“พรพรหม วิกิตเศรษฐ์”เลือกตั้งพน.พรรคคือจุดเริ่มประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/347535

“พรพรหม วิกิตเศรษฐ์”เลือกตั้งพน.พรรคคือจุดเริ่มประชาธิปไตย

คนในข่าว  :  11 ต.ค. 2561
พนิช วิกิตเศรษฐ์,พรพรหม วิกิตเศรษฐ์,หัวหน้าพรรค,ประชาธิปไตย

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ “เลือกตั้งหัวหน้าพรรคคือจุดเริ่มประชาธิปไตย” : คอลัมน์… ตลาดความคิด  รุ่นใหม่การเมือง

หนึ่งในเลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์ “พรพรหม” บุตรชาย พนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเลือดใหม่ปชป.เเละเข้าพรรคในช่วงจังหวะชิงตำเเหน่งหัวหน้าพรรคก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ในต้นปีหน้า

พรพรหม กล่าวถึงการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคค่ายสีฟ้าว่า “การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ มีความรู้สึกตื่นเต้น เพราะพรรคเราเป็นพรรคแรกที่เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมเช่นนี้ ซึ่งผมเคยสังเกตการณ์กระบวนการดังกล่าวที่ต่างประเทศมาก่อน ดีใจที่พรรคมีระบบเลือกหัวหน้าพรรคเช่นนี้ มันคือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ที่ให้สมาชิกเลือกคนที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเลือกครั้งนี้อาจไม่ได้คนดีที่สุด นั่นหมายความว่าครั้งต่อไปพวกเขาก็ต้องเลือกคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีโอกาสเลือกได้ตลอด ซึ่งมันคือระบอบประชาธิปไตยในพรรค”

“ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ต้องกล่าวว่าดีใจที่มีส่วนร่วมกับพรรคนี้ และได้ทำงานภายในพรรค ซึ่งพรรคอื่นๆ บางพรรคอาจทำไม่ได้เหมือนพรรคเรา เพราะมีสมาชิกน้อย แต่เรามีฐานสมาชิกเดิม 2 ล้านกว่าคน ซึ่งทุกคนมีความเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน”

สำหรับกระแสวิจารณ์เรื่องการเมืองในอนาคต ที่จะมีการมาของนายกฯคนนอกนั้น พรพรหม กล่าวว่า ตอบแทนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ แต่ถ้าส่วนตัวแล้ว แน่นอนว่าจะไม่ยกมือสนับสนุนนายกฯ คนนอกแน่นอน แต่จะยอมรับรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชนเป็นผู้เลือก โดยที่ ส.ว.ไม่มีส่วนมาเกี่ยวข้องเลย

ส่วนการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรพรหม กล่าวว่า “ครั้งล่าสุดที่ผมมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกก็ตอนอายุ 18 ปี มาตอนนี้ก็มีวัยรุ่นอีกหลายๆ คนที่จะได้ใช้สิทธิเป็นครั้งแรก เชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะต้องมีความตื่นเต้น และตื่นตัวต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างแน่นอน”

เเต่พรพรหมจะได้ลงสมัคร ส.ส.พรรคสีฟ้าหรือไม่นั้น รอดูผลการชิงหัวหน้าพรรคให้เสร็จสิ้น จากนั้นหน้าใหม่ปชป.คงจะทยอยเปิดตัวต่อสังคม

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก “การเเก้ปัญหาต้องผ่านรัฐสภา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/347352

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก “การเเก้ปัญหาต้องผ่านรัฐสภา”

คนในข่าว  :  10 ต.ค. 2561
พลออาทิตย์ กำลังเอก,พลอฐิติวัจน์ กำลังเอก,พรรคชาติพัฒนา,รัฐสภา,แก้ปัญหา,การเมือง,เลือกตั้ง,บิ๊กซัน

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก พรรคชาติพัฒนา”การเเก้ปัญหาต้องผ่านรัฐสภา” : คอลัมน์… ตลาดความคิด รุ่นใหม่การเมือง

“บิ๊กซัน” คือฉายาของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เเละเมื่อพ้นวาระการครองเครื่องเเบบ “วีรบุรุษสะพานมัฆวาน” ก็ลงสนามการเมืองด้วยการเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย

“ปวงชนชาวไทย” คือพรรคการเมืองที่บิ๊กซันตั้งขึ้น เเละเป็นจุดสตาร์ทของพรรคชาติพัฒนาเมื่อหลายสิบปีก่อน เเละเมื่อ “อาทิตย์อัสดง” ทายาทของบิ๊กซันคือ “พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก” ก็พร้อมสานเจตนาของบิดาบนสนามการเมือง

“บิดาของผม เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคปวงชนชาวไทย และทำงานร่วมกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รวมถึงสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จากพรรคปวงชนชาวไทยมาเป็นพรรคชาติพัฒนา ผมคลุกคลีอยู่กับพล.อ.อาทิตย์ ได้รู้และเห็นแนวทางทางการเมืองมาตั้งแต่เด็ก

ในฐานะที่เคยร่วมวงคนทำงานปฏิรูปการเมือง (สภาปฏิรูปแห่งชาติ, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ล่าสุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ) จึงเห็นและรับรู้สำหรับเสียงของคนที่กล่าวถึงนักการเมือง โดยส่วนใหญ่จะพูดในทางไม่ดี ผมจึงต้องการเข้ามาเป็นนักการเมืองเพื่อเป็นแบบอย่างให้สังคมเห็นว่านักการเมืองน้ำดี และปฏิบัติตัวดีๆ ยังมีอยู่”

“ขณะเดียวกันผมเป็นนายทหารที่ทำงานอยู่พื้นที่ชนบท (จ.อุบลราชธานี) จึงเห็นว่าพื้นที่ต่างจังหวัดยังมีปัญหาอยู่มาก ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำและความยากจน จึงคิดว่าเมื่อเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วจะสามารถผลักดันแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ได้”

การเมืองสไตล์ พล.อ.ฐิติวัจน์ จะเป็นแบบไหนนั้น เสธ.เอ็กซ์ ตอบว่า

“ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ยึดถือคำพูดเป็นนาย ดังนั้นหากสรุปคือ พูดจริงและทำจริง ขณะเดียวกันยังพร้อมยึดแนวทางปรองดอง ร่วมทำงานกับทุกฝ่าย”

ส่วนอุดมการณ์และแนวคิดรวมถึงนโยบายทางการเมืองนั้น คำตอบที่ได้รับคือ

“ผมให้ความสนใจและสำคัญต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความปรองดอง ตามปณิธานของ พล.อ.ชาติชาย ที่มีอยู่เดิม คือหันหน้าเข้าหากัน สร้างสรรค์เศรษฐกิจใหม่ ดังนั้นสิ่งที่หวังจะขับเคลื่อนคือการแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง คือการขับเคลื่อนผ่านรัฐสภา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องหาแรงสนับสนุนพรรคผ่านการเลือกตั้ง”
เมื่อหวนมองสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เเละการตัดสินใจในคราวนี้นั้น

เสธ.เอ็กซ์บอกว่า “เป็นความเห็นส่วนตัว ปมหนึ่งที่ยังไม่คลี่คลาย คือ ความปรองดอง เพราะยังพบการแข่งขันแย่งชิงตำแหน่ง ดังนั้นสิ่งสำคัญต้องสร้างสำนึกให้ประชาชน”

“ขณะที่ภาพรวมของการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนตัวผมชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพราะเป็นนายทหารที่ทำงานเก่ง ส่วนการเข้ามาเป็นนายกฯ นั้น ถือเป็นการเข้ามาโดยอุบัติเหตุ สิ่งที่ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะลงสนามการเมือง เพราะการจะสนับสนุนหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของพรรคชาติพัฒนาจะตัดสิน”

“เพื่อนสมคิด” ลิขิตแห่งดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/346843

“เพื่อนสมคิด” ลิขิตแห่งดวงดาว

คนในข่าว  :  6 ต.ค. 2561
อุตตม สาวนายน,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

“เพื่อนสมคิด” ลิขิตแห่งดวงดาว

มากกว่า “สามมิตร” คือ “มวลหมู่มหามิตร” มิใช่ลีลาโวหาร หากแต่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ได้กลั่นกรองแล้ว จึงปักธงเหนือสมรภูมิเลือกตั้ง ด้วยมุ่งหวัง “กำลัง” ของเพื่อนมิตรพิชิตชัย และบรรลุพันธกิจสานต่อ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองแค่ไหน แต่ทีมงานของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ยังเดินหน้าสู่กระบวนการจัดตัั้งพรรคการเมืองให้แล้วเสร็จทันฤดูกาลเลือกตั้งที่จะมาถึงต้นปีหน้า

วันก่อน “อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้า “พรรคพลังประชารัฐ” ได้เข้าขอจดจัดตั้งพรรคให้ถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดแรก ยังประกอบด้วย “ทีมสมคิด” อีก 3 คนคือ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค, “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นรองหัวหน้าพรรค และ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกพรรค

อย่างที่ทราบกัน โครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐจะมีนักการเมืองที่มีประสบการณ์มาร่วมงานด้วยหลายกลุ่ม ซึ่งกลุ่มก้อนที่ตกเป็นข่าวฮือฮาคือ “กลุ่มสามมิตร”

“ผมกลับสู่การเมืองเพราะคุณสมคิด (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ขอให้มาช่วย บอกว่าจะทำพรรคที่เป็นมิตรกับทุกพรรค พรรคที่ทำนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำพรรคเพื่อให้หลุดพ้นจากความขัดแย้ง ผมคุยกับท่านสมคิดตั้งแต่ยังไม่มีชื่อพรรค อย่างนี้ผมจะนำกลุ่มสามมิตรไปสังกัดพรรคอื่นได้ยังไง”

เป็นครั้งแรกที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เปิดเผยเบื้องหลังการก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ แต่เรื่องความสัมพันธ์ของ “สมคิด-สุริยะ” ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายของคนทั่วไป

 

คำบอกเล่าของสุริยะ ทำให้นึกเห็นภาพข่าวที่ “สมคิด” ไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพ “ประเสริฐ เทพสุทิน” บิดาของสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่วัดคลองโป่ง ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เมื่อ 18 กรกฎาคม 2558 ซึ่งค่ืนนั้น สุริยะได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก หลังมีข่าวว่าป่วยหนักมาก่อนหน้านี้

ถัดมาไม่ถึงเดือนสมคิดจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในรัฐบาลประยุทธ์ และมีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

ย่างเข้าหน้าฝนปีนี้ สมศักดิ์ เทพสุทิน กับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกเดินสายพบปะอดีตส.ส. ในนาม “กลุ่มสามมิตร” นักวิเคราะห์ข่าวทั้งหลายก็ขานชื่อ “3 ส.” ออกมาทันที ประกอบด้วย ส.สมคิด ส.สุริยะ และ ส.สมศักดิ์

ปะหน้านักข่าว สมคิดจึงถูกซักไซ้เรื่องกลุ่มสามมิตร ก็เลยตอบเลี่ยงๆไปว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น และไม่ใช่แค่สามมิตร เป็นมวลหมู่มหามิตรเลย เป็นเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น วงการเมืองคือเพื่อนๆ กัน”

คำว่า “มวลหมู่มหามิตร” ไม่ใช่แค่ถ้อยวลีการเมือง แต่พิสูจน์กันมาแล้วสมัยไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ยาวนาน สมคิดได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ (สมัยโน้น) ที่เข้าได้กับทุกฝ่าย

    เบ้าหลอม “ไทยรักไทย”
“สมคิด” มาจากครอบครัวเชื้อสายจีน ด้วยฐานะที่ไม่ดีของครอบครัว ทำให้เขาต้องไปใช้ชีวิตในช่วงต้นกับญาติ เขาเติบโตกับความยากลำบากของชีวิต เนื่องจากกิจการค้าขายเล็กๆ ของบิดาต้องล้มละลายไปในช่วงที่ลืมตาดูโลก แต่สมคิดมีแรงบันดาลใจอย่างสูงในการช่วยตนเอง และการศึกษามาตัั้งแต่สมัยเรียนมัธยมจนถึงอุดมศึกษา

หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาในปี 2527 สมคิดได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านบริหารการตลาดเข้าไปทำงานให้บริษัทเอกชนหลายแห่งรวมทั้งการเป็นอาจารย์สอนที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

สมคิดกลับเมืองไทยช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เขาได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มธุรกิจที่สำคัญหลายแห่ง ทำให้เขามีความเข้าใจผู้คนต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง บุคลิกที่นุ่มนวลเข้ากับคนได้ดี กลายเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนที่รู้จักจะชอบเขาเป็นพิเศษเสมอ

“ทักษิณ ชินวัตร” ไทคูนสื่อสารเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ชักชวนให้สมคิดมาช่วยงานการเมืองตั้งแต่สมัยทักษิณเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐบาลชวน ในโควตาพรรคพลังธรรม

เมื่อทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทย สมคิดมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ได้เข้ามาช่วยทำนโยบายประชานิยม ได้แก่นโยบายช่วยเหลือชาวนาในรูปแบบต่างๆ นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นโยบายค่าโดยสารฟรี นโยบายการรักษาพยาบาลฟรี แต่ปรับแนวนโยบายให้เป็นไปตามแนวคิด 30 บาทรักษาทุกโรคของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

หลังพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็แต่งตั้งสมคิดเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และสมคิดได้รับการปรับตำแหน่งอยู่เรื่อยๆ จนหมดยุครัฐบาลทักษิณ

สมัยพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง ทักษิณมีขุนพลรอบกายต่างๆ มากมาย มีทั้งที่เปิดเผยตนเองและมีเป็นจำนวนมากที่ยินดีจะทำงานแบบเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง สมคิดก็จัดอยู่ในประเภทหลัง

สมคิด..มากมิตรการเมือง
นับแต่แยกทางจากทักษิณเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สมคิดซุ่มซ่อนสะสมเครือข่ายสายสัมพันธ์ โดยตั้งกลุ่มธรรมาธิปไตย เชื่อมร้อยกับกลุ่มต่างๆ ที่แตกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทย

ปี 2550 มีข่าวสมคิดไปร่วมงานการเมืองกับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่แสดงตนชัดเจน กระทั่งการเลือกตั้งผ่านไป สมคิดได้เร้นกายหายไปจากแวดวงการเมือง

หลายปีต่อมา สมคิดจับมือ นพ.ประเวศ วะสี ก่อตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” เป็นจุดนัดพบของภาคประชาสังคมกับภาคธุรกิจ และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ก็คือประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสัมมาชีพในยุคแรกๆ

สมคิดไม่ใช่นักวิชาการที่เพิ่งลงจากหอคอยงาช้าง หากแต่เขาสั่งสมประสบการณ์การเมืองมายาวนาน ผ่านยุคที่พรรคไทยรักไทย อุดมไปด้วยมุ้งย่อยมากมาย สมคิดย่อมรู้จักมักคุ้นกับประมุขของมุ้งการเมืองเหล่านี้เป็นอย่างดี

มิเพียงสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน เท่านั้น “กลุ่ม 16” ไล่มาแต่ สุชาติ ตันเจริญ, เนวิน ชิดชอบ, สรอรรถ กลิ่นประทุม และสนธยา คุณปลื้ม

นักการเมืองกลุ่มวังพญานาคทั้ง พินิจ จารุสมบัติ, ปรีชา เลาหพงษ์ชนะ และสิทธิชัย โควสุรัตน์ ก็รู้จักมักคุ้นกับสมคิดเป็นอย่างดี

สมรภูมิเลือกตั้ง 2562 สมคิดจำต้องพึ่ง “มวลหมู่มหามิตร” เพื่อบรรลุเป้าหมายสานต่อยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือพันธกิจของลูกผู้ชายชื่อกวง

000000000000

      “อุตตม”ประมุขพลังประชารัฐ
เอ่ยชื่อ “อุตตม สาวนายน” ในบทบาทของหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ อาจดูละอ่อนในสายตานักเลือกตั้งรุ่นเก๋า แต่หากย้อนกลับไปดูเส้นทางเดินของผู้ชายคนนี้ ก็จะพบความช่ำชองเชิงยุทธ์ไม่แพ้รุ่นพี่ที่เคารพรักคนนั้น

“อุตตม” เป็นลูกชาย “เล็ก สาวนายน” อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ที่เป็นผู้ว่า กฟน.ยาวนานถึง 10 ปี รู้จักกับสมคิดตั้งแต่สมัยที่เขาทำปริญญาโทบริหารธุรกิจ เอกการเงิน ที่ Kellogg School of Management ขณะนั้นสมคิดทำปริญญาเอก

หลังจากนั้น “สมคิด-อุตตม” กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นิด้า ต่อมา อุตตม ลาไปทำปริญญาเอกด้านการจัดการ เอกการเงิน จาก University of Massachusetts-Amherst สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบก็กลับมาสอนหนังสือต่อที่นิด้า อุตตมจึงมีโอกาสได้ร่วมงานใกล้ชิดกับรุ่นพี่-สมคิดในหลายโครงการ

เมื่อธนาคารนครหลวงไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความเป็นผู้นำ อุตตมเห็นว่าเป็นงานท้าทาย จึงอาสาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิจัยและวางแผน ได้มีโอกาสร่วมงานกับ “สม จาตุศรีพิทักษ์” พี่ชายของสมคิด ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ในขณะนั้น

ปี 2544 ชีวิตของอุตตม ก็มีเหตุต้องหักเหอีกครั้งเมื่อรุ่นพี่-สมคิดให้มาช่วยงานเต็มเวลา ในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีคลัง รัฐบาลทักษิณ

อุตตมต้องทิ้งเงินเดือน 6 หลัก และความสะดวกสบายส่วนตัว มาทำงานการเมือง เพราะความเคารพในตัวของรุ่นพี่คนนี้ที่รู้จักกันยาวนาน
กว่า 20 ปี

นับแต่ปีนั้นมา อุตตมก็ติดตามสมคิดไปนั่งในตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายกระทรวง จนกระทั่งสมคิดตกปากรับคำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มาเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ อุตตมจึงก้าวสู่ถนนการเมืองอีกครั้ง

ปี 2558 อุตตมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในรัฐบาลประยุทธ์ แต่ได้ยื่นหนังสือลาออกเพื่อให้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกระทรวงที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่

ปี 2559 อุตตมได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม และปลายปีนี้ อุตตมได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม” ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/345550

“สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม” ??

คนในข่าว  :  28 ก.ย. 2561
สนธยา คุณปลื้ม,คุณตู่ปลื้ม,ประยุทธ์,บิ๊กตู่,นายกเมืองพัทยา,ม44

“สนธยา” คุณปลื้ม ?? ใครปลื้มบ้างไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ใจคือ “บิ๊กตู่” น่าจะปลื้ม !!

               จู่ๆ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ ก็ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้งให้ “สนธยา คุณปลื้ม” เป็น “นายกเมืองพัทยา” ทั้งที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่งเปิดทำเนียบรับ “สนธยา” และน้องชายอีกคนคือ “อิทธิพล คุณปลื้ม” มาช่วยงาน

               ครั้งนั้น “บิ๊กตู่” ให้ “สนธยา” มาทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษานายกฯ ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน” ส่วน อิทธิพล มีตำแหน่ง “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ” ซึ่งต่อมามอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

               หลังจากการเซ็นแต่งตั้งครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้เซ็นแต่งตั้งจริง แต่เป็นตามขั้นตอนของส่วนราชการ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอมา

               “เมื่อตรวจสอบไม่มีอะไรเสียหายก็อนุมัติตามขั้นตอนนายสนธยาจะมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และให้คำปรึกษา ซึ่งผมก็ต้องฟังเพราะจำเป็นต้องมีฝ่ายการเมืองมาให้คำปรึกษาบ้างเพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้ตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่เพราะวันนี้กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งจึงจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้มาให้คำปรึกษา เนื่องจากส่วนตัวไม่รู้ว่าที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองได้ดำเนินการมาอย่างไรบ้าง” ท่าทีของบิ๊กตู่ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม เพราะก่อนหน้านั้นเคยแสดงอาการรังเกียจนักการเมือง

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านต่อ…”บิ๊กตู่” ไม่รังเกียจ “ตระกูลคุณปลื้ม”)

               ขณะที่ครั้งนั้นนายสนธยาให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 27 เมษายน ว่า “เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมืองโดยได้รับการทาบทามเข้ามาช่วยงานเกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ(อีอีซี) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายหรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องของการเมืองว่าต้องหนุนหรือไม่หนุน”

               แต่ก็บอกว่า “การเข้ามาก็สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว ถ้าไม่สนับสนุนหรือเห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่เข้ามานั่งทำงานร่วมด้วย แต่ในส่วนที่ว่าเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันหรือไม่นั้นวันนี้ยังไม่มีการเลือกตั้ง และยังไม่มีการประกาศแนวทางทางการเมืองที่ชัดเจน เราก็ต้องมองอนาคตข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร”

               ผ่านมา 5 เดือน พล.อ.ประยุทธ์เซ็นใหม่ ตั้ง “สนธยา” ให้ไปเป็น “นายกเมืองพัทยา” ซึ่งนายสนธยาต้องลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เพราะตาม พ.ร.บ.เมืองพัทยา ห้ามผู้บริหารเมืองพัทยาเป็นข้าราชการการเมือง

               ในการคำสั่งแต่งตั้งนายสนธยาครั้งนี้ ให้เหตุผลว่า “เมืองพัทยาซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน พัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ จัดให้มีกิจกรรมภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร จัดทําโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาเมืองให้ทันสมัยระดับนานาชาติ…จึงมีความจําเป็นต้องได้มาซึ่งนายกเมืองพัทยาและผู้บริหารเมืองพัทยาที่มีศักยภาพสูง พร้อมด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ต่อการสนับสนุนกิจกรรมและการดําเนินการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมทั้งเป็นการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นอันจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปประเทศ”

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านละเอียด…คลิก)

 

               โดยสรุปมีเหตุผล 2 ประเด็น คือ หนึ่ง เมืองพัทยาจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอีอีซี โครงการที่รัฐบาลกำลังทำ และสอง นายสนธยา เป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถ

               นายกฯ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เป็นการแต่งตั้งตามความเหมาะสม ขออย่ามองเป็นเรื่องการเมือง”

               พล.อ.ประยุทธ์ ยังบอกด้วยว่าครั้งที่แล้วก็เป็นคนแต่งตั้งนายกเมืองพัทยา ที่ปรับย้ายไม่ใช่เพราะมีความผิดอะไร เพียงแต่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ผ่านมาอาจจะเน้นเรื่องความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก ขณะนี้กำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจ เรื่องอีอีซี ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนที่มีความชำนาญเรื่องเหล่านี้ มีความคุ้นเคยกับพื้นที่

               “อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองหมด เพราะถ้ามองเป็นการเมืองไปหมดก็ทำอะไรไม่ได้ ขยับอะไรก็เป็นการเมืองหมด ไม่ได้หรอก เพราะคนที่ทำงานก็มีอยู่ไม่กี่คนที่จะเข้ามาช่วยผม หลายคนก็เป็นห่วงเป็นใยแต่ก็ไม่โอเคที่จะเข้ามาเอง”

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

​​(อ่านต่อ…มาตรา 44 ตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” นายกเมืองพัทยา)

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านต่อ…”บิ๊กตู่” แจงงัด “ม.44” ตั้ง “สนธยา” นั่ง “นายกเมืองพัทยา”)

               สำหรับตำแหน่งนายกเมืองพัทยานี้ จากประกาศ คสช. ออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีที่นายกหมดวาระหรือตำแหน่งว่างลง ทำให้ในช่วงแรกหลังจาก “อิทธิพล คุณปลื้ม” พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระในเดือนมิถุนายน 2559 ปลัดเมืองพัทยาจึงมาทำหน้าที่เป็นนายกเมืองพัทยา แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 สั่งให้ “พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี” ซึ่งเดิมเป็นรองประธานสภาเมืองพัทยามาเป็นนายกเมืองพัทยาแทนปลัด

               เหตุผลในการตั้ง พล.ต.ต.อนันต์ ครั้งนั้น คือ “เนื่องจากการบริหารจัดการเมืองพัทยา ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการที่มีศักยภาพสูง ในการประสานงานกับราชการส่วนกลางทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การปกครอง ตลอดจนการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงภาคประชาชนอย่างมีเอกภาพทั้งต้องเป็นผู้มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ และสามารถบริหารงบประมาณบังคับบัญชาบุคลากร ตลอดจนบริหารงานบุคคลให้ได้อย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่พนักงานและลูกจ้างเมืองพัทยา และภาคประชาชน โดยเฉพาะในการรักษาความสะอาดการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การแก้ปัญหาการจราจร การพัฒนาชุมชน การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของเมืองท่องเที่ยว และปัญหาเร่งด่วนต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล”

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(อ่านละเอียด…คลิก)

               ด้วยเมื่อครั้งมีการตั้ง พล.ต.ต.อนันต์ มาเป็นนายกเมืองพัทยาแทนปลัด ก็ให้เหตุผลเพราะ “มีศักยภาพสูง” จึงอดไม่ได้ที่จะมีการตั้งคำถามว่าทำไมต้องเปลี่ยนอีกครั้ง ถึงแม้ตอนนั้นไม่ได้พูดถึงนโยบายอีอีซีของรัฐบาล แต่รายละเอียดที่เขียนไว้ก็ถือว่าครอบคลุมหากไม่ใช่เพราะเรื่องการเมือง ?

               อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในเมื่อ “อิทธิพล คุณปลื้ม” เคยดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยามาก่อน โดยเขาดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 2 สมัย คือ ปี 2551-2559 จึงมีคำถามว่า ทำไมไม่ให้ “อิทธิพล” กลับไปเป็นนายกเมืองพัทยา ?

               คำตอบอาจเพราะว่า ตอนนี้มีการวางตัวให้ “อิทธิพล” ไปเป็นผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่ถูกวางให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

               อีกกรณีที่มองข้ามไม่ได้ว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลคุณปลื้มเข้ามาช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่คือ การที่กระทรวงยุติธรรมอนุมัติการพักโทษให้ “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม อดีตผู้กว้างขวางในภาคตะวันออก ผู้พ่อในวัย 80 ปี ที่ถูกจับตัวได้เมื่อต้นปี 2556 ระหว่างหนีคดีร่วมกันทุจริตการซื้อขายที่ดินทิ้งขยะเขาไม้แก้วที่ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 4 เดือน และคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูร ที่ศาลพิพากษาจำคุก 25 ปี (อ่านต่อ…ลำดับเวลา2คดีจำคุก’กำนันเป๊าะ’) ไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วด้วยเหตุผล “เจ็บป่วยร้ายแรง เป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย มีอายุเกิน 70 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้”

               โดยช่วงที่ “พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เซ็นอนุมัติพักโทษให้กำนันเป๊าะ ก็มีกระแสข่าวเรื่องการเจรจากับนักการเมืองตระกูลคุณปลื้ม เพื่อขอให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ซึ่งในที่สุดในเดือนเมษายน ปีนี้ สองพี่น้องตระกูลคุณปลื้มก็เข้ามาช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ จนนำมาถึงการแต่งตั้งให้นายสนธยา กลับไปคุมพื้นที่พัทยาในฐานะนายกเมืองพัทยา

               นั่นคือ ข้อมูลด้านหนึ่ง

               แต่ถ้าถามว่า “สนธยา” มีดีอะไร จึงทำให้ “บิ๊กตู่” ปลื้ม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญถึงสองครั้งในรอบ 5 เดือน ก็คงต้องพิจารณาจากโพรไฟล์ของเขา

               สนธยากำลังจะอายุครบ 55 ปี ในเดือนหน้า เขาเป็นลูกชายคนโตของกำนันเป๊าะ เป็น ส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2535 โดยสังกัดพรรคสามัคคีธรรมของ “ณรงค์ วงศ์วรรณ” ที่สนับสนุน “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เป็นนายกฯ หลังเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ส.ส.พรรคสามัคคีธรรมแตกไปอยู่หลายพรรค สนธยาย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

               ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2538 เขาย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทย และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่ “กลุ่ม 16” ที่มี “เนวิน ชิดชอบ” และ “สุชาติ ตันเจริญ” เป็นแกนนำ และเขาเป็นสมาชิกอยู่ด้วยกำลังเฟื่องฟู

               ต่อมา สนธยายังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาล “ชวน 2”

               ในปี 2544 สนธยาได้ขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีว่าการครั้งแรกที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และต่อมามีการปรับให้ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ตั้งขึ้นใหม่

               ปี 2548 ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทยและถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี หลังจากพรรคไทยรักไทยถูกยุบ เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วย ที่เรียกว่า “สมาชิกบ้านเลขที่ 111”

               ในปี 2554 หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้เป็นนายกฯ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สนธยา จึงส่งภรรยา คือ “สุกุมล คุณปลื้ม” มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเมื่อนายสนธยาพ้นโทษแบน เขาก็กลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแทนภรรยา

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(สนธยา และภรรยา)

               ปัจจุบันเขามีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังชลด้วย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงอยู่ที่ จ.ชลบุรี ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะพาอดีต ส.ส.จากพรรคพลังชล มาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่

               นอกจากนี้ เขายังมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมกีฬาจังหวัดชลบุรี และประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลชลบุรี ที่มี “วิทยา คุณปลื้ม” น้องชายอีกคนที่เคยเข้ามาโลดแล่นอยู่ในการเมืองสนามใหญ่ด้วย เป็นประธาน

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

(สนธยา กับ วิทยา น้องชาย และ นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ อดีต ส.ส.ชลบุรี)

"สนธยา คุณ(ตู่)ปลื้ม" ??

               แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอให้ “บิ๊กตู่” ปลื้ม ??

====================

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง “ถวัลย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/344739

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง “ถวัลย์”

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2561
 
screenshot-www.komchadluek.net-2020.08.14-11_38_40
 

นับแต่เจ้าของผลงานภาพเขียนโลกจารึก ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ได้จากไปในปี 2557 คนไทยวงนอกที่ไม่คุ้นเคยกับแวดวงศิลปะ อาจไม่ได้ติดตามข่าวคราวอีกเลย

          จนกระทั่งมารู้จากข่าวช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า ภาพวาดของจิตรกรเอกหายไป 113 รูป มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท !!

แน่นอน แม้มุมหนึ่งจะหนีไม่พ้น “การโจรกรรม” แต่เมื่อติดตามต่อไป จึงพบว่าเรื่องนี้ยังเกี่ยวโยงกับปัญหาภายในครอบครัวอีกด้วยฃ

แถมยังเป็นเรื่องระหว่าง “แม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยง” ที่ฉากหลังของภาพเขียนที่หายไป คนทั้งสองมีเรื่องราวทางกฎหมายผูกยึดอยู่ต่อกัน

 

          สิ่งที่สร้างร่วมกัน

หลังการเสียชีวิตของสามีในวันที่ 3 กันยายน 2557 เพียงไม่ถึงเดือน “ป้าอ๊อด” ทิพย์ชาติ วรรณกุล ในฐานะภรรยาที่อยู่กินมานับหลายสิบปี ก็ได้เดินหน้าทางกฎหมายในคดีแพ่ง

 

          เธอได้ฟ้องศาลขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่งหมายไปยังลูกเลี้ยงในวันที่ 26 ตุลาคม 2557

ภายหลังแม้ว่ามีการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้ จนวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ผู้จัดการมรดกเป็นบุตรชาย คือ “ดอยธิเบศร์ ดัชนี”

แต่เรื่องยังไม่จบเพราะมีการยื่นอุทธรณ์ จนวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ศาลอุทธรณ์ยืนตามชั้นต้น ตัดสินให้ผู้จัดการมรดกยังคงเป็น “ดอยธิเบศร์”

สุดท้ายคดีนี้ไปจบที่ศาลฎีกา เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง ที่ศาลยังคงตัดสินให้ผู้จัดการมรดกเป็นบุตรชาย

อย่างไรก็ดีระหว่างนั้นเอง “ป้าอ๊อด” ยังได้ฟ้องศาลแพ่งในการขอ “แบ่งมรดก” ควบคู่ไปด้วยตั้งแต่ช่วงปี 2560

แต่เธอเพิ่งแจงเรื่องนี้ออกมาเป็นเอกสาร 5 หน้าแก่สื่อมวลชน หลังจากที่ข่าวเรื่องภาพหายทำให้ตนเองถูกมองในทางลบ!

ป้าอ๊อดระบุว่าสิ่งที่เธอทำเป็นการใช้สิทธิ์ทางศาลในการเรียกร้องกรรมสิทธิ์ ค่าที่่ตนเองเป็น “ภรรยา” ที่ทำมาหากินร่วมกันเป็นเวลา 30 กว่าปี!

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง "ถวัลย์"

สำหรับรายละเอียดการไกล่เกลี่ยในคดีขอแบ่งมรดกมีดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์บ้านดำเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ยกให้แก่ ดอยธิเบศร์ 2.บ้านกรุงเทพฯ 2 หลัง คือบ้านรั้วเขาควาย และทาวน์เฮ้าส์บ้านเกษราฯ รวมกันเนื้อที่ไม่ถึง 200 ตารางวา ยกให้ป้าอ๊อด 3.ภาพวาดของสามีแบ่งกัน 60-40 (ดอยธิเบศร์ 60 ป้าอ๊อด 40) 4.เงินในบัญชีแบ่งกัน 60 ต่อ 40 (ดอยธิเบศร์ 60 ป้าอ๊อด 40)

โดยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งตกลงกันว่าไม่ว่าฝ่ายใดจะครอบครองก็ตาม จะไม่มีการขายไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น!!

จากนั้นได้ตกลงจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่พิพาทร่วมกัน 3 แห่ง คือที่บ้านดำ จ.เชียงราย และที่บ้านกรุงเทพฯ 2 แห่ง

ซึ่งต่อมาวันที่ 8 และ 15 มิถุนายน 2561 ป้าอ๊อดอนุญาตให้ฝ่ายของดอยธิเบศร์เข้ามาถ่ายภาพทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งที่บ้านรั้วเขาควาย และบ้านเกษราฯ ตามข้อตกลงในการจัดแบ่ง

แต่ฝ่ายของดอยธิเบศร์ซึ่งได้นัดให้ไปถ่ายภาพที่พิพิธภัณฑ์บ้านดำ จ.เชียงราย วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 กลับมีการยกเลิกการนัดหมาย และยังยกเลิกการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทในคดีอีกด้วย

ที่สุดแล้วคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล โดยศาลได้โปรดนัดสืบพยานในเดือนมกราคม 2562

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง "ถวัลย์"

สองพ่อลูกคู่ลมหายใจ (เครดิต เฟซบุค ถวัลย์ ดัชนี)

 

          คือลมหายใจของพ่อ

หันมามองฝั่งลูกชาย ในขณะที่คดีแพ่งขอแบ่งมรดกยังคงดำเนินไป แต่ระหว่างนั้นเองก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นซ้อนทับเข้ามาและอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมดอยธิเบศร์ถึงยกเลิกการนัดหมายและข้อตกลงตามข้างต้น!

กล่าวคือ ช่วงปี 2560 มีผู้ส่งไฟล์ภาพให้ดอยธิเบศร์ตรวจสอบ 3 ภาพ ซึ่งดอยธิเบศร์ยืนยันว่าเป็นรูปภาพของบิดาที่อยู่ในบ้านเกษราฯ โดยผู้ถือกุญแจคือ ป้าอ๊อด!!

ต่อมามีการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่ามีภาพหายไปอยู่ในมือผู้ซื้อกว่า 10 รูป จึงนำไปสู่การแจ้งความครั้งที่ 1 วันที่ 8 มิถุนายน 2560

โดยเขามีหลักฐานภาพถ่ายที่บันทึกไว้ช่วงเดือนตุลาคม 2557 หลังบิดาเสียชีวิตไม่นาน ยืนยันว่ามีรูปภาพในบ้านเกษราฯ 650 รูป!

จนเมื่อป้าอ๊อดได้ฟ้องขอแบ่งมรดก และวันที่ 8 และ 15 มิถุนายน 2561 มีการเข้าไปบันทึกภาพที่บ้านสองหลังตามที่กล่าวไป แต่แล้วช่วงกรกฎาคม 2561 ที่นัดไว้เพื่อเข้าไปถ่ายภาพที่บ้านดำ จ.เชียงราย กลับถูกยกเลิกไป และยังยกเลิกการไกล่เกลี่ยทั้งหมดอีกด้วย

โดยดอยธิเบศร์ยืนยันว่ายังมิได้ตกลงในสัดส่วนตามที่ป้าอ๊อดกล่าวไว้ แต่มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะมีการ “จัดทำบัญชีทรัพย์สินใหม่” หลังมีการบันทึกภาพทรัพย์สินในบ้าน 3 หลัง คือ บ้านเกษราฯ บ้านเขาควาย และบ้านดำ

แต่เมื่อเขานำไฟล์ภาพเมื่อปี 2557 จำนวน 650 รูป มาเทียบกับรูปภาพที่อยู่ในบ้านเกษราฯ ปัจจุบันพบว่า เวลานี้หายไป 113 รูป จึงนำมาสู่การแจ้งความครั้งที่ 2 ในวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมานั่นเอง!

ถึงตรงนี้ทำความเข้าใจอีกครั้งว่ามีอยู่ 3 คดี ที่คนสองคนอันเป็นที่รักของ ถวัลย์ ดัชนี กำลังปะทะกันอยู่

1.คดีแพ่งที่ “ป้าอ๊อด” ขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาตัดสินให้ดอยธิเบศร์เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว

2.คดีแพ่งที่ “ป้าอ๊อด” ขอแบ่งมรดก คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งมีการนัดสืบพยานในเดือนมกราคม 2562

3.คดีอาญาที่ดอยธิเบศร์ แจ้งความภาพหายรวม 113 ภาพ คาดว่าจะมีข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ขณะที่มีการอายัดภาพต่างๆ ที่หายไว้แล้ว

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง "ถวัลย์"

ถวัลย์ และ มากาเร็ต ฟันเดอร์ฮุค ในวันหวาน (เครดิต เฟซบุค ถวัลย์ ดัชนี)

 

      ฉากชีวิต “ทิพย์ชาติ”

การอยู่กินมาร่วม 30 ปี จนฝ่ายหนึ่งตายจากไป ย่อมนานพอสำหรับคนเป็นคู่แท้

“ป้าอ๊อด” ทิพย์ชาติ วรรณกุล วันนี้ในวัย 79 เข้ามาในครอบครัวดัชนี ตั้งแต่ที่ยังมีกันครบ 3 คนพ่อแม่ลูก ถวัลย์, มากาเร็ต ฟันเดอร์ฮุค (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) และดอยธิเบศร์ ที่กำเนิดในปี 2519

โดยบ้านที่ศิลปินใช้อยู่อาศัยรังสรรค์ผลงานนั้นอยู่ภายในหมู่บ้านนวธานี ถนนเสรีไทย เขตคันนายาว กรุงเทพฯ ซึ่งเรารู้จักในชื่อ “บ้านรั้วเขาควาย” และบ้านของป้าอ๊อด เดิมทีอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน เยื้องกันเล็กน้อย

มุมหนึ่งเธอยังบอกว่าได้ดูแลดอยธิเบศร์ตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ ในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียง นั่นแปลว่าเธอเข้ามาในบ้านนี้ตั้งแต่ถวัลย์ยังมิได้แยกทางกับแม่ของดอยธิเบศร์

จนกระทั่งช่วงปี 2524 เมื่อพ่อแม่ของดอยธิเบศร์สิ้นพันธะต่อกัน ผ่านไปราว 2 ปี ป้าอ๊อดก็กลายเป็นคนในครอบครัวมาจนบัดนี้!

(ยังมีเรื่องราวความรักและสายใยของสองพ่อลูกคู่ราชสีห์ พลิกไปอ่านได้ในหน้าถัดไป)

 

“ขาใหญ่” จะไปทางไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/344702

“ขาใหญ่” จะไปทางไหน?

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2561
ธวัชชัย อานามพงษ์,ชาดา ไทยเศรษฐ์,สันติ พร้อมพัฒน์,เจ้าพ่อบ่อพลอย,ตลาดนักเลือกตั้ง,พรรคพลังประชารัฐ,กปปสจันทบุรี,สุเทพ เทือกสุบรรณ

“ขาใหญ่” จะไปทางไหน? : คอลัมน์…  ตลาดนักเลือกตั้ง  โดย…  บางนา บางปะกง

ฤดูเลือกตั้งมาถึงแล้วคนไทยจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกรังเกียจ “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง” ที่ชอบย้ายพรรค แต่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งกลับมองว่า นักเลือกตั้งมิได้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมในแง่ที่เป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่ต้องการอรรถประโยชน์สูงสุด เป้าหมายสูงสุดของนักการเมืองคือการมีอำนาจการเมืองการปกครอง การเลือกพรรคการเมืองที่สังกัดก็ดี และการตัดสินใจย้ายพรรคก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากการประเมินความเป็นไปได้ที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และในการได้มาซึ่งอำนาจการเมืองการปกครอง

นี่คือที่มาของคอลัมน์ “ตลาดนัดนักเลือกตั้ง” ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เราจะมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวนักการเมืองทุกพรรค

    “เจ้าพ่อบ่อพลอย”

          พลิกล็อก..ทิ้งลุงกำนัน?

พรรคประชาธิปัตย์กำลังมีข่าวสนุกๆ เรื่องชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค อีกด้านหนึ่งอดีตส.ส.ในภาคตะวันออก ก็เริ่มยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

ที่เปิดหน้าเปิดตาไปแล้วเมื่อวันก่อนคือ “บุญเลิศ ไพรินทร์” และ “พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ” อดีตผบช.ภ.8 พี่ชายของพินิจ จารุสมบัติ สองอดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พ่วงด้วย “สุรวุฒิ เนื่องจำนงค์” อดีต ส.ส.ชลบุรี

ส่วนอีกสองหน่อที่รอเปิดตัว ได้แก่ “ธวัชชัย อานามพงษ์” และ “ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา” สองอดีต ส.ส.จันทบุรี

หลายคนคงแปลกใจ วันก่อน “เจ้าพ่อบ่อพลอย” ธวัชชัย อานามพงษ์ อดีตส.ส.จันทบุรี 8 สมัย ประกาศตัวเป็นแม่ทัพบูรพาให้แก่พรรครวมพลังประชาชาติไทย

จู่ๆ นักการเมืองจอมเก๋าก็เปลี่ยนใจไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มันเกิดอะไรขึ้น?

ธวัชชัยเป็นพ่อค้าพลอย มีเครือข่ายทั้งในพื้นที่จันทบุรี รวมถึงชุมทางพลอยแดงที่ อ.เขาสมิง และอ.บ่อไร่ จ.ตราด เขาเริ่มต้นเล่นการเมืองท้องถิ่น ยุคพลอยแดงเฟื่องฟู ธวัชชัยย้ายไปลงสนามท้องถิ่น จ.ตราด เป็น ส.จ.บ่อไร่ และเป็นประธานสภาจังหวัดตราด

ปี 2529 เจ้าพ่อบ่อพลอยลงสมัครส.ส.ครั้งแรกในนามพรรค ปชป. จากนั้นก็ย้ายไปหลายพรรค ได้เป็น ส.ส.เกือบทุกสมัย

ช่วงที่กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ นำอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ จัดชุมนุมมวลมหาประชาชน คัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย “ธวัชชัย” ก็โดดออกมาเป่านกหวีด เป็นแกนนำ กปปส.จันทบุรี จึงไม่ประหลาดใจที่ธวัชชัยจะแสดงตัวอยู่กับพรรคของลุงกำนันเมื่อหลายเดือนก่อน

คงมีคนอยากรู้จริงๆ ว่ามีข้อมูลพิเศษอะไรจึงทำให้เจ้าพ่อบ่อพลอยตัดสินใจทิ้งลุงกำนัน?

  “เจ้าพ่อสะแกกรัง”

          ล่องใต้หรือไปบุรีรัมย์

ชัดเจนแล้วว่า “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี ได้ยื่นใบลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปแล้ว แต่ “เจ้าพ่อสะแกกรัง” จะไปอยู่ชายคาพรรคไหน? ยังไม่ปรากฏข่าวสารใดๆ มากนัก

4-5 มีความเคลื่อนไหวของ “ชาดา” อย่างน่าสนใจ

เริ่มจาก 7 เมษายน 2561 “ชาดา” ล่องใต้ไปยะลา ร่วมงานเปิดสถานีบริการน้ำมัน ย่านใจกลางเมือง ซึ่งกลุ่มผู้ลงทุนเป็นชาวมุสลิมปาทาน โดยเจ้าของปั๊มได้เชิญ วันมูหะมัดนอร์ มะทา เจ้าของบ้านใหญ่ “ศรียะลา” พร้อมน้องชาย ซูการ์โน มะทา อดีตส.ส.ยะลา มาร่วมดื่มน้ำชากาแฟกับชาดาด้วย

9 มิถุนายน 2561 “ชาดา” ไปร่วมงานจัดพิธีละศีลอดส่งท้ายรอมฎอนปี 2561 และต้อนรับฮารีรายออิดิลฟิตรี โดยผู้จัดงานได้เชิญ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้มาเป็นแขกคนพิเศษในวันดังกล่าว

วันนั้น “เสี่ยหนู” จับไมค์พูดคุยกับพี่น้องมุสลิม พร้อมแนะนำสั้นๆ ว่า “คุณชาดา เป็นอดีตส.ส.อุทัยธานี และเป็นชาวมุสลิมเหมือนพี่น้องที่อยู่ในที่นี้ครับ”

บนเส้นทางการเมืองของ “ชาดา” ชาวมุสลิมปาทาน ทำธุรกิจค้าเนื้อสัตว์ ได้จับมือกับกลุ่มการเมืองตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” พร้อมตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” ลงเลือกตั้งท้องถิ่น ชาดาเป็นนายกเทศมนตรีเมืืองอุทัยฯ ติดต่อกันมาหลายสมัย ก่อนจะส่งต่อให้น้องสาว มนัญญา ไทยเศรษฐ์

ฤดูเลือกตั้งปี 2550 ชาดาเบนเข็มจากท้องถิ่นสู่สนามการเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก ในสังกัดพรรคชาติไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน

ปี 2554 ชาดาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.อีกสมัย และปีถัดมา ชาดาเปิดตัวฟารุต ไทยเศรษฐ์ ให้เป็นทายาททางการเมือง และเตรียมลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ฟารุตถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดาเอง

หลังรัฐประหาร 2557 ชาดาตกเป็นเป้าของคสช.ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี โดยในรอบ 3 ปี ถูกตำรวจบุกค้นบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

ฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 ชาดาจะสวมเสื้อตัวไหน..“ประชาชาติ หรือภูมิใจไทย” ลงป้องกันแชมป์ น่าติดตาม!

  “เจ้าพ่อมะขามหวาน”

          เสริมทัพพลังประชารัฐ

วันอังคารที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งยกคณะรัฐมนตรีไปประชุมครม.สัญจร ที่เพชรบูรณ์ แม้จะไม่มีนักการเมืองหรืออดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ คนไหนมาต้อนรับ “บิ๊กตู่” แต่สภากาแฟเมืองมะขามหวานรู้แล้วเที่ยวหน้าจะมีอดีต ส.ส.ระดับบิ๊กเบิ้ม..ย้ายพรรคแน่นอน

สื่อยักษ์ใหญ่ก็ตีข่าวไปแล้วว่า “สันติ พร้อมพัฒน์” อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้ามาสานฝันให้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

“สันติ” ไม่ใช่คนเมืองมะขามหวานโดยกำเนิด หากแต่คนกรุงเทพฯ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนรถยนต์

ปี 2537 สันติเข้ามาทำงานการเมืองโดยการเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) และเสี่ยแก้ว บัวสุวรรณ อดีตส.ส.เพชรบูรณ์ ชักชวนให้ลงสมัคร ส.ส.ที่เขตเลือกตั้งแถว อ.ชนแดน อ.หนองไผ่

ระดับมหาเศรษฐี เจ้าของอาณาจักร “นวพัฒนาธานี” หิ้วกระเป๋าไปใบเดียวก็ได้เป็นส.ส.เพชรบูรณ์ติดต่อกันสองสมัย จากนั้นสันติย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย

ก้าวแรกในพรรคของทักษิณปี 2544 สันติรับตำแหน่งที่ปรึกษาของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม

ถ้าอย่างงั้นก็อย่าได้แปลกใจหากวันนี้สันติเปลี่ยนขั้วย้ายข้างมาอยู่ฝั่งพลังประชารัฐ

“เฌอปราง” กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/343485

“เฌอปราง” กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

คนในข่าว  :  13 ก.ย. 2561
เฌอปราง,BNK48,รายการเดินหน้าประเทศไทย

ก็ให้คิดเสียว่าเขาแค่มาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าซึ่งที่บ้านอาจจะไม่ได้ซื้อมาใช้ก็ได้…ที่เหลือคือ เราผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง

          “เห็นบ่นกันนักหนาว่าเบื่อๆ…นี่ก็ปรับแล้วไง”

          ถ้าเอาไมค์ไปจ่อปาก “ลุงตู่” ต้องตอบแบบนี้แน่ๆ กับเรื่องที่รายการเดินหน้าประเทศไทย ปรับลุคส์ให้ไฉไล ดูแล้วไม่ง่วง ตามCampaign “สร้างไทยไปด้วยกัน”

          ด้วยการดึงเอาดาราชั้นนำหลายคนสลับกันมาเป็นพิธีกรในหัวข้อต่างๆ ที่กำหนดขึ้นแต่ละสัปดาห์ ซึ่งจะออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 18.05 น

          โดยระบุว่างานนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณภาษีจากประชาชนเพราะวันที่ 4 ก.ย.ผ่านมา เหล่าคนดังก็ได้เข้าทำเนียบพบ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรับประกาศนียบัตรขอบคุณที่ยินดีเป็นพิธีกรโดย “ไม่รับค่าตอบแทน” กันแล้วประกอบด้วย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน, เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันวง BNK48, ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ, บี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, ท็อป จรณ โสรัตน์ และ ตั๊ก มยุรา เศวตศิลา

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แต่อะไรก็หยุดยั้งความเป็นไทย ในสังคมแห่งการเห็นแย้งไม่ได้ เพราะที่สุดแล้วก้เกิดเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทบาทของคนดัง กับการสนับสนุนงานของฟากการเมืองนั้นไปจนได้

ผงซักฟอกเผด็จการ!

          โดยเฉพาะที่กำลังโดนหนักยิ่งกว่าฝนเดือนนี้ก็คือ “แคปเฌอ” หรือ เฌอปราง อารีย์กุล

          ซึ่งตอนของเธอออกอากาศในวันที่ 15 ก.ย. กับหัวข้อ “กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยก่อนหน้านี้ ก็ได้เรียกน้ำย่อยคนดูด้วยภาพการถ่ายทำที่ ร.ร.วัดลาดระโหง อ.บางปะอิน ในหลากหลายอิริยาบถสุดน่ารักของแคปเฌอกับเด็กๆ ราวกับกำลังดูภาพยนตร์เดอะซาวด์ออฟมิวสิก!

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แต่ปรากฏว่าภาพชุดดังกล่าว กลับไม่ได้ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง “อิน” หรือ “อวย” ไปด้วยกัน เพราะบรรดา นักวิจารณ์ คอลัมนิสต์ คนดังต่างๆ ก็ออกมาตั้งคำถามกับแคปเฌอกันจำนวนมาก

          แถมหากใครเข้าไปดูในเพจ เฌอปรางBNK48 ในด้านล่างคอมเมนท์จะเต็มไปด้วยเนื้อหาทางการเมือง ถึงขนาดถามเรื่องการตัดลดงบประมาณทางการศึกษาของรัฐบาลกับน้องเฌอกันเลยด้วยซ้ำ

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          โดยเฉพาะที่สร้างกระแสในโลกออนไลน์สุดๆ เห็นจะมีอยู่ 2 เจ้า

          เจ้าแรก คือ นักวิชาการชื่อดังขาประจำจากต่างแดน ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpunที่อ่านแล้ว ต้องบอกเลยว่าแรง…!!

          เพราะเขาได้ระบุในท่วงทำนองว่า อย่าไปตั้งความหวังใดๆ กับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังแห่งประชาธิปไตยอย่างเฌอปรางBNK48 นั้น ก็เข้าข่าย “ignorant” ทางการเมืองอย่างมาก คือไม่รู้เรื่องและไม่ประสีประสาใดๆ ทั้งสิ้น!

          ที่ต้องครางฮือ คือยังระบุว่าสาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ผงซักฟอกเผด็จการ” ไปเสียแล้ว!!

          เจ้าต่อมาคือ รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่อดไม่ได้ ขอโพสต์ข้อความลงในเฟซบุค Rangsiman Rome บ้งละกัน โดยเขากล่าวทนท่วงทำนองว่า

          ตนนั้นไม่คาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ หรือคนทั่วๆ ไป จะต้องมี spirit ทางการเมืองในระดับที่เท่าเทียมกันทุกคน แต่เมื่อพิจารณาถึงเฌอปรางเอง ซึ่งเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ บรรลุนิติภาวะแล้ว ความคาดหวังย่อมมีมากเป็นธรรมดา

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          “บางคนอาจจะบอกว่า แล้วเฌอปรางจะมีทางเลือกอะไร เขาก็ต้องรับงานบริษัทที่เป็นเจ้านายของเขาอยู่ดี เรื่องนี้ผมเข้าใจ และมีความเห็นใจเฌอปราง แต่ผมก็เห็นว่า เฌอปรางไม่ใช่ และไม่ควรทำตัวเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เฌอปรางย่อมรู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด เฌอปรางย่อมรู้ว่าการเข้าไปมีบทบาทช่วยโปรโมทรัฐบาลเผด็จการย่อมได้รับผลประโยชน์อื่นๆตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในแง่นี้เฌอปรางเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมกับ คสช. ด้วย”

          “ซึ่งหากเฌอปรางรู้สึกไม่อยากรับงานนี้ เฌอปรางก็จำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับตัวบริษัทที่เป็นนายจ้างของตัวเองด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เหล่าโอตะต่อสู้กับบริษัทของคุณเพียงลำพัง ผมเชื่อว่าหากเฌอปรางยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เหล่าโอตะที่เป็นแฟนคลับของคุณย่อมสนับสนุนคุณต่อไป เพราะเหล่าโอตะเขาชอบในตัว Member ไม่ใช่บริษัทหรอก ผมเชื่อจริงๆว่าเหล่าโอตะพร้อมจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ไม่ว่าคุณจะยังคงเป็นไอดอลหรือไม่ก็ตาม”

          โอ้โห…นี่ถ้าเป็นเฌอปรางมาอ่านเข้า ก็ต้องบอกว่าโดนไปหนักเหมือนกันนะ

          อย่างไรก็ดีหากถามว่า ทำไมต้องโกรธเฌอปราง? แล้วทำไมน้องเฌอต้องโดนคนเดียว? ก็ต้องเข้าใจด้วย เหตุผลหนึ่งก็คงเพราะความเป็น “ไอดอล” ของเธอเองนั่นแหละ

          เพราะคำว่าไอดอลหมายถึงคนที่มีสติปัญญาและความสามารถ โดยเฉพาะไอดอลแห่ง BNK48 ที่ต้องผ่านการคัดสรรคุณภาพมาอย่างดี

          ไม่ใช่แค่เหล่า “โอตะ” แต่คนทั่วไป ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กสาว5 ขวบจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เติบโตในกรุงเทพมาจนวัย 22 คนนี้มีดีกว่าแค่ความสวย

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          ดังนั้น ความคาดหวังที่มีต่อแคปเฌอจึงสูงกว่าดาราคนอื่นๆ!

          แต่ปัญหาคือ ความคาดหวังเหล่านี้ เกิดไปรวมเอาหลักการทางเสรีประชาธิปไตยที่ “คนอย่างเฌอ” จะต้องมีด้วย เพื่อให้สมค่ากับที่ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนทางเลือก ซึ่งแก่นแกนคือการไม่อยู่ในกรอบของอำนาจนิยม แบบที่เราเจอๆกันมาจากโรงเรียนในระบอบทั่วไป!

โกรธน้องทำไม

          แต่ที่สุดเมื่อ “รักมาก” ก็ “โกรธมาก” อย่างที่เห็น แคปเฌอถูก “ตีตรา” ว่าสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไปในสายตาของคนกลุ่มนี้เรียบร้อย!

          แต่อย่างที่บอกว่า ลองดึงสตินิดหนึ่งถ้าพูดถึง BNK48 โดยไม่เจาะจงว่าต้องเป็นแคปเฌอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปรากฏตัวในธุระของนักการเมือง

          อย่างช่วงเดือนก่อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์จัด “คอนเสิร์ตช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแขวงอัตตะปือ สปป.ลาว” งานนี้ก็ได้สาวๆ BNK 48 ขึ้นเวทีโชว์อย่างครบเครื่อง

          และแม้ว่าครั้งนั้นกัปตันเฌอปรางไม่มาเพราะติดภารกิจสำคัญอยู่ที่ญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีความหมายอื่นนอกจากเป็นงานการกุศลที่ทางค่าย BNK48 พร้อมใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งดีๆ

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แม้แต่ก่อนหน้านั้นช่วงเดือนพ.ค.ที่คุณหญิงหน่อยฉลองรับปริญญาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็ได้สาวๆ BNK48 นี่แหละมาร่วมสร้างสีสันในงานเลี้ยง

          โดยทั้งสองรายการข้างต้นก็มาด้วยสายสัมพันธ์กับทางจิรัฐ บวรวัฒนะเจ้าพ่อ BNK48 ล้วนๆ!

          ถามว่าต่างกันตรงไหนกับหนนี้ ที่หนึ่งใน BNK48 จะได้รับมอบหมายให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “สร้างไทยไปด้วยกัน” ที่ฟังกี่ทีก็มีแต่เรื่องดีๆ!

          ดังนั้น ถ้าตัดความเป็นธุระของนักการเมืองออกไป แล้วไปดูกันที่เนื้อหาของรายการ อย่างตอนของแคปเฌอก็คือเรื่องความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ขั้นพื้นฐานให้กับเด็กๆในที่ห่างไกล ฯลฯ

          กับเนื้อหาดีภาพสวยหน้าใสของแคปเฌอ ถามว่าคนไทยได้อะไร ก็ได้ความสบายใจสบายตาเหล่านี้แหละ!

          ดังนั้น หากยึดตามที่่ใครคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “สุดยอดคิด คือไม่ต้องคิด” ฉะนั้นงานนี้ก็ไม่ต้องคิด เพราะหากทำใจได้แล้วว่าค่ายBNK48 เอง แม้ไม่ได้เงิน แต่ก็ได้กล่อง คือโพรไฟล์ดีๆ ว่า “รักชาติ” และยังได้ “พื้นที่สื่อ” เพื่อตอกย้ำแบรนด์ไอดอลอีกต่างหาก​

          นี่จึงเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ และน้องเฌอหรือน้องคนไหนใน BNK48 ก็คือคนในสังกัดที่ต้องทำตาม “หน้าที่และเงื่อนไข” โดยไม่สามารถปฏิเสธได้!

          ถามว่าจะไป “โกรธเฌอ” ทำไม งานนี้ต้องโกรธตัวเองมากกว่าที่เผลอไปคิดเยอะว่า Message ที่รัฐบาลลุงตู่ยัดใส้มาก็คือ “ผลงาน” ที่ทำเพื่อประชาชน โดยอาศัยดาราดังมาช่วยตีฆ้องร้องป่าวให้!

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          เพราะถ้าคุณคิดว่าดาราเหล่านี้โดยเฉพาะ “น้องเฌอ” ล้วนไม่ประสีประสาเรื่องประชาธิปไตยใดๆ เลยในเส้นเลือด

          ก็ให้คิดเสียว่าเขาแค่มาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าซึ่งที่บ้านอาจจะไม่ได้ซื้อมาใช้ก็ได้…ที่เหลือคือ เราผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง

          ส่วนเจ้าของสินค้าเขาบวกลบแล้วว่า ถ้าใช้พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ โอกาสขายได้…ย่อมมีมากกว่าก็เรื่องของเขา

          เหนืออื่นใดวันนี้น้องเฌอเพียงทำหน้าที่กัปตัน BNK48 ให้ดีที่สุดไม่ใช่ในฐานะ “เฌอปราง” เดี่ยวๆ ผู้ที่จบมาจากโรงเรียนทางเลือก ที่จะต้องทำตัวให้ตอบโจยท์ใครได้ทุกคนบนโลกใบนี้!

          วันต่อไปเมื่อเธอจบการศึกษาจาก BNK48 ซึ่งเจ้าตัวเคยบอกว่าจะทำอยู่อีก 4-5 ปีจากนั้นจะไปเรียนต่อต่างประเทศวันนั้นคนไทยอาจได้เห็นเฌอปรางที่ไม่อยู่ในสังกัดของใครนอกจากตัวเองก็ได้

แคปเฌอมีดีเกินกว่าจะโกรธ

          มาทำความรู้จักกับแคปเฌอกันอีกครั้ง เฌอปราง อารีย์กุล เกิดวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 ชื่อเล่น “เฌอปราง” เป็นไอดอลและหัวหน้ากลุ่มไอดอลหญิง BNK48 คนแรกและคนปัจจุบัน สมาชิกทีมบีทรี (BIII)

          เฌอปรางเกิดที่ อ.เภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นลูกคนโตในลูกสองคน ต่อมาเมื่อเฌอปรางอายุได้ 5 ขวบ ครอบครัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ

          ทางครอบครัวเห็นแวว และอุปนิสัยใจคอของเฌอปรางที่เป็นคนดตกว่าวัย และวางเป้าหมายชีวิต เฌอปรางจึงได้ย้ายจากโรงเรียนเดิมมาศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนรุ่งอรุณ

          ที่นั่นเธอได้ค้นพบตนเองว่าชอบทางด้านวิทยาศาสตร์ การทดลองและคำนวณต่างๆ ที่สามารถลงทำได้จริง และมีแรงบัลดาลใจจากคุณครูในโรงเรียนที่ทำให้อยากเป็นครูและนักวิทยาศาสตร์

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แต่ในด้านกิจกรรม สาวน้อยเฌอปรางก็ถือว่ามีความโดดเด่นตั้งแต่ในรั้วโรงเรียนแล้ว เพราะเธอยังเป็นหัวหน้าเชียร์ลีดเดอร์ และดรัมเมเยอร์ของโรงเรียนทุกปี

          นอกจากนี้ เธอยังมีความสามารถทางดนตรีคือการเล่นไวโอลิน และได้ขึ้นแสดงดนตรีในคอนเสิร์ตรวมใจหนึ่งเดียวซึ่งจัดขึ้นโดยโรงเรียนรุ่งอรุณอีกด้วย

          ตอนที่เฌอปรางจบมงปลายโรงเรียนรุ่งอรุณ ช่วงปี พ.ศ. 2556 เธอได้เข้าศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

          จนช่วงที่เฌอเรียนอยู่ปีสองและสาม ยังได้รับหน้าที่เป็นผู่ช่วยวิจัย โดยในปี พ.ศ. 2560 เฌอปรางได้ร่วมงานวิจัยเรื่อง “การทดลองขวดสีน้ำเงิน” จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Royal Society Open Science ของสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนพฤศจิกายน

          หลายคนอาตจคิดว่าเฌอปรางเป็นเด็กเก่งเด็กเนิร์ด แต่ปรากฏว่าเธอก็มีความชอบในการแต่งตัวเลียนแบบคอสเพลย์ เข้าร่วมและมีส่วนในงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นในงานต่างๆ

          จนกระทั่งได้ก้าวเข้าสู่ถนน “ไอดอล” เพราะเดิมทีเฌอปรางนั้นชื่นชอบวงไอดอลญี่ปุ่น AKB48 และ 48 Group อยู่แล้ว

          ที่สุด เมื่อประเทศไทยมีธุรกิจไอดอลขึ้นมา รับสมัครออดิชั่น เข้าวง BNK48 เฌอปรางก็ไมาทั้งควมฝัน เข้าร่วมออดิชันทันที เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559

          และคงไม่น่าแปลกใจที่เฌอปราง จะติด 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรก จากผู้สมัครทั้งหมด 1,500 คน และเปิดตัวสมาชิกครั้งแรกในงาน Japan Expo 2017 เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2560

          โดยขณะนั้นเฌอปรางและสมาชิกทั้งหมดอยู่ในสถานะเด็กฝึกหัด (เค็งกีวเซ) และเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงาน BNK48 The debut เมื่อ 2 มิถุนายน 2560

ไอดอลเหนือไอดอล

          ที่สำคัญ ด้วยความสามารถ เฌอปรางได้รับการคัดเลือกให้เป็นเซ็มบัตสึ 1 ใน 16 คนของซิงเกิ้ลแรก อยากจะได้พบเธอ และเธอยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวงหรือกัปตันวง BNK48 คนแรกอีกด้วย

          ในงาน BNK48 We wish you เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เฌอปรางได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคนแรกของทีมบีทรี (BIII) ซึ่งเป็นทีมที่จากการแสดงในโรงละครหรือ เธียเตอร์ ชื่อว่า BNK48 The Campus

          เมื่อปี พ.ศ. 2561 เฌอปรางได้ลงเลือกตั้ง World Senbatsu ในซิงเกิลที่ 53 ของวงไอดอลพี่สาว AKB48 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้สมาชิกวงใน 48 Group ทั้งหมดได้ลงเลือกตั้งและร่วมทำเพลงกับวงพี่สาว AKB48 ซึ่งเฌอปรางสามารถทำคะแนนติดอันดับที่ 39 ซึ่งอยู่ในฐานะ Next Girl ของซิงเกิลนั้น ซึ่งจะปล่อยตัวเพลงในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          นอกจากนี้เฌอปรางก็ได้รับเลือกให้เป็นเซ็นเตอร์ของเพลง Koisuru Fortune Cookie World Senbatsu ซึ่งแสดงร่วมกับวงพี่สาวในงานก่อนการประกาศผลเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นในเมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

          ในทางการแสดง เฌอปรางมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตจากค่ายจีดีเอช ห้าห้าเก้า แนวระทึกขวัญแฟนตาซี กำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ซึ่งเคยมีผลงานกำกับภาพยนตร์อย่าง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด โดยเธอได้รับบทแสดงนำคู่กับ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ซึ่งการถ่ายทำภาพยนตร์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว และจะกำหนดฉายวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

          ถ้าจะพูดถึงภาพลักษณ์และความนิยมแล้ว เฌอปรางจัดเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวง BNK48 ที่มีผู้ติดตามเธอเป็นจำนวนมาก

          เธอเคยได้รับรางวัล เช่น  รางวัลเยาวชนคนต้นแบบ จาก สโมสรโรตารี่ (พ.ศ. 2560), รางวัลทูตพระพุทธศาสนา ประจำวันมาฆบูชา 2561 (พ.ศ. 2561), รางวัลบุคคลตัวอย่างทางการศึกษา งาน EduLife Expo 2018 จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (พ.ศ. 2561)

          จนกระทั่งเฌอปรางได้รับเกียรติจากรัฐบาล ในการเป็นพิธีกรรับเชิญในรายการเดินหน้าประเทศไทย พร้อมกับดาราศิลปินอีกหลายคน โดยเธอได้เดินทางเข้าพบกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล จนส่งแรงกระเพื่อนมายังตัวเธอมากมายอย่างที่รู้กัน!

//////////

ขอบคุณภาพจาก

เฟซบุค สายตรงไทยนิยม

เฟซบุค เฌอปรางBNK48

เฟซบุค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/339067

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

คนในข่าว  :  14 ส.ค. 2561
หม่อมเต่า,หม่อมเต่านา,มรจัตุมงคล โสณกุล,มรวจัตุมงคล โสณกุล,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,มลอภิมงคล โสณกุล

เรื่องของบิดาที่เปิดตัวอย่างหล่อเป็นหัวหน้าพรรคหนุนลุงตู่ คนไทยก็อดที่จะเมาท์มอยไม่ได้ เรื่องรสนิยมการเมืองของคนบ้านเดียวกันแต่ต่างกันสุดขั้ว!

          การเปิดตัวอย่างเรียกเสียงฮือฮา สำหรับ “...จัตุมงคล โสณกุล” หรือ “หม่อมเต่า” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มานั่งเก้าอี้หัวหน้า “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” (รปช.) ของลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่น่าจะเพราะ “พลิกโผ” มาจาก เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” อันลือลั่น

          เพราะหลายคนพอจะรู้มาก่อนแล้วว่าพรรคนี้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดแรกนี้ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ชั่วคราวก่อน

          จนเมื่อ คสชมีการปลดล็อกพรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได้ อาจถึงวันที่มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง ว่ากันว่าครั้งนั้นแหละที่ “เอนก” จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

          แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า ทันทีที่มีชื่อ “หม่อมเต่า” ออกมา ชาวบ้านร้านตลาดแทบไม่สนใจว่างานนี้ชั่วคราวหรือยาวนาน

          เพราะทุกคนกลับมองว่า เหตุใดผู้เฒ่าวัย 74 ปี ผู้ล้างมือในอ่างทองคำ กำลังทิ้งความสุขส่วนตัวมาทำงานการเมืองเพื่อประชาชน!

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

ลีลาพญาครุฑ

          คนที่ตอบได้ดีที่สุดก็หนีไม่พ้นจอมยุทธ์ผู้ถอยให้กระบี่มือหนึ่งอย่าง ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

          โดยเขาชี้แจงไว้ในการโพสต์ลงเฟซบุ๊ก “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ว่าตนนั้นช่วยทาบทาม “หม่อมเต่า” มาเป็นหัวหน้าในช่วง “ก่อตั้ง” พรรคที่สำคัญนี้ ซึ่งต้องการมือดี!

          ทั้งยังการันตีไว้อย่างอัดแน่นชนิดที่หลายคนอ่านแล้วอดคิดตามไม่ได้ว่า “หม่อมเต่า” น่าจะไปได้ไกลถึงเก้าอี้นายกฯ

          หม่อมเต่านั้นเป็นมือเศรษฐกิจระดับชาติและนานาชาติที่จะพากูรูเศรษฐกิจมาเข้าพรรค โดยจะมาประสานกับปราชญ์ชาวบ้านและนักคิดนักปฏิบัติ ศาสตร์พระราชา รวมทั้งเศรษฐกิจภาคครัวเรือน และ เศรษฐกิจ ภาคประชาชน ที่มีอยู่แล้วภายในพรรค ร่วมกันทำให้ปากท้องของประชาชน ทุกภาค ทุกพื้นที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนแน่นอน”

          แต่ท่านไม่ใช่ “อินเตอร์” ดิบๆ ท่านรู้ “เมืองไทย” เป็นอย่างดี” “ด้วยสถานะและประสบการณ์อย่างนี้ผมคิดว่าหม่อมเต่าพร้อมจะเป็นได้ถึงนายกรัฐมนตรี”

          ท่านรับราชการใช่เป็นเพื่อลาภยศตำแหน่ง เมื่อขัดแย้งกับรัฐบาลในประเด็นที่ท่านเห็นว่าผลประโยชน์ของชาติกำลังจะเสียหายก็กล้าคัดค้าน และกล้าลาออกจากทั้งสองตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่มากดังกล่าว”

          พญาครุฑอีกหนึ่งตนผู้เป็นคนเก่ง คนดี คนกล้า ผู้ช่ำชองการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยิ่งได้โผบินเข้าสู่เวทีการเมือง ท่านมีสังกัดมีกำลังหนุนแล้ว คนอย่างหม่อมเต่านั้น เป็นนายกรัฐมนตรีได้ในทุกแบบ ทุกสถานการณ์ ครบเครื่องเลยครับ”

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          ว่ากันที่ความครบเครื่อง หม่อมเต่าเป็นโอรสคนสุดท้องในจำนวนสี่คนของ พล....ฉัตรมงคล โสณกุล พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

          ในด้านการศึกษา หม่อมเต่าจบการศึกษาจาก ร..กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และร..แฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ จากนั้นจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปี 2508 ปริญญาโทบริหารรัฐกิจจาก Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2512 และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2532

          ขณะที่โปรไฟล์ด้านการทำงานต้องเรียกว่าระดับแถวหน้า หม่อมเต่าเริ่มรับราชการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมาสู่รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จนภายหลังขึ้นเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง, อธิบดีกรมสรรพสามิต, อธิบดีกรมสรรพากร และปลัดกระทรวงการคลัง ต่อมาช่วงปี 2539 เป็นสมาชิกวุฒิสภา

          และที่เป็นไปตามที่ ดร.เอนก กล่าวไว้ถึงลีลาพญาครุฑผู้ที่พร้อมจะแลกทุกสิ่งหากเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เห็นได้จากช่วงปี 2540 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เกิดความขัดแย้งด้านนโยบายการคลังกับรัฐบาลในยุค พล..ชวลิต ยงใจยุทธ จนถูกคำสั่งย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่เขาตัดสินใจลาออกจากราชการทันที

          แต่มือดีไม่สิ้นชื่อ ต่อมา “หม่อมเต่า” ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยช่วงปี 2541 ในรัฐบาลชวน หลีกภัย

          จนกระทั่งมาเจอปัญหาอีกครั้งช่วงปี 2544 ที่เขากล้าที่จะประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล พ...ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการให้แบงก์ชาติทบทวนนโยบายด้านดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

          สุดท้ายงานนั้นหม่อมเต่าถูกปลด จบการทำงานที่แบงก์ชาติในวัย 58 ปี!! จนมาโผล่อีกครั้งเป็นพยานโจทก์เบิกความในคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาช่วงปี 2551 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกเสี่ยแม้ว 2 ปี จนต้องหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศตอนนี้

          หลังจากนั้นชื่อเสียงของหม่อมเต่าก็เริ่มเงียบหายไปในหน้าสื่อ จะมีก็แต่ข่าวคราวของทายาท 2 คน 2สไตล์ ที่ออกมาบ้างตามจังหวะทางการเมือง

บ้านนี้ที่เปิดกว้าง

          และแล้วเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง แต่เป็นเรื่องของบิดาที่เปิดตัวอย่างหล่อเป็นหัวหน้าพรรคหนุนลุงตู่ คนไทยก็อดที่จะเมาท์มอยไม่ได้เรื่องรสนิยมการเมืองของคนบ้านเดียวกันแต่ต่างกันสุดขั้ว!

          หากแต่พอเอาเข้าจริงๆ เชื่อหรือไม่ว่าบ้านนี้เปิดกว้างที่สุดเท่าที่บ้านหนึ่งจะทำได้

          อย่างที่รู้กันว่าหม่อมเต่ามีบุตรทั้งหมด 3 คน โดยเป็นบุตรจากภรรยาคนแรก “รัชนี คชเสนี” 1 คน คือ ..มิ่งมงคล โสณกุล หรือ “หม่อมเต่านา”

          และมีบุตรจากการแต่งงานครั้งที่สองกับ คุณหญิงบูลย์วิภา (สกุลเดิม ทองไข่มุกข์) 2 คน คือ ..อรมงคล โสณกุล และ ..อภิมงคล โสณกุล อดีต ส.. กทม. พรรคประชาธิปัตย์

          ในส่วนของบุตรชายหนึ่งเดียวอย่าง ม..อภิมงคล หรือ “คุณภิ” นั้น ต้องบอกว่ารายนี้น่าจะถอดแบบบิดามามากที่สุดทั้งเรื่องบุคลิกหน้าตา การชื่นชอบในการแข่งรถที่สองพ่อลูกเคยมีทีมแข่งรถด้วยกันชื่อว่า “หม่อมเต่าเรซซิ่ง”

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          แม้แต่เส้นทางการทำงานคุณภิเองก็เริ่มต้นมาจากการเป็นข้าราชการมาก่อน (สังกัดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน)

          จนเมื่อตัดสินใจลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ช่วงปี 2548 ผู้พ่อก็ไม่ได้คัดค้านแถมยังอาจสนับสนุนด้วยซ้ำ โดยช่วงหนึ่งคุณภิเคยให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับความเห็นของบิดาในการสวมใส่เสื้อสีฟ้าว่า

          คุณพ่อท่านไม่ได้เข้ามามีความเห็นว่าควรหรือไม่ควรจะอยู่พรรคไหน ท่านก็ถามว่าทำไมถึงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผมตอบเหตุผลท่านไปต่างๆ ท่านก็บอกว่าเป็นแนวคิดที่ดี ถ้ามองว่าประเทศไทยยังต้องไปอีกไกล”

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          ขณะที่คุณภิเองก็ยังยอมรับด้วยว่าเริ่มต้นนั้นได้คุยกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” มาก่อนแล้วว่ามีความสนใจอยากจะร่วมทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์

          ทีนี่เมื่อประเด็นของ “คุณภิ” ตกไปไม่คาใจ พอมาถึงบุตรสาวคนโต ต้องบอกเลย ลีลาของ ม..มิ่งมงคล หรือ “หม่อมเต่านา” ในทางการเมืองนั้นสุดบู๊

          พูดง่ายๆ ถ้า “คุณภิ” คือขั้วบวกของพ่อ “หม่อมเต่านา” ก็เป็นขั้วลบไม่มีใครเถียง

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          ไม่เพียงความเป็นศิลปินซึ่งหม่อมเต่านาเคยทำงานภาพยนตร์เป็นผู้กำกับหนังมาก่อน แต่ในทางการเมืองเธอยังอยู่ขั้วตรงข้าม “น้องชาย” อย่างจะแจ้ง

          มาล่าสุดเมื่อรู้ว่าบิดาลงการเมืองในนามพรรคของกลุ่มคนเป่านกหวีด หม่อมเต่านาจัดไม่ยั้งโพสต์เฟซบุ๊กไม่สนับสนุนอย่างแรง สังคมรอดูว่าดราม่าบ้านนี้มันหยดแน่ๆ

          ปรากฏว่าเก้อ ไม่มี “สงครามเต่า” อย่างที่อยากเห็น เพราะผู้พ่อ ออกมาแจงเองเลยว่าเป็นเรื่องปกติที่บุตรของตนสองคนชอบการเมืองแตกต่างกัน ม..มิ่งมงคล ชอบยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วน ม..อภิมงคล ก็ยืนยันที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์

          การเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะคิดแค่ว่ากระโดดลงไปแล้วจะจมน้ำตายหรือเปล่า แต่ยังต้องคิดว่ากระโดดลงไปแล้วเป็นถนนหรือเป็นบ่อด้วย เนื่องจากตลอด 4 ปีที่ผ่านมาหาเสียงในนามพรรคประชาธิปัตย์ทุกวัน จะให้อยู่ดีๆ ปีที่ 5 ไปลงพรรคอื่นก็คงไม่รอด

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          และผมก็ไม่เคยถาม เพราะยอมรับการตัดสินใจของลูก จึงไม่คิดว่าเป็นปัญหาที่ ม..มิ่งมงคล ประกาศไม่หนุนพรรคที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค แต่สังคมควรมองว่าเป็นเพราะตนเลี้ยงลูกดี มีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่า” (มติชนออนไลน์)

          ลีลาแบบนี้เชื่อหรือไม่ว่าได้ใจคนไทยไปหลายกลุ่มเพราะมันสะท้อนว่าบ้านนี้เปิดกว้างทางความคิด มองโลกอินเตอร์สมคำร่ำลือ และสังคมไทยก็ควรเปิดกว้างเช่นนี้

          แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสไตล์ที่เป็นมาอย่างยาวนานและไม่เหมือนใครของ “หม่อมเต่า” คือจะไม่มีมาเอาใจใครทั้งนั้น!!

          ตรงนี้เองที่หลายคนอดติดใจไม่ได้ว่าเพราะหม่อมเต่าเป็นแบบนี้ แต่ในการทำงานการเมืองที่ต้องเออออห่อหมก มันจะมีปัญหาอะไรในวันข้างหน้าหรือไม่น่ะสิ!

//////////

เครดิตภาพจาก

เฟซบุค ม.ล.อภิมงคล โสณกุล

เฟซบุค taona sonakul

เฟซบุค เอนก เหล่าธรรมทัศน์

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล “คนเห็นโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/338494

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล “คนเห็นโลก”

คนในข่าว  :  10 ส.ค. 2561
หลวงปู่เณรคำ,พระขี่เจ็ต,เณรคำ

วันนี้ วิรพล สุขผล แปรเปลี่ยนจาก “พระสงฆ์” แล้วเป็น “ผู้ร้ายข้ามแดน” มาล่าสุดกลายเป็น “นช.” เต็มตัว ที่ต้องถูกจำคุกไทยอ่วมร่วมร้อยปี

          เมื่อการกระทำส่งผล เรื่องราวของ วิรพล สุขผล หรือ “หลวงปู่เณรคำ” พระวิรพล ฉัตติโก คือตัวอย่างชั้นดี

กับเรื่องราวฉาวทำวงการผ้าเหลืองร้อนฉ่าข้ามโลก ทำให้ชีวิตของเขานั้นจากสูงสุดแห่งความฝันสู่ความจริงเที่ยงแท้ว่ากฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิด

วันนี้ วิรพล สุขผล แปรเปลี่ยนจาก “พระสงฆ์” แล้วเป็น “ผู้ร้ายข้ามแดน” มาล่าสุดกลายเป็น “นช.” เต็มตัว ที่ต้องถูกจำคุกไทยอ่วมร่วมร้อยปี หลังล่าสุดศาลพิพากษาให้จำคุกฐานฉ้อโกงประชาชนรวม 87 ปี, โทษผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ม.14(1) 3 ปี และความผิดฟอกเงิน อีก 24 ปี โดยรวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

หากแต่โดยตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกสูงสุดตามกฎหมาย ม.91(2) แล้วได้ 20 ปี!

          หลายคนบอกก็ถ้าพระหนุ่มผู้นี้ไม่เกิดนึกครึ้มชวนเดอะแก๊งขึ้นเครื่องบินเจ็ต จัดเต็มแบรนด์เนม แว่นกันแดด สมาร์ทโฟน จนกลายเป็นไวรัล ส่งภาพกันต่อไปทั่ว บางทีอะไรที่มันเงียบๆ มันก็อาจจะเงียบๆ ต่อไป คงไว้แต่ตำนานหลวงปู่หนุ่มสุดอัศจรรย์ ผู้ที่เศรษฐีเงินถัง เข้ากราบไว้บูชาค้อมศีรษะรับน้ำมนต์เคาะกระหม่อมจนหัวบันไดกุฏิไม่แห้งต่อไปก็เป็นได้

แต่กลับจัดเต็ม อวดอุตริมนุสธรรม จนมีคนนำเรื่องเข้าร้องทุกข์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ช่วงปี 2556 ทั้งข้อสงสัยถึงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ยาวไปถึงเรื่องปริศนานารี ทั้งหมดนี้ไม่เพียงละเมิดพระธรรมวินัยโทษถึงขั้น “อาบัติปาราชิก” แต่ยังผิดกฎหมายทางโลกอีกมากมาย

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

ว่าแล้วขอย้อนรอยไปดูวีรกรรมเก่าก่อน ว่าทำไมชีวิตของพระที่ควรจะอยู่เงียบๆ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไหงถึงได้โลดโผนโจนทะยานขนาดนี้

พูดเลยว่าคนชื่อ วิรพล สุขผล ไม่ธรรมดามาแต่ไหนแต่ไร

“เณรคำ” หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกขานว่า “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” มีนามเดิมว่า ‘วิรพล สุขผล’ เป็นคนบ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 บิดาคือ นายรัตน์ มารดาคือ นางสุดใจ สุขผล เณรคำเป็นบุตรคนที่ 4 ในพี่น้องรวม 6 คน

ตามประวัติที่มีทั่วไประบุว่าเณรคำนั้นสนใจเรื่องธรรม การสวดมนต์ นั่งสมาธิมาแต่เด็ก ว่ากันว่าเพียงแค่อายุ 6 ขวบ ก็เริ่มปฏิบัติจิตบำเพ็ญภาวนากรรมฐานแล้ว เลิกเรียนวันไหนก็จะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับบ้านทุกวัน จากนั้นจึงเดินจงกรมกลับบ้าน

  นี่มัน Born to be ชัดๆ!!

แต่บางแหล่งก็ระบุว่า ด.ช.วิรพล ถูกโรงเรียนไล่ออกตั้งแต่ชั้น ม.2 ไม่ระบุสาเหตุ แต่ประวัติยังมีว่าเขาได้พิสูจน์ตนเองต่อไปจนอายุ 15 เดินหน้าเข้าสู่ชีวิตทางธรรม บรรพชาเป็นสามเณรที่ “วัดป่าดอนธาตุ” อ.พิบูลมังสาหาร จากนั้นออกจาริกธุดงค์เรื่อยไปในหลายจังหวัดด้วยเท้าเปล่า ทั้งเชียงใหม่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ก่อนจะกลับมายังสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ

จนเมื่อถึงวัย 20 ปี ก็ได้อุปสมบท ณ วัดดอนธาตุบ้านเกิด เมื่อ 28 พฤษภาคม 2542  ได้รับฉายาว่า “ฉัตติโก” แล้วกลับไปจำอยู่ที่ “วัดป่าขันติธรรม” จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวัดแห่งใหม่เพิ่งเริ่มสร้างในปีนั้น

“พระใหม่ วัดใหม่ และศรัทธาอันยิ่งใหญ่” จากนางทองมี วุฒิยาสาร หรือ แม่เหนาะ ที่ได้บริจาคที่ดินจำนวน 9 ไร่ เพื่อสร้างปริมณฑลแห่งบุญ จนเวลาผ่านไป “เณรคำ” มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

ว่ากันว่าเพราะพระหนุ่มรูปนี้นอกจากผิวพรรณเหลืองผ่องสว่างคล้ายทองคำแล้ว ยังเทศนาธรรมที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย สนุกสนาน เป็นกันเองกับโยม “พ่อแก่แม่เฒ่า”

ที่สำคัญกับความเชื่อว่าหลวงปู่มีอภินิหาร หยั่งรู้อนาคต รู้อดีตชาติ ผู้คนจึงพร้อมใจพากันเรียกขาน “หลวงปู่เณรคำ” ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่นั้นมาแถมยังมีสาขาของวัดทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศรวม 201 สาขา!

          และมีรวมคำสอนหลวงปู่เณรคออกมามากมาย เช่น “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด 1-2, ‘นิพพานมีจริง’, “คนเห็นโลก” ติดอันดับหนังสือขายดีมาแล้ว

แต่แล้วจะใช้วิทยาศาสตร์อธิบายว่าอย่างไรเมื่อภาพชุด “พระขี่เจ็ต” สุดอลังออกมาสั่นสะเทือนสังคมไทยจนนำมาสู่การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่จนพบว่า ‘เณรคำ’ เข้าข่ายความผิดหลายข้อ เช่น ใช้สื่อสารสนเทศลงโฆษณาอันเป็นเท็จ อ้างว่าได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์สั่งให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่, หลบเลี่ยงภาษีรถหรู, คดีเสพยาเสพติดให้โทษ, แสดงและใช้วุฒิการศึกษาเท็จ อ้างว่าจบดอกเตอร์จากสถาบันแห่งหนึ่ง, ความผิดฐานฟอกเงิน เบียดบังเงินบริจาคไปซื้อทรัพย์สินและนำไปฝากในต่างประเทศ และการอวดอุตริอภินิหารต่างๆ

แถมยังมีบัญชีเงินฝากธนาคารมากถึง 41 บัญชี และมีทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งบ้านและรถหรูมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านบาท!

และที่คนไทยคาใจที่สุดเห็นจะเป็นกรณีการมีซัมติงกับสีกา จนช่วงนั้นโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพคนที่หน้าเหมือนเณรคำกับหญิงสาวว่อน

กระทั่งมีสาววัย 26 ปี ออกมาแฉสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำจนมีพยานรักร่วมกันอายุ 11 ปีแล้วด้วย โดยเธอระบุว่ารู้จักกันตั้งแต่เรียนชั้นม.2 ที่ศรีสะเกษ โดยพระมาปักกลดธุดงค์แถวบ้าน จากนั้นความสัมพันธ์ก็ดำเนินไป

ขณะที่การสืบสวนเชิงลึกยังยืนยันอีกว่ายังมีหญิงสาวอีก 7 คนที่เณรคำลึกซึ้งด้วย ทั้งๆ ที่ยังดำรงคราบบรรพชิต!! แถมพอย้อนไปอีก เณรคำเคยเจอถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาลที่ท้องที่สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ตั้งแต่ปี 2553 มาแล้ว แต่ขณะนั้นคดีไม่มีความคืบหน้า

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

ในที่สุดเมื่อดีเอสไอมั่นใจในหลักฐานจึงได้ออกหมายจับ 5 ข้อหา คือ พรากผู้เยาว์, อนาจารผู้เยาว์, กระทำชำเราผู้เยาว์, ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน จะเสียท่าไปนิดก็ตรงที่เผลอให้ “เณรคำ” เหาะไปต่างประเทศเสียก่อน

แต่เพียงไม่นานปรากฏว่าช่วงปี 2559 ทางการสหรัฐอเมริกาได้เข้าจับกุมและถูกศาลแคลิฟอร์เนียให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนข้อหาฉ้อโกงและพรากผู้เยาว์ มาถึงถิ่นกำเนิดเอาช่วงกรกฎาคม ปีที่แล้ว

  วันนี้ในวัย 39 กรรมหลายกระทงยังไม่หมด ยังเหลืออีกความผิดที่คนไทยรอฟังกับคดีชำเราเด็กหญิงที่ศาลอาญาจะพิพากษาในเดือน ตุลาคมนี้

อย่างที่ว่าไว้เนื้อแท้ของธรรมชาติในโลกวัฏฏทุกข์นั้น ล้วนแล้วไม่ยั่งยืนนะ…วิรพล!

“ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง “ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/337327

“ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง “ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร”

คนในข่าว  :  2 ส.ค. 2561
ปู่คออี้

ดูเหมือนว่า “ปู่คออี้”ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น ทั้งการชนะคดีและการที่เขาเพิ่งได้บัตรประชาชนคนไทยในวัย 107 ปี  แต่ในส่วนลึกแล้วเขาคิดอะไร เราน่าจะรู้ดี!

         ไม่ได้มาเล่นๆ กับชีวิตที่อยู่มาถึง 107 ปี แถมยังเพิ่งได้มีบัตรประชาชนเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์ของ “ปู่คออี้”

เมื่อล่าสุดวันที่ 31 .. 2561 ที่ผ่านมา เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิสถานะบุคคลและชนเผ่าพื้นเมือง ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใบแรกให้แก่ นายโคอิ มีมิ หรือ ปู่คออี้วัย 107 ปี หลังจากที่ 10 กว่าปีมาแล้วที่ ปู่คออี้ดำเนินการเรื่องนี้มา

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

โดยช่วงปีก่อน มีรายงานข่าวว่า เตือนใจ ดีเทศน์ได้ชี้แจงว่า พื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของปู่คออี้นั้น อยู่ในเขต จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลจากบ้านพุระกำ จ.ราชบุรี โดยมีแนวสันเขาต้นน้ำลำภาชีแบ่งเขตกั้น

ที่สำคัญพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตประเทศไทยไม่ใช่ประเทศพม่า โดยข้อมูลนี้ สอดคล้องกับหลักฐานเอกสาร ทร.ชข. ที่สำรวจโดยกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งระบุชัดเจนว่า ปู่คออี้ เกิดเมื่อปี 2454 ที่จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคี

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานภาพถ่ายที่ปรากฎว่าปู่คออี้และกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินเดินทางไปหากำนันตำบลสวนผึ้ง เพื่อนำของป่าไปขายยังตัวเมืองจ.ราชบุรี

นางเตือนใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างข่าวว่าปู่คออี้ไม่ได้เกิดในประเทศไทยอาจเป็นความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในทางคดี ทำให้ศาลและประชาชนทั่วไทยเข้าใจว่า ปู่คออี้เป็นคนพม่าเข้ามาบุกรุกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่ใช่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_1215049)

อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้แล้ว แม้ว่าปู่คออี้จะมีบัตรประจำตัวประชาชน ได้เลข 13 หลักมาเป็นของตนเองแล้ว แต่ภายในใจของเขานั้น ใครกันจะหยั่งถึง

เพราะอย่างที่เกริ่นว่า ชายวัย 107 ปี ผู้นี้ไม่ได้มาเล่นๆ การที่ทุกคนเรียกยกเขาให้เป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผืนป่าแก่งกระจาน” ย่อมต้องมีที่มาที่ไป

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

สืบค้นข้อมูลเรื่องราวของปู่คออี้นั้น นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นว่า เขาเกิดเมื่อปี 2454 บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคีที่ ซึ่งอาศัยในพื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน “ใจแผ่นดิน” ในเขต จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลจากบ้านพุระกำ จ.ราชบุรีแล้วนั้น ปู่คออี้ยังมีชีวิตความเป็นมาที่ต้องบันทึกไว้ ณ ที่นี่

เรื่องราวของปู่คออี้ มีข้อมูลจาก http://transbordernews.in.th/home/?p=14716 สำนักข่าวชายขอบ เขียนโดย ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักกฎหมาย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ นักศึกษาปริญญาเอก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับวันที่ 28 กันยายน 2554 ขอนำมาประมวลสรุปดังนี้

ปู่คออี้นั้น เกิดที่บ้านบางกลอยบน หรือ คีลอในภาษากะเหรี่ยง และไม่เคยโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น ทั้งนี้ บ้านกลอยบน ก็คือส่วนที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” นั่นเอง

มีเอกสารฉบับสำเนาทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือ “ท..ชข.” โดยในส่วนของแฟ้ม “ท..ชข.บ้านบางกลอย 4” ที่จัดทำขึ้นโดยกรมประชาสงเคราะห์ ในโครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา หรือโครงการสิงห์ภูเขา(เป็นการสำรวจชาวเขาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527) เมื่อปี พ.. 2531

ในนั้น พบชื่อของปู่คออี้ ถูกเขียนว่า นายโคอิ เป็นหัวหน้าครอบครัว เกิดเมื่อปี พ..2454 ที่จังหวัด “เพชรบุรี” ประเทศ “ไทย” พ่อชื่อ “มิมิ” แม่ชื่อ “พินอดี” ทุกคนเป็นชาวเขาเผ่า “กะเหรี่ยง” และนับถือ “ผี” พวกเขา เป็นครอบครัวที่ 3 จาก 20 ครอบครัว เวลานั้นบางกลอย 4 ขึ้นกับพื้นที่กิ่งอำเภอแก่งกระจาน

พวกเขาทั้งหมดทำไร่ข้าวหมุนเวียน (เวียนประมาณ 2 ปี) ปลูกพริก และพืชผักอื่นๆ แซมข้าวไร่ โดยมีไร่ห่างออกจากตัวบ้านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเดินเท้า

ช่วงปี 2509 เขื่อนแก่งกระจานสร้างแล้วเสร็จ เปิดทำการแล้ว กระทั่งช่วงปี 2524 ได้มีการประกาศให้พื้นที่แก่งกระจาน เป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

หลายปีหลังจากนั้น ราวปี 2539 ทางการส่งเจ้าหน้าที่แจ้งให้กะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่บางกลอยบน หรือ ใจแผ่นดินอพยพลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึกบางกลอย

ครอบครัวของปู่คออี้ พร้อมกับกะเหรี่ยง 57 ครอบครัว รวม 391 คน ต้องจำใจย้ายลงมาตามคำสั่ง

ในที่สุด จุดที่เรียกว่า ที่ดินโป่งลึกบางกลอย (บน)” นั้น ก็ได้กลายเป็นที่พักอาศัยของชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน หมู่ 1 และ หมู่ 2 โดยผืนดินนี่เจ้าหน้าที่จัดสรรให้

    แน่นอนบางครอบครัวมาอยู่ด้วยความเต็มใจ แต่หลายครอบครัว ก็จำใจมาอยู่ตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวมถึงชายชราในวัย 85 (ขณะนั้น) ที่ชีวิตทั้งชีวิตก่อนหน้านั้น เขาโลดแล่นอยู่บนผืนป่าข้างบน บ้านเกิดของเขา ที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” หรือ “บางกลอยบน”

ทั้งนี้ “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งบ้านบางกลอย นั้น เป็นพื้นที่ต้นน้ำเพชร อยู่เยื้องมาทางเหนือในเขตสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่นั่นมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาชั่วนาตาปี

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

ภาพจาก http://transbordernews.in.th/home/?p=14716 ระบุว่า ถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2493 หน้าร้านยาไทยสมบูรณ์ ที่รับซื้อนอแรด  (ปัจจุบันอยู่ตรงข้ามกับ โรงรับจำนำเก่า ของเทศบาลเมืองราชบุรี)

(ว่ากันว่า ปู่คออี้คือ ชายถือปืนที่อยู่ตรงกลางบนสุด)

ทุกคนต่างรู้ดีว่า ปู่คออี้นั้นผ่านชีวิตการเป็นพรานที่มีชื่อเสียงมาแต่วัยหนุ่มอยู่ในป่าต้นน้ำเพชรแห่งนั้น แม้กระทั่งปัจจุบัน เขาก็เป็นปูชนียบุคคลที่คนในชุมชนให้การนับถืออย่างแรงกล้า

ในบทความ “ป่าแห่งความหลัง ของปู่คออี้ อดีตพรานใหญ่แห่งต้นน้ำเพชร” ซึ่งเผยแพร่ทางสำนักข่าวชายขอบ เมื่อ 10 มกราคม, 2558 (http://transbordernews.in.th/home/?p=6536)

บทความนั้น ได้อ้างคำพูดของปู่คออี้เกี่ยวกับชีวิตพรานไพรสมัยวัยหนุ่ม เกี่ยวกับสัจจะที่ยึดถือมาตลอดชีวิตว่า

เวลาเข้าป่าสิ่งที่ต้องระวังมากคือ เรื่องของคำพูด ไม่ใช่พูดไปเรื่อย หรือลบหลู่ป่าเขา เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกที่ เราต้องเชื่อฟังกันและกัน”

ช่วงที่เราออกไปล่าสัตว์ ปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กอยู่บ้าน หากมีอะไรไม่เหมาะสมในหมู่บ้าน เสือจะมาคำราม”

ปู่คออี้ยังเล่าว่า ตนนั้นเคยเจอเสือหลายครั้ง แต่ไม่เคยยิงเสือเลย เช่นเดียวกับช้างก็ไม่เคย และป่าที่ปู่ตระเวนเป็นพรานอยู่นั้น สมัยก่อนมีสัตว์หายากหลายชนิด เช่น แรด เสือโคร่ง โดยพื้นที่แห่งนี้ ชาวกะเหรี่ยงแห่งใจแผ่นดินใช้เป็นเส้นทางไปมาหาสู่กันเป็นปกติ

จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเริ่มมาถึง ดังที่เล่าไปข้างต้น

  แต่ในที่สุด เมื่อความรู้สึกมันบอกว่า “ไม่ใช่บ้าน” ปู่คออี้และครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่บางกลอยบนราวสามเดือนจากนั้น

จนเป็นที่มาของปมปัญหา รอยปริแยก แห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

กล่าวคือ หลังจากที่ปู่คออี้และครอบครัวได้กลับไปใช้ชีวิตเฉกเช่นเคยอยู่ถึงสิบกว่าปี นับแต่ปี 2539 ถึงช่วงปี2553 ต่อมา ครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553 ก็มีมติเกี่ยวกับแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

ดังนั้น ปู่คออี้ในวัย 99 ปี ต้องเจอกับเหตุการณ์ครั้งสำคัญตามมาอีกมากมาย

แน่นอนในมุมหนึ่งมองว่า พวกเขาถูกทางการไทยบีบบังคับให้อพยพย้ายจากบางกลอยบนในใจแผ่นดิน มาอยู่บางกลอยล่างบ้านโป่งลึก หากในทางหนึ่งมองว่า นี่คือกฎกติกาของบ้านเมือง ที่เมื่อมีแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

แต่วิธีปฏิบัติของทางการกลับเป็นการเผาทำลาย บ้านเรือน ยุ้งฉาง ฯลฯ ราบ! โดย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงปี 2554ปู่คออี้ขณะมีอายุ 100 ปี ต้องมาเห็นภาพบ้านเรือนที่ไหม้ไปกับไฟ เช่นเดียวกับอีกหลายสิบครอบครัว

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาช่วงปี 2557 หลานชายของปู่คออี้ คือ พอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอบ จนถึงขณะนี้ก็ 4 ปีมาแล้ว

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

ที่น่าแปลกใจคอ ข้อมูลระบุว่าบิลลี่ออกเดินทางจากหมู่บ้านโป่งลึกบางกลอย เข้าสู่ตัวเมือง อ.แก่งกระจาน โดยช่วงเวลา 14.00 . ชาวบ้านได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมและนำตัวไปสอบสวน

กระทั่งมีข้อมูลภายหลังว่า ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่กระจานยอมรับว่าได้จับตัวบิลลี่ไปจริง เพราะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจับกุมผู้บุกรุกป่าและพบของกลางเป็นน้ำผึ้งเป็นจำนวนหนึ่ง จึงมารับตัวไปเพื่อสอบสวนและตักเตือน ต่อมาได้ปล่อยตัวไปที่แยกหนองมะข้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าวจากนายพอละจีอีกเลย

ขณะที่หลายคนเชื่อว่า “บิลลี่” เป็นแกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ทำงานเพื่อมวลชน โดยเฉพาะ “มึนอพิณนภา” ภรรยาบิลลี่ ที่เคยระบุว่า การหายตัวไปของบิลลี่ไม่ใช่เรื่องน้ำผึ้งแน่นอน เธอเชื่อว่า เหตุของการหายตัวไปน่าจะเป็นเพราะบิลลี่ช่วย “ปู่คออี้” และชาวบ้าน ที่ถูกเผาบ้าน เผายุ้งข้าว เมื่อปี 2554 ซึ่งบิลลี่เข้ามาช่วยเหลือปู่ พาปู่ไปฟ้องที่ศาลปกครอง (https://thaipublica.org/2017/04/polajee-rakchongcharoen-or-billy/)

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

มึนอพิณนภา ภรรยาบิลลี่

ทุกวันนี้ ครอบครัวและญาติของเขา ยังคงรอคอยความจริงให้ปรากฏอยู่

          อย่างไรก็ดี ที่สุด คดีเผาทำลายบ้านเรือนของปูคออี้และอีกหลายครอบครัว มีตำตัดสินไปเมื่อ 12 มิ.. 2561 ที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับพวกเขาทุกคน

หันมาข้างปู่คออี้ ดูเหมือนว่า ยังมีเรื่องราวดีเกิดขึ้นตามมา ทั้งการชนะคดี และการที่เขาเพิ่งได้บัตรประชาชนคนไทยในวัย 107 ปี ความปีติก็มากอยู่

แต่ในส่วนลึกแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคืออะไรกันแน่นั้น เรารู้กันดี

/////////

เครดิต

http://transbordernews.in.th/home/?p=14716

http://transbordernews.in.th/home/?p=6536

https://thaipublica.org/2017/04/polajee-rakchongcharoen-or-billy/