ฤดูกาลชีวิต “ปู” ในโชคชะตาและวิถีของ “ตัวช่วย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297037

ฤดูกาลชีวิต “ปู” ในโชคชะตาและวิถีของ “ตัวช่วย”

คนในข่าว  :  27 ก.ย. 2560
พิพากษาคดีจำนำข้าว, อดีตนายกรัฐมนตรียิ่ง, ปูหนีออกนอกประเทศ, พตททักษิณ ชินวัตร, ปูโดนหมาย, ปูหนีศาล, พาปูหนี, ตัดสินคดีจำนำข้าว, คดีจำนำข้าว, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, อดีตนายกฯ ยิ่งลักษ, ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ปู ยิ่งลักษณ์, ตัวช่วย, อรรถรส, Generation, เดือนกรกฎาคม, 2533, คอลัมน์, Taste

ย้อนรำลึกเรื่องราวของ “ปู” ยิ่งลักษณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะที่จะช่วยเพิ่ม “อรรถรส” คือ ภาพของสาวปูขณะถ่ายแบบลงนิตยสาร Generation เดือนกรกฎาคม 2533 คอลัมน์ Taste

               ไม่ว่าคำตัดสินชี้ชะตา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีจำนำข้าว วันที่ 27 กันยายน 2560 ออกมาอย่างไร นาทีนี้ทุกคนยอมรับว่า เธอคือผู้หญิงที่คนไทยแทบทุกคน กำลังสนใจความเป็นไปมากที่สุด ในทุกๆ ความเคลื่อนไหว ถึงขนาดภาพในเงาสะท้อนจากแว่นของหลานอิ๊ง ก็ยังเกิดเป็นประเด็นเข้าจนได้ !

               ย้อนรำลึกเรื่องราวของ “ปู” ยิ่งลักษณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะที่จะช่วยเพิ่ม “อรรถรส” คือ ภาพของสาวปูขณะถ่ายแบบลงนิตยสาร Generation ฉบับเดือนกรกฎาคม 2533 คอลัมน์ Taste ซึ่งเขียนโดย “กานต์ นิวเวฟ”

               โดยแม้ว่าภาพนี้จะเคยถูกสื่อนำมาเผยแพร่ ฮือฮากันมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่วันนี้เมื่อหยิบขึ้นมาดูอีกที ก็ยังอดทึ่งไม่ได้ !

               เพราะ “ปู” เวลานั้นคือหญิงสาววัย 22 ใบหน้าอ่อนเยาว์สะสวย และมีสถานะของน้องสาว ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์

               ขณะที่ตัวเธอเองก็กำลังเรียนปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเคนตักกี้สเตท สหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งบรรยากาศและบริบท ไม่มีใครแทบจะนึกภาพออกเลยว่า 22 ปีต่อมา เธอคนนี้คือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย !

               ลงไปดูเนื้อหาของวันนั้น ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลูกสาวคนสวยของอดีต ส.ส.เชียงใหม่ เลิศ ชินวัตร อีกทั้งเป็นน้องสาวคนโปรดของ เยาวลักษณ์ ชินวัตร อดีตเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และมีพี่ชายอย่าง ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจคนดังด้านคอมพิวเตอร์ ขณะที่ในเนื้อหายังระบุถึงคำเมืองที่ สาวปูให้สัมภาษณ์ออกมาว่า

               “อยู่ที่เมืองนอกปูต้องวางตัว ทำตัวเป็นผู้ใหญ่และต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่างค่ะ ไม่เหมือนอยู่ที่บ้านเรา ที่มีพี่ๆ คอยดูแล ทำให้ปูรู้สึกว่าเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา”

               “จบทางด้านนี้ผู้หญิงจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานยาก แต่อัตราการว่าจ้างก็พอมี คนที่เรียนรัฐศาสตร์จะมีความเฉียบขาดมากกว่าคณะอื่น เพราะเรามองคลุมได้ชัดเจนในทุกเรื่อง ใช่มั้ยคะ”

               และน่าทึ่งหนักเข้าไปอีก เมื่อเธอบอกกับนิตยสารเล่มนั้นว่า ความฝันของเธอ คือกลับมาช่วยธุรกิจของพี่ชาย แต่ยามที่คิดถึงบ้าน เธอก็ได้แต่ฟังเพลงไทยเดิม และเหงาจนต้องร้องไห้ทุกครั้ง (จากนิตยสาร Generation ฉบับเดือนกรกฎาคม 2533)

               ถึงตรงนี้หลายคนอ่านแล้วอาจขนลุก เพราะเวลานี้สาวปูในวัย 50 ก็ต้องระเห็จหายไปจากบ้าน แถมคราวนี้ยังไม่รู้วันเดือนจะคืนถิ่น เธอต้องฟังเพลงไทยเดิมอีกเพื่อคลายเหงาหรือไม่

               แต่เชื่อว่า หลายคนอาจคิดย้อนเวลาแทนเธอว่า หากไม่มาเส้นทางนี้ ปูจะไปทางไหน ?

               ย้อนไปตั้งต้น หลังจากเรียนปริญญาโทจากอเมริกาตามที่กล่าวไว้ ปูก็มีชีวิตที่เดินตามสเต็ปทายาททางธุรกิจของ “พี่ษิณ” ที่หันหลังให้แก่อาชีพพ่อค้าในเมืองเชียงใหม่ มาดูดาวที่กรุงเทพฯ

               ช่วงปี 2534 ยิ่งลักษณ์เริ่มเข้าทำงานที่ บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เทเลอินโฟมีเดีย จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง “พนักงานฝึกหัด” ด้านการตลาดและการขาย แต่เพียงปีเดียว เธอก็ได้เลื่อนเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จนกระทั่งสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตในเวลาต่อมา

               ปี 2537 สาวปูเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของ บริษัท เรนโบว์ มีเดีย ซึ่งเดิมเป็นแผนกงานโฆษณา ของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอบีซี; ปัจจุบันคือทรูวิชั่นส์) โดยที่นี่ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากไอบีซี คือ รองกรรมการผู้อำนวยการ

               ช่วงปี 2538 ปูสมรสกับ อนุสรณ์ อมรฉัตร แม้ว่าทั้งคู่จะมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ก็ครองรักกันจนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือ ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์

               ต่อมาปี 2545 ปูโดดมาช่วยงานพี่ชายในธุรกิจไร้สาย โดยดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ “เอไอเอส” ในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น โดยขึ้นถึงประธานกรรมการบริหารบริษัทเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะมีการขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์

               ที่สุดปี 2549 ปูไปนั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขณะที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ตอนนั้นปูยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ช่วงปี 2550 อีกด้วย

               หากจำกันได้ ช่วงรอยต่อเวลานั้นเอง ปู ยิ่งลักษณ์ เริ่มเจอกระแสคำถามถึงก้าวย่างทางการเมืองแทนพี่ชาย ซึ่งเธอก็ปฏิเสธมาตลอด

               แต่แล้ว ปี 2554 เมื่อกระดานของฝั่งพรรคทักษิณ เหลือน้องสาวคนนี้เป็นหมากสุดท้ายของเกมก็ว่าได้ เธอจึงยอมรับที่จะลงเล่นในตำแหน่งตัวแทนพรรคเพื่อไทยชิงเก้าอี้นายกฯ

               ที่สุดอะไรก็เกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นแล้ว เมื่อปูลงพื้นที่หาเสียงเพียง 49 วัน ก็เอาชนะการเลือกตั้งมาด้วยวัยเพียง 44 ปี จัดเป็นนายกฯ ไทยที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 60 ปี !

               แต่แล้ว อย่างที่รู้กันในวันนี้ เมื่อความหวังที่จะช่วยงานธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นการช่วยงานการเมือง กลับทำให้เธอต้องตกที่นั่งเดียวกันกับพี่ชายในที่สุด

               หลายคนจึงอดคิดแทนสาวปูไม่ได้ว่า ถ้ามีโอกาสนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในวันที่เธอยังมีสิทธิ์เลือก ปูจะเลือกช้อยส์ไหน ระหว่าง “ทำธุรกิจ” กับ “ช่วยพี่”

               คำถามนี้บางคนตอบได้ทันทีว่า หากดูจากเส้นทางชีวิตของ “ปู” ตามข้างต้น ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์เลือกมาตั้งแต่ต้นแล้ว

               แต่สิ่งที่เธอเลือก มีเพียงโจทย์เดียวที่ตั้งไว้ คือ “ช่วยพี่” เท่านั้น !!!

//////////

ขอบคุณ: ภาพและข้อมูลจาก Generation ฉบับเดือนกรกฎาคม 2533 คอลัมน์ Taste

อยู่เป็น-อยู่เย็น สไตล์ “เฉลิมชัย” ศิลปินบ้านนอกระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296885

อยู่เป็น-อยู่เย็น สไตล์ “เฉลิมชัย” ศิลปินบ้านนอกระดับชาติ

คนในข่าว  :  26 ก.ย. 2560
อเฉลิมชัย อัดรับน้อง, กิจกรรมรับน้อง, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม), อเฉลิมชัยอัดทัวร์จีน, โวยวายเรื่องทัวร์จีน, คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร, เฉลิมชัย ศิลปินแห่งชาติ, อเฉลิมชัย โฆษิตพิพั, อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิ, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน, ศิลปินแหงชาติ, สไตล์, เฉลิมชัย, คุณค่าอย่างหลัง

หากเทียบความร้อนแรงของเขา กับความเป็นจิตรกรฝีมือระดับพระกาฬแล้ว คุณค่าอย่างหลัง คือสิ่งที่คนไทยยอมรับนับถือมากกว่า แม้บางครั้ง พูดจาพาทีไม่น่าฟัง แต่ก็ยังรับได้

               อีกหนึ่งสายแข็งแห่งแวดวงศิลปิน ต้องยกให้คนนี้เลย “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ที่ไม่เคยห่างหายไปจากหน้าข่าวสาร แต่จะต้องทยอยมีประเด็นออกสู่สังคมให้ได้ติดตามเสมอ

               ล่าสุด กับข่าวที่เจ้าตัวถูกเพจหนึ่งนำเสนอเรื่องที่มีนักศึกษา 4 คน ไปให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ ในประเด็นร้อนเรื่องรับน้องอนาจาร จากนั้นฝ่ายศิลปินใหญ่ของเรา นำไปพูดในการให้โอวาทในงานไหว้ครู ของนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร

               ทำนองว่า เรื่องนี้นำมาซึ่งความเสื่อมเสียยังคณะและสถาบัน รวมถึงตนเองด้วย จากนั้นก็ได้กล่าวด้วยภาษาที่ไม่เหมาะสม

               ที่สุด อ.เฉลิมชัย จึงต้องออกมาโพสต์คลิประบายความในใจทำนองว่า ตนนั้นไปโดนมือดีตัดแต่งข่าวจนเนื้อหาถูกบิดเบือน ส่งผลให้ถูกเพจดังกล่าวออกมาโจมตี

               หากแต่แท้จริงแล้ว ตนนั้นพูดในสิ่งที่ดี สั่งสอนเยาวชน เรื่องการรับน้องที่กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่อาจจะใช้ภาษารุนแรง ทีเล่นทีจริงไปบ้างแค่นั้น

               ว่าแล้วก็จัดหนักตามสไตล์ว่า “ศิลปินแห่งชาติอย่างผม ผมไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ศิลปินแห่งชาติสาขามารยาทดีสุดยอด ซึ่งจริงๆ ผมเป็นเพียงศิลปินบ้านนอก”

               อย่างไรก็ดี ถึงตรงนี้ ที่จริงคนไทยส่วนใหญ่วงนอก ไม่ค่อยจะอินกับข่าวนี้มากนัก เพราะคนเกือบทั้งประเทศคุ้นเคยกันดีแล้วว่า ศิลปินแห่งชาติรายนี้ เป็นคนที่เวลาได้พูดแล้ว จะออกลีลา ดุเดือดเลือดพล่าน อินเนอร์จัดหนักขนาดไหน

               และหลายคนก็นึกออกว่า เจตนาของ อ.เฉลิมชัยในการพูดนั้น หมายถึงอะไร

               หากจำกันได้ ข่าวดังของ อ.เฉลิมชัย ช่วงปี 2558 ที่ออกมาโวยวายเรื่องทัวร์จีนทำเลอะเทอะไว้ที่ วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย ซึ่งเขาทุ่มเททั้งชีวิตสร้างขึ้นมากับมือ จนเจ้าตัวต้องออกมาอัดคลิปเดือด แล้วปิดวัดหนี

               แต่ที่สุด เมื่อศึกษาปรับกลยุทธ์แล้ว อ.เฉลิมชัยก็ลุกขึ้นมาคิดใหม่ ทำใหม่ เกิดเป็น “ร่องขุ่นโมเดล” ที่ประกาศว่า ที่นี่จะเป็นต้นแบบการรับมือนักท่องเที่ยวจีนที่ประสบความสำเร็จ !!!

               คือการกลับมาแก้ไขที่ตนเอง ว่ามีข้อบกพร่องอะไร ถึงไม่สามารถสื่อสารให้นักท่องเที่ยวจีนเข้าใจและทำตามที่เหมาะที่ควรได้

               ถึงวันนี้ ไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จกับการรับมือดังกล่าวขนาดไหน แต่หากวกกลับมาดูที่สไตล์ของ ศิลปินแห่งชาติชื่อดังชาวเชียงรายผู้นี้ ก็เห็นชัดเจนว่า แม้จะเป็นคนที่คิดแล้ว พูดเลย พูดตรง และพูดแรง แต่ก็ยังมีความสปอร์ต ใจป้ำ ใจใหญ่ พอที่จะกลับมาแก้ไขที่ตนเองอีกด้วย

               อย่างไรก็ดี หากเทียบความร้อนแรงของเขา กับความเป็นจิตรกรฝีมือระดับพระกาฬแล้ว คุณค่าอย่างหลัง คือสิ่งที่คนไทยยอมรับนับถือมากกว่า

               ที่ผ่านมา ก็ยังคงมีผลงานออกมาสู่สายตาคนไทยอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงหลังที่ทุ่มเททำงานถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย

               โดยเฉพาะหลังจากวันฟ้าดับ 13 ตุลาคม 2559 ปีที่แล้ว อ.เฉลิมชัย ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตา ถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองมีทุกวันนี้ และการสร้างวัดร่องขุ่นขึ้นมา ด้วยใจหวังว่าให้เป็นงานศิลปะสมัยใหม่ประจำรัชกาลที่ 9

               ที่สุด จากแรงบันดาลใจที่เคยอธิษฐานจิตไว้ขณะเรียนวิทยาลัยเพาะช่าง ว่า “จะขอมีโอกาสถวายงานด้านศิลปะเพื่อพระองค์สักครั้งหนึ่งในชีวิต”

               ก็นำมาสู่การได้มีส่วนร่วมในบทพระราชนิพนธ์หนังสือพระมหาชนก เขาจึงมีโอกาสได้ถวายงานด้วยการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมในตอน “พระมหาชนกออกเรือ แล้วเรือแตก ว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืน”

               ก่อนหน้านี้ไม่นาน ยังได้ลงมือทำพระพุทธรูปต้นแบบศิลปะร่วมสมัยยุค “รัชกาลที่ 9” ที่เริ่มทำค้างไว้ราว 2 ปีก่อน มีสีขาว หน้าตักกว้าง 22 นิ้ว ฐานกว้าง 28 นิ้ว และส่วนสูง 42 นิ้ว โดยกล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการจัดทำเพื่อให้มีความงดงามที่สุด และไม่ลอกเลียนแบบ ไม่ซ้ำศิลปะของยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเป็นสมัยสุโขทัย อยุธยา หรือจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ แต่เป็นศิลปะยุครัชกาลที่ 9

               แม้จะไม่มีโอกาสน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ก็จะนำประดิษฐานหน้ามหาวิหารที่วัดร่องขุ่น ซึ่งจะสร้างเป็นเกาะกลางน้ำ เพื่อให้ผู้คนได้เข้าไปสักการบูชาต่อไป

               นอกจากนี้ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2554 คนนี้ ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มจิตรกรจิตอาสาเขียนสีประติมากรรม ประดับพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ช่วงวันที่ 14-20 สิงหาคมที่ผ่านมา

               โดยได้นำทีม 35 ศิลปินล้านนา มาเสริมงานช่างสิบหมู่ ช่วยกันเขียนลวดลายยอดมงกุฎครุฑยืน พร้อมลงสีสัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุมาศ

               วันนั้นเขากล่าวว่า รู้สึกยินดี ได้เห็นเหล่าจิตอาสาทุ่มเททำงานเขียนสีอย่างเหน็ดเหนื่อยและยาวนาน การได้คนเพิ่มจะทำให้ชิ้นงานงดงามมากขึ้น

               “ทุกคนมาที่นี่ด้วยหัวใจ มาเพื่อเสียสละ ทำในสิ่งที่งดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ถวายในหลวงที่เรารักมาก ทรงเป็นองค์อัครศิลปิน ทรงวาดภาพตลอดพระชนมชีพ ทรงงานส่งเสริมศิลปะ”

               เหล่านี้ หากจะนับว่าเป็นด้านที่เยือกเย็นสุขุมของศิลปินแห่งชาติคนนี้ ก็คงไม่ผิด

               ล่าสุด เรื่อง “คลิปเดือด” เมื่อดีกรีความร้อนแรงแห่งพายุอารมณ์ลดลง อ.เฉลิมชัย ก็ออกมาร่อนจดหมาย แจงกับทางเพจดังคู่กรณีแล้ว ก็เป็นอันว่าจับมือลงเอยกันได้โดยดี

               นับว่าเป็นข่าวที่ดี และต้องยกนิ้วเลยว่า อ.เฉลิมชัย “อยู่เป็น” กับทุกความเคลื่อนไหว แม้จะออกตัวแรงในตอนต้น แต่ลงท้ายก็ยังกลับมาเก็บแต้มต่อจนได้

สายแข็ง!! “เดอะอ๋อย จาตุรนต์” ขวัญใจแดงอุดมการณ์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296744

สายแข็ง!! “เดอะอ๋อย จาตุรนต์” ขวัญใจแดงอุดมการณ์?

คนในข่าว  :  25 ก.ย. 2560
คนอีสานหนุนหญิงหน่อย, อีสานโพลล, อีสานโพลล์, คุณหญิงหน่อย, สุดารัตน์ เกยุราพันธ, เจ๊หน่อย สุดารัตน์, อ่อย อดีตรัฐมนตรีศึกษา, แกนนำพรรคเพื่อไทย, พรรคเพื่อไทย, บ้านเลขที่ 111, อ๋อย จาตุรนต์ฉายแสง, อ๋อยสับเละ, อ๋อย จาตุรนต์ ขึ้นศา, อ๋อย จาตุรนต์ ฉายแสง, จาตุรนต์ ฉายแสง, อ๋อย จาตุรนต์, จาตุรนต, เดอะอ๋อย

“เดอะอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง น่าสนใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน จะมีแนวคิดทางการเมืองออกแนวลุยๆ ทำแฟนคลับเสียววาบบ่อยๆ หรือคนนี้แหละที่ คนอีสานต้องการมาแทน “ปู”!

               จากอีสานโพลงวดล่าสุดนี้สะท้อนนัยทางการเมืองเมื่อตัวเลขชัดเจนจะจะ ว่าประชาชนหนุนผู้นำฝั่ง “พรรคเพื่อไทย” นั่งนายกฯ และชื่อที่ถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ คือ “หญิงหน่อย” และ “จาตุรนต์ ฉายแสง”

               แน่นอนอย่าลืมว่าโพลนี้จัดโดยศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง คือ คนในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน 1,068 คน ดังนั้นคำตอบที่ชี้ไปฝั่งแดงย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

               แต่หากดูตัวเลขระหว่างฝ่ายหญิงและฝ่ายชายก็ยังสะท้อนการขับเคี่ยวกันเองภายในพรรคว่า งานนี้มีมัน! กับคำถามที่ถามเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่าใครเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วหวยก็ไปออกที่อันดับหนึ่งร้อยละ 68.4 เห็นว่าคุณหญิงสุดารัตน์เหมาะสม รองลงมาคือ จาตุรนต์ ร้อยละ 56.1

               สำหรับฝ่ายหญิงนั้น ช่วงที่ชีวิตพลิกต้องห่างหายการเมืองหลายปีก่อน ก็ทำตัวโลว์โปรไฟล์ เดินสายธรรม ทำใจว่างๆ มาพักหลังนี่แหละที่ได้ยินชื่อบ่อยขึ้น ว่าออกเดินสายทำกิจกรรมโน่น นี่ นั่น

               เอาเหอะ แม้ไม่ออกตัวแรงว่านี่คือวาระทางการเมืองแต่คนไทยก็พอจับแอ๊บได้อยู่

               ส่วนเมื่อหันไปดูข้างฝ่ายชาย ถ้าไม่นับว่าภายหลังรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร 2549 จาตุรนต์ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครักษาการแทน ซึ่งเหมือนบอกเราอยู่กลายๆ ว่ามีความเหมาะสมได้รับการยอมรับอยู่มากนั้น หรือค่าที่เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถมยังเคยได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารเอเชียวีคให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นในศตวรรษที่ 20

               แต่ “เดอะอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจว่า รายนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนเรื่องการนำเสนอแนวคิดทางการเมืองเขามักไม่ปล่อยผ่าน ออกแนวลุยๆ ทำแฟนคลับเสียววาบอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำ

               โดยหากข้ามช็อตจากช่วงหลุดจากบ้านเลขที่ 111 ในปี 2555 หลังเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี เขาคืนฟอร์มในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2557 และยังคงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อสังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 39 แปลว่ายังไงก็ยังไม่ทิ้งงานทางนี้ไปไหนแน่ๆ

               แต่พอมาหลังการยึดอำนาจภาค 2 ของคนเสื้อเขียว หรือ รัฐประหาร 2557 โดยบิ๊กตู่ แห่ง คสช. บุคคลที่ประกาศตัวชัดเจนที่สุดเรื่องที่ทหารเรียกรายงานตัวนั้น “ไปก็กลัวดิ!!” ก็คือ จาตุรนต์ ฉายแสง โดยโพสต์หราลงเฟซบุ๊ก “Chaturon Chaisang” แบบแล้วไงใครแคร์?

               แต่แล้วในวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 อ๋อยก็ถูกทหารบุกจับตัว ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หลังจากพ้นเส้นตายการรายงานตัวที่ คสช.ตั้งไว้ แถมยังเป็นคนแรกๆ ก็ว่าได้ที่ต้องบ่ายหน้าเข้าไปพบทหาร

               ตอนนั้นถูกตั้ง 3 ข้อหา คือ ขัดคำสั่ง คสช., ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและให้ทำผิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) และความผิดต่อความมั่นคงหรือก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมมีโทษระวาง 14 ปี แต่ไม่ว่าจะยังไง คนชื่อจาตุรนต์ ก็ไม่เคยทิ้งลายทางการเมือง แต่ยังคงใช้ทักษะในพูด การเขียน ที่แหลมคม ตามวาระ โอกาสและเวทีต่างๆ เพื่อนำเสนอมุมมองทางการเมืองออกสู่สังคมอยู่เสมอ

               ช่วงปี 2558 อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงคนนี้ ยังออกมาแนะรัฐบาลประยุทธ์ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจทรุด ทางเฟซบุ๊ก หลังจากนั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยคนนี้ก็ยังไม่หยุด หันมาซัด คสช.ต่อ ในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ในเวทีเสวนาหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าตัวบอกว่าผลงาน คสช. ในการปฏิรูปประเทศ ต้องใช้คำว่า “​คว้าน้ำเหลว” เพราะมุ่งใช้เฉพาะอำนาจพิเศษแก้ปัญหา ชี้ไร้ภาพชัดเจนปฏิรูป-ขาดทิศทางสู่อนาคต

               มาจนปีนี้ ลีลาของอ๋อย ก็ดูเหมือนไม่เคยลดดีกรีลงเลย และยังคงแสดงความคิดเห็นเป็นปฏิปักษ์ ท้าทายอำนาจ คสช.เรื่อยมา

               ช่วงกลางๆ ปีก็ออกมาชำแหละครบ “3 ปี” รัฐบาล-คสช. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ-ม.44 กดทับต้นตอปัญหาไว้ สะสมเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ในอนาคต แถมยังเหน็บไปยังแม่น้ำ 5 สายว่า ออกอาการเสพติดอำนาจ ไหนบอก “ขอเวลาอีกไม่นาน”

               นานไม่นานแล้วแต่มุมมองใคร แต่ที่แน่ๆ ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา อ๋อยคนนี้ เพิ่งไปตามนัดหมายของศาลทหาร ในความผิดตั้งแต่ครั้งที่ถูกเชิญเข้าค่ายเมื่อปี 2557 ที่เจ้าตัวได้กล่าวปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ลักษณะปลุกปั่น ยั่วยุ ให้เกิดความไม่สงบสุขในราชอาณาจักร โดยในวันนั้นเป็นขั้นตอนของการเพื่อนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ปากแรก ครั้งที่ 3

               แม้ว่า คสช.ไม่เคยหลุดรอดการจับตามองของ “อ๋อย” กลับกัน! อ๋อยก็ยังอยู่ในสายตาของคสช.มาตลอด คือยังไงก็จะเกาะติดกันและกัน ฟัดกันนัวไปอย่างนี้แหละ!!!

               ก็ไม่รู้เพราะแบบนี้หรือไม่ที่ทำให้ฝ่ายหญิงหน่อย ซึ่งมาดนุ่มนิ่ม เล่นบทนางเอกและดูประนีประนอมกว่า กลายเป็นผู้ที่มีคะแนนนำฝ่ายชายอยู่หลายจุดจากโพลดังกล่าว ที่ถามว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่คาดหมายคือใคร?

               แต่นั่นก็เป็นเพียงตัวเลขในการสำรวจของคนบางกลุ่มสุ่มเข้ามา ดังนั้นกว่าจะถึงวันจริงระหว่างทางน่าจะยังมีอะไรที่พลิกโผได้อีกเยอะ ขอให้ถึงวันลั่นกลองเปิดสนามเลือกตั้งก่อนก็แล้วกัน

               ว่ากันว่ายังมีคนอีสานอีกมากมายนักที่เทใจไปทางแกนนำพรรคเพื่อไทยฝ่ายชาย มาดนุ่มลุ่มลึกคนนี้!!

25 กันยา “วันจิตร ภูมิศักดิ์” ณ ประจันตคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296715

25 กันยา “วันจิตร ภูมิศักดิ์” ณ ประจันตคาม

คนในข่าว  :  24 ก.ย. 2560
สหายปรีช, บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์, พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท), จิตรโดนโยนบก, โยนบก, จิตร ภูมิศักดิ์ กับประจันตคาม, จัดงานรำลึก 25 กันยา, 87 ปี จิตร ภูมิศักดิ์, จิตร ภูมิศักดิ์ ครบรอบ 87 ปี, จิตร ภูมิศักดิ์, กันยา, วันจิตร, ภูมิศักดิ์, ประจันตคาม, 2507, และปลายปี, 2508, ตัดสินใจเข้าป่า, ในนาม

จิตรถูกคุมขังอยู่นานจนถึงเดือนธันวาคม 2507 และปลายปี 2508 ตัดสินใจเข้าป่า เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในนาม สหายปรีชา

               ในวันคล้ายวันเกิด “จิตร ภูมิศักดิ์” ครบรอบ 87 ปี วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นปีแรกที่คณะบุคคลในนาม “คณะกรรมการเชิดชูเกียรติภูมิ จิตร ภูมิศักดิ์ ณ บ้านเกิด” จะได้จัดงา่นทำบุญรำลึกปัญญาชน นักคิด นักเขียน ที่ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี

               เวลา 07.00 น. ถวายภัตราหารเช้าแด่ภิกษุสงฆ์วัดศรีประจันตคาม อ.ประจันตคาม และถวายสังฆทาน

               เวลา 10.00 – 11.30 น. มอบหนังสือดีที่ควรอ่านแก่ห้องสมุด ร.ร.ประจันตราษฎร์บำรุง

               “อภิเชษฐ์ ทองน้อย” ตัวแทนคณะผู้เตรียมการฟื้นฟูเกียรติภูมิจิตร ภูมิศักดิ์ ได้กล่าวถึงความเป็นมาในการจัดงานวันจิตร ภูมิศักดิ์ ต่อคณะครูและนักเรียน โดยให้ความสำคัญในการคิด การอ่าน การเขียนและการค้นคว้า ฯลฯ โดยมี “จิตร” เป็นต้นแบบ

               “ประยงค์ มูลสาร” หรือ “ยงค์ ยโสธร” หนึ่งในผู้ก่อการจัดงานรำลึก 25 กันยา ได้เปิดเผยว่า “การจะมีคณะกรรมการเชิดชูเกียรติภูมิขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูจัดงาน “วันจิตรภูมิศักดิ์ 25 กันยา” ขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ “วันตาย” ของจิตร มีงานรำลึกถึงมาหลายปีแล้ว บัดนี้ รำลึกถึงจิตรในวันเกิดกายบ้าง”

               “เรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายใดๆก็ไม่ได้กำหนดหรือจัดหากัน ใช้ทุนใครมันเท่าที่จำเป็น อันที่จริงมีเพื่อนมิตรและผู้ใหญ่บางท่านที่รู้ข่าวการจัดงาน อยากสนับสนุนเงินทองค่าใช้จ่าย พวกผมคณะเตรียมการก็ไม่ต้องการรบกวนท่าน ใครจะไปร่วมทำบุญด้วยก็ยินดี เมื่อต่อไปจัดตั้งคณะกรรมการเชิดชูเกียรติภูมิจิตร ภูมิศักดิ์ฯ ขึ้นเป็นรูปร่างเรียบร้อยแล้ว การดำเนินงานต่างๆ ก็ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการจะกำหนดต่อไปจิตรเป็นบุคคลสาธารณะ มีผลงานและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และมีิองค์กรอย่างมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์รับผิดชอบ”

               สำหรับความเป็นมาเกี่ยวกับชีวิต “จิตร ภูมิศักดิ์” กับประจันตคามนั้น พอประมวลได้ดังนี้

               “ประจันตคาม” เป็นอำเภอเก่าแก่ อยู่ไม่ไกลจากเมืองปราจีนบุรี คามเดิมเรียกว่า “บ้านกบแจะ” หรือ “ด่านกบแจะ” สมัยอยุธยา

               เล่ากันตามพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ท้าวอุเทนท้าวสร้อยเพลี้ยเมืองแสน เป็นผู้รวบรวมไพร่พลที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ เมืองมหาชัย และอีกหลายเมืองทางฝั่งซ้าย ในครั้งที่ไทยยกกองทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ มาตั้งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ขึ้นที่ด่านกบแจะ

               ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกฐานะด่านกบแจะเป็นเมืองประจันตคาม โดยท้าวอุเทน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงภักดีเดชะ ว่าราชการเมืองประจันตคามตั้งแต่นั้นมา

               บรรพบุรุษชาวเมืองประจันตคาม จึงเป็น “ลาวเวียง” และไม่แปลกที่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน ยังส่งสำเนียงภาษาลาว แปร่งๆเหน่อๆไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

               ปี 2472 สมัยที่ ร.อ.หลวงสารารักษ์สรการ (พฤติ เดชะคุปต์) เป็นนายอำเภอประจันตคาม ได้มีข้าราชการกรมสรรพาสามิตชื่อ “ศิริ ภูมิศักดิ์” พร้อมครอบครัว ย้ายมาเป็นนายตรวจสรรพสามิต โดยพวกเขาเช่าบ้านอยู่ในตลาดเก่า ริมคลองประจันตคาม

               วันที่ 25 กันยายน 2473 แม่แสงเงิน ภรรยานายตรวจสรรพสามิต ได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกและคนเดียวของครอบครัว ชื่อ “จิตร ภูมิศักดิ์”

               เนื่องจากบิดาต้องย้ายไปรับราชการยังจังหวัดต่างๆ ทำให้จิตรย้ายที่เรียนบ่อย จากกาญจนบุรี ไปสมุทรปราการ และพระตะบอง

               ช่วงที่ไทยเสียดินแดนพระตะบองให้แก่ฝรั่งเศส จิตรจึงกลับมาศึกษาชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ต่อด้วยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด

               ช่วงอยู่มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2496 ได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของจิตร ภูมิศักดิ์” กับประจันตคามรับผิดชอบจัดทำหนังสือของมหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

               จิตรถูกกล่าวหาว่า เขียนบทความทำลายชาติ ศาสนาและสถาบัน ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน อาจารย์และนิสิตบางกลุ่มจึงเคลื่อนไหวให้ซักฟอกสอบสวนกันในหอประชุม จุฬาฯ ในตอนนั้นมีนิสิตกลุ่มหนึ่งเข้ามาทางด้านหลังแล้วจับจิตร โยนลงจากเวที หรือที่เรียกว่า “โยนบก” ทำให้จิตรบาดเจ็บต้องเข้า โรงพยาบาล พร้อมถูกลงโทษพักการเรียน

               ปี 2497 ระหว่างที่ถูกพักการเรียน จิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนอินทรศึกษาอยู่ระยะหนึ่ง แต่สอนได้ไม่นานก็ถูกไล่ออก จึงไปทำงานหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ยุคนั้น สุภา ศิริมานนท์ เป็นรองผู้อำนวยการ

               ปี 2498 จิตรกลับเข้าเรียนอีกครั้งและสำเร็จปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต

               ปี 2500 จากนั้นเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ จนกระทั่งถูกจอมพลสฤษดิ์ สั่งจับในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในและภายนอกราชอาณาจักร และกระทำการเป็นคอมมิวนิสต์” เมื่อ 21 ตุลาคม 2501

               จิตรถูกคุมขังอยู่นานจนถึงเดือนธันวาคม 2507 และปลายปี 2508 ตัดสินใจเข้าป่า เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนาม สหายปรีชา

               กระทั่งถูกอาสาสมัครและทหารล้อมยิงเสียชีวิตที่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

               ผลงานในฐานะนักคิด นักเขียนที่มีการจัดพิมพ์เป็นเล่ม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ โฉมหน้าศักดินาไทย, ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ, โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา, สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา, บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ ปี 2473-2508 ฯลฯ

               จิตร ภูมิศักดิ์ มีชีวิตอยู่ในโลกเพียง 36 ปี จากวันเกิด 25 กันยายน 2473 ถึงวันตาย 5 พฤษภาคม 2509

               จิตรได้รับการเคารพนับถือและยกย่องจากสังคมในฐานะนักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ และนักคิดนักอุดมการณ์

ส่องโบนันซ่า “สงกรานต์ เตชะณรงค์” ความรัก และความรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296590

ส่องโบนันซ่า “สงกรานต์ เตชะณรงค์” ความรัก และความรวย

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2560
อาณาจักรโบนันซ่า, โบนันซ่า เขาใหญ่, แอฟ สงกรานต์แยกกันอยู่, น้องปีใหม่ ลูกสาว แอ, แอฟ น้องปีใหม่, แอฟ-น้องปีใหม่, แอฟสงกรานต์, แอฟสงกรานต์เตียงหัก, แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุข, แอฟ ทักษอร, แอฟ ทักษอร เตชะณรง, สงกรานต์ เตชะณรงค์, กรานต์, งานง้อต้องมา, แม่เลี้ยงแอ๊ฟ, สงกรานต์, เตชะณรงค์

คอนเฟิร์มไม่เลิก! แต่เรื่องงอน นอนแยกบ้าน “กรานต์” บอกเลย “งานง้อต้องมา” เดี๋ยวอาณาจักรโบนันซ่าจะไร้ “แม่เลี้ยงแอ๊ฟ” ถ้ามันล้นซะจนไม่มีคิวมาดูแลหัวใจเมียแบบนี้!

               กระจองงอง เจ้าข้าเอ้ย!! สรุปว่าฝ่ายชาย สงกรานต์ เตชะณรงค์ เขาออกมายืนแล้วว่า “ยังไงก็ไม่เลิก” โดยบอกผ่านมาทางสื่อใหญ่หัวสีที่แรกว่า “อาจจะมีไม่เข้าใจบ้าง แต่ไม่มีเรื่องเลิกกันแน่นอน นั่นมันลูก มันภรรยาของผมทั้งคน’

               พร้อมยืนยันว่าที่ชี้เป้าชี้ตัวกันทั่วทุ่งบางกอกว่าเป็น “สาวคนนั้น” ยันอีกทีว่าไม่ใช่พันล้านเปอร์เซ็นต์!!!!!

               แต่ๆๆ งานนี้เชื่อว่ายังไม่จบ เพราะเรื่องที่ว่าทั้ง “แอฟ ทักษอร เตชะณรงค์” ศรีภรรยาและตนเองได้แยกกันอยู่นั้น เจ้าตัวยอมรับแล้วว่าเป็นความจริง แต่ลูกผู้ชายลั่นเสียงดังฟังชัดว่า ยังไงจะพยายามง้อให้ได้ ไม่มีทางหย่าแน่นอน

               งานนี้จึงชัดเจนว่า อ้าวคู่นี้ มีงอนจริงๆ นี่หว่า!!!!

               ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ยิ่งน่าติดตาม เพราะที่แล้วมาคู่นี้ ถือว่าเป็นคู่ที่ภาพดีทั้งคู่ คือไม่มีล่อกแล่กวอกแว่กให้ต้องมานั่งแก้ข่าว โดยเฉพาะฝ่ายชาย แม้จะถือเป็นหนุ่มหล่อ รวย ครบเครื่อง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีข่าวเจ้าชู้ประตูดินที่ไหน

               และกับความไม่เข้าใจกันจนต้องแยกบ้าน แยกเตียงหนนี้ ว่ากันว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ฝ่ายสามี ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานที่เขาใหญ่ จนฝ่ายเมียมีงอน หอบลูกสาว “น้องปีใหม่” ย้ายไปอยู่ที่อื่นในที่สุด

               ส่องไปดูในบทบาทของสงกรานต์ด้านที่เขาต้องแบกรับ ก็คือภาระหน้าที่ของทายาทโบนันซ่า

               วันนี้ในวัย 34 ปี ผ่านชีวิตจากเด็กเสเพล มาสู่คนหนุ่มที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง เขาผ่านงานมาหลายรูปแบบ โดยบางคนอาจรู้จักเขาจากผลงานถ่ายแบบแฟชั่น และเคยเล่นหนัง “มายเบสท์บอดี้การ์ด” เมื่อปี 2553

               แต่อีกบทบาทหนึ่ง “กรานต์” ยังเคยรับราชการทหาร ก่อนจะโอนมารับราชการเป็นตำรวจ และได้รับพระราชทานยศ ร้อยตำรวจโท เมื่อตุลาคม 2554

               จากนั้นจึงได้เข้ามารับตำแหน่งโฆษกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนปัจจุบันสงกรานต์ได้รับราชการตำรวจ เป็นร้อยตำรวจเอกในสังกัดกองบังคับการปราบปราม

               อย่างที่บอกว่าเป็นทายาทของตระกูลใหญ่ คือเป็นบุตรชายคนโตของ ไพวงษ์ กับภัสรา เตชะณรงค์ นอกเหนือจากน้องๆ คือ ไพพรรณี (เมย์), พัทธมน (แจน) และภูผา (ผา) ดังนั้น ธุรกิจของครอบครัว ก็ถือเป็นบทบาทที่เขาต้องช่วยดูแล

               สงกรานต์มีตำแหน่งเป็น “ซีอีโอ” ที่อาณาจักรโบนันซ่า เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโครงการที่มีเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ มีทั้งขายที่ดินเปล่า พร้อมสร้างบ้าน รีสอร์ทให้กับลูกค้า

               โดยเฉพาะโรงแรมโบนันซ่า และบังกะโล และบริการต่างๆ ครบวงจร ทั้งฟิตเนส สนุกเกอร์ คาราโอเกะ สระว่ายน้ำ สนามกอล์ฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย

               ราวปี 2557 สงกรานต์ ในฐานะเสี่ยใหญ่ ผู้บุกเบิกพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนเขาใหญ่ พร้อมด้วยศรีภรรยา “แอฟ” ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัว 3 โครงการ บ้านและคอนโด บาย โบนันซ่า เขาใหญ่ว่ากันว่ารวมกันแล้วทุ่มไปกว่าสามพันล้านบาท!!

               คือ โครงการ Momento Villa By Bonanza เป็นโครงการบ้านเดี่ยวบนที่ดินผืนสวยที่สุดในอำเภอเขาใหญ่ ซึ่งแอ๊ฟยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการโครงการนี้อีกด้วย

               ต่อมาคือโครงการ The PARCO by Bonanza เป็นทาว์นโฮมแนวคิดใหม่ ซึ่งงานนี้สงกรานต์ ทำในนาม บริษัท ชูเตอร์เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด โดยเขาเป็นประธานกรรมการบริหาร

               และอีกโครงการคือ The Sereno by Bonanza ซึ่งเป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น โดยบริษัท ชูเตอร์เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เช่นเดียวกัน

               บอกตัวเลขสวยๆ เผื่อใครสนใจ “เดอะเซเรโน่” ราคาเริ่มต้น 5.4 ล้านบาท “เดอะพาโค่” ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท และ “โมเมนโต้” ราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาท!!

               เปิดโครงการไว้มากมายขนาดนี้ แน่นอนว่า คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทายาทรุ่น 2 ของตระกูล “เตชะณรงค์” จะไม่ให้ไปเฝ้าหน้างาน ดูแลเงินที่ลงไปกองไว้บนเขาใหญ่ ก็คงจะแปลกเกินไปแล้ว!!

               นี่ยังไม่นับโครงการอื่นของทางบริษัท ที่อยู่ระหว่างพัฒนาอีกหลายโครงการ อย่างโครงการบ้านจัดสรรย่านแจ้งวัฒนะภายใต้ชื่อ เดอะ เซอเรโน่ บาย เดอะ โบนันซ่า ฯลฯ

               ทั้งนี้ มีข้อมูลช่วงปี 2558 ว่า กลุ่มธุรกิจโบนันซ่านั้น มีจำนวน 11 บริษัท สินทรัพย์กว่า 3,245,884,319 บาท หากแต่หลายคนกล่าวตรงกันว่า จริงๆ แล้ว ถ้ารวมทุกเม็ดในอาณาจักรธุรกิจ บ้านนี้จะรวยระดับหมื่นล้าน!!! โดยนอกจากส่วนของสงกรานต์แล้ว ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ครอบครัวก็ให้ทายาทคนอื่นแบ่งกันไปดูแลตามความเหมาะสม

               ใครอ่านถึงตรงนี้ แทบจะรีบไปบอกสาวแอฟเลยว่า “อย่างอนจนเกินงาม นานไปมันจะไม่ดี” เป็นห่วงถึงบอก

สายหมวกแดง “บิ๊กเจี๊ยบ” แม่ทัพบก ยุค “ปูหาย-เรือเหี่ยว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296501

สายหมวกแดง “บิ๊กเจี๊ยบ” แม่ทัพบก ยุค “ปูหาย-เรือเหี่ยว”

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2560
บิ๊ก, ผบทบ, บิ๊กเจี๊ยบ พลอ, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบทบ) คนปัจจุบัน, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ คนปัจจุบัน, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท บิ๊กเจี๊ยบ, แจงโล๊ะเรือเหาะทิ้ง, เรือเหาะหมดอายุ, ปลดประจำการเรือเหาะ, มท1, พลออนุพงษ์ เผ่าจิน

บทบาทของ ผบ.ทบ.คนนี้ไม่ธรรมดา เพราะนับแต่มานั่งเก้าอื้ ผบ.ทบ.งานทุกเรื่องต้องเทมาบนโต๊ะของเขา ตั้งแต่ก่อนจะมามีเรื่อง “ปูหาย เรือเหี่ยว” ด้วยซ้ำ

               จากข่าวเรือเหาะ ทำให้คนไทยวงเล็กๆ เริ่มรู้จัก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) คนปัจจุบันมากขึ้นว่า คนนี้แหละที่เป็นคนส่งเรือเหาะไปจอดหน้าบ้านบิ๊กๆ ทั้งหลาย

               เริ่มจาก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่นักข่าวไปถาม ค่าที่เป็น ผบ.ทบ.ในยุคที่มีการสั่งซื้อเรือเหาะ

               แต่แล้วรายนั้นก็โบกมือไม่รับรู้ บอกมันคืออดีต อยากรู้ให้ไปถาม ผบ.ทบ. คนปัจจุบันโน่น !!

               พอมาถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ก็ตอบเหมือนกันเด๊ะว่าไม่รู้จ้า !!!

               จนมาถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนนี้รูดซิปปากเงียบกริบยังไม่ตอบอะไรให้เสียรังวัด

               ที่สุดเรือเหาะก็วนกลับมาหน้าบ้านบิ๊กเจี๊ยบอีกจนได้ ด้วยเหตุที่ตนเองนั่นแหละ เป็นผู้ปูดออกมาเองแบบไม่กั๊กเผื่อไว้ให้บิ๊กๆๆ ได้หาทางลง

               จนเกิดเป็นกระแสฮึ่มแรง ! เป็นประเด็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไร้ประสิทธิภาพ บิ๊กเจี๊ยบก็เลยต้องชี้แจงอีกรอบ

               ว่าเรือเหาะซึ่งเป็นบอลลูน ครบอายุการใช้งานแล้ว เพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ จะนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นต่อไป

               ที่เรียกกันว่า “เรือเหี่ยว” นั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาก็ใช้งานได้จริง โดยตอนที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2554 ก็เห็นเรือเหาะตรวจการณ์ก็สามารถใช้งานได้อยู่ !

               พูดถึงตรงนี้ เหมือนจะจบ แต่ก็ไม่จบ เพราะปรากฏว่าช่วงวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ข่าวการนัดพบพูดคุยกับ “บิ๊กตู่” เร้าใจนักข่าวให้อยากรู้เหลือเกินว่าเรื่องอะไรกันแน่

               ปรากฏว่าหลังการประชุมนาน 40 นาทีที่ตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ออกมาระบุแก่นักข่าวว่า เป็นการรายงานผลการเข้าร่วมประชุม ผบ.ทบ.ภาคพื้นแปซิฟิก ครั้งที่ 10 (PACC X) ที่สาธารณรัฐเกาหลี 17-19 กันยายน ที่ผ่านมา

               ซึ่งก็มีเรื่องท่าทีในส่วนของความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่สับเปลี่ยนกำลังในพื้นที่ และมาตรการดูแลในช่วงต่อๆ ไป

               เหมือนบิ๊กเจี๊ยบจะบอกว่า ที่คุยกันไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นปัญหาระดับโกลบอลทั้งสิ้น !!

               อย่างไรก็ดี ถึงตรงนี้จะให้เชื่อว่าคุยกันแค่นี้คงยาก เพราะเรื่องลับลวงพราง คนไทยเริ่มจับทางถูกกันหมดแล้ว

               ว่างานนี้ ถ้าไม่ใช่เรือเหาะ ก็ต้องเป็นไปได้ว่าจะมีการพูดคุยกันอีกเรื่องหนึ่งที่ บิ๊กเจี๊ยบรับผิดชอบอยู่

               ก็เรื่อง “นารีขี่ม้าบิน” โดยถ้าลองวิเคราะห์ดู ช่วงสองสามวันมานี้ กับกระแสข่าวที่ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ไปอังกฤษ ซึ่งก็ถูกโยงว่า ดอดไปดีลอะไรกันเรื่องการหลบหนีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แน่ๆ

               และสำหรับเรื่องดังกล่าวอย่างที่บอกว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” เป็นผู้ดูแลอยู่ คือ รับผิดชอบในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะติดตามความคืบหน้าการหลบหนีออกนอกประเทศ ของสาวปู โดยสั่งการผ่านทางกองกำลังบูรพา

               แถมก่อนหน้านี้ เจ้าตัวพูดเองเลยว่า ปูหนีแน่ๆ และมีคนจัดให้หนีด้วย แต่ไม่ใช่ทหาร !! เพราะระดับ “ชินวัตร” ที่มีทั้งผู้สนับสนุน มีเครือข่ายพอสมควร ดังนั้นการหลบหนีย่อมทำได้ไม่ยาก

               แต่เรื่อง “ทหารดูแลด้วย ช่วยกันหนี” นั้น บิ๊กเจี๊ยบระบุชัดว่าไม่จริง !!

               “บางคนบอกว่า คสช.เกี้ยเซี้ยให้หลบหนี ถามว่าจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะทุกวันนี้ก็ถูกด่า ซึ่งนายกฯ ได้โทรศัพท์มาเร่งรัดผมทุกวัน เวลาเขาออกนอกประเทศไปแล้ว จะไปเปิดตัวเคลื่อนไหวต่างๆ อาจจะโจมตี พูดให้ร้าย คสช.ก็ได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ”

               ดังนั้น พอมาถึงวันนี้ หากว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรออกมา บิ๊กเจี๊ยบก็ต้องเร่งรายงานสื่อและประชาชนอยู่แล้ว ทำไมต้องไปงุบงิบ บอกบิ๊กตู่กันสองคนด้วยเล่า !!!!

               อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เวลานี้ คือ บทบาทของ ผบ.ทบ.คนนี้ไม่ธรรมดา เพราะนับแต่มานั่งเก้าอื้ ผบ.ทบ.เมื่อปีก่อน งานทุกเรื่องต้องเทมาบนโต๊ะของเขาจนล้น ตั้งแต่ก่อนจะมามีเรื่อง “ปูหาย เรือเหี่ยว” ด้วยซ้ำ

               ทั้งเรื่องธรรมกายช่วงต้นปี ที่บิ๊กเจี๊ยบมีส่วนทำให้การใช้กำลังของตำรวจละมุนละม่อม ค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น จนบิ๊กเจี๊ยบถูกยกยอว่า จากนักรบสายบู๊ เปลี่ยนมาเป็นสายบุ๋นแล้ว

               แต่ความไม่ธรรมดาของบิ๊กเจี๊ยบ ที่จริงมีมากกว่านี้ โดยเฉพาะที่ว่ากันมาตลอดตั้งแต่กระแสการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ก่อนนี้แล้วว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” คนนี้จะนั่งเป็น ผบ.ทบ.ค้ำบัลลังก์ “บิ๊กตู่” ไปได้ตลอด เพราะบิ๊กเจี๊ยบเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากทหารทุกหน่วยในกองทัพ

               คือแม้จะไม่ได้มาจาก “บูรพาพยัคฆ์” แต่นั่นแหละคือ จุดที่บิ๊กตู่มองขาด ! ว่าด้วยความเป็นทหารรบพิเศษ หรือเบเร่ต์แดง (หมวกแดง) ของ “บิ๊กเจี๊ยบ” ที่มาจากเส้นทางเดียวกับ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ล้วนแล้วแต่สายตรงคนสี่เสาฯ ทั้งนั้น

               หากจำกันได้ ช่วงต้นปี อยู่ๆ มีนักข่าวไปถามเรื่องการปฏิวัติอีกรอบ จากกระแสข่าวที่สื่อนอกฟันธงมา “บิ๊กเจี๊ยบ” ก็ยืนยันฟังชัดว่า “ในช่วงที่รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ผมยืนยันว่าไม่มี”

               ดังนั้น ดูทรงแล้ว อย่างน้อยกว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” จะเกษียณอายุราชการในปี 2561 ก็คงพอดีกับที่ “โรดแม็พ” ของ บิ๊กตู่ ขยับมาอีกขั้น

               ระหว่างนั้นก็จะคอยช่วยกองทัพทำงานได้ราบรื่น ไม่มีแอ็กซิเดนท์ให้เสียของ ก่อนถึงช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมืองไทยนั่นเอง

พลังคิดบวก! เรื่องเล่าของ “เอม” ส่งตรงจากลอนดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296362

พลังคิดบวก! เรื่องเล่าของ “เอม” ส่งตรงจากลอนดอน

คนในข่าว  :  21 ก.ย. 2560
เอม, เอม โพสอินสตาแกรมโ, เอม พิน, พินทองทา ชินวัตร, เอม ลูกแม้ว, เอม บุตรสาวทักษิณ, เอมโพสต์ไอจี, เอมโพสต์ไอจีถึงพ่อ, ทักษิณ ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ยิ่งลักษ์อยู่อังกฤษ, เอมไปอังกฤษ, ไปไปลอนดอน, ภาพถ่ายครอบครัวชินวัตร, ลูกเอม, คนสำคัญหนักมาก, ลูกอ่อน, แต่ไรมา, ถ้าไม่มี, รออยู่

แต่ไรมา บ้านนี้จะนัดเจอหลานๆ ที่สิงคโปร์ใกล้เข้ามาหน่อย แต่การมาอังกฤษหนนี้ของ “ลูกเอม” ถ้าไม่มี “คนสำคัญหนักมาก!” รออยู่ ก็คงไม่หอบพาเอา “ลูกอ่อน” มาไกลถึงนี่

               วันก่อนพ่อเพิ่งโอดขอคนไทยอย่าลืมเลือน รัฐประหาร 19 กันยา 2549 วันนี้ ลูกสาว “เอม” พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาขานรับ โดยโพสต์ให้กำลังใจป๊ะป๋าแบบ “เต็มรัก” ยาวกว่าที่เคย ในอินสตาแกรมส่วนตัว aimpintongta ระบุว่า

               “วันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว…เอมเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เจอพ่อหลังจากปฏิวัติ 19 กันยายน ปี 2549 ตอนนั้นเรียนปริญญาโทอยู่ที่ลอนดอน”

               “วันนี้ ปีนี้ เอมก็ได้มาอยู่ที่ลอนดอนกับพ่ออีกครั้ง พร้อมครอบครัวลูก 3 ของเรา… 11 ปีผ่านไป พ่อยังมีพลังงานที่จะคิดเรื่องธุรกิจต่างๆ มีหลายโปรเจกท์ที่เริ่มทำไปแล้ว และกำลังจะเริ่มทำ มีพลังงานคิดเรื่องอื่น ไม่ปล่อยให้เรื่องการเมืองมาหยุดทุกอย่าง…ชีวิตก้าวไปข้างหน้า !”

               “เอมยังจำได้ดี เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เอมบอกพ่อว่า อยากรอพ่อกลับมา เอมถึงจะแต่งงาน…แต่พ่อและแม่ยืนยันให้เอมดำเนินชีวิตต่อไป อย่าหยุดรอเรื่องการเมือง ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า…จนวันนี้เอมมีลูก 3 คนมาอยู่ตรงหน้าคุณตาแล้ว…(ถ้าวันนั้นรอ…คงยังไม่มี)”

               “หรือแม้กระทั่งก่อนมาเจอพ่อคราวนี้ เอมเองยังเครียด กังวล เป็นห่วง ท้อใจกับเรื่องที่เกิดกับครอบครัวเรา และกับคนที่เรารัก…แต่พอมาเจอพ่อ กลับกลายเป็นสบายใจ และมีกำลังใจขึ้นมาก แปลกใจเสมอว่า พ่อเอาพลังบวกมาจากไหนตลอด 11 ปีนี้”

               “…พ่อบอกว่า “We live for today and tomorrow, not yesterday” ใช้ชีวิตแบบมองวันนี้และวันข้างหน้า ไม่ใช่อดีต! พ่อทำให้คนรอบข้างมีรอยยิ้มได้ทุกวันอย่างน่าทึ่ง การมาหาพ่อเพื่อมาให้กำลังใจพ่อ กลับได้กำลังใจกันเองกลับไปทุกที…ลูกภูมิใจในความอดทน และพลังบวกของพ่อจริงๆ ค่ะ จะจับมือพ่อเดินแบบนี้ตลอดไปค่ะ”

               คัดมาให้อ่านจุใจ เพราะต้องซาบซึ้งกินใจใครหลายๆ คนแน่ๆ

               ที่แน่ยิ่งกว่าแน่ ก็คือ ช่วงหลังมานี้ เราได้เห็นลีลาการพูดด้วยตัวหนังสือบนโลกออนไลน์ของ “บุตรสาวคนกลางของเสี่ยแม้ว” มากขึ้น ทั้งๆ ที่โดยมากจะเป็นงานของบุตรสาวคนเล็ก “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ที่จะเป็นคนคอยหยอดโน่นนิด นี่หน่อย ตามประสาวัยแรง !

               หรือแม้แต่กับ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโต ที่จะออกแนวเล่นด้วยเนื้อหาสาระหนักๆ ทางการเมือง ในเฟซบุ๊กของเจ้าตัวมากกว่า โดยฟากสาวเอม ก็อยู่ในมุมเงียบๆ ปั๊มนม เลี้ยงลูก สวยๆ ตามประสาคุณแม่ลูกอ่อน

               จะมาก็หนหลังมานี้ ที่เธอหมั่นเล่นโซเชียลมากขึ้น ด้วยลีลาที่ค่อนข้างแตกต่างจากพี่น้องอย่างเห็นได้ชัด เพราะเธอจะออกแนวอ่อนโยน อบอุ่น และให้กำลังใจคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก ที่กำลังเจอกระแสพายุชีวิตถาโถมเข้าใส่มากกว่า

               อย่างช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ที่พี่ชายจ่อโดนคดี ‘ฟอกเงิน’ จากการปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย น้องก็จัดแจงโพสต์รูปภาพคู่ ‘โอ๊ค’ พานทองแท้ผ่านที่เดิมในไอจี aimpintongta พร้อมข้อความบอก ‘รักและเคียงข้างเสมอ’

               หมดหน้าที่น้อง เอมก็ไปหน้าทำหน้าที่ลูกสาวต่อ โดยหากย้อนไปช่วงหลังจากผลิตทายาทให้แก่คุณตาแม้ว ออกมาชุดแรกเป็นฝาแฝด 2 สาว คือ น้องเอมิ พิณธารา เเละ น้องนานิ พิณนารา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2557

               ตอนนั้นยังโพสต์ไอจี อวดของขวัญจากคุณตามายังหลานสาว ว่า “ขอบคุณมากนะคะปาปี้ รักที่สุด ️หลานน้อยรีบโตอีกนิดจะได้พาไปหาคุณตานะคะ”

               ต่อมาราวเดือนสิงหาคมปี 2558 เอมฟูมฟักลูกจนโตได้ที่ ก็หอบหิ้วเอาลูกทั้งสองไปเยี่ยม “ปาปี้” หรือ “แกรนด์ปา” ของหลานๆ โดยงวดนี้เธอและณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี พร้อมลูกแฝด รวมน้องสาว คือ “อุ๊งอิ๊ง” ไปพบ “คุณตาแม้ว” ที่สิงคโปร์

               ภาพความอบอุ่นก็ออกสู่สายตาคนไทย ผ่านทางไอจีของ “น้าอิ๊ง” ที่ระบุว่า “ชี้อะไรคุณตาหยิบเข้ารถเข็นหมดเลยยยยย แต่พอถึงตอนจ่ายเงินเอ๊ะหายไปไหนตั้งหลายกล่อง ?” โดยมีผู้เข้ามากดไลค์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

               หลังจากนั้น ตอนท้องลูกคนที่สาม ก็ได้ไปเยี่ยม “ปาปี้” อีกครั้งที่สิงคโปร์ พร้อมท้องที่โตใกล้คลอด จนกระทั่งช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เอมได้คลอดบุตรคนที่ 3 เพศชาย คือ “น้องวาคิณ” ชินวาคิณ ชินวัตร คุณากรวงศ์ ให้เป็นของขวัญคุณตาที่ได้หลานชายสมใจในที่สุด !

               และเช่นเคย ที่จะต้องหอบหิ้วกันอีกครั้ง แต่คราวนี้มาถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ !

               โดยปรากฏเป็น “ภาพข่าวดัง” เมื่อช่วงวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ในอิริยาบถอบอุ่น พร้อมคุณตา ‘ทักษิณ’ ระบุแคปชั่นว่า “With our most beloved man” ท่ามกลางคอมเมนต์ให้กำลังใจจำนวนมาก

               แต่ถามว่าทำไมถึงบอกว่าเป็น “ภาพดัง” ก็เพราะนัยของการมาหนนี้ ยังหมายรวมถึงกระแสข่าวการหนีศาลของ “ปู ยิ่งลักษณ์” ว่าน่าจะมีปลายทางที่แดนผู้ดีแห่งนี้

               คนไทยหลายคน เลยจับแว่นขยายส่องหา “คุณยายปู” ในภาพกันยกใหญ่ ถึงขนาดเดากันว่า ก็คนที่เป็นตากล้องคอยแชะภาพให้ พี่ชายและหลานๆ นั่นแหละ ไม่ผิดชัวร์ !

               แต่งานนี้ก็น่าคิด เพราะแต่ไรมา บ้านนี้จะนัดเจอหลานๆ ที่สิงคโปร์ใกล้ประเทศไทยเข้ามาหน่อย แต่การมาอังกฤษหนนี้ ถ้าไม่มีคน “สำคัญมาก” ถึง “มากที่สุด” รออยู่ ก็คงไม่หอบหิ้วลูกเล็กๆ 3 คน นั่งยาว 12 ชั่วโมง มาถึงนี่แน่ๆ

               หากถาม “เอม” คงตอบมาว่า ถ้าได้ไปเติมรอยยิ้มให้ผู้เป็นพ่อ หรือคุณตาของหลานๆ ต่อให้ไกลกว่านี้…ยังไงก็จะไปให้ถึง !

16 ล้านวิว!! “ฮักเขาสาอ้าย” ฝีมือ “อิ้นดี้” ม.ปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296239

16 ล้านวิว!! “ฮักเขาสาอ้าย” ฝีมือ “อิ้นดี้” ม.ปลาย

คนในข่าว  :  20 ก.ย. 2560
ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน, ภัคฐิราภร คงพรม, คนในข่าว, คมชัดลึก, นักเรียนมัธยม, อินดี้ มปลาย, เสกเพลงดัง, อิ้นดี้, ล้านวิว, ฮักเขาสาอ้าย, ฝีมือ

16 ล้านวิว!! “ฮักเขาสาอ้าย” ฝีมือ “อิ้นดี้” ม.ปลาย

 

ตลาดเพลงยุคดิจิตอล “ยูทูป” ได้ทำให้ช่องว่างเรื่องการเข้าถึงสื่อของค่ายเล็กค่ายใหญ่หมดไป เหมือนกับว่า ทุกคนที่เข้าสู่สนามการแข่งขัน ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบ ทุกอย่างวัดกันที่เนื้องาน โดยมี “ยอดวิว” คอยตอบโจทย์ว่า สร้างงานได้เป็นที่ยอมรับของมหาชนหรือไม่?

ยูทูป มิเพียงให้ “โอกาส” ที่เท่าเทียมกัน หากแต่ยังจัดสรร “รายได้” ให้แก่ผู้สร้างงานตามจำนวนยอดวิวของผู้เข้าชม

พ.ศ.นี้ นักเรียนมัธยม Cover เพลงนักร้องดัง แล้วนำไปออกทางช่องยูทูป ยังมีคนฟัง 4-5 ล้านวิว บางคนร้องจนได้เงินจากยูทูปมาเป็นค่าเทอม ค่าหอพัก

 

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

ไม่มีสิ่งใดขวางเส้นทางฝันของคนทุกชั้นชน หากมีพรสวรรค์หรือพรแสวง บวกความมุ่งมั่น โอกาสนั้นก็จะมาถึง เหมือน “นักเรียนมัธยม” กลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันตั้งค่ายเพลงชื่อ “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” ทำเพลงออกมาเผยแพร่ทางยูทูป ช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน มียอดวิวพุ่งไปถึง 16 ล้านวิว

เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ แต่มันได้เกิดขึ้นแล้วกับเพลง “ฮักเขาสาอ้าย” ร้องโดย “แป้ง” ภัคฐิราภร คงพรม นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์

“กะบ่แม่นนางฟ้า
บ่ได้งามปานได๋
ความสวยกะมีบ่หลาย
พอให้อ้ายสน”

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

เสียงใสๆ สะอาดสะอ้านตามประสาสาวนักเรียน ม.ปลาย ดนตรีฟังง่ายแต่งาม คำร้องอาจไม่สละสลวยแต่กินใจ ทุกอย่างมันกลมกลืนลงตัว

ผู้ที่จุดประกายความฝันของเด็กๆ กลุุ่มนี้คือ “ไอซ์ หลวงพระเนตร” หรือ กีรติ พรมน้อย นักเรียน ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม

“ตั้งเเต่เด็กๆเลยคือ ผมฝันอยากจะเข้าไปทำงานในวงการบันเทิง อยากจะเป็นตลก ดารานักเเสดง เเละนักร้อง คือผมชอบในด้านนี้อยู่เเล้ว เเต่มีครั้งหนึ่งในตอนที่ผมอยู่ ป.6 ผมได้ยินเสียงเพลงของพี่ศิลปินคนหนึ่ง ก็คือพี่เพชร สหรัตน์ เเละในตอนนั้นเพลงที่พี่เขาออกซิงเกิลเพลง “อ้ายตายสิไห่นำบ่” ดังมาก เลยทำให้ผมสนใจที่อยากจะเป็นนักร้องมากขึ้น”

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

นั่นเป็นความฝันของ “ไอซ์” เด็กบ้านนอกจาก ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ (บ้านเกิดไอซ์ที่ ต.นามะเขือ อยู่ตรงพรมแดนของ อ.สหัสขันธ์กับ อ.สมเด็จ) เมื่อได้เข้ามาเรียนต่อ ม.1 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม เขาขอให้แม่ซื้อกีตาร์ให้

“หลังจากได้กีตาร์มาเเล้ว ผมก็หัดเล่นกีตาร์จนเป็น พอที่จับคอร์ดได้เเล้ว ผมก็เริ่มหัดเขียนเพลงตั้งเเต่อยู่ ม.1 โดยที่ผมไม่มีความรู้ในการเเต่งเพลงเลย เเต่ผมศึกษาในยูทูปบ้างว่า ต้องทำยังไงบ้างในการเเต่งเพลง เเต่ก็เเต่งไม่จบซักเพลง ผมก็เริ่มท้อบ้าง”

ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก ครอบครัวก็ฐานะปานกลาง ไอซ์แอบคิดว่า “ถ้าอยากเป็นศิลปินคงต้องเป็นเด็กในเมืองเท่านั้นถึงจะเป็นได้ เนื่องจากห้องอัดอะไรก็ไม่มี เเละผมก็ไม่รู้ว่ามันต้องเริ่มยังไงบ้าง บนเส้นทางนี้ จนทำให้ผมอยากเลิกละที่อยากจะเดินบนเส้นทางนี้”

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

 

เมื่อเรียนชั้น ม.2 “ไอซ์” จึงตั้งใจเรียนมากกว่าเล่นกีตาร์ แล้ววันหนึ่ง เพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ของ ก้อง ห้วยไร่ ก็จุดไฟฝันของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาในใจอีกครั้ง

“เรื่องราวชีวิตของพี่เขา ทำให้ผมรักในเสียงดนตรีเหมือนเดิม เเล้วกลับมาเขียนเพลงอีกครั้ง ผมก็เขียนจบ 2 เพลง เพลงเเรกคือเพลง “ไห่เจ้าโชคดี” ผมเคยลองร้องเพลงนี้ลงเฟซบุ๊ค กระเเสตอบรับไม่ดีเลย ไม่มีซักไลค์แคงเป็นเพราะเสียงของผมไม่ดี ผมเลยเลิกที่อยากจะเป็นนักร้อง”

จากนั้นมา “ไอซ์” ตั้งใจจะแต่งเพลงเหมือนครูสลา คุณวุฒิ เเล้วเขาก็แต่งเพลงที่สองเสร็จคือเพลง “ฮักเขาสาอ้าย” ไอซ์เคยส่งเพลงนี้ไปเสนอให้ค่ายเพลงอินดี้ค่ายหนึ่ง ผู้จัดการค่ายเขาก็ไม่มีท่าทีที่จะรับเพลงของเขา แค่เพียงเเค่ส่งสติ๊กเกอร์ยกนิ้วโป้งมาเท่านั้น

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

 

ครั้นเข้าสู่ช่วง ม.3 ไอซ์ได้ไปดูหนังเรื่อง “ไทบ้านเดอะ ซีรี่ย์ฯ” ทำให้เขาอยากตั้งค่ายเพลงเองเสียเลย จึงชักชวนเพื่อนในห้องประมาณ 7-8 คน มาลงขันตั้งค่ายเพลง

“ปิดเทอมนี้ เรามาทำเพลงกัน โดยผมเสนอเพื่อนว่า ผมมีเพลงที่เเต่งไว้สองเพลงเลยอยากจะทำเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้หวังจะดังหรือจะได้คนดูอะไรเยอะเเยะ ผมได้ถามเรื่องค่าห้องอัดเพลงกับพี่คนหนึ่งไว้เเล้ว ราคาเพลงละ 6,000 บาท”

เพื่อนๆถามว่า “จะเอาเงินมาจากไหนไปทำ” ไอซ์เสนอไอเดียเล่นดนตรี “เปิดหมวก” หาทุนจนได้เงินก้อนหนึ่ง

“พวกเราเปิดหมวกจนได้เงินมาครบเลย เอาไปทำเพลงด้วยกัน ทำเอ็มวีทุกอย่าง พวกเราทำเองหมดครับ”

สำหรับชื่อ “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” นั้นมาจากลุงคนหนึ่งที่เป็นตำรวจ เคยทำวงดนตรีชื่อหลวงพระเนตร

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

“เเกบอกให้ผมเอามาตั้งชื่อค่าย คำว่าหลวงพระเนตร หมายถึงหลวงตา ผมว่ามันอินดี้ดี เลยเอามาตั้งชื่อค่ายครับ”

ในช่วงฤดูร้อน เด็กๆ มีใจรักทางดนตรี ได้มีโอกาสสร้างงานเพลงซิงเกิลแรก ก่อนจะเปิดเทอมใหม่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัย ม.ปลาย

ประมาณกลางเดือน พ.ค.2560 “ไอซ์” เริ่มปล่อยเพลงฮักเขาสาอ้าย ทางยูทูป และโพสต์ในแฟนเพจหลวงพระเนตร เร็คคอร์ด ผ่านไป 4 สัปดาห์ ยอดวิวเพลงฮักเขาสาอ้ายแตะ 5 หมื่นวิว ทีมงานหลวงพระเนตรรู้สึกตื่นเต้น และใช้กลยุทธ์เฟซบุ๊คไลฟ์ มีแป้งและเพื่อนๆ มาร้องสด เพื่อปั่นยอดวิว

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

ย่างเข้าสู่ปลายเดือน มิ.ย. เพลงฮักเขาสาอ้าย ทะยานสู่ 5 ล้านวิวอย่างน่าอัศจรรย์ และบริษัทเวิร์คพอยท์ ติดต่อมาเชิญให้ไปประกวดในรายการไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร ซึ่งเทปรายการที่มีแป้งร้องเพลงฮักเขาสายอ้าย ได้มีการออกอากาศไปเมื่อ 2 ก.ย.นี้

“ผลมันเกินคาด ยอดวิวมันพุ่งถึง 16 ล้านวิว ทำให้ผมดีใจมาก เเละอยากจะทำเพลงต่อไป”

11 ปีแห่งความหลัง”บิ๊กบัง”เสียของ แปรเป็นพิมพ์เขียว”บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296225

11 ปีแห่งความหลัง”บิ๊กบัง”เสียของ แปรเป็นพิมพ์เขียว”บิ๊กตู่”

คนในข่าว  :  20 ก.ย. 2560
รัฐประหาร 2557, รัฐประหาร 2549, โค่นรัฐบาลทักษิณ, ทักษิณ ชินวัตร, 11 ปีรัฐประหาร, โค่นระบอบทักษิณ, 19 กันยา, 19 กันยายน 2549, รัฐประหาร 19 กันยายน 2549, พลอสนธิ บุญยรัตกลิ, บิ๊กบัง พลอสนธิ, บิ๊กบัง, ทักษิณ, ข้อความที่่, กันยา, ผู้เปิดฉากภาค

ข้อความที่่ “ทักษิณ” เตือนความจำครบรอบ 11 ปี 19 กันยา ไม่ว่าจะสื่อถึงใคร หนึ่งในนั้นคนไทยต้องนึกถึง “บิ๊กบัง” ผู้เปิดฉากภาค 1 แห่งการโค่นล้มระบอบทักษิณ

               แม้ว่า 11 ปีก่อน ที่เกิดรัฐประหาร 2549 นั้น จะถูกเรียกว่า “เสียของ” แต่ถ้ามองในมุมคนไม่เอาทักษิณ ต้องนับได้ว่าปฏิบัติการเวลานั้น คือ ภาคแรกของรัฐประหาร 2557 อันเป็นภาค 2 ในเวลานี้

               และทำให้นิยามของบ้านเมืองเรา ณ ปัจจุบัน อยู่ในบริบทที่คนไทยเกือบค่อนประเทศ “ถูกอกถูกใจ” เคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมไปว่า บางทีถ้าไม่มีวันนั้น อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้!

               เหมือนๆ จะลืมเลือนกันไปแล้ว แต่หลายคนยังจำกันได้ วันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ถูกยึดอำนาจขณะปฏิบัติภารกิจอยู่สหรัฐอเมริกา

               อยู่ๆ ช่วงค่ำ จอทีวีไทยก็มีหน้าทักษิณออกมาอ่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ จากนครนิวยอร์ก แต่ไม่ทันไรสัญญาณก็ถูดตัดมาเป็นหน้าของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ “บิ๊กบัง” ผบ.ทบ. ในขณะนั้นแทน

               วันนั้นภาพของบิ๊กบัง ที่ออกมาอ่านประกาศของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือ คปค.ที่ภายหลังแปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ทำให้คนไม่เอาทักษิณหลายคน จดจำว่าเป็น “ฮีโร่”

               ซึ่งเป็นที่มาของการที่รุ่งขึ้นประชาชนกรูกันไปมอบดอกไม้ ถ่ายรูปร่วมกับรถถังและทหารที่ประจำการตามจุดต่างๆ ราวกับเป็นอีเวนท์บันเทิง มอบให้คณะรัฐประหารชุดที่ 13

               ส่วนว่าจะเป็นการจัดฉากหรือไม่ก็ตามแต่ วันนี้เราได้เห็นแล้วว่า ความชื่นชมโสมนัสนั้น…มีอยู่จริง!

               โดยเฉพาะกับตัวของบิ๊กบังเวลานั้น หลายคนถึงกับต้องไปค้นประวัติว่าทำไมเขาถึงได้กล้าล้ม “ทักษิณ ชินวัตร” คนที่อำนาจล้นเหลือจนนึกภาพไม่ออกว่าจะลงจากบัลลังก์ยังไงไหว

               แถมก่อนหน้านั้น บิ๊กบังเอง ก็เคยเจอถามดักคอจากเสี่ยแม้วไปสองสามรอบก่อนหน้านั้น และหากย้อนไปดูโพรไฟล์ผู้บัญชาการทหารบกของไทยคนแรกที่มาจากชาวไทยมุสลิมคนนี้ ขณะเป็นทหารสายรบพิเศษ นั่งบัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษและ ผช.ทบ. นั้นมีผลงานมากมายค้นได้ไม่ยากจนมาได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ก็เพราะทักษิณแต่งตั้งเข้ามา

               ดังนั้นการทำรัฐประหารในครั้งนั้นจึงถือว่าเซอร์ไพรส์อย่างมาก สำหรับคนไทยทั่วไปที่รับรู้ข่าวสารผิวเผิน แต่ที่น่าสนใจคือ จนถึงทุกวันนี้เหตุผลที่พ ล.อ.สนธิ ทำรัฐประหารครั้งนั้นก็ยังคงคาใจหลายคนในเวลานี้

               ที่ตอบได้ในฐานะหัวหน้า คปค. คือไม่ต้องการให้คนไทยแตกแยก แต่เหตุผล “เบื้องลึก” ข้างในยังคงลึกลับดำมืดพอๆ กับ วรรคทองที่เขาเคยพูดว่า “ถึงตายก็ตอบไม่ได้” และต่อมาช่วงปี 2555 เขายังออกมาบอกว่าตนนั้นได้เขียนหนังสือแฉปฏิวัติ 2549 ที่จะพิมพ์ภายหลังจากที่เสียชีวิตลง ถึงเวลาก็ไปหาคำตอบในนั้นกันเอง!

               ก็ไม่รู้ว่าในเล่มนั้นจะมีคำอธิบายว่าทำไมรัฐประหารของเขาถึง “เสียของ” หรือไม่ เพราะหากถามคนไทยภาพติดตา คือบิ๊กบังทำตามสัญญาแค่เรื่องเดียวคือ “อยู่ไม่นาน” เพียง 2 สัปดาห์ ผ่องถ่ายไปให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 24

               แต่หลังจากนั้น บิ๊กบังฉายแววหลงการเมืองตั้งแต่หลังเกษียณอายุราชการ 2550 ไม่เพียงกลับมาเป็นลูกน้องของพล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่จี๊ดสุดๆ คือ เพียงไม่กี่เดือน พรรคของคนที่บิ๊กบังโค่นล้ม ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในชื่อพรรค “พลังประชาชน” ที่ชนะในการเลือกตั้งปี 2550

               นั่นแหละจึงเป็นที่มาของคำว่า “เสียของ”!!!

               และเพื่อให้เจ็บเข้าไปอีก หลังจากนั้นกระแสที่บิ๊กบังจะทำงานการเมืองก็แรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข่าวการเข้าร่วมกับพรรคมาตุภูมิของ ดร.มั่น พัธโนทัย พร้อมด้วยสมาชิก ส.ส.กลุ่มวาดะห์ และกลุ่มปากน้ำของ วัฒนา อัศวเหม ที่ย้ายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคด้วยกันหลังพรรคใหญ่ถูกยุบในปี 2551

               พรรคมาตุภูมิมีบทบาทตอนนั้นคือ ส.ส.ทั้ง 3 คนของพรรค ลงมติสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ ช่วงปี 2551 แต่ภายหลังตอนปี 2553 ก็ได้เข้าร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์ ดร.มั่น พัธโนทัย ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

               จนมาถึงยุคที่บิ๊กบังออกหน้าเต็ม ประกาศขอล้ำเข้าไปในเส้นทางการเมืองเต็มรูปแบบ! ด้วยการนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค โดยมีอดีต ส.ส.ที่แตกออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนให้การสนับสนุน ตั้งเป้าทำพรรค ส.ส.มุสลิมชายแดนภาคใต้

               บิ๊กบังยังคงเดินหน้าลงเลือกตั้งปี 2554 ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อ จนได้ส.ส.มาเท่าๆ เดิม 3 คนแถมเจ้าตัวยังได้ไปนั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

               พูดง่ายๆ ว่ามาลงเรือลำเดียวกับพรรคที่เขาทำให้เจ้าของตัวจริงระเห็จไปต่างแดน…เสียอย่างนั้น!

               แต่แล้วเรื่องราวต่างๆ นานา ก็ได้เกิดขึ้นจนนำมาสู่รัฐประหารภาค 2 ในปี 2557 ด้วยการยึดอำนาจของ คสช. ที่จนถึงวันนี้ โรดแม็พก็ยังตัดถนนต่อทางไปเรื่อยๆ จนไม่แน่ใจว่าถ้าต้องรอจนถึงวันเลือกตั้งตามสัญญา คสช. ไม่รู้บิ๊กบังจะรอไหวไหม ปีหน้าก็ย่างเข้ารอบที่ 6 แล้ว

               แต่ที่แน่ๆ ข้อความที่่ “ทักษิณ” ทวิตล่าสุด ย้ำเตือนความทรงจำเกี่ยวกับครบรอบ 11 ปี 19 กันยา ว่า “หวังว่าความทรงจำของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน จะไม่เลือนหายไปจากหัวใจคนไทย”

               ไมว่าจะสื่อถึงใครก็ตาม แต่หนึ่งในนั้นคนไทยต้องนึกถึง “บิ๊กบัง” ผู้เปิดฉากภาค 1 แห่งการโค่นล้มระบอบทักษิณ แถมยังเป็นเจ้าของบทเรียนที่ทำให้ คสช. ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำมาเขียนพิมพ์เขียวไว้ละเอียดยิบ ไม่ให้เสียของซ้ำรอยเด็ดขาด!!!

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? “เจ๊สมทรง” บ้านใหญ่ “ยุดยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296170

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? “เจ๊สมทรง” บ้านใหญ่ “ยุดยา”

คนในข่าว  :  19 ก.ย. 2560
นายก อบจกรุงเก่า 3 สมัย, สโมสรฟุตบอลอยุธยา ยูไนเต็ด, ครมสัญจรอยุธยา, พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา, กรุงเก่า, เจ๊สมทรง อยุธยา, สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล, สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายก อบจอยุธยา, ยุดยา, เจ๊สมทรง, บ้านใหญ่, สมัย

 “พันธ์เจริญวรกุล” เป็นครอบครัวนักการเมืองโดยแท้ “เจ๊สมทรง” เอง ก็ครองเก้าอี้นายก อบจ.กรุงเก่า มา 3 สมัย แล้วทำไมจะเชิดใส่ ครม.สัญจรของลุงตู่ไม่ได้!!!

               นายกฯ ลุงตู่ ลงทุนเดินหาเสียงในเขตเลือกตั้ง “ลุ่มท่าจีน-เจ้าพระยา-ป่าสัก” เที่ยวนี้โกยแต้มไปเยอะ โดยเฉพาะที่สุพรรณบุรี เมื่อนักการเมืองแห่งค่ายสุพรรณบุรี เอฟซี ยกขบวนมาตั้งแถวรอต้อนรับ แถมหยอดคำหวานๆให้ลุงตู่เคลิ้มไปเหมือนกัน

               ครั้นมากรุงเก่า สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่มีนักการเมืองมา “อวย” เหมือนบรรหารบุรี เพราะกรุงศรีฯ มีแต่นักการเมือง “เสื้อแดง”

               แม้แฟนเพจทีมงาน Gen.Prayut Chan-o-cha ได้โพสต์ภาพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์พบปะอดีต ส.ส.อยุธยา และผู้นำส่วนท้องถิ่นได้แก่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกเทศมนตรีอยุธยา เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่

               แต่ทีมงานลุงตู่ ก็ไม่บรรยายให้ละเอียดว่า มีใครบ้าง? ลองส่องดูภาพอย่างละเอียด หาเท่าไหร่ก็ไม่พบหน้า “เจ๊สมทรง” สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา (คนตามภาพ)

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               ตามฐานข้อมูล อดีต ส.ส.ปี 2554 ของกรุงเก่า ทั้ง 5 คนนั้น แยกเป็นพรรคเพื่อไทย 4 คน และพรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน แต่ตอนหลังอดีต ส.ส.พรรคบรรหาร ย้ายมาสังกัดเพื่อไทย เลยเท่ากับพรรคของทักษิณยึดเต็มพื้นที่

               แถมท้องถิ่นก็สายเพื่อไทย ทั้ง สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา และ “เจ๊สมทรง” นายก อบจ.อยุธยา

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               การเมืองในอยุธยา หลังจากพ้อง ชีวานันท์ อดีต ส.ส. 4 สมัยได้เสียชีวิตไปเมื่อต้นปี 2559 เท่ากับว่า จบสิ้นผู้สืบทอดมรดกการเมืองของมนตรี พงษ์พานิช

               “พ้อง” เป็นเพื่อนรักของมนตรีสมัยทำงานร่วมกันอยู่ที่บริษัทบี.กริมแอนด์โก พ้องมาทำงานการเมืองหลังฉากในฐานะที่ปรึกษามนตรีอยู่นาน ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.อยุธยา

               หลังสิ้นมนตรี พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม การเมืองกรุงเก่าก็อยู่ใต้ร่มเงาตระกูล “พันธุ์เจริญวรกุล” บ้านใหญ่แห่งวังน้อย

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               ทุกวันนี้ ใครขับรถผ่าน อ.วังน้อย จะมองเห็นปั๊ม ปตท. และร้านกาแฟสตาร์บัค สาขาบ้านใหญ่นั่นแหละคือ อาณาจักรธุรกิจของ “เจ๊สมทรง” หรือ สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา ซึ่งเจ๊สมทรงเป็นนายก อบจ.มา 3 สมัยแล้ว โดยสมัยหลังสุด ลงสนามแบบไม่มีคู่แข่ง

               “พันธ์เจริญวรกุล” เป็นครอบครัวนักการเมือง เพราะเล่นการเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น ตั้งแต่ทั้งลูกชาย ลูกสาว ยันลูกเขย

               “เจ๊สมทรง” เป็นคนวังน้อยโดยกำเนิดครอบครัวทำธุรกิจค้าไม้ และค้าวัสดุก่อสร้าง สร้างฐานะจนเป็นปึกแผ่น

               สามีผลักดันให้เจ๊สมทรง ลงสมัครผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านมายาวนาน และเป็น “หัวคะแนน” คนสำคัญของมนตรี พงษ์พานิช ในพื้นที่ อ.วังน้อย

               ปี 2544 เจ๊สมทรง ส่งลูกสาว “สุวิมล” ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 (วังน้อย,อุทัย และภาชี) ในนามพรรคไทยรักไทยปี 2550 “สุรศักดิ์” มารับไม้ต่อจากพี่สาว เป็น ส.ส.ผูกขาดเขต 3 อยุธยา

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               วันนี้ อดิศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล อดีต ส.จ.เขต 3 วังน้อย เป็นผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอยุธยา ยูไนเต็ด ร่วมกับเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต ส.ส.อยุธยา เขต 1

               สรุปว่า “เกื้อกูล” อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาซบมุ้งวังน้อยของเจ๊สมทรง ถ้ามีการเลือกตั้งสมัยหน้า คงได้ไฟเขียวให้ลง ส.ส.เขต 1 แม้ว่าจะมี สุรเชษฐ์ ชัยโกศล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขวางทางอยู่

               เชื่อว่า บารมีเจ๊สมทรง นายก อบจ.กรุงเก่า 3 สมัย คงจะหนุนให้เกื้อกูลได้ลงสนามเป็นตัวจริง