ส่องกระทิงแดง “สราวุฒิ อยู่วิทยา” คนนี้แหละใช่..อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298098

ส่องกระทิงแดง “สราวุฒิ อยู่วิทยา” คนนี้แหละใช่..อนาคต

คนในข่าว  :  6 ต.ค. 2560
สราวุฒิ อยู่วิทยา, บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด, บริษัทลูกของกระทิงแดง, พื้นที่ป่าชุมชนห้วยเม็ก, บริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด กรุงลอนดอน, Red Bull GmbH, กระทิงแดง, Redbull, บริษัท ทีซีฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด, สราวุฒิ, อยู่วิทยา, ชื่อชั้นของ, คนนี้แหละ

ชื่อชั้นของ “สราวุฒิ” คนนี้แหละ ที่โลดแล่นบนถนนธุรกิจมาอย่างโดดเด่นอยู่แล้วว่า “จะเป็นก้าวต่อไปของกระทิงแดง!” ยุคใหม่!!!

               “ปิดจ๊อบ” แบบงานไม่จบทางธุรกิจ! แต่ทางสังคม เชื่อว่าคนไทยได้โล่งอกกันไป เมื่อ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่รู้กันว่าเป็นบริษัทลูกของกระทิงแดง หลังจากเจอปัญหาเรื่องการเช่าพื้นที่ป่าชุมชนห้วยเม็ก ที่ถูกคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่อย่างหนัก

               ล่าสุดได้ประกาศยกเลิกการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ซึ่งบริษัทระบุว่ามีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท และอาจจะย้ายไปสร้างฐานการผลิตที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน แต่ก็ยังแอบหยอดตอนท้ายว่า (ที่จริง) โรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV

               พออ่านถึงตรงนี้เลยเกิดอยากส่องเข้าไปดูในบริษัทแห่งนี้ พร้อมทั้งตัวผู้บริหารเองว่าเป็นใครกันแน่

               ตรวจสอบไปมาพบว่า ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเคทีดีฯ ไม่ใช่ใครที่ไหนชื่อ “สราวุฒิ อยู่วิทยา” ลูกหลานทายาทกระทิงแดงนั่นเอง

               ใช่แล้ว! มีการสืบสาแหรก “อยู่วิทยา” พบว่า เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดงรุ่นแรกนั้น มีลูกจากภรรยาคนแรกที่ชื่อ “นกเล็ก สดสี” ส่วนภรรยาคนที่สอง ที่ชื่อ “ภาวนา หลั่งธารา”

               ทั้งนี้ หากไม่นับ “เครื่องดื่มเรดบูล” ที่ขายไป 70 ประเทศทั่วโลก จากการที่ “เฉลียว” ได้ลงทุนร่วมกับนักธุรกิจชาวออสเตรีย ถือหุ้นคนละ 49% และให้ทายาทคนโต “เฉลิม” ประธานกรรมการบริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด กรุงลอนดอน ถือหุ้นอีก 2% ใน Red Bull GmbH. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่ออสเตรีย

               ในส่วนของธุรกิจในไทย เครือกระทิงแดงยังมีอีกหลายบริษัท คือ 1.บริษัท สยามไวเนอรี่ จำกัด (ผลิตไวน์) 2.บริษัท สยามไวเนอรี่เทรดดิ้งพลัส จำกัด (ขายปลีกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์) 3.บริษัท คาวาลิโนเซอร์วิส จำกัด (ประกอบกิจการบำรุงรักษาและการซ่อมระบบเครื่องยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์) 4.บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ ผู้นำเข้าเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และ 5.บริษัท ไทยเฉลิม จำกัด (กิจกรรมการจัดหาทรัพยากรมนุษย์อื่นๆ)

               เหล่านี้ ก็ยังคงได้บุตรชายคนโตของเฉลียวกับภรรยาคนแรกดูแลอยู่ดี นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ โรงพยาบาล และธุรกิจในเครือมากกว่า 20 บริษัท

               แต่ในส่วนของเครื่องดื่ม “นอนแอลกอฮอล์” ทั้ง “กระทิงแดง” และอื่นๆ ที่จำหน่ายในไทยและเพื่อนบ้านนั้น น้อยคนจะรู้ว่าเป็นของ “บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “กลุ่มทีซีพีฯ” ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2521

               ทีซีพีฯ มีแบรนด์เครื่องดื่มที่เรารู้จักกันดี นอกจากเครื่องดื่มกระทิงแดง (เรดบูล) แล้วยังมี เรดดี้, โสมพลัส, สปอนเซอร์, แมนซั่ม, เพียวริคุ นอกจากนี้ยังมีขนมขบเคี้ยวอย่างเมล็ดทานตะวัน “ซันสแนค”

               สำหรับผู้บริหารของทีซีพีฯ คือ “ภาวนา” ภรรยาคนที่สองของเจ้าสัวเฉลียว ที่นั่งเป็นประธานกรรมการ ขณะที่ลูกๆ ทั้ง 6 ของเธอ นั่งเป็นกรรมการบริษัท

               ที่น่าสนใจคือชื่อของ สราวุฒิ อยู่วิทยา บุตรชายคนเล็ก นั่งอยู่ในเก้าอี้ “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” และเป็นคนเดียวกับที่เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดใน บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ทำเกี่ยวกับการจัดการหลักทรัพย์) ที่เพิ่งตัดสินใจทิ้งเงิน 3,000 ล้านบาทในการลงทุนบนที่ดินห้วยเม็กตามที่กล่าวข้างต้น โดยเขาถือหุ้นใหญ่สุดที่ 16.6670% นอกเหนือจากพี่น้องคนอื่นๆ

               อย่างไรก็ดี เมื่อสืบค้นยังพบว่า ชื่อชั้นของเขานั้นโลดแล่นบนถนนธุรกิจมาอย่างโดดเด่นอยู่แล้วว่า “คนนี้แหละเป็นก้าวต่อไปของกระทิงแดง!” ทั้งนี้ สราวุฒิเกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2513 ปัจจุบัน อายุ 47 ปี

               ถ้าจะไล่ให้เข้าใจคือ ตระกูลนี้มีธุรกิจ 2 สาย คือ นอกจาก Red Bull GmbH ซึ่งพี่ชายต่างแม่ดูแลอยู่ทางโซนยุโรปแล้ว ยังมีในส่วนของ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอลฯ หรือ ทีซีพีฯ ที่เขารับผิดชอบ

               ล่าสุด ช่วง 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาเพิ่งแถลงข่าวเปิดแผนธุรกิจ 5 ปี (2560-2565) ไปหยกๆ

               งานนี้ประกาศลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท จะดันทีซีพีฯ ให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างชัดเจน หวังยอดขายให้โตขึ้น 3 เท่า คือแตะ 100,000 ล้านบาท

               เขาระบุว่า ทั้งหมดก็เพื่อ “เพิ่มฐานที่มั่น” ในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงอัตลักษณ์ใหม่ขององค์กร ที่จะทำให้คนรู้จัก “ทีซีพีฯ” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ “เรดบูล” หรือ “กระทิงแดง”

               นอกจากนี้ ยังประกาศศักดาว่า ปัจจุบันสินค้าของ ทีซีพีฯ ที่ผลิตในไทยได้จำหน่ายไปกว่า 10,000 ล้านกระป๋อง และบริโภคกันกว่า 170 ประเทศ ขณะที่ยังมีโรงงานอยู่ 2 แห่งในไทย และมีโรงงานอีก 3 แห่งในอินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันมากกว่า 1 พันล้านลิตรต่อปี !

               สำหรับยอดขายรวมครึ่งปีแรกของกลุ่ม ณ 30 มิถุนายน 2560 อยู่ที่ 14,600 ล้านบาท และคาดว่าถึงสิ้นปีจะมียอดขายรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท

               แถมยังบอกว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทีซีพีฯ จะเปิดโรงงานใหม่ อย่างน้อยปีละ 1 แห่งใน 1 ประเทศ เป้าหมาย เพื่อให้กลุ่มธุรกิจทีซีพีฯ เป็น “เฮ้าส์ออฟแบรนด์” ที่ทรงพลัง !!

               งานนี้ ไม่รู้ว่า แผนการลงทุนมูลค่าหมื่นล้านของเขา จะรวมการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มูลค่า 3,000 ล้านที่ห้วยเม็ก ซึ่งเขาตัดสินใจทิ้งไปแล้วหรือไม่

               แต่ถ้าถามวันนี้ กระทิงแดงฝ่ายไทยในมือทายาทรุ่น 2 อย่าง “สราวุฒิ” จะทำอะไรก็ต้องคิดหนักๆ หน่อย

               เพราะในช่วงที่ข่าวคราวของคนในตระกูลอยู่วิทยา (อีกฟาก) ยังร้อนไม่จบ การกลับลำครั้งนี้ของเขาก็น่าจะยังไม่สายเกิน!

ไม่มี “ยิ่งลักษณ์” ก็ยังมี “เยาวเรศ” ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297964

ไม่มี “ยิ่งลักษณ์” ก็ยังมี “เยาวเรศ” ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

คนในข่าว  :  5 ต.ค. 2560
ก, อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์, ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์, นายกสมาคมชาวเหนือ, สมทบร่วมสร้างพระประธานประจำพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา, เยาวเรศ นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ, นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ, ตระกูลชินวัตร, ทักษิณชินวัตร, คุณเรศ เ, ยิ่งลักษณ์, แอร์สยาม, ไม่มี

พี่สาวอดีตนายกฯปู หรือ อดีตแอร์โฮสเตสสายการบิน “แอร์สยาม” คนนี้ ปัจจุบันคือผู้ที่มีชีวิตเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ตลอดจนการทำนุบำรุงศาสนาโดยแท้!

                ใครคิดถึงน้องสาว ขอให้มองหน้าพี่ไปก่อน แต่งวดนี่ถึงคิว “พี่สาว” คนที่โตที่สุดใน 4 อนงค์ของพี่น้องตระกูลชิน นั่นคือ “เยาวเรศ ชินวัตร” ที่ใครจะรู้บ้างว่า เห็นเงียบๆ แต่ “งานกุศลและสังคม” เธอมีเพียบนะจ๊ะ

                ล่าสุดวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในฐานะ “นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ก็เพิ่งทำบุญใหญ่ โดยนำเงินจำนวนหกล้านบาทเศษ ถวายแด่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม คลองสาน กรุงเทพฯ

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                รับรองคราวนี้ ไม่มีส่วนเกิน ส่วนทอน เพราะเงินจำนวนนี้จะมีการส่งมอบไปยัง พระราชวรเวที เจ้าคณะจังหวัดสงขลา, พระครูสุวัฒนาภรณ์ (หลวงพ่อภัตร อริโย เจ้าอาวาสวัดนาทวี เกจิดังภาคใต้ ฉายา “เทพสามตา”), พระครูบัณฑิตธรรมลังการ เจ้าคณะอำเภอสะเดา และ พระปลัด ดร.พลกฤต กลฺยาณธมฺโม เจ้าคณะตำบลหาดใหญ่

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                จากนั้น จะนำเงินไปสมทบร่วมสร้างพระประธานประจำพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ซึ่งตามงบประมาณที่สร้างเบื้องต้นราว 25 ล้านบาท !

                งานนี้ แม้ว่าจะถือเป็นความเคลื่อนไหวเหมือนทุกๆ ครั้งของ “เยาวเรศ ชินวัตร” แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เมื่อผู้เป็นน้องสาว หรืออดีตนายกฯ ที่เวลานี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน ดังนั้น ไม่ว่าคนบ้านนี้จะก้าวย่างทำอะไร กระจอกข่าวก็ต้องตามดู เกาะติด ถึงไม่มีเบาะแสอะไรถึงสาวปู แต่ก็พอกล้อมแกล้มแก้เหงาไปได้

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                เจาะเข้าไปดูบทบาทของ “เจ๊เรศ” ของน้องๆ หรือ “น้องเรศ” ของ “พี่ษิณ” ต้องบอกว่า แม้จะไม่ได้โลดแล่นบนถนนการเมือง แต่ลีลาลายหงส์ก็โดดเด่นไม่แพ้พี่น้องคนไหน

                โดยเฉพาะที่ “สมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 หรือในช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี งานนี้ก็ทำเพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยทำหน้าที่ของสตรีไทยให้งามอย่างไทย เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ

                ปีที่ก่อตั้งยังมีสตรีแถวหน้าของสังคมไทยนั่งเป็นที่ปรึกษาสมาคมหลายท่าน เช่น ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวณิช, คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร, คุณหญิงวรรณี วิทยะสิรินันท์ ฯลฯ

                หรือช่วงปี 2556 นายกฯ ปู ก็มาร่วมงานในฐานะประธานเปิดงานฉลองสถาปนาสมาคมครบรอบ 1 ปี ซึ่งงานในวันนั้น สาวปูมาในชุดผ้าไทยแสนสวย ตรงคอนเซ็ปต์งานว่า “สานสายใยผ้าไทยเทิดพระเกียรติ”

                อย่างไรก็ดี หลายคนอาจสับสนกับบทบาทของ “ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์” ซึ่ง “เจ๊เรศ” เคยนั่งเก้าอี้นี้มาก่อน หากแต่เป็นคนละส่วนกันกับบทบาทของ “นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ในปัจจุบัน

                ทั้งนี้ สำหรับบทบาทประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นั้น เจ๊เรศได้หมดวาระไปแล้ว โดยเธอนั่งอยู่ที่นั่นถึง 2 สมัย คือสมัยที่ 21-22 หรือช่วงปี 2546-2552 โดยขณะนี้มาถึงสมัยที่ 25 แล้ว โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นั่งอยู่ในปัจจุบัน และจะหมดวาระในปี 2561

                หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เจ๊เรศนี่เอง ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคม 2546 เป็น “วันสตรีไทย” จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยได้ดำเนินการผ่านทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ทั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันมหามงคล 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา

                อย่างไรก็ดี เมื่อหมดวาระ เจ๊เรศจึงมีแนวคิดที่จะตั้งสมาคมเพื่อสตรีขึ้นมาอีกครั้ง ที่สุดจึงได้รวบรวมผู้หญิงที่ได้รางวัลต่างๆ มาร่วมกันทำกิจกรรมตรงนี้ เกิดเป็น “สมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ขึ้นมาและยังคงคอนเซ็ปต์ส่งเสริมบทบาทของสตรี ให้มีความก้าวหน้าทางความคิด และเปิดโอกาสนำไปสู่ความเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสากล

                ที่ผ่านมา ก็ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมามากมาย เช่น โครงการเดินการกุศล “เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา, โครงการประชุมสัมมนา “การพัฒนาบทบาทสตรี พ.ศ.2555 กับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี)”

                           ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

              นอกจากนี้ยังมี โครงการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 174 วัด เมื่อปี 2555  ซึ่งงานนี้นี่เอง ที่เป็นที่มาของโครงการล่าสุดนี้ ที่เพิ่งถวายทุนสร้างพระประธานประจำพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ตามที่เกริ่นไว้ข้างต้น

                เพราะเงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษนี้ ก็คือปัจจัยคงเหลือจากโครงการกฐินพระราชทานปี 2555 หลังจาก “เยาวเรศ” และทีมงานเพิ่งไปสำรวจพื้นที่สำหรับสร้างเมื่อช่วงหลายเดือนก่อน

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                แต่แม้ขณะที่ช่วยวัดทางภาคใต้ เจ๊เรศก็ยังมีบทบาทเป็น “นายกสมาคมชาวเหนือ” อีกด้วย โดยที่นั่น ก็ล้วนมีแต่กิจกรรมเพื่อสาธารณกุศลลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น !

                นี่ช่วงหนาวนี้ ก็มีกิจกรรมแจกผ้าห่มและเครือ่งอุปโภคในโครงการคืนถิ่นเมืองเหนือ ครั้งที่ 15 วันที่ 12 -14 พฤศจิกายนนี้ ที่เชียงใหม่และเชียงราย จัดกันแบบนี้ทุกปี

                เพียงเท่านี้ ก็น่าที่จะทำให้เข้าใจกันได้แล้วว่า อดีตแอร์โฮสเตสสาวสวยแห่งสายการบิน “แอร์สยาม” คนนี้ ปัจจุบันคือผู้ที่มีชีวิตเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ตลอดจนการทำนุบำรุงศาสนาโดยแท้ !

                ส่วนเรื่องงานการเมืองนั้น แทบไม่ต้องถามเลยก็ว่าได้ !!

                จะมีก็แต่ลูกสาวคนโต แซนด์ ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ (นามสกุลฝ่ายบิดา) ที่ก่อนหน้านี้ก็ปล่อยให้ทำตามชอบและความถนัด เป็นถึงข้าราชการการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หน้าที่คือ ดูแลโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ตอบโต้ประเด็นร้อนทางการเมืองให้แก่ “น้าปู”

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                มาตอนนี้ เมื่อน้าปูไม่อยู่ เจ๊เรศเลยจัดให้ !!! กับธุรกิจเล็กๆ อย่างสปา ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยพัฒนาการ 30 ชื่อ “เดอะบิวตี้คาเฟ่” สโลกแกนเก๋ๆ ว่า “Empowering Yourself” “บูสท์อัพความสวย สู่ความดูดีสมบูรณ์แบบ” ที่เพิ่งเปิดตัวไปราวกลางปี สดๆ ร้อนๆ!

                คือยังไงๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องราวของ “การส่งเสริมสตรี” อยู่ดี อย่างเรื่อง “อย่าหยุดสวย” ก็สำคัญไม่แพ้กันใช่ไหม “เจ๊เรศ” !!

—————————————————————————————————ขอบคุณภาพถ่ายจากทีมงานคุณเยาวเรศ ชินวัตร

และ เฟซบุค Sand Wongnapachant

สิ้นนักสู้อีสาน “พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” ผู้ยึดมั่นในสังคมนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297838

สิ้นนักสู้อีสาน “พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” ผู้ยึดมั่นในสังคมนิยม

คนในข่าว  :  4 ต.ค. 2560
พรรคการเมือง ฝ่ายซ้าย, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พศ 2539, ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, พรรคแรงงานประชาธิปไตย, พรรคเสรีประชาธิปไตย, จารุบุตร เรืองสุวรรณ, ประธานโครงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย, 100 ปี 2 เดือน, พอสมคิดเสียชีวิต, อดีต สวอุดรธานี, พรรคสังคมนิ

วันนี้ ชีวิตที่เดินมาถึง 100 ปี 2 เดือน หากบวกกับเสียงยกย่องชื่นชม และศรัทธาจากคนรุ่นหลัง ที่ยังคงก้องกังวาน ถือว่าเกินคุ้มสำหรับ พ.อ.สมคิดแล้ว

               ข่าวเศร้า เมื่อ “พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” อดีตหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ถึงแก่กรรมลงด้วยอาการสงบ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อเวลา 04.58 น.ของวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากป่วยด้วยโรคชรา และพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านซอยท่านผู้หญิงพหลฯ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว

               ทั้งนี้ เบื้องต้นครอบครัวจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดในกรุงเทพมหานคร ก่อนเคลื่อนศพมาเก็บไว้ที่ อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี เพื่อรอประกอบพิธีในเดือนธันวาคมนี้

               สำหรับ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม นั้น มีประวัติความเป็นมาที่ต้องนับว่าเป็นคนพิเศษคนหนึ่ง เพราะเขาคือ อดีต ส.ส., อดีต ส.ว.อุดรธานี และอดีตประธานโครงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย หรือไกลกว่านั้นคือ เขาคือหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยอีกด้วย

               พ.อ.สมคิด เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2460 จึงแปลว่า ขณะเสียชีวิต ท่านมีอายุถึง 100 ปี กับ 2 เดือน!! พื้นเพเดิมเป็นชาวบ้าน ต.สร้างคอม อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี บิดาคือ “นั่น” มารดาคือ “คำมี” ศรีสังคม เป็นน้องคนสุดท้องจากพี่น้อง 8 คน ในครอบครัวชาวนา

               ขณะที่ชีวิตครอบครัว สมรสกับชาวต่างชาติ คือ “ฟรานเซสกา ศรีสังคม” มีบุตรชาย 1 คน คือ “ศักดา ศรีสังคม” และบุตรสาวอีก 3 คน

               ชีวิตวัยต้น พ.อ.สมคิดเรียนที่โรงเรียนประชาบาลบ้านสร้างคอม โดยเรียนชั้น ป.1-5, จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อุดรธานี จบชั้น ม.8 ช่วงปี 2478 ด้วยคะแนนระดับดีเยี่ยมของประเทศ และเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูกรุงเทพฯ จนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคประถม (ป.ป.)

               ช่วงปี 2479 กลับมาเป็นครูที่บ้านเกิด โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล แต่ด้วยเหตุที่ได้ศึกษาวิชากฎหมายจนจบธรรมศาสตรบัณฑิต และนิติศาสตรบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ จึงไปสอบได้เป็นข้าราชการกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งผู้ช่วยอัยการ

               แต่ทำงานได้เพียง 6 เดือน ก็สอบแข่งขันได้เป็นทหารในกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม ในปี 2484 จนถึงปี 2492 ก็สามารถสอบชิงทุนไปต่อปริญญาตรีด้านสังคมศาสตร์ ที่อังกฤษ

               ใช้เวลา 8 ปี ก็กลับมาไทย เข้ารับราชการจนติดยศระดับพันเอก แต่แล้วก็ตัดสินใจลาออกจากราชการมาทำงานวิชาการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2506 จากการชักชวนของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะนั้น

               ที่สุด พ.อ.สมคิดก้าวสู่เส้นทางการเมือง โดยลงเลือกตั้งในปี 2512 หรือราวอายุ 52 ปี โดยลงในนาม “พรรคเสรีประชาธิปไตย” ซึ่งมี “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค และที่น่าทึ่งคือ ทั้งพรรคมีเขาเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือก

               ต่อมา ในช่วงรอยต่อของเหตุการณ์เดือนตุลา 2516 พ.อ.สมคิดตัดสินใจก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย(พสท.) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 และนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง ช่วง 2518 ส่ง 82 คนได้ที่นั่งในสภาทั้งสิ้น 15 ที่นั่ง ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2519 ก็ยังได้เก้าอี้มาอีก 2-3 ที่นั่ง

               แต่ภายหลังช่วงปี 2519 พรรคการเมืองอื่นๆ ในประเทศ ถูกยุบตามคำสั่งของ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พรรคนี้ก็หายเงียบไป

               ข้างผู้ก่อตั้งอย่าง พ.อ.สมคิด ก่อนหน้านั้น ก็ย้ายไปร่วมงานที่ “พรรคแรงงานประชาธิปไตย” หรือชื่อเดิมคือ “พรรคแรงงาน” อยู่ก่อนแล้ว โดยหัวหน้าพรรคตอนนั้น คือ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และปี 2529 ได้เป็น ส.ส.อุดรฯ ในนามพรรคแรงงานประชาธิปไตย ด้วยวัย 69 ปี

               ขณะที่ยังเคยเป็น 1 ใน 99 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 หรือสภาที่มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี

               กระทั่งมาได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ ส.ว.อุดรธานี ระหว่างปี 2543-2549 โดยเป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง

               สำหรับ เส้นทางชีวิตของ พ.อ.สมคิด แม้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความจดจำของผู้ที่ศึกษาการเมืองไทย จะรู้กันดีว่าเขาคือหัวหน้าพรรคการเมือง “ฝ่ายซ้าย” คือ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ผู้เป็นบุคคลแรกๆ ที่นำแนวคิดทางการเมืองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยเข้ามาเผยแพร่ เช่น การสร้างรัฐสวัสดิการ และการมุ่งแก้ปัญหาความยากจนของคนในภาคอีสาน ฯลฯ

               นอกจากนี้หากจำกันได้ ช่วงปี 2553 ที่มีการเปิดตัวพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย ที่หลายคนเรียกว่า เป็น “พรรคสังคมนิยม 2553 คืนชีพ” โดย รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ร่วมกับเพื่อนหลายคนตั้งขึ้นมา

               วันงานเปิดตัวในปีนั้น เพื่อความขลังจึงมีการเชิญ พ.อ.สมคิด มากล่าวปาฐกถาบนเวที เรียกเสียงฮือฮาไปพอสมควร แต่ที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่รู้กัน

               แต่นั่นยังไม่ประทับใจเท่ากับภาพจากสื่อสังคมออนไลน์ช่วงปีก่อน ที่แชร์คลิปวิดีโอ บุตรชายของ พ.อ.สมคิด เป่าแคนด้วยท่วงทำนองสไตล์เสียงอีสาน ให้พ่อฟังขณะนอนป่วย แต่ก็ยังมีลีลาอารมณ์ดีตามไปด้วย เพราะชื่นชอบในเสียงแคนมาก

               ดังนั้นกับวันนี้ ชีวิตที่เดินมาถึง 100 ปี 2 เดือน หากบวกกับเสียงยกย่องชื่นชม และศรัทธาจากคนรุ่นหลัง ที่ยังคงก้องกังวาน ถือว่าเกินคุ้มสำหรับ พ.อ.สมคิดแล้ว

               แต่หลายคน ยังอยากรู้เคล็ดลับ ซึ่งเรื่องนี้มีการสัมภาษณ์เจ้าตัวและลูกหลานอยู่หลายครั้งหลายหน และทุกครั้งมีคำตอบมาว่า

               “กินปลาเป็นอาหารหลัก กินผักและผลไม้เป็นยา กินกล้วยน้ำว้าในยามว่าง เดินทางวันละห้าพันก้าว จีบสาวเป็นบางโอกาสไม่พลาดอายุยืน”

               ก็ถือเป็นอีกมรดกที่ทิ้งไว้ให้ และน่ายึดถือเป็นแบบอย่างให้เดินตามรอยสุดๆ

หล่อโย่งมาแล้ว! ก้าวย่างอย่าง “กรณ์” กล้าลุย..กลัวคนลืม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297684

หล่อโย่งมาแล้ว! ก้าวย่างอย่าง “กรณ์” กล้าลุย..กลัวคนลืม?

คนในข่าว  :  3 ต.ค. 2560
ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย, ข้าวแบรนด์ อิ่ม, DARE TO DO–กล้าลุยไม่กลัวล้ม, Korn Chatikavanij, รองหัวหน้าพรรคประชาธ, พรรคประชาธิปัตย์, ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์, คณะกรรมการนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์, กรณ์ อดีตขุนคลัง, อดีตรัฐมนตรีคลัง, กรณ์ จาติวณิช, นายกรณ์ จาติกวนิช, กรณ์, วันนี้

วันนี้ อดีตรัฐมนตรีคลังโลกอย่าง “กรณ์” กำลังใช้บทบาทของประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแบบใสๆ แต่แอบได้คะแนนใจจากประชาชนทั้งสิ้น

               ช่วงที่เว้นว่างจากงานการเมืองแบบนี้ อดีต ส.ส.หลายคนเลือกจะอยู่เงียบๆ รอวันคืนฟอร์ม แต่ “กรณ์ จาติกวณิช” อดีตรัฐมนตรีคลังในยุครัฐบาลเดอะมาร์ค จะเรียกว่าไม่เคยหยุดนิ่งแม้แต่ชั่วขณะก็ว่าได้

               แน่นอนไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้วในรัฐบาลนี้ แต่เป็นความเคลื่อนไหวทางด้านอื่นๆ ที่เจ้าตัวสนใจ ชอบ และมีความเชี่ยวชาญ

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               แต่ก่อนจะไปว่ากันตรงนั้น ที่จริงล่าสุด กรณ์ก็มีความเคลื่อนไหวที่มีกลิ่นการเมืองออกมานิดๆ อ้าว! ก็ค่าที่เป็นถึง “ประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์”

               คือ การแท็กทีมคณะกรรมการนโยบายของพรรค ออกแถลงข่าวสนับสนุนเปิดเสรี “โซลาร์รูฟท็อป” หรือ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนสู่พลังงานไฟฟ้าจากบนหลังคา มาใช้ในครัวเรือน อุตสาหกรรม ที่พักอาศัย ฯลฯ

               โดยงานนี้ ถ้าจะบอกว่า เป็นอีกก้าวย่างของพรรคที่สร้างสรรค์ไทยก็คงพูดได้ เพราะที่แล้วมาพรรคประชาธิปัตย์ถูกวิจารณ์มาตลอดว่า จะทำการเมืองแบบขัดแข้งขัดขา หรือมักจะเป็นได้แค่ best supporting roles คอยสลับฉาก อย่างที่ใครคนหนึ่งกล่าวไว้

               แต่วันนี้ อดีตรัฐมนตรีคลังโลกอย่าง “กรณ์” กำลังใช้บทบาทที่มีออกมาใช้แบบใสๆ แต่แอบได้คะแนนใจจากประชาชน ด้วยการเสนอแนะรัฐบาลลุงตู่ไปหลายข้อเกี่ยวกับโซลาร์รูฟท็อป และแต่ละข้อก็เข้าถึงแก่นใจของชาวบ้านทั้งสิ้น เช่น

               ให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน ให้ชาวบ้านสามารถเข้าร่วมโครงการได้ และสนับสนุนวิธีการคำนวณค่าไฟในระบบ ‘net billing’ คือ แยกคำนวณค่าไฟที่ซื้อกลับจากครัวเรือนที่ชัดเจน” ฯลฯ

               เหล่านี้ก็ถือเป็นการทำหน้าที่ในนามหัวหอกทีมนโยบายพรรคสะตอ ที่กรณ์พยายามนำเสนอจุดยืนที่แหวกไปจากเคย หลังจากนั่งเก้าอี้มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557

               ซึ่งก่อนหน้านี้ราวต้นปีที่ผ่านมา ก็เพิ่งจับมือหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวทวงถาม รัฐบาล คสช. เรื่องให้หาข้อยุติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               โดยตอนนั้น สองแกนนำพรรคได้ย้ำถึงจุดยืนของประชาธิปัตย์ ว่าให้รัฐบาลเลือกใช้แนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและโลกอนาคต เรียกได้ว่าแท็กทีมกันหล่อตามสูตร !

               อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของ “กรณ์” ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ว่างเว้นจากบทบาทนักการเมืองมาราว 3 ปี ทั้งในเรื่องของความสนใจ ความชอบ และความเชี่ยวชาญนั้น กรณ์ก็ทำมาเยอะ !

               คงนึกกันออก ช่วงปี 2558 กับข้าวแบรนด์ “อิ่ม” ที่ “กรณ์” เข้าไปมีส่วนช่วยในการผลิตจนถึงหาช่องทางจัดจำหน่าย ทำให้ข้าวจากนา ไปสู่จานข้าวของผู้บริโภค

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               ตอนนั้นกรณ์ลบล้างคำปรามาสว่าเป็นนักเรียนนอก ที่ไม่เข้าใจชีวิตคนยากจน หรือ “เกษตรกร” ด้วยการผันตัวไปเป็น “ชาวนาเฉพาะกิจ” ในโครงการเกษตรเข้มแข็ง ลงดำนาเกี่ยวข้าวด้วยตัวเอง ที่ จ.มหาสารคาม และ ที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถึงวันนี้ก็ทำไป 2 รุ่นแล้ว !!

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               ขณะเดียวกัน ช่วงปี 2559 ชื่อของกรณ์มาโผล่เป็น ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย โดยชมรมนี้เกิดขึ้นจากเอกชนและสถาบันการเงินรวมกว่า 50 บริษัท รวมตัวกันตั้งขึ้นมา และให้อดีตขุนคลังคนนี้เป็นประธานชมรมคนแรก !!

               โดยวัตถุประสงค์ของชมรมนี้ คือ เป็นหน่วยงานช่วยประชาสัมพันธ์ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฟินเทค และใช้กลไกของ FinTech สนับสนุนตลาดการเงินของไทย

               ทั้งนี้ Fintech คือ การผสมระหว่างคำว่า Finance กับคำว่า Technology หรือการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบการสื่อสารออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจด้านการเงิน การธนาคาร และการลงทุน นั่นเอง

               นี่ก็เป็นงานในความเชี่ยวชาญและความถนัดของกรณ์ ที่ยังสะท้อนถึงการได้รับการยอมรับจากภาคเอกชนไทย ซึ่งไม่แปลก เพราะเขาคนนี้คือ รัฐมนตรีคลังโลก ปี 2010 และ รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี 2010 ที่ The Banker นิตยสารการเงินของประเทศอังกฤษ ยอมรับ

               ที่น่าสนใจคือ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สูงชะลูดคนนี้ ยังทำไซด์ไลน์หารายได้เสริมอีกด้วย หลายคนอาจไม่รู้ว่า คอร์สออนไลน์ “DARE TO DO–กล้าลุยไม่กลัวล้ม” เป็นของ “กรณ์ จาติกวณิช”

               ขณะที่บทบาทและความเคลื่อนไหวอื่นๆ ทั้งทางด้านโลกธุรกิจ หรือ การทำเพื่อสังคม เราสามารถติดตามได้จากเฟซบุ๊ก Korn Chatikavanij ซึ่งดูแล้ว กรณ์ไม่เคยว่างเว้น หรือห่างหายไปจากเวทีไหน !!

               ช่วงสิงหาที่ผ่านมา ก็เพิ่งเดินสายไปเยี่ยมผู้ประสบภัยนํ้าท่วมที่ร้อยเอ็ดและอุบลราชธานี พร้อมทีมงาน แถมโชว์วิสัยทัศน์เบาๆ ว่า

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               “ชาวนาอายุมากกันแล้วแทบทุกคน อีกสิบปีเราคงเห็นนาร้าง และแทนที่เราจะต้องมีมาตรการดูแลเกษตรกร เราคงต้องปรับเป็นมาตรการดูแลผู้สูงอายุ”

               เท่านี้ยังไม่พอ ในมุมส่วนตัวกับความรักในเพื่อนร่วมโลกอย่างสุนัข ซึ่งที่บ้านนอกจากจะมี “พี่บ๊อง แอนด์เดอะแก๊ง” หรือสุนัขพันธุ์บูลด็อกทั้ง 5 อยู่แล้วเป็นเพื่อน ล่าสุดกรณ์เพิ่งโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า ได้ไปบริจาคอาหารสุนัขที่ “ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน” มาสดๆ ร้อนๆ

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               พร้อมเอาใจคนรักสัตว์ว่า น่าจะกลับมาเดินหน้าเรื่อง กฎหมายคุ้มครองสัตว์ให้มีผลบังคับใช้ให้ดีขึ้น และน่าที่จะเสนอให้รัฐบาลลุงตู่ ทำนโยบายให้เทศบาลทั่วประเทศมีศูนย์รักษ์สุนัขแบบนี้ทั่วถึงกัน

               ทั้งหมดนี้ คงต้องบอกว่า “หล่อ” ตั้งแต่ 0.1 ซม.แรกถึง 193 ซม. สุดท้ายเลยทีเดียวนะ “หล่อโย่ง”

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุค Korn Chatikavanij

และ เฟซบุค Democrat Party, Thailand

สายแกร่ง!! “ชัชชาติ” เลือกแล้ว ไม่โหนรถไฟสาย คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297535

สายแกร่ง!! “ชัชชาติ” เลือกแล้ว ไม่โหนรถไฟสาย คสช.

คนในข่าว  :  2 ต.ค. 2560
ชัชชาติปฏิเสธกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ, กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ, รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี, โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศ, รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชิน, โครงการ 22 ล้านล้านบาท, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟความเร็วสูวไทย-จ, ชัชชาติอดีตรัฐมนตรีคมนาคม, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ชัชชาติคมนาคม, ดรชัชชาต

ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” อูย หน้าแตกยับงานนี้!!

               เปรี๊ยะ!! เสียงหน้าแตกของใครไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ น่าจะเป็นสื่อมวลชนที่พากันนำเสนอรายชื่อของ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” โดยระบุตัวโตว่ามี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย จนเป็นข่าวใหญ่ ซึ่งน่าจะชัวร์แล้ว! เพราะเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้ลงนาม

               แต่ปรากฏว่า ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองสรุปว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” !!

               “ตัวผมเองไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ ผมจึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” แน่นอนมุมหนึ่งเจ้าตัวอาจเห็นกระแสต่อต้านจากคนฝั่งเพื่อไทย ถิ่นเก่าที่เคยร่วมงานด้วย เขาจึงเลือกที่จะไม่นั่งเก้าอี้ดังกล่าว

               แต่ไม่ว่าจะยังไงเมื่อมาลงเอยที่การปฏิเสธ ซึ่งได้ระบุในโพสต์เดียวกัน “อย่างหล่อ” ว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือ การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” อันเป็นคำกล่าวของไมเคิล พอร์ตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์ แถมยังทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเราครับ”

               ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ “ดูดี..ดูแพง” มากขึ้นในสายตาใครหลายคนจากที่ยอมรับอยู่แล้ว ก็ยิ่งเทใจให้มากเข้าไปอีก

               ย้อนไปดูเรื่องราวของเขา รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

               ในด้านการศึกษา ชัชชาติ คนนี้ เรียกได้ว่าอยู่แถวหน้าของประเทศทั้งเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นในระดับอุดมศึกษาก็ยังจบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

               แถมยังไปจบป.โท สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ตามมาด้วยดีกรีดอกเตอร์สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี 2530

               คนไทยเริ่มรู้จักเขาเป็นวงกว้างช่วงที่มาทำงานการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่่เดิมทีเขาเคยช่วยงานและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัครโดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ

               กระทั่งช่วงปี 2555 ว่ากันว่าเขาได้รับการทาบทามทางโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีปู ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงเป็นก้าวของชัชชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว

               ความน่าทึ่งหนึ่งคือ ที่สุดแม้เขาจะได้ขึ้นเก้าอี้เจ้ากระทรวงเต็มตัวในปี 2555 แต่ช่วงแรกในตำแหน่งรัฐมนตรี เขาคือรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด แต่มาภายหลังเขาคนเดิมนี้แหละกลับกลายเป็นรัฐมนตรีที่คนไทยน่าจะรู้จักและยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง

               ด้านหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัวลุกขึ้นมานำเสนอตนเองในภาพลักษณ์ “รัฐมนตรีติดดิน” ที่ลงพื้นที่ดูงานด้วยตนเอง ทั้งนั่งจักรยานยนต์รับจ้าง โหนรถเมล์ นั่งรถสองแถว โดยสารรถไฟ จนช่วงนั้นสื่อออนไลน์พากันนำเสนอเรื่องของเขาแทบทุกวัน

               แถมที่เป็นสีสันในโลกออนไลน์คือ ภาพที่ชัชชาติ เข้าไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดแห่งหนึ่งที่สุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่าจนมีผู้คนนำไปเป็น “มีม” เพื่อล้อเลียน หรือชื่นชมในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก จนเขาได้รับฉายาว่าเป็น “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” แถมยังลามไปถึงขนาดเกิดเป็นแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือของเขาเองโดยเฉพาะ

               ที่ต้องยอมรับคือบทบาทในเก้าอี้เจ้ากระทรวงคมนาคม ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ของประเทศเป็น “ดูโอเศรษฐกิจ” คู่กับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และร่วมกับประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ ในการทำเรื่องรถไฟระบบราง

               และทั้งหมดคือภาพที่คนไทยจดจำว่า ชัชชาติ นั้นเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ

               จนมาถึงบทบาทอันโดดเด่นช่วงต้นปี 2557 ในการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยกับ “โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศ” ก็เป็นอภิมหาโครงการที่แม้จะมีเสียงสนับสนุนมาก

               แต่เสียงคัดค้านกลับดังมากกว่า จนถึงกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการไต่สวนวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถึงกับระบุว่าประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็น ให้ชะลอโครงการรถไฟความเร็วสูงไปก่อน

               อย่างไรก็ดี มาถึงวันนี้โครงการนี้ถูกนำกลับกล่าวถึงบ่อยๆ ในท่วงทำนองว่า น่าจะคุ้มกว่าที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเดินหน้าอยู่ เพราะของเดิมไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า ฯลฯ

               แต่ในเมื่อสิ้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้ว ชัชชาติก็หันมาทำงานในภาคเอกชนแทน และมีชีวิตหลังการเมืองที่เรียบง่ายเฉกเช่นเคยเป็น

               คือตื่นก่อนพระออกบิณฑบาต ราวตี 4 กว่าๆ จากนั้นไปวิ่งที่สวนลุมฯ ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วไปทำงานด้วยรถไฟฟ้า พอเลิกงานก็กลับมาสอนการบ้านลูก ก่อนจะหัวถึงหมอนไม่เกิน 3 ทุ่ม

               กระทั่งมามีชื่อในเก้าอี้ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เขาเลือกจะเมินใส่ ด้วยคิดแล้วว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย!!

เวอร์วัง!! “มิสแกรนด์ลาว” แบกชุดประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297469

เวอร์วัง!! “มิสแกรนด์ลาว” แบกชุดประจำชาติ

คนในข่าว  :  1 ต.ค. 2560
Miss Grand Laos 2017, Miss Grand International 2017, งานประกวด Miss Grand International 2017, งานประกวด Miss Grand International 2017 ที่เวียดนาม, มิสแกรนด์ลาว 2017, ฟ้าใส หรือ จินนาลี นอละสิง, มิสแกรนด์ลาว, ฟ้าใส, เวอร์วัง, ปลายปีนี้

ต้องเรียกว่า “แบก” กันเลยทีเดียวสำหรับชุดประจำชาติของมิสแกรนด์ลาว ที่น้อง “ฟ้าใส” จะต้องสวมใส่บนเวทีมิสแกรนด์อินเตอร์ฯ ปลายปีนี้ เห็นแล้วต้องร้องว้าว!!

               พลันที่มีการเปิดตัวชุดประจำชาติ ของมิสแกรนด์ลาว ทำให้คนลาวร้องเสียงหลงว่า เวอร์วังอลังการ!!!

               งานประกวด Miss Grand International 2017 ที่เวียดนาม จะมีขึ้นในปลายปีนี้ ก็จะเป็นปีแรกที่มีตัวแทนสาวลาวจาก สปป.ลาว เข้าสู่เวทีประกวดนางงามระดับนานาชาติ

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               กลางปีที่ผ่านมา มีการประกวด Miss Grand Laos 2017 ผลปรากฏว่า “ฟ้าใส” จินนาลี นอละสิง คว้ามงกุฏมิสแกรนด์ลาวไปครองเป็นคนแรก

               เมื่อวันที่ 30 ก.ย. แฟนเพจมิสแกรนด์ลาว ได้เผยโฉมชุดประจำชาติ ที่มีการออกแบบ และตัดเย็บโดย สายแก้ว สีดาวง เจ้าของร้านแพ็ดตี้เสริมความงาม

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               ผู้ออกแบบชุดนี้ เผยว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นปูชนียสถานเก่าแก่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว และสำคัญที่สุดของ สปป.ลาว

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               การออกแบบชุดดังกล่าว ได้ยกเอาเอกลักษณ์ และลักษณะเด่นของพระธาตุหลวงมาดัดแปลงเป็นองค์ประกอบของชุด ส่วนเครื่องประดับได้นำรูปทรงของพระธาตุหลวงมาทำเป็นลูกเล่น โดยทำให้ชุดดูมีมิติ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรม ศิลปะและลวดลายความเป็นลาว

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               โทนสีของชุด ใช้สีทองคำเหมือนดั่งพระธาตุหลวง และสีของระเบียงรอบพระธาตุ มาเป็นสีหลัก และนำเอาลวดลายลาวเพิ่มเข้าไปในชุด

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               ผู้ออกแบบต้องการเสนอและเผยแผ่วัฒนธรรม ฮีตคองประเพณี และเอกลักษณ์ความเป็นลาว ผ่านตัวแทนสาวงามจาก สปป.ลาว

               อนึ่ง “ฟ้าใส” หรือ จินนาลี นอละสิง อายุ 18 ปี สูง 173 ซ.ม. จบการศึกษาจากโรงเรียนเกียรติศักดิ์นานาชาติ และอนาคต อยากไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่สิงคโปร์

1 วัน 1 ล้าน!! “อวสานมื้อสอบ” ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297439

1 วัน 1 ล้าน!! “อวสานมื้อสอบ” ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย

คนในข่าว  :  30 ก.ย. 2560
อินดี้ มปลาย, ไอซ์ หรือ กีรติ พรมน้อย, กีรติ พรมน้อย, ไอซ์ กีรติ, โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม, โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อสมเด็จ จกาฬสินธุ์, ค่ายเพลง หลวงพระเนตร เรคคอร์ด, ฮักเขาสาอ้าย, แป้ง ภัคฐิราภร คงพรม, ไอซ์ หลวงพระเนตร, อวสานมื้อสอบ, ล้าน, อนาคตของซาติไผ, ทำให้เพลง

“อนาคตของซาติไผ อยากเป็นกะเป็นไป อนาคตของผม ฝากไว้กับนากับไฮ่..” สเตตัสดิบๆจากเด็กบ้านบ้าน บวกกับลีลากวนโอ๊ย ทำให้เพลง “อวสานมื้อสอบ” โดนเต็มๆ

               อินดี้ ม.ปลาย มาอีกแล้ว “ไอซ์ หลวงพระเนตร” ส่งท้ายการสอบมิดเทอม ด้วยเพลง “อวสานมื้อสอบ” ผ่านแฟนเพจ “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” และ “ไอซ์ หลวงพระเนตร” มีคนแชร์มากมาย เพียงวันเดียว ยอดแชร์ทะลุล้าน

1 วัน 1 ล้าน!!  "อวสานมื้อสอบ"  ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย 

               “อนาคตของซาติไผ อยากเป็นกะเป็นไป อนาคตของผม ฝากไว้กับนากับไฮ่..”

               สเตตัสดิบๆจากเด็กบ้านบ้าน บวกกับลีลากวนโอ๊ย ทำให้เพลง “อวสานมื้อสอบ” โดนเต็มๆ

1 วัน 1 ล้าน!!  "อวสานมื้อสอบ"  ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย 

               ก่อนหน้านั้น 22 ก.ย. ไอซ์ ได้อัพสเตตัสแนะนำเพลงใหม่ของเขา

               เพลง : อวสาน#มื้อสอบ EP.2

               คำร้อง/ทำนอง : ไอซ์ หลวงพระเนตร

               ร้องโดย : คุณหลวงฯเเบนด์(บักไอซ์คือเก่านั้นล่ะ)

               เตรียมพบพ้อรอฟังเลยเด้อครับ 28/09/60 นี้

               #ขอมือคนอยากฟังเเนครับผม…

……………

1 วัน 1 ล้าน!!  "อวสานมื้อสอบ"  ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย 

               “ไอซ์” หรือ กีรติ พรมน้อย นักเรียน ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เป็นนักฝันวัยเยาว์ เขารวบรวมเพื่อนๆ มาตั้งค่ายเพลง “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” ทำเพลงออกมาเผยแพร่ทางยูทูป ช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน มียอดวิวพุ่งไปถึง 16 ล้านวิว เพลงนั้นคือ “ฮักเขาสาอ้าย” ร้องโดย “แป้ง” ภัคฐิราภร คงพรม นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคมเช่นเดียวกัน

ชมคลิปกันเลยย

https://www.facebook.com/100015953708443/videos/pcb.197900430751746/197893864085736/?type=3&theater

ปมเงินทอน รอการตัดสินใจ จาก “สมเด็จสมศักดิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297291

ปมเงินทอน รอการตัดสินใจ จาก “สมเด็จสมศักดิ์”

คนในข่าว  :  29 ก.ย. 2560
ผอสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ), พระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย, เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ, พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง, พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ง, พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ, ปป

กรณีเงินทอนวัดเอาผิด “พรพระราชรัตนมุนี” หลายคนจับตามองว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ จะมีบทบาทในการลงโทษเอาผิด “พระในการปกครอง” ได้มากน้อยขนาดไหน น่าติดตามยิ่ง

               ข่าวการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “คดีเงินทอนวัด” ยังไม่ได้เงียบหายไปไหน

               ล่าสุดไม่กี่วันมานี้เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือปปป. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัด ลอต 2 จนพบว่ามีความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท และมีหลักฐานเอาผิดถึงตัวผู้ต้องหาจำนวน 19 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการออกหมายเรียกและหมายจับ

               แต่ที่ต้องตกใจคือ ยังมีพระสงฆ์อีกถึง 4 รูปที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ คือ 1.พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน วัดลาดแค จ.เพชรบูรณ์ 2.พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ

               3.พระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี และ 4.พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ

               โดยทั้งหมดนี้เจ้าหน้าที่ปปป.ไม่เพียงแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าว แต่ยังส่งหนังสือไปยังมหาเถรสมาคม หรือ มส. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ให้รับทราบอีกด้วย เนื่องจากเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของพระสงฆ์ทั้ง 4 รูป

               ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากทางปปป. แจ้งว่าจะมีการดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ 1.ทางวัดแบ่งเงินงบประมาณทอนเงินให้ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง 2.มีการโอนเงินเข้าบัญชีของพระสงฆ์แทนที่จะโอนเข้าบัญชีวัด 3.วัดของบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษาทั้งที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม

               ก็น่าคิดว่าสุดท้ายจะไปลงเอยตรงไหน เพราะนอกจากในส่วนของ “ฆราวาส” หลายคนจะเป็นคนในพศ. เองแล้วและพบว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่ 3 ใน 4 รูปอยู่ในพระอารามหลวง

               โดยเฉพาะกับ “พระดัง” แห่งวัดพิชยญาติการามวรวิหาร คือพระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) ที่เป็น 1 ใน 4 รายชื่อพระที่เกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด ก็ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เพราะพระรูปนี้เป็นเลขานุการเจ้าประคุณสมเด็จสมศักดิ์ อุปสโม หรือสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ย่านคลองสาน กรุงเทพฯ ผู้ที่เคยเป็นที่จับตามองว่าจะออกมาคลี่คลายปมร้อนของวัดพระธรรมกายได้ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะเป็นผู้ปกครองสายตรงพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย

               ขณะที่ช่วงธรรมกายร้อนๆ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ก็มีบัญชาให้เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมดประชุมหารือถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งได้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานการประชุมเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนมหาเถรฯ ที่เข้าสังเกตการณ์

               แต่อีกทางหนึ่งนับเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูง เพราะเป็นถึง 1 ใน 4 สมเด็จพระราชาคณะ “ฝ่ายมหานิกาย” ซึ่งเป็นสมณศักดิ์รองจากสมเด็จพระสังฆราช สูงกว่าพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และต้องมีคำนำหน้าราชทินนามว่า “สมเด็จ”

               โดยโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (มหานิกาย) รับผิดชอบ 6 ภาค 26 จังหวัดดังนี้

               ภาค 1 กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ

               ภาค 2 พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี

               ภาค 3 ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี

               ภาค 13 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด

               ภาค 14 นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร

               ภาค 15 ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์

               นับว่าอาณาเขตการปกครองคณะสงฆ์ของเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้นกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งวัดในเมืองหลวง, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

               ฉะนั้นพระราชรัตนมุนี หรือพระมหาบุญเทียม ผู้ใกล้ชิดสมเด็จสมศักดิ์ ย่อมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลวัดเหล่านี้

               กรณีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์เอง ด้วยความเป็นพระราชาคณะก็จะดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ซึ่งหลายคนจับตามองว่าจะมีบทบาทในการลงโทษเอาผิด “พระในการปกครอง” ได้มากน้อยขนาดไหน

               แถมงานนี้ยังมาสอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กลับสู่ตำแหน่งเดิม ที่เก้าอี้ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะมีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้

               ก็น่าคิดว่าพลังบางอย่างที่เคยกดดันให้ “ขาลุยเงินทอนวัด” อย่าง พ.ต.ท.พงศ์พร ต้องไปช่วยราชการที่อื่นก่อนหน้านี้ มาวันนี้อาจจะแผ่วๆ ลงไป

               แต่การเงียบหายของพระ 3 ใน 4 รูป ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาขณะนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการตั้งรับ

               เพราะล่าสุดวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดนได้ออกมาโอดขอความเป็นธรรมแล้วว่า ตนนั้นเหมือนถูกกลั่นแกล้ง โดยช่วงเกิดเรื่องราวปี 2557 ไม่มีใครบอกเลยว่าจะมีความผิด

               นี่ล่าสุดเมื่อ ป.ป.ช. แจ้งว่าจากการตรวจสอบสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัดลอตที่ 2 นี้ พบพฤติกรรมในการกระทำความ  ผิดแต่ละกรณีจะมีความคล้ายคลึงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เหลือแต่ปลายทางว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมแค่ไหน!

               ก็ไม่รู้ว่าพอ ป.ป.ช. ออกมาระบุเช่นนี้ สูตร “ไม่รู้มาก่อน” จะมีการหยิบมาใช้ และใช้ได้หรือไม่ น่าติดตามยิ่ง!

“สี”ไหนก็เพื่อนจากใจ “อู๊ดด้า”ถึง “ยิ้ม” ผู้จากไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297305

“สี”ไหนก็เพื่อนจากใจ “อู๊ดด้า”ถึง “ยิ้ม” ผู้จากไป

คนในข่าว  :  29 ก.ย. 2560
คนในข่าว, คมชัดลึก, จุรินทร์, ลักษณวิศิษฏ์, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อู๊ดด้า, ยิ้ม, ผู้จากไป

“สี”ไหนก็เพื่อนจากใจ “อู๊ดด้า”ถึง “ยิ้ม” ผู้จากไป

 

การสูญเสียนักวิชาการ  และนักประวัติศาสตร์อย่าง อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “ยิ้ม” ยังความเสียใจมายังครอบครัว เพื่อนมิตรและลูกศิษย์

แม้แต่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันขาสั้น “สวนกุหลาบ” ได้เขียนบันทึกถึงเพื่อนรักที่ลาลับไป ด้วยมิติแห่งความเป็นเพื่อนอย่างแท้จริง

นี่เป็นสเตตัสจากใจ “อู๊ดด้า” ผ่านเฟซบุ๊ก “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda” เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2560

“อาลัย…ยิ้ม”

เมื่อวาน…ทราบข่าวแล้วใจหาย…เห็นสื่อรายงานว่า…อาจารย์“สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” นักวิชาการ“เสื้อแดง”เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งแล้ว….พร้อมรายงานประวัติสรุปความได้ว่า…อาจารย์สุธาชัย เข้าป่าขณะเรียนอยู่ปี 3 ธรรมศาสตร์ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ออกจากป่ามาศึกษาต่อจนจบ ป.ตรี ด้านประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้ ป.โท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ไปเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ที่นั่น จนสุดท้ายได้ทุนจุฬาไปเรียนต่อจนจบ ป.เอก สาขา Portuguese History จาก UNIVERSITY OF BRISTOL

หลายคนในแวดวงสื่อและผู้สนใจการเมือง…ล้วนเรียกอาจารย์สุธาชัยว่า“อาจารย์ยิ้ม”….แต่สำหรับผม…ผมเรียกอาจารย์สุธาชัยว่า “ยิ้ม” เฉยๆ เพราะ“ยิ้ม”กับผม ไม่ใช่“ยิ้ม”แค่คนรู้จักกันผิวเผินทั่วไปแต่รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมด้วยกันที่ “สวนกุหลาบ”…! และพบเจอ..กอดคอ..ตั้งวง…สนทนา..ด้วยรอยยิ้มฉันท์“เพื่อน”กันมาสม่ำเสมอ….โดยเฉพาะในงาน“เลี้ยงรุ่น”…เกือบจะเรียกได้ว่า แทบไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้เจอกัน!….

“ยิ้ม”จะใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญเพราะในสายตาผม…! “ยิ้ม” คือเพื่อนคนหนึ่งที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง “ยิ้ม”ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนผมและผมก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือน“ยิ้ม” แต่ผมกับ“ยิ้ม”รักกัน! และเป็นเพื่อนกันได้…เพราะเราไม่ได้เอาความคิดต่างมาเป็นอุปสรรคกีดกันความผูกพันของความเป็นเพื่อน….!

วันที่ 29 กรกฎาคม 2560…หลังงานมุทิตาจิตท่านอาจารย์สวนกุหลาบที่โรงแรมเอเซีย…ผมจึงชักชวนเพื่อนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกับ“ยิ้ม”ได้สองสามคนถือโอกาสแวะไปเยี่ยม “ยิ้ม” ที่โรงพยาบาลจุฬา ด้วยความเป็นห่วง เพราะทราบข่าวว่ายิ้มป่วย…!!!

เห็นหน้าผมกับเพื่อนๆวันนั้น…รู้เลยว่า“ยิ้ม”ดีใจมาก….! เรานั่งสนทนากันนาน….“ยิ้ม”ทวนความหลังกับผมหลายเรื่อง…ตั้งแต่สมัยเรียนสวนกุหลาบด้วยกัน จนจากไปเรียนที่โปรตุเกส และบอกว่า..ตั้งใจจะเขียนหนังสือทางวิชาการให้จบอีกสักเล่มคือ…“ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองโปรตุเกส” ซึ่งหาคนรู้ลึกเรื่องนี้ได้น้อยมากในประเทศไทย!

วันนั้น…เราสัญญากันไว้ 2 เรื่อง…เรื่องที่หนึ่ง..หากเขียนจบแล้วตีพิมพ์ ก็จะมอบหนังสือเป็นของขวัญให้ผมกับเพื่อนที่ไปเยี่ยมคนละเล่ม…สอง…รูปที่ถ่ายกันไว้วันนั้นขออย่าให้เอาไปเผยแพร่…เพราะไม่อยากให้ใครเห็น ..! ด้วยไม่อยากกวนใครให้ต้องมาเยี่ยม…จากกันวันนั้น…..ผมสัญญากับ “ยิ้ม” ว่าจะกลับไปเยี่ยม“ยิ้ม”อีก….แต่สุดท้าย..ก็ยังไม่ได้ทำตามสัญญา ด้วยภารกิจและเพราะคิดไม่ถึงว่า…วันนี้จะมาเร็ว!!!!

ผมและเพื่อนๆหลายคน…แสดงความเสียใจไปกับครอบครัวของ“ยิ้ม”…วันนี้…ก็ตั้งใจว่าจะไปทำบุญและร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมให้ “ยิ้ม”ที่วัดหัวลำโพง…เพียงแต่มีหนึ่งข้อที่จะขอจาก“ยิ้ม”…คือ…ขอละเมิดคำสัญญาที่เอา “ภาพ” นี้มาลง แม้ไม่เคยได้รับอนุญาต…!

แต่ด้วยเชื่อว่า..มาถึงวันนี้…แม้“ยิ้ม”ยังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่ว่ากระไร…เพราะ“ยิ้ม”คงไม่อาจกวนใครไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลได้อีกแล้ว…แต่“ภาพ”นี้….อย่างน้อย…จะเป็นภาพเดียวที่เหลืออยู่…ที่จารึก “รอยยิ้ม..มิตรภาพ..และความผูกพันของความเป็นเพื่อน” ระหว่างผมกับ“ยิ้ม”ก่อนวาระสุดท้ายที่ไม่มี“เพื่อน”คนไหนอยากให้มาถึง…!!!

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
28 กันยายน 2560

อาลัยลา.. “ยิ้ม สุธาชัย” คนรุ่น 6 ตุลา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297167

อาลัยลา.. “ยิ้ม สุธาชัย” คนรุ่น 6 ตุลา!

คนในข่าว  :  28 ก.ย. 2560
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พรรคคอมมิวนิสต์แห่งป, สหายสมพร, รศดรสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อสุธาชัยสิ้นลม, อสุธาชัยเสียชีวิต, อยิ้มเสีย, อยิ้มเสียชีวิต, สุธาชัย อยิ้ม, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อยิ้ม สุธาชัย, อยิ้ม, ยิ้ม สุธาชัย, ยิ้ม, สุธาชัย, ตุลา, คนหนึ่ง

ด้วยบทบาทที่คนไทยจดจำ อ.ยิ้ม ได้มากที่สุดคือ การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย” คนหนึ่ง!!

               ไม่เพียงแต่แวดวงวิชาการที่จะพบกับการสูญเสีย เมื่อ รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จากไปอย่างสงบ ด้วยอาการติดเชื้อในปอดจากโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 กันยายน ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

               แต่หากถามหัวใจคนไทย “สายรักประชาธิปไตย” แล้ว อ.สุธาชัย หรือ “อ.ยิ้ม” ที่เราเรียกขาน ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่โลดแล่นอย่างเข้มแข้งในเส้นทางสายนี้

               สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2499 ในตระกูลคนจีนฮกเกี้ยน เติบโตในตลาดบางเลน อ.บางเลน จ.นครปฐม ขณะที่วัยเด็กเรียน ร่ำเรียนที่โรงเรียนบางเลน

               ย้อนไปในช่วงวัยรุ่น อ.ยิ้ม เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ช่วงปี 2512 เป็น OSK 88 และสอบเข้าเรียนต่อที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วงเรียนธรรมศาสตร์ เป็นยุคฟ้าสีทองของนักศึกษา เขาเข้าร่วมทำกิจกรรมการเมืองกับเพื่อนๆ นักศึกษาหัวก้าวหน้า

               กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อ.ยิ้ม ต้องหนีเข้าป่า ร่วมอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี หลายคนอาจจำได้ว่า อ.ยิ้ม มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมพร” โดยอยู่เขตเดียวกับ อมร อมรรัตนานนท์ หรือ สหายสกล, สุวิทย์ วัดหนู หรือ สหายเชิด และดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ หรือ สหายวีระ เป็นต้น

               ต่อมา อ.ยิ้ม ออกจากป่า กลับมาร่ำเรียนต่อที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จนจบปริญญาตรีในปี 2524 คว้ารางวัลเกียรตินิยมมาได้

               จากนั้นไปทำงานสื่อที่หนังสือพิมพ์มาตุภูมิ และสยามนิกร ร่วมสมัยกับคนดังเช่น สำราญ รอดเพชร, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, วุฒิพงษ์ หลักคำ, พงษ์ศักดิ์ ศรีสด เป็นต้น

               นอกจากนี้ยังทำหนังสือพิมพ์ไทยแลนด์ไทม์ กระทั่งได้เข้าเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์บ้านเมืองในช่วงต่อมา

               ช่วงปี 2529 อ.ยิ้ม โดดเข้าเส้นทางการเมืองช่วงหนึ่ง โดยเข้าร่วมพรรคสังคมประชาธิปไตย กระทั่งมาเปลี่ยนเป็นพรรครวมพลังใหม่หลังการรัฐประหาร 2534 ของ รสช. โดยมี ปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นหัวหน้าพรรค และยุบตัวลงหลังการเลือกตั้ง 2535 เพราะไม่ได้เก้าอี้ ส.ส.เลยแม้คนเดียว

               ช่วงตุลาคม 2530 อ.ยิ้ม เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการรุ่นบุกเบิกของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจโดยอยู่ในส่วนของข่าวต่างประเทศ และยังเคยเป็นบรรณาธิการพิเศษฝ่ายต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ช่วงปี 2532 อีกด้วย

               อย่างไรก็ดี เส้นทางของนักวิชาการเริ่มต้นเมื่อเจ้าตัวเข้าศึกษาจนจบอักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 2532 จากนั้นได้รับทุนของทางมหาวิทยาลัยไปต่อจนจบเอกประวัติศาสตร์โปรตุเกส จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ ช่วงปี 2541

               กลับมาเมืองไทยก็เข้าสอนที่่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปัจจุบันมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์เปรียบเทียบระดับ 9 และยังมีผลงานวิจัยและผลงานด้านหนังสือมากมายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องราวของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

               อย่างไรก็ดี บทบาทที่คนไทยจดจำ อ.ยิ้ม ได้มากที่สุดคือ การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จนได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย” คนหนึ่ง!!

               โดยนอกจากทำงานเบื้องหลัง เขียนบทความลงคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย ที่หนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้ วันสุข” แล้ว งานเบื้องหน้า อ.ยิ้ม ก็ออกหน้าบ่อย มากมายหลายเวที สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้จัดรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ทางทีวีจอแดง “พีเพิลแชนแนล” เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชน นอกจากนี้ยังร่วมทีมงานวิชาการของ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ในขณะเป็นผู้ประสานงาน นปช. รุ่นใหม่

               ที่โด่งดังคือการใช้ตำแหน่งหน้าที่ขอประกันตัว ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” ที่ต้องคดีหมิ่นสถาบันฯ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยิ่มยอมให้ประกันตัว

               ทั้งการเข้าร่วมกับกลุ่ม นปช. ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนภายหลังต้องถูกควบคุมไปที่ค่ายอดิศร ศูนย์กลางทหารม้า จ.สระบุรี ในข้อหาจัดการชุมนุมทางการเมือง แต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัว และถูกดำเนินคดีข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

               นอกจากนี้ยังเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 และยังร่วมการรณรงค์ปฏิรูปมาตรา 112 ตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ และร่วมรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองอีกด้วย

               และแน่นอน หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อ.ยิ้ม ก็ยังถูกเรียกให้ไปรายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด

               สำหรับช่วงหลัง อ.ยิ้ม เงียบหายไปจากแวดวงสังคมแต่ยังปรากฏงานเขียนบทความลงคอลัมน์ “ถนนประชาธิปไตย” ใน นสพ.โลกวันนี้สองสามชิ้นช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีมุมมองแหลมคมตามสไตล์ อ.ยิ้ม คนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

               แต่ถ้าจะนับผลงานการเขียนขนาดยาวชิ้นสุดท้ายอาจจะเป็นผลงานช่วงปี 2558 คือ บันทึกเชิงนวนิยาย เรื่อง “น้ำป่า” ซึ่งเล่าเรื่องการต่อสู้ของนักศึกษาที่เขตงานสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2520

               กระทั่งมาล้มป่วยและเสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 61 ปี ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยจะมีการตั้งศพสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน-1 ตุลาคม ที่วัดหัวลำโพง ศาลา 2

               ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว “ยิ้มประเสริฐ” ไว้ ณ ที่นี้