ลุงตู่รู้ยัง?”พันศักดิ์ วิญญรัตน์” “จอมยุทธ์หูกระต่าย”มาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287104

ลุงตู่รู้ยัง?”พันศักดิ์ วิญญรัตน์” “จอมยุทธ์หูกระต่าย”มาแล้ว

คนในข่าว  :  12 ก.ค. 2560
ประธานทีมที่ปรึกษาบ้า, เครือข่ายทักษิณ, อดีตนายกฯ ทักษิณ, แม้ว, ทักษิโณมิค, สุดารัตน์ เกยุราพันธ, หญิงหน่อย, คุณหญิงสุดารัตน์ เกย, รัฐบาลไทยรักไทย, พรรคไทยรักไทย, วิญญรัตน์, พันศักดิ์ วิญญรัตน์, จอมยุทธ์หูกระต่าย, หูกระต่าย, คุณหญิงสุดารัตน์, เอไอไอบี, พันศักดิ์, คุณหญิงหน่อย, ทักษิณ ชินวัตร, ทักษิณ

จำได้มั้ย “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” นักคิดแห่งยุคสมัยทักษิโณมิกส์ อะไร ยังไง เขากำลังหวนกลับมา ว่าแต่มาทำอะไรกันแน่???

                    หายไปนาน..จู่ๆ สุภาพบุรุษ “หูกระต่าย” ก็โผล่ที่ปักกิ่ง!!

                    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” นักคิดแห่งยุคสมัยทักษิโณมิกส์เฟื่องฟู  ทำเอาคอการเมืองรู้สึกตื่นเต้น เหมือนบรรยากาศเก่าๆ กำลังจะหวนกลับมา

                    จากกรณี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เดินทางไปเยือนจีน ในฐานะแขกของกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน

                    คิววันแรก พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้ “คุณหญิงสุดารัตน์” เข้าร่วมประชุมกับประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและหารือเรื่องนโยบายของธนาคารเอไอไอบี ที่มีต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยและภูมิภาคอาเซียน

                    ที่น่าสนใจในโต๊ะประชุมวันนั้น ปรากฏว่า ตัวแทนฝ่ายไทยมี “พันศักดิ์” ร่วมอยู่ห้องประชุมนั้นด้วย

                    พอกลับเมืองไทยแล้ว “คุณหญิงหน่อย” จึงชี้แจงว่า พันศักดิ์ไม่ได้ร่วมคณะไปจากเมืองไทย แต่ได้ช่วยประสานงานให้ จนได้ร่วมประชุมกับประธานธนาคารเอไอไอบี

                    การขยับกายของ “พันศักดิ์” ย่อมถูกจับตามอง

                    เนื่องจาก “พันศักดิ์” เป็นนักคิดที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ให้ความไว้วางใจ สมัยรัฐบาลไทยรักไทย เขาจึงรั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี

                    พันศักดิ์เคยอธิบายบทบาทที่ปรึกษาไว้ว่า “บางวันผมคิดอะไรไม่ออกก็นั่งฟังเพลง บางวันคิดออกเป็นพันเรื่อง”

                    มันสมองของ “ทักษิณ” คนนี้ มีบิดาเป็นนายแบงก์ จึงมีไลฟ์สไตล์แบบปัญญาชนหัวนอก

                    ประยูร วิญญรัตน์ บิดาของพันศักดิ์ เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ รุ่นเดียวกับนายชิน โสภณพนิช ทั้งพี่เขยและพี่ชายก็เป็นผู้บริหารระดับสูงมากๆ ที่ธนาคารกรุงเทพ

                    พันศักดิ์จบปริญญาตรีด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากอังกฤษ จากนั้นกลับมาทำงานอยู่ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกรุงไทย ในช่วงสั้นๆ เริ่มอาชีพนักข่าวกับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวัน Bangkok World และสำนักข่าวต่างประเทศ

                    นอกจากเป็นนักข่าวแล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จตุรัสรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมจากปัญญาชนในยุคนั้นอีกด้วย

                    หนังสือพิมพ์จตุรัสรายสัปดาห์ แบ่งออกเป็น 3 ยุค ยุคที่ 1 เริ่มในปี 2513 ทำได้ 4 ฉบับก็ถูกสั่งปิด ยุคที่ 2 เริ่มในปี 2518 เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ถูกสั่งปิดอีก

                    คราวนี้เขาถูกจับติดคุกด้วยในฐานะบรรณาธิการ แต่ต่อมาทางการยอมปล่อยตัว เพราะได้รับการร้องขอจากรัฐบาลสหรัฐโดยตรง

                    นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องหนีภัยการเมืองไปอยู่สหรัฐอเมริกาประมาณ 2 ปี จตุรัสยุคที่ 3 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2524 ต่อเนื่องจนถึงมิถุนายน 2527 จึงเลิกกิจการไปเพราะหมดเงินสนับสนุน

                    ข้อเขียนของพันศักดิ์ปรากฏอยู่ในคอลัมน์ “เส้นขนานจตุรัส” ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของสายลับมหาอำนาจในไทย พร้อมๆ กับคอลัมน์ “เสียงเพลง” ซึ่งต่อมาเป็น “ศักดิ์เสียง” ก็ได้รับการสนองตอบจากผู้อ่านไม่น้อย ในฐานะที่รู้ลึกและศึกษาอย่างจริงจัง

                    ความคิดทางเศรษฐกิจของเขาได้ถูกนำไปปฏิบัติ เมื่อครั้งที่เป็น “ประธานทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ของรัฐบาลชาติชาย

                    ทีมงานขณะนั้น ประกอบด้วย ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ โดยแนวคิดที่สำคัญของพันศักดิ์ในขณะนั้น คือ การเสนอยุทธศาสตร์ประเทศไทยในภูมิภาคอินโดจีน โดยเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า

                    เมื่อรัฐบาลชาติชายถูกล้มลงจากการรัฐประหารของกลุ่มทหาร พันศักดิ์ต้องไปอยู่อังกฤษพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำหนังสือพิมพ์ ASIA TIMES ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพฯ

                    บทบาทของเขาโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และร่างนโยบายเอสเอ็มอีให้แก่พรรค กระทั่งกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลทักษิณ

                    ปี 2547 ในฐานะประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เขาได้เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ว่าด้วยที่มาที่ไปของนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรารู้จักกันในนาม “ทักษิโณมิกส์”

                    หลังทหารยึดอำนาจ 2549 พันศักดิ์ก็เร้นกายหายไปจากเมืองไทยอยู่พักใหญ่ กระทั่งมีรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เขาก็แอบมาช่วยงานรัฐบาลสมัครแบบเงียบๆ

                    จวบจน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการแต่งตั้งพันศักดิ์เป็นประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งเดียวกับที่ได้รับการแต่งตั้งสมัยอดีตนายกฯทักษิณ

                    เมื่อปลายปีที่แล้ว พันศักดิ์ ในฐานะพยานจำเลย คดีจำนำข้าว ได้ไปเบิกความที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

                    พันศักดิ์เบิกความตอบทนายความจำเลยว่า นโยบายจำนำข้าว เป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ จะส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความเคลื่อนไหว มีแรงกระเพื่อม ไม่ว่าเงินที่นำมาใช้นั้นจะเป็นในส่วนใดผลก็คือ ก่อให้เกิดการอุปโภคบริโภค ส่งผลดีต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้รักษาระดับการจ้างงานคงอยู่

                    การดำเนินโครงการสาธารณะเปรียบเหมือนการนำเงินของประชาชนเอาไปให้ประชาชน โดยผลสุดท้าย เงินก็จะย้อนกลับสู่รัฐในรูปของภาษี

                    นี่คือวิธีคิดแบบพันศักดิ์ แบบทักษิโณมิกส์

                    ย้อนกลับไปสมัยไทยรักไทยรุ่งเรือง ก็ไม่เห็นรอยเชื่อมต่อระหว่าง “สุดารัตน์” กับ “พันศักดิ์”

                    ฉะนั้น ผู้ที่ดึงพันศักดิ์เข้ามาทำหน้าที่ “ประสานงาน” ให้คุณหญิงหน่อยในเมืองจีน ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน…คอการเมืองอ่านขาดว่า “วงใน” ตระกูลชินวัตร คิดอ่านอะไรกันอยู่?

สายชิน! “มณฑาทิพย์” ลุยถนนการเมือง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286969

สายชิน! “มณฑาทิพย์” ลุยถนนการเมือง?

คนในข่าว  :  11 ก.ค. 2560
มณฑาทิพย์ ชินวัตร, มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล, แป๋ว มณฑาทิพย์, น้องสาวทักษิณ, พี่สาวปู ยิ่งลักษณ์, เจ้าแม่ M Link, M Link, แป๋ว มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล, พี่แป๋วของน้องปู, ทักษิณ ชินวัตร, ชินวัตรคอมพิวเตอร์, นายกรัฐมนตรี, ลงเลือกตั้ง, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยรักไทย, ชินคอร์ป, เอไอเอส, สายชิน, มณฑาทิพย์, ลุ

รู้ยัง? บ้านนี้ยังมีอีกสาว ที่แว่วๆ ว่าจะแทน ปู ยิ่งลักษณ์ ก็ “แป๋ว” มณฑาทิพย์” อดีตเจ้าแม่ M Link” ที่เคยขายมือถือรุ่งมาแล้วไง? ใครจำไม่ได้ ทีนี้จะได้จำ!!

                    ตัวจริงหรือตัวหลอก กับข่าว ”พี่สาว” อีกคนของ อดีตนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชื่อ “แป๋ว” มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล จะมารับไม้ต่อขึ้นนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

                    แม้งานนี้ฝ่ายหญิงปูจะออกมาปฏิเสธรัวๆ ว่า “อย่าอึงไป มันดูไม่ดี” แต่เวลานี้คนไทยคิดไปไกล เม้าท์ไปทั่วแล้วว่า แบบนี้ก็ได้เหรอ?

                    ถามทำไมว่าตัวจริงหรือตัวหลอก? ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ช่วงนี้เห็นอีกสาวที่ขยันเดินสายทำคะแนน ก็ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์” คนที่นายกฯ ปูเพิ่งให้สัมภาษณ์ไปประมาณว่า “คนนี้ก็ได้ แต่คนโน้นไม่น่าจะใช่!!” (หมายถึงพี่สาว)

                    ก็ไม่รู้เป็นการปฏิเสธสไตล์นักการเมืองหรือเปล่า เพราะตอนที่มีข่าวว่าตัวเองจะลงเลือกตั้ง แรกๆ ก็โบกมือไหวๆ ว่าไม่ใช่ๆ แล้วตอนนี้เป็นไง?

                   มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล หรือ แป๋ว เกิดเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2501 บิดามารดา คือ เลิศ และ ยินดี ชินวัตร (สกุลเดิม ระมิงค์วงศ์)

                   หลายคนเข้าใจว่าชื่อเดิมของเธอคือ ‘เยาวมาลย์’ หากเนชั่นสุดสัปดาห์ ปี 2547 มีบทสัมภาษณ์ที่เจ้าตัวแจงเองว่า ชื่อเยาวมาลย์นั้นที่แท้เป็นชื่อเดิมของพี่เยาวเรศ แต่ของเธอ คือ “แววมยุรา” โดยเปลี่ยนมาตั้งแต่ขวบกว่าเพราะติดจะขี้โรคไปหน่อย

                   วัยแรกรุ่น แป๋วจบมัธยมที่เชียงใหม่บ้านเกิด โรงเรียนดาราวิทยาลัย ที่เดียวกับพี่สาว เยาวเรศ, เยาวลักษณ์, เยาวภา (หรือเจ๊แดง) เว้นแต่น้อง ปู ยิ่งลักษณ์ ที่เรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

สายชิน!  "มณฑาทิพย์"  ลุยถนนการเมือง?

                   พอ จบ ม.ปลาย ด้วยใจชอบทางโบราณคดี ใครจะเชื่อว่าแป๋วเคยลงเรียนคณะประวัติศาสตร์และวรรณคดีอยู่เทอมหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาเรียนด้านการตลาด มหาวิทยาลัยพายัพ

                   คงด้วยรู้ว่าไม่มีสายไหนจะเหมาะสมเท่านี้แล้ว จบแล้วจึงไปต่อปริญญาโทอีก 2 ใบ จากคณะบริหารธุรกิจ โครงการปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถมตบด้วย นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ Business Lawปริญญาโทใบที่ 3

                   นอกจากนี้ เธอยังเคยลงเรียนหลักสูตรพิเศษไว้เน้นย้ำคอนเนคชั่นแน่นปึ๊ก ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น 4616 กับ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เสนาธิการทหารอากาศ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 กับพี่แม้วอีกทีด้วย

                   ชีวิตส่วนตัว เธอสมรสกับ นพ.สมชัย โกวิทเจริญกุล ที่รักกันตั้งแต่ช่วงเรียนป.ตรี แม่จะคนละสถาบัน เพราะฝ่ายชายเรียนมช. แต่ที่สุดก็ลงเอย มีทายาทเป็นสองศรี นาควรี และ ณัฏฐธิดา โกวิทเจริญกุล

                   ในด้านชีวิตการทำงาน แป๋วเคยเป็น กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มลิ้งค์เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เรารู้จักดีว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ในวงการดีลเลอร์มือถือ

                   แต่ก่อนจะมานั่งเอ็มลิงค์ น้อยคนจะรู้ว่า ช่วงหลังเรียนจบอายุราว 22 “แป๋ว” เคยใส่มินิสเกิร์ทไปนั่งเก้าอี้เป็นผู้จัดการโรงหนัง ‘ศรีวิศาล’ มาก่อน โดยรับไม้ต่อจากพี่ษิณ ที่หนีธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวไปดูดาวกับ “ชินวัตรคอมพิวเตอร์”

                   ทำโรงหนังอยู่ได้ 3 ปี ก็แต่งงาน และย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นแม่บ้านดูแลลูกอยู่ราว 6-7 ปี ก็เดินเข้าสู่เส้นทางสายเทเลคอม พร้อมๆ พี่แดง เยาวภา ช่วงปี 2533 ช่วงเดียวกับที่ที่ชินคอร์ป ได้สัมปทานโทรศัพท์มือถือ จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.)พอดี

                   แป๋วตั้งบริษัท ‘ST TELE SYSTEM’ ขึ้น (ST คือ ‘Shinnawatra) โดยพี่ชายไกด์ให้มาเป็นดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่าย ให้กับค่าย AIS ขายมือถือยี่ห้อ Nokia กับ Mobira ขณะที่แดงเยาวภาเปิดบริษัท ‘วาย ชินวัตร เทเลคอม ‘วาย-Y’ คือ ‘เยาวภา’ ก็ขายมือถือยี่ห้อ Motorolla

                   ทำอยู่ 9 ปี จึงกลายมาเป็น M link ที่ ‘M’ สื่อได้ทั้ง ‘Monthatip’, Mobile Link, และ Mobility โดยงานนี้ร่วมกับพี่แดง ช่วยกันขายมือถือยี่ห้อ “Siemense” อยู่เกือบ 3 ปี ไม่รุ่ง! พอเปลี่ยนมาขาย “ Motorolla” เท่านั้นแหละ กระชากส่วนแบ่งตลาดจากเจ้าอื่น มาได้ถึง 25%กลายเป็น 1ใน 3 ของตลาดได้ภายในเวลา 3 ปี

                   และยังเติบโตในยุคที่ทักษิณนั่งนายกฯ พอดีบพอดี ช่วงปี 2544

                   ซึ่งสิ่งนี้เอง ที่ทำให้พี่แดงเกิดมีแพสชั่นที่จะไปเอาดีบนเส้นทางการเมืองบ้าง แป๋วเลยต้องรับมาเต็มๆ แต่ก็ยังมีน้องเขย อนุสรณ์ อมรฉัตร สามีซี้อันดับสอง คือ “น้องปู” ที่คอยดูแลด้านนโยบายและการตลาด

                   จนมาช่วงปี 2547 เอ็มลิงค์ฮอตกระฉูด เพราะบริษัทลูก สามารถประมูลโครงการภาครัฐได้ถึง 2 โครงการบิ๊ก ทั้งการดูแลเช่าระบบซอฟต์แวร์สำเร็จรูปของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท 8 ปี และ Trunked Radioได้รับการเลือกจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย ให้ผู้ดูแลในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท

                   ช่วงนั้น บรรดานิตยสารธุรกิจ คอลัมน์ต่างๆ พากันสัมภาษณ์ ลงเรื่องราวของมาดามเอ็มลิงค์คนนี้กันพรึ่บ!

                   แต่ข่าวบวกก็มาพร้อมข่าวลบ เพราะวันหนึ่ง แป๋วเกิดอยากชวนเพื่อนๆ ไปงานเลี้ยงวันเกิด และขึ้นบ้านใหม่ในคราวเดียว ที่ อ.ดอยสะเก็ต เชียงใหม่ ปรากฎมาถูกแฉว่า เพื่อนฝูงบางส่วนมาร่วมงานโดยการนั่งเครื่องบินทหาร C-130 แบบบุคคลพิเศษ

                   แม้จะมีผู้มาแจงภายหลังว่า เป็นการขออาศัยเครื่อง ที่ปกติก็มีการบินมายังพื้นที่เชียงใหม่อยู่แล้วก็ตาม แต่เวลานั้น ภาษาวัยรุ่นบอก “ไม่ทันละ” โดนบันทึกในทางลบกับสังคมไปเรียบร้อย

                   ว่ากันว่า งานของน้องแป๋ววันนั้นยิ่งใหญ่มาก เพราะ “คุ้มเวียงพิงค์” บ้านใหม่ของเธอ ในโครงการเวียงพิงค์ รอยัลปาร์ค เป็นไม้สักทองทั้งหลังเต็มพื้นที่ อลังการงานสร้าง

                   ผ่านช่วงพี่ชายมาได้ ก็มาปังตอนช่วงน้องสาวอีกรอบ คือ ช่วงปี 2556 ครม.ปู ได้แต่งตั้ง “นพ.สมชัย” สามีของพี่แป๋ว นั่งคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

                   แน่นอน เพราะพี่เขยนายกฯ คนนี้ ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ภัทรปทุมารักษ์ จำกัด โรงพยาบาลเอกชนใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ชื่อ บริษัท ฮัวถอ (ประเทศไทย) จำกัด

                   กระทั่ง พอผ่านมาจนถึงยุค คสช. ช่วงปี 2557 เกมพลิก แป๋วและสามีก็ต้องเจอวิบากพอปวดขมับตุ่บๆ คือถูก ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับเป็นเงินราว 9 ล้านบาท กรณีใช้ข้อมูลภายในขายหุ้นบริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ M LINK ซึ่งเป็นการเอาเปรียบบุคคลภายนอก

                   พอมาปีนี้ ยังมีข่าวว่าเธอจะมาแทนที่น้องปูอีก ก็เลยไม่รู้ว่า งานนี้เจ้าตัวจะว่าอย่างไร แต่สำหรับน้องสาวแม้เวลานี้จะตอบว่าไม่ แต่ต่อไปอาจสนับสนุน ใครจะไปรู้!

                   เพราะดูโพรไฟล์ และองค์ประกอบครบเครื่อง ดูแล้วน่าดันได้ไม่ยาก

                   โดยหนึ่ง ถ้าเกิดว่าผลสุดท้าย คดีจำนำข้าวของปู ที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาราวปลายเดือนกันยายนนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิ์ลงสมัครส.ส.! ก็คงต้องหาตัวแทนไว้

                   สองคือรู้กันดีว่า สองคนนี้สนิทสนมกันสุดๆ ในบรรดาพี่น้อง โดยนอกจากเพราะเหตุที่อายุไม่ห่างกันมากนัก แต่ทั้งคู่ยังปลูกบ้านติดกันในซอยโยธิพัฒนา 3 เขตลาดพร้าว โดยบ้านฝ่ายพี่สาวก็อยู่ทางด้านหลัง เรียกว่ามีอะไรก็เดินไปมาหาสู่กันได้ทันที

                   ที่เด็ดคือยังอาจถูกใจซี้เบอร์ 1 ที่เป็นเจ๊ใหญ่ของตระกูล เพราะการจะดันคนเป็นทายาททางการเมือง มันก็ต้องสายเลือดเดียวกันสิ!

                   แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ตระกูลชินวัตร จะมีความมั่นใจอะไรว่า “แป๋ว” จะไม่ถูกเท ขนาด “ปู” ว่านิ่มๆ ยังถูกเทมาแล้ว

                   โจทย์ที่ยากที่สุดของชินวัตร ในการจะเลือกคนในวงศ์วานว่านเครือมาเล่นการเมืองอีกรอบ

                   ใครเล่าจะให้คำมั่นสัญญาว่า แป๋วจะไม่ถูกเท?

สายเฟี้ยว!!”ฟลุ๊ค” ลูกแม่บุญยิ่ง บนถนนลูกหนัง(การเมือง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286771

สายเฟี้ยว!!”ฟลุ๊ค” ลูกแม่บุญยิ่ง บนถนนลูกหนัง(การเมือง)

คนในข่าว  :  10 ก.ค. 2560
เสี่ยฟลุ๊ค, สายเฟี้ยวฟลุ๊ค, ลูกแม่บุญยิ่ง, บนถนนลูกหนังการเมือง, ฟลุ๊ค, การเมือง, คนนอก, คุนญา, คนหนุ่ม, ราชันมังกร, กำนันตุ้ย, กาญจนากรุ๊ป, แม่บุญยิ่ง, สมศักดิ์, สรอรรถ, ขั้วอำนาจบอลไทย, วิกฤติศรัทธาไทยลีก

สายเฟี้ยว!!”ฟลุ๊ค” ลูกแม่บุญยิ่ง บนถนนลูกหนัง(การเมือง)

               ฉาวโฉ่!! ไทยลีกสยามประเทศ เมื่อเกิดเหตุ “คนนอก” ปรี่เข้าไปชกนักเตะจนเลือดอาบหน้า และมีคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยหายไปไหน?

จากกรณีฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2017 นัดที่ 23 วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 ที่สนามมิตรผล สเตเดี้ยม ระหว่าง “ราชบุรี มิตรผล เอฟซี” พบ “ชลบุรี เอฟซี” โดยจบครึ่งแรก เจ้าบ้านนำอยู่ 3-0

                เมื่อกรรมการผู้ตัดสินกำลังจะเดินเข้าห้องพัก ติอาโก คุนญา กองหน้าทีมเยือน ได้เข้าไปพูดคุยด้วยความไม่พอใจในการตัดสินบางจังหวะ ระหว่างนั้น “เสี่ยฟลุ๊ค” ธนวัชร์ นิติกาญจนา ผู้จัดการทีมราชบุรี เดินเข้าไปขอเคลียร์ด้วย

               ดูเหมือนเรื่องจะจบ “คุนญา” ที่ถือขวดน้ำอยู่ ได้สาดน้ำใส่เสี่ยฟลุ๊ค ทำเอาผู้จัดการทีมหนุ่มเอาคืนมั่งด้วยการตบหัวกองหน้าชลบุรี จากนั้นเกิดเหตุชุลมุน มีชายเสื้อดำปรี่เข้าชกหน้าคุนญาจนเลือดอาบหน้า แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายก็ยุติ เมื่อผู้ใหญ่ของสองทีมเข้ามาห้ามปราม

              จากนั้น “เสี่ยฟลุ๊ค” กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Tanawat Nitikanchana ทำนองว่า “แค่หยอกกันเล่นๆ” แต่การ์ดสนามไม่รู้เรื่อง ได้เข้ามายุ่ง ทำให้เรื่องบานปลาย

              แม้ฝ่ายผู้จัดการทีมราชบุรีจะบอกว่า “หยอกเล่น” แต่ เทิดศักดิ์ ใจมั่น ผู้จัดการทีมชลบุรี เอฟซี ไม่พอใจอย่างมาก และประกาศจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

               นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่มีชื่อของ “เสี่ยฟลุ๊ค” เข้าไปเกี่ยวข้องในสนามไทยลีก

              ย้อนไปเมื่อการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2017 เมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560 ระหว่าง สุพรรณบุรี เอฟซี กับราชบุรี มิตรผล เอฟซี มีประเด็นให้แฟนบอลในสื่อโซเชียลวิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหว เมื่อเสี่ยฟลุ๊คเดินไปชนนักเตะสุพรรณฯ ที่นำบอลไปทุ่มบริเวณริมเส้น

              ต่อมาเสี่ยฟลุ๊คก็ทำมืออธิบายว่าไม่ได้ตั้งใจ และภายหลังมีการนำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่ ทำให้มีแฟนบอลต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้

                อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อ 30 เมษายน 2558 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เปิดบ้านต้อนนครราชสีมา เอฟซี ได้เกิดเรื่องฉาวเมื่อ “คัมเบะ” นักเตะนครราชสีมาฯ กล่าวว่าถูกเสี่ยฟลุ๊คตบเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้ง

              ก่อนที่เสี่ยฟลุ๊คจะออกมาปฏิเสธ พร้อมบอกว่า หลังจบเกมคัมเบะได้เดินเข้ามาหาและโวยวาย ตนยกมือซ้ายจับไปที่คอและใบหน้า ซึ่งตามวัฒนธรรมชาวยุโรปการแสดงท่าทางแบบนี้จะเหมือนเป็นการพูดคุยกัน และไม่ติดใจเอาความ

              กล่าวสำหรับเส้นทางธุรกิจลูกหนังไทยของ “เสี่ยฟลุ๊ค” ธนวัชร์ นิติกาญจนา ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการกล่าวขวัญถึงมากมายในฐานะ “คนหนุ่ม” ที่ทุ่มเทสร้างทีมลูกหนังจากลีกดิวิชั่น 1 จนผงาดเป็นทีมหัวตารางไทยลีก

           “เสี่ยฟลุ๊ค” ได้ทำให้สมญานาม “ราชันมังกร” เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ และคนราชบุรีก็รู้สึกภาคภูมิใจกับทีมราชบุรี มิตรผล เหมือนคนบุรีรัมย์ ชื่นชมทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

              ความสำเร็จของราชบุรี มิตรผล ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องใช้เงินทุนในการทำทีมมหาศาล

             เนื่องจาก “เสี่ยฟลุ๊ค” เป็นลูกชายคนโปรดของ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา และบุญยิ่ง นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “กาญจนากรุ๊ป” ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งมีฟาร์มเลี้ยงหมูและบริษัทอาหารสัตว์

             ที่สำคัญ “กำนันตุ้ย” กับ “แม่บุญยิ่ง” เป็นอดีต ส.ส.ราชบุรี มีฐานเสียงอยู่ที่ อ.เมืองราชบุรี (เฉพาะ ต.น้ำพุ ต.ห้วยไผ่ ต.ดอนแร่ และ ต.อ่างทอง) อ.ปากท่อ อ.บ้านคา อ.วัดเพลง และ อ.สวนผึ้ง

             กำนันตุ้ยเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ก่อนขยับลงสมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย ปี 2554 และได้เป็น ส.ส.ราชบุรี 2 สมัย ต่อมากำนันตุ้ยสังกัดกลุ่มวังน้ำยมของ สมศักดิ์ เทพสุทิน

             หลังรัฐประหาร 2549 กำนันตุ้ยอพยพไปอยู่กับ “สมศักดิ์” ก่อร่างสร้างพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่กำนันตุ้ยสอบตกในการเลือกตั้ง 2550

            ก่อนการเลือกตั้ง 2554 กลุ่มกำนันตุ้ยย้ายมาร่วมทีมกับ สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย

            นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันสร้างทีมฟุตบอลราชบุรี ระหว่างแม่บุญยิ่ง กับสรอรรถ โดยตอนแรก บุญลือ ประเสริฐโสภา อดีต ส.ส.ราชบุรี และคนสนิทสรอรรถ เป็นประธานสโมสรราชบุรี สมัยที่แข่งขันอยู่ในลีกภูมิภาค

             เมื่อราชบุรีได้เลื่อนชั้นเป็นมาเล่นดิวิชั่น 1 สรอรรถ กลิ่นประทุม นั่งประธานสโมสรราชันมังกร และ “แม่บุญยิ่ง” เป็นรองประธาน โดยมอบให้ “เสี่ยฟลุ๊ค” ลูกชายแม่บุญยิ่ง เป็นผู้จัดการทีม

             เมื่อทีมราชบุรี มิตรผล ก้าวขึ้นเล่นในระดับไทยลีก “สรอรรถ” ก็ขายหุ้น “บริษัท ราชบุรี ฟุตบอลคลับ จำกัด” ให้กลุ่มกำนันตุ้ยจนหมด

            เท่ากับว่า สโมสรราชบุรี มิตรผล ตกเป็นของกลุ่มกำนันตุ้ย และ “แม่บุญยิ่ง” ก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสรเต็มตัว พร้อมกับลูกชายยังเป็นผู้จัดการทีมเหมือนเดิม

            ว่ากันว่า “แม่บุญยิ่ง” เห็นลูกชายชอบฟุตบอล จึงทุ่มเททุกสรรพสิ่งสร้างทีมราชันมังกร และบริษัท ราชบุรี ฟุตบอลคลับ จำกัด เป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักร “กาญจนากรุ๊ป”

            สองปีที่แล้ว กำนันตุ้ยในฐานะที่ปรึกษาสโมสรราชบุรี ร่วมกับบริษัทน้ำตาลมิตรผล ทุ่มเงิน 300 ล้านบาท สร้างรังเหย้าใหม่ ภายใต้ชื่อ “มิตรผล สเตเดี้ยม” ความจุ 12,000 ที่นั่ง แทนที่สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี แห่งเดิม

            นับว่าเป็นการลงทุนครั้งสำคัญยิ่ง เพราะทีมฟุตบอลในไทยลีกมีอยู่ไม่กี่ทีมที่มี “รังเหย้า” เป็นของตัวเอง

            กรณีวิวาทบาดถลุงล่าสุดจากสนามมิตรผล สเตเดี้ยม ก็ต้องจับตาดูว่าคณะอนุกรรมการพิจารณามารยาท วินัย และข้อประท้วง ที่ได้รับรายงานจากแมทช์คอมมิชชันเนอร์เกมดังกล่าวแล้ว จะมีบทลงโทษอย่างไร?

             เหนืออื่นใด ผู้ใหญ่ของราชบุรี มิตรผล และชลบุรี เอฟซี ต่างอยู่ใน “ขั้วอำนาจบอลไทย” ฝ่ายเดียวกัน

             พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย คงต้องให้บริษัท ไทยลีก จำกัด ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

             หากปล่อยให้มีการเกรงอกเกรงใจกัน ไม่มีมาตรการลงโทษอย่างสมเหตุสมผล รับรองว่า “วิกฤติศรัทธาไทยลีก” จากแฟนบอลเกิดขึ้นแน่

สายเดิน! “ศศิน” นั่ง กก.อุทยาน งานนี้มีที่มา…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286440

สายเดิน! “ศศิน” นั่ง กก.อุทยาน  งานนี้มีที่มา…

คนในข่าว  :  7 ก.ค. 2560
คณะกรรมการอุทย, ไปหาอ่านกันได้ที่ เฟซบุ๊ก, ศศิน นั่ง กกอุทยาน, เขื่อนแม่วงก์, ค้านเขื่อนแม่วงก์, no dam, ไม่เอาเขื่อน, กรรมการอุทยาน, สืบ นาคะเสถียร, Sasin Chalermlarp, กรรมการอุทยานแห่งชาติ, เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร, สายเดิน, ศศิน นั่ง กกอุทยาน , งานนี้มีที่มา, ศศิน, ศศิน เฉลิมลาภ, คาราวาน, จอ

ครม. ตั้ง “ศศิน เฉลิมลาภ” นั่งกรรมการอุทยานแห่งชาติ อ้าว! คนจะสร้างเขื่อน กับคนต้านเขื่อนสามัคคีกันได้ ก็แฮปปี้เอนดิ้งสิทีนี้! ว่าแต่ ศศินคนนี้มีดีอะไรน้า!?

          มาอีกงานละ! ที่มติครม.ล่าสุดจะต้องสร้างกระแสให้พูดถึงตลอด!

          โดยคราวนี้เป็นคิวของการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ จำนวน 11 ราย แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ 2 ปีไปแล้ว โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของ ศศิน เฉลิมลาภ ปรากฏเป็นลำดับที่ 11

          และคนนี้แหละที่ คนไทยได้ยินชื่อของเขาแทบทุกวันในช่วงสามสี่ปีก่อน ในสถานะของเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ว่าแต่เรื่องอะไร ? มาอุ่นเครื่องด้วยประวัติของเขากันดู

          ศศิน เฉลิมลาภ หรือ อาจารย์ศศิน ที่หลายคนเรียกขาน เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2511 เป็นคนกรุงเก่าอยุธยา แม้ชีวิตวัยเด็กของเขาจะเติบโตมาอย่างคนรุ่นเดียวกันทั่วไป เช่น ฟังเพลงรอยัลสไปรท์ แกรนด์เอ็กซ์ แต่หากดูบุคลิกการแต่งตัวแล้วจะพบว่าผู้ที่มีอิทธิพลตัวจริงเสียงจริงสำหรับอุดมการณ์เพื่อสังคมของ อ.ศศิน นั้น มาจากบทเพลง “คาราวาน” ของน้าหงา สุรชัย จันทิมาธร

          และด้วยความที่ชอบเดินทาง สำรวจ และเคยเข้าค่ายอนุรักษ์กับสมาคม YWCA ตั้งแต่สมัยเรียน ม.5  พอสอบเอนทรานซ์ช่วงปี 2530 เขาจึงเลือกศึกษาต่อในภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ใครจะรู้เบื้องหลังว่า ที่จริงเขาอยากเรียนคณะโบราณคดี แต่บังเอิญโชคชี้ทาง ไปสอบติดโควตาคณะวิทยาศาสตร์ ก็เลยตกบันไดพลอยโจน

          แถมการเลือกที่ลงเรียนสาขาธรณีวิทยา ก็เพราะมองว่าสาขาอื่น จะมีการทดลองกับสัตว์ ด้วยความโลกสวยจึงไปเรียนดูหินแทน

          ปรากฏว่าเนื้อหาการเรียนธรณีวิทยา ถูกใจเขามาก! นึกภาพตัวเองเป็น อินเดียน่า โจนส์…ที่พอออกจากห้องแล็บ ก็ไปต่อภาคสนาม ออกพื้นที่สำรวจชั้นหิน ชั้นดินและเหมืองแร่ ซึ่งเป็นการเรียนที่เจ้าตัวมักฟุ้งว่าเป็นประสบการณ์การผจญภัยที่คุ้มค่ามาก

          อย่างไรก็ดี ระหว่างนั้น ศศินก็ยังทำกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนาไปด้วย จนเมื่อเรียนจบ ก็ได้เข้าเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ที่สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำงานเป็นนักวิชาการด้านธรณีวิทยามานานกว่า 13 ปี ก็มีเหตุให้ต้องกลายมาเดินเส้นทางสายเอ็นจีโอ

          โดยช่วงปี 2541 เขาได้มีโอกาสเข้าทำงานติดตามสารตะกั่วที่เหมืองคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและชุมชนเป็นอย่างมาก

          ที่สำคัญงานนี้ ยังเป็นงานที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กับศูนย์กะเหรี่ยงเข้ามาดูแล ศศินจึงได้เข้าไปร่วม จนกระทั่งทางมูลนิธิเสนอให้เขาเป็นกรรมการ และผู้จัดการโครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตก

          เวลาผ่านไป จนในที่สุดเขาก็ได้ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” และ “อนุกรรมการเพื่อการศึกษาและตรวจสอบกรณีปัญหาเหมืองแร่” ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

          ทั้งนี้ บทบาทของเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำให้เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาทรัพยากรต่างๆ มากมาย เช่น จัดทำโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม หรือ “จองป่า” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และคอยเป็นสื่อกลางประสานความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กับชาวบ้าน

          และทั้งหมดที่ทำ ล้วนตามเจตนารมณ์ของ “สืบ นาคะเสถียร” จนเรียกได้ว่า แม้ตัวเขาจะไม่เคยสัมผัสตัวตนของวีรบุรุษคนนี้ แต่ก็ถือว่าร่วมอุดมการณ์เดียวกัน เป็นทายาททางความคิด!

          อย่างไรก็ดี อ.ศศิน เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเป็นวงกว้าง นอกเหนือไปจากคนในแวดวงอนุรักษ์ ก็ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่หลั่งไหลมารับน้องรัฐบาลใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พอดี

          โดยเขานำเสนอบทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมแบบทันสมัยผ่านทางยูทูบ โดยใช้ภาษาเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ถูกอกถูกใจวัยรุ่น ทำให้เขาได้รับเชิญไปออกรายการต่างๆ มากมายไม่เว้นแต่ละวัน

          แต่ที่พีคสุด คือช่วงกลางปี 2556 ที่เขามีภารกิจใหญ่ ในการคัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ โปรเจกท์ยักษ์ของรัฐบาล วงเงินกว่า 3.5 แสนล้าน ที่บอกว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้

          พูดง่ายๆ ว่า อ.ศศินนี่แหละที่เป็นหัวหอกคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ !

          ในการต่อต้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ของเขานั้น เร้าใจจนได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอันมาก นั่นคือการเดินทางจากป่าสู่เมือง เป็นระยะทาง 388 กิโลเมตร จากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หมู่ 4 บ้านแม่เรวา อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งถูกวางแผนก่อสร้างโครงการเขื่อนแม่วงก์ มายังกรุงเทพฯ

          กระแส “เดินต้านเขื่อน” คราวนั้นยังแรงมากเรียกว่า ทั้งดารา นิสิต นักศึกษา คนดัง และผู้คนจำนวนมาก มาเข้าร่วมจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “NO DAM” ทำให้เป้าหมายของเขา ดูแล้วจะประสบความสำเร็จ

          แต่ก็เพียงระยะหนึ่ง เพราะผ่านมาปี 2557 เมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลออกมาโยนหินว่าอาจใช้มาตรา 44 เพื่อก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์อีกครั้ง

          ถามว่า อ.ศศินทำอะไร บางคนบอกว่าเขาก็ทำอย่างเดิม แต่เท่าที่เห็นเพิ่มเติม คือ กองหนุนหายหมด! เงียบเป็นเป่าสากจนถูก “เพจดัง” ทวงถามว่า “อ้าว ไม่เดินแล้วเหรอ ?!!”

          งานนี้ ศศินสวนกลับในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ไอ้ที่เห็นต่างเรื่องเขื่อนน่ะธรรมดา แต่เห็นว่าค้านเขื่อนเพราะแอบแฝงการเมือง นี่เหน็บแนมใส่ร้ายทำลายกัน” (ไปหาอ่านกันได้ที่ เฟซบุ๊ก “Sasin Chalermlarp” ช่วงเดือนกันยายน 2559)

          ที่สุด หากนับถึงวันนี้ อ.ศศิน ก็ทำงานที่มูลนิธิสืบฯ มาจนครบ 15 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาเคยบอกว่า หลังจากนั้น อาจไปทำงานในสายศิลปะ อย่างการวาดภาพ เล่นดนตรี และเขียนหนังสือ อยู่กับภรรยา ถึงไม่มีลูกด้วยกันก็แฮปปี้ดี…แต่ก็ไม่รังเกียจ ถ้าจะไปทำงานใหญ่สักชิ้น

          ประเดิมด้วยการเป็น “คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ” ตามมาด้วยเสียงวิจารณ์เล็กๆ จากคนบางขั้ว !!

คนนี้ที่ใช่! ลูกศิษย์คอนเฟิร์ม “พล.อ.บุญสร้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286202

คนนี้ที่ใช่!  ลูกศิษย์คอนเฟิร์ม “พล.อ.บุญสร้าง”

คนในข่าว  :  5 ก.ค. 2560
ปฏิรูปตำรวจ, ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลอสนธิ บุญยรัตกลิน, รัฐประหาร 2549, คปค, คมช, คสช, เตรียมทหารรุ่น 10, เตรียมทหารรุ่น 6, ประยุทธ์ จัททร์โอชา, นายกรัฐมนตรี พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา, อดีต ผบสส, อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด, บุญสร้าง เนียมประดิษ, พลอบุญสร้าง, พลอบุญสร้าง เนี

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด วันนี้มานั่งประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ คงชัดเจนว่าใครเป็นใครในยุคนี้ เรื่องสีนั้นสำคัญแบบนี้เอง!!!

          กฎการจับคู่สี มีว่า อย่าเอาสีคู่ปฏิปักษ์ หรือสีที่มีค่าความเข้มของสีตัดกันอย่างรุนแรงมาใช้ร่วมกัน แต่กฎทางการปกครอง ที่คนสีเขียวจะเข้ามาดูแลสีกากี ไม่ใช่เรื่องแปลก

          อย่างล่าสุด พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับการแต่งตั้งโดย ครม. ให้เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ก็ชัดเจนว่าใครเป็นใครในยุคนี้ เรื่องสีนั้นสำคัญไฉน

          และเมื่อมีคำถามจากสื่อไปยังเจ้าตัว ยังตอบในท่วงทำนองว่า “การปฏิรูปส่วนใหญ่เขาก็ไม่เอาคนในมาปฏิรูปหรอก ถ้าเอาตำรวจมาปฏิรูปตำรวจจะเป็นอย่างไร”

          “รับรองไม่มีเกรงใจใครแน่นอน เพราะได้รับมอบหมายมาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้”

          แน่นอนว่า ปัจจุบัน พล.อ.บุญสร้างสวมหมวกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกรรมการและที่ปรึกษาในคณะกรรมการเพื่อเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ป.ย.ป. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

          แต่ในส่วนของดูโปรไฟล์ก่อนหน้านี้ ต้องขอไฮไลท์เผื่อไปถึงคนอ่านข่าวจากจอในยุค “ไทยแลนด์ 4.0” ที่น่าจะยังไม่เคยสัมผัสตัวตนคนคนนี้

          พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นชายราศีมังกร เกิด 15 มกราคม 2491 ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เรียกว่าเป็นเด็กท้องทุ่ง เป็นชาวนาตัวจริงเสียงจริง

          พล.อ.บุญสร้าง และพี่น้อง เรียนเก่งทั้งบ้าน โดยพี่ชายของเขาเป็นถึงหมอ ขณะที่ตัวเขาเองสอบได้ที่ 1 จนเป็นเรื่องปกติ ขณะที่ยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่งที่ก็เรียนเก่งไม่ต่างกัน รู้กันดีทั้งโรงเรียนสองพี่น้องวิทยา

          พล.อ.บุญสร้าง เริ่มเส้นทางชีวิตทหารที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน, พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์, พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข และ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล

          จะว่าไปก็รุ่นที่ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจเตรียมทหารรุ่น 10 อย่างอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2549 นั่นแหละ!

          ต่อมา พล.อ.บุญสร้าง มาจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 17 โดยสอบแข่งขันชนะ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ไปศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนนายร้อยเวสปอยท์ สหรัฐอเมริกา จนได้รับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ และนับได้ว่าเป็นนายทหารในกองทัพบกไทยเพียงไม่กี่คนในระดับสูง ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์

          อย่างไรก็ดี ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่เวสปอยท์ พล.อ.บุญสร้างยังได้ศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ Norwich University สหรัฐอเมริกา อีกด้วย จนเมื่อจบจากเวสปอยท์แล้ว ก็เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่สถาบัน MIT สหรัฐอเมริกา ได้รับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ขณะที่ยังเป็นนักเรียนเสนาธิการรุ่นที่ 60 เป็นนักเรียน วปอ.รุ่นที่ 36 อีกด้วย

          เมื่อกลับจากสหรัฐอเมริกาก็เป็นอาจารย์ประจำกองวิศวกรรมเครื่องกล โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ในปี 2516 และมีตำแหน่งต่างๆ เรื่อยมา ตั้งแต่เป็นนายทหารคนสนิท รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา ช่วงปี 2521, เป็นผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 รักษาพระองค์ ช่วงปี 2526, ฝ่ายเสนาธิการ ประจำผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ช่วงปี 2529, ฝ่ายเสนาธิการ ประจำรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ช่วงปี 2532

          ต่อมายังเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางยุทธศาสตร์ ช่วงปี 2534, รองเจ้ากรมยุทธการทหาร ช่วงปี 2539, ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศช่วยราชการ ฝสธ.ผบ.ทหารสูงสุด ช่วงปี 2539–2540, ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร ช่วงปี 2540–2542

          จากนั้นเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ช่วงปี 2542–2544, เจ้ากรมยุทธการทหาร ช่วงปี 2544–2545, ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ช่วงปี 2545–2546, เสนาธิการทหาร ช่วงปี 2546–2548

          ทั้งนี้ บทบาทของ พล.อ.บุญสร้างช่วงนั้น นับว่ามีสีสัน โดยก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขณะนั้น พล.อ.บุญสร้างดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

          เมื่อรัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ ที่เราเรียกสั้นๆ ว่า คปค.

          แต่ฝ่ายพรรคไทยรักไทยได้ตั้ง “กองบัญชาการต่อต้านการปฏิวัติ” ที่นำโดย พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ และ พล.อ.บุญสร้าง นี่เอง ที่มีบทบาทในการเกลี้ยกล่อม พล.อ.เรืองโรจน์ ไม่ให้ตัดสินใจไปเผชิญหน้ากับคณะผู้ก่อการโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย

          ภายหลังการรัฐประหารได้ไม่นาน พล.อ.บุญสร้างก็ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” เป็นคนต่อไป และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก คมช.อีกด้วย จนกระทั่งปี 2551 ก็เกษียณอายุราชการ

          หลังเกษียณ พล.อ.บุญสร้างออกมาใช้ชีวิตพอเพียงกับภรรยาคุณหมอ คือ พ.อ.หญิง พญ.นุชา เนียมประดิษฐ์ บุตรสาวของ พ.อ.สมชาย อดีตผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพ.ต.หญิง วิภา หิรัญกิจ

          สองคนใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบลูกชาวบ้านจากท้องนา เพราะทั้งคู่มีไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกัน ชอบใช้ชีวิตสมถะ เรียบง่าย และใกล้ชิดธรรมชาติ โดยไปซื้อที่ดินอยู่หน้าโรงเรียนเตรียมทหาร อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งสองตายายทำเป็นสวนเกษตรผสม คือ ขุดบ่อเก็บน้ำ เลี้ยงปลา ทำเกษตร ปลูกป่า

          ขณะที่ในทางสังคม พล.อ.บุญสร้างยังก่อตั้ง มูลนิธิเพื่อนสันติภาพ ขึ้นมาอีกด้วย มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริม ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้มีการประสานงานระหว่างบุคคล และองค์กรด้านสันติภาพทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฯลฯ

          อย่างไรก็ดี ต่อมาช่วงปี 2557 พล.อ.บุญสร้างกลับมามีบทบาทเป็น สนช. กระทั่งมามีตำแหน่งล่าสุดในรั้วตำรวจ! การันตีคุณภาพโดยรุ่นน้องเตรียมทหารรุ่น 12 เป็นผู้จรดปากกาเซ็นเองกับมือ พร้อมบอกว่า

          “ไว้ใจได้ ท่านเป็นอาจารย์ผม ผมเชื่อมั่นท่าน”

          นั่นเพราะสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่ำเรียนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่ช่วงปี 2514-2519 พล.อ.บุญสร้างก็กำลังเป็นอาจารย์อยู่กองวิศวกรรมเครื่องกล นั่นเอง

          เรียกว่าคนกันเองที่รู้ถึงฝีไม้ลายมือ จะไม่ให้การันตีคุณภาพได้ยังไง

“พินิจ งามพริ้ง” ชีวิตใหม่งามๆ นามว่า “พอลลีน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286155

“พินิจ งามพริ้ง” ชีวิตใหม่งามๆ  นามว่า “พอลลีน”

คนในข่าว  :  5 ก.ค. 2560
ชีวิตใหม, พินิจ งามพริ่ง, กลุ่มเชียร์ไทยพาวเวอร์, กลุ่มเชียร์ไทย, วิจิตร เกตุแก้ว นายกสมาคมฟุตบอล, วิจิตร เกตุแก้ว, นายกฯสมาคมฟุตบอลไทย, ชิงตำแหน่งนายกฯสมาคมฟุตบอล, บังยี วรวีร์ มะกูดี, บังยี วรวีร์, วิรัช ชาญพานิชย์, ประท้วงขับไล่วิจิตร เกตุแก้ว, Pauline Ngarmpring, พอลลีน งามพริ้ง, พินิจ, งามพริ้ง

ต้องร้องว้าว! ไปตามๆ กัน เมื่อคนไทยได้รู้ว่า อดีตคนดังแห่งวงการลูกหนังไทย พินิจ งามพริ้ง เปลี่ยนไปมากถึงขนาดนี้! แถมยังแซ่บ!อีกตะหาก! ไปยังไง มายังไงกันล่ะนี?

          ฮอตฉ่า ทะลุปรอท วันนี้! หนีไม่พ้น ข่าวอดีตคนดังแห่งวงการลูกหนังไทย พินิจ งามพริ้ง ที่ชีวิตพลิกเปลี่ยนไปเดินเส้นทาง LGBT หรือเรียกรวมๆ ว่ากลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

          โดยอดีตแกนนำกลุ่มเชียร์ไทยพาวเวอร์ คนนี้ได้ค้นพบตัวเอง และเปลี่ยนจาก “เขา” มาเป็น “เธอ” ชื่อ พอลลีน ใครอยากเห็นตัวจริง ไปดูใน เฟซบุ๊ก Pauline Ngarmpring ก็จะพบความเคลื่อนไหวได้

          แต่อีกด้านหนึ่ง หลายคนก็อยากทำความรู้จักชีวิตจริงก่อนหน้านี้ของเธอดูเหมือนกัน

          พินิจ งามพริ้ง เกิดวันที่ 13 กันยายน 2510 เป็นคนกรุงเทพฯ บิดามารดาคือ ร.ต.ต.ธนู และกรองกาญจน์ งามพริ้ง โดยบุตรชายของพวกเขาคนนี้ ได้ชื่อว่ามีระดับการศึกษาและเส้นทางการทำงานที่มีคุณภาพอยู่ในองค์กรชั้นนำของประเทศมากมาย

          เพราะหลังจบมัธยมจากโรงเรียนหอวัง ต่อมาปี 2533 ก็ไปจบปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต (เอกวารสารศาสตร์ โทโฆษณา) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มทำงานครั้งแรกกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อปี 2532 ในฐานะผู้สื่อข่าวด้านเศรษฐกิจ หลังจากนั้นช่วงปี 2540 ย้ายมาเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด ที่บริษัท สหวิริยา ซิตี้ จำกัด

          ทำอยู่ 2 ปีก็ย้ายมาที่ ธนาคารกรุงเทพ, บริษัท โอกิลวี พับลิกรีเลชั่นส์ เวิรล์ดวายด์ จำกัด ในตำแหน่งผู้จัดการสื่อสารการตลาด ทำอยู่ 5 ปี ย้ายมา บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการกิจการองค์กร มีผลงานมากมาย เช่น การสร้างแบรนด์ Zoom-Zoom ให้เป็นที่รู้จักในตลาดเมืองไทย ฯลฯ

          ต่อมาย้ายมาทำที่บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยที่นี่เขาขึ้นเป็นถึง ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ จากนั้นมาทำที่ บริษัท ดีซี คอนซัลแทนซ์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์

          ระหว่างนั้น เขายังสนใจที่จะศึกษาหาความรู้ในหลักสูตรสำคัญๆ อีกมากมายเช่น ปี 2538 ได้ทุนการศึกษาจากสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งอาเซียน ไปเรียนไกลถึงแดนปลาดิบเป็นเวลา 2 เดือน

          ถัดจากนั้นยังเข้าเรียนหลักสูตร “Modern Marketing Management” ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามมาด้วยหลักสูตร “Problem Analysis and Decision Making” สถาบัน Kepner Tregoe Institute

          นอกจากนี้ ยังเคยมีส่วนร่วมในโครงการสื่อสารการตลาดและสื่อสารองค์กรของบริษัทต่างๆ เช่น ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย, กองทุนเพื่อสัตว์ป่าโลก, คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย และ บริษัท แลนด์ โรเวอร์ ประเทศไทย

          ขณะที่งานด้านวิชาการ เขาก็ผ่านมาแล้ว โดยช่วงปี 2549 เขาเป็นอาจารย์พิเศษคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (สำหรับนักศึกษา MBA) และยังมักจัดปาฐกถาพิเศษในเรื่องกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ การตลาด ตามองค์กรชั้นนำมากมายในประเทศ

          เท่านี้ก็น่าจะการันตีอย่างดีว่า พินิจ หรือพอลลีนในวันนี้ เป็นคนที่ชอบสร้างความท้าทายให้แก่ตัวเอง และไม่เคยหยุดนิ่ง การเปลี่ยนงานหลากหลายองค์กร สะท้อนว่าเขาพยายามที่จะลองทำอะไรใหม่ในพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

          แต่…ที่ถือว่าคนไทยจดจำตัวเขามากที่สุด เห็นจะเป็นการก้าวเข้ามาลองอะไรใหม่ๆ ในสนามฟุตบอลไทย โดยช่วงปี 2546 ที่เขาออกมาประท้วงขับไล่ วิจิตร เกตุแก้ว นายกสมาคมฟุตบอลในขณะนั้น ในนามชมรมเชียร์ไทย และเว็บไซต์ cheerthai.com ที่พินิจก่อตั้งขึ้นช่วงปี 2544

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าที่สุด อดีตนายกสมาคมฟุตบอลรายดังกล่าว ทนแรงกดดันไม่ไหว ตัดสินใจลงจากตำแหน่งในที่สุด แต่ภายหลังก็มีการขอขมาลาโทษกัน โดย วิจิตร เกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ได้รับความเสียหายมาก เพราะข่าวแพร่หลายไปทั่วโลก แต่เมื่อทางเชียร์ไทยดอทคอมมาขอโทษ ก็คงไม่ติดใจเอาความ

          สำหรับกลุ่มเชียร์ไทยนั้น ตั้งขึ้นเพื่อต้องการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ส่งเสริมการพัฒนาชมรมเชียร์ฟุตบอลในจังหวัดต่างๆ พูดง่ายๆ ว่าเพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ซึมซับความรักชาติในรูปแบบของการเชียร์กีฬา เวลานั้นชมรมเชียร์ไทยมีสมาชิกประมาณ 3,000 คนทั่วประเทศ และมีชุมชนแฟนฟุตบอลไทยทั้งประจำและจรประมาณ 1 หมื่นคน

          และสิ่งนี้เองที่เป็นที่มาของไฮไลท์ชีวิตของอดีตพินิจในวันนั้น เพราะเขายังลงสมัครรับเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา ช่วงปี 2556 จะว่าไปก็ไม่นานเท่าไหร่ ราว 4 ปีก่อนนี่เอง !

          ซึ่งตอนนั้น มีเจ้าเก่าคือ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายก และ “บิ๊กกร๊อง” วิรัช ชาญพานิชย์ ลงแข่งขัน แต่พินิจกลับตัดสินใจถอนตัว และหันไปสนับสนุน “บิ๊กกร๊อง” แทน คิดดูขำๆ อาจด้วยเพราะเขาอยากให้สมาคมบอลไทยมีคนใหม่ๆ บ้าง เพราะเจ้าเก่าก็นั่งยาวมา 3 สมัยแล้ว (ฮา)

          แต่…ผลคืออดีตนายกสมาคมฟุตบอลฯ 3 สมัย ยังคงได้เก้าอี้มาครองอยู่ดี เป็นอันว่า The 10 Year Plan แผนฟื้นฟูฟุตบอลแห่งชาติ ปี 2556-2565 ของกลุ่มเชียร์ไทยโดยพินิจ งามพริ้ง เลยต้องพับเข้าแฟ้มยาว

          และชื่อของเขาก็เงียบหายไป จนมารู้ทั่วกันในวันนี้ว่า เขาได้มีชีวิตใหม่ที่ ซานฟรานซิสโก ทำธุรกิจร้านอาหาร พร้อมรูปโฉมโนมพรรณใหม่ แบบไฉไล “งามพริ้ง” สมชื่อทีเดียว!!

ตัวปัญหา “สุชาติ-สุรชัย” แยกทางห่างเหิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/285977

ตัวปัญหา “สุชาติ-สุรชัย” แยกทางห่างเหิน?

คนในข่าว  :  4 ก.ค. 2560
ไผ่ ดาวดิน, ดนตรี หงา คาราวาน คอ, ทเสน สัญจร, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, บกเครางาม, กุหลาบ สายประดิษฐ์, จิตร ภูมิศักดิ์, ตัวปัญหา, สุชาติ-สุรชัย, แยกทางห่างเหิน, ศิลปินแห่งชาติ, วิวาท-วิวาทะ, สุชาติ, ร่างเงาของ สุรชัย จันทิมาธร, หาคำอื่นมาแทนได้ไหม, หงา, สงครามความคิด, หงา คาราวาน

อะไรกันเนี่ย ที่ว่ากันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขียนกลอนแล้วทำให้ “ศิลปินแห่งชาติ” ขัดแย้งกัน อะไร ยังไง ต้องรู้ให้ได้

            รายการ “วิวาท-วิวาทะ” ของคนรุ่นเดียวกัน จนกลายเป็นประเด็นระดับชาติ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำไปบ่นให้นักข่าวฟัง ทำนองว่า ตนเขียนกลอนแล้วทำให้ “ศิลปินแห่งชาติ” ขัดแย้งกัน

          ต่อมา สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้อ่านข่าว “บิ๊กตู่ เซ็ง แต่งกลอนจนศิลปินแห่งชาติแบ่งฝ่าย ทะเลาะกัน” ก็โต้กลับทันที

          “รอคำตอบจาก “หงา คาราวาน”

          เพิ่งมาได้ทราบเรื่องที่ว่า “ศิลปินแห่งชาติ” ทะเลาะกันครับ ใช่ครับ ท่านไม่ทราบจริงๆหรือครับ

          ท่านนี่แหละ ตัวปัญหา ที่ทำให้ทะเลาะกัน”

          “สุชาติ” ศิลปินแห่งชาติ หรือ “บก.เครางาม” ที่คอวรรณกรรมรู้จักมักคุ้นมายาวนาน (นักจัดรายการวิทยุคนดัง ได้โปรดเข้าใจว่า สุชาติ มิใช่กวี เหมือนเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

          เหตุที่ บก.เครางาม ชี้ไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเห็นว่า การรัฐประหาร ทำให้ประเทศชาติ ถอยหลังเข้าคลอง และผู้คนในประเทศแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

          จะว่าไปแล้ว วิวาทะเรื่องการบ้านการเมือง ระหว่าง สุชาติ สวัสดิ์ศรี กับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ระหว่าง สุชาติ สวัสดิ์ศรี กับ สุรชัย จันทิมาธร ดำเนินมาอยู่เนืองๆ ตั้งแต่มีการชุมนุมของ กปปส. จนมาถึงยุคสมัยรัฐบาลประยุทธ์

          ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค.2560 ไฟขัดแย้งปะทุอีกรอบ

          ตอนเจ็ดโมงเช้า เฟซบุ๊ค ท.เสน สัญจร (ร่างเงาของ สุรชัย จันทิมาธร) โพสข้อความสั้นๆ “ผมก็ไม่ชอบ ”เผด็จการ“ แต่เกลียดคำว่า ”เลือกตั้ง“ หาคำอื่นมาแทนได้ไหม”

          เที่ยงตรง เฟซบุ๊ค สุชาติ สวัสดิ์ศรี กลายเป็นสมรภูมิรบ กองเชียร์ส่งเสียงอึงอล

          “มันเป็นใครที่ทำให้ผมกินมื้อกลางวันไม่ลง

          อยากทราบนักว่า “ศิลปินแห่งชาติ” คนที่พูดว่า“ ผมก็เกลียดเผด็จการ แต่ไม่ชอบการเลือกตั้ง ” เป็นใคร

          มันเป็น “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาไหน ผมเคยรู้จักหรือไม่บอกมาทาง “กล่องข้อความ” ก็ได้ ผมจะเกรียนอย่างเป็นวิชาการให้เอง”

          บ่ายสองโมงกว่า “สุชาติ” ไม่หยุด เดินหน้าย้ำแผลเก่า ที่เคยวิจารณ์ว่า “หงา” ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ไปสนับสนุนการรัฐประหาร

          “มันน่าแปลกที่คนเคย “เข้าป่า” เคยแต่งเพลง “จิตร ภูมิศักดิ์” เคยแต่งเพลง “ศรีบูรพา” จนได้ “รางวัลศรีบูรพา” ในปีเดียวกับที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ มีอายุ 100 ปีชาตกาล ( ซึ่งนับเป็นเกียรติยิ่งนัก ) และต่อมาได้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาวรรณศิลป์ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยว่า “เขา” เข้าใจในโครงสร้างแห่งหลักการของคำว่า เสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม

          “เขา” ก็เป็นแค่ “ไอ้หัวหยักๆสักแต่ว่าเป็นหัว” เท่านั้น”

          สเตตัสนี้ สร้างความฮึกห้าวให้แก่กองเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขากระทืบเท้าด้วยความสะใจ

          ค่ำวันเดียวกัน ท.เสน สัญจร ก็โพสนิ่มๆ แต่กองเชียร์คาราวานส่งเสียงให้กำลังใจหงาอึงมี่

          “คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรีครับ

          ผมเองไง จำผมไม่ได้หรือ ทำไมเห็นผมเป็น

          ไส้เดือนกิ้งกือไปได้ ผมไม่เคยอยากจะด่าเฮียเลย

          ถือว่าถ้าเฮียสบายใจก็ด่าไปเถอะ ผมยังเป็นผู้น้อยสำหรับคุณพี่เสมอแหละ ว่างๆเจอกัน ทักผมบ้างนะ ผมไม่กล้าไปทักเฮีย

          หรอก รังเกียจผมขนาดนี้เชียวหรือ

          ท.เสน สัญจร ครับผม”

          นับแต่มีเรื่องสงครามขั้วสี คนรุ่นนั้น หมายถึงรุ่นก่อน-หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. ก็มี “สงครามความคิด” กันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากแนวทาง-ความคิดการเมืองไม่ตรงกัน ฝ่ายหนึ่งไม่เอาทหาร อีกฝ่ายก็ไม่เอาทักษิณ

          ตอนดึกๆ “หงา คาราวาน” เขียนบทกวีบนหน้าเฟซบุ๊ค ท.เสน สัญจร แบบยาวๆ และขมวดปมในบทสุดท้ายว่า

          “คนเราไม่รักกัน

          ก็คือปรารถนา

          ทุกข์ท้อทรมา

          จักแข็งกล้าวรรคต่อไป”

          ดูเหมือน “หงา” จะจบลงตรงนี้ แต่ “สุชาติ” ไม่จบ พร้อมนัดหมายหงาไปเยี่ยม “ไผ่ ดาวดิน” ที่ขอนแก่น แต่ยังไม่มีคำตอบจากนักร้องเพลงเพื่อชีวิต

          “ผมไม่ขัดข้อง เอาเป็นว่าเรานัดวันไปเยี่ยม “ไผ่ ดาวดิน” ที่เรือนจำจังหวัดขอนแก่นกันดีไหม

          จะช่วยนัดฝากไปถึง “กวีเป่าขลุ่ย” ด้วยก็ได้ หรือจะเขียน “จดหมายถึงนักโทษทางความคิด” ฝากไปถึง “ไผ่ ดาวดิน” และนักโทษ ม.112 คนอื่นๆด้วยก็จะเป็นการดี

          ผมจะหาเวลาไปเยี่ยม “ไผ่ ดาวดิน” ที่เรือนจำจังหวัดขอนแก่นเร็วๆนี้ และไม่อยากไปคนเดียว ยังจำคุณได้เสมอ ไม่ได้รังเกียจคุณเลย

          แม้มุมมองทางการเมืองของเราจะไม่ตรงกัน ถ้าว่างก็นัดพบกันที่นี่ได้เลย จะได้ทักทายกัน – สุชาติครับผม”

“หญิงหน่อย” เก็บแต้ม ใกล้ไกล…พี่ไปหมด!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/285969

“หญิงหน่อย” เก็บแต้ม ใกล้ไกล…พี่ไปหมด!!

คนในข่าว  :  4 ก.ค. 2560
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, เจ๊หน่อย สุดารัตน์, คุณหญิงหน่อย สุดารัต, สุดารัตน์ รัฐมนตรี, สุดารัตน์เยือนจีน, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, คุณหญิงหน่อย, คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์, หญิงหน่อย เก็บแต้ม, ใกล้ไกลพี่ไปหมด, หญิงหน่อย, สายชายทุ่ง, ข้าวสารธรรม, IDCPC, AIIB, ได้

ยอมใจเลยกับเธอคนนี้ “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ ที่งานรัดตัว จนไม่ได้พักกันเลยทีเดียว ล่าสุดยังบินไกลถึงเมืองจีน มิตรรัก…ว่าแต่ไปทำอะไร อยากรู้แล้วสิ

          ยอมใจเลยกับเธอคนนี้ “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็วันก่อนเพิ่งเม้าท์ไปว่า ทั้งสายบุญ สายธรรม กี่วัด กี่โบสถ์ เจ๊ลุยไม่ยั่น

          หรือจะถิ่นไกล “สายชายทุ่ง” ก็เพิ่งไปนั่งจกข้าวเหนียวหมูทอดริมคันนา กับชาวบ้านในโครงการ “ข้าวสารธรรม” ของตนเอง ที่บ้านหนองแก พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม โดยข้าวนี้ โด่งดังว่าเป็นข้าวอินทรีย์ภายใต้แนวคิดของเธอ ร่วมกับพระผู้ใหญ่ระดับสูงจาก มจร. สถาบันที่เธอกำลังต่อดีกรีดอกเตอร์อยู่

          เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุดยังบินลัดฟ้าไปไกลถึงกรุงปักกิ่ง แผ่นดินมังกร แน่นอนคงไม่ได้เกิดอยากจะปีนกำแพงเมืองจีนในตอนนี้แน่ๆ

          เพราะเธอได้บอกเล่าเก้าสิบในเฟซบุค “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ว่าไปเพราะได้รับเชิญมาจ้ะ แถมยังขอเลื่อนนัดเขามาตั้งแต่ปีก่อน มาคราวนี้เลยต้องจัดให้ซะหน่อย

          โดยในเฟซบุคเล่าว่า กระทรวงวิเทศสัมพันธ์ (IDCPC) พรรคคอมมิวนิสต์จีน เชิญให้ไปดูงาน และร่วมประชุมกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ที่นครปักกิ่งแห่งนี้ถึง 5 วันเต็ม!

          พูดง่ายๆ เธอเป็นแขกพิเศษของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พรรคฯ ที่มีสมาชิกพรรค 89 ล้านคน)

          แต่อย่าประหลาดใจ พี่ใหญ่แดนมังกรนั้น เชิญนักการเมืองไทยไปเยี่ยมเยือนหลังม่านไม้ไผ่อยู่เป็นประจำ

          มาหนนี้ หญิงหน่อยคิดสะระตะเล็งเห็น ว่าเป็นงานดีมีประโยชน์ที่ไทยและจีนควรเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาร่วมกัน คุณหญิงเลยจัดเต็ม โดยการเข้าร่วมประชุมกับ Mr.Jin Liqun ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) พูดคุยเน้นๆ กัน เรื่องการร่วมมือโครงการ ONE BELT ONE ROAD ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          จบงานกระทบไหล่สุภาพบุรุษผ่านไปวันแรกแบบไม่ยี่หระ วันรุ่งขึ้น ก็ถึงคิวงานพบปะแบบสวยๆ สไตล์สุภาพสตรี! ในเช้าวันเสาร์

          โดยอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงของเราคนนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมคาวระ “มาดามเติ้งหรง” บุตรสาวของอดีตผู้นำจีนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “เติ้งเสี่ยวผิง” งานนี้ หญิงหน่อยบอกเลยว่า รู้จักมักจี่กันมากว่าทศวรรษแล้ว พร้อมระบุว่า ท่านได้ให้ความเมตตากับตนเองมาก เรียกว่าเป็นน้องสาวทุกครั้ง

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          ก็คงเป็นเช่นนั้น เพราะหากใครจำได้ มาดามเติ้งหรง ผู้เป็นบุตรีคนที่ 3 ของอดีตผู้นำจีนเติ้งเสี่ยวผิงท่านนี้ ช่วงปี 2555 เคยมาเยือนไทยในฐานะอุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศ ที่ได้รับเชิญจาก “สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” ของประเทศไทย ซึ่งเวลานั้น หญิงหน่อยในฐานะอุปนายกฝ่ายวัฒนธรรม ยังร่วมต้อนรับด้วยตนเองอีกด้วย

          แถมวันนั้น มาดามเติ้งหรง ยังกล่าวด้วยว่า “คุณพ่อบอกกับผู้ใหญ่ในพรรคและในรัฐบาลว่า นับแต่นี้ไปเลิกคิดได้แล้วว่าจีนกับไทยจะเป็นศัตรูกัน จงพูดจาผูกมิตรกันไว้ให้ดีเถิด ตัวมาดามเองก็รับว่าจะสนองนโยบายนี้ตลอดไป”

          เสร็จจากงานสำรวม มาถึงงานลั้ลลาสิคะ! รออะไร? รุ่งขึ้น หญิงหน่อยและพลพรรค ก็พากันแวะเดินเที่ยว ย่อยมื้อเที่ยงกันชิลๆ ที่ถนน Qainmen Walking Street ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าจตุรัสเทียนอันเหมิน โดยทางรัฐบาลจีนได้บูรณะจากโรงเตี๊ยมโบราณ มาเป็นแหล่งช้อป ชิม ชิล แบบเก๋ไก๋ไปด้วยรูปปั้นที่เรียกว่า Street Decoration

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          สุดท้าย…อดใจไม่ไหว ขอแชะภาพคู่กับ “โป” แห่งกังฟูแพนด้าซะหน่อย แถมงานนี้คุณหญิงหน่อยบอกว่าเป็นขวัญใจของเธออีกด้วย!

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          จากนั้นก็มีภาพบรรยากาศการเดินชมจตุรัสเทียนอันเหมิน พร้อมกับทีมงานที่เดินทางไปด้วยกันมาฝากอีกเพียบ พร้อมบอกว่า เมื่อเห็นรางรถโบราณวิ่งโชว์บริเวณดังกล่าว ภาพวันเก่าๆ ก็กลับมาหวนทำให้คิดถึงคุณแม่ เนื่องจากท่านเคยพานั่งรางที่เยาวราชตอนเด็กๆ

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          เสร็จจากพักสมองช่วงเที่ยง ถัดจากนั้นช่วงบ่ายยังมีประชุมต่ออีก! บอกเลยว่าทริปนี้แน่นไปด้วยสาระ เพราะหลังจากนั้น คุณหญิงหน่อยยังเข้าพบและร่วมประชุมกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร Mr.Dongyu โดยท่านผู้นี้ เป็นคนรับผิดชอบเรื่องการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรที่จำหน่ายในจีน

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          งานนี้หญิงหน่อยเล่าว่า ก็พูดคุยกันเรื่องความร่วมมือในการนำสินค้าเกษตรจากไทยมาจำหน่ายยังจีน ประมาณว่าสานต่อจากที่ตนเองเคยทำแล้วสำเร็จ ช่วงที่นั่งอยู่กระทรวงเกษตรน่ะสิ!

          รุ่งขึ้นอีก! ราวๆ วันอังคาร หญิงหน่อย ตบด้วยภารกิจ เยี่ยมคารวะ ฯพณฯ Song Tao เจ้ากระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (IDCPC) เจ้าภาพที่เชิญมานั่นเอง งานนี้หญิงหน่อยโชว์วิสัยทัศน์กับฝั่งโน้นไปพอหอมปากหอมคอ ใครอยากรู้ต้องไปตามดูกันเองส่วนตัว ที่เฟซบุคของเจ๊แล้วกัน

"หญิงหน่อย" เก็บแต้ม ใกล้ไกล...พี่ไปหมด!!

          ส่วนที่คอมเม้นท์ถามกันมากก็คือ ภารกิจหญิงหน่อยในครั้งนี้ ดูทรงแล้ว เหมือนภารกิจของผู้นำเวลาไปกระทบไหล่ผู้นำ สงสัยจะมีวาระอะไรรออยู่หรือเปล่าน้า?

          แต่อีกข้อสังเกต ก็คือ อยา่งที่รู้กันว่ารัฐบาลไทยเวลานี้ รักกันดีมากกับรัฐบาลจีน หญิงหน่อยคงเล็งการณ์ไกลว่า ไปงานนี้ไม่มีเสียหาย มีแต่ “ได้” กับ “ได้”

          ดังนั้น ก็น่าจะตักตวงช่วงเวลาทองให้มากที่สุด อะไรที่รุกแล้วดี หญิงหน่อยบอกเลย…จัดมา!!!

2ทศวรรษ “ต้มยำกุ้ง” “บิ๊กจิ๋ว” ไม่มีวันลืม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/285829

2ทศวรรษ “ต้มยำกุ้ง” “บิ๊กจิ๋ว” ไม่มีวันลืม?

คนในข่าว  :  3 ก.ค. 2560
บิีกจ, พลอชวลิตยงใจยุทธ, พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ, พลอชวลิต ยงใจยุทธ, บิ๊กจิ๋ว ชวลิต, อดีตนายกฯ จิ๋ว, วิกฤติต้มยำกุ้ง, 20ปีต้มยำกุ้ง, วิกฤติปี 40, วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540, วิกฤติเศรษฐกิจ, BIBF, เปิดเสรีการเงิน, ธารินทร์ นิมมานเหมิน, รัฐมนตรีคลัง, ลอยตัวค่าเงินบาท, โจมตีค่าเงินบาท, จอร์จ โซรอส, พ่อมดการเงิน

“วิกฤติต้มยำกุ้ง” ถึงวันนี้ก็ครบ 20 ปีเต็ม บางคนอาจลืมในรายละเอียด แต่กับอีกหลายคนจะไม่มีวันลืม โดยเฉพาะ “พ่อใหญ่จิ๋ว” คนนี้นั่นเอง ว่าแต่ทำไมล่ะ?

          วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในปี 2540 ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ถึงวันนี้ก็ครบ 20 ปีเต็ม ด้านหนึ่งนับว่านานพอที่บางคนอาจลืมในรายละเอียด หรือบางรุ่น รู้จักแต่ชื่อหากไม่รู้ความหมาย แต่กับอีกหลายคนจะไม่มีวันลืม

          โดยเฉพาะหนึ่งในนั้น คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ในเวลานั้น ผู้ที่เป็นคนจรดปากกาเซ็นลอยตัวค่าเงินบาท! ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนสร้างความเสียหายกลายเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ.2540

          ผลคือไทยต้องสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปมากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนเหลือเพียงแค่ 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องแบกหน้าไปขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จำนวน 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

          หากย้อนไปก่อนหน้านั้น ราวปี 2536 ที่รัฐบาลไทยประกาศนโยบาย BIBF (Bangkok International Banking Facilities) มีเป้าหมายเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค

          สิ่งที่เกิดขึ้น พูดง่ายๆ คือ จากที่เคยควบคุมเงินที่ไหลเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด กลายเป็นเสรีที่ใครจะย้ายจะโอนเงินเข้าหรือออกจากประเทศไทยได้เต็มที่ ซึ่ง ณ ขณะนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ในสถาบันการเงิน หรือธนาคารพาณิชย์ในไทย อยู่ในอัตราที่สูง ประมาณ 14-17% ต่อปี แต่อีกฟากหนึ่ง ดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินของต่างชาติ เวลานั้นถูกมากแค่ 5%

          ผลคือคนไทยแห่กันไปกู้เงินจากสถาบันการเงินในต่างประเทศแทน โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนเงินหนา เล็งผลไกล ที่กู้เงินมาก็เพื่อนำมาปล่อยกู้ต่ออีกทอดในประเทศไทย ด้วยดอกเบี้ยสูงกว่าราว 8-10% ซึ่งแค่นี้กำไรก็ล้นหน้าตักแล้ว

          ขณะที่ยังมีส่วนอื่นที่กู้มาเพื่อเก็งกำไรในตลาดหุ้น หรือลงทุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ พูดง่ายๆ ว่าช่วงนั้น คนมีเงินยิ่งรวยเอาๆ หาเงินได้มาง่ายดายเป็นอันมาก รวยกันไม่รู้เรื่อง! เหมือนฟองสบู่! ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างดำเนินอยู่ภายใต้การคงตัวค่าเงินบาทไว้ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

          แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า สิ่งนี้ได้ทำให้พ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส ซึ่งกำลังเปิดเรดาร์หาทางรวย มาเจอะกับประเทศไทยพอดิบพอดี! พบว่าคนไทยกำลังกู้เงินต่างชาติมาชนิดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ และด้วยความเก๋าเกมที่รู้ว่า ในเมื่อการปล่อยกู้ครั้งนั้น เป็นการให้กู้ระยะสั้นแค่ 5 ปี หลังจากนั้น ลูกหนี้ไทยจะต้องใช้คืนทั้งต้นและดอก

         ถึงตอนนี้เอง คนไทยก็จะต้องวิ่งหาที่แลกเงินดอลลาร์มาใช้หนี้กันให้ฝุ่นตลบ เนื่องจากกู้มาเป็นดอลลาร์ก็ต้องใช้คืนเป็นดอลลาร์

          กองทุนของเขา ซึ่งหมายถึง กองทุนส่วนบุคคล หรือ “เฮดจ์ฟันด์” (Hedge Fund) จึงเลือกเข้ามาเก็งกำไรที่ประเทศไทย ให้แมลงเม่าคนไทยแห่มาแลกเงินกับเขานั่นเอง

          นั่นจึงเกิดเป็น “การโจมตีค่าเงินบาทของไทย” ในที่สุด โดยพ่อมดการเงินคนนี้ก็กำหนดราคาขายดอลลาร์ให้ไทยในราคา 1 ดอลลาร์เท่ากับ 50 บาท!!! ในขณะที่คนไทยเคยไปกู้เขามาตอน 1 ดอลาร์เท่ากับ 25 บาท

          ยิ่งเมื่อบวกกับตัวเลขการส่งออกของไทยที่ทยอยหยุดโต และการขาดดุลการค้ามหาศาล ยิ่งชัดเลยว่า โลงศพมาตั้งตรงหน้าประเทศไทยแล้ว!

          ผลคือไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด!! และกว่าคนไทยจะรู้ตัวว่า การเปิดเสรีทางการเงินที่เกิดจากความไม่พร้อม ก็ได้นำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงิน ระเบิดตูมเอาตอนยุคของนายกรัฐมนตรีไทยที่ชื่อว่า ชวลิต ยงใจยุทธ พอดี

          แน่นอนสิ่งนี้ส่งผลกระทบทางการเมือง จนต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2540 แถมยังส่งผลให้ ชวน หลีกภัย กลับขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในวันถัดไป พร้อมหนีบเอา ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ คนที่เป็นเจ้ากระทรวงคลัง เซ็นเปิด BIBF กลับมานั่งเก้าอี้เดิมเป็นแม่ทัพแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่อ

          อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ขอไฮไลท์ ที่ “บิ๊กจิ๋ว” ค่าที่เพิ่งเปิดตัวขอคัมแบ็กเป็นทางเลือกที่สาม ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย (อปท.) ไม่นานมานี้ โดยเขาเพิ่งกล่าวว่า “ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”

          โดยหากย้อนกลับไปอย่างที่เล่ามาข้างต้น พูดอย่างสุภาพว่า เป็น “คราวโชคไม่ดี” ที่บิ๊กจิ๋วขึ้นนั่งนายกฯ ในช่วงเวลานั้น หลังจากหันหลังให้แก่อาชีพทหาร อันรุ่งโรจน์ เป็นถึง “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” เพื่อมาชิมงานการเมือง

          จริงอยู่ที่ด้านหนึ่ง บิ๊กจิ๋วเองก็นับว่ารุ่งสุดๆ เพราะเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่ขณะดำรงตำแหน่งทางทหาร และยังเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคความหวังใหม่คนแรก และเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย มีคะแนนเสียงหนาแน่นใน จ.นครพนม

          ขณะที่สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เรียกกันว่า “บิ๊กจิ๋ว” และในพื้นที่ภาคอีสานเรียกว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” นอกจากนี้ยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า “จิ๋ว หวานเจี๊ยบ” จากที่มีบุคลิกพูดจาอ่อนนิ่ม นุ่มนวล

          พอมาปลายปี 2539 พล.อ.ชวลิต เกิดนำพาพรรคความหวังใหม่ชนะเลือกตั้ง และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้สมใจ โดยมีพรรคชาติไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมตัวกันในซีกฝ่ายค้าน

          วันนั้นบิ๊กจิ๋วบอกว่าจะมาแก้วิกฤติ กับคำขวัญ “ถึงเวลาอยู่ดีกินดี” โดยมี อำนวย วีรวรรณ เป็นหัวหน้าดรีมทีมเศรษฐกิจ และ ดร.ทนง พิทยะ

          แต่…ดรีมทีมทีมนี้ต้องมาเจอ “ฝันร้าย” พร้อมกับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อ ดร.ทนง พิทนะ รัฐมนตรีคลังขณะนั้น ยื่นเอกสารลอยตัวค่าเงินบาทให้บิ๊กจิ๋วเซ็นแกร๊ก! ดังที่เล่าไว้ยืดยาวข้างต้นนั่นเอง

          อย่างไรก็ดี ชีวิตเหมือนละคร ที่สุดบิ๊กจิ๋วกลับมาสังกัดพรรคไทยรักไทย ในปี 2544 และมานั่งรองนายกฯ ให้แก่นายกรัฐมนตรีคนที่เคยนั่งรองนายกฯ ให้เขามาแล้วก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ชื่อของเขาคือ ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

          ที่เหลือหลังจากนั้น คนไทยรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้

จาก “ป๊อด พัชรวาท” ถึง “ป้อม ประวิตร” พี่ชายที่แสนดี..จุ๊บๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/285461

จาก “ป๊อด พัชรวาท” ถึง “ป้อม ประวิตร” พี่ชายที่แสนดี..จุ๊บๆ

คนในข่าว  :  30 มิ.ย. 2560
7 ตุลาคม 2551, สลายการชุมนุมปี 51, นัดตัดสินคดีสลายม็อบ, คดีสลายม็อบ, แต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ, นายตำรวจ, พัชรวาช บิ๊กป๊อด, พัชรวาท สนช, สนช, คสช คมช, พลอประวิตร วงษ์สุว, พลตำรวจเอกพัชรวาท, พลตอพัชรวาท วงษ์ส, บิีกป๊อด, พัชรวาท, พัชรวาท วงษ์สุวรรณ, จาก ป๊อด, พัชรวาท ถึง ป้อม, ประวิตร, พี่ชายที่แสนดีจุ

คดีสลายม็อบเสื้อเหลืองปี 2551 ที่จะตัดสินในเดือนสิงหาคมนี้ มีน้องชายสุดที่รักของ “บิ๊กป้อม” ประวิตร วงษ์วุวรรณ อยู่ด้วย ไม่รู้งานนี้จะลงเอยยังไง น่าติดตามจริงๆ!

          ยังไม่ลืมกันใช่หรือไม่ กับ คดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คนไทยรู้จักกันดี เมื่อปี 2551

          ก็คงมีบางคนที่หลงลืมกันไปบ้าง เพราะนับเวลาก็เกือบๆ 10 ปี แต่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีวันลืม ล่าสุดเพิ่งนัดไต่สวนพยานนัดสุดท้าย

          โดยคดีนี้มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และจะมีการนัดตัดสินคดี 2 สิงหาคมที่จะถึงนี้

          อย่างไรก็ดี ชื่อที่สื่อมวลชนให้ความสนใจคือคนนามสกุล “วงษ์สุวรรณ” นี่เอง ว่าแล้วจึงไปจ่อไมค์ถาม “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์วุวรรณ ผู้เป็นพี่ชายเลยว่า มีความคิดเห็นเช่นไรกับคดีนี้

          แน่นอนที่งานนี้ฝ่ายพี่บอกเลยว่า ไม่รู้ไม่ชี้! เพราะรู้กันว่าของแบบนี้…จะต้องพูดแบบไหน!

          แต่อีกมุมหนึ่งจะไม่ให้แปลกใจเลยก็ใช่ที่ เพราะที่ผ่านมา รู้กันว่าบารมีพี่ชายสุดที่รัก ไม่ใช่มีไว้เท่ห์อย่างเดียว แต่กินได้ด้วย! ว่าแล้วต้องกรอเทปกลับไปดูไพรไฟล์

          พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2492 ชื่อเล่น “ป๊อด” เป็นชาวบางกะปิ กรุงเทพฯ บิดาคือ พลตรี ประเสริฐ วงษ์สุวรรณ มารดา คือ สายสุนี วงษ์สุวรรณ มีพี่น้อง 4 คน คือ พลเอก ประวิตร, พลเรือเอก ศิษฐวัชร,

          นอกจากนี้ยังมีน้องชายแฝดอีกคู่หนึ่ง คือ พันธุ์พงษ์ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองประธาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่สอง และ พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ หรือ ‘โค้ชก๊อก’ อดีตกุนซือผู้สร้างนักเตะโด่งดังประดับวงการลูกหนังไทย หากแต่ได้เสียชีวิตไปเมื่อ 2555

          บิ๊กป๊อดสมรสกับ “สมถวิล” มีบุตรสาว 2 คนคือ พ.ต.ท.ภญ.พัชรา และ ร.ต.อ.หญิง นวพร วงษ์สุวรรณ ผู้ช่วย นว.(สบ1) ผบช.สตม. ที่เพิ่งขึ้นเป็น นว.(สบ2) ผบช.ภ.5 เมื่อเร็วๆ นี้

          เด็กชายป๊อด จบมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล แล้วไปต่อโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 9 จากนั้นไปจบ รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.25) และไปจบศิลปศาสตรมหาบัณฑิต พัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          ย้อนไปดูเส้นทางราชการ บิ๊กป๊อดเริ่มจาก เป็น รอง สว. กองบังคับการการสนับสุนนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจากนั้น เป็นรอง สว. กองทะเบียน แล้วย้ายมาดูงานกำลังพลที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) สว. ธุรการ กองกำกับการกำลังพล กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการสอบสวนกลาง

          นั่งตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย อย่างช่วงปี 2549 เขายังเคยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คมช. อีกด้วย

          ที่สุด หลังจากขึ้นเป็น ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว ปลายทางสีกากีขั้นสูงสุดของเขา จงดำเนินมาอยู่ที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยดำรงตำแหน่งต่อจาก พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ในปี 2551

          หากแต่เพียงไม่ถึง 1 ปี บิ๊กป๊อดต้องลงจากเก้าอี้ในวันที่ 28 พฤษจิกายน 2551 เพราะบ้านเมืองมีเหตุชุมนุม นปช. ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ บิ๊กป๊อดได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินใน รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช จนเป็นเหตุให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น และเป็นคดีจนเจ้าตัวต้องออกจากราชการ

          แต่ไม่นาน เขาก็ได้รับคำสั่งจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีขณะนัน ให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม เวลานั้นสื่อต่างฮือฮากันยกใหญ่ ค่าที่จัดว่าเป็นระดับผู้บัญชาการคนแรกแห้งรั่วปทุมวันที่ถูกสั่งย้ายแล้วสามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งได้

          และยังเป็น ผบ.ตร. ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ ถึงสามราย นับจาก สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553

          งานนี้ถามว่าเพราะอะไร เรื่องนี้อาจต้องไปพูดกันหลังไมค์ แต่ที่แน่ๆ เรียกได้ว่า กับทั้ง 3 นายกฯ นายตำรวจผู้นี้ได้ทำงานใหญ่เสมอ

          อย่างช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เดือนเมษายน 2552 เขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) แต่ครั้งนั้นแหละเป็นที่มาของความวุ่นวายในชีวิตเขาตอนนี้

          เพราะภายหลังจากที่่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท ในฐานะ ผบ.ตร. ดูแลการชุมนุม ถูกซัดทอดจากพยานว่า เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

          นายกฯ อภิสิทธิ์ จึงให้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แต่เท่านั้นยังไม่พอ นายกฯ คนหล่อ ยังตามซ้ำ ด้วยการเซ็นให้บิ๊กป๊อดออกจากราชการ อันเป็นไปตามระเบียบที่ มติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง หลังจากนั้นบิ๊กป๊อดก็เดินหน้าสู้คดีเรื่อยมา

          ที่สุดแล้ว หลังรัฐประหารอีกรอบช่วงปี 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ก็ได้คืนตำแหน่ง ผบ.ตร.ให้แก่บิ๊กป๊อด โดยยกโทษปลดออกจากราชการให้ บวกควบตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อีกต่างหาก

          เป็นอันว่า “บิ๊กป๊อด” คนนี้ ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่เร้าใจ เพราะเขาเป็น ผบ.ตร. คนแรกที่ได้คืนตำแหน่งเดิมถึงสองครั้งสองครา และเป็นคนแรกที่ทำให้ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร (เวลานั้นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์) มีคำสังยกโทษปลดออกจากราชการ มีผลทำให้ มติ กตร.ใหญ่กว่า มติ ป.ป.ช.

          งานนั้น หลายคนฟันธงว่า นี่่คือเส้นใหญ่ ่ไม่น้ำ ไม่งอก มีแต่เลือดล้วนๆ ของพี่ชายใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์เป็นแน่แท้

          แต่จะเพราะอะไรก็ตาม เวลานั้นยังวิเคราะห์กันว่า ถือเป็นช่วง 5 ส. ของ คสช. ทำการปัดกวาดกรมปทุมวัน ทั้งเก้าอี้ “ผู้บัญชาการ” หรือ “ผบช.” ที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่า ต้องปัดฝุ่นใหม่หมด! เพราะหลังจากนั้นช่วงปี 2559 โผสีกากีเป็นยังไงไปย้อนอ่านข่าวได้เลย

          มาถึงวันนี้ พอคดีเก่าหวนกลับมาทวงสัญญาบิ๊กป๊อดอีกรอบ พอสื่อพากันไปถามผู้พี่ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วยรู้ๆ กัน แต่สุดท้ายก็โดนตอกกลับมาว่า “ถามผมทำไม!?”

          แต่แม้จะไม่ได้คำตอบ ก็ไม่ได้แปลว่าคำตอบจะไม่มี ใช่หรือไม่? รออีกเดือนเดียวรู้กัน!