แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง “พ่อ” รอเล่าให้ลูกฟัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300268

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง “พ่อ” รอเล่าให้ลูกฟัง

คนในข่าว  :  27 ต.ค. 2560
อนุวัฒน์ หมันเส็น, เจ้าชาย ลัลลา, โพสต์เฟซบุค, เฟซบุค, โลกออนไลน์, ภาพประทับใจ, เปมิกา เสียงอ่อน, น้อมส่งเสด็จพ่อหลวง ร9 สู่สวรรคาลัย, น้ำฝนจากพ่อหลวง

ตั้งใจว่าจะมาทั้งที่ตั้งครรภ์ น้ำฝนจากพ่อหลวง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะพระองค์ท่านทรงงานหนักเกินกว่านี้ จะสอนลูกในครรภ์ให้เป็นคนดีดำเนินรอยเท้าตามพ่อหลวง!

               ในท่ามกลางหยาดน้ำตาของเราชาวไทย กับการน้อมส่งเสด็จพ่อหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย ในโลกออนไลน์ ยังมีภาพที่สร้างความรู้สึกยากเกินกว่าบรรยายออกมาได้เป็นคำพูด!

               คือภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ “เจ้าชาย ลัลลา” ได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพของสตรีผู้หนึ่งขณะกำลังรอถวายดอกไม้จันทน์ โดยมือข้างหนึ่งถือดอกไม้ไว้แนบอกข้างซ้าย ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งแตะไปที่ท้อง ซึ่งเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่!!

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

               และที่ยิ่งทำให้ซาบซึ้งยิ่งขึ้นคือ เธอผู้นี้กำลังยืนอยู่ในท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปราย โดยไม่หวาดหวั่นใดๆ

               ซึ่งนั้นทำให้เจ้าของภาพ คือ “อนุวัฒน์ หมันเส็น” หรือเจ้าของเฟซบุคดังกล่าว อดที่จะบึกทึกภาพนี้ไว้ เพื่อนำมาเผยแพร่ส่งต่อความซาบซึ้งกินใจกับคนทั่วไปไม่ได้

               ขณะที่เขายังบรรยายไว้ว่า “ภาพนี้ทำผมน้ำตาไหล (ท่านใดรู้จักพี่ผู้ใหญ่ในโพสต์นี้ฝากให้เขาติดต่อมาหาหน่อยนะครับ อยากมอบภาพนี้ให้กับพี่เขา หวังว่าภาพนี้จะมีประโยชน์แก่เขาในอนาคต)” ขณะที่เวลานั้นยอดแชร์ภาพดังกล่าวมีจำนวนเหยียบหมื่นแชร์

               และแน่นอนในที่สุด เธอผู้เป็นบุคคลในภาพก็ได้ปรากฏตัว โดยในเฟซบุค S Pemika Sow เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ว่า

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

               “พี่ๆ น้องๆ ส่งมาถาม หน้าคล้ายๆ คือไม่คล้ายคะ ดิฉันเลย ได้ข่าวว่าลงไปหลายเฟส ออกโทรทัศน์แล้ว อายจัง น้ำฝนเข้าตาและกำลังคุยกับลูกว่าต้องทำให้สำเร็จ”

               “ตั้งใจมาแล้วว่าจะมาทั้งที่ตั้งครรภ์ น้ำฝนจากพ่อหลวง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะพระองค์ท่านทรงงานมาหนักเกินกว่านี้ ลูกจะสอนลูกในครรภ์ให้เป็นคนดีดำเนินรอยเท้าตามพ่อหลวง รัชกาลที่ ๙”

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

              ใครที่ติดตามอ่านโพสต์ของเธอ ก็อดที่จะกล่าวชื่นชมในความใจสู้ของว่าที่คุณแม่ไม่ได้ ขณะที่อีกหลายคนระบุว่า เป็นภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ ออกมาจริงๆ

              กล่าวสำหรับ เธอผู้นี้ ชื่อ “เปมิกา เสียงอ่อน” จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยทักษิณ จ. สงขลา ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนบ้านฉลุง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

              ขณะที่เธอเองยังระบุไว้ในเฟซบุค เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมว่า สำหรับลูกในครรภ์นั้น มีอายุ 24 สัปดาห์ 5 วัน!

              สเตตัสก่อนนาทีฝนพรำ เธอกลั่นความรู้สึกจากหัวใจผู้เป็นแม่ระหว่างการรอคอยถวายดอกไม้จันทน์เป็นเวลา 3 ชั่วโมงว่า “บันทึกในความทรงจำ อนาคตข้างหน้าแม่จะเล่าให้เจ้าฟังนะตัวเล็กในท้องแม่ ณ ขณะนี้น้องอยู่ในท้องแม่ แม่กำลังรอวางดอกไม้จันทน์ แด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ คนเยอะก็จะอดทนเพื่อความตั้งใจ”

              ถือเป็นอีกภาพความประทับใจที่สร้างรอยยิ้มและพลังใจให้กับคนไทยในโมงยามนี้ได้ไม่น้อย!

000

ขอบคุณ : ผลงานการถ่ายภาพของ “เจ้าชาย ลัลลา”

และภาพจากเฟซบุค S Pemika Sow

เกิดในรัชกาลที่ 9 “นักรบกะเหรี่ยง” น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300170

เกิดในรัชกาลที่ 9 “นักรบกะเหรี่ยง” น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

คนในข่าว  :  26 ต.ค. 2560
กลุ่มชาติพันธุ์, ไทใหญ่, ชาวกะเหรี่ยง, ชาวกะเหรี่ยง และไทใหญ่, ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 น้อมส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย, กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA), สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน, ชาวไทใหญ่ในนามสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน, ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์, พิธีถวายดอกไม้จันทน์, ถวายดอกไม้จันทน์, พระบาทสมเด็จพระปร

มิเพียงแต่ชาวไทย ชาวไทใหญ่ ก็ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อประชาชนชาวไทใหญ่และชาวกะเหรี่ยงเป็นครั้งสุดท้าย!

               วันที่ 26 ตุลาคม 2560 วันที่มีพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร พสกนิกรทั่วไทยร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ณ จุดที่ทางการกำหนดไว้

               มิเพียงแต่ชาวไทย ชาวไทใหญ่ในนามสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน และกองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) และผู้ว่าราชการจังหวัดสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จังหวัดมะริดทะวาย ได้จัดพิธีวางดอกไม้จันทน์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ที่มีต่อประชาชนชาวไทใหญ่และชาวกะเหรี่ยง เป็นครั้งสุดท้าย

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

ชาวไทยใหญ่จัดพิธีวางอดกไม้จันทน์ที่ดอยไตแลง

               ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ค Cat Cat ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) แอดมินเพจได้เปลี่ยนโปรไฟล์รูป และมีข้อความว่า “ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 น้อมส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย”

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

               นับแต่คณะทหารพม่าปกครองประเทศมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ชาวกะเหรี่ยง และไทใหญ่ ต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับกองทัพพม่า ก่อให้เกิดสงครามกอบกู้เอกราชของกลุ่มชาติพันธุ์ และผลพวงของสงคราม ผลักไสให้ประชาชนกะเหรี่ยง ไทใหญ่ และมอญ หลบหนีภัยสู้รบมาอยู่ในเขตแดนไทย

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

               นักรบกะเหรี่ยงหรือไทใหญ่จำนวนไม่น้อย เกิดบนผืนแผ่นดินไทยในค่ายผู้อพยพแถวแม่ฮ่องสอน, ตาก, ราชบุรี และกาญจนบุรี

               ดังนั้น หลายสิบปีที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีพระเมตตาเผื่อแผ่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารรวม ถึงแรงงานได้เข้ามาประกอบสัมมาอาชีพในราชอาณาจักรไทย

“ซาไก” ผู้จงรักภักดี น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300146

“ซาไก” ผู้จงรักภักดี น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9

คนในข่าว  :  26 ต.ค. 2560
ร่วมพระราชพิธีฯ, พระราชพิธีถวายพระเพล, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, ซาไก มานิ, มานิ, เงาะ, ซาไก, วันนี้, แต่งชุดดำ, สุภาพ, แสดงความอาลัย, ส่งในหลวง, สู่สวรรค์

วันนี้ เพื่องานพิเศษนี้ พวกเขาลงจากเทือกเขาบรรทัด แต่งชุดดำ สุภาพ ไปวางดอกไม้จันทน์ แสดงความอาลัย ส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรค์

               ยังมีภาพที่สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นในวันสำคัญยิ่งวันนี้ คือ ภาพของกลุ่มชาว “มานิ” ที่เดินทางมาแสนไกล เพื่อวางดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

               ทั้งนี้ มีผู้ใช้เฟซบุค “วิชาญ ช่วยชูใจ” ได้โพสต์ภาพชาวซาไกกลุ่มหนึ่ง ที่เขาระบุว่า “ซาไก-มานิ” ลงจากป่าพัทลุงร่วมส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรค์

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               “แม้จะเป็นชาวป่าซาไก แต่ก็มีหัวใจรักและภักดีต่อนายหลวง ร.9 ต่อเจ้าแผ่นดินของพวกเขา”

               “วันนี้ เพื่องานพิเศษนี้ พวกเขาลงจากเทือกเขาบรรทัด แต่งชุดดำ สุภาพ ไปวางดอกไม้จันทน์ แสดงความอาลัย ส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรค์ด้วยครับ”

               “สุดยอด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อ.ป่าบอน จ.พัทลุง “ณรงค์ สงไข” ที่ทำหน้าที่ดูแลชาวป่ากลุ่มนี้ตลอดมาครับ”

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

                สำหรับ “ชาวมานิ” หรือที่หลายคนยังเรียกพวกเขาว่า “ซาไก” นั้น คือ ชนพื้นเมืองในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในเทือกเขาบรรทัด บริเวณ จ. ตรัง สตูล และ พัทลุง และเทือกเขาสันกาลาคีรีในเขตจังหวัด ยะลา และนราธิวาส

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               คำว่า “ซาไก” ตามความหมายแปลว่า “ทาส” เป็นภาษามลายู หรือแปลว่า “คนป่า” ปัจจุบันในประเทศมาเลเซียเลิกใช้คำๆ นี้ไปแล้ว

               อย่างไรก็ตาม ชนกลุ่มนี้ก็มีชื่อเรียกตัวเอง ว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” แปลว่า “คน” บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี มานิเป็นกลุ่มชนในวัฒนธรรมการหาของป่าล่าสัตว์ และดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               มีข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันนี้ ปัจจัยของความเปลี่ยนแปลงภายนอก ทั้งทางด้ายกายภาพและสังคม ได้เปลี่ยนแปลงให้ชนกลุ่มนี้มีลักษณะการดำรงชีวิต เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีวิถีชีวิตแบบเคลื่อนย้ายอพยพหาของป่าล่า-สัตว์แบบดั้งเดิม, กลุ่มหาของป่า-ล่าสัตว์กึ่งสังคมหมู่บ้าน, กลุ่มสังคมหมู่บ้านเต็มรูปแบบ

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               ช่วงวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ที่อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง มีการจัดในพิธีมอบทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ชนเผ่า มานิ อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาบรรทัดในจังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล และตรัง มาเป็นเวลาช้านาน

          "ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

                โดยมีจำนวนผู้เข้ารับบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวน 23 คน และยังได้รับสิทธิ์ในการดูแลรักษาพยาบาลเท่ากับคนไทยทั่วไป โดยเป็นบัตรทองจากของสาธารณสุขอำเภอป่าบอน กระทรวงสาธารณสุข

//////////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุค “วิชาญ ช่วยชูใจ”

“พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์” ผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย “วีอาร์ 009”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300067

“พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์” ผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย “วีอาร์ 009”

คนในข่าว  :  25 ต.ค. 2560
ถ, พลตตสุชาติ เผือกสกนธ์, สุชาติ เผือกสกนธ์, สุชาติ เผือกสกนธ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข, อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข, อดีตผู้อำนวยสำนักงานโครงการพระดาบส, สำนักงานโครงการพระดาบส, บันทึกความทรงจํา เรื่อง การสื่อสารของในหลวง, ในหลวง, ในหลวงรัชกาลที่ 9, องค์พ่อหลวง, วีอาร์ 009, วีอาร์-009, เผือกสกนธ์

พระองค์ท่านได้รับสั่งว่า “เป็นการดี พวกเขา (นักวิทยุอาสาสมัคร) จะได้ภาคภูมิใจ” และได้ทรงรับสัญญาณเรียกขาน “วีอาร์-009” ที่พล.ต.ต.สุชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวาย!

               อีกบุคคลหนึ่งที่ในชีวิตมีบุญอย่างล้นเหลือ ที่ได้ถวายงานใกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และอดีตผู้อำนวยสำนักงานโครงการพระดาบส

               โดยหากโฟกัสเฉพาะบทบาทขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโทรเลข เวลานั้น ได้มีการจัดสรรความถี่วิทยุย่าน 144-146 MHz. หรือที่เรียกว่า “Two Meter Band” ซึ่งเป็นความถี่ในย่าน “วิทยุสมัครเล่น” รวมทั้งการนำเอาประมวลสัญญาณ คือ Q-Codes ที่ใช้ในกิจการวิทยุสมัครเล่นสากล มาใช้ในการติดต่อสื่อสารภายในข่ายนี้

               พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ได้นำเรื่องการจัดตั้งชมรมวิทยุอาสาสมัครนี้กราบบังคมทูลพระกรุณาทราบ เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นการส่วนพระองค์

               พระองค์ท่านได้รับสั่งว่า “เป็นการดี พวกเขา (นักวิทยุอาสาสมัคร) จะได้ภาคภูมิใจ” และได้ทรงรับสัญญาณเรียกขาน “วีอาร์-009” ที่พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นสัญญาณเรียกขานประจำพระองค์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2524 โดยเพื่อทรงใช้ในศูนย์ควบคุมข่ายวิทยุอาสาสมัคร หรือ “ศูนย์สายลม” ของกรมไปรษณีย์โทรเลข เป็นการยืนยันว่า พระองค์ท่านได้ทรงเข้าร่วมในข่ายวิทยุอาสาสมัครตั้งแต่วันนั้น

               นอกจากนี้ยังทูลเกล้าฯ ถวาย สัญญาณเรียกขานประจำพระองค์ว่า “กส.9” อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อไว้ทรงทำการติดต่อสื่อสารกับพนักงานวิทยุประจำหน่วยตำรวจต่างๆ

               ขณะที่ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ ใช้สัญญาณเรียกขานประจำตัวว่า “วีอาร์-001”

               ทั้งนี้ จากหนังสือ “บันทึกความทรงจำ เรื่อง การสื่อสารของในหลวง” โดย พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ได้บอกเล่าเรื่องราวบางส่วนที่ทำให้เราได้ประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพขององค์พ่อหลวง ร.9 ในกิจการวิทยุ ว่า ความสนพระทัยในวิชาช่างมีตั้งแต่ระหว่างที่ยังประทับศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เมืองโลซานน์ โดยพระองค์ทรงเลือกที่จะศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อต้องเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน จึงทรงจำเป็นที่ต้องเลิกราไประยะหนึ่ง

               “…ในหลวง ร.9 ได้ทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าในเรื่องเทคนิคการสื่อสารทางวิทยุใหม่อย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2511 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผม (พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์) ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองการสื่อสารกรมตำรวจ และได้รับพระบรมราชโองการให้ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจราชสำนักเวรพอดี”

               “ทั้งนี้ เนื่องจากความสนพระทัยในวิชาช่างแขนงนี้มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ประการหนึ่งและทรงตระหนักในความสำคัญว่าการสื่อสารทางวิทยุจะเป็นสื่อที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยให้พระองค์ท่านได้ทราบข่าวสารสารทุกข์สุกดิบของพสกนิกรให้ได้โดยรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์…”

               เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ได้ทรงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสื่อสารของกรมตำรวจ โดยทรงใช้สัญญาณเรียกขานประจำพระองค์ว่า “กส.9” ทรงติดต่อหน่วยตำรวจต่างๆ อย่างคล่องแคล่วไม่ถือพระองค์ พระองค์ทรงจดจำสัญญาณเรียกขานประจำตัวบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ภายในข่าย ประมวลสัญญาณที่ใช้ติดต่อภายในข่ายการสื่อสารตำรวจหรือ โค้ด “ว.” และระเบียบปฏิบัติอื่นๆ ภายในข่ายได้อย่างแม่นยำ

               “วิธีการติดต่อสื่อสารภายในข่ายวิทยุไม่ว่าจะเป็นข่ายใดก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) จะทรงปฏิบัติโดยใช้วาจาที่สุภาพ และเคร่งครัดต่อวินัยในการสื่อสารเป็นอย่างยิ่ง

               กล่าวสำหรับ พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ที่ต้องนับว่าเป็นปูชนียบุคคล ผู้วางรากฐานโทรคมนาคมและกิจการวิทยุสื่อสารของประเทศไทย

               โดยเฉพาะนักวิทยุสมัครเล่น นักวิทยุอาสาสมัคร รวมถึงวิทยุราชการ ต่างก็รับรู้ทั่วกันว่า หากปราศจากความกล้าหาญของ พลตํารวจตรี สุชาติฯ ขณะดํารงตําแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ในขณะนั้นแล้ว กิจการวิทยุสมัครเล่นก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย

               พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2470 ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 (สิริอายุ 84 ปี 10 เดือน 13 วัน) บิดา-มารดา คือ นายดิน และ นางฉัตร เผือกสกนธ์

               จบระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิชาไฟฟ้าระดับสูง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2492, วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 22

               ประสบการณ์ทํางาน เคยเป็นหัวหน้ากองการสื่อสาร กรมตํารวจ, อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และกรรมการการทํางานบริหารรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคมอีกหลายแห่ง ฯลฯ และยังเป็นอดีตเสรีไทย โดยเป็นทหารผ่านศึกยศร้อยตรี ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2

               ทั้งนี้ ในเอกสาร ชื่อ “85 ความทรงจํา ถึง พลตํารวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ (วีอาร์ 001/HS1BA)” เขียนโดย “ทศพนธ์ นรทัศน์” ยังระบุว่า สิ่งที่ท่านบอกว่า ท่านภูมิใจเสมอคือ เป็นโฆษกของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพอากาศในวันปราบ “กบฏแมนฮัตตัน” 29 มิถุนายน พ.ศ. 2493

               และที่ยิ่งกว่าความภาคภูมิใจ แต่เป็นความปลื้มปีติเกินจะเอ่ย คือ ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับองค์พ่อหลวง ร.9 คือ หนังสือบันทึกความทรงจํา “เรื่อง การสื่อสารของในหลวง” ที่ได้รวบรวมความทรงจําเกี่ยวกับพระราชอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจในด้านการสื่อสารทางวิทยุคมนาคม วิทยุสมัครเล่น และโทรคมนาคมของในหลวงรัชกาลที่ 9 จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2542

               นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจรู้และไม่รู้ คือ ความรู้พิเศษของท่านในทางวิชาการโหราศาสตร์ดวงดาว แต่ไม่รับพยากรณ์ทั่วไป โดยแม้จะออกตัวว่าเป็นมือสมัครเล่น แต่เสียงร่ำลือทั่วกันว่า พล.ต.ต.สุชาติ นั้นแม่นอย่างตาเห็น!

               ขณะที่ยังได้เขียนบทความวิจารณ์เผยแพร่ในนิตยสารอีกมากมาย เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับโหราศาสตร์, ดวงพระชะตาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, ดาวเสาร์ดับในราศีกรกฏ, ดวงเมืองวันเกิดสึนามิภาคใต้ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547, อิทธิพลของดาวพระเคราะห์ในวันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ฯลฯ

               ถือเป็นอีกบุคคลสำคัญที่คนไทยมิอาจลืมเลือน!

สายบอล “นาคาศัย” มาแล้ว นกใหญ่บินสูง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299783

สายบอล “นาคาศัย” มาแล้ว นกใหญ่บินสูง!!

คนในข่าว  :  22 ต.ค. 2560
อสรรพยา, อดีต สส ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง, ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง, ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต สสหลายสมัย, ศึก M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2017, แชมป์ศึก M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2017, ชัยนาท ฮอร์นบิล, พรรคพรรคมัชฌิมาธิปไตย, สนามเลือกตั้งชัยนาท, สมศักดิ์ เทพสุทิน, นาคาศัย, นกใหญ่พิฆาต, เสี่ยแฮงค์, ได้ทำทีมบอล, ชัยนาท,

ระหว่างเว้นวรรคการเมือง “เสี่ยแฮงค์” ได้ทำทีมบอล “นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล จากลีกภูมิภาคขยับขึ้นไปเล่นไทยลีก

               แฟนเพจเฟซบุ๊ค “ทต.บางหลวง อ.สรรพยา” ของเทศบาลตำบลบางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อัพสเตตัสขอบคุณนักการเมือง และทีมฟุตบอล

               “เทศบาลฯ ขอขอบคุณ ท่านอนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส.ขวัญใจชาวชัยนาท ท่านอนุสรณ์ นาคาศัย นายก อบจ. ทีมนักฟุตบอลชัยนาทฮอร์นบิล สจ.เขตสรรพยา และนายกเทศมนตรีต่างๆ ที่มามอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลตำบลบางหลวง”

สายบอล  "นาคาศัย" มาแล้ว  นกใหญ่บินสูง!!

               เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2560 อนุชา นาคาศัย ประธานสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล และ อนุสรณ์ นาคาศัย นายก อบจ.ชัยนาท นำทีมนักเตะ มามอบถุงยังชีพชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่ อ.สรรพยา ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

สายบอล  "นาคาศัย" มาแล้ว  นกใหญ่บินสูง!!

               ที่สำคัญ อ.สรรพยา ยังเป็นบ้านเกิดของสองพี่น้องตระกูล “นาคาศัย”

               พ่อสุธน-แม่สุจิตรา นาคาศัย เปิดร้านขายยาและขายของชำ อยู่ในตลาดโพนางดำตก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พร้อมกับเลี้ยงลูกชายหญิง 6 คน นอกจากนั้น พ่อสุธน ยังเป็นกรรมการสุขาภิบาล ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน สร้างความเจริญให้กับตำบลริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สายบอล  "นาคาศัย" มาแล้ว  นกใหญ่บินสูง!!

               “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย เป็นมือขวาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน มาตั้งแต่ปี 2526 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ดำเนินการ ส.ส. เขาตัดสินใจลงสนามการเมืองเพียงสมัยแรกปี 2544 ด้วยวัยเพียง 40 ปี ก็สามารถโค่นเจ้าของพื้นที่เก่าอย่าง ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส.ส.หลายสมัย ลงได้อย่างไม่ยากเย็น

               สมัยที่สังกัดพรรคไทยรักไทย “เสี่ยแฮงค์” ถือว่าเป็น “สปอร์ตแมน” ตัวจริง คอยดูแลเพื่อน ส.ส.ในค่ายวังน้ำยม แบบไม่ให้ขาดตกบกพร่อง รวมถึงการทำทีมฟุตบอล ส.ส. “ไทยรักไทย ยูไนเต็ด”

               ในพื้นที่ชัยนาท “เสี่ยแฮงค์” ได้ส่งน้องชายลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.ชัยนาท และสามารถเอาชนะแชมป์เก่าจากตระกูล “สงฆ์ประชา” ไปได้ ตอนหลัง ตระกูล “นาคาศัย” ก็แผ่บารมีไปในกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น ส่งผลให้ “อนุสรณ์” เป็นนายก อบจ.ติดต่อกันอีก 2 สมัย

สายบอล  "นาคาศัย" มาแล้ว  นกใหญ่บินสูง!!

               หลังรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์ เทพสุทิน แยกตัวไปตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตย “เสี่ยแฮงค์” ก็ตามไปเป็น “มือทำงาน” แต่ปลายปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค “เสี่ยแฮงค์” เลยต้องเว้นวรรคการเมืองไป 5 ปี

               ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ กลุ่มมัชฌิมาธิปไตย ได้ร่วมรัฐบาลผสมชุดพลิกขั้ว “พรทิวา นาคาศัย” ภรรยาของเสี่ยแฮงค์ ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์

               เลือกตั้งปี 2554 เสี่ยแฮงค์ย้ายตามสมศักดิ์ ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ในสนามเลือกตั้งชัยนาท ปรากฏว่า ตระกูลนาคาศัย กับตระกูลสงฆ์ประชา จับมืออยู่พรรคเดียวกัน แบ่งกันลงสมัครกันละเขต ก็เอาชนะคู่แข่งอย่างไม่ยากเย็น

สายบอล  "นาคาศัย" มาแล้ว  นกใหญ่บินสูง!!

               ระหว่างเว้นวรรคการเมือง “เสี่ยแฮงค์” ได้ทำทีมบอล “นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล จากลีกภูมิภาคขยับขึ้นไปเล่นไทยลีก ก่อนตกชั้นมาเล่นไทยลีก 2 ในฤดูกาลนี้

               เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันไทยลีก 2 “นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด และคว้าแชมป์ศึก M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2017 ไปได้

               สำหรับฤดูกาลเลือกตั้ง ที่มาจะมาถึงในปีหน้า ทั้งสมศักดิ์ เทพสุทิน และเสี่ยแฮงค์ ต่างพ้นจากการถูกแบนทางการเมือง จึงสามารถกลับมาลงสมัคร ส.ส.ได้

ดอกเตอร์ ดับบลิว. สจ๊วต วิตต์มอร์ แพทย์ผู้ถวายการประสูติองค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299583

ดอกเตอร์ ดับบลิว. สจ๊วต วิตต์มอร์ แพทย์ผู้ถวายการประสูติองค

คนในข่าว  :  20 ต.ค. 2560
าพระสหายคนแรกของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, ดรดับเบิลยู สจ๊วต วิตต์มอร์, ดอกเตอร์, ดับบลิว, สจ๊วต, วิตต์มอร์, ดับเบิลยู

น้อยคนจะรู้ว่าพระสหายคนแรกขององค์ในหลวง ร.9 คือ ดอกเตอร์ ดับเบิลยู สจ๊วต วิตต์มอร์ โดยขณะทำการถวายการประสูตินั้น คุณหมอเป็นหมอหนุ่มที่มีอายุเพียง 45 ปี!

               เราคนไทย น้อยคนจะรู้ว่าพระสหายคนแรกของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ ดอกเตอร์ ดับเบิลยู สจ๊วต วิตต์มอร์ (Dr. W. Stewart Whittemore) หรือแพทย์ผู้ถวายการประสูติพระองค์เอง

               โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เวลา 08.45 น. ดร.ดับเบิลยู สจ๊วต วิตต์มอร์ และคณะแพทย์ พยาบาล ได้ปฏิบัติภารกิจทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งครั้งหนึ่งของโลกนั่นคือ ถวายการประสูติแด่หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยาหม่อมในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ซึ่งประทับศึกษาวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันไม่ห่างมากนัก จากโรงพยาบาลเมาต์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา โดยมีพระนามภาษาอังกฤษ “baby Songkla” ในบัตรพระประสูติกาล

               เรื่องนี้เฟซบุ๊กชมรมประวัติศาสตร์สยามได้ค้นคว้ามาบอกเล่าว่า นายแพทย์สจ๊วต วิตต์มอร์ จดจำเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ในวันพระบรมราชสมภพได้ทั้งหมด..

               โดยบันทึกไว้ในวารสาร บอสตันโกลบ ฉบับปี พ.ศ. 2503… คุณหมอทบทวนไว้ในวารสารความว่า… “พระองค์ทรงมีพระพลานามัยดีเยี่ยม”

               “…หม่อมแม่ของพระองค์ ทรงเป็นคนไข้ที่ยอดเยี่ยม ไม่ทรงบ่นใดๆ…”

               ในเวลานั้น คุณหมอมิอาจทราบได้เลยว่าใน 19 ปีต่อมาจากนั้น เด็กน้อยผู้นี้ จะได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศสยาม (รัชกาลที่ 9) และได้ทรงครองราชบัลลังก์ต่อเนื่องยาวนานกว่าใครจะนึกถึงได้ !

               ทั้งนี้ วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงครองราชย์ ได้เสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลซึ่งเป็นที่ทรงพระราชสมภพ และโอกาสนี้ได้พระราชทานของที่ระลึกแก่ “พระสหายคนแรก” ดอกเตอร์ ดับเบิลยู สจ๊วต วิตต์มอร์ และนางพยาบาลที่ช่วยในการถวายการประสูติ ทั้ง 4 คน คือ มิสซิส เลสลี่ เลตัน, มิส เจนีเวียฟ เวลดอน, มิสซิสมาร์กาเร็ต เฟย์ และ มิสรูธ แฮริงตัน

               เหตุการณ์ในวันนั้นมีบันทึกอยู่ในหนังสือเรื่อง “เสด็จพระราชดําเนิน : สหรัฐอเมริกา พุทธศักราช 2503, ปากีสถาน พุทธศักราช 2505, และ สหพันธรัฐมลายา พุทธศักราช 2505” พระนิพนธ์ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต มีความว่า

               “หมอชรา ดอกเตอร์ ดับบลิว.สจ๊วต วิตต์มอร์ ผู้ซึ่งถวายการประสูติ ที่ทรงพบครั้งแรกแล้วที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิดก่อนเสวยพระกระยาหารกลางวัน ได้รับพระราชทานหีบบุหรี่ถมทอง มีพระปรมาภิไธยข้างนอก และตัวหนังสือสลักไว้ข้างในว่า To my first friend, Doctor Whittmore, with Affectionate regard แด่มิตรคนแรกของฉัน ดร.วิทมอร์ ด้วยความระลึกถึงและรักใคร่”

               “สำหรับตอนนี้หมอวิตต์มอร์มาคอยรับเสด็จอยู่ที่นี้พร้อมด้วยนางพยาบาล 4 คน ผู้ช่วยของแกเมื่อครั้งกระโน้น นางพยาบาลทั้ง 4 มีชื่อว่า มิสเวลด้อน, มิสแฮริงตัน, มิสซิสเฟย์ และมิสซิสเลตัน 3 คนแรกยังเป็นนางพยาบาลอยู่ที่เมาท์ ออเบิร์นนั่นเอง ส่วนมิสซิสเลตันเก๋กว่าคนอื่น ไม่ได้แต่งนางพยาบาลอย่างอีก 3 คนดอก แกแต่งตัวโก้สวมหมวกขนนกมีเวลคลุมลงมาที่หน้าผากก็ได้ ตลบขึ้นก็ได้ สวมสร้อยคอไข่มุก เดี๋ยวนี้มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นถึงผู้อำนวยการของสมาคมศิษย์เก่าของนางพยาบาลเมืองนี้”

               “นางพยาบาลทั้ง 4 นี้ เวลานั้นเป็นนางพยาบาลสาวๆ สำเร็จใหม่ ตัวเล็กแบบบาง บัดนี้กลายเป็นนางพยาบาลแก่ๆ สวมแว่นตาหนา ตัวอ้วนๆ แต่ท่าทางยังตุ้งติ้งทั้ง 4 คน เมื่อพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตลับแป้งถมทอง มีพระปรมาภิไธยที่ฝาตลับแก่ทุกคน และตรัสคล้ายๆ ว่า “ต้องใช้บ้างนะ” คนหนึ่งก็เปิดฝาตลับแป้งขึ้นส่องกระจกในนั้น พลางทำตาหวานร้องว่า “จะใช้ตลอดชีวิต และจะนึกถึงท่านตลอดเวลา”

               นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่ามิสซิสเลตันนึกถึงความหลัง ก็บอกกับคนที่มาหยุดฟังแกว่า “ท่านเป็นทารกที่น่าเอ็นดูที่สุด พ่อแม่ของท่านทำตนเป็นคนธรรมดาๆ ไม่ชอบเป่าแตร ตีกลอง”

               โดยก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินออกจากบอสตัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักหนังสือพิมพ์อเมริกันเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานสัมภาษณ์เป็นเวลานานอย่างไม่ถือพระองค์

               ในช่วงหนึ่งของการพระราชทานสัมภาษณ์ นักหนังสือพิมพ์ได้กราบบังคมทูลถามความรู้สึกส่วนพระองค์ว่า “นี่เป็นการเสด็จฯ เยือนอเมริกาเป็นครั้งแรก…ทรงรู้สึกอย่างไรบ้าง?” มีพระราชดำรัสตอบว่า “ก็ตื่นเต้นที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด เพราะข้าพเจ้าเกิดที่นี่…ที่เมืองบอสตัน”

               อนึ่ง สำหรับ เพื่อนคนแรกของในหลวง รัชกาลที่ 9 เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2425 ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2505 ขณะอายุ 79 ปี (ข้อมูลจาก https://www.geni.com/people/W-Stewart-Whittemore/6000000000851687284)

               ดังนั้น จึงหมายความว่า เขาเสียชีวิตหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ เยี่ยมที่โรงพยาบาลเพียง 2 ปีเท่านั้น และยังหมายความว่าขณะทำการถวายการประสูตินั้น คุณหมอเป็นหมอหนุ่มที่มีอายุเพียง 45 ปี!

               ขณะที่ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ โรงพยาบาลก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2414 เดิมมีชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นในภายหลัง

               และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์นนี้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ใช้สำหรับแพทย์ฝึกหัดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และในปี พ.ศ. 2549 เมาต์ออเบิร์นได้รับเลือกเป็นหน่วยงานที่น่าทำงานจากหนังสือพิมพ์ของบอสตัน

/////////////////////

               ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊กชมรมประวัติศาสตร์สยาม และเฟซบุ๊กราชบัลลังก์จักรีวงศ์

“โดนัท” หนึ่งคนคุณภาพ กับ “บันทึกทางไกล ถึงพ่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299504

“โดนัท” หนึ่งคนคุณภาพ กับ “บันทึกทางไกล ถึงพ่อ”

คนในข่าว  :  19 ต.ค. 2560
ภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกลถึงพ่อ, ภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกลถึงพ่อ (The Journey), โดนัท มนัสนันท์, โดนัท มนัสนันท์ พันเ, โดนัท, คนของในหลวง ร9, The Journey, หนึ่งคนคุณภาพ, บันทึกทางไกล, ถึงพ่อ, คนของในหลวง, Journey

เธอมาเพื่อแสดงตัวตนว่าเป็น “คนของในหลวง ร.9” ตัวจริงเสียงจริง เมื่อเธอลุกขึ้นมาสร้างภาพยนตร์สารคดี “บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ” (The Journey) ซึ่งเจ้าตัวกำกับเอง!!

                 คนในข่าววันนี้ยังมีอีกหนึ่งคนคุณภาพของวงการบันเทิงหากแต่ว่า “โดนัท” มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล กลับมีความสามารถรอบด้านมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะเป็นนักแสดงอิสระแล้วเธอยังทำงานเบื้องหลัง และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์อีกมากมายหลายเรื่อง

                 โดยวันนี้เธอมาเพื่อแสดงตัวตนว่าเป็น “คนของในหลวง ร.9” ตัวจริงเสียงจริง เมื่อเธอลุกขึ้นมาสร้างภาพยนตร์สารคดี “บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ” (The Journey) ซึ่งทั้งกำกับเอง และยังทำหน้าที่เป็นผู้ร้อยเรียงเรื่องราวการเดินทางของในหลวงรัชกาลที่ 9

                เนื้อหาของ “บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ” นั้น เป็นการรวบรวมเรื่องราวการเดินทางของในหลวง ร.9 นับตั้งแต่ พ.ศ.2476-2494 ที่บอกเล่าผ่านพระราชหัตถเลขาและไปรษณียบัตร รวมถึงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ วีดิทัศน์พระราชทานสัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่เคยใกล้ชิดและคอยถวายงานแด่พระองค์ท่าน

                ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นอกจาก “โดนัท” มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล แล้วยังมี พรมนัส รัจนวิชช์ และสเตฟาน ลอมแบร์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ภายใต้การให้คำปรึกษาของลีซองดร์ เซไรดารีส บุตรชายของเกลย์อง เซไรดารีส อดีตพระอาจารย์ส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

                ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เธอเปิดแถลงข่าวเปิดตัวสารคดีเรื่องนี้ โดยเล่าถึงที่มาว่าหลังจากการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เธอตั้งใจสร้างสรรค์สารคดีเรื่องนี้ขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ ประกอบกับการได้เจอบุตรชายของอดีตพระอาจารย์ส่วนพระองค์ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจจะบอกเล่าเรื่องราวที่พสกนิกรไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 1 ปี พร้อมย้ำว่า เป็นภาพยนตร์สารคดีที่คนไทยควรดูอย่างมาก

               “ภาพยนตร์เรื่องนี้ยอมรับว่าเหนื่อย แต่มีความสุขจริงๆ ทำจนวินาทีสุดท้าย ภารกิจเสร็จสิ้นเป็นสิ่งที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็มีความสุขอยากให้อัพเดทกันเรื่อยๆ ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่เข้ามาสนับสนุน ตั้งแต่วันที่เริ่มถ่ายจนตอนนี้เกือบ 1 ปี พอดี”

               นอกจากนี้ยังเล่าว่าเรื่องนี้มีไทม์ไลน์เป็นประวัติศาสตร์โดยแท้จริง โดยนำพาคนดูเดินทางไปกับหนังเรื่องนี้ด้วย จากที่จุดเริ่มต้นที่ตนเองชอบเดินทางแล้วเกิดคิดสงสัยจากการอ่านบันทึกการเดินทางของในหลวง ร.9 อยากเข้าใจว่าพระองค์ท่านเป็นนักเดินทางแบบไหน ระหว่างที่ทำเรื่องนี้เราพบคำตอบนึงก็คือสำหรับนักเดินทางจุดหมายปลายทางไม่เคยสำคัญ แต่สำหรับในหลวงร.9 จุดหมายปลายทางสำคัญมากคือคนไทยและประเทศไทยที่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนเลย

               “ไม่ใช่โอกาสง่ายที่ทำภาพยนตร์ให้คนไปดูฟรี ต้องขอบคุณน้ำใจคนไทยที่เราทำเรื่องดีๆ แล้วคนซัพพอร์ตกันเยอะ และถ้ามีโอกาสต้องกราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สอนให้มีความอดทนและความพยายามในการทำงานทำให้เราทำภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สำเร็จ ตอนนี้ผลงานเรื่องอื่นยังไม่มีก็ทำสารคดีเรื่องนี้ก่อน ต้องรอเรื่องเวลาและความเหมาะสมด้วย”

               สำหรับภาพยนตร์สารคดี “บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ” (The Journey) เข้าฉายแล้วตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วไปสามารถรับชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสามารถรับบัตรได้ที่จุดลงทะเบียนหน้าโรงภาพยนตร์

               ล่าสุดได้เพิ่มรอบฉายระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม รอบเวลา 19.00 น. สามารถรับชมได้ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟ สาขา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา, เซ็นทรัลพลาซา ศาลายา, เทอมินอล 21, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ บางแค, เดอะมอลล์ ท่าพระ, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, มาบุญครอง เซ็นเตอร์ และเดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์

               และระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคม รอบเวลา 14.30 น. สามารถรับชมได้ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา, เซ็นทรัลพลาซา ศาลายา, เทอมินอล 21, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ บางแค, เดอะมอลล์ ท่าพระ, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, มาบุญครอง เซ็นเตอร์ และเดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์

               สำหรับ มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2526 ชื่อเล่น โดนัท ที่โรงพยาบาลพิษณุเวช จ.พิษณุโลก มีพี่น้อง 3 คน เป็นคนบุตรที่ 2

               แรกเริ่มเข้าวงการอยู่สังกัดอาร์เอส เมื่อหมดสัญญาก็มาเซ็นสัญญากับสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ปัจจุบันเป็นนักแสดงอิสระ และหันไปทำงานเบื้องหลังแทน

               โดนัทมีชื่อเสียงจากละครหลายเรื่อง โดยเฉพาะบท “คุณดี๋” จากละครเรื่อง ดอกส้มสีทอง จากนั้นยังมีเรื่องคู่กรรม 2, รังนกบนปลายไม้, ดงผู้ดี, เวียงร้อยดาว และสุดแค้นแสนรัก

               ในชีวิตส่วนตัว นางเอกสาวผู้นี้ยังเพิ่งออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงอาการป่วยโรคเอสแอลอี (แพ้ภูมิตัวเอง) หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อโรคพุ่มพวง โดยรักษาตัวมานานกว่า 6 เดือนแล้วหลังจากที่ตรวจพบโดยบังเอิญในช่วงที่กำลังป่วยโรคไข้เลือดออก โดยทุกวันนี้ยังต้องเข้ารับการตรวจและเจาะเลือดเป็นประจำทุกเดือนเพื่อเช็กสุขภาพ…

               อย่างไรก็ดี สำหรับพวกเราคนไทย หากพูดถึงโดนัท คนไทยทุกคนจะยอมรับกันดีว่าเธอคือคนคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทยที่มีดี ครบเครื่องมากกว่าแค่ใบหน้า แต่ยังมีมันสมองอีกด้วย

/////////////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากอินสตาแกรม manatsanan_p

เฟซบุ๊ก Donut Manatsanan fanpage

และเว็บไซต์ดาราเดลี่

“ดาวเรือง” กับอดีต ส.ส. ปชป. ดูคล้ายแต่ก็ต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299437

“ดาวเรือง” กับอดีต ส.ส. ปชป. ดูคล้ายแต่ก็ต่าง

คนในข่าว  :  18 ต.ค. 2560
คุณหญิง สุดารัตน์ เก, หญิงหน่อย, คุณหญิงหน่อย สุดารัต, หญิงหน่อย เก็บแต้ม, กิจกรรมปลูกดอกดาวเรือง, ดอกดาวเรือง, เกียรติศักดิ์ ส่องแสง, เกียรติศักดิ์ ส่องแสง อดีต สสปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์, อดีต สสปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์, โหนกระแส, ดาวเรือง, กับอดีต, อดีต, เพียง

อดีต ส.ส.เกียรติศักดิ์ คนนี้ เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำโครงการ “ปลูกดาวเรืองเพื่อพ่อ” เพียง แต่ไม่ได้โอเวอร์แอ๊กชั่น เหมือนใครบางคนที่ถูกมองว่า “โหนกระแส” อยู่ตอนนี้

               ยังวิพากษ์วิจารณ์กันไม่จบ กรณี “คุณหญิงหน่อย” ขึ้นรถโบกมือหยอยๆ ชวนชาวบ้านชาวเมืองปลูกดอกดาวเรือง

               ว่ากันตามจริง ประเด็นคุณหญิงหน่อยนั้น เป็นเรื่องของกาลเทศะ ความควรไม่ควรเท่านั้นเอง ดังคำพระที่ว่า “วิญญูชนย่อมประพฤติตนอยู่ในกาลเทศะ รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรทำ”

               นักการเมืองก็คือคนไทย ที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และน้อมราลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ฉะนั้น จึงมี อดีต ส.ส.ทุกพรรค ทุกจังหวัดที่ร่วมกิจกรรมการปลูกดอกดาวเรืองมาตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

               ยกตัวอย่าง “เกียรติศักดิ์ ส่องแสง” อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำโครงการ “ปลูกดาวเรืองเพื่อพ่อ” ในงานวันแม่ 12 ส.ค.ที่แล้วมา โดยเตรียมต้นกล้าดาวเรือง 2 หมื่นต้น ให้ชาวคูคต ,ลำสามแก้ว ,ลาดสวาย ,บึงคำพร้อย และลำลูกกา มาร่วมกันปลูกที่ลานดินเยื้องโรงเรียนขจรเนติยุท เลียบคลอง 3 ฝั่งตะวันตก ย่านลำสามแก้ว

"ดาวเรือง"  กับอดีต ส.ส. ปชป.  ดูคล้ายแต่ก็ต่าง 

               จากนั้น อดีต ส.ส.เกียรติศักดิ์ ก็เดินสายเชิญชวนให้ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในย่านนั้นปลูกดอกดาวเรือง โดยหวังจะให้บานสะพรั่งราวต้นเดือน ต.ค. และบนเฟซบุ๊ค “ดร.เกียรติศักดิ์ ส่องแสง“ จึงได้มีการบันทึกไว้ว่า

               “วันที่ 1 ตุลาคม 2560 วันที่เรานัดหมายจะนำดอกดาวเรืองเหล่านี้ไปยังจุดที่กำหนดไว้สองจุดคือ หนึ่งปากทางลำลูกกาใกล้สนามกีฬาธูปะเตมีย์-อนุสรณ์สถาน และจุดที่สองคือ ปากทางถนนไสวประชาราษฎร์จดถนนลำลูกกา คลอง 4”

"ดาวเรือง"  กับอดีต ส.ส. ปชป.  ดูคล้ายแต่ก็ต่าง 

               เมื่อวันที่ 18 ต.ค. “เกียรติศักดิ์” อัพสเตตัสขอบคุณจิตอาสาผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “สุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จร่วมกัน ได้น้อมถวายส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยพร้อมหน้ากัน ดาวเรืองของจิตอาสาลำลูกกา จากต้นกล้าดาวเรือง 25,000 ต้นกล้า มาถึงวันนี้กว่า 20,000 ต้น ที่ผลิดอกบานสะพรั่ง ทั้งจ่ายแจกให้กับโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนสาธิต วิทยาลัยเทคนิค โรงพยาบาลชุมชน มหาวิทยาลัย หมู่บ้าน นิติบุคคล ประชาชนทั่วไป วันนี้ ดาวเรืองมีราคาตั้งแต่ต้นละ 50 ถึง 150 บาท ก็มีตลาดขายกันได้ เพื่อน้อมถวายพ่อหลวงนั่นเอง จิตอาสาลำลูกกามีดาวเรือง 20,000 ต้นที่ออกดอกสวยงาม หากจำหน่ายต้นละ 100 รวมแล้วจะมีราคามากพอสมควร แต่จิตอาสายังคงเจตนาเดิมคือทำเพื่อถวายพ่อ ขอซื้อก็ไม่ขาย เราแบ่งให้ก็แล้วกัน”

"ดาวเรือง"  กับอดีต ส.ส. ปชป.  ดูคล้ายแต่ก็ต่าง 

               จริงๆแล้ว สิ่งที่ “คุณหญิงหน่อย” ทำในเขตลาดปลาเค้า กับอดีต ส.ส.เกียรติศักดิ์ ลงมือทำที่อำเภอลำลูกกา ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ต่างมุ่งหวังในการเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ และแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รัก และเคารพยิ่ง

               เพียงแต่อดีต ส.ส.ลูกอีสาน ที่มาประสบความสำเร็จแถวขอบกรุง ไม่ได้มีบทโอเวอร์แอ๊กชั่น จึงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “โหนกระแส” ตรงข้ามกับคุณหญิงหน่อย ที่ในชั่วโมงนี้ ตกเป็นข่าวว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทุกย่างก้าวล้วนมีคนจับจ้อง

"ดาวเรือง"  กับอดีต ส.ส. ปชป.  ดูคล้ายแต่ก็ต่าง 

               แค่ก้าวพลาดขึ้นรถผิดคัน ก็ทำให้อนาคตดับวูบ..จากดาวรุ่งกลายเป็นดาวร่วง หรือพูดจาภาษาบ้านบ้าน ก็ต้องว่า งานนี้ยิ่งกว่า “กิ้งกือตกท่อ” เสียอีก

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299389

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

คนในข่าว  :  18 ต.ค. 2560
ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เจ้าของลิขสิทธิ์มิสแกรนด์, ม, เวทีประกวดมิสแกรนด์อ, สาวงามเวทีมิสแกรนด์ฯ, เวที มิสแกรนด์ อินเ, มิสแกรนด์อินเตอร์เนช, งานประกวด Miss Grand, Miss Grand Internati, ฟ้าใส จินนาลี นอละสิง มินแกรนด์ลาว 2017, เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม, หงคำ สุวันนะวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีวีลาว,

เสียงของคนลาวในโซเชียล โดยมากจะตื่นเต้นดีใจกับสาวสวยตัวแทน ที่ดูโดดเด่นและมีลุ้นตำแหน่งในการประกวดครั้งแรกนี้ และเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของวงการนางงามลาวอีกด้วย

               กระแสนางงามอินเตอร์ กำลังมาแรงใน สปป.ลาว นับแต่ “ฟ้าใส” จินนาลี นอละสิง มินแกรนด์ลาว 2017 เดินทางไปประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล รอบสุดท้ายที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม ซึ่งวันที่ 26 ต.ค.นี้ จะรอบตัดสินว่าใครจะได้ครองมงกุฏ

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

               เนื่องจาก “ฟ้าใส” เป็นสาวคนแรกที่ได้ไปประกวดเวทีนางงามระดับมาตรฐานสากล และเธอก็ทำได้ดี จนได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายในการประกวดชุดประจำชาติ และที่ฮือฮาที่สุดคือ ฟ้าใสติดอันดับ 20 สาวงามในการประกวดชุดว่ายน้ำ

               แฟนเพจเฟซบุ๊ค “โทละโข่ง” ที่โดังดังของลาว ได้นำเสนอข่าวและตีพิมพ์ภาพฟ้าใสสวมบิกินี เหมือนสำนักข่าวออนไลน์อื่นๆ แต่เพจโทละโข่ง กลับเบลอชุดบิกินี ของมิสแกรนด์ลาว เพราะกังวลในข้อกฎหมายสื่อลาว ที่เข้มงวดการเผยแพร่ภาพโป๊ลามกอนาจาร

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

               พลันที่ภาพข่าวนี้เผยแพร่ออกไป มีคนลาวมาเมนท์กันมากมาย ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า แอดมินเพจโทละโข่ง ทำไมต้องเบลอภาพนั้น?

              ขณะที่คนลาวอีกจำนวนหนึ่งกลับตกใจที่เห็นสาวลาวในชุดบิกินี บางคนถึงขั้นว่า ผู้สนับสนุนมิสแกรนด์ กำลังส่งเสริมวัฒนธรรม “บ่ดี”

               ต่อมา แอดมินเพจโทละโข่งทนเสียงวิจารณ์ว่า ล้าสมัย ไม่ทันโลกไม่ไหว จึงปล่อยภาพเต็มๆ ของฟ้าใสในชุดว่ายน้ำที่กองประกวดจัดให้

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

              ดูเหมือนเสียงส่วนใหญ่ของคนลาวในโลกโซเชียล ออกจะตื่นเต้นดีใจกับมิสแกรนด์ลาว ที่ดูโดดเด่น และมีโอกาสคว้าตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในการประกวดครั้งแรก และเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของวงการนางงามลาว

               อย่างไรก็ตาม ต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐาน นับแต่มีราชอาณาจักรลาว จนมาถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มหาชนฝั่งซ้ายก็ได้ยลโฉมสาวลาวสวมบิกินีในเวทีประกวดนางงามนานาชาติเป็นครั้งแรก

               ที่ผ่านมา พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ผู้ชี้ทิศนำทางทุกอย่างจะพยายามรักษาเอกลักษณ์การประกวดสาวงามตามขนบธรรมเนียมประเพณีลาว แต่สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “ธุรกิจประกวดขาอ่อน” จากต่างประเทศมาเบ่งบานในแผ่นดินจำปาบาน

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

               ผู้ที่จัดเวทีประกวดสาวลาว เพื่อป้อนสู่ตลาดนางงามอินเตอร์นั้น มีอยู่เพียงรายเดียวคือ หงคำ สุวันนะวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีวีลาว จำกัด หรือบริษัท มิสลาว จำกัด

               เวลานี้ “หงคำ” ถือลิขสิทธิ์ประกวด “มิสยูนิเวิร์สลาว” ,มิสเวิล์ดลาว ,มิสอินเตอร์เนชั่นแนลลาว และ “มิสแกรนด์ลาว”

               นอกจากนี้ หงคำยังร่วมมือกับ “เจ้าพ่อนางงามไทย” ณวัฒน์ อิสรไกรศีล จัดประกวด “มิสแกรนด์ลาว”, “มิสเวิลด์ลาว” และ “มิสอินเตอร์เนชั่นแนลลาว”

               หงคำ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ของลาว เติบโตมาจากการดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ใน “ศูนย์กลางชาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว” (ชปล.) และได้เป็นรองประธานศูนย์กลางงชาวหนุ่มลาว โดยโครงสร้างอำนาจฝั่งซ้าย สูงสุดคือพรรคประชาชนปฏิวัติลาว รองลงมาเป็นศูนย์กลางชาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว

โวยแหลก!! เบลอบิกินี มิสแกรนด์ลาว

             ฉะนั้น นักธุรกิจรุ่นใหม่ของลาว ที่เฉิดฉายอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ล้วนเคยเป็นผู้บริหารขององค์กรชาวหนุ่มลาวมาก่อน

               ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เจ้าของลิขสิทธิ์มิสแกรนด์ ต้องการเปิดตลาดประกวดขาอ่อนในลาว จึงติดต่อผ่านหงคำ ทำให้เวทีมิสแกรนด์ลาวบังเกิดขึ้นได้

               เหตุที่หงคำ ถูกมอบหมายให้ดูแลการประกวดนางงามลาวทั้งหมด ก็เพื่อควบคุม “ธุรกิจประกวดขาอ่อน” ให้อยู่ในกรอบที่พรรคและรัฐวางไว้นั่นเอง

“ท่านมุ้ย” ตามรอยองค์ภูมินทร์ ขวบปีแห่งแก่นแท้ของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299231

“ท่านมุ้ย” ตามรอยองค์ภูมินทร์ ขวบปีแห่งแก่นแท้ของชีวิต

คนในข่าว  :  17 ต.ค. 2560
ท่านมุ้ย มจชาตรีเฉ, ท่านมุ้ย

ครั้งที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากที่สุด ช่วงที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ศูนย์รวมแห่งดวงใจ” ซึ่งเวลานั้นท่านมุ้ยได้ตามเสด็จพระองค์ท่าน 1 ปีเต็ม !!

              คนในข่าววันนี้ มาย้อนความทรงจำของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เคยเล่าว่า ตัวท่านนั้นเป็นข้าในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาตลอดชีวิต

              โดยครั้งที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากที่สุด คือ ช่วงที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ศูนย์รวมแห่งดวงใจ” (Center of Nation) ซึ่งเวลานั้นท่านมุ้ยได้ตามเสด็จพระองค์ท่าน 1 ปีเต็ม !!

              ทั้งนี้ หลายคนคงจำได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์เทิดพระเกียรติบันทึกพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านฟิล์มภาพยนตร์ 35 มม. ออกฉายตามโรงภาพยนตร์ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 กำกับโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และ บรรจง โกศัลวัฒน์ ความยาว 92 นาที

              และขวบปีนั้น ท่านมุ้ย ได้นำพระราชจริยวัตรอันงดงาม และน้ำพระราชหฤทัยอันสูงส่งหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์หลายอย่างมาเล่าสู่กันฟัง เช่น บางครั้งทรงขับรถไปเยี่ยมราษฎรด้วยพระองค์เอง ท่านมุ้ยนั่งอยู่ด้านหลังเพื่อใช้กล้องบันทึกภาพไปด้วย บางครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขา แล้วท่านมุ้ยเกิิดหกล้มขึ้นมา พระองค์ก็ทรงฉุดให้ลุกขึ้น

              “ตอนนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษาแล้วนะ ส่วนผมก็ 50 กว่าเห็นจะได้ พระองค์ท่านจึงตรัสว่า “ทำไมถึงสู้แรงเราไม่ได้” (หัวเราะ) นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่ผมประทับใจมาก”

              สำหรับเหตุผลที่ท่านมุ้ยตั้งพระทัยทำงานนี้ เพราะเรียนมาทางด้านธรณีวิทยา ตั้งพระทัยมาทำงานด้วยใจรัก และยังรู้สึกซาบซึ้งที่ได้แบ่งเบาพระราชภาระส่วนหนึ่ง

              “พระเจ้าอยู่หัว (ร.9) ทรงงานหนักอยู่ตลอดเวลา ภารกิจหลักของพระองค์ท่านคือเรื่องน้ำ ถ้าน้ำท่วมพระองค์ก็ทรงหาทางช่วยบรรเทาทุกข์ ถ้าน้ำแห้งพระองค์ท่านก็พระราชทานฝนหลวงแก่ประชาชน” (ข้อมูลจากนิตยสารลิปส์ ฉบับครบรอบ 11 ปี ช่วงเดือนกรกฎาคม 2553)

              สำหรับคนไทย “ท่านมุ้ย” ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้า แต่อีกด้านหนึ่งท่านเป็นพระอนุวงศ์ลำดับที่ 24 ในลำดับโปเจียมแห่งราชอาณาจักรไทย (เป็นลำดับที่ 11 ในฝ่ายชาย) ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งองค์ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ

              ประสูติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2485 สำหรับผลงานที่ผ่านมานั้น “ท่านชายมุ้ย” หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส วิชาเอกสาขาธรณีวิทยา และวิชาโท สาขาภาพยนตร์ โดยเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนกับฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และโรมัน โปลันสกี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อก้องโลก

              จากนั้นทรงก่อตั้ง บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ (จากชื่อซอยพร้อมมิตร ถนนสุขุมวิท ที่ตั้งของวังละโว้และโรงถ่ายละโว้ภาพยนตร์ของพระบิดา) มีผลงานกำกับละครโทรทัศน์ “ห้องสีชมพู” (2512), “เงือกน้อย” (2515), และ “หมอผี” (2516)

              ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทรงกำกับคือ “มันมากับความมืด” เมื่อปี 2514 และทรงได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ดีเด่น ปี 2516 จากเรื่อง “เขาชื่อกานต์” ส่งให้ สรพงศ์ ชาตรี เป็นพระเอกยอดนิยมต่อมา

              จากนั้นทรงกำกับภาพยนตร์ชื่อดังอีกหลายเรื่องและได้รับรางวัลอีกมากมาย เช่น มือปืน 2 สาละวิน (2536) เสียดาย (2537) เสียดาย 2 (2539) พันท้ายนรสิงห์ (2558) ฯลฯ และที่คนไทยจดจำได้ไม่มีวันลืม คือ ภาพยนตร์ “สุริโยไท” (2544) และ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” (2550-2558)

              ทั้งนี้ ช่วงปี 2544 ท่านยังได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์-ผู้กำกับการแสดง) ประจำปี 2544 อีกด้วย

              ท่านมุ้ยยังเล่าว่า ในส่วนของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยทรงเห็นว่าคนไทยสมัยนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ จึงอยากให้คนรุ่นหลังได้รู้จักรากเหง้าของเรา ซึ่งท่านมักจะรับสั่งว่า ได้พยายามศึกษาข้อมูลเพื่อทำให้ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์มากที่สุด

              และยังมีภาพยนตร์เพลงสรรเสริญพระบารมี จัดทำขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกฉายครั้งแรก 14 พฤศจิกายน 2559

              สำหรับ “แก่นแท้” ข้อหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการตามเสด็จเป็นเวลา 1 ปี คือ เรื่องที่บอกว่า “ประทับใจ” คือ ทรงสอนว่าจงทำงานให้หนักโดยไม่จำเป็นต้องเอาหน้า ยิ่งไปกว่านั้นคือทรงงานให้เราเห็นเลย พระองค์เสด็จฯ เข้าไปในป่าดงซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายในสมัยนั้น แม้แต่ทหารยังไม่ค่อยกล้าเข้าไปเลย

              “ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมาก นับเป็นบุญของชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเสียสละขนาดนี้ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะมองไม่เห็น นี่คือที่มาของความแตกสามัคคีที่ทำให้บ้านเมืองเราสับสนวุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้”

///////////////////////

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารลิปส์ ฉบับครบรอบ 11 ปี ช่วงเดือนกรกฎาคม 2553