ย้อนรอย..สิงห์เหนือ ” พระชลอ อิสโร” แค่เสียดายยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/283618

ย้อนรอย..สิงห์เหนือ ” พระชลอ อิสโร” แค่เสียดายยังไม่พอ

คนในข่าว  :  20 มิ.ย. 2560
ทำหน้าที่ชุมชนและมวลช, ชลอ เกิดเทศ, พลตทชลอ เกิดเทศ, พลตทชลอ, ชลอ เพชรซาอุ, คดีเพชรซาอุฯ, เกรียงไกร เตชะโม่ง, ชลอบวชแล้ว, ชลอบวช, ชลอเกิดเทศบวชแล้ว, พระ ชลอ อิสโร, พระชลอ อิสโร, มือปราบพระกาฬ, ย้อนรอยสิงห์เหนือ, พระชลอ, สิงห์เหนือ, ผู้ยิ่งใหญ่, ชลอ, ป๋าลอ, สกุลเดิม พลทรัพย์, เสียชีวิต, ปี 2525- 2538

บางคนถามว่าเขาไปไหน บอกเลย ชลอ เกิดเทศ อดีตมือปราบพระกาฬ ฉายา “สิงห์เหนือ” ยังอยู่ และเพิ่งบวชเป็นพระ มีฉายาแปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่” ว่าแต่ทำไมต้องได้ฉายานี้?!

          บางคนถามว่าเขาไปไหน บางคนตอบว่าเขาติดคุก บางคนเถียงว่าเขาออกมาแล้ว ขณะที่บางคนคิดว่าเขาไปไกลกว่านั้น

        แต่บอกเลยวันนี้ ชลอ เกิดเทศ ยังอยู่ และเมื่อ17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่งบวชเป็นพระที่วัดดัง จ.แพร่ ฉายา ‘พระชลอ อิสโร” ที่แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมระบุเหตุผลที่บวชที่วัดแพร่ธรรมาราม แห่งนี้ ว่ามาด้วยศรัทธาในหลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เจ้าอาวาส

        และหลังจากนี้ พระชลอจะย้ายไปจำอยู่ที่วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดสาขา และคาดว่าจะครองผ้าเหลืองปฏิบัติธรรมต่อให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าร่างกายจะไม่ไหว

        ถึงตรงนี้ หลายคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ อาจต้องถามว่าเขาเป็นใคร ก็ต้องทวนซ้ำ!

        แต่ก่อนอื่น บอกเลยว่าคนๆ นี้เรียกได้ว่าเคยมีทั้งอำนาจ และบารมีกว้างขวางในหลายวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอล และก็ยัง เป็นอีกตัวอย่างของชีวิตถึงขีดสูงสุด และกลับคืนลงสู่สามัญของแท้

         พระชลอ อิสโร เดิมชื่อ “ชลอ” นามสกุลอาจจะ “เกิดเทศ” แต่เขาถือกำเนิดที่เมืองไทย เมื่อ 28 สิงหาคม 2481 เป็นชาวกรุงเทพฯ บิดาคือ พันโทแช่ม มารดาคือ ทองคำ เกิดเทศ

          ชีวิตส่วนตัว พระชลอครั้งยังเป็น นายชลอ ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่า “ป๋าลอ” สมรสครั้งแรกกับ สุรางค์ (สกุลเดิม พลทรัพย์) ซึ่งภายหลังได้หย่าขาด แต่ก็มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ชอบรบ (เสียชีวิต), ชนม์ยืน และ กุมาริภา เกิดเทศ

          อย่างไรก็ดี ต่อมาป๋าลอสมรสใหม่กับ มิเชล รัสเซล (อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ ร.ร.นายร้อยตำรวจสามพราน) ซึ่งมีบุตรติดมา 2 คน โดยเธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้วในวัย 77 ด้วยอาการมะเร็งกระเพาะอาหาร

          สำหรับความรักของป๋าลอหนนี้ น่าสนใจเพราะที่จริงนั้น เริ่มคุตั้งแต่ ป๋าลอเรียนอยู่ร.ร.นายร้อยสามพราน แต่ก็มีเหตุให้แยกย้ายเมื่อฝ่ายหญิงกลับประเทศจนไปมีครอบครัว ครั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างหย่าร้าง ก็หวนกลับมาครองรักกันใหม่ จนวาระสุดท้าย

          อย่างไรก็ดีก่อนเสียชีวิต ภรรยาแหม่มของป๋าลอคนนี้ ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัท ไวท์ ไดมอนด์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตเครื่องประดับจากอัญมณีในไทยอีกด้วย

          ย้อนไปในวัยเรียน หลังจากป๋าลอจบมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ แล้วไปต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จบในรุ่น 15 เขาก็เริ่มรับราชการอยู่ที่ สน.นางเลิ้ง กทม. แล้วย้ายลงใต้ไปประจำที่ พังงา, ขึ้นมาอยู่ หนองคาย, พระนครศรีอยุธยา, ตาก, ลพบุรี ตามลำดับ

          กระทั่งมารับตำแหน่งรองผู้บังคับการกองปราบปราม และรับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ยศพลตำรวจตรี ได้ฉายาว่า “สิงห์เหนือ” เจ้าพ่อแห่งคุ้มพระลอ จ.ตาก และได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ

          ฉายาสิงห์เหนือ ก็ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากผลงานเด็ดๆ ที่ต้องยกเป็นมือปราบระดับพระกาฬ แถมยุคหนึ่งป๋าลอยังขึ้นหม้อได้เป็นถึงนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย (ปี 2525- 2538) ต่อจาก ประชุม รัตนเพียร และยังเคยเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทยอีกด้วย

          ชื่อชั้นของป๋าลอเวลานั้น บอกเลย ไม่มีใครไม่รู้จัก!!

          ช่วงปี 2529 ป๋าลอ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร 3 จากนั้นปีเดียวไปเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา จนปี 2532 ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผ่านไปสองปี วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2534 เขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ (ทำหน้าที่ชุมชนและมวลชนสัมพันธ์)

          และผ่านไปแว้บเดียว วันที่ 7 พฤษภาคม 2534 เขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ แต่ก็มีเหตุให้ออกจากราชการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2537 เนื่องด้วยคดีดังเพชรซาอุ ที่ทำให้เขา พล.ต.ท.ชลอขณะนั้น มีชะตาชีวิตที่พลิกคว่ำขะมำหงาย จากตำรวจมาเป็นนักโทษประหาร

          เนื่องจากไปเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขันฑ์ ลูกเมียของเจ้าของร้านเพชรย่านบ้านหม้อ ที่มือโจรกรรมเพชรซาอุ นามว่า “เกรียงไกร เตชะโม่ง” ชาวลำปาง นำเพชรไปขายให้ ป๋าลอในฐานะผู้รับผิดชอบทำคดี ก็เดินหน้าเต็มที่จนสามารถนำคนร้าย ผู้รับซื้อของโจรและเพชรของกลางกลับมาได้ และส่งคืนไปยังราชวงศ์ซาอุฯ

          แต่ทว่าภายหลังหลับพบว่าเพชรที่ตำรวจไทยส่งคืนกลับไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพชรปลอม! งานเลยเข้าป๋าลออย่างจัง ต้องเร่งสะสาง ไปตามหาเจ้าของร้านเพชรดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง โดยใช้วิธีจับลูกเมียมาเป็นตัวประกัน แต่การณ์พลิกกลายมาเป็นคดีอุ้มฆ่าในที่สุด

          สุดท้าย คดีนี้ว่ากันยาวนานร่วม 15 ปี มามีคำตัดสินเอาปี 2552 ที่ป๋าลอจำเลยที่ 1 และพวกโดนไปหนักหนา ขณะที่ยังมีหลายคนที่เสียชีวิตไปด้วยระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ของป๋าลอนั้นโดนตัดสินประหารชีวิต

          อย่างไรก็ดี เวลาผันผ่าน เรื่องราวของป๋าลอเหลือไว้แต่บทสรุปที่ว่า เขาเคยเป็นนักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาประหารชีวิตในคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกในตระกูลศรีธนะขัณฑ์

          ถูกตัดสินจำคุกในคดียักยอกเพชรซาอุฯ ซึ่งเป็นของกลางในคดี รวมทั้งยังถูกจำคุกในคดีอุ้มสันติ ศรีธณะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชรย่านบ้านหม้อ แต่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษถึง 3 ครั้ง จนเข้าเงื่อนไขการพักการลงโทษ

          ต่อมาได้ถูกถอดยศ และถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในปี 2553 กลายเป็น”นาย” ชลอ เกิดเทศ แต่ต่อมาไปเปลี่ยนชื่อเป็น “ธัชพล เกิดเทศ” จนเมื่อถูกจองจำนานกว่า 19 ปี เขาได้รับอิสระเมื่อ 25 ตุลาคม 2556 ขณะอายุ 72 ปี

          ทั้งนี้ หลังจากนั้นคนไทยได้เห็นเขาปรากฏตัวผ่านสื่อสองสามหน หนหนึ่งคือ การไปร่วมงานบวชของ พระเกรียงไกร (เตชะโม่ง) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ที่วัดท่ามะเกว๋น ม.3 ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ที่เจ้าตัวระบุว่า บวชเพื่อล้างอาถรรพ์ของเพชรซาอุฯ

          และอีกครั้ง ในงานศพของภรรยาแหม่ม ช่วงสิงหาคมปีเดียวกัน ที่วัดวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

          ป๋าลอ ในวัย 79 แม้จะมีอาการป่วยเป็นอัมพฤกษ์ท่อนล่าง หลังคิดดีแล้วว่าจะละชีวิตบั้นปลายอันแสนสบายกับลูกสาว และลูกชายที่ “คุ้มพระลอ” ริมน้ำปิง จ.ตาก อาณาจักรที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยยังรุ่งเรือง ในฐานะผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดตาก

          ในที่สุด เขาก็เลือกที่จะหันไปฝากชีวิตไว้ในร่มกาสาวพัสตร์แทน

เข็มทิศ “ครูอ้อย” ที่แท้ก็ลูก “ผู้มีบารมี” ถึงได้ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/283376

เข็มทิศ “ครูอ้อย” ที่แท้ก็ลูก “ผู้มีบารมี” ถึงได้ไม่ธรรมดา

คนในข่าว  :  19 มิ.ย. 2560
ครูอ้อยเจอเอ๋, ครูอ้อย ฟังชัดๆ, ค่าเรียนแพงมาก, เข็มทิศชีวิตค่าเรียน, คอร์สเข็มทิศชีวิต, ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต, ครูอ้อย ฐิตินาถ, ฐิตินาถ ณ พัทลุง, ครูอ้อยเข็มทิศชีวิต, เข็มทิศชีวิต, เข็มทิศ, ครูอ้อย, ถึงได้ไม่ธรรมดา, ขนลุกซู่, Working Diamond, น้องทะเล, กฎแห่งความสุข, จิตใต้สำนึก, มั่งคั่ง

ต่อ อีพี.2 กันเลยรออะไร กับเรื่องราวของ “ครูอ้อย” ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่พอรู้ประวัติของเธอ มีอันจะต้อง”ขนลุกซู่” กันอีกรอบ!

          ต่อ อีพี.2 กันเลย รออะไร กับเรื่องราวของ “ครูอ้อย” ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่ไหนๆ ก็กำลังร้อน งานนี้เลยต้องจัดต่อให้จบ

          เพราะลำพังการขุดคุ้ยของสื่อมวลชนเกี่ยวกับราคาค่าอบรมจนได้รับรู้พร้อมกันว่า “แพงมาก!!”  ยังไม่ทำให้ขนตั้งเท่าไหร่ แต่พอขุดลงไปอีกถึงชีวิตของครูอ้อย สุดท้ายก็ต้องมีอัน “ขนลุกซู่” กันอีกรอบ เพราะชีวิตของเธอนั้น อ่านแล้วรู้เลยว่าทำไมเธอถึงมาได้ขนาดนี้

          ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือที่เราเรียกเธอว่า “ครูอ้อย” เกิดวันที่เกิด 23 มีนาคม 2512 เป็นบุตรของ ไสวและอารีย์ ณ พัทลุง เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 3 คน ชาย 1 คน หญิง 2 คน

          น้องชายคือ ณรงค์พร ณ พัทลุง หรือปลัดแป้น ผู้กว้างขวางในแวดวงราชการท้องถิ่น วนเวียนรับราชการอยู่ในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ขณะที่น้องสาว คือ ศิริรัตน์ ณ พัทลุง ต.สุวรรณ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “เข็มทิศหัวใจ” หลายคนน่าจะเคยผ่านตากันไปแล้ว

          ครูอ้อยมีระดับการศึกษาที่ดีมาก เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างมีอันจะกิน โดยไสวนั้น เป็นเจ้าสัวใหญ่แห่งจังหวัดสงขลา บางคนจะรู้จักเขาในฐานะอดีตนายกสมาคมธุรกิจจังหวัดสงขลา และเจ้าของโรงแรมพิงค์ เลดี้ หาดใหญ่ หรือบางคนจะรู้จักเขาในฐานะเจ้าของธุรกิจบันเทิงที่คนในพื้นที่รู้จักกันดี

          แต่ในทางการเมือง บิดาของครูอ้อยยังกว้างขวางขนาดเคยเป็นถึงผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน “พรรคเพื่อไทย” ภาคใต้อีกด้วย

          เขามองเห็นอนาคตลูก ถึงขนาดตัดสินใจส่งครูอ้อย ทั้งที่ยังเป็นเด็กผู้หญิงวัยเพียง 11 ไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ และสิ่งที่เธอได้รับกลับมาก็คือปริญญาตรีและโทจากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอนดอน สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น

          เรียนจบกลับมาบ้านเกิดไทยแลนด์ เธอก้าวสู่ธุรกิจอัญมณี แม้ว่าหน้าที่ของเธอจะเป็นการดึงนักลงทุนต่างประเทศให้มาลงทุนในเมืองไทย ทำแผนวิเคราะห์การลงทุน การตลาด แต่เธอก็เรียนรู้ธุรกิจอัญมณี บ่มเพาะองค์ความรู้และประสบการณ์ จนเข้าปีที่ 5 จึงออกมาทำร้านเพชรของตนเอง

          งานนี้ครูอ้อยลงทุนร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ชื่อร้านว่า Diamond Today ซึ่งภายหลังพัฒนามาจนประสบความสำเร็จในชื่อ “Working Diamond” ด้วยวิสัยทัศน์ของตัวเองที่เน้นตลาดเพชรของคนชั้นกลางถึงรายได้น้อย ราคาตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท แต่ต้องเป็นเพชรแท้ที่ใครๆ ก็ใส่ได้

          ตรงนี้ชีวิตของครูอ้อยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยน ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังตั้งตัวไม่ทัน เมื่อ Working Diamond ซึ่งไปได้ดีมาก โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 5 ธันวาคม 2539 กำลังผลิดอกออกผล มีสาขาแรก 3 ที่ ตามห้างใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ ต่อมายังเปิดเพิ่มอีกเป็น 7 สาขาถาวร และ 2 สาขาสัญจร ที่จะไปจัดโปรโมชั่นตามศูนย์การค้าต่างๆ

          แต่อยู่ๆ ข่าวร้ายก็จัดหนักตามมาติดๆ โดยช่วงวันปีใหม่ 2540 สามีของครูอ้อย ซึ่งทำธุรกิจบ้านจัดสรรและโรงแรมทางภาคใต้ และเพิ่งแต่งงานได้ปีเดียว เกิดประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ซึ่งขณะนั้นครูอ้อยเพิ่งมีอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น และเพิ่งมีบุตร 1 คน อายุเพียง 11 เดือน ชื่อ ด.ช.ธฤต ณ พัทลุง (น้องทะเล)

          และที่เหมือนอาฟเตอร์ช็อก คือ มรดกที่สามีทิ้งไว้ให้คือ หนี้ 100 ล้าน โดยในวันสวดศพเจ้าหนี้พากันมารุมทวงหนี้จนพิธีเกือบล่ม เธอเล่ากับ Women mthai team ว่า วันที่ทราบว่าสามีเสียชีวิต เธอได้แต่ร้องไห้จนแทบขาดใจ แต่แล้วก็มีมือน้อยๆ ของลูกวัยเพียง 11 เดือน ที่แม้จะยังเดินไม่ได้ แต่เขาพยายามยืดจนสุดตัวเพื่อปาดน้ำตาให้แม่ วินาทีที่ลูกเช็ดน้ำตาให้ เธอรู้เลยว่าเธอตายไม่ได้และเธอจะต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุดเพื่อลูกคนนี้!!

          หลังจากนั้น แม้ครูอ้อยจะมีผู้ใหญ่ใจดี อย่าง เนตร จันทรัศมี เจ้าของห้างสรรพสินค้าไดอาน่า หาดใหญ่ และมานิต อุดมคุณธรรม เจ้าของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ชี้แนวทางให้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เจริญสติ

          แต่ตัวครูอ้อยเองก็พร้อมที่จะซึมซับแนวทางและปฏิบัติได้ดี มีการวางแผนไปอบรมด้านธุรกิจเรื่องการบริหารโครงสร้างหนี้ วิธีการต่อรอง และการบริหารบัญชี จนใช้หนี้ได้หมด 100 ล้านบาท ไม่เป็นหนี้ใครแม้แต่บาทเดียวในเวลา 2 ปี และวิธีจัดการหนี้ของเธอเวลานั้นก็เป็นที่กล่าวขาน จนรายการโทรทัศน์และสื่อมวลชนพากันนำเสนอออกสู่สังคมทั่วกัน

          หลังจากนั้นคนไทยก็เริ่มรู้จักเธอมากขึ้น โดยเฉพาะจากหนังสือที่เธอเขียนขึ้น คือ เข็มทิศชีวิต เล่มแรกเมื่อปี 2547 ที่ติดอันดับขายดีที่สุดในประเทศไทย จนต้องเขียนเข็มทิศชีวิตเล่ม 2 อีกใน 3 ปีต่อมา ชื่อตอน “กฎแห่งเข็มทิศ”

           ระหว่างนั้น ช่วงปี 2551 หรือขณะที่ครูอ้อยอยู่ในวัย 35 เธอประกาศวางมือจากธุรกิจ ระบุจะขอใช้ชีวิตกับ “น้องทะเล” ลูกชายหนึ่งเดียว โดยได้ขายกิจการเวิร์คกิ้ง ไดมอนด์ และโรงเรียนแฮปปี้คิดส์ และหันมาเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะสำหรับคนทำงานในองค์กรรัฐ เอกชน และสถานปฏิบัติธรรม รวมถึงเป็น “ครูอ้อย” ของเด็กๆ ในหลักสูตรปฏิบัติธรรม

          กระทั่งปี 2552 เขียนเข็มทิศชีวิตเล่มที่ 3 ตอน “กฎแห่งความสุข” ซึ่งแน่นอนเส้นทางตามเข็มทิศของครูอ้อยมีเนื้อหาที่เป็นหลักธรรมคำสอนตามพุทธศาสนา ด้วยเพราะเธอนั้นจะใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อยู่เสมอ

           จนกระทั่งครูอ้อยมามีข่าวดังเกี่ยวกับพระรูปหนึ่ง เลยอาจทำให้ศรัทธาของบางคนหล่นหายไปบ้าง แต่ครูอ้อยก็บ่ยั่น ปี 2554 ก็ยังปล่อยเข็มทิศเล่มที่ 4 ออกมา ตอน “จิตใต้สำนึก”

          โดยเล่มนี้ว่ากันว่าเธอใช้วิชาที่ไปเรียนกับฝรั่ง สาขาวิทยาศาสตร์ทางจิตใจมาถ่ายทอดเลยทีเดียว พอปี 2555 ก็ยังปล่อยเข็มทิศชีวิตเล่มที่ 5 ตอน “มั่งคั่ง” ออกมาอีก!

          ระหว่างนั้นเอง เธอก็เกิดบิ๊กโปรเจกท์ คือ คอร์สอบรมแสนแพงที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ และทำให้เธอถูกจับตามองในฐานะผู้ทรงอิทธิพล ทั้งทางพอร์ตหุ้น และพอร์ตจิต คนหนึ่งของเมืองไทย เพราะคอร์สอบรมของเธอนั้น แพงอย่างเดียวยังไม่พอ แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ

“โกตี๋” ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง “วัฒนา”?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282973

“โกตี๋” ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง “วัฒนา”?

คนในข่าว  :  17 มิ.ย. 2560
วัฒนา ภุมเรศ, คนในข่าว, สปปลาว, รพพระมงกุฏฯ, มือระเบิด, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, เสื้อเหลือง, เสื้อแดง, จอม เพชรประดับ, โกตี๋, วัฒนา, สมช, ลุงสนามหลวง, ทดลองออกอากาศ, สหายยังบลัด, สหายสน, กองกำลังใต้ดิน, ชูชีพ, ระบอบอำมาตยาธิปไตย, สหายสมชาย, วิทยุใต้ดิน, จักรภพ

“โกตี๋” ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง “วัฒนา”?

หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าคุมตัว วัฒนา ภุมเรศ อายุ 61 ปี ผู้ก่อเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฏฯ และจุดอื่นๆ ซึ่งมีหลักฐานว่า เขาเป็นคนเสื้อแดง และมีแนวคิดต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร

วันที่ 17 มิ.ย.2560 “โกตี๋” หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำกลุ่มสหพันธรัฐไท ได้ออกมาชี้แจงกรณี “จับมือระเบิด” อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้ ผ่านรายการ Thais Voice ทางช่องยูทูบของ จอม เพชรประดับ โดยวันนี้ สวมหมวกดาวแดง ใส่แว่นตาดำ ใบหน้าเรียวลง จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาป่วยหรือเปล่า? แต่ “โกตี๋” ปฏิเสธเรื่องป่วยหนัก แต่ร่างกายผอมเพรียว เพราะฝึกฝนหนัก

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

“โกตี๋” กล่าวว่า ทางการไทยต้องพยายามหาหลักฐานโยงการจับกุม “วัฒนา” มายังตัวเขาแน่นอน โดยก่อนหน้านั้น ก็มีการชี้นำว่า เหตุระเบิด รพ.พระมงกุฏเกล้านั้น เชื่อมกับเครือข่ายโกตี๋ โดยเขายืนยันว่า ไม่รู้จักกับ “วัฒนา” และใครก็ทราบว่า ในการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ร้อยละ 90 เป็นเสื้อเหลือง

อีกเรื่องหนึ่ง โกตี๋ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ออกจาก สปป.ลาว มาแล้ว เวลานี้ได้เข้ามาอยู่เมืองไทยทางอีสานใต้ และกำลังจะเดินทางไปภาคเหนือ

สอดคล้องกับ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการประสานกับทางการ สปป.ลาว ติดตามการเคลื่อนไหวของโกตี๋ ว่า ทางการลาวได้ทำการแจ้งเตือนและกำกับอีกที ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยในทุกระดับ จึงเริ่มตอบสนองความต้องการสิ่งที่เราขอร้องไป

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

ขณะนี้ กลุ่มโกตี๋ ไม่สามารถจัดรายการวิทยุใต้ดินใน สปป.ลาว ได้อีกแล้ว

มีรายงานข่าวว่า กลุ่มสหพันธรัฐไท เดินทางออกจาก สปป.ลาว ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.นี้ โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก ประกอบด้วย “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ , ขุนทอง ไฟเย็น , แยม ไฟเย็น และข้าวเหนียวมะม่วง

โดยกลุ่มชูชีพ ได้อพยพจากลาวมาอยู่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ซึ่งมี จักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้ประสานงาน จัดหาที่พักให้ และเมื่อสองสามวันมานี้ กลุ่มชูชีพ ได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอีกครั้งแต่ยังไม่รูปแบบเหมือนอยู่ในลาว

แยม ไฟเย็น ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กลับมาอีกครั้ง..จัดเบาๆ ดูลาดเลาไปก่อน เกรงใจบ้านใหม่”

หมายถึง การจัดรายการยังทำในลักษณะ “ทดลองออกอากาศ” เนื่องจากผู้นำกัมพูชา เคยวางกฎระเบียบไว้ว่า ถ้าคนเสื้อแดงมาอยู่ในกัมพูชา ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง พวกเขาจึงยังไม่ให้ โกตี๋ จัดรายการสดๆ เพราะมันจะตกเป็น “เป้า” ของฝ่ายความมั่นคงไทยเร็วเกินไป

กลุ่มที่สอง ประกอบด้วย “โกตี๋” ,สหายยังบลัด และสหายเผด็จ โดยเดินทางออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ แบบค่ำไหนนอนนั่น เพื่อหลบหนีการตามล่าจาก “หน่วยพิเศษ”

แหล่งข่าวในฝ่ายความมั่นคงกล่าวว่า กลุ่มโกตี๋ยังอยู่แถวชายแดนกัมพูชา ยังไม่เข้ามาในพนมเปญ เพราะหวั่นเกรงความไม่ปลอดภัย

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

การปล่อยข่าวผ่านรายการของ จอม เพชรประดับ ว่าเข้ามาอยู่ในเมืองไทยแล้วนั้น เป็นการลับลวงพราง

ที่สำคัญ สหายยังบลัด และสหายเผด็จ เป็นอดีตนักรบปลดแอกฯ เขตงานอีสานใต้ มีความชำนาญในการเคลื่อนไหวในเขตชนบท และทุกวันนี้ พวกเขาทำหน้าที่เป็นหน่วยคุ้มกันโกตี๋

“สหายยังบลัด” หรือมีชื่ออยู่ในป่าอีสานใต้ว่า “สหายเลือด” เคยรับผิดชอบงานมวลชนอยู่ในเขต อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

“สหายเผด็จ” หรือมีชื่ออยู่ในป่าอีสานใต้ว่า “สหายสน” เป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคโคราช เข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็เป็นนักรบจรยุทธ์ อยู่ในเขตกัมพูชา และ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

“สหายสน” หรือมีชื่อเล่นๆ ว่า “ป.” เป็นตัวละครคนสำคัญของ “กองกำลังใต้ดิน” ที่จัดตั้งกันขึ้นมา ระหว่างการชุมนุมไล่ คมช.ที่ท้องสนามหลวง

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

ปี 2550 “ชูชีพ” เป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ส่วน “ป.” หรือ “สหายสน” ได้จัดตั้งกลุ่มติดอาวุธใต้ดิน พร้อมกับผลิตเอกสาร “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” ออกมาแจกจ่ายในหมู่สมาชิก เป้าหมายของพวกเขาคือ โค่นล้ม “ระบอบอำมาตยาธิปไตย”

หลังปี 2553 กลุ่มของ “ป.” ได้เข้ามาร่วมงานกับ “อดีตนายพลภาคเหนือ” ออกปฏิบัติการใต้ดิน ระหว่างการชุมนุมของ กปปส.

เกิดเหตุรัฐประหาร 2557 “ป.” ถูกจับพร้อมอาวุธ แต่เขาหลบหนีออกมาจากค่ายทหารได้ และหนีเข้าไปอยู่ในกัมพูชาปีกว่า ก่อนจะย้ายไป สปป.ลาว เพื่อร่วมกลุ่มกับ “ชูชีพ” หรือ “สหายสมชาย” (อดีตนักศึกษามหิดลที่เคยเข้าป่าอีสานใต้) จัดตั้งกลุ่มสหพันธรัฐไท

หน่วยข่าวกรองรายงานว่า มีคนไทยจำนวนหนึ่งยังเฝ้าติดตามรับฟัง “วิทยุใต้ดิน” ที่กลับมาออกอากาศใหม่จากกัมพูชา โดยเหล่าสมาชิกจะแสดงความเห็นผ่านไลน์ เหมือนการเปิดสายของดีเจวิทยุชุมชนเสื้อแดง

จริงๆแล้ว กลุ่มสหพันธรัฐไท มีจำนวน 7 คน เป็นกลุ่มอิสระ ที่ไม่ขึ้นต่อใคร? มีแนวทางปลุกระดมให้สมาชิก “ลุกขึ้นสู้” โดยก่อการใต้ดินในทุกรูปแบบ อาทิเช่น การเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ ได้มีการประกาศว่า เป็นผลงานของสหพันธรัฐไทชัดเจน แถมยังนำ “คลิปเผาซุ้มฯ” มาเผยแพร่ในไลน์กลุ่ม หรือเฟซบุ๊กของแยม ไฟเย็น

 

"โกตี๋" ซุกเขมรถูกไล่ล่าจากลาวโต้อย่าโยง "วัฒนา"?

 

น่าจับตาว่า “จักรภพ” ขาใหญ่ในพนมเปญ ที่อาสาเคลียร์พื้นที่ให้ ก็ต้องลุ้นกันว่า วิทยุใต้ดินของกลุ่มสหพันธรัฐไท จะได้ออกอากาศนานแค่ไหน?

เอื้ออาทรฉันที!! ‘วัฒนา เมืองสุข’ เจอชุดใหญ่ไฟกะพริบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282879

เอื้ออาทรฉันที!! ‘วัฒนา เมืองสุข’ เจอชุดใหญ่ไฟกะพริบ

คนในข่าว  :  16 มิ.ย. 2560
ชุดใหญ่ไฟกะพริบ, วัฒนา เมืองสุข อดีตร, คสช, ปปช, บ้านเอื้ออาทร, คมชัดลึก, คนในข่าว, เอื้ออาทรฉันที, วัฒนา, เมืองสุข, เจอชุดใหญ่ไฟกะพริบ, ย้อม, นวรัตน์, สาขากฎหมายเศรษฐกิจ, บิ๊กป้อม, พลร2 รอ, พรรคไทยรักไทย

ตามกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 149 โทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว

ข่าวร้อนๆ ที่ว่า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด วัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ในพฤติกรรมทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยเวลานี้รอผ่านกระบวนการที่จะพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไปนั้น

เกิดเป็นกระแสให้พูดถึงกันอื้ออึง ถึงขนาดว่างานนี้ วัฒนาและพวกอาจเจอโทษหนักหนา ตามกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 149 โดยมีขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว !!

แต่กว่าจะไปถึงบทสรุป คงต้องว่ากันอีกยาวไกล ตอนนี้ที่ทำได้ คือติดตามข่าวอยู่ห่างๆ และก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้อีกครั้ง เพราะอันที่จริง คนไทยรุ่นหลัง ก็เพิ่งได้ยินชื่อเขาจังๆ ก็ตอนปะฉะดะกับทหาร จนถูกเรียกไปจิบน้ำชาในค่ายทหารอยู่เสมอ

วัฒนา เมืองสุข หรือ เสี่ยไก่ เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2500 เป็นคนปราจีนบุรี ครอบครัวมีฐานะปานกลาง บิดา คือ “ย้อม” เคยทำสวนทุเรียน มารดา คือ “นวรัตน์” ที่เป็นชาวนามาก่อน โดยต่อมาทั้งคู่หันมาประกอบกิจการวิ่งรถโดยสารระหว่างจังหวัดนครนายกกับปราจีนบุรี

ไก่ วัฒนา จบชั้นมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และมาจบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เนติบัณฑิตไทย และระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขากฎหมายเศรษฐกิจ) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระหว่างที่ร่ำเรียนอยู่นั้น เขาพักอาศัยกินนอนเป็นเด็กวัด อยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

นอกจากนี้เขายังเป็นเพื่อนร่วมรั้วจามจุรีแบบซี้ย่ำปึ๊ก กับ ศ.ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกด้วย

หลังเรียนจบกฎหมาย วัฒนาในวัยเบญจเพส ไปเป็นทนายความประจำสำนักกฎหมายดิศญุตม์และวัฒนา ตั้งแต่ปี 2525 ทำอยู่ราว 10 ปี เขาก็พบรักกับทายาทซีพี คือ พัชรา เจียรวนนท์ บุตรสาวของสุเมธ เจียรวนนท์ ผู้บริหารเครือบริษัทซีพี จากการที่ฝ่ายหญิงได้มาเป็นลูกความ

วัฒนาทำการสู่ขอสาวถึงที่อาคารซีพีทาวเวอร์ ที่ถนนสีลม โดยที่ตัวเองเป็นเถ้าแก่ให้ตัวเอง

กระทั่งปี 2539 ชีวิตของทนายหนุ่มผู้นี้ เรียกว่าลงตัวไปหมดทุกด้านแล้ว จึงตัดสินใจลงเล่นการเมือง โดยการชักชวนของ ส.ส.ปราจีนหลายสมัย สมาน ภุมมะกาญจน ขณะสังกัดพรรคชาติพัฒนา

ลงปุ๊บก็ได้เป็น ส.ส.ปราจีนบุรีบ้านเกิดทันที โดยเวลานั้นเม้าท์กันว่า ที่ได้มาเพราะนอกจากมีแบคดีเป็น ส.ส.เก่าแล้ว เขายังมีฐานเสียงจากบรรดาลูกจ้างของซีพี ซึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆ

และรู้กันดีว่า เสี่ยไก่สมัยหนึ่งราว 20 ปีก่อน เดินเข้าออกค่ายทหารแถวปราจีนบุรี เป็นว่าเล่นเหมือนกัน แต่อาจคนละอารมณ์กับสมัยนี้

ยิ่งกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตอนที่ยังเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ค่ายพรหมโยธี ปราจีนบุรี ก็เรียกว่าผูกพันกันอยู่เก่าก่อน

มาปี 2541 – 2542 เสี่ยไก่ได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ แต่ผ่านไปไม่นาน ช่วงปี 2543 เขาก็ลาออกจากพรรคชาติพัฒนา แล้วเดินหน้าเข้าพรรคใหม่ชื่อ “พรรคไทยรักไทย”

เวลานั้น เสี่ยไก่คนนี้ก็ได้ดิบได้ดี เริ่มจากเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ตั้งแต่ปี 2544 – 2545 ตามด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และขยับขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2546

ผ่านมาจนปี 2548 ก็ได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จนปี 2548 เขาขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งปีนั้นเอง คือปีที่โครงการบ้านเอื้ออาทรกำเนิดเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

เมื่อการเมืองพลิก 19 กันยายน 2549 พรรคไทยรักไทยแตกกระจาย เสี่ยไก่ก็ยังมีบทบาทอยู่พอตัว โดยเฉพาะช่วงความขัดแย้งปี 2552 – 2553 ค่าที่มักคุ้นกับทหารแห่งบูรพาพยัคฆ์ เสี่ยไก่จึงมักเป็นคนกลางระหว่างคนชุดเขียวกับคนเสื้อแดง ทั้งที่ถนนราชดำเนินหรือที่แยกราชประสงค์อยู่เสมอ

แต่อีกด้านหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2549 นั่นเอง ที่ “เรื่องทุจริตบ้านเอื้ออาทร” ก็ได้ไปตกในมือของฝ่ายที่เดินหน้าจะเอาเรื่องให้มั่นคั้นให้อยู่หมัดเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าระหว่างนั้นเส้นทางการเมืองของเสี่ยไก่ จะยังคงเฉิดฉาย โดยช่วงปี 2554 เสี่ยไก่จะกลับมาอีกครั้งในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย หรือรอดมาได้หวุดหวิดกับคดีรถดับเพลิง ช่วงปี 2556 แถมยังได้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อต่อในพรรคเพื่อไทย ช่วงปี 2557

แต่ด้วยความเป็น ไก่ วัฒนา ผู้กล้าท้าชนตามสไตล์ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทหาร เขาจึงมักต้องไปคุยกับ คสช. อยู่เสมอ

เช่น ช่วง 2 มีนาคม 2559 เขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ จนศาลอนุมัติฝากขัง 12 วัน แต่ก็ได้ขอประกันตัวโดยวางเงินหนึ่งแสนบาท ศาลอนุญาตแต่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

มาวันที่ 20 เมษายน ยังถูกแจ้งความข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเสี่ยไก่ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้การบริหารงานของรัฐบาลหลายครั้ง มาช่วง 1 ตุลาคม 2559 เสี่ยไก่ก็ยังไปเข้าร่วมกับกลุ่ม นปช. ที่ สหรัฐอเมริกาอีก

ที่สุดแล้ว ต้นปีที่ผ่านมานี้เอง ป.ป.ช. เลยจัดชุดใหญ่ คดีบ้านเอื้ออาทรให้ จนมาเป็นข่าวดังอยู่ตอนนี้

คอร์ส “ครูอ้อย” ที่ว่าแรง มันแพงอย่างนี้ ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282877

คอร์ส “ครูอ้อย” ที่ว่าแรง มันแพงอย่างนี้ ??

คนในข่าว  :  16 มิ.ย. 2560
โปรโมต, ขอ, โวย, ดาราสาว, แพง, รวย, เข็มทิศชีวิต, คมชัดลึก, คนในข่าว, คอร์ส, ครูอ้อย, ที่ว่าแรง, มันแพงอย่างนี้, 14 มิถุนายน 2560, อำนาจแห่งการคิดดี, พระราม 9, Neuro-Linguistic Programming, หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท, ฟรี, httppositioningmagcom1129509

การที่ดาราสาวออกมาโวยขออย่านำภาพของเธอใช้โปรโมตอีกต่อไป ทำให้เราคนไทยได้รู้จักคอร์สของ “ครูอ้อย” เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะเลย

 

ไม่รู้งานนี้ เจอเกมเตะตัดขาอีกรายหรือเปล่า ค่าที่รวยออกหน้าออกตาเสียขนาดนี้ สำหรับเศรษฐินีเรียกแม่อย่าง ครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง เจ้าลัทธิ เอ๊ย! เจ้าของคอร์สอบรมเกี่ยวกับจิตใจ ที่รู้จักกันทั้งบางในชื่อ “คอร์สเข็มทิศชีวิต”

โดยหลังจากที่ต้นเรื่องเริ่มมาจากการที่ดาราสาวคนหนึ่ง ออกมาเรียกร้องให้ครูอ้อยและทีมงาน ยุติการนำภาพของเธอ ไปใช้ในกระบวนการประชาสัมพันธ์หลักสูตร จากนั้นคนดังหลายคนก็ทยอยแสดงตัวออกมาในลักษณะเดียวกันเพียบ ! โดยต่างพยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักสูตรนี้อีกแล้ว ! คือเป็นแค่คน “เคย” เกี่ยวแค่นั้น

ขณะที่ยังโยงไปถึงก่อนหน้านี้ไม่นาน ที่ในโลกออนไลน์ปรากฏข่าว สัมภาษณ์และรีวิวบ้าน หรือเพนส์เฮาส์ของครูอ้อย ที่ต้องบอกเลยว่า หรูหราอลังการงานสร้างหนักมาก

ว่าแล้วลองไปส่องดูค่าเรียนหลักสูตรเข็มทิศชีวิตดูสักหน่อยว่า ทำไมถึงสร้างรายได้ให้กับครูอ้อยได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ ถึงขนาดว่ากันว่า ครูอ้อยฟาดไปเฉลี่ยปีละไม่ต่ำ 90 ล้านบาท !

แถมยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเธอยังเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้นที่มีมูลค่า 200 ล้านบาทอีกด้วย เพราะปลายปี 2559 ครูอ้อยเพิ่งผุดคอนโดมิเนียม ชื่อ คอมพาส เรสสิเดนซ์ สไตล์อังกฤษ อยู่ใจกลางเมืองถนนเย็นอากาศ ราคาเริ่ม 3.9 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท เข็มทิศความสุข จำกัด จดทะเบียนวันที่ 1 กันยายน 2558 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการ จัดประชุมและสัมมนา ตั้งอยู่ที่ 64/2 หมู่ที่ 7 ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีกรรมการ 4 คน คือ ฐิตินาถ ณ พัทลุง , วรลักษณ์ ทองมาก , ศิริรัตน์ ต. สุวรรณ และ ไสว ณ พัทลุง

แจ้งผลประกอบการ ปี 2558 (14 มิถุนายน 2560) ระบุว่า มีรายได้ 4,923,835 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,009,804 บาท สินทรัพย์รวม 10,002,600 บาท หนี้สินรวม 7,742,796 บาท

อย่างไรก็ดี แต่หากเข้าไปในเว็บไซต์ www.compasssmile.com จะพบว่า กิจกรรมอบรมของครูอ้อยที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ เริ่มมีบันทึกมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว และก็มีภาพบรรยากาศที่มีคนมาเข้าร่วมมากมาย รวมทั้งคนดังในสาขาต่างๆ

ทั้งนี้ หลักสูตรมีชื่อว่า คอร์ส “อำนาจแห่งการคิดดี (The Power of good thoughts)” และ คอร์ส “เข็มทิศจิตใต้สำนึก” โดยราคาหลักสูตรนั้นเดิมทีมีปรากฏในเพจเฟซบุ๊ก “เข็มทิศชีวิต ฐิตินาถ ณ พัทลุง” และในเว็บไซต์เข็มทิศ www.compasssmile.com แต่พบว่า ล่าสุด มีการลบราคาค่าคอร์สห้องเรียนเข็มทิศชีวิตทั้งหมดไปแล้ว

แต่ก็มิอาจปิดกั้นมือแคปไว้ได้ เพราะมีรายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักระบุตรงกันว่า สำหรับ คอร์ส “อำนาจแห่งการคิดดี” จัดขึ้นครั้งละ 2 วัน ราคา 25,000 บาทต่อคน รับ 100 คน (ส่วนใหญ่รับครั้งละไม่ต่ำกว่า 50 คน) คิดรวมแล้วครูอ้อยจะโกยถึง 2.5 ล้านบาท !!

ทั้งนี้ คอร์สดังกล่าวจัดเดือนละ 2 ครั้ง คิดเป็นเงิน 5 ล้านบาท และเมื่อรวมรายได้ภายใน 1 ปี จากคอร์สนี้คอร์สเดียว เท่ากับครูอ้อยมีรายรับไปเหนาะๆ อยู่ที่ 60 ล้านบาท !!

นอกจากนี้ในส่วนของคอร์สนี้ ก็กำลังมีการเปิดอบรมอยู่ คือวันที่ 17 มิถุนายน – 18 มิถุนายน 2560 ใช้เวลา Office Time คือตั้งแต่ เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น สถานที่อบรม โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอรีน (พระราม 9) (สถานที่เดิมที่เคยใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง) โดยผู้สมัครต้องชำระเงิน โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร บริษัท เข็มทิศความสุข จำกัด

ต่อมาในส่วนของ คอร์ส “เข็มทิศจิตใต้สำนึก” หรือ คอร์สเข็มทิศ NPL (Neuro-Linguistic Programming) เว็บข่าวออนไลน์อย่าง www.positioningmag.com ยังได้อ้างข้อมูลจากนักสืบพันทิปว่า คอร์สนี้ก็เรียน 2 วัน และราคา 25,000 บาทต่อคนเช่นกัน แต่อันนี้จะรับเยอะหน่อยคือ ขั้นต่ำ 200 คน ต่อครั้ง

ดีดลูกคิดออกมา 1 เดือน เปิด 2 ครั้ง x 12 เดือน = รายรับ 120,000,000 บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาท) ต่อปี !!! หักลบค่าดำเนินการ สถานที่ จิปาถะคร่าวๆ อีก 28 ล้านบาท สิริรวมครูอ้อยมีรายได้ประมาณ 90 ล้านบาทต่อปี

แต่ครูอ้อยออกตัวในเว็บไซต์ของเธอว่า หลักสูตรเข็มทิศจิตใต้สำนึกทุกหลักสูตร เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบสัมมนา ฝึกอบรม ไม่ใช่การบำบัด ผู้เรียนต้องมีสุขภาพและใจแข็งแรง

จริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ถ้าใครเข้าเว็บไซต์ www.compasssmile.com ไปอ่านคอนเซปท์จะพบว่า มีเนื้อหาน่าขนลุกมาก เพราะล้วงลึกกันถึงความคิดที่เป็นปมของแต่ละคนชนิดตั้งแต่ในครรภ์เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เธอยังเคยเปิดหลักสูตร COMPASS OF MILLIONAIRE MIND หลักสูตร เข็มทิศเศรษฐีใจบุญ ช่วงปี 2558 เก้าโมงเช้าถึงสองทุ่ม โดยมีราคาหลักสูตร 25,000 บาทต่อคนเช่นเดียวกัน

แต่ถ้าใครสนใจหลักสูตร 7 วัน ซึ่งเคยมีการระบุเรตราคาในช่วงปี 2555 ว่า คอร์สละ 49,000 ต่อคน (แต่จะมีใบประกาศณียบัตร Licensed Practitioner of NLP) ให้อีกด้วย (www.thaitrainingzone.com/TrainingDetail.asp?id=4142) ติดที่ว่า เวลานี้ไม่รู้แน่ชัดว่าราคาไต่มาถึงระดับไหนแล้ว

ก่อนหน้านี้ เว็บข่าวคมชัดลึก เคยนำเสนอการอบรมหลักสูตรนี้เมื่อปี 2558 ว่า ครั้งที่เปิดเรียนเข็มทิศชีวิต “ฟรี” ตอนนั้นมีผู้ลงทะเบียนรับฟังกว่า 3,000 คน จนล้นห้องในโรงแรม โดยทุกคนมาจากทุกจังหวัดของประเทศไทย ที่บินมาจากไนจีเรีย สวีเดน ก็มี

ขณะที่บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ราวกับดูทอล์คโชว์และคอนเสิร์ต โดยครูอ้อยจะออกมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ บนเวที เรียกน้ำหูน้ำตาทุกคนในที่นั้น ขณะที่ยังมีแขกรับเชิญ ที่จะมาแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ร่วมด้วย รวมทั้งกิจกรรมร้องเพลง เต้นรำ สนุกสาน ประทับใจ

แต่ในส่วนของการขุดคุ้ยครั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ประมาณว่า การโปรโมตหลักสูตร จะใช้วิธีเชิญ ดารา นักร้อง ให้มาทดลองเข้าคอร์สฟรี จากนั้นจะมีการโพสต์ลงในไอจี และเฟซบุ๊กของทีมงานเข็มทิศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างการจดจำผ่านคนดังเหล่านี้ ตามกลไกการตลาดออนไลน์ผ่านคนดังในการจุดกระแส (http://positioningmag.com/1129509)

นั่นแหละจึงเป็นที่มาของการที่ดาราสาวต้องออกมาโวยขออย่านำภาพของเธอใช้โปรโมตอีกต่อไป และทำให้เราคนไทยได้รู้จักคอร์สของ “ครูอ้อย” เพิ่มมากขึ้นอีกเยอะเลย

เฟซบุ๊กพ่นพิษ “กรรมการซีไรต์” ต้องลาออก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282628

เฟซบุ๊กพ่นพิษ “กรรมการซีไรต์” ต้องลาออก?

คนในข่าว  :  15 มิ.ย. 2560
ซีไรต์, เฟซบุ๊ก, ลาออก, กรรมการ, เฟซบุ๊กพ่นพิษ, คนในข่าว, คมชัดลึก, กรรมการซีไรต์, คามิน คมนีย์, ขนบวรรณกรรมกระซิบ, ปิดลับ, วงใน, กรรมการบางคน, อ่าน, คามิน

เฟซบุ๊กพ่นพิษ “คามิน คมนีย์” ลาออกจากกรรมการซีไรต์

เป็นครั้งแรก! สำหรับการประกวดรางวัลวรรณกรรมซีไรต์ ที่มีกรรมการรอบคัดเลือกคนหนึ่ง ได้แหวก “ขนบวรรณกรรมกระซิบ” การพิจารณาตัดสินรางวัลวรรณกรรมประเทศนี้
เดิมที กรรมการซีไรต์ จะประชุมพิจารณากันแบบ “ปิดลับ” แต่มีรายการกระซิบกระซาบจาก “วงใน” มีให้เห็นเป็นประจำ บางปี อาจมี “กรรมการบางคน” แอบไปคุยในวงเหล้า หรือวงกาแฟ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ด้วยเหตุนี้ กรรมการผู้กล้าฝ่าขนบ ได้เปิดเผยทุกขั้นตอนการ “อ่าน” ผลงานเรื่องสั้น หวังก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากนักอ่านทั้งหลาย
กรรมการคนดังกล่าวคือ “คามิน คมนีย์” นักเขียนหนุ่ม ที่ได้รับเชื้อเชิญให้มาเป็นกรรมการรอบแรกอีกหนหนึ่ง
เพื่่อให้ประชาคมวรรณกรรม มีส่วนร่วมในการตัดสินรางวัลซีไรต์ 2560 “คามิน” จึงมีรายงานความเคลื่อนไหวของกรรมการรอบแรก ผ่านเฟซบุ๊กเป็นระยะๆ
6 มิถุนายน 2560
“คามินเป็นกรรมการคัดเลือกซีไรต์ 60 ปีนี้เป็นประเภทรวมเรื่องสั้น 57 เล่ม เล่มไหนอ่านแล้วคามินจะ up ภาพลงใน album นี้
ถ้าสงสารคามิน ช่วยเป็นเพื่อนอ่านด้วยคับ !!!”
12 มิถุนายน 2560
“เผื่อบางคนยังไม่รู้…ซีไรต์จะมี คกก. พิจารณา 2 ชุดคือ คกก.คัดเลือก (ชุดที่คามินเป็น)และ คกก.ตัดสินดูรายละเอียดได้ที่ http://www.seawrite.com (คำเตือน website น่าจะ up ปีละครั้ง)
ชุด คกก.คัดเลือกปีนี้ มี อ.สกุล เป็นประธานบรรยากาศดีครับ ติดจะเกรงใจกันบ้างตามแบบคนไทยจากภาพจะเห็นว่ากรรมการมีทุกรุ่นและหน้าตาดีทั้งนั้น (อิอิอิ)วันนี้มีการเช็คหนังสือ + กำหนดแผนทำงาน+ นัดประชุมครั้งต่อๆ ไป + พึมพำเกี่ยวกับสถานการณ์อ่านเขียนกัน (ทำไมไม่รู้!)
การบ้านกรรมการคัดเลือกคืออ่านหนังสือส่งประกวดให้ได้ 12 เล่มต่อ 2 สัปดาห์เพื่อจะมาคุยกันในวงประชุม เป็นเวลา 2 เดือน(ดีที่คามินทำการบ้านมาล่วงหน้า 1 ใน 3 มาแล้วไม่งั้นคิดว่าอ่านไม่ทัน ไม่ไหวแน่ๆ)
ต้นเดือนกันยาจะประกาศ long list ต้นเดือนตุลาจะประกาศ short list
อย่าให้กรรมการคัดเลือกเหงาหงอยหรืออ่านรวมเรื่องสั้นปีนี้อยู่กลุ่มเดียวนะครับ เพื่อนๆ ลองซื้อหามาอ่านด้วย ปีนี้มี 57 เล่ม มีความหลากหลายทั้งแนวเรื่อง ลีลาการประพันธ์ และพื้นหลังนักเขียน น่าสนใจทั้งนั้น บ่องตง:)
ปล. คามินบอกเล่าได้เพียงข้อมูลพื้นฐานและบรรยากาศรวมๆ ขออนุญาตไม่ออกความเห็นหรือตอบข้อสงสัยในส่วนที่เป็นความเห็นกรรมการหรือบทวิจารณ์เล่มใดเล่มหนึ่งนะครับ”
14 มิถุนายน 2560
“ล็อตแรกที่ คกก.คัดเลือกซีไรต์จะอ่านมี 12 เล่ม จะหยิบเข้ารอบต่อไปกี่เล่มดี?
กติกาง่ายๆ …ถ้ากรรมการเกินครึ่ง (4 ใน 7) เลือกก็จะหยิบเข้ารอบต่อไปโดยอัตโนมัติ(แม้กรรมการจะมีสิทธิอภิปรายได้เต็มที่ทุกเล่มแต่ในทางปฏิบัติ เล่มที่ได้จะอภิปรายกันไม่มากหรือไม่อภิปรายเลยก็ยังได้ ในเมื่อเสียงครบตามเกณฑ์แล้ว)เล่มไหนคะแนนน้อยกว่านั้นต่างหากที่อาจแลกเปลี่ยนกันว่าเหมาะไม่เหมาะยังไง ซึ่งกรรมการที่เสนอต้องอธิบายคุณงามความดีของเล่มนั้นให้ท่านอื่นเปลี่ยนใจมาเพิ่มเสียงให้
ความสำคัญของกรรมการจึงอยู่ที่การได้อ่านจริงและสามารถอธิบายในวงได้ฉะฉานรวมทั้งไม่ติดเกรงใจกันและกันมากเกินไปหรือแม้แต่ไม่ครั่นคร้ามหรือหมิ่นแคลนทั้งนักเขียนบิ๊กเนมและโนเนมซีไรต์วัดกันตรงงานเป็นเล่มที่ส่งมาประกวดไม่ใช่ตัวตนของนักเขียนถ้าใครสักคนถือเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วละก็จะพากันเข้ารกเข้าพง
อ้อ เมื่อล็อตแรกเสร็จแล้ว กรรมการก็จะอ่านล็อตถัดๆ ไปซึ่งจะมีหนังสือ 10-12 เล่มและเลือกเล่มที่ได้คะแนนเกินครึ่งเข้ารอบต่อไปทำแบบนี้จนครบ 57 เล่ม (รวม 5 ล็อต)
วันประชุมล็อตสุดท้าย อาจจะมีการช้อนหยิบเล่มที่ได้คะแนนปริ่มๆ มาพิจารณาอีกทีด้วยเพราะบางล็อตอาจเป็นสายอ่อน บางล็อตสายแข็งได้มาดูภาพรวมแล้วหยิบเพิ่มก็น่าจะรอบคอบดี
เล่ามาเสียยาวก็เพื่อเชิญชวนเพื่อนๆ ร่วมให้กำลังใจนักเขียนร่วมสมัยของไทย อ่านผลงานส่งประกวดซีไรต์ไปพร้อมๆ กับคามินนะครับ”
15 มิถุนายน 2560
“ข่าวดีข่าวด่วนครับ:)คามินเพิ่งได้รับใบเหลือง!จากผู้ใหญ่วงการซีไรต์
ท่านขอให้ยุติการโพสใน fb เกี่ยวกับการประกวดซีไรต์ปีนี้เหตุผลบอกว่า เพราะทำให้บางฝ่ายไม่สบายใจและอาจเกิดความเสียหายไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต
คามินจะให้ท่านมากกว่าคำขอ
1. ขอลาออกจากการเป็นกรรมการคัดเลือกซีไรต์ นับแต่บัดนี้
2. ขอลาออกจากการเป็นกรรมการสมาคมนักเขียนฯ นับแต่บัดนี้
คำประกาศนี้เป็นที่สุด ไม่ทบทวนครับ
คามินยังยินดีทำงานอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่วงการอ่านเขียนโดยรวมตามกำลังที่มีต่อไป”
ว่ากันตามจริง นี่คือสิ่งที่คาดหมายได้ เพราะการพิจารณาตัดสินรางวัลวรรณกรรม จะไม่มีการเปิดเผยอยู่แล้ว               แต่ “คามิน” ต้องการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงวรรณกรรมไทย ที่ไม่จำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ “ผูกขาด” การรับรู้ข้อมูลเชิงลึกแต่ผู้เดียว
ปฏิกิริยาจากนักอ่าน ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชม และยกย่องความกล้าหาญในการตัดสินใจของคามิน

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?”วิทยา แก้วภราดัย”ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282585

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?”วิทยา แก้วภราดัย”ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

คนในข่าว  :  15 มิ.ย. 2560
วิทยา แก้วภราดัย, พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา, ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์, สุธรรม แสงปทุม, พรรคประชาธิปัตย์, โยกย้ายตำรวจ, บิ๊กแป๊ะรู้มั้ยวิทยา, แก้วภราดัยขาลุยของ, ลุงกำนัน

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?”วิทยา แก้วภราดัย”ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

 

งามไส้หรือไม่ ไม่ทราบ กับการที่ วิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. ออกมาตอกย้ำเรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่กลายเป็นลู่ของบรรดานักวิ่งเต้น โดยเฉพาะผู้ที่เงินไป แต่เก้าอี้ไม่มา เป็นความน่าอัปยศอดสูของสังคมไทยยิ่ง

ที่สุดงานนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องออกมาแจงสื่อฯ เตรียมให้มีการตรวจสอบทั้งในแวดวงตำรวจ และจะตรวจสอบไปยังต้นเสียงด้วยว่า งานนี้เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่?

กลายเป็นมวยอีกคู่ให้คนไทยต้องจับตามอง โดยเฉพาะลีลาของ วิทยา แก้วภราดัย ที่ก็ร้อนแรงตามสไตล์

ใครก็รู้ว่า “วิทยา” เป็นคนสนิท “ลุงกำนัน” แห่ง กปปส. บรรดาคอกาแคว..ปักษ์ใต้ จึงมองข้ามช็อตไปถึง “สงครามตัวแทน” ระหว่าง “ลุงกำนัน” กับ “พี่ใหญ่” ตัวกลม และงานนี้ อาจต้องพึ่งกรรมการห้ามมวยชื่อ “น้องตู่” ของพี่ใหญ่

แต่ที่แน่ๆ หากถามว่าวิทยารู้วงในมาจากไหน คงไม่มีใครรู้ได้ นอกจากด้านหนึ่ง เขายังมีน้องชายที่เคยมีตำแหน่งอยู่ในแวดวงตำรวจ คือ สุรพล แก้วภราดัย ที่เพิ่งลาออกจากราชการไปเมื่อปี 2559 ขณะมีตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เพราะถูกคำสั่งย้ายสังเวยการสืบสวนเชิงลึก ที่พบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำมีเอี่ยวกับขบวนการค้ายา โดยปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือในเรือนจำกลางบางขวาง

มาว่ากันที่ วิทยา แก้วภารดัย ที่บอกว่ามีสไตล์ร้อนแรงนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินเลย สำหรับคนประชาธิปัตย์ที่วิ่งเข้าเส้นทาง กปปส.

เขาเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2498 มีชื่อเล่นว่า “น้อย” บ้านเกิดเป็นคน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แต่มาจบปริญญาตรี สาขานิติศาสตรบัณฑิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีภรรยา คือ จิระประไพ แก้วภารดัย (แซ่เอียน) อาชีพพยาบาล และมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ภราดา ปานระพี และ พูนวิทย์

ช่วงชีวิตขณะร่ำเรียนปี 4 วิทยาได้เข้าร่วมการชุมนุมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเขาได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขา กว่าจะหายเดินได้เป็นปกติก็ร่วมๆ ปี จากนั้นก็กลับเข้าเรียนต่อจนสำเร็จการศึกษาในที่สุด

จบนิติฯ ก็ต้องเป็นทนายตามสูตร แต่ว่าความอยู่พักหนึ่ง วิทยาก็เบนเข็มเข้าสู่การเมือง ในนามพรรคก้าวหน้า โดยจับมือกับ “คนเดือนตุลา” ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ และ สุธรรม แสงปทุม สู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดฐานที่มั่นเมืองคอนมายาวนาน

“ชำนิ-สุธรรม-วิทยา” ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2531 ก่อนทั้งสามเสือเมืองคอน จะย้ายไปสังกัดพรรคพลังธรรม ในการเลือกตั้ง 2535/2 จนกระทั่งมีการยุบสภาไปเมื่อปี 2538

ต่อมาในการเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 เขาเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เต็มตัว และยังคงได้เก้าอี้ ส.ส. นครฯ เขต 2 มาครอง แต่นั่งได้ไม่นาน ก็มีเหตุให้ยุบสภาในวันที่ 27 กันยายน 2539

ถึงตอนนี้ ตำนาน “สามเสือเมืองคอน” ก็เหลือแค่ “วิทยา-ชำนิ” ที่สังกัดพรรค ปชป. ส่วน “สุธรรม” เลือกไปอยู่กับ “นายทักษิณ”

ต่อมา ในการเลือกตั้งทั้งปี 2544 และ 2548 เก้าอี้ ส.ส. นครฯก็ไม่เคยหลุดมือเขาไปได้

พอมาถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 ที่ สมัคร สุนทรเวช นั่งนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงาขึ้น วิทยาแม้จะยังครองเก้าอี้ ส.ส.เขต 3 เช่นเดิม แต่ก็ยังได้รับเลือกจากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “เงา” ด้วย

จนมาปี 2551 เขาก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ

ที่สุด เมื่อคนไทย ได้นายกฯ หน้าหล่อ ช่วงปี 2551 วิทยาก็ได้เก้าอี้ัรัฐมนตรีสาธารณสุขมานอนกอด แต่ก็แสดงสปิริตลาออกในเวลาต่อมา เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วไปรับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลแทน

ในการเลือกตั้งปี 2554 วิทยายังคงลงสมัคร ส.ส. เขต 3 ที่เดิม ที่เพิ่มเติมคือยังส่ง “ปานระพี” บุตรสาวคนที่สอง ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 121 อีกด้วย

ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย ปี 2556-2557 วิทยายังเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออกไปร่วมจอยกับ กปปส. ผลงานเด่นคือ เป็นแกนนำเข้ายึดกระทรวงการคลัง และเป็นแกนนำของเวทีชุมนุมแยกศาลาแดงและสวนลุมพินี

งานนี้ได้เรื่อง สุดท้ายตกเป็นผู้ต้องหาหมายเลข 6 ร่วมกับแกนนำ กปปส. อีก 42 คน ในข้อหาคดีกบฏ และความผิดอื่น รวม 8 ข้อหา

แต่ภายหลังเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไป วิทยาได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุเข้าจำพรรษาที่วัดธารน้ำไหล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ร่วมกับ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และคนอื่นๆ โดยมี พระสุเทพ ปภากโร หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าร่วมพิธีด้วย

บวชอยู่ 30 วัน ก็สึกออกมา กระทั่งมาปรากฏตัวเป็นหนึ่งใน สปท. แต่ก็ลาออกช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยประกาศไม่กั๊กเลยว่า เพื่อกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองที่ถนัด

“ผมจะกลับไปสมัครเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ตามเดิม ภายหลังกฎหมายพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับ และคสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่ผมวางไว้ว่า หากงานปฏิรูปในส่วนที่รับผิดชอบเสร็จสิ้น จะลาออกจากตำแหน่ง สปท.เพื่อทำงานการเมืองต่อไป”
เป็นอันว่าคนนครฯ เตรียมปากการอไว้เลย

ตัวจริง! “พี่ใหญ่” บุญชัย อัครสาวกธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282409

ตัวจริง! “พี่ใหญ่” บุญชัย อัครสาวกธรรมกาย

คนในข่าว  :  14 มิ.ย. 2560
วรรณา จิรกิติ, คนในข่าว, เสี่ยบุญชัย, ตัํก บงกช, พตอไพสิฐ วงศ์เมือง, พระธัมมชโย, ควนโต๊ะหลา, ตัวจริง, พี่ใหญ่, บุญชัย, อัครสาวกธรรมกาย, วรรณา, ดีเอสไอ, ดีแทค, ตั๊ก บงกช, DOU, พุทธศาสตรบัณฑิต, ญาติธรรม

ตัวจริง! “พี่ใหญ่” บุญชัย อัครสาวกธรรมกาย

 

งานน้อง “วรรณา” ยังไม่จบ งานพี่ “บุญชัย” ก็มา เมื่ออยู่ๆ วันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏข่าวการบุกตรวจค้นคฤหาสน์หรูเริ่ดบนเขา ที่ จ.พังงา ของเจ้าสัวใหญ่ ที่ใครก็รู้กันอยู่ ซึ่งมีผู้ร้องเรียนว่าบุกรุกป่าสงวน แถมยังมีการคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่า หรือนี่จะเป็นปฏิบัติการไล่ล่าพระธัมมชโย ที่หนีไกลไปซ่อนตัวที่นั่น

แต่..ปรากฏว่างานเงิบก็ตามมาด้วย เพราะบ้านหรูหลังดังกล่าวนั้น ไม่มีแม้เงาของพระธัมมชโย และแม้ว่าจะปลูกสร้างในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ควนโต๊ะหลา ป่าแหลมชำ จ.พังงา แต่บ้านหลังนี้ มิได้เป็นของเจ้าสัวบุญชัย เพราะเขาได้ยกให้เป็นกรรมสิทธิของภรรยาเก่าไปนานมากแล้ว แถมที่ดินผืนนี้ เขาซื้อต่อจากนายทุนในจังหวัดภูเก็ต

ที่สุด พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงได้ระบุประมาณว่า จะมีการรวบรวมเอกสาร เพื่อให้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ และจะทยอยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยด้วย

อย่างไรก็ดี ถึงนาทีนี้ คงไม่ต้องถามว่า ทำไมงานนี้ ถึงมีการเข้าใจไปว่าเป็นที่ซ่อนตัวของพระธัมมชโย ก็อย่างที่รู้กันว่า เสี่ยบุญชัยนั้นถือเป็นอัครสาวกของวัดพระธรรมกายนั่นเอง

โดยเขานั้นมาเกี่ยวข้องกับธรรมกาย จากการที่ วรรณา จิรกิติ น้องสาวได้ชักชวนเข้ามา เนื่องจากเจ้าตัวและสามี คือ ประกอบ จิรกิติ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ต่างก็เป็นมนุษย์ธรรมกายมาก่อนหน้านี้นานแล้วชนิดสุดติ่ง

แต่สุดติ่งของจริงน่าจะเป็นพี่ใหญ่มากกว่า เพราะช่วงสองปีก่อน บุญชัย เบญจรงคกุล ผู้มีตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค คนนี้ เคยแสดงออกถึงความรักในธรรมกายถึงขั้นให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวทีวีวัดพระธรรมกาย เชิญชวนศิษยานุศิษย์มาปฏิบัติธรรมที่วัด และปกป้องพระธัมมชโยให้พ้นจากมลทิน

ถึงตรงนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีใครอธิบายได้ว่า ทำไมคนดังระดับพันล้านหลายคนในบ้านนี้เมืองนี้ ถึงได้ศรัทธาในวิถีธรรมกาย แต่หลายคนก็ตอบได้ว่า บุญชัยคนนี้เป็นใคร และมาทำไม เพราะข่าวคราวของเขานั้น เงียบน้อยซะที่ไหน

บุญชัย เบญจรงคกุล เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2497 เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของ สุจินต์ และ กาญจนา เบญจรงคกุล โดยน้องๆ ของพี่ใหญ่ คือ วรรณา, สมชาย และวิชัย

หลังจากที่บิดาและมารดาเสียชีวิต ได้ทิ้งมรดกทางธุรกิจไว้ให้ลูกๆ ได้สานต่อจนยิ่งใหญ่ โดยผู้พ่อเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง คือ บริษัทยูในเต็ดคอมมูนิเคชั่น อินดัสทรี หรือ ยูคอม ขึ้นมาตั้งแต่ยังหนุ่มอายุเพียง 28 ปี และยังเปิดธุรกิจวิทยุสื่อสารโมโตโรล่า มีกองทัพบกเป็นลูกค้ารายใหญ่ ทั้งเป็นผู้ซ่อมบำรุงเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดของกองทัพอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม

สิ่งนี้ ได้ทำให้ชีวิตของลูกๆ คลุกคลีอยู่กับเครื่องมือสื่อสารตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม จนร่วมกอดคอกันพัฒนา ฝ่าฟันจนทำให้ ”ยูคอม” ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์สื่อสารหนึ่งในสี่ของประเทศไทย จนผงาดมาเป็นธุรกิจโทรคมนาคมที่รู้จักกันในนาม “ดีแทค” ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง

ย้อนไปในวัยเด็ก เจ้าสัวบุญชัยนั้น มีดีกรีไม่ธรรมดา จบประถมและมัธยมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ไปต่อระดับไฮสกูล ที่แบริงตัน อังกฤษ, ปริญญาตรี เรียนบริหารธุรกิจที่นอร์ทเธิร์น อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา, เศรษฐศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ที่เด็ดคือ เขานั้นมักจะมีข่าวคราวเรื่องความรักมาให้สังคมทั้งไฮโซ โลโซได้ติดตาม ด้วยเคยสมรสมาแล้ว 5 ครั้ง ปัจจุบันมี ตั๊ก บงกช ดูแลหัวใจ และมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน

ข้ามมาที่เรื่องของธรรมกาย ว่ากันว่า ราวช่วงปี 2524 ที่ครอบครัวเบญจรงคกุล มีปัญหาทุกข์ร้อนจากปัญหาฟ้องร้องผลประโยชน์ในหุ้นกันเองระหว่างญาติ หลังจากบิดาเสียชีวิต จนในที่สุดก็ตกลงกันได้ เพราะมีคนกลางเป็นพระจากธรรมกายเข้าช่วยไกล่เกลี่ย

แต่หากถามว่า หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เสียบุญชัย เริ่มหันมามองเส้นทางสายธรรมกาย คงไม่ใช่ เพราะตรวจสอบแล้วเจ้าสัวหัวใจศิลป์รายนี้ มีโอกาสได้เข้าไปที่วัดดังย่านคลองหลวงแห่งนี้ หลังวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ปี 2540 โดยเขาบอกว่า วิชชาธรรมกาย เป็นหนึ่งในสิ่งที่บ่มเพาะแง่มุมทางพุทธศาสนา และเป็นที่ปลุกปลอบแง่คิดในช่วงการผ่านพ้นวิกฤต

ขณะที่มุมหนึ่ง อาจด้วยเพราะตลอดมาหลายปีก่อนหน้านั้น ตนเองได้เห็นน้องสาวใช้เวลายามว่างเดินทางเข้าวัด จนถือเป็นฟอลโลเวอร์ผู้ติดตามธรรมกายตัวเอ้ ก็เลยซึมลึกอย่างเงียบๆ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2559 ระบุว่า เจ้าสัวหมื่นล้านคนนี้ ผู้ที่บอกว่า “หลวงพ่อเปรียบประดุจเหมือนแสงสว่างให้กับชาวโลก” นั้น ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยสนับสนุนทั้งเงินและเทคโนโลยี ในการเผยแพร่ข่าวสาร และคำสอนของวัดพระธรรมกาย

แม้ขนาด “ตั๊ก บงกช” ศรีภรรยา ก็พบว่ายังเป็นนักศึกษา ของ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (DOU) ระดับปริญญาตรี หลักสูตร “พุทธศาสตรบัณฑิต” โดยใช้ระบบการศึกษาทางไกล ทำการศึกษาด้วยตัวเอง ผ่านตำราเรียน แบบฝึกหัดปฏิบัติ ผ่านสัญญาณทีวีดาวเทียม DMC, Internet และ VDO

ทั้งหมดข้างต้น ก็ดูแล้วไม่นา่จะมีปัญหาอะไร จนกระทั่งช่วงปี 2559 เจ้าสัว ถูกจ่อปากถามเรื่องพระธัมมชโย ก็เลยประกาศเชิญชวน “ญาติธรรม” นับล้านให้มาร่วมแผ่เมตตาเพื่อปกป้องพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธัมมชโย

จะยังไงก็ตาม ดูเหมือนตอนนั้น เจ้าสัวจะไม่สะเทือน ยังคงเดินหน้าโชว์หวานออกสื่อกับเมียสาวและลูกน้อย จนกระทั่งมาเจอ “งานเข้า” ในส่วนของน้องสาวนี่แหละ ที่สุดท้ายก็เปิดช่องให้ทางการมีเหตุติดต่อมาถึงตัวเองจนได้ ต้องติดตาม

“ลุงตู่” รู้ยัง!เนื้อใน “ลำไย”แค่เต้นกินรำกิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282167

“ลุงตู่” รู้ยัง!เนื้อใน “ลำไย”แค่เต้นกินรำกิน?

คนในข่าว  :  13 มิ.ย. 2560
เมียด่ามาหาหน, ลำไยแค่เต้นกินรำกิน, ประจักษ์ชัย เนาวรัตน์, ลำไย ไหทองคำ, สายัณห์ สัญญา, หทองคำเรคคอร์ด, ยูทูบ, เฟซบุ๊ก, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ดื่มเห, ลุงตู่, รู้ยังเนื้อใน, ลำไยแค่เต้นกินรำกิน , ลำไย, นักปั้น, ปั้น, ปั่น, จ๊ะ คันหู 2, ประจักษ์, แสดงสด, ลำซิ่ง โคโยตี้, ยอดวิว, ยอดไลค์, เพลง, 17 สิเข้า

“ลุงตู่” รู้ยัง!เนื้อใน “ลำไย”แค่เต้นกินรำกิน?

 

ตามประสา “ลุงตู่” ผู้ห่วงใยทุกเรื่อง วันก่อนบ่นเรื่องโซเชียลอยู่ดีๆ ก็วกมาเรื่อง “ท่าเต้น” และการแต่งกายชนิด “โป๊เกือบเปลือย” ของสาวน้อย 240 ล้านวิว!

เหมือนส่งลูกเข้าเท้าของ “นักปั้น” ประจักษ์ชัย เนาวรัตน์ ผู้จัดการนักร้องลูกทุ่งสาว รีบน้อมรับคำติชมของนายกรัฐมนตรี พร้อมเเจงที่เห็นเป็นกางเกงขาสั้น ไม่ใช่กางเกงใน และลดท่าเต้นกระเด้า หรือ “ท่าเด้า” ลงจาก 9 ชั้น เหลือ 3 ชั้น

เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะวงการเพลง ที่แจ้งเกิดกันได้เพียงข้ามคืน และกระบวนการ “ปั้น” ศิลปินยุคใหม่ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แนวทางแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว ทว่าในยุคโซเชียลมีเดียนี้ ต้องทั้ง “ปั่น” และ “ปั้น”

เห็นได้ชัดจาก ลำไย ไหทองคำ นักร้องสาวดาวรุ่งพุ่งแรงจากค่ายเล็กๆ อย่าง “ไหทองคำเรคคอร์ด” ที่มาพร้อมความเซ็กซี่แบบจัดหนัก ไม่มีขีดจำกัด จนได้ฉายา “จ๊ะ คันหู 2”

ลำไย ไหทองคำ เป็นนักร้องดังที่แจ้งเกิดในโลกโซเชียลอย่างแท้จริง เส้นทางสายเต้นกินรำกินของลำไย ไม่ได้เริ่มจากเพลง แต่มาจากดังจากการโชว์ บวกความกล้า ท้าทายคำวิจารณ์ของสังคมอย่างไม่หวั่นเกรง ประมาณว่า “ใครจะชมจะด่าจะว่าแต่ทุกสายตาต้องมองมา” ลำไย ไหทองคำ เป็นเช่นนั้น

จากเด็กบ้านบ้าน ที่ถูกอดีตหางเครื่องวงสายัณห์ สัญญา ฝึกสอนท่าเต้น จนได้ขึ้นเวทีเป็นแดนเซอร์ เต้นแลกกับเงิน โชว์ละ 150 บาท

กระทั่ง ประจักษ์ เนาวรัตน์ ได้ชมการเต้นของเธอ จึงชักชวนให้มาร่วมงานกันในนาม “ไหทองคำเรคคอร์ด” ส่งผลให้ค่าตัวเพิ่มเป็นหลักพัน

ด้วยประสบการณ์ในวงการนักร้องลูกทุ่งที่ยาวนานของประจักษ์ชัย จึงรู้ว่า จะขายอะไร? เพื่อให้นักร้องน้องใหม่ได้เป็นที่จดจำ

โชคดี “ประจักษ์” มียูทูบ และเฟซบุ๊ก เป็นอาวุธที่ช่วยสร้างกระแสแบบไม่ต้องทุน “เช่าเวลา” สถานีวิทยุ หรือซื้อโฆษณาทางทีวี ตั้งแต่ลำไยอายุ 17 ประจักษ์ชัยปล่อยคลิปโชว์เซ็กซี่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “แสดงสด” ให้เห็นถึงความซาบซ่าแบบ “ลำซิ่ง โคโยตี้” กันถึงบ้าน

ประกอบกับสำนักข่าวออนไลน์ ได้แชร์ “แสดงสด” ไปเรียก “ยอดวิว” และ “ยอดไลค์” จึงทำให้คนรู้จักลำไยทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยภาพจำ “ท่าเด้า 9 ชั้น” สาวน้อยก็ดังปานพลุแตก

ขณะที่ยอดวิวสูงพุ่งพรวดขึ้น ยอดจองงานโชว์ก็ตามมา ทำให้คนติดตามท่วมท้นทั้งขอบจอและขอบเวที ส่งผลให้นักร้องสาว ที่มีค่าตัวหลักพันกลายเป็นหลักหมื่น

หลังประสบความสำเร็จจากคลิปโชว์แล้ว ก็เปิดฉากต่อด้วย “เพลง” ทันที โดยปล่อยเพลง “17 สิเข้า” , “ดื่มเหล้ามันขมดื่มนมเถอะพี่” และ “เมียด่ามาหาหนู” ปรากฏว่า “เพลงแป้ก” ไม่ประสบความสำเร็จ แต่งานโชว์ของลำไยก็มีทุกวัน เพราะคนอยากดู “จ๊ะ คันหู 2”

ปี 2560 ประจักษ์ชัย ต้องแก้โจทย์ “จ๊ะ คันหู2” ให้ได้ จึงนำเอาเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” ออกมาทดสอบตลาดใหม่

เพลงผู้สาวขาเลาะ แต่งโดย “อาม ชุติมา” เด็กสาววัย 17 เน็ตไอดอลที่มีพรสวรรค์เรื่องแต่งเพลง เธอแต่งเอง ร้องเองเพลง “อดีตเคยพัง” กวาดไปกว่า 100 ล้านวิว

ในที่สุด ประจักษ์ชัยก็พบทางออก ยอดวิวเพลงผู้สาวขาเลาะพุ่งทะลุ 240 ล้านวิว ลำไยสาวน้อยวัย 18 กลายเป็น “อินดี้อีสาน” ไปโดยพลัน

จะว่าไปแล้ว การผลิตเพลงยุคนี้ เป็นยุคทองของค่ายอิสระ ถือว่าสื่อออนไลน์ได้สร้างความเทียมกัน ในแง่การเผยแพร่งานเพลง คนตัวเล็กๆ จึงแจ้งเกิดได้ตลอดเวลา ถ้าเพลงนั้นโดนใจคนฟัง

อีกทั้งการทำเพลงนั้นทำแบบ “ซิงเกิล” แล้วไปวัดดวงกันที่ยูทูบ ด้วยเพลงเดียว ถ้าเพลงดังเปรี้ยง มียอดวิวสูงแตะล้าน ยอดงานโชว์ก็เข้าทันที ถือว่าเปิดการขายได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาค่ายใหญ่อีกต่อไป

รวมถึงการคัดเลือกศิลปินที่จะเข้ามาในค่ายด้วย ที่ไม่ต้องเสียเวลาปั้นนานเหมือนแต่ก่อน ขอเพียงมี “คาแรคเตอร์” โดดเด่น และมีฝีไม้ลายมือทางเพลงก็แจ้งเกิดได้

แนวทางการทำงานของประจักษ์ชัย ไม่หยุดแค่ ลำไย ไหทอง หากแต่มีการปั้นศิลปินมาต่อเนื่อง และศิลปินเหล่านี้ไม่ต้องไปหาที่อื่นไกล เพียงแค่ “มอนิเตอร์” หรือ “ส่อง” ผ่านสื่อโซเชียลก็จะพบแล้ว บรรดาศิลปินในค่ายไหทองคำ จึงมีที่มาต่างๆ กันไป

แต่ที่เหมือนกันคือมีคาแรคเตอร์ แบบบ้านๆ กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้ชมว่า “ใครๆ ก็เป็นศิลปินได้” โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นสะพานเชื่อม ให้คนธรรมดา กลายเป็นคนดังได้ในพริบตา

อย่าง อาม ชุติมา หลังจากที่ประจักษ์ชัยเห็นในเฟซบุ๊กคว่าเพลง “อดีตเคยพัง” ของเธอมียอดวิวหลักแสนภายในสองวัน ถึงกับส่งค่ารถให้เธอกับแม่มาหาที่กรุงเทพฯ เลยทีเดียว จนทำให้เธอต้องดร็อปเรียนจาก ปวช.มาเป็นนักร้องอาชีพ

ศิลปินบ้านๆ แต่มีความสามารถ กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านไปทันที เพราะนอกจากปลุกปั้นสร้างฝันให้กับผู้คนทั่วไปแล้ว การบริหารจัดการก็เรียบง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตอง เหมือนศิลปินดังสมัยก่อน

สำหรับ ประจักษ์ชัย มิใช่มือใหม่ในวงการ แต่เคยออกอัลบั้มเพลงและเป็นนักจัดรายการวิทยุมาก่อน

อีกทั้งอยู่เบื้องหลังการทำงานค่ายเพลงอินดี้ที่ปั้นนักร้องดังมาแล้วเช่นกัน แต่เมื่อสื่อเปลี่ยน จึงได้นำมาเป็นโอกาสในการปั้นศิลปินยุคใหม่ จากการที่มียอดวิวสูงหลักล้านต่อเนื่อง ถึงกับได้รางวัลครีเอเตอร์ จากยูทูบด้วยในฐานะผู้สร้างกระแสดีไม่มีตก

นี่คือเรื่องเบื้องหลังของ ลำไย ไหทองคำ ที่ไม่ได้มีแค่ “ท่าเด้า 9 ชั้น” และชุดเซ็กเซ็กซี่

“ลุงตู่” อาจจะเห็นแค่คลิป “ท่ายาก” ของลำไย เลยส่งเสียงทักท้วงออกมาดังๆ ทำเอาประจักษ์ยิ้ม..ลูกบอลไหลมาเข้าทางอย่างนี้ ไม่ยิงเข้าประตู ก็ใจเย็นเกินไป

จอมขมังเวทย์”วิวรรธนไชย”ปลุกผีนักเลือกตั้ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/282042

จอมขมังเวทย์”วิวรรธนไชย”ปลุกผีนักเลือกตั้ง?

คนในข่าว  :  12 มิ.ย. 2560
พรรคไทยรักไทย, ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์, ทักษิณ, จอมขมังเวทย์, พลอเปรม ติณสูลานนท์, มนตรี พงษ์พานิช, พรรคการเมือง, สส, จักรพันธุ์ ยมจินดา, วิวรรธนไชย, 9 มิย2560, วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์, 10 มิย, กลุ่มสโมสร สส, วิวัฒนไชย, พรรคทหารประชาธิปไตย, วังน้ำยม, ปี 2544-2548, นายใหญ่-ทักษิณ, สนช, ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์,

จอมขมังเวทย์”วิวรรธนไชย”ปลุกผีนักเลือกตั้ง?

ขนาดตีปลาหน้าไซไว้ก่อน ก็ยังเจอตำรวจบุกมาตรวจค้นระเบิด จนกินข้าวไม่ลง ต้องเลิกรากันไป

นี่เป็นสเตตัสก่อนวันงานรวมพลผู้แทนเก่า (9 มิ.ย.2560) ทางเฟซบุ๊ก Vivatanachai Na Kalasin (วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์)

“พรุ่งนี้ ไม่ต้องส่งทหารมานะครับ ไม่มีการเมืองอดีต ส.ส.ทุกพรรคการเมือง ทุกสีเสื้อ ไม่แบ่งกลุ่ม แบ่งสี สร้างความสามัคคี นัดสังสรรค์พูดคุยตามประสาคนรู้จักคิดถึง ซึ่งกันและกัน ไม่คุยการเมือง ไม่คุยเรื่องเลือกตั้ง ไม่คุยเรื่องรัฐบาล หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองคร้าบ”

เมื่อถึงวันงานจริง (10 มิ.ย.) ที่ห้องกรุงเทพ 2 โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว สมาชิก “กลุ่มสโมสร ส.ส” สิบกว่าคน ได้เดินทางมาพบปะสังสรรค์กัน แต่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ทหารไม่มา แต่ตำรวจมาปิดจ็อบ

ว่ากันว่า แม่งานใหญ่หนนี้คือ วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ และ จักรพันธุ์ ยมจินดา อดีต ส.ส.ระยอง

กลุ่มสโมสร ส.ส.เคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อปีแล้ว โดยไปเยี่ยม พ.อ.สมคิด ศรีสังคม อดีต ส.ส.อุดรธานี ที่นอนป่วยอยู่ในบ้านพัก ซอยงามวงศ์วาน 54 เขตบางเขน กรุงเทพฯ

กล่าวสำหรับ “วิวรรธนไชย” เป็นนักการเมืองเก่าที่มากประสบการณ์ ในรอบสิบปีมานี้ มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ

วิวรรธนไชย หรือเดิมชื่อเขียนว่า “วิวัฒนไชย” จบการศึกษาเบื้องต้นจากวิทยาลัยครูสกลนคร จึงรับราชการครู ที่บ้านเกิด อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ได้เข้าร่วมต่อสู้ปลดแอกครูบ้านนอกออกจากมหาดไทย ในนามชมรมครูประชาบาลภาคอีสาน ต่อมา ได้โอนมารับราชการในตำแหน่งนักประชาสงเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ และเป็นหัวหน้าชุด ปจว.กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์

ปี 2526 วิวรรธนไชย ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ ในสังกัดพรรคชาติประชาธิปไตย ที่มี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นผู้สนับสนุนพรรค

เหตุที่เขาลงสมัครพรรคนี้ เพราะองค์กรครู ได้ทำแนวร่วมกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ จนได้รับชัยชนะในการแยกตัวออกมาจากมหาดไทย ผู้นำครู จึงมีมติหนุนช่วย “พรรคทหารประชาธิปไตย”

ด้วยคะแนนนิยมส่วนตัว บวกกับพลังของพรรคทหาร วิวรรธนไชย ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก สมใจปรารถนา

ปี 2529 วิวรรธนไชย ย้ายมาสังกัดพรรคกิจสังคม และอยู่กับพรรคนี้มาจนถึงวาระสุดท้ายที่ มนตรี พงษ์พานิช จากไป เขาเป็น ส.ส.เมืองน้ำดำอยู่หลายสมัย

ยุคสมัยพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู เขาได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอยู่ในค่าย “วังน้ำยม” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งต่างจากก็ศิษย์รักของมนตรี พงษ์พานิช

เขาเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (ปี 2544-2548) และลาออกจากกรรมการบริหาร เปิดให้ อรดี สุทธศรี ที่ย้ายมาจากพรรคชาติไทย

เลือกตั้งปี 2548 วิวรรธนไชย แยกทางจากสมศักดิ์ ออกบินเดี่ยว โฉบเฉี่ยวไปตามกลุ่มก๊วนที่ใกล้ “นายใหญ่-ทักษิณ”

หลังรัฐประหาร 19 กันยา วิวรรธนไชย ประกาศวางมือทางการเมือง และต่อมา เขาก่อตั้ง “กลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสาน” โดยให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นจากแนวคิดของตนเองเบื่อสภาพการเมืองที่มีปัญหาความขัดแย้ง จนทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเมือง

เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สมัยนั้น โผล่ร่วมแสดงความยินดีกลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสาน และปฏิเสธว่า กลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีทหารอยู่เบื้องหลัง

เวลานั้น สภากาแฟก็จับกลุ่มวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเขาออกมาเคลื่อนไหวการเมืองเพื่อชิงพื้นที่อีสานจากเครือข่ายทักษิณ เพราะเขากล่าวยกย่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าเป็นแบบอย่างของผู้นำการเมืองที่มีคุณธรรม

ประกอบกับเวลานั้น เขามีธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ชื่อโรงแรมไอสวรรยา ถนนเลียบชายหาดจอมเทียน ต.นาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี จึงมีคนเห็นอดีต ส.ส.สายทักษิณหลายคนไปพบปะกันที่นั่นอยู่บ่อยๆ

หลังการเลือกตั้งปลายปี 2550 กลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสานก็เงียบหายไป แต่ตัวเขาก็ยังไม่หยุดนิ่ง ยังทำตัวเป็น “จอมยุทธ์การเมือง” โผล่ที่โน่นที่นี่อยู่เป็นระยะ

เมื่อฤดูเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2557 มาถึง วิวรรธนไชย เจ้าของฉายา “จอมขมังเวทย์” ที่หายจากวงการเมืองกาฬสินธุ์ไปนาน ได้หวนกลับมาลงเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งคู่แข่งของเขา ก็ล้วนใช้ฐานเสียงจากกลุ่มอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และตัวเขาเองก็ต้องโหนกระแส “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เหมือนกัน

ผลเลือกตั้ง ส.ว.เมืองน้ำดำ วิวรรธนไชย เข้าป้ายอันดับที่ 3 ได้แค่ 8 หมื่นคะแนน ขณะที่ผู้ได้อันดับหนึ่ง กวาดไป 1.5 แสนคะแนน

ช่วงปี 2559 วิวรรธนไชย ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊คอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2521 ซึ่งครั้งนั้นได้นายกรัฐมนตรีดี คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ปัจจุบัน จะมีนายกฯ ที่ดีเหมือน พล.อ.เปรม อีกหรือไม่?

ในมุมของนักเลือกตั้ง การขยับตัวของ “อดีต ส.ส.” กลุ่มใหญ่ ที่ถูกประเมินว่าเป็น “เกรดบี” (ส.ส.สอบตกจากปี 2554หรือสอบตกซ้ำแล้วซ้ำอีก) ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติการเมืองไทย

นาทีนี้ ไม่มีอะไรที่ชัดเจน นอกเสียจากการแสดงตัวให้สังคมการเมืองทราบว่า พวกเขายังเป็นคนการเมือง ที่พร้อมกลับสู่สนาม!