คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/319006

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

คนในข่าว  :  2 เม.ย. 2561
ครูตุีกติีก

บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

          ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “ครูครับ เราจะสู้เพื่อฝัน” หรือชื่ออังกฤษว่า Dead Poets Societyภาพยนตร์อเมริกันช่วงปี พ.. 2532 ที่เล่าเรื่องราวของอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ศิษย์ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต ให้หันกลับมามองถึงการทำในสิ่งที่ฝัน หรือเดินตามความต้องการของตัวเอง ผ่านการสอนวรรณกรรมและบทกวี แทนที่จะทำเพียงแค่ใครๆ บอกว่าทำแบบนี้ สิดี ทำแบบคนนั้นสิดี

วันนี้ กับเรื่องราวของ ชินกร พิมพิลา หรือครูตุ๊กติ๊กของเด็กๆ คุณครูโรงเรียนบ้านนาสีนวล ต.หนองแปน อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร เขาคือผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับสังคมกรศึกษาของไทย เมื่อเขาได้โพสต์ภาพในสังคมออนไลน์ ให้นักเรียนสอบได้ที่ 1 ยกชั้นเรียน!!!

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

โดยในเฟซบุค ครูชินกร เผยว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศผลการเรียน เด็กๆ ต่างสนใจแต่ว่าจะสอบได้อันดับเท่าไหร่ แต่เมื่อเปิดดูก็จะเห็นว่าตัวเองได้ที่ 1 ในด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเป็นแบบนี้ต่อไปเด็กก็ไม่ต้องสนใจมาวัดว่าใครคะแนนสูงกว่ากันเพราะแต่ละคนก็มีถนัดเเละความแตกต่างกันนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

เรื่องนี้กลายเป็นข่าวอยู่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ที่ข่าวคราวกำลังจะเงียบหายไปกับกระแสข่าวใหม่อื่นๆ ที่เข้ามาแทนที่

ดังนั้นวันนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวของเขาว่า ของครูตุ๊กติ๊กอีกครั้ง

ครูชินกร พิมพิลา หรือ ครูตุ๊กติ๊ก ของเด็กๆ เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน บิดาคือนายสาคร พิมพิลา มารดาคือ นางคำตัน พิมพิลา ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป

และด้วยความที่พ่อแม่ไม่ได้จบการศึกษาในระดับที่สูง จึงอยากให้ลูกๆ ทั้ง 3 มีโอกาสในการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าที่ตนเองมีนั่นเอง

ทีสุดครูตุ๊กติ๊ก ดูเหมือนจะทำให้ความฝันของพ่อแม่เป็นจริง เมื่อเขาเดินในเส้นทางที่สวยงามตามแบบอย่างแม่พิมพ์ของชาติ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

เริ่มต้นจากช่วงวัยเด็ก เขาจบชั้นประถมศึกษาผมจากโรงเรียนบ้านนาสีนวล และในช่วงพัก ยังได้ช่วยเพื่อนๆ หัดเรียนหัดอ่านหนังสือ ต่อมาเขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่ โรงเรียนเตรยมอุดมศึกษา ภาคตะวันอกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร

ต่อมาเข้าเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกภาษาไทย ระหว่างนั้นก็ได้ออกค่ายอาสาในพื้นที่ต่างจังหวัดมากมาย จึงคิดที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง

กระทั่งเรียนจบช่วงปี 2553 เขาได้เข้าสอนที่โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จ. อุดรธานี กระทั่งปี 2556ตัดสินใจกลับบ้านและเริ่มสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวล โรงเรียนที่เขาเรียนมาในวัยเด็กนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

ทั้งนี้ ระหว่างนั้น ได้ลาออกมาเพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโท ที่่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จนถึงปี 2559 ก็กลับมาสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวลเหมือนเดิม มาจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับครูตุ๊กติ๊กที่น่าสนใจอีก เช่น ข้อมูลจาก เวบไซต์https://www.gotoknow.org/posts/280389 มีการบอกเล่าเรื่องราวของครูตุ๊กติ๊ก ขณะยังเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ไว้ว่า

  เขาเป็นผู้มีความโดดเด่นและสง่างามในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ภาวะความเป็นผู้นำ การส่งเสริมกิจกรรมของเยาวชน การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ความสามารถในเชิงวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรม วิชางาน วิชาคน เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรี ที่คอยมอบให้กับผู้ที่อยู่ด้วยอยู่เสมอ”

โดยเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น “เยาวชนดีเด่น ระดับอุดมศึกษา” จาก กองทุนรางวัลท่านผู้หญิงสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ ถึง 2 ปี ซ้อน

นอกจากนี้ยังมีเกียรติประวัติอีกมากมายเช่น ช่วงปี 2550-2551 เป็นประธานชมรมผู้นำ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปี 2552 เป็นประธานเครือข่ายงดเหล้าเยาวชน จ.ขอนแก่น

และเคยเป็นวิทยากรการสัมมนาพี่เลี้ยงน้องใหม่ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น, วิทยากรอบรมการเตรียมความพร้อมการรับน้องปลอดเหล้า มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล,

วิทยากรจัดอบรมการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ นักเรียนและนักศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ตัวแทนเยาวชนเพื่อเตรียมงานมหกรรมพลังเยาวชนพลังสังคม มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพานิชย์ ฯลฯ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

วันนี้ กับปรากฏการณ์ล่าสุด ที่มองเด็กอย่างเท่าเทียม ไม่ได้มองที่ตัวเลขคะแนนจากผลสอบ หากดูจากความสามารถและความถนัดของเด็กแต่ละคน

เช่น บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

ที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสที่จะกล้าฝันว่าตัวเองจะโตขึ้นมาเป็นใครสักคนที่ได้ทำในสิ่งที่ถนัด รัก และใฝ่ฝันจะเป็น โดยไม่ต้องหวาดหวั่น และพร้อมที่ “สู้เพื่อฝัน” ได้อย่างเต็มที่

และบางทีอาจนำรอยยิ้มของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ได้หันมามองถึงความสามารถที่แท้จริงของลูกหลานท่าน นอกเหนือจากตัวเลขที่อาจชี้แค่ว่า ใครอ่านตำรามาหนักกว่ากัน!

 

//////////////////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ชินกร พิมพิลา

 

ล่าฝันข้ามโขง “แพท” สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/317737

ล่าฝันข้ามโขง “แพท” สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC

คนในข่าว  :  25 มี.ค. 2561
ล่าฝันข้ามโขง  “แพท” สาวลาวใต้  ศึกดวลเพลง AEC 

   หัวใจจะวายกันทั้งประเทศ!!! เมือศึกประกวดร้องเพลง AEC ระหว่างสาวลาว กับบ่าวไท แพท เพ็ดดาวอน แชมป์ 4 สมัยจากลาวขึ้นป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

           โลกไร้พรมแดน วัฒนธรรมก็ไม่มีพรมแดนในยุคใหม่ การที่ชาวลาวนิยมดูทีวีไทยเป็นเรื่องปกติ เพราะสองชาติมีภาษาที่สื่อสารได้โดยตรงไม่ต้องมีล่ามแปล

สังเกตว่า สองสามปีมานี้ รายการวาไรตี้ของฟรีทีวีไทย จะเชิญคนดังหรือเน็ตไอดอลลาวมาร่วมรายงานอยู่เนืองๆ ถ้ามองในแง่การขยายตลาด ขยายฐานคนดูก็ใช่เลย

สำหรับการประกวดร้องเพลงทางฟรีทีวี ที่มีอยู่หลายรายการหลายช่อง ก็เพิ่งเห็นรายการศึกวันดวลเพลง ทางช่องวัน ที่ให้โอกาสนักร้องสาวชาวลาว ได้เข้ามาประกวดเป็นครั้งแรก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อออนไลน์ลาวหลายสำนัก พร้อมใจกันเสนอข่าว “แพท เพ็ดดาวอน” นักร้องสาวเสียงดี จาก สปป.ลาว ที่สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ 5 สมัยใน “ศึกวันดวลเพลง” พร้อมร้องขอให้คนลาวส่งแรงใจเชียร์เธอ

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

ค่ำวันศุกร์ 23 มี.ค. แฟนเพจ “นสพ.ลาวพัดทะนา” Laophattana News รายงานข่าวด้วยความตื่นเต้น

“หัวใจจะวายกันทั้งประเทศ!!! เมือศึกประกวดร้องเพลง AEC ระหว่างสาวลาว กับบ่าวไท แพท เพ็ดดาวอน แชมป์ 4 สมัยจากลาวขึ้นป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

“ซึ่งสำคัญมาก ถ้าเสียแชมป์จะหอบเงินกลับบ้านเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ถ้าชนะ ก็จะมีเงินการันตี 5 หมื่นบาท เรียกว่าเกมวัดดวงอย่างแท้จริง

“คู่แข่งของสาวลาวคนนี้ มาด้วยความเต็มร้อย ทั้งหน้าตาดีแถมอาวุธเพลงที่เอามาใช้ ก็ทำได้ดี ได้รับคำชมจากกรรมการทุกคน

“แต่สาวแพทก็ไม่ท้อถอย เมื่ออุตส่าห์ข้ามน้ำโขงมาตามฝันทั้งที มีอะไรก็งัดออกมาใช้หมด

“และสุดท้าย โชคก็เข้าข้าง สาวเสียงดีต้นทุนต่ำคนนี้จนได้ เป็นฝ่ายชนะคะแนนไป 2-1 คะแนน คว้าแชมป์ 5 สมัยมาอย่างยิ่งใหญ่ และสมกับกองเชียร์ที่เทใจให้เธอกันทั้งประเทศ”

ถอดความมาจากสำนวนของนักข่าว นสพ.ลาวพัดทะนา ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของ สปป.ลาว

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

 “แพท” เพ็ดดาวอน คำมะนีวง สาวเมิองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก เติบโตมาจากครอบครัวฐานะยากจน เรียนได้แค่ ป.3 ต้องออกมาขายแรงงานช่วยเหลือพ่อแม่ เนื่องจากมีพี่น้องหลายคน

สาวน้อยไปทำงานล้างจานให้ร้านอาหารแห่งหนึ่งในปากเซ จนได้มีโอกาสร้องเพลง แต่โชคร้ายร้านอาหารแห่งนั้นปิดตัวลง

ในที่สุด แพทต้องจากบ้าน เดินทางกว่า 700 ก.ม. จากปากเซ มุ่งสู่นครหลวงเวียงจันทน์ มาพักอาศัยอยู่กับญาติ และหางานทำอยู่พักใหญ่จนได้มีโอกาสร้องเพลงอยู่ที่ร้านตำมั่ว และวินด์เวสต์ผับ นครหลวงเวียงจันทน์

เมื่อ 4 ปีก่อน แพทเคยมีซิงเกิลแรก “เฮาบ่สมเพิ่น” ในสังกัดนาคามีเดีย และเคยได้ไปร้องเพลงให้ชาวลาวในออสเตรเลีย ตามวิถีนักร้องลาวที่ต้องหาโอกาสไปขุดทองในต่างแดน

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

ปี 2559 แพทได้ออกอัลบั้มเพลงลาวสมัย(เพลงลาวยอดนิยมในอดีต) กับค่ายทะวีเสิด บังเอิญว่า แพทมีผลงานเพลงในช่วงขาลงของอุตสาหกรรมเพลงลาว เธอจึงไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในวัย 28 ปี แพทตัดสินใจข้ามโขงมาวัดดวง เผื่อโชคดีได้แชมป์ 10 สมัย ก็จะได้เงินล้านกลับไปปลูกบ้านใหม่ให้แม่ที่บ้านเกิด และมาถึงวันนี้ เธอมาได้ครึ่งทางฝันแล้ว

////////////////

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก เฟซบุคแฟนเพจเป็นเรื่องเป็นลาว

และติดตามอ่านเรื่องนี้ ได้จาก ลิงค์นี้ 

คนกันเอง!! สมเด็จ “เตีย บัญ” นักรบไทยเกาะกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/317315

คนกันเอง!! สมเด็จ “เตีย บัญ” นักรบไทยเกาะกง

คนในข่าว  :  21 มี.ค. 2561
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สมเด็จพิชัยเสนาเตีย บัญ,พลอเตีย บัญ,รองนายกรัฐมนตรี และ รมวกลาโหมกัมพูชา,เตีย บัญ,การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา,นโรดม สีหมุนี,ไทยเกาะกง,เกาะกง,กัมพูชา,ไทยและกัมพูชา,ใส่ ภูทอง,ลุงใส่,เขมรแดง,สาธารณรัฐประชาชนกัม

การเดินทางมาเยือนไทยแต่ละครั้ง พล.อ.เตีย บัญ ค่อนข้างจะสนิทชิดเชื้อกับนายทหารไทย เนื่องจากเขาพูดจาภาษาไทยได้คล่อง ก็คนกันเอง!!

          วันที่ 20-21 มี.ค.2561 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ได้พบกับ สมเด็จพิชัยเสนาเตีย บัญ หรือ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC 13) ที่โรงแรมดุสิตธานี

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          การเดินทางมาเยือนไทยแต่ละครั้ง พล.อ.เตีย บัญ ค่อนข้างจะสนิทชิดเชื้อกับนายทหารไทย เนื่องจากเขาพูดจาภาษาไทยได้คล่อง

          พล.อ.เตีย บัญ รัฐมนตรีกลาโหมผูกขาด ได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จพิชัยเสนาเตีย บัญ” จากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี เมื่อ 29 ก.ค. นับว่าเป็นสมเด็จฯ คนแรกของไทยเกาะกง

          คำว่า “ไทยเกาะกง” นั้นมาจากประวัติศาสตร์ยุคล่าอาณานิคม เดิมที “เกาะกง” คือ จ.ปัจจันตคิรีเขตร ของราชอาณาจักรสยาม ด้วยแรงบีบของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส สยามต้องลงนามในพิธีสารฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2447 ส่งมอบ จ.ปัจจันตคิรีเขตร ให้แก่ฝรั่งเศสชาวไทยจำนวนมากที่ไม่อยากอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสได้อพยพมาอยู่ที่เกาะกูด และ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          เมื่อกัมพูชาได้เอกราช คนเกาะกงก็เป็นพลเมืองกัมพูชาโดยสมบูรณ์ปัจจุบันในเกาะกงมีชาวไทยอยู่ในเกาะกงเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

          ในช่วงที่มีการต่อสู้กู้เอกราช “ใส่ ภูทอง” คนไทยเกาะกงได้มีบทบาทในการนำพา “พลพรรคไทยเกาะกง” เข้าร่วมการต่อต้านฝรั่งเศส จนกัมพูชาได้รับเอกราช

          หลังจากนั้น “ลุงใส่” ได้นำเอาความคิดปฏิวัติมาเผยแพร่ในเกาะกง และมีความสัมพันธ์กับปัญญาชนกัมพูชาที่ได้ก่อการจัดตั้งพรรคปฏิวัติ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ “ลุงใส่” กับพลพรรคไทยเกาะกง จะมีความใกล้ชิดกับทางเวียดนามมากกว่า ดังนั้นเมื่อ “เขมรแดง” ยึดครองกัมพูชา จึงมีปฏิบัติการไล่ล่าไทยเกาะกง

          ช่วงที่มีการตามล่าของเขมรแดง ทำให้ลุงใส่และพลพรรคไทยเกาะกง ได้มาพึ่งพาทหารไทยที่เข้าไปปฏิบัติการงานลับชายแดนกัมพูชา คณะทหารไทยกลุ่มนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          ในพลพรรคไทยเกาะกง มีนักรบที่ห้าวหาญคนหนึ่งชื่อ “เตีย บัญ”!!

          เตีย บัญ เป็นลูกชาวนาเกิดที่เกาะกง พ่อตายตั้งแต่เด็กๆ แม่ทำนาเลี้ยงครอบครัว รายได้น้อยมาก เตีย บัญ ร่วมการต่อสู้ปฏิวัติกัมพูชา ในนามพลพรรคไทยเกาะกง ร่วมกับลุงใส่ และคนอื่นๆ อย่างไม่ย่อท้อ

          ปี 2522 “ลุงใส่” นำพาพลพรรคไทยเกาะกง ได้เข้าร่วมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์กัมพูชาอีก 4 กลุ่มที่แยกตัวออกมาจากเขมรแดง จับมือกันเป็น “แนวร่วมสามัคคีประชาชาติกู้ชาติกัมพูชา” โดยการสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามนับแสนคน เข้ายึดกรุงพนมเปญ และประกาศโค่นล้มระบอบเขมรแดง

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          จากนั้นได้สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา” ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2522 โดย เฮง สำริน ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ และ “ลุงใส่” เป็นรองประมุขรัฐ

          เวลานั้น ฮุน เซน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และพล.อ.เตีย บัญ เป็นรัฐมนตรีกลาโหม

          เมื่อฮุน เซน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตัั้งแต่สมัยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา มาจนถึงราชอาณาจักรกัมพูชา พล.อ.เตีย บัญ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมมาโดยตลอด

////////////////

ภาพ : General TEA Banh

ขอบคุณข่าวจากเพจเป็นเรื่องเป็นลาว สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ลิงค์นี้ https://www.facebook.com/PhenluangPhenlao/posts/272489523288677

เปิดวาร์ป “น้องแบม” ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/315588

เปิดวาร์ป “น้องแบม” ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

คนในข่าว  :  6 มี.ค. 2561
น้องแบม,ปณิดา ยศปัญญา,แฉโกง,เปิดวาร์ป

“หัวใจประชาชนอยู่กับเรา ถ้าเราไม่ช่วย แล้วใครล่ะที่จะช่วยประชาชน #คือนักพัฒที่แท้จริง “

          ช่วงนี้บ้านเราเต็มไปด้วยข่าวการเปิดฉากสงครามระหว่างคนตัวเล็กกับคนตัวใหญ่

          ข่าวหนึ่ง คือเรื่องราวของ “น้องแบม ปณิดา ยศปัญญา” ที่กล้าออกมาละเลงความจริงให้สังคมได้รับรู้ โดยไม่หวั่นเกรงผลกระทบกับตัวเอง

          เธอเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 23 ปี และยังเป็นนิสิตชั้นปี 4 สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือ มมส.

          แต่สิ่งที่เธอทำ หลายคนบอกเลยว่า “เกินตัว” เพราะเธอได้ออกมาร้องเรียนการทุจริตเงินงบประมาณช่วยเหลือคนจนของ “ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น” กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จนนำพามาสู่ข่าวใหญ่ระดับประเทศ!

          จนเรื่องราวได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และโดนไล่บี้กันตั้งแต่คนในกระทรวง พม. มาถึงบรรดาอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง และยังลากยาวไปพบการกระทำผิดของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในพื้นที่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี ตราด ฯลฯ

          และแน่นอน!! ที่คนไทยกำลังรอดูอย่างใจจดจ่อที่สุด หนีไม่พ้นอาจารย์ภาคสนามผู้ที่บังคับให้น้องแบมและเพื่อน “กราบ” ขอขมาผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว ซึ่งน้องแบมเพิ่งมาเล่าภายหลังว่าถึงขั้น “ทุบหลัง” ให้กราบ

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          โดยเวลานี้ ว่ากันว่าอาจารย์ท่านนี้น่าจะอ่วมสุด เพราะนอกจากที่ต้องเจอทางมหาวิทยาลัยเดินหน้าไต่สวนตามข้างต้นแล้ว ยังกำลังถูกสังคมนิสิต มมส. “ทีมน้องแบม” เปิดวาร์ป เผยโฉม ตามหาตัวกันให้ควั่ก! ซึ่งน้องแบมเองยังพูดถึงเหตุการณ์นี้้ในการพูดคุย ไลฟ์สดกับ “สุทธิชัย หยุ่น” ว่า

          “หนูยอมกราบ แต่ไม่เต็มใจ กราบขึ้นมาก็ร้องไห้เลย ตอนนั้นเสียใจมาก และเสียความรู้สึก โดยเฉพาะที่หนูขอขมา ทั้งที่หนูไม่ได้เป็นคนผิด แต่คำว่าเด็กโกหกมาอยู่ในสมองหนูทั้งวัน”

          ว่าแล้วมาเปิดวาร์ป ดูกันหน่อยว่า  น้องแบม เธอคือใคร เหตุใดถึงได้กล้าหาญราวกับเป็น “โจนออฟอาร์ค” ของคนไร้ที่พึ่ง! ขนาดนี้

          ปรากฏว่า น้องแบมเป็นเด็กชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่แม้แต่อำเภอบ้านเกิดยังชื่อว่า อำเภอชนบท!! จ.ขอนแก่น

          แต่คงด้วยเพราะเป็น “ลูกทหาร” เพราะบิดาเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร และมารดา คือ น้อมจิตต์ ยศปัญญา ซึ่งน้องแบมเธอมักกล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อเสมอว่า “พ่อแม่สอนมาให้ซื่อสัตย์สุจริตเป็นชีวิตจิตใจ!!”

          ในวัยเด็ก น้องแบมใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด และเรียนอนุบาลที่โรงเรียนชื่อน่ารัก อย่าง “ร.ร.เทศบาลสวนสนุก” จากนั้นไปต่อที่ ร.ร.ขอนแก่นวิทยายน เป็น “kkw116” กระทั่งมาสอบเข้าเรียนต่อได้เป็นนิสิต มมส.

          โดยตอนสอบเข้า เธอได้เลือกคณะรัฐศาสตร์ไว้ด้วย แต่น้องแบมก็เลือกเรียนพัฒนาชุมชน ทั้งๆ ที่คะแนนสอบสามารถเรียนได้ทั้งคู่

          เธอบอกว่าเพราะรู้สึกชอบ คณะมนุษยศาสตร์ฯ มากกว่า ด้วยนิสัยเป็นคนชอบลุยสมบุกสมบัน และอยากช่วยชาวบ้านที่ด้อยโอกาส!!

          ร่ำเรียนมาจนถึงชั้นปี 4 ที่จะต้องเข้ารับการฝึกงานก่อนจบ ซึ่งเธอได้เลือกที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง.ขอนแก่น โดยมีระยะเวลาของการฝึกงานระหว่างเดือน ส.ค.จนถึงปลายเดือน ก.ย. 2560

          แต่…เข้าฝึกงานวันแรก 7 ส.ค. 2560 เธอก็ต้องผงะ!! เพราะไปเจอเข้ากับความไม่ชอบมาพากลวันนั้นเลย

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          สุดท้ายเหลียวซ้ายแลขวา กวาดหลักฐานหอบไปร้องเรียนทั้งที่ ป.ป.ช. และเลขาธิการ คสช. จนนำมาสู่เรื่องราวในวันนี้นั่นเอง

          อย่างที่รู้กัน คนดีต้องมีที่ยืน วันนี้น้องแบม และน้องเกมส์ ได้ไปทั้งโล่ประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติจากหลายที่หลายแห่ง ทั้ง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          หรือล่าสุด ทาง มมส. กำลังเตรียมมอบรับรางวัล “50 ปี คนดีศรีโรจนากร” ให้กับน้องแบม ในงานเฉลิมฉลองครบ 50 ปี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 26 มี.ค.นี้

          ทั้งหมดจึงเหมือนเป็นเครื่องการันตีความดี ซึ่งดูแล้ว ตัวน้องแบมเองก็ภูมิใจอย่างมาก เห็นได้จากโพสต์ในเฟซบุคส่วนตัว Panida Yospanya หลายครั้ง

          เช่น “ครั้งหนึ่ง ฉันได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง #ประชาชนต้องมาก่อนเสมอสำหรับหัวใจนักพัฒ #ฉันคือศิษย์เก่าขอนแก่นวิทยายนโรงเรียนประจำจังหวัด”

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          “หัวใจประชาชนอยู่กับเรา ถ้าเราไม่ช่วย แล้วใครล่ะที่จะช่วยประชาชน #คือนักพัฒที่แท้จริง #เราคือเด็กขอนแก่นวิทยายน #โรงเรียนดีสอนคนดี”

          แต่ภายหลังกิจกรรม “ต้อนรับคนดี” จบลง การดำเนินการเพื่อไต่สวนเอาผิด “คนไม่ดี” ชนิดไม่ต้องแบ่งแยกเส้นเล็กเล็กเส้นใหญ่ พวกเรายังรอฟังอยู่!

/////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจกาเฟซบุค Panida Yospanya

เฟซบุค  suthichai yoon

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ ช่วยเสือดำด้วย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/315416

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ ช่วยเสือดำด้วย!!

คนในข่าว  :  5 มี.ค. 2561
ทนาย,อนันต์ชัย ไชยเดช,เสือดำทุ่งใหญ่,ป้าทุบรถ,คดีป้าทุบรถ

คราวนี้ เขามาในฐานะของ ทนายความของ ทีมป้าใจแกร่ง จนถึงกับมีการแสดงความคิดเห็นว่า ขอให้ทนายมาช่วยทำคดีเสือดำด้วย!!!

          วันนี้หน้าข่าวร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้งกับ คดีป้าทุบรถ!!

เมื่อทนายทีมป้า! หรือ อนันต์ชัย ไชยเดช คนที่เรารู้จักเขาดีจากคดีโจ๋รุมชายพิการจนเสียชีวิต!

และคราวนี้ เขามาในฐานะของ ทนายความของ ทีมป้าใจแกร่ง ทั้ง รัตนฉัตร และ มณีรัตน์ แสงหยกตระการ หญิงที่ใช้ขวานทุบรถที่จอดรถกระบะขวางทางเข้าออกหน้าบ้าน เพื่อลงไปซื้อของที่ตลาดใกล้เคียง

และวันนี้ หรือวันที่ 5 มีนาคม 2561 ช่วงบ่าย เขาได้พาลูกความเข้ามอบตัว และยังเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกลับ กับสาวกระบะ หรือ รชนิกร เลิศวาสนา ตาม ป.อาญา มาตรา 397 ที่ สน.ประเวศ

โดยระบุต่อนักข่าวอย่างเผ็ดร้อนถึงเรื่องคดีความนี้ ว่าจะลุยไปถึงต้นเหตุตัวจริงกันเลยทีเดียว คือ ตลาด เจ้าของตลาด และเจ้าหน้าที่เขตที่เกี่ยวข้อง!!

  กรณีพิพาทนี้ เจ้าของตลาดต้องดูแลบ้านป้า ไม่ให้มีคนมาจอดรถขวางประตู สร้างความเดือดร้อน”

          คนที่ขับรถมาจอดก็มีความผิดด้วย ในฐานะเจ้าของรถ ไปซื้อของในตลาด คือกระทำผิดร่วมกัน”

และทีเด็ดคือ ทนายอนันต์ชัยยังระบุว่า

กรณีที่คุณป้าขับรถออกมาจากบ้านแล้วรถผู้เสียหายจอดอยู่หน้าบ้าน คุณป้าก็ใช้วิถีทางทุกทางแล้วในการแก้ปัญหา ทั้งโทรศัพท์ไปหา 191 , เขตและแม้กระทั่งบีบแตร แม้กระทั่งเลื่อนรถ เป็นครึ่งชั่วโมงครับ”

แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เจ้าของรถให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวทุกช่องว่า ได้ยินเสียงแตรรถ แต่ยังซื้อของไม่เสร็จ ก็แสดงว่าคุณกระทำการข่มเหงคุณป้าอย่างร้ายแรง”

วันนี้ทนายเลยจัดหนัก จะแจ้งข้อหาสาวกระบะเพิ่มคือ ข้อหา 397 ก่อความเดือดร้อน

ส่วนข้อหาพกพาอาวุธที่ป้าจะโดน ทนายงัดข้อกฎหมายมาแจงเลยว่า ยังไงป้าก็ไม่ผิดเพราะ คุณป้ามาจามรถ แต่ไม่ได้มาทำร้ายร่างกายเจ้าของรถ จึงขาดองค์ประกอบความผิด

แต่ถ้าสาวกระบะมาแจ้งความกับคุณป้า กฎหมายบอกว่า อาจโดนข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จให้ผู้ถูกแจ้งได้รับโทษหนักขึ้น ซึ่งปรึกษาคุณป้าแล้วว่าจะคิดดู 7 วัน ว่าจะแจ้งข้อหานี้กลับไปยังสาวเจ้าของรถกระบะหรือไม่

เพียงเท่านี้ก็เรียกเสียงครางฮือกับ “ทนายอนันต์ชัย” แล้วว่า ทำไมแม่นจัด ชัดเจนแบบนี้ ได้ใจกองเชียร์ “ทีมป้า” ไปหลายกระบุง จากที่เคยตามเชียร์มาจากคดี “โจ๋รุมกระทืบชายพิการจนเสียชีวิต” แล้ว มาคดีนี้ยิ่ง “ได้แรงอก”

แต่ที่น่าคิด ยังมีอีกหลายคอมเม้นท์ที่ทึ่งในความสามารถ และกล้าชนของทนายอนันต์ชัย จนถึงกับมีการแสดงความคิดเห็นคล้ายๆ กันมากมายว่า ขอให้ทนายมาช่วยทำคดีเสือดำด้วย!!!

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

 

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

 

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

 

งานนี้ เชื่อว่าหลายคนนา่จะขานรับไอเดียนี้!! และทำให้อยากรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น ก็ต้องพบว่า ฮาร์ดคอร์ได้อีก!!!!

บทสัมภาษณ์จาก ผู้จัดการออนไลน์ โดย รัชพล ธนศุทธิสกุล เล่าว่า อนันต์ชัย ไชยเดช พื้นเพเดิมเป็นคนหาดใหญ่ จ.สงขลา

ที่จริงวัยเด็กทนายคนนี้เป็นคนช่างฝัน และชื่นชอบไปในทางศิลปะ เช่น เขียนนวนิยาย และโคลง กลอน แต่แล้วชีวิตเปลี่ยนให้เขาต้องทิ้งเส้นทางฝันทางด้านนิเทศศาสตร์มาสู่เส้นทางสายกฎหมาย

เพราะช่วงที่เรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย แม่โดนโกงที่ดิน 100 กว่าไร่ จนมีการฟ้องร้องคดีกันที่ศาล แล้วแพ้เนื่องจากทนายกินทั้งสองฝ่าย

เขาจึงเบนเข็มอย่างสิ้นเชิงมาเรียนกฎหมาย ที่ม.รามคำแหง ช่วงปี 2523 จบแล้วไปเรียนต่อเนติบัณทิตไทย (นบท.) จากสำนักงานอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 39 อีกปีครึ่ง

ช่วงแรกก็ว่าความคดีเล็กๆ เช่น คดีเช็ค คดีจัดการมรดก แต่ชีวิตเรียกได้ว่า “ไส้แห้ง”

แต่ด้วยความที่ต้องไปทำในหลายสำนักงาน จึงทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนช่วงปี 2534 เปิดสำนักงานแรกที่สายใต้ใหม่ ที่คลองบางกอกน้อย ใช้ชื่อ “สำนักงานกฎหมายไชยเดช” โดยเขาระบุว่า เป็นของอาจารย์สุภาพล อมรรัตน์

แต่ไม่รุ่งมากนัก ที่สุดจึงออกมาตั้งสำนักงานของตัวเอง ด้วยใจที่คิดเพียงว่า ไปตายเอาดาบหน้า

ปรากฏว่าคราวนี้รุ่งสุดๆ จนสำนักงานทนายความกฎหมาย อนันตชัย ไชยเดช (ชื่อเดิม) ค่อยๆ เป็นที่รู้จัก ในปี 2539 ที่โด่งดังคือ คดีปลอมแปลงใบหุ้นของธนาคารทหารไทย (มหาชน) จำกัด เมื่อปี พ.. 2544

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

ภาพจากเฟซบุค อนันต์ชัย ไชยเดช

ตอนนั้นเขาได้ฉายาว่า “แจ๊กผู้อาสาฉีกหน้ากากยักษ์ขี้ฉ้อ” และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ว่าความมาอยา่งที่ต้องเรียกว่าไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

เช่น ปี 2547 เป็นทนายความให้กับ วีระ ลิมปะพันธ์ นายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ฟ้องร้องดำเนินคดีกับกรรมการของสมาคมฯ ที่กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์

ที่ดุดันและน่ากลัวคือ ในคดีระหว่างปี พ.. 2549-2555 เขาเป็นทนายความให้กับ พล... เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผบ.ตร. ฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนกลุ่มหนึ่ง จนภายในปี 2551 หลังมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล วันที่ 3 เมษายน เขาถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลใช้มีดสปาร์ตาฟันศีรษะที่บริเวณศาลอาญา

แต่ก็รอดมาได้ จนหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2551 ได้ให้คำชมเชยเป็นฉายาว่า “ทนายกระดูกเหล็ก”

มาอีกคดีดัง เร็วๆ นี้ที่ทำให้เขาได้รับเสียงปรบมืออีกครั้ง คือ คดี “โจ๋รุมกระทืบชายพิการจนเสียชีวิต”

จนช่วงปลายปีที่แล้ว ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ตั้งแต่ 12 ปี ถึง 19 ปี โดยไม่รอลงอาญา และสั่งชดเชยค่าทำศพ 2 แสน 5 หมื่นบาท และเยียวยาครอบครัว 5 แสนบาท และปรับคนละ 1 พันบาท

ก็ได้ใจคนไทยไปตามๆ กัน เพราะคดีนี้ถือว่าสะเทือนขวัญสั่นอารมณ์คนไทยเป็นอันมาก

มาวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมชาวเน็ตถึงขอให้ทนายอนันต์ชัยมาช่วย “เสือดำทุ่งใหญ่” สักตั้ง

เพราะเขาคือ “คนจริง”ที่กล้าท้าชนของใหญ่ของแข็งนี่เอง

//////////

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000047185

แค่เฉียด 6 ตุลา? ส่องชีวิต “สล้าง” เติบใหญ่ใต้เงา “ขวาจัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/314616

แค่เฉียด 6 ตุลา?  ส่องชีวิต “สล้าง” เติบใหญ่ใต้เงา “ขวาจัด”

คนในข่าว  :  26 ก.พ. 2561
สล้าง บุนนาค,สล้างดิ่งตึก,สล้างฆ่าตัวตาย,พลตอสล้าง  บุนนาค,พลตอสล้าง ฃ,บุญธรรม ชุมดวง

รู้จัก สล้าง บุนนาค อีกครั้ง กับชีวิตบนเส้นทางโล่เงิน โลดโผน ดุดัน มีทั้งบาดแผล และเหรียญตรา!!

          นายตำรวจใหญ่ เกิดในตระกูลเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาคือ “บุนนาค” สายราชบุรี และได้ดิบได้ดี เพราะมีพ่อตาเป็นนักการเมือง (เจ้าของสัมปทานป่าภาคเหนือ) บนเส้นทางโล่เงิน ค่อนข้างโลดโผน มีทั้งบาดแผลและเหรียญตรา

          พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 14 และรับราชการครั้งแรกเป็นผู้บังคับหมวด ตชด.512 อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

          ต่อมา ผู้บังคับบัญชาได้ส่ง พล.ต.อ.สล้าง ขณะนั้นติดยศ “ร.ต.ท.” ไปเป็นครูฝึกให้พลร่มลาวฝ่ายขวา เพื่อพัฒนาศักยภาพของกองกำลังฝ่ายขวาสู่กับลาวฝ่ายซ้าย

          เดือน ส.ค. 2503 ร.อ.กองแล ยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลลาวฝ่ายขวา ที่มีนายพลพูมี หน่อสะหวัน เป็นรัฐมนตรีกลาโหม และตามมาด้วยสงครามกลางเมืองในลาว โดยมีไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

          จอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้สั่งการให้กรมตำรวจ จัดชุดปฏิบัติการพิเศษ 12 นาย ไปช่วยนำตัว “นายพลพูมี” จากแขวงสะหวันนะเขตเข้ามาพักที่เซฟเฮาส์ฝั่งไทย

          จากนั้น จอมพลสฤษดิ์ วางแผนสนับสนุนกองกำลังนายพลพูมียึดอำนาจกลับคืนมาได้สำเร็จ และขับไล่ร้อยเอกกองแลออกไปอยู่ทุ่งไหหิน

          หัวหน้าทีมปฏิบัติการลับข้ามโขงคราวนั้นคือ พล.ต.อ.สล้าง และจากผลงานชิ้นนั้น ทำให้เขาได้รับรางวัลเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่นานถึง 11 ปี

          พล.ต.อ.สล้าง โชคดีมี “พ่อตา” ชื่อ “บุญธรรม ชุมดวง” พ่อค้าไม้รายใหญ่แห่ง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เจ้าของสัมปทานป่าไม้ภาคเหนือ และเป็นผู้แทนสุโขทัยมาแต่ปี 2512 

          คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์สมัยโน้น ต่างวิพากษ์วิจารณ์การเติบโตบนเส้นทางโล่เงินว่า พ่อตามีส่วนช่วยให้เขาได้ขยับเข้าสู่เมืองหลวง และได้ประจำการที่กองปราบปราม

          หลัง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน มีรัฐธรรมนูญใหม่ บุญธรรม ชุมดวง เข้าสังกัดพรรคชาติไทย ที่มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้งปี 2518 “บุญธรรม” สอบตก แต่ก็ยังมีบทบาททำงานการเมืองเป็นเลขานุการัฐมนตรี

          เดือน เม.ย.2519 มีการเลือกตั้งทั่วไป บุญธรรมยังอยู่พรรคเดิม คราวนี้ได้เป็น ส.ส.อีกสมัย ซึ่งเวลานั้น พรรคชาติไทย มีแคมเปญหาเสียง “ขวาพิฆาตซ้าย” พร้อมกับนำเพลงปลุกใจ “เปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด..” มาแทนเพลงประจำพรรค

          ยุคพรรคชาติไทยเรืองรอง “สล้าง” ก็เรืองรุ่ง ได้ยศ “พ.ต.ท.” เป็นรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (คุมตำรวจปราบจลาจล เป็นแผนกหนึ่ง ของกองกำกับการ 2 กองปราบปราม)

          เวลานั้้น มีการจัดตั้ง “ลูกเสือชาวบ้าน” โดยเริ่มจากหน่วย ตชด.ในภาคอีสาน และกลายเป็นนโยบายระดับชาติ มี พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้าน (มาจากสาย ตชด.) ซึ่งภารกิจลูกเสือชาวบ้านคือ การต่อต้านคอมมิวนิสต์ และหยุดยั้งขบวนการนักศึกษาหัวเอียงซ้าย

          คืนวันที่ 5 ต.ค.2519 “สล้าง” รับคำสั่งจาก พล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต ผู้บังคับการกองปราบปรามให้นำกำลังตำรวจปราบจลาจล 200 นายไปรักษาความสงบที่บริเวณท้องสนามหลวง และหน้าธรรมศาสตร์ จนรุ่งเช้าวันที่ 6 ต.ค.2519

          ขณะเดียวกัน ได้มี “ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร” ตามมาสมทบพร้อมอาวุธหนัก ซึ่ง “สล้าง” คุ้นเคยกับหน่วยนี้เป็นอย่างดี เพราะสมัยสงครามลับในลาว สล้างก็เคยร่วมงานกับตำรวจพลร่มเป็น “ครูฝึก” ลาวฝ่ายขวา เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่เป็น “นายเก่า” สมัยสล้างสังกัด ตชด.

          ด้านหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2519 “สล้าง” ล้วนอยู่กับคนคุ้นเคยกันมาทัั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจพลร่มหัวหิน และหัวหน้าลูกเสือชาวบ้าน  ซึ่งทุกหน่วย ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือพลเรือน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบนักศึกษาในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์

          “สล้าง”เป็นหนึ่งในตัวละครจำนวนมาก ที่มีบทบาทปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในยุคสมัยที่บ้านเราตกอยู่กลางวงล้อมคอมมิวนิสต์ เนื่องจากเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และลาว ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

          กระแสลม “ขวาจัด” พัดแรงในเมืองไทย เพราะหวั่นอิทธิพลพายุ “ซ้ายจัด” ที่เคลื่อนตัวมาจากจีน แผ่ปกคลุมเวียดนาม กัมพูชา และลาว โศกนาฏกรรมกลางเมืองจึงอุบัติขึ้น

คนนี้ที่ใช่! “ไอ้เพ้ง” สายตรง จอมยุทธ์หลังม่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/314053

คนนี้ที่ใช่! “ไอ้เพ้ง” สายตรง จอมยุทธ์หลังม่าน

คนในข่าว  :  20 ก.พ. 2561
เฮียเพ้ง,ไอ้เพ้ง,เพ้ง พงษ์ศักดิ์,เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล,เพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล,พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักไทย,ไอ้เพ้ง จากลูกจับกังสู่รัฐมนตรี,อุทัย พิมพ์ใจชน,ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย,ทักษิณ ชินวัตร

ใช่มั้ย กับข่าวปล่อยที่ว่า “เฮียเพ้ง” คนนี้แหละนายใหญ่เจรจาแล้ว จะให้มาเป็นคนดูแลพรรค และประสานรอยร้าวระหว่างมุ้งต่างๆในพรรคเพื่อไทย!!!

          เพราะนายใหญ่บินโฉบมาแถวฮ่องกง จึงทำให้ลูกพรรคแห่แหนไปพบกันมากหน้าหลายตา และสิ่งที่ตามมาคือ “ข่าวปล่อย”

          ปมขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย ที่รู้กันทั้งประเทศ ก็หนีไม่พ้นเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะเป็นใคร?

          ขานชื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็มีทั้งไชโยโห่ร้อง และแหกปากร้องยี้

          สุดท้ายมีการปล่อยชื่อ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ออกมาสู่วงจรข่าว พร้อมยืนยันว่า คนนี้แหละนายใหญ่เจรจาแล้ว จะให้มาเป็นคนดูแลพรรค และประสานรอยร้าวระหว่างมุ้งต่างๆในพรรคเพื่อไทย

          จะว่าไปแล้ว เฮียเพ้งเป็นคนโลว์โปรไฟล์ ไม่แสดงออกถึงความทะเยอทะยานทางการเมือง คนในพรรคของนายใหญ่รู้ดี ไล่มาแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย

          แม้เติบใหญ่ได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรี แต่ดูเหมือน “พงษ์ศักดิ์” หรือชื่อที่หลายคนเรียกว่า “เสี่ยเพ้ง” หรือ “รัฐมนตรี” นั้น ไม่เคยลืมเรื่องราวในอดีต เมื่อคราวเป็น “ไอ้เพ้ง” ลูกจับกังแต่อย่างใด เตี่ยเขาทำงานแลกค่าแรงรายวัน แบกข้าวสาร ล่องไปกับเรือ เช่าบ้านอยู่แถววัดตะแบก ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์

          อยากรู้จักตัวตน “ไอ้เพ้ง” เด็กย่านตลาดวัดตะแบก ลองหาหนังสือ “ไอ้เพ้ง จากลูกจับกังสู่รัฐมนตรี” มาอ่านดู จะได้รู้ว่า ในวัยเด็กเขาปากกัดตีนถีบ ขายกาแฟ เชลส์แมน จนจบวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

          บนถนนการเมืองของ “เฮียเพ้ง” เริ่มจากเป็นคนชอบตีกอล์ฟ จึงเข้าไปอยู่ในก๊วนกอล์ฟนักการเมืองระดับขาใหญ่มาตั้งแต่ปี 2522 สมัยนั้นเพิ่งทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่เขายังไม่คิดเล่นลงเลือกตั้ง แค่อยากเรียนรู้ว่าการเป็น ส.ส.นั้นยากง่ายเพียงใด

          ปี 2526 เฮียเพ้งมาช่วย อุทัย พิมพ์ใจชน ก่อร่างสร้างพรรคก้าวหน้า และสร้างนักการเมืองดาวรุ่งหลายคน จนมีการยุบพรรคก้าวหน้าไปรวมกับพรรครวมไทย พรรคประชาชน และพรรคกิจประชาคม ชื่อพรรคเอกภาพ

          ปี 2535 อุทัยเป็นหัวหน้าพรรคเอกภาพ ส่วนตัวเฮียเพ้งเป็นรองหัวหน้าพรรค หลังพฤษภา 35 อุทัยได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เฮียเพ้งเป็นเลขาฯ รัฐมนตรี ตอนหลัง เฮียเพ้งตามเสนาะ เทียนทอง ไปอยู่พรรคความหวังใหม่

          ปี 2543 ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย ชักชวนให้เฮียเพ้งไปร่วมงาน โดยทักษิณมอบให้เขาเป็นผู้อำนวยการพรรค

          เลือกตั้งปี 2544 เฮียเพ้งมีบทบาทช่วยงานพรรคไทยรักไทยเยอะ แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเขาถนัดทำงานเบื้องหลัง โดยบุคลิกส่วนตัว ที่พูดน้อยและเป็น “นักปฏิบัติ” มากกว่าการเป็นนักการตลาดสร้างภาพเหมือนนักการเมืองคนอื่น จึงถูกมองผ่านเลยไป

          ปี 2547 ทักษิณให้เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม แต่พอให้หยุดพัก เฮียแกไม่ว่าอะไร ยังเป็นเพื่อนตีกอล์ฟกับทักษิณเหมือนเดิม

          หลังรัฐประหาร 2549 ทักษิณรู้ดีว่า เฮียเพ้งทุ่มเททำงานเพื่อพรรคมากน้อยแค่ไหน แกนนำพรรคบางคนหลบหน้าหลบตา แต่เฮียเพ้งยังดูแลอดีต ส.ส. และนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เฮียเพ้งจึงได้เป็นรัฐมนตรีพลังงาน

          พรรคของทักษิณเป็นพรรคขนาดใหญ่ มากมายด้วยจอมยุทธ์โอกาสที่จะประดาบกันเองของเหล่าไพร่ราบทหารเลวย่อมมีสูง เฮียเพ้งจึงไม่สร้างมุ้ง แต่เน้นสร้างบารมี

          จนถึงวันนี้ เฮียเพ้งยังดูแลอดีต ส.ส.อยู่จำนวนหนึ่ง รวมถึงน้องๆ ในสายนักเคลื่อนไหวมวลชน จึงไม่น่าแปลกใจที่เฮียเพ้งจะถูกเลือกให้มาดูแลพรรคเพื่อไทย

เอาแน่นะ? “จึงรุ่งเรืองกิจ” นักการเมือง 4.0 ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/313903

เอาแน่นะ? “จึงรุ่งเรืองกิจ”  นักการเมือง 4.0 ?

คนในข่าว  :  19 ก.พ. 2561
เอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อาณาจักรไทยซัมมิทกรุ๊ป,ไทยซัมมิทกรรุ๊ป,ไทยซัมมิทโอโตพาร์ทกร,สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคกิจสังคม

จากรุ่นอาที่ชื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยกระโจนเข้าสู่วงจรอำนาจการเมือง มาวันนี้ ถ้ารุ่นหลานอย่าง “เอก ธนาธร” จะตัดสินใจลงสนามการเมืองดูบ้าง น่าติดตามจริงๆ

          อ่านสัมภาษณ์ในบีบีซีไทย เรื่องทายาท “จึงรุ่งเรืองกิจ” สนใจเล่นการเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะก่อนหน้านั้น มีกองเชียร์ฝ่ายนักวิชาการสายประชาธิปไตย ออกโรงฝากความหวังว่า เขาจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพลิกโฉมหน้าประชาธิปไตยไทยให้พ้นวงจรอำนาจเผด็จการ

          “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นลูกชายคนโตของ พัฒนาและสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิทกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาห กรรมผลิตชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชีย

          “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” ชื่อนี้ในแวดวงคอลัมนิสต์ระดับ 18 อรหันต์ จะรู้จักมักคุ้น เพราะเขาเป็นคนชอบเล่นกอล์ฟ และเมื่อ 20 ปีก่อน จะปรากฏชื่อ พัฒนากับก๊วนกอล์ฟนักการเมืองรุ่นใหญ่ในคอลัมน์ซุบซิบการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

          คอลัมนิสต์หัวสีบางคนคาดว่า พัฒนาจะเล่นการเมือง แต่สุดท้ายกลายเป็น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” น้องชายกระโจนเข้าสู่วงจรอำนาจ เริ่มจากเป็นเลขานุการรัฐมนตรี ฝึกวิทยายุทธ์กับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่พรรคกิจสังคม ตั้งแต่ปี 2539 และในรัฐบาลชวน(2) สมศักดิ์ถอยมาเป็นพี่เลี้ยง ดันเพื่อนรัก สุริยะขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยอุตสาหกรรม

          สมัยพรรคไทยรักไทย สุริยะโดดเด่นขึ้นในฐานะนายทุนพรรค คนทั่วไปเลยมองไปถึงอาณาจักรไทยซัมมิทกรุ๊ป และมักถูกโยงให้มาอยู่กับขั้วอำนาจชินวัตร

          ไม่กี่ปีมานี้ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ภรรยาของพัฒนา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเนชั่นสุดสัปดาห์ อธิบายความว่า ธุรกิจของสุริยะ กับพี่ชาย(พัฒนา) ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

          “สมัยคุณสุริยะ เป็นใหญ่เป็นโต พวกเรายังพูดเสมอว่า อย่าทำอะไรเดือดร้อนไปถึงคุณอา เราต้องเข้าใจว่า เราควรจะวางตัวตนอย่างไร ทุกอย่างเราไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปอาศัยใครใหญ่โต”

          แซ่เดิมของตระกูลนี้คือ “แซ่จึง” ต่อมา เมื่อทำการค้า พี่ชายใหญ่ก็นึกว่าจะตั้งนามสกุลอะไรดี ให้กิจการรุ่งเรือง เลยเลือกนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ” จากนั้นน้องๆ ก็มาใช้จึงรุ่งเรืองกิจตามกัน

          ปี 2545 พัฒนาเสียชีวิต สมพรจึงเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลกิจการ และมอบให้ลูกชายคนโตเข้ามาบริหารด้านการผลิตทั้งหมด

          “เด็กคนนี้ อุดมการณ์สูงมาก” สมพรพูดถึงลูกชาย “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

          ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สนใจเกี่ยวกับข่าวสาร เหตุการณ์การบ้านการเมืองมาโดยพื้นฐาน ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นแอ็กติวิสต์หัวก้าวหน้า ที่มีส่วนเคลื่อนไหวการเมืองของภาคประชาชนใน พ.ศ.โน้น

          ขณะที่เรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง อุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ในปี 2542 และปีต่อมา เขายังได้รับตำแหน่ง รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

          “เอก” ยังไปทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของสมัชชาคนจน กรรมกรไทยเกรียง เครือข่ายสลัม 4 ภาค การประท้วงกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เป็นต้น

          ภายหลังเรียนจบ ได้เข้าทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ในกลุ่มเพื่อนประชาชน(FOP) ตามความมุ่งหมาย แต่เมื่อพ่อเสียชีวิต “เอก” ก็ต้องเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว

          หลังการรัฐประหาร 2549 “เอก” แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่ออยู่เป็นระยะๆ ด้วยจุดยืนการไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร เพราะเชื่อว่าไม่มีประชาธิปไตยที่ออกมาจากปากกระบอกปืน ทั้งยังเปิดเผยว่า มีความคิดที่จะเล่นการเมือง

          ในวันที่พูดคุยกับทีมเนชั่นสุดสัปดาห์ปีนั้น ผู้สัมภาษณ์ได้ถามว่า หากลูกชายคนโตจะไปเล่นการเมือง คิดอย่างไร?

          “ตราบใดที่ฉันยังอยู่ ธนาธรไปไม่ได้ ฉันคงไม่เห็นด้วย เราเป็นคนค้าคนขาย ทำธุรกิจ แล้วอาณาจักรก็ใหญ่มาก ความรับผิดชอบก็สูงมาก”

          นั่นเป็นคำพูดเมื่อหลายปีก่อน หากอนาคตอันใกล้นี้ ลูกชายตัดสินใจลงสนามการเมืองจริงๆ สมพรก็คงต้องปล่อยให้ลูกเดินทางไปตามทางที่เลือกแล้ว

“รังสิมันต์ โรม” เขาทำมาหากินอะไร ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/313845

“รังสิมันต์ โรม” เขาทำมาหากินอะไร ??

คนในข่าว  :  19 ก.พ. 2561
รังสิมันต์,โรม,นักต่อต้าน คสช,นักกิจกรรม,ธรรมศาสตร์,นิติศาสตร์,นักศึกษา,ภูเก็ต,ลูกครึ่ง

(สัมภาษณ์พิเศษ) “รังสิมันต์ โรม” นักต่อต้าน คสช. ที่เติบโตมาพร้อมการถือกำเนิดของ คสช. ช่วง 3 ปีกว่าที่ผ่านมานี้ เขาโดนไปแล้ว 7 คดี โดนจับเข้าเรือนจำแล้ว 3 รอบ

 

               “ผมไม่ได้อยากมาเคลื่อนไหวแบบนี้หรอก ผมเพิ่งเรียนจบมาได้แค่3ปี แต่วันนี้มันไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้ คสช.ยอมทำตามที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ เพราะฉะนั้นก็ต้องลงถนน” รังสิมันต์ โรม กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษ “คมชัดลึกออนไลน์” 

               ชื่อของ “รังสิมันต์ โรม” ในฐานะนักกิจกรรม เติบโตมาพร้อมๆกับการเข้ามาของ คสช.   

               การทำกิจกรรมครั้งแรกที่ทำให้เขาถูกรวบตัวในฐานะผู้ต่อต้าน คสช. คือ “กินแซนวิซ” ที่พารากอน ตอนที่ คสช.เข้ามาครบ 1 เดือน ซึ่งเขาเล่าขำๆว่า ยังไม่ทันได้กิน ก็โดนรวบซะก่อน ตอนนั้นไม่ได้มีการดำเนินคดี แต่เป็นการเอาตัวไปเข้าค่ายทหาร ก่อนจะให้เซ็น “เอ็มโอยู” แล้วปล่อยตัวออกมา

               ตอนนั้นเขาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่คณะและมหาวิทยาลัยเดิม

"รังสิมันต์ โรม" เขาทำมาหากินอะไร ??

               ความจริง “โรม” เป็นนามสกุลของหนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกันวัย 25 ปีคนนี้ แต่ถูกเรียกจนติดปาก และกลายเป็นชื่อเล่นของเขาไป เขาเป็นชาวภูเก็ต

               คสช.อยู่มา 3 ปีกว่า “โรม” มีคดีที่เกิดจากการทำกิจกรรม “ต่อต้าน คสช.” ไปแล้วทั้งหมด 7 คดี โดนจับเข้าเรือนจำไปแล้ว 3 รอบ

"รังสิมันต์ โรม" เขาทำมาหากินอะไร ?? 

               ท้อบ้างไหม ที่ต้องเจอคดี เจอคุกเจอตารางแบบนี้

               เรื่องท้อก็มีตลอดเวลา เพราะเราก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา โดนคดีขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติของคนอายุ25ปี แต่ถอยไหม บอกเลยว่าไม่เคยมีความคิดนั้นอยู่ในหัวผม เพราะผมเชื่อว่าเวลาอยู่ข้างเรา เรามีแต้มต่อ เพราะเรายังอายุน้อย สู้ไม่ชนะวันนี้ วันข้างหน้าเราก็ต้องชนะ วันที่ คสช.ต้องสูญเสียอำนาจ วันที่ประเทศชาติกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง”

"รังสิมันต์ โรม" เขาทำมาหากินอะไร ??

(โรม และเพื่อนนักศึกษา ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คดีรณรงค์โหวตโนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 6 ก.ค.59)

               โรม บอก ที่มั่นใจว่าพวกเขาจะชนะแน่ ๆ เพราะ หนึ่ง ระบอบของไทยนี้ไม่ใช่ระบอบปกติ ยังไงสักวันก็ต้องเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นกลไกที่เป็นสากล และ สอง เพราะเขายังอายุน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ คสช.ยังไงเวลาก็อยู่ข้างพวกเขา

               ล่าสุด “โรม” ออกมาเคลื่อนไหวในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” มีการออกโรดแม็พกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งวางไปถึงช่วงครบ 4 ปี คสช. ที่ทางกลุ่มนัดชุมนุมแบบค้างคืน 4 วัน คือ 19-22 พฤษภาคม และจะสู้จนกว่าจะได้อำนาจกลับคืนมา

               โรม” บอกว่า พวกเขาเอาจริงเอาจังกับโรดแม็พนี้ เมื่อเป็นโรดแม็พก็ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่เหมือนโรดแม็พของ คสช.ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

               บิ๊กตู่ต้องไม่เป็นนายกฯ” ?

               โรม บอก ตอนนี้ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งมีเป้าหมาย 2 ข้อ คือ 1.ต้องมีการประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยต้องเป็นภายในเดือนพฤศจิกายนตามที่นายกฯเคยประกาศไว้ 2.ต้องสัญญาต่อประชาชนว่าจะไม่มีการสืบทอดอำนาจ

               เมื่อถามถึงคำนิยามของการสืบทอดอำนาจ ว่าแค่ไหน หมายถึง “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้า คสช.ต้องไม่เป็นนายกฯด้วยหรือไม่ โรม บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น หาก พล..ประยุทธ์ มาตามกระบวนการปกติก็โอเค แต่ต้องไม่ใช่การใช้องคาพยพของ คสช.ในการกลับมาเป็นนายกฯ รวมทั้งต้องไม่เอาเปรียบคู่แข่งอย่างที่ปรากฏอยู่

               อย่างไรก็ตาม โรม บอกว่า ตอนนี้ข้อเรียกร้องยังเป็น 2 ข้อนี้อยู่ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับท่าทีของ คสช. ว่าจะเอาอย่างไร ส่วนพวกเขาต้องการให้จบ ให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ และต้องไม่มีการสืบทอดอำนาจ

               การเลือกตั้งเฉยๆจะไม่มีความหมาย ต้องมีการเลือกตั้งและต้องไม่มีการสืบทอดอำนาจ”

  

               มาถึงคำถามที่ทางกลุ่มนักกิจกรรมจะต้องโดนแทบทุกครั้ง

               พวกคนหน้าเดิม ?

               “คนหน้าเดิมคืออะไร? ผมมองว่านี่เป็นเจตนาที่ต้องการดิสเครดิตพวกเรา ผมอยากให้ฟังสิ่งที่ผมพูดมากกว่า ถ้าสิ่งที่ผมพูดเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ก็ควรจะฟัง โดยเฉพาะเมื่อ คสช.ก็เคยบอกว่าเข้ามาเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่มาดิสเครดิตคนที่หวังดีกับประเทศชาติ

               ผมว่าสังคมไทยควรตัดสินที่เนื้อหา มากกว่าดูว่าใครเป็นคนพูด อยู่สีไหน มีตำแหน่งอะไร ถ้าแบบนั้นประเทศชาติเดินหน้าไม่ได้

 

"รังสิมันต์ โรม" เขาทำมาหากินอะไร ??

(โรม ในช่วงทำกิจกรรมรณรงค์โหวตโนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2559)

 

               ทำมาหากินอะไรกัน?

               ตอนนี้ผมเรียนปริญญาโทอยู่ ที่บ้านยังสนับสนุนให้ผมเรียนต่อ รายได้หลักของผมมาจากทางบ้าน และผมก็มีรายได้อีกส่วนจากการเป็นผู้ช่วยอาจารย์”

               จะตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยง ใครอยู่เบื้องหลัง?

               เรื่องนี้ คสช.ประกาศว่าจะตรวจสอบพวกผมมาเกือบ ปีแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอ ถ้าเจอพวกเขาไม่ปล่อยพวกผมเอาไว้แน่ๆ ผมมองว่าข้อกล่าวหาแบบนี้เป็นเรื่องของการดิสเครดิตมากกว่า ในทางกลับกันถ้าเปรียบเทียบพวกผมกับ คสช. เราจะพบว่าตลอดเกือบๆ ปีที่ผ่านมา ฐานะทางการเงินของผมไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ยังเป็นนายรังสิมันต์ โรมคนเดิมที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต้านรัฐประหาร ขณะที่ คสช.กลับรวยมากขึ้นๆ ดังนั้นผมขอถามกลับว่าใครกันแน่ที่มีท่อน้ำเลี้ยง” 

               เป็นคนเสื้อแดง?

               จริงๆ ผมไม่มีแบกกราวน์ (ภูมิหลัง) เสื้อแดงเลย ถ้าเสื้อเหลืองอาจจะยังพอมี เพราะที่บ้านเขาเคยเป็น กปปส. และเคยมาร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯตอนที่มีการชุมนุม

               ก่อนหน้านี้ที่บ้านผมเชียร์ คสช.มาก ไม่โอเคกับทักษิณ ถือว่าเป็นศัตรูของชาติ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ แต่ถามว่าจะถึงขนาดมายืนในแนวทางเดียวกับผมไหม ก็ยังยาก เพราะเขายังไม่เห็นใครที่จะมาแทนที่พล..ประยุทธ์ หรือ คสช. เขาไม่เอาเพื่อไทยแน่ แต่เขายังไม่เห็นตัวเลือกอื่น ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าเรื่องการไม่มีตัวเลือกนี่ก็เป็นปัญหา เหมือนหนีเสือปะจรเข้ แต่ผมว่าแม้เราอาจจะได้คนที่ไม่เก่ง แต่อย่างน้อยเขาก็จะไม่มาไล่จับประชาชน ไม่อนุญาตให้ประชาชนมีทางเลือก ผมว่าถ้าระบบเปิด เราอาจจะได้ทางเลือกที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ได้”

               อนาคต “โรม” จะเป็นอย่างไร?

               “ก็ต้องเรียนให้จบปริญญาโท ตอนนี้อยู่ปี3ต้องจบภายใน4ปี ผมอยากเป็นอาจารย์ ซึ่งการจะเป็นอาจารย์ก็คงต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็คงต้องหาทุนไป ตอนนี้ขอทำหน้าที่พลเมืองไทยก่อน ถ้าปีนี้มีเลือกตั้ง ผมก็คงกลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

               ผมมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ผมได้โอกาสจากสังคมพอสมควร ผมก็อยากตอบแทน ซึ่งคิดว่าการเป็นอาจารย์ ได้ทำงานอยู่กับเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักในการพัฒนาอนาคตของชาติ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี”

               สนใจเล่นการเมืองไหม?

               “ตอนนี้ผมไม่มีแพสชั่นตรงนั้นเลย คิดว่าน่าจะมีคนที่สามารถทำหน้านั้นได้ดีกว่าผม”

               คนกลัวการชุมนุม กลัวบรรยากาศการชุมนุมที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้?

               “ผมเข้าใจความรู้สึกแบบนั้น เพราะช่วงนั้นก็แย่จริงๆ แต่คำถามคือ มีวิธีไหนนอกจากวิธีนี้ที่จะทำให้ประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย อนาคตแบบไหนที่เราจะหวังได้จากระบอบที่เป็นอยู่ ระบอบที่ไม่อนุญาตให้คนคิด ผมว่าเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้ความกลัวม็อบ

               ผมไม่ได้อยากมาเคลื่อนไหวแบบนี้หรอก ผมเพิ่งเรียนจบมาได้แค่ ปี แต่วันนี้มันไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้ คสช.ยอมทำตามที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ เพราะฉะนั้นก็ต้องลงถนน

"รังสิมันต์ โรม" เขาทำมาหากินอะไร ??

               ผมว่า 3-4 ปีมานี้ คสช.สร้างความเสียหายให้ประเทศเยอะมาก คสช.ทำให้คนกลัวการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนไม่มีความหวัง และไม่ได้ทำขึ้นเศรษฐกิจดีขึ้น ผมว่าถึงเวลาที่เราต้องกลับมาสร้างอนาคตประเทศอีกครั้ง”

               แน่นอน โรม ยอมรับว่า ครอบครัวไม่แฮปปี้นักกับการที่เขาเป็นนักกิจกรรม และต้องมีคดีความมากมาย แต่เขาก็พยายามทำความเข้าใจกับครอบครัว

               แม้เราจะฝ่าฝืนสิ่งที่ทางบ้านคาดหวัง ต้องการ แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลเราได้ตลอดไป อนาคตเราก็ต้องดูแลตัวเองอยู่ในประเทศนี้ วันนี้ผมจึงขอทำหน้าที่พลเมืองไทยเพื่อสร้างอนาคตของประเทศเราก่อน” นักต่อต้าน คสช.กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

 

**สัมภาษณ์พิเศษโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ คมชัดลึกออนไลน์

มาถูกทาง!! “วัน” ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/313762

มาถูกทาง!! “วัน” ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

คนในข่าว  :  18 ก.พ. 2561
วัน อ,เฉลิม อย,โต้ง,โต้ง อาจหาญ,อาจหาญ อยู่บำรุง,ชาย ดวงเฉลิม,ดวงเฉลิม อยู่บำรุง,ตระกูลม่วงศิริ,ลำเนา อยู่บำรุง

ยอดผู้ติดตามในเฟซบุ๊ควัน อยู่บำรง มากกว่า 4 แสน และกำลังเดินหน้าไปสู่ล้านไลค์ เขาสมาชิกทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นเน็ตไอดอลแบบคาดไม่ถึง !!!

 

คนที่ไม่ชอบหนุ่มใหญ่ที่บ้านอยู่ข้างวัดบางบอน อาจไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง ใครจะคิดว่า อยู่มาวันหนึ่ง หนุ่มใหญ่ไว้หนวดกลายเป็น “เน็ตไอดอล” และเป็นเจ้าของสโลแกนดัง “ใจถึง..พึ่งได้” 

มาถูกทาง!! "วัน" ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

ในวันแห่งความรัก “วัน อยู่บำรุง” ได้ออกแถลงการณ์สั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของครอบครัวใจถึงพึ่งได้ ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า

“ผมคือหัวหน้าครอบครัวใจถึงพึ่งได้ ที่มีสมาชิกแสนกว่าคน การปกครองคนหมู่มาก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมมีความสุข ที่สมช.รักผม ชอบแนวทางที่ผมเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้นอะไรก็แล้วแต่ขอให้เชื่อมั่นในตัวผม ยึดถือผมเป็นหลัก ใครถูกรังแกเอาเปรียบผมไม่ยอม แต่ถ้าคนในกลุ่มไปเอาเปรียบรังแกคนอื่น ผมไม่ปกป้อง ต้องรับผิดชอบการกระทำผิดของตัวเอง ผมและสมช.ไม่เกี่ยวข้องด้วย กรรมใครกรรมมัน ขอบคุณที่รักวัน”

เข้าใจว่า เหตุที่ “วัน” หรือ “พี่หนุ่ม” ของเอฟซีใจถึงพึ่งได้ ต้องรีบชี้แจง เพราะมีสมาชิกบางคน “ซ่าส์ไม่เลิก” ร้อนถึง “นายตำรวจใหญ่” มือปราบระดับพระกาฬ ต้องออกมาเบรกและส่งสัญญาณถึงผู้อยู่เบื้องหลัง

มาถูกทาง!! "วัน" ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

ว่ากันตามจริง “วัน” ก็ย้ำถึงประเด็นเรื่องใครก่อเหตุอะไรไว้ ต้องรับผิดชอบ แต่หากไม่ได้รับความเป็นธรรม “พี่หนุ่ม” ก็จะไลฟ์สดเฟซบุ๊ควิพากษ์วิจารณ์ทันที

  จุดเริ่มต้นสโลแกน “ใจถึง..พึ่งได้” มาจากแอ๊ด คาราบาว แต่งเพลงชื่อนี้ เพื่อใช้หาเสียงเมื่อการเลือกตั้งต้นปี 2557 ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับบุคลิกส่วนตัว

“ใจถึง..พึ่งได้ ตั้งหน้ารับใช้พี่น้องประชาชน คือลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ของชาวฝั่งธน วันอยู่บำรุง”

มาถูกทาง!! "วัน" ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

ใครก็ทราบดี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ชื่อว่าเป็นคนรักลูกมากที่สุด และมีเรื่องต้องเจ็บปวด เพราะลูกชายก็เยอะ

ลูกชายทั้งสามคือ “โต้ง” อาจหาญ, “หนุ่ม” วันเฉลิม และ “ชาย” ดวงเฉลิม ซึ่งเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ถ้าผ่านไปแถวถนนเอกชัย-บางบอน ก็จะเห็นร้านอาหาร “โต้ง หนุ่ม ชาย” โดดเด่นสะดุดตา

“หนุ่ม” จบ ม.6 จากโรงเรียนสวนกุหลาบ ก็ต้องตาม “พ่อเฉลิม” ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก 1 ปี

กลับจากเดนมาร์ก เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ เรียนอยู่เพียง 2 ปี จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโท รัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยเดียวกัน

มาถูกทาง!! "วัน" ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

หลายคนสงสัยว่า ทำไมวันนี้ ชื่อ “วันเฉลิม” หายไป เหลือแต่ “วัน” คำเดียว? คำตอบคือ แม่ลำเนา เห็นว่าลูกชายสองคน “วันเฉลิม” กับ “ดวงเฉลิม” เกิดเรื่องอยู่บ่อยครั้ง

      แม่ลำเนา อยู่บำรุง ไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ ว่าจะแก้เคราะห์แก้โศกอย่างไร? พระท่านทักว่า เอาชื่อลูกนำหน้าชื่อพ่อ โบราณถือ เลยตัดคำว่า “เฉลิม” ออกไป จึงเหลือแค่ “วัน” และ “ดวง”

ปี 2544 หลังเปลี่ยนชื่อแก้เคล็ด วันตัดสินใจเล่นการเมือง โดยลงสมัคร ส.ส.เขตหนองแขม ในนามพรรคความหวังใหม่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

“วัน” หายไปจากวงการเมืองพักใหญ่ และก็กลับมาพร้อมกับพ่อเฉลิม ที่อาสาเป็นขุนศึกฝั่งธนฯ ให้พรรคพลังประชาชน

มาถูกทาง!! "วัน" ปั้นแบรนด์ ใจถึงพึ่งได้..เอฟซีเพียบ

การเลือกตั้งปี 2550 เขาลงสมัคร ส.ส.ที่เขตหนองแขมอีก แต่ก็พ่ายให้กับพรรคประชาธิปัตย์ และเลือกตั้งปี 2554 มาถึง วันลงสมัคร ส.ส.อีกเป็นรอบที่ 3 ที่เขตบางบอน-หนองแขม ดวลกับตระกูล “ม่วงศิริ” ปรากฏว่า พ่ายฉิวเฉียด

เลือกตั้งปี 2557 ตระกูล “ม่วงศิริ” ไม่ลงสนาม วันลอยลำได้เป็นผู้แทน แต่ศาลสั่งเลือกตั้งโมฆะ เลยต้องมานับหนึ่งใหม่ โดยวันอาศัยสื่อโซเชียลเจาะกลุ่มเป้าหมายคนหนุ่มสาว ด้วยสโลแกน “ใจถึง..พึ่งได้”

    ยอดผู้ติดตามในเฟซบุ๊ควัน อยู่บำรง มากกว่า 4 แสน และกำลังเดินหน้าไปสู่ล้านไลค์ เขาสมาชิกทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นเน็ตไอดอลแบบคาดไม่ถึง