“เหลือง” หรือ “แดง”?”เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” งานนี้มี งงเด้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/291037

“เหลือง” หรือ “แดง”?”เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” งานนี้มี งงเด้!

คนในข่าว  :  7 ส.ค. 2560
ประธานสภานิสิตจุฬาลง, สภานิสิตจุฬาฯ, คลิปล็อคคอนิสิต, พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณนิสิตใหม่จุฬาฯ, เนเน่, เนติวิทย์ โชติภัทรไพ, แฟรงค์ เนติวิทย์, อเจษฎ์, เจษฎา เด่นดวงบริพันธ, รศดรเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, เหลือง, หรือ, แดงเจษฎา, เด่นดวงบริพันธ์, งานนี้มี, งงเด้, แดง, เนติวิทย์, ราโชมอน ตอน , และอิมเมจรอด,  และบ

ถึงกับอ้าว!! พร้อมกันทั้งบางว่า อาจารย์คนนี้เสื้อแดงไม่ใช่เหรอ!! แล้วทำไมถึงทำอยา่งนี้กับ เนเน่ได้!!

               จากปมคลิปดัง ที่ “เนติวิทย์กับพวก” ถูกอาจารย์ล็อกคอในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณนิสิตใหม่จุฬาฯ ที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล จนเกิดเป็นข้อถกเถียงแตกออกเป็นสองฝ่าย ตามที่รู้กันนั้น

               เสียงจากมุมหนึ่ง ที่ออกมายืนยันชัดเจนว่า งานนี้ฝ่ายของ “เนเน่” (เนติวิทย์) นั้นผิด! ที่เป็นฝ่ายจัดฉากป่วนก่อนว่า

               “ราโชมอน ตอน “ผมคิดว่า เนเน่ผิด จุฬาฯ พลาด (และอิมเมจรอด)” และบอกว่า “สำหรับเนเน่ แม้ว่าใครๆ ก็รู้ว่าผมเป็นฝ่ายสนับสนุนเค้า แต่งานนี้ (รวมทั้งงานปีก่อนด้วย) ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเรานะ และที่เราต้องคำนึงให้มาก คือ ปีนี้เรามีตำแหน่งอันทรงเกียรติคือประธานสภานิสิตอยู่ด้วย จะทำอะไร ควรคิดถึงชื่อเสียงระยะยาวขององค์กรด้วย”

               ที่สุดถึงขั้นเสนอว่า ถ้างานนี้ทำให้สภานิสิตฯ เสียหาย เนเน่ก็ควรถูกถอดถอนจากตำแหน่งประธานสภานิสิตจุฬาฯ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ!

               กล่าวถึงตรงนี้ปั๊บ ขณะที่ชาวเน็ตกำลังตีกันอยู่ ก็ถึงกับ “สตั๊นท์” พร้อมกันไปหลายวินาที แล้วหันกลับมามองไปยังเจ้าของคำกล่าวนี้

               ปรากฏว่าเป็น เจ้าเก่า รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เรารู้จักกันดี

               ที่สุดก็ ถึงกับอ้าว!! พร้อมกันทั้งบางว่า อาจารย์คนนี้เสื้อแดงไม่ใช่เหรอ!! ทำไมพูดงี้?

               พอถึงตรงนี้ ฝ่าย อ.เจษฎ์เองก็ถามเหมือนกันว่า แล้วทำไมพูดอย่างนั้น? เพราะที่จริงตนเองก็เคยออกตัวมาตลอดว่า ไม่อยู่ฝ่ายไหน อยู่ข้างข้อเท็จจริงเท่านั้น!!

               และก็น่าจะเป็นตามนั้น หากใครติดตาม อ.เจษฎ์คนนี้อย่างจริงจัง จะพบว่าที่ผ่านมานักวิชาการคนนี้ถือว่าเป็นตัวพ่อแห่งวงการตีแผ่ความจริง

               โดยเฉพาะในงานสายที่ตนเองถนัด คือ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ โดยจะปรากฏตัวในนาม JD300 แห่งห้องหว้ากอ ในเว็บไซต์พันทิป จะเรียกว่าเป็นคนในยุคบุกเบิกสื่อสังคมออนไลน์ก็ว่าได้

               และจากที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ GT200 โดยการจุดประกายจากล็อกอิน Geneticist แห่งห้องหว้ากอ ร่วมกับ อ.เจษฎ์ในนาม JD300 หรือ ผศ.ว่าที่ร.ต.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ จุฬา พิทยาภินันท์ นิสิตปริญญาเอกอีกคนที่เข้ามาร่วม และใช้สถานะทางสังคมเข้าช่วยกดดันให้เกิดการตรวจสอบ

               ที่สุดเป็นข่าวดังจนคนไทยเริ่มรู้จัก อ.เจษฎ์เป็นวงกว้าง เพราะเขากล้าบอกเลยว่า GT200 แท้จริงแล้วไม่ต่างอะไรกับ “ไม้ล้างป่าช้า” เพราะไม่มีหลักการวิทยาศาสตร์อะไรรองรับในการทำงาน

               และก็นับแต่นั้นมา หากพูดถึงชื่อ อ.เจษฎา แล้ว เสียงปรบมือก็จะมาจากคนเสื้อแดง

               แน่นอนไม่ว่าเจ้าตัวจะพยายามบอกอยู่ตลอดเวลาว่า เขาคือคนที่อยู่ข้างความจริง! และแม้ว่าภายหลัง ตอนช่วงปี 2556 ศาลอังกฤษได้พิพากษาให้จำคุก เจมส์ แมคคอร์มิค เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาหลอกขายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม หรือ GT200 ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

               หรือแม้ว่า อ.เจษฎ์ ที่ภายหลังออกมาเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ในฐานะ “นักสื่อสารวิทยาศาสตร์” ที่มีคนติดตามเรือนแสน โดยจะออกมานำเสนอความจริงของเรื่องราวต่างๆ ที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด เช่น ข้อถกเถียงว่ากินน้ำในขวดพลาสติกที่ทิ้งไว้ในรถที่จอดกลางแดดได้หรือไม่ ฯลฯ

               เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ภาพความเป็นคนเสื้อแดงของนักวิชาการคนนี้หายไปได้

               ยิ่งมายุคหลังๆ ที่การเมืองไทยร้อนแรง อ.เจษฎ์ก็มักจะออกมาแสดงจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ รัฐบาลทหาร และต่อต้านกลุ่ม กปปส. ทั้งแสดงความคิดเห็นผ่านสังคมออนไลน์ และโพสต์สถานะต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้ภาพความเป็นเสื้อแดงของ อ.เจษฎ์แรงขึ้นทุกขณะ

               แต่แล้ว พอมาเกิดกรณี “เนเน่” ครั้งนี้ กลายเป็นว่าภาพของ อ.เจษฎ์ จากที่ดูแล้วน่าจะไปทางแดง แต่ทำไมใจเริ่มเอนเอียงมาทางเหลือง ตกลงจุดยืนของเขาอยู่ตรงไหนกันแน่? หรือที่แท้เขาคือ “คนแอ๊บกลาง!”

               อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า ณ จุดนี้ เจ้าตัวจะรู้สถานการณ์ดี เลยออกมาโพสต์ ช่วงวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า

               “วันที่ออกมาปกป้องเนเน่ สังคมก็ด่าว่าเป็นควายแดง วันที่ออกมาอบรมเนเน่ สังคมก็ด่าว่าเป็นสลิ่มเหลือง อีก 50 ปี 100 ปี สังคมไทยก็คงไม่พ้นวิธีคิดแบบ “ไม่เห็นด้วยกับกู ก็ต้องเป็นพวกศัตรูกู” ต่อไปแน่ๆ”

               “แต่ยังไง ก็ยังรักนะ พร้อมจะเป็นหนึ่งในอาจารย์จุฬาฯ ไม่กี่คนที่ออกตัวว่าเป็นแบ็กให้เรา อยู่เหมือนเดิมครับ อ.เจษฎ์ คนเดิม… เพิ่มเติมแค่เชียร์ อิมเมจ กับ BNK48” (เผื่อใครไม่ทัน BNK48 คือวงไอดอลสาวน้องใหม่สายพันธุ์ไทยหัวใจญี่ปุ่นสุดน่ารัก)

               พร้อมยังพูดติดตลกว่า สงสัยว่า “งานเนเน่” จะเป็นแผนพลีชีพช่วย “อิมเมจ” คือเรียกกระแสให้ไหลมาทางตนเอง แทนที่จะให้สังคมเอาแต่รุมด่าอิมเมจ

               หรือถ้าจะย้อนไปอีกวัน เขาก็เพิ่งโพสต์บอกว่า ตนเองนั้นตอนที่จุฬาฯ และหลายมหาวิทยาลัยเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย ตนเองก็ไปร่วมด้วย พร้อมทั้งมีการเริ่มกิมมิกเป่านกหวีดเป็นครั้งแรกๆ อีกต่างหาก เพียงแต่ขณะนั้น ยังไม่เกิดการชุมนุมปิดถนนของ ปชป. คปท. หรือ กปปส. ด้วยซ้ำ

ถึงตรงนี้ ยังไงหลายคนก็คงสับสนไปแล้ว โดยหากว่าใครจะจัดกลุ่มให้เขาไปอยู่ฝ่ายไหน ก็คงต้องเอาที่สบายใจ

               ส่วนถ้าถามว่าคนเป็นกลางต้องเป็นแบบไหน? อะไรถึงจะวัดค่าความกลาง เป็นด่าง หรือเป็นกรด คนที่รู้ดีที่สุดก็คงเป็นเจ้าตัว เอาตามนี้แล้วกัน!

เชื่อว่ามีพระรอด! “พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ฤาจะเป็นสายล้อฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/290655

เชื่อว่ามีพระรอด! “พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ฤาจะเป็นสายล้อฟ้า

คนในข่าว  :  4 ส.ค. 2560
7 ตุลาคม 2551, สลายม็อบพันธมิตรปี 2551, ศาลยกฟ้องคดีสลายม็อบพันธมิตร, คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2551, พลอประวิตรวงษ์สุวร, พลอประวิตร เยือน, น้องบิีกป้อม, พัชรวาช บิ๊กป๊อด, พลตอพัชรวาท วงษ์ส, พลตำรวจเอกพัชรวาท, พัชรวาท สนช, เชื่อว่ามีพระรอด, พัชรวาท, วงษ์สุวรรณ, ฤาจะเป็น

คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ ปี 2551 ซึ่งบิ๊กป๊อดรอดมาได้ดังกล่าว หากคิดตามกระแสว่าเป็นเพราะพลังงานบางอย่างจากพี่ชายสุดที่รัก  ก็ใช่ว่าจะคิดไม่ได้!!

                เมื่อคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2551 ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง โดยพูดกันว่างานนี้  เกิดแรงกระเพื่อมระดับหนึ่ง

                ในเรื่องนี้ ทางฝ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อนักข่าวถามมา ก็ตอบได้เลยว่า “ไม่เกี่ยว!”

                ไม่เกี่ยวแรก คือ ถ้าจะชุมนุม ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

                ไม่เกี่ยวสอง คือ เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯ เองก็ใช่อื่นไกล เป็นถึงแนวร่วมสนับสนุน คสช.ด้วยซ้ำ แต่ถ้าผลการตัดสินของศาลครั้งนี้้ พวกเขาคงไม่พึงใจนัก ก็จะทำไงได้ ก็ต้องว่าไปตามศาล !

                ไม่เกี่ยวสาม คือ ถามว่าหนึ่งในจำเลยของคดีนี้ คือ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยังเกอร์บราเดอร์ของบิ๊กป้อม ซึ่งหลายคนฟันธงว่าจุดนี้เองที่ส่งผลต่อคำตัดสิน บิ๊กป้อมก็บอกทันทีว่า “ไม่เกี่ยว เพราะในคดีมีคนเป็นอดีตนายกฯ 2 คน แต่ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นอดีต ผบ.ตร. เท่านั้น”

                ก็เป็นอันว่า คำตอบของบิ๊กป้อมชัดเจนดี ไม่ต้องทวนซ้ำ! ส่วนว่าจะทำความเคืองข้องหมองใจให้แก่ฝ่ายพันธมิตร จนต้องออกมาฮึ่มกลางถนนอีกหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป

                แต่ที่แน่ๆ หากย้อนไปดูถึงคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2551 ซึ่งบิ๊กป๊อดเป็นจำเลยที่ 3 แต่ก็รอดคดีมาได้ดังกล่าว หากคิดตามกระแสว่าเป็นเพราะพลังงานบางอย่างจากพี่ชายสุดที่รัก  ก็ใช่ว่าจะคิดไม่ได้

                เพราะหากดูจากโปรไฟล์เส้นทางชีวิตและการทำงาน จะพบว่าบ่อยครั้งที่มีประเด็นชวนให้คล้อยตามว่าเป็นเช่นนั้น

                พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เกิดเมื่อ 22 มีนาคม 2492 เป็นชาวบางกะปิ กรุงเทพฯ บิดาคือ พล.ต.ประเสริฐ วงษ์สุวรรณ มารดา คือ สายสุนี วงษ์สุวรรณ มีพี่น้อง 4 คน คือ พล.อ.ประวิตร, พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ

                นอกจากนี้ยังมีน้องชายแฝดอีกคู่หนึ่ง คือ พันธุ์พงษ์ เป็นข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองประธาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ หรือ ‘โค้ชก๊อก’ อดีตกุนซือผู้สร้างนักเตะโด่งดังประดับวงการลูกหนังไทย เสียชีวิตไปเมื่อ 2555

                บิ๊กป๊อดสมรสกับ “สมถวิล” มีบุตรสาว 2 คนคือ พ.ต.ท.ภญ.พัชรา และ ร.ต.อ.หญิง นวพร วงษ์สุวรรณ ผู้ช่วย นว.(สบ1) ผบช.สตม. ที่เพิ่งขึ้นเป็น นว.(สบ2) ผบช.ภ.5 เมื่อเร็วๆ นี้

                “บิ๊กป๊อด” จบมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล แล้วไปต่อโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 9 จากนั้นไปจบ รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.25) และจบศิลปศาสตรมหาบัณฑิต พัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                ย้อนไปดูเส้นทางราชการ เริ่มจาก เป็น รอง สว. กองบังคับการการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จากนั้น เป็นรอง สว. กองทะเบียน แล้วย้ายมาดูงานกำลังพลที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) สว. ธุรการ กองกำกับการกำลังพล กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการสอบสวนกลาง

                ที่สุด หลังจากขึ้นเป็น ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว ปลายทางสีกากีขั้นสูงสุดของเขา จึงดำเนินมาอยู่ที่ “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” โดยดำรงตำแหน่งต่อจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ในปี 2551

                หากแต่เพียงไม่ถึง 1 ปี บิ๊กป๊อดต้องลงจากเก้าอี้ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 เพราะบ้านเมืองมีเหตุชุมนุม บิ๊กป๊อดได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช จนเป็นเหตุให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น และเป็นคดีจนเจ้าตัวต้องออกจากราชการ

                แต่ไม่นาน เขาก็ได้รับคำสั่งจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม เวลานั้นสื่อต่างฮือฮากันยกใหญ่ ค่าที่จัดว่า เป็นระดับผู้บัญชาการคนแรกแห่งรั้วปทุมวันที่ถูกสั่งย้ายแล้วสามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งได้

                และยังเป็น ผบ.ตร. ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ ถึง 3 ราย นับจาก สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่ามกลางวิกฤติการณ์การเมืองไทย ปี 2548–2553

                งานนี้ถามว่าเพราะอะไร เรื่องนี้อาจต้องไปพูดกันหลังไมค์ แต่ที่แน่ๆ เรียกได้ว่า กับทั้ง 3 นายกฯ บิ๊กป๊อดนั้นได้ทำงานใหญ่เสมอ

                อย่างช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เดือนเมษายน 2552 เขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.)

                แต่ปรากฏว่า ภายหลัง เขากลับต้องมาเจอ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนักการเมือง และนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม โดยบิ๊กป๊อด เป็น ผบ.ตร. ดูแลการชุมนุม ถูกซัดทอดจากพยานว่า เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

                นายกฯ อภิสิทธิ์ จึงให้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เท่านั้นยังไม่พอ นายกฯ คนหล่อ ยังตามซ้ำ ด้วยการเซ็นให้บิ๊กป๊อดออกจากราชการ อันเป็นไปตามระเบียบที่ มติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง

                อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น บิ๊กป๊อดก็เดินหน้าสู้คดีเรื่อยมา จนเกิดรัฐประหารอีกรอบช่วงปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ก็ได้คืนตำแหน่ง ผบ.ตร. ให้แก่บิ๊กป๊อด

                โดยยกโทษปลดออกจากราชการให้ บวกควบตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อีกต่างหาก !!

                เป็นอันว่า “บิ๊กป๊อด” คนนี้ ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่เร้าใจ เพราะเขาเป็น ผบ.ตร. คนแรกที่ได้คืนตำแหน่งเดิมถึงสองครั้งสองครา

                และเป็นคนแรกที่ทำให้ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร (เวลานั้นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์) มีคำสั่งยกโทษปลดออกจากราชการ มีผลทำให้ มติ ก.ต.ร.ใหญ่กว่า มติ ป.ป.ช.

                อย่างไรก็ดี แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่อง “น้องพี่ป้อม” ก็ต้องเคารพในคำตัดสินของศาล นั่นเอง!

เรื่องโชคเคราะห์ “สุชาติ เหมือนแก้ว” หิ้วกระเป๋ากลับบ้าน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/290520

เรื่องโชคเคราะห์ “สุชาติ เหมือนแก้ว” หิ้วกระเป๋ากลับบ้าน?

คนในข่าว  :  3 ส.ค. 2560
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช), 7 ตุลาคม 2551, คดีสลายม็อบพันธมิตรปี 2551, คดีสลายม็อบเหลือง, คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ, การตัดสินคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ, สุชาติ เหมือนแก้ว, พลตทสุชาติ เหมือน, ต, เรื่องโชคเคราะห์, สุชาติ, เหมือนแก้ว, หิ้วกระเป๋ากลับบ้าน, สายฮา, สีสันของวัน, รรผบก, วปอ48

การเตรียมตัวเตรียมใจของ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ว่าต้องนอนคุกแน่ๆ ปรากฏว่าได้ขนกระเป๋ากลับบ้าน งานนี้ไม่รู้ทำเอาเคล็ด หรือทำเอาขำกันแน่ ก็ “สายฮา” นี่นา!

               วันนี้เราอาจจะรู้กันแล้วว่า ไฮไลท์ของการตัดสินคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ เมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ผลออกมาว่าศาลยกฟ้อง ซึ่งทำให้ความตื่นเต้นลุ้นระทึกจบลง แม้ว่าภายภาคหน้า ป.ป.ช.ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้จะยืนอุทธรณ์คำสั่งศาลหรือไม่ก็ตาม

               แต่ที่เด็ดต่อเนื่องมา ซึ่งต้องขอยกให้เป็น “สีสันของวัน” คือการเตรียมตัวเตรียมใจของจำเลยที่ 4 พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว หรือ “บิ๊กเบื๊อก” อดีต ผบช.น. อายุ 66 ปี ที่ก่อนจะฟังคำตัดสิน ถึงกับออกอาการถอดใจทำนองว่า แม้จะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นในคำพิพากษาของศาล แต่ถ้าผลจะออกมาอย่างไรก็ยินดีน้อมรับ เพราะอยากให้จบ สาธารณชนจะได้รู้เสียที

               เท่านั้นยังไม่พอ ยังแถมด้วยการบอกกับสื่อมวลชนว่า เตรียมกระเป๋ามา 2 ใบ ถ้าอะไรไม่เป็นไปดังหวัง ก็คงจะไม่ยื่นอุทธรณ์แล้ว เพราะ “เบื่อ”!!

               เป็นไงล่ะ! ทีนี้มาดูกันว่า พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็นใครกันแน่ ทำไมถึงมาได้ตกเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ปรากฏว่าค้นไปค้นมา พบเลย เขาคือหนึ่งในคนที่ได้รับฉายาว่า “เพื่อนแม้ว !”

               พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2494 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

               และจบปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2538 และจบนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ช่วงปี 2543

               นอกจากนี้ ยังผ่านการอบรมหลักสูตรโรงเรียนผู้บัญชาการรุ่นที่ 18 (ร.ร.ผบก.) และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 48 (วปอ.48)

               รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2516 ในกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เป็น ผู้บังคับหมวด (ผบ.มว.) จากนั้นเติบโตผ่านตำแหน่งสำคัญในกองปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) มากมาย จนได้เป็นนายพล ติดยศ พล.ต.ต. เมื่อปี 2544 ช่วงรัฐบาลทักษิณ โดยเป็น ผบก.อก.บช.ก. กระทั่งโยกเป็น ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ในปี 2546 กระทั่งขึ้นหม้อจนเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในปี 2547 และโยกมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551

               ต่อมามีความวุ่นวายทางการเมืองจากม็อบเสื้อเหลือง พล.ต.ท.สุชาติ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และทำเนียบรัฐบาล

               ซึ่งที่สุด 1 ตุลาคม 2551 พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ก็ขึ้นรับตำแหน่ง ผบช.น.แทน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ว่ากันว่าไม่เด็ดขาดกับม็อบเหลืองเท่าที่ควร

               โดยงานนี้ ปรากฏว่ารับไม้ต่อเพียง 7 วัน ม็อบพันธมิตรฯ ก็แตกกระจายในการสลายการชุมนุมที่มี พล.ต.ท.สุชาติ บัญชาการนั่นเอง

               แต่การเมืองไม่นิ่งอย่างที่รู้กัน เมื่อขั้วเปลี่ยน รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จัดการย้ายเขาไปเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4) กระทั่งปลายเดือนตุลาคม 2552 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีมติปลดเขาออกจากราชการ

               ด้วยเหตุผลที่เดาไม่ยาก คือ ความผิดร้ายแรงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อ 7 ตุลาคม 2551 จากการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั่นเอง

               สำหรับเส้นทางชีวิตราชการนั้น ที่สุดเขาก็ไม่ได้กลับเข้ารับราชการจนกระทั่งเกษียณอายุ 31 ตุลาคม 2554 แต่ระหว่างนั้นก็มีการฟ้องศาลปกครองให้ สตช.รับกลับเข้ารับราชการตามมติ ก.ต.ร.

               ซึ่งขณะที่ผลยังไม่สรุป แต่ ครม.ในยุคยิ่งลักษณ์ ก็ยังแต่งตั้งให้เขาเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 จนภายหลัง ศาลมีคำตัดสินไม่รับคำฟ้องที่เขาขอกลับเข้ารับราชการ เหตุเพราะยื่นฟ้องหลังวันที่กฎหมายให้โอกาสไว้ นั่นเอง

               ไม่มีข้อมูลว่าทำไมเพื่อนร่วมรุ่นจึงพากันเรียก พล.ต.ท.สุชาติ ว่า “เบื๊อก” จนภายหลังสื่อมวลชนก็พากันเรียกว่า “บิ๊กเบื๊อก” หรือ “เดอะเบื๊อก” แต่มุมหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวงในเขาว่ากันว่า บิ๊กเบื๊อกคนนี้ เป็นนายตำรวจที่มีมุกตลกแพรวพราวชนิดตลกคาเฟ่ยังอาย ! ส่วนจะจริงหรือไม่เรื่องนี้ต้องไปสืบค้นกันดู

               แต่หากดูลึกเข้าไปในตัวตนของเพื่อนร่วมรุ่น นรต.26 ซี้ทักษิณคนนี้ จากสื่อหลายสำนักระบุถึงเขาว่า ที่จริงเขานั้นถูกวางตัวให้เป็น ผบช.น. เพื่อรับมือกับม็อบโดยเฉพาะ

               เรื่องการบริหารจัดการม็อบนั้น เจ้าตัวเคยชี้แจงไว้ ท่วงทำนองตำรวจไม่คิดทำร้ายประชาชน เชื่อเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

               “ความเจ็บปวดต้องให้ย้อนกลับไป เปิดรอยยิ้มกลับมา น้ำตาต้องไหลกลับ เชิดหน้าเข้าไว้ เพราะก้มแล้วน้ำตามันจะหยด ตำรวจต้องอดทน ไม่ว่านาทีนั้นจะวิกฤติอย่างไร”(มติชนสุดสัปดาห์ พฤศจิกายน 2551)

               จริงอยู่ที่สื่อมวลชน มิใช่มาตรวัดที่เที่ยงตรงอีกแล้วทุกวันนี้ แต่คำตัดสินของศาล ได้ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้

               เมื่อล่าสุด 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังผ่านมา 9 ปี ที่ พล.ต.ท.สุชาติ ต้องวนเวียนขึ้นศาลครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขาถึงกับบ่น “เบื่อ” ออกมาให้ได้ยินทั่วกัน

               ขนาดอุตส่าห์ทำใจแพ็กกระเป๋ามาตั้งสองใบขนาดนั้น กะนอนยาว ไม่อุทธงอุทธรณ์อีกต่อไปแล้ว ก็เชื่อแล้วว่าเบื่อจริงๆ

               แต่คำพิพากษาที่จบลงวันนี้ คงทำให้เขาพอจะมีรอยยิ้มออกมาบ้าง ไม่ว่า ป.ป.ช. ฝ่ายโจทก์จะเดินหน้าอุทธรณ์ต่อหรือไม่ก็ตาม

               ตอนนี้ขอขนกระเป๋ากลับไปนอนบ้านก่อนแล้วกัน

วิถีดาวดิน “จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา” ไผ่ไหวในคืนพายุโหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/290387

วิถีดาวดิน “จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา” ไผ่ไหวในคืนพายุโหม?

คนในข่าว  :  2 ส.ค. 2560
ไผ่ ดาวดิน โพสต์ข้อความ, ไผ่ ดาวดินได้รับอิสรภาพ, พ่อไผ่ ดาวดิน, วิบูลย์ บุญภัทรรักษา, วันเกิดไผ่ดาวดิน, ไผ่ยังไม่ออกจากเรือนจำ, ไผ่ติดคุก, ต้านรัฐประหาร, ไผ่ดาวดิน, ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ไผ่ ดาวดิน, วิถีดาวดิน, จตุภัทร์, บุญภัทรรักษา, ไผ่ไหวในคืนพายุโหม, ดาวดิน, ทนายอู๊ด, พิณ, prachataicom2017

ความผูกพันในครอบครัวอาจเป็นสิ่งที่ทั้งยึดเหนี่ยว และผลักดันไปพร้อมกัน สำหรับไผ่ ที่ทำให้เขาไม่หยุดเคลื่อนไหวก็เป็นได้

               1 สิงหาคม เป็นวันเกิดไผ่ ดาวดิน สำหรับคนไทยอีกมาก ก็แค่อีกวันหนึ่งที่ดำเนินต่อไป แม้ว่าไผ่จะยังคงอยู่ในคุกก็ตาม

               แต่แน่นอนสำหรับครอบครัวของไผ่ ถ้าคิดจากสามัญความรู้สึกมนุษย์ นี่ย่อมเป็นอีกวันที่เรารู้ดีว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร

               จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่” เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2534 ปัจจุบันอายุ 26 ปี เป็นคน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ บิดามารดา คือ วิบูลย์ และพริ้ม น้องสาวคือ พิณ หรือ พร้อมพร บุญภัทรรักษา

               สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษา “ไผ่ ดาวดิน” เคยเป็นนักดนตรีพื้นเมือง เล่นดนตรีได้หลายชนิด และเคยเข้าร่วมแข่งดนตรีจนได้รางวัลอันดับ 1 ภาคอีสาน ทั้งรุ่นประชาชนและเยาวชน

               อย่างที่รู้กันว่า “ไผ่” เป็นนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเคลื่อนไหวในนามกลุ่มดาวดิน ที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

               แรกเริ่มคนไทยพอจะรู้จักเขาอยู่บ้างจากการต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการโครงการพัฒนาต่างๆ ในภาคอีสาน ในนามของกลุ่ม “ดาวดิน” แต่ที่เริ่มเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากก็คือบรรดาปฏิบัติการชนรัฐบาลทหารในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ช่วงปี 2557 และมีประเด็นต่างๆ จนต้องเข้าออกเรือนจำเรื่อยมา

               จนครั้งสุดท้ายช่วงธันวาคมปีที่แล้ว ไผ่ยังไม่ได้ออกมาจนวันนี้กว่า 7 เดือนแล้ว ถึงขนาดต้องสอบวิชาสุดท้ายเตรียมตัวเป็นบัณฑิตกันจากเรือนจำเลยทีเดียว

               อย่างไรก็ดี หากโฟกัสเฉพาะงานดั้งเดิมของกลุ่มดาวดิน จะเห็นว่าเป็นงานเพื่อคนด้อยโอกาสจริงๆ โดยช่วงแรกจะมีวิธีการทำงานจะเรียนรู้ประเด็นปัญหาจากชาวบ้าน แล้วสมาชิกกลุ่มก็ช่วยกันสรุปบทเรียน จากนั้นมีการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ชาวบ้าน

               กระทั่งมีการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไปด้วย จึงทำให้ดาวดินรุ่นหลังๆ เริ่มขยับวิธีการทำงานไปเป็นการ์ดป้องกันชาวบ้านและร่วมช่วยชาวบ้านเคลื่อนไหว ต่อสู้ผลกระทบจากการแย่งชิงทรัพยากรมาสิบกว่าปีแล้ว

               อย่างข่าวดังที่พวกเขาร่วมกันต่อสู้กับชาวบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากกรณีเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ช่วงปี 2556 พวกเขาเคยคุกเข่าเปียกปอนท่ามกลางสายฝน เป็นรั้วขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ปะทะชาวบ้านมาแล้ว

               เพียงแต่ช่วงหลังรัฐประหารการเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวดินกลับยืนอยู่ตรงกึ่งกลางของการเมืองกับประชาชนที่หลายคนแยกไม่ออก ภาพของพวกเขาจึงเพี้ยนไปในสายตาคนอีกฟาก

               โดยเฉพาะกับไผ่ ดาวดิน ที่ดูจะฉายแสงแรงกว่าดาวดวงอื่นในกลุ่ม ถามว่าอะไรหล่อหลอมเขามาแบบนี้

               แน่นอนเมื่อหันไปมองทางครอบครัวด้วยสายเลือดของลูกทนายทั้งพ่อและแม่ โดยเฉพาะพ่อวิบูลย์ บุญภัทรรักษา หรือ “ทนายอู๊ด” ก็เป็นทนายความสายสิทธิมนุษยชน ร่วมทีมทองใบ ทองเปาว์

               แต่สายเลือดอย่างเดียวไม่พอ บ้านนี้ยังพูดภาษาเดียวกันอีกด้วย ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นความเคลื่อนไหวของคนในครอบครัวไผ่ ที่ชัดเจนว่าสนับสนุนและเคียงข้างเขามาตลอด พยายามที่จะขอประกันตัวไผ่ครั้งแล้วครั้งเล่า

               โดยครั้งสุดท้ายที่ยืนคือ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวแจ้งไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า นี่คือครั้งที่ 10!!

               แต่ไม่สำเร็จเพราะไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาลอุทธรณ์ภาค 4

               ถ้าไม่พูดถูก-ผิด ในทางกฎหมายฉบับปัจจุบัน ความผูกพันในครอบครัวอาจเป็นสิ่งที่ทั้งยึดเหนี่ยว และผลักดันไปพร้อมกันสำหรับไผ่ ที่ทำให้เขาไม่หยุดเคลื่อนไหวก็เป็นได้

               ไม่เช่นนั้นกับรางวัลรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งไผ่ได้รับช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมา พวกเขาจะไม่เพียรพยายามในการยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินประกัน 7 แสนบาท เพื่อขอให้ปล่อยตัวไผ่ไปรับรางวัลดังกล่าวที่เมืองกวางจู เกาหลีใต้ จนแม้ว่าความพยายามดังกล่าวไม่เป็นผล ทั้งสามชีวิต รวมน้องสาวไผ่จึงเดินทางไปรับแทน

               ก่อนหน้านี้วิบูลย์และพริ้มยังเคยให้สัมภาษณ์สื่อประชาไทว่า ไผ่นั้นเคยติดตามผู้เป็นพ่อเคลื่อนไหวกับชาวบ้านตั้งแต่เด็กๆ บทบาทของผู้ปกครองต่อตัวลูกที่มองว่าทำได้แค่ประคับประคอง แต่จะไปชี้นิ้วสั่งการไม่ได้

               พ่อของไผ่เคยพูดว่า “ทางครอบครัวไม่ต้องห่วงเพราะว่าเราเข้าใจ มันจะเป็นอย่างไรข้างหน้าเราคิดว่าเรารับได้ และเราจะร่วมแก้ไขไปด้วยกัน”

               ส่วนแม่เคยบอกว่า ตนเองนั้นก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องการให้ลูกจบมีงานทำ มีรถมีบ้าน แต่ว่าสิ่งที่ไผ่ทำมันคือการช่วยคนในเรื่องที่ทำกิน สิ่งแวดล้อม ตนจึงไม่เสียใจที่ไผ่ทำ และจะเป็นพลังให้ลูกต่อไป

               ด้านน้องสาวไผ่ “พิณ” นักเรียน ม.ปลายโรงเรียนภูเขียว จ.ชัยภูมิ ก็เดินตามพี่ชายมาติดๆ เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าตั้งแต่ที่ไผ่ถูกจับ ชีวิตครอบครัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต่างคนต่างมีภารกิจ ต้องอยู่บ้านคนเดียวที่ชัยภูมิ หากวันไหนพ่อแม่เดินทางไปหาไผ่ที่เรือนจำขอนแก่น

               นอกจากนี้เธอยังเล่าว่า บรรยากาศภายในบ้านเคร่งเครียด แม่จะวิตกกังวลและคิดถึงไผ่อยู่ตลอดเวลา แม้เธอจะพยายามทำตัวสดใส บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้

               โชคดีที่เพื่อนๆ ทั้งในโรงเรียนและจากที่อื่นต่างให้กำลังใจเธอ บางคนอาจจะไม่รู้ในรายละเอียด แต่เมื่อได้เห็นคลิปที่แม่และเธอไม่สามารถพบกับไผ่ได้ก็เข้าใจความรู้สึกทุกข์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ

               สำหรับพิณนั้น เธอเล่าว่าเดิมทีตั้งใจที่จะเรียนในสายนิติศาสตร์ตามพี่ชาย แต่เมื่อเกิดเหตุกับไผ่แบบนี้ก็เริ่มตั้งคำถามหลายๆ อย่างกับกระบวนการยุติธรรม และอาจเบนเส้นทางไปทำอาชีพทนาย โดยทำด้านอื่นที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง (prachatai.com/2017/02/70264)

               พวกเขาก็คือลมใต้ปีกของไผ่ เฉกเช่นพวกเราทั่วไป ที่ครอบครัวคือที่สุดของชีวิต…และยังรอคอยจนกว่าจะถึงวันที่จะได้พบกันอีก

มาแรงสุดๆ “บิ๊กฉัตร” ขวัญใจเกษตรกร งานนี้ “เสี่ยจ๊ะ” การันตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/290221

มาแรงสุดๆ “บิ๊กฉัตร” ขวัญใจเกษตรกร งานนี้ “เสี่ยจ๊ะ” การันตี

คนในข่าว  :  1 ส.ค. 2560
การัน, พลอฉัตรชัย สาริกัล, รมวเกษตรและสหรณ์, รมวเกษตรฯ, รมวเกษตร ฉัตรชัย, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายกฯประยุทธ์, โพล มเกษตร, ธนพร ศรียางกูร, พรรคคนธรรมดา, สมศักดิ์ เทพสุทิน, วังน้ำยม, มาแรงสุดๆ, บิ๊กฉัตร, ขวัญใจเกษตรกร, งานนี้, เสี่ยจ๊ะ, การันตี, บิ๊กนมชง, บิ๊กตู่, ไปสำรวจที่ไหนมา, มันใช่หรือ, ของจริง,

รู้ยัง! “บิ๊กนมชง” คนนี้นอกจากจะชอบดื่มนม และต้องเป็นนมชงเท่านั้น ยังว่ากันว่า บิ๊กท่านี้เป็นที่ไว้ใจของ “บิ๊กตู่” อย่างชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง! ทำไมน่ะหรือ?

               อยู่ๆ โพลล์ ม.เกษตรฯ ออกตัวเลขมาประมาณว่า เกษตรกรไทยทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังโอเคอยู่!! โดยราว 84.18% ยังเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการทำงานของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

               บางคนแทบอยากถามว่า “ไปสำรวจที่ไหนมา??” แต่ถ้าระดับโพลล์จาก ม.เกษตรฯ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “เกษตร” ย่อมต้องน่าเชื่อถือสิ!

               แต่ถ้าใครยังสงสัยว่า “มันใช่หรือ?” ก็ต้องยอมรับว่าข่าวคราวของเจ้ากระทรวงเวลานี้ต้องบอกว่าลดฮวบ โดยเฉพาะที่พลพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่ามีคนแอบอ้างชื่อของเขาและนายกรัฐมนตรีในการตัดสิทธิบางบริษัทที่เข้าประมูลข้าวเพื่อประโยชน์ของกลุ่มเอกชนค้าข้าวของอำนาจเก่า แถมข้าวที่ประมูลก็มีทั้งข้าวดีและข้าวเน่าเพียบ!

               จน พล.อ.ฉัตรชัย  หรือ “บิ๊กฉัตร” ของนักข่าว ถึงกับต้องออกมาพร่ำเรื่องเวรเรื่องกรรม แถมจะจะฟ้องร้องให้รู้แล้วรู้รอด!!

               ว่าแล้วโพลล์ ม.เกษตรฯ ก็เลยออกมาเพื่อการันตีอีกทีว่า “ของจริง” มันต้องดูกันที่ตัวเลข ซึ่งอ้างอิงได้ตามหลักวิชาการ!!

               และของจริงก็คือ “คนจริง” บิ๊กฉัตรคนนี้โพรไฟล์ก็ใช่จะธรรมดา เพราะรัฐบาลบิ๊กตู่ไว้ใจให้เขานั่งในกระทรวงสำคัญแถวหน้าของประเทศ

               โดยก่อนจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ 19 สิงหาคม 2558 ก่อนหน้านั้นเขานั่งว่าการกระทรวงพาณิชย์มาก่อน

               งานนี้หลายคนอาจบอกว่า “ใช่สิ” เพราะบิ๊กฉัตรเป็นเพื่อนกับบิ๊กตู่ แต่ถ้าดูเส้นทางประสบการณ์ของบิ๊กฉัตรที่จริงก็เจ๋งพอตัว

               โดยหลังจากบิ๊กฉัตรจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.12) ก็มาเจอกับบิ๋กตู่ เรียนด้วยกันที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.23)

               เส้นทางจากนั้นของบิ๊กฉัตร แม้จะเริ่มมาจากนายทหารช่าง แต่ก็ไต่ขึ้นมาตามลำดับ แถมยังถือเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ-การเงิน มากที่สุดคนหนึ่งของกองทัพบก

               โดยเขาเคยเป็นถึงเจ้ากรมการเงินทหารบก เป็นอดีตรองปลัดบัญชีทหารบก เป็นอดีตผู้ช่วย เสธ.ทบ. ฝ่ายส่งกำลังบำรุง เป็นอดีตรองเสธ.ทบ. ก่อนขยับขึ้นพลเอก ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กระทั่งเดินเข้าสู่กลุ่มห้าเสือ ในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ.

               นอกจากนี้เขายังเคยเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ททบ.5 อีกด้วย ตำแหน่งนี้มีบทบาทต่อกองทัพขนาดไหนหลายคนรู้ดี

               จนภายหลังเมื่อ คสช. มาประจำที่ทำเนียบ หลังรัฐประหารปี 2557 บิ๊กฉัตรก็มีบทบาทในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับชาติ ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.

               และมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามลำดับ

               หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าบิ๊กฉัตรยังมีชื่อที่เพื่อนๆ และสื่อมวลชนเรียกกันว่า “บิ๊กนมชง” เนื่องจากเมื่อสมัยเป็นนักเรียนนายร้อย ชอบดื่มนม และต้องเป็นนมชงเท่านั้น

               แต่ที่แน่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือ “บิ๊กฉัตร” คนนี้ว่ากันว่าเป็นที่ไว้ใจของบิ๊กตู่ อย่างชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง!

               เพราะไม่รู้ทำไมผลงานโดยรวมแม้หลายคนจะบอกว่าไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็ยังอยู่มาได้จนทุกวันนี้

               ยกตัวอย่างช่วงปี 2559 ที่มีข่าวปรับครม.รอบใหม่ ชื่อของบิ๊กนมชง ก็โผล่เป็นอันดับแรกๆ เวลาคนถามว่า ไม่ประทับใจผลงานของ รมต.ท่านไหนมากที่สุด

               แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาปั๊บ! บิ๊กฉัตรก็ยังได้นั่งชงนมดื่มในห้องเจ้ากระทรวงเกษตรต่อมาถึงวันนี้

               จนมาถึงโพลล์ล่าสุดนี้แหละที่หลายคนต้องร้องเฮ้ย จริงดิ? มันช่างตรงกันข้ามกับโพลล์ที่แล้วอย่างสิ้นเชิง!

               แต่งานนี้บอกเลยอย่าแปลกใจไป เพราะเมื่อสืบค้นข้อมูลดีๆ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่าเรื่องการประชาสัมพันธ์การทำงานของ “บิ๊กนมชง” เรียกว่าไม่ได้ขาดตกบกพร่อง

               โดยมีหนึ่งในทีมงานที่นับว่าเป็นคนไม่ธรรมดาอย่าง ธนพร ศรียางกูร หรือ “เสี่ยจ๊ะ” ที่ยังมีตำแหน่งเป็น “คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”

               ถามว่าคนๆ นี้มีดียังไงที่มาทำให้คะแนนของบิ๊กฉัตรกระโดดขึ้นขนาดนี้

               ส่องไปดู โป๊ะเลย! เขาเป็นหัวหน้าพรรค “คนธรรมดาแห่งประเทศไทย” ที่เปิดตัวไปช่วงเมษายนปี 2557

               ช่วงมิถุนายน 2557 ยังมีชื่อไปเขียนคำนิยมในหนังสือ “กองทัพไทยกับภัยคุกครามรูปแบบใหม่” ที่จัดพิมพ์โดยสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นเสี่ยจ๊ะเป็นนายกสมาคมอยู่

               ซึ่งหนังสือนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยของพล.อ.ประยุทธ์ สมัยเรียน วปอ.ช่วงปี 2550-2551 ขณะที่มีตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารบก ก็น่าจะอนุมานได้ว่ามีความคิดความเห็นไปด้วยกันได้กันตั้งแต่ครานั้น

               แต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นอีกจะพบว่าเสี่ยจ๊ะคนนี้ไม่ได้ธรรมดาตามชื่อพรรคที่เขาตั้ง

               ตรงข้ามเขากลับแพรวพราวมากไปด้วยลีลา เพราะเคยเป็นกุนซือให้สมศักดิ์ เทพสุทิน หรือเป็น “เด็กในบ้านวังน้ำยม” ผู้เป็น “มือขวา” ที่เจ้าพ่อสุโขทัยเรียกใช้มาโดยตลอด

               จากนั้นปี 2552 เสี่ยจ๊ะยังเคยเป็นเลขานุการของพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ ในขั้วของพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์

               เป็นอันว่ามีความรู้ความสามารถเช่นนี้เองกระมัง “เสี่ยจ๊ะ ธนพร” ถึงได้มามีที่มาทางเป็นทีมงานของเจ้ากระทรวงเกษตรฯ ในวันนี้

               โดยเฉพาะกับนโยบาย “9101” ที่อ้างถึงในโพลล์ของ ม.เกษตรฯ ว่าประชาชนพอใจสูงที่สุดร้อยละ 94.33 !!!

               ซึ่งนโยบายนี้ ครม.มีมติตั้งแต่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้วงเงิน 22,752.50 ล้านบาท วางเป้าชุมชนเข้าร่วมโครงการเอาไว้ 9,101 ชุมชน

               ก็คงจะเป็นผลผลิตจากมันสมองของทีมงานท่านรัฐมนตรี “บิ๊กนมชง” ที่สร้างสรรค์ออกมาได้ถูกอกถูกใจคนไทยนั่นเอง

อธิบดีคนดัง! “ณรัชต์ เศวตนันทน์” หวานใจ “มาดามแป้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/289737

อธิบดีคนดัง! “ณรัชต์ เศวตนันทน์” หวานใจ “มาดามแป้ง”

คนในข่าว  :  28 ก.ค. 2560
มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ, อธิบดีกรมคุมประพฤติ, อธิบดีกรมคุก, อธิบดีกรมร, เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์, ดรเอหวานใจมาดามแป้ง, นวลพรรณ ล่ำซำ, มาดามแป้ง นวลพรรณ, ดรเอ, ดรเอ ณรัชต์, พตอดรณรัชต์ เศวตนันทน์, อธิบดีคนดัง, ณรัชต์, เศวตนันทน์, หวานใจ, มาดามแป้ง, ดรเอ, สวย รวย เก่ง, ปลัด-อธิบดี, ปรม3, นบส60, วตท8, บยส

เส้นทางบุรุษต้องมีสุภาพสตรีเคียงข้าง ฉลองความสำเร็จในวันขึ้นแท่นอธิบดีกรมคุก..ว่าแต่ “ดร.เอ” มีดีอะไรกันนะ ถึงมัดใจคน “สวย รวย เก่ง” อย่างมาดามแป้งคนนีได้!!

               บิ๊กลอตแต่งตั้ง โยกย้าย “ปลัด-อธิบดี” จาก ครม.ชุดนี้เพียบไปด้วยคุณภาพ แต่ชื่อที่เร้าใจคนหนึ่ง คือ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ที่มาวิน เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตามคาด!

               ที่บอกว่าตามคาด เพราะชื่อชั้นของ “ดร.เอ” ณรัชต์ หลายคนยอมรับในฝีมือ พลิกไปดูประวัติ โอ้โห คนนี้ไง หวานใจของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ไฮโซคนดัง หญิงแกร่งที่คนไทยรู้จักกันดี

               แต่ถ้าหันมาดูที่โปรไฟล์ของ ดร.เอ ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

               พ.ต.อ.ณรัชต์ เกิด 16 มิถุนายน 2503 เป็นคนกรุงเทพฯ และยังเป็นบุตรชายคนเดียวของ พล.ต.ต.นิทัศน์-รศ.อมรรัตน์ เศวตนันทน์ บ้านนี้เรียกว่าเป็นคนสีกากีมาสามรุ่น โดยนอกจากบิดาแล้ว รุ่นปู่ก็คือ พล.ต.ต.จรุง เศวตนันทน์

               “ดร.เอ” เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ช่วง ป.5 กระทั่งไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 ช่วงปี 2520

               สมัยเรียนเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน ใช้ชีวิตแบบโจ๋ใหญ่ ทะเลาะวิวาทกับสถาบันอื่นบ่อยๆ ทำให้ผลการเรียนไม่ค่อยดี แต่พอมาเรียนที่เตรียมทหารก็เลยเกิดจุดเปลี่ยนจนได้เป็นหัวหน้าปกครองเพื่อนหลายร้อยคน ตอนช่วงปี 2

               เรียนเตรียมทหารอยู่ 2 ปี ก็เลือกเหล่า มาเรียนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 36 โดยได้เป็นทั้งหัวหน้าตอน ผู้ช่วยผู้บังคับหมวด และเป็นนักกีฬารักบี้กรีฑา แบดมินตัน กระทั่งขึ้นปี 4 ก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้านักเรียนอีกครั้ง

               ต่อมา ดร.เอ เรียนจบปริญญาตรี ในปี 2526 สาขารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 36 จากนั้นไปรับราชการตำรวจ เป็นรองสารวัตรสอบสวน สน.ลุมพินี ทำงานอยู่ได้ประมาณปีครึ่ง ช่วงปี 2530 ก็จบปริญญาโท M.P.A. สาขาบริหารรัฐกิจ ที่มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตต เมืองแฟรงก์เฟิร์ต รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา

               เผื่อใครลืมไป ที่นี่นายกฯ ปูก็ไปจบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต เมื่อปี 2533 ! นับดีๆ ดร.เอ น่าจะเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบัน

               ต่อมาช่วงปี 2534 หนุ่มเอก็ได้ดีกรีดอกเตอร์ในสาขาอาชญาวิทยา ที่ มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตต เมืองทัลลาฮัสซี รัฐฟลอริดา

               จากนั้นปี 2549 ยังได้ทุน Chevening Fellowship ไปจบหลักสูตร “ประชาธิปไตย กฎหมาย และความมั่นคง : การก่อการร้าย” มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร อีกด้วย

               นอกจากนี้ ดร.เอ ยังนับว่าเป็นเจ้าคอนเนกชั่น เพราะเขาได้ลงหลักสูตรพิเศษมากมาย หลายตัวย่อ เช่น ปี 2548 ประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายเอกชน สถาบันพระปกเกล้า (ปรม.3)

               ปี 2551 หลักสูตรนักบริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน รุ่นที่ 60 (นบส.60) ปี 2552 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.8) รุ่นเดียวกับ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม

               ปี 2553 หลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับอัยการพิเศษฝ่าย สำนักอัยการสูงสุด รุ่นที่ 2, ปี 2554 หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง วิทยาลัยการยุติธรรม (บ.ย.ส.15) และ ช่วงปี 2555 หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.54)

               เส้นทางการทำงานของ ดร.เอ หลังเรียนจบกลับมารับราชการตำรวจที่กรมตำรวจ โดยเป็นนายเวรของ พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน

               จากนั้นไปเป็นสารวัตรป้องกันปราบปรามที่ สน.ลุมพินี ช่วงท้ายของการเป็นตำรวจ เขาเป็นรองผู้กำกับการฝ่ายป้องกันและปราบปราม ดูแลสายตรวจ ที่ สภ.เมืองชลบุรี ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้กำกับการ ฝ่ายองค์การตำรวจสากล หรืออินเตอร์โปล กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

               สำหรับเส้นทางในดีเอสไอของ ดร.เอ เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2546–30 เมษายน 2550 เป็นผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

               จากนั้นช่วง 1 พฤษภาคม 2550–30 กันยายน 2550 เป็นผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ, ช่วง 1 ตุลาคม 2550–30 กันยายน 2551 เป็นผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ

               ต่อมาช่วง 1 ตุลาคม 2551–23 มกราคม 2555 เป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, 24 มกราคม 2555–30 กันยายน 2555 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และตามด้วยอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม กระทั่งปี 2558 ขึ้นนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมคุมประพฤติ จนถึงปัจจุบัน ที่กำลังจะนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมราชทัณฑ์อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

               นอกจากนี้ยังเป็นผู้กำกับดูแลคดีพิเศษ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศซาอุดีอาระเบีย จำนวน 5 คดี คือ คดีฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ทูตซาอุดีอาระเบีย จำนวน 3 คดี, คดีการหายตัวไปของนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย (อัลรูไวลี่) จำนวน 1 คดี และคดีติดตามทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมจากประเทศซาอุดีอาระเบีย จำนวน 1 คดี

               ขณะเดียวกัน ดร.เอ ยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ เคยบรรยายในหลักสูตรต่างๆ ในหลากหลายสถาบัน

               สำหรับชีวิตส่วนตัว ดูจะเป็นไฮไลท์ที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดในสองสามปีมานี้ เพราะหลังจากหย่าขาดกับอดีตภรรยา เขาก็มาใช้ชีวิตคู่กับ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ สาวรุ่นน้องที่สาธิตปทุมวัน อายุห่างกัน 6 ปี ผู้เป็นกรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยประกันภัย และผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงไทย

               โดยความรักเกิดขึ้นในชั้นเรียนหลักสูตร วตท.รุ่น 8 ดูใจกันจนมีพิธีวิวาห์อย่างเรียบง่ายไปเมื่อเช้าวันที่ 19 มกราคม 2557 โดยเวลานั้นหลายคนตาร้อนผ่าวไปกับความเหมาะสม ลงตัว เป๊ะปัง ของทั้งคู่มาก!!

               เป็นอันว่าเส้นทางบุรุษก็ต้องมีสุภาพสตรีเคียงข้าง ฉลองความสำเร็จในวันที่ขึ้นแท่นอธิบดีกรมคุกเร็วๆ นี้

รออภินิหาร? 68 ปี “ทักษิณ ชินวัตร” ในปีที่ยากลำบากยิ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/289543

รออภินิหาร? 68 ปี “ทักษิณ ชินวัตร” ในปีที่ยากลำบากยิ่ง!

คนในข่าว  :  27 ก.ค. 2560
เฉพาะวันที่ 26, ดรทักษิณ ชินวัตร, อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ, แม้ว, นชแม้ว, คนหน้าเหลี่ยม, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ปู ยิ่งลักษณ์, วันเกิดทักษิณ, วันเกิดทักษิณ วันเก, ฉลองวันเกิดทักษิณ, ทักษิณ วัย 68, วันคล้ายวันเกิดทักษิณ, รออภินิหาร, ทักษิณ, ชินวัตร, ในปีที่ยากลำบากยิ่ง, ทักษิณ ชินวัตร, Yingluck Shinawatra

วันเกิดปีนี้ของเสี่ยแม้ว ท่าจะหงอยเหงา เพราะว่ากันว่า ความหวังจะกลับมาเป่าเทียนวันเกิดที่บ้านเลือนลางริบหรี่สุดๆ!!

               ขาดคนนี้ได้ไง วันเกิดปีนี้ ไม่รู้จะมีความเคลื่อนไหวออกมาให้ “กองเชียร์คึกคัก คนไม่รักเบะปาก” หรือเปล่า กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย

               แต่ที่แน่ๆ ความเคลื่อนไหวต่างๆ ชักจะเริ่มยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อน้องสาวคนสุดท้องแสนรัก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก จากคดีจำนำข้าว ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุก 10 ปี ทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตาออกสื่อมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ประสาผู้หญิงอ่อนไหว

               แต่ไม่ว่าจะยังไง ถ้าเพื่อพี่ชายแสนรัก หญิงปูก็ไม่ลืมที่จะโพสต์อวยพรวันเกิดครบ 68 ปี เมื่อ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ในเฟซบุ๊ก “Yingluck Shinawatra” พร้อมภาพของสองพี่น้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ว่า

               “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพี่ชาย น้องไม่มีอะไรจะให้ นอกจากขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้พี่ปลอดภัย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และที่สำคัญขอให้พี่ของน้องมีความสุข เพราะพี่ผ่านเรื่องอะไรต่างๆ มามากมาย ขอให้เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะคะ น้องรักพี่ค่ะ”

               เพียงเท่านี้ ก็คงทำให้หัวใจของพี่ชายพองโต มีแรงเพิ่มขึ้นอีกเยอะ หลังจากที่เพิ่งส่งดอกไม้อวยพรวันเกิดมายังน้องสาวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

               หากถามว่าวันเกิดปีนี้ เจ้าของวันเกิดทำอะไร ที่ไหน ลองส่องเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก Taksin Shinnawatra (เฉพาะวันที่ 26 ก.ค.) ก็ยังไม่พบอะไรเกี่ยวกับวันเกิดเลย นอกจากโพสต์ล่าสุดตั้งแต่มีนาคมว่าตนเองนั้นจะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ที่จะไปกระทบรัฐบาล

               แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าทักษิณจะไม่มีมูฟเมนท์ เพราะแม้ว่าเขาจะไม่มีโอกาสฉลองวันเกิดในบ้านเกิดมาก็ร่วม 11 ปีแล้ว ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนหน้าเหลี่ยมคนนี้ก็แฮปปี้เบิร์ธเดย์มาแล้วหลายที่

               อย่างหลังจากที่ คสช.เข้ามาแทนที่รัฐบาลปู ช่วงปี 2557 พี่แม้วก็จัดงานวันเกิดครบ 65 ขวบอยู่เงียบๆ ที่แดนน้ำหอม ฝรั่งเศส โดยมีเพียงครอบครัว ญาติสนิท และคนใกล้ชิดไม่กี่คนร่วมงาน โดยปูและบุตรชาย น้องไปป์มีโอกาสได้ไปหาเพราะได้รับอนุญาตจาก คสช. ให้เดินทางทัวร์ 5 ประเทศได้ช่วง 23 กรกฎาคม-10 สิงหาคม 2557

               ผ่านมาเดือนเดียว ก็ปรากฏข่าวทักษิณเคลื่อนตัวมาใกล้ไทยมากแค่ “ฮ่องกง” ว่ากันว่า มาเพื่อฉลองเบิร์ธเดย์ให้ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร บุตรสาว ครั้งนั้นข่าวว่ามีสมาชิกพรรคเพื่อไทยรีบรุดไปพบเงียบๆ แต่ไปกันเพียบ

               ต่อมาปี 2558 ในวัย 66 บางความเชื่อบอกว่า เลข 666 นั้นเป็นเลขซาตาน ปรากฏว่าปีนี้ ทักษิณเจอทั้งถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง-ถูกถอดยศตำรวจ-ถูกกองทัพบกฟ้องหมิ่นประมาท จนนำไปสู่การออกหมายจับเป็น “คดีที่ 6!!”

               แต่ยังยิ้มได้ แถมยังจัดงานวันเกิดที่บ้านพักในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเปิดถ่ายทอดสดโดยฝีมือของโอ๊ค และ อิ๊ง เชิญชวนแฟนเพจติดแฮชแท็ก ‪#‎HBDTS

               มาปี 2559 ปรากฏว่า ช่วงนั้นการเมืองยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะฝ่ายน้องสาว เจอไต่สวนพยานในคดีจำนำข้าว

               ผู้พี่ก็เลยอยู่เฉยไม่ได้ ออกมาพูดว่า งานนี้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง แถมบรรยากาศบ้านเมืองปีนั้น ก็ไม่ได้สงบจริงเพราะมีแรงกระเพื่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น มีการประท้วงร่างรัฐธรรมนูญ มีการ “แจกขันน้ำสีแดง” พร้อมภาพถ่ายของคู่พี่น้องอดีตนายกฯ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

               และยังมีนักกิจกรรมออกมาเคลื่อนไหวมากมาย ต่างกรรมต่างวาระไป แต่เป้าหมายหลักคือไม่เอาอำนาจของ คสช.

               พอมาถึงงานวันเกิดปีที่ 67 ของทักษิณ โดยปีนั้นจัดที่อังกฤษ ปรากฏว่าเงียบเหงาตึงเครียดพอสัมผัสได้ เพราะน้องสาวไม่อาจไปร่วมงาน ด้วยติดเงื่อนไขศาลไม่ให้ออกนอกราชอาณาจักร

               แต่ที่ต้องยอมใจ คือ น้องปูลงทุนอัดคลิปร้องเพลงออกเฟซบุ๊ก “เพลงของเธอ” มอบเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่ชาย พร้อมข้อความว่า

               “เรามีข้อจำกัดที่เหมือนกัน คือน้องไปได้ทุกที่ในประเทศไทย ยกเว้นต่างประเทศ พี่ชายก็เดินทางไปได้ทุกประเทศ ยกเว้นประเทศไทย อยากจะบอกว่าความรู้สึกนั้นมันทรมานมากค่ะ..”

               เรียกน้ำตาสิงานนี้ !!

               มาปีนี้ ความแรงต่อเนื่องมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะต้องเจอกับ “อภินิหารทางกฎหมาย” โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากกรณีขายหุ้นชินคอร์ป เป็นเงินกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ช่วงปี 2553 เคยถูกยึดทรัพย์ 4.63 หมื่นล้านบาท ถือว่ามากแล้ว

               ที่สุดพอมาถึงวันเกิดวัย 68 ทักษิณต้องแบกคดีไว้ถึง 6 คดี คือ 1.คดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก 2.คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากชินคอร์ป

               3.คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน 3 ตัว 2 ตัว 4.คดีธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อ 9 พันล้านบาทให้บริษัทในเครือกฤษดามหานคร 5.คดีออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท และ 6.คดีหมิ่นประมาทกองทัพบก เป็นต้น

               ที่พีคสุดๆ คือ เวลานี้ สนช.ก็ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ และคดีทุจริตไม่มีอายุความ

               แปลง่ายๆ ว่าปิดประตูทักษิณทุกทาง ความหวังจะกลับมาเป่าเทียนวันเกิดที่บ้านเลือนลางริบหรี่สุดๆ!!

               ทำเอาเจ้าตัว ซึ่งเวลานี้ว่ากันว่าพำนักอยู่ที่ลอนดอน ถึงกับสั่งคนสนิทว่า ปีนี้ขอจัดงานเล็กๆ แล้วกัน

               จะจัดเฉพาะคนในครอบครัว หรือคนสนิทจริงๆ เท่านั้น ส่วนบรรดาพลพรรคทั้งหลายไม่ต้องมา!! เดี๋ยวพาลจะไปกันใหญ่

               เพราะตอนนี้ ต้องมาลุ้น คดี “หญิงปู” ที่กำลังอ่วมอรทัยจากการที่เพิ่งโดนกรมบังคับคดีอายัด 12 บัญชีธนาคาร เพื่อชดใช้ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทหรือไม่ ขณะที่ในส่วนคดีทั้งหมด ศาลก็ได้นัดแถลงปิดคดีในวันที่ 1 สิงหาคม และนัดฟังคำพิพากษา 25 สิงหาคม ที่จะถึง

               นี่ยังมีของน้องเขย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 โดยศาลกำหนดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 สิงหาคมนี้เช่นเดียวกัน

               ดังนั้น…เฉพาะหน้านาทีนี้ พี่ษิณเองก็คงต้องช่วยเป่าเทียนอธิษฐานขอพรในวันเกิดของตัวเองให้น้องๆ ผ่านเรื่องไปให้ได้เช่นกัน

สายเดี่ยว! “โน้ส อุดม” ฮาแบบไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/289429

สายเดี่ยว! “โน้ส อุดม” ฮาแบบไทยแลนด์ 4.0

คนในข่าว  :  26 ก.ค. 2560
ความรักของมาลัยในห้องไอ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, ในรัฐบาลยุคบิ๊กตู่, แซวรัฐบาลลุงตู่, แซวรัฐบาล, ไทยแลนด์ 40, อุดม แต้พานิช, เดี่ยว 11, เดี่ยวโน้ส, เดี่ยวไมโครโฟน, โน้ส-อุดม แต้พานิช, 40, ครั้งห, สายเดี่ยว, โน้ส, อุดม, ฮาแบบไทยแลนด์, 40 , โน้ส อุดม, ทองสุข อารีล้น, สมจิต แต้พานิช, สำนักศิษย์สะดือ

ไม่ว่าจะเวทีเดี่ยว หรือเวทีหมู่ โน้ส อุดม แซวมาแล้วทุกรัฐบาล แซวเจ๊ปูแรงสุดด้วยซ้ำ ลุงตู่อ่ะเบาสุดแล้ว อย่างหนนี้เรื่องไทยแลนด์ 4.0 โน้สก็แค่ถากๆ เบาๆ เอง

               ต้องบอกว่าเป็นขาประจำผู้สร้างเสียงหัวเราะ กับลีลาเดี่ยวไมโครโฟน ของเจ้าของจมูกโต๊…โต โน้ส อุดม แต้พานิช

               แต่วันนี้เขากลับเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการพูดเสียดสี เรื่องไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลลุงตู่ ทำเอาหลายคนถึงกับหนาวแทนเลยทีเดียว

               ที่จริงงานนี้เกิดขึ้นในงานสัมมนาวิชาการของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นอีเวนท์ที่ทางสถาบันจัดอยู่แล้วเป็นประจำซึ่งน้อยคนจะรู้

               แต่พอเชิญพี่โน้สมาเท่านั้น งานนี้ก็ได้อานิสงส์ดังเป็นพลุแตกไปด้วย

               ยิ่งลองคลิกเข้าไปดูคลิปที่มีคนตัดมาให้ดูสั้นๆ ราว 4 นาที แค่นี้ก็สร้างทั้งเสียงหัวเราะ และคำถามไปในคราวเดียวกันไปยังผู้วางนโยบายเลยทีเดียว

               ในเนื้อหาการเสียดสี ที่เริ่มด้วยคำถามชวนคิดว่า ถ้ายังแก้เรื่องแท็กซี่อูเบอร์ไม่ได้ แก้เรื่องคาดเข็มขัดนิรภัยไม่ได้ หรือบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดที่ใช้งานจริงไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องที่จะก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในเมื่อมีเทคโนโลยีแล้วไม่ได้ใช้ !

               “เรามีเทคโนโลยี นี่หรือ นี่หรือ การใช้เทคโนโลยี มาสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไม่ต้องถึงการศึกษา แค่นี้ก็ไปไม่รอด”

               ก็ไม่รู้ว่า 4 นาทีนี้จะคุ้มค่าเสียงหัวเราะหรือเปล่า สำหรับ “โน้ส อุดม” แต่หากไปดูมีเรื่องราวที่กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็คุ้มค่าที่จะรู้จัก

               โน้ส มีชื่อเสียงจากการพูดตลกคนเดียวบนเวที หรือเรียกว่า Stand Up Comedy หรือในชื่อไทย “เดี่ยวไมโครโฟน”

               ทั้งนี้ โน้สมักเล่าเรื่องของตนเองบนเวทีเสมอ จนทำให้คนไทยรู้ดีว่า เขานั้นเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นบุตรของคุณนายทองสุข “ทองสุข อารีล้น” อดีตแม่ค้าไก่ย่างส้มตำ กับ “สมจิต แต้พานิช”

               โน้สมีพี่น้องรวม 3 คน ตนเองเป็นลูกคนกลาง น้องชายของเขานั้นคือ สันติ แต้พานิช ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ

               ที่สำคัญ เขามักบอกเล่าถึงความยากจนของครอบครัวตนเองให้ฟังบ่อยๆ โดยกล้าพูดเลยว่า “เกลียดความจน” และตั้งมั่นว่าชีวิตนี้จะไม่ขอจนอีกแล้ว

               โน้สเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนอยู่แผนกวิชาพาณิชยศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง และค่อนข้างเกเร ที่สุดก็ไม่สำเร็จระดับอาชีวศึกษา

               แต่เขาก็ใช้ทักษะที่มีในการเขียนการ์ตูนที่ นิตยสารชัยพฤกษ์ จากนั้นมาอยู่สำนักพิมพ์ “สำนักศิษย์สะดือ” ไปเป็นนักแสดงละครของศิษย์สะดือ ละครเรื่องแรกคือ “ความรักของมาลัยในห้องไอซียู”

               ต่อมาโชว์ทักษะในการเขียนจนออกหนังสือ “ครั้งหนึ่งในชีวิตกับแตงโมปั่น” งานเขียนเรื่องแรกที่แจ้งเกิดในสนามไปยาลใหญ่ และยังได้รับผิดชอบคอลัมน์ต่างๆ โดยใช้นามปากกาว่า “โน้สหน้ามึน หลานเจ๊นี้ขายผลไม้” คอลัมน์ ‘สารภีมีดีให้’ ซึ่งโน้สนี่แหละ ที่เป็นสารภีในช่วงท้ายของหนังสือ

               เมื่อสำนักพิมพ์ไปยาลใหญ่ปิดตัวลง โน้สเข้าสู่วงการบันเทิง โดยไปเป็นตัวประกอบในวิก 07 ของค่ายเจเอสแอล กระทั่งมีโอกาสได้แจ้งเกิดเป็นหนึ่งในทีม “ยุทธการขยับเหงือก” เป็นเสนาโน้ต ที่คนไทยรู้จัก

               ต่อมา โน้สแยกตัวออกมา แล้วหันไปจัดเดี่ยวไมโครโฟน โดยเริ่มทำจากเงินทุน 4 แสนบาท เปิดแสดง 3 รอบ ครั้งแรกเมื่อ 23 สิงหาคม 2538 ที่หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต อาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากมาจนทุกวันนี้

               นอกจากจะเป็นคอมเมเดียนตามที่กล่าวมาแล้ว โน้สยังมีผลงานทางภาพยนตร์บ้าง และถือเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่มีส่วนในการสร้างสรรค์สังคม

               ชีวิตส่วนตัวด้านความรัก ปัจจุบันเขายังโสด แต่ที่ผ่านมามักมีสาวสวยแวะเวียนเข้ามาในชีวิต แถมล้วนแล้วแต่เป็นคนดังและไฮโซ ซึ่งอาจเพราะความอารมณ์ดี ช่างพูดของเจ้าตัวที่เป็นเสน่ห์

               กล่าวสำหรับงานเดี่ยวไมโครโฟน ดูจะเป็นตัวตนของโน้ส อุดม “นม อุโด๊ส” มากที่สุด เพราะบนเวทีเขาจะเล่าเรื่องต่างๆ ผ่านมุมมองอันแหลมคม และถ่ายทอดออกมาได้อย่างขบขันและสอดแทรกคำถามไปพร้อมกัน แถมภายหลังยังมีการแสดงที่เรียกว่า “หมู่” คือการเชิญคนดังมาร่วมแสดงด้วย

               สำหรับความสนุกเราคงไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ เขาจัดเดี่ยวไมโครโฟนมาแล้ว 11 ครั้ง-ยังไม่นับโชว์ครั้งยิบย่อย กินระยะเวลายาวนานกว่ายี่สิบปี! และยังเป็นเจ้าของ วลี Thailand Only! ที่เขามักเล่าความเป็นไทย ที่ชาติใดไม่มีเหมือน

               แต่ที่ต้องยอมรับว่าเป็นลีลาเฉพาะตัว คือ โน้สกล้าที่จะเอาเรื่องการเมืองมาพูด ด้วยสไตล์ที่ยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะโน้ส 11 ที่จัดขึ้นสองสามปีก่อน มีการโจมตีในโลกโซเชียลที่เอารัฐบาลมาแซวบนเวที หรือล่าสุดกับการนำเรื่อง ไทยแลนด์ 4.0 มาพูด ก็สร้างกระแสอยู่ในสังคมไทยไม่น้อย

               แต่ต้องอย่าลืมว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะตลอดมา บนเวทีทั้งเดี่ยว และ “หมู่” ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โน้สแซวมาแล้วทุกรัฐบาล ขนาดที่กองเชียร์โน้สยังเคยเม้นท์ว่า แซวเจ๊ปูนี่แรงสุดแล้ว ต่างจากของลุงตู่ ที่ดูแล้วเบากว่าใครเพื่อน !

               ครั้งหนึ่ง โน้สยังเคยแร็พแหล่การเมือง ถึงคนไกลว่า “…มีคนเขาอยู่เมืองนอก ไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร เขานั้นอยากกลับมาบ้าน ไม่รู้ทหารให้กลับเมื่อไหร่ กลับมาเถอะครับ กลับมาสักที มาพิสูจน์คดีให้หายข้องใจ ถ้าท่านไม่กลับมาปีนี้ๆ ขอให้ แมนซิตี้ ตกชั้นไวๆ…”

               หรือกับรัฐบาลมาร์ค “…เฝ้านึกถึงนายกที่เขาว่าหล่อ มีดีพอเรามั่นใจ มีทุกอย่างเลย ยกเว้นอำนาจตัดสินใจ เฝ้านึกถึงนายกที่เขาว่าหล่อ มีดีพอเรามั่นใจ ลูกศิษย์ท่านชวนมีดีไม่โกงใคร…”

               ก็ประมาณอย่างนี้ !!

               เหมือนกับที่เจ้าตัวพยายามบอกมาตลอดว่า “สแตนด์อัพ คอมเมดี้” เป็นสิ่งที่ต้องล้อเลียน เสียดสี ถ้าจะไม่ให้เสียดสีเลย ก็ทำอาชีพนี้ไม่ได้ แถมยังเป็นเรื่องท้าทาย ว่าจะหาวิธีเล่าเรื่องอย่างแยบยลได้อย่างไร

               และก็แยบยลจริงๆ ตามว่า เพราะโน้สก็ยังคงเป็นโน้ส ที่มีแฟนคลับติดตามล้นหลาม สร้างรายได้ส่งชีวิตให้อยู่ดีมีสุขทั้งบ้าน

               และเผื่อแผ่ไปยังทีมงานลูกน้อง…ตามความฝันของตัวเองที่จะไม่ยอมจนอีกแล้ว !

ไปดูคลิปโลด!!!


พระเอกมืออาชีพ “สมประสงค์ บุญยะชัย” แห่งวิกพระราม 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/289165

พระเอกมืออาชีพ “สมประสงค์ บุญยะชัย” แห่งวิกพระราม 4

คนในข่าว  :  25 ก.ค. 2560
พตททักษิณ ชินวัตร, ทักษิณ ชินวัตร, ประมูลคลื่น900, ประมูลคลื่นความถี่, 4จีค่ายมือถือ, ค่ายมือถือ, อินดี้-อินทัช เหลียว, ภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ, หุ้นชินคอร์ป, พระเอกมืออาชีพ, สมประสงค์, บุญยะชัย, แห่งวิกพระราม, สมประสงค์ บุญยะชัย, อินทัช, เอไอเอส, สมการ มโนแจ่ม, มหาชน, AIT, คุณสม, ชินคอร์ป, ในวัยเพียง 36,

ทำไม อะไร ยังไง คนไทยถึงไม่เชื่อว่า การที่ คุณสมเกษียณออกมาจาก “อินทัช” หรือ “เอไอเอส” แล้วมานั่งประธานกรรมการบริหารช่อง 3 จะไม่มีอะไรในกอไผ่

               ตอนแรกก็อื้ออึงกันในวงการโทรทัศน์ แต่พอเจ้าของข่าวร้อน ออกมาร่อนจดหมายไปยังสำนักข่าวที่ออกข่าว ทีนี้ชาวบ้านรู้กันทั่วเลยว่า อ้าว! ทางช่องน้อยสี กำลังแย่และขายให้เอไอเอสไปแล้ว

               พอถึงตรงนี้ ก็มีคนตั้ง “สมการ มโนแจ่ม” เลยว่า ถ้าเอไอเอสเท่ากับทักษิณ และเอไอเอสเป็นเจ้าของช่อง 3 ถ้างั้นทักษิณก็เท่ากับ “จุดจุดจุด” แต่เดี๋ยวก่อน ที่จริงมันไม่ใช่แบบนั้น

               เพราะความจริงมันอยู่ในจอมอ จดหมายฉบับนั้นแหละ โดยทางบริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ดำเนินกิจการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 33 HD และช่อง 28 SD ชี้แจงมาว่า การเสนอข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

               แต่การบริหารกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ก็ยังอยู่ภายใต้การนำของ ประชุม มาลีนนท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัท ส่วนสำหรับการที่มีคนจากเอไอเอสเข้ามาร่วมงานนั้น ก็เพราะเชิญเข้ามาด้วยนับถือในฝีมือ แถมพวกเขาก็ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของเอไอเอสไปเรียบร้อยแล้ว

               ทีนี้ ถึงบางอ้อ เข้าใจตรงกันเสียทีว่า มันก็เป็นธรรมดาในยุทธจักรธุรกิจ ที่กระบี่มือดีก็มักมีคนอยากได้ไปร่วมรบ แถมที่จริง พวกเขาก็ได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ช่วงมกราคม หลายเดือนมาแล้ว และเพิ่งมีผลตั้งแต่เมษายน ที่ผ่านมา

               ว่าแต่ชักสงสัยขึ้นมาแล้วว่า จอมยุทธ์จากสำนักเอไอเอสที่ข้ามห้วยมาช่วยศึก คือใครกันบ้าง เปิดไปดูข่าว อ๋อมีอยู่ 3-4 คน ที่ต้องบอกว่าเป็นระดับขุนพล

               แต่ที่น่าสนใจสุดเห็นจะเป็น สมประสงค์ บุญยะชัย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช ที่เข้ามาเป็นกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหารบีอีซี นั่นเอง

               ทำไมต้องสนใจคนนี้ อ้าว! ก็ถึงขนาดย้ายจากบิ๊กเบิ้มของวงการคลื่นโทรศัพท์มือถือ มานั่งอยู่ที่บิ๊กเบิ้มวงการโทรทัศน์ไทย ก็ต้องเป็นคนพิเศษที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ

               สมประสงค์ บุญยะชัย จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปัจจุบัน) และปริญญาโทสาขาเดียวกันที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)

               สมประสงค์ หรือ “คุณสม” ที่เรียกขานกันนั้น เคยรับราชการอยู่กองทัพอากาศ ทำอยู่ 2 ปี ต่อมาย้ายมาปูนซิเมนต์ และไปทำงานที่ไอบีเอ็มถึง 10 ปีเต็ม ตำแหน่งสุดท้ายผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

               ที่สุดชีวิตที่ “ชินคอร์ป” เริ่มขึ้นในปี 2535 และขึ้นนั่งกรรมการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ช่วงปี 2537-2551 และควบนั่งประธานคณะกรรมบริหารตั้งแต่ปี 2542-2551

               ช่วงปี 2543 เขานั่งกรรมการบริหาร บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จนมาปี 2551 เขาไปนั่งประธานคณะกรรมการบริการ บมจ.ไทยคม และนั่งรองประธานกรรมการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ควบประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง จนถึงปี 2553 นั่งกรรมการบริษัท บมจ.อินทัช โฮลดิ้ง

               ถ้าจะประเมินฝีมือแล้ว “คุณสม” เป็นที่ยอมรับกันว่า ไม่เป็นรองใคร ชื่อชั้นของเขาในทางธุรกิจเรียกว่าเป็นมือพระกาฬ ทุกครั้งที่เขาขยับก็เท่ากับต้องเป็นข่าว ไม่มีครั้งไหนที่จะไม่เป็นที่สนใจ

               และหากใครพูดถึงความสำเร็จของชินคอร์ป และเอไอเอส แน่นอนต้องเป็นผลงานของเขาที่ทำให้เอไอเอสเติบโตขึ้นแซงหน้าโทรศัพท์พื้นฐาน ระบบสื่อสารของไทย

               ด้านหนึ่งก็ต้องนับเป็นคุณสมบัติของ “คุณสม” เอง ที่ด้วยความเป็นวิศวกร ซึ่งมักมีกรอบทางความคิดชัดเจน เขาจึงสามารถรับผิดชอบงานที่มีความซับซ้อนได้อย่างเรื่องโทรคมนาคม

               และเขายังเป็นคนเลือก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เข้ามานั่งเก้าอี้กรรมการผู้อำนวยการเอไอเอสช่วงปี 2545 โดยช่วงแรกคุณสมถือว่าเป็นเจ้านายโดยตรงที่ดูแลสาวปู (ในวัยเพียง 36) คือเป็นทั้งพี่เลี้ยง และมอบหมายงานในแต่ละช่วง

               ต้นปี 2549 ตระกูลชินวัตรได้ขายหุ้นถือครองทั้งหมดในชิน คอร์ปอเรชั่น ให้แก่บริษัทในเครือของเทมาเส็ก โฮลดิงส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นที่มีมูลค่ารวมสูงสุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

               และระหว่างนั้น การบ้านการเมืองมีความวุ่นวายเกิดขึ้น จนสิ้นยุคทักษิณ ต่อมาช่วงหลัง ชื่อ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จึงกลับมาให้คนไทยได้ยินอีกครั้ง

               กล่าวคือ โดยส่วนใหญ่คนไทยคิดว่า “ชินคอร์ป” เปลี่ยนชื่อมาเป็น “อินทัช” แต่จริงแล้วๆ อินทัชเองที่เกิดก่อน โดยทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อ 21 มิถุนายน 2526 ในชื่อ ชินวัตร คอมพิวเตอร์ เซอร์วิส แอนด์ อินเวสต์เมนต์

               แต่ปี 2544 ได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อ “ชิน คอร์ปอเรชั่น” กระทั่งมาเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อปัจจุบันในปี 2557 นั่นเอง

               ก็นั่นแหละ ระหว่างที่ไม่มีทักษิณ อินทัชซึ่งอยู่ในการดูแลของคุณสม นั่งเป็นแม่ทัพใหญ่ต่อจาก บุญคลี ปลั่งศิริ วางเป้าให้อินทัชมีรูปโฉมโนมพรรณใหม่ แบบไม่มีการเมืองมาเอี่ยวอีกต่อไป

               การทำธุรกิจของกลุ่มชินคอร์ปนั้น มาจากฝีมือของคุณสม นายใหญ่ตัวจริงของกลุ่มชินคอร์ป หรือเรียกให้ถูกคือ เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มอินทัช โฮลดิ้งส์ ถึงขนาดที่เวลานั้นเขานำพาอินทัชผงาดอย่างเกรียงไกรทั้งในแง่ “ราคาหุ้น” และ “มูลค่ากิจการ” ที่ทะยานทะลุ 2 แสนล้านบาท!

               หลัง คสช.เข้ายึดอำนาจ (อีกรอบ) “คุณสม” ยังต้องออกมาบอกอีกว่า ทางกลุ่มอินทัช กรุ๊ป ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคนในตระกูลชินวัตรอีกแล้วแม้สักคนเดียว

               หลังจากงานสุดท้ายของคุณสมจบไปแล้ว คือชนะการประมูล 4G คลื่นความถี่ 900 MHz ในราคา 75,654 ล้านบาท

               เขาได้ผ่องถ่ายอำนาจ “ซีอีโออินทัช” ให้กับคนใหม่จาก AT&T, เบลล์แล็ปส์ และจีอี แคปปิตอล มาดูแลเอไอเอสแทน ถือเป็นการเกษียณ

               ปิดฉากวาระทำงานของคุณสมที่อยู่ใต้ชายคากลุ่มอินทัชมานานถึง 24 ปี และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารมากถึง 7 ปี

               แต่คนไทยก็ยังคงไม่เชื่ออยู่ดีว่า การที่เขาเกษียณออกมาจากอินทัช แล้วมานั่งประธานกรรมการบริหารช่อง 3 ว่าจะไม่มีอะไรในกอไผ่

               ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่คำตอบก็ตามในจดหมายจากช่อง 3 ที่ว่าก็ไม่มีอะไรจริงๆ!! จบป่ะ?

สายเขียว?พรรคพลังชาติไทยนี่ไง..พรรคทหาร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/289030

สายเขียว?พรรคพลังชาติไทยนี่ไง..พรรคทหาร!

คนในข่าว  :  24 ก.ค. 2560
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, คนในข่าว, พลตทรงกลด ทิพย์รัตน์, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคทหาร, ปากท้องพี่น้องอิ่ม, บิ๊ก คสช

สายเขียว?พรรคพลังชาติไทยนี่ไง..พรรคทหาร!

ตอนที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดประเด็น “พรรคทหาร” ที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า พรรคนี้ได้ตั้งโต๊ะรับสมาชิกพรรคแถวปักษ์ใต้ หลายคนนึกไม่ออกว่า ชื่อพรรคอะไร? เพราะอดีต ส.ส.พัทลุง ก็ไม่ชี้เป้าชัดๆ

จนกระทั่งเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ได้จัดงานวันเกิดให้ภรรยาสุดที่รัก ปรากฏว่า มีนักร้องลูกทุ่งไปร่วมแสดงความยินดีมากหน้า

ที่พิเศษไปกว่านั้น มีแกนนำพรรคพลังชาติไทยจากจังหวัดต่างๆ เดินทางเข้ามาอวยพรภรรยา พล.ต.ทิพย์รัตน์ รวมถึงสมาชิกจากพัทลุง ที่นำมโนราห์มารำโชว์กันเลย

พรรคพลังชาติไทย!! มายังไง?

เมื่อพลิกแฟ้มข่าวดูพบว่า เมื่อต้นปีนี้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ได้เปิดตัวในฐานะหัวหน้าพรรคพลังชาติไทย

พรรคพลังชาติไทย เป็นการรวมตัวของอดีตสมาชิกพรรคการเมืองกว่า 10 พรรค ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อนำพาประเทศสู่การปฎิรูป และการพัฒนาแบบยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของประชาชนคือ “ปากท้องพี่น้องอิ่ม”

นั่นคือถ้อยแถลงของ พล.ต.ทรงกลด ต่อหน้าสื่อมวลชนท้องถิ่นกลุ่มหนึ่ง

“การเป็นพรรคการเมืองนั้น สำคัญอยู่ที่สมาชิกพรรค และตัวแทนของพรรค ที่จะเป็นตัวแทนลงสนามเลือกตั้ง

ทางพรรคมีนโยบายสำคัญในเรื่องนี้ว่า พวกเขาเหล่านั้น ต้องเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และเป็นคนกล้า”

พล.ต.ทรงกลด ยังได้พูดถึงนโยบายของพรรคพลังชาติไทย และที่น่าสนใจคือ พรรคมีนโยบายสำคัญ ที่จะสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ เมื่อได้เป็นรัฐบาลคือ การสร้างเมืองใหม่ เพื่อให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว มีกาสิโน เหมือนหลายๆประเทศที่เขาทำกัน และได้เม็ดเงินเข้าประเทศ ปีละมากมาย อนาคตที่สดใสของธุรกิจบ่อนคาสิโนในเอเชีย

นอกจากนี้ พรรคจะสนับสนุนโครงการหวยออนไลน์ เพื่อให้การเล่นหวยเป็นกิจกรรมที่ถูกกฎหมายและสร้างรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

“พรรคพลังชาติไทย เป็นพรรคการเมืองใหม่ที่มีเสียงโจษจันในหมู่ชาวบ้านทั่วไป เพราะแกนนำพรรคระดับจังหวัด พยายามโฆษณาว่า พรรคนี้เป็นพรรคทหาร และจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

หลายคนอาจสงสัยว่า พล.ต.ทรงกลด เป็นนายทหารรุ่นไหน? มีคอนเนกชั่นกับบิ๊ก คสช.หรือไม่? จึงประกาศตั้งพรรคพลังชาติไทย

ย้อนหลังไปในช่วงเกิดรัฐประหาร คสช.ได้มอบหมายให้ กอ.รมน. ไปดำเนินการตามกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ และการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกกลุ่มทุกฝ่าย

ต่อมา คสช.มีคำสั่งจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูป และให้จัดตั้ง “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ” โดยมอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการ

พล.ต.ทรงกลด นายทหารประจำสำนักงานปลัดกลาโหม ก็ได้รับมอบหมายให้มาทำงานในคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ

จากจุดนี้เอง ที่ทำให้ พล.ต.ทรงกลด ได้ไปสัมผัสกับกลุ่มพลังมวลชน รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน

หลังคณะทำงานชุดดังกล่าวจบภารกิจ พล.ต.ทรงกลด ได้สานต่อการปฏิรูปประเทศ ในนามคณะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุนี้ พรรคพลังชาติไทย จึงมีนโยบายขุดคอคอดกระเพื่อเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ทางทะเลแห่งใหม่ที่สำคัญ ช่วยลดระยะเวลาและลดต้นทุนการขนส่ง

นายทหารตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องแปลก..แต่การมีเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก ว่าเป็นพรรคของ “บิ๊ก คสช.” ระวังจะเป็นดาบสองคม!