ทิชา ณ นคร เรื่องเด็กหรือผู้ใหญ่ ป้าไม่กลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/313600

ทิชา ณ นคร เรื่องเด็กหรือผู้ใหญ่ ป้าไม่กลัว

คนในข่าว  :  16 ก.พ. 2561
นางทิชา ณ นคร,ล่ารายชื่อ,ไล่บิ๊กป้อม

 มาแล้ว!!! กว่า 80,000 รายชื่อ!!  มา แบบไม่มีกดโหวตซ้ำจากชื่อเดียวกัน!! กับรายชื่อผ่านทาง เวบไซต์ Change.org เรียกร้องให้บางคนแสดงความรับผิดชอบ!!

           มาแล้ว!!! กว่า 80,000 รายชื่อ!!

มาจริงๆ แบบไม่มีกดโหวตซ้ำจากชื่อเดียวกัน!! กับรายชื่อประชาชน ที่เข้าชื่อผ่านทาง เวบไซต์Change.org ในแคมเปญ เรียกร้องให้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความรับผิดชอบ กรณีถูกตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรู

 

ทิชา ณ นคร เรื่องเด็กหรือผู้ใหญ่ ป้าไม่กลัว

 

คนสำคัญที่เดินหน้าลุยเต็มที่เลย คือ ทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่เธอได้นำรายชื่อทั้งหมดมามอบให้กับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

แต่เสียดายไม่ได้มอบกับมือ เพราะยื่นผ่านทางศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรี นำไปแจ้งต่อ พลเอกประวิตร พิจารณาตัวเองอีกทีหนึ่ง!!!

 

ทิชา ณ นคร เรื่องเด็กหรือผู้ใหญ่ ป้าไม่กลัว

วันนี้มาทำความรู้จักเธอคนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ป้ามล” กันอีกสักนัด ค้นประวัติดูโอ้โห โพรไฟล์แน่น ทางด้านงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะกับเด็กๆ

เพราะเธอคือ ทิชา ณ นคร ครูผู้ทำงานเพื่อช่วยเหลือเยาวชนที่เดินทางผิด!!

เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2495 ภูมิลำเนาเดิมเป็นคน จ.พังงา เมื่อจบปริญญาตรี ด้านจิตวิทยาแนะแนวมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

 ชีวิตช่วงแรกรับราชการครูที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นมาเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสหทัยมูลนิธิ และ ปัจุจบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก

เธอเป็น 1 ใน 12 หญิงไทยซึ่งถูกเสนอชื่อในโครงการ “ผู้หญิง 1,000 คน เพื่อสร้างกระแสรณรงค์ให้พิจารณาผู้หญิงรับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2548”

และเคยได้รับรางวัลดีเด่น “ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน” จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปี 2548, รางวัลผู้หญิงแห่งปี 2551 ในงานการประชุมสัปดาห์สตรีสากล ปี 2551

ล่าสุดปี 2560 เพิ่งได้รับรางวัล “เพชรงามการสาธารณะสงเคราะห์” จากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ชีวิตส่วนตัวสมรสแล้วหย่ามีบุตร 2 คน อายุห่างกันสองปี

สำหรับบทบาท ของ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กับความเป็นครูผู้เปลี่ยนชีวิตของเด็กต้องโทษให้กลายเป็นคนดีของสังคม

ถือว่าไม่ง่าย แต่เธอก็ฟันฝ่ามาจนได้รับเสียงตอบรับ เสียงปรบมือกับความมุ่งมั่น จนรัฐบาล คสช.เห็นแวว จึงได้ ให้มีชื่อเป็นทั้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

 

ทิชา ณ นคร เรื่องเด็กหรือผู้ใหญ่ ป้าไม่กลัว

 แต่แล้วช่วงปี 2558 ป้ามล ตัดสินใจแจ้งลาออก 2 ตำแหน่งแถมยังระบุว่า ตนเองไม่เคยคิดสมัคร สปช. แต่ผู้ใหญ่ขอ แค่ 4 เดือนเต็มเพียงพอแล้วสำหรับภาวะปลาผิดน้ำ!!! 

ครั้งนั้นเรียกเสียงฮือฮา และเสียงปรบมือไปทั่วทุ่งบางกอก!!

ที่จริงป้ามลไม่ได้ทำเรื่อง “เด็กทำผิดขอแก้ตัว” อย่างเดียว แต่ป้ามลยังลุยกับบรรดาผู้ใหญ่ “บิ๊กๆ” ที่ชอบทำผิดด้วย!

ถ้าค้นประวัติดีๆ ยังมีเรื่องที่ป้ามลลุยมาแล้วกับบิ๊กคนหนึ่ง เป็นคดีอยู่นาน เพิ่งจบไปสามสี่ปีก่อน!

แต่ถ้าเอาเรื่องดีๆ ที่ใครอยากรู้จักเธออย่างลึกซึ้ง ต้องไปอ่านหนังสือชื่อ “เด็กน้อยโตเข้าหาแสง” ที่บอกเล่าประสบการณ์การทำงานด้านสังคมมากว่า 30 ปี ของป้ามล

 

ทิชา ณ นคร เรื่องเด็กหรือผู้ใหญ่ ป้าไม่กลัว

 

     ชนิดที่ว่าเธอเคยเคลื่อนไหวต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่จังหวัดพังงา บ้านเกิด ขณะยังรับราชการเป็นครูอยู่ที่สุราษฎร์ธานีมาแล้ว

และสิ่งนั้น ส่งผลให้เส้นทางชีวิตพลิกผัน มีอันต้องเดินทางเข้าสู่เมืองฟ้าอมร และได้รับภารกิจสำคัญให้ทำงานด้านการพัฒนาเด็กร่วมกับส่วนราชการต่างๆ มาจนถึงวันนี้

ส่วนเรื่องราวในปัจจุบันกับการเดินหน้าลุยกับ “บิ๊ก คสช.” ดูแล้วคงไม่หยุดง่ายๆ!! เพราะเธอคงไม่กลัว กับ ความจริงและถูกต้องกระมัง!!

 

/////////////

 

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค Thicha nanakorn

ชนะยังไง? พลิกตำรา “บ้านล้อมป่า” ฉบับ “แม่ทัพหาญ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/313010

ชนะยังไง? พลิกตำรา “บ้านล้อมป่า” ฉบับ “แม่ทัพหาญ”

คนในข่าว  :  12 ก.พ. 2561
พลอหาญ ลีนานนท์,พลอหาญ ลีนานนท์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4,แม่ทัพหาญ,คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6623,การเมืองนำการทหาร,พลอเปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 2,พลอเปรม ติณสูลานนท์,อดีตแม่ทัพภาคที่ 2,อำนาจรัฐแดงภูพาน ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พคท,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พคท,อำนาจรัฐแดงภูพาน,พคท,บ้านล้

รำลึก พล.อ.หาญ ลีนานนท์ และผลงาน “ใต้ร่มเย็น” อันเป็นรูปธรรมแห่งนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” หรือ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23

              การจากไปของ “แม่ทัพหาญ” หรือ พล.อ.หาญ ลีนานนท์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ทำให้สื่อหลายสำนักพูดถึงผลงาน “ใต้ร่มเย็น” อันเป็นรูปธรรมแห่งนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” หรือ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ตั้งแต่แม่ทัพหาญดำรงยศพลโท เข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ ต.ค.2524

              ก่อนจะเป็นใต้ร่มเย็น และคำสั่ง 66/2523 ภายในกองทัพไทยมีการต่อสู้ทางความคิดกันอย่างหนักหน่วง ผ่านกระบวนการศึกษาและการทดลองในสมรภูมิสงครามแย่งชิงประชาชน

ชนะยังไง? พลิกตำรา "บ้านล้อมป่า" ฉบับ "แม่ทัพหาญ"

              ปี 2517-2519 ประชาธิปไตยไทยเบ่งบานสุดๆ สถานการณ์รอบบ้านมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไล่มาแต่เขมรแตก เวียดนามแตก และลาวแตก

              พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 2 ต้องนำทัพทำสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เริ่มตระหนักว่าวิธีการปราบปรามอย่างเดียวไม่น่าจะได้ผล เพราะชาวบ้านไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้องใช้วิธีต่อสู้ทางความคิด และดึงเอาประชาชนมาเป็นฝ่ายเดียวกับราชการ จึงตั้งคณะทำงานชุดหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็มี พล.อ.หาญ ลีนานนท์ ที่ครองยศพันเอก รับผิดชอบงานด้านเสนาธิการ

              เมื่อแม่ทัพเปรมได้ตกผลึกผลิตชุดความคิด “การเมืองนำการทหาร” และมอบนโยบายนี้ให้ “กรมผสมที่ 23” รับไปปฏิบัติเป็นหน่วยแรก โดยกรมผสมที่ 23 มี พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เป็นผู้บังคับการ และ พล.อ.หาญ เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ

              กรมผสมที่ 23 ได้รับมอบภารกิจให้ปฏิบัติการกวาดล้างปราบปรามผู้ก่อการร้าย และอำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในภาคอีสาน ตั้งแต่อีสานเหนือยันอีสานใต้

ชนะยังไง? พลิกตำรา "บ้านล้อมป่า" ฉบับ "แม่ทัพหาญ"

              ปี 2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสชมเชย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ในฐานะผู้บังคับการชุดควบคุมกรมผสมที่ 23 ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนร่มเกล้า ที่บ้านหนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร โดยมีพระราชดำรัสว่า

              “การปฏิบัติงานครั้งนี้ จะเป็นแผนใหม่ในการปฏิบัติจิตวิทยา และจะเป็นตำราเล่มใหม่ในอนาคต ความซื่อสัตย์สุจริตที่ทำนี้ ฉันพอใจมาก”

              การปฏิบัติงานที่ว่านี้ หมายถึงการสร้างโรงเรียนในพื้นที่สีแดง ซึ่งอยู่ในเขต “อำนาจรัฐแดงภูพาน” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ภาคอีสานเหนือ ได้เป็นผลสำเร็จ

              นี่คือตำราเล่มใหม่ที่ชื่อ “การเมืองนำการทหาร” ซึ่งเวลานั้น พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 

              ปี 2518 พล.อ.เปรมเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้จัดตั้งหน่วยผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 1718 (พตท.1718) มอบให้ พล.อ.อาทิตย์ เป็นผู้บัญชาการปราบคอมมิวนิสต์ภูซาง อีกด้านหนึ่งก็ทดลองใช้ทฤษฎีการเมืองนำการทหาร โดยเน้นยุทธวิธี “บ้านล้อมป่า” และจัดตั้ง “ไทยอาสาป้องกันตนเอง”(ทสป.) เพื่อต่อสู้ปกป้องหมู่บ้าน

              จริงๆแล้ว การจัดตั้งราษฎรอาสาต่อต้านคอมมิวนิิสต์ทำกันมานานแล้ว แต่ไม่ได้ผล เพราะไม่มีการติดอาวุธทางความคิด ฉนั้น พล.อ.หาญที่รับบทมือทำงานมวลชน จึงต้องอธิบายคำว่า “บ้านล้อมป่า” คืออะไร? เพื่อลบล้างแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง” ของคอมมิวนิสต์

ชนะยังไง? พลิกตำรา "บ้านล้อมป่า" ฉบับ "แม่ทัพหาญ"

              ทีมงานของ พล.อ.หาญ สมัยโน้น ระหว่างการอบรม “ทสป.” วิทยากรต้องบอกกับชาวบ้านว่า เงื่อนไขความยากจน และการกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบของข้าราชการเลว ก่อให้เกิดคอมมิวนิสต์ ในระดับชาติ ต้องส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ขจัดเผด็จการ

              จากผลงานอันโดดเด่นของ ทสป. พล.อ.เปรม ในฐานะ ผบ.ทบ. จึงผลักดันให้รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ยกระดับ ทสป. เป็นไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ตั้งแต่ปี 2522

              “บ้านล้อมป่า” รูปธรรมของการเมืองนำการทหาร เป็นต้นทุนที่เก็บรับมาจากภาคอีสาน และแม่ทัพหาญ นำไปต่อยอดสมัยอยู่ภาคใต้ในชื่อ “ใต้ร่มเย็น” ที่ผู้คนยังจดจำ 

 ***เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สิ้น “พล.อ.หาญ ลีนานนท์”

ชนะยังไง? พลิกตำรา "บ้านล้อมป่า" ฉบับ "แม่ทัพหาญ"


รู้แล้ว สายตรงเสี่ยเปรมชัยเข้าป่า เขาทำอะไรมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/312781

รู้แล้ว สายตรงเสี่ยเปรมชัยเข้าป่า เขาทำอะไรมา

คนในข่าว  :  10 ก.พ. 2561
นพดล พฤษะวัน,เปรมชัยล่าสัตว์ป่า

คนนี้ไง ที่จัดแจงโทรโทรศัพท์มาบอกเธอว่า มีคนรู้จักจะขออนุญาตเข้าพื้นที่ไปศึกษาธรรมชาติ ว่าแต่เขาเป็นใคร และทำอะไรมา!!!

 

ถอดหน้ากากแล้วครับ จากกรณีการจับกุม เปรมชัย กรรณสูต พร้อมพวก ลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก

จากนั้น หลายฝ่าย โจมตีไปยัง กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชว่ารู้เห็นเป็นใจ ซึ่งเธอปฏิเสธมาตลอด

แต่แล้วเธอก็ได้เอ่ยปากถึงชื่อนี้ออกมา ซึ่งเวลานี้คนไทยอยากรู้จักเขามากที่สุด!!

เขาคือ นพดล พฤกษะวัน  ที่จัดแจงโทรโทรศัพท์มาบอกเธอว่า มีคนรู้จักจะขออนุญาตเข้าพื้นที่ไปศึกษาธรรมชาติ แต่ กาญจนา ผอ.สำนักอนุรัษ์ฯ ระบุว่า ตนไม่มีอำนาจหน้าที่อนุมัติ จึงทำได้เพียงโทรประสานให้

สำหรับรายละเอียดของการพูดคุยทางโทศัพท์คือ เขาได้แจ้งว่า เปรมชัย กรรณสูต พร้อมทีมงานอีก 3 คน จะขออนุญาตพักค้างคืน 2 คืน จะเข้าพักในวัน 3-5 ก.พ เพื่อศึกษาธรรมชาติ เนื่องจากเจ้าสัวผู้นี้ ชอบเข้าป่า รักธรรมชาติมาก!!!

ถามว่า นพดลผู้นี้เป็นใคร ถึงสามารถสายตรงเข้ามาได้ขนาดนี้ แน่นอนเขาเคยเป็นข้าราชการในกรมอุทยานมาก่อน แต่รู้หรือไม่ว่า เขายังเป็นรุ่นพี่ของ วิเชียร ชิณวงศ์ ฮีโร่จับพรานของคนไทยตอนนี้อีกด้วย!!

  โดยข้าง นพดลนั้น ก็เป็นศิษย์เก่าคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ รุ่น 36 KU 30 แต่มากกว่านั้นคือ ปัจจุบันเขาเป็นที่ปรึกษา บ.อิตาเลียนไทย ซึ่งเพียงแค่นี้..หลายก็คงพอจะเห็นภาพรอยต่อแห่งสายสัมพันธ์!

อย่างไรก็ดี หากจะแจกแจงแล้ว ต้องพูดว่า นพดลผู้นี้ ถือเป็นคนที่กว้างขวางไปได้หมดคนหนึ่ง ทั้ง ราชการ การเมือง และธุรกิจ

ในด้านราชการ เขานั้นเคยรับราชการในตำแหน่ง ผอ.ส่วนกิจการพิเศษ สำนักอุทยานแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ตำแหน่งป่าไม้จังหวัดภูเก็ต

ช่วงนั้น มีการออกเอกสารสิทธิให้กับโรงแรมภูเก็ตอคาเดีย เมื่อครั้ง เกษมสันต์ จิณณวาโส เป็นอธิบดักรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตั้งให้เขาเป็นหน้าห้องอธิบดี

ตำแหน่งสุดท้ายของนพดล คือ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (ซี 9) ที่ 6 จ.สงขลา เรียกว่าปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา 52 หน่วยงาน บุคลากรกว่า 1,700 คน!! ก่อนที่ชีวิตจะโลดแล่นเข้าเส้นทางธุรกิจ โดยเขาไปเป็นที่ปรึกษา บริษัท อิตาเลี่ยนไทย รับดูแลเกี่ยวกับโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น และอื่นๆ อีกมากมาย

  แต่ที่น่าจะสุดยอดของสุดยอด คือ โครงการที่ทวาย ประเทศเมียนมาร์ ช่วงปี 2555 หรือโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่สุดท้ายเขาได้เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารที่ทวายโปรเจ็กต์!!

พูดถึงทวายโปรเจคต์ ต้องบอกว่าเป็นอภิมหาสุดยอดอลังการงานสร้างของ  ITD-อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ที่ บิ๊กบอส “เสี่ยเปรม” ภูมิใจเสนอ มูลค่ากว่า 2-3 แสนล้านบาท!!

  และงานนี้ก็ได้ นพดล พฤกษะวัน ผู้นี้แหละเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องการการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

นอกจากนี้ยังดูแผนด้านซีเอสอาร์ ที่ต้องเคลื่อนย้ายประชากรประมาณ 4 พันครอบครัว 3-4 หมื่นคนออกไปอยู่ในพื้นที่จัดสรรให้ 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.บาวา 2.ปันดินอิน 3.ปะกอว์ซู และยังดูแลด้านการศึกษา และจัดแพทย์ให้บริการรักษาพยาบาลฟรีอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ยังมีช่วงเวลาหนึ่งที่ ชีวิต ของ นพดล พฤกษะวัน ได้ข้ามไปมีบทบาททางการเมือง ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย อีกด้วย

  วันนี้หน้าข่าวได้กล่าวถึงเขาไปทั่ว และพนักงานสอบสวนได้พยายามติดต่อไปยังเขา เพื่อเรียกเข้ามาสอบปากคำในประเด็นว่า เปรมชัย มีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์หรือไม่

แต่ยังไม่มีการตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก!

รู้จักยัง?? “วิเชียร” มือจับ “เปรมชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/312317

รู้จักยัง?? “วิเชียร” มือจับ “เปรมชัย”

คนในข่าว  :  7 ก.พ. 2561
วิเชียร ชินวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ หัวหน้าเขตรักพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมเท่าเทียมกันไปแล้ว ไม่เพียงเฉพาะกับ “มนุษย์” สู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ยังเพื่อ “เพื่อนร่วมโลก” ในผืนป่าอีกด้วย!!

                พระเจ้า โปรดส่งคนแบบนี้ลงมามากๆ

เขาคือ พญาเสือ วิเชียร ชินวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ หัวหน้าเขตรักพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

ผู้สร้างชื่อให้กับ “วนศาสตร์ KU59”!! และยังสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ !!

“ผมไม่กลัว ผมมาทำงานเพื่อปกป้องป่า!”  คำกล่าวนี้ กำลังได้รับการโจษจันทน์ถึงความกล้าหาญ โดยเขาได้กล่าวหลังเสร็จภารกิจเข้าจับกุมผู้บริหารอิตาเลียนไทย ลอบเข้าไปตั้งแคมป์ยิงสัตว์ จนเจ้าหน้าที่แจ้ง 6 ข้อหาพร้อมพวกอีก 3 คน

หลายคนอยากรู้จักเขาคนนี้ และแน่นอน ก็ได้พบว่า ประวัติในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เรียกว่าผ่านมาแล้วทั้งบู๊ดุเดือดเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ไม่หวั่นเกรงอิทธิพล!!

ประวัติส่วนสำหรับคนที่ไม่ใช่เซเลบ อาจไม่มีเผยแพร่ รู้แต่เพียงว่า บิดาเขาคือ นายกรณ์ ชิณวงษ์ อายุ 61 ปี มารดา คือ นางวงเดือน ชินวงษ์ อายุ 56 ปี อาศัยอยู่ที่หมู่ 10 บ้านลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ

ส่วนประวัติผลงานของเขา มีมากมายหาอ่านได้หน้าข่าว หลังจากนี้ คนไทยต้องช่วยกันยกย่อง

เช่น ช่วงกันยายนปีที่แล้วเสือ ฮีโร่ของเราคนนี้ กับทีมชุดพญาเสือ ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 อุทยานฯเขาแหลม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปทส.ภ.จว.กาญจนบุรี นำกำลังกว่า 50นาย เข้าตรวจสอบพบ พื้นที่ป่าบ้านกองมองทะ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ม.2 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรีจ.กาญจนบุรี จนพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่ามรดกโลกจำนวน 160ไร่ จึงทำการตรวจยึดพื้นที่พร้อมสิ่งปลูกสร้างและพืชอาสิน

และคนกระทำการนี้ก็เป็นถึงระดับ นักการเมืองในจ.กาญจนบุรี โดยในส่วนของพื้นที่กว่า 160 ไร่ ดังกล่าว มี สจ.ของเมืองกาญจน์ผู้หนึ่งเป็นผู้ครอบครอง โดยเป็นลักษณะนายทุนไม่เข้าข่ายผู้ยากไร้ ตามคำสั่ง คสช.ที่66/2557 ที่สุดคณะเจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจยึด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหากับสจ.คนดังกล่าว

 

รู้จักยัง?? "วิเชียร" มือจับ "เปรมชัย"

วิเชียร ชินวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ หัวหน้าเขตรักพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

หรือถัดจากนั้นมาถึงวันที่  11 พ.ย. ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุด ฉก.พญาเสือ กรมอุทยานฯ ไปตรวจสอบยังบริเวณกลางป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก บ้านห้วยเสือ หมู่ 1 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

หลังรับแจ้งจาก นายวิเชียร ชินวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก  เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนปะทะกับกลุ่มพรานที่ลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่า

งานนี้พบว่ามีการปะทะกันดุเดือด โดยที่เกิดเหตุพบศพ นายเทวัญ บำรุงเชื้อ อายุ 19 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าที่ขมับด้านซ้าย 1 แผล กระสุนฝังใน และสามารถจับกุมตัว นายมูเซอ ไม่มีนามสกุล ชาวพม่า อายุ 35 ปี

นอกจากนี้ยังพบของกลางซากสัตว์ป่าหลายชนิด ประกอบด้วย 1.กบทูด 24 ตัว รวมน้ำหนักกว่า 5 กก. 2.ซากเม่นหางพวงชำแหละแล้ว 2 ซาก 3.ชะมดแผงหางปล้องชำแหละแล้ว 2 ซาก พร้อมอาวุธปืนแก๊ปยาว 2 กระบอก และอุปกรณ์ยังชีพในป่าอีกหลายรายการ นอกจากนี้ยังมีคนร้ายหลบหนีไปได้ 1 คน คือ นายเอ ไม่มีนามสกุล ชาวกะเหรี่ยง

และยังมีอีกหลายปฏิบัติการที่ วิเชียร ชินวงษ์ ทำตามอุดมการณ์เพื้อผืนป่ามาตลอด

  รวมถึงครั้งล่าสุดนี้ ที่เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมเท่าเทียมกันไปแล้ว ไม่เพียงเฉพาะกับ “มนุษย์” สู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ยังเพื่อ “เพื่อนร่วมโลก” ทั้งต้นไม้พืชพรรณ และสัตว์ในผืนป่าอีกด้วย!!

 

รู้จักยัง?? "วิเชียร" มือจับ "เปรมชัย"

 

ทุกชีวิตต้องได้รับความเป็นธรรม !!

และขอคารวะอีกครั้งด้วยภาพนี้ ซึ่ง เป็นภาพในเฟซบุ๊คของ ภัทรพล ล็อต มณีอ่อน หรือ นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ “หมอล็อต” นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

เขาโพสต์รูป วิเชียร ชินวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก หัวหน้าชุดจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และพวก 3 คน ที่ลักลอบตั้งแคมป์พักแรม และล่าสัตว์ป่า พร้อมระบุว่า

 

รู้จักยัง?? "วิเชียร" มือจับ "เปรมชัย"

 

Lotter: “สภาพนี้ ไม่สุดๆจริงๆหลับไม่ได้” หลังจากอดหลับอดนอนมาสองวันสองคืน ดูแลสุขภาพนะเชียร เชื่อมั่นในการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พวกเรามาร่วมให้กำลังใจหัวหน้าวิเชียรและเจ้าหน้าที่ทุกคนในช่องทางนี้ได้นะครับ”

///////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค คนอนุรักษ์

และผู้ใช้เฟซบุค Darin Chuychart Lotter

 

***เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ไฟลาม “อิตาเลียนไทย” !! แห่ลงชื่อบอยคอต

เปิดคลิปลับ หลังจับ “เปรมชัย” “ขออะไรผมให้หมด” !!

ผงะ !! ค้นบ้าน “เปรมชัย” เจอปืน 43 กระบอก !!

จับกลางป่า!! ประธานอิตาเลียนไทยล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ฯ

ใช่มั้ย? ทุ่งใหญ่ภาค 2

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/311362

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

คนในข่าว  :  30 ม.ค. 2561
ิbnk48

    ถามถึงวิธีการสร้างรายได้ แน่นอนการทำธุรกิจไม่ใช่ทำมูลนิธิ วิธีการหาเงินจากธุรกิจนี้ ดูแล้วเหมือนจะเป็น “แฟรนไชส์ขายของผ่านไอดอล”นั่นเอง

          อะไรที่ทำให้ฝั่งไทยคิดเดินตามรอยธุรกิจ “ไอดอล” ของแดนปลาดิบ ตามหลังเขาถึง 13 ปี ! ถ้าไม่ใช่เพราะความแรงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ปังแน่ !!

          ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง วง “BNK48” ไอดอลไทย วง “น้องสาว” ของ “AKB48” ไอดอลสาวจากประเทศญี่ปุ่น

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

ภาพจากhttp://disney.wikia.com/wiki/File:AKB48.jpg

          แต่ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ ในพื้นที่จำกัด ขอคัดเนื้อๆ มาเล่าสู่กันฟัง

          13 ปีก่อน นักลงทุนญี่ปุ่น ยาสุชิ อะกิโมโตะ (ผู้ก่อตั้ง) เกิดหัวใสตั้งวงไอดอลสาวในชุดนักเรียนกระโปรงสั้นขึ้นมา ในคอนเซปต์ “ไอดอลในชุดนักเรียน ที่ทุกคนสามารถพบปะได้ทุกวัน”

          โดยมีการรับสมัครและเฟ้นหาจนสามารถเปิดตัว สมาชิก AKB48 รุ่นแรก 21 คน ในเดือนตุลาคม 2548

          วิธีการเข้าถึงไอดอลสาวเหล่านี้คือ พวกเธอจะมีการแสดงที่ “โรงละคร” หรือ “เธียเตอร์” ในตึก “ดอนกิโฆเต้” ย่านอากิฮาบาระ มีการแสดงหมุนเวียนทุกวันให้แฟนๆ ได้เข้ามาชื่นชมตัวจริง

          แต่ด้วยความแปลกใหม่ ช่วงแรกจึงไม่ปังอย่างที่คิด ซิงเกิลแรกขายได้สี่หมื่นกว่าแผ่น แต่ทั้งทีมงาน และสาวๆ ก็อดทนฟันฝ่ามาจนเริ่ม “ซึมลึก” และประสบความสำเร็จในที่สุดหลังจากเปิดตัวครั้งแรกถึง 4 ปี!

          โดยเพลง RIVER ที่เดิมทีนักแต่งเพลงของทีม ตั้งใจแต่งวัดดวง ก่อนที่ทางต้นสังกัดจะยุบวงทิ้ง แต่ปรากฏว่า “รุ่งสุดๆ”

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

          เพราะวางขายครั้งแรก 21 ตุลาคม 2552 ทำยอดขาย 179,000 แผ่นในสัปดาห์แรก กระชากวงให้ขึ้นมาจากหลุมดำขึ้นมาจนได้และสวยสดงดงามยิ่ง จน AKB48 เป็นที่ขานรับไปทั่ว และธุรกิจยังคงดำเนินต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบัน

          หันมามาดูฝั่งไทย ในภาพรวม BNK48 ซึ่งออกเสียงว่า “บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต” ก็ถือกำเนิดเกิดขึ้นตามรอยพี่สาวฟากโน้นเป๊ะ! โดยคงคอนเซปต์ “ไอดอลที่คุณสามารถไปพบได้”

          หลังเปิดออดิชั่นในปี 2559 หลายรอบจนพอใจ วันที่ 2 มิถุนายน 2560 ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับสาวๆ ทั้ง 29 คน ในงาน “บีเอ็นเคโฟร์ตีเอตเดอะเดบิวต์” ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

          พร้อมซิงเกิลแรก “อยากจะได้พบเธอ” มี 3 เพลง คือ “อยากจะได้พบเธอ”, “ก็ชอบให้รู้ว่าชอบ” และ “365 วันกับเครื่องบินกระดาษ” แต่เพลงที่ปังสุดๆ คือ “คุกกี้เสี่ยงทาย” ที่เปิดตัวครั้งแรก ในคอนเสิร์ต “2017 โฟร์วันวัน แฟนดอมปาร์ตี้อินแบงคอก” ที่รอยัลพารากอนฮอลล์ ที่ออกวางจำหน่ายเมื่อ 20 ธันวาคม 2560

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค  BNK48

          เพราะจุดขาย ไม่ใช่หน้าตาดี หรือร้อง เล่น เต้นเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นก่อนจะมีวันนี้ สาวๆ ทั้งหมด (ปัจจุบันมี 28 คน) ต้องเก็บตัวฝึกฝนการร้อง และเต้น รวมไปถึงการสร้างบุคลิก เพื่อให้เหมาะสมกับความเป็น “ไอดอล”

          สมาชิกในทีม BNK48 24 คนแรกที่เป็นหลัก คือ เฌอปราง, ตาหวาน, ปัญ, อร, มิวสิค, เนย, แก้ว, แจน, เจนนิษฐ์, ปูเป้, ไข่มุก, โมบายล์, น้ำหนึ่ง, เคท, เจน, มิโอริ, จ๋า, แคน, มายด์, น้ำใส, อิสึรินะ, ซัทจัง ,จิ๊บและ ก่อน ส่วนสมาชิกที่เหลือ อีก 4 คนคือ เมษา เปี่ยม นิ้ง และ น้ำหอม จะเป็น “เคงคิวเซย์” หรือ “เด็กฝึกหัด” ที่ต้องฝึกฝนเตรียมพร้อมเผื่อได้มีซิงเกิลกับเขาบ้าง

          นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งเป็นสมาชิกที่เรียกว่า “เซ็นบัตสึ” อีก 16 คน ซึ่งก็เป็นคนในทีมหลักนั่นเอง

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค  BNK48

          และยังมีทีม BIII หรือ “บีทรี” ที่จะมีการแบ่งสถานะ เป็น “เมมเบอร์หลัก” และ “ตัวสำรอง” หรือที่เรียกว่า “อันเดอร์เกิร์ล” โดยในทีมยังมีการแบ่งเป็น “กัปตันทีม” “รองกัปตัน” อีกด้วย

          ทุกคนจะทำหน้าที่ตามหมายที่กำหนดขึ้น ใครติดภารกิจก็ให้ตัวแทนทำหน้าที่แทน ขณะที่หากใครจะต้องออกจากวง ก็จะเรียกว่า “จบการศึกษา” เช่นไปเรียนต่อ ฯลฯ

          ถามถึงวิธีการสร้างรายได้ แน่นอนการทำธุรกิจไม่ใช่ทำมูลนิธิ วิธีการหาเงินจากธุรกิจนี้ ดูแล้วเหมือนจะเป็น “แฟรนไชส์ขายของผ่านไอดอล”

          เพราะที่จริงไทยก็เป็นเหมือนอีกสาขาของญี่ปุ่น โดยยังมีไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย ที่ต่างก็มีวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปแบบเดียวกันเป๊ะ!

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค  BNK48

          ของไทยดำเนินการโดย “บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ออฟฟิศ” โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท โรส อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ (90%) มี จิรัฐ บวรวัฒนะ เป็นประธานบริษัท และ บริษัท เอเคเอส จำกัด สัญชาติญี่ปุ่น (10%)

          และ ณัฐพล บวรวัฒนะ (น้องชาย) เป็นผู้จัดการวง โดยสาวๆ จะได้รับสัญญา 6 ปี และสามารถต่ออายุสัญญาใหม่ได้

          จิรัฐ ในฐานะประธานบริษัทบีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ออฟฟิศ เคยให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทลงทุนเป็นจำนวนเงิน 200 ล้านบาท ภายในปี 2560 และ 2561 โดยคาดหวังว่าจะคืนทุนได้ในปี 2562

          และการประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย รายได้หลักมาจากการขายสินค้า การปรากฏตัวตามงานกิจกรรม และผู้สนับสนุนหลัก

          สำหรับ “ตู้ปลา” ของไทยอยู่ที่ “เอ็มควอเทียร์” ที่กิจกรรมจะยังมีผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กและยูทูบ

BNK48 แฟรนไชส์นี้ ขายอะไร?

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค  BNK48

          นอกจากนี้ยังมี “เธียเตอร์” ชื่อว่า “บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต เดอะแคมปัส” ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 เดอะมอลล์บางกะปิ ไว้จัดกิจกรรม และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการกุมภาพันธ์ นี้

          อย่างไรก็ดี ภายใต้ความสนุกสนานของการแสดงต่างๆ และการร่วมทุน แต่เนื้อหาคอนเทนต์ต่างๆ จะต้องอ้างอิงออริจินัลหมด

          ขนาดชื่อวง BNK48 แน่นอน BNK คือ Bangkok แต่ 48 ก็มาจาก ชื่อของประธานบริษัทฝั่งญี่ปุ่นคือ “ชิบะ โคทาโร่” โดยชิ คือ 4 และ บะ คือ 8

          นอกจากนี้ งานใดก็ตามที่อนุญาตให้สมาชิกวงไปปรากฏตัวสู่สาธารณะ งานนั้นต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ เกม หรือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น

          นี่ยังมีบรรดาของที่ระลึก ภาพถ่าย แม้แต่การขอจับมือ ทุกอย่างต้นสังกัดสั่งมาว่า ต้องนับเป็นเงินหมด!!

          หรือในรายการทีวี เช่น บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต เซ็มไป ก็ยังมีรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาแทรกในช่วงท้าย ฯลฯ

          ส่วนเพลงต่างๆ ของทุกวง ไม่ว่าประเทศไหน จะต้องทำเพลงที่มีใน AKB48 หรือทางต้นฉบับญี่ปุ่นส่งมาให้ แล้วใส่เนื้อของภาษานั้นๆ

          หากจะทำเพลงเอง จะต้องทำหนังสือขออนุญาตจากต้นสังกัดญี่ปุ่นเท่านั้น

          อย่างเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ที่เราชอบกันนักหนาก็มาจากเพลงต้นฉบับชื่อ “Koisuru Fortune Cookie”

          บอกเลย…เห็นความปังตอนนี้แล้ว อาจต้องยอมใจ ให้แก่กระแสสื่อออนไลน์ และโนว์ฮาวจากฝั่งญี่ปุ่น ที่ทำให้ดูมีอนาคตสดใส !

          แต่ยังมีมุมที่เหลือคือ “จริตของคนไทย” ว่าจะชอบ “เจ-ป๊อป” แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน!

มาล้าววว.. “เสี่ยติ่ง” คัมแบ็ค พรรคพลังพลเมือง..สาขา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/311203

มาล้าววว.. “เสี่ยติ่ง” คัมแบ็ค พรรคพลังพลเมือง..สาขา?

คนในข่าว  :  29 ม.ค. 2561
ปิยะณัฐ วัชราภรณ์, เฉลิมพันธุ์ ศรีวิกรม์, กลุ่ม 10 มกรา, มงคล จงสุทธนามณี, มณฑล สุทธาธนะโชติ, เอกพร รักความสุข, พรรคพลังพลเมือง, เสี่ยติ่ง, เสี่ยติ่ง สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์, สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์

ว่ากันว่า “พลังพลเมือง” น่าจะลดแรงต้านจากประชาชนในพื้นที่เหนืออีสาน แทนที่จะสวมเสื้อแบรนด์ “ปชป.” และ “ภูมิใจไทย” ลงสนามของ “เสี่ยติ่ง”

          เลื่อนกี่เดือนกี่ปี ไม่มีความหมายสำหรับ “นักเลือกตั้ง” ขอแต่ให้มีการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่เกี่ยงเวที ไม่เกี่ยงกติกา

          ว่าแล้ว “เสี่ยติ่ง” สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ นักการเมืองอาวุโส ก็เปิดบ้านพักย่านถนนราชวิถี นัดหมายเพื่อนอดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรี เตรียมการจัดตั้ง “พรรคพลังพลเมือง” 

มาล้าววว.. "เสี่ยติ่ง" คัมแบ็ค พรรคพลังพลเมือง..สาขา? 

สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ 

          พรรคนี้ก็เป็นพรรคเดียวกันกับ “เอกพร รักความสุข” เคยบอกกล่าวเล่าสิบผ่านสื่อมาแล้ว และอันที่จริง “เสี่ยติ่ง” ก็เคยแอบกระซิบคอลัมนิสต์ใหญ่ค่ายหัวเขียวมาแล้วว่าจะตั้งพรรคพลังพลเมืองมาแต่ต้นปี

          “เสี่ยติ่ง” วัย 70 กว่าปี เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ สมัยแรกปี 2529 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมา เกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ในพรรค ปชป. เฉลิมพันธุ์ ศรีวิกรม์ เลยพาพรรคพวกออกไปตั้งพรรคประชาชน โดยเสี่ยเฉลิมพันธ์กับเสี่ยติ่ง ไปลงสนามโคราช ปรากฏว่า หัวหน้าพรรคประชาชนสอบได้ แต่เสี่ยติ่งสอบตก

          หลังรัฐประหาร 2534 เสี่ยติ่งชวนเสี่ยเฉลิมพันธุ์ ไปร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีธรรม พอใกล้วันเปิดตัว เสี่ยเฉลิมพันธุ์หายตัวไป เสี่ยติ่งเลยต้องไปเกาะพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ และพ่อเลี้ยงกระเตงเสี่ยติ่งไปสมัคร ส.ส.เชียงราย

          ว่ากันตามภาษาเซียนเลือกตั้ง เสี่ยติ่งไปเป็น “หมาหลง” (ทางการเมือง) อยู่เชียงราย มีโอกาสแพ้สูงมาก แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ออกแรงช่วยเต็มที่ พร้อมกับ “บิ๊กเต้” พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล อดีตผู้นำ รสช.สมัยโน้น เทียวไปทำบุญเชียงรายอยู่บ่อยๆ ในช่วงนั้น คะแนนเสี่ยติ่งจึงมาเป็นกอบเป็นกำ และได้เป็น ส.ส.อีกสมัย

          นับจากนั้น เสี่ยติ่งก็ปักหลักอยู่ที่เชียงราย เป็น ส.ส.อีก 2 สมัย แต่ย้ายพรรคไปเรื่อย จากพรรคสามัคคีธรรมไปพรรคชาติไทย และพรรคความหวังใหม่ ก่อนจะโยกมาอยู่พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน โดยพยายามปั้น “ศิลัมพา” ลูกสาวแทน

          การเลือกตั้งปี 2554 เสี่ยติ่งมารับบทแม่ทัพพรรคภูมิใจไทยสายเหนือ ร่วมกับ “เสี่ยเล็ก” มณฑล สุทธาธนะโชติ หรือ มงคล จงสุทธนามณี อดีต ส.ส.เชียงราย ผลเลือกตั้งภูมิใจไทยพ่ายทุกสนามในภาคเหนือตอนบน

          เสี่ยติ่งเงียบหายไป จนหลายคนนึกว่า เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว เมื่อปี่กลองดัง เสี่ยเจ้าของโรงเรียนพาณิชยการและอนุบาลริมถนนราชวิถี ก็หวนคืนสังเวียน

          สำหรับ เอกพร รักความสุข อดีต ส.ส.สกลนคร ที่ต้องเว้นวรรคการเมืองเพราะเป็นผู้บริหารพรรคไทยรักไทย ก็ห่างหายไปทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย

มาล้าววว.. "เสี่ยติ่ง" คัมแบ็ค พรรคพลังพลเมือง..สาขา? 

เอกพร รักความสุข

          จริงๆ แล้ว “เอกพร” ไม่ได้วางมือทางการเมือง คนสกลนครทราบดีว่า เอกพรอยู่เบื้องหลังการเลือกตั้งนายก อบจ.สกลนคร โดยหนุน “ชัยมงคล ชัยรบ” เอาชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย และ นปช. ก้าวขึ้นเป็นนายก อบจ.สกลนคร นอกจากนี้ เอกพรยังเป็นที่ปรึกษาให้กับ “โกมุท ทีฆธนานนท์” นายกเทศบาลนครสกลนคร

          นักการเมืองรุ่นลายครามอีกคนคือ ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ ที่มีการยืนยันจากเอกพรว่า จะมาช่วยเป็นที่ปรึกษาพรรคพลังพลเมือง แต่ไม่ขอรับตำแหน่งกรรมการบริหาร

มาล้าววว.. "เสี่ยติ่ง" คัมแบ็ค พรรคพลังพลเมือง..สาขา? 

          เป้าหมายของพรรคนี้คือ เก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยหวังให้ “อดีต ส.ส.” ทั้งหลายลงสมัคร ส.ส.เขต โกยคะแนนให้ได้น้ำได้เนื้อ

          เหนืออื่นใด แบรนด์ “พลังพลเมือง” น่าจะลดแรงต้านจากประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน เมื่อเปรียบเทียบกับเลือกสวมเสื้อแบรนด์ “ปชป.” และ “ภูมิใจไทย” ลงสนาม

          พรรคพลังพลเมือง จึงเป็นพรรคที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองยุค คสช. และกติกาเลือกตั้งใหม่

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310905

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

คนในข่าว  :  28 ม.ค. 2561
อัจฉราวดี วงศ์สกล

“อาจารย์เป็นนักบุญ หรือคนบาป ขอให้ท่านตัดสินด้วยปัญญา และดูปฏิปทาที่ทำเพื่อพุทธศาสนามาโดยตลอด”

          มาอีกแล้ว ข่าวอ่อนไหวหัวใจชาวพุทธ เมื่ออยู่ๆ เริ่มมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์สตรีผู้หนึ่งในท่วงทำนองว่าอวดอ้างบรรลุธรรม ทั้งๆ ที่ไม่ได้บวช

แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เวลานี้ เป็นอาจารย์อ้อยไปแล้ว ที่ออกมานำเสนอการปฏิวัติธรรมสายใหม่ ที่เรียกว่า “เตโชวิปัสสนา” พร้อมทั้งประกาศชัดว่า “พระสงฆ์ค่อน ประเทศมอมเมาประชาชน และคนเราไม่ต้องไปวัดก็ได้”

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

ขอบคุณภาพจาก http://techovipassana.org/

 

แต่ล่าสุด เธอได้ลุกขึ้นมาแถลงข่าว ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต  ณ ซอยสุขุมวิท 67

เพื่อไขคำตอบ บรรดาคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพพระสงฆ์ยกมือไหว้ตัวเธอ ซึ่งก่อนให้เกิดคำต่อว่าต่างๆ นานามายังตัวของอ.อ้อย

และเธอเชื่อว่า มีขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง ดิสเครดิต ตัวเธอ อ.อ้อนจึงจำเป็นต้องชี้แจงในทุก “ความจริง” และ “ความลวง” ที่เกิดขึ้นนั่นเอง

สำหรับการแถลงข่าวของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกลมีเนื้อหาที่สรุปได้ว่า

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประกาศที่จะฟ้องศาลดำเนินคดีอดีตศิษย์ โดยเจ้าตัวระบุว่า “เป็นอดีตศิษย์ที่มีความอาฆาตมาดร้าย และมุ่งทำลายสายธรรม ที่เข้าร่วมผสมโรงกับผู้เสียประโยชน์ และกลุ่มอดีตศิษย์ได้กล่าวเท็จให้ร้ายสายธรรมอย่างสิ้นความละอายที่สุด จนต้องประกาศพึ่งศาลยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสง่างาม”

..              สำหรับต้นเหตุเรื่องนี้ มาจาก “ขบวนการทำลายชื่อเสียง” บิดเบือนความจริง ที่มีต้นเหตุมาจากการทำแคมเปญ “หยุดอลัชชี” แล้วมีอดีตลูกศิษย์ได้เอาภาพต่างๆ ในสายธรรม ไปใช้และเติมคำใส่คำ เพื่อให้ดูว่า ตนเองนั้น พยายามทำตัวสูงส่งเกินอริยสงฆ์

อีกทั้งยังกล่าวเท็จอย่างไม่มีความละอายว่า ท่านเรียกเก็บเงินบริจาคเพื่อให้ผู้มาปฏิบัติ “เตโชวิปัสสนา” ว่าหากบริจาคเงินมากจะได้รับการประกาศสถานะอริยบุคคล

“เป็นการกล่าวเท็จที่เลวทรามที่สุด ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามสายธรรเมเตโชวิปัสสนา ทำให้สายธรรมถูกดูแคลน ทำให้ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาด้วยเพื่อการพ้นทุกข์ ถูกดูแคลน”

อย่างไรก็ดี การรณรงค์ “หยุดอลัชชี”  ที่อาจารย์เปิดประเด็นราวกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมา นั้น มีเจตนาบริสุทธิ์ที่ปลุกจิตให้ฝั่งสงฆ์ และฆราวาสตื่นมาช่วยแก้ไขความเสื่อม และกล่าวว่า ขอให้อลัชชีทั้งหลาย สึกออกมาเป็นฆราวาส เพื่อหยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา และฆราวาสลุกมาเป็นพุทธบริษัทที่เข้มแข็ง ไม่เป็นพุทธเพียงแค่ในทะเบียนบ้าน เพื่อช่วยแก้ไขความเสื่อมในพระศาสนา

และการนี้ ท่านยังได้แสดงบัญชีที่มาการได้รับบริจาค การใช้จ่ายเงินของมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า อย่างโปร่งใสว่าไม่ใช่นำไปใช้ในเรื่องพาณิชย์ แต่นำไปเป็นค่าเช่าบิลบอร์ดรณรงค์ให้ชาวต่างชาติรู้หลักปฏิบัติต่อสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ลบหลู่และไม่นำสัญลักษณ์ไปใช้เป็นของตกแต่ง ซึ่งคำแถลงนี้เป็นที่พอใจแก่ผู้สื่อข่าวจนไม่มีการติดใจสงสัยใดๆ

ข้างต้น คือส่วนนึงของการแถลงจากท่านอาจารย์ แต่ในงานแลถงข่าวยังมีการแจกเอกสารชี้แจง ข้อสงสัยต่างๆ อีกหลายข้อ สรุปได้ว่า ในส่วนของประเด็นการบิดเบือนคำสอน เธออธิบายว่า “เตโชวิปัสสนา” เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานสี่ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนทุกประการ

ส่วนที่กล่าวอวดว่า “ฆราวาสบรรลุธรรมได้” เธอชี้แจงโดยยกบันทึกในพระไตรปิฎกในสมัยพุทธกาล ว่ามีอุบาสกอุบาสิกา บรรลุธรรมทุกลำดับขั้นมากมาย เช่น นางวิสาขา บรรลุโสดาบันตั้งแต่ 7 ขวบ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บรรลุขั้นโสดาบัน ท่านหมอชีวกโกมารพัจจ์ บรรลุขั้นสกิทาคามี พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของพระพุทธเจ้า บรรลุขั้นอรหันต์ ขณะที่กำลังเสด็จสวรรคต

ขณะที่ในยุคปัจจุบัน ยังมีที่บรรลุขั้นสูงคือตามที่มีการกล่าวถึงคือ คุณแม่จันดี โลหิตดี น้องของหลวงตามหาบัว โดยลักษณะ “อวิชชาขาดกระเด็นออกจากจิต ขณะนั้นรู้ว่า อวิชชาเหนียวแน่นมาก พร้อมกับก้นกระแทกพื้นสูง 1 ศอก โลกธาตุหวั่นไหว แผ่นดินสะเทือน” (อ้างว่าคุรแม่จันดีเล่าให้หลวงตามหาบัวฟัง)

ทั้งหมดนี้ จึงเหมือนเป็นการพิสูจน์ว่า ฆราวาสบรรลุธรรมได้ ส่วน ข้อที่บอกว่าไม่ให้เชื่อพระไตรปิฎก เธอปฏิเสธ ไม่เคยพูด มีแต่บอกว่า อย่าติดตำรา ตราบใดที่ยังไม่ลงมือปฏิบัติ

ส่วนข้อสุดท้าย “การต้องการเป็นเจ้าลัทธิ” อ.อ้อยปฏิเสธ โดยกล่าวว่า คำว่า ลัทธิ คือการประกาศว่าเป็นการคิดคำสอนขึ้นมาเอง แต่ท่านสอนหลักธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน และประกาศตนเป็นพุทธสาวก

แต่มุมนี้ อ.อ้อยวิเคราะห์ว่า เป็นธรรมดาเมื่อมีผู้ศรัทธาในสายธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำถูกมองว่าจะสร้างลัทธิ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่คลาสสิก เมื่อมีคนเห็นความเข้มแข็งของสายธรรม

ส่วนที่มองว่าจะมีลักษณะเหมือน “ธรรมกาย” อ.อ้อยกล่าวว่า ท่านไม่สนใจเรื่องการสร้างอำนาจ การรวมตัวกันของเหล่าศิษย์ เพื่อเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เป็นกำลังในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ช่วยหยุดยั้งการลบหลู่พระบรมศาสดา จึงทำให้เป็นเป้าถูกทำลายได้ง่าย

และนี่คือคำชี้แจงทั้งหมดของเธอ ที่เหลือคือ ในส่วนของการฟ้องร้อง คงจะต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะคนไทยก็อยากรู้เหมือนกันว่า ฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนไหวนั้นเป็นฝ่ายไหน และมีจะมีหลักฐานข้อโต้แย้งอะไรออกมา เนื่องจากเวลานี้ คนไทยก็เหมือนฟังความข้างเดียว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดูจะน่าสนใจพอๆ กันคือ เอาเข้าจริงๆ แล้ว อ.อ้อยผู้นี้คือใครกันแน่ สืบประวัติแล้วมีมากมาย เพราะเธอจัดว่าเป็นคนดัง เซเลบแถวหน้า คนหนึ่ง

เพราะเธอเคยเป็นดีไซเนอร์เครื่องเพชรมือวางเบอร์ต้นๆ ของไทย ผู้เป็นเจ้าของร้าน St.Tropez Diamond การันตีด้วยรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน

ประวัติของ อ.อ้อย คนนี้ อ.อัจฉาราวดี เกิดเมื่อวันที่ 28 .. 2508 เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด บิดา มารดาทำการค้าขาย รวมๆ แล้วครอบครัวมีฐานะปานกลาง

สำหรับชีวิตส่วนนั้น เธอสมรสครั้งแรก (ไม่ระบุนาม โดยภายหลังหย่าขาดจากกัน) มีบุตรสาว 2 คน คนแรกเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 4 เดือน ส่วนคนที่สอง คือ อาภาณี วงศ์สกล ชื่อเล่นว่า นิว เกิดช่วงปี2533 สำหรับสามีคนปัจจุบัน คือ แดเนียล ทาบุช มีธิดา 2 คน คือ ด..ทาเทียน่า ทาบุช หรือ น้องส้มจีน หรือ แทต เกิดช่วงปี 2544 และ2. ..นาตาชา ทาบุช เกิดช่วงปี 2547 (ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลนฺ์)

.อัจฉราวดี จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนพาณิชยการสันติราษฎร์ จากนั้นจบปริญญาตรี ด้านการตลาด มหาวิทยาลัยศรีปทุม และไปเรียนการกำกับภาพยนตร์ สถาบัน New York film Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา

ช่วงแรกเธอทำงานฝ่ายโปรโมชั่น บริษัท ซีบีเอส เรคคอร์ด และยังมีงานเขียนเป็นคอลัมนิสต์เขียนวิจารณ์เพลงและสกู๊ป แนะนำศิลปินหน้าใหม่จากต่างประเทศ ลงในหนังสือ ไอ.เอส.ซองฮิต

เคยทำงานฝ่ายโฆษณาที่นิตยสารอินเวสเตอร์ และยังเคยเป็นเจ้าของบริษัทโปรดักชั่น รับทำโฆษณาและสิ่งพิมพ์, เจ้าของบริษัท Medelin Jewelry เคยเป็นเจ้าของบริษัทอันดามันฟิล์ม ผลิตภาพยนตร์อีกด้วย

    แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางสายสีแสงแห่งเพชร จะเหมาะกับเธอมาก เพราะช่วงปี 2543 เธอเปิดบริษัท St.Tropez Diamond (แซงต์ โทรแป ไดมอนด์) มีร้านเพชรชื่อว่า แซงต์ โทรแป ไดมอนด์ มีชื่อเสียงเป็นอันมาก!!

เธอเคยให้สัมภาษณ์ผู้จัดการออนไลน์ว่า พอมาเริ่มออกแบบลวดลายเครื่องเพชรเองเน้นดีไซน์ใหม่ๆ ก็ประสบความสำเร็จ ไปเตะตาบรรดาไฮโซเงินถัง เกิดมีชื่อเสียงขึ้นมา

โดยเฉพาะถ้าถามถึง ร้าน St.Tropez Diamond (แซงต์ โทรแป ไดมอนด์) ไฮโซผู้หลงใหลดารเล่นเพชร จะต้องนับเป็นอับดับหนึ่ง!

    จากนั้นเธอก็มีทั้งความสำเร็จ และชื่อเสียงเงินทอง แถมยังเคยถูกเพื่อนโกงเงินไป 1 ล้าน และโดนลูกค้าโกงทางอินเตอร์เน็ต แต่แล้วเธอก็สามารถใช้หลักธรรมในการแก้ปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิตจนได้

กระทั่งโผล่เป็นผู้ศึกษาทางธรรม ก่อตั้ง “มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต” และ “องค์กรโนอิ้ง บุดด้า” (Knowing Buddha) เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และบรรยายธรรมนอกสถานที่ตามควร จนมีชื่อเสียงได้รับการตอบรับในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบและติดตามเรื่องราวของเธอ

โดยยังมีสถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ที่ เขาพระพุทธบาทน้อย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

สถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ที่ เขาพระพุทธบาทน้อย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ภาพจาก http://techovipassana.org/

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

กิจกรรมทางพุทธศาสนา ภาพจาก http://techovipassana.org/

  โดยในเวบไซต์ techovipassana.org ได้ระบุว่า “เตโชวิปัสสนา” นั้น “การปฏิบัติวิธีนี้ ไม่เคยมีผู้ใดได้รู้วิธีการมาก่อน พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านได้มาสื่อจิตสอนวิธีการปฏิบัติให้ อ.อัจฉรา เมื่อปี 2550″

          “และเมื่ออาจารย์ได้ทดลองปฏิบัติดู ก็ได้เห็นความมหัศจรรย์ของผลที่ได้จากการปฏิบัติด้วยเป็นวิธีที่สามารถชำระจิตให้บริสุทธิ์ชนิดขุดรากถอนโคนกิเลส เกิดเป็นมรรคผลที่เป็นเสมือนเส้นทางลัดมุ่งไปสู่ประตูนิพพานดังที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือ เตโชวิปัสสนาเปิดประตูนิพพาน” (อ้างอิงจากhttp://techovipassana.org/web/about.php)

แต่ล่าสุด เมื่อกระแสของเธอเริ่มเอนเอียงไปในทางการตั้งคำถามอย่างคลางแคลงใจจากสังคม เธอจึงโพสต์ชี้แจงในเฟซบุค “นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ กับอ.อัจฉราวดี วงศ์สกล” เมื่อวันที่ 25 .. ว่า

อาจารย์เป็นนักบุญ หรือคนบาป ขอให้ท่านตัดสินด้วยปัญญา และดูปฏิปทาที่ทำเพื่อพุทธศาสนามาโดยตลอด โดยเฉพาะกับงานของโนอิ้ง บุดด้า ที่ปกป้องพระเกียรติพระบรมศาสดา ขจรขจายไปทั่วโลกและกำลังปลุกศีลธรรมให้คนในชาติกลับคืนมา””

  จากนั้นก็แถลงข่าวในรุ่งขึ้น วันเสาร์ที่ 27 ..2561 นี้ แถลงข่าวถึงความลวง!! ความจริง!!  ทุกอย่างประเดประดังมาที่เธอทางโซเชียล และพื่นที่สื่อต่างๆ อย่างมากมายในเวลานี้

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

//////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ กับอ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

แและเวบไซต์ http://techovipassana.org/

พลเมืองฝรั่งเศส “จรัล ดิษฐาอภิชัย” จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310920

พลเมืองฝรั่งเศส “จรัล ดิษฐาอภิชัย” จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

คนในข่าว  :  26 ม.ค. 2561
จรัล ดิษฐาอภิชัย, จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, สภาหน้าโดม, สำนัก 61 ภูพยัคฆ์, พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.), ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน, อภิชัย ภราดร, องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย

รู้จัก  จรัล ดิษฐาอภิชัย คลังสมองของฝ่าย “ต้านอำมาตย์” และเป็น “นักทฤษฎี” ของฝ่ายคนเสื้อแดง

          เมื่อเช้าวันที่ 26 ม.ค.2561 นักข่าวอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว Sa-nguan Khumrungroj แจ้งข่าวของคนไทยที่ชื่อ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” โดยมีข้อความว่า “ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายไทย คนล่าสุด–ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสาบานตนเรียบร้อยแล้ว” พร้อมกับภาพวันสาบานตนเป็นพลเมืองชาวฝรั่งเศส

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          ย้อนไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ปีที่แล้ว จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้โพสต์เฟซบุ๊คระบุว่า “ข่าวร้าย ผมไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัยการเมืองแล้ว ข่าวดี ได้สัญชาติฝรั่งเศส เป็นพลเมืองของสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์”

          “จรัล” เดินทางออกจากเมืองไทย ก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐประหาร 2557 โดยเขาประเมินสถานการณ์จากการชุมนุม กปปส. และเชื่อว่า มันจะตามมาด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร เขาจึงหลบหนีผ่านกัมพูชา และมีปลายอยู่ที่ฝรั่งเศส

          สองปีแรก จรัลร่วมกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และสื่อสารถึงคนเสื้อแดงในเมืองไทย

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          แต่กระแสต้าน คสช.จุดไม่ติด ทั้งในและนอกประเทศ จรัลจึงถอยห่างจากองค์กรเสรีไทย และเมื่อได้เป็นพลเมืองฝรั่งเศส จรัลก็แทบจะไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ 

          จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นคนพัทลุง เรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นใกล้เคียงกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มอิสระที่ชื่อ “สภาหน้าโดม” ซึ่งโด่งดังมากในยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516

          ระหว่างปี 2517-2519 จรัลได้เข้าเป็นสมาชิก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รับผิดชอบการจัดตั้งเยาวชน นิสิตนักศึกษาในเมือง จรัลเป็นคนที่สัตย์ซื่อต่อลัทธิมาร์กซ์เลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง

          หลัง 6 ต.ค.2519 จรัลเข้าป่าทางเขตงานฐานที่มั่นเขาค้อ-หินร่องกล้าไปได้สัก 1 ปี ในปี 2521 ก็ถูกพรรคส่งไปนำเพื่อนฝูงโดยมีตำแหน่งเป็นถึงหัวสำนัก 61 แห่งฐานที่มั่น ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน

          สำนัก 61 ภูพยัคฆ์ เป็นศูนย์รวมปัญญาชนปฏิวัติไทย การที่จรัลได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนัก ย่อมบ่งชี้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของคณะกรรมการกลาง พคท.

          ปี 2527 จรัลหอบความผิดหวังต่อการปฏิวัติไทย กลับลงมาจากภูพยัคฆ์ น่านเหนือ และไปเรียนต่อปริญญาโทประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส และเรียนปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยปารีส (ซอร์บอน)

          จรัลถือว่าเป็นนักทฤษฎีปฏิวัติระดับแถวหน้าคนหนึ่งในยุคก่อน 14 ตุลา เมื่อมีโอกาสใช้ชีวิตในประเทศฝรั่งเศส จึงใช้เวลาส่วนหนึ่งให้หมดไปกับการศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศส

          ปี 2532 ในวาระครบรอบ 200 ปี ของการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นช่วงที่จรัลไปเรียนปรัชญาการเมือง และเรียนD.E.A.ทางประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปารีส โดยมีวัตถุประสงค์เรียนวิชาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส เขาใช้เวลา 2 ปี ศึกษาค้นคว้าอยู่ในห้องสมุดของสถาบันศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศส

          ปี 2533 เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2541 เป็นประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และปี 2544 เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

          หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จรัลในนามปากกา “อภิชัย ภราดร” ลงมือเขียนเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ได้จัดพิมพ์ “การปฏิวัติฝรั่งเศส..จากวันยึดคุกบาสตีล ถึงวันสถาปนาสาธารณรัฐ” ออกมา 2 เล่ม

          เมื่อเกิดการรัฐประหาร 2549 จรัลเป็นปัญญาชนคนแรกๆที่ออกมาแสดงตัวต่อต้านการยึดอำนาจ และเรียกร้องให้คนเดือนตุลาเลือกข้าง ว่าจะเอา “ประชาธิปไตย” หรือ “เผด็จการ”

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          ช่วงที่มีการรณรงค์ต้านรัฐประหารช่วงปี 2549 – 2550 เขาเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มต้านรัฐประหาร ได้รับเชิญให้ไปปราศรัยในเวทีที่สนามหลวงหลายครั้ง ต่อมา เขาเป็นแกนนำชุดแรกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขณะที่ยังมีตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ จึงถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

          นับแต่นั้นมา จรัลก็เป็น “คลังสมอง” ของฝ่ายต้านอำมาตย์ และเป็นนักทฤษฎีของฝ่ายคนเสื้อแดง

          เมื่อสองปีก่อน เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงแข็งแกร่งและควบคุมประชาชนได้ ส่วนฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงไม่ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวมากนัก

          “โอกาสที่พวกผมจะได้กลับเมืองไทยคงยาก เตรียมใจอยู่ที่นี่จนตายแล้ว”

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          ปลายปีที่แล้ว นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ได้สรุปสถานการณ์ในปี 2561 ว่า

          “คสช.เสื่อมอำนาจ แต่คงไม่ถึงกับพัง” พร้อมชี้ว่า คสช.มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ

          1.ปล่อยให้กลไกในรัฐธรรมนูญกำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 2.มีการเลือกตั้ง มีพรรคสนับสนุนให้ตัวแทน คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี 3.เลื่อนโรดแม็พ เลื่อนเลือกตั้ง

          มาในชั่วโมงนี้ คสช.เลือกทางที่ 3 คือเลื่อนเลือกตั้ง!!!

สิ้นตำนาน “ไทดำรำพัน” เพลงดังสองฝั่งโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310582

สิ้นตำนาน “ไทดำรำพัน” เพลงดังสองฝั่งโขง

คนในข่าว  :  24 ม.ค. 2561
ก.วิเสส, พ.อ.แพงเกี้ยว สุวัต, ร.ท.สะหนอง อุ่นวง  ผู้ประพันธ์เพลง, ร.ท.สะหนอง อุ่นวง, ม.ปาวี นครหลวงเวียงจันทน์, สปป.ลาว, ลาว, ยุคสงครามเย็น, ไทดำรำพัน

อาลัย ครูเพลง “ไทดำรำพัน” ที่สมัยหนึ่งโด่งดังแบบไม่คาดฝัน วันนี้เขาจากไปแล้ว แต่ผลงานยังคงความอมตะที่ไม่มีวันตาย!

          คนไทยในช่วงวัย 60 ปี ยังคงจดจำเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคสงครามเย็นได้เป็นอย่างดี เพราะรัฐบาลไทยส่งทหารอาสาสมัครไปสู้รบในเวียดนามใต้ เพื่อปกป้องโลกเสรีให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ และยังส่งทหารเสือพรานข้ามโขงไปทำ “สงครามลับ” ในลาว

          ปี 2511 สถานีวิทยุกระจายเสียง ททท. ได้นำเอาเพลงลาวชื่อ “ไทดำรำพัน” มาเผยแพร่ทางคลื่นเอเอ็มส่งกระจายเสียงไปทั่วประเทศ ด้วยมีคำร้องขึ้นต้นว่า “สิบห้าปี..ที่ไทเฮาห่างแดนดินจงเอ็นดูหมู่ข้าน้อยที่พลอยพรากบ้าน” ทำให้โฆษกนักจัดการรายวิทยุบ้านเรา ได้ขยายความทำนองว่า ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเหมือนเมืองลาว คนไทยเราก็อย่าแตกแยก แบ่งไทยเหนือไทยใต้

สิ้นตำนาน "ไทดำรำพัน" เพลงดังสองฝั่งโขง

ก.วิเสส ผู้ขับร้อง เพลงลาวไทดำรำพัน

          เพลงลาวไทดำรำพัน โด่งดังแบบไม่คาดฝัน แฟนเพลงถามไถ่กันให้ระเบ็งเซ็งแซ่ว่า อยากเห็นหน้านักร้องชื่อ “ก.วิเสส” มาร้องกันสดๆบนเวทีดนตรีลูกทุ่งสักครั้ง

          “ก.วิเสส” เป็นนักร้องสังกัดวงดนตรี “กรมราบอากาศวังเวียง” ซึ่งเป็นคณะดนตรีของกรมราบอากาศวังเวียง เมืองวังเวียง ที่มี พ.อ.แพงเกี้ยว สุวัต เป็นผู้บังคับบัญชา โดยผู้ประพันธ์เพลงไทดำรำพันคือ “หมีดำ” หรือ ร.ท.สะหนอง อุ่นวง โฆษกประจำวง

สิ้นตำนาน "ไทดำรำพัน" เพลงดังสองฝั่งโขง

ร.ท.สะหนอง อุ่นวง  ผู้ประพันธ์เพลง

          ความดังของเพลงไทดำรำพัน ทำให้ พ.อ.แพงเกี้ยว ยกวงดนตรีราบอากาศวังเวียง มาเปิดการแสดงในไทย โดย ก.วิเสส กลายเป็นนักร้องยอดนิยมแถวหน้า พ.ศ.โน้น จนได้รับการชักชวนให้ไปแสดงหนังไทยหลายเรื่อง

          บริษัทหนังไทยรายหนึ่ง ได้เกาะกระแสเพลงลาวร้อนแรง สร้างหนังเรื่อง “ไทดำรำพัน” และนำเอา ก.วิเสส ไปร่วมแสดงด้วย

สิ้นตำนาน "ไทดำรำพัน" เพลงดังสองฝั่งโขง

          สำหรับ ร.ท.สะหนอง เป็นชาวเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก เมื่อเรียนจบชั้นประถมที่เมืองปากเซ ก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมที่ ม.ปาวี นครหลวงเวียงจันทน์ เด็กๆชอบอ่านวรรณคดีไทย โดยเฉพาะกลอนสุนทรภู่

          “หมีดำ” เป็นชื่อเล่น พ่อแม่คงเห็นว่าตัวดำเหมือนหมี เลยตั้งชื่อให้ว่าหมีดำ (เมื่อโตขึ้นเป็นนักแต่งเพลง จึงใช้เป็นนามแฝงในการเขียนเพลง)

          เมื่อ ร.ท.สะหนอง เรียนจบชั้นประถมที่เมืองปากเซ ก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมที่ ม.ปาวี นครหลวงเวียงจันทน์

          ครั้นเรียนจบแล้วเขาไปทำงานกับบริษัทแอร์ลาว ซึ่งเป็นสายการบินที่องค์การซีไอเอ จัดตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยส่งกำลังบำรุงในการดำเนินสงครามลับบนดินแดนลาว หลังจากนั้นเขาก็สมัครเป็นทหาร จึงรู้จักกับ พ.อ.แพงเกี้ยว ผู้บัญชาการกรมราบอากาศวังเวียง และชักชวนกันมาตั้งวงดนตรี

สิ้นตำนาน "ไทดำรำพัน" เพลงดังสองฝั่งโขง

          เบื้องหลังเพลงไทดำรำพัน เกิดจาก ร.ท.สะหนองไปเที่ยวหมู่บ้านชาวไทดำ และเกิดหลงรักสาวไทดำ จึงเก็บเอาความรู้สึกดีๆ นั้นไว้ และแต่งเป็นเพลงไทดำรำพัน โดยใช้ทำนองพื้นถิ่นไทดำและขับทุ้มหลวงพระบาง ผสมผสานกัน

          นอกจากเพลงไทดำรำพัน ร.ท.สะหนอง ยังแต่งเพลงให้ ก.วิเสส ร้องจนโด่งดังอีกหลายเพลง อาทิซังคนหลายใจ, นี้หรือรักจริง และ บ้านแม้ว

          หลังการเปลี่ยนแปลงในลาว ร.ท.สนอง จึงพาครอบครัวมาปักหลักอยู่ที่ อ.ศรีเชียงใหม่ ระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่ถิ่นลุงแซม ในฐานะอดีตทหารราชอาณาจักรลาวครอบครัวของ “อุ่นวง” ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลสหรัฐ

          ปี 2532 สปป.ลาว เปิดประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้นำเอาเพลงลาวสมัยราชอาณาจักรหรือ “ระบอบเก่า” มาบันทึกเสียงใหม่ได้ ก็มีข่าวว่าทางกระทรวงแถลงข่าวฯ สั่งห้ามนำเพลงไทดำรำพันมาร้องใหม่ เพราะเป็นเพลงปฏิกิริยา แต่เมื่อสอบถามกันไป ก็ไม่มีใครทราบเหตุผลแท้จริงปัจจุบัน ไม่มีใครสั่งห้ามแล้ว นักร้องลาวรุ่นหลังได้นำผลงานเพลงของ ร.ท.สะหนอง อุ่นวง มาขับขานกันหลายเวอร์ชั่น

สิ้นตำนาน "ไทดำรำพัน" เพลงดังสองฝั่งโขง

          เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2561 ร.ท.สะหนอง ได้เสียชีวิตด้วยโรคชราในวัย 79 ปี ที่บ้านพักในเมืองโอกลาโฮมา ซิตี้ มลรัฐโอกลาโฮมา สหรัฐฯ และมีพิธิฌาปนกิจศพในวันที่ 25 ม.ค.นี้

          เพลงไทดำรำพันคือ บันทึกทางประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรม ยุคสงครามเย็น ขอไว้อาลัยครั้งสุดท้ายแด่..เจ้าของตำนานเพลงดังสองฝั่งโขง

ปิดฉากวีรบุรุษ “ชาติชาย เชี่ยวน้อย” แชมป์โลก..หมัดภูผาหิน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310258

ปิดฉากวีรบุรุษ “ชาติชาย เชี่ยวน้อย” แชมป์โลก..หมัดภูผาหิน!

คนในข่าว  :  22 ม.ค. 2561
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, ค่าย แหลมฟ้าผ่า, เจ้าของค่าย แหลมฟ้าผ่า, ม.ล.สุทัศน์ สุประดิษฐ์, นริศ เชี่ยวน้อย, โผน กิ่งเพชร, ชาติชาย เชี่ยวน้อย

คนไทยก็ได้รู้จักนักมวยรูปร่างเล็ก แต่มีจิตใจที่กล้าหาญ ไม่กลัวใคร ผู้ได้รับฉายาจาก แน็ต แฟลชเชอร์ บรรณาธิการนิตยสารเดอะริง ว่า “มาร์เซียโน่น้อยแห่งเอเชีย”

           50 ปีที่แล้ว “ชาติชาย เชี่ยวน้อย” คือวีรบุรุษนักชกของคนไทยทั้งชาติ และวันนี้ อดีตแชมป์โลกคนที่ 2 ของไทย เสียชีวิตแล้วในวัย 76 ปีด้วยอาการปอดติดเชื้อหลังจากอาการป่วยทรุดหนัก เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 21 ม.ค.2561

           เมื่อสิ้น “โผน กิ่งเพชร” แชมป์โลกคนแรก คนไทยก็ได้รู้จักนักมวยรูปร่างเล็ก แต่มีจิตใจที่กล้าหาญ ไม่กลัวใคร เป็นมวยในสไตล์ไฟเตอร์ เดินหน้าไม่มีหยุด จนได้รับฉายาจาก แน็ต แฟลชเชอร์ บรรณาธิการนิตยสารเดอะริง ว่า “มาร์เซียโน่น้อยแห่งเอเชีย” (สมัยนั้น ร็อคกี้ มาร์เซียโน่แชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวท ชาวอเมริกันกำลังโด่งดัง)

           หลังแขวนนวม ชาติชาย และ สิรินทร ภรรยามีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายตามอัตภาพ ทั้งคู่มีลูกและหลานด้วยกันหลายคน มีฐานะมั่นคงจากหยาดเหยื่อแรงกายบนสังเวียนนักชก มีที่ดินหลายไร่และบ้านหลายหลัง ชาติชายได้ล้มป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จากโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นผลมาจากการชกมวย โดยป่วยมานานก่อนจะทรุดหนักลงตั้งแต่ปลายปี 2555

           “ชาติชาย” มีชื่อจริงว่า นริศ เชี่ยวน้อย เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2485 ที่ย่านหัวลำโพง ฐานะครอบครัวของชาติชายนับว่ายากจน หลังจบ ป.4 จากโรงเรียนวัดเครือวัลย์แล้ว ชาติชายต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน และฝึกซ้อมมวยสากลสมัครเล่น โดยขึ้นชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุได้ 14 ปี สังกัดค่ายมวย “ลูกวังเดิม” หลังวัดใหม่พิเรนทร์ บางกอกใหญ่

           จากนั้นได้ย้ายค่ายมาอยู่กับ ม.ล.สุทัศน์ สุประดิษฐ์ เจ้าของค่าย “แหลมฟ้าผ่า” จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “ชาติชาย แหลมฟ้าผ่า” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “ชาติชาย เชี่ยวน้อย” ตามนามสกุลตัวเอง

           เมื่อเก็บประสบการณ์สะสมฝีมือในเส้นทางมวยสากลอาชีะ ปี 2505 ชาติชาย ก็ได้แชมป์แรกในชีวิต ด้วยการชกชนะคะแนน ฟรีโม ฟามีโร นักมวยฟิลิปปินส์ ถึงกรุงมะนิลา โดยได้เงินรางวัลกว่า 4 แสนบาท

           เส้นทางของแชมป์โลกเริ่มสดใส กระทั่งได้ขึ้นชิงแชมเปียนโลกรุ่นฟลายเวตของ WBC กับ วอลเตอร์ แม็กโกแวน นักชกสหราชอาณาจักร สามารถเอาชนะทีเคโอไปได้ในยกที่ 9 เมื่อ 30 ธ.ค.2509 ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก

           โดยการชกครั้งนี้ “ชาติชาย” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯก่อนขึ้นชก ชิงแชมป์โลก และในวันชกจริง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน และทอดพระเนตรการชกด้วย

           ตลอดระยะเวลา 18 ปี บนถนนสายนักชก ชาติชายได้ขึ้นชกรวม 80 ครั้ง ชนะ 61 ครั้ง (น็อกเอาท์ 38 ครั้ง คะแนน 23 ครั้ง) แพ้ 19 ครั้ง (คะแนน 13 ครั้ง น็อกเอาท์ 3 ครั้ง) และเสมอ 3 ครั้ง

           ชาติชายชกครั้งแรกในกีฬามวยสากลสมัครเล่น เมื่อ 2 ต.ค.2500 และประเดิมสังเวียนอาชีพครั้งแรกที่สนามมวยลุมพินี เมื่อ 27 มี.ค.2501

           นักชกพันธุ์แกร่งอย่างชาติชาย ตั้งแต่ได้แชมป์โลก ก็ป้องกันแชมป์หลายหน เมื่อเสียแชมป์ก็ชิงแชมป์กลับมาได้อีก และเดินทางไปป้องกันแชมป์อีกหลายหน ก่อนจะแขวนนวม หลังจากชาติชายแพ้น็อค ยก 6 ให้แก่ ซูซูมุ ฮานากาต้า ที่ บุงก้ายิมโยโกฮามา จ.คันนากาวา ซึ่งจริงๆแล้ว ชาติชายถูกปลดจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ เพราะชั่งน้ำหนักไม่ผ่าน

           ที่ต้องบันทึกไว้เป็นเกียรติยศแห่งครอบครัว “เชี่ยวน้อย” คือ ชาติชาย เชี่ยวน้อย เป็นแชมป์โลกที่ได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีโอกาสชกต่อหน้าพระที่นั่ง และเป็นนักชกที่พระองค์ทรงโปรดมากที่สุด เคยมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์หลายครั้ง