงโทนพิทยาคม’ ทำศูนย์เรียนรู้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709894

'ร.ร.แสลงโทนพิทยาคม' ทำศูนย์เรียนรู้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

‘ร.ร.แสลงโทนพิทยาคม’ ทำศูนย์เรียนรู้ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.26 น.

โรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม จ.บุรีรัมย์ ได้ใช้พื้นที่ภายในโรงเรียน ส่งเสริมให้นักเรียน ทำกิจกรรมด้านการเกษตร ทั้งการปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ โดยการน้อมนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปฎิบัติใช้ เพื่อมุ่งหวังให้นักเรียนสามารถพึ่งพาตนเองได้

9 กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์  ต.แสลงโทน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามนโยบายและจุดเน้นของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

โดยเฉพาะด้านคุณภาพผู้เรียน ที่โรงเรียนมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ ด้านวิชาการและทักษะอาชีพ ตามบริบทสถานศึกษา ตามศักยภาพและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสำคัญ และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้มีอาชีพและมีงานทำในอนาคต

นายชนมพันธ์ ทรัพย์ศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการขับเคลื่อน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา โดยการพัฒนาหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการต่อยอดกระบวนการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และทุกกิจกรรม ทั้งในและนอกห้องเรียน จากแหล่งเรียนรู้จริง ที่หลากหลายภายในโรงเรียน เพื่อสร้างโรงเรียนให้เปรียบเสมือนบ้าน

ภายใต้การดำเนินงานของ ฐานยุวเกษตรกร โรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีทักษะอาชีพติดตัว เพื่อเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิต โดยการส่งเสริมให้นักเรียนฝึกอาชีพที่หลากหลาย ในฐานยุวเกษตร เป็นการจัดกิจกรรมเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์

ผอ.โรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม กล่าวต่อว่า จากการดำเนินการตามนโยบายของ สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้โรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม ได้รับประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นสถานศึกษาพอเพียงในปี พ.ศ. 2556 และได้รับรางวัลเป็นสถานศึกษาพอเพียง ที่มีผลการปฏิบัติงานเป็นเลิศระดับชาติ (สปล.) จากมูลนิธิยุวสถิรคุณ แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อน และพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง และมีคุณภาพ เป็นแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี

ด้าน น.ส.มินตรา กันยาเลิศ ครูผู้รับผิดชอบโครงการปลูกผัก กล่าวว่าทางโรงเรียนฯ ได้จัดสรรพื้นที่ด้านหลังจำนวน 3 เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยมอบหมายให้นักเรียนในทุกระดับชั้น เป็นผู้ดำเนินการรับผิดชอบ  1 ห้อง 1 โครงการ ทั้งการปลูกพืชผักสมุนไพรและสวนครัว การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การเพาะเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า การเลี้ยงกบและปลาดุกในกระชัง

ซึ่งผลผลิตที่ได้นักเรียนจะนำไปจำหน่ายให้กับคณะครู เพื่อนนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนต่างๆในพื้นที่ ส่วนรายได้นำไปฝากไว้กับธนาคารโรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม ในชื่อบัญชีของแต่ละห้องเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้รู้จักการออม การบริหารเงินที่ได้จากการจำหน่ายผลผลิต รวมทั้งนำความรู้ที่ได้รับไปช่วยผู้ปกครอง ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

ขณะที่ น.ส.ศุภจิตรา พรหมบุตร ชั้น ม.4 กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้ส่งเสริมให้นักเรียนปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ฐานยุวเกษตร ในทุกๆภาคเรียน ซึ่งผักที่ปลูกมีจนวนหลายชนิดทั้งผักสวนครัว และผักไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งการที่โรงเรียนส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ ได้มีการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้รับประทาน และได้ร่วมกันทำกิจกรรมกลุ่ม รวมทั้งยังได้ฝึกทักษะการตลาด เรียนรู้วิธีการทำบัญชีรายรับ รายจ่าย

ทั้งนี้ โรงเรียนแสลงโทนพิทยาคม ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพสถานศึกษาให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ศรร.) ต่อไป.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โซเชียลเดือด!! เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ลาดยางมะตอยทับต้นไม้เป็นลานจอดรถ

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709890

โซเชียลเดือด!! เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ลาดยางมะตอยทับต้นไม้เป็นลานจอดรถ

โซเชียลเดือด!! เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ลาดยางมะตอยทับต้นไม้เป็นลานจอดรถ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.13 น.

9 ก.พ.66 เพจเฟซบุ๊ก อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 6 โพสต์ภาพต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกราดด้วยยางมะตอยหลยต้นจนมิดลำต้น โดยระบุข้อความว่า “ใช้สมองส่วนไหนคิด..คิดได้ไง..ถถถ ความชุ่ยของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายสิบต้นใกล้ๆกับทางขึ้นที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ถูกราดด้วยยางมะตอยจนมิด เพื่อเคลียร์เป็นที่จอดรถ แต่เทพื้นยางมะตอยแบบนี้ ต้นไม้คงยืนต้นตายแน่นอน เพราะ


1) ปิดพื้นผิวดินไม่ให้น้ำซึมลงดิน (ต้นไม้จะไม่ได้รับน้ำ)
2) ปิดรัดโคนต้นไม้ไว้ไม่ให้สามารถเติบโตขยายต้นได้


น่าจะเป็นความชุ่ยของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือเป็นเจตนาทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายในที่สุด อยากถามจริงๆ ว่าทำไมอุทยานจึงจัดการดูแลป่าแบบคนไม่มีความรู้เลย ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ตลกคือ ต้นไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หากชาวบ้านลักลอบตัดไม้ โทษจำคุก แต่เจ้าหน้าที่มีสิทธ์ทำให้ต้นไม้ป่าเหล่านี้ค่อยๆตายได้อย่างไม่ผิดอะไร”.


ล่าสุด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ได้ออกมาชี้แจงว่า “ขออนุญาตชี้แจงกรณี การเทลานหน้าอาคารสำนักงานโดยทับบริเวณโคนต้นไม้นั้น 1.ปัจจุบันขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการราดยางไพร์มโคท เป็นชั้นยางกันน้ำกันซึมลงผิวจราจร ซึ่งจะมีชั้นหินคลุก และดินลูกรังหนาชั้นละประมาณ 15-20 ซม. 2.ทางเขตฯเชียงดาว ได้แจ้งให้ผู้รับเหมาแก้ไขในวันพรุ่งนี้โดยด่วน ซึ่งจะมีการแก้ไขโดยการขุดรอบๆโคนต้นไม้ออกห่างโคนต้นไม้ประมาณ 1 เมตร เพื่อเปิดบริเวณรอบๆโคนต้นไม้เพื่อให้ต้นไม้หายใจและต้นไม้จะได้เจริญเติบโตในวันข้างหน้าต่อไป

ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ต้องกราบขออภัยในความผิดพลาดครั้งนี้ และจะทำการแก้ไขให้ดีที่สุดโดยด่วน เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก และต้องขอขอบพระคุณท่านอย่างสูง ที่ได้กรุณาแนะนำมาครับ
ขอบคุณครับ” .-008 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Vanchai Tantivitayapitak , อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 6

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รัฐบาลชวนคนถือ‘บัตรทอง’ เพิ่มโอกาสรักษา-คัดกรองความเสี่ยงมะเร็ง 4 รายการฟรี

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709885

รัฐบาลชวนคนถือ‘บัตรทอง’ เพิ่มโอกาสรักษา-คัดกรองความเสี่ยงมะเร็ง 4 รายการฟรี

รัฐบาลชวนคนถือ‘บัตรทอง’ เพิ่มโอกาสรักษา-คัดกรองความเสี่ยงมะเร็ง 4 รายการฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.39 น.

​โฆษกรัฐบาลย้ำ รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้ประชาชน เชิญชวนคนไทยผู้มีสิทธิบัตรทอง เข้าถึงสิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองความเสี่ยง มะเร็งปากมดลูก-ลำไส้-ช่องปาก-เต้านม เพิ่มโอกาสในการรักษามะเร็งให้หายขาด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

9 กุมภาพันธ์ 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตระหนักถึงภัยของโรคมะเร็งซึ่งเป็นโรคร้ายที่คุกคามสุขภาพประชากรทั่วโลกรวมถึงคนไทย จึงได้ร่วมรณรงค์ให้คนไทยดูแลสุขภาพ โดยได้เพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มต้น ให้ได้รับการรักษาโดยเร็วเพื่อการรักษาให้หายขาดได้ภายใต้ระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) โดยจัดสิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง 4 รายการ เพื่อดูแลผู้มีสิทธิให้เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านม 

นายอนุชาฯ กล่าวว่า สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ระบุว่า แต่ละปีมีคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ถึงวันละ 381 คน หรือ 139,206 คนต่อปี และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งวันละ 230 คน หรือ 84,073 คนต่อปี โดย 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในชายไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วน 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทย ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก ด้วยข้อมูลสถานการณ์โรคมะเร็งของประเทศไทยที่ปรากฏนี้ ที่ผ่านมา สปสช. ได้จัดสิทธิประโยชน์บริการที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” อย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมบริการป้องกัน การรักษา ทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา ฮอร์โมน ทั้งตามโปรโตคอลการรักษา 20 ชนิด (Protocol) และการรักษามะเร็งทั่วไป โดยเฉพาะการเข้าถึงยามะเร็งที่มีราคาแพงที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรักษา

ในส่วนของบริการป้องกันและคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งนั้น กองทุนบัตรทองมี 4 สิทธิประโยชน์บริการ ได้แก่ บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สำหรับหญิงไทยทุกสิทธิ อายุ 30-59 ปี และอายุ 15-29 ปี ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย ด้วยวิธีแปปสเมียร์ (Pap Smear) หรือ ตรวจและจี้ด้วยน้ำส้มสายชู (VIA) หรือ ตรวจคัดกรองด้วยวิธี HPV DNA Test โดยมีสิทธิรับบริการตรวจคัดกรอง 1 ครั้ง ทุก 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์บริการวัคซีนเอชพีวีสำหรับเด็กนักเรียนหญิง ชั้น ป.5 ทุกคนทั่วประเทศ บริการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ด้วยวิธีตรวจหาเลือดแฝงในอุจาระ (Fit Test) สำหรับประชาชนอายุ 50–70 ปี จำนวน 1 ครั้งทุก 2 ปี กรณีผลตรวจผิดปกติจะได้รับการตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้องและการเก็บเนื้อเยื่อส่งตรวจ และบริการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก สำหรับประชาชนอายุ 40 ปีขึ้นไปปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีบริการตรวจค้นหาการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม BRCA1/BRCA2 ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเสี่ยงสูง และญาติสายตรงที่มีประวัติครอบครัวตรวจพบยีนกลายพันธุ์ เพื่อค้นหาการกลายพันธุ์ของยีน ทั้งนี้เพื่อเป็นการค้นหาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงและเข้ารับการรักษาก่อนที่ภาวะโรคจะลุกลาม

“พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มุ่งมั่นพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้แก่ประชาชน ด้วยการขยายขอบเขตการรักษาโรคต่าง ๆ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลโดย สปสช. รณรงค์ให้คนไทยร่วมตระหนักดูแลสุขภาพตนเอง โดยการเข้าถึงสิทธิประโยชน์การคัดกรองความเสี่ยงมะเร็ง ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์บัตรทอง 30 บาท ที่สามารถเข้ารับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยประชาชนสามารถเข้าถึงการรับบริการยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพในการรักษามะเร็ง โดยยื่นบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด แสดงตนใช้สิทธิ์บัตรทองก่อนรับบริการทุกครั้ง และกรณีพบความผิดปกติก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิประโยชน์ได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และhttps://www.facebook.com/NHSO.Thailand” นายอนุชาฯ กล่าว

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยมะเร็งได้รับการรักษาภายใต้กองทุนบัตรทอง 291,400 ราย หรือ 1,785,882 ครั้ง โดยเข้ารับบริการตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ 65,011 ราย หรือ 69,619 ครั้ง และบริการเคมีบำบัด/รังสีรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง (ผู้ป่วยใน/ผู้ป่วยนอก) 94,154 ราย หรือ762,343 ครั้ง เป็นต้น รวมไปถึงการดูแลผู้ป่วยให้เข้าถึงยามะเร็งที่เป็นรายการในบัญชียา จ.(2) จากข้อมูลในช่วง 5 ปี (ปี 2561-2565) มีผู้ป่วยได้รับยามะเร็ง ดังนี้ ยาโดซีแทคเซล (Docetaxel) ใช้รักษามะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด 10,697 ราย ยาเลโทรโซล (Letrozole) เพื่อรักษามะเร็งเต้านม 21,062 ราย ยาทราสทูซูแมบ (Trastuzumab) รักษามะเร็งเต้านม 4,859 ราย ยาอิมาทินิบ เมสิเลท (Imatinib mesylate) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน 4,530 ราย ยาดาซาทินิบ (Dasatinib) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว 514ราย ยาเออร์โลทินิบ (Erlotinib) รักษามะเร็งปอด จำนวน 3,138 ราย เป็นต้น

ขณะเดียวกัน สปสช. ได้ดำเนินนโยบาย “โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม” (Cancer anywhere) บริการหนึ่งในนโยบายเพื่อยกระดับบัตรทอง ที่ได้เริ่มเมื่อ 1 มกราคม 2564 ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วเพิ่มขึ้น ผลดำเนินการในช่วง 2 ปี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 – 30 กันยายน 2565 มีผู้ป่วยเข้ารับบริการโรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม จำนวน 221,141 ราย หรือ 1,907,724 ครั้ง โดยปีงบประมาณ 2564 (1 ม.ค. 64 – 30 ก.ย. 64) มีผู้ป่วยรับบริการ 144,420 คน 737,675 ครั้ง และปีงบประมาณ 2565 (1 ต.ค. 64 – 30 ก.ย. 65) มีผู้ป่วยรับบริการ 191,194 คน หรือ 1,170,049 ครั้ง โดยมีหน่วยบริการที่มีศักยภาพร่วมดูแล 186 แห่ง แยกเป็นการรับบริการในหน่วยบริการประจำของตนเอง 290,104 ครั้ง หรือร้อยละ 15.2 ต่างหน่วยบริการประจำภายในจังหวัด 947,721 ครั้ง หรือร้อยละ 49.7 หน่วยบริการข้ามจังหวัดภายในเขตพื้นที่ 354,692 ครั้ง หรือร้อยละ 18.6 และหน่วยบริการข้ามเขตพื้นที่ 315,207 ครั้ง หรือร้อยละ 16.5

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ศูนย์จีโนมฯเปิดงานวิจัยชี้มี 4 คนไทยใช้‘โมลนูพิราเวียร์’แล้วไวรัสกลายพันธุ์

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709882

ศูนย์จีโนมฯเปิดงานวิจัยชี้มี 4 คนไทยใช้‘โมลนูพิราเวียร์’แล้วไวรัสกลายพันธุ์

ศูนย์จีโนมฯเปิดงานวิจัยชี้มี 4 คนไทยใช้‘โมลนูพิราเวียร์’แล้วไวรัสกลายพันธุ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.23 น.

ศูนย์จีโนมฯเปิดงานวิจัยชี้มี 4 คนไทยใช้‘โมลนูพิราเวียร์’แล้วไวรัสกลายพันธุ์

9 กุมภาพันธ์ 2566 เพจ Center for Medical Genomics หรือศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ดังนี้…

ศูนย์จีโนมฯเริ่มติดตามการกลายพันธุ์รูปแบบจำเพาะบนจีโนมโควิด-19  อันเนื่องมาจากการใช้ยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) งานวิจัยจากสหราชอาณาจักรยืนยันพบในไทย 4 ราย

ยาโมลนูพิราเวียร์ (MoInupiravir) เป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์ต้านไวรัส เดิมพัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่

ต่อมาพบว่ายาโมลนูพิราเวียร์ สามารถออกฤทธิ์ต่อต้านไวรัสโคโรนาหลายชนิด เช่น โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19

หากให้ยาโมลนูพิราเวียร์ ในช่วงระยะต้นของการติดเชื้อ จะลดความรุนแรงของโรคโควิด-19 ลดอัตราการป่วยหนัก ลดความเสี่ยงการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและลดการเสียชีวิตลงได้ประมาณร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ยา

ยาโมลนูพิราเวียร์ ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศไทยในปลายปี 2564 และในออสเตรเลียในต้นปี 2565

ตัวยาโมลนูพิราเวียร์ เป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบโครงสร้างบางส่วนของอาร์เอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมในไวรัสโคโรนา-2019 ทำให้จีโนมของไวรัสเกิดการกลายพันธุ์แบบกระจัดกระจายจนไม่สามารถแบ่งตัวแพร่ระบาดใน(เซลล์)มนุษย์อีกต่อไปได้

แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มกังวลว่าในผู้ป่วยบางรายการรักษาด้วยยาโมลนูพิราเวียร์อาจไม่สามารถกำจัดไวรัสโคโรนา-2019 ให้หมดไปจากร่างกายได้ภายใน 5 วัน อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 กลายพันธุ์อันเนื่องมาจากยาโมลนูพิราเวียร์ขึ้นได้

ดร. ธีโอ แซนเดอร์สัน จากสถาบันฟรานซิส คริก ลอนดอน และทีมวิจัยจากสหราชอาณาจักรได้โพสต์บทความบนเซิร์ฟเวอร์ของ “medRxiv” ในเดือนมกราคม 2566 (ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ) แสดงให้เห็นว่าจากการ “สแกน”  หรือตรวจกรองรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมกของโควิด-19 กว่า 13 ล้านตัวอย่างจากฐานข้อมูลโควิดโลก “GISAID” ในปี 2565 ที่เป็นช่วงเวลาที่มีการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พบรหัสพันธุกรรมของโควิด-19 จากหลายประเทศมีการกลายพันธุ์ในลักษณะที่จำเพาะที่บ่งชี้ว่าผู้ติดเชื้อได้รับประทานยาโมลนูพิราเวียร์ โดยพบการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มเล็ก(small cluster) การกลายพันธุ์จำเพาะที่ว่าคือมีอัตรา G-เปลี่ยนเป็น-A และ C-เปลี่ยนเป็น-T (เบสกวานีนเปลี่ยนเป็นอะดีนีนและไซโตซีนเป็นยูราซิล) สูงขึ้นเทียบกับผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ในการรักษา

การกลายพันธุ์ในลักษณะจำเพาะ (มีอัตรา G-to-A และ C-to-T สูงขึ้น) พบในประเทศที่มีการอนุญาตให้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และไทย  สูงมากกว่าประเทศที่ไม่อนุมัติให้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ เช่น ฝรั่งเศสและแคนาดา ถึง 100 เท่า และจากการติดตามวันที่และตำแหน่งสารกลายพันธุ์บนสายจีโนมพบว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่จำเพาะบางส่วนกำลังแพร่กระจายในชุมชน

ตัวอย่างประเทศที่มีการอนุมัติให้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์

• ออสเตรเลีย พบการกลายพันธุ์จำเพาะ (อันคาดว่าเกิดจากการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์) 97 ราย จากตัวอย่าง(ที่อัปโหลดไว้บนฐานข้อมูลโควิดโลก “GISAID”) ทั้งสิ้น 119,194 ราย

• สหรัฐอเมริกา พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 60  ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 1,911,997 ราย

• สหราชอาณาจักร พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 23 ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 1,218,724 ราย

• ญี่ปุ่น พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 20 ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 321,520 ราย

• เยอรมนี พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 10 ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 503,014 ราย

• อิสราเอล พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 9ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 107,477 ราย

• ไทย พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 4 ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 21,459ราย

                       ฯลฯ

ประเทศที่ไม่อนุมัติให้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์

• แคนาดา พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 1 ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 206,718 ราย

• ฟินแลนด์ พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 0  ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 17,978 ราย

• ฝรั่งเศส พบการกลายพันธุ์จำเพาะ 0 ราย จากตัวอย่างทั้งสิ้น 313,680 ราย

                        ฯลฯ

เชื้อโควิดกลายพันธุ์จำเพาะยังตรวจพบมากในผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มที่จะรับประทานโมลนูพิราเวียร์มากกว่าคนหนุ่มสาวและคนวัยกลางคน  และในออสเตรเลียซึ่งมีโมลนูพิราเวียร์ไว้ใช้ในบ้านพักคนชราพบไวรัสกลายพันธุ์จำเพาะถึง 25 ตำแหน่งโดยพบการแพร่ติดเชื้อในกลุ่มคนอย่างน้อย 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุอยู่ในวัย 80 และ 90 ปี

สรุปได้ว่าการรักษาด้วยโมลนูพิราเวียร์ทำให้ไวรัสเกิดกลายพันธุ์ไปอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่จีโนมจะเสียหายไม่สามารถระบาดสืบทอดลูกหลานต่อไปได้ แต่ยังมีส่วนน้อยที่แม้จีโนมมีการกลายพันธุ์ไปมากแต่ยังสามารถแพร่ระบาดได้ในวงจำกัด ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าโควิด-19 กลายพันธุ์จากยา โมลนูพิราเวียร์จะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันหรือมีการติดเชื้อรุนแรงหรือไม่  หรือเป็นเพียงไวรัสที่อ่อนแอ(จากการกลายพันธุ์ไปมาก)และสูญสลายไปในที่สุด

ข้อควรระวัง

ผู้วิจัยใช้การสันนิษฐานว่าการกลายพันธุ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการรักษาด้วยโมลนูพิราเวียร์ แต่ข้อมูลจากฐานข้อมูลโควิดโลก “GISAID” ส่วนหนึ่งไม่มีข้อมูลว่าผู้ติดเชื้อโควิดรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่ และเป็นประเภทใด

โอมิครอนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ที่ผ่านมามีการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติเกิดเป็นสายพันธุ์ย่อยมากมาย (omicron soup) ในผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสด้วยเช่นกัน

-005

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2FCMGrama%2Fposts%2Fpfbid0u9fv6TbtnaMkepjh9tucUmbNNmUzTbgp3n549mV27eSfzDCD7pkLg6CdhT56pbBql&show_text=true&width=500

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คืบหน้าเรือเกยตื้นหาดสงขลา เตรียมลากออกสู่น้ำลึก ทิ้งสมอในจุดปลอดภัย

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709880

คืบหน้าเรือเกยตื้นหาดสงขลา เตรียมลากออกสู่น้ำลึก ทิ้งสมอในจุดปลอดภัย

คืบหน้าเรือเกยตื้นหาดสงขลา เตรียมลากออกสู่น้ำลึก ทิ้งสมอในจุดปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.11 น.

9 กุมภาพันธ์ 2566 ความคืบหน้ากรณีเรือภัทรพัณณ์ ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ มีขนาด 2,037 ตันกรอส ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นบริเวณชายหาดปลายแหลมสนอ่อน แหลมสมิหลา อ.เมืองสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนกันทราย ปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา 

ล่าสุด ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปติดตามแผนการกู้เรือลำนี้ พบว่าบริเวณที่เรือภัทรพัณณ์เข้ามาเกยตื้น คลื่นลมบริเวณชายฝั่งยังมีกำลังแรงพัดเข้าหาฝั่งอยู่ตลอดเวลา เรือถูกคลื่นซัดติดอยู่ริมชายหาดและมีหาดทรายเพิ่มขึ้นมาติดลำเรือฝังในทรายริมชายหาด

ในขณะนี้บริษัทที่รับจ้างกู้เรือฯได้นำเรือบาสเครน ขนาดใหญ่ 2 ลำ มาดำเนินการนำโซ่สมอจากหัวเรือมาต่อกับสมอตัวใหญ่ของบริษัทที่ใช้ในการกู้เรือ เพื่อนำไปทิ้งให้ไกลจากฝั่ง เนื่องจากหัวเรือยังหันหัวเรือออกทะเลไม่ได้ชิดติดชายหาด จึงจำเป็นต้องยึดหัวเรือไม่ให้คลื่นตีกลับเข้าฝั่ง เพื่อสะดวกในการลากเรือออก โดยปล่อยโซ่สมอให้นำสมอออกไปวางห่างจากฝั่งให้ไกลที่สุด เพื่อช่วยดึงหัวเรือเอาไว้ 

หลังจากนั้นก็จะระดมรถแม๊คโฮขุดทรายบริเวณชายหาดที่ติดลำเรือออก ให้ลึกกว่า 3 เมตร ที่ฝังตัวเรืออยู่เพื่อให้เรือลอยลำขึ้นมาได้ ในการขุดทรายบริเวณชายหาดก็คงจะต้องเร่งขุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลื่นลมพัดเข้าหาฝั่ง น้ำทะเลก็จะขึ้นมาบริเวณชายหาดที่เพิ่มขึ้นมาข้างตัวเรือ 

โดยชุดเซาะเป็นร่องให้น้ำทะเลเข้ามาก็จะช่วยทำให้ขุดได้เร็วขึ้น คาดว่า ไม่เกินวันที่ 17 ก.พ.นี้ สามารถลากเรือออกจากชายหาดได้ เนื่องจากทางบริษัทที่รับจ้างกู้เรือบรรทุกน้ำมันปาล์มลากออกจากฝั่ง 

โดยทำสัญญาจ้างภายใน 1 เดือน เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ที่ผ่านมาและงานจะแล้วเสร็จซึ่งหมายถึงการดำเนินการลากเรือออกจากชายหาดออกสู่ทะเลภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 ตามสัญญาจ้าง นับวันนี้ก็คงเหลือเวลาอีกเพียง 9 วัน ซึ่งนับจากวันนี้ไป บริษัทที่รับจ้างก็คงจะเร่งดำเนินการไปตามแผนงานในการลากเรือออกจากชายหาดให้ตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากบริษัทที่มากู้เรือมีความชำนาญในการกู้เรือบริเวณนี้มาแล้ว 

เรือภัทรพัณณ์ มาเกยตื้นบริเวณชายหาดปลายแหลมสนอ่อน ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2565 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 51 วัน และบนเรือมีลูกเรือประจำอยู่บนเรือ จำนวน 11 คน 

สำหรับแผนการกู้เรือภัทรพัณณ์ ตามแผนงานที่วางไว้ โดยจะใช้เรือดูดทรายทำการดูดทรายที่บริเวณน้ำลึกที่ประมาณ 4 เมตร ทำร่องน้ำเข้าไปหาตัวเรือที่เกยตื้นชายหาด ให้มีความลึกตลอดร่องน้ำที่ 4 เมตร มีความยาว 500 เมตร และมีความกว้างร่องน้ำ 18 เมตร เพื่อเป็นร่องสำหรับนำเรือออก 

หลังจากนั้นใช้รถแบ็กโฮ 2 คัน พร้อมทั้งเรือแม๊คโฮร์ 2 ลำ ทำการขุดรอบเรือที่เกยชายหาด จนกระทั่งให้มีน้ำเลี้ยงโดยรอบเรือ และให้เรือลอยขึ้นด้วยตัวเอง 

เมื่อเรือลอยแล้ว ก็นำเชือกมาผูกกับหัวเรือภัทรพัณณ์ ให้เรือบาสเครนขนาดใหญ่ 2 ลำ ทำการลากเพื่อหมุนหัวเรือออกสู่ทะเล ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงใช้เรือแบ็กโฮ 2 ลำ ช่วยทำการขุดรอบๆ ตัวเรือ 

จนกระทั่งหัวเรือหมุนออกสู่ทะเล และเข้าไปในร่องน้ำที่ทำการขุดไว้ด้วยเรือขุดหัวสว่าน แล้วให้เรือบาสเครนทั้ง 2 ลำ ลากเรือออกสู่น้ำลึก และทิ้งสมอในจุดที่ปลอดภัยต่อไป 

หลังจากนั้นจะมีนักประดาน้ำลงไปตรวจสอบเช็กสภาพใต้ท้องเรือว่ามีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ สำหรับร่องน้ำที่ขุดนำเรือออกก็จะทำการปรับพื้นทรายให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมทันที โดยใช้เวลาตามแผนงานที่กำหนดไว้.012 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เชื้อไม่ติดสู่คน! ปศุสัตว์บุรีรัมย์แจงสุนัขป่วยตาย อาจเป็นโรคไข้หัด

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709878

เชื้อไม่ติดสู่คน! ปศุสัตว์บุรีรัมย์แจงสุนัขป่วยตาย อาจเป็นโรคไข้หัด

เชื้อไม่ติดสู่คน! ปศุสัตว์บุรีรัมย์แจงสุนัขป่วยตาย อาจเป็นโรคไข้หัด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.59 น.

9 กุมภาพันธ์ 2566 ความคืบหน้ากรณีชาวบ้านน้อยหนองแก อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ผวาสุนัขในหมู่บ้านทยอยป่วยตายปริศนาแล้วเกือบ 10 ตัว  

ล่าสุด นายสัตวแพทย์อภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ สุริยะ กาวงษ์กลาง หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมปศุสัตว์อำเภอหนองกี่ และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบสวนโรค พร้อมเก็บตัวอย่างเลือดสุนัขที่ป่วยเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ             

โดยจากข้อมูลการสอบสวนโรคเบื้องต้น พบว่า ประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว สุนัขของชาวบ้านน้อยหนองแก เริ่มมีอาการป่วยผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุและตาย จำนวน 3 ตัว จากนั้นวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา สุนัขเพศเมีย อายุ 3 เดือน ก็เริ่มมีอาการซึมผิดปกติไม่มีเรี่ยวแรง และมีอาการชักเกร็งน้ำลายฟูมปาก ลักษณะคล้ายถูกวางยาเบื่อ โดยสุนัขทุกตัวไม่มีอาการดุร้าย หรือไล่กัดคนและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ

จากข้อมูลการสอบสวนโรค และลักษณะอาการที่พบ อาจเป็นไปได้ว่า เกิดจากสารพิษ เนื่องจากสัตว์มีอาการชักเกร็ง และมีน้ำลายฟูมปาก หรือการติดเชื้ออื่นๆ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือดสุนัขตัวดังกล่าว ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจดูการติดเชื้อและสารพิษ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งจากการวินิจฉัยคาดว่าน่าจะป่วยเป็นโรคไข้หัดสุนัขและไม่ติดต่อสู่คน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า เจ้าหน้าที่ได้กำชับให้เจ้าของสัตว์ เฝ้าระวังดูอาการสุนัขตัวที่ป่วย กักสัตว์เป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำลายสัตว์โดยตรง และหากสัตว์เสียชีวิตให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พลังแห่งศรัทธา! วัดพระธาตุพนมฯ แจงยอดทำบุญงานนมัสการ 9วัน9คืน ทะลุ23ล้าน

Posted on February 9, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/709873

พลังแห่งศรัทธา! วัดพระธาตุพนมฯ แจงยอดทำบุญงานนมัสการ 9วัน9คืน ทะลุ23ล้าน

พลังแห่งศรัทธา! วัดพระธาตุพนมฯ แจงยอดทำบุญงานนมัสการ 9วัน9คืน ทะลุ23ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.03 น.

วัดพระธาตุพนมฯ แจงยอดทำบุญงานนมัสการ  9 วัน 9 คืน ทะลุกว่า 23 ล้านบาท ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เงินสะพัดในพื้นที่กว่า 50 ล้านบาท

8 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ภายหลังการจัดงานบุญประเพณีเดือนสาม งานนมัสการพระธาตุพนม ประจำปี 2566 โดยจัดขึ้นในวันขึ้น 8 ค่ำ-แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี  

โดยปีนี้ถือว่าจัดอย่างยิ่งใหญ่ หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิดระบาด จึงต้องงดจัดงานประเพณีเดือนสามมานานกว่า 2 ปี สำหรับปีนี้ทางจังหวัดนครพนม ร่วมกับวัดพระธาตุพนมฯ อำเภอธาตุพนม และหน่วยงานเกี่ยวข้อง  ได้กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 29 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2566 รวม 9 วัน 9 คืน ทำให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ถูกจับจองเต็ม ทุกพื้นที่กลายเป็นธุรกิจ สร้างรายได้แก่คนในชุมชนจำนวนมาก โดยคาดว่าทุกปีมีเงินหมุนเวียนสะพัดรวมๆแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

เนื่องจากในแต่ละวันมีประชาชน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย ชาวลาว พลังศรัทธา เดินทางมากราบไหว้ทำบุญ ขอพรองค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อายุเก่าแก่กว่า 2,500 ปี ที่ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ กระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า เชื่อกันว่า ใครได้มาทำบุญกราบไหว้ จะมีความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ทุกปีในงานบุญประเพณีเดือนสาม จึงมีพลังศรัทธาข้าโอกาสพระธาตุพนม เดินทางมาทำบุญปีละนับแสนคน

หลังจบงานนมัสการองค์พระธาตุพนมเสร็จสิ้น ในส่วนของกรรมการวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อความโปร่งใสได้ออกมาเปิดเผยยอดการบริจาคทำบุญ รวมทั้ง 9 วัน 9 คืน ในงานนมัสการองค์พระธาตุพนม ประจำปี 2566  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 23,513,910 บาท (ยี่สิบสามล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นสามพันเก้าร้อยสิบบาทถ้วน)  

แยกออกเป็นค่าบูชาดอกไม้ธูปเทียน 3,745,300 บาท (สามล้านเจ็ดแสนสี่หมื่นห้าพันสามร้อยบาทถ้วน) บาตรคู่อายุ 514,180 บาท (ห้าแสนหนึ่งหมื่สี่พันหนึ่งร้อยแปดสิบบาทถ้วย) บูชารูปเหรียญ จำนวน 1,978,900 บาท (หนึ่งล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นแปดพันเก้าร้อยบาทถ้วน) บริจาคซื้อที่ดิน จำนวน 8,528,840 บาท (แปดล้านห้าแสนสองหมื่นแปดพันแปดร้อยสี่สิบบาทถ้วน) และแผนกการกุศลอื่นๆ รวมเป็นเงินมากกว่า 7 ล้านบาท แสดงออกถึงพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ และเกิดอานิสงส์สร้างรายได้ในพื้นที่เงินหมุนเวียนสะพัด.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,882,289 hits

Join 4,122 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก
สระบุรี จัดงาน ‘ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน ๒๒๒ ปี ไท-ยวน’ สืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นคึกคัก
พิพัฒน์-เอกนิติ ประชุมประเมิน ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ครบทุกมิติ
กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน
ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดงาน “TEPCoT Tri – Gen Connect”
รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ​ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ​ สั่ง​​คุมเข้ม​ผู้ค้าไม่ขึ้นราคา​
ไม่สนรบ.แจงมีนํามันเพียงพอ ปชช.ยังแห่กักตน ‘อนุทิน’ย้ำตรึงราคา15วัน
ลึกลับในสนามข่าว : 5 มีนาคม 2569
ดาเมจรุนแรง ญาญ่า อุรัสยา เสิร์ฟลุคเดรสลูกไม้ แหวกอกแซ่บ
เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังเกิดระเบิด-ไฟไหม้รุนแรง

Recent Posts

  • “ทรัมป์” ส่งสัญญาณ “คิวบา” คือเป้าหมายถัดไป เตรียมเปิดดีลใหญ่หลังจบศึกอิหร่าน
  • สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา ตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต หลังปฏิบัติการจับกุม “มาดูโร”
  • “ทรัมป์” ไม่สนราคาน้ำมันพุ่งเซ่นปฏิบัติการถล่มอิหร่าน ลั่น “ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น”
  • รู้จัก “อะห์มัด วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ
  • เที่ยวบินกว่า 11,000 เที่ยวถูกยกเลิก จากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,658 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d