เด็กพี่ใหญ่!! “วีรชัย อินทุโศภน” บูรพาพยัคฆ์…สายตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292590

เด็กพี่ใหญ่!! “วีรชัย อินทุโศภน” บูรพาพยัคฆ์…สายตรง

คนในข่าว  :  19 ส.ค. 2560
พลอธีรชัย นาควานิช, บิ๊กแกละ พลอพิสิทธิ์ สิทธิสาร, พรรคบูรพาพยัคฆ์, พี่น้องบูรพาพยัคฆ์, บูรพาพยัคฆ์, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม, บิ๊กแช พลทวิชัย แชจอหอ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

โผทหารครานี้ วงในบอกว่า “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่ซ่อนไว้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถึงขนาดอาจได้เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในตุลาคมนี้!!!

               โผย้ายทหารมาอีกแล้ว!

               การจัดทำบัญชีโยกย้ายกองทัพบก ยังเป็นที่สนใจของนักข่าวสายทหาร และโผล่าสุด มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อใน “5 เสือ ทบ.” เล็กน้อย

               เมื่อมีชื่อ “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) จะขยับเข้าไลน์ 5 เสือ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.)

               ส่วน “บิ๊กแช” พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีข่าวว่าจะขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ในโผย้ายทหารครั้งก่อน ก็ไปกินตำแหน่งรองเสนาธิการ หรือที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก อัตราพลเอก

               นักข่าวสายทหารบางคนบอกว่า “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่ซ่อนไว้ของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม

               ว่ากันตามจริง ไม่ได้ซ่อนหรอก หากแต่เป็น “เด็กปั้น” ของ “บิ๊กป้อม” โดยวางแผนจะดัน พล.ท.วีรชัย เข้าไลน์ 5 เสือ ตั้งแต่ฤดูกาลโยกย้ายทหารปีที่แล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ

               ย้อนไปเดือน ส.ค.2559 มีการปล่อยโผย้ายทหารออกมาจาก “บ้านป่ารอยต่อ” (มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก) ที่นักข่าวเรียกขานว่า “ทำเนียบแห่งที่สอง”

               โผย้ายทหารครั้งนั้น มีชื่อ “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แถมมีชื่อ “พล.ท.วีรชัย”ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ทบ. สุดท้ายก็เป็นแค่ “โผ” และน้องรักของบิ๊กป้อม วืดจากตำแหน่งสำคัญใน 5 เสือ ทบ.

               “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย เตรียมทหารรุ่นที่ 18 (ตท.18) เติบโตในพื้นที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จากเป็นทหารเด็กๆ ในค่ายบูรพาพยัคฆ์ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) ก่อนจะไปอยู่กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.)

               เรียกว่า “บิ๊กอ้อม” ได้ทำงานใกล้ชิดทัั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช องคมนตรี

               แต่ดูห้วงระยะเวลาการเติบโตในไลน์เหล่าทหารราบ “บิ๊กอ้อม” เป็นมือทำงานให้ “บิ๊กหมู” มากกว่า ทั้งที่ค่ายบูรพาพยัคฆ์ ร.2 รอ. และ ร.12 รอ.

               “บิ๊กอ้อม” ไม่ได้ขึ้นคุมกำลังระดับกรม ใน พล.ร.2 รอ. แต่ข้ามห้วยไปอยู่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

               2553 พล.ท.วีรชัย เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร และปี 2554 รองเจ้ากรมสรรพกำลังทหาร

               ปี 2555  “บิ๊กอ้อม” เป็นเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ซึ่งตอนนี้แหละ ที่มีข่าวว่า “บิ๊กป้อม” ดึงตัวน้องรักกลับมาอยู่กองทัพบก

               ปี 2557 “บิ๊กอ้อม” เป็นรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

               ปี 2558 พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้บัญชาการทหารบก และน้องรัก “บิ๊กอ้อม” ก็เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

               ก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “บิ๊กหมู” ในฐานะ ผบ.ทบ. ได้มอบนโยบายให้น้องรักเลือดบูรพาพยัคฆ์ ระดมเหล่านักศึกษาวิชาทหาร มาร่วมกิจกรรมการสร้างการเรียนรู้ร่างรัฐธรรมนูญ จึงเกิดโครงการ “รด.จิตอาสา” สร้างเครือข่ายทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชนทั่วประเทศ ก่อนที่มีการทำประชามติ

               นี่ถือว่าเป็นผลงานโบแดงที่เข้าตา “พี่ใหญ่” ถึงกับจะดันน้องรักเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ.ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่วืดเสียก่อน

               หากบุญพาวาสนาส่ง “บิ๊กอ้อม” อาจได้เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในตุลาคมปีนี้

               เมื่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เกษียณอายุราชการปลายปี 2561 ก็มีการวิเคราะห์กันว่า คู่ชิง ผบ.ทบ.คนใหม่ น่าจะมีอยู่ 2 คน คือ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จะเกษียณปี 2563 และ พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน จะเกษียณอายุปี 2562

               คนหนึ่งน้องรัก “บิ๊กตู่” และอีกคนหนึ่งก็น้องรัก “บิ๊กป้อม” วัดกำลังภายในกันดูว่า ใครทำบุญมาเยอะกว่ากัน

นางฟ้าขาบอล “คุณเดียร์” ไหวมั้ย? กองเชียร์ถาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292469

นางฟ้าขาบอล “คุณเดียร์” ไหวมั้ย? กองเชียร์ถาม

คนในข่าว  :  18 ส.ค. 2560
พลตอสมยศ, สมยศพุ่มพันธุ์ม่วง, พลตอสมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย, เนชั่นส์คัพ 2016, ศึกซีเกมส์ 2017, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย, ผู้จัดการสาวสวยฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดซีเกมส์, ฉาย บุนนาค, วทันยา วงษ์โอภาสี, มาดามเดียร์, กองเชียร, นางฟ้าขาบอล, คุณเดียร์, ไหวมั้ย

หยุดเม้าท์ได้ยังว่า “ยังใหม่” บ้าง “เส้นสาย” บ้าง คนที่ไม่เชื่อมือ จงเงิบ!! เพราะวันนี้ “คุณเดียร์” ได้พิสูจน์ฝีมือแล้วว่า เห็นสวยๆ อย่างนี้ ไม่ได้มาเล่นๆ นะคะ!

               คนสวยทำไรบางทีก็ลำบาก แต่บางที ก็ผ่านฉลุยได้เหมือนกัน..นะเอ้า

               อย่างมาดามเดียร์ หรือคุณเดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี ผู้จัดการสาวสวยฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ที่ล่าสุด พาทีมไปฟาดแข้งในศึกซีเกมส์ 2017 ครั้งที่ 29 นัดที่ 2 ของกลุ่มบี ที่สนามเซลายาง สเตเดียม ประเทศมาเลเซีย จนสามารถเอาชนะ ติมอร์เลสเต ได้ตั้ง 1-0 (หืดจับ)

               ปฏิกิริยาหลังเกม มีเสียงวิจารณ์เชิงลบมากกว่าเชียร์

               ประมาณว่า “สวยอย่างเดียวหรือเปล่าเนี่ย?”

               แต่ก็นะ พอเห็นรอยยิ้มของเธอ ที่สื่อกีฬาพากันประทับไว้บนหน้าข่าว หลังการแข่งขันจบลง หลายคนก็แอบเอาใจช่วยไม่ได้ เพราะช่างเป็นยิ้มพิมพ์ใจ จนแอบอิจฉาบรรดานักเตะช้างศึกที่มีโอกาสใด้ใกล้ชิดมาดามเดียร์แบบแค่คืบ!!

               ยิ่งลีลาล่าสุด ที่ “คุณเดียร์” ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการเล่นครั้งนี้ แม้จะชนะมาด้วยการทำงานอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอใจนัก!!!

               กล่าวคือแม้จะได้ประตูชัยจากการโหม่งของ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ส่งผลให้ทัพช้างศึกสามารถเก็บสามแต้มแรกได้สำเร็จ…แต่เธอยังบอกว่า

               “เรามีโอกาสจบสกอร์หลายครั้ง แต่น้องๆ ยังมีความผิดพลาด ซึ่งมันอาจยังไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้”

               “ถ้าถามความพยายามของน้องๆ ทุกคนมีเต็มเปี่ยม ก็พยายามจะทำให้น้องๆ ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป อย่างเกมกับอินโดฯ คิดว่าน้องๆ มีความกดดันค่อนข้างมาก เลยอาจทำให้ฟอร์มที่ออกมามันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น”

               “ทุกคนมาด้วยใจ ทุกคนมาด้วยความหวัง และพยายามที่จะสร้างความสุขให้กับคนไทย อยากจะคว้าเหรียญทองกลับไป ในฐานะตัวแทนของคนไทยให้ได้จริงๆ ถ้าถามความพยายามของน้องๆ ทุกคนมีเต็มเปี่ยม ก็พยายามจะทำให้น้องๆ ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป”

               เชื่อว่าน่าจะสร้างกำลังใจให้กับลูกทีมได้มากโขอยู่

               ถึงตรงนี้ หลายคนอยากรู้แล้วว่าสาวสวยคนนี้ มาเดินทางนี้ได้อย่างไร ด้วยอายุเพียงแค่ 32

               แต่จากนี้ไปต้องบอกเลยว่า อ่อนแค่ใบหน้า แต่ไม่อ่อนในสนามการทำงาน เพราะมาดามเดียร์ วทันยาเคยทำงานในวงการโบรกเกอร์มาก่อน 2 ปี ราวช่วงปี 2550

               จากนั้น ย้ายสายมาทำด้านมีเดีย ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับสัมปทานเวลาจากช่อง 5 และเติบโตจนมามีตำแหน่งถึง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิวส์เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และ ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

               สำหรับการก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอล เธอเคยเล่าว่า ทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อสายเข้ามาทาบทาม เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และบริหารงาน ของทัพช้างศึกไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่ง ตนเองก็ตอบตกลงเลย เพราะคิดว่าเป็นความท้าทายใหม่ และที่สำคัญคืออยากมีส่วนร่วมในทีมชาติไทย

               ที่สุดเธอจึงก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลไทยครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2559 ในท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ยังใหม่นัก” และมาด้วยเส้นสาย พูดง่ายๆ ว่า “ไม่เชื่อมือ”

               เพราะก็ต้องยอมรับว่า สายสัมพันธ์ไม่น่าจะอื่นไกล เพราะนายกฯ สมาคมฟุตบอลคนนี้ ก็สนิทชิดเชื้อกันดีจากความเป็นนักลงทุน จึงรู้จักกับ ฉาย บุนนาค สามีของคุณเดียร์ของเรานี่แหละ

               แอบเม้าท์ว่า “ฉาย” คนนี้ก็ตาแหลมพอๆ กับ ตอนเล่นหุ้น ที่เอาชนะใจอดีตเชียร์ลีดเดอร์ลูกแม่โดมในงานบอลประเพณี ครั้งที่ 61 อย่างคุณเดียร์มาได้

               และท่ามกลางคำดูแคลนว่า ทำไมต้องมีเธอ? โดยยังไม่เข้าใจภาพรวมว่า การดูแลทีม กับ สปอนเซอร์ทีม และจัดการต่างๆ จะไม่เกี่ยวกับการฝึกซ้อมและวางแผน ที่จะเป็นงานของ “เฮดโค้ช” แต่คนดูแลทีม จัดการเรื่องต่างๆ และเป็นกระเป๋าเงินทีม ต้องอีกคนหนึ่ง

               อย่างบทบาทตรงนี้ คุณเดียร์ก็ยอมรับว่ากดดัน แต่มากกว่า “คำวิจารณ์” คือ…

               “สำหรับฟุตบอล ถึงแม้เราจะเตรียมตัวได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่ได้เป็นคำตอบของทั้งหมด ทุกอย่างมันตัดสินกันใน 90 นาที บนสนาม ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า ณ ตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น”

               “เราก็อยากจะใช้เวลาให้มันผ่านไปอย่างคุ้มค่าที่สุด ถ้าเราสามารถช่วยให้ทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ได้ในฐานะผู้จัดการทีมผู้หญิงคนแรก แน่นอนว่ามันคือความภาคภูมิใจ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้หญิงก็สามารถทำได้เหมือนกันไม่ต่างกับผู้ชายเลย” (www.fourfourtwo.com/9 สิงหาคม 2560)

               แน่นอนแม้นางฟ้า จะทำงานโดยมีอัศวินเคียงข้าง คือ บรรดาหัวกะทิของวงการลูกหนังไทยอย่าง วิทยา เลาหกุล, วรวุฒิ ศรีมะฆะ และทีมงานสต๊าฟฟโค้ช คอยให้คำปรึกษา

               แต่ถ้าจะให้ใจเป็นกลาง ผลงานของเธอชิ้นแรก ก็ทำได้ดีอยู่ ตอนที่ร่วมกับ โค้ชโย่ง วรวุธ ศรีมะฆะ พานักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดยู-21 ปี ไปคว้าแชมป์ฟุตบอล 4 เส้า เนชั่นส์คัพ 2016 ถึงถิ่น “เสือเหลือง” เจ้าภาพมาเลเซีย

               ก่อนจะมางานนี้ ที่คนไทยหลายคนถึงกับอ่อนใจให้กับรอยยิ้มของเธอเมื่อคืนวาน และอดส่งใจต่อไปไม่ได้ ในการพบทีมชาติ กัมพูชา ในวันที่ 20 สิงหาคม นี้ที่สนามเซลายาง สเตเดี้ยม เวลา 19.45 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยไทยอยู่อันดับ 3 ของสาย ตามหลังเวียดนาม และอินโดนีเซีย

               คุณเดียร์ก็ประกาศออกมาแล้วว่า อันดับไม่สำคัญ แต่เป้าหมายคือรักษาแชมป์ไว้ให้ได้

               อีกแค่ 2 วัน เท่านั้นเราจะได้เห็นรอยยิ้มของคนสวยพร้อมๆ กับคนไทยทั้งประเทศไหมน้า!!!

หมอมาแล้ว! “บุญ วนาสิน” ปักธง “ปฏิรูปรถเมล์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292394

หมอมาแล้ว! “บุญ วนาสิน” ปักธง “ปฏิรูปรถเมล์”

คนในข่าว  :  18 ส.ค. 2560
มือท, นพบุญ วนาสิน, รพธนบุรี, นพบุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป, โครงการปฏิรูประบบรถเมล์ 269 เส้นทางของรัฐบาล, รถร่วม, ผู้ประกอบการรถร่วมฯ, นายแพทย์บุญ วนาสิน, หมอมาแล้ว, บุญ, วนาสิน, ปักธง, ปฏิรูปรถเมล์, บุญ วนาสิน, หมอบุญ, ที่มา, Wealthy man, Trading, มหาชน, หมอทางธุรกิจ, ธุรกิจ

มาแล้วครับ “หมอบุญ”มาเพื่อรักษาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ “ธุรกิจรถร่วมฯ” ในโครงการปฏิรูปรถเมล์ของรัฐบาล ลองหมอบุญทุ่มมาแบบนี้ คาดว่าจะรุ่งสุดๆ!!

               เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไง คนรวยยังอยู่ได้เรื่อยๆ เพราะไม่ยอมหยุดนิ่ง มีแต่จะคิดหาทางทำให้มันงอกเงย

               ล่าสุด นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ประกาศร่วมลงขันกับผู้ประกอบการรถร่วม 34 บริษัท ตั้งบริษัทเพื่อเข้าร่วมประมูลเดินรถเส้นทางใหม่ในโครงการปฏิรูประบบรถเมล์ 269 เส้นทางของรัฐบาล

               งานนี้เจ้าตัวบอกประสา “คนเงินถุงเงินถัง” ว่า พอดีเห็นว่ารถร่วมเอกชน เขาขาดทุนสะสมกว่าหมื่นล้านบาท ก็เลยอยากช่วยให้กลับมามีกำไร !

               แต่หลักคิดคนรวย จะทำอะไรต้องรู้ “ที่มา” ของเงิน นพ.บุญบอกว่า ก็จะขอกู้เงินจากเอ็กซิมแบงก์จีน ราว 2 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อรถเมล์ใหม่ระบบไฟฟ้าจากประเทศจีน 2,000 คัน ราคาเฉลี่ยคันละ 10 ล้านบาท วิ่งแทนรถเก่า

               แถมยังสำทับว่าจะลงทุนติดตั้งระบบไอทีอีก 1,000 ล้านบาท ให้บริการที่ทันสมัย เหมือนต่างประเทศ !!!

               ว่าแล้วคิดตัวเลขเสร็จสรรพ คาดว่าจะคืนทุนได้ใน 7 ปี กำไร 12-15% หากเก็บค่าโดยสาร 30 บาท มีผู้ใช้บริการ 1.5 ล้านคนต่อวัน จะมีรายได้ 60 ล้านบาทต่อวัน เมื่อหักค่าใช้จ่าย 50 ล้านบาท จะมีกำไรวันละ 10 ล้านบาท ซึ่งพร้อมจะเปิดบริการก่อนปีใหม่นี้ !!!

               นี่เกริ่นแค่บางส่วน เพราะในรายละเอียดยังมียิบย่อยอีกเยอะ แต่ก็ทำให้เรารู้แล้วว่า งานนี้หมอบุญเอาแน่ !!

               ยิ่งเมื่อย้อนไปดูเส้นทางที่ผ่านมา จะพบว่า แม้คนไทยจะรู้จักเขาจากความเป็นเจ้าของโรงพยาบาลธนบุรี แต่ในเรื่องความเป็นนักธุรกิจแล้ว หมอคนนี้จัดหนัก กล้าได้กล้าเสีย

               ไม่งั้นก็ไม่ใช่ นพ.บุญ วนาสิน หนึ่งใน “Wealthy man” คนหนึ่งของเมืองไทย ผู้เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ มากมายเกินจะนับถ้วน ทั้ง โรงแรม, ธุรกิจท่องเที่ยว, ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป, การสื่อสารและคอมพิวเตอร์, การบิน รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

               จนภายหลัง ภาพติตตาคนไทยคือ เขาคนนี้เป็นนักเทกโอเวอร์กิจการ ชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว

               นพ.บุญ วนาสิน เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2481 เขาเติบโตมากับครอบครัวทำธุรกิจค้าข้าว ซื้อขาย (Trading) สินค้าเกษตรตั้งแต่รุ่นปู่

               วัยเรียนเริ่มต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ช่วงปี 2507 จากนั้นไปจบแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะเหินฟ้าไปต่อด้านอายุรศาสตร์ และด้านโรคทางเดินอาหาร ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น สหรัฐอเมริกา

               หลังเรียนจบ เขาได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ที่สถาบันนี้ต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้เองที่หมอบุญเกิดแนวคิดอยากรวยๆๆ จึงเดินเข้าสู่เส้นทางธุรกิจที่ดินมาก่อนแล้วที่สุดทำอยู่ 5 ปี ก็มีเงินกลับบ้านมาถึง 40 ล้านบาท !!

               ครั้นพอกลับมาบ้านเกิดช่วงปี 2517 เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ปีเดียว ก็หันไปร่วมกับกลุ่ม “จางเม่งเทียน” นายทุนจากฮ่องกง ทำหมู่บ้านทวีมิตร ที่สี่แยก อสมท ช่วงปี 2518

               จากนั้นปี 2519 ร่วมกับกลุ่มเพื่อนหมอ ก่อตั้งโรงพยาบาลธนบุรี ในนามบริษัท โรงพยาบาลธนบุรี จำกัด จนรุ่งเรืองขยายขนาดออกไปเรื่อยๆ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ โรงพยาบาลธนบุรี 2, โรงพยาบาลราชธานี, โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี และโรงพยาบาลธนกาญจน์ กระทั่งเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน มาเป็น บริษัทโรงพยาบาลธนบุรี จำกัด (มหาชน) ในปี 2537

               นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลปิยะเวท ที่เทกโอเวอร์มาในราคา 600 ล้านบาท ช่วงปี 2543 และลงทุนเพิ่มไปอีก 600 ล้านบาท (ก่อนจะขายให้เครือกระทิงแดง และกระทิงแดงขายต่อให้บางปะกอก ในปี 2559)

               กระทั่งยังมี บริษัท อัลไพน์ เรียลเอส เตท จำกัด, บริษัท ราชธานีบ้านและที่ดิน จำกัด, บริษัท ทันตสยาม จำกัด, บริษัท แอสซิส อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิสเซส จำกัด บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ ฯลฯ

               เวลานั้นเรียกได้ว่า ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร ก็รุ่งไปหมด ช่วงปี 2549 ยังผุดบิ๊กโปรเจกท์มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ทำโรงแรม 3-5 ดาว, คอนโดมิเนียม, ศูนย์การค้าน และศูนย์วินิจฉัยโรคครบวงจร บริเวณหลังโรงพยาบาลปิยะเวทพระราม 9 และอื่นๆ อีกมากมายอีกด้วย

               ต่อด้วยช่วงปี 2550 เขาประกาศที่จะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายในระยะ 5 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย เน้นลูกค้าต่างชาติกระเป๋าหนักโดยเฉพาะ

               ว่ากันว่าโครงสร้างรายได้ทางธุรกิจของหมอบุญ จะมาจากต่างประเทศสูงถึง 60% และในธุรกิจในไทยประมาณ 30-40% !!

               วันนั้น เขายังบอกว่า งานถนัดของเขาคือการซื้อๆๆ คือ อย่างในเมืองไทย ถ้ากิจการโรงพยาบาลที่ไหนไม่ไหว จะเข้าไปรับช่วงบริหารต่อ หากที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ก็จะทำต่อให้ฟื้น !

               แต่ถ้าที่ต่างประเทศ ซึ่งเขาไปลงทุนอยู่ เช่น จีน เวียดนาม พม่า และ ตะวันออกกลาง เขาจะเข้าไปในลักษณะรับจ้างบริหาร นั่นคือ การเข้าไปช่วยลดต้นทุน ส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปช่วย และก็พัฒนาระบบไอที ในการบริหารจัดการเพื่อดูแลต้นทุน

               และตรงนี้เองที่ยิ่งฉายภาพ “หมอทางธุรกิจ” ของหมอบุญ แต่เป็นรักษาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ “ธุรกิจ” นั่นเอง

               เฉกเช่นกับธุรกิจรถร่วมตามที่เกริ่นไว้ข้างต้น หลังจากที่กระทรวงคมนาคมจะให้ใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางเดิมเป็นเวลา 7 ปี ตามที่สมาคมรถร่วมฯ เรียกร้อง

               โดยตามแผนระยะแรก ผู้ประกอบการรถร่วมฯ 34 ราย ซึ่ง มีรถเมล์รวม 1,500 คัน มีใบอนุญาตร่วม 60 เส้นทาง และมีหนี้สินที่ติดค้างกับ ขสมก. ประมาณ 500 ล้านบาท จะได้ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้ามาดูแล โดยจัดตั้งบริษัทประกอบกิจการเดินรถเมล์ ขึ้นมาโดยเฉพาะ

               จากนั้นบริษัทใหม่จะต้องกู้เงินอีก 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ถือหุ้นและจัดซื้อรถเมล์ใหม่อีก 2,000 คัน

               ซึ่งตามแผนจะเริ่มให้บริการ 100 คันแรกภายในปีใหม่ 2561 และจะจัดซื้อให้ครบทั้งหมดภายใน 1 ปี

               ทั้งนี้ รถร่วมฯ ทั้ง 34 รายจะนำใบอนุญาตเข้ามาเป็นหุ้น แล้วแบ่งกันไปว่าจะถือหุ้นเท่าไหร่

               งานนี้ หมอบุญของเรา ที่ทำคือหาเงินมาลงทุนก่อน โดยไปเจรจาว่าจะซื้อรถเท่าไหร่ และผู้ถือหุ้นแต่ละรายเอาเงินไปใช้หนี้เท่าไหร่นั่นเอง

               ดูแล้ว น่าจะสบายแบบเบิร์ดๆ คึกคัก คักคึก ทำให้เลือดของนักลงทุน “มือทอง” สูบฉีดไปทั้งตัวเลยทีเดียว

ลีลาแพรวพราว “พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” มือปราบหรือมือฟอก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292227

ลีลาแพรวพราว “พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” มือปราบหรือมือฟอก?

คนในข่าว  :  17 ส.ค. 2560
คมชัดลึก, คนในข่าว, ระบายข้าว, คสช, มือฟอก, มือปราบ, ผู้ว่า สตง, ลีลาแพรวพราว พิศิษฐ์, พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส, รัฐบาลลุงตู่, สตง, ในการปราบคอร์รัปชั่น, บริษัทโรลส์-รอยซ์, พิศิษฐ์, อปท, งานดี, คสช

“พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” มือปราบหรือมือฟอก กันยายนนี้ จะได้ไปต่อหรือไม่??

                 คนไทยเวลานี้ จะทั้งรักทั้งชัง เชื่อว่าจะหายใจเข้าออก นึกถึงแต่วันที่ 25 สิงหาคม อันเป็นวันพิพากษาคดีจำนำข้าว ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น “จำเลย” และพิพากษาคดีทุจริตการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกอีก 28 คน เป็น “จำเลย”

                 แต่กับฝ่ายพลพรรคเพื่อไทย ก็อย่างที่เห็นกัน เวลานี้ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวถี่ขึ้นเรื่อยๆ บางคนถึงขนาดบอกว่า ดูแล้วร้อนรน เก็บอาการไว้ไม่ค่อยอยู่

                 คือเรื่องที่ ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรมต.เกษตรฯ ฝั่งพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวของรัฐบาล ได้ออกมาตีฆ้องร้องป่าวเรื่องการระบายข้าวของ “รัฐบาลลุงตู่” น่าสงสัย และน่าเชื่อว่ามีการนำข้าวคนไปขายในราคาข้าวสัตว์

                 และเกรงว่าจะมีการเล่นแร่แปรธาตุ นำข้าวที่ประมูลได้ไปเวียนเทียนขายให้คนบริโภค ซึ่งจะเป็นการทำลายตลาดข้าวไปโดยปริยาย

                 ว่าแล้วจึงได้ยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ และเตรียมยื่น ป.ป.ช.อีกด้วย พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคดีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” (สตง.) ของ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส นี่แหละ ที่ถือว่ารับเรื่องมาโดยตรง

                 แต่ดูจากลีลาล่าสุดของเขา ปรากฏว่าเจ้าตัวบอกเลย ไม่พบอะไรในยุ้งข้าว !!คือหลังจาก สตง.ตรวจสอบการระบายข้าวของรัฐบาล ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมไปร่วมตรวจสอบด้วย ก็ไม่พบอะไรที่บ่งบอกถึงความไม่ชอบมาพากล ทุกขั้นตอนมีความสมเหตุสมผล

                 ทั้งนี้ การจัดเกรดข้าวเพื่อระบายนั้น ต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน เข้าใจว่าในข้าวลอตหลังที่ระบายออกไปมีข้าวดีปนอยู่ด้วย

                 แต่การจะให้ไปสำรวจและแยกข้าวดีออกมาต้องลงทุนเยอะ ไม่คุ้มค่า รวมทั้งหากให้เป็นข้าวดีก็อาจจะไปกระทบกับข้าวของเกษตรกรที่กำลังจะออกมาใหม่

                 แถมยังย้อนถามกลับมาว่า ผู้ที่ออกมาร้องเรียนเรื่องนี้ ทำไมไม่ออกมาโวยตั้งแต่แรก !!

                 แน่นอนคำถามนี้ ยิงตรงกลับมายังพลพรรครักปูทันทีว่า มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองใช่หรือไม่ (โดยเฉพาะในห้วงยามที่การพิพากษาคดีจำนำข้าวกำลังใกล้เข้ามา)

                 แต่แม้จะไม่แปลกที่คิดเช่นนั้น แต่มันจะแปลกก็ตรงที่ว่า ข้างฝ่ายพลพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการระบายข้าวของรัฐบาลในลักษณะเดียวกัน

                 โดยล่าสุด 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ออกตัวว่ามาในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค ได้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐอาจจะเอื้อผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง

                 จึงขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอซื้อข้าวอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 1/2560 ว่าถูกต้องครบถ้วนในวันที่มีการประกาศคุณสมบัติของบริษัท ณ วันที่ 22 มีนาคม 2560 หรือไม่

                 พูดง่ายๆ ว่าถ้าคุณสมบัติไม่ครบ เหตุใดจึงมีสิทธิเข้าประมูลได้ มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องหรือเปล่า

                 แน่นอนแม้จะคนละมุม แต่ก็คือความสงสัยในความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการระบายข้าว โดยการประมูลของรัฐบาลนั่นเอง

                 และที่น่าสนใจ คือ ทั้งคู่ต่างก็มาจากคนละฟากฝั่ง จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญให้ สตง.เร่งไขข้อข้องใจให้ได้

                 เพียงแต่ถึงเวลานี้ ก็ยังไม่ได้ยินผู้ว่าฯ พิศิษฏ์ จะออกลีลาว่ากระไร แต่หากดูจากชุดข้อมูลที่ตอบทางเพื่อไทยไปแล้วว่า “การระบายข้าวไม่มีอะไรผิดปกติ” ก็น่าที่จะเข้าใจได้ว่า คำอธิบายจะประมาณไหน

                 เพราะอย่าลืมว่า นับแต่ คสช.เข้ามาเมื่อปี 2557 การแต่งตั้ง พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ขึ้นแท่นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แบบรวดเร็วทันใจ ก็แปลง่ายๆ ว่าเขาทำงานให้ใครกันแน่ ?

                 และที่ผ่านมา ก็ทำงานสนองรัฐบาล (ในการปราบคอร์รัปชั่น) มาอย่างจุใจ เช่น การสอบสวนการใช้จ่ายเงินภาครัฐปมการใช้เงินเกือบ 30 ล้านจัดแสดงไฟให้คน กทม. ได้ไปถ่ายรูปช่วงปีใหม่ปีก่อนโน้น ทำให้คุณชายหมูต้องหลุดจากเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

                 ตรวจสอบการใช้จ่ายงบทัวร์นอกของหน่วยงานภาครัฐ หรือ การรับลูกสินบนข้ามชาติ “บริษัทโรลส์-รอยซ์” ที่อังกฤษ อเมริกา โดยมีหน่วยงานภาครัฐของไทยไปมีเอี่ยวทั้ง การบินไทย ปตท.

                 ที่เด็ดคือ ไล่บี้กรมสรรพากร เรียกเก็บภาษีของนักการเมือง 2 ยุค ในรัฐบาล นายกฯ มาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฯลฯ

                 คือพูดง่ายๆ ว่า “พิศิษฐ์” คนนี้แหละ ที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของ คสช. ทำงานอย่างถวายหัว ดังนั้น จึงไม่ต้องถามว่า ปมที่สังคมหันกลับมาคาใจฝ่ายทหารบ้าง เขาจะมีคำตอบว่าอะไร !

                 อย่างเรื่องการระบายข้าวที่แจงไปแล้วว่า ไม่พบความผิดปกติ พูดจบปุ๊บก็หันไปพูดเรื่องการเพ่งเล็งตรวจสอบการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทันที

                 และก็ไม่ใช่เรื่องไหน นอกจากข่าวที่ว่ามีการใช้งบในการจัดยานพาหนะ เพื่อขนมวลชนในต่างจังหวัดมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในวันพิพากษาคดีจำนำข้าว

                 ซึ่งก็ถือเป็นงานถนัดอยู่แล้ว สำหรับการตรวจสอบการใช้งบฯ หน่วยงานรัฐ

                 ดังนั้นพอถึงตรงนี้ ทำให้หลายคนมองข้ามช็อตไปแล้วว่า ที่ว่ากันว่าพิศิษฏ์นั้น ใกล้จะหมดวาระไปจากเก้าอี้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในเดือนกันยายนนี้ แต่ในเมื่อตามกฎหมายแล้ว เขาก็ยังมีคุณสมบัติสมัครเป็นผู้ว่าการ สตง.ได้อีก

                 น่าสนใจไม่น้อยว่า “งานดี” ขนาดนี้ ถ้าจะอยู่ต่อ “คสช.” มีหรือจะขัดข้อง?

ใครปล่อยข่าว? “เจ้าสัววิชัย” เล่นเอง นำทัพพรรคสีน้ำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292063

ใครปล่อยข่าว? “เจ้าสัววิชัย” เล่นเอง นำทัพพรรคสีน้ำเงิน

คนในข่าว  :  16 ส.ค. 2560
เซเลบศิษย์วัด, เสี่ยหนู อนุทิน, อนุทิน, เสี่ยหนู, เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล, บิ๊กป้อม, พลเอกประวิตร วงษ์สุว, เนวิน ชิดชอบ, วิชัย รักศรีอักษร, เจ้่าพ่อดิวตี้ฟรี, เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์, เสี่ยวิชัย คิงเพาเวอร์, วิชัย ศรีวัฒนประภา, ใครปล่อยข่าว, เจ้าสัววิชัย, เล่นเอง, นำทัพพรรคสีน้ำเงิน, พรรคภูมิใจไทย, แอ๊

ข่าวลือเรื่องเจ้าสัววิชัยกับพรรคสีน้ำเงิน คงจะถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ อาจเป็นเกมลับลวงพรางจากฝ่ายตรงข้าม หรือโยนหินถามทางจากพวกเดียวกัน!!

               เมื่อการเมืองขยับ คนการเมืองก็เขยื้อน โดยเฉพาะพรรคขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่อย่าง “พรรคภูมิใจไทย” ที่มาแรงด้วยดีกรีความแน่น !! ทั้งกำลังบุคลากร และกระสุนดินดำเต็มหน้าตัก !!

               อย่างที่รู้กันว่า พรรคนี้มีหัวหน้าพรรคคือ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ที่ไม่เคย “แอ๊บ” ว่าจะขอเสนอตัวเป็นทางเลือกในสนามการเมืองรอบใหม่ ถึงขั้นจะขอชิมลางนั่งเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป

               แต่อย่าลืมว่า ในพรรคนี้ไม่ใช่มีเสี่ยหนูคนเดียว ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ทั้งหมด แต่ยังมีเนวิน ชิดชอบ คนใหญ่แห่งอาณาจักรบุรีรัมย์อีกคนที่ถามใครก็รู้ว่ามีบทบาทในพรรคขนาดไหน

               ที่เด็ดคือ ทีมเนวิน ยังมี กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของคิงเพาเวอร์ และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

               ทัั้งหมดนี้ แค่ได้ยินชื่อก็หนาวเข้ากระดูก ที่คนอย่างเสี่ยหนูก็ประมาทไม่ได้

               ถามว่า ทำไมต้องไม่ประมาท ก็เพราะกลิ่นฟุ้งกระจายทั่วแล้วว่า ได้เกิดการแย่งชิงการนำภายในพรรคภูมิใจไทยอีกระลอกใหม่

               โดยเฉพาะเบอร์ใหญ่ อย่าง “เสี่ยวิชัย” เจ้าของคิงเพาเวอร์ และสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ที่อาจจะขอใช้พรรคเพื่อเป็นแบ็กอัพสำหรับทุกความเคลื่อนไหวในธุรกิจ

               ซึ่งหากหันมาถาม เนวิน และ กนกศักดิ์ ชัดๆ ว่าอยู่ข้างเสี่ยวิชัยแน่ๆ เพราะใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ สังคม หรือการเมือง

               ที่สำคัญ ถ้าจะพูดถึงข้อต่อกับฝ่ายทหาร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เหนียวแน่นขนาดไหน

               ยิ่งถ้าลองย้อนไปดูลีลาของ เสี่ยวิชัย กับการพบพิงอิงแอบกับนักการเมืองและรัฐบาลแต่ละยุคแล้ว ก็อาจถึงบางอ้อเลยว่า ถ้าเสี่ยวิชัยเกิดเอาจริงขึ้นมา เสี่ยหนูอาจจะมีเงิบก็ได้

               เดิมทีตอนที่เขาเริ่มธุรกิจดิวตี้ฟรีที่สนามบินฮ่องกง จนต่อมาสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับภาครัฐผ่านทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ เขาก็ได้เปิดดิวตี้ฟรีที่กลางเมืองย่านเพลินจิตในปี 2532

               จนมาปี 2538 ได้สัมปทานในสนามบินดอนเมือง ช่วงรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

               จนผ่านมาถึงยุครัฐบาลทักษิณ ราวช่วงปี 2549 ตอนที่ี่สนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ กลุ่ม “คิงเพาเวอร์” ก็ได้บริหารพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารแต่เพียงรายเดียว ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลอดภาษี กิฟต์ช็อป ร้านอาหาร ไปจนถึงป้ายโฆษณา

               เวลานั้นคนไทยรู้ทั่วกันว่า เสี่ยวิชัยคงจะสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับอดีตนายกฯ คนไกลอย่างลึกซึ้ง

               อย่างตอนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะพบว่า ในขณะที่บางคนบอกคิงเพาเวอร์ เดี้ยงแน่ๆ แต่ปรากฏว่าอาณาจักรของเสี่ยวิชัย ก็ยังไปได้ต่อเรื่อยๆ

               แถมว่ากันว่า กับขนาด “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้โค่นทักษิณในครั้งนั้น เสี่ยวิชัยก็เข้าหารือได้อย่าง “ทุกเมื่อ ทุกที่ ทุกเวลา”!!

               ก็ไม่รู้ว่าไปอะไรกันตอนไหน แต่เสี่ยวิชัยเคยเล่าว่าด้วยความบังเอิญ ที่บิ๊กบังมาช็อปปิ้งที่ดิวตี้ฟรีกับภรรยา จึงได้คุยกัน จนถูกใจ ถูกคอกัน

               ยังไม่จบแค่นั้น หากใครจำได้ ย้อนไปดูหน้าตาของแขกในงานฉลองครบรอบ 20 ปี อาณาจักรคิงเพาเวอร์ ตอนปี 2552 ก็จะมีแต่ระดับ “บิ๊กเนม” ที่มาปรากฏกาย

               ไล่ตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล, ทนง พิทยะ, เนวิน ชิดชอบ, โภคิน พลกุล, พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์, พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เด็ดอีกรายคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ลุงกำนันของเรานี่เอง

               จากรายชื่อนี้ ต้องบอกเลยว่า หลากสีคละเคล้าผสมผสานแบบคัลเลอร์ฟูลเลยทีเดียว ซึ่งก็คงเป็นตามที่เจ้าพ่อดิวตี้ฟรีคนนี้เคยให้สัมภาษณ์ไทยรัฐช่วงปี 2553 หรือหลังวิกฤติเสื้อแดงว่า

               “ผมสนิทกับนักการเมืองหลายคน คนที่เอ่ยถึงก็สนิทชิดเชื้อกันมานาน (เนวิน) ตั้งแต่ที่เขายังอยู่กันคนละซีก แต่ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมยังคงยืนอยู่ตรงกลางเสมอ”

               แต่ชื่อที่ต้องยกให้คือ “เนวิน ชิดชอบ” ที่เป็นระดับวีไอพีเพราะคุยถูกคอเกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่การเมืองถึงฟุตบอล โดยมีผู้เชื่อมโยงคือ “กนกศักดิ์ ปิ่นแสง” เพื่อนสนิทของ “เนวิน” และคนใกล้ชิดของ “วิชัย” นั่นเอง

               แน่นอน เมื่อเข้ามาสู่รัฐบาล ปู ยิ่งลักษณ์ ยิ่งไม่ต้องนึกว่า เสี่ยวิชัยจะชิลและฟีลกู๊ดขนาดไหน ว่ากันว่า คนในเครือข่ายที่ปรึกษาบริษัทของวิชัย ก็มีเก้าอี้ทั้งในฝ่ายบริหาร ข้าราชการ

               ยิ่งเมื่อผ่านมาจนยุค คสช. เสี่ยวิชัยยิ่งอุทานว่า “หวานเจี๊ยบ” เพราะก็มีพี่ใหญ่อย่าง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มักคุ้นกันมาแต่เก่าก่อนคอยดูแลอยู่

               ตรงนี้แหละที่สื่อหลายสำนัก มักจะวิเคราะห์ว่า “พรรคทหาร” เกิดแน่ และมีชื่อเสี่ยวิชัย เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง

               จนมาถึงช่วงหลังที่ข่าวคราวของการยึดพรรคภูมิใจไทยของเสี่ยวิชัย เริ่มหนาหูมากขึ้น แม้ช่วงปีก่อน เสี่ยวิชัยจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง !

               จะอย่างไรก็ตาม ทุกจังหวะก้าวของ “เซเลบศิษย์วัด” แห่งวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี นำโดย วิชัย ศรีวัฒนประภา, กนกศักดิ์ ปิ่นแสง และเนวิน ชิดชอบ ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ

               ข่าวลือเรื่องเจ้าสัววิชัยกับพรรคสีน้ำเงิน คงจะถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ อาจเป็นเกมลับลวงพรางจากฝ่ายตรงข้าม หรือโยนหินถามทางจากพวกเดียวกัน ขึ้นชื่นว่า เกมการเมือง ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

               เอาเข้าจริง เรื่องของพรรคภูมิใจไทย ผู้ที่ชี้ขาดน่าจะเป็น “เนวิน” ศิษย์เอกของ “ท่านคมสรณ์” พระครูปริยัติโพธิวิเทศ ผู้ประสานงานการสร้างวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

               เหนืออื่นใด เจ้าสัววิชัย ไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้หรอก เพราะฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเพิ่งเปิด คอยลุ้นจิ้งจอกสยามเก็บแต้มไปก่อนดีกว่า

แม่ทัพคงทรนง”อภิรัชต์ คงสมพงษ์”โชคชะตาฟ้าลิขิต!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/291961

แม่ทัพคงทรนง”อภิรัชต์ คงสมพงษ์”โชคชะตาฟ้าลิขิต!

คนในข่าว  :  15 ส.ค. 2560
จันทร์โอชา, พลอประยุทธ์, พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา, คสช, คนในข่าว, พลทอภิรัชต์, แม่ทัพคงทรนงอภิรัชต์, อภิรัชต์ คงสมพงษ์, คสช, กองทัพบก, บิ๊กแดง, บิ๊กแช, ราบ 11, ทักษิณ ชินวัตร, นาย, สาม ป, บิ๊กตู่, บิ๊กป้อม, บิ๊กป๊อก, บูรพาพยัคฆ์, ลับ ลวง พราง, วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง, บิ๊กจ๊อด, ยึดอำนาจ

แม่ทัพคงทรนง”อภิรัชต์ คงสมพงษ์”โชคชะตาฟ้าลิขิต!

 

เปิดโผทหารปีนี้ไม่มีพลิกเพราะทุกอย่างถูกผู้มากบารมีแห่ง “คสช.” จัดวางตัวบุคคลไว้ถึงฤดูกาลโยกย้ายนายทหารปีหน้า

อย่างไรก็ตาม โผการแต่งตั้งนายทหารใน “กองทัพบก” ยังได้รับความสนใจจากประชาชน

เมื่อ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ยังเหนียว และนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อไปจนถึงปลายปี 2561 “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เตรียมทหารรุ่น 18 ก็ต้องข้ามห้วยไปนั่งปลัดกระทรวงกลาโหม อันเป็นไปตามคาดหมายของนักข่าวสายทหารทั้งหลาย

นี่เป็น “โผ” ที่ว่อนไปทั่วทุกสำนักข่าวว่า “บิ๊กเข้” ต้องไปนั่งปลัดกลาโหม ถ้าของจริงเป็นอีกอย่างก็ตัวใครตัวมัน แม้ “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ จะเป็นน้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่บนสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง แม่ทัพบกคือจุดชี้ขาดและเป็นผู้ถือดุลอำนาจ ด้วยเหตุนี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” ที่เฉียบขาดทั้งบู๊และบุ๋น จึงได้ต่ออายุไปจนเกษียณปีหน้า

สำหรับโผไลน์ “5 เสือ ทบ.” มีสองนายทหารที่น่าจับตาคือ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จากแม่ทัพภาคที่ 1 จะขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ “บิ๊กแช” พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้ากรุงเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.

ถ้าตามสูตรนี้มีการคาดการณ์ไว้แล้วว่า “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก ต่อจาก “บิ๊กเจี๊ยบ” และตัวเขาเองจะเกษียณอายุราชการในปี 2563

“บิ๊กแดง” ได้ชื่อว่าเป็นแกนนำยังเติร์กยุคใหม่ เป็นหัวขบวนเตรียมทหารรุ่น 20 และจปร.รุ่น 31 บนเส้นทางเหล็ก “บิ๊กแดง” เติบโตในกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ สมกับเป็นนายทหารวงศ์เทวัญโดยแท้

แม้ไม่ได้อยู่ในสังกัดบูรพาพยัคฆ์และเป็นทหารเสือราชินี ที่ก้าวเดินออกมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ แต่ “บิ๊กแดง” ก็เป็น “เด็กปั้น” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่หลังรัฐประหาร 2549

พล.อ.ประยุทธ์ เห็นฝีไม้ลายมือกันมาตั้งแต่คราวที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ซึ่งครั้งนั้น “บิ๊กแดง” ยังเป็นนายทหารระดับคุมกำลังระดับกองพันที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ขณะที่บิ๊กตู่เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1

มีเรื่องเล่าจาก “ราบ 11” ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 “บิ๊กแดง” ปล่อยวลีเด็ดไปถึงนายฝ่ายทักษิณว่า “ผมอยู่กับพี่บัง” (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในขณะนั้น) ทำให้ขบวนการต้านรัฐประหารต้องจบเกม ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างฝ่ายการเมืองเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” กับกองทัพ ระหว่างปี 2551-2553

“บิ๊กแดง” ได้แสดงจุดยืนปกป้อง “นาย” หรือ “สาม ป.” แห่งบูรพาพยัคฆ์อยู่หลายครั้ง บทบาทเด่นชัดที่สุดคือการนำทหารระดับ “ผู้บังคับกองพัน” ในกรุงเทพฯ ตบเท้ากันแสดงจุดยืนตำหนิพฤติกรรมของ พล.ต.ขัติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” ที่พูดโจมตีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เมื่อปี 2553

อีกวีรกรรมของ พล.ท.อภิรัชต์ คือสมัยที่เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ได้นำกำลังยึดสถานีดาวเทียมไทยคมที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เมื่อปี 2553 ก่อนที่จะมีการปะทะกับมวลชน โดยตัวเขาและลูกน้องไม่กี่คนถูกรุกไล่ไปจนถึงชั้นดาดฟ้า แต่ก็ยังรักษาที่มั่นไว้ทั้งคืน จนรุ่งเช้าต้องมีชุดเจรจาให้ออกนอกพื้นที่ได้ ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปกว่านั้น

“บิ๊กแดง” ยังเคยนำนายทหารไปตบเท้าแสดงพลังหน้าสื่อใหญ่ฉบับหนึ่งเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของพล.อ.ประยุทธ์ ในสมัยเป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2556 จนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว ทำให้จุดยืนในการปกป้องผู้บังคับบัญชาและปกป้องสถาบันเบื้องสูงของเขาโดดเด่นมานับแต่นั้น

ด้วยเหตุนี้ “บิ๊กแดง” จึงกลายเป็นน้องสุดรักของ “บิ๊กตู่” รวมถึง “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กป๊อก” ไปโดยปริยาย ประเด็นการเลือกใช้ “คน” โดยไม่ต้องมองว่ามาจากสายไหน? ทั้ง “บิ๊กป๊อก” กับ “บิ๊กตู่” ได้ทำให้เห็นเป็นประจักษ์มาแล้ว ฉะนั้นบิ๊กตู่จึงรู้สึกโมโหเมื่อมีนักข่าวถามเรื่องการแต่งตั้งนายทหาร โดยพ่วงคำว่า “บูรพาพยัคฆ์” และ “วงศ์เทวัญ”

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “บิ๊กตู่” ต้องเล่น “ลับ ลวง พราง” โยก “บิ๊กแดง” ไปอยู่มณฑลทหารบกที่ 11 จ.ฉะเชิงเทรา และมณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี เพื่อลดความระแวงจากฝ่ายทักษิณ

กลางเดือนเมษายน 2557 สถานการณ์ใกล้สุกงอม พล.อ.ประยุทธ์ ดึง พล.ท.อภิรัชต์ มาเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ คุมกำลังรบในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจเพียง 1 เดือนเท่านั้น

หลังรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบภารกิจให้ “บิ๊กแดง” จัดระเบียบ “วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง” ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเป็นภารกิจ “ปราบมาเฟีย” เช่นเดียวกับภารกิจในฐานะประธานบอร์ดสลากฯ

ด้วยบุคลิกที่ดูห้าว ดุดัน ฉับไว เป็นขาบู๊ตัวจริง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับผู้เป็นพ่อ คือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์หรือ “บิ๊กจ๊อด” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตประธาน รสช.

นอกจากสไตล์การทำงานที่แทบจะถอดพิมพ์กันมาแล้ว เสื้อผ้า หน้าผมของทั้งคู่ยังแลคล้ายกันมากอีกด้วย

วรรคทองของบิ๊กจ๊อดในอดีตคือ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ซึ่งเขาก็ยึดถือมาเป็นคติประจำใจด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจงใจ หรือชะตาฟ้าลิขิต แต่สองพ่อลูก ซึ่งเป็นนายทหารผู้มากสีสันด้วยกันทั้งคู่และยังมีสิ่งที่เหมือนกันอีกเรื่องหนึ่ง คือการเข้าไปมีส่วนสำคัญในการ “ยึดอำนาจ”

วันนี้เส้นทางของ “บิ๊กแดง” กำลังก้าวตามรอยเท้าพ่อไปติดๆ

ฉะนั้นการวิเคราะห์โผย้ายทหารปีนี้สื่อทุกสำนักจึงมองข้ามช็อตไปถึงปลาบปี 2561

คาดหมายว่า “บิ๊กแดง” จะก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพบก ผู้ที่จะมีบทบาทสูงยิ่งในสถานการณ์เลือกตั้ง หากเป็นไปตามโรดแม็พ คสช.

สาวไทดำ! “สุณีย์ เหลืองวิจิตร” คนสนิทของ “เฮียเพ้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/291521

สาวไทดำ! “สุณีย์ เหลืองวิจิตร” คนสนิทของ “เฮียเพ้ง”

คนในข่าว  :  11 ส.ค. 2560
 อดีตนายกฯ ยิ่งลักษ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ทักษิณ ชินวัตร, เครือข่ายทักษิณ, พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไ, เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยรักไทย, สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, สสพิจิตร, เจ๊สุณีย์, สุณีย์ เหลืองวิจิตร, สาวไทดำ, สุณีย์, เหลืองวิจิตร, คนสนิทของ, เฮียเพ้ง,

แม้เจ๊สุณีย์ จะไม่ป๊อปปูลาร์เหมือนนักการเมืองหญิงบางคน แต่เธอก็เป็น “คนสำคัญ” ที่นายใหญ่จากแดนไกล ถึงกับเอ่ยขอบคุณในงานวันเกิดเลยเชียว ว่าแต่ทำไมกัน อยากรู้จริง

               ภาพจากคลิปงานฉลองวันเกิดสุดเซอร์ไพรส์ที่ “ลูกอิ๊ง” จัดแด่ “พ่อแม้ว” ไกลถึงอังกฤษ ซึ่งมีการเผยแพร่ช่วงปลายกรกฎาคมที่ผ่านมา

               กับลีลาการร้องเพลงสากลโชว์บนเวทีของชายวัย 68 ชื่อทักษิณ ชินวัตร ตามด้วยเปิดคลิปเพลง “คิดฮอดบ้านแฮง” ที่เคยร้องเอาไว้จากโทรศัพท์ให้แขกภายในงานฟัง

               ทั้งหมดนั้น ยังไม่เด็ดดวง เท่ากับคารมที่เจ้าตัวฝากไปยังพลพรรคที่ยังรักกันยาวนานคนหนึ่ง โดยบอกเลยว่า “คนนี้เป็นคนสำคัญมาก!!”

               คือ สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ดูแลพรรค ช่วยเหลือตน และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาวสุดที่รักมาโดยตลอด

               ที่สำคัญคือ เธอคนนี้ ยังคอยส่งอาหารไทยไปให้รับประทานอย่างไม่ขาดระยะ ตบท้ายด้วยการขอบคุณสาวอีกคนหนึ่ง คือ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย อีกด้วย

               โฟกัสที่สาวรายแรก สุณีย์ เหลืองวิจิตร ถ้าใครตามการเมืองของพรรคเพื่อไทยมาตลอด จะพบว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดา และมักจะเห็นหน้าค่าตาอยู่ในแถวหน้าๆ ของ ส.ส.ฝ่ายนี้อยู่เสมอ

               สุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นคนเชื้อสายไทดำหรือไทยทรงดำ เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2502 เป็นบุตรของ “ปลิว” และ “แจ่ม” เหลืองวิจิตร พื้นเพบ้านเกิดอยู่ที่ บ้านไผ่รอบ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร

               บ้านไผ่รอบ คือหมู่บ้านไทดำ หรือไทยทรงดำ ชนเผ่าที่อพยพมาจากเดียนเบียนฟูเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งในจังหวัดพิจิตร มีชาวไทดำตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ อ.วชิรบารมี และ อ.โพธิ์ประทับช้าง

               ปัจจุบัน สุณีย์หรือ “เจ๊สุณีย์” ของสื่อมวลชนสายการเมือง ยังมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมชาวไทดำ จังหวัดพิจิตร

               เจ๊สุณีย์ จบการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนบ้านสากเหล็ก กิ่ง อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร จบมัธยมที่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม และมาจบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งจบการปกครองชั้นสูง จากสถาบันพระปกเกล้า อีกด้วย

               แม้ทางบ้านจะทำธุรกิจ แต่เธอก็สนใจงานการเมือง โดยช่วง ปี 2529 อายุเพียง 27 เธอตัดสินใจลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 ในนามพรรคก้าวหน้า แต่สอบตก ต่อมาปี 2531 ลงอีกครั้ังในพรรคเดิม ก็สอบตกอีก!

               ผู้ที่ผลักดันให้เธอเล่นการเมืองคือ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ซึ่งเวลานั้น เฮียเพ้งเป็นกรรมการบริหารพรรคก้าวหน้า และเป็นกองหนุนที่สำคัญของ อุทัย พิมพ์ใจชน

               พ.ศ.โน้น “เฮียเพ้ง” อาจไม่เป็นที่รู้จักของนักข่าว แต่นักเลือกตั้งหลายคนรู้ดีว่า สมัยก่อร่างสร้างพรรคก้าวหน้า เฮียแกเป็นนักปั้น “ดาวรุ่ง” สร้าง ส.ส.ป้ายแดงมาหลายคนแล้ว

               เฮียเพ้งพยายามดัน “สาวไทดำ” เมืองพิจิตรอยู่ 2 รอบในสีเสื้อพรรคก้าวหน้า แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

               เมื่อ “เฮียเพ้ง” มาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย “สุณีย์” จึงถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ที่สนามพิจิตร ตั้งแต่ไก่โห่

               ปี 2544 เธอลงสนามเขต 2 พิจิตร พ่ายแพ้แก่ทายาทตระกูลการเมือง “แก้วทอง” ปี 2548 ตอนอายุ 46 ก็เอาชนะ “นราพัฒน์ แก้วทอง” จากประชาธิปัตย์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “ไพฑูรย์ แก้วทอง” ผู้ที่ครองเก้าอี้อยู่เดิมมาได้แบบเฉียดฉิว

               อย่างไรก็ตาม ต่อมาเจ๊สุณีย์ เป็น ส.ส.อยู่พักหนึ่ง จนเมื่อสิ้นยุคทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย พร้อมกับคนใหญ่หลายคนในพรรคต้องไปติดล็อกการเมืองกันเพียบ ที่สุดช่วงปี 2551 นายใหญ่เห็นแวว จึงให้เธอนั่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จนถึงปี 2553 สุณีย์ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (สันติ พร้อมพัฒน์)

               ช่วงนั้นบ้านเมืองวุ่นวายจนผ่านวิกฤติการเมือง มามีการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2554 แม้เธอจะไม่ได้ลงสมัครแบบเขต แต่รัฐบาลเสื้อแดงก็ยังคงได้ทำงานต่อ แถมยังได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย โดยเวลานั้นสุณีย์ ก็ยังได้ขึ้นแท่นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกด้วย !

               เส้นทางการเมืองที่สุดมาหยุดค้างไว้ หลัง คสช. เข้ามาหลังจากนั้นในปี 2557 แต่สุณีย์ก็ยังคงมีบทบาทในพรรคอยู่เสมอมา

               โดยแม้ยามว่างเธอจะหันไปหาช่องทางทำกิน หลังได้ไอเดียจากลูกพี่เก่า “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ ให้ไปหวดกอล์ฟแก้เซ็ง แล้วเกิดปิ๊งไอเดียมาขายไม้กอล์ฟนำเข้า ภายใต้ชื่อ “SH : SUPER HITE” รอรับลูกค้าระดับบนที่ห้าง “ธนิยะพลาซ่า”

               หรือบางครั้งจะถูกเรียกไปพบทหารบ้าง แต่หากถอดความจาก “คำขอบคุณ” ของนายใหญ่ที่กล่าวไว้ข้างต้น สดๆ ร้อนๆ มานี้ จะเข้าใจได้ว่า เจ๊สุณีย์คนนี้ น่าจะช่วยอะไรๆ ต่อกันไว้เยอะ!

               โดยอะไรๆ ที่ว่า อาจจะเป็นการเปิดพื้นที่ บริเวณวัดทุ่งใหญ่ ต.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ในการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ให้ทักษิณได้โฟนอินเข้ามาจ้อยาว ตอนปี 2554

               เวลานั้นเวทีใหญ่มาก เพราะมีกลุ่ม นปช. กว่า 3,000 คน ที่มารวมตัวกัน แถมยังมีโต๊ะจีนอีกตั้ง 350 โต๊ะ กับบรรดาแกนนำ นปช. ตัวพ่อทั้งหมด แน่นอนรวมถึง ส.ส.หญิงพรรคเพื่อไทยตัวแม่ อย่างเจ๊สุณีย์ ที่ร่วมขึ้นปราศรัยบนเวทีดังกล่าวด้วย

               แม้เจ๊สุณีย์ จะไม่ป๊อปปูลาร์เหมือนนักการเมืองหญิงบางคน แต่เธอก็เป็น “คนทำงานหนัก” ดูแลพรรคไม่ขาดตกบกพร่อง

               ว่ากันว่า เธออยู่เบื้องหลัง ถึงขนาดบางคนยกย่องให้เป็น “ขงเบ้งสาว” ที่เป็นเพื่อนคิดเพื่อนคุยให้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ ยามที่พรรครุ่งเรืองหรือตกต่ำ

               ก็คงประมาณนี้หรือเปล่า ที่ทำให้คนชื่อทักษิณ ถึงกับต้องเอ่ยถึงในงานวันเกิดของตัวเอง เพราะถ้าไม่สำคัญจริงคงไม่แม้แต่จะชายตามอง จริงมั้ย !

มากับน้ำท่วม? “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” ปลัดลูกชายผู้รับเหมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/291361

มากับน้ำท่วม? “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” ปลัดลูกชายผู้รับเหมา!

คนในข่าว  :  10 ส.ค. 2560
เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ, อธิบดีกรมชลประทาน, อธิบดีเลิศวิโรจน์, กรมชลฯ, การบริหารจัดการน้ำ, พลเอกประยุทธ์ จันทร์, ปลัดกระทรวงเกษตรและส, ปลัดกระทรวงเกษตรฯ, ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ, มากับน้ำท่วม, เลิศวิโรจน์, โกวัฒนะ, ปลัดลูกชายผู้รับเหมา, MBA, กรมชลประทาน, ของบกลาง, สปท

รู้จัก ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ ที่ว่ากันว่า เป็นความหวังเหรียญทองของรัฐบาลในการสู้น้ำท่วมหนนี้!!

              คสช.ยุคหืดขึ้นคอเรื่องสินค้าเกษตรราคาตก แถมยังต้องมาเจอภัยธรรมชาติกระหน่ำซัดซ้ำมาอีกดอก งานนี้เลยต้องการมือดีมาสานงานให้ผ่านพ้น

              ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการปรับให้เก้าอี้ “ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ตกเป็นของ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่มาเสียบแทน ธีรภัทร์ ประยูรสิทธิ ที่ถูกปรับย้ายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

              แล้วก็ตามคาด เพราะขึ้นปุ๊บ กระทรวงเกษตรฯ ก็มีการเตรียมของบฯ กลาง 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมทันที พี่น้องชาวไทยที่เดือดร้อนคงจะได้หายใจหายคอกันบ้างครานี้

              จริงอยู่ที่หลายคน ร่ำลือกันว่า การโยกย้ายครั้งนี้ เพราะเจ้าเก่าทำผลงานไม่เข้าตา ไม่สามารถผลักดันงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลได้

              แต่ข้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าก็เป็นไปเพื่อความเหมาะสม

              งานนี้เลยต้องถามกันหน่อยว่า เหมาะสมยังไง ทำไมเจ้าใหม่ถึงดูจะเป็นความหวังเหรียญทองของรัฐบาลในหนนี้ เลยต้องไปสืบประวัติดู

              เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2501 เป็นลูกชายผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ฐานะทางการเงินไม่ธรรมดา เขาจึงได้เล่าเรียนในสถาบันชั้นนำมาตลอด

              ตั้งแต่ช่วงปี 2516 จบ ม.ศ.3 ที่โรงเรียนเซนต์จอห์น จากนั้น ปี 2518 จบ ม.ศ.5 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ช่วงปี 2523 ไปจบป.ตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา ที่ Central New England College of Technology USA พอปี 2524 ก็ไปจบด้านบริหารธุรกิจ หรือ Master of Business Administration (MBA) ที่ Florida Institute of Technology USA กระทั่งกลับมาจบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ช่วงปี 2530

              เลิศวิโรจน์ เริ่มทำงานในปี 2534 ตำแหน่งวิศวกร 6 ฝ่ายบริหารสัญญาจ้าง กองบริหารโครงการเงินกู้ และจากนั้นมาเส้นทางสายราชการในแวดวงชลประทานก็ไต่ขึ้นตามลำดับ

              ช่วง 10 กว่าปี นับจากปี 2534-2547 เขาไต่ขึ้นจากระดับนายช่างชลประทาน 7 ผ่านตำแหน่งหัวหน้าโครงการชลประทานต่างๆ จนช่วงมาถึงพฤศจิกายน 2543 ก็ได้ตำแหน่ง วิศวกรโยธา 9 (บส.) และขึ้นผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำ

              จากนั้นในเดือนตุลาคม 2545 เป็นวิศวกรโยธา 9 (บส.) ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำ 1 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 3 พอมาเดือนธันวาคม 2545 เป็นวิศวกรโยธา 9 (บส.) ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำ 1 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 2, 3, 4

              มาปี 2546 เป็นนายช่างชลประทาน 9 (บส.) ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 4 ตามด้วย วิศวกรชลประทาน 9 (บส.) ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 4

              กระทั่งเดือนเมษายน 2547 วิศวกรชลประทาน 9 (บส.) ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 3 ในเดือนตุลาคม 2547 วิศวกรชลประทาน 9 (บส.) ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 13

              จากนั้นเส้นทางของเขาก็เข้าสู่นักบริหารระดับสูงในเดือนตุลาคม 2553 เป็นเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จนวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 เป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

              จนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 ขึ้นเป็นอธิบดีกรมชลประทาน และ 1 ตุลาคม 2558 ขึ้นเก้าอี้รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทั่งมติ ครม.ล่าสุด 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม ที่จะถึง มีเวลาอีก 2 ปี ก่อนจะเกษียณอายุราชการ

              แน่นอน นั่นคือเส้นทางในชีวิตราชการ ที่ดูแลราบรื่น และราบเรียบ แต่แท้จริงแล้วระหว่างทางเต็มไปด้วยเรื่องเล่า โดยเฉพาะช่วงที่เขาขึ้นเป็นอธิบดีกรมชลประมาน ในปี 2555 นั่นก็อยู่ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์

              โดยแม้ว่าการขึ้นเก้าอี้อธิบดีกรมชลฯ ของเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ จะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่เป็นลูกหม้อมาแต่เก่าก่อน แต่ตอนที่เขาไต่เต้ามาจนถึงรองอธิบดีกรมชลประทาน ก็มีเหตุให้ถูกโยกออกไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง เลขาธิการ ส.ป.ก. และรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ

              อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เลิศวิโรจน์เป็นอธิบดีกรมชลประทาน ที่หมุนวนอยู่ในอำนาจการเมือง ที่พรรคการเมืองที่มีอิทธิพลในกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทานมาตลอด

              แต่อำนาจการเมือง ยังไม่สู้อำนาจพลังน้ำ เพราะช่วงรอยต่อปี 2554-2555 หลังวิกฤติน้ำท่วม “กรมชลประทาน” ตกเป็นจำเลยในอันดับต้นๆ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการ บริหารจัดการน้ำ

              อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือ เขายังคงสามารถนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมพญานาคอยู่นาน จนข้ามสมัยมาถึงรัฐบาล คสช.ได้

              ถามทำไม ยากที่จะคาดเดา แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรมชลประทานขยันทำงานเพื่อประชาชนหนักมาก !

              โดยมักจะมีโครงการออกมา และมีการ “ของบกลาง” จากรัฐบาล คสช.อยู่อย่างสม่ำเสมอ

              เรื่องนี้น่าจะอธิบายได้จากการที่รัฐบาล คสช.เอง ก็วางแผนดูแลบริหารจัดการน้ำมาตั้งแต่ต้น และคงต้องการคนมีประสบการณ์ อย่างเลิศวิโรจน์ เจ้าเก่า

              ไม่เช่นนั้นช่วงปี 2558 คงไม่แต่งตั้งเขาเป็น 1 ใน 200 สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ที่มาดูเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งเลิศวิโรจน์ ถือเป็นคนที่มาจากภาคราชการเพียงคนเดียวที่รอบรู้เรื่องน้ำ

              ว่ากันว่า เลิศวิโรจน์มารับหน้าที่ “ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ช่วงที่มีข่าวว่าพายุจะถล่มไทยหลายระลอกในอีกสองเดือนข้างหน้า คงมีงานใหญ่ไว้รอคนมีประสบการณ์ได้แสดงความสามารถอีกครั้งกระมัง

ลูกสาวกำนัน “น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ” คนสตรองแห่งท่าสะท้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/291254

ลูกสาวกำนัน “น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ” คนสตรองแห่งท่าสะท้อน

คนในข่าว  :  9 ส.ค. 2560
ผู, สุเทพ เทือกสุบรรณ, กปปส, แกนนำกปปส, ลูกสาวลุงกำนัน, ลูกลุงกำนันแต่งงาน, น้ำทิพย์ เทือกสุวรรณ, บุ๋มน้ำทิพย์, ลูกสาวสุเทพแต่งงาน, งานแต่งลูกสาวสุเทพ, พรรคประชาธิปัตย์, ลูกสาวกำนัน, น้ำทิพย์, เทือกสุบรรณ, คนสตรองแห่งท่าสะท้อน, ดุอย่าบอกใคร, บุ๋ม, ศรีสกุล พร้อมพันธุ์, โขง, ขิง, ผู้จัดการออนไลน์ 2557

 เห็นพ่อตายิ้มฟันขาวขนาดนั้น คนไทยรู้ดีว่า “ดุอย่าบอกใคร!” ไม่รู้ว่าเจ้าบ่าวหมาดๆ ฝ่าด่านอรหันต์มายังไง แต่ดูจากดีกรีเจ้าสาวที่ครบเครื่อง ก็ต้องขอลุยสักตั้ง!

               ผ่านไปแล้วอย่างชื่นมื่นชื่นใจกับงานวิวาห์สุดหรู ครบเครื่อง ของ น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ บุตรสาวลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่งานนี้ใจป้ำยกลูกสาวคนเล็กให้ร่วมหอกับ นิโคลัส โฮ นักธุรกิจชาวฮ่องกง ดีกรีนักศึกษาออกซ์ฟอร์ด! ที่เดียวกับหัวหน้ามาร์ค!

               ที่บอกว่างานนี้ครบเครื่องเพราะนอกจากจะจัดพิธีหมั้นตามแบบประเพณีไทยในช่วงเช้าวันที่ 6 สิงหาคม ที่แปซิฟิก ซิตี้ คลับ โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดชรัชนี เป็นประธานในพิธีรดน้ำสังข์ และพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี มาเป็นประธานในพิธีแล้ว

               พอช่วงค่ำในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ก็อลังการงานสร้าง หรูหราฟู่ฟ่า จัดเต็ม!! อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยญาติสนิทมิตรสหาย พลพรรคสะตอ และคนเด่นคนดังเพียบ!

               ขณะที่บางคนรู้และไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นบ่าวสาวยังฉลองกันล่วงหน้ามาแล้วตั้งแต่วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม โดยเป็นงานพรีเวดดิ้ง จัดขึ้นที่เดอะ เฮ้าส์ ออฟ สาทร รองรับเฉพาะเพื่อนพ้องเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยเท่านั้น!

               พอมาถึงตรงนี้หลายคนเริ่มอยากรู้จักเจ้าของใบหน้าสะสวย ตาคมผมยาวที่เพิ่งได้พี่บาวมาดูแลแล้ว ว่าเธอคนนี้เป็นใครและมีดีอะไรมากกว่าความเป็นลูกสาวกำนันบ้าง

               อย่างที่รู้ว่า น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ หรือ “บุ๋ม” เป็น 1 ในลูกทั้ง 6 คนของสุเทพ เทือกสุบรรณ

               แต่เพื่อกันสับสนต้องแจงว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ แต่งงานกับภรรยาคนแรกชื่อ จุฑาภรณ์ เทือกสุบรรณ มีบุตร ธิดา 3 คน คือ แทน น้ำตาล และน้ำทิพย์ หล่อสวยเข้มกันทั้งบ้าน

               ต่อมาเมื่อภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ผ่านมาอีกหลายสิบปี ลุงกำนันก็พบรักกับ “ศรีสกุล พร้อมพันธุ์” อดีตภรรยา “พรเทพ เตชะไพบูลย์” ซึ่งมีบุตรกันมาแต่เดิม 3 คน คือ “โขง” สิทธิพัฒน์, “ขิง” เอกนัฏ และ “เข็ม” ธีราภา ซึ่งบ้านนี้ก็สายหล่อตี๋หมวยอินเตอร์กับเขาเหมือนกัน

               และทั้ง 6 คน ก็เห็นว่ารักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกันดียิ่งกว่าพี่น้องร่วมสายโลหิตซะอีก!

               โฟกัสเฉพาะเจ้าสาวหมาดๆ บุ๋ม น้ำทิพย์คนนี้ เธอไม่ได้เป็นแค่ลูกสาวกำนัน แห่งตำบลท่าสะท้อน ที่เติบโตเล่นดินอยู่ริมแม่น้ำตาปี อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

               แต่เธอจัดว่าเป็นคุณหนูหน้าใสหัวใจไฮโซ เพราะจบ ม.ต้นที่มาแตร์เดอี กรุงเทพฯ ก่อนจะไปจบ ม.ปลายที่จีลอง แกรมมาร์ สคูล ออสเตรเลีย

               จากนั้นยังไปต่อปริญญาตรีที่ Pratt Institute ก่อนจะจบปริญญาโทที่โคลัมเบีย ยูนิเวอร์ซิตี้ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

               และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อพูดถึงเธอ เพราะที่จริง น้ำทิพย์ ขึ้นปกนิตยสารไทยหัวแถวมาแล้วหลายฉบับ เราจึงได้รับรู้เรื่องราวของเธออีกครั้ง

               เธอเคยเล่าเรื่องของตนเองในวัยเด็กว่า แม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ตนเองอายุเพียง 6 ขวบ จากนั้นก็เติบโตมากับคุณย่าและคุณอา เพราะพ่อเทพกำลังทุ่มเทให้งานการเมืองอย่างเต็มที่ แต่เธอก็ไม่รู้สึกขาดหรือโหยหา เพราะพ่อจะให้ความอบอุ่นมาตลอด (ผู้จัดการออนไลน์ 2557)

               วิธีการสื่อสารของพ่อลูกคือการเขียนกระดาษแปะฝาบ้านไว้เพื่อบอกกล่าวถึงกัน เนื่องจากสมัยนั้นไม่มีไลน์ และวิธีเลี้ยงของ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวหัวใจฟรุ้งฟริ้ง คือ ให้คิดเอง เติบโต แข็งแรงด้วยตัวเอง

               อย่างการเลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์นั้น ก็เป็นการเดินตามความฝันด้วยความคิดของตัวเอง จนเมื่อเรียนจบ ป.ตรี เธอได้ทำงานในบริษัทสถาปนิกที่เอชเอส ทู อาคิเทคเชอร์ อเมริกา

               แต่ทำอยู่ได้ปีเดียวก็ถูกคุณพ่อเรียกตัวให้กลับบ้านสงสัยจะคิดถึงลูกสาว

               อย่างไรก็ดี พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานด้านสถาปนิกต่ออยู่ระยะหนึ่งที่บริษัท เฟนน์ ดีไซน์ จากนั้นก็ตัดสินใจกลับไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

               แต่หลังจากเรียนจบมาแล้วยังไม่มีโอกาสได้กลับไปโลดแล่นในวงการสถาปนิกอีกเลย นอกจากได้ใช้องค์ความรู้บ้างตามสมควรในการทำงานตำแหน่งไดเรกเตอร์และจีเอ็มของแปซิฟิก ซิตี้ คลับ (ที่เดียวกับที่เธอจัดพิธีรดน้ำสังข์ช่วงเช้านั่นแหละ) ทั้งการรีโนเวทโรงแรม ที่ต้องปรับปรุง ตกแต่ง ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

               แต่อีกด้านหนึ่งเธอยังเป็นนักธุรกิจอีกด้วย โดยปัจจุบันหุ้นกันกับเพื่อนทำธุรกิจบริหารแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา Jaggad นำเข้าจากออสเตรเลีย โดยเธอดูแลในส่วนของชุดออกกำลังกายที่เป็นไลฟ์สไตล์แวร์

               กลับกันมาดูในมุมของความเป็นลูกสาวนักการเมือง แน่นอน คำถามเดิมๆ ที่ว่า “คิดจะเล่นการเมืองหรือไม่” น้ำทิพย์ เคยตอบมาแล้ว

               คือ “เคยคิด แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ” เพราะคนที่ทำได้ต้องทุ่มเทชีวิตและจิตใจอย่างมากในอาชีพนี้ แน่นอนเธอเห็นมาจากพ่อ

               แม้ปากจะบอกว่างานการเมืองเป็นเรื่องยากแต่ถ้าจะย้อนไปไกลกว่านี้ราว 2-3 ปีก่อน เราจะได้เห็นสาวสวยคนนี้แถวๆ ถนนราชดำเนินในกลุ่มกปปส. แน่นอนเธอมาด้วยใจและความเป็นลูกสาวกำนันสุเทพ

               “ที่ทิพย์ออกมาในวันนี้เพราะอย่างที่รู้ว่าบ้านเมืองวิกฤติ ไปไม่ไหวแล้ว ความจริงแล้วทิพย์ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ออกมาแสดงพลังและใช้สิทธิ์ของตัวเองเท่านั้นค่ะ” (ผู้จัดการ 19 มกราคม 2557)

               วันนั้นในวัยเพียง 30 เธอกล่าวอย่างภูมิใจว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการปฏิรูปประเทศไทยแล้วสิ่งที่อยากเห็นคือนักการเมืองน้ำดี ที่มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต อยู่ภายใต้กฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์

               ดูลีลาการพูดแล้วก็ไม่แพ้นักการเมืองหญิงใจสตรองคนหนึ่งเลยทีเดียว!

               แต่วันนี้ในวัย 33 ก่อนจะว่ากันที่งานการเมือง เจ้าสาวมือใหม่คงต้องผ่านด่านเจ้าบ่าวหมาดๆ ที่อุตส่าห์อดเปรี้ยว ทนดูใจกันมาตั้ง 3 ปีก่อนจะได้เข้าหอ ยังไงก็ต้องร่วมเรียงเคียงหมอนให้ชื่นใจก่อน

               ว่าแต่คนนี้ก็น่าห่วงเหมือนกัน เพราะไม่รู้หนุ่มเจ้าจะเคยได้ยินเพลง “ลูกสาวกำนัน” ท่อนหนึ่งหรือไม่ ที่ว่า

               “ถ้าหากจะรัก ต้องรักกันจริง รักแล้วทิ้งทิ้ง พ่อของฉันเอาตาย”

               เห็นยิ้มแฉ่งอย่างนั้น “พ่อตาสุเทพ” ดุอย่าบอกใคร! คนไทยรู้ดีเชียวแหละ!!

นักสู้เปรย์ซอร์! “วีระ สมความคิด” ไม้เบื่อไม้เมา คสช.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/291071

นักสู้เปรย์ซอร์! “วีระ สมความคิด” ไม้เบื่อไม้เมา คสช.?

คนในข่าว  :  8 ส.ค. 2560
ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วีระ ติดคุกเขมร, คุกเขมร, คุกเปรย์ซอร์, วีระวิจารณ์ คสช, วีระ สมความคิด กัมพ, นักสู้เปรย์ซอร์, วีระ, สมความคิด, ไม้เบื่อไม้เมา, คสช, วีระ สมความคิด, ตัวตน, Veera Somkwamkid, เหมือนกัน, คปต, รับไม่ได้

เพราะ “ตัวตน” ของอดีตนักโทษเปรย์ซอร์ วีระ สมความคิด คือการเคลื่อนไหวตามบทบาทนักสู้เพื่อมวลชน ดังนั้น การท้าชนกับ คสช. ก็คือหน้าที่ของเขาด้วยสินะ โอว์…มายก๊อด!

               อีกหนึ่งไม้เบื่อไม้เมากับ คสช. หรือ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นจะเป็นคนนี้เลย วีระ สมความคิด คนที่เคยไปติดคุกเขมรอยู่หลายปี บางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร

               แต่ขณะที่บางคนถามว่าอ้าว! ทำไมล่ะ ก็ คสช. ช่วยเขาออกมาจากคุกไม่ใช่เหรอ?

               อย่างล่าสุด สดๆ ร้อนๆ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ศาลได้ตัดสินยกฟ้องในคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเมื่อปี 2551 ซึ่งเขาก็ร่วมอยู่ในนั้น

               เมื่อศาลตัดสินออกมาแบบนั้น วีระก็แสดงออกอย่างชัดเจนในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Veera Somkwamkid” ท่วงทำนอง “ผิดหวังมาก!!”

               “มีนักโทษหลายคนที่ติดคุกทั้งที่เขาเป็นแพะ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และก็มีคนผิดอีกจำนวนมากที่ศาลยกฟ้อง ทั้งๆ ที่เขาทำความผิดจริงๆ”

               จากนั้นพอกระแสข่าวระบุถึงการขู่ฟ่อๆ ของ คสช. ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาประท้วงคำตัดสิน วีระก็จัดอีกดอกผ่านพื้นที่เดิม คัดลอกมาแต่ที่น่าจะผ่านเซ็นเซอร์ว่า

               “คุณอ้างว่าคุณเสี่ยงชีวิตทำรัฐประหารเพื่อชาติ ประชาชนที่รักชาติเขาก็เสี่ยงชีวิตทำเพื่อชาติ” (เหมือนกัน)

               ทั้งหมดนี้แม้ว่าทุกคำล้วนแล้วแต่กลั่นมามาจากความนัยของคนที่ต้องเจอคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้วทั้งสิ้น! แต่เบื้องหลังถ้อยคำเหล่านั้น ชัดเจนว่าขอชนกับ คสช. เต็มที่!

               ส่วนถ้าถามว่าทำไม คงต้องย้อนไปดูไทม์ไลน์ของชีวิตวีระ หลังออกจากคุกเปรย์ซอร์แดนเขมร กันอีกที

               กล่าวคือ หลังจากวีระถูกจับไปตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2553 หรือในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทั่งถูกปล่อยตัวเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2557 รวมระยะเวลาที่เขาถูกคุมขัง 3 ปี 6 เดือน 2 วัน หรือรวมแล้ว 1,281 วันนั้น

               แต่เมื่อเขาออกมาก็ถือว่าเข้ามาสู่ยุคของรัฐบาลทหารโดย คสช.พอดิบพอดี และเวลานั้นเสียงทุกสายก็แซ่ซ้องกันว่าเป็นการคืนความสุขของ คสช. วีระถึงได้รับอิสรภาพในครั้งนั้น

               ความน่าสนใจจึงมาอยู่ที่ว่าเวลานั้นวีระเองก็มีการกล่าวขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้รับการปล่อยตัวเร็วมาก

               แต่ปรากฏว่า การณ์ที่ดูแล้วน่าที่จะแฮปปี้เอนดิ้ง กลับกลายเป็นว่าตลอดมานับจากนั้น วีระกลับมีประเด็นกับ คสช.อยู่เนืองๆ

               มุมหนึ่งอาจเป็นเพราะ “ตัวตน” ที่เรารู้จักกันดีว่าเขาคือเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) งานของเขาจึงหนีไม่พ้นการเคลื่อนไหวตามบทบาท

               ที่ผ่านมาก็ทำมาแล้วหลายงาน เช่น การเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2549 และการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วงปี 2551

             จนแม้ไปติดคุกเขมร ก็เพราะการเคลื่อนไหวเรื่องทวงคืนดินแดนไทยรอบปราสาทพระวิหาร จนพอออกมาได้ก็ยังคงเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ

             เราจึงได้เห็นวีระ ชนกับทางการหลายครั้งหลายครา เรียกว่านับแต่กลับบ้านได้ไม่กี่วันเลยทีเดียว

             ไล่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557 เขาก็ถูกจับกุมขณะกำลังเดินขบวนในกลุ่มเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน จนถูกดำเนินคดีในข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน

             หลังจากนั้นเขาก็ยังออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ โดยไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ

             ที่สุดบางคนถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า นับแต่นั้นวีระก็เหมือนตกอยู่ในสถานะที่ถูกจับตาจากทางการแบบกระดิกตัวลำบาก

             โดยเฉพาะเมื่อเพราะเขาเกิดบ้าดีเดือดไปแสดงเจตจำนงผ่านเฟซบุ๊กว่าอาจจะไปประท้วงการเดินทางมาเยือนไทยของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ช่วง 18-19 ธันวาคม 2558

             เท่านั้นแหละ ผลที่ตามมาคือ เจ้าตัวต้องออกมาโวยวายว่า โดนทหารไปบุกล้อมบ้านพัก บริเวณหมู่บ้านนวธานี รวมทั้งบุกล้อมบ้านภรรยาและแม่ยายใน จ.ลำปาง อีกด้วย!!

             ความจริงคืออะไรไม่มีใครเห็นกับตา แต่ที่แน่ๆ การโพสต์ครั้งนั้นของวีระ ทำเอาบิ๊กตู่โกรธจัด จึงจัดชุดใหญ่ด้วยการพูดออกสื่อ แสดงความผิดหวังที่ดำเนินการให้มีการปล่อยตัวเขาออกจากคุกเปรย์ซอร์!

             และจุดตอนนั้นเองที่เหมือนวีระขาดผึง! ถึงกับต้องออกมาแฉอีกหลายครั้งว่าเรื่องที่ตนได้รับการปล่อยตัวนั้นไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการประสานของบิ๊กตู่แม้แต่น้อย!!

             อย่างปีก่อน 2 กรกฎาคม 2559 ก็ยังบอกในเฟซบุ๊กของตนเองว่า การที่ตนพ้นออกจากเรือนจำไม่ใช่ผลงานของรัฐบาล คสช. อย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นเพราะตนได้รับการอภัยโทษต่างหาก!

             ก็ชัดเจนว่าเป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการพร้อมที่เดินหน้าวิพากษ์ ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

             ไล่ตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2559 เขาเดินหน้าชน คสช. ถึงสองเรื่อง คือกรณีบุตรชายของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลางโหม เปิดบริษัทในค่ายทหาร และได้รับงานจากกองทัพภาคที่ 3

             พอมาช่วง 15 มีนาคม 2560 แม้ว่าเขาก็เจอหมายจับข้อหากระทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังเผยแพร่โพลล์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านเฟซบุ๊ก แต่หากว่ามีสิ่งที่ี่เขาไม่เห็นด้วยเกิดขึ้น เขาก็ชน!

             ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกัมพูชา วีระก็จะไม่ถอย โดยเพิ่งเดินทางไปตรวจสอบบ่อนกาสิโนที่อยู่ใกล้จุดผ่านแดนสายตะกู ว่าก่อสร้างอยู่ในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน หรือในพื้นที่ของกัมพูชาจริงหรือไม่

             แถมระหว่างนั้นก็มักจะโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เช่นเคย เปรียบเทียบโครงการรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าทำไมททารทำรถไฟความเร็วปานกลาง คุณภาพด้อยกว่า แต่กลับไม่มีการตั้งคำถามกันเลย

             มาหนล่าสุดนี้ วีระก็ยังคงเป็นคนเดิมที่จะไม่ยอมหยุดง่ายๆ กับเรื่องคำตัดสินคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ 7 ตุลาคม 2551 ที่เขาบอกเลย “รับไม่ได้!!”

             เขาจึงไปยื่นเรื่องขอให้ ป.ป.ช. อุทธรณ์คำพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไป

             ก็ไม่รู้ว่าสุดท้าย วีระ กับ คสช. จะไปลงกันที่ตรงไหน แต่ที่แน่ๆ ถ้ามองมุมที่เขายังคงทำหน้าที่ของตนเองต่ออย่างไม่ลดละ นี่แหละที่ต้องยอมใจ!