วาจาคนสุพรรณ “วราวุธ” ลูกป๋าเติ้ง เลือกตั้ง..เมื่อไหร่ก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296095

วาจาคนสุพรรณ “วราวุธ” ลูกป๋าเติ้ง เลือกตั้ง..เมื่อไหร่ก็ได้

คนในข่าว  :  19 ก.ย. 2560
ครมสัญจรสุพรรณบุรี, บิ๊กตู่นำครมสัญจร โ, นายกฯ ตู่ ไปสุพรรณ, เติ้งเสี่ยวหาร, มังกรเติ้ง, คนสุพรรณ, บรรหารล้วงลูก, หลงจู๊ บรรหาร, หลงจู๊, บรรหาร ศิลปอาชา, พรรคชาติไทยพัฒนา, ลูกท็อป, วราวุธ ศิลปอาชา, ท็อป วราวุธ, วราวุธ, ก็เมื่อนั้น

ลูกท็อปไม่เคยที่จะผลีผลามออกอาการแรงๆ ว่าอยากนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาเหลือเกินแล้ว จะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ “ก็เมื่อนั้น” ตอนนี้ขอไปเอาดีทางกีฬาดีกว่า

               วันที่ครม.สัญจรของนายกฯ ตู่ และคณะไปถึงแดนมังกร สุพรรณบุรี แล้วไปแวะกราบสักการะหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ ซึ่งเจอพระท่านทักทายมาว่า ให้แบมือให้ว่าง ต้องรู้จักปล่อยวาง จึงจะมีชัยชนะทุกข์ทั้งปวง ปรากฏว่า พอนายกฯ รับทราบ สาธุ! เท่านั้น เรื่องดีๆ ก็เข้ามาหาถึงที่!!

               เมื่อนายกฯ ลุงตู่ เดินทางไปถึงโรงเรียนเกษตรกรชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี บริเวณสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ได้เจอบรรดาคนใหญ่แห่งพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หรือจะเรียกว่าเป็นเจ้าบ้านแดนสุพรรณ ออกมาต้อนรับคณะของนายกฯ กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

               โดยเฉพาะทายาทมังกรเติ้ง “บรรหาร ศิลปอาชา” ซึ่งก็คือ “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรค ที่หลายคนจับตาว่า วันนี้จะโชว์ฟอร์มสดอะไรบ้าง ว่าแล้ว “วราวุธ” นำทีมพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอแนวทางเกษตรให้นายกฯ ประยุทธ์ฟัง เพราะคนสุพรรณทั้งเมืองอยากได้ราคาข้าว 15,300 บาท เพราะคุณภาพชีวิตชาวนาที่ดีขึ้นคือความมุ่งหวังของทุกคน

               หลังจากนั้นนายกฯ ร่ายยาว แต่ขอคัดมาสั้นๆ ว่า “ฝากกับพี่ประภัตร ฝากกับท็อป ฝากกับปริศนานันทกุล ผมขอฝากความหวังไว้ที่ทุกคน เราจะต้องไม่ขัดแย้งกันอีก เราต้องเดินหน้าให้ได้”

               ฉับพลัน เก๋าเกมอย่าง ประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรคชาติไทยได้ทีตอบกลับไปบ้างว่า

               “ถ้าประเทศยังไม่ปรองดองก็ไม่ต้องเลือกตั้ง พวกเรารอได้ แต่มีข้อแม้ว่า นายกฯ ต้องลงพื้นที่บ่อยๆ” ถึงตรงนี้ก็เรียกเสียงฮาจากแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมรอยยิ้มชื่นมื่นฉาบอยู่บนหน้ากันพรึ่บ!! แต่ในใจคิดอะไรก็ไม่รู้สินะ

               โดยเฉพาะกับ “ลูกท็อป” ในฐานะคนที่หลายฝ่ายฟันธงว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ตกลงปลงใจสักที

               จนหลายคนแอบคิดว่าเห็นเงียบๆ แบบนี้ ฤาลูกท็อปจะหน่ายการเมืองเสียแล้ว!

               หากจำกันได้ย้อนไปหลังช่วงที่ “เติ้งเสี่ยวหาร” ลาจากไป ข่าวการเฟ้นหาหัวหน้าพรรคคนใหม่มาแทนฟุ้งกระจายไปทั่วว่ายังไงก็หนีไม่พ้นบุตรชายคนสุดท้องของเขาคนนี้ที่ชื่อ “ท็อป” ถึงขนาด ผู้ใหญ่ทางพรรคก็ออกมารับตรงๆ ว่ากำลังดันกันอยู่ ด้วยเห็นว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่และมีประสบการณ์การเมืองอยู่พอสมควร เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม

               แต่ตอนนั้นเจ้าตัวก็ไม่หืออือมากนัก ยังตอบเลี่ยงๆ ไปเรื่อยๆ ยิ่งพอจู่ๆ ช่วงกลางปีที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวถาโถมเข้ามาว่าคนใหญ่จากฝั่งพรรคเพื่อไทย กำลังจะเทกโอเวอร์พรรคชาติไทยพัฒนาไปไว้ในกำมือ

               หลายคนก็ฟันธงว่าคาดไม่ผิด สิ้นหลงจู๊แล้ว ยังต้องมาสิ้นพรรคไปด้วยครานี้ ที่สุด “ลูกท็อป” ทนไม่ไหวต้องออกโรงแจงเองว่า พรรคนี้ไม่ได้มีไว้ขาย!!

               แต่เรื่องนี้แม้ว่าจะจบเรื่อง “ขายไม่ขาย” ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประเด็นเรื่อง “หัวหน้าพรรค” จบลง ว่าแล้วเสี่ยท็อปแจงอีกทีว่าแม้พรรคจะยังไม่ได้หัวหน้าพรรค แต่ทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี แถมยังมีขุนพลที่แข็งแกร่งอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ประภัตร โพธสุธน, จองชัย เที่ยงธรรม, นิกร จำนง และสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

               อีกอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่มรดกของพ่อ แต่เป็นมรดกของผู้บริหารพรรคและพวกเราทุกคน คนจะนำพรรคไม่จำเป็นต้องนามสกุลศิลปอาชา!! อื้อหือ! กล่าวมาถึงตรงนี้หลายคนครางฮือ….เกือบจะลุกขึ้นปรบมือให้อยู่แล้ว!

               มาตอนหลังลูกชายหลงจู๊ก็มาลงท้ายในท่วงทำนองว่า แต่ถ้าจะให้ตนเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องมั่นใจก่อนว่าจะสามารถนำพาพรรคไปได้อย่างเข้มแข็ง

               แข็งขนาดไหน? ไม่รู้! เทียบพ่อได้หรือไม่? ไม่แน่! แต่ที่แน่ๆ คนละสไตล์กับพ่อชัดเจน!!! ไอ้ที่จะมานั่งชี้นิ้วสั่งๆๆ “ล้วงลูก” ทุกเรื่อง เห็นจะไม่ได้แล้ว

               พูดง่ายๆ ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาในยุคของคนชื่อ ท็อป วราวุธ นั้น จะต้องเป็นยุคของ “นิวบลัด” ชัดเจน คือบริหารแบบทีมเวิร์ก!!

               ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำนองนี้หรือไม่ ที่ทำให้ลูกท็อปไม่เคยที่จะผลีผลามออกอาการแรงๆ ว่าอยากนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเหลือเกินแล้ว แต่เลือกที่จะรอให้ถึงเวลาสุกงอม จนได้ที่มากกว่า

               ดังนั้นระหว่างที่พักงานการเมืองเลยไปสร้างสมความรักความสามัคคีให้แก่ผู้คนด้วยการกีฬา โดยด้านหนึ่งเขายังเป็นประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี เอฟซี สโมสรที่อยู่คู่ชาวสุพรรณมากว่า 20 ปี โดยลูกท็อปเข้ามาดูตั้งแต่ปี 2557

               ตอนนั้นรู้กันหรือไม่ว่า “ท็อป วราวุธ” เข้ามาแบบไม่รู้อะไรเลย แต่ด้วยหัวใจนักสู้ วันนี้วราวุธเป็น “บิ๊กท็อป” ของ “ช้างศึกยุทธหัตถี” ที่พาทีมลุยฟาดแข้งในสังเวียนฟุตบอลไทย ชนิดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ยังไม่ถึงขึ้นคว้าแชมป์ แต่ความแข็งแกร่งของทีมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

               แน่นอนว่าแม้จะแตกต่างจากงานการเมืองที่ได้ติดตามพ่อบรรหารไปทุกที่ นับแต่ยังตัวน้อยๆ แต่สโมสรกีฬาก็ต้องใช้แรงใจ แรงทุนในการทำทีมทำศึก! ไม่ต่างจากการทำพรรคการเมือง!

               อย่างช่วงต้นปีเพิ่งฉลองครบสองทศวรรษ เจ้าตัวลั่นว่า “เรามีความกระหายที่จะทำผลงานให้ดีกว่าเดิม และเราหวังว่าการทำงานหนักของทุกๆ คนในสโมสรจะทำให้แฟนบอลทั้งจังหวัดมีความสุข”

               ดูทรงแล้ว ออร่าบารมีสาดแสงจ้าพอๆ กับตอนที่ “หลงจู๊” เคยนั่งสั่งงานในพรรค ไม่มีผิด!!

               ดังนั้นแฟนการเมืองให้สบายใจได้เลยลูกท็อปไม่ทิ้งไปไหนแน่ๆ รอดูก็แล้วกัน

ระเริงลอนดอน “ตาทักษิณ” พบหลานรัก เอ๊ะ! “ตาป้อม” เกี่ยวไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295953

ระเริงลอนดอน “ตาทักษิณ” พบหลานรัก เอ๊ะ! “ตาป้อม” เกี่ยวไร?

คนในข่าว  :  18 ก.ย. 2560
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก, ทักษิณ ชินวัตร, อดีตนายกฯทักษิณ, เสี่ยแม้ว, ทักษิณ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, บิ๊กป้อม พลอประวิตร, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ, บิ๊กป้อมไปอังกฤษ, ยิ่งลักษณ์หนี, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ, บิ๊กป้อม, พลอประวิตร รัฐมนตรีกลาโหม, ตาทักษิณ, ตาป้อม

หากยิ่งลักษณ์จะใช้ความมั่งคั่งของพี่ชาย ขอรับรองสถานะผู้ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะแปลก็ตรงบิ๊กป้อม ดอดไปอังกฤษตอนนี้พอดิบพอดี สิน่า…

               ไปจนกลับมาแล้ว คำถามยังไม่จบสิ้น เรื่องที่ “บิ๊กป้อม” ไปเยือนอังกฤษครานี้ ยิงตรงเลยดีกว่า ว่างานนี้ไปเพื่อพบ ทักษิณ ชินวัตร เรื่องที่น้องสาวหนีหายไปพักพิงยังแดนผู้ดี…ใช่หรือไม่ ?

               แต่คำตอบก็ยังคงเดิมเหมือนกัน คือ “ไม่ !!” โดยต้องแจงทั้งขาก่อนไป และขากลับ ช่วงวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าเรื่องที่คณะของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปอังกฤษช่วงวันที่ 12-15 กันยายน ที่ผ่านมานั้น

               ไปเพื่อ “กระชับ” และ “ขยาย” ในส่วนของความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกัน ที่บอกว่าไปเรื่องสองพี่น้องชินวัตรนั้น มันงานมโนทั้งสิ้น

               ก็จะไม่ให้มโนได้ยังไง งานนี้ทั้งนักข่าวสายทหาร หรือสายไม่ทหาร จั่วหัวกันไปทั่วว่า ฝ่ายบิ๊กสีเขียวของเรา ดอดบินไปก่อน กับเครื่องบินส่วนตัว ก่อนคณะเสียอีก

               แถมตอนนี้ “ทักษิณ” ก็อยู่อังกฤษ พร้อมลูกสาวและลูกเขยกับหลานๆ ด้วยอีก 3 คน ยืนยันด้วยภาพจากไอจี เอม พินทองทา ชินวัตร ในอิริยาบถอบอุ่นกับบิดาและครอบครัว

               แต่งานนี้ หากมองเป็นสองรูปการณ์ เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือ เป็นงานมโนที่มี “มูล” เนื่องจากกลิ่นข่าวลือที่ฝ่ายทหารเออออห่อหมกให้ปูติดปีก ก็แรงมาแล้วก่อนหน้านี้

               ส่วนจะมองว่าเป็นเพียง “ความบังเอิญ” ที่ภารกิจของบิ๊กป้อมกับเสี่ยแม้ว บังเอิญมาตรงกันพอดีในสถานที่เดียวกัน ก็เป็นไปได้ เพราะแดนผู้ดีแห่งนี้ ใครๆ ก็ไปได้

               อย่างบิ๊กป้อม เอาเข้าจริงๆ ก็ได้รับเทียบเชิญจากทางอังกฤษ มาแล้วถึง 3 ครั้ง ในรอบ 14 เดือน !!!

               ก่อนหน้านี้ ช่วงกรกฎาคม 2559 และอีก 2 เดือนต่อมา โดยทั้งหมดรวมหนนี้ นอกเหนือจากวาระความร่วมมือประดามีแล้ว ยังเหมือนไปวินโดว์ช็อปปิ้ง ซึ่งไม่ใช่ที่ย่านออกซ์ฟอร์ดสตรีท แต่เป็นการชมบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทางอังกฤษภูมิใจเสนอ !!

               เพียงแค่นี้ ภารกิจก็แน่นยิ่งกว่าดาราคิวทอง จะเอาเวลาไหนไปนั่งคุย “ดีลลับ” กับเสี่ยแม้ว เรื่องเหลวไหลสิ้นดี !!

               ยิ่งพอหันไปดูข้างรายนั้น ถ้าคิดว่าใครไปอังกฤษแล้วจะต้องไปพบ ไปคุย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่า หรืออดีตนายกฯ ไทยจะกลายเป็นทูตที่คนไทยต้องไปคารวะเสียแล้ว

               ทั้งๆ ที่จริงๆ สำหรับเสี่ยแม้วแล้ว เขาแทบจะใช้อังกฤษเป็นบ้านก็ว่าได้ !!

               อย่างล่าสุด ก็เพิ่งฉลองวันเกิดวัย 68 ที่แดนผู้ดีแห่งนี้ เมื่อ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หากจำกันได้วันนั้นเจ้าของวันเกิดยังได้รับเซอร์ไพรส์จากลูกสาว อิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร จัดให้คนสนิท พากันมาอวยพรกันชื่นมื่น ชื่นใจ

               ยิ่งถ้าหากย้อนไปปีก่อนหน้า เสี่ยแม้วก็จัดงานฉลองเบิร์ธเดย์ที่อังกฤษเหมือนกัน ปีนั้นน้องปู ยังลงทุนอัดคลิปร้องเพลงออกเฟซบุ๊ก “เพลงของเธอ” มอบเป็นของขวัญวันเกิดวัย 67 ให้พี่ชาย พร้อมข้อความว่า

               “เรามีข้อจำกัดที่เหมือนกัน คือน้องไปได้ทุกที่ในประเทศไทย ยกเว้นต่างประเทศ พี่ชายก็เดินทางไปได้ทุกประเทศ ยกเว้นประเทศไทย อยากจะบอกว่าความรู้สึกนั้นมันทรมานมากค่ะ..”

               แต่พอมาถึงตรงนี้ ทุกคนเลยอดกลับมามโนแจ่มอีกครั้งไม่ได้ว่า หรือบิ๊กป้อม จะมาจริงๆ หว่า !!

               เพราะประโยคทองของน้องปูนี้ เชยไปเสียแล้ว ดังที่หลายคนคาดการณ์กันว่า นอกจากเสี่ยแม้วจะอาศัยกินนอนอยู่ที่อังกฤษ ชนิดที่อาจจะใช้ทั้งหมดอีกครึ่งชีวิตที่เหลือที่นั่น ตามที่กล่าวมาข้างต้น

               ฝ่ายน้องสาวเองก็คงจะตกอยู่ในที่นั่งเดียวกัน และก็เป็นอังกฤษนี่แหละที่จะฝากชีวิตไว้

               โดยนับแต่หายตัวไปไม่โผล่ที่ศาลวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทุกคนฟันธงพร้อมกันว่า พี่ชายต้องเดินเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัยให้น้องสาวแน่ๆ และก็ต้องเป็นที่ประเทศอังกฤษ เช่นเดียวกับตนเอง ที่ว่ากันว่านับแต่คืนแรกของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อังกฤษก็คือที่แรกที่ทักษิณคิดที่จะขอลี้ภัย !

               ทั้งหมดยืนยันด้วยกระแสข่าวว่า เขาได้ไปซื้อบ้านพักในกรุงลอนดอน มูลค่า 264 ล้านบาท ซึ่งคงไม่ได้ซื้อไว้ไปนอนเล่นเฉยๆ แต่คงต้องอยู่ยาวแล้วล่ะราคาขนาดนี้ !

               เร็วๆ มานี้ หลังยิ่งลักษณ์เบี้ยวศาล ข่าวภาพคฤหาสน์หรูก็ถูกขุดขึ้นมาเสนอ ให้คนไทยได้กลืนน้ำลายในความหรูหราอีกรอบ

               เพราะอยู่ในโครงการแสนแพง ชื่อว่า “เซนต์ จอร์จ ฮิลล์” ในเมืองเวย์บริดจ์ เขต “เซอร์เรย์” ตอนใต้ของกรุงลอนดอน รู้กันว่าเป็นที่พักของมหาเศรษฐีและบุคคลสำคัญ และไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไป

               นอกจากคฤหาสน์หลังนี้ ข่าวยังระบุว่า ครอบครัวชินวัตร ยังมีที่พักอีกแห่งใจกลางกรุงลอนดอน อยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะไฮด์พาร์ค เป็นอาคารหรูบนถนนพาร์ค เลน เจ้าของคือ โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเสี่ยแม้วนั่นเอง

               นี่ยังไม่นับ คฤหาสน์สุดหรูของอดีตนายกฯ คนนี้ที่อื่นอีก ทั้ง สิงคโปร์ ดูไบ และฮ่องกง ซึ่งแน่นอนว่าอลังการงานสร้างไม่แพ้กัน

               ดังนั้น หากยิ่งลักษณ์จะใช้ความมั่งคั่งของพี่ชาย ขอรับรองสถานะผู้ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

               และก็ไม่แปลก หากว่าการที่ลูกสาวและลูกเขยจะพา “น้องเอมิ น้องนานิ” ไปเยี่ยมคุณตา เผลอๆ คุณยายปูด้วย ! แปลกตรงไหน !

               อ้าว จะแปลกก็ตรงที่การโพสต์ภาพและสถานะหรูๆ ในต่างแดนหนนี้ แม้มองเผินๆ จะเป็นเรื่องปกติของคนบ้านนี้ แต่มันมาประจวบพร้อมๆ กับที่ “บิ๊กป้อม” ไปอังกฤษพอดิบพอดี

               ภาพจากลอนดอนชุดนี้ มันก็เลยอด “มโน” ไม่ได้จริงๆ ว่าต้องมี “ซัมธิง” ถึงพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์แน่ๆ !!

สายเปย์!! “เสี่ยหนู” สั่งลูกพรรค “ยืดเส้นยืดสาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295868

สายเปย์!! “เสี่ยหนู” สั่งลูกพรรค “ยืดเส้นยืดสาย”

คนในข่าว  :  16 ก.ย. 2560
คมชัดลึก, คนในข่าว, สายเปย์เสี่ยหนู, สายเปย์, เสี่ยหนู, สั่งลูกพรรค, ยืดเส้นยืดสาย

สายเปย์!! “เสี่ยหนู” สั่งลูกพรรค “ยืดเส้นยืดสาย”

          ปีที่แล้ว อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยกขบวนไปอวยพรวันเกิด “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นข่าวครึกโครม แต่ปีนี้กลับเงียบผิดปกติ มีสื่อบางสำนักเท่านั้นที่นำเสนอข่าว ทั้งที่มีลูกพรรคกว่าร้อยชีวิตไปอวยพร แถมแกนนำพรรคสีน้ำเงินก็ไปกันครบครัน

           เย็นวันที่ 13 ก.ย.2560 “เสี่ยหนู” ได้เปิดห้องทำงานชั้น 25บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ฉลองวันเกิดครบ 51 ปี โดยมีสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย ได้นำสมาชิกพรรคเข้าอวยพรหัวหน้าพรรคฯ

           “วันนี้ท่านได้ลงสัมผัสประชาชนมากขึ้น ถ้าเปรียบเป็นยาเมื่อก่อนอาจเป็นยาทั่วๆ ไป แต่วันนี้ท่านคือยาสามัญประจำบ้านที่สามารถรักษาได้ทุกโรค มีแต่คนต้องการและอยากได้” ตอนหนึ่งที่ประธานฯ สรอรรถกล่าวถึง “เสี่ยหนู”

           พักหลังหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินลงพื้นที่มากขึ้น ไปช่วยชาวบ้านตกทุกข์ได้ยากจากน้ำท่วมที่เขตเลือกตั้งของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และ “เจ๊นาง” วันเพ็ญ เศรษฐรักษา อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 กาฬสินธุ์

                     สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"

            ส่วนหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวตอบท่านประธานสรอรรถ พร้อมปลุกขวัญกำลังใจลูกพรรคว่า “ตอนนี้ขอให้ทุกคนเริ่มยืดเส้น ยืดสายภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด”

           คำว่า “ยืดเส้นยืดสาย” ย่อมเป็นที่เข้าใจดีของนักเลือกตั้ง และไม่แปลกที่จะเห็นสมาชิกพรรคมากันพรึ่บ!!

           “ผมมั่นใจว่าแบรนด์พรรคภูมิใจไทยเราเป็นแบรนด์ที่ดีเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และชัยชนะก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป”

           ถึงตรงนี้ ก็ต้องวัดกันที่อิทธิฤทธิ์ “ยาสามัญประจำบ้าน” ว่าจะหยิบง่ายใช้คล่องแค่ไหน? เพราะก่อนหน้านั้น มักมีข่าวปล่อยแอบแทงข้างหลังเสี่ยหนูอยู่บ่อยๆว่า อาจไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค สุดท้ายในงานวันเกิดปีที่ 51 ก็บอกชัดว่า เสี่ยหนูเป็นแม่ทัพใหญ่แน่นอน

                               สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"                          ย้อนไปก่อนการเลือกตั้ง 2554 ที่บ้านป่ารอยต่อฯ นักเลือกตั้งระดับพ่อมด ได้เสนอต่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องสร้างพรรคการเมืองแบบ “พรรคอัมโน” ขึ้นมา และไม่รวบอำนาจไว้ที่กลุ่มตัวเอง เหมือนกรณีของทักษิณกับพรรคไทยรักไทย

           พรรคอัมโนหรือพรรคสหมาเลย์แห่งชาติเป็นพรรคแกนหลักของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ 13 พรรคด้วยกัน

           คราวนั้น พรรคภูมิใจไทย อาสาสร้างพรรคแบบอัมโนโดยให้คงลักษณะกลุ่มย่อยๆ ในพรรคไว้ อาทิกลุ่มสุโขทัย, กลุ่มโคราช, กลุ่มราชบุรี, กลุ่มชิโนทัย ฯลฯ กลุ่มไหนได้ ส.ส.มากน้อยแค่ไหน ก็จะได้โควตารัฐมนตรีไปตามสัดส่วนนั้น

           บังเอิญว่า กระแสยิ่งลักษณ์มาแรงเกินคาด จึงทำให้พรรคภูมิใจไทย “พลาดเป้า” ไปเยอะ เลยต้องไปเป็นฝ่ายค้านอยู่สามปีกว่า

           บัดนี้ เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมีนอกพรรคได้สรุปชัดว่า มอบให้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแม่ทัพพรรคภูมิใจไทย และอดีต ส.ส.พรรคนี้ก็ยังเกาะกลุ่มกันแน่น ไม่มีแตกแถวไปทางไหน

                       สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"

           แม้จะรู้ว่า สมรภูมิอีสานและเหนือ ค่อนข้างเสียเปรียบคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทย แต่ก็ต้องสู้กันเต็มที่ในทุกรูปแบบ

           ในวันเกิดปีที่ 51 “เสี่ยหนู” ประกาศพร้อมรบ! ต่อหน้าแกนนำพรรคภูมิใจไทย เสียงดังก้องมาจากห้องทำงานบนชั้น 25 ของตึกสำนักงานใหญ่ซิโน-ไทยฯ ย่านอโศก

                      สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"

           เหนืออื่นใด เพื่อนรักของเนวิน ชื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา แห่งบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็น King of Connection Power

           ฉะนั้น พรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคขนาดกลาง ที่มีความหมายต่อการดำรงไว้ซึ่งอำนาจของคณะทหารชุดนี้ ในสถานการณ์สู้รบเลือกตั้ง

โดนเท?? “พาที” เจอพายุ ศึกชิงนกสีเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295735

โดนเท?? “พาที” เจอพายุ ศึกชิงนกสีเหลือง

คนในข่าว  :  15 ก.ย. 2560
พาที สารสิน, พาที นกแอร์, พาทีลาออก, พาทีซีอีโอนกแอร์, นกแอร์ขาดทุน, การบินไทยแเทนกแอร์, นกแอร์อ่วม, พาทีมีหนาว, นกแอร์บักโกรก, พาทีพ้นนกแอร์, บี้พาทีพ้นนกแอร์, โดนเท, ศึกชิงนกสีเหลือง, พาที, เจอพายุ

ท่ามกลางการจับตามองจากทุกคนว่า ซีอีโอหัวติสต์คนนี้จะนำพานกแอร์บินต่อไปยังไง ที่สุดก็ไม่รอด!! บายบายเก้าอี้ซีอีโอนกแอร์ เราจะคิดถึงนาย!!

               ในที่สุด ก็ต้องถอดหน้ากาก ลาเวทีไปสำหรับ หน้ากากนกแอร์ “พาที สารสิน” ตัดสินใจ ลาออกจาก CEO นกแอร์ แล้วเรียบร้อย

               โดยที่ประชุมคณะกรรมการสายการบินนกแอร์ มีมติรับทราบ “พาที สารสิน” ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล้วย้ายไปนั่งรองประธานกรรมการบริษัท

               และเเต่งตั้ง “ปิยะ ยอดมณี” นั่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน

               งานนี้ไม่ต้องรอถึงวันหวยออก คนอ่านทางเป็น รู้มาตั้งนานแล้วว่า วันนี้ต้องมาถึง

               คงจำกันได้ช่วงสี่ห้าเดือนก่อน ถ้าเป็นพายุ ก็ต้องบอกว่าเสี่ยดุ๋งเจอมาหนัก ที่ตอนนั้น บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (NOK) โดนการบินไทยเท ไม่เพิ่มทุนให้

               ตอนนั้นเสี่ยดุ๋งอ่านเกมพลาดว่า ถ้าอยู่ต่อ น่าจะมีลุ้นให้รายอื่นเข้ามาเสียบแทน เลยลั่นวาจามาไว้ว่า ภายใน 2 เดือนนับจากนั้น จะระดมทุนสำเร็จแน่นอน เตรียมเปิดพันธมิตรกลุ่มใหม่อีก เชิดใส่บินไทยสวยๆ!

               แต่เอาเข้าจริงๆ สำหรับพาทีแล้ว ทั้งหมดนั้น ก็เพียงรอวันที่จะถูกประทับตราบนหน้าผากตัวโตๆ ว่า “บริหารไม่สำเร็จ!!”

               ลองย้อนไปดูเรื่องราวที่ผ่านมา จะพบว่า ค่ายนกแอร์ก็เรียกได้ว่าบินมาแบบทุลักทุเล เจอพายุ หลุมอากาศมาแบบกระหน่ำซ้ำเติมจนเกือบสิ้นชื่อทั้งคนทั้งองค์กร

               แถมภาพจำของคนไทยเกี่ยวกับนกแอร์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลับไม่ใช่เรื่องดีเลย คือนอกจากดีเลย์ ดีเลย์ และดีเลย์ ที่พอกพูนจนหลังแอ่น คือภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาตลอด

               ถึงขนาดที่คาดการณ์กันว่าแม้วันนี้นกแอร์จะเพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้ และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อด้วย

               ถามว่าทำไมนกแอร์ถึงขาดทุนเบอร์นี้ แน่นอนหากดูจากมติของการบินไทยครั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ล้วนชี้เป้าไปที่การบริหารของซีอีโอเวลานั้น ก็คือ เสี่ยดุ๋ง พาที นั่นเอง

               ที่สุด การบินไทย จึงตัดสินใจชนิดกลับลำในโค้งสุดท้ายในการประชุมบอร์ดนัดพิเศษ ช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวก่อนหมดเวลาใช้สิทธิ์เพิ่มทุน

               ตอนนั้น เม้าท์กันว่า ที่ประชุมบอร์ดเถียงกันน้ำลายแตกฟอง โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน แต่ในที่สุดก็เห็นควรไม่ให้มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุน

               ทำเอาพาที ถึงกับถอนใจว่า อ่าว ไม่ได้คุยกันไว้แบบนี้นี่นา!

               เพราะสำหรับยานแม่ การบินไทย ดูทรงแล้วบอกได้คำเดียวกำลังกดดัน ให้พาทีบอกลาเก้าอี้ เพราะเต็มไปด้วยเงื่อนไขว่า หากจะเอาตังค์เรา พาทีต้องไม่อยู่!

               ยิ่งพอหันไปมองมุมของฝ่ายสนับสนุนเพิ่มทุนให้นกแอร์ ก็ใช่ว่าจะให้เครดิตพาทีสักเท่าไหร่

               เหตุผลคือ เกรงว่านกแอร์จะมีผู้ร่วมทุนใหม่จากสิงคโปร์เข้ามาเป็นคู่แข่ง และจะมามีอิทธิพลในกิจการการบินของไทย ที่สิงคโปร์จะได้เส้นทางการบินที่การบินไทยยกให้นกแอร์มาบินแทน

               และอาจจะทำให้นกแอร์และนกสกู๊ตย้ายฐานกลับไปที่สุวรรณภูมิ ซึ่งจะเข้ามาแข่งกับการบินไทยด้วย

               เรืองนี้ ซับซ้อนจนคนอ่านยังงงๆ ว่า ตกลงบินไทยจะเอายังไงกันแน่ แถมยังมีเรื่องเล่าหลังฉากการล้มกระดานนี้ว่า ที่จริงอีกฝ่ายที่ไม่อยากจะเพิ่มทุนให้นั้น มีการต่อรองว่าขอว่า จะต้องกำจัดจุดอ่อนออกไปด้วย

               แต่ไม่ใช่เคลียร์เก้าอี้ แล้วหาคนเก่งที่ไหนมาบริหาร แต่เป็นคนของตัวเองที่จะดันเข้ามาแทน!! ที่เม้าท์ คือ ตัวย่อ “ณ” หรือ “จ”

               นี่จึงเป็นที่มาของล้มกระดานไม่เพิ่มทุนให้นกแอร์ จนทำให้เสี่ยดุ๋งต้องบ่ายหน้าเร่ไปคุยกับรายอื่นให้วุ่นหลังจากนั้น

               ท่ามกลางการจับตามองจากทุกคนว่า ซีอีโอหัวติสต์คนนี้จะนำพานกแอร์บินต่อไปยังไง

               แต่นับแต่นั้น ดูเหมือนว่า รองเท้าของพาทีจะสึก เพราะวิ่งจนฝุ่นตลบ จนมามีข่าวอีกครั้งช่วงสิงหาคมที่ผ่านมาว่า การบินไทย ยังไม่ได้นัดประชุมเพื่อสรุปเรื่องการเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ ด้านหนึ่งเพราะยังมีเวลาพิจารณาถึงเดือนตุลาคมนี้

               แต่ประเด็นหลักในการตัดสินใจ คือแผนฟื้นฟูกิจการนกแอร์ต้องมีความชัดเจน เพราะตอนที่ไม่เพิ่มทุนรอบแรกหลายเดือนก่อน ตอนนั้นแผนฟื้นฟูไม่มีความชัดเจน

               แปลง่ายๆ ว่า วันนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า!

               ที่สุดจึงเป็นที่มาของการที่พาทีต้องขอจรลีให้กับคนใหม่ แต่หาใช่คนตามตัวย่อ “ณ” หรือ “จ” ไม่ แต่เป็น “ปิยะ ยอดมณี” สลับเก้าอี้ขึ้นจาก “รอง” มานั่งแทนในตำแหน่งซีอีโอ “นกแอร์” แล้วเรียบร้อยโรงเรียนการบินไทย

ยังไง!! มัดแขน”สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ”ลุ้นรักข้ามโขง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295714

ยังไง!! มัดแขน”สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ”ลุ้นรักข้ามโขง?

คนในข่าว  :  15 ก.ย. 2560
นุนี กุมพนพักดี, คนในข่าว, คมชัดลึก, สาวลาว, มัดแขนเอิ้นขวัญอ้ายอ๊อฟ, พิธีมัดแขนน้อย, อ๊อฟ, หมั้น, ยังไง, สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ

ยังไง!! มัดแขน”สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ”ลุ้นรักข้ามโขง?

 

กล่าวได้ว่าเป็นปีทองของสาวลาวคนนี้ “นุนี กุมพนพักดี” ชั่วเวลาไม่ถึง 3 เดือน เธอก้าวขึ้นมาเป็น “เน็ตไอดอล” สองฝั่งโขง

“นุนี กุมพนภักดี” เรียนจบนิติศาสตร์ จากวิทยาลัยกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เมื่อปีที่แล้ว ระหว่างศึกษาอยู่นั้น เธอได้เข้าสู่วงการดารานางแบบ โดยรับงานถ่ายโฆษณาสินค้า, ถ่ายเอ็มวี และเดินแฟชั่น

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

 

แฟนเพจเฟซบุ๊ก Noony Koumphonphakdee ของนุนี มีผู้กดไลค์เกือบ 5 แสนไลค์ เธอจึงรับจ้างรีวิวสินค้าอีกด้วย

กลางปีนี้ “นุนี” มาออกรายการTake Me Out Thailand ทางช่อง 3 ด้วยความเป็นสาวมั่น กล้าพูด กล้าตอบ ไม่มีเหนียมอาย พลิกภาพลักษณ์ของสาวลาว ที่คนไทยเคยรู้จักชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

 

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

เพียงไม่มีครั้ง “นุนี” ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงในสื่อโซเชียล เธอมีมุขน่ารักๆ เรียกเสียงฮา ทำเอาหัวเราะท้องแข็งกันเลยทีเดียว อีกอย่างภาษาลาวเวียงจันทน์นั้น ฟังง่ายกว่าภาษาอีสาน การสื่อสารด้วยภาษาของเธอ จึงไม่เป็นปัญหากับคนไทย

สุดท้ายเธอได้ไปเดตกับหนุ่มใต้ลายพราง “อ๊อฟ” ยิ่งยศ กาญจนนิยม ดูเหมือนทั้งคู่จะเคมีเข้ากันสุดๆ จนมีแฟนคลับเชียร์สนั่น

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ หนุ่มอ๊อฟบินไปเที่ยวนครหลวงเวียงจันทน์ บ้านเกิดของสาวนุนี โดยทั้งคู่มีคิวถ่ายรายการทีวี และให้สัมภาษณ์นิตยสารของลาว

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

ก่อนกลับเมืองไทย ครอบครัวของนุนี ได้ทำพิธี “มัดแขนเอิ้นขวัญอ้ายอ๊อฟ” (ผูกแขนเรียกขวัญพี่อ๊อฟ) ตามวัฒนธรรมประเพณีของคนลาว แต่เมื่อภาพชุด “มัดแขน” เผยแพร่ออกไป สำนักข่าวออนไลน์ลาวหลายแห่งนำเสนอทำนองว่า สองคนได้เข้าพิธีมัดแขนน้อย (หมั้น) สร้างความยินดีปรีดาของกองเชียร์ลาวอย่างมากมาย

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

เช้าวันที่ 15 ก.ย.นี้ นุนี ได้ข้ามโขงมาส่งหนุ่มอ๊อฟ กลับบ้านที่สนามบินนานาชาติอุดรธานี โดยมีการโพสต์ภาพก่อนอำลาด้วย

อย่างไรก็ตาม กองเชียร์ยังตามลุ้นกันต่อว่าหนุ่มสาวคู่นี้จะได้เป็นคู่ชีวินกันจริงๆ หรือไม่?

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

รัฐเร้นลึก งานเข้า “บิ๊กป๊อก” ทั้งเรือเหาะและป่าชูกำลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295678

รัฐเร้นลึก งานเข้า “บิ๊กป๊อก” ทั้งเรือเหาะและป่าชูกำลัง

คนในข่าว  :  15 ก.ย. 2560
บิ๊ก, รัฐเร้นลึก, บิ๊กป๊อก พลออนุพงษ์, พลออนุพงษ์ เผ่าจิน, อนุพงษ์ เผ่าจินดา, อนุพงษ์ มท1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, บิ๊กป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา งานเข้า, บิีกป๊อกงานเข้า, บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด, ที่สาธารณะห้วยเม็ก, กระทิงแดงรุกห้วยเม็ก, เรือเหาะ, ปลดระวางเรือเหาะ, งานเข้า

บทบาทของ “บิ๊กป๊อก” หรือ พี่รองในกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการล้มแม้ว 2549 มาวันนี้กับปัญหาที่ดิน ปัญหาเรือเหาะ บิ๊กป๊อกมีหรือจะไม่เคลียร์ให้จบ!

              ทำไมทุกคนต้องแปลกใจ เมื่อได้ยินว่า “บิ๊กป๊อก” อนุพงษ์ เผ่าจินดา “งานเข้า!”

              ก็น่าจะเป็นเพราะที่ผ่านมา มท.1 คนนี้ ก็ดูจะทำงานของตัวเองไปเงียบๆ มีโผล่เป็นแบ็กดร็อปให้คนดังๆ อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีบ้าง

              หรืออาจยืนเคียงข้าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม บ้างประปราย แต่ไม่เคยคิดที่จะขโมยซีนใครให้เห็น

              ทีนี้พอมาเจอพาดหัวข่าว หน้าของตัวเองเบ้อเร่อ ถึงได้ตกใจกันว่าเอาแล้วไง !

              กับกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ “ที่สาธารณะห้วยเม็ก” ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนเพื่อขยายเขตโรงงาน

              โดยอ้างว่า สภาพแห้งแล้งชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว แถมยังใช้เกินไปหลายสิบไร่ จากอนุญาตได้ไม่เกิน 10 แต่จัดเต็ม 31 ไร่ !!

              งานนี้ ไม่ใช่แค่เพจดังที่ตีฆ้องร้องป่าวเรื่องนี้ ยังมี ศรีสุวรรณ จรรยา เจ้าเก่านักร้องเรียน ที่ก็ลุยไม่ยั้งเช่นกัน

              ร้อนถึง “บิ๊กตู่” ที่ต้องออกโรงแจงแทนก่อน จากนั้นถึงคิว “บิ๊กป๊อก” หลังจากเล่นลูกเงียบอยู่สองสามวัน ล่าสุดต้องออกมาทุบโต๊ะเลยว่า

              เอ๊ะ! ตอนที่ประกาศการขออนุญาตใช้ที่ดิน “ไม่มีผู้ใด” คัดค้านนี่นา แล้วทำไมคนที่ส่งเรื่องมาให้เซ็นถึงหมกเม็ดไม่บอกกันก่อน และเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า ใครวางยาบิ๊กป๊อกหรือเปล่า ?

              ว่าแล้วพี่รองค่ายบูรพาพยัคฆ์ก็ “ลั่นขาด” ว่า ถ้ามีค้านมาเพียงคนเดียว ก็พับเลยงานนี้ ขีดเส้นสอบ 15 วันต้องจบ !! มาเร็ว เคลมเร็ว รวดเดียวจบ ปรบมือสิ รออะไร !

              แต่ดูเหมือนว่าเรื่องจะยังไม่จบ เพราะยังมีเรื่องมาเหนือเมฆตามมาติดๆ ก็เรือเหาะไง ล่าสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท หรือ “บิ๊กเจี๊ยบ” ผู้บัญชาการทหารบก เผยว่าหมดอายุการใช้งานแล้ว

              เท่านั้นยังไม่พอ ผบ.ทบ.ยังบอกด้วยว่า เรือนี้ซื้อเมื่อปี 2552 ในสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รับตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้น ในมูลค่า 350 ล้านบาท

              แถม 8 ปี มานี้ ก็รั่วซึมบ่อย จึงไปเก็บไว้ในโรงจอดที่ พล.ร.15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

              จนมายุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. ได้ว่าจ้างบริษัทมาดูแลปีละ 50 ล้านบาท โดยมีการนำออกมาบินตรวจการณ์แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด เลยต้องนำมาเก็บไว้จนหมดอายุ

              โห…ร่ายยาวมาขนาดนี้ คนถูกเอ่ยชื่อไม่รู้จะอุทานมาเป็นภาษาอะไรดี !

              แต่ที่แน่ๆ คนที่โดนพุ่งเป้าที่สุดคือ บิ๊กป๊อกของเรานี่แหละ ที่ออกมาบอกว่า “อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันสำคัญที่สุด” คือสงสัยไรให้ไปตาม ผบ.ทบ. คนปัจจุบันเท่านั้นเอง

              ทำเอาทุกคนอ้าปากค้างพร้อมกันทั้งทุ่งบางกอก ว่าตอบแบบนี้ก็ได้ด้วย !

              อย่างไรก็ดี หากดูกันที่บทบาทของ “บิ๊กป๊อก” ที่ผ่านๆ มา ดูเหมือนว่า “อดีต” นี่แหละที่สำคัญที่สุด !!

              หากถามถึงพลังของบิ๊กป๊อกในกองทัพบก ช่วงตั้งแต่ก่อนนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ก็ได้รับการจับตามองแล้วว่า คนนี้จะสามารถปกครองกำลังพลในกองทัพได้เป็นอย่างดี

              ซึ่งก็ดีพอที่จะทำให้บรรดาคนไม่เอาทักษิณ กดไลค์ให้กับการเลือก “ชาติ” มากกว่าความเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 10 กับเสี่ยแม้ว

              เพราะ “บิ๊กป๊อก” หรือ “พี่รอง” ในกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ มีส่วนสำคัญในการรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 พอสำเร็จก็ได้เก้าอี้ ผบ.ทบ.มาครองในที่สุด และยังได้นั่งผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. เพิ่มเข้ามา

              ต่อมาปี 2557 คสช.ยึดอำนาจรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บิ๊กป๊อกก็กลับมาอีกครั้ง เป็นรองประธานคณะที่ปรึกษา คสช.

              จนเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี นั่งเจ้ากระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน

              เรียกว่าอยู่ยงคงกระพันเป็นคนสำคัญของ คสช. แต่ในเมื่อวันนี้ บิ๊กป๊อกกำลังเจอปัญหา ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องโดนขุด!

              หากจำกันได้ ช่วงที่เป็น ผบ.ทบ. ก็คือช่วงตุลาคม 2550-กันยายน 2553 หรือตอนที่บ้านเรากำลังมีเหตุการณ์สลายม็อบแดงปี 2553 อีกด้านหนึ่งนั้น ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ กองทัพบกทำการจัดซื้อ “จีที 200” จำนวนหลายร้อยเครื่อง วงเงิน 683 ล้านบาท

              ตอนนั้นมีการออกมาแฉ จนร้อนถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตั้งกรรมการมาสอบ จนได้บทสรุปว่าเป็น “ของเก๊” เรื่องนี้ทางฝรั่งแดนผู้ดีเจ้าของเครื่อง ถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว แต่บ้านเราไม่มีคนผิดแม้สักคนเดียวมาจนถึงวันนี้

              ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่า จะเป็นผลงานในอดีตของบิ๊กป๊อก กับเก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่ไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้ง

              แถมปัจจุบันยังดูแลกระทรวงเกรดเอ อย่าง “กระทรวงมหาดไทย” นั่งทำงานสวยๆ อย่างการตอบคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี

              ส่วนเรื่องซ้ง ซื้ออะไรของกองทัพตอนนี้ ที่ทำให้กราฟงบฯ กลาโหมพุ่งปรี๊ดขึ้นทุกวัน ป๊อกไม่รับรู้ด้วยตั้งนานแล้ว

              และกับข่าวที่ดินสาธารณะ ก็กำลังเร่งให้จบลงแบบไม่ให้มีใครเจ็บอยู่ !

              นี่พอมาเจอเรื่อง “เรือเหาะ” ที่เจาะเวลาจากอดีต ตอนนี้ ถามว่า “บิ๊กป๊อก” ไหวจะเคลียร์มั้ย ไม่รู้ !

              และยังไม่ได้ตอบอะไรที่เป็นประโยชน์ให้แก่กรรมการไว้ใช้ถอดหน้ากากเลยสักนิด นอกจากให้ไปถาม ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน

              ถ้าจะให้เคลียร์ สงสัยต้องไปถาม “บิ๊กตู่” ดู รับรองคนนี้ ตอบได้ทุกเรื่องสินะ !!

สายเป็นไท! เขาชื่อ “เพนกวิน” ผู้เผชิญหน้า “เดอะมาร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295543

สายเป็นไท! เขาชื่อ “เพนกวิน” ผู้เผชิญหน้า “เดอะมาร์ค”

คนในข่าว  :  14 ก.ย. 2560
ผู้เผชิญหน้า, เขาชื่อ, สายเป็นไท, โรงเรียนเตรียมอุดมศึ, กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท, เพนกวิน, เดอะมาร์ค, ดูเหมือนว่าสไตล์ของ, น้องเพนกวิน, เป็นลูกสิงห์แดงรุ่น

ดูเหมือนว่าสไตล์ของ “น้องเพนกวิน” เติบโตขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาในรั้วมธ. ด้วยใจหวังในเสรีภาพทางความคิด เป็นลูกสิงห์แดงรุ่น “69” ว่าแล้วเลยลองของเดอะมาร์คซะ!

               เด็กออกซ์ฟอร์ด เจอเด็กธรรมศาสตร์หน่อยเป็นไง ในงาน “รัฐศาสตร์วิชาการ” ที่จัดขึ้น ณ มธ.ศูนย์รังสิต ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเชิญมาร่วมงาน

               แต่ต้องมาเจอ “ลองของ” จากนักศึกษาชั้นปี 1 ที่ปรี่เข้าไปถามเสียดแทงใจเกี่ยวกับการสลายม็อบแดงปี 53

               แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เดอะมาร์คพูดอะไร แต่อยู่ที่ใคร? คือนักศึกษาคนนั้น ที่ช่างท้าทายให้ทำความรู้จักยิ่งนัก ปรากฏว่า ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นหนุ่มน้อยร่างไม่น้อยที่ชื่อน่ารักเหมือนตัวว่า “เพนกวิน” หรือ พริษฐ์ ชิวารักษ์ อดีตนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่เคยโด่งดังมาแล้วสองสามปีก่อน

               มาวันนี้เขาเป็นนักศึกษาปี 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เต็มตัว แต่ตัวเต็มๆ ของเขานั้น เป็นชาว จ.ลำปาง เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ต่อมาย้ายมาเรียนระดับประถมที่กรุงเทพฯ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

               จากนั้นสอบเข้า ม.ปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยเรียนในสายศิลป์-ภาษาจีน แต่หนทางนำพาเพนกวินมาเข้าร่วมเป็น “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท” (ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2558-13 มิถุนายน 2559) หรือตั้งแต่กำลังเรียนอยู่ชั้นม.5

               ถามว่าเขาเริ่มโด่งดังมาจากเรื่องอะไร ก็เรื่องคล้ายๆ กันนี่แหละ ที่ในปีนั้นเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นประจำปี 2558 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558

               ปรากฏว่าพอ “บิ๊กตู่” เอ่ยปากว่ามีใครจะถามอะไร น้องเพนกวินก็ไม่รอช้า ยกมือถามพร้อมชูป้ายข้อความบางอย่าง จนต้องถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวนายกฯ คุมตัวออกจากห้อง แล้วส่งไปยัง สน.ปทุมวัน

               หลังจากนั้นชื่อของน้องเพนกวิน ก็ถูกขีดเส้นใต้สีแดงเอาไว้เรียบร้อยว่าเป็นหนึ่งใน “ก๊วนกวนตู่” ไม่ต่างกับนศ.ไทยอีกหลายคนที่ทยอยเข้าโรงพักบ้าง เข้าพบทหารบ้าง และที่ยังอยู่ในเรือนจำมาจนทุกวันนี้ก็มี

               แต่มากไปกว่านั้น คือ เรายังได้เห็นลีลาของน้องเพนกวินในนามของกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทที่พอสร้างไวรัลในงานของ “บิ๊กตู่” เสร็จก็จัดต่อด้วยคลิปวิดีโอ แคมเปญ ขอเปลี่ยนวิชา “หน้าที่พลเมือง” เป็น “ปรัชญาและจริยศาสตร์” แทน และยังมีการเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนลงชื่อใน change.org เพื่อร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย

               ปรากฏว่าตอนนั้น เพนกวินแจ้งเกิด!! มีสื่อไปขอสัมภาษณ์มากมายพร้อมๆ กับแจ้งดับในฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามโยงและขุดภาพเพนกวิน กับ สมบัติ บุญงามอนงค์ “บก.ลายจุด” แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง แต่ตอนนั้นเพนกวินออกมาแจงว่า เป็นการถ่ายภาพในงานเสวนาเรื่องการศึกษา ไม่มีเรื่องการเมืองแต่อย่างใด

               พร้อมประกาศจุดยืนว่าตนจะเคลื่อนไหวเฉพาะเรื่อง “การศึกษา” เท่านั้น

               จากนั้นช่วงปลายปีเดียวกัน เพนกวินก็ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติการยุบอุทยานการเรียนรู้ TKpark พอมาต้นปี 2559 เพนกวินออกมาแสดงจุดยืนควรจะยกเลิกคำขวัญวันเด็ก ตามด้วยการจัดงาน “วันผู้ใหญ่แห่งชาติ 2017: แด่ผู้ใหญ่สมัยโลกพัฒนา” ที่เป็นการเหน็บแนมผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นๆ

               สองสามเรื่องข้างต้นก็ยังดูตะมุตะมิประสาเด็กกระโปรงบานขาสั้ น แต่ผ่านมาไม่กี่เดือนลีลาของเพนกวินเริ่มเข้มข้นขึ้น อย่างวันที่ 5 เมษายน 2559 ในการปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ มธ.ศูนย์รังสิต ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เริ่มบรรยาย

               เพนกวินและเพื่อนรวม 3 คน ได้ยืนขึ้นกลางห้องประชุมพร้อมชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าทำร้าย เยาวชน”

               งานนี้เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยต้องเชิญออกไป แต่เพนกวินก็ให้สัมภาษณ์ด้านนอกว่าตนและพวกไม่เห็นด้วยกับร่าง รธน. และต้องการอ่านจดหมายเปิดผนึกเรื่องควรขยายระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรีจาก 12 ปี เป็น 15 ปี

               ก็ยังคงเป็นเรื่องการศึกษาใช่หรือไม่! จนเพนกวินในเวลานั้นได้รับการยอมว่าเป็น “นักกิจกรรมเคลื่อนไหวประเด็นการศึกษา” ไปแล้วเรียบร้อย

               ช่วงกันยายนปีที่แล้ว เขายังเจอกับรุ่นพี่ ตอ. “เนติวิทย์” หรือ “เนเน่” ผู้โด่งดังในงานเสวนาเพื่อรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ) โดยแม้หัวข้อที่เสวนาคือเรื่องการศึกษา แต่ก็เต็มไปด้วยเนื้อหาแรงๆ เชิงอำนาจกดทับในสถาบันที่ทำให้รู้ว่าสายสัมพันธ์พี่น้องร่วมอุดมการณ์เหนียวแน่นดีอยู่

               มาวันนี้ดูเหมือนว่าสไตล์ของน้องเพนกวินก็เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับการก้าวเข้ามาในรั้วมธ. ด้วยใจหวังในเสรีภาพทางความคิดโดยมาเป็นลูกสิงห์แดงรุ่น “69”

               ระหว่างนั้นก็ยังทำกิจกรรมเรื่อยๆ อย่างการใช้ทักษะทางการเขียนกลอนจากที่ชอบอ่านงานของ อังคาร กัลยาณพงศ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อมาเขียนถึงความตายของ “ชัยภูมิ ป่าแส” ในเฟซบุ๊กตนเอง “Parit Chiwarak”

               ก่อนจะมาเป็นข่าวอีกครั้งล่าสุดที่ไปตั้งคำถามแรงๆ กับ “เดอะมาร์ค” ทำเอาแทบตั้งตัวไม่ติด แถมยังไปถามต่อ 3 ข้อในเฟซบุ๊กที่เดิม ไปหาอ่านกันเอง

               นี่ยังดี…ที่เป็นพี่มาร์ค เพราะถ้าเป็น “ลุงตู่” สงสัยจังว่าหนุ่มน้อยร่างใหญ่ใจไม่เล็กนามว่า “เพนกวิน” จะ่โชว์ฟอร์มสดได้อีกกี่ครั้ง ในเมื่อวันนี้เรารู้แล้วว่า นายเป็นใคร!

สายหล่อ! “อภิสิทธิ์” คิดยังไง? รัฐบาลคนดี-พรรคลุงกำนัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295415

สายหล่อ! “อภิสิทธิ์” คิดยังไง? รัฐบาลคนดี-พรรคลุงกำนัน

คนในข่าว  :  13 ก.ย. 2560
หัวหน้าพรรคประชาธิปั, แกนนำ กปปส, พรรคประชาธิปัตย์, คสช, อภิสิทธิ์, คนรู้ทันมาร์ค, บอกว่า, แน่ล่ะ, ในเมื่อแนวโน้ม, รัฐบาลแห่งชาติ, มาทางสีเขียวมากกว่า, มาร์ค

“คนรู้ทันมาร์ค” บอกว่า “แน่ล่ะ” ในเมื่อแนวโน้ม คนนั่งนายกฯ รัฐบาลแห่งชาติ มาทางสีเขียวมากกว่า งานนี้ก็เลยต้องเร่มทำแต้ม แต่…เป็นการทำแต้มสไตล์ “มาร์ค” อะเด่ะ!

               คนไทยได้ยินคำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” หลายครั้งหลายหน จนขมคอบอกไม่ถูก

               มาหนล่า ขนาด “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากที่เคยออกตัวแรงว่าอยากเป็นนายกฯ ในรัฐบาลแห่งชาติเหลือเกิน !! เมื่อหลายปีก่อน วันนี้ยังโบกมือหยอยๆ ว่า “ไม่เอา ไม่ดี ผลกระทบมันมาก”

               โดยในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนนี้ ได้ระบุอย่างหล่อว่า กรณี “พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้จัดรัฐบาลแห่งชาติ แล้วให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก นั่นเป็นความหวังดี

               แต่ก็ร่ายยาวออกมาตามสไตล์ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นประจำปี 2553 ว่าตามหลักพรรคต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากการเลือกตั้ง แต่ถามว่าความชอบธรรมอยู่ตรงไหนเพราะไม่มี ส.ส.

               ที่สำคัญคือ หากจะจัดตั้งรัฐบาลก่อนเลือกตั้ง จะต้องเปลี่ยนโรดแม็พหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโรดแม็พ ความเชื่อมั่นเชื่อถือในประเทศจะลดลง

               “วันนี้เข้าสู่ปีที่ 4 ทุกคนมองว่าให้เดินตามโรดแม็พไปสู่การเลือกตั้ง และหลายคนตั้งความหวังไว้สูงมากในการเลือกตั้งจะเป็นจุดเปลี่ยนในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องได้”

               ว่าแล้วเลยดักคอรัฐบาลซะเลยว่า 1.รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องไม่ยอมให้ ส.ว. 250 คน เข้ามายุ่งการรวมตัวของส.ส. ที่เกิน 250 คน และให้หันมามองปัญหาประเทศ ยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง

               “ความอันตรายอย่างหนึ่งของรัฐบาลแห่งชาติคือ ขาดการตรวจสอบ ในภาวะที่ไม่มีเลือกตั้งและในภาวะพิเศษก็จะมีปัญหา”

               ถึงตรงนี้ บรรดาแม่ยก แฟนคลับ ต่างเทใจให้มาร์คไปเต็มๆ กับวิสัยทัศน์เพื่อมวลชนอย่างแท้จริง

               แถมเมื่อหันไปข้างคนการเมืองพรรคอื่น ก็มีความคิดเห็นในทำนองเดียวกันว่า “ไม่น่าจะทำได้ !!”

               โดยเฉพาะทางฝั่งเพื่อไทย ที่ชัดเจนว่า เรื่องที่จะร่วมสังฆกรรมกับ “ทหาร” และ “ประชาธิปัตย์” ไม่มีทาง! เพราะมันเลือดคนละสี ความถี่คนละเบอร์ คุยกันไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว!

               ซึ่งจุดนี้ คนไทยเข้าใจได้ว่าทำไม แต่กับหัวหน้ามาร์ค ดราม่าเอย มันซับซ้อนมากกว่านั้น !

               เพราะ “คนรู้ทันมาร์ค” จะบอกเลยว่า “ก็แน่ล่ะสิ” ในเมื่อแนวโน้ม คนที่จะนั่งนายกฯ รัฐบาลแห่งชาติ มาทางสีเขียวมากกว่า

               อย่างข้อเสนอของ “ปู่พิชัย” แม้ไม่ออกตัวว่าให้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ต่อ แต่การบอกว่าอยากให้เป็นคนกลาง ก็ใกล้เคียงอยู่มาก

               สอดรับกับท่าทีของ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ก็ออกมาขานรับว่าจำเป็นต้องให้คนกลางอย่าง “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ต่อไป เพราะยังไม่เห็นใครที่เหมาะสม

               จู่ๆ ปรากฏข่าวลืออดีตแกนนำ กปปส. “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จะตั้งพรรคใหม่ ยิ่งทำให้ ท่าทีของหัวหน้ามาร์ค ต้องมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้น

               เรื่องจะออกมาตีโพยตีพายว่า ฐานเสียงตัวเองจะถูก “แย่ง” ไป จะดูเสียราคา หมดหล่อไปง่ายๆ

               สู้ออกมาพูดเนียนๆ ว่า ตอนนี้คนในพรรคก็ดูจงรักภักดีอยู่ดังเดิม แกนนำ กปปส.หลายคน ก็เป๊ะ! ว่าจะสู้ไปด้วยกัน

               แต่พอมาเจอคำถามว่า ทางลุงกำนันนั้นจุดยืนข้างคนสีเขียว ถามว่าน่าจะเสนอใครมานั่งนายกฯ งานนี้หัวหน้ามาร์ครู้ดี จนเผลอแอ๊บแตกออกมาว่า

               “ตอนนี้ได้ยินอย่างเดียวว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น คนที่จะตอบว่าได้หรือเสียคือประชาชน และหาก พล.อ.ประยุทธ์ยินยอมให้เสนอชื่อ ก็เท่ากับรู้เห็นให้นายสุเทพจัดตั้งพรรค”

               นั่นปะไร ! ก็ทำให้รู้ว่าลึกๆ ข้างในก็หวั่นไหวอยู่เหมือนกัน

               เพราะหากรวมฐานเสียงที่ลุงกำนันจะตวงออกมาได้จากถังของประชาธิปัตย์ บวกกับกองเชียร์บิ๊กตู่ที่ก็มีอยู่เพียบ มันก็เยอะเอาเรื่องอยู่ !

               ดังนั้นที่ “มาร์ค” พอจะทำได้ โดยไม่ขัดกับ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ก็คือ นอกจากใช้ทักษะทางการพูด และการนำเสนอจุดยืนของพรรคสะตอว่า “เราไม่คอร์รัปชั่นนะ และเราก็ไม่ใช่เผด็จการด้วย!!”

               ชนิดที่ลืมไปเลยว่า ครั้งหนึ่งช่วงกลางปี 2551 หัวหน้ามาร์คเคยออกโรงไม่เอาด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ แต่พอปลายปี หัวหน้ามาร์คเสนอตัวนั่งเก้าอี้นายกฯ ในรัฐบาลแห่งชาติเสียเอง

               อีกหนทางหนึ่ง หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะมีความเกี่ยวพันกับที่เพจดังบางเพจ ปรากฏข่าวโจมตี คสช.ช่วงนี้

               อย่างช่วงต้นปี กับข่าวการพาข้าราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปดูงานที่สิงคโปร์ ซึ่งเหมือนไปเที่ยวมากกว่าดูงาน

               ยิ่งตอนนี้ ร้อนๆ เลย กับข่าวที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ที่ดินสาธารณะป่าชุมชน เพื่อขยายเขตโรงงาน

               จนชาวบ้านต้องออกมาประท้วง โดยบริษัทนั้น มีคนนามสกุล “อยู่วิทยา” แห่งกระทิงแดงอันโด่งดัง เป็นเจ้าของ

               งานนี้สะเทือนไปถึง “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงเคลียร์แทน “บิ๊กป๊อก” น้ำลายแตกฟองอยู่ตอนนี้

               แต่อันนี้เป็นข้อสันนิษฐาน สำหรับความเคลื่อนไหวของเพจดัง กับ “พลพรรครักพี่มาร์ค” ตรงข้ามกับอีกคน ที่ชัดเจนว่าเป็น “ติ่ง” หัวหน้ามาร์คตัวจริงเสียงจริง !

               ท่ี่่น่าสังเกต มีอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคน ออกมาวิจารณ์รัฐบาลลุงตู่ ในลีลาไม่ต่างอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

               เหล่านี้คือสิ่งที่ “มาร์คแอนด์เดอะแก๊ง” ทำได้ในเวลานี้ ระหว่างรอวันเลือกตั้ง ซึ่งที่อัพเดทสุดคือปี 2561 ส่วนจะต้น กลาง หรือปลายปี ไม่รู้ !

               แต่ถ้าดูความเคลื่อนไหวข้างต้น บวกบรรยากาศที่ไม่เห็นว่าคนไทยจะเร่งเร้าให้ คสช.ใส่เกียร์เดินหน้าเลือกตั้งให้เร็วขึ้นสักเท่าไหร่

               หัวหน้ามาร์คก็จะเหนื่อยมากหน่อยกว่าจะถึงวันนั้น แถมพอถึงเวลา ไม่รู้จะมีแอ็กซิเดนท์อะไรมาทำให้การเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นหรือเปล่า !

               ครั้นจะรอ “ส้มหล่น” เหมือนเคยๆ นักวิเคราะห์การเมืองหลายคน บอกเลยยาก !

               เพราะวันนี้ “บริบท” และ “ตัวแปร” รอบๆ ตัวเขา มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว “เดอะมาร์ค”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “หมอดูอีที” กับการเมืองไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295263

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “หมอดูอีที” กับการเมืองไทย?

คนในข่าว  :  12 ก.ย. 2560
หมอดูอีที, อดีตนายกฯ

ถ้าจะเอาชื่อเสียงในวงกว้างน่าจะนับพร้อมๆ กับบทบาทของ อดีตนายกฯ ชื่อทักษิณก็คงไม่ผิด! เพราะก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของหมอดูอีที แถมยังต้องมาเจอคำทำนายที่ทำเอาขนลุก!!

              การจากไปของ ส่วย ส่วย วิน หรือ เอธิ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ “หมอดูอีที” ช่วงวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา นอกเหนือจากความเศร้าสลดของครอบครัวแล้ว คนไทยทั่วไปยังอดใจหายไม่ได้

              เพราะหมอดูชาวเมียนมาร์ วัย 58 ปีผู้นี้ ต้องบอกว่าเธอมีความพิเศษอะไรบางอย่างที่คนไทยเกือบทุกคนจะต้องเงี่ยหูฟังข่าว

              และบรรดาคนเด่นคนดังในบ้านเราก็ต้องยังเดินทางไปให้เธอทำนายอยู่ด้วยบ่อยๆ หลายคน

              สำหรับในเรื่องความสามารถด้านการทำนายทายทักที่แม่นยำ ในเรื่องการเมือง หรือนักการเมืองไทย ดูจะเป็นเรื่องราวที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอันมาก ถ้าจะดูกันที่ชื่อเสียงของหมอดูอีทีในบ้านเรา เอาในวงแคบ ว่ากันว่า หมอดูรายนี้ทำนายให้นักการเมืองไทยมาตั้งแต่ยุค รสช.2534

              แต่ถ้าจะเอาชื่อเสียงในวงกว้างน่าจะนับพร้อมๆ กับบทบาทของ อดีตนายกฯ ชื่อทักษิณก็คงไม่ผิด! เพราะเขาก็ถือเป็นลูกค้าคนหนึ่งของหมอดูอีที แถมยังต้องมาเจอคำทำนายที่ทำเอาคนไทยขนลุกไปตามๆ กัน!!

              ดูกันที่คำทำนายของทักษิณ คนนี้ว่ากันว่า ไปหาหมอดูอีทีทั้งขาขึ้นขาลงเลยทีเดียว คือตั้งแต่ก่อนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ก่อนลงจากเก้าอี้ จากการทำรัฐประหาร 2549 ก็ยังวนเวียนเข้าไปอีก

             แถมยังลือกันว่าคุณหญิงพจมาน เคยส่งคนไปรับหมอดูอีทีจากพม่ามายังบ้านจันทร์ส่องล้า เพื่อให้ช่วยทำนายดวงชะตากันมาแล้ว และยังเคยให้หมอดูอีทีช่วยจัดโผ ครม.อีกด้วย

              อย่างก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 2544 หมอดูอีทีก็เคยทำนายว่าทักษิณจะตั้งพรรคใหม่สำเร็จ จะชนะ และเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ฟ้าไม่ปรานี ต้องจรลีไปต่างถิ่นต่างแดน

               ซึ่งก็ตรงกับที่ปี 2549 หมอดูอีทียังได้ทำหน้าที่แก้เคล็ดเสริมดวงให้ทักษิณอีกด้วย โดยช่วงสิงหาคมปีนั้น สื่อหลายสำนักลงข่าวว่าพอหมอดูอีทีทำนายดวงชะตาเสี่ยแม้วไว้ว่าถึงขั้น “ชะตาขาด” และแนะให้แก้เคล็ดเสริมดวง สะเดาะเคราะห์

              ว่าแล้วเจ้าตัวเลยต้องไปเดินวนรอบเจดีย์ชเวดากองซ้าย 3 รอบ ขวา 3 รอบ และต่อด้วยพิธีสะเดาะเคราะห์ชุดใหญ่ในถิ่นที่ทุรกันดาร ที่น่าขนลุกคือหมอดูเขียนไว้ว่าให้ระวังช่วงเดือนกันยายน 2549!!!

              และยังเคยบอกให้หลายคนฟังว่าดวงคนหน้าเหลี่ยมจะแพ้ภัย “สีเหลือง-สีเขียว” และทำอะไรมักจะไม่ขึ้น หากพลังสีเหลืองเข้มแข็ง!! แม่นไม่แม่น วิเคราะห์กันดูเอาเอง!

              จากนั้นพอผ่านยุคทักษิณ มายุค คมช. สู่ยุคของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูจะไม่มีคำทำนายอะไรจากหมอดูอีทีที่แรงพอจะกล่าวถึง

              จนมาถึงยุคของ “ปู” ยิ่งลักษณ์ นี่แหละ!! ที่หมอดูอีทีออกมาทำนายชนิดสั่นสะเทือนวงการ!! ยิ่งตอนนี้ใครขุดขึ้นมาอ่าน แล้วขนพองขนตั้งก็ไม่แปลก

              นั่นคือคำทำนายช่วงปี 2556 ที่ว่าขณะนั้นเป็นจุดต่ำสุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม “คนในประเทศจะมีการต่อสู้กันเองทำให้เกิดความสูญเสีย แต่หลังจากผ่านวิกฤติไปได้ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”

              นอกจากนี้ยังระบุยาวเหยียดว่าช่วงเดือนสิงหาคมเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เรื่อยไปจนถึงเดือนกันยายนและตุลาคม โดยจะใช้เวลาประมาณ 6-9 เดือน และสถานการณ์จะเริ่มคงที่ในช่วงปี 2557

              โดยตลอดทั้งปีจะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลง และในช่วงปี 2558 จะเป็นปีแห่งความหวังใหม่ของประเทศไทยโดยที่มีผู้มีอำนาจรัฐบาลปัจจุบันจะ “สูญหาย” ไม่เหลือซาก

              ทั้งนี้ ตอนนั้นหมอดูอีทีไม่ได้ระบุว่าสูญหายคือ “เสียชีวิต” หรือ “หลบหนี” ไปอยู่ต่างแดน แต่คนไทยในเวลานี้รู้ซึ้งกันแล้ว นอกจากนี้ที่บอกว่าช่วงปี 2557 สถานการณ์จะคงที่ก็น่าจะหมายถึงการเข้ามายึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาห้ามคนสองกลุ่มปะทะกันเอง

              อย่างไรก็ดี จะมีบ้างที่ไม่ค่อยแม่นก็ตอนที่ทำนายเรื่องราวของ อดีตนายกฯ มาร์ค หน้าหล่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงปี 2558 ที่ตอนแรกได้ทำนายไว้จนแฟนคลับสุดปลื้ม! ตอนที่อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เดินทางไปสังเกตการหาเสียงเลือกตั้งของพม่า แล้วไปให้หมอดูอีทีทำนายดวงชะตา

              จนได้ความมาว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในปี 2016” หลังรัฐบาล คสช.หมดวาระ ตอนนั้นเมืองไทยเป็นข่าวใหญ่ ทำเอาฝั่งตรงข้ามออกมาวิจารณ์หมอดูอีทีอย่างรุนแรง

              แต่แล้วต่อมาไม่รู้ว่าพลพรรครักมาร์คจะตีความกันว่ายังไง เพราะเอาเข้าจริงๆ คสช.ก็ยังอยู่ และการเลือกตั้งก็มิได้มีขึ้นในปีนั้น

              ส่วนว่าสำหรับนายกฯ คนปัจจุบัน หมอดูอีทีเคยทำนายไว้ หรือเคยมีการนัดพบเพื่อทำนายทายทักกันหรือไม่นั้น นอกจากคำปฏิเสธของนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่รับตำแหน่งก็ยังไม่มีข่าวในทำนองนี้ออกมาอีกเลย

              แต่จะว่า “หมอดู” คู่กับ “หมอเดา” ก็ใช่ที่ เพราะบางทีก็มีความคลาดเคลื่อนกันได้ ก็ขนาด “ราชาโหรโลก” อย่าง “นอสตราดามุส” ยังทำนายตัวเลขวัน เดือน ปี คลาดเคลื่อนมาแล้ว

              อย่างดวงของนักการเมืองบ้านเธอเอง “อองซาน ซูจี” ช่วงหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2553 มีเรื่องเล่าว่า นักการทูตรายหนึ่งได้สอบถามหมอดูอีทีเกี่ยวกับอนาคตของหญิงแกร่งแห่งเมียนมาร์รายนี้

              ที่สุดเธอได้กล่าวว่า “อองซาน ซูจี จะมีอิสระมากขึ้น มากยิ่งขึ้น” หลังจากนั้นเราได้เห็นกันแล้วว่าซูจีได้รับเลือกตั้งเข้านั่งในสภา และกำลังมีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญทางการเมืองพม่าขึ้นเรื่อยๆ

              งานนี้ถ้าไม่แม่นจริงก็แปลว่าหมอดูอีทีต้องเป็นนักวิเคราะห์การเมืองชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว! เอาเข้าจริงๆ จะบอกว่าสตรีพม่าร่างเล็กรายนี้ มีทั้งสองอย่างก็ไม่ผิด!

              แม้จนนาทีสุดท้ายเธอก็ยังอยู่ในใจของผู้ที่ศรัทธาเสมอ

บุญอุ้มแฝด “ชมพู่-วิศรุต” มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295149

บุญอุ้มแฝด “ชมพู่-วิศรุต” มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

คนในข่าว  :  11 ก.ย. 2560
วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์, บุญอุ้มแฝด, ชมพู่-วิศรุต, มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

บุญอุ้มแฝด “ชมพู่-วิศรุต” มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

               วางเรื่องร้อนๆ ของคนบังเทิง มาดูเรื่องดีๆ กับการให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด ของชมพู่ อารยากับ “พ่อน๊อต” วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และเพิ่งจัดแถลงข่าวไปเมื่อวันเสาร์ที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา

               โดยแฝดคนพี่มีชื่อว่า “ธันเดอร์” สายฟ้า รังษีสิงห์พิพัฒน์ น้ำหนัก 2.66 กิโลกรัม ส่วนแฝดคนน้องชื่อว่า “สตอร์ม” พายุ รังษีสิงห์พิพัฒน์ น้ำหนัก 2.56 กิโลกรัม คลอดห่างกัน 1 นาที ส่วนลำตัวมีความยาวเท่ากันคือ 47.5 เซนติเมตร

               ตอนนี้บรรยากาศหน้าบันเทิงไทยจึงเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา กับการมาของ “เด็กบุญหนัก” ทั้งคู่

               ว่ากันว่า ค่าผ่าคลอดของแม่ชม เรียกว่าแพงหนักมาก ราคาโปรแกรมการผ่าคลอดอยู่ที่ 136,900 บาท !!

               ส่วนราคาค่าห้องพัก คือห้องพรีเมียร์ รอยัล อยู่ที่คืนละ 35,240 บาท มีการตกแต่งอย่างหรูหรา แยกส่วนของผู้ป่วยและห้องนั่งเล่น ทั้งยังมีห้องนอนของญาติ 2 เตียง ห้องอาบน้ำ 2 ห้อง ห้องสุขา 2 ห้อง ฯลฯ

               ที่จริง จะให้แพงกว่านี้ พ่อแม่ของเด็กแฝดก็ “เอาอยู่” เพราะเรารู้กันดีว่า บ้านนี้รวยชนิดที่จะสบายไปถึงชาติหน้า !

               ส่องดูฝั่งชมพู่เอง แม้จะอยู่ในสายบันเทิง แต่ต้องยอมรับว่า เธอนั้นเข้าวงการตั้งแต่ 2541 ขณะอายุได้ 17 ปี ระหว่างนั้นก็สร้างสมชื่อเสียง ด้วยความสามารถและบุคลิกน่ารักเป็นกันเอง ชมพู่ถือว่าได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในความเป็นมืออาชีพ

               แม้เวลานี้จะอายุเพียง 36 แต่ก็โลดแล่นมานานเป็นตัวแม่ระดับหัวแถวของวงการ ด้วยค่าตัวแพงระยับ !

               โดยเฉพาะกับทางสินค้าความงามแบรนด์หนึ่งที่เธอเป็นพรีเซนเตอร์ ได้ชักนำให้ชมพู่เป็นซุปตาร์ไทยคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปเดินพรมแดงที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส (ก่อนจะมีดาราสาวคนอื่นๆ ตามมาภายหลัง) ลองนึกดูว่างานนี้ ได้ทั้งเงินทั้งกล่องมากี่กระบุง

               โดยช่วงปี 2558 มีข่าวการทำเรตค่าตัวดาราไทย ชมพู่อยู่อันดับ 3 รองจากป๋าเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

               สำหรับแม่ชมนั้น กับการไปเดินสวยๆ บนพรมแดงระดับโลกที่เมืองคานส์ 3 ปีติด ฟันค่าตัวมาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขณะที่ถ้าให้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้า ราคาเบาๆ คือ ไม่ต่ำว่า 8 ล้านบาทต่อชิ้น !!

               มาช่วงปีก่อนยังมีข่าวหลุดออกมาว่า หลังออกเรือนไปเป็นศรีภรรยาเสี่ยโรงงานหลอดไฟ “สาวชม” ก็รับแค่งานละคร ซึ่งมีค่าตัวในการเล่นละครประมาณ 7.5 หมื่นบาท/ตอน

               แต่ถ้าจะให้ไปออกงานอีเวนท์ ว่ากันว่า เธอคิดไม่แพงมากแค่ชั่วโมงละ 5 แสนบาทขาดตัว ใครกล้าจ่ายนางก็กล้ารับ แต่ตอนนั้นเจ้าตัวออกมาปฏิเสธรัวๆ พร้อมบอกยังคงเรตเดิม แค่แสนกว่าบาทต่อชั่วโมงเอง

               แต่ใช่ว่าแม่ชม จะมีแต่เงินที่ได้จากงานในแสงสี เธอยังมีธุรกิจของตัวเองอีกด้วย

               ช่วงปี 2552 ชมพู่เปิดร้านทำผม ชื่อ Celeb’ Room ย่านสุขุมวิท 24 และร้านตุ๊กตาบลายธ์ที่ชื่อ The Doll House Shop at Qconceptstore ในสยามพารากอน ระหว่างนั้นยังมีธุรกิจน้ำหอม Pretty Doll by Chom คุณภาพแบบฝรั่งเศส

               ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่าธุรกิจเหล่านี้ยังคงดำเนินกิจการอยู่หรือไม่ แต่ช่วงปี 2556 ชมพู่ยังลงทุนอีกประมาณ 100 ล้านบาท เปิดธุรกิจ เต้าหู้ไข่ ตรา “Daughter Brand (ตราลูกสาว)” โดยมีเธอเป็นพรีเซนเตอร์เอง

               งานนี้นอกจากตนเองแล้ว ยังลงขันกับเพื่อน คือ อภิชา นิธิอนันตภร ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง หลานชายผู้ผลิตและจำหน่ายเต้าหู้แบรนด์นางพยาบาล โดยทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้ง บริษัท ไทย ทีเอเอ็น อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด พัฒนาและวิจัยเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์เต้าหู้ไข่พร้อมทานขึ้น

               แถมยังได้แฟนหนุ่ม หรือพ่อของลูกในเวลานี้อย่าง “น๊อต” คอยให้คำปรึกษา ในด้านมาร์เก็ตติ้ง จนปัจจุบันแตกไลน์ออกมาเป็นสินค้าอื่นๆ เช่น ขนมปังสังขยาลาวา Daughter Brand เพิ่มเข้ามาอีกด้วย

               เพียงแค่ธุรกิจและรายได้ของแม่ชม ดูแล้วน้องธันเดอร์กับสตอร์มไม่ต้องกลัวอดตาย ยิ่งหันไปดูข้าง “ปะป๊าน๊อต” ยิ่งรวยหนักมาก !!

               อย่างที่รู้กันว่าหนุ่ม น๊อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นกรรมการบริหาร ของกลุ่มบริษัทเรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่มีมูลค่ากว่าพันล้านบาท

               ทั้งยังมีบริษัทในเครืออีก 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท เรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตบัลลาสต์ และสามารถผลิตอุปกรณ์แสงสว่างที่มีกำลังในการผลิตใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ถือเป็นบริษัทเก่าแก่ เปิดมาแล้วมากว่า 40 ปี, บริษัท เรเซอร์โกลบอลเทรด จำกัด นำเข้าและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ กัมพูชา เวียดนาม เขตอาเซียน และตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย สิงคโปร์, บริษัท เรเซอร์ไวร์เวิร์คส จำกัด ดูแลการผลิตวัตถุดิบกลุ่มทองแดง ขดลวด และตัวนำไฟฟ้า, บริษัท มิรา เคเบิ้ล จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายสายไฟ และ บริษัท ลี้ กิจเจริญแสง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายหลอดไฟฟ้า ยี่ห้อ เลคิเซ่ (LeKise)

               ถึงตรงนี้ หลายคนก็ตาร้อนผ่าวไปตามๆ กัน แต่ก็อดยินดีกับทั้งคู่ไม่ได้ สำหรับความรักที่บ่มเพาะกันมายาวถึง 7 ปี ก่อนตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์เมื่อ 6 พฤษภาคม 2558

               จนมามีทายาทด้วยกันครั้งเดียวมาสองคนแบบนี้ แถมแว่วๆ ว่าไปจองเนิร์สเซอรี่เตรียมอนุบาลไว้ให้แล้วแต่ไก่โห่ เป็นอนุบาลอะไรยังไม่แจ้ง แต่ว่ากันว่าคิวยาวหนักมาก !!

แหม!! อะไรจะคาบช้อนเพชรช้อนทองมาเกิด