‘ชุติมณฑน์’ประสบการณ์ออนไลน์ในอาเซียน กับสิ่งที่อยากผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/351248

‘ชุติมณฑน์’ประสบการณ์ออนไลน์ในอาเซียน กับสิ่งที่อยากผลักดัน

คนในข่าว  :  7 พ.ย. 2561
เอสเอ็มอีไทย,ชุติมณฑน์ สุรัตพิพิธ,ออนไลน์,ตลาดอาเซียน,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

‘ชุติมณฑน์ สุรัตพิพิธ’ประสบการณ์ออนไลน์ในอาเซียน กับสิ่งที่อยากผลักดัน : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“ดรีม” สาวไทยคนหนึ่งที่เคยออกไปลุยตลาดอาเซียนด้วยตัวเอง (สินค้าคอสเมติก) เริ่มจากการไปในประเทศที่ไม่รู้จักตลาด แต่ความกล้าที่จะลุยนั้นในช่วงเดือนแรกๆ คว้ากำไรหลักหมื่นบาท จากนั้นค่อยๆ ขยับเพดานจนวันนี้ สิ่งที่ดรีม หรือ “ชุติมณฑน์ สุรัตพิพิธ” เดินหน้า เข้าตาแกนนำพรรคพลังประชารัฐและถูกขอแรงให้มาช่วยแชร์ไอเดียเพื่อปลุกพลังคนรุ่นใหม่ลุยตลาดออนไลน์

“ประสบการณ์การส่งออกตลาด CLMV กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ที่ได้มา มีความเห็นว่าสื่อในโลกออนไลน์สำคัญมาก เพราะทุกประเทศที่กล่าวมาใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารและติดตามข่าวสารของกันและกัน รวมถึงแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้า

การใช้งานออนไลน์ของสี่ประเทศนั้น ไม่แพ้ไทยเราเลย ทั้งกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ล้วนใช้อินเทอร์เน็ต, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม ในการค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ เช่น เวียดนาม ค่านิยมของประเทศคือความคุ้มค่า และเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะซื้อ หรือสิ่งที่จะลงทุนกับมันเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด คือการค้นหา (search) ข้อมูลต่างๆ ผ่านทางโลกออนไลน์ ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งมีรีวิว และคอมเมนต์จากผู้ใช้งานจริงมากเท่าไหร่ ยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือ และมีความคุ้มค่าที่จะซื้อมัน เนื่องด้วยได้กำจัดความเสี่ยงเบื้องต้นแล้ว

เมียนมาร์และกัมพูชา ที่ความเจริญบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในกลุ่มหัวเมืองหลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนยุคนี้มีความนิยมในการใช้งานสื่อบนโลกออนไลน์ ซื้อของ รวมถึงติดต่อธุรกิจผ่านทางโลกออนไลน์มากขึ้น”

ที่กล่าวมานี้ถือเป็นผลดีแก่เอสเอ็มอีไทย เพราะผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเหมือนแต่ก่อน เพื่อที่จะไปทำการตลาดในบ้านเมืองนั้นๆ ไม่ต้องไปลงเงินเป็นก้อน เราแค่ต้องเรียนรู้การใช้สื่อและแพลตฟอร์มบนโลกออนไลน์ให้ได้ประโยชน์สุงสุด ทำ SEO (Search Engine Optimization) ให้ลูกค้าในแต่ละประเทศหาเราเจอ เราก็สามารถทำธุรกิจได้แล้วในระดับหนึ่ง

เอสเอ็มอีไทย คือจุดแข็งของประเทศ อนาคตนอกจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะขับเคลื่อนประเทศเราแล้ว เอสเอ็มอีไทยจะเป็นหนึ่งในผู้นำแถวหน้าที่จะไปบุกตลาด CLMV อาจจะดูเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่เชื่อหรือไม่ว่า เอสเอ็มอีไทยหลายๆ ที่ ยังไม่มีออนไลน์แพลตฟอร์มเป็นของตัวเลย และหลายคนอาจจะกำลังเสียโอกาสในการโกอินเตอร์ เพราะถึงเรามีสินค้าดี หรือบริการที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่ลูกค้าต่างชาติไม่สามารถหาสินค้าของเราเจอนั้น มันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่มีคนรู้จักอยู่ดี

“ผู้ใหญ่ในพลังประชารัฐเห็นสิ่งที่ดิฉันดำเนินการจึงชวนมาช่วยแชร์ความคิดเพื่อบรรจุเป็นนโยบายให้คนรุ่นใหม่ในไทยเติบโตและไม่ตกเทรนด์ ตรงนี้ภูมิใจที่มีส่วนเล็กๆ ในการช่วยให้คนไทยเติบโตไปด้วยกัน”

“ต้องการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มเเข็ง” “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/350418

“ต้องการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มเเข็ง” “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์”

คนในข่าว  :  1 พ.ย. 2561
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรคภูมิใจไทย,ชาดา ไทยเศรษฐ์

“ต้องการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มเเข็ง” “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” : คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย หลานชาย ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.อุทัยธานีหลายสมัย ปัจจุบันชาดาเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

“จุดเริ่มต้นที่สนใจการเมืองเพราะผมเกิดมาในครอบครัวนักการเมือง พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน คุณแม่เป็นนายกเทศมนตรี และคุณลุง(ชาดา) ก็เป็นนายกเทศมนตรี เเละ ส.ส. ผมจึงเติบโตมากับการเมืองและซึมซับมาเรื่อยๆตั้งแต่เด็กจนโต และได้เห็นคุณลุงช่วยคนช่วยชาวบ้าน มองแล้วรู้สึกดีและโชคดีที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร เพราะผมต้องการช่วยเหลือคน ช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้อยู่ดีกินดี”

หลานชายอดีต ส.ส.อุทัยธานี กล่าวว่า หลังจากเรียนจบจึงกลับมาอยู่ที่ จ.อุทัยธานี และได้ลงพื้นที่กับคุณแม่ ไปช่วยทำงานในพื้นที่ต่างๆ กับคุณแม่มาตลอด มีคนเริ่มรู้จักเยอะขึ้น มีกระแสเริ่มดี จึงมีคนมาทาบทามให้มาทำการเมืองเต็มตัว เชื่อว่าพวกเขาเห็นคุณค่าในตัวเรา และเราก็ได้รับโอกาสในฐานะคนรุ่นใหม่

“หากถามว่าคุณลุงได้แนะนำอะไรในทางการเมืองหรือเปล่า บอกได้เลยว่าไม่เคยเลย คุณลุงไม่เคยแนะนำอะไร แต่ผมติดตามคุณลุงไปตลอด คุณลุงจะทำให้เราเห็น ใช้วิธีการให้เราซึมซับ จะไม่บอกว่าต้องทำ 1 2 3 4 แต่ให้เราดูแล้วนำเอาไปใช้เอง”

“ตัดสินใจมาอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย เพราะเห็นนโยบายของพรรค โดยเฉพาะเรื่อง “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ซึ่งนโยบายนี้ เชื่อว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด ส่วนตัวเชื่อว่าท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ท้องถิ่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาต่างๆ หากท้องถิ่นแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแกร่ง”

ในฐานะคนรุ่นใหม่ก็จะดูตัวอย่างของคนรุ่นเก่าเป็นแบบอย่าง อะไรที่ดีจะนำมาทำต่อ ส่วนอะไรที่ไม่ดีจะนำมาปรับเปลี่ยน สิ่งที่จะทำเป็นสิ่งแรกคือ “ท้องถิ่น” เพราะอยู่ในพื้นที่มาตลอด พบว่า ถนน ประปา ไฟฟ้านั้นยังมีปัญหา การแก้ปัญหาในจังหวัดคือต้องทำให้จังหวัดมั่นคงและยั่งยืน และมีความจริงใจในการแก้ปัญหา จะใช้พลังหนุ่มมาแก้ปัญหา

“เป้าหมายสูงสุดคงหนีไม่พ้นการได้เป็นตัวแทนของประชาชน นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนได้แล้ว ผมยังได้ทำตามความฝันของตัวเองอีกด้วย ผมพร้อมที่จะทำ หากได้เป็น ส.ส. ก็จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จะนำนโยบายต่างๆ มาดำเนินการในส่วนของท้องถิ่นให้เต็มที่”

“ใช้แรงบันดาลใจ ผลัก “พลเมือง” สร้างการเมืองเปลี่ยนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/350100

“ใช้แรงบันดาลใจ ผลัก “พลเมือง” สร้างการเมืองเปลี่ยนประเทศ

คนในข่าว  :  30 ต.ค. 2561
อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์,พรรคพลังท้องถิ่นไท,โค้ชสอนเชียร์ลีดดิ้ง,ปอมปอมเชียร์

“ใช้แรงบันดาลใจ ผลัก “พลเมือง” สร้างการเมืองเปลี่ยนประเทศ  อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์  : คอลัมน์…  ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

“พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยจะเน้นคนรุ่นใหม่ และคนที่มีหลากลายแนวความคิดสุดล้ำ

“ว่าที่กรรมการบริหารพรรค” ชุดใหม่คือ “หนึ่ง” อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์ นักสร้างแรงบันดาลใจและนักทำกิจกรรมเพื่อสังคม หากเอ่ยชื่อจริงและนามสกุล หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู เเต่หากระบุว่า “นาตาเลีย เพลียแคม” แชมป์เดรกเรซ ไทยแลนด์ 2018 หลายคนอาจจะร้องอ๋อ!! เพราะจดจำคนคนนี้ได้ ในมาด “มาดามผมสีชมพูสุดเวอร์วัง”

การเปลี่ยนบทบาทจาก “โค้ชสอนเชียร์ลีดดิ้ง และปอมปอมเชียร์” มาเป็นนักการเมือง “อัษฎายุทธ” บอกว่า “จากจุดเริ่มที่ไปเป็นโค้ชเชียร์ลีดดิ้ง คนหูหนวก ทำให้รู้จักกับคุณชัช (ชัชวาลย์ คงอุดม ) ที่ทำงานด้านสังคม แม้ตอนนั้นจะรู้จักกันเฉพาะงานด้านสังคม ไม่เคยคุยเรื่องการเมือง แต่เมื่อรู้ว่ามีพรรคและลองคุยเรื่องนโยบาย เห็นว่ามีแนวทางตรงกันจึงเข้าร่วมงานการเมือง แต่ไม่คิดว่าจะลงสมัครส.ส. หรือวางบทบาทการเมืองเพราะมีความตั้งใจที่เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สังคมและประเทศก้าวไปข้างหน้า เกิดการพัฒนาและไม่ขัดแย้ง”

แม้ “อัษฎายุทธ” จะยังวางบทบาทของตัวเองไม่ชัด แต่พรรควางใจให้ นั่งแท่นกรรมการบริหารพรรค ในฐานะคนรุ่นใหม่และคนที่มีจุดเด่นเรื่องไอเดีย-สร้างแรงบันดาลใจ และความหลากหลาย

“อัษฎายุทธ” จึงเตรียมเสนอนโยบายด้านการศึกษาที่จะสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เริ่มต้น

“ที่ผ่านมาเด็กนักเรียนต้องแข่งขันเพื่อให้เข้าสถานศึกษาที่ดีๆ และผู้ปกครองยอมแลกกับการจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะ แต่พอจบจากสถาบันนั้นแล้ว กลับพบว่าบางส่วนชื่อสถาบันไม่ใช่สิ่งการันตีเรื่องอนาคตได้ ดังนั้นแนวทางอย่างหนึ่งคือ การศึกษาต้องปฏิรูป โดยเฉพาะการเข้ารับการศึกษาที่เน้นไปที่ความสามารถของเด็กมากกว่าวัดว่าใครมีเงินหรือจ่ายเงินเพื่อเข้าไปเรียนมากกว่ากัน”

นอกจากนั้นยังมีนโยบายเฉพาะทางที่เตรียมเสนอสำหรับ “มนุษย์พันธุ์พิเศษ” เพราะโดยบุคลิกและความสามารถของ “อัษฎายุทธ” ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเพศทางเลือก หรือ “LGBTQ” คือการชูเรื่องที่ไปไกลกว่าการสมรสเพศเดียวกัน, เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ คือ การสร้างแนวทางการอยู่ร่วมกันของกลุ่มเพศทางเลือกในหมู่คนพิการ โดยเริ่มจาก ผู้พิการทางหู

แม้ “นักสร้างแรงบันดาลใจ” จะมองว่าแรงบันดาลอาจไม่มีนัยสำคัญกับเกมการเมือง แต่แรงบันดาลใจนั้นคือแรงผลักดันที่จะทำให้ “พลเมือง” ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศก้าวไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองได้

“เพชรชมพู กิจบูรณะ”พรรคของเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/349446

“เพชรชมพู กิจบูรณะ”พรรคของเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค”

คนในข่าว  :  25 ต.ค. 2561
เพชรชมพู กิจบูรณะ,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,เลือกตั้ง

“เพชรชมพู กิจบูรณะ”พรรคของเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค :  คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เพชรชมพู กิจบูรณะ” คือหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่ร่วมงานการเมือง เพราะเธอคือหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ดีกรีจบเมืองนอก ด้านปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ และยังเคยเป็นตัวแทนขึ้นเวทีระดับโลก One Young World 2017 ในการปาฐกถา เรื่องปัญหาของประเทศ จนได้รับเสียงชื่นชม

เพชรชมพู เล่าถึงสาเหตุที่ร่วมงานกับพรรคน้องใหม่ว่า “เพราะเชื่อในโครงสร้างของพรรค และอุดมการณ์ที่ทางพรรคต้องการสร้างการเมืองใหม่ ให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคของเราค่อนข้างต่างจากพรรคการเมืองเก่าๆ ที่มักระบุว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่พรรคให้สิทธิมากกว่านั้น คือเราให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคร่วม ด้วยการให้พวกเขาร่วมลงทุนจ่ายค่าบำรุงพรรค แสดงความคิดเห็น เลือกคณะทำงานอย่าง คณะกรรมการบริหาร ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. โดยพรรคเรายืนยันว่าจะใช้วิธีไพรมารีโหวตด้วย เชื่อว่าระบบการเมืองแบบนี้จะช่วยปฏิรูปการเมืองไทยได้”

ในส่วนที่พรรคอื่นๆ มีนักการเมืองรุ่นเก่าอยู่แน่นพรรค เตรียมสู่การเลือกตั้งนั้น เพชรชมพู ให้ความเห็นว่า “ถ้าเรากลัวว่าเราจะสู้พรรคการเมืองเก่าไม่ได้ ก็เดินหน้าไม่ได้ พรรคแค่ต้องการเผยแพร่แนวคิดการเมืองแบบนี้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่สมัยนี้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง จากเหตุการณ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราต้องทำคือไปกระตุ้นพวกเขา จากความเบื่อหน่ายทางการเมือง ให้รู้ว่าเราแม้จะเป็นคนธรรมดา แต่ถ้ารวมตัวกันโดยคนที่มีความรู้หลายสาขาอาชีพ ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนสร้างชาติได้”

“สิ่งที่อยากเห็นหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือการยุติความไม่สงบในการเมืองไทยที่ผ่านมา แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้มีความเห็นต่างเลย เรื่องนี้ถือเป็นเสน่ห์ของระบอบประชาธิปไตย แต่ทำอย่างไรให้ความเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ โดยอยู่บนหลักของความเป็นจริง ไม่มีความรุนแรง ไม่สาดโคลนใส่กันพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล แทนที่จะมุ่งเรื่องของนโยบาย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง “ตู่ดิจิทัล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348823

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง “ตู่ดิจิทัล”

คนในข่าว  :  20 ต.ค. 2561
พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,ราชครู,ประชาธิปัตย์,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

ลีลานี้ เชื่อว่าคนไทยไม่เคยเห็นอดีตผู้นำไทยที่มาจากรัฐประหารคนไหนทำมาก่อน !

กับการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระโดดลงมาเล่นสื่อโซเชียลแบบเต็มตัว เปิดทั้งเว็บไซต์ https://prayutchan-o-cha.com เฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา prayut chan-o-cha ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม @Prayutofficial เอาอย่างตามนักการเมืองคนอื่นๆ ที่ทำกันมานานแล้วบ้าง

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

          แต่ถ้าใครจะบอกว่า สมัยก่อนยังไม่มีโซเชียลแบบทุกวันนี้…ก็ได้อยู่ แต่ยังไงเครดิตก็ต้องยกให้เจ้าตัวอยู่ดี เพราะถ้าใจไม่รัก ถึงขนาดยกไม้เซลฟี่เองได้ ทำยังไงก็ไม่ปัง !!

บอกเลย งานนี้นอกจากเป็นการเปิดหน้าเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ แบบสื่อสารทางตรง เพราะบิ๊กตู่บอกว่าทั้งหมดอ่านเอง เม้นต์เอง เป็นแอดมินเองแล้ว

    นี่ยังเป็นการปรับลุคจากภาพของนายกฯ ที่ ดุดัน เหวี่ยงวีน มาเป็นนายกฯ ที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย ใจดี จนได้รับการเรียกขานว่า “ตู่ดิจิทัล” ไปแล้วด้วย !

แต่เดี๋ยวก่อน หากถามว่างานนี้ไปยังไงมายังไง จัดเต็มขนาดนี้ ไม่มีกุนซือแนะมา…ก็คงโม้ไปนิด !

ปรากฏว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนหล่อๆ ที่คอยตอบคำถามนักข่าว เวลาเข้ามาถามเรื่องงานโซเชียลของบิ๊กตู่ตอนนี้นี่แหละ

เขาคือ “เสี่ยบี พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เคยเป็นแกนนำ กปปส. แต่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สดๆ ร้อนๆ ช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมานี่เอง

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

งานหลักที่ทำ สั้นๆ เลยคืองานพีอาร์ ประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล อย่างที่ตอนนี้ ก็ประเดิมด้วย “ตู่ดิจิทัล” กับตัวเลขสวยๆ ยอดกดไลค์ในเฟซบุ๊ก 2.6 แสน ยอดกดติดตาม 2.7 แสน

อย่าได้คิดว่า ตัวเลขนี้เอาเฉพาะกำลังพลในกองทัพ ก็มีกว่า 2-3 แสนนายแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่สงคราม แต่ตัวเลขที่เห็นคือประชาชนตัวจริงเสียงจริงต่างหาก !

และเช่นเดียวกัน นี่ก็ยังไม่ใช่คูหา ดังนั้นตัวเลขนี้อาจมาจากนิสัยคนไทยที่ชอบเข้ามาดูมาชม เป็นแค่อาการ “ไทยมุง” เท่านั้น ก็เป็นไปได้

ส่วนว่าจะเป็นอะไร เอาเป็นว่า ถือว่าเริ่มต้นได้ดีสำหรับงานแรกที่พรรคสีเขียวของคนชื่อ “บี พุทธิพงษ์” เลยทีเดียว

      จากราชครูสู่ ปชป.

“บี พุทธิพงษ์” ก่อนจะขยับเคลื่อนย้ายมาสังกัดเสื้อสีเขียว ในนาม “พรรคพลังประชารัฐ” ในวันนี้ ที่ผ่านมาคนไทยรู้ดีว่าเขาคือหนึ่งใน ส.ส.แถวหน้าของพรรคสีฟ้า

    จริงๆ แล้ว หนุ่มใหญ่จากตระกูล “ปุณณกันต์” นั้น ถือว่าเป็นลูกหลานซอยราชครู เนื่องจากมี 7 ตระกูลดัง อาทิ อดิเรกสาร, ชุณหะวัณ, ทัพพะรังสี, เชี่ยวสกุล, ปุณณกันต์ ฯลฯ อยู่ในซอยแห่งนี้มาก่อน

คุณปู่ของบี พุทธิพงษ์ คือ พล.อ.พงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม และคุณย่าก็คือ คุณหญิงสะอาด ปุณณกันต์ พี่สาวของ พล.อ.ประมาณ อดิเรกสาร

ด้วยเหตุนี้ มรดกการเมืองจึงตกทอดถึงรุ่นหลาน โดยเสี่ยบี เป็นลูกหม้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงเลือกตั้งครั้งแรกปี 2544 ก็เจอศึกหนักกับกระแสอัศวินคลื่นลูกที่สาม ทักษิณ ชินวัตร กันเลย

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

ครอบครัวปุณณกันต์

บีลงเขต 4 กทม. พ่ายให้แก่ “แอ้ กรรณิกา ธรรมเกษร” อดีตพิธีกรทีวี สังกัดพรรคไทยรักไทย หากหนึ่งปีผ่าน กกต.ให้ใบเหลืองเจ๊แอ้ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ 3 มีนาคม 2545 คราวนี้เสี่ยบี ได้เป็น ส.ส.สมใจ !

ระหว่างนั้นช่วงปี 2547 ในกระแส “คน ตจว.เลือกนายกฯ คนกทม.ไล่นายกฯ” ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง อภิรักษ์ โกษะโยธิน ไปคว้าเก้าอี้พ่อเมืองกทม. มาได้เป็นสมัยแรก ทั้งที่รัฐบาลยุคนั้นคือ รัฐบาลไทยรักไทยที่กำลังมาแรง !!

ครานั้น เสี่ยบี จึงได้ไปช่วยงานเป็นโฆษก กทม. จนต่อมาราวปี 2549 ก็ก้าวไปเป็นถึงรองผู้ว่าฯ กทม. ด้านการศึกษาและพัฒนาสังคม กีฬา การท่องเที่ยว และด้านการพาณิชย์

อย่างไรก็ดี รอยต่อช่วงปี 2548 น้องชายของบี หรือ “บรู๊ค ดนุพร ปุณณกันต์” เลิกงานบันเทิง หันมาเอาดีงานการเมืองบ้าง หากแต่ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย

ภาพของสองหนุ่ม จึงกลายเป็นเรื่องราวของ “พี่น้องต่างขั้ว” มาจนถึงบัดนี้ แต่คนไทยก็ไม่เคยเห็นสองพี่น้องมีวิวาทะทางการเมืองออกสื่อเลยสักครั้ง ในขณะที่บีเองก็เหมือนว่าจะหันไปเอาดีในสนาม กทม. ด้วยซ้ำ ! 

  ทหารเสือลุงกำนัน

แต่อะไรไม่แน่นอน ต่อมาช่วงปี 2553 บีกลับมาโลดแล่นบนถนนการเมืองใหญ่ จนได้เป็นถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แถมพอมาถึงการเลือกตั้งปี 2554 บีก็ยังฝ่ากระแสนารีขี่ม้าขาว (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มาเป็น ส.ส.กทม. เขต 7 (เขตห้วยขวาง) ได้อีก !

แต่จะเพราะชะตาฟ้าลิขิต หรือก็แค่ไหลไปตามน้ำ ปรากฏว่าช่วงวิกฤติการณ์การเมือง ปี 2556–2557 เสี่ยบีตัดสินใจลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเข้าไปเป็นหนึ่งในแกนนำ กปปส. ร่วมกอดคอเป่านกหวีดกันแสบหูไปทั่วบ้านทั่งเมือง

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

แถมยังมีบทบาทชนิดโลดโผนเสี่ยงตาย จนได้ฉายา “สี่ทหารเสือ” กปปส. รวมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, ชุมพล จุลใส และ สกลธี ภัททิยกุล

ผลงานเด็ดๆ เช่นมุ่งหน้าไปปิดล้อมสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน้าสโมสรกองทัพบก สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ทำการชั่วคราวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"
จนที่สุดต้องตกสภาพเป็น “จำเลย” หลังศาลประทับรับฟ้องคดีกบฏ-ก่อการร้าย ช่วงต้นปีที่ผ่านมานี่เอง

โดยทหารเสือของเราคนนี้ เป็นผู้ต้องหาลำดับที่ 4 หากแต่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ 9 คน โดยตีหลักทรัพย์ค้ำประกันรายละ 6 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

จนปรากฏว่า ผ่านมาไม่กี่เดือน คดียังไม่อะไร ยังไง ก็มีข่าวว่า คุณชายบี เบนหัวเรือมานั่งทำงานในทำเนียบเสียแล้ว !

  ตั้งหลักใหม่ที่พรรคลุงตู่

ช่วงกันยายนที่ผ่านมา ข่าวรายงานตัวโตพร้อมกันว่า เสี่ยบีเข้ารับมอบหมายงานจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดย ครม.แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

แน่นอนช่วงแรก เจ้าเก่าอย่าง ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ก็ออกมาคัดค้าน เพราะบียังเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีกบฏ ร่วมกับแกนนำ กปปส.

แต่ทางหนึ่ง บีก็ออกมาแจงว่า ทุกอย่างยังเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยศาลชั้นต้นได้นัดตรวจสอบพยานปีหน้า ไม่มีเรื่องใดที่จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะวันนี้ยังถือว่าบริสุทธิ์ จึงไม่มีความกังวล

  แต่ทางที่แน่นอนที่สุด คือ อะไรก็ต้านทานพลังดูดไม่ไหว อย่างที่รู้กันว่าช่วงนั้น คนไทยเห็นอดีต ส.ส.ปชป. ถูกเกี่ยวไปอยู่พรรคสีเขียวเพียบ ไม่เว้นแม้แต่ 3 ใน 4 ทหารเสือ กปปส.

คือนอกจาก “บี” ก็มี สกลธี ภัททิยกุล (รองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา) และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้รับเลือกจากมติพรรคให้เป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย !!

จากราชครูสู่ทหารเสือฯคนเบื้องหลัง "ตู่ดิจิทัล"

  ดูแล้วบทบาทก็คละเคล้ากันไป หากแต่ “เสี่ยบี” ตอนนี้จะเข้าตากรรมการมากหน่อย ก็อย่างที่บอกว่าประเดิมงานแรก ก็ทำเอาคนไทยครางฮือ…ด้วยยอดไลค์ยอดติดตาม ที่หลายคนก็ยอมรับว่าไม่ได้ “บูสต์โพสต์ หรือ “ซื้อไลค์” อะไรมาเลย

แถมเสี่ยบียังการันตีเองว่า เพจนี้ของจริง ลุงตู่เป็นหนึ่งในแอดมินเองเสียด้วย ส่วนทีมงานซึ่งก็คือตนกับคนอื่นๆ อีกไม่มาก จะช่วยกันดูเรื่องทางเทคนิคอื่นๆ มีบ้างที่คอยสอดส่องคอมเมนต์เกรียนจนเกินรับ และไม่นำไปสู่การสร้างสรรค์ และลบออกบ้าง

ทั้งนี้ แต่ละวัน ลุงตู่จะมาให้แนวทางว่า วันนี้อยากจะสื่อสารกับคนไทยเรื่องใด ทีมงานจะทำกราฟฟิกรอไว้ให้ จากนั้นบิ๊กตู่ก็จะตรวจสอบก่อนที่จะปล่อยออกสื่อ

เรื่องของเรื่องมันก็เป็นมาฉะนี้…

ก็ไม่รู้ว่างานนี้ “กุนซือบี” คิดไกลถึงขั้นว่า ถ้าคนไทยปิดทีวีหนีทุกเย็นวันศุกร์ งั้นไปเจอกันที่หน้าจอมือถือแทน หรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ทุกพื้นที่ของลุงตู่ กำลังเป็น “สนามประลองคีย์บอร์ดแห่งใหม่” ที่คนรักคนชังรุมคอมเมนต์ ปล่อยมีม ยิงมุกกันสนุก ไปกดติดตามกันดูได้เลย !!

“ทำงานการเมืองเเม้ลงสมัครส.ส.ไม่ได้””พลนชชา จักรเพ็ชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348658

“ทำงานการเมืองเเม้ลงสมัครส.ส.ไม่ได้””พลนชชา จักรเพ็ชร”

คนในข่าว  :  19 ต.ค. 2561
พลนชชา จักรเพ็ชร,เพื่อไทย,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

“ทำงานการเมืองเเม้ลงสมัครส.ส.ไม่ได้””พลนชชา จักรเพ็ชร” : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“พลนชชา จักรเพ็ชร” คนหนุ่มวัย 24 ปี มาสวมเสื้อ “เพื่อไทย” ได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเเก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไว้น่าสนใจ หัวข้อ : ความท้าทายในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย:นโยบายประชานิยมคือทางออกหรือทางตันของประเทศ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)/ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน

“ผมทำวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้เพราะมองว่าบ้านเรานั้น หากยังเเก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ โอกาสการพัฒนาประเทศจะยิ่งล่าช้า” ท็อป ระบุ

เเละใจความช่วงหนึ่งของวิทยานิพนธ์ที่คนรุ่นใหม่ของเพื่อไทยคนนี้ เขียนไว้คือ “ประเทศไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงเนื่องจากความไร้ซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง ความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก จวบจนความไม่เสมอภาคต่างๆ ทางสังคมซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากโครงสร้างของสังคมไทยที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่มซึ่งผูกขาดอำนาจในการพัฒนาประเทศ

โดยสรุปตัวเลขต่างๆ ได้ชี้ว่าการดำเนินนโยบายจากล่างขึ้นบน (bottom up approach) โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีประสิทธิภาพในการแก้ไขความยากจนและความเหลื่อมล้ำมากกว่าการดำเนินนโยบายจากบนลงล่าง (top down approach) โดยรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และการลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนนั้นไม่มีทางจะบรรลุผลได้เลยหากปราศจากความร่วมมือจาก “กลุ่มผู้มีอำนาจ” ในประเทศนี้”

เเม้ท็อปจะลงสมัครส.ส.ไม่ได้ในคราวนี้ เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เเต่ความตั้งใจที่ทำให้สิ่งที่เล่าเรียนมานั้นไม่เสียเปล่าเเละมองว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการอยู่นั้นมันเดินเคียงข้างความเป็นจริงที่สุด เเม้ทางบ้านจะเป็นห่วงว่าการเมืองช่วงนี้นั้น “กระเเสลมเเรง”

เเต่ “ท็อป” มองว่า ”หากช้าไปปัญหาอาจเเรงขึ้น ฉะนั้นการมาช่วยงานพรรคเลยนั้น น่าจะมีผลดีในภาพรวมของประเทศ”

“ท็อป” อาสาเป็นตัวเล็กๆ ในทีมงานมันสมองของพรรคเเละช่วยงานด้านคนรุ่นใหม่ที่ถือว่าเป็นบันไดขั้นต้นๆ ในการสร้างพรรคให้เข้มเเข็ง

ชื่นชมในสปิริตคนรุ่นใหม่คนนี้ที่กล้าคิดกล้าทำในมุมต่างเเละมีความตั้งใจเพื่อสังคมที่เเท้จริง

“เขตรัฐ “สร้างสองสโมสรเเละให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348327

“เขตรัฐ “สร้างสองสโมสรเเละให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม

คนในข่าว  :  17 ต.ค. 2561
เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์

“เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” สร้างสองสโมสรเเละให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม :  คอลัมน์… ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

“เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์” ลูกชาย “ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” นักคิดนักเขียนด้านการเมือง วันนี้ทำหน้าที่โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชนพรรคและฝ่ายอำนวยการพรรค ซึ่งเป็นภารกิจท้าทายสำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยวัย 29 ปี

“คุณพ่อ (ศ.ดร.เอนก) เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจให้เดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง เป็นไอดอลทางการเมืองก็ว่าได้ แต่ยังมีแรงจูงใจอื่นที่เป็นองค์ประกอบ จากการสัมผัสคนหลากวงการจุดหนึ่งที่ทุกคนพูดหมือนกันคือ ปัญหากับระบบที่วนไปวนมา ต้องทำงานภายใต้กติกาและระบบเดิมๆ ถ้าไม่สามารถ กำหนดทิศทางอะไรได้”

อีกแรงจูงใจส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงที่ลงพื้นที่ไปเจอวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่อยู่นอกเมือง

“ไม่อยากเป็นเพียงแค่ผู้ตามนโยบาย ผมต้องการเป็นผู้กำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนที่เรียนจบจากต่างประเทศ “Mindset” ตอนที่กลับมาเมืองไทยแรกๆ ก็ไม่เห็นไทยที่เป็นไทย ความเข้าใจของเราก็คือ เมืองไทยก็คือกรุงเทพฯ

เวลาจะทำอะไร เช่น ทำเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เราก็ต้องการให้ทันสมัย เขียนก็ต้องมีภาษาอังกฤษให้เยอะที่สุด มีรูปร่างหน้าตาให้ดูเท่เหมือนต่างชาติ ด้วยจริตที่เราชอบมันเป็นการไปกีดกันการเข้าถึงความเข้าใจของคนที่มีอยู่อีกหลายคนมากในประเทศไทย อันนี้ก็เป็นการเปิดโลกของเรา ทำให้เราทราบว่า เมืองไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ”

“เขตรัฐ” สื่อถึงความแตกต่างของคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ร่วมกันบนความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้คนสองวัยมีความคิดต่างกัน มองอะไรไม่เหมือนกัน นาทีนี้มันอาจจะมีปัญหาได้ ถ้าเด็กมุ่งหน้าจะพัฒนาโลกให้เป็นโลกของเด็ก เราจะทิ้งผู้สูงอายุที่เรากำลังจะก้าวไปสู่โลกของผู้สูงอายุที่มีจำนวนมหาศาลไม่ได้ คนทั้งสองวัยในสังคมไทยต้องก้าวไปพร้อมกัน

เเละอีกไอเดียที่ผุดขึ้นช่วงลงพื้นที่คือการสร้าง “สโมสรแม่บ้าน” และ “สโมสรผู้สูงอายุ” ที่ผู้สูงวัยเมื่อเกษียณออกมาก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงเสนอเเนวคิดให้ผู้สูงวัยจับงานด้านเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชน เพื่อคนสองวัยเดินไปด้วยกัน โดยคนรุ่นใหม่จะให้ผลักดันดิจิทัล อีโคโนมี เพื่อผลผลิตเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นแล้วมีตลาดรองรับ จะเป็นการดึงลูกหลานกลับสู่บ้านเกิด และเปลี่ยนผันตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรในท้องถิ่นตนเอง

ลองดูว่ารวมพลังประชาชาติไทย จะรับไอเดียคนหนุ่มคนนี้ไปขับเคลื่อนเเละผลักดันให้เกิดขึ้นกับนโยบายพรรค เเละรอวัดผลว่าสังคมจะตอบรับความคิดของคนรุ่นใหม่ทางการเมืองหรือไม่

“อรุณี กาสยานนท์””อุดมการณ์และนโยบายพรรคทำได้จริง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348162

“อรุณี กาสยานนท์””อุดมการณ์และนโยบายพรรคทำได้จริง”

คนในข่าว  :  16 ต.ค. 2561
อรุณี กาสยานนท์,ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,นพวรงค์ เดชกิจวิกรม

“อรุณี กาสยานนท์””อุดมการณ์และนโยบายพรรคทำได้จริง” : คอลัมน์…  ตลาดความคิด… รุ่นใหม่การเมือง

เมืองสองแคว หรือ จ.พิษณุโลก เป็นสนามหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เบียดกับพรรคเพื่อไทย (พลังประชาชนและไทยรักไทยในอดีต) ดุเดือด

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคสะตอได้ไปสามเก้าอี้ พรรคเพื่อไทยได้สองเก้าอี้
ครั้งนี้ก็น่าจะเดือดไม่แพ้กันเพราะอย่าลืมว่าที่นี่คือฐานของเลขาธิการพรรคปชป.คนปัจจุบัน(จุติ ไกรฤกษ์) ที่ต้องยึดพื้นที่ไว้ให้ได้ โดยเขต 1 เมืองสองแควนั้น “หมอโก๋” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เป็นแชมป์เก่าสามสมัย โดย “เพื่อไทย” จะส่ง ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ หรือ “ดร.หญิง” ลงประชัน

มวยคู่นี้เสมือนศิษย์พี่ปะทะศิษย์น้อง เพราะ “หมอโก๋” เป็นอดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักไทย เมืองสองแคว (ไทยรักไทยยุคที่สอง) แต่พรรคเลือกอีกคนหนึ่งลงแทน…หมอโก๋จึงมาสวมเสื้อปชป. ด้วยคำเชิญของ ”นคร มาฉิม” ที่วันนี้ย้ายไปอยู่ฝ่าย ดร.หญิง

แม้เรื่องราวของหมอโก๋ที่เกี่ยวกับต้นสังกัดยามนี้จะเป็นเช่นใด…แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแน่นอนคือ “หมอโก๋” จะชิงดำกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคเพื่อไทยคนนี้ ที่บอกว่า “ติดตามงานการเมืองตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย”

ดร.หญิง กล่าวว่า “คุณพ่อเป็นสมาชิกสภาจังหวัด มา 25 ปี สมัยเด็กเดินแจกใบปลิวช่วยคุณพ่อ มันเหมือนซึมซับมา พอโตขึ้นมาได้มาเรียนรัฐศาสตร์ และส่วนตัวก็เป็นคนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง และด้วยบทบาทและความเป็นอุดมการณ์ เราได้สอนปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้นักศึกษา แต่มองว่าถ้าเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยก็จะได้เฉพาะนักศึกษา มีความรู้สึกว่า หากเราช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศในเรื่องนโยบายได้ และมีโอกาสได้มาช่วยดูเรื่องของนโยบายด้วยบทบาทผู้แทนฯ”

“สนใจพรรคเพื่อไทย เพราะทำนโยบายและนำเสนอในการหาเสียงตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย รู้สึกว่านโยบายต่างๆ ทำได้จริง ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้จริง รวมทั้งเรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เห็นได้อย่างชัดเจน จึงตัดสินใจมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย”

“ในฐานะคนรุ่นใหม่อยากให้คนรุ่นใหม่มองข้ามเรื่องของสีเสื้อ ไม่ว่าจะเป็นเหลืองหรือแดง อยากให้มองว่าทุกอาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เรื่องแบ่งสีแบ่งฝั่งสร้างความเสียหายมามากแล้ว อยากให้คนรุ่นใหม่มองถึงข้อเท็จจริงมากกว่า ว่าใครทำให้ประเทศหรือเศรษฐกิจเติบโตมากกว่ากัน ในฐานะคนรุ่นใหม่ จะนำเสนอข้อมูลให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และนำไปพิจารณา เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ต้องลอยอยู่เหนือวาทกรรมเหล่านี้ให้ได้”

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางการเกษตรเเละต้องต่อยอด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/348027

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางการเกษตรเเละต้องต่อยอด”

คนในข่าว  :  15 ต.ค. 2561
องอาจ ปัญญาชาติรักษ์,ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์,วีรบุรุษประชาธิปไตย,เกษตร

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางการเกษตรเเละต้องต่อยอด” “องอาจ ปัญญาชาติรักษ์”  : คอลัมน์… ตลาดความคิด.. รุ่นใหม่การเมือง

ชื่อนี้หลายคนไม้รู้จัก เเต่เมื่อเห็นนามสกุลเเล้วก็คงคุ้นๆ มากขึ้น ชายหนุ่มวัย 35 ปี เป็นบุตรชายของไอ้ก้านยาว “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” วีรบุรุษประชาธิปไตยคนหนึ่งของเมืองไทย

ชายคนนี้ทำงานภาคเกษตรในฟาร์มเกษตรอินทรีย์เพชรล้านนา จ.ลำปาง เเละยังทำงานในคณะทำงานสภาเกษตรแห่งชาติ ภาคปศุสัตว์ และการตลาด ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2555 ได้นำสินค้าเกษตรในฟาร์มไปขายใน Model Trade (TOPS market) ในเครือเซ็นทรัล จนถึงปัจจุบัน มียอดขายมากกว่า 1,500,000 บาทต่อปี ต่อมาสร้างโรงขุนหมูเพิ่ม 2 โรง ทำให้ในฟาร์มมีกำลังการผลิตหมูได้ปีละ 2,000 ตัว ซึ่งเป็นการบริหารแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตลูกหมู จนถึงการขายเนื้อหมูร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่

ปี 2560 สนใจธุรกิจจากไม้ไผ่ เนื่องจากไม้ไผ่เป็นไม้ที่มีศักยภาพสูง สามารถนำมาใช้งานได้อย่างหลากกลาย จึงได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไผ่ ตำบลแม่สุก ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเกษตรกรในพื้นที่ เเละปีนี้ได้ก่อสร้างโรงงานผลิตถ่านไผ่คุณภาพสูง และพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น เเละยังสนใจการทำธุรกิจร่วมกับคนจีน เกี่ยวกับส่งออกสินค้าทางเกษตร อาทิ ข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และนำเข้าเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในด้านการตลาดและการผลิต

คนรุ่นใหม่ที่ลุยงานเกษตรกรรมเเบบต่อยอดร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่จนถือว่าเป็นดาวรุ่งคนหนึ่งที่ทำให้คีย์เเมนในพรรคพลังประชารัฐมองเห็นความสามารถจึงทาบทามให้มาช่วยงานพรรคน้องใหม่นี้เพื่อนำความรู้ที่มีมาช่วยวางนโยบายด้านการเกษตร

“เมืองไทยมีความหลากหลายทางเกษตรกรรมทั่วประเทศ หากมีการเเนะนำเพื่อให้เกษตรกรต่อยอดเเละยืนได้ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าชีวิตเกษตรกรทุกสาขาจะดีขึ้นหลายเท่าตัว โดยต้องนำองค์ความรู้ไปเเนะนำเกษตรกรเเบบครบวงจร” องอาจระบุ

“ก่อนตัดสินใจได้สอบถามคุณพ่อเเล้ว คุณพ่อให้ผมตัดสินใจเอง บ้านผมประชาธิปไตยนะ น้องสาวผมวันนี้ไปทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ เเต่ผมสนใจเเนวทางของพรรคพลังประชารัฐ เราต่างคนต่างไปทำงานกับพรรคที่ตัวเองชอบในอุดมการณ์​เเต่ไม่ทะเลาะกันนะ อยู่บ้านก็คุยกันตามปกติ”

“อยากเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก”ต้น ณ ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/347696

“อยากเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก”ต้น ณ ระนอง

คนในข่าว  :  12 ต.ค. 2561
ต้น ณ ระนอง,ตลาดความคิดรุ่นใหม่การเมือง,กิตติรัตน์ ณ ระนอง,พรรคเพื่อไทย

“อยากเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก”ต้น ณ ระนอง : ตลาดความคิด…รุ่นใหม่การเมือง

หากถามว่าทายาทคนการเมืองที่เป็นหนุ่มสาวนั้นต้องการเจริญรอยตามบรรพบุรุษสานต่อภารกิจของบุคคลในครอบครัวที่พวกเขาชื่นชอบหรือไม่ คำตอบคือ ส่วนใหญ่พร้อมลงสนาม

“ต้น ณ ระนอง” บุตรชายของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คืออีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทยที่อาสามาเป็นคนการเมือง

“ต้น” กล่าวว่า ส่วนตัวสนใจการเมืองอยู่แล้วตั้งแต่เด็กและมองว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วและพรรคเพื่อไทยมีผู้ใหญ่อยู่แล้ว แต่ถูกมองว่าคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ยาก คิดว่าจะทำอะไรได้ในฐานะคนรุ่นใหม่จึงอยากจะมาเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรค

“ผมสนใจมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยเพราะนโยบายและพรรคเพื่อไทยได้ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ซึ่งเราก็เฝ้ามองมานานในเรื่องของประชาธิปไตยเป็นสำคัญ มีระบบการทำงานที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น คำว่าประชาธิปไตย เป็นเรื่องของสิทธิ สามารถพูดได้ ออกเสียงได้”

หากถามว่า “ต้น” ได้รับไฟเขียวจาก “โต้ง” ผู้เป็นบิดาหรือไม่ในการลงสนามคราวนี้นั้น

คำตอบที่ได้รับคือ “คุณพ่อไม่เคยอยากให้มาการเมือง ไม่เคยชวนให้มาลงการเมือง เพราะกลัวจะถูกมองว่ามาสืบทอดอำนาจ เรื่องความเหมาะสมซึ่งจะเป็นข้อครหา แต่ผมก็คุยกับคุณพ่อมาเรื่อยๆ จนท่านเข้าใจว่าสนใจจริงๆ”

“ผมเข้ามาในพรรคก็ได้รู้จริงๆ ว่าที่คนมองว่าพรรคเพื่อไทยมีคนสั่งการอยู่ ถูกครอบงำ เป็นเรื่องไม่จริง ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้และผู้ใหญ่ในพรรคก็รับฟัง พวกเรามีส่วนร่วมจริงๆ

ที่ผ่านมาสังคมมักมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของเด็ก มันเป็นเรื่องของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป เเต่การเมืองที่ขาดเด็กหรือคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสื่อสารในจุดนี้ เราจึงอยากเข้ามาเป็นตัวสื่อสาร เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งส่วนนี้ขาดไป ดังคำว่าที่ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแต่ผู้ใหญ่”

“เป้าหมายทางการเมือง ผมไม่จำเป็นต้องเป็นส.ส.หรือรัฐมนตรี แต่ขอให้เราได้แสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้หรือทำอะไรก็ได้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่า ผมเข้ามาในวงการการเมืองที่ตัวเองเปรียบเหมือนแก้วเปล่า ที่พร้อมจะให้เติมอะไรลงไป”