ราชันฟองสบู่ “กำพล เดอะลอร์ด” บนเส้นทางธุรกิจโรงนวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310146

ราชันฟองสบู่ “กำพล เดอะลอร์ด” บนเส้นทางธุรกิจโรงนวด

คนในข่าว  :  21 ม.ค. 2561
ราชันฟองสบู่, 21ม.ค.2561, คนในข่าว,  กำพล, วิค

รู้จัก กำพล เดอะลอร์ด ในวันก่อน วิคตอเรียซีเคร็ท จะถูกเผยความลับ!

 

20 ปีที่แล้ว คนในยุทธจักรจะเรียกเขาว่า “เสี่ยโนอาร์” หรือ “กำพล โนอาร์” เพราะเป็นผู้บริหารโรงนวดยุคใหม่ชื่อโนอาร์ ทางฝั่งพระราม 9

สำหรับแวดวงพระเครื่อง ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เซียนพระก็เรียกขานเขาว่า “กำพล เดอะลอร์ด”และมาถึงนาทีนี้ คนทั้งประเทศรู้จักชื่อ “กำพล วิระเทพสุภรณ์” เป็นอย่างดี

เมื่อศาลได้อนุมัติหมายจับ กำพล วิระเทพสุภรณ์ และภรรยา-นิภา วิระเทพสุภรณ์ ในข้อหาค้ามนุษย์ อันเนื่องมาจากการบุกตรวจค้นอาบอบนวดวิคตอเรียซีเคร็ท และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้พบเด็กสาวต่างชาติอยู่ในสถานนี้ด้วย

จริงๆแล้ว ในวันนี้ “เสี่ยกำพล” เป็นประธานกลุ่มเดอะลอร์ดกรุ๊ป ที่มีอัครสถานบันเทิงครบวงจร ประกอบด้วยลองบีช, โคปาคาบานา, วิคตอเรียซีเคร็ท และเดอะลอร์ดเอ็นเทอร์เทนเม็นท์

เดอะลอร์ดฯ เป็นสถานบริการระดับห้าดาว สำหรับลูกค้าไฮเอนด์ ทั้งไทยและเทศ ไม่ต่างจากโพไซดอนของตระกูล “เสี่ยเม้ง” ที่อยู่บนถนนรัชดาฯ เหมือนกัน

กว่า 40 ปีแล้ว ชีวิต “เสี่ยกำพล” โลดแล่นอยู่ในยุทธจักรโรงนวด ตั้งแต่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จนมาถึงถนนรัชดา-พระราม 9 โดยเขาทำงานอยู่ที่อาบอบนวดอะตามิ ดาวเด่นบนถนนเพชรบุรีฯ และเป็นสถานบริการรุ่นเดียวกับวิลันดา, นิวยอร์ค, สายฝน, คริสติน่า, แนนซี่, บีวา โซเฟีย, เมรี และฮูหยิน

ยุคทองอาบอบนวด ถ.เพชรบุรีฯ “กำพล” ไม่ใช่เสี่ยใหญ่เจ้าของสถานบริการ ต่างจาก “เสี่ยศูภชัย” , “เสี่ยเกียรติ” และ “เสี่ยเม้ง” ที่ครอบครองอาบอบนวดอยู่รายละ 3-4 อ่าง

ปี 2530 บนถนนรัชดาภิเษก ได้มีธุรกิจอาบอบนวดรูปแบบใหม่ ดูทันสมัย มีคลาสเรียกว่าเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ และ“วิคทอเรีย ซีเคร็ท” เป็นต้นแบบของเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่สนองตอบกับชนชั้นกลางรุ่นใหม่

ผู้บุกเบิกอาบอบนวดยุคเอนเตอร์เทนฯ คือ Davis ที่มีกิจการอาบอบนวด 6 แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป ซึ่งเวลานั้น “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” ยังหลบอยู่ในเงามืด ไม่ยอมปรากฏกายต่อสาธารณชนเหมือนปัจจุบัน

ความสำเร็จของเดวิสกรุ๊ป จึงทำให้กลุ่มโรงนวดห้องแถวอพยพจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ข้ามคลองแสนแสบมายังถนนรัชดาภิเษกและถนนพระราม 9

เจ้าพ่อโรงนวดห้องแถวยุคแรกๆ หลายคนเลิกรา และหันไปทำธุรกิจอื่น เหลือแต่ “เสี่ยเม้ง” ที่ยังยืนยงอยู่ในเส้นทางสายนี้ บวกกับได้ซื้อที่ดินย่านถนนพระราม 9 และรัชดาฯไว้จำนวนมาก เสี่ยเม้งจึงตัดสินใจสร้างเอนเตอร์เมนท์คอมเพล็กซ์ชื่อ “โพไซดอน” โดยเปิดบริการแก่ลูกค้าระดับบน เมื่อปี 2540 (เสี่ยเม้ง เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อปลายปี 2560)

ปลายปี 2540 กลุ่มอะตามิ ก็เคลื่อนทุนมาเปิดอาบอบอวดแบบใหม่ในชื่อ “โนอาร์” ย่านพระราม 9 เพื่อบริการลูกค้าชาวไทย เนื่องจากอะตามิ(เก่า) จับตลาดลูกค้าต่างประเทศ

นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉบับวันที่ 16-22 เม.ย.2541) ทำสกู๊ปปกเรื่อง “ทุนฟองสบู่(เก่า) ยึดรัชดา-พระราม 9” ก็ได้ไปสัมภาษณ์ “กำพล วิระเทพสุภรณ์” ในฐานะผู้บริหารโนอาร์ ซึ่งตอนนั้น มีการซื้อสื่อโฆษณาอาบอบนวดครึกโครม

ดูเหมือนว่า อาบอบนวด พ.ศ.โน้นจะโตสวนกระแสเศรษฐกิจตกต่ำหรือเศรษฐกิจฟองสบู่แตก อันเป็นผลมาจากการลอยตัวค่าเงินบาท และภาพจริงมันเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจคาดไม่ถึง เพราะมีการลงทุนก่อสร้างมาแต่ช่วงเศรษฐกิจบูม

“ฝั่งเพชรบุรีตัดใหม่ที่เคยรุ่งเรือง ก็มอดดับไปเยอะ หากจะอัพเกรด ต้องไปฝั่งรัชดาฯ ซึ่งย่านนั้นจะเป็นแขกอีกระดับหนึ่ง” นี่คือเหตุผลที่ “กำพล” แจงกรณีกลุ่มอะตามิ ข้ามคลองแสนแสบมาเปิดอาบอบนวดฝั่งพระราม 9

“อาบอบนวดแห่งหนึ่ง กำไรต่อเดือน 10 กว่าล้าน…ธุรกิจนี้มีเงินก็ใช่ว่าจะทำสุ่มสี่สุ่มห้าลงทุน หากจะร่ำรวยจากกิจการนี้จริงๆ ต้องมีมือทำงาน” เป็นคำบอกเล่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และคำว่า “มือทำงาน” นั้น หมายถึงคนเชียร์แขก และคนจัดหาสาวงาม

เคล็ดลับการทำอาบอบนวดให้เจริญรุ่งเรือง กำพลบอกว่า “หัวใจของการทำธุรกิจนี้อยู่ที่วันเปิด อาบอบนวดไม่ว่าที่ไหนเปิดตัวใหม่ คนจะพากันมาดูเยอะ ว่าสถานที่ดีมั้ย แต่จุดขายที่ดีที่สุดคือ พนักงานหมอนวด หลังจากนั้น กลุ่มลูกค้าที่เคยเที่ยวที่ไหน เขาก็เที่ยวที่นั่นประจำ”

การคัดสรรพนักงานหมอนวดเป็นเรื่องที่ต้องใช้มืออาชีพบริหารจัดการ แต่เมื่อ “กำพล” เป็นเจ้าอาณาจักรเดอะลอร์ด กลับไม่สามารถควบคุมดูแลให้ทั่วถึง จึงต้องมาเจอวิกฤตของชีวิตด้วยการนำเด็กสาวต่างด้าวมาเป็นพนักงานหมอนวด

อุบัติเหตุบาร์เบียร์ ทำให้ชูวิทย์ ต้องออกมาจากเงามืด และกลายเป็น “เซเลบ” ที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ วันที่ชูวิทย์ต้องไปเล่นการเมือง เขาตัดสินใจขายกิจการอาบอบนวดทั้งหมด เพื่อลบล้างภาพลักษณ์ “เจ้าพ่ออ่าง”

ปี 2547 มีข่าวกอสสิปใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน ว่า ชูวิทย์ ขายอาบอบนวด 3 แห่งคือ ฮอนโนลูลู, โคปาคาบานา และบาร์บาร่า ราคา 380 ล้านบาท โดยผู้ซื้ออย่างเป็นทางการชื่อ กำพล วิระเทพสุภรณ์ หรือเสี่ยโนอาร์ (บ้างก็ว่าราคา 700 ล้านบาท)

เวลานั้น มีการเปิดเผยตัวละครนักการเมืองคนหนึ่งชื่อ สุชาติ ตันเจริญ ที่เกี่ยวโยงกับกำพล ในฐานะคนแปดริ้วบ้านเดียวกัน และกำพลเคยเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้สุชาติ (นัยว่าอาชีพดั้งเดิมของกำพล เป็นทนายความ)

          เมื่ออาณาจักรเดวิสกรู๊ปปิดฉาก ก็ถึงยุคทองของ “เดอะลอร์ด กรุ๊ป” ภายใต้การนำของเสี่ยกำพล และเขายังแตกไลน์ธุรกิจไปสู่อสังหาริมทรัพย์ และการเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น

อีกฉากชีวิตหนึ่งของกำพลคือ “นักสะสมมือหนัก” ของวงการพระเครื่องประเทศไทย และเป็น 1 ใน 10 สุดยอดนักสะสมพันล้าน!!

ฉะนั้น หากส่องไปตามคอลัมน์สนามพระของหนังสือพิมพ์รายวัน และนิตยสารเกี่ยวกับพระเครื่อง ก็จะเห็นชื่อ “กำพล โนอาร์” หรือ “กำพล เดอะลอร์ด” พร้อมคำบรรยายสรรพคุณ “เจ้าสัวผู้มากด้วยบารมีดี ทั้งเงินทั้งน้ำใจ ไม่มีใครเกินท่านนี้”

การเป็นนักสะสมมือหนัก ทำให้กำพลได้รู้จักมักคุ้นกับ “ข้าราชการระดับสูง” ทั้งทหาร ตำรวจ และมหาดไทย ไม่ว่างานการกุศลของหน่วยราชการไหน ก็มักจะมีชื่อกำพล ในฐานะผู้บริจาครายใหญ่

นอกจากนี้ กำพลยังเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มากกว่า 10 บริษัท อาทิบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AQUA ,บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO, บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG, บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK ฯลฯ

บริษัทมหาชนเหล่านี้ ก็มีนักธุรกิจชื่อดัง ,อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และนักการเมืองถือหุ้นอยู่ ซึ่งเป็นวิถีปกติของนักลงทุน

ทางชีวิตธุรกิจอาบอบนวดของกำพลนั้นต่างจากชูวิทย์ ตรงที่ฝ่ายหลังชิงล้างมือในอ่างทองคำโดยอุบัติเหตุ กำพลเองก็เตรียมตัวจะปลดพ้นธุรกิจสีเทาๆ และผันตัวเองไปจับธุรกิจบันเทิงระดับบน แต่ไม่ทันได้พลิกเกมก็เจอแจ็คพ็อต

          ด้านหนึ่ง สถานการณ์การเมืองพิเศษอันเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ก็เป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กำพล ต้องกลายเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานอำนาจ!!

อำลาอาลัย “ต้อม ขายหัวเราะ” ชื่อของเขาคือ “สุพล เมนาคม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310122

อำลาอาลัย “ต้อม ขายหัวเราะ” ชื่อของเขาคือ “สุพล เมนาคม”

คนในข่าว  :  21 ม.ค. 2561
ขายหัวเราะ

เมื่อเวลาของพี่ต้อม บนโลกจริงได้หมดลงแล้ว เราขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว มา ณที่นี้

 

คนที่ได้ทำตามฝัน เป็นคนที่โชคดีที่สุด!

เหมือนกับ สุพล เมนาคม หรือที่เราเรียกกันว่า “ต้อม”กับชีวิตที่โลดแล่นอยู่กับลายเส้นตัวการ์ตูน ความใฝ่ฝันของวัยเด็ก เขาได้ทำมันจนช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เชื่อว่าเขาจะจากไปอย่างไม่ต้องห่วงอะไรอีก

สำหรับแฟนการ์ตูนของเขา อาจรู้สึกใจหาย ห่วงหาอาลัย แต่ลึกๆ ในใจ ต่างขอให้พี่ต้อมไปสู่สุคติ ไปสร้างเสียงหัวเราะให้กับแดนสวรรค์

สุพล เมนาคม เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กรุงเทพมหานคร

และแน่นอนที่เขาความชอบในตัวการ์ตูน และชอบอ่านหนังสือการ์ตูนมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะ “เบบี้” และ “หนูจ๋า” มาก รวมไปถึงบรรดาตัวการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

 

อำลาอาลัย "ต้อม ขายหัวเราะ" ชื่อของเขาคือ "สุพล เมนาคม"

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ขายหัวเราะ

 

แต่สุพลมีความพิเศษมากกว่านั้น คือ เขายังรักในการลงเส้นสายด้วยตัวเองอย่างเป็นชีวิตจิตใจด้วย เพราะต่อมาเมื่อเขาโตขึ้น หลังจากที่ติดตามอ่านหนังสือการ์ตูนทั้งขายหัวเราะและมหาสนุกเป็นประจำ ทำให้เขาเกิดความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนให้ได้

กระทั่งช่วงปี พ.ศ. 2522 ขณะที่สุพลทำงานฝ่ายศิลป์ให้กับบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เขาได้ส่งผลงานมาเสนอสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น 4 แผ่น โดยเป็นการ์ตูนแก๊กแบบ 2 ช่อง และได้รับการพิจารณา สุพลจึงเริ่มเขียนการ์ตูนให้แก่บรรลือสาส์นอย่างจริงจังนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

อำลาอาลัย "ต้อม ขายหัวเราะ" ชื่อของเขาคือ "สุพล เมนาคม"

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ขายหัวเราะ

ผลงานของสุพลส่วนมากเป็นการ์ตูนแก๊กที่มีตัวการ์ตูนเด่นๆ เป็นตัวเดินเรื่อง เช่น ไก่ย่างวัลลภ แมวตุ้มเม้ง ลูกหมาเจ้านุ่น คุณหมอวิทวัส แก๊งจอมป่วน เป็นต้น ซึ่งผลงานเหล่านี้มีการตีพิมพ์ในนิตยสารขายหัวเราะ มหาสนุก หนูจ๋า เบบี้ นอกจากนี้ยังมีผลงานวาดภาพปกนิตยสารมหาสนุกอย่างสม่ำเสมอ

แต่ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดของสุพล คือ “ไก่ย่างวัลลภ” ดังนั้น ต่อมาทางบรรลือสาส์นได้มอบหมายให้วิรัตน์ ยืนยงพัฒนากิจ เป็นผู้พัฒนาตัวละครใหม่เพื่อทำเป็นแอนิเมชันเรื่อง “วิลลี่ เดอะ ชิกเก้น”

จากนั้น นำตัวละครวิลลี่ ซึ่งพัฒนามาจากไก่ย่างวัลลภ มาเขียนเป็นการ์ตูนเรื่องสั้นชื่อ “วิลลี่ เดอะชิกเก้น ฮีโร่พันธุ์กะต๊าก” ตีพิมพ์ในนิตยสารมหาสนุกเมื่อปี พ.ศ. 2551 อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับแอนิเมชันชุดดังกล่าวออกมาในเวลานี้

 

อำลาอาลัย "ต้อม ขายหัวเราะ" ชื่อของเขาคือ "สุพล เมนาคม"

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ขายหัวเราะ

นอกจากนี้ ใครที่ติดตามขายหัวเราะ ยังติดใจกับ ตัวการ์ตูน ‘บอกอวิติ๊ด’ ซึ่งพี่ต้อมของเรานี่เองที่เป็นเจ้าของไอเดีย และลายเส้นที่นำมาเล่น โดยเฉพาะบุคลิกของ บ.ก.ที่มีเรื่องให้เล่นเยอะ แถมยังมีลูกแฝด นักเขียนก็เลยเล่นกันมาเรื่อยๆ (https://thematter.co/rave/face-43/6410)

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาของพี่ต้อม บนโลกจริงได้หมดลงแล้ว เราขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว มา ณที่นี้

 

อำลาอาลัย "ต้อม ขายหัวเราะ" ชื่อของเขาคือ "สุพล เมนาคม"

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ขายหัวเราะ

 

อนึ่งทางเฟซบุคแฟนเพจ ขายหัวเราะ ได้แจ้งข่าวในช่วงบ่ายของวันนี้ หรือ 21 มกราคม 2561 ว่า

แจ้งข่าวถึงแฟนการ์ตูนทุกท่าน เช้าวันนี้ (21 ม.ค.61) “พี่ต้อม” ได้จากพวกเราไปอย่างสงบด้วยโรคประจำตัว ทีมงานทุกคนขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวพี่ต้อมด้วยครับ

ส่วนรายละเอียดของพิธีการต่างๆ ทางเราจะแจ้งให้ทราบในลำดับถัดไปครับ

///////////////////////////////////

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วิกิพีเดีย

เวบไซต์ Thematter.com

และภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ ขายหัวเราะ

วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/309109

วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

คนในข่าว  :  12 ม.ค. 2561
บ้านหมากแข้ง

คนไทยจักได้น้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้า สมความเป็นทหาร และยังสมกับที่คนไทยโชคดีที่มีองค์ราชันย์เป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

          ข่าวที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จะมีการซ่อมทางลาดยาง สายบ้านกกกะบาก หมู่ 10 ต.โป่ง ถึงบ้านหมากแข้ง หมู่ 4 อ.ด่านซ้าย จ.เลย หลายคนรู้ดีว่า เรื่องนี้มีความหมายมากกว่านั้น

          เพราะนี่คือเส้นทางที่ไปยังพื้นที่ “อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง” ซึ่งมีเรื่องราวและความเป็นมาที่สำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ !!

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคด่านซ้ายไทเลย

          นับย้อนไปในช่วงปี 2511 ที่บ้านเมืองไทยมีการสู้รบกับ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” หลายพื้นที่เต็มไปกลิ่นอายแห่งสงครามนานหลายปี โดยเฉพาะรอยต่อครอบคลุม อ.หล่มสัก และ หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์, อ.ด่านซ้าย และ นาแห้ว จ.เลย รวมถึง อ.นครไทย และชาติตระการ จ.พิษณุโลก

          กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2511 ที่เรียกกันว่า “วันเสียงปืนแตก” ที่บ้านห้วยทรายใต้ อ.นครไทย ตั้งแต่บัดนั้นมา ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้ปฏิบัติการอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งซุ่มยิง โจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และลอบยิงราษฎรได้รับบาดเจ็บล้มตายอยู่ตลอดเวลา

          และที่ “บ้านหมากแข้ง” ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย นับว่าเป็นหมู่บ้านที่เต็มไปด้วย ผกค. แห่งหนึ่ง !

          จนกระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงมีรับสั่งให้ ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร(พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงไปบัญชาการรบเองด้วยพระองค์เอง

          โดยข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ทหาร กองทัพภาคที่ 3 เล่าย้อนรอยถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า

          พระองค์ได้เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปฐานปฏิบัติการบ้านห้วยมุ่น ที่นี่ พระองค์มีรับสั่งกับ พล.ท.สมศักดิ์ ปัญจมานนท์ แม่ทัพภาคที่ 3 (ในขณะนั้น) ด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นว่า…

          “จะต้องไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้”

          และแม้ว่า แม่ทัพภาคที่ 3 จะกราบบังคมทูลทัดทาน เนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้นไม่น่าไว้วางใจ แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า…

          “ชักช้าไม่ได้ ต้องไปแก้ไขให้ได้ในวันนี้ และเดี๋ยวนี้”

          จากนั้นเวลา 15.30 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง มีรับสั่งให้นักบินนำเครื่องมุ่งตรงไปยังฐานบ้านหมากแข้งทันที

          แต่ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังจะร่อนลง ยังไม่ทันที่สกี (ฐานเฮลิคอปเตอร์) จะแตะพื้น (บางแหล่งระบุว่า ฝ่ายผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงมาอย่างไม่ขาดสายจน ฮ.ไม่สามารถลงจอดได้)

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

          วินาทีนั้นเอง พระองค์ทรงกระโดดลงมาทันทีจากความสูงประมาณ 12 เมตร แล้ววิ่ง “ฝ่ากระสุน” ที่ปลิวว่อนไปมาอย่างกล้าหาญ

          เมื่อทรงถึงที่มั่น พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาการรบทันที โดยรับสั่งให้ทหารตามเสด็จ แยกย้ายกันนำทหารยิงโต้ตอบผู้ก่อการร้าย

          และยังมีคำสั่งให้ปืนใหญ่จาก “ฐานบ้านห้วยมุ่น” ยิงถล่มผู้ก่อการร้ายอีกด้วย

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

          กระทั่งเวลา 16.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงทรงบัญชาการให้ชุดปฏิบัติการออก “ลาดตระเวน” พิสูจน์ทราบ โดยทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดด้วยพระองค์เอง ทั้งๆ ที่แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กราบบังคมทูลทัดทาน ด้วยเกรงว่าจะทรงเป็นอันตราย แต่พระองค์มีรับสั่งว่า…

          “ฉันต้องไปเพราะว่าเป็นหน้าที่ของทหาร”

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

          ความมี “น้ำพระราชหฤทัยเด็ดเดี่ยว” ที่ทรงนำหน้าทหารบุกตะลุยไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตราย ท่ามกลางเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แต่พระองค์ไม่ได้ทรงหวั่นเกรงแต่ประการใด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ในที่สุด ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ต้องล่าถอยไปก็เป็นได้

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

          ในที่สุด เมื่อทรงฝ่าดงระเบิดและกระสุนไปถึงหมู่บ้านหมากแข้ง ทรงไม่รอช้าเร่งเข้าฟื้นฟูขวัญกำลังใจแก่ราษฎรทันที พร้อมกับทรงขอให้ราษฎรทุกคนเชื่อมั่นว่า “ทหารจะคุ้มครองความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่”

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

          หลังจากนั้นได้เสด็จฯ ไปยังบริเวณที่เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก ทรงตรวจสภาพเฮลิคอปเตอร์อยู่เป็นเวลานาน

          และต่อมาได้เสด็จฯ ไป “โรงเรียนบ้านหมากแข้ง” ที่เคยถูกผู้ก่อการร้ายปิดล้อมและยึดไว้ และฝ่ายรัฐยึดกลับคืนมาได้ เพื่อพระราชทานกำลังใจแก่ครูและนักเรียน

          ตลอดวันนั้นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างมิทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และยังได้พระราชทานคำแนะนำยุทธวิธีด้านต่างๆ ทั้งการลาดตระเวน พิสูจน์ทราบ วางกับระเบิด พลุสะดุด สัญญาณเตือนภัยต่างๆ ยุทธวิธีปฏิบัติการในพื้นที่ป่าเขา รวมทั้งได้ทรงกระทำเป็นตัวอย่าง

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคด่านซ้ายไทเลย

          คืนนั้นพระองค์ได้ “ประทับแรม” ที่ฐานปฏิบัติการ โดยเข้าที่บรรทมเวลา 24.00 น. ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น พระองค์บรรทมในหลุมบุคคล ซึ่งมีความลึกประมาณ 2 ฟุต หลังคามุงด้วยหญ้าคา

          และทรงมีแค่ “ผ้าปันโจ” ปูพื้น (ผ้าปูสำหรับการเดินป่า) และใช้เป้ทหารหนุนพระเศียร บรรทมในชุดเครื่องแบบสนามที่ทรงนำไปชุดเดียว โดยไม่มีเสื้อแจ๊กเกตฟิลด์ไว้ใส่กันหนาว หรือผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

          จนรุ่งเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2519 พระองค์เสด็จฯ ตรวจการวางกำลัง และทรงควบคุมการกู้กับระเบิดรอบฐาน และมีรับสั่งให้จัดกำลังออกพิสูจน์ทราบเส้นทาง และพื้นที่เนินเขาบริเวณหมู่บ้านอีกครั้ง

          จนเมื่อพระราชทานวิธีรักษาการป้องกันฐานปฏิบัติการ และการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ราษฎรแล้ว จึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และเสด็จพระราชดำเนินกลับ

          กระทั่งได้เสด็จพระราชดำเนินมาอีกครั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2519 เพื่อตรวจผลการซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎร สร้างความปีติยินดีแก่ราษฎรเป็นอย่างยิ่ง

          และราวกับปาฏิหาริย์บังเกิด การสู้รบอันยาวนานก็สิ้นสุดลงหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศยอมแพ้ สงครามจึงสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2525

          จากวีรกรรมอันหาญกล้าครั้งนั้นของพระองค์ จึงเป็นที่มาของการจัดสร้าง “อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง” เพื่อจดจารึกถึงความกล้าหาญของ ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในขณะนั้น

….

          อนึ่ง สำหรับเส้นทางสายบ้านกกกะบาก หมู่ 10 ต.โป่ง ที่จะดำเนินการซ่อมสร้างไปจนถึงบ้านหมากแข้ง นั้น มีระยะทางตลอดทั้งสาย 11.675 กิโลเมตร

          ก่อนหน้านี้มีการปรับปรุงจากทางลูกรังเป็นทางลาดยางแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป การชำรุดเสียหายย่อมเกิดขึ้น

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคด่านซ้ายไทเลย

          ดังนั้น หลังจากนี้เมื่อโครงการซ่อมทางลาดยางเส้นนี้แล้วเสร็จ คนไทยที่รับรู้เรื่องราวข้างต้น คงได้เดินทางไปสัมผัสกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์กันมากขึ้นกว่าเดิม

          เพราะที่บ้านหมากแข้งนั้น ทางการได้พยายามรักษาสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินไป ให้เหมือนเมื่อในอดีตให้มากที่สุด เช่นซุ้มที่ประทับเสวยพระกระยาหารร่วมกับนายทหาร กระท่อมที่บรรทม แม้กระทั่งซากเครื่องบินตกจริงๆ ไปจนถึงร่องรอยกระสุนที่ฝังอยู่ในเนื้อไม้ ก็อาจมีให้ชมอีกด้วย !

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคด่านซ้ายไทเลย

          และที่นี่ยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ มีพระสาทิสลักษณ์ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะทรงบัญชาการรบที่นี่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพหาชมได้ยากยิ่ง

 วีรกรรมพระราชา อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง!

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคด่านซ้ายไทเลย

          แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ คนไทยจักได้น้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้า สมความเป็นทหาร และยังสมกับที่คนไทยโชคดีที่มีองค์ราชันเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ในวันนี้

 /////////////////////

ขอขอบคุณภาพจาก

เฟซบุคด่านซ้ายไทเลย

และ www.chaoprayanews.com

“ตูน” บุคคลแห่งปี ทำไมจะไม่ใช่เขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/308013

“ตูน” บุคคลแห่งปี ทำไมจะไม่ใช่เขา

คนในข่าว  :  3 ม.ค. 2561
ตูนบุคคลแห่งปี, ่ ่ ตูน บอดี้แสลม, ตูน

“ความเชื่อ” ของตูน ได้ทำให้เขากล้าที่จะริเริ่มคิด และกล้าที่จะไม่หยุดทำ!

          ในที่สุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา “ตูน” และ “ทีมก้าวคนละก้าว” สามารถวิ่งไปถึงจุดหมายปลายทาง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ตามกำหนดทุกอย่าง!

และสำหรับ “ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย” ในวินาทีที่เขาได้ก้าวเท้าลงไปบนจุดที่เป็นสัญลักษณ์ว่าคือ “เส้นชัย” แม้ว่าสีหน้าของเขาในช่วงเวลานั้น จะราบเรียบ แต่ในแววตาล้วนเต็มไปด้วยประกายแห่งความสุข!

ย้อนกลับไปในวันที่ตูนคิดทำโครงการนี้ หลังจากที่เขาสร้างประวัติศาสตร์พิชิตระยะทาง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพสู่บางสะพาน ภายในระยะเวลา 10 วัน เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

แต่ตูนเหมือนจะรู้ว่า “ลิมิต” ของตัวเองไม่ได้มีแค่นั้น เขาจึงท้าทายมันด้วยการ “ไปต่อ”

โดยประกาศระดมทุน 700 ล้านบาท ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” วิ่งจากใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กม.พร้อมลั่นจะใช้เวลา 55 วัน!!

จุดสตาร์ทวันแรก “ก้าวแรก” ตรงกับวันพุธที่ 1 พ.ย. 2560 เวลา 06.00 น. ที่ “ป้ายใต้สุดแดนสยาม” ปากอุโมงค์เบตง มงคลฤทธิ์ อ.เบตง จ.ยะลา ท่ามกลางกองทัพนักข่าวและประชาชนที่มาลุ้น มาเชียร์การวิ่งของตูนอย่างคับคั่ง และตลอดระยะทางทั้งสองพันกว่ากิโล มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หยาดเหงื่อ แรงกดดัน และ คราบน้ำตา ราวกับว่าเป็นการเดินทาง “ทั้งชีวิต” ของคนๆ หนึ่ง! ที่ Zip ไว้เพียง 55 วัน!

และที่สุด…จาก 2,000 กิโลเมตร เหลือ 20 เมตรสุดท้ายที่เวลา 18.13 น. ของวันนั้นเอง ตูนและทีมงานวิ่งไปจนถึงที่หมายปลายทางหน้าด่านพรมแดนไทยเมียนมา อ.แม่สาย ซึ่งมีการจัดเตรียมเวทีรออยู่ ท่ามกลางการรอต้อนรับของประชาชนที่ต้องเรียกว่า “มหาศาล!!”

โดยยอดเงินบริจาค ยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดระยะ ทั้งการบริจาคของผู้ใจบุญทั้งหลาย ที่ทยอยขึ้นมารับมอบกันบนเวที และจากช่องทางการบริจาคอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้

จนกระทั่งเพจก้าว ได้รายงานตัวเลขช่วงเย็นวันนั้น ระบุยอดเงินบริจาคอยู่ที่ 1,101,253,637.60 บาท รวมระยะทาง 2,198.82 กิโลเมตร จำนวน 55 วัน รวมเวลา 383.39.01 ชั่วโมง!

วันนั้น ตูนกล่าวบนเวทีว่า “รู้สึกตื้นตันใจ และขอขอบคุณทุกคนที่ให้การช่วยเหลือเป็นข้าวและน้ำมาตลอดรายทางตั้งแต่ภาคใต้ถึงภาคเหนือ หากว่าพี่น้องชาวไทยไม่ช่วยเราคงไม่สามารถทำได้สำเร็จแน่นอน”

พร้อมบอกว่า หากว่ายังมีแรงอยู่ ก็จะหาวิธีช่วยเหลือโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป และจะทำอัลบั้มใหม่เพราะวงบอดี้สแลมยังไม่ได้ทำมา 4 ปีแล้ว!

นับเป็นความสำเร็จเกินกว่าคำว่าสำเร็จ!! ที่ต้องขอยกให้ตูน เป็นบุคคลแห่งปีในปี 2560 นี้

และทำไม่จะไม่เป็น “ตูน” ล่ะ

เพราะหากดูจากเนือ้เพลงของวงบอดี้สแลมที่ว่า

     “ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป”

ก็น่าคิดตามที่มีคนเคยกล่าวว่า หากจะดูคน ให้ดูเพลงที่เขาฟัง หากจะรู้จักศิลปิน ให้ดูเพลงที่เขาเล่น

สำหรับ “ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย” ศิลปินแห่งวงบอดี้สแลม ได้ถ่ายทอดตัวเองออกมาเหมือนกับบทเพลง “ความเชื่อ” ของเขาข้างต้น

ดังนั้น ในขณะที่หลายค่าย หลายโพลล์ ยกตูนเป็น “บุคคลแห่งปี” หรือแม้แต่พระดัง อย่าง ว.วชิรเมธี ก็ยกให้เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีนี้!

สำหรับ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ก็คงต้องขอยกย่อง “ตูน” ให้เป็น “บุคคลแห่งปี 2560” ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย และสามารถตอบได้เลยว่า…ทำไมจะไม่ใช่ตูน?

แต่หากจะเอาเหตุผลให้ชื่นใจ เห็นกันเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ต้องบอกว่า เพราะสิ่งที่ตูน “ทำ” หรือสิ่งที่ตูน “เป็น” ล้วนมาจาก “ความเชื่อ” ของคนชื่ออาทิวราห์คนนี้

“ความเชื่อ” ของตูน ได้ทำให้เขากล้าที่จะริเริ่มคิด และกล้าที่จะไม่หยุดทำ!

เพราะหากตูนไม่เชื่อว่าตัวเองทำความฝันให้เป็นจริงได้ และหยุด! ตัวเองจากการเล่นดนตรี การร้องเพลง กลับไปทำงานในเส้นทางเดิม วันนี้คนไทยจะไม่ได้เห็น “ตูน บอดี้แลม” ในฐานะรอกเกอร์ผู้มากความสามารถ

หากตูนไม่เชื่อว่า ความสำเร็จในเส้นทางดนตรี ยังสามารถนำไปต่อยอดส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ได้ แล้วหยุดตัวเองไว้ที่คำว่า “คนเก่ง คนดัง” เราก็จะไม่ได้เห็นโครงการก้าวคนละก้าวฯ ที่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวิธีการระดมทุนแบบที่ตัวศิลปินลงมาคลุกเอง ลุยเอง ซึ่งน่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทยต่อไปในวันข้างหน้า

และหากตูนไม่เชื่อในความตั้งใจของตนเอง แล้วหยุด! ให้กับคำทักท้วง และแรงกดดัน วันนี้เราจะไม่ได้เห็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นกับคนไทยตลอดช่วงเวลา 55 วัน เมื่อทุกคนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อส่งกำลังใจไปถึงเขา

สุดท้ายหากตูนไม่เชื่อในพลังของตนเอง แล้วหยุด! เมื่อต้องเจอกับความเจ็บปวดภายของร่างกาย วันนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นว่า เรื่องบางเรื่องที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์ และเป็นไปได้ยากยิ่ง แต่วันนี้มันเป็นไปแล้ว! กับก้าวแรกจากเบตง ลงก้าวสุดท้ายที่แม่สาย ภายใน 55 วัน!

ซึ่งกับคำถามที่ว่า พี่ตูนทำเวลาได้ตรงตามกำหนดได้ยังไง คำตอบคือตูนเองที่เป็นตัวการสำคัญ ในการวางแผน “ทดเวลา” การวิ่ง ด้วยวิธีง่ายๆ คือ แค่ต้องตื่นให้เช้าขึ้น!

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งเดียวที่หยุดตูนได้ คือ รอยยิ้มของคนไทยในสองข้างทางที่ส่งมา เวทีของเด็กน้อยที่ตั้งคอยท่า ที่ดูเหมือนตูนจะมีความเชื่ออย่างสุดขั้วหัวใจว่า พวกเขาคือขุมพลังงานสำรองที่จะผลักดันให้ตนเองทำได้สำเร็จ ดังนั้นเมื่อ่ไหร่ที่ตูนผ่าน ก็จะต้องแวะ หยุดทักทาย และร่วมเล่นร่วมร้องอย่างไม่มีคำว่าเหน็ดเหนื่อย!

ที่สำคัญคือ ตูนยังได้ปลูกสร้างให้หัวใจคนไทยมี “ความเชื่อ” ในความฝันและพลังของตนเองเช่นเดียวกัน

และสิ่งนี้เอง ที่ยิ่งทำให้เราไม่ลังเล…ที่จะยกให้ตูนเป็นบุคคลแห่งปี 2560 นี้!

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน “คู่สร้างคู่สม” รู้เแล้ว…ต้องอึ้ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305728

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน “คู่สร้างคู่สม” รู้เแล้ว…ต้องอึ้ง!

คนในข่าว  :  14 ธ.ค. 2560
ดำรง พุฒตาล, คู่สร้างคู่สม

 แต่แม้ว่าในวันนี้ต้องลากันในวันที่่อายุครบ 38 แต่ยังมีเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ ที่ ‘ดำรง’ บอกเล่ามา ชนิดฟังแล้วต้องอึ้ง และทึ่ง!!

         สุดจะเชื่อ! เพราะ 6 ปีก่อน เจ้าของนิตยสาร “คู่สร้าง คู่สม” อย่าง “ดำรง พุฒตาล” เพิ่งให้สัมภาษณ์นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ถึงความรุ่งโรจน์ของหนังสือที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมืออยู่เลย!

         รุ่งโรจน์ขนาดไหน ตอนนั้น “คู่สร้าง คู่สม” เดินมาถึงขวบปีที่ 32 คงตำนานหนังสือ “ระดับชาวบ้านเรื่องราวระดับสากล” ที่อยู่คู่คนไทยมานานมาก

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

         แต่แม้ว่าในวันนี้ต้องลากันในวันที่่อายุครบ 37 แต่ยังมีเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ ที่ ‘ดำรง’ บอกเล่ามา ชนิดฟังแล้วต้องอึ้ง และทึ่ง!!

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

ฉบับล่าสุดก่อนฉบับปิดตัว

         เพราะเนื้อหาที่เราอ่านอย่างสนุกสนาน วางไม่ลง นับแต่ฉบับแรก 1 มกราคม 2523 มาจนถึงปัจจุบัน แต่ละหน้านั้นล้วนคัดสรรมาอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ!

         ทั้งสนุกและมีสีสัน!! ฮอตจนแม้ “รายการคู่สร้างคู่สม” ต้นกำเนิดของนิตยสาร จะลาจอทีวีลาไป แต่หนังสือก็ยังอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง!

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

         ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ส่งมาจากต่างแดน ก็ล้วนแปลกใหม่ หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน เช่น เรื่องราวของฤดูหนาวที่สแกนดิเนเวีย ที่หนาวมากจนต้องเอาไวน์มาต้มก่อนดื่ม

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

         ตรงนี้มีเทคนิคยังไง ดำรงเล่าหมดเปลือกเลยว่า เพราะเขามีแหล่งข่าวชั้นดีเป็นคนไทยในต่างแดนทั่วโลก!

         พูดง่ายๆ ว่า ขณะที่คนทำนิตยสารฉบับอื่น ต้องคิดหาประเด็น หรือหาบุคคลที่น่าสนใจมาสัมภาษณ์ กลายเป็นว่าแหล่งข่าวกลับวิ่งเข้าหา หรือเขียนเรื่องมาเล่าให้ฟัง

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

          แต่ของคู่สร้างคู่สม มากันเพียบทั้ง ไกด์ทัวร์, บริษัทเดินทาง, สายการบิน, องค์การท่องเที่ยว หรือ แม้แต่กระทรวงต่างประเทศของเรานี่แหละ!!

         ทั้งหมดนี้ก็มีสายสัมพันธ์กันมาเพราะดำรงชื่นชอบการเดินทาง กับทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท ท่องเที่ยวออสก้า โนว่า ทัวร์ ทีมงานคู่สร้างคู่สมจึงเดินทางต่างประเทศบ่อย!

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

         บวกกับข้อมูลจากบรรดาแหล่งข่าวที่ว่าไว้ข้างต้น ทั้งหนังสือพิมพ์ หนังสือข้อมูลต่างๆ ที่มีเรื่องราวดีๆ แปลกๆ ใหม่ๆ ก็จะหอบหิ้วมาฝาก

         จนทำให้มีข้อมูลเยอะแยะมากมาย คัดลงหนังสือกันไม่หวาดไม่ไหว! แต่เคล็ดลับ คือ จะเลือกเรื่องในกระแสขณะนั้นก่อน!

         “ถ้าต้องการแค่เอาเรื่องลง ง่ายนิดเดียว เพราะมีต้นฉบับเยอะมาก แต่ต้องเลือกอีกว่าตอนนี้เหมาะไหม ไทม์มิงสำคัญที่สุด ต้นฉบับที่มีอยู่บางทีเก็บค้างไว้เป็นปี พอลงถูกจังหวะ โอ้โฮ มีค่ามาก”

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

         ถึงตรงนี้ ใครจะเชื่อว่า “คู่สร้าง คู่สม” ที่เราเห็นมีกับเกือบทุกครัวเรือน และร้านเสริมสวย ถือว่ามีประโยชน์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ!

         “กระทรวง (ต่างประเทศ) เห็นว่าหนังสือเราได้สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนไทยกับประเทศไทย รัฐบาลไทย พอกระทรวงจะทำเรื่องอะไร เช่น สร้างความเข้าใจเรื่องนักเรียนไทยในต่างแดนก็จะเชิญเราเป็นเจ้าแรก”

         ที่สำคัญ รู้หรือไม่ว่า อดีตรมต.กษิต ภิรมย์ สมัยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว เคยยื่นความจำนงขอเขียนลงคู่สร้างคู่สม!!เสียดายที่เขียนได้ตอนเดียวก็ย้ายไปเป็นทูตที่สหรัฐอเมริกา

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

          ครั้งนั้น ดำรงกล่าวอย่างแววตาเป็นประกายในความเอ็กซ์คลูซีพของหนังสือเขาว่า

         “ชุดวิวาห์ เคท-เจ้าชายวิลเลียม หนังสือเล่มไหนบอกชุดแต่งงานของเจ้าหญิงไดอานาราคาเท่าไรก็พูดกันไป แต่คู่สร้างคู่สมมีใบอินวอยซ์ที่ส่งไปเก็บเงินสำนักพระราชวัง”

         เนื้อหาด้านในรู้แล้วว่ามายังไง แต่เรื่อง “ชื่อ” และ “ภาพปก” อันเป็นเอกลักษณ์ไม่เคยเปลี่ยนไปของ “คู่สร้างคู่สม” หลายคนอาจอยากรู้ที่มา เพราะบางคนยังเม้าท์ว่าสุดเชย!!

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

         ปรากฏว่า วันนั้นดำรงตอบมาว่า “ก็ผมชอบแบบนี้!!”

         “จะให้เปลี่ยนชื่อนิตยสาร เรื่องอะไรผมจะเปลี่ยน เพราะชื่อนี้มูลค่ามหาศาล แล้วเราก็ไม่เดือดร้อน คนมองว่าเชย อย่าอ่านแล้วกัน!!”

         “หน้าปกไม่สวยยังไง เพราะคนหล่อคนสวย ดาราหนังทั้งนั้น เพียงแต่ว่าไม่ได้แต่งตัวโป๊ๆ หรือนุ่งกระโปรงสั้นมาก เราขอภาพสวยงาม มองกล้องยิ้มแย้มแจ่มใสกับผู้อ่าน ถ้าลักษณะความสุภาพอย่างนี้ดูเชย ผมก็มีความสุขกับปกอย่างนี้”

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

       นอกจากนี้ใครจะรู้บ้างว่า สัดส่วนผู้อ่านต่างประเทศมีถึง 15%! ซึ่งดำรงเล่าว่าคู่สร้างคู่สมพิมพ์ครั้งละ 40,000 ฉบับ นิตยสารของเขาก็จะขนไปกับผักทางเครื่องบิน

         เพราะต้องการความรวดเร็วชนิดต้องสดเหมือนผัก เมื่อถึงมือผู้อ่านไทยในต่างแดน!!

         “คนขายของที่ชิคาโกเจอผมที่กรุงเทพฯ บอกว่า ถ้าคู่สร้างคู่สมวางแผงที่กรุงเทพฯ นับไปอีก 18 ชั่วโมง ที่ชิคาโกมีวางขาย”

         ส่วนถามว่าคอลัมน์ที่คนนิยมคืออันไหน ดำรงตอบเลย อันดับ 1 คือคู่สมกับราศี (ดูดวง) รองลงมาคือ “ดำรงตอบจดหมาย” ซึ่งเขาชอบมากเป็นพิเศษ

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

ดำรง พุฒตาล เล่าตำนาน "คู่สร้างคู่สม" รู้เแล้ว...ต้องอึ้ง!

คอลัมน์ตอบจดหมายที่ดำรงเริ่มพูดถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ก่อนจะมาถึงวันลาของ คู่สร้างคู่สม

         “เพราะมันสนุก ที่ได้ทะเลาะกับคนอ่านบ้าง ด่าเรามาเราก็ย้อนกลับไป อย่างนี้ สนุกดี”

         ก็ตามนี้แหละ กับความสำเร็จของ “คู่สร้างคู่สม” ดังข้างต้น ยิ่งถ้าถามถึงรายได้ ยิ่งสุดฮอต!

         วันนั้นเมื่อ 6 ปี ก่อน ดำรงเล่าว่า คู่สร้างคู่สมยอดพิมพ์สูงสุด ราคาขายต่อเล่มถูกสุด แต่โฆษณาแพงที่สุด!!

         เวลานั้น ปกหลังนอกราคา 240,000 บาท จำนวนพิมพ์ 340,000 เล่ม เฉพาะต่างประเทศเกือบ 40,000 เล่ม มากกว่าหนังสืออื่นที่พิมพ์ขายในประเทศไทย!

         “ตั้งแต่ต้นพูดมากระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีพูดโกหก หรือเกินความจริงแม้แต่ประโยคเดียว” ดำรงย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นในวันนั้น!

///////////////////

ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดย สินีพร มฤคพิทักษ์

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุคแฟนเพจ คู่สร้างคู่สม (ประเทศไทย) จำกัด

“จิตนภา”สาวภูไทสานต่อไหมแพรวา จาก”บ้านโพน”สู่ห้างดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305640

“จิตนภา”สาวภูไทสานต่อไหมแพรวา จาก”บ้านโพน”สู่ห้างดัง

คนในข่าว  :  14 ธ.ค. 2560
ไหมแพรวา, บ้านโพน

  แพรก็คือผ้าไหม คนภูไทเขาจะเรียกแพรวา แพรวาดั้งเดิมมาจากแพรและวา แต่ละผืนมีความยาวแค่วาเดียว นิยมใส่ในงานมงคล

            หนึ่งในไฮไลท์สำคัญการลงพื้นที่ตรวจราชการภาคอีสานคราวนี้ของ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ คือการเยือน “หมู่บ้านโพน” ต.บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ แหล่งกำเนิด “ไหมแพรวา” ได้ชื่อว่าสุดยอดผ้าไหมทอมือของชนเผ่าภูไทที่ผ่านการสานต่อมาหลายชั่วอายุคน จนปัจจุบันได้มีการนำลวดลายอันทันสมัย ผ่านคนรุ่นใหม่ลูกหลานชาวชนเผ่า

"จิตนภา"สาวภูไทสานต่อไหมแพรวา จาก"บ้านโพน"สู่ห้างดัง 

            จิตนภา โพนะทา หรือนก สาวภูไท ทายาทครูช่าง วรรณภา โพนะทา หรือป้าตุ๊ เจ้าของร้าน “ตุ๊ แพรวา” (TUH PRAEWA) ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแพรวา ที่รับสินค้าวัตถุดิบมาจากชาวบ้านที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายแห่งหมู่บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีการผลิตผ้าไหมแพรวามากที่สุดและเป็นแห่งเดียวของจังหวัด ก่อนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ สไบแพรวา ผ้าคลุมไหล่แพรวา ผ้าถุงซิ่นไหมแพรวา เสื้อแพรวา และอีกมากมาย ส่งจำหน่ายที่ ดิโอลด์สยาม และคิง เพาเวอร์

              “แพรก็คือผ้าไหมนี่แหละ คนภูไทเขาจะเรียกแพรวา แพรวาดั้งเดิมมาจากแพรและวา แต่ละผืนมีความยาวแค่วาเดียว นิยมใส่ในงานมงคล เช่นงานบวช งานแต่ง ผู้หญิงจะใช้เป็นสไบพาดไหล่ ส่วนผู้ชายใช้คาดเอว มีที่กาฬสินธุ์ที่เดียว หมู่บ้านโพน อ.คำม่วง จะทอกันมากที่สุด ส่วนที่อื่นก็จะไม่ใช่ผ้าไหมแพรวา”

"จิตนภา"สาวภูไทสานต่อไหมแพรวา จาก"บ้านโพน"สู่ห้างดัง 

              เธอย้อนอดีตไหมแพรวาที่ปัจจุบันกลายเป็นแพรหลายวาที่ถักทอขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ใช้เป็นผ้าสไบหรือผ้าคาดเอวเท่านั้น จุดเด่นของไหมแพรวา นอกจากเป็นผ้าทอมือที่ประณีตสวยงามแล้ว ลวดลายก็เป็นปัจจัยสำคัญในการทำตลาดให้ได้รับความสนใจจากลูกค้า

              จากอดีตที่มีแค่ลายข้าวหลามตัด แต่ปัจจุบันมีให้เห็นลวดลายที่หลากหลายมากขึ้น หลังเด็กสาวจากหมู่บ้านโพน แหล่งผลิตผ้าไหมแพรวาแห่งเดียวในประเทศไทยได้มุ่งมั่นในการศึกษาออกแบบลวดลายสมัยใหม่เพื่อนำเอาไปพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่บ้านเกิด

              หลังจบมัธยมศึกษา จิตนภาก็เข้าศึกษาต่อที่คณะคหกรรมศาสตร์ สาขาผ้าและเครื่องแต่งกาย ที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นคณะวิศวกรรมสิ่งทอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ก่อนจบปริญญาโทด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยรังสิต โดยได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาช่วยในการออกแบบลวดลายผ้าให้ทันสมัยผสมผสานกับลายโบราณ พร้อมกับหาช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่าย โดยรับสินค้ามาจากชาวบ้านทีี่เป็นสมาชิกในเครือข่ายจากหมู่บ้านโพน ใน อ.คำม่วง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยังมีอาชีพทอผ้าไหมแพรวาหารายได้เลี้ยงครอบครัว

             “เมื่อก่อนผ้าไหมแพรวาจะเป็นลายเรขาคณิต สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ข้าวหลามตัด พอเราเรียนเรื่องผ้า เห็นลวดลายของต่างประเทศเยอะ อย่างอินเดียมันดูโค้งๆ สวยๆ ทำไมของบ้านเราข้าวหลามตัด ก็ลองนำมาประยุกต์กับลายโบราณดั้งเดิมของบ้านเราดู ก็ออกมาสวยดี ดูทันสมัยขึ้น” สาวภูไทคนเดิมเผย

"จิตนภา"สาวภูไทสานต่อไหมแพรวา จาก"บ้านโพน"สู่ห้างดัง 

             จากนั้นเธอก็มุ่งมั่นในการเรียนรู้การออกแบบลาย โดยออกแบบใส่กระดาษกราฟ ก่อนนำไปแกะส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปทอผ้าตามลายที่กำหนด โดยเริ่มจากลายดอกไม้ ลายพุ่มดอกไม้ ลายก้ามปู ลายดอกผักแว่น เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10 ลายที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า

            “ที่ผ่านมามีฟีดแบ็กจากลูกค้าว่าทำไมผ้าไหมแพรวาใส่แล้วดูอ้วน ก็เพราะลายเป็นข้าวหลามตัด ก็คือเหตุผลที่เราพยายามให้มีลายที่หลากหลายมากขึ้น”

           ไม่เพียงแค่การออกแบบลายผ้าเท่านั้น แต่เธอยังพยายามหาช่องทางตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าผ้าไหมแพรวา โดยมุ่งเป้าไปที่ห้างสรรพสินค้าดังเพื่อสนองลูกค้าในระดับไฮเอนด์ ในที่สุดก็เปิดร้านจำหน่ายไหมแพรวาที่ ดิ โอลด์สยาม ภายใต้ชื่อ ตุ๊ แพรวา พร้อมทั้งส่งให้แก่คิงเพาเวอร์ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สนนราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน

            “ผ้าบางผืนที่ราคาหลักแสน เพราะต้องใช้ระยะเวลาการทอเป็นปีๆ สินค้าที่นำมาขาย เราไม่ได้ผลิตเอง ชาวบ้านโพน อ.คำม่วง เป็นผู้ผลิตทั้งหมด เราเพียงเป็นผู้ออกแบบและหาตลาดให้เขา รายได้จากการขายก็จะลงไปสู่ชาวบ้าน เป็นรายได้ของคนในชุมชน” จิตนภา เจ้าของรางวัลทายาทเชิดชูหัตถศิลป์ ปี 2558 กล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ

ลุงตู่รู้จักมั้ย? “เจ๊นาง” ศิษย์เสี่ยหนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305644

ลุงตู่รู้จักมั้ย?  “เจ๊นาง”  ศิษย์เสี่ยหนู

คนในข่าว  :  13 ธ.ค. 2560
โสภณ ซารัมย์, วันเพ็ญ เศรษฐรักษา, เจ๊นาง วันเพ็ญ เศรษฐรักษา, ตลาดนัดเจ๊นาง, เจ๊นาง ศิษย์เสี่ยหนู, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, พรรคภูมิใจไทย, กลุ่มเพื่อนเจ๊นาง, เสี่ยหนู อนุทิน, เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล, บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์, นายกฯ ไปกาฬสินธุ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, เจ๊นาง

     รู้จักกันมั้ย “เจ๊นาง” ผู้มีชื่อเสียงมาจาก “โรงทานเจ๊นาง” และกิจกรรมทางสังคมช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาด เมื่อเธอลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ผู้คนแถวยางตลาดก็ฮือฮา

          เป็นไปตามความคาดหมาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปเยี่ยมชาวกาฬสินธุ์ ก็มากไปด้วยลีลาลูกเล่นแบบนักเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนภูไท, ขี่รถอีแต๊ก และถ่ายภาพร่วมกับชาวภูไทบ้านโพน

          จะว่าไปแล้ว บรรยากาศไม่ต่างจากปีที่แล้ว ช่วงที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเที่ยว บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ถ้านำเอาภาพมาเทียบกันช็อตต่อช็อต ก็ดูราวกับว่า ถ่ายหนังในฉากเก่า เพียงแต่เปลี่ยนตัวละคร

          นายกฯ ลุงตู่ ย้ำคำเดิมว่า “ผมลงเลือกตั้งไม่ได้ แต่วันหน้าเลือกให้ดีก็แล้วกัน”

          ชาวบ้านโพนอาจมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วว่า จะเลือกใคร? แต่คงไม่กล้าตะโกนบอก “บิ๊กตู่” ให้รับรู้ในวันนั้น

          ถ้าทีมงานนายกฯ ลุงตู่ ไปไล่อ่านเฟซบุ๊คคนในท้องถิ่นเมืองน้ำดำ ก็คงจะทราบว่า ผลการลงพื้นที่หนนี้ได้  “ใจ”  ชาวภูไทคำม่วงและเขาวงไปกี่มากน้อย

          ถ้าวันเลือกตั้งผู้แทนฯ มาถึงในปลายปีหน้า โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะคว้าชัยชนะ แบบ “ยกจังหวัด” ก็มีสูง เพราะกระแสรักทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ยังแรงอยู่ในหมู่คนรากหญ้า

          พรรคการเมืองไหนล่ะ จะกล้าฝ่าดงแดงมาเบียดเจาะพื้นที่ 6 เขตของเมืองน้ำดำ ก็จะมีแต่พรรคภูมิใจไทย ที่พยายามทุ่มสรรพกำลังเต็มที่เมื่อการเลือกตั้งปี 2554 โดยกำหนดเป้าไว้ที่เขต 2 อ.ยางตลาด และ อ.ฆ้องชัย

          “นายใหญ่บุรีรัมย์” ส่ง “เจ๊นาง” วันเพ็ญ เศรษฐรักษา อดีตรองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ และเจ้าของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยุทธชัยการโยธา อ.ยางตลาด ลงชิงชัยกับ วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ พรรคเพื่อไทย

ลุงตู่รู้จักมั้ย?   "เจ๊นาง"   ศิษย์เสี่ยหนู

          “เจ๊นาง” มีชื่อเสียงมาจาก “โรงทานเจ๊นาง” และกิจกรรมทางสังคมช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาด เมื่อเธอลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ผู้คนแถวยางตลาดก็ฮือฮา

          ตอนนั้น โสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม เดินทางมาบัญชาการบที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย อ.ยางตลาดด้วยตัวเอง สุดท้าย “เจ๊นาง” ก็พ่ายกระแสปูแดงแรงฤทธิ์

          หลังปราชัยเลือกตั้ง เจ๊นางยังทำกิจกรรมโรงทานเหมือนเดิม และยังต่อสายกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ตลอดเวลา ขนาดเจ๊นางจัดงานวันเกิด แกนนำพรรคฯ โสภณ ซารัมย์ ก็เดินทางเป็นประธานเป่าเทียนตัดเค้กแฮปปี้เบิร์ธเดย์!

          มาถึงปีนี้  “เจ๊นาง”  ได้น้ำเลี้ยงดีจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อย่างตอนน้ำท่วมอีสาน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ขับเครื่องบินส่วนตัวไปลงที่สนามบินขอนแก่น แล้วต่อรถไปมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนใน 4 ตำบลของ อ.ยางตลาด

          โดยการไปมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านรอบนี้ “เสี่ยหนู” ทำในนาม “กลุ่มเพื่อนเจ๊นาง”ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย แถม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องรัก “นายเนวิน” เดินทางมาร่วมแจกของช่วยชาวบ้านด้วย

ลุงตู่รู้จักมั้ย?   "เจ๊นาง"   ศิษย์เสี่ยหนู

           ถัดมาหน้ากฐิน “เสี่ยหนู” ก็ยังขับเครื่องบินไปแห่กฐินร่วมกับ “เจ๊นาง” อีก ชาวยางตลาดเห็นแบบนี้ ก็ต้องเรียกว่า “เจ๊นาง ศิษย์เสี่ยหนู” 

          นอกจากนั้น เจ๊นางยังเปิด “ตลาดนัดเจ๊นาง” ตลาดนัดชุมชน บริเวณปากทางเข้าเขื่อนลำปาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการช่วยชาวบ้าน เหมือนกับโรงทานเจ๊นาง

          สมมติว่า นายกฯ ลุงตู่ เลือกมาลงพื้นที่ในเขต อ.ยางตลาด รับประกันว่า คอการเมืองคงเมาท์กันสนั่นลั่นเทือกเขาภูพานแน่ แต่ทีมงานนายกฯ คงคิดถี่ถ้วนแล้ว เลยเลือกไปแผ่นดินถิ่นภูไทแทน

          ยังไง “เสี่ยหนู” อาจจะต้องหาคิวไปยางตลาดไปบ่อยๆ ปลอบขวัญเจ๊นางหน่อย ไม่งั้นสู้พรรคทักษิณไม่ได้แน่ๆ…

ตะ ตุ่ง ตวง ล้วงลึกไทยลีก “วังน้ำยม เอฟซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/302504

ตะ ตุ่ง ตวง ล้วงลึกไทยลีก “วังน้ำยม เอฟซี”

คนในข่าว  :  11 ธ.ค. 2560
สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพส, สมศักดิ์- พรรณสิริ กุลนาถศิริ, นายก อบจ.สุโขทัย, สนามทุ่งทะเลหลวง, เสี่ยเขต เขตพงศ์ กุลนาถศิริ, เสี่ยเขต, เสี่ยเขต เขตพงศ์, เขตพงศ์ กุลนาถศิริ, ราชบุรี มิตรผล, กำนันตุ้ย วิวัฒน์-บุญยิ่ง นิติกาญจนา, เสี่ยฟลุค ธนวัชร์ นิติกาญจนา, ธนวัชร์ นิติกาญจนา, แม่บุญยิ่ง, ชัยนาท ฮอร์นบิล

10 ปีมานี้ คงไม่มีปฏิเสธว่า ไทยลีกขยายตัว จนบรรดาขาใหญ่ “นักการเมือง” พากันเป็นเจ้าของทีม ทั้ง”เบื้องหน้า” และ “เบื้องหลัง” ยกระดับให้เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ!!

         แว่วมาว่า ครม.สัญจรปลายเดือนนี้ จะไปเยือนถิ่นสุโขทัย ว่าแล้วก็นึกถึงบุคคลท่านนี้ขึ้นมา ก็สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพสุทิน

          ที่ป่านนี้ ไม่รู้จะวางแผนการเมือง หรือวางเกมเรื่องฟาดแข้ง ในฐานะที่ดูแล “สุโขทัย เอฟซี” อยู่กันแน่!!

          เพราะถ้าหากเป็นอยา่งหลัง จากนัดสุดท้ายของไทยลีก ฤดูกาล 2017 เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พ.ย.2560 ที่ผ่านมา ซึ่งรู้กันแล้วว่า ทีมไหนเป็นแชมป์ ทีมไหนตกชั้น ทีมไหนเลื่อนชั้น

          หลังจากนี้ไปอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ไทยลีก ฤดูกาลใหม่ก็จะเริ่มต้นขึ้น โดยมี 18 ทีมดังนี้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ,เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ,แบงค็อก ยูไนเต็ด ,สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, บางกอกกล๊าส เอฟซี ,ชลบุรี เอฟซี ,ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, พัทยา ยูไนเต็ด,การท่าเรือ เอฟซี ,อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ,สุพรรณบุรี เอฟซี, นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี, ราชนาวี ,โปลิศ เทโร เอฟซี ,สุโขทัย เอฟซี

          ชัยนาท ฮอร์นบิล ,แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี และพีที ประจวบ เอฟซี

          ในจำนวน 18 ทีมข้างต้น มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ “ผู้อยู่เบื้องหน้า” และ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” จำนวน 10 ทีม

          10 ปีมานี้ คงไม่มีปฏิเสธว่า ไทยลีกขยายตัวในฐานะเครื่องมือทางการเมืองระดับหนึ่ง รวมถึงฟุตบอลลีกภูมิภาค (ปัจจุบันเรียกว่า ไทยลีก 3 ไทยลีก 4) หรือเรียกกันว่า “ลีกรากหญ้า”

          ปัจจุบัน ทีมลูกหนังที่มี “นักการเมือง” เป็นเจ้าของทีม ได้ยกระดับให้เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ อย่างเช่นทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (ตระกูลชิดชอบ) , ทีมสิงห์ เชียงรายยูไนเต็ด (ตระกูลติยะไพรัช) , ทีมราชบุรี มิตรผล (ตระกูลนิติกาญจนา),ชลบุรี เอฟซี (ตระกูลคุณปลื้ม), สุพรรณบุรี เอฟซี (ตระกูลศิลปอาชา) และทีมสุโขทัย เอฟซี (ตระกูลเทพสุทิน) ที่ขับเคลื่อนไปด้วยสปอนเซอร์ และการบริหารจัดการเรื่องรายได้อื่นๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์จากการถ่ายทอดสด

ตะ ตุ่ง ตวง  ล้วงลึกไทยลีก  "วังน้ำยม เอฟซี"

          สำหรับไทยลีกปีหน้า มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ “ทีมพี่ทีมน้อง” สายมัชฌิมาธิปไตย ประกอบด้วยสุโขทัย เอฟซี, ราชบุรี มิตรผล และชัยนาท ฮอร์นบิล

          “สุโขทัย เอฟซี” อยู่ในการดูแลของ สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพสุทิน พ่วงด้วยน้องสาวสมศักดิ์- พรรณสิริ กุลนาถศิริ นายก อบจ.สุโขทัย เจ้าของสนามทุ่งทะเลหลวง โดยมี “เสี่ยเขต” เขตพงศ์ กุลนาถศิริ ลูกชายคนโตของพรรณสิริ เป็นผู้จัดการทีม

          ทีมค้างคาวไฟหนีตาย ไม่ตกชั้น จึงมีการฉลองด้วยคอนเสิร์ต “เชียร์ให้สนั่นมันส์ทะลุแมตช์” กับศิลปินวงพาราด๊อกซ์ เมื่อค่ำวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่่านมา

          “ราชบุรี มิตรผล” ของ “กำนันตุ้ย”วิวัฒน์-บุญยิ่ง นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจกาญจนากรุ๊ป ซึ่งการบริหารทีมฟุตบอลนั้น เป็นหน้าที่ของ “แม่บุญยิ่ง” กับลูกชาย “เสี่ยฟลุค” ธนวัชร์ นิติกาญจนา

ตะ ตุ่ง ตวง  ล้วงลึกไทยลีก  "วังน้ำยม เอฟซี"

          กำนันตุ้ยเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ก่อนเป็น ส.ส.ราชบุรี พรรคไทยรักไทย ปี 2554 ต่อมา กำนันตุ้ยเข้าสังกัดกลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน และกอดคอร่วมหัวจมท้ายจนมาถึงวันนี้

          “ชัยนาท ฮอร์นบิล” หล่นลงจากไทยลีก 1 ไปเล่นไทยลีก 2 ในฤดูกาลนี้ แต่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ประธานสโมสร กัดฟันสู้ทำจนคว้าแชมป์ไทยลีก 2 ได้เลื่อนชั้น และหากพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สมศักดิ์-เสี่ยแฮงค์” นั้นแนบแน่นกันมาแต่ปี 2529 ตราบเท่าปัจจุบัน

ตะ ตุ่ง ตวง  ล้วงลึกไทยลีก  "วังน้ำยม เอฟซี"

          นับว่าเป็นยุครุ่งเรืองของกลุ่มลูกหนัง “วังน้ำยม” ถือว่าเป็นข่าวดีต้อนรับศักราชใหม่..ใกล้เลือกตั้งอีกต่างหาก

          รอดูวันครม.บิ๊กตู่ไปถึงถิ่นสุโขทัยกันให้ดีๆ

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู “คนแซ่จิว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305317

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู “คนแซ่จิว”

คนในข่าว  :  11 ธ.ค. 2560
คุณหญิงวรรณา สิริวัฒ, เจริญ สิริวัฒนภักดี, เจ้าสัวเจริญ, คนแซ่จิว

โห่ ฮิ้ว โห่ฟังเสียงคนโห่ ใกล้ใกล้ จาก เครื่องไฟของคนแซ่จิวแต่งงาน เจ้าสาว คือใครกันหนอ เจ้าบ่าวรูปหล่อ นั้นก็ใครกันหนา

          สีแสงแห่งเพชรในสังคมไฮโซชั้นสูง ล่าสุดนี้หนีไม่พ้นงานใหญ่ปิดโรงแรม พลาซ่า แอทธินี กลางกรุง เพื่อฉลองมงคลสมรส “ศุนธีร จรรยาทิพย์สกุล-ธนาคม วิภวพาณิชย์”

          เพราะเจ้าสาวนั้นเป็นลูกสาวของ สุจินตนา จรรยาทิพย์สกุล ประธานมูลนิธิ เก้า ยั่งยืน ซึ่งมารดาของสุจินตนาคือ คุณแม่กัลยา เป็นพี่สาวคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี นั่นเอง

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

จากซ้าย ฐาปน สิริวัฒนภักดี บุตรชายเจ้าสัวเจริญ, สุจินตนา จรรยาทิพย์สกุล, คุณหญิงวรรณา สิริวัฒภักดี ภริยาเจ้าสัวเจริญ, คุณแม่กัลยา จรรยาทิพย์สกุล (แซ่จิว)

           ดังนั้น งานวิวาห์ของหลานสาวสุดรัก คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ภริยาของ เจริญ สิริวัฒนภักดี จึงรวมญาติฝ่ายคุณหญิงวรรณา มากันครบ พร้อมลูกหลานอีกมากมาย ประหนึ่งว่าเป็นงานรวมพลคนแซ่จิว !

          คุณหญิงวรรณา มีพี่น้อง 10 โดย คุณแม่กัลยา จรรยาทิพย์สกุล (แซ่จิว) เป็นลูกคนที่ 2 และคุณหญิงวรรณา เป็นคนที่ 4

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

คุณแม่กัลยา จรรยาทิพย์สกุล (แซ่จิว)

          งานอภิมหาวิวาห์ครั้งนี้ ที่โฟกัสกันมากกว่าคู่บ่าวสาว เห็นจะเป็น เจ้าสัวเจริญ ที่ดูจะชื่นมื่นอารมณ์ดีมีความสุข เพราะแม้จะเป็นเขย แต่ก็ได้ชื่อว่ามีความผูกพันลึกซึ้งกันมายาวนาน การแต่งงานของหลานสาวฝ่ายเมีย ก็เหมือนลูกหลานในสายเลือด

          เนื่องจากรู้กันว่า ลูกเขยระดับเจ้าสัวผู้นี้ รักและให้ความสำคัญกับญาติพี่น้องฝ่ายภริยามากมายขนาดไหน

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

          โดยบุคคลที่ต้องกล่าวถึงเป็นสำคัญ ก็คือ “พ่อตา” ของเขา หรือ เจ้าสัวกึ้งจู แซ่จิว ผู้ที่เจ้าสัวเจริญมักกล่าวเสมอว่า ความสำเร็จวันนี้มาจากรากฐานการเลี้ยงดูของครอบครัวที่เน้นย้ำความมีคุณธรรมในการปฏิบัติต่อผู้อื่น

          เพราะหลังจากที่ เจริญ สิริวัฒนภักดี ใช้ชีวิตสมถะยากจนอยู่ในย่านทรงวาด จนได้พบกับ “วรรณา” เขาก็ได้กึ้งจู แซ่จิว พ่อตานี่แหละที่ อุ้มชู ยกย่อง และผลักดัน เขาเข้าสู่แวดวงธุรกิจ จนมีทุกวันนี้

          โดยเฉพาะคำสอนของพ่อตา ที่เขาบอกเสมอว่า “ให้หลักยึดด้วยคำจีน 4 คำ คือ ยิ่ม (ความอดทน จะทำให้สำเร็จและบรรลุตามเป้าหมาย) เหยียง (ความเสียสละ จะทำให้พ้นภัย) แจ๋ (ความเงียบ สุขุม ทำให้เกิดปัญญา) และ ลัก (ความร่าเริง จะมีสุขอายุยืน) ทั้งหมดนี้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ ดำเนินชีวิต รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นที่ เจ้าสัวเจริญและคุณหญิงวรรณา ยึดถือเสมอมาโดยตลอด”

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

          ดังนั้น ที่คำโบราณว่าไว้ ได้เมียดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ! แต่เสี่ยเจริญได้สองเด้ง คือ ได้คนแนะนำเป็นพ่อตา ดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด !!

          และถ้าจะนับเสี่ยเจริญผู้ที่เวลานี้เป็นปราชญ์ในสายธุรกิจ กึ้งจู แซ่จิว จึงนับเป็นปราชญ์แห่งปราชญ์ ก็คงไม่ผิด !

          ไล่ดูแบ๊กกราวด์ รายละเอียดชีวประวัติ กึ้งจู แซ่จิว คงต้องอาศัยการปะต่อเรื่องราวจากหลายแหล่ง

          ที่สุดก็พบว่าเดิมทีบิดาของคุณหญิงวรรณา ผู้นี้ก็ใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ก็รวยเงียบๆ อยู่ในย่านทรงวาดเช่นกัน โดยมีภรรยาคือ คาไน้ แซ่จิว มีบุตรด้วยกัน 10 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 7 คน คุณหญิงวรรณา เป็นบุตรคนที่ 4 ของครอบครัว

          อย่างที่บอก ครอบครัวนี้มีฐานะค่อนข้างดี เริ่มจากกิจการโชห่วย และเป็นซัพพลายเออร์ให้โรงงานสุราบางยี่ขัน แต่ก็รู้กันดีว่ากึ้งจูนั้น ก็คือคนรุ่นๆ เดียวกับอีกหลากหลายมังกรที่มาสร้างตัวในเมืองไทย จนอยู่แถวหน้าของคำว่าเศรษฐีเหมือนกัน

          ย้อนกลับไปตอนปี 2504 ขณะที่เจริญ ซึ่งยังไม่ได้เป็นลูกเขยของเขา แต่ยังเป็นเพียงลูกจ้างของ บริษัทย่งฮะเส็ง และห้างหุ้นส่วนจำกัด แพนอินเตอร์ ที่จัดส่งสินค้าให้โรงงานสุราบางยี่ขัน ซึ่ง “ว่าที่” พ่อตาก็ทำซัพพลายเออร์ส่งที่นี่อยู่

          จากนั้นเพียงปีเดียว เจริญก็เจริญสมชื่อ เพราะเขาได้เป็น “ซัพพลายเออร์” ให้โรงงานสุราบางยี่ขันเอง ในนามโรงงาน โซวเคียกเม้ง ซึ่งก็ชื่อเดิมของเสี่ยเจริญ “เคียกเม้ง แซ่โซว”

          หลังจากนั้นเจริญได้มารู้จักกับ จุล กาญจนลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญการปรุงรสสุรา โดยเฉพาะสูตร “แม่โขง” และยังคุ้นเคยกับ เจ้าสัวเถลิง เหล่าจินดา ผู้มีอำนาจในการจัดซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างจากโรงงานของเสี่ยเจริญ ทั้งคู่จึงกลายเป็นขุนพลคู่ใจของเจ้าสัวเถลิงในเวลาไม่นาน

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

เสี่ยเจริญกับนายจุล กาญจนลักษณ์ ผู้ซึ่งเสี่ยเจริญนับถือ ขอบคุณที่มาของภาพ khunmaebook.com

          จากตรงนี้ เสี่ยเจริญก็ก้าวหน้าในทางธุรกิจขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งกว่าที่นายกึ้งจูจะได้นายเจริญมาเป็นบุตรเขย ก็ตอนที่เสี่ยเจริญเติบโตรอวันขึ้นแท่น “เจ้าสัว” แล้ว

          เมื่อมาพบรักและแต่งงานกับบุตรสาวคนนี้ของเขา เจ้าสัวกึ้งจูจึงยิ่งมีโอกาสถ่ายทอดความรู้ และเกื้อหนุนทางการเงินแก่บุตรเขยจนเติบโตเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ

          เพราะฝ่ายกึ้งจู ก็ถือเป็นผู้กว้างขวางในวงธุรกิจการเงินอยู่แล้ว โดยนอกจากจะเป็นเพื่อนสนิทร่วมชั้นเรียน กับ เจ้าสัวชิน โสภณพนิช ผู้เป็นประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ แล้ว

          ช่วงปี 2515 เขาร่วมกับ โคโร่ คำรณ เตชะไพบูลย์ ก่อตั้ง บริษัท ธนพัฒนาทรัสต์ จนมาปี 2522 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด จนเมื่อโคโร่ได้ลาออกจากผู้จัดการแบงก์ศรีนคร สาขาประตูน้ำ มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แบงก์มหานคร และผู้จัดการใหญ่ในเวลาต่อมา ก็ชักชวนกึ้งจู มาร่วมด้วยและเป็นถึงรองประธานกรรมการธนาคารมหานคร เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของที่นั่น

          แต่เมื่อชะตาชีวิตบอกว่า ความมั่งคั่งจะยังไม่จบแค่นี้ ในช่วงปี 2518 เมื่อบริษัท ธารน้ำทิพย์ ผู้ผลิต “ธาราวิสกี้” ของ “พงส์ สารสิน” และ “ประสิทธิ์ ณรงค์เดช” ประสบภาวะขาดทุนและประกาศขาย กลุ่มเจ้าสัวเถลิง และเจริญ จึงเข้าซื้อกิจการ ซึ่งก็คือบริษัทแสงโสมในปัจจุบัน

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

          และรอยต่อนี้เอง ที่กึ้งจูได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลทางการเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น โดยได้ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากนายชิน โสภณพนิช เพื่อเอาเงินมาลงทุนในธุรกิจค้าเหล้าของเจริญ นั่นเอง

          มาปี 2525 เมื่อลูกเขยของเขารุ่งเรืองโดยลำดับ โดยเฉพาะเมื่อกรมสรรพสามิตออกคำสั่งอนุญาตให้ขนสุราข้ามเขตได้ กลุ่มเถลิง-เจริญ ก็ร่วมกันก่อตั้งบริษัทจำนวนมาก โดยทุกบริษัทต้องมีชื่อของเขา ในฐานะพ่อตาด้วยทั้งหมด

          นับจากนั้น กึ้งจูก็อยู่เป็นแบ๊กอัพให้แก่บุตรเขยมาตลอด ท่ามกลางการเติบโต ล่มสลาย สลับสับเปลี่ยนกันไปตามธรรมชาติธุรกิจ

          เพราะภายหลังกิจการของฝ่ายพ่อตามีปัญหา เมื่อแบงก์มหานครเกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง จนแบงก์ชาติเข้ามาควบคุม แต่ที่สุดเจริญก็ได้เข้ามาถือหุ้นข้างมากของแบงก์นี้

          ข้างฝ่ายธุรกิจของเจริญเอง หลังจากที่กอบโกยกันอย่างล้นมือในกิจการร่วมทุนกับเถลิง ต่อมาช่วงต้นปี 2530 ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ เถลิง เหล่าจินดา ได้ถอนตัวออกหมด ทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือของเจริญไปโดยปริยาย

          จึงเรียกได้ว่า ช่วงนั้นเองที่เจริญได้ติดทำเนียบ “เจ้าสัว” ผู้เข้าสู่ธุรกิจธนาคารและการเงินอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงชีวิตที่อาณาจักรของเจริญขยายตัวขนานใหญ่ ด้วยขนาดของสินทรัพย์ที่เติบโตอย่างมากนับเป็นนาที

          แต่ในทางหนึ่ง ยังมีเรื่องเล่าว่า หากไม่มองเรื่องเงินทอง ธุรกิจ สายสัมพันธ์พ่อตาลูกเขยยังแนบแน่นจากความรู้สึกส่วนลึกภายใน

          โดยว่ากันว่า ตอนที่เจริญมีโอกาสเจอ “กึ้งจู แซ่จิว” แล้วไปแอบหลงรักบุตรสาวของเขานั้น เวลานั้น พ่อตาคนนี้ได้ชื่อว่าไม่เพียงจะเก่งในชั้นเชิงของการเงิน หากยังมีความเก่งกาจในการเขียนคำอวยพรด้วยพู่กันจีน และที่สำคัญคือ กึ้งจูเป็นคนชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มากๆ

โห่ ฮิ้ว โห่ ส่องแสงเพชร งานแต่งหรู "คนแซ่จิว"

คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี รองประธานกรรมการบริหาร คนที่ 1 แห่ง ThaiBev

          จนวันหนึ่งเขาได้เอ่ยปากบอก “เจริญ” ว่า…ถ้าอยากรู้อนาคตทางการค้า จงไปหยิบหนังสือในตู้มาอ่านแล้วจะพบคำตอบ

          ก็เสมือนหนึ่งว่า เขาได้ถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาในการบริหารธุรกิจ การบริหารคน และโลกของหนังสือ ให้ว่าที่บุตรเขยอย่างไม่หวงแหน

          ซึ่งทั้งหมดนั้น ก็คงเป็นเพราะเขามองเห็นเข้าไปในจิตใจของบุตรเขย ตามที่เขาได้เอ่ยปากบอกแขกเหรื่อในงานมงคลสมรสของบุตรสาว คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ว่า

          “เจริญเป็นคนเก่ง ฉลาด และนิสัยดี ไปไหนผู้ใหญ่ก็รัก แถมยังมีความอ่อนน้อมถ่อมตน”

          นั่นก็เป็นเหมือนส่วนต่อขยายแห่งสายสัมพันธ์ทางจิตใจ นอกเหนือไปจากการจับมือกัน กรุยกรายบนถนนในเส้นทางแห่งความมั่งคั่ง นั่นเอง!

ตำนานคน! “เสถียร เสถียรสุต” ม้า-มวย-พระเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305308

ตำนานคน! “เสถียร เสถียรสุต” ม้า-มวย-พระเครื่อง

คนในข่าว  :  11 ธ.ค. 2560
ส.เพลินจิต

คนรุ่นหลัง อาจจะไม่คุ้นชื่อกับ “นายผู้ชาย” เสถียร เสถียรสุต ในฐานะเจ้าสำนัก ส.เพลินจิต หมู่บ้านสัมมากร 2 แขวงสะพานสูง แต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับแม่ชีศันสนีย์!

          ข่าวเศร้าในแวดวงมวยไทยได้แพร่ไปในสื่อออนไลน์ตอนค่ำวันเสาร์ที่ 9 ธ.ค.2560 ว่า เสถียร เสถียรสุต หัวหน้าค่ายมวย ส.เพลินจิต เสียชีวิตแล้วโดยสงบในวัย 91 ปี จากการติดเชื้อในกระแสเลือด

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 ธ.ค. แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้โพสต์แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊ค “เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan“ ว่า ”เมื่อบ่ายวันที่ 9 ธ.ค.2560 คุณเสถียร เสถียรสุต คืนสู่ธรรมชาติ…ด้วยอาการสงบ ขอเชิญร่วมฟังสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 10 15 ธันวาคม 2560 เวลา 19.00 น. ณ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต (ถนนวัชรพล) ศาลา 10”

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต ฉายา “ยอดมวย 2 พ.ศ.” ได้โพสต์อาลัยถึง “นายผู้ชาย” เจ้าสำนัก ส.เพลินจิต ว่า “ตื่นมาตอนเช้าได้รับข่าวร้ายน้องๆโทรมาบอกนายผู้ชายของพวกเราชาว ส. เพลินจิต ได้เสียชีวิตลงแล้ว ผมขอให้ดวงวิญญาณนายไปสู่ภูมิภพที่ดีและสวยงามครับ”

          คนรุ่นหลัง อาจจะไม่คุ้นชื่อกับ “นายผู้ชาย” เสถียร เสถียรสุต ในฐานะเจ้าสำนัก ส.เพลินจิต หมู่บ้านสัมมากร 2 แขวงสะพานสูง แต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับสำนักปฏิบัติธรรม “เสถียรธรรมสถาน” ของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          30 กว่าปีที่แล้ว ในแวดวงสังคมชั้นสูง ไม่มีใครไม่รู้จัก “เสถียร เสถียรสุต” ศิษย์เก่าวชิราวุธ และจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เขาเป็นลูกหลานเจ้าพระยาที่มีที่ดินอยู่ย่านถนนเพลินจิต จึงลงทุนสร้างศูนย์การค้าเพลินจิตอาเขต ในนามบริษัท เสถียรสุต จำกัด

          ศูนย์การค้าเพลินจิตอาเขต เป็นห้างทันสมัยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งมีชั้นใต้ดินเปิดบริการนักท่องราตรีมีชื่อดิสโก้ฟลอร์ “เสถียร” หรือ “นายผู้ชาย” จะมานั่งประจำทุกวัน เพื่อติดต่อธุรกิจและนัดพบผู้คน

          ตอนหลัง เสถียรได้มาบริหารโรงแรมเดอะรีเจนท์ บางกอก สี่แยกราชประสงค์ และใช้เพนท์เฮาส์ของโรงแรมแห่งนี้ เป็นเสมือนบ้านพัก ใครที่เคยเข้าไปพบเขา จะมีภาพวาดของศิลปินที่เขาซื้อมาเก็บสะสมไว้ มีมากมายเหลือเกิน

          ไม่เพียงการสะสมภาพวาดเท่านั้น เสถียรยังสะสมพระเครื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นเซียนใหญ่ของวงการพระเครื่อง เพราะสะสมพระดีพระเก่าหายากไว้จำนวนมากมาย

          ชื่อเสียงของเสถียร ไม่หยุดแค่วงการพระเครื่อง หากแต่ยังเป็นที่โจษขานในวงการอาชา เมื่อเขาทำคอกม้า “เสถียร” นำม้าเข้าแข่งทั้งสนามม้าปทุมวัน และสนามม้านางเลิ้ง เมืื่อปี 2528 ม้าของเสถียรชื่อ “ทับทิมสยาม” เคยคว้าถ้วยดาร์บี้มาครอง

          ต่อมา เสถียรพบรักกับมิสออด๊าชชื่อ “ศันสนีย์” แต่หนึ่งปีผ่านไป ศันสนีย์จึงรู้ว่า ฝ่ายชายมีครอบครัวแล้ว ทำให้หญิงสาวตัดสินใจหันหลังให้กับทางโลกใน 4 ปีต่อมา โดยบวชชีที่วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา กรุงเทพฯ

          หลังจากนั้น เสถียร เสถียรสุต กลายเป็นโยมอุปัฏฐากของแม่ชีศันสนีย์ และรับเป็นประธานกองทุนเสถียรธรรมสถาน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม “เสถียรธรรมสถาน”

          ด้วยความเป็นคนรักความยุติธรรม ชอบวิถีการต่อสู้แบบลูกผู้ชาย และชอบกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังเรียนจบจากเมืองนอก “เสถียร”จึงให้ความสนใจกีฬามวย

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          “ที่เลือกกีฬามวย เพราะถือว่าเป็นการต่อสู้บนผืนผ้าใบ เป็นการต่อสู้ของลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบและยุติธรรมที่สุด” เสถียร กล่าว

          ปี 2524 “เสถียร” จึงก่อตั้งค่ายมวย “ส.เพลินจิต” และเวลาต่อมา ได้สร้างค่ายมาตรฐานขึ้นที่หมู่บ้านสัมมากร 2 และใช้ชื่อว่า “สำนัก ส.เพลินจิต” โดยนักมวยในค่ายทุกคนจะเรียกเขาว่า “นายผู้ชาย”

          นักมวยไทยที่สร้างชื่อให้กับค่าย ส.เพลินจิต คนแรกคือ “แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต” ซึ่งแก่นศักดิ์ถือเป็นนักมวยครบเครื่อง แถมรูปหล่อเลยมีแฟนมวยให้ความสนใจติดตามการชกกันมาก และคว้าแชมป์ฟลายเวตของเวทีราชดำเนิน-เวทีลุมพินี และคว้าตำแหน่งนักมวยไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2532-2533 ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฯ อันเป็นที่มาของฉายา “ยอดมวย 2 พ.ศ.”

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          นักมวยดังของค่ายนี้อีกคนหนึ่งคือ “แสน ส.เพลินจิต” แชมป์โลกรุ่นฟลายเวท ของสมาคมมวยโลก(WBA) แชมป์โลกคนที่ 19 ของไทย

          ช่วงนี้เองที่ทำให้ค่าย ส.เพลินจิต ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากขึ้น แต่ “นายผู้ชาย” ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ โดยทุกวัน “นายผู้ชาย” นั่งบัญชาการการฝึกซ้อมของนักมวยอย่างใกล้ชิด

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          ไม่เพียงเท่านั้น แม่ชีศันสนีย์ แห่งเสถียรธรรมสถาน ยังเข้ามาอบรมนักมวยที่ค่าย ส.เพลินจิต ด้วยหวังใช้ธรรมะเข้ามาขัดเกลาจิตใจนักมวย เนื่องจากเกิดกรณีล้มมวย “นายผู้ชาย” เลยขอให้แม่ชีศันศนีย์เข้าช่วยด้านการเรียนรู้ธรรมะของเด็กๆ

          ตามปกติ “เสถียร” จะเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับคนวงการมวย จึงทำให้ภาพของเขาดูน่าเกรงขาม แม้แต่สนามมวยก็ยังไม่เข้าไปดูมวยชกและเพิ่งมีช่วงอายุมากแล้ว เสถียรจึงเข้าสนามมวยบ้างเป็นบางนัด

          อีกอย่างในแวดวงโปรโมเตอร์ มักจะบ่นว่า “เสถียร” เรียกค่าตัวนักมวยสูงมาก อย่างแก่นศักดิ์ ค่าตัวสูงถึง 3.8 แสนบาท (เมื่อ 15-16 ปีที่แล้ว)

          ปี 2557 มีข่าวช็อควงการมวย เมือเสถียร เสถียรสุต ประกาศยุบค่าย ส.เพลินจิต โดยอ้างว่าเขาสุขภาพไม่แข็งแรง ปิดตำนานค่ายดังค่ายมวยยอดฝีมือ

บั้นปลายชีวิต สูงสุด​คืนสู่สามัญ​ “เสถียร เสถียรสุต” ทุ่มทรัพย์สิน​และชีวิตทั้งหมดให้กับเสถียร​ธรรมสถาน