คนนี้ใช่เลย “เทพไท เสนพงศ์” พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/279902

คนนี้ใช่เลย “เทพไท เสนพงศ์” พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

คนในข่าว  :  30 พ.ค. 2560
เทพไท เสนพงศ์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ไลน์หลึด, คนในข่าว, คมชัดลึก, คนนี้ใช่เลย เทพไท, มาร์ค, ไลน์หลุด, คึก, สงบ, บ่าวคึก, พิเศษ, นิด้า, พศ 2525-2526, มท4, พรรคพลังธรรม, พรรคประชาธิปัตย์, มท2, หรอยอย่างแรง, ฟ้าวันใหม่, อบจ

คึก!! “เทพไท เสนพงศ์” องครักษ์ พิทักษ์ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของแท้ !!??

               เราจะไม่พูดเรื่องกรณี “ไลน์หลุด” ของคนดังแห่งช่องฟ้าวันใหม่ ว่า งานนี้มีเสียงวิจารณ์มากมาย ทำกันเอง จนเชื่อกันเอง หรืออะไรก็ช่าง เพราะยังไง ปชป.ก็ไม่มีแตก!!

               แต่เราจะโฟกัสไปที่บุคคลในไลน์ ซีกนักการเมือง อย่าง “เทพไท เสนพงศ์” ว่า จริงๆ แล้วเขาคือใคร แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเขามานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ชินสักที

               เทพไท เสนพงศ์ เกิดเมื่อ 12 มีนาคม 2504 มีชื่อเล่นว่า “คึก” เป็นคน อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 8 คน ของ “สงบ” และ “เอื้อน” เสนพงศ์ ซึ่งมีเชื้อสายจีนไหหลำ และมีเชื้อสายตูนิเซียจากผู้เป็นตา แต่เดิมทีครอบครัวทำนา ฐานะยากจน

               “บ่าวคึก” มีคู่สมรสชื่องามนามเพราะ (ละม้ายนามของ “พิมพ์เพ็ญ ภริยาอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ว่า “พอเพ็ญ” โดยเธอมีนามสกุลเดิมว่า “เริงประเสริฐวิทย์” เพราะเป็นบุตรสาวของคนใหญ่อย่าง “พ.อ. (พิเศษ) พล เริงประเสริฐวิทย์” อดีตคนสนิท พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

               ประเด็นพ่อตานี่แหละ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวใหญ่โตมาแล้ว เนื่องจาก “เสธ.พล” รวยจริงรวยจัง จนนักการเมืองรุ่นเดียวกันอิจฉา

               เทพไทจบมัธยมจากโรงเรียนปากพนัง นครฯ และมาจบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทจากคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

               ข้อมูลจากนิตยสารไฮคลาส ฉบับที่ 218 เดือนสิงหาคม 2545 เล่าว่า ความยากจนที่บ่าวคึกเจอมาในวัยเด็ก ถึงขั้นที่ว่า ไปโรงเรียนได้เงินเดือนละ 250 บาท จึงต้องไปอาศัยอยู่บ้านพักครูของอาจารย์ใหญ่ที่เสียชีวิต

               นอกนั้นก็หาเงินเสริมด้วยการถีบสามล้อบ้าง เป็นคนงานตอกเสาเข็มบ้าง แต่ก็ยังทำกิจกรรมโรงเรียนไม่ขาด จนได้รับเลือกเป็นประธานชมรมและประธานนักเรียน

               และยังเป็นคนสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดอายุแค่ 8 ขวบ ก็สามารถท่องรายชื่อผู้สมัครใน จ.นครศรีฯ ได้หมดว่าใครเบอร์ไหน พรรคอะไร จนปัจจุบันก็ยังท่องได้อยู่

               แถมตอนเรียนรามฯ ก็ยังทำกิจกรรมไม่ขาด เป็นตัวแทนนักศึกษาลงสมัครสมาชิกพรรคการเมือง ทั้งที่อยู่ชั้นปีที่ 1 ส่วนปี 2 ขึ้นปี 3 (พ.ศ. 2525-2526) ได้รับเลือกให้เป็นนายกองค์การนักศึกษารามคำแหง ทั้งยังเป็นตัวแทนนักศึกษา 20 สถาบัน ไปร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

               บ่มเพาะความรู้ถึง 8 ปีเต็ม กว่าจะได้ใบปริญญามากอด แต่จังหวะดีได้เป็นผู้ช่วย ส.ส.ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ตั้งแต่ปี 2531 เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบัน

               กระทั่งชำนิได้เก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย (มท.4) ช่วงปี 2537 เทพไทก็ได้เป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย ขณะที่ชำนิยังอยู่ “พรรคพลังธรรม”

               จนชำนิย้ายมาอยู่ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้เป็น รมช.มหาดไทย (มท.2) อีกครั้ง ช่วงปี 2540-2543 ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลชวน 2 บ่าวคึกก็ตามมาด้วยในตำแหน่งเดิม

               ผ่านมาจนปี 2548 ถึงคราว “บ่าวคึก” ลงศึกบ้าง ปรากฏว่าลงปุ๊บก็ชนะเลย ได้เก้าอี้ ส.ส.นครศรีธรรมราช แถมต่อมายังมีบทบาทเป็นโฆษกของพรรค และโฆษกส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกด้วย

               ฟ้าบันดาล มาร์คได้นั่งนายกฯ คึกเลยได้เป็นโฆษกนายกรัฐมนตรี โดยหน้าที่โฆษก แน่นอนว่าจะคอยตอบโต้กับฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้าม

               แต่ของคึกเรียกว่า มีวาทะที่คนใต้เรียกว่า “หรอยอย่างแรง” แถมได้ภาพลักษณ์ของความเป็นองครักษ์พิทักษ์ “มาร์ค” มาครอง

คนนี้ใช่เลย "เทพไท เสนพงศ์" พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

               ชีวิตด้านหนึ่งเรารู้กันดีว่า เขายังเป็นพิธีกรรายการสายล่อฟ้า ทางช่องบลูสกายแชนแนล โดยจัดร่วมกับ ศิริโชค โสภา และชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เป็นสามเกลอที่คนไทยเรียกขาน

               จนต่อมาเมื่อรายการสายล่อฟ้าได้ยุติการออกอากาศลงช่วงรัฐประหารโดย คสช. แต่ก็กลับมาออกอากาศอีกครั้งเมื่อ 27 สิงหาคม 2557 ในชื่อสถานีใหม่ว่า “ฟ้าวันใหม่”

               ไม่เพียง “คึก” เทพไท ที่ได้ดิบได้ดีมีราคาในสนามใหญ่ แต่ยังส่งต่อไปยังรุ่นพี่น้องของเขาเอง จนได้ชื่อว่าครองบัลลังก์ท้องถิ่นขนาดใหญ่เมืองคอนมานาน

               โดยในส่วนของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ก็ได้พี่ชาย คือ ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นั่งเป็นนายกเทศมนตรี มีน้องชาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ เป็นรองนายกเทศมนตรี

               ขณะที่ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีฯ ยังมีน้องชายคือ มาโนช เสนพงศ์ นั่งเป็นนายก อบจ. ที่ได้เก้าอี้มาจากความเป็นคนรุ่นใหม่ จากกลุ่ม “ประชาธิปัตย์สร้างสรรค์” ทำคะแนนชนะเจ้าเก่าแบบสร้างประวัติศาสตร์

               ก่อนจะเสียหลัก ตอนปี 2558 ที่มาโนชต้องโดนใบแดง หลุดจากเก้าอี้ อบจ.นครศรีฯ พร้อมคณะ และถูกตัดสิทธิ์การเมือง 1 ปี เพราะโดนจับได้ว่าทุจริตเลือกตั้ง อบจ. โดยฝ่ายเทพไทยยังโดนด้วย ฐานจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจ

               แต่ว่ากันว่า ไม่ได้สั่นคลอนบารมีใน อบจ.ลงเท่าไหร่ เพราะบ้านนี้มีสแปร์เยอะ ประมาณว่า ใครขาด คนที่เหลือก็เป็นอะไหล่เสียบได้ทันที เรื่องนี้คนในพื้นที่รู้กันดี ต้องไปถามกันเอง

               มาวันนี้ บทบาทของเทพไทออกแนวๆ ด่าทหารมาสักพัก สอดประสานกับบทบาทของ วัชระ เพชรทอง คนพรรคเดียวกัน โดยไม่พักคิดไกล พอแววมาว่าชาวบ้านรู้สึกไง คนประชาธิปัตย์ก็ไปทางนั้น คะแนนรัฐบาลสีเขียวลงฮวบขนาดไหน ยอมรับความจริงกันเถิด

               ยิ่งพอ “ลูกเพ่มาร์ค” เอาสูทออกมาปัดฝุ่นเตรียมลงศึกเลือกตั้ง ที่มาแน่ (แต่เมื่อไหร่?) เสี่ยคึกยิ่งคึกคัก เม้าท์กันว่า ยังวาดฝันจะดันน้องชาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ มาเป็นอะไหล่การเมืองอีกคน

               ถามว่าเทพไทจะไปต่อยังไง ตอบเลยสบายมาก ตอนนี้งานใหญ่ คือ ลงพื้นที่ดูน้ำท่วมที่เมืองคอน ไปตามดูได้ในทวิตเตอร์ “กลุ่ม ปชป.สร้างสรรค์” ทำคะแนนอยู่เงียบๆ แต่ภาพเพียบนะจ๊ะ!!

สยบ! เจ้าพ่ออุทัย “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สะแกกรังเดือด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/279530

สยบ! เจ้าพ่ออุทัย “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สะแกกรังเดือด?

คนในข่าว  :  28 พ.ค. 2560
นายชาดา ไทยเศรษฐ์, ปฏิบัติการ, สกัดรถยนต์, อุทัยธานี, อดีต สส, ชาติไทย, เจ้าพ่อ, อุทัยธานีสะแกกรัง, คนในข่าว, คมชัดลึก, สยบ, เจ้าพ่ออุทัย ชาดา, ชาดา, มือปืนรับจ้าง, บ้านใหญ่, บ้านดอนหมื่นแสน, พี่ใหญ่ใจดี, พี่ใหญ่, บ้านเกิดของแม่, กลุ่มคุณธรรม, ฟารุต, รอง ผบตร, ผบชก, ชาดา ไทยเศรษฐ์

ปฏิบัติการบุกสกัดจับขบวนรถยนต์ของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี  ….สะแกกรังเดือด?

                 คลิปภาพตำรวจกองปราบ ร่วมกับตำรวจทางหลวง บุกสกัดจับขบวนรถยนต์ของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี ถูกแชร์ไปในโลกออนไลน์ราวไฟไหม้ลามทุ่ง

                 “ชาดา” เพิ่งเป็น ส.ส.แค่ 2 สมัย แต่ทุกความเคลื่อนไหวของเขาได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ เนื่องจากเขาเป็น “ผู้ทรงอิทธิพล” แห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง มายาวนาน ตั้งแต่สมัยเล่นการเมืองท้องถิ่น

                 อุทัยธานี เป็นจังหวัดขนาดกลาง ตรงรอยต่อภาคกลางกับภาคเหนือ สมัยก่อนเป็น “เมืองปิด” ดูคล้ายเงียบสงบ แต่กลับถูกขึ้นบัญชีดำของฝ่ายความมั่นคง เป็นเมืองที่มี “มือปืนรับจ้าง” ติดอันดับท็อปเท็นของเมืองไทย

                 สำหรับตระกูลการเมืองของอุทัย ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ก็มีอยู่ 5-6 ตระกูลคือ ทุ่งทอง, นุ้ยปรี, มงคลศิริ, เหลืองบริบูรณ์, โต๋วสัจจา และไทยเศรษฐ์

                 ในทางการเมือง ชาวอุทัยล้วนทราบดี คำว่า “บ้านใหญ่” นั้น หมายถึง “บ้านดอนหมื่นแสน” ต.ดอนขวาง อ.เมืองอุทัยธานี นี่คืออาณาจักรของ “พี่ใหญ่ใจดี” ชื่อชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา บนเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่

                 ใครเดือดร้อนอะไร? ก็ไปหา “พี่ใหญ่” ที่บ้านใหญ่ หรือบ้านดอนหมื่นแสน

                 ว่ากันว่า “ไทยเศรษฐ์” สืบเชื้อสายมาจากแขกปาทาน ที่อพยพมาจากตอนเหนือของปากีสถาน โดยส่วนใหญ่แขกปาทานในไทย จะยึดอาชีพค้าเนื้อ ปู่ของชาดา เป็นพ่อค้าเนื้อรายใหญ่ในจังหวัดอุทัยธานี

                 พ่อของชาดา ทำกิจการรับบรรทุกไม้ซุง ก่อนจะหันมาค้าวัวควายส่งออกต่างประเทศ และขายเนื้อในตลาดอุทัย เพราะอาชีพค้าเนื้อนี่เอง ทำให้ชีวิตของชาดา ต้องกลายเป็นลูกกำพร้า เนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์ก้อนโตของธุรกิจค้าเนื้อ

                 ปี 2511 พ่อถูกยิงเสียชีวิต น้องชายของพ่อก็ตามทวงหนี้เลือด มีการล้างแค้นกันไปมา เหมือนหนังฮ่องกง ต่างฝ่ายต่างลั่นกระสุนกลางตลาดอุทัย เพื่อชิงตลาดค้าเนื้อ และค้าวัวค้าควาย

                 ปี 2518 ชาดาในวัย 15 ปี แม่ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้สงครามเลือดล้างตระกูลในลุ่มน้ำสะแกกรัง ดุเดือดเลือดพล่าน และ 7-8 เดือนต่อมา พี่ชายที่มารับช่วงกิจการก็ต้องสังเวยคมกระสุนจบชีวิตลงให้กับธุรกิจค้าเนื้อไปอีกคน

                 ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ ญาติจึงนำชาดาหนีออกจากอุทัยไปหลบอยู่ที่เมืองกาญจน์(บ้านเกิดของแม่) อยู่หลายปี และเมื่อเขาเติบใหญ่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ จึงกลับมาอุทัยเพื่อสืบสานธุรกิจค้าเนื้อ

                 แน่นอน บนถนนสายธุรกิจค้าเนื้อ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องฝ่าห่ากระสุนไปให้รอด ชาดาและเพื่อนๆ เปิดศึกรบกับ “ผู้มีอิทธิพล” ที่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอุทัยธานี เขาเดินหน้าชน ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม สู้กันทั้งบนดินและใต้ดิน สุดท้ายเขาคือ ผู้ชนะ!!

                 หลังมรสุมอิทธิพลมืดได้จางหายไป กิจการค้าเนื้อของชาดาก็เริ่มขยับขยายไปเรื่อยๆ โดยมีเขาเป็นหัวเรือใหญ่ โดยส่งเนื้อไปขายที่ตลาดอุทัยธานีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

                 เมื่อประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการค้าเนื้อ ชาดาเริ่มขยับไปลงทุนทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ทำเหมืองหิน ทำธุรกิจโรงแรม รวมถึงเป็นนายหน้าค้าที่ดิน

                 ลงหลักปักฐานธุรกิจจนมั่นคง ชาดาจึงก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี เมื่อปี 2533 หลังจาก “วุฒิไกร เหลืองบริบูรณ์” นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีขณะนั้นถูกลอบยิงเสียชีวิต

                 ต่อมา ชาดาจับมือกับกลุ่มการเมืองตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” ตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” ลงเลือกตั้ง และผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลฯ กลุ่มคุณธรรมเดินเข้าสภาเทศบาลอุทัยธานี ได้ทั้งหมด 18 คน ชาดาได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรี

                 ชาดาเป็นนายกเทศมนตรี ติดต่อกันมาหลายสมัย ก่อนจะส่งต่อให้น้องสาว- มนัญญา ไทยเศรษฐ์

                 การเลือกตั้งปี 2550 ชาดา เบนเข็มจากท้องถิ่นสู่สนามการเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรกในสังกัดพรรคชาติไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน ด้วยความเป็นคนมากบารมี มีชื่อเสียงในยุทธจักร สื่อมวลชนจึงให้ความสนใจในตัวเขาราวกับเป็นผู้แทนเก่า

                 เมื่อชาดา เป็นผู้แทนฯ จึงพยายามแผ่ขยายอาณาจักร ไม่ใช่เพียงยึดฐานเทศบาลเมืองอุทัย หากยังรวมไปถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัย โดยชาดา สนับสนุน “เผด็จ นุ้ยปรี” เป็นนายก อบจ.อุทัย มาสองสมัยแล้ว

                 ปี 2554 ชาดา ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกสมัย และปีถัดมา ชาดาเปิดตัว ฟารุต ไทยเศรษฐ์ ให้เป็นทายาททางการเมือง และเตรียมลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เดือน ส.ค.ปีเดียวกัน “ฟารุต” ถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดา นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของผู้กว้างขวางเมืองอุทัย

                 ต้นปี 2559 ชาดา จัดงานแต่งงานลูกสาว 2 คนคือ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ และอัลฑริกา ไทยเศรษฐ์ โดยพิธีฉลองมงคลสมรสครั้งนั้น มีแขกผู้เกียรติมาร่วมงานนับหมื่นคน เฉพาะนักการเมือง แกนนำพรรคชาติไทยมายกพรรค, ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ, เสนาะ เทียนทอง, จตุพร พรหมพันธุ์ , ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฯลฯ

                 หลังรัฐประหาร 2557 ชาดา ตกเป็นเป้าของ คสช. ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยในรอบ 3 ปี เขาถูกตำรวจบุกค้นบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

                 ครั้งแรก วันที่ 23 ก.ค.2558 ตำรวจกองปราบเปิดยุทธการสะแกกรัง ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างในจังหวัดอุทัยธานี 11 จุด และในนั้น มีบ้านของชาดารวมอยู่ด้วย

                 ครั้งที่สอง วันที่ 12 เม.ย.2559 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายผู้มีอิทธิพลละเมิดกฎหมาย รวมถึงบ้านพักนายชาดา

                 ครั้งที่สาม วันที่ 23 มี.ค.2560 พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดยุทธการไพร่ฟ้าหน้าใส ตรวจค้นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดอุทัยธานี 30 จุด และไม่พลาดที่จะค้นบ้านของชาดาอีกครั้ง

                 ฉากชีวิตของชาดา ไม่ต่างจากนิยายบู๊ล้างผลาญ แต่เขาจะโลดโผนในยุทธจักรไปได้นานแค่ไหน ผู้คนในวงการต่างเฝ้าจับตามอง?

——-

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คลิป นาทีปฏิบัติการลุยค้นรถ”ชาดา ไทยเศรษฐ์” (1)

คลิป ปฏิบัติการค้นรถ”ชาดา ไทยเศรษฐ์”(2) 

ภาพชุดปฏิบัติการ บุกค้นรถยนต์ อดีต ส.ส.ชาดา

ค้นรถ อดีต ส.ส. “ชาดา” เจอปืน 6 กระบอก !!   

แจ้งข้อหา“ชาดา”พกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตกหลุมอากาศ”พาที” เจ็บหนักจะฝ่าพายุไหวมั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/279260

ตกหลุมอากาศ”พาที” เจ็บหนักจะฝ่าพายุไหวมั้ย?

คนในข่าว  :  26 พ.ค. 2560
ซีอีโอ, สายการบิน, หลุมอากาศ, พายุ, นกแอร์, คนในข่าว, พาที สารสิน, ตกหลุมอากาศพาที, พาที, แมวแอร์, NOK, นกปีกหัก, ดุ๋ง พาที, อ่อน, กึ๋น

ตกหลุมอากาศ”พาที” เจ็บหนักจะฝ่าพายุไหวมั้ย?

 

จะต้องเปลี่ยนเป็น “แมวแอร์” 9 ชีวิตมั้ย ? ค่าที่ยังได้ไปต่อ เมื่อล่าสุด บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (NOK) เพิ่งประกาศว่า แม้การบินไทย หรือ THAI เมินสิทธิ์ที่จะเพิ่มทุน แต่ก็มีรายอื่น…แถมรับรองว่า 2 เดือนนี้ ระดมทุนสำเร็จแน่นอน เตรียมเปิดพันธมิตรกลุ่มใหม่อีก เชิดใส่บินไทยสวยๆ !

แถมอินสตาแกรมของซีอีโอนกแอร์ พาที สารสิน ยังมีการขึ้นข้อความระบุเป็นนัยๆ ว่า “ขอแสดงความขอบคุณสำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุนอย่างมากมาย และพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ”

แต่งานนี้หากถามฝ่ายตัวแม่บินไทย ก็คงยักไหล่แบะมือ แล้วไงใครแคร์ เพราะก็ตัวเบาขึ้น ถือหุ้นน้อยลง ไม่ต้องรับรู้เรื่องขาดทุนจนปวดหัว แถมยังหนุนราคาหุ้นวิ่งฉิวทั้งคู่ !!!

ถ้าจะมีแต่ข่าวดีๆ ก็จบสิไม่ต้องเล่าต่อ ลองย้อนไปดูเรื่องราวที่ผ่านมา จะพบว่า ค่ายนกแอร์ก็เรียกได้ว่าบินมาแบบทุลักทุเล เจอพายุ หลุมอากาศมาแบบกระหน่ำซ้ำเติมจนเกือบสิ้นชื่อทั้งคนทั้งองค์กร

แม้คนไทยรู้กันดีว่า สายบินนกแอร์ ก็คืออีกสายการบินที่ใครก็ซื้อตั๋วบินได้เหมือนกัน ! และมีซีอีโอมากความสามารถ แต่ภาพจำของคนไทยเกี่ยวกับนกแอร์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลับไม่ใช่เรื่องดีเลย นั่นคือ ภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาตลอด จนหลายคนใช้คำว่า “นกปีกหัก”

นับตั้งแต่ปี 2557 นกแอร์ขาดทุน 471 ล้านบาท, ปี 2558 ขาดทุน 726 ล้านบาท, ปี 2559 ขาดทุน 2,080 ล้านบาท และปีนี้ เอาแค่ไตรมาสแรก ก็ขาดทุนถึง 295.57 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ถึงขนาดที่คาดการณ์กันว่าแม้วันนี้นกแอร์จะเพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้ และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อด้วย

ถามว่าทำไมนกแอร์ถึงขาดทุนได้ขนาดนี้ แน่นอนหากดูจากมติของการบินไทยครั้งล่าสุดนี้ น่าจะชี้เป้าไปที่การบริหารของซีอีโอ

เพราะการตัดสินใจชนิดกลับลำในโค้งสุดท้ายของการบินไทยในการประชุมบอร์ดนัดพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวก่อนหมดเวลาใช้สิทธิ์เพิ่มทุน ซึ่งเม้าท์กันว่า ที่ประชุมบอร์ดเถียงกันน้ำลายแตกฟอง โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน แต่ในที่สุดก็เห็นควรไม่ให้มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุน

ทำเอาพาที ถึงกับถอนใจว่า ไม่ได้คุยกันไว้แบบนี้นี่นา !

เมื่อมองถึงเหตุผล ก็น่าจะจริงตามข้างต้น นั่นเพราะการบินไทยมองว่า แผนการปฏิรูปและบริหารงานของนกแอร์ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการขาดทุนยังขาดความชัดเจน และไม่สามารถการันตีได้ว่า หากการบินไทยลงเงินไปแล้วจะได้ผลตอบแทนคืนกลับมาได้อย่างไร

แถมด้วยเงื่อนไขว่า หากจะเอาตังค์เรา พาทีต้องไม่อยู่นะ ! และแน่นอนที่การบินไทยจะรู้จัก “ดุ๋ง พาที” เป็นอย่างดี ก็เป็นอันว่าเงินไม่ไปแล้วกัน

นั่นเป็นมุมของบอร์ดบินไทยรวม ที่เล็งถึงผลกำไรและความไม่เชื่อมั่นในฝีมือของพาทีอีกแล้ว แต่พอหันไปมองมุมของฝ่ายสนับสนุนเพิ่มทุน ก็ใช่ว่าจะให้เครดิตพาทีสักเท่าไหร่

เพราะเหตุผลคือ เกรงว่านกแอร์จะมีผู้ร่วมทุนใหม่จากสิงคโปร์เข้ามาเป็นคู่แข่ง และจะมามีอิทธิพลในกิจการการบินของไทย ที่สิงคโปร์จะได้เส้นทางการบินที่การบินไทยยกให้นกแอร์มาบินแทน และอาจจะทำให้นกแอร์และนกสกู๊ตย้ายฐานกลับไปที่สุวรรณภูมิ ซึ่งจะเข้ามาแข่งกับการบินไทยด้วย

มีเรื่องเล่าหลังฉากการล้มกระดานไม่เพิ่มทุนในนกแอร์อีก คือในส่วนของการตัดสินใจรอบแรกที่ว่าจะเพิ่มทุนนั้น มีเสียงแตกออกเป็นสองฝ่าย คือขณะที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เพิ่มๆ ไป แล้วก็ให้คนเดิมนั่งต่อไป

แต่มีอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ขอว่าจะต้องกำจัดจุดอ่อนออกไปด้วย แต่ไม่ใช่เคลียร์เก้าอี้ แล้วหาคนเก่งที่ไหนมาบริหาร แต่เป็นคนของตัวเองที่จะดันเข้ามาแทน !! งานนี้เม้าท์กันว่า มีการเตรียมซีอีโอใหม่ที่เป็นทายาทอย่าง “ณ” หรือ “จ”

นี่จึงเป็นที่มาของการประชุมอีกครั้งแบบนอกรอบวันอาทิตย์ จนออกมาเป็นดีลล้มกระดานไม่เพิ่มทุน ไม่เพียงส่งผลให้นกแอร์ต้องบ่ายหน้าเร่ไปคุยกับรายอื่น

ทั้งนี้ แหล่งข่าวการบินไทยระบุแก่สื่อว่า การที่บินไทยไม่เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้กลุ่มจุฬางกูรขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 และจะมีอำนาจในการบริหารงานสายการบินนี้ด้วย เนื่องจาก ณัฐพล จุฬางกูร ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในสัดส่วน 12.08% ทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 ในสัดส่วน 10.21% เมื่อรวมทั้ง 2 คน จะทำให้กลุ่มจุฬางกูรมีหุ้นในสายการบินนกแอร์ 22.29%

ก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับชื่อย่อข้างต้นหรือไม่อย่างไร แต่ถึงตรงนี้ พาทียังอยู่นะ !

ดังนั้น หลายคนจึงจับตามองความเคลื่อนไหวของพาทีหลังจากนี้ โดยเฉพาะเรื่องตัวเลขขาดทุน ที่หลายคนชี้โป้งเลยว่าที่ผ่านมาผู้บริหาร “อ่อน” แต่ดูแล้ว ที่พาทีเจอมา ใครนั่งตรงนี้ก็รากเลือดหรือเปล่า ?

มาถึงวันนี้ สภาพของนกแอร์ต้องบอกว่าเปียกและมอมแมมไปด้วยพายุฝน ถึงขั้นที่ว่าหากไม่เพิ่มทุนให้ทันภายในเดือนนี้ เนื่องจากมีผลขาดทุนต่อเนื่อง และกินสัดส่วนผู้ถือหุ้น ก็อาจต้องเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการได้

อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีว่า นกแอร์อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ร่วมทุนต่างชาติ 2 กลุ่ม ซึ่งข่าวระบุว่าเป็นจีนและสิงคโปร์ ซึ่งทางเจ้าตัวขอเวลาอีก 2 เดือนจะมีความชัดเจน แถมหลังข่าวนี้ออก ราคาหุ้นนกแอร์ปิดตลาดที่ราคา 4.78 บาท เพิ่มขึ้น 3.91% ขณะที่การบินไทยปิดตลาดที่ 19.10 บาท เพิ่มขึ้น 4.95%ก็น่าจะมีความหวังใช่หรือไม่

ที่สำคัญ ต้องมาดูที่ “กึ๋น” ของซีอีโอหัวติสต์ต่อไป ว่าจะนำพานกแอร์บินไปถึงไหนในปลายทาง

คนหน้าเดิม”วินิจ-โหน่ง”ปั้น “เดอะสแตนดาร์ด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/278846

คนหน้าเดิม”วินิจ-โหน่ง”ปั้น “เดอะสแตนดาร์ด”

คนในข่าว  :  24 พ.ค. 2560
เนวิน ชิดชอบ, เฮียฮ้อ, ถกลเกียรติ วีรวรรณ, วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, วินิจ เลิศรัตนชัย, เดอะสแตนดาร์ด, วินิจ-โหน่ง, โหน่ง, The Standard, วังขนาย, ไร้ท์แมน, โครงการมหานคร, มหาชน, ปรัชญา ปิ่นแก้ว, องค์บาก ไลฟ์, ใหญ่, ปรากฏการณ์, นักสร้างปรากฏการณ์, นักจัดรายการวิทยุ, 2537-2538, 2544, RS FRES AIR, S-One,

คนหน้าเดิม”วินิจ-โหน่ง”ปั้น “เดอะสแตนดาร์ด”

 

นับจากที่ “โหน่ง”วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดตัวบริษัทใหม่-สื่อใหม่ ในนาม “The Standard” พร้อมแย้มถึง “ผู้ถือหุ้น” รายใหม่ด้วย เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2560

ที่สุดความชัดเจนก็ปรากฏแล้ว นั่นคือ”วินิจ เลิศรัตนชัย”เป็นหนึ่งใน “กรรมการผู้มีอำนาจ” ร่วมด้วยศุภฤกษ์ โรจน์วงศ์สุริยะผู้ผลิตน้ำตาลเจ้าใหญ่“วังขนาย”

โดยนายทุนใหม่ถือหุ้น 45% ทางด้าน วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และ นิติพัฒน์ สุขสวย ถือหุ้น 45% ส่วนที่เหลือ 10% เป็นผู้ร่วมลงขันอะเดย์ยุคก่อตั้งทั้ง 459 คน

“บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด” จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 หรือหนึ่งเดือนให้หลังที่สองผู้ก่อตั้งอะเดย์ประกาศลาออกผ่านทางทวิตเตอร์ ด้วยทุน 30 ล้านบาท โดยที่อยู่บริษัทตั้งอยู่ตึกเดียวกับ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ที่อาร์ซีเอ พระราม 9 ด้วย

สำหรับ วินิจ เลิศรัตนชัย เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาและขาประจำในสื่อเสมอในฐานะ “โปรโมเตอร์” หรือผู้จัดใหญ่ระดับประเทศมาแล้วหลายงานในนาม บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด8 ปีที่ผ่านมานับแต่ก่อตั้งเมื่อ 9 มีนาคม 2552 สร้างสรรค์ผลงานมาแล้วมากมาย

และยังมีโปรเจกท์ใหม่ต่อเนื่อง อย่างปีที่แล้ว ต้นปีจับมือกับ “เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์” และ “ไร้ท์แมน” จัดโชว์ไดโนเสาร์พาร์คกลางสุขุมวิท กลางปี ร่วมมือกับ “โครงการมหานคร” ของ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวตึกด้วยการสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ พอมาถึงต้นปีนี้จับมือกับ “ถกลเกียรติ วีรวรรณ” และ “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” เปิดศักราชใหม่ด้วยโชว์ “องค์บาก ไลฟ์” ขึ้นที่ห้างใหม่ShowDC ถนนพระราม 9

แต่ละโปรเจกท์ของวินิจมักสร้างกระแสฮือฮาทุกครั้งไป เพราะเขาได้ตั้งเป้าหมาย “ใหญ่” ระดับ “ปรากฏการณ์” เสมอ และไม่ปฏิเสธหากใครจะเรียกขานเขาว่า “นักสร้างปรากฏการณ์”

ความเต็มที่ของวินิจดูเหมือนมิใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นมาตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่หันหลังให้งาน “นักจัดรายการวิทยุ” มาสู่ผู้บริหารบริษัทจัดคอนเสิร์ตและอีเวนท์เต็มตัว ทั้ง Prirate Radio (2537-2538) และ Dream Media (2544) โดยเฉพาะบริษัทหลังนี้จัดคอนเสิร์ตใหญ่มากมาย โดยมีบริษัทโทรศัพท์ค่ายยักษ์ใหญ่เป็น “สปอนเซอร์หลัก” ทำให้สั่งสมคอนเนกชั่นทางสายดนตรีและธุรกิจมากขึ้นเป็นลำดับ ได้รับสมญานาม “เจ้าพ่อคอนเสิร์ตและอีเวนท์” แห่งวงการ

ปี2550 วินิจเข้าบริหาร “RS FRES AIR” ในเครืออาร์เอส ได้รับมอบหมายจาก “เฮียฮ้อ” บุกธุรกิจตลาดธุรกิจคอนเสิร์ต Sport Entertainment พร้อมเปิดสนาม “S-One” ย่านบางนา ก่อนที่วินิจจะลาออกและขายหุ้นคืนในเวลาต่อมา

ท่ามกลางกระแสการเมืองพลิกขั้ว ปี2552 ต้นเดือนมีนาคม วินิจเปิดบริษัทใหม่ในชื่อ “เฟรชแอร์ เฟสติวัล” ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ เนวิน ชิดชอบ เปิดตัว “พรรคภูมิใจไทย” เมื่อต้นเดือนมกราคมก่อนหน้านั้น และพรรคได้คุมกระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะ “กระทรวงมหาดไทย”

ว่ากันว่า ข้อต่อสำคัญในสายสัมพันธ์นี้คือ “ป๊อบ”สุรพงษ์ เตรียมชาญชัยผู้บริหาร “ทราฟฟิกคอร์นเนอร์” ซึ่งมี วินิจ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทระยะหนึ่งเมื่อมีกิจกรรมของพรรคจึงเห็นเฟรชแอร์เข้าไปทำงานเป็นระยะๆ

ชัดเจนที่สุดเมื่อปลายปี 2552 เมื่อเนวินเป็นประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 จัดให้มีการจัดฉายภาพสี่มิติเทิดพระเกียรติฯ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ทางด้าน “เฟรชแอร์ฯ” ได้รับมอบหมายให้สร้างสรรค์จนสำเร็จ

ต่อมาได้รับการจัดจ้างจากกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานเมืองแห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP city) ครั้งที่ 6 ปี 2552 วงเงิน 88.4 ล้านบาท ทำให้ปีแรก “เฟรชแอร์ฯ” ทำรายได้มากถึง 400 ล้านบาท ต่อเนื่องถึงงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2553 ทาง “เฟรชแอร์ฯ” ได้รับความไว้วางใจอีกครั้ง

เมื่อทาง เนวิน หันไปทำฟุตบอล ช่วงเริ่มต้น วินิจ ก็เป็นมือทำงานในช่วงแรกๆ เช่นเดียวกัน จนสโมสรเป็นที่รู้จักมากขึ้นนอกจากนี้ยังถือหุ้นในบริษัท สโมสร บุรีรัมย์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำกัด ด้วย

จากนั้นมาวินิจยังคงดำเนินธุรกิจต่างๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง โดยส่วนใหญ่จับมือกับบริษัทต่างๆ แล้วก่อตั้งบริษัทเป็นรายโปรเจกท์ไป โดยเฉพาะชื่อของ“บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย”ทายาทน้ำตาลวังขนาย และศุภฤกษ์ โรจน์วงศ์สุริยะปรากฏในหลายบริษัท ซึ่ง“วังขนาย” เป็นสปอนเซอร์ให้แก่อีเวนท์ต่างๆ ของ “เฟรชแอร์ฯ” อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 กระทั่งล่าสุดกับ “เดอะสแตนดาร์ด”

ต่อความสัมพันธ์ของ “โหน่ง”วงศ์ทนง และวินิจ นั้นไม่ใช่คนอื่นไกล เพราะครั้งหนึ่งในอดีต วินิจคือผู้บริหารของ “ทราฟฟิกคอร์นเนอร์” ร่วมกับ “ป๊อบ”สุรพงษ์ เจ้าของหุ้นใหญ่ “เดย์ โพเอทส์” ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการสัมภาษณ์วินิจมาลงสื่อในเครือ “เดย์ โพเอทส์” บ่อยครั้ง

หลังสุดคือ การเปิดตัวองค์บากไลฟ์ งานล่าสุดของวินิจ นั่นเอง

จำได้มั้ย? “วสุ ผันเงิน”อดีต “นกหวีดหวาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/278625

จำได้มั้ย? “วสุ ผันเงิน”อดีต “นกหวีดหวาน”

คนในข่าว  :  23 พ.ค. 2560
ค้ากาม, นกฮูกน้ำเพียงดิน, เมืองสามหมอก, อบตบ้านใหม่, จำได้มั้ย, วสุ, ผันเงินอดีต, นกหวีดหวาน, วสุ ผันเงิน, เพิ่มเติม เสริมศักยภาพ, หนึ่ง, บุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์, อะไรกันเนี่ย, เครือข่ายนนทบุรี, เสียงหน้าแตกดังโพละ, ยื่นหนังสื่อ, นกฮูก, ทาสแมว

จำได้มั้ย? “วสุ ผันเงิน”อดีต “นกหวีดหวาน”

 

ค้ากามเมืองสามหมอก ยังคงฉาวคาวคละคลุ้ง ล่าสุดกับกรณีที่ปรากฏชื่อของคนเมืองนนท์ขึ้นไปใช้บริการไกลถึงที่นั่น ยังคงอยู่ในความสนใจของสังคมไทยเป็นอันมาก

คนเมืองนนท์ที่ว่าคือ “วสุ ผันเงิน” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีรับรองเอกสารอันเป็นเท็จเบิกค่าใช้จ่าย โครงการอบรมดูงาน จ.แม่ฮ่องสอน ปี 2559 จากการพัวพันกับการซื้อกามเด็กดังกล่าวนั้น

อย่างไรก็ดี นี่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดว่า เขาผิดจริงหรือไม่ เพราะคนไทยจะอยากรู้เหลือเกินว่า การดูงานในหัวข้อ “โครงการฝึกอบรม และศึกษาดูงานเพิ่มเติมศักยภาพในการบริหารงานของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาของ อบต.บ้านใหม่” เป็นการ “เพิ่มเติม เสริมศักยภาพ” การทำงานกันแบบไหน จนไปติดหล่ม คดี “นกฮูกน้ำเพียงดิน” จ.แม่ฮ่องสอน ดังกล่าวได้

แต่ก่อนจะถึงวันที่ได้รู้ความจริง ซึ่งคงอีกสักพัก วันนี้ขอพามาทำความรู้จักตัวตนคนบ้านใหม่คนนี้สักเล็กน้อย

วสุ ผันเงิน หรือ “หนึ่ง” ปัจจุบันอายุ 48 ปี ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี แต่ด้านหนึ่งเขาก็เป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีมาก่อน

ประวัติส่วนตัวแบบละเอียด ไม่มีเผยแพร่จากแหล่งใด นอกจากประวัติที่ว่า เขานั้นเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนสวนกุหลาบ นนทบุรี OSKN5

ซึ่งที่เด็ดๆ คือ “วสุ” ยังเป็นเพื่อนเรียนชั้นมัธยมกับ “บุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์” ปลัดอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน คนที่เป็นหัวหอกแฉเรื่อง “ผู้ใหญ่กินเด็ก” ที่แม่ฮ่องสอนหนนี้นี่แหละ!! (อะไรกันเนี่ย!!!)

ในส่วนของโปรไฟล์ทางการเมืองของนายกฯ หนึ่ง ระบุว่า เขาได้รับเลือกเป็นนายกฯ อบต.บ้านใหม่ จากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2555 โดยคนบ้านใหม่เลือกเขามาด้วยคะแนน 2,504 คะแนน ชนะ ประทีป คำหวาน เบอร์ 2 กลุ่มเพื่อบ้านใหม่ที่ได้มา 1,980 คะแนน

ครั้งนั้น ว่าที่นายกฯ หนึ่ง จากผู้สมัครในนามอิสระ ระบุหลังเข้าวินว่า ตนนั้นชนะเพราะสืบผลมาจากช่วงน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ที่ตนเองได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ลงพื้นที่ทำงานอยู่กับน้ำ ไม่ได้อยู่กับบ้าน ทำอย่างจริงจังเพื่อชาวบ้านทั้ง 11 หมู่ แทบทุกชุมชน และประชาชนเชื่อว่าการบริหารงานในครั้งที่ผ่านมาขาดเหลือ ในอนาคตต้องการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป

อย่างไรก็ดี แม้จะออกตัวว่าเป็นผู้สมัครอิสระ แต่หลังจากนั้น นายกฯ หนึ่ง ก็มีบทบาทในการแสดงออกทางการเมืองใหญ่ของประเทศ ช่วงปลายปี 2556 ในนามชมรมคนรักประเทศไทย(เครือข่ายนนทบุรี)

โดยวันที่ 8 พฤศจิกายนปีนั้น เขาปรากฏตัวที่บริเวณหน้าหอนาฬิกา ท่าน้ำนนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี พร้อมบรรดานักศึกษา พ่อค้า ข้าราชการ ประชาชน ร่วมเป่านกหวีดแสดงพลังต่อต้านการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของพรรคเพื่อไทย

ในครั้งนั้น ยังมีคนเด่นคนดังผลัดกันขึ้นปราศรัยบนรถเครื่องขยายเสียงโจมตีรัฐบาลปูกันคึกคัก นำโดย วิทูร กรุณา อดีตผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์, ประกอบ สังข์โต อดีต ส.ส.นนทบุรีหลายสมัย, ณรงค์ จันทนดิษฐ์ อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และ วสุ ผันเงิน นายก อบต.บ้านใหม่ คนนี้รวมอยู่ด้วย

เป็นอันว่า ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน คนดีร่วมก๊วนนกหวีดด้วยกันนี่เองสิเนี่ย! ว้าว….

สำหรับความสัมพันธ์กับค่ายสีฟ้าและกลุ่มนกหวีดของนายกฯ หนึ่งคนนี้ ไม่ว่าจะมาก่อนหรือหลัง จนส่งให้เขาได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯ อบต. คงไม่สำคัญเท่ากับการทำงานจริงจังและจริงใจให้คนพื้นที่ได้อุ่นใจไร้กังวล

อย่างสองปีก่อน นายกฯหนึ่งคนนี้นี่แหละที่ นำประชาชนหลายร้อยคน มาร่วมลงชื่อที่วัดต้นเชือก ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อยื่นข้อเรียกร้องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่หน่วยทหาร คมช.ที่รับผิดชอบในพื้นที่ และกรมทางหลวง โดยมีข้อเรียกร้องขอให้แก้ไขการออกแบบถนนมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี

วันนั้นเอง นายกฯหนึ่งพูดว่า “ผมมั่นในว่ารัฐบาลชุดนี้จะใช้ความละมุนละม่อมในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวบ้านของเรา”

ทุกวันนี้เรื่องนี้ยังไม่จบ (เสียงหน้าแตกดังโพละ) เพราะยังเดินเรื่องกันอยู่ในระดับ “ยื่นหนังสื่อ” เหมือนเดิม… แต่เอาเถอะ นี่ก็เพียงพอจะเป็นอีกตัวชี้วัดว่า คนๆ นี้ ทำงานจริงอยู่นา…

แถมเมื่อเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของเขา จะต้องถึงกับอึ้ง! เพราะทั้ง 2 URL ของเขา อันแรกชื่อ วสุ ผันเงิน (หนึ่ง) ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนรูปโปรไฟล์มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านสดๆ ร้อนๆ เป็นภาพแพะ แบะๆๆ

และอีกชื่อคือ นายก สมองหมา ปัญญาแมว ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวของการช่วยเหลือเพื่อนซี้สี่ขาหมาแมวไว้มากมายหลากหลายรูปแบบ

สรุปว่าคนนี้ ที่อาจมีเอี่ยวกับ “นกฮูก” ปรากฏว่าเป็น “ทาสแมว” กับเขาด้วย!!!!

แต่ที่เด็ด คือ วันอังคารที่ผ่านมา เจ้าตัวเพิ่งโพสต์ภาพแบทแมนกำลังใช้ควายไถนา แถมแคปชั่นใต้ภาพมันส์ๆ ว่า “โปรแกรมเที่ยวของเอ็งไปได้ทุกจังหวัดนะ แต่ระวัง จ.แม่ฮ่องสอน”

เพราะอะไร? ไปหาอ่านกันดูแล้วกันในเพจ แต่ที่แน่ๆ มีเพื่อนร่วมโซเชียลเข้ามาคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันล้นหลาม ซึ่งแปลว่า คนที่รักและนับถือศรัทธายังมีเพียบ!

นั่นก็เป็นเรื่องราวก่อนที่เขาจะต้องไปนอนคุกในวันนี้ ทิ้งความคาใจให้เราตามต่อว่าคดีจะสรุปลงเอยที่ไหน จะจริงเท็จ หรือแบะๆๆ อย่างไร โปรดติดตาม

3 ปีผ่านไป “ทักษิณ” ไม่เคยหายไปไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/278332

3 ปีผ่านไป “ทักษิณ” ไม่เคยหายไปไหน?

คนในข่าว  :  22 พ.ค. 2560
วอยซ์ทีวีถูก, ชินวัตร, โอ๊ค, พานทองแท้, อุ๊งอิ๊ง, แพทองธาร, เอม, พินทองทา, 3 ปี, 3 ปี คสช, คนในข่าว, คมชัดลึก, ปีผ่านไป ทักษิณ, ไม่เคยหายไปไหน, ทักษิณ, กระจาย, ลูกโอ๊ค, สำนักข่าวสารครอบครัว, ในอดีต, พลตขัตติยะ สวัสดิผล, ปัญหาราคายาง, ไลน์, หลักฐาน, รัฐธรรมนูญ, นโยบาย, ถอดยศ, ลูกอิ๊ง, พ่อ, ตา, โดนใจ,

ครบ 3 ปี คสช. แต่ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยจางหายไปจากประเทศไทยแม้แต่น้อย

                 ครบ 3 ปี คสช. แต่ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยจางหายไปจากประเทศไทยแม้แต่น้อย

                 และ่นับวันดูจะเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ว่าการเดินสายไปยังประเทศต่างๆ, การสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ, ความคิดความเห็น ฯลฯ นอกจากโพสต์เองแล้ว ก็ยังมีลูกๆ ช่วย Like & Share บอกต่อไปอีกทอดหนึ่ง

                 โดยเฉพาะการโพสต์ของลูกๆ ทั้ง โอ๊ค-พานทองแท้, เอม-พินทองทา และ อุ๊งอิ๊ง-แพรทองธาร นี้เอง ที่เป็นหน่วย “กระจาย” ทุกข้อมูลข่าวสารไปยังทุกจุดที่ต้องการได้

3 ปีผ่านไป "ทักษิณ" ไม่เคยหายไปไหน?

                 ยุคแรก ๆ เป็น “ลูกโอ๊ค” กับ “ลูกเอม” ที่ขยันโพสต์ปกป้องสถาบันครอบครัว แต่ภายหลังทางด้าน เอม คุณแม่ลูกสาม ดูแผ่วๆ ไปจาก “สำนักข่าวสารครอบครัว” ไป

                 จะมีก็เพียง “ลูกโอ๊ค” ที่คอยตั้งกระทู้ถาม พร้อมถ่ายทอดมุมมองความคิดและผลงาน (ในอดีต) ของพ่อมาบอกเล่าให้ฟัง ผ่านเฟซบุ๊ค Oak Panthongtae Shinawatra

                 อย่างเช่นหลังสุดก่อนครบรอบ 3 ปี ไม่กี่วัน 13 พฤษภาคม 2560 ได้แชร์ภาพของ ขัตติยา สวัสดิผล ว่าด้วยการโพสต์ประเด็น “การโดนคสช. ห้ามไปกราบระลึกถึงคุณพ่อ (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล)” พร้อมแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตุ ปิดท้ายเรื่องด้วย กระทู้ถามไปยัง คสช. “เชื่อว่าหลายคน รอฟังคำตอบของท่านผู้นำอยู่ครับ…”

                 หรือก่อนหน้านั้นเดือนเมษายน 2560 “ลูกโอ๊ค” ใส่ใจเรื่อง “ปัญหาราคายาง” ด้วย โดยได้ถามไถ่ไปยังคุณพ่อแล้วได้แคปเจอร์หน้าจอ “ไลน์” มาเป็น “หลักฐาน” ให้แฟนเพจได้เห็นด้วย รวมถึงความคิดความเห็นเกี่ยวกับ “รัฐธรรมนูญ” ในทัศนะของ ทักษิณ ทาง “ลูกโอ๊ค” ก็ได้นำมาถ่ายทอดด้วยเช่นกัน

                 โดยรวมแล้ว “ลูกโอ๊ค” จะเจาะประเด็น “การเมือง” เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีมุมอบอุ่นด้วย เช่นการอวยพรวันเกิดผ่านเฟซบุ๊คทุกปี ก็ได้ประกาศให้โลกรู้ด้วย ซึ่งนอกจากถ้อยคำอวยพรแล้ว ก็จะมีเนื้อหาเกาะเกี่ยวกับ “นโยบาย” หรือผลงานของพ่อ (ในอดีต) เสมอ นอกจากนี้ในยุคที่มีประเด็นร้อนเรื่อง “ถอดยศ” ทักษิณ นั้น เขาได้โพสต์รณรงค์แคมเปญ “เติม ก.ไก่ ให้นาย…ทักษิณฯ” เพื่อเปลี่ยนโปรไฟล์เฟสบุ๊คด้วย

                 อย่างไรก็ดี โพสต์ที่มาแรงแซงโค้ง “ลูกโอ๊ค” ไป เห็นจะเป็นของ “ลูกอิ๊ง” นั่นเอง

3 ปีผ่านไป "ทักษิณ" ไม่เคยหายไปไหน?

                 ขณะที่บอกเล่าทุกกิจกรรมของพ่อด้วยความรักทั้งในฐานะ “พ่อ” และ “ตา” ของหลานทั้งสามแล้ว ก็ไม่ได้ละสายตาไปจาก “ประเด็นร้อน” ในบ้านเมืองแม้แต่น้อย แล้วโพสต์ “โดนใจ” แต่ “ไม่เยิ่นเย้อ”

                 แต่ละโพสต์จึงแรงและโดนเป้าหมายอย่างจัง

                 อย่างเช่นโพสต์กรณี “วอยซ์ทีวีถูก กสท.สั่งปิด 7 วัน” ก็กระเทือนถึง “เป้าหมาย” เรียบร้อยจนอีกฝ่ายออกมาตอบคำถามเรียบร้อย ถึงแม้จะ “ลบโพสต์” ในเวลาต่อมาก็ตาม แต่ได้ฝากรอยไว้ให้กับอีกฝ่ายเรียบร้อย

                 ไม่รู้ว่าโพสต์ไปตามอารมณ์หรือวางสคริปต์ไว้อย่างดีแบบหวังผลกันแน่ เพราะที่ผ่านมา ทุกโพสต์ของ อุ๊งอิ๊ง น่าติดตามอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็น “ลูกไม้ใต้ต้น” ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่เธอยังทำหน้าที่เป็นดั่ง “ฝ่ายประชาสัมพันธ์” ของตระกูลเพื่อสื่อสารถึงความเป็นไปของครอบครัวของเธอให้โลกรับรู้ ทั้งมุมมองและความคิดที่มีต่อโลกที่เป็นไปของผู้เป็นพ่อได้เป็นอย่างดี

                 สำหรับประเด็นร้อนจากการโพสต์ผ่านโซเชียลของอุ๊งอิ๊ง ไม่ใช่ครั้งแรก ทว่าเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

                 สมัยที่ กปปส. ชุมนุมกัน อุ๊งอิ๊งก็โพสต์ภาพน้องหมาใส่แว่นเป่านกหวีดพร้อมข้อความสั้นๆ หรือ 3 ปีที่แล้วก็มีโพสต์รูปการ์ตูน “ควายแดง” พร้อมตาชั่งตุลาการที่เอียงไปข้างหนึ่ง ซึ่งแต่ละโพสต์นั้นได้รับความสนใจกันอย่างล้มหลาม

                 ต่อมามี “ดราม่า” ระดับ “บนฟ้า” เมื่อพนักงานบนเครื่องสายการบินหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลถึงความรู้สึกต่อคนตระกูลชินวัตรด้วยความหมั่นไส้และเกลียดชัง เมื่อครั้งที่อุ๊งอิ๊งโดยสารไปพบพ่อที่ฮ่องกง จนกลายเป็นดราม่าไปหลายวัน ก่อนที่อุ๊งอิ๊งจะโพสต์ภายหลังถึงแม้มีคำว่า “ขอโทษ” แต่ก็มากด้วยความหมายที่แต่ละฝ่ายต่างตีความไปต่างๆ นานา

                 โดยเฉพาะปีที่แล้ว 2559 ที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับตระกูลชินวัตรอย่างต่อเนื่อง เรื่องหนึ่งคือ คุณอาของเธอถูก คสช.เรียกร้องความเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท กระทั่งเธอโพสต์ภาพทำงานและใช้คำว่า “ปล้น” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสข่าวพ่อเสียชีวิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ทำให้เธอต้องโพสต์สยบข่าวลือทันทีว่ายังมีชีวิตอยู่และทำอะไรอยู่

                 โดยอุ๊งอิ๊งเป็นลูกสาวคนเดียวที่คอยไปหาพ่ออย่างต่อเนื่องทุกเดือน อย่างวันเกิดแต่ละปีหรือทุกเทศกาลไม่มีเว้น พอไปแล้วก็โพสต์รูปน่ารักน่าเอ็นดูระหว่างพ่อลูกให้ชมกัน จนแฟนเพจยกนิ้วให้เธอในฐานะ “กาวประสานใจ” ของทุกคนในครอบครัว

                 เดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา เมื่อ “ลูกอิ๊ง” เจอกระแสกระหน่ำเรื่องโพสต์ร้อน ทางผู้เป็นพ่อถึงกับปล่อยโพสต์ใหม่ภายในไม่ถึงสองชั่วโมง แล้วก็ได้ผล ทิศทางเปลี่ยนทันที โดยประกาศ “หยุด” โพสต์ต่างๆ เมื่อ 31 มีนาคม 2560 และหลังจากนั้นก็ไม่มีการโพสต์ใดๆอีก

                 แต่ใช่ว่า ข่าวสารความเคลื่อนไหวจะหยุดนิ่ง เพราะทาง “ลูกอิ๊ง” ยังโพสต์อย่างต่อ ไม่กี่วันจากนั้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เธอก็บินไปหาพ่อที่ดูไบอย่างอบอุ่น ต่อมายังมีภาพชุดทักษิณ ในฐานะ “คุณตา” ผู้ใจดีให้โลกออนไลน์ได้เห็นอีกครั้ง

3 ปีผ่านไป "ทักษิณ" ไม่เคยหายไปไหน?

                 ถึงตอนนี้ ไม่ว่ารักหรือชัง ล้วนแล้ว “รู้” ต่างรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” ไปเรียบร้อย!!

“พุทธทาสภิกขุ” 111 ปี สืบสานปณิธาน 3 ประการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/278287

“พุทธทาสภิกขุ” 111 ปี สืบสานปณิธาน 3 ประการ

คนในข่าว  :  21 พ.ค. 2560
คมชัดลึก, คนในข่าว, สวนโมกข์, 111 ปี, พุทธทาส, พุทธทาสภิกขุ, 111, ปี, สืบสานปณิธาน, ประการ, ธรรมโฆษณ์, เงื่อม อินทปญฺโญ, อุบล, พุมเรียง, คง วิมโล, วินัย, อินฺทปญฺโญ, การมีสติทุกลมหายใจเข้า-ออก , พุทธธรรมกับสังคม

“พุทธทาสภิกขุ” 111 ปี… 27 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้

 

             27 พฤษภาคม 2560 ที่จะถึงนี้ เป็นวาระอันดีที่จะน้อมจิตอาจาริยบูชา ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ปราชญ์ทางธรรมที่ทั่วโลกยกย่อง ไม่เพียงผลงานแปลพระไตรปิฎกเป็นงาน “ธรรมโฆษณ์” ตามรอยพระพุทธเจ้า กว่า 100 เล่ม ที่ทรงคุณค่าต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ตัวท่านเป็นต้นแบบของพระภิกษุที่นำสมัย กล้าถอดหัวใจปรมัถธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ในสองพันกว่าปีก่อนมาใช้อย่างก้าวหน้าเพื่อให้เราได้ศึกษาธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบด้วยตนเอง

              พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปญฺโญ) เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2449 และคืนสู่ธรรมชาติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี

              ที่วัดนอก(อุบล) และมาประจำอยู่ที่วัดใหม่ (พุมเรียง) โดยมีท่านพระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทุ่ม อินทโชโต เจ้าอาวาสวัดนอก (อุบล) และพระครูศักดิ์ ธมฺมรกขิโต เจ้าอาวาสวัดหัวคู (วินัย) เป็นพระคู่สวด ท่านได้ฉายาว่า“อินฺทปญฺโญ” หมายถึง ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่

              จากนั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่กรุงเทพมหานครจนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แต่แล้วท่านพบว่าสังคมพระในเมืองหลวงไม่อาจที่จะทำให้ท่านได้ศึกษาแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้  ท่านจึงตัดสินใจหันหลังกลับมาปฏิบัติธรรมที่วัดตระพังจิก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นวัดร้างในขณะนั้น ในวันวิสาขบูชา เดือนพฤษภาคม 2475

              “สวนโมกข์พุมเรียง” จึงเกิดขึ้นในปีนั้น ก่อนที่จะมาตั้ง สวนโมกขพลาราม ซึ่งมีความหมายว่า อารามแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือ วัดธารน้ำไหล ที่่อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่านอีกครั้ง ในปี 2487 หรือราว 12 ปีให้หลัง พร้อมปวารณาตนเองเป็นพุทธทาส เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด

              สวนโมกขพลาราม มีอีกชื่อหนึ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสตั้งไว้คือ “อินเดียน้อย ” โดยถอดแบบโบสถ์เขาพุทธทองจากสมัยพุทธกาล เป็นธรรมชาติ มีหลังคาเป็นท้องฟ้า มีข้างฝาเป็นต้นไม้ แล้วท่านก็แสดงธรรมกลางดินที่เรียกว่า ลานหินโค้ง ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมก็นั่งฟังธรรมกลางดิน ตามรอยพระพุทธเจ้า ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน และปรินิพพานกลางดิน โดยมีหลักอริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางดำเนิน และมีอานาปานสติ (การมีสติทุกลมหายใจเข้า-ออก ) เป็นวิถีการปฏิบัติที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ทางใจได้ในที่สุด

              สิ่งหนึ่งที่ทานอาจารย์พุทธทาสฝากไว้ที่น่าจะได้ศึกษากันในวันนี้ก็คือ ปณิธาน 3 ประการ

              1. ให้พุทธศาสนิกชน หรือ ศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม เข้าถึง ความหมายอันลึกซึ้ง ที่สุดแห่งศาสนาของตน

              2. ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

              3. ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม

              ด้วย ปณิธานสามประการนี้ มีความหมายอย่างยิ่งต่อการที่ทำให้เรากลับมาค้นหาตัวเอง ทำความรู้จักตนเอง เป็นอันดับแรก ดังปณิธานข้อที่หนึ่ง หากเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสนาที่เรานับถือแล้ว ไม่เพียงแต่เป็นพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็จะเข้าใจว่า ศาสนาที่เรานับถือมีคุณค่าต่อชีวิตเราอย่างไร ก็จะเข้าใจศาสนาที่ผู้อื่นนับถือว่า ก็มีความหมายกับเขาเช่นกัน

              ดังในปณิธานข้อที่สอง ที่เมื่อท่านอาจารย์พุทธทาสทำความเข้าปณิธานแห่งชีวิตอุดมคติ ที่หยั่งรากลึกลงแล้วนี้ ทำให้ท่านสนใจใฝ่หา ความรู้ทางธรรมะตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือหินยาน แต่ครอบคลุมไปถึงพระพุทธศาสนา แบบมหายาน และศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ เป็นต้น

              จากความรอบรู้ ที่กว้างขวาง และลึกซึ้ง นี้เอง ทำให้ท่านสามารถประยุกต์ วิธีการสอน และปฏิบัติธรรมะได้อย่างหลากหลาย ให้คนได้เลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับพื้นความรู้และอุปนิสัยของตนได้ โดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ และศาสนา เพราะท่านเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน ก็คือ เพื่อน ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น ด้วยหัวใจของทุกศาสนาก็เหมือนกันหมด คือ ต้องการ ให้คนพ้นจากความทุกข์

              เมื่อเข้าใจได้อย่างนี้ การทะเลาะเบาะแว้งเกี่ยวกับศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งจะช่วยให้เราต่างเข้าถึงหัวอกของเพื่อนมนุษย์ที่มีความเชื่อต่างกัน และสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกได้โดยเคารพในความต่างและมีความเหมือนเป็นจุดร่วมกัน คือความเป็นมนุษย์ที่รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน

              สำหรับปณิธานในข้อที่สาม ดึงเพื่อนมนุษย์ออกมาจากวัตถุนิยม ถือว่า เป็นบทสรุปของการที่เราจะอยู่ร่วมกันในสังคม และบนโลกใบนี้อย่างสันติสุข โดยเริ่มต้นจากตัวเรา เมื่อมีสติปัญญาพอก็จะเห็นว่า ชีวิตที่พอเพียงนั้นเป็นอย่างไร การจับจ่ายใช้สอยทรัพยากรบนโลกนี้อย่างมีสติ และเกื้อกูลแบ่งปัน ทำอย่างไรจึงจะไม่เดือนร้อนตนเอง และผู้อื่นจนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษอยู่ในปัจจุบัน

              เมื่อครั้งสมัยที่ท่านพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ แม้ในความพยายามที่จะทำตามปณิธานนี้ จนทำให้บางคนไม่เข้าใจท่าน ไม่ชอบท่าน ด่าว่าท่าน หาว่า ท่านจ้วงจาบ พระพุทธศาสนา เป็นเดียรถีย์ เป็นคอมมิวนิสต์ หรือ รับจ้างศาสนาอื่นมาทำลายล้าง พระพุทธศาสนา ก็ตาม แต่ท่านกลับรับฟัง คำวิจารณ์ เหล่านี้ด้วยใจเป็นกลาง ถือเป็นการแลกเปลี่ยนทางความคิด ในเรื่อง เนื้อหา และหลักการ มากกว่า ที่จะก่อความขัดแย้งส่วนตัว เพราะท่านมีหลัก ในการทำงานว่า “ พุทธบุตรทุกคนไม่มีกังวลในการรักษาชื่อเสียง มีกังวลแต่การทำความบริสุทธิ์เท่านั้น เมื่อได้ทำความ บริสุทธิ์ มองเห็นชัดเจนใจอยู่แล้วว่า นี่มันบริสุทธิ์ เป็นธรรมแท้ ใครจะชอบ หรือ ไม่ชอบก็ตาม เราต้องทำ ด้วยความพยายามอย่างสุดชีวิต จะมีชื่อเสียง หรือไม่นั้น อย่านึกถึงเลย เป็นอันขาด จะกลายเป็นเศร้าหมอง และ หลอกลวง ไปไม่มาก ก็น้อย”

              27 พฤษภาคมที่จะถึงนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้อาจาริยบูชาครบรอบชาตกาล 111 ปี พุทธทาสภิกขุ ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ซึ่งหมายถึง อารามแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยการฝึกปฏิบัติเป็นพุทธบุตร พุทธสาวิกาตามรอยท่านอาจารย์พุทธทาสโดยการอดอาหารหนึ่งวัน ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสได้ริเริ่มประเพณีการล้ออายุในวันเกิดโดยการการอดอาหาร เพื่อระลึกถึงวันที่แม่ในวันที่จะคลอดลูกนั้นต้องอดอาหาร เมื่ออดอาหารก็จะได้เข้าใจหัวอกแม่ เป็นการกตัญญูต่อแม่ และได้ปฏิบัติขัดเกลากิเลสตนเองเป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามรอยพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกที่สืบเนื่องความสงบเย็นมาอย่างไม่ขาดสายนับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบัน

              ดังความหมายของคำว่า วันล้ออายุ ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายว่า การจัดงานในลักษณะที่เคยหลงอายุ รักอายุ ฉลองอายุ อะไรต่างๆ นี้ ควรจะเปลี่ยนเป็น ล้ออายุ เลิกอายุ แล้วก็เหนืออายุ นั่นแหละคือความหมายที่เป็นการเหนือกิเลส ทำให้เป็นตัวอย่างที่คนข้างหลังจะถือเอาเป็นตัวอย่างได้ให้เป็นการทำลายกิเลส คือความเห็นแก่ตัว กูจะไม่เอากับมึง ความเห็นแก่ตัวในความหมายใดๆ ก็ดี

              “การล้ออายุ และการให้ของขวัญวันล้ออายุ อย่างที่กระทำกันอยู่ที่สวนโมกข์นั้น มีผลทางจิตใจในความไม่ประมาทและรู้จักตัวเองดีขึ้นทุกปี ขอฝากไว้สำหรับรักษากันไว้สืบต่อไปเพื่อความก้าวหน้าทางจิตใจของทุกคน”

              สำหรับงานวันล้ออายุจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2509 และจัดต่อเนื่อง แม้เมื่อท่านละสังขารไปแล้ว ที่สวนโมกขพลารามก็ยังคงกิจกรรมนี้สืบมาทุกปี วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2560 นี้ จึงขอเชิญร่วมปฏิบัติบูชา งดอาหาร และปฏิบัติภาวนาและฟังธรรมล้ออายุ ตลอดวัน ทั้งที่สวนโมกขพลาราม ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และเข้าร่วมเสวนา “พุทธธรรมกับสังคม” ทีี่สวนโมกข์กรุงเทพ  ในวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2560  โทรศัพท์สอบถามรายะเอียดได้ที่่ 0-2936-2800  , 095-491-5425 และ  คณะธรรมทาน สวนโมกขพลาราม โทร. 0-7743-1596, 0-7743-1661-2

ป๊าไม่ได้ดัน! ดร.โอม “วิชญะ เครืองาม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/278282

ป๊าไม่ได้ดัน! ดร.โอม “วิชญะ เครืองาม”

คนในข่าว  :  21 พ.ค. 2560
คมชัดลึก, คนในข่าว, วิษณุ เครืองาม, ลูกชาย, ดรโอม, ป๊าไม่ได้ดัน, ดรโอม, วิชญะ, เครืองาม, วิชญะ เครืองาม, วราภา นามสกุล วรทัต, เกียรตินิยมอันดับ 2, Law, ประเทศไทย, มหาชน, บยส, ปยป, ง่อววว์

จริงรึ??? ดร.โอม “วิชญะ เครืองาม” ลูกชาย ดร. วิษณุ เครืองาม ป๊าไม่ได้ดัน!! ??

               ออกข่าวออกสื่ออยู่บ้างประปราย ประสาเซเลบลูกหลานคนใหญ่คนโต

               แต่หนนี้ มาแรงกว่าเดิม เมื่อไปมีชื่อปรากฏเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย สำหรับ“วิชญะ เครืองาม” บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเลี่ยมทอง ของ รองนายกรัฐมนตรี ดร. วิษณุ เครืองาม จนคุณพ่อต้องออกโรงแจงรัวๆ ว่า ตัวเองไม่ได้ดันนะเฟ้ย!! แต่ถ้าใครไม่ชอบใจ งั้น..ไม่เป็นก็ได้!

               เอ้า! อย่าเพิ่งงอลไป คนไทยที่เขาใจกว้างก็มีอีกมาก เพราะดูจากโพรไฟล์แล้ว เลือดใหม่วัยหนุ่มฟิตเปรี๊ยะคนนี้ ใช่ว่าจะไม่มีดี แถมยังดีกรีแน่นอีกด้วย

               เพราะนอกจากจะมีเลือดเข้มของ เนติบริกร ดร.วิษณุ เครืองาม ที่มีหัวทางด้านกฎหมายขึ้นมาโดยธรรมชาติสร้างมาแล้ว เจ้าตัวยังไปฝึกปรือจากสำนักทางกฎหมายจนจบด็อกเตอร์ด้านนี้มาโดยเฉพาะ

               วิชญะ เครืองาม หรือ ดร.โอม ปัจจุบันอายุ 35 ปี เป็นบุตรชายของ ดร.วิษณุ และ วัชราภรณ์ เครืองาม เดิมชื่อ (วราภา นามสกุล วรทัต)

               ดร.โอม เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่น 59 จากนั้นสำเร็จปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลักสูตรเนติบัณฑิตไทย

               ก่อนลัดฟ้าไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาต่อปริญญาโท ด้านกฎหมาย LL.M. (Law) และคว้าปริญญาเอก ด้านกฎหมาย J.S.D. (Law) University of California, Berkeley ซึ่งเป็นสถาบันเดียวกับบิดาเป๊ะๆๆๆ!

               เป็นดอกเตอร์หนุ่มกลับมาเมืองไทยในวัยเพียง 24 กว่าๆ เพราะทนฟังเสียงเรียกร้องแห่งความคิดถึงจากครอบครัวไม่ไหว ทิ้งใบสมัครเข้าทำงานที่สำนักกฎหมายชื่อดังที่ซานฟรานซิสโกทันที

               เมื่อกลับมาได้สักพัก ก็บวชทดแทนพระคุณพ่อแม่ในวัยเบญจเพส สึกออกมาไปเป็นนักกฎหมายประจำ บริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทกฎหมายเก่าแก่ของอเมริกา

               ทำอยู่ 3 ปี ก็ย้ายไปทำที่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เชี่ยวชาญฝ่าย Corporate Affairs ฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ รับผิดชอบงานหลักๆ เช่น การประมูลคลื่น 3G บรอดแบนด์แห่งชาติ และโครงการ Free wi-fi หรือ smart wi-fi รวมถึงการตรวจสอบกฎระเบียบของกิจการโทรคมนาคมด้วย (แปลเป็นภาษาบ้านๆ ก็คือทำงานสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐเพื่อให้ทรูชนะประมูล! เอาแบบนี้ดีกว่า)

               แต่ชีวิตช่วงหนึ่งก่อนจะมาที่ทรู เขายังสอนพิเศษอยู่ตามสถาบันต่างๆ ช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ม.อัสสัมชัญ ม.ราชภัฎสุราษฎร์ธานี ม.ขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย และม.กรุงเทพ เป็นต้น

               นิตยสาร Who มีบทสัมภาษณ์ทายาทคนดังคนนี้ เมื่อ 27 พฤษภาคม 2555 เกี่ยวกับช่วงชีวิตอีกช่วงที่นับว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ขณะเข้าเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า ในหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) ของศาลยุติธรรม รุ่นที่ 16 ประจำปี 25554-2555 ก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เนื่องจากพระองค์ทรงเรียนอยู่ในรุ่นเดียวกัน

               “และด้วยความที่ต้องเดินทางไปทัศนะศึกษาดูงานในหลายประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ กับทาง บยส. เช่นนั้นเขาและเพื่อนๆ ในกลุ่มเพื่อน จึงมีโอกาสได้ถวายงานเจ้าฟ้า นักกฎหมายอยู่เป็นระยะ” เป็นคำบอกเล่าของ ดร.โอมในฐานะพระสหายร่วมชั้น

               ที่ผ่านมา ชื่อเสียงของ ดร.โอม มักปรากฏในการเข้าเป็นส่วนสำคัญต่างๆ ในหลากหลายองค์กรและสถาบัน เช่น เป็นกรรมการในหลายบริษัท อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) และเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม สปท.

               วันก่อน เวบไซต์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็เพิ่งแจ้งข้อมูล บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ว่ มีคณะกรรมการรวม 12 คน โดยมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมการ และมีชื่อของ วิชญะ เครืองามร่วมเป็นกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบด้วย

               บริษัทนี้ ก็เป็นบริษัทธรรมดาๆ ที่ทำธุรกิจให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์ และสินค้าทั่วไป โดยมีการท่าเทียบเรือและพื้นที่ให้บริการตั้งอยู่ในบริเวณท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

               ส่วนมุมที่มุ้งมิ้ง เป็นสีสัน คือไม่กี่วันมานี้ คมชัดลึกเพิ่งไปเจอะเจ้าตัวมา พบว่าชีวิตอีกภาคของ ดร.หนุ่มไฟแรง คนนี้เป็นคนงที่ชื่นชอบความเร็วและแรงของซูเปอร์คาร์ เพระาว่าใช้รถสปอร์ตหรู รุ่นเดียวกับที่กำลังเป็นข่าวฉาวในคราวนี้อีกซะด้วย ว่าแต่… ข่าวอะไรน้า? แต่เจ้าตัวก็แจงรัวๆ กับนักข่าวคมฯ ว่า เค้าไม่เหมือนคนนั้นนะ เพราะเค้าเป็น “โรคร่าเริง” พูดอีกทีซิ!

               ส่วนอีกโรค เอ๊ย! อีกโชค! ค่าที่มีแบ๊คอัพดีๆ จนได้นั่งเก้าอี้คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมายชุดนี้ ว่ากันว่างานนี้ คนดันคือสหายคนสนิทของปะป๊าต่างหาก

               เอ้า! จะใครที่ไหน ก็ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้นั่งเก้าประธานกรรมการอยู่ในนี้แหละ ที่มองการณ์ไกลว่า การแต่งตั้งกรรมการชุดนี้ จะช่วยให้การดำเนินงานของ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ง่อววว์…)

               โดยในทีมยังมีกรรมการอีกตั้ง 22 คน รวมปะป๊าด้วย นี่ยังไม่รวมอาๆ ที่มีชื่ออยู่ในสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. คือ ดุสิต เครืองาม และพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

               ครอบครัวสุขสันต์ อบอุ่นใจ ไร้กังวลขนาดนี้ จะเลิกเป็นทำไม ไปต่อสิ! รออะไร?

รักยืนยาว”เกียรติ สิทธีอมร”เจ้าบ่าวในสายฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/277944

รักยืนยาว”เกียรติ สิทธีอมร”เจ้าบ่าวในสายฝน

คนในข่าว  :  19 พ.ค. 2560
นางสาวไทย, สส, พรรคประชาธิปัตย์, จริญญา หาญณรงค์, ลูกตาล, เป็น, และ, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, รักยืนยาวเกียรติ, เกียรติ สิทธีอมร, หุ้นส่วนชีวิต, คนสุดท้ายในชีวิต, ไทยแลนด์, เป็น ,  และ , จำนำข้าว, ข่าวใหญ่-ข่าวดัง

รักยืนยาว”เกียรติ สิทธีอมร”เจ้าบ่าวในสายฝน

 

จากการลองชุดแต่งงานครั้งใหม่ของ ลูกตาล-จริญญา หาญณรงค์ อดีตรองนางสาวไทย 2532 ทำให้ชื่อ “เกียรติ สิทธีอมร” คืนสู่ความสนใจของสังคมอีกครั้ง ในฐานะเจ้าบ่าวรุ่นใหญ่ที่เคียงคู่ข้างกายข้างใจกันมากว่า 12 ปี

แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความรักทั้งคู่เปิดเผยสู่สาธารณะชน ย้อนไป 5 ปีที่แล้ว ทางลูกตาลได้ยอมรับว่าคบหากับ ส.ส.หนุ่มใหญ่เมื่อครั้งที่ตกเป็นข่าวร้อน กรณีบ้านเช่าเป็นที่พักส่งลำเลียงค้ายาเสพติด ทำให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมเผยถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ปลูกรักมาแล้วห้าปี

ก่อนที่ทั้งคู่ได้เปิดตัว-เปิดใจให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการถึงชีวิตคู่ผ่านนิตยสาร WHO ปลายปี 2556 และอีกครั้งในนิตยสาร CHANGE ในปี 2558

แต่ในครั้งนั้นทั้งคู่ยังไม่มีแผนแต่งงานกันแต่อย่างใด มีเพียงการดูแลกันและกันในฐานะ “หุ้นส่วนชีวิต” ขณะที่ลูกตาลเผยเบื้องลึกสุดหัวใจว่า “เกียรติ” คือ “คนสุดท้ายในชีวิต” ของเธอเลยทีเดียว ก่อนที่จะมีข่าวดีลั่นระฆังวิวาห์ในที่สุด

สำหรับ “เกียรติ สิทธีอมร” เป็นที่คุ้นเคยของคนการเมืองเป็นอย่างดี เขาคือ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

รักยืนยาว"เกียรติ สิทธีอมร"เจ้าบ่าวในสายฝน

 

โดยเฉพาะตำแหน่ง “ประธานผู้แทนการค้าไทย” นั้น ตกเป็นข่าวเด่นประเด็นร้อน ถึงขั้นมีคดีความฟ้องร้องกับคนในพรรคเพื่อไทยต่อเนื่องหลายปี

เกียรติ วัย 58 ปี เกิดเมื่อ 26 สิงหาคม 2502 ศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ และ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนไปคว้าปริญญาโทด้านการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยทัฟส์, ประกาศนียบัตรชั้นสูงด้านการบริหาร จาก Harvard Business School และประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จากสถาบันพระปกเกล้า

เข้าสู่งานการเมืองครั้งแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษา อภิรักษ์ โกษะโยธิน เมื่อครั้งเป็น “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ในปี 2547 จากนั้นได้เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แบบบัญชีรายชื่อ จากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2548 จึงเข้าสู่เส้นทางนักการเมืองเต็มตัว

หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เป็นหนึ่งใน “รัฐบาลเงา” ของพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น “รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เงา” ภายหลังเมื่อ สมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน ขึ้นเป็นรัฐบาล

แต่ไม่นานเกินรอ เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยน ในปี 2552 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมแต่งตั้งให้ เกียรติ เป็น “ประธานผู้แทนการค้าไทย” ในเวลาต่อมา และถูกมองเป็นคนใกล้ชิดนายกฯ

สำหรับ “ผู้แทนการค้าไทย” (Thailand Trade Representative-TTR) นี้ เป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศตามแนวนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเชิงรุกเพื่อก้าวไกลไปในเวทีโลกนี้ เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และยุบไปในสมัยรัฐฐาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก่อนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้จัดตั้งขึ้นมีอีกครั้ง

 

รักยืนยาว"เกียรติ สิทธีอมร"เจ้าบ่าวในสายฝน

 

โดย เกียรติ เป็นประธานผู้แทนการค้าไทยเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ 6 พฤษภาคม 2552 ถึง 19 พฤษภาคม 2554 และตำแหน่งนี้เองกลายเป็นของร้อนให้กับเขาในเวลาต่อมา

ปี 2554 เกียรติ ตกเป็นข่าว “หลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าบุหรี่” โดยมีส่วนรู้เห็นการแสดงภาษีอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทฟิลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ทำให้รัฐเสียประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี 68,881 ล้านบาท จนเป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้านในเวลานั้นนำเรื่องไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา

ถึงแม้ไม่มีการระบุชื่อโดยตรง อ้างเพียงว่า “เป็น “นักการเมืองอักษรย่อ ก.” และ “คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี” เกียรติก็ได้ออกมาโต้แย้งและได้ยื่นฟ้อง ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กรณีการเปิดเผยข้อมูลซึ่งคดียืดเยื้อมาจนกระทั่งศาลฏีกามีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา

ในปี 2555 เกียรติ ได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง จิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งครั้งนั้นทาง จิรายุ ได้แถลงข่าวพร้อมนำภาพเกียรติ-ลูกตาล เจ้าของบ้านเช่าที่ถูกตรวจค้นแล้วมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่มาเปิดเผยต่อสื่อ แต่มิได้ระบุชื่อ มีเพียงกล่าวว่า “นักการเมืองฝ่ายค้าน” เท่านั้น แต่ในเวลาต่อมา ศาลยกฟ้องเช่นเดียวกัน

ปลายปี 2558 มีวิวาทะครั้งใหญ่กรณี “จำนำข้าว” กับ กับ โต้ง-กิตติรัตน์ ณ ระนอง โดยนิยามเกียรติว่า “ผู้มาเหนือเมฆ จำนำข้าว ขัดหลัก WTO” ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ในฐานะรุ่นพี่อัสสัมชัญ

 

รักยืนยาว"เกียรติ สิทธีอมร"เจ้าบ่าวในสายฝน

 

ทางด้าน เกียรติ ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด ผ่านเฟซบุ๊กเช่นเดียวกัน และยังขอปฏิเสธการนับญาติกับ โต้ง-กิตติรัตน์ ด้วย

ขณะที่จริงจังบนเส้นทางการเมือง ด้านชีวิตก็เต็มที่เช่นเดียวกัน เกียรติถือเป็นผู้นำครอบครัวที่โรแมนติก ยามที่ลูกตาลเจอมรสุมและท้อแท้แก่ชีวิต เขาก็กุมมือแล้วพูดให้กำลังใจเสมอ

“…คุณเกียรติจะบอกตาลตลอดเลยว่า พี่อยู่ข้างๆ น้อง พี่ไม่ได้แค่จะเดินกับน้องอย่างเดียว พี่จะจับมือน้องเอาไว้ด้วยเพราะฉะนั้นถ้าน้องล้มขอให้น้องล้มลงบนตัวพี่…” ลูกตาลให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสารดังไว้เช่นนั้น

ในทางกลับกันเมื่อเจออุปสรรคทางการเมือง อีกฝ่ายก็ให้กำลังใจเช่นเดียวกัน

ถึงทุกวันนี้ เกียรติ ยังคงเกาะติดสถานการณ์เหตุบ้านการเมืองและแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่องผ่านเฟซบุ๊ก เพียงแต่ไม่เป็น “ข่าวใหญ่-ข่าวดัง” เท่าข่าวความรัก เท่านั้นเอง

“อนันต์ อัศวโภคิน” หมองู โดนงูฉกซะงั้น!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/277728

“อนันต์ อัศวโภคิน” หมองู โดนงูฉกซะงั้น!?

คนในข่าว  :  18 พ.ค. 2560
หมองู, โดนงูฉก, ธรรมกาย, ฟอกเงิน, แลนด์แอนด์เฮ้าส์, คนในข่าว, ดีเอสไอ, คมชัดลึก, อนันต์, อัศวโภคิน หมองู, โดนงูฉกซะงั้น, อนันต์ อัศวโภคิน, มหาชน, บ้านแลนด์, แมนดาริน, ทรงพล, สุดา, บุญคลี ปลั่งศิริ, กี่ศิริ, โฮมโปร, ประจำปี 2555, แท็งก์น้ำ, ธัมมชโย

“อนันต์ อัศวโภคิน” โดนดีเอสไอออกหมายเรียกรับทราบข้อหาสมคมฟอกเงิน-ร่วมกันฟอกเงิน …หมองู โดนงูฉกซะงั้น!?

                 มาถึงตัวจนได้ อนันต์ อัศวโภคิน กับคดีการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่คนชื่อ ศุภชัย ศรีศุภอักษร ทำไว้

                 เพราะที่สุดขณะนี้ เจ้าตัวก็ต้องมาเจอกับความผิดฐานฟอกเงิน ที่ดีเอสไอได้ออกหมายเรียกตัวอยู่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บุตรสาว คือ อลิสา อัศวโภคิน เพิ่งวิ่งรอกเข้าไปให้ปากคำเรื่องนี้อยู่แหมบๆ(อ่าน…”DSI”ออกหมายเรียก”อนันต์”สมคบฟอกเงินธรรมกาย) 

                 ถึงตรงนี้ ไม่พักถามว่าเรื่องลากยาวมาได้ยังไงขนาดนี้ แม้ว่าต้นใหญ่ใจความอาจซับซ้อนกว่าที่คิด แต่หากเอาเฉพาะเรื่องเจ้าสัวอสังหาริมทรัพย์คนนี้ หลายคนก็อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร

                 แน่นอนว่าปัจจุบัน เจ้าสัวอนันต์ ดำรงตำแหน่งประธาน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH โดยมีสัดส่วนหุ้น 23.99% ซึ่งบริษัทดังกล่าวคนไทยรู้ดีว่า ถ้าพูดถึงคำว่า “บ้านแลนด์” ไม่มีใครไม่ยอมรับในคุณภาพ

"อนันต์ อัศวโภคิน" หมองู โดนงูฉกซะงั้น!?

                 แต่คุณภาพของคน ก็เป็นที่มาของงานดีๆ อนันต์ หรือ “เสี่ยตึ๋ง” เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2493 สัญชาติไทย แต่ครอบครัวดั้งเดิมนั้น ต้องบอกว่าอพยพมาจากจีนโพ้นทะเลเลยทีเดียว

                 โดยบิดา คือ บุญทรง อัศวโภคิน เป็นคนจีนแต้จิ๋ว มาลงหลักปักฐานกับหญิงไทย เพียงใจ หาญพาณิชย์ บุตรสาวเจ้าของโรงสีแถวหัวตะเข้ ลาดกระบัง

                 นิตยสารผู้จัดการช่วงปี 2531 เล่าถึงมารดาของเสี่ยอนันต์ไว้ว่า ผู้หญิงคนนี้ ถึงแม้ว่าจะได้รับการศึกษาเพียงแค่ประโยคประถมศึกษา ทว่าชั้นเชิงทางการค้าแปดเหลี่ยม สิบสองคมมาตั้งแต่เด็กๆ จึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากเตี่ย-แม่ ให้คุมโรงสีตั้งแต่ยามที่ยังเป็นสาวแรกรุ่น

                 จนเมื่อมาแต่งงานกับบิดาของเสี่ยอนันต์ ซึ่งขณะนั้นก็อยู่ในยุครุ่งเรืองพอตัว เพราะฐานะของลูกชายเจ้าของห้างขายผ้า และเจ้าของโรงรับจำนำมั่งเชียง มั่งเฮง ก็นับว่ามีชื่อเสียงอยู่ และยังกว้างขวางเป็นที่รู้จักในคนจีนแต้จิ๋วในเมืองไทย ด้วยเคยเป็นนายกสมาคมแต้จิ๋ว

                 แรกเริ่มครองรัก ก็ช่วยกันขายผ้าอยู่แถวสะพานหัน ชื่อห้างขายผ้าสิวลี และยังทำโรงรับจำนำมั่งหลี กิจการขายผ้าไปได้ดีมาก จนฝ่ายภรรยานี่แหละที่สายตายาวไกล มาเล็งเห็นหนทางที่เข้าสู่วงการอสังหาฯ ซื้อ-ขายที่ดิน จนปี 2504 ได้เริ่มทำโครงการจัดสรรที่ดินครั้งแรกแถวประชาชื่น

                 ต่อมาจัดตั้งบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ขึ้นในปี 2516 เพื่อดำเนินงานบ้านจัดสรรศรีรับสุขเป็นโครงการแรก และโครงการอื่นๆ ต่อๆ มานับไม่ถ้วน โดยขณะนั้นยังมีโรงแรมภายใต้ชื่อ “แมนดาริน” ที่ได้ลูกๆ ทั้ง 4 ช่วยกันดูแลอีกด้วย คือ นอกจาก อนันต์ บุตรคนที่ 2 แล้ว ยังมี “ทรงพล”, “สุดา” และ อนุพงษ์ อัศวโภคิน

"อนันต์ อัศวโภคิน" หมองู โดนงูฉกซะงั้น!?

                 ตัดฉากมาที่อนันต์ ช่วงชีวิตวัยเรียน เขาจบการศึกษาจากระดับประถมถึงมัธยมที่โรงเรียนอัสสัมชัญ (บางแหล่งบอกว่า จบม.ต้นที่เตรียมอุดมฯ) จากนั้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรุ่น 11 รุ่นเดียวกับ “บุญคลี ปลั่งศิริ” จากนั้นไปจบ ปริญญาโท M.S. Industrial Engineering, สถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์, และ ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                 ชีวิตส่วนตัวอนันต์สมรสกับ วารุณี (กี่ศิริ) ต่อมาหย่าร้างกัน โดยมีบุตร-ธิดา 3 คน ได้แก่ อาชวิน-อลิสา-อาชนัน อัศวโภคิน

                 “เสี่ยตึ๋ง” อนันต์ มีตำแหน่งอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทัรพย์ของครับครัวมาตั้งแต่ต้น โดยช่วงปี 2528 จนถึงปัจจุบัน เขาเป็นประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จากนั้นปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ยังเป็นกรรมการบริษัท สยามธานี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด, กรรมการบริษัท สยามรีเทลดีเวลล๊อปเม้นต์ จำกัด, กรรมการบริษัท จี.เอส.พร็อพเพอร์ตี้ แมนเนจเม้นต์ จำกัด

                 จากนั้นปี 2536 มี บริษัท สยามธานี เรียลเอสเตท จำกัด ปี 2537 มีบริษัท เซนเตอร์พอยท์ แมเนจเม้นต์ จำกัด, และบริษัท ควอลิตี้ คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) โดยมีชื่ออนันต์เป็นกรรมการทั้งหมดถึงปัจจุบัน

                 เช่นเดียวกับบริษัทชื่อดังอื่นๆ เช่น บริษัท คิว.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, กรรมการบริษัท โฮมโปรดักส์ เซนเตอร์ จำกัด (มหาชน) (โฮมโปร), บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการ บริษัทเงินทุน บุคคลัภย์ จำกัด (มหาชน), กรรมการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

                 ชีวิตแบบนี้ การงานแบบนี้เหมือนจะเรียบง่าย ชิลล์ๆ บนกองเงินกองทอง และกองโล่ห์กองป้าย เพราะเคยได้รับรางวัล Best CEO Of The Year และเคยได้ตำแหน่งเศรษฐีหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในไทยหลายปีซ้อน และได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บให้เป็น มหาเศรษฐีของไทยลำดับที่ 18 (ประจำปี 2555)

                 แต่ชีวิตของ “เสี่ยตึ๋ง” ก็มีสีสันให้อะดรีนาลีนทำงานอยู่บ้าง เช่นเป็นเจ้าของความคิดในการทำธุรกิจค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์ เทอร์มินอล 21 อโศก

                 หลักคิดคือ เป็นร้านของเอสเอ็มอีกว่า 700 ราย และ ใช้กลยุทธ์ “แท็งก์น้ำ” ด้วยการเปิดฟู้ดคอร์ตบริเวณชั้นบน มีร้านอาหารดังราคาถูก ประสบความสำเร็จจน ต้องตามด้วย เทอร์มินอล 21 ที่โคราช และที่อื่นๆ ต่อไปที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ (https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_1919)

                 ความเก่งกาจนี้ ถึงขนาดที่ สมประสงค์ บุญยะชัย อดีตประธานกรรมการบริหารอินทัช กรุ๊ป เคยออกปากชมว่าเสียตึ๋งคนนี้ เปรียบเป็นนโปเลียน ทำธุรกิจจนเป็นเบอร์ 1 ในวงการอสังหาฯ มายาวนาน ด้วยเพราะ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” หรือจักรพรรดิของฝรั่งเศส จะเลือกรบเฉพาะสงครามที่คิดว่าตัวเองจะชนะ (http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/682945)

                 แต่ดูเหมือนเรื่องการเป็นศิษย์เอก ของ วัดพระธรรมกาย จะทำให้หัวใจสูบฉีดมากสุด กับข่าวการถือครองที่ดินแทน “ธัมมชโย” ที่ดีเอสไอพบมีการฟอกเงินไปมา แต่ท้ายสุดก็กลับมาสู่มูลนิธิของวัดพระธรรมกาย นั้นแหละ

                 ตอนนี้เลยไม่รู้ว่า “เสี่ยตึ๋ง” เลือกสงครามถูกสนามหรือไม่ เพราะคนทำงานกับอสังหาฯ ดันมาจนแต้มเพราะอสังหาฯ เสียเองแบบนี้ มันน่ามั้ย!!