ยังงี้..ต้องรู้จัก “เจ้าคุณพิพิธ” พระนักกวียุคเงินทอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/289017

ยังงี้..ต้องรู้จัก “เจ้าคุณพิพิธ” พระนักกวียุคเงินทอน

คนในข่าว  :  24 ก.ค. 2560
พระเทพปฏิภาณวาที, คณะสังฆาธิการ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คณะสังฆาธิการ, เจ้าคุณพิพิธ จวกเงินทอนวัด, เจ้าคุณพิพิธ ยัน บ, ยังงี้ต้องรู้จัก, เจ้าคุณพิพิธ, พระนักกวียุคเงินทอน, เงินทอนวัด, คณะสงฆ์,  และ , สุนทร ญาณสุนฺทโร, เชิด จิตฺตคุตฺโต, เสงี่ยม จนฺทสิริ, พรสวรรค

จะว่าไป ฉายาของท่านที่ชื่อ พระเทพปฏิภาณวาที อาจจะมาจากความเป็นพระเจ้าบทเจ้ากลอนก็เป็นได้ แถมกลอนเกี่ยวกับเรื่อง “เงินทอนวัด” อ่านแล้วต้องสะดุ้งเลย

               สืบเนื่องจากกรณีความขัดแย้งระหว่างคณะสังฆาธิการ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จากประเด็น “เงินทอนวัด” ซึ่งตามข่าวระบุว่ามีกระแสคัดค้านและไม่พอใจจากบรรดาพระผู้ใหญ่เป็นอันมาก

               หนึ่งในนั้นที่ออกมาแสดงความคิดเห็น เสนอมุมมองผ่านสื่อมวลชน ชนิดได้เห็นหน้าค่าตากันเลยคือ พระเทพปฏิภาณวาที หรือ “เจ้าคุณพิพิธ” วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเปิดเผยความรู้สึกถึงเรื่องราวดังกล่าวผ่านสื่อหลายครั้ง

               ล่าสุด เมื่อไม่กี่วันมานี้ เจ้าคุณพิพิธก็เพิ่งออกมาพูดอีกว่า หากพระระดับใดก็ตามที่ทุจริต ขอให้จัดการไปตามกฎหมาย แต่อย่ากล่าวทำลาย “คณะสงฆ์” เนื่องจากพระสงฆ์ “เจ็บปวด” จากการถูกโจมตี

               พร้อมทิ้งท้ายอย่างชนิดที่ทำเอาหลายคนทึ่งและอึ้ง! เพราะท่านได้นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอน แต่ด้วยวิธีการนำเสนอเป็นร้อยกรอง ชนิดกาพย์ยานี 11 ซึ่งเรียบเรียบด้วยตนเองเสียด้วย

               เอาสั้นๆ พอสะดุ้ง ดังนี้ “…ผู้ใดใจสามานย์ ทำลายลาญคนดี ด้วยทุบหรือด่าตี หรือด้วยเล่ห์เพทุบาย…“ และ ”…ทำลายความดีงาม ด้วยข่าวทรามจนเสียหาย ผู้นั้นพึงมั่นหมาย รับเคราะห์ร้ายอันช้ำตรม…”

               นี่มันระดับกวีได้เลยทีเดียว ทำให้ต้องเหลียวกลับมามองว่า พระผู้ใหญ่ท่านนี้มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง ถึงได้เจ้าบทเจ้ากลอนขนาดนี้

               พระเทพปฏิภาณวาที นามเดิม สุนทร ฉายา ญาณสุนฺทโร เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนฯ เจ้าคณะเขตดุสิต ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง และนักเทศน์ชื่อดัง (สุนทร ญาณสุนฺทโร) เกิดเมื่อวันอังคารที่ 19 มีนาคม 2500 เป็นชาว ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

               เส้นทางชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่ออายุได้เพียง 11 ปี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2511 ณ วัดเจ้าเจ็ดนอก อ.เสนา บ้านเกิด โดยมีพระครูเขมาภิรัตเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้มาจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนภาษาบาลี ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ตามคำชักชวนของพระธรรมรัตนดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต)

               จากนั้นได้อุปสมบทในวันที่ 9 กรกฎาคม 2521 ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) เป็นพระอุปัชฌาย์

               ด้านวิทยฐานะ ท่านเจ้าคุณพิพิธ จบนักธรรมชั้นเอก, เปรียญธรรม 5 ประโยค ปริญญามหาบัณฑิต สาขาธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปี 2553, ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปี 2554, ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศาสนศาสนตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปี 2557

               ส่วนในตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์ ท่านเจ้าคุณพิพิธเป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 4 ตั้งแต่ปี 2522, เลขานุการวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, เจ้าคณะ 8, ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนฯ, ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง, เจ้าคณะเขตดุสิต

               ส่วนหน้าที่พิเศษ เช่น เป็นประธานผู้ก่อตั้งโครงการเปิดพระอารามกลางวัน-กลางคืน วัดสุทัศนฯ ประธานศูนย์ท่องเที่ยว วัดสุทัศนฯ

               ที่ผ่านมา ลำดับสมณศักดิ์ของท่านมีดังนี้ 12 สิงหาคม 2535 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระพิพิธธรรมสุนทร, 12 สิงหาคม 2547 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวิจิตรปฏิภาณ วิศาลธรรมโฆสิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี, 5 ธันวาคม 2559 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพปฏิภาณวาที สุรภาณีพุทธิปัญญาวิกรม อุดมธรรมสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

               จะว่าไป ฉายาของท่านที่ชื่อ พระเทพปฏิภาณวาที อาจจะมาจากความเป็นพระเจ้าบทเจ้ากลอนก็เป็นได้ โดยเคยได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จากกรมประชาสัมพันธ์ นอกเหนือจากรางวัลด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น รางวัลบุคคลคุณภาพแหงปี 2557 ด้านสังคม รางวัลเสมาธรรมจักร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ฯลฯ

               และอาจด้วยคุณสมบัติที่อาจถึงขั้นเรียกว่า “พรสวรรค์” ทางด้านการสื่อสารและการใช้ภาษานี้เอง ที่ทำให้ท่านเป็นนักบรรยายธรรมในรายงานโทรทัศน์อีกหลายรายการ เช่น ลีลาชีวิต, ธรรมรส-ธรรมรัฐ ทางช่อง NBT, รายการพุทธิธรรมนำทาง ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี เป็นนักเทศน์ นักปาฐกถา นักอภิปราย และยังเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์

               แต่ที่จริง ก่อนจะมามีข่าวคราวที่ท่านออกมาแสดงจุดยืนต่อเรื่องเงินทอนวัดนี้ ก่อนหน้านี้ท่านก็เป็นที่กล่าวถึงมาแล้วในโลกสังคมออนไลน์เรื่องที่เพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ” เผยแพร่ภาพป้ายประกาศสาปแช่ง ด้วยถ้อยคำรุนแรง แก่ผู้ที่นำอาหารมาให้สุนัขและแมว ภายในบริเวณวัดสุทัศนฯ ซึ่งก็เป็นป้ายที่ “เจ้าคุณพิพิธ” นำมาติดไว้นั่นเอง

               จนภายหลังเมื่อเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมาก ท่านจึงจัดการเปลี่ยนป้าย และลดโทนของเนื้อหาให้ซอฟท์ลง จนทำให้หลายคนรู้สึกโอเคขึ้น

               กรณีตรวจสอบเงินทอนวัด ท่านเจ้าคุณพิพิธไม่เพียงร่ายกลอนสอนใจ แต่ยังถึงกับออกมาบอกด้วยว่า “พระสังฆาธิการ กับ สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้ตัดขาดความสัมพันธ์ต่อกันแล้ว”

               แม้จะมีหลายฝ่ายออกมายืนยันปฏิเสธว่า “ตัดไม่ได้” และ “ไม่ได้ตัด” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ความหมายโดยนัยของเจ้าคุณพิพิธเองส่วนตัว จะแปลแบบเดียวกัน ก็รู้อยู่ว่า ช่างคิดช่างเขียน เจ้าบทเจ้ากลอน เจ้าคารมขนาดไหน

ทุกสีทุกสิงห์ ขานรับว่าที่ “ปลัดฉิ่ง” เหมาะแก่ยุคปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/288717

ทุกสีทุกสิงห์ ขานรับว่าที่ “ปลัดฉิ่ง”  เหมาะแก่ยุคปรองดอง

คนในข่าว  :  21 ก.ค. 2560
บิ๊กฉิ่ง ฉัตรชัย พรหมเลิศ, สิงห์ดำ-สิงห์แดง-สิง, ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ฉัตรชัย พรหมเลิศนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิ, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, ฉัตรชัย พรหมเลิศ, ทุกสีทุกสิงห์, ขานรับว่าที่, ปลัดฉิ่ง , เหมาะแก่ยุคปรองดอง, ปลัดฉิ่ง, บิ๊กฉิ่ง, ว่าที่, มือประสาน

สื่อบางแหล่งบอกว่า ไม่แปลกใจ เพราะ “บิ๊กฉิ่ง” คนนี้เป็นคนสำคัญที่ช่วยงานทหารมาอย่างดี ก็เลยอยู่รอดได้ในสายเขียว แม้จะโตมาจากสายแดง…ฮั่นแน่!!ว่าแต่เขาทำอะไรมา?

               ตามคาด! ที่ ครม.ไฟเขียวตั้ง ฉัตรชัย พรหมเลิศ นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย แทน กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยมีผล 1 ตุลาคม 2560

               ถามว่าทำไมตามคาด ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อของเขา ที่เราได้ยินจากข่าวสารบ่อยมาก ในฐานะ “อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ซึ่งเมืองไทยเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวท่วม ก็จะมีชื่อฉัตรชัยคนนี้แหละ ที่ออกมาแอ็กชั่นในการดูแล รับมือและแก้ปัญหาให้

               แน่นอน ถ้ามีผลงาน ถึงจะเก็บตัว ไม่ค่อยออกสื่อ แต่ด้วยความเป็น “คนเอาการเอางาน” การได้ตำแหน่งที่เหมาะสมก็เป็นคุณค่าที่ควรคู่!!

               มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางในทำนองที่ว่า “ว่าที่” ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนนี้ นับว่าเป็นคนที่คอนเนกชั่นกว้างไกล ว่ากันถึงขนาดว่าเป็น “มือประสานสิบทิศ” มีพรรคพวกเพื่อนฝูงทุกสี ทุกค่าย ทุกองคาพยพ

               ฉัตรชัย พรหมเลิศ ชื่อเล่นว่า “ฉิ่ง” เกิด 19 กุมภาพันธ์ 2504 พื้นเพเป็นคนสุราษฎร์ธานี มีคู่สมรส คือ ดร.ปฤถา พรหมเลิศ อดีตสาวสตรีวิทยา ปัจจุบันเป็นประธานชมรมแม่บ้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีบุตรด้วยกัน คือ ไพรม์, ปอร์เช่, แพร์, เพลง และพลอย

               “บิ๊กฉิ่ง” เรียนจบระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือเรียกกันในแวดวงว่า “สิงห์ดำ” รุ่นที่ 32 หรือช่วงปี 2523 จากนั้นเรียนต่อในระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันเดียวกัน

               ขณะที่ยังลงเรียนหลักสูตรต่างๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 38 ปี 2538, หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 41 ช่วงปี 2543 ของวิทยาลัยมหาดไทย สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

               และหลักสูตรนักบริหารระดับสูงอีกมากมายเรื่อยมา จนถึงปี 2557 เช่น ที่สถาบันพระปกเกล้า, วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ฯลฯ

               แน่นอนว่า การลงเรียนเหล่านี้คือสนามคอนเนกชั่นชั้นดี!

               สำหรับเส้นทางในอาชีพราชการ “บิ๊กฉิ่ง” เริ่มรับราชการวันที่ 13 สิงหาคม 2527 เริ่มจากเป็นปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) อำเภอดงหลวง จ.มุกดาหาร, เจ้าพนักงานปกครอง 3 กองราชการส่วนจังหวัดและตำบล กรมการปกครอง, นักการข่าว 4 กองงานความมั่นคง (ปฏิบัติงานข่าวกรอง 3 จังหวัดภาคใต้) กรมการปกครอง

               ผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่น จ.นครสวรรค์, ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอแม่เปิน จ.นครสวรรค์, เร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดสิงห์บุรี (เจ้าหน้าที่บริหารงานพัฒนาชนบท 8), เร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดนครสวรรค์ (เจ้าหน้าที่บริหารงานพัฒนาชนบท 8) ราวๆ ช่วงปี 2543

               จากนั้นไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ช่วง 1 ตุลาคม 2552–30 กันยายน 2555 และก้าวมาสู่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ (รก.) กระทั่งเลื่อนไปนั่งผู้อำนวยการสำนักช่วยเหลือผู้ประสบภัย, ผู้อำนวยการส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย

               จนมาเป็นรองอธิบดี และขึ้นสู่เก้าอี้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน

               กลับมาว่ากันที่เรื่อง “มือประสานสิบทิศ” สื่อหลายค่ายเขียนตรงกันว่า “บิ๊กฉิ่ง” จะคอยช่วยเหลือพรรคพวกเพื่อนฝูงทุก “สี” ทุก “สิงห์” อย่างตอนได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ เมืองลิง ก็สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

               แต่ไม่รู้เพราะความเป็น “สิงห์ดำ” หรือไม่ ที่ทำให้มีวันนี้ เพราะหากว่ากันที่ชื่อเสียง หลายคนพูดตรงกันว่า “บิ๊กฉิ่ง” นั้นเป็นคนง่ายๆ ยิ้มเก่ง เป็นที่รักและเคารพของน้องรัฐศาสตร์จุฬาฯ และสิงห์ค่ายอื่นๆ โดยเคยนั่งนายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 2558-2559

               แต่ที่รู้คือ เมื่อครั้งน้ำท่วมปี 2554 ประตูน้ำบางโฉมศรีแตก ไหลทะลักเข้ามาที่รอบนอกของ จ.ลพบุรี ต้องแช่น้ำนานหลายเดือน

               “บิ๊กฉิ่ง” คนนี้แหละ ที่ร่วมกับรัฐบาลปู ในการแก้ไข ทำให้น้ำไม่ท่วมเข้าตัวเมือง ถามคนลพบุรีจะรู้ดีว่า ทุกๆ วันจะเห็นหน้าบิ๊กฉิ่งที่ออกมาลุยน้ำช่วยประชาชนเสมอ

               ผลงานครั้งนั่งผู้ว่าฯ นี่แหละที่ยังไปเข้าตา “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” อดีตนักการเมืองชื่อดังคน “สุราษฎร์ฯ” บ้านเดียวกัน สมัยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ที่แต่งตั้งเขาให้เป็นอธิบดี ปภ. เมื่อปี 2555

               ทั้งที่เป็นคนที่โตมาจากสายแดง ซึ่งตามหลักแล้ว เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยนต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปแล้ว

               แต่กลับอยู่รอดได้ และอยู่อย่างดีด้วยในสายเขียว!!!

               สื่อบางแหล่งบอกว่า ไม่แปลกใจ เพราะ “บิ๊กฉิ่ง” คนนี้เป็นคนสำคัญที่ช่วยงานทหารมาอย่างดี แถมยังเหลืออายุราชการอีกตั้ง 4 ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2564

               อย่างไรก็ตาม สำหรับคนคลองหลอด “ปลัด มท.” คือรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ เป็นจุดสูงสุดของชีวิตข้าราชการ

สายลึก(ลับ) “สันธนะ ประยูรรัตน์” ขาดเขา-เราขาดสีสัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/288709

สายลึก(ลับ) “สันธนะ ประยูรรัตน์” ขาดเขา-เราขาดสีสัน?

คนในข่าว  :  21 ก.ค. 2560
พตอสีหนาท ประยูรรัตน์, สันธนะปูด, สันธนะอดีตรอง ผกกสันติบาล 2, อดีตรอง ผกกสันติบาล 2, คดีฆ่า 8 ศพ, ฆ่าล้างครัว, วรยุทธ สัง, วรยุทธ สังหลัง ผู้ให, ฆ่าล้างครัว วรยุทธ สังหลัง, พตทสันธนะ ประยูรรัตน์, พตทสันธนะ, สายลึกลับ, สันธนะ, ประยูรรัตน์, ขาดเขา-เราขาดสีสัน, ลับ, สันธนะ ประยูรรัตน์, รองต่อ, ปูด, โค

ทุกครั้งที่ “รองต่อ” ออกมาตั้งโต๊ะแถลง ก็ทำเอา “คนเล่าข่าว” ลูบปาก ได้เรื่องเมาท์รสชาติจี๊ดจ๊าด ว่าแต่หนนี้เรื่องอะไรที่ทำให้คนอย่างเขาต้องออกมาโชว์พาว!!

               นั่นไง “มันต้องมีเงื่อนงำมากกว่านี้แน่ๆ” หลายคนพูดคำนี้ ทันทีที่เห็นข่าวมีคนออกมา “ปูด” เกี่ยวกับคดีฆ่าล้างครัว วรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รวม 8 ศพ ว่ายังมีคนอยู่เบื้องหลังอีกจ้า !!!

               คนที่ปูดเรื่องนี้ คือ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล 2 ที่ออกมาอ้างว่า แท้จริงแล้วชนวนมาจากเรื่องผลประโยชน์ มูลค่า 40-50 ล้านบาท ที่มีกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ ได้ว่าจ้างผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักกันในนาม “เจ๊ชุมพร” ให้ไปจ้าง บังฟัต ไปสังหารผู้ใหญ่วรยุทธอีกทอดหนึ่งนั่นเอง ส่วนเรื่องที่ดินนั้น เป็นเพียงประเด็นรองที่ บังฟัตได้ประโยชน์อีกทีหนึ่งเท่านั้น

               งานนี้ต่อม “โคนัน” ของคนไทยก็ทำงานทันที ตกลงมันอะไร ยังไงกันแน่ เช่นเดียวกับที่อยากรู้ว่า ว่าแต่ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ คนนี้เป็นใคร และมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน

               พอไปค้นข้อมูลเท่านั้น พบเลยไม่ธรรมดา ! ข่าวคราวที่ผ่านมาของเขาเอง ก็ใช่ย่อย !!

               พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ หรือ ที่เรียกกันว่า “รองต่อ” เกิดวันที่ 13 มกราคม 2502 เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คนของ พล.ต.ต.สมชาย และ นิตยา ประยูรรัตน์ ภรรยาชื่อ พรรณี ประยูรรัตน์ มีบุตร-ธิดา 2 คน

               นอกจากนี้ เขายังเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกด้วย

               พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ สำเร็จการศึกษามัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร(รุ่นที่ 17), โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 เมื่อปี 2523, วิทยาลัยตำรวจเอฟบีไอ สหรัฐอเมริกา, ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต, ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

               ชีวิตราชการตำรวจของรองต่อ รู้กันดีว่าถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในสายตำรวจสันติบาล เคยเป็น สารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 3 กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจสันติบาล 2 ตุลาคม 2535, สารวัตรงาน 4 ฝ่าย 4 กองตรวจคนเข้าเมือง 2 เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2538,

               จากนั้นขึ้นรองผู้กำกับการชุดตรวจงานป้องกันปราบปราม ส่วนตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ 31 สิงหาคม 2539 และรองผู้กำกับการ 1 กองตำรวจสันติบาล 2 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ก่อนจะลาออกจากราชการ

               ข่าวคราวของเขาเร็วๆ นี้ก่อนจะมาเรื่องคดี 8 ศพ คือเขาเพิ่งยื่น สตช.สอบพฤติกรรมข้าราชการระดับสูงของ ตม. หลังพบมีพฤติการณ์อำนวยความสะดวกนักพนันข้ามไปเล่นบ่อนประเทศเพื่อนบ้านอย่างสบายๆ ไม่ต้องมีเอกสารใดๆ นั่งรถวีไอพีผ่านฉลุย

               แต่หากย้อนไปราวสิบปีก่อน ชื่อของสันธนะ อดีตรองผกก.4 ส.2 คนนี้ เรียกว่ามีข่าวเยอะ! อย่างที่ต้องหันหลังให้อาชีพราชการ ก็ด้วยผลงานไปขัดขวางการเข้าจับกุมบ่อนการพนันของตำรวจ สน.บางกอกน้อย ตอนนั้นโดนเล่นงานหนักทั้งทางอาญาและวินัย จนโดนให้ออกจากราชการ

               ช่วงปี 2549 ชื่อของเขาดังกระฉ่อนเมื่อถูกซัลโวใส่รถ นับ 10 นัด แถวสามแยกสวรรคโลก ตัดถนนสุโขทัย เจ้าตัวรอดตายหวุดหวิด เพราะวันนั้นไม่ได้ใช้รถคันนี้ แต่เป็นลูกน้องคนสนิทที่รับเคราะห์แทน ซึ่งเจ้าตัวออกมาปูดเลยว่า น่าจะเกี่ยวพันกับธุรกิจใต้ดิน เกี่ยวโยงถึงคนแถวๆ เตาปูน

               เพราะภายหลังจากที่กองปราบปรามบุกเข้าทลายบ่อนย่านเตาปูนแล้ว ตัวเขาเองได้เข้าไปในบ่อนดังกล่าวอีก ก็พบว่ายังคงมีการลักลอบเล่นการพนันเช่นเดิม โดยที่ตัวเขาเองเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.เตาปูนถึง 2 ครั้ง 2 คราว

               ส่วนในทางการเมือง สันธนะก็เรียกว่าเป็นตัวพ่อคนหนึ่ง เพราะเขาคนนี้เป็นอีกรายที่ออกมาชน “ระบอบทักษิณ” อย่างต่อเนื่อง

               หากจำกันได้เขาเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวในฐานะแกนนำชั้นรองของกลุ่มพันธมิตร และเป็นหนึ่งใน 25 แกนนำม็อบเสื้อเหลืองผู้ต้องหาบุกยึดสุวรรณภูมิ

               บางคนมองมุมนี้ว่า น่าแปลกที่สองพี่น้องตระกูรประยูรรัตน์ พ.ต.อ.สีหนาทผู้พี่ กับ พ.ต.ท.สันธนะ ผู้น้อง เหมือนเดินคนละเส้นทาง เพราะคนหนึ่งเติบโตใน ปปง.ยุครัฐบาลสีแดง (ซึ่งแน่นอนที่เวลานี้ถูกส่งเข้ากรุไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกฯ แล้ว) ส่วนอีกคนหนึ่งก็ท้าชนเย้วๆ อยู่ฝั่งตรงข้าม

               ทั้งนี้ “สันธนะ” เคยลงสมัคร ส.ส.กทม. เขตบางเขน ในยุคพรรคประชากรไทย ตอนนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค และลงสมัคร ส.ว.ปี 2549 ก่อนรัฐประหาร แต่สอบตก และยังกลับมาสอบตกอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2550 กับพรรคประชากรไทยยุคหลัง

               อย่างไรก็ดี นอกจากจะเป็น “ขาประจำเจ้าของข่าวดัง” แล้ว ที่จริงบทบาทที่คนตามข่าวจะคุ้นเคย คือ เป็นจอมเปิดโปงไม่น้อยหน้าไปกว่าเจ้าพ่ออ่าง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โดยเฉพาะเงื่อนปมกับธุรกิจลับ เกมสีเทา รวมทั้งอิทธิพลมาเฟีย

               ขณะที่บางคนบอกว่า ต้นฉบับออริจินัลคือ สันธนะ แต่คนก๊อปปี้คือเสี่ยอ่าง เพราะสันธนะเป็นเจ้าของไอเดียใช้คลิปมาแฉลายแทงบ่อนในกรุงเทพฯ และถ้าจะพูดเรื่องวงการบ่อนแล้ว รองต่อคนนี้แหละเป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้หมดว่าในกรุงเทพฯ มีบ่อนอะไร ที่ไหน ของใครบ้าง

               ช่วงปี 2554-2555 เขาออกมาเปิดเบื้องลึกเบื้องหลัง “เกมปราบบ่อน” ของรัฐมนตรีคนดัง โดยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบ่อน และการอยู่เป็น อยู่ให้ได้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

               วันนี้เรื่องบ่อนจบลงยังไง ไปถามคนแถวบ่อนจะตอบได้ดีที่สุด แต่เรื่องอื่นๆ ต่อมา อดีตตำรวจคนนี้ก็ยังออกมาปูดไม่หยุด สมชื่อ “รองต่อ”

               ช่วงปี 2556 เขาออกมาแฉปมสังหาร “เจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์” เอกยุทธ อัญชันบุตร อ้างว่าเจอเหยื่อโดยบังเอิญ บอกว่ารู้ตัวจะโดนปองร้าย เพราะไปเคลื่อนไหวการเมืองบนโลกออนไลน์ พาดพิงนักการเมืองต่อเนื่อง

               เรียกว่า ทุกครั้งที่ “รองต่อ” ออกมาตั้งโต๊ะแถลง ก็ทำเอา “คนเล่าข่าว” หรือ “สำนักข่าวออนไลน์” ลูบปาก เพราะได้เรื่องเมาท์รสชาติจี๊ดจ๊าด..ทำนองขาดเขาเราขาดสีสันว่างั้นเถอะ !

เกิดแต่กรรม “ยันตระ” รอด แต่ “เณรคำ” ไม่รอด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/288310

เกิดแต่กรรม “ยันตระ” รอด แต่ “เณรคำ” ไม่รอด?

คนในข่าว  :  19 ก.ค. 2560
เณรคำกลับไทย, จับเณรคำ, อดีตพระเณรคำ, เณรคำไม่รอด, จากยันตระถึงธัมมชโย, อดีตพระยันตระ อมโรภิ, เกิดแต่กรรม, ยันตระ, รอด, แต่, เณรคำ, ไม่รอด, อดีตพระยันตระ, พระยันตระ อมโรภิกขุ, พระวินัย อมโร, ข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง, พศ2538, สึกกลางอากาศ, พระยันตระ, ขบวนการกำจัด กวาดล้าง, เพราะวีรกรรมเดียวกัน

เณรคำ ก็แค่ “คนเคยเจอ” เคสความผิดของอาตมา มันคนละม้วนกันเลย อย่ามาเทียบกัน! อดีตพระยันตระ แกว่ามางี้? ว่าแต่มันต่างกันยังไงน้า??

               ข่าวคราวการนำตัว “หลวงปู่เณรคำ” กลับไทย ทำให้คนไทยหลายคนต้องปรบมือให้กับทางการ ที่สามารถตามบุคคลสำคัญคนนี้กลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

               ตรงกันข้าม กับข่าวของอดีตพระอีกรูป ที่คนไทยต้องส่ายหัว

               ก็ “อดีตพระยันตระ” หรือ วินัย ละอองสุวรรณ อดีตพระที่คนไทยในยุคก่อนใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กรู้จักกันดี จากข่าวที่สะเทือนวงการพุทธศาสนา สั่นคลอนแรงศรัทธาของชาวพุทธไทยไปหลายดีกรี

               ปรากฏว่า เวลานี้คดีของเขาได้หมดอายุความมาสักพักแล้ว !!

               หลังผ่านไปกว่า 20 ปี ! ทำให้อดีตพระรูปนี้ สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสรเสรี แถมเคยกลับเข้าไทยมาแล้วช่วงปี 2557 และ 2559 ! ซึ่งปีแรกก็คือปีที่คดีของเขาหมดอายุความลงแล้วนั่นเอง

               ถามว่าเขาทำอะไรไว้ ทวนความจำให้คนยุคโซเชียลได้รับรู้อีกครั้ง คือในขณะที่เป็น “พระยันตระ อมโรภิกขุ” หรือ “พระวินัย อมโร” พระดังที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศ เกิดมาเจอทีเด็ด ถูกแฉว่ามีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ด้วยการล่อลวงสีกาไปเสพเมถุนมากหน้าหลายตา

               แต่ที่เด็ดจนดิ้นไม่หลุดคือ รายที่บอกว่าตนเองเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา จนให้กำเนิดลูกสาว ซึ่งรายนี้มีเทปสนทนาเป็นหลักฐานมัดตัว

               ที่เหลือ ก็ยังมีการร้องเรียนออกมาอีกมากมาย ว่าไม่ใช่รายเดียวนี้ ที่พระยันตระมีความเกี่ยวข้องในทำนองดังกล่าวด้วย หากแต่มากมายนับไม่ถ้วนทั้งไทยและเทศ

               ที่สุด เป็นอันว่าต้องโกยสิโยม !!

               โดยตอนนั้น ราวปี 2537 เมื่ออดีตพระยันตระคิดสะระตะแล้วว่า งานนี้อ่วม เพราะถูกฟ้องร้องหลายข้อหา รวมทั้งถูกตั้งอธิกรณ์ (ข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง) ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ตามพระธรรมวินัย

               ซึ่ง มหาเถรสมาคมได้พิจารณาอธิกรณ์ดังกล่าว แล้วปรับให้อดีตพระยันตระเป็นปาราชิก ไม่สามารถดำรงตนในฐานะพระภิกษุได้อีกต่อไป

               จะว่าไปก็ถือเป็นรุ่นพี่ของพระธัมมชโยที่เจอ “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538)” นั่นแหละ คือ โดนคณะปกครองสงฆ์ใช้อำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้ในทันที หรือที่เรียกว่า “สึกกลางอากาศ” แม้ไม่ได้ตัวพระที่ทำผิดมาก็ตาม

               แต่เวลานั้น อดีตพระยันตระไม่ยอมรับมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว หันไปนุ่งห่มผ้าที่คล้ายจีวรย้อมเป็นสีเขียวเข้ม หันหลังให้กับบ้านเกิด ระเห็จออกนอกประเทศไทยในที่สุด !

               พอมาวันนี้ วันที่ “วิรพล สุขผล” หรือ อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือ “เณรคำ” อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ กำลังจะต้องหันหน้าเข้าประเทศ เพื่อมาเจอกับความจริงทางกฎหมาย หลังศาลแคลิฟอร์เนีย สั่งให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีอาญาในไทย

               ทำให้หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อ้าว! ทำไมกรณีของ “พระยันตระ” เขาถึงสามารถอยู่ลั้นลาในต่างแดนได้โดยไม่มีใครทำอะไร แถมยังเดินทางไปทั่วเกือบครบสามจบรอบโลก

               และทั้งๆ ที่รู้หลักแหล่ง ว่าเขานั้นไปตั้งสำนักวัดป่าสุญญตาราม ที่เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่เห็นมีใครจากทางการไทย ไปทักทาย เซย์ไฮว่าทำไมไม่กลับบ้าน

               คำตอบมันอยู่ตรงที่ว่า พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว อดีตพระยันตระ มีช่องทางให้สู้คดีได้ และเขาก็สู้ จนศาลสหรัฐให้สถานภาพลี้ภัยทางการเมืองแก่เขาตั้งแต่ปี 2540

               โดยเวลานั้น ผู้พิพากษาสหรัฐอเมริกาขณะนั้น ถึงกับระบุว่า พระยันตระนั้นต้องเจอกับ “ขบวนการกำจัด กวาดล้าง” มิใช่เผชิญกับ “การดำเนินคดีทางอาญา”

               พูดง่ายๆ ว่าทางเจ้าบ้านที่คนของเราไปขออาศัย เขาเชื่อสนิทใจว่าโดนกลั่นแกล้งใส่ร้าย จึงให้สถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองแก่เขา สามารถหลบหนีคดีความอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้เรื่อยๆ โดยที่ทางการไทยทำอะไรไม่ได้

               แตกต่างจากเคสของสมีคำ ที่นอกจากจะเจอคดีพรากผู้เยาว์แล้ว ก็ยังมีข้อกล่าวหาพัวพันกับยาเสพติด รวมถึงการฟอกเงิน และถูกอายัดบัญชีเงินฝากจำนวนมาก ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ไทยดำเนินการผลักดันกลับได้ง่ายกว่านั่นเอง

               ถ้าใครตามข่าว จะพบว่าที่จริงวัดของอดีตพระยันตระ ที่เมืองเอสคอนดิโด กับเมืองเลคเอลซินอร์ ซึ่งอดีตพระเณรคำหนีไปอาศัยนั้น อยู่ห่างกันไม่ถึง 100 กิโล (ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2556) ก็น่าที่จะมีการพบปะ พูดคุย ปรึกษา ชี้ช่อง ชี้ทางให้ได้รู้เคล็ดการอยู่ยังไงให้เป็นกันบ้าง

               แต่เปล่าเลย เพราะจากข้อมูลของสยามทาวน์ยูเอส ได้เคยนำเสนอบทสัมภาษณ์ “ยันตระ” ช่วงปี 2558 กับประเด็นที่เจ้าตัว ถูกวางเป็น “โมเดล” ของอดีตพระเณรคำ (เพราะวีรกรรมเดียวกัน)

               แต่อดีตพระยันตระ กลับโบกมือบ๊ายบาย ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีสมีรุ่นน้องคนนี้ แปลง่ายๆ ว่าจะไม่ขอยุ่งด้วย !!

               แถมยังอ้างว่า ปกติไม่ค่อยอยู่ที่วัด แต่ไปอยู่ที่ป่าเมืองเครสเซนท์ ซิตี้ ใกล้ป่าสงวนเรดวู้ด ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของแคลิฟอร์เนีย ติดพรมแดนรัฐโอเรกอน จะเดินทางมาที่วัดสุญญตาราม ซึ่งอยู่ห่างกันกว่า 700 ไมล์ เฉพาะเวลาที่วัดมีงานสำคัญเท่านั้น ! และทุกวันนี้ ก็ทำตัวดีแต่ในทางธรรม แม้จะไม่ปลงผมก็ตาม !

               ส่วนเรื่องเณรคำ ก็แค่ “คนเคยเจอ” โดยรุ่นน้องเคยมาหาตามประสาแฟนคลับ ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีข่าว แต่หลังเกิดเรื่องก็มีมาหาอีกรอบ แต่ไม่เจอกัน ตนเองนั้นทราบแต่ว่ามีเรื่องมาปรึกษา

               ที่เหลือก็บอกเล่าแต่อนาคตของตนเองแบบสวยงาม หลังกลับประเทศไทยในวันที่คดีหมดอายุความ

               แน่นอน การปฏิเสธนี้ ก็เพื่อกลบกระแสข่าวอื้ออึงก่อนหน้านั้นว่า เณรคำหนีมากบดานกับเขา ด้วยมีความสนิทชิดเชื้อกันดี

               ที่มากกว่านั้นคือ เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่า เคสความผิดของตนนั้น มันคนละม้วนกันเลยกับของสมีคำรุ่นน้อง ! อย่ามาเทียบกัน !

ขาลุยคุ้ยโกง “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ศึกดิวตี้ฟรีมีเดิมพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/288046

ขาลุยคุ้ยโกง “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ศึกดิวตี้ฟรีมีเดิมพัน

คนในข่าว  :  18 ก.ค. 2560
ทอท คิงพาวเวอร์, ทอท, ชาญชัยเผยข้อมูล ทอท, ผอทอท, ลุยฟ้อง ทอท - คิงพาว, ดิวตี้ฟรี, ประสงค์ พูนธเนศ, ประชาธิปัตย์, ชาญชัย สปท, ชาญชัย อิสระเสนารักษ์, ขาลุยคุ้ยโกง, ชาญชัย, อิสระเสนารักษ์, มหาชน, ทอท, สปท, ระบบบัญชีรายชื่อ, พรรคประชาธิปัตย์, มัธยมต้น, มัธยมปลาย, ขาดคุณสมบัติ, คู่แข่ง, สาธารณะ, ของแข็ง

รับบทบาทมาไล่เช็คบิลนักการเมืองขี้ฉ้อทั้งที งานนี้ “ชาญชัย” ต้องทำให้สุด!! ต่อให้ใครมาขุดประวัติก็ไม่สะท้าน!! ว่าแต่ประวัติอะไร ทำไมต้องหนาวด้วย?

               เอาแน่!! ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ วันนี้บทบาทที่ได้รับเจ้าตัวก็ออกลีลาว่าต้องตีให้แตก!

               อย่างล่าสุดที่เขายื่นฟ้องศาลให้ดำเนินคดี ประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” กับพวก รวม 18 คนในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตครั้งมโหฬาร ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท จึงต้องการให้ดำเนินการจนถึงที่สุด แล้วสั่งริบเงินจำนวนดังกล่าวเข้าแผ่นดิน

               แน่นอนเวลานี้ ศาลก็รับพิจารณาเป็นคดีดำและนัดฟังคำสั่งว่า จะรับคดีไว้เพื่อพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ในวันที่ 25 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

               ที่น่าตื่นเต้นคือ จำเลยทั้ง 18 ราย มีนิติบุคคลรวมอยู่คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จำเลยที่ 15, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยที่ 16 และบริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำเลยที่ 17

               ถามว่า ชาญชัยคนนี้ มารับบทบาทอะไรในวันนี้ คำตอบคือ ปัจจุบันเขานั่ง “รองประธานคณะกรรมาธิการ ด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (สปท.) เรียกว่ารับบทบาทมาปราบโกงให้สมกับคอนเซปต์รัฐบาลตู่ไล่เช็คบิลนักการเมืองขี้ฉ้อ!!

               แต่ถ้าดูประวัติที่ผ่านมา เขาคืออดีต ส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2496 เป็นคนจังหวัดนครนายก และยังเป็นอดีต ส.ส.นครนายก ครองเก้าอี้หลายสมัย สำเร็จการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง

               ก่อนจะมาทำการเมือง เขาเคยดำรงอาชีพเป็นนักธุรกิจ แล้วมาตัดสินใจลงเลือกตั้งครั้งแรกช่วงปี 2538 ซึ่งก็ได้รับเลือกเป็น ส.ส.นครนายก เรื่อยมาจนถึงปี 2550 รวม 4 สมัย คือในการเลือกตั้ง ปี 2538, 2539, 2548 (ระบบบัญชีรายชื่อ) และ 2550 ทั้งหมดนี้ รักเดียวใจเดียวที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เท่านั้น

               อย่างไรก็ดี ระหว่างนั้น ก็มีเรื่องราวซึ่งดังมาก และยังคงทำให้หลายคนกังขาในตัว ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ มาจนถึงวันนี้

               หากใครจำได้ช่วงปี 2539 หลังจากนั่ง ส.ส.ใหม่ๆ เขาถูกแจ้งจับในคดีปลอมแปลงวุฒิการศึกษา เพื่อนำมาใช้ลงเลือกตั้ง ส.ส. โดยศาลรัฐธรรมนูญพบหลักฐานจริงแค่ว่า ชาญชัยคนนี้ จบ ป.7

               ส่วนการศึกษาตั้งแต่ระดับ “มัธยมต้น” จนถึง “มัธยมปลาย” ไม่มีมาแสดง เขาจึงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้สิ้นสุดสมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎร กรณี “ขาดคุณสมบัติ” ในเรื่องวุฒิการศึกษา ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2542

               ตอนนั้นแน่นอน สมาชิกภาพ ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2538 และ 2539 จึงไม่ถูกต้องสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากจบการศึกษาไม่ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะที่มีบิดาเป็นคนต่างด้าวอีกด้วย

               เวลานั้นหลายคนฟันธงเลยว่า “อนาคตทางการเมือง” ของอดีต ส.ส.นครนายกคนนี้ถูกฝังกลบจบข่าวไปแล้ว แต่ปรากฏว่า ก่อนหน้าการตัดสินเพียง 1 วัน ชาญชัยได้ชิงลาออกจากการเป็น ส.ส.ไปก่อน ในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยวันเดียว ทั้งหมดคือการพลิกกลับตัวอย่างฉิวเฉียดเพื่อให้รอดจากการถูกตัดสิทธิลงสมัคร ส.ส.ตลอดไป

               และก็เป็นเช่นนั้น เพราะต่อมา “ชาญชัย” กลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อีกครั้ง หลังสำเร็จปริญญาตรี รัฐศาสตร์ภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

               จะว่าไป ก็น่าเห็นใจในมุมนี้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า สนามนครนายก การแข่งขันดุเดือดขนาดไหน กว่าจะได้เก้าอี้ไม่ใช่ง่ายๆ แถมถ้าต้องมาเสียให้แก่ “คู่แข่ง” ที่ฟัดกันมายาวนาน คือ ฟากของตระกูลใหญ่ “กิตติธเนศวร” ก็คงเจ็บขั้วหัวใจไม่น้อย

               แต่ก็มีอยู่ช่วงที่พรรคไทยรักไทยฮอตมากๆ ชาญชัย ก็จำต้องหนีไปลงบัญชีรายชื่อแทน ปล่อยให้ “เสี่ยแหมะ” สิทธิชัย กิตติธเนศวร พรรคไทยรักไทยครองพื้นที่ไปก่อน แต่โชคร้ายสิทธิชัยเกิดไปติดบ้านเลขที่ 111 ชาญชัยเลยหวนกลับมาสู้ศึกปี 2550 ได้เก้าอี้ ส.ส.นครนายก มาครองอีกครั้ง

               ผ่านมาไม่นาน ปรากฏว่าฝุ่นวิกฤติการเมืองฟุ้งอีกรอบ และมาสงบในปี 2554 มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น ฝั่งพรรคเดิมในชื่อใหม่ว่า “เพื่อไทย” ก็จัดไม้เด็ดเป็น “น้องสาวคนเล็กของทักษิณ” งานนั้น ชาญชัยไปพ่ายแพ้ให้แก่คนตระกูลเดิม คือ “เสี่ยอ๋า” วุฒิชัย กิตติธเนศวร เพียงแต่รายนั้นเขาย้ายไปอยู่ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยแล้ว

               อย่างไรก็ดี น่าสนใจว่า ไปๆ มาๆ บทบาทของชาญชัยกลับกลายมาเป็นผู้ตรวจสอบทุจริตเสียเอง แม้ว่าจะโดนค่อนขอด ขุดคุ้ย กับปมอดีตเรื่องวุฒิการศึกษาอยู่เรื่อยๆ จากฝ่ายตรงข้าม แต่เขาก็ไม่สะเทือน

               อย่างสมัยเป็น ส.ส.ช่วง อภิสิทธิ์ นั่งนายกรัฐมนตรี เขาเคยเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ออกมาประกาศยืนหยัดในการหยุดยั้งโครงการดังกล่าว เพราะมองว่ามีความไม่ชอบมาพากล

               ตอนนั้นมาดของชาญชัยดูจริงจัง เอาแน่! เพราะได้ยื่นเรื่องให้แก่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตรวจสอบ พูดง่ายๆ ว่าถึงจะเป็นคนฝั่งเดียวกัน ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ก็ต้องขอให้แตะเบรก

               สุดท้ายโครงการดังกล่าวเดินหน้าต่อ ประหนึ่งว่าไม่มีใครฟังเสียงของเขา

               จนเมื่อมีเหตุให้หัวโขน ส.ส.ของพรรคการเมืองต้องถูกถอดออกไป ชาญชัยคนนี้ ได้โอกาสมานั่งในคณะกรรมาธิการของ “สปท.” มีหน้าที่ด้านการตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับรัฐโดยตรง

               เขาเลยหันมาเล่นเรื่องอันเป็นประโยชน์ต่อ “สาธารณะ” อย่างเต็มภาคภูมิ เช่น การคิดค่าบริการเกินจริงของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ความไม่ชอบมาพากลการเช่าสัญญาณจากภาครัฐกับเอกชน, ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องดิวตี้ฟรีในบริษัทชื่อดัง

               จะว่าไปแล้ว งานปะฉะดะดิวตี้ฟรีนั้น ถือได้ว่า “ชาญชัย” เดินหน้าชน “ของแข็ง” โดยแท้ แต่ก็ไม่ได้สู้เพียงลำพัง หากแต่มีสมาชิก สปท.ระดับบิ๊กเนม เป็นกองหนุน !!

               ศึกครั้งนี้ มีเดิมพันสูง ไม่เกี่ยวกับ ปชป. หากแต่เป็นเรื่อง “คอนเนกชั่น” ส่วนตัวล้วนๆ

สายแฉ!”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร”เกมข้าวเน่า..ใครเน่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287859

สายแฉ!”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร”เกมข้าวเน่า..ใครเน่า?

คนในข่าว  :  17 ก.ค. 2560
คนในข่าว, ข้าวเน่า, ทักษิณ, ชินวัตร, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, เสี่ยโจ้, สายแฉยุทธพงศ์, จอมแฉ, ลุงตู่, ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา, ไทยรักไทย, กำนันตง, อดีต สส, คนรุ่นใหม่, ลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร, นักธุรกิจอาหารสัตว์, พรรคทหาร

สายแฉ!”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร”เกมข้าวเน่า..ใครเน่า?

 

ได้ชื่อว่า “จอมแฉ” มาแต่สมัยยังได้เป็นรัฐมนตรี มาถึงวันนี้ “เสี่ยโจ้” ออกโรงแฉความไม่โปร่งใสในการระบายข้าวลอตสุดท้ายของกระทรวงพาณิชย์ และเรียกร้องให้ “ลุงตู่” ใช้มาตรา 44 ตรวจสอบความถูกต้องในการจำหน่ายข้าว พร้อมให้ออกคำสั่งเปิดโกดังข้าวทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ว่า ข้าวในโกดังนั้น อยู่ในสภาพข้าวคนกิน หรืออาหารสัตว์

เมื่อไม่นานมานี้ “เสี่ยโจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กับเพื่อนอดีต ส.ส.เพื่อไทย 4 คน จัดทำหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” เพื่ออธิบายความสำเร็จของโครงการจำนำข้าว แต่หนังสือเล่มนี้ พวกเขาอ้างว่า คสช.ห้ามจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป

พูดถึง “เสี่ยโจ้” เวลาที่มีการเล่าปูมชีวิตการเมือง มักมีสื่อสำนักใหญ่ๆ บางแห่ง มักจะไม่พูดถึงปฐมบทนักเลือกตั้งในสีเสื้อ “ไทยรักไทย”

ปี 2542 ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เสี่ยโจ้ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เพราะอยากทำงานการเมืองแบบคนรุ่นใหม่ โดยบิดา “กำนันตง” ศุภกร จรัสเสถียร เจ้าของโรงสีข้าวแหลมทอง อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ก็ให้การสนับสนุน

ช่วงแรกๆ ที่ทักษิณไปเปิดสาขาพรรคที่พยัคฆภูมิพิสัย กำนันตงยังขับรถให้ทักษิณหาเสียงแถวมหาสารคาม

เหตุการณ์พลิกผัน หลังจากบิดาของเสี่ยโจ้ถูกยิงเสียชีวิต ในพรรคไทยรักไทยก็มี “อดีต ส.ส.” หลั่งไหลเข้ามาซบทักษิณ รวมถึง สุชาติ โชคชัยวัฒนากร อดีต ส.ส.มหาสารคาม หลายสมัย จากพรรคกิจสังคม ซึ่งมีฐานการเมืองอยู่ใน อ.พยัคฆภูมิพิสัย เหมือนกัน

เลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยจึงส่ง “เสี่ยต๋อย” สุชาติ ลงสนาม ส่วนเสี่ยโจ้ก็ย้ายไปซบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผลเลือกตั้งหักปากกาเซียน มวยใหม่อย่างเสี่ยโจ้ เอาชนะเสี่ยต๋อยไปแบบหืดจับ

ว่ากันว่า เสี่ยโจ้ได้ภาพลักษณ์ดีกว่า ตรงเป็น “คนรุ่นใหม่” เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากสหรัฐ บวกเป็นกระแสความสงสารของชาวบ้านที่บิดาคือ กำนันตง เสียชีวิต แต่เลือกตั้งปี 2548 เสี่ยโจ้ก็พ่ายกระแสทักษิณ

สมัยอยู่ ปชป. เสี่ยโจ้มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทุจริตในหลายโครงการ อาทิ กรณีทุจริตโครงการซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร

ปี 2552 สุชาติ โชคชัยวัฒนากร ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แถมได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม เสี่ยโจ้สบโอกาส จึงลาออก ปชป.มาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะเขาตระหนักดีว่า ขืนอยู่ ปชป.ต่อไป ชาตินี้ก็ไม่ได้เป็น ส.ส.

เลือกตั้งปี 2554 สุชาติส่งลูกชาย “ลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร” ลงชนกับเสี่ยโจ้ ผลปรากฏว่า กระแสยิ่งลักษณ์แรงสุดๆ ฉุดเสี่ยโจ้เข้าสภารอบที่สอง

เมื่อเข้าสภารอบใหม่ เสี่ยโจ้รับบทจอมขุดคุ้ยฝ่ายตรงข้าม และบทบาทคณะทำงานตรวจสอบการถือครองที่ดินเขาแพงของ แทน เทือกสุบรรณ บุตรชาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งผลงานชิ้นโบแดงเข้าตา “แกนนำพรรคเพื่อไทย” จนได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ในวัย 40 ต้นๆ

ก่อนเกิดการยึดอำนาจ เสี่ยโจ้ได้เข้าพิธีวิวาห์กับ สิริยา ตันติวิวัฒนพันธ์ เมื่อ 23 มิถุนายน 2556 หลังจากนั้นไม่นาน มีการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ เสี่ยโจ้หลุดจากตำแหน่ง โดยมีเสี่ยเต้นเข้ามาเป็น รมช.เกษตรฯ แทน

ปี 2558 ความซวยมาเยือน เมื่อเสี่ยโจ้เดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ถูกโจรบุกปล้นถึงห้องพักในโรงแรม ANA Inter Continental ตั้งอยู่ที่ 1-12-33 Akasaka Minato-ku กรุงโตเกียว มีการต่อสู้กันภายในห้องพัก จนเสี่ยโจ้แขนหัก

หลังจากนั้น “เสี่ยโจ้” ยุทธพงศ์ เงียบหายไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” อันเป็นผลงานร่วมกันของยุทธพงศ์ พร้อมอดีต ส.ส.เพื่อไทย อย่าง สุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี, สมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี, สุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี และนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก

ในวันเปิดตัวหนังสือนั้น คสช.ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง แต่อดีต ส.ส.กลุ่มนี้ก็นำไปวางขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

เสี่ยโจ้บอกว่า หนังสือมีเนื้อหา 434 หน้า จำหน่ายในราคา 250 บาท มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรง

ล่าสุด เสี่ยโจ้กับเพื่อน ส.ส.ชุดเดิม เปิดเกมขายข้าวเน่า โดยตัั้งคำถามถึงรัฐบาลประยุทธ์ว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาข้าวสารเหล่านี้ไปช่วยคนยากจน หรือไปขายให้คนยากจนในราคาถูก แทนที่จะไปขายให้โรงงานอาหารสัตว์ ในราคาถูกๆ จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ในวงการค้าข้าวมีข่าวลือว่ามีเงินทอนกันเป็นหมื่นล้านบาท

มีข้อน่าสังเกตว่า ปลายหอกของเสี่ยโจ้ไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่กลับเป็น “นักธุรกิจอาหารสัตว์” ระดับอดีต ส.ส.คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มก้อนการเมือง ที่มีข่าวว่า จะสนับสนุน “พรรคทหาร” ในอนาคตอันใกล้นี้

เรื่องที่ซับซ้อนซ่อนปม จึงทำให้ “เดอะแจ๊ค” วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเปิดโปงเรื่องขายข้าวเน่าเหมือนกัน ต้องชิงมาแถลงข่าวว่า ตัวเขาไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับเสี่ยโจ้ และเปิดโปงการระบายข้าวเน่า ก็คนละประเด็น

ยิ่งใกล้วันพิพากษาคดีจำนำข้าว ยิ่งเข้มข้นในทางการเมือง น่าจับตาอย่างใกล้ชิด ยกแรกแค่ประดาบก็เลือดเดือด!!

เลาะฝั่งซ้าย”ลำไย” สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287653

เลาะฝั่งซ้าย”ลำไย” สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

คนในข่าว  :  15 ก.ค. 2560
เวียงจันทน์, ผ้าซิ่น, ต่าย ดอกเกด, ลำไย ไหทองคำ, ผู้สาวขาเลาะ, เลาะฝั่งซ้ายลำไย, ลำไย, ตุ๊กตา สุกสะหวัน

เลาะฝั่งซ้าย”ลำไย” สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

คิวทองจริงๆ สำหรับ “ผู้สาวขาเลาะ” ลำไย ไหทองคำ จากเหนือจรด จากอีสานจรดตะวันออก วันหนึ่งมีคิวแสดงโชว์ไม่ต่ำกว่า 4 งาน

อย่างวันก่อนแสดงอยู่ จ.สตูล พอรุ่งขึ้น “ลำไย” ก็บินกลับกรุงเทพฯ ต่อเครื่องบินไปเวียงจันทน์ทันที

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

ไม่ใช่ครั้งแรกของลำไย ที่มาโชว์เพลงในฝั่งลาว แต่หนนี้ เธอมาแบบ “เต็มวง” เพราะ The Pavilion & Romeo Club Vientiane เป็นอัครสถานบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ จึงกล้าจ้างลำไยไปแบบเต็มโชว

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

“ลำไย” เดินทางถึงสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตอนบ่ายสอง ทีมงานฝ่ายลาวได้มาต้อนรับและพานักร้องสาวไป “เลาะตลาดเช้า”

ในโซเชียลชาวลาวได้แชร์ภาพ “ต่าย ดอกเกด” นักร้องลูกทุ่งระดับแถวหน้า พาลำไยไปดูร้ายขายผ้าไหมลาว และทักทายแฟนเพลง

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

ตกค่ำ คนลาวทั้งประเทศตื่นตกใจกับข่าวไฟไหม้ตลาดซังเจียง ศูนย์การค้าจีนที่ใหญ่ที่สุดในลาว

แต่ตอนดึกๆ แฟนเพลงชาวลาวต่างหลั่งไหลไปที่โรงเบียร์เดอพาวิเลี่ยนฯ บ้านดอนกลอย เมืองสีสัตตะนาก นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรอฟังเพลงผู้สาวขาเลาะ

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

ก่อนการแสดง นักร้องลูกทุ่งบ้านนาลาวอย่าง “แสงดาววี ซุปเปอร์สองสี” และ “ตุ๊กตา สุกสะหวัน” ได้มาขอถ่ายรูปกับลำไย ในชุดแม่หญิงลาว นุ่งซิ่นไหม ดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็น

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

แล้วคิวการแสดงก็เริ่มต้นตอนเที่ยงคืน และไปจบตอนตีสอง บรรดานักเที่ยวที่เข้าเต็มพื้นที่โรงเบียร์ต่างปรบมือให้การต้อนรับสาวขาเลาะอย่างต่อเนื่อง

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

รุ่งเช้า ลำไยเดินทางขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อไปแสดงที่ราชบุรี และอีกสองสามที่

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์


สายเชียร์”ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”ต้นคิด “เหรียญยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287652

สายเชียร์”ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”ต้นคิด “เหรียญยิ่งลักษณ์”

คนในข่าว  :  15 ก.ค. 2560
ที่ระลึก, เหรียญ, ชินวัตร, เหรียญยิ่งลักษณ์, สายเชียร์ฟอร์ด, เส้นทางสีแดงต้นคิด, เหรียญยิ่งลักษณ์ , ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์, ฟอร์ด, หมุดคณะราษฎร

สายเชียร์”ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”ต้นคิด “เหรียญยิ่งลักษณ์”

 

คล้ายเรื่องจะจบไปแล้ว กรณี “เหรียญเชิดชูยิ่งลักษณ์” แต่จู่ๆ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ความว่า

“จากกรณีที่มีผู้จัดทำเหรียญเชิดชูเกียรติดิฉัน และทำการโฆษณาเพื่อจัดจำหน่ายไปก่อนนี้นั้น ดิฉันขอเรียนว่า ดิฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยมีความประสงค์ในการจัดทำเหรียญและไม่อนุญาตให้ใครหรือผู้ใดนำรูปไปทำเหรียญที่ระลึกใดๆ ทั้งสิ้น ก็อยากจะขอร้องว่าถ้ารักกันจริง ขออย่าซ้ำเติมกันอีกเลยค่ะ

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

ขอขอบคุณในความปรารถนาดี เพียงแค่รู้ว่ามีคนเข้าใจและเห็นใจกันก็ดีใจมากแล้ว ขอความกรุณายุติเถิดนะคะ เพราะดิฉันก็ไม่อยากดำเนินการทางกฎหมายอะไรกับใคร ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายจริงๆ ขอบคุณค่ะ”

อันที่จริง ประเด็นร้อน “เหรียญยิ่งลักษณ์” ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้ว ผู้ที่ปรารถนาดีก็จัดการลบโพสต์ ลบภาพเหรียญ และยุติกิจกรรมขายเหรียญไปเรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าทาง “ยิ่งลักษณ์” ยังกังวล เกรงฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผลเชิงลบต่อตัวเธอ

ผู้จุดพลุทำเหรียญเชิดชูเกียรติยิ่งลักษณ์คือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” แกนนำกลุ่มเส้นทางสีแดง

“ฟอร์ด” เป็นแดงอิสระ เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และผลิตเสื้อขายหาทุนช่วยเหลือ “นักโทษเสื้อแดง” ที่ตกทุกข์ได้ยาก

เมื่อ 3-4 ปีก่อน “ฟอร์ด” เคยปั่นจักรยานไปตามชนบทภาคเหนือ ข้ามฝั่งไปลาว และเวียดนาม เพื่อหาเงินบริจาคมาช่วยเหลือนักโทษเสื้อแดง

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

 

“ฟอร์ด” เคยสรุปว่า การผลิตเสื้อ ก็เป็นการรณรงค์การเมืองผ่านข้อความและสัญลักษณ์ รายได้นำไปสนับสนุนกิจกรรมเยี่ยมนักโทษในเรือนจำ เขาบริจาคมา 25 ครั้ง รวมแล้วเกินห้าแสนบาท ไม่นับเงินและสิ่งของบริจาคในกิจกรรมปั่นจักรยานเส้นทางสีแดงตั้งแต่ปี 2553-2556 หากรวมทั้งหมดก็เกินล้านบาท

หลังจากเกิดเหตุ “หมุดคณะราษฎร” หายไป “ฟอร์ด” ได้ทำเหรียญที่ระลึกหมุดคณะราษฎร ออกขาย ปรากฏว่ามีคนสั่งซื้อเหรียญเป็นจำนวนมาก

พลันที่ประสบความสำเร็จจากการขายเหรียญหมุดคณะราษฎร “ฟอร์ด” ก็เปิดตลาดใหม่ ทำเหรียญยิ่งลักษณ์ โดยใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 24 มิ.ย.โพสต์ข้อความว่า

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

“ผมอยากทำเหรียญเชิดชูเกียรตินายกฯ ยิ่งลักษณ์ จำหน่ายเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักที่คนเสื้อแดงมอบให้ ด้านหน้าเป็นรูปใบหน้านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขณะเดินตรวจแถวทหาร สลักชื่อ พ.ศ. ที่ดำรงตำแหน่ง ด้านหลังสลักข้อความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนเสื้อแดง”

พร้อมโชว์ภาพตัวอย่าง “เหรียญที่ระลึก” และแจ้งเลขบัญชีธนาคาร เรียกว่าเปิดการสั่งจองทันที

ขณะที่ “ฟอร์ด” สั่งปั๊มเหรียญ ข่าวนี้ก็แพร่ไปถึงหู “แซนด์”ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาวยิ่งลักษณ์ จึงโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Sand Wongnapachant เบรกโครงการทำเหรียญดังกล่าว

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

“จากกรณีที่มีการนำรูปภาพ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาทำเหรียญที่ระลึกนั้น ดิฉันได้ตรวจสอบกับทางที่ปรึกษากฎหมายแล้ว พบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้นำรูปถ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายใดๆ จะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดค่ะ”

ปฏิกิริยาจากหลานสาวนายกฯ ปู ดูแรงกว่าที่คิด จากนั่้น มีคนเสื้อแดงเข้าไปคอมเมนท์ที่หน้าเฟซฯ ของฟอร์ดฯ มากมาย มีทั้งเข้าใจ เห็นใจ และฉวยโอกาสด่าซ้ำ

วันที่ 3 ก.ค.2560 “ฟอร์ด” เปิดใจยาวๆ ทางเฟซบุ๊คส่วนตัว

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

“ผมเห็นมีหลายคน ยังสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเรื่องเหรียญนายกยิ่งลักษณ์ ซึ่งผมก็แปลกใจว่า เพียงแค่นักกิจกรรมจะทำเหรียญเชิดชูอดีตนายกสักคน ที่เขารักนี่มันเป็นเรื่องใหญ่มากหรือ…

“การทำกิจกรรมใดล้วนให้ผลสองด้าน คือมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และแสดงออกตามแต่ระดับความคิดและจิตใจ คนชอบก็จะเชียร์ คนชังก็จะว่า มีทั้งเหตุผลที่เป็นเหตุผลและเหตุผลที่ฟังแล้วไม่ใช่เหตุผล มีทั้งความเท็จและความจริงปนกันไป บางโพสอ่านแล้วฮาดี

“ประเทศนี้การช่วยเหลือชาวนาเป็นสิ่งผิดกฏหมาย การทำเหรียญยกย่องอดีตผู้นำกำลังจะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม เจตนาที่ดีถูกบิดเบือนโดยไม่มีการไต่ถาม บางคนบอกเหรียญนี้มันแสลงใจ หรือไม่ก็ของมันแรง ผมไม่รู้ ช่วยผมตอบทีครับ”

นับแต่ยิ่งลักษณ์ออกมาโพสต์หนักๆ เรื่องเหรียญยิ่งลักษณ์ ในเฟซบุ๊กของฟอร์ด เส้นทางแดง ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

พันพรือหล่าว? ‘ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข’ ยางไทยในมือ ‘ทหาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287431

พันพรือหล่าว? ‘ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข’ ยางไทยในมือ ‘ทหาร’

คนในข่าว  :  13 ก.ค. 2560
ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข, บิ๊กเบี้ยว, ยางพารา, คมชัดลึก, คนในข่าว, พันพรือหล่าว, ฉัตรเฉลิม, เฉลิมสุข, ยางไทยในมือ, ทหาร, บิ๊กตู่, สกย, อสย, สวย, บอร์ด กยท, ก็แก้กันอยู่, สนช, อสช 23577, บิ๊กต๊อก, บิ๊กโบ้, บิ๊กนมชง

“บิ๊กตู่” ส่งน้องรัก “บิ๊กเบี้ยว” นั่งประธานบอร์ดการยาง เข้าถึง รู้ใจ ต่อสายตรงได้ทันที มั่นใจว่าจะเอาอยู่

นักการเมืองปักษ์ใต้เรียงหน้ากันขึ้นมาเสนอแนวทางแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ

ผู้นำองค์กรเครือข่ายชาวสวนยาง ลุกขึ้นมาขู่จะชุมนุมเรียกร้องให้รัฐอุ้มราคายาง

ไม่ว่าอินทร์พรหมหน้าไหน พูดเรื่องราคายาง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่รับฟัง แถมสวนกลับอย่าดึงเป็นเรื่องการเมือง

บรรดาแกนนำเครือข่ายสวนยาง เลยรีๆ รอๆ จะเคลื่อนดีมั้ย? ชาวบ้านจะเอาด้วยหรือเปล่า เพราะชักธงรบแล้ว ไม่มีใครเดินตาม หัวแถวก็ถูกรวบเข้าค่ายทหาร

เหตุหนึ่งที่ “บิ๊กตู่” ไม่สนคำขู่ของแกนนำม็อบ เพราะการยางแห่งประเทศไทย เป็นกลไกจัดการเคลียร์องค์กรเครือข่ายชาวสวนยาง

เนื่องจากพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 เกิดขึ้นในสมัยทหารเรืองอำนาจ และได้มีการควบรวม 3 หน่วยงานช่ำชองเรื่องยาง คือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) , องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) และสถาบันวิจัยยาง (สวย.)

พล.อ.ประยุทธ์ ส่งน้องรัก “บิ๊กเบี้ยว” พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ไปนั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) คนแรก

เมื่อปรากฏว่าแรงกดดันเรื่องราคายางจากคนสวนยางว่า ขอ 70 บาท ได้มั้ย?

แล้วพอบิ๊กเบี้ยวบอกว่า ราคาแบบนี้ขอเวลาสักแพ๊บแล้วกัน ด้านบิ๊กตู่ก็ดูน้ำแข็งใสใจเย็น บอกสำทับมาอีกทีว่า “ก็แก้กันอยู่” แต่จะเอาโลละ 70 ก็คงต้องดูก่อน

ว่ากันว่า “บิ๊กเบี้ยว” ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อบ่อยนัก แต่การทำงานของคนนี้บิ๊กตู่การันตีหนักมาก จนต้องพลิกดููโพรไฟล์

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข นายทหารนอกราชการที่เกษียณแล้ว และยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น เขาเกิดเมื่อ 7 สิงหาคม 2498 พื้นเพเดิมเป็นคน พนัสนิคม จ.ชลบุรี

บิ๊กเบี้ยว จบระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ (อสช 23577) และศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 15 จบด้านวิทยาศาสตร์ จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 จบศิลปศาสตร์บัณฑิต

มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นคนใหญ่แห่ง คสช. คือ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันเป็นองคมนตรี และ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย “บิ๊กตู่” ซึ่งเวลานี้เป็น สนช.

นอกจากนี้ยังเรียนหลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 21 จาก วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อีกด้วย

สำหรับเส้นทางราชการของบิ๊กเบี้ยว เติบโตมาในสายยุทธการ โดยเป็นตั้งแต่ รองเสนาธิการทหารบก และเป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก , ผู้ช่วยทูตทหารไทย กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

จากนั้นเป็น ผู้อำนวยการกอง กรมยุทธการทหารบก กระทั่งรับตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก ก่อนขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหารบก และผงาดขึ้นเป็น เสธ.ทบ. เมื่อ 1 ตุลาคม 2557 แทน พล.อ.อักษรา เกิดผล หรือ “บิ๊กโบ้”

ขณะที่ในส่วนของการทำหน้าที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั้นเริ่มขึ้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2557 แต่เผื่อใครจะลืม บิ๊กเบี้ยว ของเราเคยมีบทบาทสมัยเป็นพลโท หรือตอนนั่งรองเสนาธิการทหารบก เขานั้นยังเคยเป็นรองหัวหน้าส่วนยุทธการ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ช่วงวิกฤติเสื้อแดง ปี 2553 อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ที่สุดในปี 2559 เขาก็ได้รับความไว้วางใจให้นั่งประธานบอร์ดการยาง และตามที่เกริ่นไว้แล้วว่า งานนี้เป็นคำสั่งสายตรงจาก “บิ๊กตู่”

ก็มีการวิเคราะห์กันว่า บิ๊กตู่คงเห็นว่า “พล.อ.ฉัตรเฉลิม” มีภาพความโปร่งใส มือสะอาด เป็นนักเจรจา อีกทั้งยังมีจิตวิทยาสูงในการพูดคุยโน้มน้าว แถมความสามารถทางภาษา เนื่องจากเคยไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารที่ต่างประเทศ

นอกจากนั้น ยังมีความรู้ความชำนาญในเรื่องนอกวงการทหาร และยังเคยได้รับความไว้วางใจให้ไปนั่งเป็นบอร์ด ปตท. มาแล้ว

ช่วงแรกๆ หลังจาก คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองใหม่ๆ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เคยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ CNN แทน พล.อ.ประยุทธ์ มาแล้วด้วย

และยังเคยกล่าวตอบโต้ถึงข้อติติงของคนจากฟากการเมืองที่ว่า เป็นทหารถือปืนจะมานั่งกรีด – รีดน้ำยาง คงยากไปมั้ง เขาก็ตอบว่า

“เป็นทหารก็เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการมาเหมือนกัน เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำให้ได้!!”

จะว่าไปแล้ว นาทีนี้ “บิ๊กเบี้ยว” อธิบายเรื่องกลไกตลาดกับราคายาง ได้ดีกว่า “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมต.เกษตรและสหกรณ์

บิ๊กเบี้ยว การันตีว่า ในปี 2561 ราคายางจะอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม และบางช่วงอาจะสูงกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำ!!

ก็ไม่รู้ว่า เป็นการพูดแบบจิตวิทยาเชิงบวกไว้ก่อนหรือไม่ แต่มุมนี้เองกระมัง ที่บิ๊กตู่เลยเล็งไกล

นอกจากเชื่อมือ “บิ๊กเบี้ยว” ที่ถือเป็นคนของตัวเองแบบเข้าถึง รู้ใจ ต่อสายตรงได้ทันทีแล้ว

ยิ่ง “บิ๊กเบี้ยว” ทำงานสอดประสานกันอย่างดีกับ ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่เลือกมาเองกับมือ

ล่าสุด ก็เพิ่งแทคทีมกันเปิดอีเว้นท์ Today Life’ Rubbers ก็ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่กำลังหาทางช่วยชาวสวนยางอยู่สุดฤทธิ์! ก็ยิ่งทำให้น่ามั่นใจว่าจะเอาอยู่!

แต่ยังไงเสีย ควรไปถามคนเดือดร้อนตัวจริงดีกว่า…ว่าไหวมั้ย?

เพราะที่ฮึ่มๆ กันตอนนี้ว่า “ราคาแบบนี้ มันไม่โอ พันพรือก็ช่วยๆ กันหน่อยพี่น้องเหอ!!” มันแปลว่าอะไร?

จากบรบือถึงธนบุรี “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” มากด้วยเพื่อนพ้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287319

จากบรบือถึงธนบุรี  “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” มากด้วยเพื่อนพ้อง

คนในข่าว  :  13 ก.ค. 2560
ทักษิณ ชินวัตร, สสมหาสารคาม, เจ้ากระทรวงอุตฯ, รมตกระทรวงอุต, อดีตรมตกระทรวงอุต, อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม, ยุบสภา, รัฐบาลอภิสิทธิ์, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยรักไทย, รัฐบาล พลอชาติชาย ชุณหะวัณ, ดรบังอร เบ็ญจาธิกุล, จ่ายครบ จบแน่, มหาวิยาลัยกรุงเทพธนบุรี, ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง, จากบรบือถึงธนบุรี , ชา

ที่แท้ เจ้าของ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” มีพื้นฐานมาจากนักการเมืองนี่เอง จำชื่อกันได้มั้ย “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” มิน่าล่ะ!!!

                    ที่แท้ เจ้าของ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” มีพื้นฐานมาจากนักการเมืองนี่เอง

                    จำชื่อกันได้มั้ย “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” ที่วันนี้ในฐานะ ประธานมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 1 ใน 10 สถาบันการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าเข้าข่ายมีปัญหาเรื่องคุณภาพ

                    แต่ก่อนหน้านี้ เขาคนนี้เรียกว่าอยู่ในสนามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน นับเป็น “เก๋า” คนหนึ่ง เพราะผ่านมาแล้วหลายพรรค หลายรัฐบาล และไปได้ทั้งสองฟาก แถมยังเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญอีกด้วย

                    “ชาญชัย” เป็นคน อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เติบโตมาจากครอบครัวชาวนา พ่อเสียชีวิตมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงสู้ชีวิตสร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยลำแข้งตัวเอง ทั้งทำไร่มันสำปะหลัง จนมีลานรับซื้อมันสำปะหลัง พร้อมรับซื้อพืชไร่จากชาวบ้าน แถมมีร้านค้าขายในตลาดบรบือ

                    มหาสารคาม ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินลูกทุ่งหมอลำ ชาญชัยลงทุนทำวงดนตรีไว้รับใช้พ่อแม่พี่น้อง และเขาอาศัยเพลงลูกทุ่งหมอลำนี่แหละเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง

                    ชาญชัยเริ่มต้นชีวิตการเมืองในปี 2523 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นลงเลือกตั้งสนามใหญ่ ได้เป็น ส.ส. มหาสารคาม หลายสมัย

                    โดยในสองสมัยแรก 2526 และ 2529 เขาสังกัดพรรคกิจสังคม ในยุคที่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จนเมื่อรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ ขณะนั้น ยุบสภาในช่วงปี 2529 แต่ก็ยังได้กลับขึ้นมาเป็นต่อ ชาญชัยก็ยังได้นั่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                    จนปี 2531 เกิดการยุบสภาอีกรอบ คราวนี้ ได้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จากพรรคชาติไทย แต่สนามการค้าของน้าชาติยังไม่ทันถึงฝั่งฝัน ปรากฏว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เข้ายึดอำนาจในปี 2534

                    ฝุ่นตลบอยู่จนปี 2535 ชาญชัยย้ายมาอยู่พรรคสามัคคีธรรม และได้เป็น ส.ส.มหาสารคามต่ออีกสมัยในปีนั้น

                    แต่นักการเมืองไทย ยิ่งกว่าแมวเก้าชีวิต ปี 2537 ชาญชัยยังได้นั่งทำงานประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กระทั่งการเลือกตั้งปี 2538 เขายังคงได้เป็นส.ส.มหาสารคาม แต่คราวนี้สังกัดพรรคชาติพัฒนา ของน้าชาติ

                    ระหว่างนั้น ชาญชัยก็มีตำแหน่งอยู่บ้าง เช่น กรรมาธิการติดตามผลการปฏิบัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎร, กรรมาธิการการสิ่งแวดล้อม, กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2539

                    ปี 2544 ชาญชัยกลับมาเป็น ส.ส.มหาสารคาม เขต 4 ในพรรคใหม่ นามว่า “ไทยรักไทย” ที่ได้นายกฯ ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

                    ชีวิตการเมืองในพรรคไทยรักไทย ชาญชัยสังกัด “กลุ่มวังพญานาค” ที่นำโดย พินิจ จารุสมบัติ และปรีชา เลาหพงศ์ชนะ (หลังจากพินิจยุบพรรคเสรีธรรม มารวมกับพรรคไทยรักไทย)

                    เลือกตั้งปี 2548 ชาญชัยยังคงนั่ง ส.ส.มหาสารคาม เขต 4 พรรคเดิม และเดือนเมษายน 2549 ชาญชัยสนับสนุน “ศิริพร” (ภรรยาคนที่ 2 ปัจจุบันหย่ากันแล้ว) ลงสมัคร ส.ว.มหาสารคาม และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ด้วย

                    ช่วงเวลานั้น มีการประท้วงของคนเสื้อเหลือง การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ และให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังไม่ทันไร ก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นอันจบวาระของรัฐบาลทักษิณไปโดยอัตโนมัติ และพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบไปในที่สุด

                    จนมาปี 2550 ชาญชัยก็กลับมาได้อีก คราวนี้มาเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคได้เข้าร่วมรัฐบาลสมัคร ชาญชัยได้เป็นถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในปี 2551

                    เบื้องหลังพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็คือ พินิจ จารุสมบัติ แกนนำกลุ่มวังพญานาคนั่นเอง

                    เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 นายกฯ สมชายต้องเก็บเสื่อกลับบ้าน และได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ตกมาเป็นของ ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ช่วงปลายปี 2551

                    หากจำได้ ช่วงนั้น ชาญชัยถูกนักวิชาการอิสระยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ เนื่องจากสงสัยว่ามีการซุก “มหาวิทยาลัย” ไว้ในชื่อ “ภริยานอกสมรส” แต่เรื่องเงียบๆ ไป

                    ต่อมา วิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้ผ่านการอนุมัติจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ให้เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” (มกธ.) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2552 พร้อมๆ กับที่ ชาญชัยขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แทน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก

                    ที่สุดแล้ว เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาในปี 2554 ชาญชัยพร้อมด้วยสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรครวมชาติพัฒนา และเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่เป็น “พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน”

                    ตอนนั้น บรรดาแกนนำอย่าง นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล และประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จากพรรครวมชาติพัฒนา และพระเอกของเรา ชาญชัย จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมกันแถลงข่าวการจับมือทำงานทางการเมืองร่วมกัน

                    ชีวิตส่วนตัว ชาญชัย มีภรรยาคนล่าสุดคือ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล เจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้คนในวันนี้ ชาญชัยเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยเอกชน ย่านฝั่งธน ที่มีข่าวเกรียวกราวอยู่เนืองๆ

                    คนจึงรับรู้ถึง “ชาญชัย” ในฐานะนักวิชาการ มากกว่าภาพของนักเลือกตั้ง ผู้มากไปด้วยเครือข่ายสายสัมพันธ์ทุกพรรคการเมือง