SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

“เอนก” อาการเปลี๊ยนไป หลังถูก จี้ จัดเวทีฟังเสียงนักศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เอนก” อาการเปลี๊ยนไป หลังถูก จี้ จัดเวทีฟังเสียงนักศึกษา

"เอนก" อาการเปลี๊ยนไป หลังถูก จี้ จัดเวทีฟังเสียงนักศึกษา20 สิงหาคม 2563 – 11:19 น.

“อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อาการเปลี๊ยนไป หลังถูกสื่อ จี้ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา ยันเตรียมการอยู่ โบ๊ย ให้ไปถามนายกฯ ดู ท่าทีแบบนี้ทำเอาเอฟซี “ไม่สะบายใจ” พร้อมยิงคำถาม”มาช่วย” หรือ “ซ้ำเติม” รัฐบาลบิ๊กตู่ 2/2 กันแน่!!!

เมืองไทยในสถานการณ์ เยาวชนปลดแอกแตกสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นโจทย์ท้ายทายความรู้ ความสามารถของ” 2 เจ้ากระทรวง” เป็นอย่างยิ่ง ทั้ง “เดอะตั้น”นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และ “ศ.พิเศษดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)รัฐมนตรีทั้งคู่เป็นอดีตแกนนำกปปส.อันลือลั่น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ใครเป็นใคร ในรัฐบาลบิ๊กตู่ 2/2

ย้อนดูท่าทีเปลี๊ยนไป ของอาจารย์เอนก หรือ”ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 25636 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รับหน้าที่เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของ นิสิต นักศึกษา นั้น นายกฯ ได้กำชับอะไรกับกระทรวงอย่างไรบ้าง ว่า  “ไม่ได้กำชับอะไร?”

เมื่อสื่อยิงคำถามว่า รูปแบบของการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจาก นิสิต นักศึกษาจะเป็นอย่างไร ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า “ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้เองว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร ก็ตามดูเอา กำลังเตรียมการอยู่ และคงจะได้พูดคุยกันในไม่ช้านี้”

เมื่อสื่อถามย้ำว่า จะแถลงหรือชี้แจงผ่านทางช่องทางใด ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า “ก็ไปตามสิเดี๋ยวก็รู้” (เริ่มมีเสียงสูง)

ก่อนถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เป็นสื่อฉบับใด” เมื่อสื่อถามว่า จะจัดเวทีในเร็วๆ นี้หรือไม่ ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า “ให้ไปถามนายกฯ แต่ก็คงไม่ช้า” และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ให้ถามรายละเอียดจาก รมว.อว.  ศ.พิเศษ ดร.เอนก พยักหน้าและกล่าวว่า “ก็ไปถามนายกฯ ดู”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์ของ ศ.พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ ในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบเฉย ถามคำตอบคำ แสดงอาการเมินเฉย และพยายามเดินหารถ พร้อมกับถามผู้ติดตามว่า “รถจอดอยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่มา”

ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีป้ายแดง ของศ.พิเศษดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์  มีกระแสตอบตัวเป็นอย่างดี จากบรรดาคณาจารย์ทั่วประเทศ ถึงศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ  และฝากความหวังจะเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ทำอย่างไรเด็กเรียนจบแล้วไม่ตกงาน

แต่ดูเหมือนว่า สารพัดม็อบเยาวชนถาโถมซัดรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ ชนิดที่เรียกได้ว่าเกือบ“เสียอาการ”สื่อบางสำนักถึงกับฟันธงว่าน่าเป็นห่วง หากไม่ปรับบทบาทและท่าทีต่อสาธารณะ เพราะยังมีงานใหญ่รอวันชี้ชะตาอยู่อีกเพียบ

เฉพาะงานหินโหน“เงินเยียวยา8%” ย่างเข้าสู่ปีที่ 9 แล้วปัญหานี้ยังถูกซุกเอาไว้ใต้พรม และรอวันระเบิด!!!

ว่ากันว่า ล่าสุดเมื่อวานนี้(19 ส.ค.2563)ที่ประชุมอนุก.พ.อ.บริหารงานบุคคลมีมติเห็นชอบให้ประมาณการเยียวยา เท่ากับจำนวนเงินเพิ่มร้อยละ 8 ของอัตราเงินเดือน ณวันที่31มีนาคม 2554  ของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษารายบุคคลด้วยจำนวนเงินเดือน จนถึงเกษียณอายุราชการ รวมทั้งสิ้น 73 มหาวิทยาลัย

เป็นเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น”7,763,308,904 บาท ซึ่งจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของงบประมาณอย่างละเอียดแล้วนำเสนอก.พ.อ. เพื่อพิจารณา สรุปเรื่องเสนอ ครม.บิ๊กตู่ 2/2 ต่อไป

ดูจากท่าที “อาจารย์เอนก” ผ่านสื่อแล้ว บรรดาคณาจารย์ค่อนประเทศกระซิบเบาๆผ่านซอกหูว่า“รู้สึกไม่สะบายใจ” และเป็นกังวลว่า จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา  หรือซ้ำเติมปัญหา ในรัฐบาลบิ๊กตู่ 2/2 จนอาจจะนำไปสู่การผลักเรือเหล็กลำนี้ปล่อยลอยออกทะเล แบบไร้จุดหมายหรือไม่?? “อาจารย์เอนก”ล้วนมีส่วนสำคัญยิ่ง!!!!

 ….กมลทิพย์ ใบเงิน…เรียบเรียง

"เอนก" อาการเปลี๊ยนไป หลังถูก จี้ จัดเวทีฟังเสียงนักศึกษา
"เอนก" อาการเปลี๊ยนไป หลังถูก จี้ จัดเวทีฟังเสียงนักศึกษา

เก่ง ‘ภาษา’ พลิกชีวิต จากหนุ่มรปภ.เข้าเรียนต่อมหา’ลัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เก่ง ‘ภาษา’ พลิกชีวิต จากหนุ่มรปภ.เข้าเรียนต่อมหา’ลัย

เก่ง 'ภาษา' พลิกชีวิต จากหนุ่มรปภ.เข้าเรียนต่อมหา'ลัย12 สิงหาคม 2563 – 15:50 น.

เก่ง ‘ภาษา’ พลิกชีวิต จากพนักงานร้านสะดวกซื้อ แปรเปลี่ยนเป็น พนักงาน รปภ. รายวัน ควบคู่กับการรับจ้างแปลเอกสาร เก็บออมเงินไว้เป็นค่าเทอม ก้าวเข้าเรียนต่อมหา’ลัย ด้วยเชื่อว่าทักษะภาษาอังกฤษที่สั่งสมมา จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

เจต – เจต คารวะ วัย 19 ปี เฟรชชี่หนุ่มรั้วบัวสวรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ชีวิตแวดล้อมด้วยภาษาอังกฤษ จนรู้สึกว่าภาษาเป็นทั้งแขนและขาของชีวิต ที่ช่วยเบิกทางชีวิตให้ดีขึ้น จนก้าวสู่การศึกษาต่อระดับปริญญาตรี

เรื่องราวชีวิตด้านครอบครัว อาจไม่สมบูรณ์นัก ชีวิตเจตอยู่ลำพังกับแม่ตั้งแต่เจตอยู่ชั้นอนุบาล โดยไม่เคยได้เจอหน้าพ่ออีกเลยตั้งแต่นั้นจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนแม่แต่งงานใหม่กับชาวต่างชาติมีลูกร่วมกันอีก 1 คน ต้องต่อสู้และใช้ชีวิตลำพังหลายสถานการณ์ ซึ่งปัจจุบันเจตอยู่กับลุง ซึ่งเป็นเพื่อนของแม่

โดยแม่ได้ส่งเสียจุนเจือตามสมควรในส่วนของค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายต่อวัน รวมถึงให้คำปรึกษาต่าง ๆ โดยเจตบอกว่า “นอกจากแม่แล้ว… เสาหลักอีกต้นหนึ่งในชีวิตของผม ก็คือลุง”

การศึกษาของเจต เริ่มต้นที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง ต่อด้วยโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต (English Program) ด้วยเส้นทางครอบครัวที่อาจต่างไปจากคนอื่นและปัญหาด้านการเงินจนเป็นเหตุให้ต้องค้างค่าเทอมราว ๆ 1 แสนกว่าบาท โดยทางโรงเรียนอนุโลมให้เข้าสอบได้ เพราะเจตเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันทักษะภาษาจนได้รับรางวัลในระดับโรงเรียนจนถึงระดับอาเซียน

“ผมเข้าใจทางโรงเรียนเป็นอย่างดี กรณีที่ผมค้างชำระค่าเทอม ทั้งหมด 4 เทอม ผมจึงใช้วุฒิ ม.3 หางานทำ เก็บออมเพื่อหวังว่าจะเพียงพอสำหรับจ่ายค่าเทอม และเริ่มงานครั้งแรกด้วยการเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง จนล่าสุดมาสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยรายวัน ประจำศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หากมีเวลาว่างนอกเหนือจากนี้ก็จะรับงานแปลเอกสารร่วมด้วย”

ทำงานไปด้วย เก็บเงินด้วย น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดตอนนั้นที่สามารถทำได้ จนได้พบกับพี่หนิง (สุภาพร โพธิ์สพ) ซึ่งทำงานที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

“ตอนนั้นสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งศูนย์การค้าจำเป็นต้องมีมาตรการคัดกรองผู้คนเข้าออก และมีชาวต่างชาติมาใช้บริการ แต่ทำตามขั้นตอนไม่ได้เนื่องมาจากภาษาและการสื่อสารของคนที่คัดกรอง ผมจึงเข้าไปช่วยสื่อสารและอธิบาย”

พอพี่หนิงเห็น ก็เข้ามาสอบถามด้วยความแปลกใจ ทำไมพูดได้ สื่อสารได้ จึงเล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟัง และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่หนิงเข้าใจ เห็นใจ จึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยโดยเขียนจดหมายเรื่องราวชีวิตของผมไปยังศูนย์ดำรงธรรม จนได้ไปพบกับผู้ใหญ่หลายท่าน ซึ่งต่างก็ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีมาก ๆ และพี่หนิงยังได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายส่วนต่างของค่าเทอม จนผมได้รับวุฒิ ม.6 อย่างสมบูรณ์

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนฯ ยังให้คำแนะนำในการสมัครเรียนต่อ เพราะเห็นว่าผมมีความสามารถด้านภาษา และได้แนะนำให้ลองศึกษาข้อมูลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เพราะมองว่ามีทุนการศึกษา มีการดูแลนักศึกษาที่ดีแห่งหนึ่ง ที่สำคัญคือใกล้บ้าน เดินทางสะดวก จนอาจเป็นหนทางให้ช่วยลดรายจ่ายได้ และได้แนะนำให้พบกับรองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ท่านหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้รับความอนุเคราะห์ที่ดีมากด้วยเช่นกัน

ความฝันจุดประกายให้เป็นจริงอีกครั้งกับการเรียนระดับมหาวิทยาลัย ที่มีโอกาสได้เลือกเรียนคณะตามความถนัด นั่นคือคณะศิลปศาสตร์ มทร.ธัญบุรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

“มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ออกประกาศยกเว้นการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในระดับดี ผมจึงนำการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ (IELTS) มายื่นเทียบเป็นผลการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งผมได้คะแนนสอบ IELTS อยู่ที่ระดับ 7.0 จากระดับคะแนน 9.0”

แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ จากการสะสมความรู้ความสามารถด้านภาษา แต่ผมเชื่อว่า “ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ช่วยพลิกชีวิตจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งที่ดีขึ้นได้” และทราบมาว่า ผมน่าจะเป็นนักศึกษาคนแรกของมหาวิทยาลัยที่ยื่นเทียบผลการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษในครั้งนี้”

ปลายทางชีวิต ผมมองว่า “ในวันข้างหน้าเราอาจจะไม่ต้องเหนื่อยกว่าที่เป็นอยู่” แต่เข็มทิศชีวิตก็ไม่ได้มุ่งเป้าหรือชี้ไปในทิศทางใดอย่างชัดเจน ถ้ามีใครถามว่าเคยท้อแท้กับชีวิตบ้างไหมที่ผ่านมา ก็กล้ายืนยันว่า ผมไม่เคยท้อ แม้จะกล้ายอมรับว่ามีปัญหาก็ตาม

“เวลาที่มีปัญหา จะไม่มองว่ามันเป็นโจทย์ปัญหา” และพยายามไม่คิดมากหรือคิดเยอะ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ชีวิตของเราก็จะเปรียบเหมือนการผูกเชือกมัดกับตัวเอง เราก็จะยิ่งทุกข์ใจ เสียใจ เพราะชีวิตทุกคนต่างต้องพบปะกับโจทย์ปัญหาที่ต่างกันไป

“ทำไมถึงเก่งภาษาอังกฤษ” คือคำถามที่เจอบ่อย อาจเป็นไปได้ว่าผมพาชีวิตไปข้องเกี่ยวกับภาษาอังกฤษอยู่ตลอดเวลา สิ่งแรกคือการอ่านอะไรก็ตามที่เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนคำไหนที่ไม่รู้ก็จะหาคำแปล ซึ่งการค้นหาความหมายเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้เราจำได้ ผมจึงจำศัพท์ยาก ๆ ได้ จากนั้นเราต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะแก๊งเพื่อนต่างชาติที่เล่นเกมส์ออนไลน์ด้วยกัน สิ่งสุดท้ายคือการดูหนังฟังเพลงต่างประเทศ ซึ่งอันนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

ส่วนตัวมองว่า การสื่อสารกับต่างชาตินั้นนอกจากฝึกความกล้าแสดงออกแล้ว ยังทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรม มารยาทของเขาอีกด้วย แต่หลายคนไม่กล้าและกลัวการสื่อสาร จึงอยากให้ทุกคนเปิดใจกว้าง ๆ และมองว่า “ภาษาอังกฤษเป็นแขน เป็นขา และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”

เจตยังบอกอีกด้วยว่า พร้อมที่จะถ่ายถอด ฟุต-ฟิต-ฟอ-ไฟ ให้กับเพื่อน ๆ โดยไม่หวงความรู้ เพราะเราเคยได้รับโอกาสที่ดีจากภาษามาแล้ว จึงอยากใช้ทักษะภาษาดังกล่าวนี้ ไปช่วยพัฒนาฝึกฝนคนอื่นต่อไป

“ไม่แน่สักวันหนึ่ง ทักษะภาษาอังกฤษของเพื่อน ๆ อาจจะเป็นใบเบิกทาง พาชีวิตให้พบกับเรื่องราวที่พลิกชีวิตให้ดีขึ้นแบบผม ก็เป็นได้… ขอเพียงเปิดใจยอมรับภาษาอังกฤษ” เจต ฝากทิ้งท้าย

เก่ง 'ภาษา' พลิกชีวิต จากหนุ่มรปภ.เข้าเรียนต่อมหา'ลัย
เก่ง 'ภาษา' พลิกชีวิต จากหนุ่มรปภ.เข้าเรียนต่อมหา'ลัย
เก่ง 'ภาษา' พลิกชีวิต จากหนุ่มรปภ.เข้าเรียนต่อมหา'ลัย

เพื่อความเป็นธรรม รองโฆษกตร.ยันผ่าชันสูตร “จารุชาติ” รอบ 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เพื่อความเป็นธรรม รองโฆษกตร.ยันผ่าชันสูตร “จารุชาติ” รอบ 2

เพื่อความเป็นธรรม รองโฆษกตร.ยันผ่าชันสูตร "จารุชาติ" รอบ 2 2 สิงหาคม 2563 – 13:09 น.

รองโฆษกตร. แจงผ่าชันสูตรพลิกศพ “จารุชาติ มาดทอง” ครั้งที่2 เพื่อความเป็นธรรม ตอบคำถามสังคมได้

วันที่ 2 สิงหาคม 2563 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่าตามที่มีกระแสข่าวการอายัดศพ นายจารุชาติ มาดทอง พยานคดีของ นายวรยุทธ (บอส) อยู่วิทยา เพื่อนำกลับมาชันสูตรพลิกศพสืบหาการเสียชีวิตนั้น ได้รับรายงานจาก สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ จว.เชียงใหม่ ว่า ช่วงเช้าของวันนี้ (2 ส.ค. 63) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ ได้ขอความร่วมมือกับทางญาติและครอบครัว นายจารุชาติ มาดทอง ผู้เสียชีวิต จากคดีอุบัติเหตุขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ (30 ก.ค. 63) ในการนำศพกลับมาชันสูตรพลิกศพโดยละเอียดอีกครั้ง นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชันสูตรพลิกศพครั้งที่ 2 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสามารถตอบคำถามสังคมได้ โดยพนักงานสอบสวนจะนำผลการชันสูตรพลิกศพทั้ง 2 ครั้ง เข้าประกอบสำนวนการสอบสวน

เพื่อความเป็นธรรม รองโฆษกตร.ยันผ่าชันสูตร "จารุชาติ" รอบ 2

โดยก่อนหน้านี้ ภายหลังจากเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน ได้ทำการบันทึกตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุประกอบคดี ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตรวจที่เกิดเหตุเก็บวัตถุพยานต่างๆ ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น แล้วได้ส่งศพผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่ นิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พร้อม ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เร่งสืบสวนขยายผลหาความเชื่อมโยงกับคู่กรณีและข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ตลอดจนทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนกฎหมาย

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการเสียชีวิตของนายจารุชาติฯ เป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติและสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในประเด็นการเสียชีวิต รวมถึงความเชื่อมโยง ในการเป็นพยานในคดีของ นายวรยุทธ (บอส) อยู่วิทยา ซึ่งในเรื่องนี้ คณะพนักงานสอบสวน ได้ทำสำนวนการสอบสวน แบ่งออกเป็น 2 คดี คือ 1.สำนวนคดีจราจร และ 2.สำนวนชันสูตรพลิกศพ โดยยังคงต้องรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช ประกอบกับ ผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากกองพิสูจน์หลักฐาน และ ข้อมูลทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ

เพื่อความเป็นธรรม รองโฆษกตร.ยันผ่าชันสูตร "จารุชาติ" รอบ 2

โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการด้วยรวดเร็วและความรอบคอบ เพื่อเร่งคลี่คลายประเด็นข้อสงสัยในทุกประเด็น จนสิ้นกระแสความ และเกิดความชัดเจนรอบด้าน ตลอดจนต้องสามารถตอบคำถามสังคมและประชาชนได้อย่างเป็นเหตุและผล โดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงทางคดีเป็นสำคัญ เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน

เปิดประวัติ.. รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ผู้พลิกตำราคำนวณความเร็วเฟอร์รารีของ “บอส อยู่วิทยา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดประวัติ.. รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ผู้พลิกตำราคำนวณความเร็วเฟอร์รารีของ “บอส อยู่วิทยา”

เปิดประวัติ.. รศ.ดร.สายประสิทธิ์ ผู้พลิกตำราคำนวณความเร็วเฟอร์รารีของ "บอส อยู่วิทยา"31 กรกฎาคม 2563 – 15:15 น.

เปิดประวัติ “รศ.ดร.สายประสิทธิ์” ผู้พลิกตำราคำนวณความเร็ว “เฟอร์รารี” วิ่งเวลาตีห้าด้วยความเร็ว 76.175 กม./ชม. รถซุปเปอร์คาร์ ของ”บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้านเครื่องดื่มชูกำลัง

กระแสสังคมยิงคำถามรัวถี่ยิบ เมื่อผลการคำนวณความเร็วรถเฟอร์รารี ของ“บอส อยู่วิทยา” วันเกิดเหตุเมื่อปี 2555 จากนักวิชาการ และส.ส.พรรคก้าวไกล ออกมาแตกต่างกันมาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

:  พลิกประวัติ “บอส วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทหมื่นล้านกระทิงแดง

: “ดร.สธน” เปิดสูตรคำนวณหาความเร็วรถ “บอส อยู่วิทยา” ย้ำสูตรคำนวณความเร็วมีแค่สูตรเดียวเท่านั้น

กรณีนี้ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์ประจำและหัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  (มจพ.) ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2563 ต่อประเด็นการเกิดอุบัติเหตุในคดีที่ “บอส” นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาเครื่องดื่มชูกำลัง ขับรถยนต์ชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ จนเสียชีวิต เมื่อปี 2555 ว่า ทางสถาบันได้รับหนังสือจาก กมธ., สนช. ให้ส่งนักวิชาการเข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. ซึ่งทางสถาบันได้มอบหมายให้ตนในฐานะหัวหน้าภาควิชาเข้าไปให้ข้อมูลตามที่ กมธ.ร้องขอมา โดยไม่ทราบมาก่อนว่าการตรวจสอบของ กมธ.นั้นได้รับเรื่องมาจากทนายความของตระกูลอยู่วิทยา คือ นายธนิต บัวเขียว 

“ผมยืนยันว่าผลการตรวจสอบความเร็วของรถเฟอร์รารีในวันเกิดเหตุมีความเร็วประมาณ 76.175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้หลักการตรวจสอบทางวิศวกรรมศาสตร์ว่าด้วยการประเมินและความปลอดภัยทางถนน และหลักการการย้อนรอยอุบัติเหตุ”

รศ.ดร.สายประวิทธิ์ ขยายความอีกว่า “คลิปวิดีโอที่ผมได้รับมาตรวจสอบนั้น เป็นคลิปที่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายมาจากคลิปวิดีโอต้นฉบับ ซึ่งเล่นภาพที่มีความช้าระดับ 4 แต่ในหลักการตรวจสอบสามารถทำได้ ตามสูตร คือ ระยะทางหารด้วยเวลา ซึ่งระยะทางนั้น ผมใช้ความยาวของรถเฟอร์รารีตามเส้นทแยงมุม หารด้วยเวลาที่ปรากฏในคลิปคำนวณออกมาได้เวลาเฉลี่ย 0.25 วินาที ทำให้ได้ความเร็วเฉลี่ยที่ 76.175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งการนำความยาวของรถเป็นตัวหาร แทนระยะทางของถนนนั้น เพื่อลดความคลาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้น ส่วนการหาความเร็วของรถจักรยานยนต์นั้น ใช้หลักการเดียวกัน

เมื่อเปิดดูประวัติของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม เป็นผู้เชี่ยวขาญด้านออกแบบและการผลิต, ยานยนต์

ระดับการศึกษา – จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ปี 2534 สาขา Mechanical Engineering ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง

ปริญญาโท ที่ Leeds university, England ปี 2539 สาขา Automotive Engineering

ปริญญาเอก ที่ Leeds university, England ปี 2544 สาขา Mechanical Engineering

ด้านการทำงาน

ปี 2546 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ปี 2534 วิศวกรโรงงาน ฝ่ายซ่อมบำรุง บริษัท นวโลหะไทย จำกัด เครือซิเมนต์ไทย

ปี 2536-2552 อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล สถาบันเทคโนโลยีพระนครเหนือ

ปี 2552 ผู้ประสานงานหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ ระดับปริญญาโท บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิริธรไทย-เยอรมัน ภาควิชาวิศวรรมยานยนต์ (The Sirindhorn International Thai-German Graduate School of Engineering (TGGS))

ปี 2556-2559 หัวหน้าภาควิชาบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธรไทย-เยอรมัน

ปี 2556-2561 Technical Committee, Asean NCAP

ปี 2559 – 2561 หัวหน้าศูนย์วิจัยวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ (Automotive Safety and Assessment Engineering Research Center, ASAE-RC)

ปี 2552 รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

สำหรับ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม จัดได้ว่าเป็นนักวิชาการหนุ่ม ที่มีอนาคตไกล เป็นคนเรียนหนังสือเก่ง มีความรู้ ความสามารถสูง มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง ที่สำคัญเขาเป็นนักวิชาการในจำนวนไม่กี่คนใน มจพ.ที่ผู้บริหารมจพ.ให้ความไว้วางใจในการทำหน้าที่สำคัญๆอยู่บ่อยๆ

กับคำถามที่สังคมคาใจ ถึงการใช้ความยาวของรถเฟอร์รารีตามเส้นทแยงมุม และผลคำนวนความเร็วเฟอรารีออกมาดังกล่าว สวนทางกับนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำนวณความเร็วรถเฟอร์รารีวิ่งอยู่ที่ 177.12 กม./ชม.

ใครจะแบกรับความรับผิดชอบ หรือตอบสังคมให้เคลียร์ชัดๆๆ บ้าง? 

อธิบดีกรมการค้าภายใน รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่นครบรอบ 86 ปี ธรรมศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อธิบดีกรมการค้าภายใน รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่นครบรอบ 86 ปี ธรรมศาสตร์

อธิบดีกรมการค้าภายใน รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่นครบรอบ 86 ปี ธรรมศาสตร์24 กรกฎาคม 2563 – 13:55 น.

อธิบดีกรมการค้าภายใน รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่นครบรอบ 86 ปี ธรรมศาสตร์

อธิบดีกรมการค้าภายใน รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่นครบรอบ 86 ปี ธรรมศาสตร์

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เข้ารับมอบโล่เกียรติยศศิษย์เก่าดีเด่นจากศาสตราจารย์พิเศษนรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครบรอบปีที่ 86  ซึ่งในปีนี้ มีบุคคลสำคัญหลายท่านที่ได้เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นพร้อมกันในครั้งนี้ อาทิ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  นายชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม นายปสันน์ เทพรักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  

อธิบดีกรมการค้าภายใน รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่นครบรอบ 86 ปี ธรรมศาสตร์

รู้จัก “ดรุณวรรณ-ศิริภา” รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รู้จัก “ดรุณวรรณ-ศิริภา” รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์21 กรกฎาคม 2563 – 18:05 น.

รู้จัก “ดรุณวรรณ-ศิริภา” รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์ “มุ่งสร้างสรรค์ ไม่สร้างความขัดแย้ง” เดินหน้าทำงานต่อเนื่อง ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมชวนคนรุ่นใหม่ร่วมงานพรรคปชป.

นาทีนี้ สปอตไลฟ์ส่องมาที่ “สองรองโฆษกหญิง” พรรคประชาธิปัตย์ ในยุคอเวนเจอร์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” นำทัพ สองคน สองวัย เลือดใหม่ ปชป. น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งคู่ “นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย” และ “นางสาวศิริภา อินทวิเชียร” เป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) ถือเป็นกลุ่มคนเลือดใหม่ของพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ได้รับความไว้วางใจจาก “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็น “รองโฆษกพรรคปชป.” ในยุคที่มี “นายราเมศ รัตนะเชวง” ทำหน้าที่เป็นโฆษกพรรคปชป.

               นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย

“นางดรุณวรรณ” มีประสบการณ์การทำงานด้านสื่อสารการตลาดให้กับภาครัฐและเอกชน มาเกือบ 20 ปี จบการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาการสื่อสารประยุกต์ (Applied Communications) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า (เกียรติบัตรเรียนดี) 

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

ปัจจุบัน “นางดรุณวรรณ” กำลังศึกษาระดับปรัชญาดุษฏีบัณฑิต(ปริญญาเอก) สาขาสื่อสารการเมือง ที่วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาด (Marketing Communications) และการสร้างแบรนด์    

ไม่เพียงเท่านั้น “นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย” มีประสบการณ์ออกแบบแคมเปญการสื่อสารให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง และในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 นางดรุณวรรณ เป็นหนึ่งในคณะทำงานทีมนโยบายพรรค และเป็นผู้คิดสโลแกนหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” 

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

“นางดรุณวรรณ” นอกจากเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ”(คุญหญิงกัลยา โสภณพนิช) และเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจทันสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคณะกรรมการกิจการเยาวชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมถึงเลขาคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กรุงเทพมหานคร(กทม.)ที่รับผิดชอบด้านการสื่อสารอีกด้วย

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

“นางดรุณวรรณ”มีความสนใจในการทำงานด้านการเมืองมานาน เคยเป็นแกนนำกลุ่มบอกต่อความจริง กลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่ก่อตั้งโดยนางอานิก อัมระนันทน์

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่รองโฆษกหญิง เลือดใหม่ ปชป. อีกคน “นางสาวศิริภา อินทวิเชียร” นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีความสนใจด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ก่อนเข้าสู่การเมือง มีผลงานกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมากมาย เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มดีด้วยช่วยกัน และศิริอาสา อีกทั้งยังเป็น Global Shaper ตัวแทนคนรุ่นของ World Economic Forum และได้รับเลือกเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่กล่าวรายงานด้านสิ่งแวดล้อมในที่ประชุมสหประชาชาติในปี 2563 

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์
รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

ไม่เพียงเท่านั้น “นางสาวศิริภา อินทวิเชียร” ยังได้รับเลือกเป็นประธานสภาเสรีภาพและประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (เยาวชน)  จบการศึกษาปริญญาตรี จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ปริญญาโท ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยรีเจนท์ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการจัดการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

     นางสาวศิริภา อินทวิเชียร

ล่าสุด “นางสาวศิริภา อินทวิเชียร” ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากจะได้เห็นภาพการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนแล้ว

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

ยังได้เห็นนางสาวศิริภา ออกมาเรียกร้องเรื่องนมโรงเรียน การให้ความช่วยเหลือผู้กู้ยืมกองทุนเพื่อการศึกษา(กยศ.) และได้จัดทำสื่อแนวทางการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  และแอพพลิเคชั่นเช็คชื่อเข้า-ออกสถานที่ อย่างรัฐสภา“ดรุณวรรณ-ศิริภา” สองรองโฆษกหญิงเลือดใหม่ ปชป. ประสานเสียงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสมาร่วมงาน ตามความสามารถและศักยภาพอย่างเต็มที่ และอยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยกัน 

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์
รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

“กับบทบาทการเป็นทีมโฆษกพรรคภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปตย์ได้ให้แนวทางที่ชัดเจน ในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการสื่อสารเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของพรรคภายใต้แนวทาง “ทำได้ไว ทำได้จริง” ที่สอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก มากกว่าการโต้แย้งทางการเมือง” สองรองโฆษกหญิงเลือดใหม่ ปชป. กล่าวประสานเสียง

รู้จัก "ดรุณวรรณ-ศิริภา" รองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์

นับจากนี้ไป จับตามอง “ดรุณวรรณ-ศิริภา” สองรองโฆษกหญิง เลือดใหม่พรรคประชาธิปัตย์ยุค”อเวนเจอร์” หลังสถานการณ์โควิด-19 สู่ยุคนิวนอร์มอล รอวันพิสูจน์ผลงานในสนามการเมือง ว่าทั้งคู่จะ “ทำได้ไว ทำได้จริง” จริงหรือไม่?? 

 0กมลทิพย์  ใบเงิน 0 เรียบเรียง

สิ้น…ตำนานเสือข้ามห้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิ้น…ตำนานเสือข้ามห้วย

สิ้น...ตำนานเสือข้ามห้วย12 กรกฎาคม 2563 – 16:13 น.

สิ้น “พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์”อดีต ผบ.ทบ.ทหารอาชีพเจ้าของตำนาน”เสือข้ามห้วย”บทพิสูจน์ การคืนความชอบธรรมในโผทหาร มีจริง!!  13 ก.ค. นี้พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam แจ้งข่าวเศร้า สูญเสีย พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ อดีต ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนที่ 29 ด้วยโรคตับ

สิ้น “พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์”อดีต ผบ.ทบ.ทหารอาชีพเจ้าของตำนาน“เสือข้ามห้วย”บทพิสูจน์ การคืนความชอบธรรมในโผทหาร มีจริง!!

“พลเอก ประมณฑ์ ผลาสินธุ์” อดีต ผบ.ทบ.คนที่29 เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อคืนนี้ ที่รพ.พระมงกุฎฯ ในวัย84 ปี เศษด้วยโรคตับ

พลเอก ประมณฑ์ ได้ชื่อว่า เป็นทหารอาชีพ และเป็นนายทหารที่พูดน้อย พูดเสียงเบาๆ แต่มีความแหลมคมใต้ความสุขุม ตามสไตล์นายทหารสายบุ๋น ที่โตมาในสายยุทธการทหารบก ที่โตตามไลน์ของสายพิราบ

เป็นทั้ง ผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหารบก- รองเจ้ากรมยุทธการทหารบก-เจ้ากรมยุทธการทหารบก และ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ -รองเสนาธิการทหารบก และขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก และขยับผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และถูกจับตามองว่า มีความเหมาะสมที่จะเป็น ผบ.ทบ.

แต่เจอ เกมการเมืองภายในทบ. ช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หลังจาก พลเอก วิมล วงศ์วานิช ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน บิ๊กตุ๋ย พลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี ที่ถูกเด้งไปเป็น รองปลัดกลาโหม เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อ เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้น หลัง บิ๊กสุ พลเอก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ลาออก

พลเอก วิมล เป็น ผบ.ทบ. นาน3 ปี เตะโด่ง พลเอกประมณฑ์ รุ่นน้อง จปร.6 จาก ผช.ผบ.ทบ. ที่เข้าไลน์จ่อเป็น ผบ.ทบ. ส่งไป บก.สูงสุด เป็น เสนาธิการทหาร

เพื่อเปิดทางให้ พลเอก ไพบูลย์ เอมพันธุ์ ผช.ผบ.ทบ. เพื่อนจปร.5 ของ พลเอกวิมล ขึ้นรอง ผบ.ทบ. จ่อเป็น ผบ.ทบ.ไว้

แต่จากนั้น มีการเปลี่ยนรัฐบาล จาก ชวน หลักภัย มาเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกฯ และ บิ๊กจิ๋ว พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น รมว.กลาโหม

มีการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ครั้งใหญ่ ต.ค.2538….. เป็นตำนาน แห่งการโยกข้ามห้วย สลับไขว้

ทั้ง การ ดึง พลเอก วิโรจน์ แสงสนิท แกนนำ จปร.5 จาก ที่ถูกเด้งเพราะพฤษภาทมิฬ2535 เป็น รองปลัดกลาโหม ได้ข้ามไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุด. เพราะสายสัมพันธ์ กับนายบรรหาร

ขณะที่ พลเอกชวลิต คืนความชอบธรรมให้ พลเอก ประมณฑ์ เสธ.ทหาร ด้วยการ ส่งข้ามห้วยจาก บก.สูงสุด สนามเสือป่า กลับ มัฆวานฯ มาเป็น ผบ.ทบ. ในฐานะที่ทำงานใน กรมยุทธการทหารบก มากับ บิ๊กจิ๋ว ทำงานมาด้วยกัน รู้มือกัน และเห็นว่า โตมาตามเส้นทางด้วยความรู้ความสามารถ มาตามลำดับ

แล้ว ประนีประนอม ส่ง พลเอกไพบูลย์ เอมพันธุ์ ที่จ่อเป็น ผบ.ทบ. ข้ามไปเป็น ปลัดกลาโหม

พลเอกประมณฑ์ เป็นผบ.ทบ. ตั้งแต่1 ตุลาคม 2538 – 30 กันยายน 2539 และเกษียณราชการ และไม่มายุ่งเกี่ยวใดๆกับกองทัพบก. แต่ยังมีลูกชาย สายเลือดทหารบก คือ บิ๊กเบิร์ด พลเอก ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ รองเสธ.ทหาร และ เสธ.เบียร์ พลตรี ปิยะพล ผลาสินธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทบ.

พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พร้อมด้วยเครื่องเกียรติยศประกอบศพ ในวันจันทร์ที่ 13 ก.ค.2563 เวลา 17.45น.ที่ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน และสวดพระอภิธรรม 18.00 น.

ขอแสดงความเสียใจ กับ ครอบครัว ผลาสินธุ์

Fb.Wassana Nanuam

ขอบคุณ Wassana Nanuam

นักรบแรงงาน ที่เสียชีวิตที่อิสราเอลกลับถึงไทยวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นักรบแรงงาน ที่เสียชีวิตที่อิสราเอลกลับถึงไทยวันนี้

นักรบแรงงาน ที่เสียชีวิตที่อิสราเอลกลับถึงไทยวันนี้6 กรกฎาคม 2563 – 10:30 น.

“นายชาตรี ไชยฤทธิ์” นักรบแรงงาน ที่เสียชีวิตที่ประเทศอิสราเอล ร่างไร้วิญญาณจะถูกจะส่งถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิกรุงเทพฯ จากนั้น Kerry จะนำส่งบ้านภรรยาและลูกที่จังหวัดบึงกาฬ

เมื่อวันที่ 6 กรกฏาคม 2563 นายสมคิด หอมเนตร อตีดที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการแรงงาน และสวัสดิการสังคมวุฒิสภา โพสต์ข้อความว่า คุณ คือ นักรบแรงงานทึ่ช่วยเศรษฐกิจไทย แด่ นายชาตรี ไชยฤทธิ์ แรงงานไทย ที่เสียชีวิตทีอิสราเอล ในวันที่คุณเดินทางไป เปี่ยมด้วยพลังและความหวัง กับงานภาคการเกษตร ณ ประเทศอิสราเอล 

ในเวลา 13.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 ร่างที่ไร้วิญญาณ จะถูกนำส่งถึง สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และ Kerry จะนำส่ง นายชาตรี ไชนฤทธิ์ ไปยังบ้านภรรยาและลูก ณ บ้านหนองไชยงานใต้  ตำบลป่งไฮ  อำเภอเซกา  จังหวัดบึงกาฬ บ้านของภรรยา น.ส.สุพัชชา สิงห์แก้ว

ทำบุญอุทิศเป็นเวลา 3 วัน นับจาก วันทึ่ 7 กรกฎาคม 2563  ไปสู่สุขคติโลกสวรรค์ นะ นักรบแรงงานไทย  นายชาตรี ไชยฤทธิ์ ภรรยา และ ลูก จะรำลึกถึงคุณตลอดไป

ด้วยอาลัยยิ่ง 

จาก.. นายสมคิด หอมเนตร อตีดทึ่ปนึกษาคณะกรรมาธิการแรงงาน และสวัสดิการสังคมวุฒิสภา พ.ศ.2543-2549

    6 กรกฎาคม 2563

เปิดไอเดีย “ครูเบล” ผู้หญิงเก่ง ยุคนิวนอร์มอล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดไอเดีย “ครูเบล” ผู้หญิงเก่ง ยุคนิวนอร์มอล

เปิดไอเดีย "ครูเบล" ผู้หญิงเก่ง ยุคนิวนอร์มอล22 มิถุนายน 2563 – 18:10 น.

เปิดไอเดียผู้หญิงเก่ง “ครูเบล” กับประสบการณ์เรียนในสิงคโปร์กว่า 7 ปี มีผลการเรียนเป็นอันดับ 1 ของชั้น ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน เผยเคล็ดลับความสำเร็จต้องสร้างเป้าหมาย พร้อมแนะผู้ปกครองยุค New normal

ระบบการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ถือได้ว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก แต่การที่เด็กไทยจะสอบเข้าโรงเรียนของรัฐบาลสิงคโปร์ได้นั้น เป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะด่านแรกที่เด็กจะต้องผ่านก็คือ การสอบ AEIS (Admissions Exercise for International Students) ซึ่งเป็นข้อสอบสำหรับเด็กต่างชาติที่ไม่ใช่คนสิงคโปร์ นับเป็นประตูสำคัญในการไปหาประสบการณ์การศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ 

อย่างไรก็ตามหากย้อนไปดูประวัติเด็กไทยที่เคยไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ ป.4 และจบ sec 4 ( O-Level) โดยในระดับการศึกษา Sec 1 – 3 มีผลการเรียนเป็นอันดับ 1 ของชั้นติดต่อกัน 3 ปีซ้อน เธอคือคุณศุภนุช ชือรัตนกุล หรือที่เด็กๆ หลายคนเรียกเธอว่า “ครูเบล”

คุณศุภนุช ชือรัตนกุล (ครูเบล) เล่าย้อนให้ฟังถึงประวัติสมัยเริ่มไปสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ว่า ความสำเร็จของเบลในวันนั้นมาจากครอบครัวก็คือคุณแม่ ซึ่งท่านเป็นคนเก่งมีวิสัยทัศน์ที่ดีและกล้าตัดสินใจ ถ้ารู้ว่าอะไรดีจะพุ่งไปที่เป้าหมายนั้นและวางเส้นทางไว้ให้ลูก ๆ

โดยพี่ชายของเบลเป็นคนแรกที่ไปสิงคโปร์ตั้งแต่เด็ก ตอนเดินทางไปใหม่ ๆ แม่บอกเพียงแค่ว่าจะพาพวกเราไปเที่ยวและสั่งให้ทุกคนเก็บของ แต่พอไปถึงสิงคโปร์เท่านั้นแม่ก็พาไปดูบ้าน Host family ที่จะให้พี่ชายไปพักอยู่ แม่ของเบลใช้อุบายให้พี่ชายไปเล่นสระว่ายน้ำ สักพักแม่ก็บอกว่าให้อยู่ที่บ้านนี้นะ จากนั้นแม่ก็กลับกรุงเทพฯ ทันทีแบบที่พี่ชายเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว 

ส่วนคนที่สองคือตัวเบลเอง ซึ่งก่อนที่จะเดินทางไปสิงคโปร์เบลรู้อยู่ในใจแล้วว่าแม่ต้องการให้อยู่สิงคโปร์เช่นเดียวกับพี่ชายเพียงแค่อยู่กันคนละโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งในช่วงแรกที่เบลไปอยู่บอกได้เลยว่าฟังภาษาอังกฤษไม่ออกและพูดไม่ได้เลย ทำให้น้ำหนักลดลงไปถึง 13 กิโลกรัม แต่ไม่นานภายใน 3 เดือน ก็เริ่มพูดได้ เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ไปอยู่ 

เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่ทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษ เราจึงต้องปรับตัวและอยู่กับมันให้ได้ เบลได้เริ่มเรียนที่สิงคโปร์ตั้งแต่อายุ 11 – 17 ปี คือแรกเริ่มเข้าตั้งแต่ ป.4 และจบ sec 4 (O-Level) โดยในระดับการศึกษา Sec 1 -3 มีผลการเรียนเป็นอันดับ 1 ของชั้นติดต่อกัน 3 ปีซ้อน 

และได้กลับมาศึกษาต่อในระดับปริญาตรี Mahidol University International College (MUIC) สาขาวิชาชีววิทยา โดยมีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 และได้รับทุนรัฐบาลไทยให้ศึกษาต่อปริญญาโทที่สถาบัน Asian Institute of Technology (AIT) และนอกจากผลงานด้านการศึกษาแล้ว ช่วงที่กำลังเรียนอยู่มีความสนใจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย จึงได้สมัครและรับทุนแลกเปลี่ยนในต่างประเทศถึง 9 ประเทศ ยังได้ร่วมกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย

ครูเบล เปิดเผยด้วยว่า สำหรับในยุค New normal ซึ่งเกิดขึ้นมาจากภาวะวิกฤตการระบาดของโควิด-19( COVID-19) ส่งผลให้โรงเรียนต้องเลื่อนการเปิดเทอม เด็กนักเรียนและผู้ปกครองเองก็ต้องมีการปรับตัว

“ในมุมมองของเบลมองว่า อารมณ์ของเด็ก ๆ ตอนนี้อยากไปโรงเรียนมาก เนื่องจากจะได้เจอเพื่อน ๆ ได้เรียนหนังสือ ในขณะที่ผู้ปกครองเองก็เริ่มรับมือไม่ไหวที่จะต้องเฝ้าเด็กในช่วงที่ต้องเรียนออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก ที่มักจะอยู่ไม่นิ่ง อย่างไรก็ตามยอมรับการเรียนแบบตัวต่อตัวจะช่วยให้เด็กมีสมาธิและจดจ่อกับการเรียนมากกว่า”ครูเบล ระบุ

 แต่สำหรับการเรียนออนไลน์ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่เด็ก ๆ ในต่างจังหวัด ได้เข้าถึงเนื้อหาเท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ ๆ ทำให้เด็กสามารถเรียนกับครูดัง ๆ ได้ ซึ่งที่สิงคโปร์ได้ทำการเรียนออนไลน์แล้วสามารถประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาการเรียนได้มากขึ้น แต่ของประเทศไทยเรานั้นมีอุปสรรคที่สำคัญคือ ความไม่พร้อมในเรื่องเทคโนโลยี เด็กต้องมีอุปกรณ์ที่ดีสามารถรองรับการเรียนออนไลน์ได้ และก็ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยิ่งถ้าเป็นในพื้นที่ห่างไกลการเข้าถึงยิ่งยากลำบากกว่า

สำหรับในมุมมองของผู้ปกครองเองต่างก็ต้องคำนึงความปลอดภัยของบุตร-หลานด้วยเป็นหลัก โรงเรียนหรือสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ ก็ต้องเตรียมมาตรการการป้องกันไว้อย่างดี ผู้ปกครองบางท่านเลือกที่จะรอให้การระบาดของ COVID-19 ผ่านพ้นไปก่อนค่อยส่งบุตร-หลานไปเรียน

การเรียนออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้ แต่หากมีความกังวลว่าการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ไม่มีความเข้มข้นเท่าการไปโรงเรียน ทางเบลเองก็มีวิธีแก้คือปรับที่คอนเทนต์ ถ้าเด็กเรียนแล้วไม่สนุกหรือรู้สึกว่าเด็กไม่จดจ่อกับการเรียน ครูก็ปรับต้องปรับคอนเทนต์เป็นรูปแบบอื่นเช่น วีดีโอ หรือการ์ตูน เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจและสามารถนั่งเรียนต่อเป็นชั่วโมงได้

“ เบลจะบอกและสอนน้อง ๆ เสมอโดยเฉพาะคนที่อยากไปเข้าเรียนที่สิงคโปร์ คือ ต้องกล้าตั้งเป้าหมายให้สูงไว้ เพราะที่นั่งที่กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ได้จัดให้กับเด็กต่างชาตินั้นมีน้อย สิงคโปร์จะใช้วิธีให้เด็กจากทั่วโลกมารวมกันแล้วสอบแข่งขันเพื่อคัดนักเรียนท็อป 10 แต่ก็ยังมีเด็ก ๆ อยากจะไป เพราะระบบการศึกษาของสิงคโปร์นั้นถือว่าอยูในอันดับต้น ๆ ของโลก

ด้วยการเรียนการสอนที่เป็นระบบ ไม่เน้นท่องจำ แต่เน้นการเข้าใจ เน้นแอปพลิเคชั่นให้เด็กเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก และมีความปลอดภัย สุดท้ายอยากจะบอกว่าการที่เด็กจะเก่งหรือไม่เก่งต้องดูที่เด็กคนนั้นมีเป้าหมายไหม เบลจะเน้นย้ำสอนการตั้งเป้าและส่งเสริมให้เด็กลงมือทำด้วยตัวเอง” ครูเบล กล่าวทิ้งท้าย

เปิดไอเดีย "ครูเบล" ผู้หญิงเก่ง ยุคนิวนอร์มอล

โบว์ เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/431095?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_people

โบว์ เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย

โบว์ เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย

“โบว์ ณัฎฐา” หนึ่งในแกนนำ”วิ่งไล่ลุง”เธอเป็นผู้หญิงร่วมสมัยและกล้าเผชิญความจริง กับโพสต์ล่าสุดของเธอ..โบว์เจอคุกคาม เลิกผู้ชายคนสุดท้าย

นับแต่กิจกรรมวิ่งไล่ลุง “โบว์” ณัฎฐา มหัธนา ก็แทบจะลดบทบาทนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน มีแต่การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการบ้านการเมืองผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Bow Nuttaa Mahattana

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2563 “โบว์” สะเทือนใจจากข่าว 5 ครูข่มขืนนักเรียนที่มุกดาหาร เฉพาะประเด็นการคุกคามทางเพศ “การที่ครูถ่ายคลิปขู่แล้วได้ผล ในการปิดปากเหยื่อด้วยความกลัวมานานนับปี ก็เพราะค่านิยมและปฏิกิริยาของสังคมและสื่อต่อคลิปแอบถ่ายหรือภาพที่ผิดกฎหมายต่างๆ คนจำนวนมากเห็นเป็นความบันเทิง”

ตัวเธอเองก็พานพบเรื่องนี้มาแล้ว และไม่อยากให้เกิดกับใครอีก “ทุกวันนี้โบว์ก็ยังถูกคุกคามอยู่ตลอด และอาจจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต..”

แล้ว “โบว์” ยังได้บอกเล่าเรื่องส่วนตัวต่อผู้คนอีกครั้ง เธอเป็นผู้หญิงร่วมสมัย และกล้าเผชิญความจริง

“จริงๆการที่เราตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับคนที่เคยคบคนสุดท้ายไปเมื่อปลายปี นอกจากเหตุของการถูกคุกคามต่างๆตามที่เคยพูดไป และการที่ได้ทราบว่าภรรยาคนแรก ยังมีอิทธิพลในชีวิตเขาอยู่ในระดับที่เราไม่ค่อยสะดวกใจแล้ว ก็คือความรู้สึกบั่นทอนจากความไม่เท่าเทียม ในเรื่องเดียวกันผู้หญิงถูกกระทำหนักกว่ามาก ในขณะที่ผู้ชายไม่ต้องรับแรงปะทะมากเท่า และเรารับมือกับมันด้วยตัวเองมาโดยตลอด”

โบว์ไม่ใช่นักสิทธิสตรีจ๋า แต่เรื่อง “ผู้ชายคนสุดท้าย” กระทบความรู้สึกเธอมาก “จากคนที่ไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างทางเพศมากนักในสังคมไทย ก็เลยค่อยๆเข้าใจว่า “สังคมชายเป็นใหญ่” แปลว่าอะไร”

โบว์เข้ามาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน เพราะแรงบันดาลใจจาก “ไผ่ ดาวดิน” หรือจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ออกมาคัดค้านการรัฐประหาร

ปลายปี 2561 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “อั้ม อิราวัต” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโบว์ ได้เล่าเรื่อง “ผู้ใหญ่” คนหนึ่งที่สนใจการทำกิจกรรมของเธอ และขอมารับเธอที่สนามบิน เมื่อปี 2560 เวลานั้นเธอเป็นแกนนำคนอยากเลือกตั้ง

“โบว์เป็นคนร่วมสมัยไม่ถึงกับหัวโบราณ แต่ก็ไม่ใช่เปิดรับทุกสิ่งไม่ได้เปิดกว้างเรื่องความสัมพันธ์ขนาดที่ใครจะเข้ามาได้ง่ายๆ ในชีวิต”

คนทั้งประเทศก็รู้ว่า ผู้ชายวัยกลางคนที่เข้ามาในชีวิตสาววัย 40 ปี เป็นใคร? เบื้องหลังครอบครัวเป็นอย่างไร? รู้ว่าเขาหย่าขาดกับภรรยา-ลูกหลานเจ้าสัวแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวความรักของเธอกับผู้ใหญ่คนนั้น ก็จบลงแล้ว ตามที่โบว์โพสต์ในเฟซบุ๊ก