สายวิบาก “โอ๊ค พานทองแท้” เงียบจนผิดปกติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294860

สายวิบาก “โอ๊ค พานทองแท้” เงียบจนผิดปกติ?

คนในข่าว  :  8 ก.ย. 2560
คตส, ดีเอสไอ, ลูกโอ๊ค, พานทองแท้ ชินวัตร, โอ๊ค พานทอ, โอ๊ค, พานทองแท้, โอ๊ค พานทองแท้, โอ๊คและพวก

แฟ้มของ “โอ๊คและพวก” กำลังถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นและพลิกดูอีกครั้ง แต่หันไปดูข้างเจ้าตัว โอ๊ค พานทองแท้ ทำไมเงียบหายไปแบบนี้?

               ตบเข่าฉาดเลย ! ใครเดิมพันกันไว้งานนี้มีลุ้นพอๆ กับเจ้าตัว “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ที่ล่าสุดดีเอสไอนัดประชุมตรวจหลักฐานคดีฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้แก่กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร

               จะจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่เตือนความจำว่าคดีนี้กำลังจะหมดอายุความปีหน้า ดังนั้น ผู้มีหน้าที่ไขความจริง จะต้องเร่งดำเนินการ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเปล่า ?

               ดังนั้น วันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา จึงมีการแท็กทีมประชุม 3 ฝ่าย ทั้ง ดีเอสไอ, อัยการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คุยกันเสร็จสรรพ

               พบว่ามีบางประเด็นต้องสอบสวนให้เกิดความชัดเจน รวมถึงเส้นทางการเงินต่างๆ ก็ต้องไปหามาให้หมด โดยชั้นนี้ ยังไม่มีความจำเป็นต้องเรียกลูกโอ๊คมาสอบปากคำเพิ่มเติม !

               งานนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นการดักคอดีเอสไอ และอัยการ ของกองเชียร์ลูกโอ๊คหรือไม่ แต่หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าจะบอกว่า นี่คงถึงคราของ “โอ๊ค” ก็คงไม่แปลกเหมือนกัน !

               ย้อนไปดูคดีนี้ แบบเข้าใจง่าย เรื่องเริ่มจากเดิมทีนั้น กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร พูดง่ายๆ ว่า “ติดแบล็กลิสต์” ไม่มีสิทธิกู้ ในวงการการเงิน

               แต่กฤษดามหานครไปตั้งบริษัทใหม่มากู้เงินกรุงไทย โดยระบุว่าจะเอาเงินไปทำโปรเจกท์ยักษ์ ปรากฏว่าแบงก์อนุมัติสินเชื่อให้กู้ราวเกือบหมื่นล้านบาท แบบผ่านง่ายๆ ไม่มีข้อท้วงติงสงสัย

               ภายหลังมีการพบความผิดปกติว่า หลังจากปล่อยกู้ผ่าน ก็ได้มีการโอนเงินบางส่วน กระจายไปยังตระกูลนักการเมืองชื่อดัง รายละหลักสิบล้าน โดยไม่พบว่าเงินที่กู้ได้ มีการนำไปใช้ตามโครงการที่ขอกู้หรือไม่

               โดยช่วงปี 2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ได้ส่งสำนวนไปยัง คณะกรรมการป้องกันและและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เอาผิด ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 27 ราย โดยสำหรับทักษิณนั้น คือ ข้อหาร่วมและสนับสนุนการกระทำผิด

               แต่แล้ว เรื่องนี้ยืดเยื้อมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ไม่ค่อยมีความคืบหน้าเลยคือ ในส่วนของ โอ๊คและพวกคือ 1.พานทองแท้ ชินวัตร 2.กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขาฯ ส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร(ขณะนั้น) 3.วันชัย หงษ์เหิน สามีกาญจนาภา และ 4.มานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

               ที่ก่อนหน้านี้ คตส.ระบุว่า 4 คนนี้ ต้องถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 357 ฐานรับของโจร แม้จะไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับบุคคล 27 รายข้างต้น

               แต่ได้รับเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานยักยอก และช่วยปิดบังซ่อนเร้น อันทำให้ยากต่อการติดตาม ดังนั้น ให้แยกสำนวนไปดำเนินคดีในศาลอาญาต่อไป

               ที่สุดเรื่องราวก็ยังคงยืดเยื้ออีกครั้ง จน คตส.ต้องส่งไม้ต่อให้ “ดีเอสไอ” ซึ่งแม้จะรับลูกมาแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบเรื่อยมา

               จนถึงช่วงปี 2555 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฏว่าอัยการสูงสุดเวลานั้น ก็มิได้สั่งฟ้องศาลฎีกาฯ บุคคลกลุ่มนี้อยู่ดี

               โดยระบุว่าเนื่องจากไม่ใช่ข้าราชการ ทาง ป.ป.ช.จึงไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 4 ได้ ก็เป็นหน้าที่ดีเอสไอต้องทำต่อไป

               ท่ามกลางฤดูกาลทางการเมืองที่สลับขั้ว สลับข้างไปมา จนมาถึงวันนี้ ในยุคของ คสช.ที่หลายคนรอดูกันอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของ “ก๊วนโอ๊ค” ที่ว่าจะต้องโดน 2 ข้อหา

               แม้ว่าข้อหารับของโจร หมดอายุความไปแล้วช่วงปี 2557 (คดีนี้เกิดแต่ปี 2547 มีอายุความ 10 ปี) แต่ยังมีข้อหาฟอกเงิน ที่หลายคนอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

               ที่สุด ในคำตัดสินช่วงปี 2558 ปรากฏว่าได้มีการพิพากษาออกมา แต่เป็นในส่วนของคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

               วันนั้นหากจำกันได้ แต่ละคนเจอคุกกันไปคนละสิบกว่าปี แบบไม่คาดคิดว่าโทษจะหนักหนาถึงขั้นนี้ !

               กระนั้นก็ดี ก็ยังมีอีกหลายคน ที่คนไทยยังงงๆ ว่า ทำไมไม่โดนด้วยสักที !

               โดยถ้าไม่นับจำเลยที่ 1 ซึ่งหนีไปแล้ว และศาลได้สั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว ก็จะยังเหลือก๊วน 4 คน “เจ้าเก่า” ที่ยังคงเดินทอดน่องอยู่ข้างนอก

               ที่สุดเมื่อถึงวันนี้ ที่แฟ้มของ “โอ๊คและพวก” กำลังถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นและพลิกดูอีกครั้ง ดังที่กำลังเป็นข่าว

               หันไปดูข้างเจ้าตัว โอ๊ค พานทองแท้ ถามว่า ปฏิกิริยาของเขาต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง

               ปรากฏว่าเงียบหนักมาก !! โดยความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ก็มีแต่เรื่องราวของพ่อแม้ว

               และครั้งสุดท้ายคือเรื่องของ “อาปู” ช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ส่วนเรื่องของตนเองนั้น โอ๊คไม่ได้กล่าวถึงแต่อย่างใด มาจนถึงนาทีนี้ !

               จะมีก็แต่ความเคลื่อนไหวของ ขัตติยา สวัสดิผล หรือ “ลูกเดียร์” อดีต ส.ส. เพื่อไทย หนึ่งในคณะทำงานด้านกฎหมาย ที่โอ๊คเพิ่งตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงที่เขาต้องเข้าให้ถ้อยคำดีเอสไอ และส่งมอบเอกสารหลักฐาน “ในฐานะพยาน” ในเดือนมีนาคม 2559

               เวลานั้นสาวเดียร์ก็แอ็กชั่นแรงๆ ว่า ถ้าใครกล่าวหาโอ๊คในทางเสื่อมเสีย จะฟ้องให้หมด !!

               แต่ที่แน่ๆ การประชุมล่าสุด คณะพนักงานสอบสวนมีมติว่า อาจจะสามารถดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินได้ เพราะพบหลักฐานในการกระทำความผิดเกินกว่าครึ่งแล้ว ซึ่งก็ต้องดูอีกทีว่าหลักฐานนั้น จะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่

               ถึงตรงนี้ จึงน่าติดตามยิ่ง ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว โอ๊คคิดอะไรอยู่กันแน่ ? เงียบจ้อยแบบนี้ กลัวใจจริงๆ !

เขื่อนขอม 4.0 ฝันใหญ่ของ “บิ๊กโย่ง” เจอเพื่อน “บิ๊กตู่” ขวาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294800

เขื่อนขอม 4.0 ฝันใหญ่ของ “บิ๊กโย่ง” เจอเพื่อน “บิ๊กตู่” ขว

คนในข่าว  :  7 ก.ย. 2560
พลอฉัตรชัย สา, บิ๊กนมชง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, รมวกระทรวงเกษตรและส, กระทรวงเกษตรและสหกรณ, ลอประยุทธ์ จันทร์โ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายกฯ ประยุทธ์, นายกฯ ตู่ สั่งเบรกซื้อไฟฟ้าเขมร, ประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา, โครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), พื้นที่ อีอีซี

หลายฝ่ายออกมาท้วงติง ว่าค่าไฟฟ้าที่กัมพูชาเสนอมานั้นสูงกว่า 10 บาท/หน่วย มันแพงไป “บิ๊กตู่” เลยต้องสั่งเบรก! “บิ๊กโย่ง” มือดัน ซะจนเกือบหน้าคะมำ

               เอาแล้ว งานเบรกหัวคะมำ ถ้าทำเพื่อชาติ “บิ๊กตู่” บอก “ไม่ยั่น” จัดได้ทันที ถ้าจำเป็น !!

               ก็ประเด็น การเดินหน้าเจรจาซื้อไฟฟ้าจากกัมพูชา ทั้งโรงไฟฟ้าสตึงมนัม 30 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินจากเกาะกง กำลัง 1,700-2,000 เมกะวัตต์

               ที่ตลอดมา “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เจ้ากระทรวงพลังงาน ออกตัวแรง หมายมั่นปั้นมือจะทำให้สำเร็จ

               พร้อมบอกเลยว่า งานนี้เป็นของจำเป็นมาก ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาภายในปลายปีนี้

               แต่แล้ว ! ตามที่รู้กันว่า ตลอดมาระหว่างทาง หลายฝ่ายออกมาท้วงติง เพราะค่าไฟฟ้าที่กัมพูชาเสนอมานั้นสูงกว่า 10 บาท/หน่วย ซึ่งถือว่าสูงเกินไป

               แม้ว่า พล.อ.อนันตพร ยืนยันว่า การซื้อไฟฟ้าจากเกาะกงเป็นเพียงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาไม่ได้เสียหายอะไร

               พูดง่ายๆ คืออย่าเพิ่งด่วนสรุป และโวยวายไป มันยังมีขั้นตอนต่างๆ อีกมาก

               แต่ด้วยแรงกดดันจากหลายฝ่าย ปรากฏว่า ผ่านมาไม่กี่วัน 6 กันยายน ที่ผ่านมา ข่าวนายกฯ ตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งเบรกโครงการนี้ ปรากฏทุกหน้าข่าวสาร

               โดยนายกฯ สั่งให้ กระทรวงเกษตรฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เจ้ากระทรวงไปศึกษาการบริหารจัดการน้ำของโครงการอีอีซีอย่างละเอียดว่า ตรงนั้นมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ และในระยะกี่ปี จะถึงขนาดต้องซื้อน้ำจากเพื่อนบ้านหรือเปล่า

               ก่อนหน้านี้ “บิ๊กฉัตร” เพื่อนรัก “บิ๊กตู่” ออกมาทักท้วงเสียงดัง พร้อมยืนยันไม่ต้องพึ่งน้ำจากเพื่อนบ้าน

               ล่าสุดนายกฯ ยังออกมาพูดก่อนจะเดินทางไปประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา วันที่ 7 กันยายน ที่จะถึงว่า เรื่องนี้กัมพูชามีน้ำใจมา ก็ไห้ไทยมาลงทุนได้ แต่การลงทุนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นทั้งหมดจึงอยู่ที่เราจะรับได้หรือไม่

               “ถ้ารับไม่ได้ก็ให้ศึกษาก่อน ไม่ใช่จะเออออห่อหมกทุกเรื่อง”

               ถึงตรงนี้ หากใครถามว่า เจ้ากระทรวงพลังงานจะว่าอย่างไรบ้าง แน่นอนต้องว่าตามนายกฯ สิครับถามได้ !

               เพราะหากว่ากันตามจริงแล้ว การมานั่งตรงนี้ได้ เพราะ “บิ๊กตู่” เชื่อถือและไว้วางใจเป็นอันมาก มีไรก็ต้องตาม ต้องดันกันอยู่แล้ว !!

               ย้อนไปดูโพรไฟล์ พล.อ.อนันตพร หรือ “บิ๊กโย่ง” เกิดเมื่อ 15 สิงหาคม 2498 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช รุ่นที่ 73 (รุ่นเดียวกับ วิทยา แก้วภราดัย)

               จากนั้น ไปจบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 15 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 26 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง)

               และยังสำเร็จ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 13 ขณะที่ยังไปลงหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 51 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์)

               ชีวิตครอบครัว ภรรยาคือ ธิดารัตน์ กาญจนรัตน์ มีบุตรชาย 2 คน คือ เนตินาถ ทำงานอยู่ที่การบินไทย และ ภทร กาญจนรัตน์ ทำงานที่กรมบังคับคดี

               บิ๊กโย่ง เริ่มชีวิตราชการในเหล่าทหารปืนใหญ่ ที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 103 นครราชสีมา ตั้งแต่ระดับ ผบ.ร้อย. ก่อนจะย้ายเข้าสู่สายงานตรวจสอบบัญชี ในสำนักงานปลัดบัญชีทหารบก ตั้งแต่เป็นหัวหน้าฝ่าย จนเป็นปลัดบัญชีทหารบก ในยศ พลโท ช่วงปี 2556

               ภายหลังรัฐประหารปี 2557 เขาได้รับความไว้วางใจจากบิ๊กตู่ ควบเก้าอี้ทีเดียว 5 ตัวคือ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.), ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.), ประธานอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองแผนงานการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก

               บทบาทของบิ๊กโย่งในครั้งนั้น ต้องบอกว่า มาเพื่อทำเรื่องตัวเลขโดยเฉพาะ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ต้องช่วยสางปัญหาสารพัด ให้แก่นายกฯ ทำอย่างไรไม่ให้งานเทคนิคด้านเศรษฐกิจต้องเป็นคำถามที่นายกรัฐมนตรีต้องหาคำตอบ

               ขณะที่อีกบทบาทที่สื่อเรียกขานควบคู่กันมา คือ “มือปราบคนโกง แห่ง คสช.” โดยนอกเหนือจากเคยเป็นกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์ ช่วงปี 2557 แล้วเขายังเข้ามาสะสางปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ในฐานะประธานคตร.

               กระทั่งมาได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อ 19 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ทำอะไรมาก็เยอะ เช่น การเปิดเสรีธุรกิจพลังงาน, การเล็งเปิดเสรีโซลาร์ รูฟท็อป ให้คนไทยติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้ใช้เองได้บนหลังคาบ้าน ฯลฯ

               ยังมีเรื่องแรงๆ ที่เจ้าตัวในฐานะเจ้ากระทรวงพลังงาน ก็ต้องเผชิญหน้ากับคำถาม และแรงกดดันหลายอย่าง ซึ่งต้องแกร่งพอตัวถึงจะรับมือไหว

               อย่างโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่มีการประท้วงกันหนัก แต่เจ้าตัวมองว่า เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เป็นเทคโนโลยีที่มีการพิสูจน์ในระดับสากล

               มาจนถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลักในครั้งนี้ อย่างโครงการสตึงมนัม เจ้าตัวก็บอกว่าจะทำให้ได้ทั้งไฟฟ้าและผันน้ำส่วนเกินเข้ามาในไทยด้วย

               แม้ว่าแผนครั้งนี้จะถูกเบรกไป แต่คำนี้ไม่ได้แปลว่า “ล้มเลิก” มันคือการชะลอไว้ก่อนเท่านั้น

               เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการหลายสิบปี จะชะลอไว้ก่อน ก็คงไม่สายที่จะว่ากันใหม่

               ที่แน่ๆ เชื่อได้เลยว่า ถ้า “บิ๊กตู่” ไม่เชื่อมือ ก็คงไม่ให้ “บิ๊กโย่ง” นั่งคุมกระทรวงนี้ เพราะที่นี่เป็นกระทรวงกึ่ง “ความมั่นคง” และ “ความมั่งคั่ง”

สาย มจร. “มานัส ทารัตน์ใจ” พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294607

สาย มจร. “มานัส ทารัตน์ใจ” พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

คนในข่าว  :  6 ก.ย. 2560
เซ่นเงินทอนวัด, เงินทอนวัด, พระ มจร, มจร, ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอพศ), พตทพงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอพศ, พตทพงศ์พร พราหมณ์, พตทพงศ์พร พราหมณ์เสน, ย้าย  พงศ์พร เข้าก, เก้าอ้ ผอพศ, ย้าย ผอพศ, อดีตผอพศ, เด้งผอพศ, มานัส ทารัตน์ใจ ผอพศคนใหม่, มานัส อธิบดีกรมการศาสนา, อธิบดีกรมการศาสนา

ผอ.พศ.คนใหม่คนนี้ แม้จะมาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น เขามาทางสายพระเลยทีเดียว! แถมยังเป็นพระจาก มจร.ซะด้วย ถูกใจกันล่ะคราวนี้!!

               เก่าไปใหม่มา วันนี้ ครม.จัดให้ คนไทยได้ “มานัส ทารัตน์ใจ” ที่ย้ายเก้าอี้จาก “อธิบดีกรมการศาสนา” มาขึ้นแท่น “ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” (ผอ.พศ.) คนใหม่เรียบร้อยแล้ว

               หลังจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ ต้องกลายเป็นอดีต ผอ.พศ. แล้วไปนั่งที่ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน

               ก็ถือว่าได้พักผ่อนให้สมกับที่รอคอยมานาน กับงานตำแหน่งที่บอกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิตราชการแล้ว !

ส่วนว่า ผอ.พศ.คนใหม่ รายนี้เพิ่งรับตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา มาไม่กี่เพลา

               คือ จากมติครม. เมื่อ 11 ตุลาคม 2559 จนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ 30 ธันวาคม 2559 กระทั่งนายกรัฐมนตรีลงนามประกาศในราจกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2560

               ก็แปลว่า เพิ่งได้นั่งทำงานเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจสูงสุด อยู่ที่กรมการศาสนามาแค่ตอนต้นปีเท่านั้น

               แต่วันนี้ต้องย้ายมานั่ง ผอ.พศ. ซึ่งเก้าอี้ยัง ร้อนๆ อุ่นๆ จากคนเก่าที่เพิ่งลุกจากไปได้ไม่นาน

               ว่าแล้วมาส่องดูโพรไฟล์ของคนดีคนนี้ ที่เชื่อว่า ครม.มองไม่ผิด! สำหรับการรับไม้ต่อในครั้งนี้ !

               โดยในรายการอาสาตามหาคนดี ออกอากาศทางยูทูบ เคยสัมภาษณ์เขาไว้เมื่อตอนรับตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนาช่วงต้นปี โดย มานัส ทารัตน์ใจ ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองไว้อย่างน่าสนใจ

               เพราะก่อนที่เขาจะได้ชื่อว่าเป็น ผอ.พศ.คนใหม่ที่มาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น บุคคลคนนี้มาทางสายพระเลยทีเดียว !

               แถมยังเป็นพระจาก “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” หรือ มจร. เสียด้วย งานนี้น่าจะถูกอกถูกใจใครหลายคน !

               สำหรับประวัติส่วนตัวนั้น พื้นเพเดิมของ ผอ.พศ.คนใหม่ เป็นคนบ้านหนองครก ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวบวชเรียนตั้งแต่ยังเยาว์วัย

               “ชีวิตผมเป็นชีวิตที่น่าจะแปลกว่าท่านอื่นๆ โดยได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่จริงๆ ในอ้อมกอดนั้นน้อย เพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น หลังจากนั้นไปเป็นลูกศิษย์วัดในหมู่บ้าน คือวัดหนองครก” (www.youtube.com/watch?v=llccCP1V-Qc)

               ราวปี 2512 ขณะมีอายุ 11 ขวบ ก็ได้บวชเป็นสามเณร เรียนจบนักธรรมชั้นตรี อยู่ที่วัด 1 ปี ก็เกิดเหตุที่หลวงพ่อที่อาศัยอยู่ด้วย ได้ย้ายไปอยู่วัดอื่นหลายรูป ทำให้วัดมีอันต้องปิดลง

               แต่บังเอิญ ตนเองขณะนั้นคำนึงขึ้นมาได้ถึงตอนที่ได้ไปสอบนักธรรมชั้นตรี ซึ่งเวลานั้น ได้เห็นพระที่เป็นผู้มาเปิดสอบ และเป็นกรรมการสอบ ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่า “พระมหาที่มาจากกรุงเทพฯ”

               ก็รู้สึกว่ามีความสง่างาม และอยากเป็นบ้าง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ไปปรึกษากับโยมพ่อ ย้ายไปเรียนภาษาบาลี ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านนี้เป็นอันมากทางภาคเหนือ

               ที่สุดก็จำอยู่ที่นี่ถึง 5 ปี จนได้เปรียญธรรม 4 ประโยค หลังจากนั้นไปขออยู่กับ “สมเด็จพระพุทธชินวงศ์”  ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ในปี 2518 อยู่ไปจนอายุก็ถึงครบบวชเป็นพระ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2522

               หลังจากที่เรียนจนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ก็ตัดสินใจว่าต้องการเรียนในเรื่องของการศึกษาทางโลกควบคู่ไปด้วย จึงไปเรียนที่ โรงเรียนบาลีอบรมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดสระเกศ

               เรียนอยู่ 2 ปี ก็ต่อที่โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา อีก 2 ปี จากนั้นไปต่อระดับปริญญาตรี ที่คณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ มจร.

               กระทั่งเดินทางไปต่อยอดที่ต่างประเทศ คือที่ มหาวิทยาลัย “ปูเณ่” หรือในชื่อเก่ารู้จักกันดีว่า “ปูณ่า” ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองปูเณ่ รัฐมหาราษฏระ โดยมีระยะทางห่างจากเมือง “มุมไบ” หรือ “บอมเบย์” เพียง 170 กิโลเมตร

               ที่นั่นเขาเรียนคณะสังคมศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นคณะยอดฮิตของที่นี่ โดยลงเรียนหลักสูตร 2 ปี แต่อยู่ 3 ปี เพื่อเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน

               พอกลับมาประเทศไทย ก็ได้ช่วยงานของทาง มจร. ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลได้รับรองคุณวุฒิการศึกษาแล้ว โดยปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะสังคมศาสตร์อยู่ราวปีครึ่ง

               กระทั่งปี 2534 เกิดความคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะลาสิกขา เพราะคิดว่า แม้จะสึกไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีช่องทางที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา และดูแลในเรื่องของกิจการของคณะสงฆ์ทางอื่นได้ด้วย

               ที่สุด สึกออกมาก็ไปเป็นอาจารย์สอนที่ มจร. คณะสังคมศาสตร์ อยู่จนกระทั่งครบเทอม ก็มีโอกาสได้ไปสอบที่สภาสังคมสงเคราะห์ โดยสอบสัมภาษณ์ผ่านเข้าไปได้

               เวลานั้น เจ้าตัวจะทำงานที่สภาสังคมสงเคราะห์ช่วงเช้า และลาไปสอนหนังสือช่วงบ่าย กระทั่งผ่านไป 6 เดือน ก็ไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการที่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ในกระทรวงศึกษาธิการ เวลานั้น ซึ่งปัจจุบันนี้เป็น “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” กระทรวงวัฒนธรรม

               เป็นอันว่า ชีวิตก็เข้าสู่ระบบราชการ โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน อยู่เป็นข้าราชการยาวนานมาตั้งแต่ปี 2534-2539 จนกระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ก็ได้ขยับตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ

               จนขึ้นบริหารในตำแหน่ง “รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม” แต่ทำได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะขึ้นนั่ง “อธิบดีกรมการศาสนา” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

               แต่เส้นทางชีวิตมักท้าทายคนดี คนเก่งอยู่ตลอด จนมาถึงวันนี้ ที่เขาได้มานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ.คนใหม่ แน่นอนด้านหนึ่ง เมื่อดูจากโพรไฟล์ข้างต้นแล้ว เชื่อได้ว่า ครม.คัดสรรมาอย่างดี ไม่ได้สุ่มจับสลากมาจากไหน

               อย่างที่รู้กันว่า ที่ตรงนี้เป็นงานหนักสุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง จึงน่าติดตามว่า ภารกิจที่ ผอ.พศ.คนใหม่ต้อง “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อะไรเป็นการพิเศษบ้าง ช่างน่าติดตามจริงๆ

**หมายเหตุ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์โดย ดร.ประสิทธิ์ บุตรศรี จาก รายการอาสาตามหาคนดี  Righteous Person’s Stage โดยสำนักงานพระสอนศีลธรรม ม.มหาจุฬาฯ

วิถีสายแรง “แอน อลิชา” บนถนนชีวิต-ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294452

วิถีสายแรง “แอน อลิชา” บนถนนชีวิต-ธุรกิจ

คนในข่าว  :  5 ก.ย. 2560
แอน อลิชาให้สัมภาษณ์, แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์, แอน อลิชา ขอโทษกึ้ง, แอนยอมขอโทษกึ้ง, แอนด่ากึ้ง, แก๊งค์นางฟ้า, แก๊งค์นางฟ้าแตก, แก๊งนางฟ้า เจนี่-วุ้, เม้าท์เจนี่เลิกกึ้ง, อลิชา ไล่ศัตรูไกล, แอน ภูริ, ภูริ หิรัญพฤกษ์, ภูริปาย, ภูริปายวิลล่า, กึ้ง เฉลิมชัย มหาก, แอนกึ้ง, แอน อลิชา, หนุ่มโอ๊ค, กึ้ง

จำได้มั้ย หลายปีก่อน สาวแอนเคยสร้างตำนาน “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” หักอก “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ เพื่อนซี้ของ “กึ้ง” มาแล้ว มาวันนี้คู่นี้ยังเหมือนมีไรคาใจกันอยู่?

               สวนมาสวนกลับแบบ “ตาใส” ระหว่างสองไฮโซ เซเลบ คนดัง ‘กึ้ง’ เฉลิมชัย มหากิจศิริ และ “แอน” อลิชา หิรัญพฤกษ์

               อันเนื่องจากฝ่ายหญิงออกมาซัดฝ่ายชายผ่านสื่อ ด้วยถ้อยคำที่ “แรงหนักมาก” ถึงกรณีที่ทำเพื่อนซี้ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ อกหักรักคุดอีกรอบหนนี้

               และแน่นอนงานนี้ ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายชาย จนต้องออกมาร้องผ่านสื่อ ว่าให้ฝ่ายหญิงออกมาขอโทษหน้าจอด้วย

               เพราะถึงจะทำไปแล้วหลังไมค์เงียบๆ แบบรู้กันสองคนวงใน แต่ฝ่ายชายยังไม่พอใจอยู่ดี

               ล่าสุดฝ่ายหญิงก็จัดให้ แท็กทีมสามีสุดรัก “ภูริ หิรัญพฤกษ์” มาในงานอีเวนท์สินค้าตัวหนึ่ง ก็เลยถือโอกาสแถลงกับสื่อมวลชนแบบรวดเดียวจบ !

               สรุปเอาพอให้เห็นภาพสั้นๆ ว่า “ขอโทษถ้าทำพูดอะไร แล้วตะเตือนใจ แต่ถ้าไม่หายโกรธก็ไม่เป็นไร เพราะที่พูดไป มันมาจากความรู้สึกเบื้องลึกของเพื่อนที่รักเพื่อน !”

               เป็นไงล่ะ เจอดอกนี้ของสาวแอนเข้าไป หัวใจชายอกสามศอกของกึ้งจะว่ากระไร ไม่รู้ได้

               แต่ที่แน่ๆ ขึ้นชื่อว่า แอน อลิชา คุณแม่ลูกอ่อน หวานใจพ่อภูริ ทำไมจะต้องแคร์อะไรมากมาย

               เพราะหากใครตามไอจีของเธอ ก็จะพบว่าหลังเกิดเรื่อง เธอกับครอบครัว ก็เพิ่งหลบความวุ่นวายไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อยู่ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน แบบหันหลังให้ปัญหาชิลๆ

               ซึ่งพอถึงตรงนี้ เลยนึกขึ้นมาได้ว่า บ้านนี้เขามีธุรกิจรีสอร์ทสุดหรูอยู่ที่นั่น โดยข้างฝ่ายชายยังบอกว่า ก็ถือโอกาสพาลูกสาว ริชา หิรัญพฤกษ์ ไปดูธรรมชาติ

               แต่หลักๆ คือไปดูงาน และไปประชุม เพราะใกล้จะถึงช่วงไฮซีซั่นแล้ว !

               สำหรับธุรกิจรีสอร์ทที่ปายของสองสามีภรรยาคู่รักดาราเงินล้านคู่นี้ ภูริเคยเล่าช่วงสองปีก่อนว่า ที่หันมาสนใจทำธุรกิจรีสอร์ทและอสังหาริมทรัพย์ เพราะเกิดจากความเป็นคนชอบท่องเที่ยว ชอบพักผ่อนไกลๆ

               พอมาที่ปาย ก็รู้สึกชอบอากาศที่นี่มาก จึงเป็นที่มาของ ภูริปายวิลล่ารีสอร์ท ชื่อจำง่ายและบ่งบอกตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ อยู่ห่างจากตัวเมืองปายประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนทำเลที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองปายได้ไกลสุดสายตา

               ในการลงทุนนั้น เป็นการร่วมกันกับเพื่อนคนหนึ่ง ที่มีความฝันเหมือนกัน ซึ่งฝ่ายเพื่อนลงทุนปลูกบ้าน แล้วเจ้าตัวกับภรรยาก็มาบริหารให้

               ครั้งนั้นเขายังฟุ้งความฝันว่า ยังเล็งที่จะเปิดเฟสใหม่สร้างเป็นซูเปอร์วิลล่าขึ้นมา แล้วตนเองก็จะบริหารให้ตามสูตรเดิม

               ว่ากันว่าครั้งนั้น เบ็ดเสร็จรวมแล้วก็ลงทุนไปหลักสองร้อยล้าน จากที่ดิน 32 ไร่ที่มีอยู่ ใช้ไปแล้ว 14 ไร่

               พร้อมกับตบท้ายว่า งานนี้ได้ศรีภรรยาช่วยเยอะมาก ถึงขนาดพูดเลยว่าไม่มีภรรยาคนนี้ ไม่มีวันนี้แน่นอน

               อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแต่ ภูริปายวิลล่า แต่ธุรกิจของผู้เป็นสามีสาวแอน ยังมีอีกมากมายนัก

               ทั้งรีสอร์ทที่ภูเก็ต ร้านอาหาร ร้านพิซซ่า ฯลฯ จากความร่ำรวยมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ที่มาจากตระกูลเก่าแก่แห่ง จ.ภูเก็ต

               และอย่างที่เรารู้กันตามสื่อว่า ภูรินั้นเป็นเจ้าของเกาะนาคาน้อย เกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ในเขต ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต หรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของภูเก็ต มีพื้นที่ราว 50 ไร่

               แต่จริงๆ แล้ว ครอบครัวหิรัญพฤกษ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งเกาะ เป็นเพียงเจ้าของที่ดินอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวเคยเล่าว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ปู่ของเขาได้มาทำธุรกิจฟาร์มไข่มุกทางใต้ จึงซื้อเกาะสำหรับทำฟาร์มเอาไว้

               พอมารุ่นตน จึงเข้ามาปรับปรุงให้เป็นบ้านพักบนเกาะส่วนตัวของครอบครัวไว้ต้อนรับเพื่อนๆ

               เพียงเท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่า สาวแอน อลิชา จะไม่ใช่คนธรรมดาที่ตรงไหน !

               แต่บางคนอาจจะบอกว่า นี่มันงานของสามี แต่ที่อยากรู้ คือ แอน อลิชา ทำอะไรที่เป็นของตัวเองบ้าง

               ถ้าไม่นับความเป็นดาราที่โลดแล่นอยู่บนถนนบันเทิงยาวนาน มาตั้งแต่ปี 2538 หรือตอนที่อายุเพียง 16 หยกๆ โดยเริ่มจากสังกัด อาร์เอส โปรโมชั่น จนถึงปี 2547

               จากนั้น มาอยู่ค่าย “เอ็กแซ็กท์” จนถึงปี 2558 แม้ปัจจุบันหลังแต่งงานแล้วในปี 2555 ก็ยังคงรับงานละครอยู่บ้างประปราย ซึ่งถือว่าทำรายได้อย่างมหาศาลให้แก่ตนเองแล้ว

               แต่ในทางธุรกิจ เธอยังเปิดร้านขายข้าวหมกไก่ อยู่แถวทางเข้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และยังมีร้านค็อกเทลชื่อ “แซงเกรีย” อยู่ที่ปากซอยเอกมัย 10

               พูดง่ายๆ ว่าทำไว้เป็นหลักเป็นฐาน ตามประสาคนเงินถุงเงินถัง ที่ต้องมีธุรกิจเล็กๆ ในย่านคนมีตังค์ ไว้ประดับบารมี และรองรับเพื่อนฝูงอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นเอง

               ทิ้งท้ายสำหรับใครที่ยังสงสัยในสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกลุ่มแก๊งนางฟ้า ต้องบอกว่าค่อยๆ ลุ้นกันไป เพราะสาวๆ มักโกรธง่ายหายเร็ว

               แต่สายสัมพันธ์กับบุตรชายคนเดียวใน “ตระกูลมหากิจศิริ” นี่ไม่กล้าทำนาย

               เพราะก่อนหน้านี้ราว 10 ปีก่อน สาวแอนก็เคยอยู่ในตำนาน “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” จากการหักอก “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร เพื่อนซี้ของ “กึ้ง” มาแล้ว

               จากนั้นก็หันไปซบอกหนุ่มภูริ ซึ่งก็เป็นเพื่อนในก๊วนเดียวกันกับโอ๊คนั่นแหละ

               แต่ถ้าใครจะโยงไปว่าเป็นการเอาคืนให้เพื่อนของ “กึ้ง” อันนี้มันจะดราม่า ละครหลังข่าวไปหน่อยมั้ง !

ตัวเลือกที่รอได้ “คุณหญิงหน่อย” ในวันที่ “นารี” ขี่ม้าหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294313

ตัวเลือกที่รอได้ “คุณหญิงหน่อย” ในวันที่ “นารี” ขี่ม้าหาย

คนในข่าว  :  4 ก.ย. 2560
เจ๊หน่อย สุดารัตน์, สุดารัตน์ เกยุราพันธ, สุดารัตน์, คุณหญิงหน่อย สุดารัต, คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, พรรคเพื่อไทย, เก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ยิ่งลักษณ์ หนี, ยิ่งลักษณ์ คดีจำนำข้าว, ตัดสินคดีจำนำข้าว, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ, ว่าที่ผู้นำพรรค, คุณหญิงหน่อย, นารี

ใครจะบอกว่า คุณหญิงหน่อยจะมากุมบังเหียนพรรคคนต่อไป ก็ว่ากันไป แต่ระหว่างนี้เจ๊ขอทำแต้มแบบเงียบๆ สวยๆ ดีกว่า สบายใจกว่ากันเยอะ!!

               พอ “ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดวาร์ป! หายไปก่อนที่คนไทยจะตั้งตัวติด เพื่อชิ่งฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว

               เรื่องนี้นอกจากจะสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วพรรคเพื่อไทยที่นอกจากเหลียวซ้ายแลขวาแล้ว ยังวังเวงใจอยู่ อีกด้านหนึ่ง เสียงจากหลายฝ่ายก็เริ่มถามหาคนถือธงนำพรรคคนใหม่

               แต่เดี๋ยวก่อน ใช่ว่าจะไม่มีคนดีศรีเพื่อไทย เพราะที่อย่างที่รู้ที่เห็นกันว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เดินสายทำแต้มแบบเงียบๆ แต่ได้คะแนนจากกองเชียร์เพียบอยู่พอตัว

               ดังนั้นพอหันมาดูที่ “คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์” เรื่องโพรไฟล์ทางการเมือง บอกเลยทั้งเก๋าเกมและผ่านมาเยอะ โดยเป็นถึงเป็นอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย

               และในลีลาการทำงานแล้วคนไทยหลายคนก็ยอมรับในความนุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง ดังดอกไม้เหล็ก ที่คนไทยก็น่าจะพอจะยอมรับได้ ถ้าจะมาแทนที่เก้าอี้ใหญ่ในพรรค

               แต่ที่เด็ดจนต้องแอบกระซิบคือ รายนี้มีสายสัมพันธ์อันดีกับทางกองทัพสีเขียวอยู่ ถือว่าเป็นคุณแก่พลพรรคไทยรักไทยแน่นอน

               อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ของหญิงหน่อย มองผิวเผินแล้วราบเรียบ ดีงามตามท้องเรื่อง ไม่ได้มีทีท่าว่าจะออกตัวแรงจนน่าเกลียด

               ที่เห็นก่อนหน้านี้ก็มีทั้งเวอร์ชั่น “สายลมแสงแดด” ออกเยี่ยมชาวบ้านในโครงการข้าวสานธรรมที่บ้านหนองแก ต.ลานสะแก อ.พยัคฆภูมิสัย จ.มหาสารคาม

               อันเป็นข้าวที่ผลิตโดยชาวนาที่ตั้งใจรักษาศีล 5 หรือหมู่บ้านศีล 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่เจ้าตัวได้ทำระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

               และเวอร์ชั่น “เวิร์กกิ้งเกิร์ล” โกอินเตอร์ไปจีนเป็นเวลา 5 วันตามคำเชิญของกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ (IDCPC) พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในรอยต่อแห่งความสัมพันธ์อันดี “หนักมาก” กับรัฐบาลไทย

               หรืออย่างที่เจ้าตัวโผล่หน้าศาลเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวันตัดสินคดีของ “ปู ยิ่งลักษณ์” วันนั้นก็ยังมีคนอื่นๆ มากันอีกเพียบ!! ก็คือการมาให้กำลังใจกันตามปกติ

               บ้างวิเคราะห์กันว่าเพราะเจ้าตัวรู้ดีถึงธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ ที่คนจะอาสามานั่งผู้นำพรรค ต้องหนีไม่พ้นแรงเสียดทาน สกัดดาวรุ่ง ไม่ให้ได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้ง่ายๆ

               ดังนั้นความเคลื่อนไหวครั้งล่าของล่าสุดระหว่างเดินสายไปทำบุญที่วัดสามัคคีธรรม และเบื้องหลังทีมงานแจ้งว่าเจ้าตัววางแผนที่จะอยู่ต่อในช่วงบ่าย เพื่อร่วมงานเทกระจาด

               แต่ภาพที่ปรากฏออกสื่อคือ เธอตอบคำถามแล้วก็จัดการเทสื่อแทน ชิ่งหนีกลับทันที ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง งานนี้เจอคำถามอะไร น่าจะเดาออก

               เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ รีบชิงปฏิเสธทันทีในท่วงทำนองว่า ตนเองนั้นไม่มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ เพราะยังมีหัวหน้าพรรคอยู่ทั้งคน รวมทั้งเลี่ยงตอบคำถามที่เกี่ยวกับ “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ในช่วงนี้

               งานนี้นักวิเคราะห์การเมืองอ่านเกมว่า คุณหญิงหน่อยกำลังเล่นบทเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ให้เว่อร์จนไปขัดหูขัดตาคนในพรรค

               ยิ่งเวลานี้หลังจากหัวหน้าใหญ่เพิ่งทวีตวาทะของ “มงแต็สกีเยอ” เจ๊หน่อยอาจจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ซึ่งถ้าเกิด “แหลม” ออกมามากผิดที่ผิดเวลา จะเสียรูปเกมไปเปล่าๆ ปลี้ๆ

               นอกจากนี้ปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรให้มีคนอื่นเข้ามามีชื่ออยู่ในโผแคนดิเดตหัวหน้าพรรค ก็ยังมีอยู่มาก

               เพราะเก้าอี้นี้ ที่นี่! ที่พรรคเพื่อไทย จะเก้าอี้บนสุด เก้าอี้ข้างเคียง หรือรองลงมา ใครขึ้นนั่งก็ต้องมีร้อนอาสน์

               ไม่วาใคร ไล่มาจนถึง “อดีตนายกฯ ปู” ล้วนแล้วแต่หนีไม่พ้นของจริงจาก คสช. ที่เล่นบทสำเร็จโทษใครก็ต้องเด็ดขาด ชัดเจนและรุนแรง คือไม่ติดคุกยาว ก็ต้องเผ่นออกนอกประเทศ

               แต่ที่ต้องบอกว่าจริงแท้แน่นอนที่สุดก็คือ “คำตัดสิน” จากหัวหน้าใหญ่ ที่จะเป็นคนฟันธง ทุบโต๊ะ! ในคำตอบสุดท้าย! เชื่อว่าเวลานี้นอกจากนั่งปลอบใจน้องสาวอยู่ แต่ก็คงกำลังนั่งเล่นหมากรุกคนเดียว ดีดลูกคิดรางแก้ว ลองเชิงลองใจในหลายๆ ทางเลือกอยู่ตลอด

               ยิ่งถ้าดูกระแสสังคมไทยแล้วก็ไม่ค่อยจะหือจะอือ กับการที่ฝ่ายสีเขียวขอต่ออายุใบขับขี่แบบเนียนๆ นัยว่า เอ้า! ถ้าจะทำเพื่อบ้านเมือง จะต่อสัญญาต่อไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูปประเทศก็พอจะหยวนๆ

               แปลว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ของพรรคเพื่อไทย ในยุคที่ คสช. ป๊อปปูลาร์! มันจะไม่ง่ายเหมือนส่งเสาไฟฟ้ามานั่งก็ได้อีกแล้ว!!

               ดังนั้นเมื่อหันมาข้างคุณหญิงหน่อย ที่รายนี้ก็คงกำลังคิดคำนวณถึงวิธีเดินเกมอยู่ไม่แพ้นายใหญ่เหมือนกัน จึงหันมาขยันทำแต้มแบบสวยๆ ดีกว่า

               อย่างล่าสุดนอกจากโพสต์ธรรมมะ ซึ่งถือเป็นงานอดิเรกที่ต้องทำในเฟซบุ๊ก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เสมอ โดยล่าสุดโพสต์ว่า

               “สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ สิ่งนั้นกำลังสอนให้คุณรู้จัก…ปล่อยวาง…”

               จากนั้นก็ออกมาเชิญชวนชาวลาดปลาเค้า ย่านที่ตนเองพักอาศัย มาปลูกต้นดาวเรืองแทนดวงใจ 99,999 ต้น เพื่อน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และนำไปจัดซุ้ม แนวถนนลาดปลาเค้า วันที่ 13-15 ตุลาคมนี้ ดูแล้วก็เป็นก้าวย่างที่สงบเงียบ เรียบง่าย สบายๆ

               เรื่องเกมการเมืองคนที่ตามจริงจะพอมองออกว่า ก็ไม่ถือว่าหยุดชะงักปิดประตูลงกลอนแน่น แต่คาดว่าจะรอวันและจังหวะเวลาที่เหมาะสม “หมักบ่ม” ให้ได้ที่อยู่มากกว่า!

พายุชะตากรรม “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” 29 ปี บนวิถีที่พลิกผัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294129

พายุชะตากรรม “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”  29 ปี บนวิถีที่พลิกผัน

คนในข่าว  :  1 ก.ย. 2560
ไร่ส้ม, คดีไร่ส้ม, อสมท, ไร่ส้มโกงค่าโฆษณา, บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด, บริษัท ไร่ส้ม จำกัด, จับเข่าคุย, เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, เรื่องเด่นเย็นนี้, รายการคุยคุ้ยข่าว, ถึงลูกถึงคน, เรื่องเล่าเช้านี้, กนก รัตน์วงศ์สกุล, สรยุทธ กนก, ตัดสินจำคุกสรยุทธ, จำคุกสรยุทธ, สรยุทธเข้าเรือนจำ, สรยุทธนอนคุก, จุดสิ้

เส้นทางชีวิตหลังจากวันที่กรรมกรข่าวคนนี้บอกว่ามันคือ “จุดสิ้นสุด!” วันนั้นคือเมื่อไหร่? จะเป็นอย่างไรต่อไป? น่าติดตามยิ่ง

               ข่าวคนดังตบเท้าเข้าคุกช่วงนี้ที่สะดุดใจคนไทยมากกว่าใครทั้งหมดก็คงเป็นกรณีของ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ที่พอเอาเข้าจริง ก็ใจหายเหมือนกัน

               ยิ่งล่าสุดมีเรื่องเล่าจากน้องไบรท์ หรือ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ พิธีกรข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ที่เคยนั่งเคียงข้างยามเช้ามาด้วยกันทางช่อง 3 เปิดเผยว่า พี่ชายคนนี้มีกำลังใจดี แต่คืนแรกยังนอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากแปลกที่ พร้อมบอกว่า

               “ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ต้องอยู่ให้ได้ ถ้ามองในแง่ดี การเข้ามาใช้ชีวิตในนี้ถือว่าเข้าไปหาบทเรียนชีวิต ได้คุยกับคนหลายคน มีหลายเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน มีหนังสือให้อ่าน เริ่มปรับตัวได้บ้าง”

               และที่ต้องขีดเส้นใต้เลยกับวรรคทองว่า “ในเรือนจำยังมีจุดสิ้นสุด”

               “ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะหนี เพราะถ้าจะหนีต้องหนีตลอดชีวิต การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา ถ้าหนีไป หนีอยู่ในเมืองไทย คนก็จำหน้าพี่ได้หมด ถ้าหนีไปอยู่เมืองนอก คนไทยที่เมืองนอกก็รู้จักพี่อยู่ดี ก็จับตัวพี่ส่งกลับมาที่ประเทศไทยอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้าหนีเท่ากับว่าชีวิตที่หนีต้องซ่อนตัวตลอดทั้งชีวิต ถ้าอยู่ในเรือนจำยังมีจุดสิ้นสุด อยู่ลำบาก แต่ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวไป”

               และที่ค่อนข้างสะเทือนใจแฟนคลับก็ตอนที่เจ้าตัวพูดถึงแม่ คือ วิชชุดา สุทัศนะจินดา ที่มีอาการป่วยและอายุมากแล้ว

               “พี่คิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้วว่าจุดที่เลวร้ายที่สุดมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้สิ่งที่กังวลมากที่สุดเรื่องนึงก็คือเรื่องสุขภาพคุณแม่ เพราะคุณแม่ป่วยหนักอยู่ กลัว…กลัวว่าจะออกมาไม่ทันได้ดูคุณแม่”

               ถึงตรงนี้อาจทำให้หลายคนอดเห็นใจอดีตนักเล่าข่าวคนดังคนนี้ไม่ได้ กับเส้นทางเกือบ 3 ทศวรรษในการทำงาน ที่ต้องบอกว่าเขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของเส้นทางอาชีพก็ว่าได้!

               จากที่เคยเป็นเด็กเกเร มีประวัติเข้าไปอยู่ในกลุ่มทะเลาะวิวาท จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ส่งผลให้ต้องไปใช้ชีวิตในบ้านเมตตา 15 วันสมัยมัธยม

               ภายหลังตั้งตัวใหม่จนมาเรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาการันตีให้ได้เข้าทำงานในองค์กรสื่อยักษ์ใหญ่ย่านบางนา เครือเนชั่น

               และยิ่งเมื่อย้อนไปดูไทม์ไลน์ชีวิตของเขาก็พบได้ถึงความก้าวหน้าขึ้นไปอย่างไม่มีหยุดพัก

               นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2531 ที่สรยุทธเข้าทำงานเป็นนักข่าวสายการเมืองที่หนังสือพิมพ์ The Nation โดยได้รับเงินเดือนเริ่มต้น 4,000 บาท จากนั้นทำข่าวสายรัฐสภาเป็นเวลา 2 ปี และทำข่าวสายทำเนียบรัฐบาลอีก 2 ปี จนปี 2535 ก็ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าข่าวการเมือง และเลื่อนเป็นหัวหน้าข่าวในปี 2537

               กระทั่งปี 2540 ได้เลื่อนเป็นบก.ข่าว และจัดรายการวิเคราะห์ข่าว เป็นจุดเริ่มต้นงานด้านจอโทรทัศน์ของเจ้าตัว โดยจัดรายการวิเคราะห์ข่าวให้สถานีไอทีวี เช่น รายการเวทีไอทีวี ฟังความรอบข้าง และไอทีวีทอล์ค

               จนมาปี 2543 ที่สถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนลเปิดตัว เขาก็กลายคนข่าวรุ่นบุกเบิกของที่นี่ และครองอันดับหนึ่งของช่อง มีทั้งรายการเก็บตกจากเนชั่น คม ชัด ลึก ทั้งยังจัดรายการกับสุทธิชัย หยุ่น, กนก รัตน์วงศ์สกุล

               ภายหลังลาออกจากความเป็นลูกหม้อเนชั่นช่วงปี 2546 ตำแหน่งสุดท้ายคือรองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ The Nation

               แล้วมาทำรายการถึงลูกถึงคนทางช่อง 9 หรือโมเดิร์นไนน์ทีวี กระทั่งย้ายมาช่อง 3 อย่างเป็นทางการ เพื่อมาทำรายการเรื่องเล่าเช้านี้

               ที่สุดเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนข่าวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยลีลาการสัมภาษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยนำข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์มาอ่านในรายการโทรทัศน์ หรือที่เรียกว่า “เล่าข่าว” (News Talk)

               และยังมีบุคลิกการเล่าข่าวที่กระชับ รวดเร็ว ใช้ภาษาเข้าใจง่าย มีลีลายิงตรง ทำให้ทุกรายการที่จัดโกยเรตติ้งและสปอนเซอร์เพียบ! จนถือเปฺ็นอันดับหนึ่งของคนข่าวไทยในเวลานั้น

               ต่อมาตัดสินใจเป็นผู้จัดรายการเองโดยเปิดบริษัท ไร่ส้ม จำกัด (รายการโทรทัศน์) และบริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด (รับจัดงานและกิจกรรม) ตั้งแต่ราวเดือนกุมภาพันธ์ 2547 พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คนที่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อน โดยในส่วนของไร่ส้ม ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท

               จนมาปี 2548 ไร่ส้มได้ทำสัญญากับ อสมท และได้รับโอกาสจากช่องให้ทำรายการใหม่ “คุยคุ้ยข่าว” ขึ้น โดยจัดร่วมกับอดีตคู่หูที่เคยจัดรายการร่วมกันที่เนชั่นแชนแนลอย่าง “กนก รัตน์วงศ์สกุล”

               โดยเงื่อนไขกับช่องมีว่า วันจันทร์ถึงศุกร์ โฆษณาได้วันละ 2.30 นาทีเท่านั้น แต่หากเกินจะต้องชดเชยให้ อสมท นาทีละ 240,000 บาท ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ โฆษณาได้วันละ 5 นาที หากเกินจะต้องชดเชยให้ อสมท 200,000 บาท!

               หลายคนพูดตรงกันว่า ช่วงนั้น หรือราวปี 2548 เป็นช่วงที่พีกสุดๆ ของชีวิตเฮียสอ เป็นคนดังที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย และยังมีรายการอีกมากมายในมือ (พอๆ กับที่มีคนข่าว วนเวียนมานั่งเล่าข่าวร่วมกับเขาแบบไม่ซ้ำหน้าหลายคนด้วยกัน) เช่น รายการคุยคุ้ยข่าว ถึงลูกถึงคน ทางช่อง 9 และเรื่องเล่าเช้านี้, เรื่องเด่นเย็นนี้, เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, จับเข่าคุย ทางช่อง 3

               พูดง่ายๆ ว่าคนไทยได้เห็นหน้าตี๋ๆ เสียงดังๆ ของเขาทั้งเช้า บ่าย เย็น ทุกวัน รับค่าเหนื่อยและค่าโฆษณายิ่งกว่าซูเปอร์สตาร์คิวทอง! เพราะร่ำลือกันทั่ววงการสื่อแบบไม่รู้ว่าอิจฉา ชื่นชม หรือ หมั่นไส้ ว่ารายได้ของเขาปีหนึ่งในช่วงนั้นไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท!

               แถมว่ากันว่ารายการ “ถึงลูกถึงคน” ก็เป็นรายการเดียวที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชิณวัตร ยอมที่จะให้สัมภาษณ์ ก่อนที่จะมีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

               ครั้งหนึ่งสรยุทธเคยพูดถึงวิธีการทำงานว่า หลักในการ Contact ให้ถึงผู้ชมคือนอกจากจะต้องมีความน่าเชื่อถือ โดยต้องใช้เวลา ต้องสร้างสม ไม่มีทางลัด ทำให้การเล่าข่าวมาจากความเข้าใจ เนื้อหาอยู่ในหัวแล้วยังต้องมีความเป็นมนุษย์ พิธีกรข่าวไม่ใช่ผู้วิเศษ ผิดพลาดได้ เก่งและไม่รู้ได้ แต่ให้เป็นธรรมชาติ ไม่โอเวอร์ แต่ก็ต้องไม่จืด

               ความน่าเชื่อถือนี้ “สรยุทธ” บอกว่า “แรง” เพราะ “ถ้าคุณน่าเชื่อถือ บางอย่างพูดผิดคนยังเชื่อ ถ้าไม่น่าเชื่อ พูดถูกคนยังไม่เชื่อเลย เพราะฉะนั้นถ้าผมพูดผิด พยายามแก้ทันที ปล่อยไปไม่ได้ และผมอยากให้คนรุ่นใหม่ทำให้ถึงจุดนั้น” (http://positioningmag.com/11753)

               โดยกว่าจะมี “วันนี้” ใน “วันนั้น” ของสรยุทธ ว่ากันว่าตอนช่วงพีกสุดๆ เขาต้องเดินทางมาถึงช่อง 3 ตั้งแต่ตี 4 กว่า เตรียมข้อมูลเพื่อออกอากาศ 6 โมงเช้า ช่วงบ่ายไปหาที่งีบหลับในตึกของช่อง พอบ่าย 2 โมงเริ่มเตรียมเนื้อหาข่าวเข้ารายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้ วันหนึ่งเขานอนประมาณ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น

               นอกจากนี้ยังมีผลงานการเขียนหนังสือ เช่น คมชัดลึก, กรรมกรข่าว, กรรมกรข่าว 2 งานรับเหมา, คุยนอกสนาม และได้รับรางวัลอีกมากมาย

               จนมาสิ้นปี 2549 ก็เกิดคดีความเรื่องบริษัท ไร่ส้ม ยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” จึงเป็นจุดที่ทำให้เพื่อนซี้ต้องขอบาย และนำมาสู่เรื่องราวในวันนี้ ที่คงไม่ต้องทวนซ้ำ!!

               แต่ระหว่างที่คดียังดำเนินอยู่และรอวันสิ้นสุดร่วมๆ 10 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ สรยุทธยังคงทำหน้าที่ของตนเองต่อไป เก็บเงินโกยเรตติ้งไปเรื่อยๆ

               อย่างการลุยพื้นที่น้ำท่วมหนักช่วงปี 2554 เขาก็แท็กทีมเพื่อนในแวดวงจนสามารถหาเงินบริจาคให้ชาวบ้านที่ทุกข์ร้อนได้มากมาย โดยไม่เคยมีนักข่าวคนไหนทำมาก่อน จนตอนนั้นวีรกรรมของเขาโด่งดังป๊อปปูลาร์ขนาดที่คนนึกถึงและเรียกหาชื่อเขาก่อนนายกรัฐมนตรีเสียอีก!

               จนมาถึงวันที่คดีของเขาร้อนแรงขึ้นและมีการตัดสินไปในศาลชั้นต้น เขาก็ได้เจอแรงกดดันจนต้องอำลาจากจอวิก 3 ไปในวันที่ 3 เดือน 3 ปี 2559 อย่างไม่เต็มใจ

               แต่บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด และบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ยังคงดำเนินการธุรกิจและมีรายได้ แม้จะมีแนวโน้มลดลงตามอุตสาหกรรมสื่อ แต่ก็ยังมีบันทึกว่าผลประกอบการยังเป็น “กำไร” แต่ 2 บริษัทของเขายังคงทำงานต่อไป คือยังคงผลิต รายการเรื่องเล่าเช้านี้ และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ต่อไป

               จนมีรายงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ตัวเลขปี 2559 สองบริษัทของเขามีกำไรสุทธิรวม 2,928.4 ล้านบาท จากรายได้ 5,572.8 ล้านบาท แปลว่ายังไปได้อยู่!

               ซึ่งก็คงพอๆ กับที่คนชื่อสรยุทธ ยังได้รับความนิยมจากแฟนคลับอย่างล้นหลาม ทั้งยังรอคอยการกลับมาของเขา อย่างตอนน้ำท่วมไม่นานมานี้ หลายคนถึงและบ่นผ่านสังคมออนไลน์ว่า น้ำท่วมแล้วคิดถึงเฮียสอขึ้นมาจับใจ

               ก็ไม่รู้เพราะอย่างนี้หรือไม่ ที่ต่อมาสรยุทธตัดสินเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” ขึ้นเมื่อเดือน ธันวาคม 2559 และมีการรายงานข่าวช่วงน้ำท่วมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์

               ถึงตอนนี้ก็มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน และมียอดไลค์มากกว่า 8.4 แสนไลค์แล้ว ก่อนจะหยุดความเคลื่อนไหวหลังวันแม่ 12 สิงหาคม แล้วมาเจอคำตัดสินคดีไร่ส้มในชั้นอุทธรณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

               อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าต่อจากนี้ไปชะตากรรมของพี่ยุทธของน้องๆ จะเป็นอย่างไร

               ไม่ใช่เรื่องชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เราต่างรู้ว่าคนอย่างเขาต้องปรับตัวได้อยู่แล้ว และไม่ใช่ผลการตัดสินในชั้นสูงสุดที่หลายคนพอจะรู้คำตอบ!

               แต่เป็นเส้นทางชีวิตหลังจากวันที่กรรมกรข่าวคนนี้บอกว่ามันคือ “จุดสิ้นสุด!” วันนั้นคือเมื่อไหร่? จะเป็นอย่างไรต่อไป? น่าติดตามยิ่ง!

บ้านเราต้องไม่เป็นอย่างนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294126

บ้านเราต้องไม่เป็นอย่างนี้

คนในข่าว  :  1 ก.ย. 2560
คดีจำนำข้าว, ปูน้ำในหูไม่เท่ากัน, น้ำในหูไม่เท่ากัน, ปูไม่มาศาล, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ปู ยิ่งลักษณ์, การผวนคำ, นักเขียนรางวัลซีไรต์และศิลปินแห่งชาติ, กวีการเมือง, กวีหู, จี้ปลดไพฑูรย์, จี้ปลดซีไรต์, นักเขียนซีไรต์, ไพฑูรย์ ธัญญา, ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ ไพทูรย์ ธัญญา, ธัญญา สังขพันธานนท์, จำลอง ฝั่ง

กรณี บทกวีคำผวน ที่ฝากถึงปู ยิ่งลักษณ์ กำลังทำให้เกิดความยุ่งยากในหลายฝ่าย เรื่องนี้ จำลอง ฝั่งชลจิตร ขอพูดบ้าง!!!

               เป็นคนธรรมดาๆ ผิดพลาดได้เสมอ เมื่อเขาพลาดหรือเลือกแสดงความคิดเห็นผิดจังหวะ ผู้มีปัญญาควรซ้ำเติมหรือให้อภัย เขาไม่ใช่ฆาตกรฆ่าข่มขืนหรือโจรปล้นฆ่าเป็นนิสัย

               กรณี ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ ไพทูรย์ ธัญญา นักเขียนรางวัลซีไรต์และศิลปินแห่งชาติ เขียนบทกวีใช้กลวิธีคำผวนวิจารณ์การกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลดังที่ทราบกันดี

               ในชีวิตจริงเขาเป็นข้าราชการที่ดี เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนวิชาการวรรณกรรมแก่นักศึกษามาจนเกษียณราชการ นอกจากสร้างงานวรรณกรรมเขายังเขียนตำราวรรณกรรมวิจารณ์ เช่นเดียวกับ เจ.เอ็ม. คูสต์เซียหรือ อุมแบร์โต้ เอโก ศาสตราจารย์วิชาวรรณคดีที่มีชื่อเสียงระดับโลก

               ทั้งเป็นอาจารย์จัดค่ายวรรณกรรมฝึกทักษะการอ่านเขียนให้ศิษย์ติดต่อกันมา 20 ปี ค่ายวรรณกรรมสร้างนักอ่าน คนรักการอ่าน นักเขียนและนักสื่อสารมวลชนนับร้อยคน

               การวิจารณ์การเมืองผิดจังหวะหรือผิดพลาดเพียงครั้งเดียว สื่อออนไลน์ถล่มเสียจนไม่มีที่ยืน โดยเฉพาะฝ่ายอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตยและชิงชังเผด็จการ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิที่ควรได้รับความเคารพ แม้เป็นฝ่ายตรงกันข้าม กรณีของธัญญาผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีนที่พวกเรดการ์ดคอยไล่สำรวจและกำจัดคนคิดต่าง

               การวิพากษ์วิจารณ์ของหมู่ปัญญาชนจะหยิบยกทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิสตรี เพศสภาพหรือกติกาสากลมากล่าวอ้างได้มากมาย แต่ลืมสำรวจกฎธรรมชาติคือไม่ว่าทางการเมืองหรือไม่การเมืองก็ตาม เราทุกคนสามารถผิดพลาดได้เสมอ

               ความแตกแยกและการแบ่งฝ่ายต่างหากที่ทำให้เรารีบขย้ำเหยื่อจนลืมความเมตตา ผมคิดย้อนกลับไปว่าถ้าการปฏิวัติของเราสำเร็จเมื่อสามสิบห้าปีที่แล้ว เราอาจมีสุสานหัวกะโหลกให้รำลึกเหมือนเพื่อนบ้าน หรือมีผู้คนล่องเรือหนีตายไปประเทศที่สาม โบราณสถานและศิลปะเก่าๆ อาจถูกทุบทำลายหรือเผาด้วยความเคียดแค้นชิงชังก็ได้ แล้วค่อยมานั่งเสียใจกันภายหลัง ดูประเทศจีนหลังยุคเหมาเจ๋อตง เป็นตัวอย่าง เราสามารถดูความน่าขยะแขยงจากภาพยนตร์ของจางอี้โหมว หรือ เฉินไก่เกอ อ่านงานเขียนเสียดเย้ยยุคสมัยอันอัปลักษณ์ของเกาสิงเจียนหรือม่อเหยียน

               การเผาหนังสือ ‘ก่อกองทราย’ และงานเล่มอื่นๆ ของธัญญาสะท้อนหน่ออ่อนสิ่งที่ิเกิดในการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน เผาทำลายโดยไม่แยกแยะ เผาด้วยความเกลียดชัง

               บทความชิ้นนี้อาจนำความยุ่งยากมาสู่ผมก็ได้ ในฐานะคนธรรมดาผมอาจผิดจังหวะก็ได้ เผลอ ๆ ถูกเรียกไปอบรมปรับทัศนคติอย่าง คสช. เขาทำ แต่ถ้าผิดจากเวลานี้ ผมควรเขียนเรื่องความเป็นมนุษย์เวลาไหน นอกจากเวลาที่ประชาชนปัญญาชนหันหน้ามาใช้สติปัญญาเล่นงานกันเอง ในกลุ่มปัญญาชนที่กำลังเอาโทษธัญญาหลายคนเป็นเพื่อนที่ดีของผม อีกหลายคนผมอ่านและให้ความเคารพงานเขียนงานแปลของเขา

               มาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงถ้อยคำของเปาโล แฟร์ นักการศึกษาชาวบราซิลที่ปัญญาชนหัวก้าวหน้าให้ความนับถือ “จะเป็นอย่างไรถ้าเราค้นพบว่า วิถีชีวิตแห่งปัจจุบัน เป็นศัตรูต่อภารกิจ ในการเป็นมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิของเรา”—

               ผมตระหนักดีว่าบ้านเมืองเรากำลังน่าสิ้นหวัง คำว่า ‘ปรองดอง’ กลายเป็นเครื่องมือยื้อเวลาของผู้กุมอำนาจ พวกเขานั่งกระหยิ่มมองความแตกแยก มองเห็นจุดอ่อนและความอ่อนเปลี้ยเสียขวัญในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะปัญญาชนที่เป็นกลไกสื่อความคิดไปสู่สังคมได้

               ไม่ต้องยกทฤษฎีใด ๆ มาอ้างก็เห็นเต็มตาว่าสังคมเราอ่อนแอลงไปทุกวัน จะยินยอมให้เป็นอย่างนั้นก็เอาเถิด

…………………………………………………………

จำลอง ฝั่งชลจิตร : นสพ.คมชัดลึก วันที่ 31 สิงหาคม 2560

ส่องความมั่งคั่ง “กึ้ง” มหากิจศิริ ในอาณาจักรธุรกิจพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294067

ส่องความมั่งคั่ง “กึ้ง” มหากิจศิริ ในอาณาจักรธุรกิจพันล้าน

คนในข่าว  :  1 ก.ย. 2560
บริษัท โฟร์วันวัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริ, แก๊งค์นางฟ้าแตก, แก๊งค์นางฟ้า, วุ้นเส้น วิริฒิพา, เจนี่ เทียน, เจนี่ เทียนโพธ์สุวรร, ประยุทธ มหากิจศิริ, ตระกูลมหากิจศิริ, กึ้งเลิกเจนี่, เจนี่เลิกกึ้ง, เม้าท์เจนี่เลิกกึ้ง, แก๊งนางฟ้า เจนี่-วุ้, กึ้ง เจนี่, เฉลิมชัย มหากิจศิริ, กึ้ง ทายาทเนสกาแฟ, กึ้

มาดูกันว่า พระเอกบุตรชายมหาเศรษฐี “กึ้ง” จะเลือกนางเอกคนไหนมาขึ้นแท่นสะใภ้ไฮโซ ก็อย่างว่า สมบัติมหาศาลทานไม่หมดแบบนี้ มันก็จะ “เยอะ” หน่อยๆ! อ่ะนะ

               ปล่อยให้สาวๆ ฟาดงวง ฟาดงาจนวงแตก ตามด้วยการสาดน้ำลายผ่านสื่ออยู่พักหนึ่ง

               ก็ได้เวลาพระเอกออกโรง เมื่อ “กึ้ง” เฉลิมชัย มหากิจศิริ ตัดสินใจเปิดปากถึงเรื่องราวของอดีตสาวคนสนิท เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ รวมถึงผลกระทบที่ได้รับ ในท่วงทำนองว่า เป็นเรื่องของคนสองคน กับฝ่ายหญิงก็ถือว่าจบลงด้วยดีและให้เกียรติกันและกันมาตลอด

               แต่ที่น่าจะถือเป็นจั่วหัวของวัน คือ การที่เขาเอ่ยชื่อสาวหนึ่งในแก๊งนางฟ้า ที่ออกหน้ามาปกป้องเพื่อนสาวเจนี่ จนถึงขนาดทำให้สังคมร่วมประณามตัวเขาและครอบครัว “มหากิจศิริ” ไปด้วย

               ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน อย่างไร แต่ที่แน่ๆ หัวใจของชายหนุ่มสายอ่อนไหวอย่าง “กึ้ง” ค่อนข้างรับไม่ได้

               ถามว่าทำไมเจ้าตัวถึงออกมาพูดอะไรเอาป่านนี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะความอัดอั้นตันใจตามข้างต้น

               แต่อีกด้านหนึ่ง คือพอดีว่าเจ้าตัวเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงาน คอนเสิร์ต “2017 : โฟร์วันวัน แฟนดอม ปาร์ตี้ อิน แบงคอก” ที่รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนในฐานะซีอีโอ บริษัท โฟร์วันวัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ก็หนีไม่พ้นจะต้องเจอะหน้ากับสื่อมวลชน แน่นอนเขาต้องพูด !!

               อีกทางหนึ่ง ยังทำให้คนไทยได้รู้กันเป็นวงกว้างมากขึ้นว่า อ้าว! กึ้งก็ทำงานเหมือนกัน

               โดยจากที่จำได้หมายรู้แค่ว่า เป็นทายาทเนสกาแฟ บุตรชายคนกลางของ “เสี่ยเป้า” ประยุทธ และสุวิมล มหากิจศิริ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ผู้ถือหุ้น 50% โรงงานผลิตเนสกาแฟ และยังมีพี่สาว คือ อุษณีย์ เจ้าของคริสปี้ครีมเมืองไทย และน้องสาวคือ อุษณา โดยหนุ่มกึ้งเป็นลูกคนกลาง

               แต่ที่จริงแล้ว ผู้ชายคนนี้มีประสบการณ์ในการทำงาน และพอจะผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งสายการเมือง ธุรกิจ หรือแม้แต่สายบันเทิง

               สำหรับสายบันเทิง กึ้งเคยเป็นพิธีกรรายการไอสไตล์ ทางไอทีวี รายการเบื้องหลัง ทาง ททบ.5 เป็นนักแสดงละครโทรทัศน์หลายเรื่อง

               ส่วนการเมือง จากที่พ่อเป้าเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ตอนนั้นก็ได้ส่งลูกชาย มาชิมลางงานสายนี้ โดยการให้ไปเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ต่อมา กึ้งยังไปเป็นคณะทำงานของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนของพรรคนี้อีกด้วย

               ส่วนด้านธุรกิจ ดูเหมือนว่า กึ้งจะต้องเดินตามรอยเท้า และรับมอบหมายงานจากผู้พ่อมาตลอด

               โดยนอกจากที่ผ่านมาจะต้องดูแล ทั้งสนามกอล์ฟ เลควูด คันทรี คลับ, บมจ.ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส, บมจ.ไทยฟิล์ม อินดัสตรี่ แล้ว

               หลังจากที่บิดาของเขา หันไปนั่งเบื้องหลัง ก็ยกหน้าที่ผู้นำองค์กรให้ลูกชายคนเดียวคนนี้ดูแล ในส่วนของ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ หรือ TAA หลังจากที่เสี่ยเป้าผู้พ่อ ขายหุ้น โพสโค-ไทยน๊อคซ์ มาได้กว่าหมื่นล้านบาท ช่วงปี 2554 แล้วไปซื้อหุ้นใน TTA ราว 2 พันล้านบาท จนได้ถือหุ้นใหญ่

               จากนั้นก็วางตัวให้ลูกชายดูแลแทน ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และซีอีโอ โดยได้ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ มืออาชีพผู้เป็นอดีตซีอีโอของ ปตท. มานั่งเป็นประธานกรรมการเคียงข้าง

               งานใหญ่ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ช่วงต้นปี บ้านนี้เพิ่งซื้อกิจการพิซซ่าฮัทในประเทศไทยจากเจ้าของเดิม ยัม เรสเทอรองตส์ จากอเมริกา โดยซื้อในนามบริษัท พีเอชแคปปิตอล อันเป็นบริษัทในเครือ TAA นั่นเอง

               ดังนั้นต่อไปนี้ ใครกดสั่งพิซซ่า 1150 ขอให้รู้ว่า เงินจะไหลไปเข้ากระเป๋า กึ้ง เฉลิมชัย นะจะบอกให้

               สำหรับการเป็นซีอีโอ บริษัท โฟร์วันวัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด น่าจะถือเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของกึ้ง ที่จะปลุกปั้นขึ้นมาให้เติบโตยิ่งใหญ่เป็นที่ยอมรับมากที่สุด

               ตรวจสอบข้อมูลพบว่า บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 29 พฤษภาคม 2550 ด้วยทุนจดทะเบียนสองล้านบาท ประกอบกิจการโทรทัศน์และรายการบันเทิง

               แต่ถ้าถามเรื่องการนำศิลปินเกาหลีมาพบแฟนไทย ถือว่าเป็นงานถนัด !

               ที่ผ่านมา มีอีเวนท์ใหญ่ๆ เช่นช่วงปี 2554 ได้ลิขสิทธิ์จาก CJes เกาหลีใต้ จัดคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทยของศิลปินเกาหลี “เจวายเจ” (JYJ)

               หรือช่วงปีที่แล้ว ก็ยังไปคว้าลิขสิทธิ์จากต้นสังกัดเกาหลี บลอสซัม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ พา “ซง จุงกิ” พระเอกอันดับหนึ่งจากซีรีส์ Descendants of The Sun มาพบติ่งคนไทยในงาน “ซง จุงกิ เอเชีย ทัวร์ แฟน มีตติ้ง อิน แบงคอก”

               เมษายนที่ผ่านมา ยังจับมือกับ เจวายพี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จัดคอนเสิร์ต “ทไวซ์ เฟิร์ส ทัวร์ ทไวซ์ แลนด์ ดิ โอเพนนิ่งอินแบงคอก” ของ 9 สาว วง “ทไวซ์” มาให้แฟนๆ ชาวไทยได้ฟินกันถึงบ้าน

               ดูทรงแล้ว ดูจะเป็นงานถนัดของกึ้งมากกว่าอะไรทั้งหมด กับการที่ต้องใช้คุณสมบัติ “ช่างเอาอกเอาใจผู้คน” มาใช้ในการทำงานหาเงินเข้ากระเป๋า

               แต่พอพูดอย่างนี้ หลายคนจะถามว่าจะเอาอะไรอีก เพราะลำพังธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว เขาก็กินใช้ไม่หมด

               อย่างช่วงต้นปี “เสี่ยเป้า” ประยุทธ ก็เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊ก “Prayudh Mahagitsiri” อวดว่าตัวเองกำลังสร้างบ้านใหม่ในที่ดิน 6 ไร่ ใกล้ถนนสาทร จะเสร็จราวกลางๆ ปีหน้า

               แถมยังหยอดเลยว่า ตั้งใจจะสร้างเป็นเรือนหอให้ลูกกึ้ง ตามดวงซินแสแม่นๆ ที่ทำนายว่า กึ้งจะพบคนผู้หญิงที่เหมาะสมและแต่งงานในปี 2561

               หลังจากนี้ ต้องรอดูกันว่า พระเอกบุตรชายมหาเศรษฐี จะเลือกนางเอกคนไหนมาขึ้นแท่นสะใภ้ไฮโซ

               ดูแววแล้ว คงต้องให้บิดาใช้สายตาอันยาวไกล สแกนทั้งข้างนอกข้างใน เหมือนกับที่คอยวางที่-ทางในถนนธุรกิจไว้ให้ลูกๆ !!

อิทธิฤทธิ์เงินทอน”พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์”ฤาพระผู้ใหญ่ไม่เสน่หา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293942

อิทธิฤทธิ์เงินทอน”พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์”ฤาพระผู้ใหญ่ไม่เสน่หา

คนในข่าว  :  31 ส.ค. 2560
บิ๊กตู่เงินทอนวัด, คดีเงินทอนวัด, คดีโกงเงินทอนวัด, ปปชเงินทอนวัด, เงินทอนวัด, โกงเงินทอน, ผอพศ, ออมสินเรียกผอพศแจง, เด้งผอพศ, พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พตทพงศ์พร พราหมณ์, พตทพงศ์พร พราหมณ์เสน, ย้าย  พงศ์พร เข้ากรุ, ย้าย  พงศ์พร เข้าก

เรื่องของเรื่องก็เป็นจริงจนได้ เมื่อมีคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ไปเข้ากรุ! จนเจ้าตัวต้องโอดว่าตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ เป็นงานหนักที่สุดแล้วในชีวิต!

              ตอนแรกเห็นเงียบๆ ไป จากที่เคยเจอหน้าออกสื่อแทบทุกต้นชั่วโมง สำหรับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

               มารู้อีกทีกำลังเจองานเข้า เมื่อมติสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง ผอ.พศ. !!

               และแน่นอน เรื่องนี้ไม่เกินที่จะคาดเดาว่า มีสาเหตุจากกรณีที่เขาออกมาให้ข่าว “เงินทอนวัด” จนเกิดเป็นกระแสในสังคม ให้ต้องถกเถียงกันเป็นวงกว้างอยู่ก่อนหน้านี้

               ที่สุดวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เรื่องของเรื่องก็เป็นจริงจนได้ เมื่อข่าวระบุว่า มีคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อผลประโยชน์ต่อทางราชการ

               งานนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะมีข่าวลือหนักขึ้นในช่วงหลัง ท่ามกลางความเป็นห่วงจากฝ่ายกองเชียร์ที่เห็นผลงานการสร้างความโปร่งใสให้แก่วัดในพุทธศาสนา อย่างที่รู้กันว่า วัดขนาดใหญ่บางแห่งในประเทศไทย ถูกมองว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน จากช่องว่างของกฎระเบียบที่มีอยู่

               ฝั่งไม่โอเค ก็อย่าง “สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย” ที่ออกมาโวยวายว่าคือการสร้างความเสื่อมเสีย ความเสียหายในคณะสงฆ์อย่างร้ายแรงอีกด้วย

               ลำพังสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย คงไม่เท่าไหร่ หากแต่บรรดา “พระชั้นผู้ใหญ่” ที่มีชื่อเสียง ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวและต่างยืนยันในความบริสุทธิ์ นี่สิเป็นเรื่อง “เครียด” ไปถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

               ที่โด่งดังคือ พระเทพปฏิภาณวาที หรือ เจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่ให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ตัดพ้อต่อว่าทั้งร้อยแก้วร้อยกรองสัมผัสนอกสัมผัสใน แถมบอกว่า เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยขอคว่ำบาตรต่อกันกับ ผอ.พศ.คนนี้ !!

               ที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ ผอ.สำนักพุทธฯ คนนี้ โดนถล่มอย่างหนักหน่วงในท่ามกลางสงฆ์สองฝ่าย ที่ก็รู้กันอยู่ว่า ด้าน เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยก็อิงกับสายของธรรมกายมาโดยตลอด ขณะที่สำนักพุทธฯ ส่วนใหญ่แล้วต้องสนองงานต่อมหาเถรสมาคม

               โดยเฉพาะเรื่องต้นเหตุ คือ พศ. และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ (ปปป.ตร.) เข้าไปสอบปากคำ “พระชั้นผู้ใหญ่” ในวัดพิชยญาติการามวรวิหาร และวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรณีการใช้จ่ายงบฯ หลวง ในการบูรณปฏิสังขรณ์วัด

               ดังที่ทราบกัน วัดพิชยญาติการามวรวิหาร หรือ “วัดพิชัยญาติ” ฝั่งธนบุรี เจ้าอาวาสคือ “สมเด็จสมศักดิ์” สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกายและเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

               มาถึงตรงนี้ หลายคนอดถามอีกทีไม่ได้ว่าเจ้าตัวจะรู้สึกเช่นไร จากที่เคยตอบมาแล้วว่า ได้หมดถ้าสดชื่น “ใครใคร่ย้าย…ย้าย ใครอยากทำอะไร…ทำ ส่วนตัวจะได้พักผ่อนเสียที !

               จนมาวันนี้เจ้าตัวยังคงตอบเช่นเดิมโดยเอาความนิ่งเข้าสยบตามสไตล์เป็นคนธรรมะธัมโม ตัดผมทรง “มหาจำลอง” ว่า

               “ไม่รู้สึกแปลกใจ หากต้องถูกโยกย้าย เพราะมีความพยายามมาหลายครั้งแล้ว ในฐานะข้าราชการ ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่มีการโต้แย้ง ต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”

               “ตั้งแต่รับราชการมา ตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ เป็นงานหนักที่สุดในชีวิต”

               หนักไม่หนัก ก็อย่างที่รู้กันว่า พ.ต.ท.พงศ์พร เข้ามานั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

               โดยหากดูจากผลงานที่เคยดูแลคดีรถเบนซ์ของวัดปากน้ำ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมาก่อน ก็น่าจะเข้าใจได้ว่า มีการมอบหมายงานในวาระอื่นๆ นอกเหนือจากในกระดาษได้บันทึกไว้

               อย่างตอนที่เข้ามารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ก็อยู่ในช่วงที่กำลังมีการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายอยู่พอดี ก็ชัดเจนว่า รับงานนี้มาโดยเฉพาะด้วย

               แต่เมื่องานนี้ คือ การตรวจสอบ แรงกระเพื่อมย่อมสะท้อนมาถึงตัวเขา โดยช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พรออกมายอมรับเองว่า ถูกคว่ำบาตรจากคณะสงฆ์จริง โดยถูกแจกใบปลิวตำหนิการทำงาน

               ตอนนั้นเจ้าตัวก็ลั่นว่า “จะเดินหน้าต่อไป” เพียงแต่การทำงานของ พศ. ทำได้เพียงเรื่องที่เกี่ยวกับวินัยเท่านั้น ส่วนคดีอาญาเป็นหน้าที่ของตำรวจ และทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยไม่มีการกลั่นแกล้งและปฏิบัติเท่าเทียมกันกับคนทุกคนในสังคม

               ที่สุดนอกจากจะมีการย้าย รอง ผอ.พศ. เซ่นกรณีเงินทอนวัดไปแล้ว ด้านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ได้พิจารณากรณีการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด 12 คดี ตามที่ ปปป.ตร.ส่งสำนวนมาแล้วอีกด้วย

               เวลานั้น หลายคนเชื่อว่า ลึกๆ แล้ว ผอ.สำนักพุทธฯ คนนี้ อาจจะยังอุ่นใจว่า ยังไงๆ คนที่มองเห็นคุณค่าและผลงานก็คือ นายกฯ ประยุทธ์ ของเรานี่เอง ดังนั้นอะไรจะมาฉุดก็คงทำอะไรไม่ได้

               แต่แล้ว พอมีเรื่องราวกดดันหนักเข้า คำตอบสุดท้ายของ “บิ๊กตู่” จึงกลับกลายออกมาอย่างที่เห็น นัยว่าเพื่อไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่นกันในพระพุทธศาสนา

               ขนาด ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังอ้ำอึ้ง และย้ำว่า

               “การโยกย้ายครั้งนี้เป็นแนวคิดของใคร ของนายกฯ และรองนายกฯ ที่รับผิดชอบ และยืนยันไม่มีการบีบจากพระชั้นผู้ใหญ่”

               ดังนั้น จากการที่เจ้าตัวพูดว่า “งานนี้หนักสุดแล้ว” ก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก !!

แกะรอย ทวิตเตอร์ “ทักษิณ” สงครามความคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293907

แกะรอย ทวิตเตอร์ “ทักษิณ” สงครามความคิด

คนในข่าว  :  30 ส.ค. 2560
ยิ่งลักษณ์ไม่มาศาล, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกป, ปิดคดีจำนำข้าว, คดีจำนำข้าว, ตัดสินคดีจำนำข้าว, ทักษิณถามหาความยุติธรรม, มงแต็สกีเยอ, ทักษิณอ้าง, ยิง่ลักษณ์ ชินวัตร, คสช, ทักษิณทวีต, อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ, พตททักษิณ ชินวัตร, ทักษิณ ชินวัตร, @ThaksinLive, ทวิตเตอร์ ทักษิณ, ทักษิณ

หน้าโซเชียลของไทยร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ หลังจากที่หลายคนพูดกันว่า หญิงปูน่าจะไปซบอก หลั่งน้ำตากับพี่ชายแล้ว พี่แม้วเลยจัดชุดใหญ่ทางทวิตเตอร์ทันที

            บางคนบอกความเคลื่อนไหวทาง ทวิตเตอร์ของทักษิณรอบล่าสุดนี้ คือการโผล่ครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังจากที่นิ่งเงียบมา จนมาเจอกับน้องสาวที่รัก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ที่ต้องปีกหักหลบหนีการเข้ารับฟังคำตัดสินของศาล ในคดีจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา

            สำหรับความเคลื่อนไหวของพี่ชาย คือ การโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์แอคเคาท์ @ThaksinLive โดยระบุข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า…

            Montesquieu once said “There is no crueler tyranny than that which is perpetuated under the shield of law and in the name of the justice.”

            มงแต็สกีเยอ เคยกล่าว “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

            ก็ชัดเจนว่า อดีตนายกฯ ขวัญใจคนรากหญ้าคนนี้หมายถึงอะไร และหมายถึงใคร

            อย่างไรก็ดี ถ้าเอากันตามจริงแล้ว ความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ คนที่ 23 คนนี้ทางสังคมออนไลน์มีมาอย่างต่อเนื่อง

            ทั้ง เฟซบุคและทวิตเตอร์ ตลอดจนบรรดาคลิป วิดีโอ และภาพต่างๆ ของเขา แม้จะไม่บ่อย แต่ก็พอทำให้หลายคนไม่ลืมเขาไปได้

            อย่างสื่อ “ทวิตเตอร์” ของทักษิณ @ThaksinLive ก็ใช้มาเนิ่นนาน ตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ที่เขาต้องลี้ภัยไปก่อนหน้านี้

            อย่างไรก็ดี นับจากรัฐประหารรอบต่อมา ที่น้องสาวของเขาถูกโค่นบัลลังก์ โดย คสช. เมื่อปี 2557ทักษิณต้องเรียกว่า ทวีตออกมาน้อยมาก จนหลายคนคิดว่า เขาลบแอคเคาท์ทิ้งไปแล้ว

            แต่หากกลับไปค้นดูดีๆ เขายังคงอยู่ และจะโผล่มาตามวาระสำคัญเท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าแม้จะไม่บ่อยแต่ ปล่อยมาแต่ละทีก็หนักหนาอยู่

            โดยหากนับตั้งแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ทักษิณทวีตข้อความว่า

            “การประกาศกฏอัยการศึกถือเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ สำหรับผู้ติดตามสภานการณ์การเมืองไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา”

            “อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าจะไม่มีฝ่ายใดก่อให้เกิดการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และบ่อนทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตยมากยิ่งไปกว่านี้”

            “ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยถูกบ่อนทำลายในสายตาของชาวโลก”

            ก็ชัดจนว่าเป็นการกล่าวโจมตีผู้ทำการรัฐประหารอย่างละมุ่นละม่อม แล้วซ้ำต่อในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 คราวนี้ยาวกว่าครังก่อน แต่ขอตัดตอนเอาโดยสรุปว่า

            “ผมในฐานะที่เคยทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมเศร้าสลดกับเหตุการณ์ในประเทศไทยอันเกิดจากการปฎิวัติรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง”

            “ผมขอให้ คสช.ได้คืนความสุขให้คนไทย ให้คนไทยได้หันหน้าเข้าหากัน ยิ้มให้กันได้เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อให้คนไทยได้มีความหวังกับอนาคตตนเองและอนาคตของประเทศไทยด้วยการ ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มองทุกฝ่ายไม่ว่าจะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ว่าเป็นคนไทยเหมือนกันเกิดในแผ่นดินไทยด้วยกัน”

            “ขอให้ปฎิบัติต่อทุกฝ่าย โดยหลักสากลที่ยึดหลักนิติธรรม เคารพในสิทธิมนุษยชนใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ไทยยังเป็นที่เคารพในสายตาอารยประเทศต่อไปครับ”

            จบแค่นั้นแล้วผ่านมาเกือบปี ทักษิณโผล่อีกครั้ง ในวันสงกรานต์ 14 เมษายน 2558 โดยคราวนี้กล่าวถึง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งขณะนั้นครองผ้าเหลืองอยู่ แถวสวนโมกข์ เป็นพระสุเทพ ปภากโร

            “ถึงพระสุเทพ เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด ท่านบอกท่านบวชแล้ว 9 เดือน อย่าบวชแต่กาย เพียงนุ่งผ้าเหลืองและโกนหัวเท่านั้น (ต่อ)

            “ควรเอาใจไปบวชด้วย เพราะท่านมุสาเป็นประจำ นึกว่านุ่งผ้าเหลืองแล้วจะเลิกมุสา เรารู้จักกันดีพอนะ”

            นั่นเพราะพระสุเทพเกิดออกมาระบุว่า เหตุระเบิดส่วนหนึ่งมาจากการที่กลุ่มอำนาจเก่าสูญเสียอำนาจ”

            ทั้งนี้ เหตุระเบิดครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2558เป็นระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นั่นเอง

            ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ทักษิณ ยังจ้อต่อด้วยตัวอักษร แต่ทีนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นการเล่าถึงบทบาทของตนเองที่ได้ไปร่วมประชุม Asian Leadership Conference ที่กรุงโซล เกาหลีใต้

            ทั้งยังฟุ้งว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย และ แจ๊ค หม่า เจ้าพ่ออาลีบาบากรุ๊ป ที่ทักทายกันอย่างเป็นกันเองเรื่องใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน

            ที่เด็ดคือ ยังสะกิดใจคนไทย ว่าตนนั้นได้พูดคุยรื้อฟื้นความหลังงครั้งใช้หนี้ IMF หมด กับอดีตประธานาธิบดีเยอรมัน ที่เคยเป็นผู้จัดการ IMF สมัยที่ตนเองยังเป็นนายกฯ ไทยอีกด้วย

            ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ทักษิณทวีตเรื่อง เหตุระเบิดที่ กทม. และติดแฮชแท็ก #PrayForThailand

            พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ประสพเคราะห์กรรมในครั้งนั้น

            “ผมขอประณามผู้ที่กระทำฯ รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ด้วยคำที่รุนแรงที่สุด (condemn with the strongest words)”

            “ผมขอให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการสืบสวน ด้วยการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด (จบ)”

            จากนั้นเขาก็เงียบหายไปอีก จะมีโผล่บ้างตามเฟซบุคและสื่ออื่นๆ ประปราย

            กระทั่งมาทิ้งทุ่นอีกครั้ง หลังน้องสาวต้องบายบายไทยแลนด์ ด้วยถ้อยคำของ มงแต็สกีเยอ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้ให้กำเนิดแนวคิด การแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย ออกเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ

            ทำให้หน้าโซเชียลของไทย ร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ หลังจากที่หลายคนพูดตรงกันว่า คาดว่าหญิงปูจะไปถึงที่หมาย และได้หลั่งน้ำตาบนอกพี่ชายแล้ว

            และนี่คือสิ่งที่พี่ชายทำให้น้องสาวได้ในเวลานี้กระมัง