สู่ทางธรรม”แคท รัตกาล”นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/276209

สู่ทางธรรม”แคท รัตกาล”นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

คนในข่าว  :  10 พ.ค. 2560
อาร์สยาม, ทางธรรม, นักร้อง, ชีวิต, ใหม่, สู่ทางธรรมแคท, แคท รัตกาล, ธรรมะ, ธาตุ 4 พุทธชาติ แคท รัตกาล, แคท รัตกาล อาร์สยาม, แคท รัตติกาล

สู่ทางธรรม”แคท รัตกาล”นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

 

วันวิสาขบูชา เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งที่สำคัญยิ่งในการบังเกิดพระพุทธเจ้าในโลกก็คือ “ธรรมะ” ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ อันเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

เนื่องในวันอันสำคัญยิ่งของชาวพุทธ อยากแนะนำเรื่องราวดีๆ บนทางที่เลือกแล้วของนักร้องสาวสวย “แคท รัตกาล”

บนไทม์ไลน์ของเฟซบุ๊ก “ธาตุ 4 พุทธชาติ แคท รัตกาล” จะมีภาพของหญิงสาวผมสั้น พร้อมสเตตัสที่ว่าด้วยการแสวงหา และการเรียนรู้บนเส้นทางธรรม

 

สู่ทางธรรม"แคท รัตกาล"นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

 

“ทุกคนล้วนมีวิบากกรรมของแต่ละคนที่เคยหลงกระทำไว้ ดูเผินๆก็จะมองไม่ออกว่าใครวิบากกรรมหนักกรรมเบา แล้ววิธีการรับมือของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งนึงที่ทุกคนสัมผัสและรับรู้ได้คือ วิบากกรรมนั้นมันจรมา แล้วมันก้อจรไป .. ของมันเช่นนั้นเอง…เช่นนั้นเองงงงงงง”

“ค่าของ“คน” อยู่ที่มี“จิต”ที่เหนือ“คน”แต่ยิ่งพยายามปฏิบัติ“จิต”ให้เหนือคน กลับไม่เหนือคน แต่พอ“วาง”การพยายามปฏิบัติ“จิต”..กลับเหนือ“คน”… เอ๊ะยังงัย..???”

พูดถึงชื่อ “แคท รัตกาล อาร์สยาม” หรือ พุทธชาติ ยศแก้วอุด แฟนเพลงลูกทุ่งรู้จักกันดี สองปีก่อน เธอให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนัก

 

สู่ทางธรรม"แคท รัตกาล"นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

 

“แคท ปฎิบัติธรรมมาหลายปี ทำให้เราเห็นตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอก รู้สึกจิตใจเรามีการปลง ไม่ใช่ว่าเราตัดกิเลสนะ แต่เรารู้ว่าเราควรหยุด แต่ติดตรงอาชีพนักร้องเรา เลยตัดสินใจว่าจะหยุดงาน”

ในเวลานั้น “แคท” พยายามจะเคลียร์ให้จบภายในสิ้นปี 2558 “วัดมีที่ให้นอน ซึ่งเราใช้เงินเท่าที่จำเป็น น่าจะอยู่ได้ แต่ยังไม่ต้องโกนหัว กะว่า ปฎิบัติให้ถึงจุดหนึ่งก่อน…

เราทดลองถือศีลแปดมาหลายปีแล้ว เรียกว่าเราปลงกับชีวิตแล้ว ไม่ใช่คนอกหักรักคุด แคทเคยมีแฟน เราหยุดการโหยหาตอนที่เรายังเป็นแคท รัตกาล”

ปลายปีนี้ แคท จึงแขวนไมค์ และปฏิบัติธรรมอยู่บ้านสวนปันสุข วัดคีรีสุบรรพต หรือวัดสามัคคีบุญญาราม จ.ลำปาง

 

สู่ทางธรรม"แคท รัตกาล"นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

 

แคท รัตกาล เป็นคนลำปาง จบการศึกษาปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์

จากนั้น เธอประกวดมิสมอเตอร์โชว์ปี 2542 ได้ตําแหน่งรองอันดับ 1 ร้องเพลงประกอบละคร ถ่ายมิวสิควิดีโอ เดินแบบ ถ่ายแบบแฟชั่น

ต่อมา หันเข้าสู่วงการเพลงโดยได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องในสังกัดค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โดยใช้ชื่อในวงการว่า “แคท รัตติกาล” ซึ่งแคทได้มีผลงานกับค่ายเพลงดังกล่าวจำนวน 2 อัลบั้ม เมื่อหมดสัญญากับจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้ย้ายมาสังกัดค่ายอาร์สยาม ตามคำชักชวนของ “เหน่ง” จิรวัฒน์ ปานพุ่ม พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น “แคท รัตกาล”

 

สู่ทางธรรม"แคท รัตกาล"นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

 

เธอเล่าว่า ตอนเล่นกอล์ฟ และอยากสอบโปรกอล์ฟ เลยต้องการฝึกสมาธิ จึงเริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี 2548 เมื่อมีโอกาสฟังธรรมมะกับครูบาอาจารย์ต่างๆ พอฟังไปเรื่อยๆ ก็ลดละเรื่องของกิเลสต่างๆ ได้ จนเข้าใจธรรมะมากขึ้น

ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา แคท ประกาศขายห้องชุดผ่านเฟซบุ๊ค “บ้านที่แคทเคยอาศัยมา 10 กว่า ปีท่านใดสนใจ วันนี้ประกาศขายค่ะ คอนโด เลควิว คอนโด เมืองทองธานี

อาคารวิคตอเรีย 1 ถนนบอนด์สตรีท (แจ้งวัฒนะ-ติวานนท์) ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120”

 

สู่ทางธรรม"แคท รัตกาล"นักร้องสาวพบชีวิตใหม่

 

ทุกสเตตัสที่่แคทนำเสนอนั้น เป็นภาษาง่าย และร่วมสมัย “ขอให้ทุกชีวิตจิตวิญญาณ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ทั้งภาคทิพและภาคหยาบ ทุกชั้นทุกภูมิ มีส่วนในอธิวาสนาบารมีแห่งเหล่าข้าพเจ้าโดยทั่วกัน ไปตลอดกาลเทอญ…อโหสิอโหสิอโหสิ โสสสสสส…”

ติดตามเธอได้ทางเฟซบุ๊ค “ธาตุ 4 พุทธชาติ แคท รัตกาล”

วิสาขบูชา”พระพรหมบัณฑิต”เล่าเรื่องพระไตรปิฎก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/276202

วิสาขบูชา”พระพรหมบัณฑิต”เล่าเรื่องพระไตรปิฎก

คนในข่าว  :  10 พ.ค. 2560
คนในข่าว, วิสาขบูชา, พระพรหม, บัณฑิต, เล่าเรื่อง, พระไตรปิฎก, พระพรหมบัณฑิต, พุทธโอวาทจากพุทธปัญญา, คมชัดลึก

วิสาขบูชา”พระพรหมบัณฑิต”เล่าเรื่องพระไตรปิฎก

 

ในการประชุมวิชาการของสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 3 และพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสําคัญสากลของโลก เมื่อวันที่ 6 – 8 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ในวันแรก ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีการเปิดตัว พระไตรปิฎกสามนิกาย “พุทธโอวาทจากพุทธปัญญา” ภาคภาษาอังกฤษเล่มแรกในชื่อว่า COMMON BUDDHIST TEXT :GUIDANCE AND INSIGHT FROM THE BUDDHA โดย พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และประธานสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ แถลงข่าวในวันนั้น และยังขยายความให้ “คมชัดลึก” เห็นถึงเบื้องหลังความวิริยะอุตสาหะของคณะผู้เชี่ยวชาญเรื่องพระไตรปิฎกทั้งสามนิกายที่มาร่วมแรงรวมใจกัน ใช้เวลาถึง 7 ปี เพื่อจัดทำพระคัมภีร์พระไตรปิฎกแจกเป็นธรรมทานไปทั่วโลก 10,000 เล่ม ถวายเป็นพุทธบูชาตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันวิสาขบูชาโลกปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่พระองค์ตรัสรู้ความเป็นจริงมา 2605 ปีแล้ว

พระไตรปิฎกสากลสามนิกายเล่มนี้มีจุดเหมือน จุดต่างและจุดเด่น อย่างไร พระพรหมบัณฑิตกล่าวว่า จุดร่วมของสามนิกายคือ พระรัตนตรัย เหมือนกัน

“มีเนื้อหาทั้งหมด  12 บท 600 หน้า 2 บทแรก เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าแบบเถรวาท มหายาน และวัชรยาน แจกแจงให้เห็นว่ามีอะไรที่เหมือนกัน และต่างกัน เช่นว่า พระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร แล้วมหายาน และวัชรยาน แต่งเติมเข้ามาอย่างไร โดยมีหลักว่า ถ้าเป็นพระไตรปิฎกเถรวาท ต้องแปลจากบาลีเป็นภาษาอังกฤษ และถ้าเป็นมหายาน ก็แปลจากพระไตรปิฎกจีนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนพระไตรปิฎกวัชรยานให้แปลจากภาษาทิเบตเป็นภาษาอังกฤษอีก ส่วนอีก 8 บทเป็นเรื่องของพระธรรม และ 2 บทสุดท้ายเป็นเรื่องของพระสงฆ์ รวม 12 บทว่าด้วยเรื่องพระรัตนตรัยทั้งหมด ”

สำหรับความยากของพระไตรปิฎกสากลสามนิกายเล่มนี้ พระพรหมบัณฑิตแจงว่า ต้องรวบรวมผู้เชี่ยวชาญบาลี – อังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญจีน-อังกฤษ และ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องทิเบต – อังกฤษ ให้พร้อมสรรพ

“ในการประชุมวิสาขบูชาโลกที่ผ่านๆ มา เราโชคดี ที่มีผู้เชี่ยวชาญทั้งสามด้านนี้เยอะมากมาให้เลือกสำหรับ 8 บทที่ว่าด้วยพระธรรม ไม่เพียงมีเรื่องอริยสัจสี่เท่านั้น ยังมีเรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องของ กรรม เรื่อง การกำเนิดของโลก การมีพระเจ้า ไม่มีพระเจ้า และอย่างเรื่อง กรรมฐาน (Meditation ) ก็มีอธิบายในเถรวาทว่าอย่างนี้ ในมหายานว่าอย่างนี้ ในวัชรยานว่าอย่างนี้ จนจบ แล้วก็เริ่มบทฝึกหัดกรรมฐานของแต่ละนิกายจนครบ ซึ่งเมื่อก่อนผู้ศึกษาต้องไปวิ่งอ่านเล่มนั้นเล่มนี้ และไม่ใช่พระไตรปิฎกด้วย แต่นี่เรารวบรวมจากพระไตรปิฎกมาให้เลย และยังมีลงรายละเอียดในเรื่องการสอนกรรมฐาน (Meditation Teaching) ไว้ด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก

“เดิมที ถ้าใครปฏิบัติสายไหนก็จะรู้แต่สายนั้น เช่น เถรวาท เราก็รู้แต่หลักการปฏิบัติของเถรวาท มหายานก็รู้แต่ของมหายาน วัชรยานก็จะรู้แต่เรื่องของวัชรยาน แต่ในเล่มนี้ทุกบทจะมีลักษณะที่อธิบายให้เข้าใจถึงหลักการปฏิบัติกรรมฐานของสามนิกายเลย”

สำหรับเหตุที่ต้องใช้เวลาทำงานถึง 7 ปีกว่าจะสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณอาจารย์อธิบายว่า เพราะมีความละเอียดลออในเรื่องความถูกต้อง

“เราเริ่มการทำงานตั้งแต่ปี 2552 พอทำต้นฉบับเสร็จแล้วก็ส่งให้คนวิจารณ์ ก็เสียค่าเครื่องบินมาประชุม 14 ครั้งในประเทศไทย รีวิวกัน 6 ครั้ง แล้วก็เอาขึ้นเวบไซด์ให้คนวิจารณ์กันทั่วโลกอีก 6 เดือน จากนั้นนำคำวิจารณ์มาปรับปรุงแก้ไขอีกระยะหนึ่ง โดยหัวข้อ เรากล่าวถึงพระรัตนตรัยทุกสายก็จริง แต่เราไม่ได้เน้นความเหมือน ต้องการให้คนอ่าน อ่านดูว่าต่างกันอย่างไร แล้วก็ศึกษาไปจนเข้าใจเองว่า ทำไมจึงต่าง แต่ในความต่างนั้นก็มีจุดร่วมกันที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์จากสังสารวัฏ หรือ นิพพานเหมือนกัน จุดร่วมกันอีกอย่างก็คือ คำศัพท์ เราแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เหมือนกัน เช่น คำว่า เมตตา ไม่ว่าภาษาบาลี จีน หรือทิเบตว่าอย่างไรในพระไตรปิฎก เราแปลเหมือนกันหมดเลย คือ Loving kindness”

ในส่วนของความต่างที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์เล่า มีข้อดีอย่างไรในการศึกษาพระไตรปิฎกสากลฉบับนี้ ท่านอธิบายว่า ความต่างนี้จะช่วยขยายความ ขยายมุมมอง ให้มองลึกลงจะเห็นว่าเป็นพัฒนาการของพระพุทธศาสนา 2600 กว่าปีให้ยืนยาวออกไปก็ได้ โดยมหายาน และวัชรยาน ไปขยายว่าอย่างไร แต่ละเรื่อง เช่น นิพพาน แต่ละนิกายว่าอย่างไร เมื่อศึกษาถึงความต่างก็จะเข้าใจหลักการ และมีวิธีการที่ชัดเจนในการปฏิบัติที่จะนำไปสู่ในปลายทางคือความพ้นทุกข์ หรือ นิพพานได้จริง”

สำหรับภาคภาษาไทย ท่านเจ้าคุณอาจารย์บอกว่า ปีหน้าจะออกมาคู่กันเลย หน้าต่อหน้า ภาษาอังกฤษกับภาษาไทย ส่วนที่่พิมพ์ออกมาในปีนี้เป็นภาษาอังกฤษใช้ทุนกว่า 2,000,000 บาท โดยมี ดร.ศักดิ์ชัย – ดร.สุดาวรรณ เตชะไกรศรี เป็นเจ้าภาพ พิมพ์แจกสำหรับผู้เข้าประชุมวันวิสาขบูชาโลกในประเทศไทย และที่ประเทศศรีลังกา แล้วก็แจกตามสถาบันการศึกษาที่เป็นสมาชิกสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ อีกทั้งแจกจ่ายไปยังสถาบันการศึกษาในไทยด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังจะนำไปไว้ในสนามบิน และในห้องพักของโรงแรมต่างๆ ทั่วโลก

ด้วยความเป็นสากลของพระไตรปิฎกสามนิกายฉบับนี้นี่เองที่ทำให้น่าสนใจ เพราะตอบโจทย์แก้ทุกข์ให้กับชาวโลกได้ ดังที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์สรุปว่า อ่านตรงไหนก็จะได้แรงบันดาลใจตรงนั้น

สำหรับชาวไทย ในภาคภาษาไทยโปรดอดใจรอวันวิสาขบูชาปีหน้า

เปิดปูม 2 ทนาย สุดฮอต!!‘สงกานต์ ’-‘เกิดผล ‘

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/276050

เปิดปูม 2 ทนาย สุดฮอต!!‘สงกานต์  ’-‘เกิดผล ‘

คนในข่าว  :  9 พ.ค. 2560
น็อ, สงกานต์ อั, น็อต กราบรถ, -เกิดผล, คมชัดลึก, เปิดปูม 2 ทนายสุดฮ๊อต, สงกานต์-เกิดผล, ทนายสงก, สุดฮ๊อต, สุดฮ๊อตสงกานต์, เปิด, ทนาย, สุดฮอต, กานต์, เกิดผล, เปิดปูม, สุดฮอตสงกานต์,  -เกิดผล, สงกานต์  , สงกานต์  อัจฉริยะทรัพย์, ทนายความ, สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์, คดีหญิงไก่, น้องก้อย, คุณหญิง, หญิงไก่,

เปิดปูม 2 ทนาย สุดฮอต!! -‘สงกานต์  อัจฉริยะทรัพย์’-‘เกิดผล แก้วเกิด’ จากหลายคดีดัง !! ที่สังคมจับตามองเวลานี้

          จากหลายคดีดัง !! ที่สังคมจับตามองเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น คดีที่มีผลกระทบต่อผู้เสียหายวงกว้าง หรือคดี ‘เซเลป’คนดัง ได้ทำให้ “ทนายความ” เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการเรียกร้องสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายในการดำเนินคดี

         ซึ่งวันนี้..ชื่อของทนายความ ที่กำลัง HOT ON CHART คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา “สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์” ที่มีผู้ให้คำนิยามตั้งฉายาว่า “เปาบุ้นจิ้นเมืองไทย” ก็เพราะเขาใช้กฎหมายที่ร่ำเรียนมา เปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในคดีได้เข้าสู่กระบวนการต่อสู้เต็มที่ และบุคลิกที่จริงจัง ดุดันเวลาให้สัมภาษณ์ถึงคดีและกล้าที่จะประกาศตัวออกมาต่อสู้ทางกฎหมาย

        โดยผลงานคดี ที่สร้างชื่อให้ทนายความ วัย 49 ปีคนนี้ เป็นที่ติดอกติดใจของผู้คนให้พูดถึง เริ่มแรกก็ในปี 2551 คดี“เสี่ยอู๊ด” สิทธิกร บุญฉิม นักสร้างพระชื่อดังที่ตกเป็นประเด็นทั้งวงการสังคมและวงการบันเทิง ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีฉ้อโกงประชาชน ที่“เขา” เป็นทนายความ ช่วยผู้เสียหายจากการเช่าพระสมเด็จเหนือหัว รวมตัวแจ้งความดำเนินคดีและใช้สิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดี

       และเมื่อ “เขา” ได้มาเป็นที่รู้จักในสื่อมวลชนบ้างแล้ว ก็เดินหน้าในการทวงความเป็นธรรม คดีลักษณะหลอกลวงฉ้อโกงอีกหลายเรื่อง และคดีเกี่ยวข้องกับ พระ-สามเณร

      อย่างปี 2557 “เขา” เข้าแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจกองปราบ คดีพระครูเวฬุวัน จันทรังษี อายุ 65 ปี หรือ หลวงปู่พิมพ์ เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จ.ชัยภูมิ ที่ประกาศละสังขารล่วงหน้า ด้วยการเข้าไปนอนในโลงศพ แต่ภายหลังถูกเกลี้ยกล่อมให้ล้มเลิกการละสังขารดังกล่าว ก่อนจะถูกพาส่ง โรงพยาบาล จนเกิดกระแสวิจารณ์ว่าเข้าข่ายหลอกลวงอวดอุตริมนุสธรรม

      กระทั่งปี 2559 ‘คดีหญิงไก่’ ที่ “เขา” มาช่วยเหลือ ‘น้องก้อย’ เด็กสาวลูกจ้างวัย 19 ปีแจ้งความกลับ ฐานแจ้งความเท็จ หลังจากนางมณฑา หยกรัตนกาญ หรือหญิงไก่ ที่หลอกลวงเด็กสาวหลายคนและชาวบ้านว่ามีฐานันดรศักดิ์เป็นถึง ‘คุณหญิง’ แล้วพามาทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่จ่ายเงินเดือน ไม่ส่งเรียนตามที่เคยตกลงกับพ่อแม่เด็ก และเมื่อเด็กจะลาออก ก็ถูก ‘หญิงไก่’แจ้งความคดีลักทรัพย์ จนตอนหลังเรื่องมาแดงว่า แท้จริงแค่ คุณหญิงกำมะลอ ซึ่งปัจจุบันหญิงไก่ถูกอัยการฟ้องทั้งคดีค้ามนุษย์และหมิ่นเบื้องสูง

          แล้วยังมีอีกกับ คดีวางมวยทำร้ายกัน ในปี 2559 คดีน็อต-อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล พิธีกรวัยรุ่นเลือดร้อนชื่อกระฉ่อน หลังมีคลิป ชกทำร้าย หนุ่มขี่รถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนกับรถมินิคูเปอร์ราคาหลักล้านของพิธีกรหนุ่มที่คิดว่าชนแล้วหนี จนได้มาซึ่งฉายาแซ่บ “ น็อต กราบรถ” ซึ่ง “สงกานต์” ได้เป็นทนายให้กับ บอย หนุ่มมอเตอร์ไซค์ หลังจากที่ถูกดำเนินคดีคู่ด้วยข้อหา ขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนและทำให้รถยนต์ผู้อื่นเสียหายฯ โดนโทษปรับไป 400 บาท ส่วนข้อหาชนแล้วหลบหนี พนักงานสอบสวนทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ขณะที่ ‘น็อต’ ก็ถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) คดียังรอศาลอาญากรุงเทพใต้ พิจารณา

           แถมต้นปี 2560 สดๆร้อนๆ กับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ !! น้องปอนด์ นักศึกษาชาย ชั้นปีที่ 4  มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นลูกหลานตำรวจในพื้นที่ ใช้ไขควงแทงศีรษะ คาหอพัก จ.เพชรบุรีจนต่อมาเสียชีวิต ที่ “เขา” ติดตามดูคดีให้ครอบครัวผู้ตายที่ระบุว่า พยานถูกข่มขู่ ซึ่งคดีได้ถูกโอนมาจากพื้นที่เพชรบุรี ให้ตำรวจกองปราบปรามรับมือต่อไป

         แต่ที่ลุ้น…ล่าสุด คือ คดี ผัว-เมีย ชาวกาฬสินธุ์ ที่ศาลตัดสินทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ, บุกรุกป่าสงวน และมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง ซึ่งจำเลยต่อสู้คดีว่าครั้งแรกรับสารภาพเนื่องจากมีปัญหาเรื่องการได้ยิน หูไม่ดี เพราะเคยประสบอุบัติเหตุขับรถมอเตอร์ไซด์ชนมอเตอร์ไซด์ด้วยกัน และมีคนบอกว่าหากรับสารภาพจะได้รับโทษแค่ปรับเท่านั้น และไม่ได้ตัดไม้ตามที่ถูกกล่าวหา ที่ “เขา” เป็นทนายรับว่าความสู้คดีมายาวนาน จนศาลฎีกาเพิ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 พ.ค.60 ที่ผ่านมา ให้จำคุกคนละ 5 ปี จากเดิมที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 14 ปี 12 เดือน คดีนี้ถือเป็นอีกคดีดัง ทำให้ชื่อของ “ทนายสงกานต์” เป็นที่เล่าขานรู้จักของสังคมและสื่อโซเชียล ซึ่งคดีนี้เกิดกระแสวิจารณ์ เรียกกันจนติดปากว่า “คดีตายายเก็บเห็ด”

         จากประสบการณ์ การปฏิบัติทางกฎหมายของเขา ยังได้นำมาใช้ประโยชน์ในการจัดทำรายการทีวี “คลายทุกข์ชาวบ้าน” ทางช่องอัมรินทร์ทีวี ให้ความรู้ทางกฎหมายกับสังคมในวงกว้างอีกทางด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ ณ วันนี้ใครๆ จะนึกถึงชื่อ “สงกานต์ อัจฉริยทรัพย์” เป็นอันดับต้นๆ เมื่อต้องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพื่อชำระการกระทำทางกฎหมาย

         อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึง “ทนายมหาชน” รุ่นใหม่ ที่พร้อมออกมายืนหยัดในการเรียกร้องความเป็นธรรม จากการถูกละเมิดสิทธิและไม่ได้รับการปฏิบัติทางกฎหมายอย่างสมควรด้วยความเท่าเทียมแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมายังมีชื่อของ “ เกิดผล แก้วเกิด ” ทนายความวัย 42 ปีย่าง 43 ปี ที่เปิดสำนักงานกฎหมายของตัวเอง เพื่อประกอบวิชาชีพทนายความที่ได้ร่ำเรียนนิติศาสตร์ จบมาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราชในช่วงเวลา 4 ปีพร้อมกัน

         ขณะที่ระหว่าง “เขา” ใช้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อประกอบอาชีพทนายความอิสระ “เขา” ก็มีโอกาสพิทักษ์ความยุติธรรมให้กับผู้ที่กระทำละเมิด ซึ่งผลงานคดีดังที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตในหน้าสื่อ ก็เริ่มต้นที่ “คดีหมูแฮม -กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์” ลูกชายอดีตนางสาวไทย ที่ปี 2550 ขับรถเบนซ์หรู พุ่งชน พนักงานการเงิน ขสมก. และผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้าเสียชีวิต หลังเกิดเหตุรถเมล์ ขับปาดหน้ารถของนายกัณฑ์พิทักษ์ ที่หน้าป้อมตำรวจจราจร ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ คลองเตยเหนือ ซึ่ง “เขา” รับเป็นทนายความให้ลูกสาวของพนักงาน ขสมก.ผู้ตาย ร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ ฟ้องคดีอาญาและให้ชดใช้ค่าเสียหาย จนคดีตัดสินถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกา เมื่อปี 2558 ให้จำคุกนายกัณฑ์พิทักษ์ เป็นเวลา 2 ปี 1 เดือน

          และผลงานก็เป็นที่จับตาอีกครั้ง ในคดีที่ “เขา” เป็นทนายความให้กับญาติผู้เสียชีวิตที่ถูกทำร้ายร่างกายขณะตำรวจไล่จับกุมผู้ลักลอบเล่นพนันไฮโล ย่านห้วยขวางเมื่อปลายปี 2559 แล้วต่อมาเสียชีวิต ซึ่งได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญากลับกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ “เขา” ใช้กฎหมายพิสูจน์การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐว่าชอบหรือไม่

           กับการเรียกร้องสิทธิทางกฎหมาย “เขา” ยังให้ความช่วยเหลือทางคดีกับครอบครัว “น้องทราย” นักเรียนชั้น ม.5ใน จ.นครราชสีมา ที่ถูกครูพละขว้างแก้วใส่ จนมีอาการปากเบี้ยว ตาข้างซ้ายเหลือก ปิดเปลือกตาไม่ลง เพราะกล้ามเนื้อบวมทับเส้นประสาท ที่คดีอยู่ในมือของตำรวจ

           ล่าสุด คดีค้ามนุษย์ ใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีจัดหาเด็กสาวค้ากาม ที่มีการพาดพิงถึงกลุ่มข้าราชการ จนเป็นข่าวโด่งดัง “เขา” ก็ออกมารับหน้าเสื่อให้แม่เด็กสาวผู้เสียหาย นำเรื่องร้องเรียนถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

          ไม่ใช่เพียงแค่การทำหน้าที่เป็นทนายความในคดี…เท่านั้น ที่ “เขา” ตั้งเป้าหมายในชีวิต แต่ “เขา” ยังคงนำกฎหมายที่เรียนรู้และได้ปฏิบัติจริง มาสื่อสารให้สาธารณชนรับรู้ผ่าน ‘เฟซบุ๊ก’ เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องและสังคมได้ตระหนัก เพื่อความเป็นธรรมได้ยุติ ตามหลักการและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

         ตราบใดที่…ยังมีการละเมิดสิทธิ เพราะความลำเอียง ไม่เที่ยงธรรม ไร้หลักการ ปฏิบัติอย่าง 2 มาตรฐาน “ วิชาชีพทนายความ” ย่อม เป็นอีกส่วนสำคัญหนึ่ง ที่จะเป็นที่พึ่งให้ประชาชน ได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม เหมือนการสร้างกระบวนการยุติธรรมให้เท่าเทียม เที่ยงธรรมทุกขั้นตอน

         ซึ่ง “ทนายความมหาชน” จะไม่เกิดขึ้นเพียงเท่านี้ แค่ในวันนี้แน่ !! แต่เรายังมองเห็นวันนี้ได้อีกในอนาคต

เอาจริงดิ!!”วีรบุรุษนาแก”ประมุขเพื่อไทย??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275985

เอาจริงดิ!!”วีรบุรุษนาแก”ประมุขเพื่อไทย??

คนในข่าว  :  9 พ.ค. 2560
คนในข่าว, พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส, เอาจริง, วีรบุรุษนาแกประมุขเพื่อไทย, วีรบุรุษนาแก, คุณหญิงหน่อย

เอาจริงดิ!!”วีรบุรุษนาแก”ประมุขเพื่อไทย??

 

นี่ถ้า “บิ๊กเยิ้ม” ไม่กล่าววาทะ “สื่ออย่างนี้ต้องจับไปยิ่งเป้า” เผลอๆ ชื่อของ “วีรบุรุษนาแก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส คงเกือบถูกลืมไปแล้ว

ถามทำไมบิ๊กเยิ้ม พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท.ต้องพูดแบบนี้ ลองย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นสามสี่วัน จะมีข่าวของวีรบุรุษนาแกคนนี้แหละ ที่ไปโผล่ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันหยุดแรงงานที่ผ่านมาบอกว่า

“ตั้งเเต่เกิดมาจนกระทั่งปัจจุบันอายุ 69 ปี ผมไม่เคยเห็นกองทัพใช้อาวุธไปในการป้องกันประเทศเลย เอาเเต่ซื้อๆๆ ทำเเต่เพียงยึดอำนาจ คำถามคือเรือดำน้ำจำเป็นจริงๆ หรือ ในขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ กำลังประสบกับปัญหาขาดเเคลนเเละมีความจำเป็นในการใช้เงินกว่ามาก”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส มีชื่อเดิม ว่า เสรี โดยปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อเพราะภรรยามักเจ็บออดๆ แอดๆ จนมีคนแนะนำว่าชื่อภรรยาไม่ถูกโฉลก แต่ถ้าจะเปลี่ยน ต้องให้สามีเปลี่ยนด้วยตามนั้น

ตามประวัติ เขาเกิดเมื่อ 3 กันยายน 2491 มีชื่อเล่นว่า “ตู่” เป็นคนจังหวัดธนบุรี จบมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก และไปต่อโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) รุ่นเดียวกับ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ฯลฯ และไปจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 24 (นรต.24)

เขาเคยรับราชการอยู่ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วงปี 2515-2524 ซึ่งเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่มีคอมมิวนิสต์ชุกชุมในยุคนั้น ที่สุดทำผลงานปราบคอมฯ จนถูกใจคนไทย ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วีรบุรุษนาแก” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ปี 2529 ที่ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เองที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมท้าชนกำนันเป๊าะ หรือ สมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อภาคตะวันออก จนนำมาสู่การจับกุมเจ้าพ่อคนนี้ได้ในเวลาต่อมาจากคดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว

เรียกได้ว่า แม้ว่าผลงานทำนองนี้ของเสรีพิศุทธ์ จะมีเพียบ! ทั้งจับบ่อนปอประตูน้ำ, คดีบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้าที่มีตำรวจอยู่เบื้องหลัง, คดีทุจริตลำไย, ทุจริตทางด่วนบูรพาวิถี ฯลฯ

แต่นั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะเขามักได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง ถูกโยกย้ายหลายครา เช่นไปนั่งอยู่ตามกองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ปี 2541), จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก (ปี 2547)

ระหว่างนั้นก็มีเป๋ไปบ้าง โดยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ.10 ในปี 2549 ก่อนจะกลับมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในรัฐบาลไทยยุค “หลังทักษิณ”

โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่งตั้งขึ้นแทน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เมื่อ 1 ตุลาคม 2550 แถมยังไปมีชื่อเข้าเป็น สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อีกด้วย

ต้นปี 2551 พลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ผ่านไปไม่ทันถึงวันสงกรานต์ 8 เมษายน 2551 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการ ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนด้วยซ้ำ!

กระทั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามากู้หน้าให้ ้ด้วยการยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553

เป็นอันว่าเวลานั้น ความรับรู้จดจำของคนไทย ที่มีต่อนายตำรวจใหญ่คนนี้ คือ ถ้าจะพูดเรื่องการเมืองแล้ว เขาอยู่ข้างไหนก็ชัดเจนไม่ต้องทวนซ้ำ แถมยังประกาศตัวที่จะลงเล่นการเมืองอย่างไม่กั๊กอีกด้วย

แต่แล้ว ความชัดเจนของนายตำรวจตงฉินคนนี้ ก็เหมือนๆ ว่าจะเปลี่ยนไป โดยช่วงปี 2554 อยู่ๆ ก็มีข่าวว่าเขาจะลงเล่นการเมืองในเสื้อสีแดง พรรคเพื่อไทย (พูดใหม่อีกทีซิ!)

ว่ากันว่า ด้วยเหตุเพราะเขานั้น สนิทกันดีกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตนายเก่า, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็คนกันเอง แถมข้างฝ่ายเจ้าของพรรคตัวจริงก็ถือว่าเป็นรุ่นน้องสองปีที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตอนนั้นลือกันขนาดว่า มีข้อเสนอเก้าอี้ รมต. ด้วยซ้ำ

สุดท้ายไม่รู้ไปไงมาไง “บิ๊กตู่สายตำรวจ” คนนี้ไปโผล่เป็นผู้สมัครอิสระลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงปี 2555 ภายใต้สังกัด “กลุ่มพลังกรุงเทพ” แต่ก็พ่ายแพ้ไป

ที่น่าสนใจ ตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. “เสรีพิศุทธ์” มีกุนซือการเมืองชื่อ ประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพันธมิตรฯ

จนเมื่อบ้านเมืองผ่านมาสุ่ยุครัฐบาล คสช. “บิ๊กตู่คนนี้” ก็ไปโผล่ออกมาจ้อหน้าจอกับเขาบ้าง แต่ดันไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล “บิ๊กตู่” อย่างถึงพริกถึงขิง ในรายการ “เสียงเสรี SEREE VOICE” ทุกบ่ายเสาร์ -อาทิตย์ ของ “ฟ้าให้ทีวี” และเป็นช่องแรกที่ถูกคำสั่งมาตรา 44 จอดำในที่สุด

ปี 2557 มีข่าวเล็กๆ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ประกาศตั้ง “พรรคเสรีรวมไทย” เพื่อให้เป็นพรรคที่ดี มีนักการเมืองเป็นแบบอย่างที่ดี ทำประโยชน์ให้แผ่นดินเกิด

ดังที่ทราบ วีรบุรุษนาแกคนนี้มี “มูลนิธิกลุ่มเพื่อนเสรี” เป็นฐานกำลัง จึงไม่ยากที่จะก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แต่จะเอาจริงแค่ไหนก็รอดู

ส่วนการทำสงครามข่าวสารทางยูทูป ยังทำเรื่อยๆ  วิพากษ์ทหารเป็นหลัก จนได้รับเชิญไปนั่งทอล์คทางสถานีทะเว็นตี้โฟร์ทีวี(จอแดง) ของตระกูลชินวัตรอยู่บ่อยๆ

นาทีนี้ จึงมีข่าวลือว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นตัวเต็งคนหนึ่งที่จะได้รับไฟเขียวจากคนแดนไกลให้เป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” นัยว่าจะชิงดำกับ “คุณหญิงหน่อย” ด้วย

จากข่าวนี้ ทำเอาในโซเชียลคนเสื้อแดงส่งเสียงเชียร์กันเจี๊ยวจ๊าว..เพราะชื่นชอบในลีลาปะฉะดะกับทหาร

ต้องจับตาดูว่า ระหว่างพรรคใหม่กับพรรคใหญ่…เสรีพิศุทธ์ จะจอดที่ป้ายไหน?

ฝ่าลมและคลื่นฉลาม “ลือชัย”กับวิบากเรือดำน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275770

ฝ่าลมและคลื่นฉลาม “ลือชัย”กับวิบากเรือดำน้ำ

คนในข่าว  :  8 พ.ค. 2560
พลรอลือชัย รุดดิษฐ์, ฝ่า, และ, คลื่น, ฉลาม, ลือชัย, กับ, วิบาก, เรือดำน้ำ, ฝ่าลมและคลื่นฉลาม, บิ๊กลือ, บิ๊กโชย, มิสเตอร์หม่า, อาจารย์ วรธนัท, นาวีลาดตระเวน, บิ๊กณะ, บิ๊กป้อม, บิ๊กตู่

ฝ่าลมและคลื่นฉลาม “ลือชัย”กับวิบากเรือดำน้ำ

 

สิ้นสุดการรอคอยมาเกินกึ่งศตวรรษ สำหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ เมื่อ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ได้ลงนามในข้อตกลงสร้างเรือดำน้ำในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี)กับบริษัท ไชน่าชิป บิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะผู้แทนรัฐบาลจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพิธีลงนามจัดขึ้นที่อาคารรับรองรัฐบาล เตี้ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่ง

ในช่วงที่รัฐบาลประยุทธ์ ต้องเผชิญกับคำถามว่า “ซื้อเรือดำน้ำทำไม” ชื่อนายทหารราชนาวีคนหนึ่งก็โดดเด่นขึ้นมาโดยพลันจากการออกมาชี้แจงสื่อและตอบทุกข้อสงสัย

นั่นคือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ หรือ “บิ๊กลือ” ของน้องๆนักข่าวสายความมั่นคง

พล.ร.อ.ลือชัย เป็นเตรียมทหารรุ่น 18 รุ่นเดียวกับ “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งดาวเด่นสายบูรพาพยัคฆ์

และที่สำคัญ เป็นน้องชายแท้ๆ ของ “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี สปอตไลท์สายความมั่นคง จึงส่องกล้องมองไปไกลถึงว่าที่แม่ทัพเรือคนต่อไป

พล.ร.อ.ลือชัย เกิดที่บางบ่อ สมุทรปราการ เป็นบุตรของพ่อบุญช่วย-แม่บุญล้อม รุดดิษฐ์ มีพี่น้อง 6 คน ชาย 3 คน หญิง 3 คน โดยพี่น้องที่เป็นผู้ชาย รับราชการทหารสังกัด 3 เหล่าทัพ

เริ่มจาก พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ,พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ และ พล.อ.ต.เชี่ยวชาญ รุดดิษฐ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

สมัยเรียนโรงเรียนายเรือ “บิ๊กลือ” จบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมไฟฟ้า แต่รับราชการในกองทัพเรือ ก็อยู่ในสายคุมกำลังมาโดยตลอด

ปี 2552 รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ,ปี 2553 ผู้บัญชาการ กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ .ปี 2555 ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

ปี 2556 ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน กองทัพเรือ ปี 2557 เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ปี 2558 ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ

ในการโยกย้ายฤดูกาลที่แล้ว “บิ๊กลือ” ขยับขึ้นเป็นเสนาธิการทหารเรือ และเป็น 1 ใน 5 ฉลามแห่งราชนาวีไทย

กรณีที่ “บิ๊กลือ” เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 13 ต.ค.2559 ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. ว่า มีทรัพย์สิน 175,246,084 บาท เงินสด 1 ล้านบาท เงินฝาก 5 บัญชี 1,043,385บาท เงินลงทุน 4 แห่ง 899,998 บาท ที่ดิน 5 แปลง 170,151,700 บาท รถยนต์ 1.6 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 551,000 บาท ไม่มีหนี้สิน

ขณะที่ นาวาโทหญิงอุบลวรรณ รุดดิษฐ์ คู่สมรส มีทรัพย์สิน13,044,735 บาทได้แก่ เงินสด 5 แสนบาท เงินฝาก 5 บัญชี1,025,535บาท เงินลงทุน 2 แห่ง 206,400 บาท เงินให้กู้ยืม 1.5 ล้านบาท ที่ดิน 1 แปลง 7,140,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 2,672,800 บาท มีหนี้สิน 680,512 บาท รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น188,290,819 บาท มีหนี้สิน 680,512 บาท

ประเด็นบัญชีทรัพย์สินนี่แหละ ที่ทำให้แฟนเพจของกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม คสช. หยิบฉวยมาโจมตี “บิ๊กลือ” ในช่วงที่ไปเซ็นซื้อเรือดำน้ำที่เมืองจีน

นอกจากภารกิจในราชการทหารเรือ “บิ๊กลือ” ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ผอ.ศรชล.) ติดตามการดำเนินการตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย

เมื่อหลายปีก่อน พล.ร.อ.ลือชัย สมัยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ได้เรียนรู้เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ยกับ “มิสเตอร์หม่า” หรือ “อาจารย์ วรธนัท”ผู้สืบทอดวิชาต่อเนื่องมาจากคุณพ่อและปู่ ผ่านศาสตร์ที่เรียกว่า เต๋าหมวกดำ ซึ่งเป็นศาสตร์ชั้นสูงและจะถ่ายทอดเฉพาะจักรพรรดิและขุนนางจีนชั้นสูงเท่านั้น

ในวันข้างหน้า “บิ๊กลือ” จะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือหรือไม่? ย่อมขึ้นอยู่กับ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่จะเกษียณอายุราชการ เดือนกันยายนปีนี้ คงไม่ใช่เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ย

หลายคนมองว่า พล.ร.อ.ณะ เลือก พล.ร.อ.ลือชัย มาเป็น เสธ.ทร. และให้ดูแลโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ หมายถึงการวางตัว “บิ๊กลือ” ไว้เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ เพื่อสานต่อดูแลโครงการซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ ก็ไม่ใช่บทสรุป

“บิ๊กลือ” คงต้องร้องเพลง “นาวีลาดตระเวน” ที่มีคำร้องท่อนหนึ่งว่า “น้ำจรดริมขอบฟ้า ลิบไกลตาสุดคะเน ลอยกลางทะเล ลึกจำเจไม่หวั่นไหว ฝ่าคลื่นและลม แดดฝนพรมไม่หน่าย ขอฝากตัวฝากใจ มั่นไว้แดนคงคา”

ฉลาม “ลือชัย” จึงต้องฝ่าคลื่นและลม แดนพรมไม่หน่าย และขอฝากตัวฝากใจไว้กับ “บิ๊กณะ” , “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กตู่” จึงจะสมปรารถนา

ครั้งแรก!”รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ 2560″ เป็นนักแปลจีน-อังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275275

ครั้งแรก!”รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ 2560″ เป็นนักแปลจีน-อังกฤษ

คนในข่าว  :  5 พ.ค. 2560
วันนักเขียน, ครั้งแรก, รางวัล, ศรี, บูรพา, เกียรติยศ, 2560 , เป็น, นักแปล, จีน, อังกฤษ, กองทุนศรีบูรพา, รางวัลศรีบูรพา, ศรีบูรพา, ข้างหลังภาพ, ครูหลวน, ประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย

ครั้งแรก!!”รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ 2560″ เป็นนักแปลจีน-อังกฤษ

          5 พฤษภาคม ทุกปี เป็น “วันนักเขียน” ที่ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และมิตรน้ำหมึกยึดถือมายาวนาน นอกจากเป็นวันพบปะชาววรรณกรรมแล้ว ยังเป็นวันที่ “กองทุนศรีบูรพา” มอบ “รางวัลศรีบูรพา” ให้แก่นักคิดนักเขียนนักประพันธ์อีกด้วย

          โดยปีนี้ คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา นำโดย ประยอม ซองทอง ประธานฯ มีมติมอบ “รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ” แก่ ดร.เดวิด สไมท์ และ ศ.หลวน เหวินหัว 2 นักแปลผลงานศรีบูรพาเป็นภาษาต่างชาติ ผู้สนับสนุนให้โลกได้รู้จักศรีบูรพาก่อนใคร เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน

          “นักแปลทั้งสองจึงนับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะสะพานเชื่อมความเข้าใจของคนสองชาติผ่านภาษา เป็นผู้ทำให้คนในชาติของตนได้รู้จักและเข้าถึงงานของ “ศรีบูรพา” อย่างลึกซึ้ง เป็นการเผยแพร่ สนับสนุนให้ชื่อเสียงของศรีบูรพาได้ปรากฏในอีกซีกโลกหนึ่ง” ส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติยศ

          ดร.เดวิด สไมท์ เป็นชาวอังกฤษ จบปริญญาเอกและเป็นอาจารย์ประจำด้านไทยศึกษาของ School of Oriental and African Studies แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน สนใจเกี่ยวกับวรรณกรรมไทยในยุคบุกเบิก มีผลงานศึกษาว่าด้วยกุหลาบ สายประดิษฐ์ และแปลนวนิยายไทยเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ของ ศรีบูรพา และเรื่องสั้นเด่นๆ ของ ศรีบูรพา อาทิ ขอแรงหน่อยเถอะ, คนพวกนั้น, เขาตื่น เป็นต้น

          “ผมรู้สึกว่าเป็นการให้เกียรติอย่างสูงมาก อย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับ” ดร.เดวิด สไมท์ กล่าวถึงความรู้สึกต่อรางวัลที่ได้รับ ผ่านวารสารฉบับพิเศษ “ศรีบูรพา”

          เขาได้รู้จักศรีบูรพา ผ่านงานของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, เสถียร จันทิมาธร, วิทยากร เชียงกูล ฯลฯ แรกๆ สนใจรายละเอียดชีวิตศรีบูรพา นอกจากนี้ยังได้เลือกเรื่องราวของ “ศรีบูรพา” เป็นหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอีกด้วย

          จุดประสงค์หลักคือ อยากให้มีคนไม่รู้ภาษาไทยได้รู้จักนวนิยายสำคัญของศรีบูรพา

          ทั้งนี้ ดร.เดวิด ยังได้ศึกษาค้นคว้าและแปลงานของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ไว้อีกหลายเรื่อง เช่น หญิงคนชั่วของ ก.สุรางคนางค์, ความฝันของนักอุดมคติ ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, จนตรอก ของ ชาติ กอบจิตติ เป็นต้น

          ส่วน ศ.หลวน เหวินหัว หรือ “ครูหลวน” นั้น เกิดที่เมืองจี๋หลิน แต่ทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยกว่า 10 ปี มากกว่านั้นคือได้แปลผลงานวรรณกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักอ่านภาษาจีนมากขึ้น โดยครูหลวนนั้นเริ่มเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตั้งแต่ 57 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นรุ่นแรกๆ ที่ศึกษาภาษาไทย

          หลังจบการศึกษาได้ทำงานวิจัยวรรณกรรมไทย ที่สำนักวิจัยวรรณกรรมต่างประเทศแห่งสภาบัณฑิตยสถานแห่งประเทศจีน ต่อมา ในปี พ.ศ.2525 หรือ 35 ปีที่แล้ว ได้เข้าศึกษาภาษาไทยและทำงานวิจัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 ปี วิจัยวรรณกรรมไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก 1 ปี จากนั้นเป็นอาจารย์ประจำสอนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลา 8 ปี กระทั่งปี 2548 เกษียณอายุจึงกลับบ้านที่ปักกิ่ง

          ครูหลวนมีคุณูปการในการถ่ายทอดวรรณกรรมไทยอย่างยิ่ง โดยแปล “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา และงานวรรณกรรมไทยอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะ “ประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย” ถือเป็นประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยภาคภาษาจีนเล่มแรก ส่วน “ประวัติศาสตร์วรรณกรรมตะวันออก 2 เล่ม ได้รับรางวัลจาก หอสมุดแห่งชาติด้วย นอกจากนี้ยังมีผลงานของ ชาติกอบจิตติ อีก 2 เล่ม คือ คำพิพากษา และเรื่องธรรมดา ตลอดจน รวมเรื่องสั้นไทย รวมนิทานของศรีธนญชัย และบทกวีไทยอีกหลายคน

          กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แรงกล้า มีชีวิตที่ระหกระเหินต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ทำให้ผลงานไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางเท่าที่ควร กว่าจะได้รับการประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อปี 2548 ก็ถึงแก่ชีวิตไปแล้วถึง 31 ปี การที่นักแปลทั้งสองให้ความสนใจผลงานของ “ศรีบูรพา” ตั้งแต่ยังไม่ได้รับการประกาศเกียรติระดับโลก นั่นหมายความว่า ทั้งสองคนได้เป็นผู้สนับสนุนให้โลกได้รู้จักศรีบูรพาก่อนใคร

          ในวาระครบรอบ 112 ปีศรีบูรพา(กุหลาบ สายประดิษฐ์) คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา จึงเห็นสมควรประกาศเกียรติให้ทั้ง  2 นักแปล เป็นผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ ในปี 2560 ในที่สุด

          ที่ผ่านมานั้น ผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพา ล้วนเป็นนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ไทยทั้งสิ้น อาทิ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์), อำพัน ไชยวรศิลป์ (อ.ไชยวรศิลป์), นิลวรรณ ปิ่นทอง, อาจินต์ ปัญจพรรค์, สุจิตต์ วงษ์เทศ, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์), กรุณา กุศลาสัย, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูล, สุรชัย จันทิมาธร, วัฒน์ วรรลยางกูร ฯลฯ ถือว่า ดร.เดวิด และ ศ.หลวน เป็นนักแปลสองคนแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้

          สำหรับพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในงาน “วันนักเขียน” 5 พฤษภาคมนี้ ที่ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ในงาน กองทุนศรีบูรพา มีวารสาร “ศรีบูรพา” มอบให้แก่ผู้ร่วมงานด้วย

***

          ขอบคุณภาพจาก กองทุนศรีบูรพา, สำนักพิมพ์ชนนิยม และ นิตยสารทางอีศาน

ต้องแรงเบอร์นี้? “แฟรงค์ เนติวิทย์” ปธ.สภานิสิตจุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275229

ต้องแรงเบอร์นี้? “แฟรงค์ เนติวิทย์” ปธ.สภานิสิตจุฬาฯ

คนในข่าว  :  4 พ.ค. 2560
คนในข่าว, คมชัดลึก, เกรียน, ประธาน, ต้อง, แรง, เบอร์, นี้, แฟรงค์, เนติ, วิทย์, สภา, นิสิต, จุฬาฯ, ต้องแรงเบอร์นี้, เนติวิทย์, ปธสภานิสิตจุฬาฯ, แฟรงค์ เนติวิทย์, หัวก้าวหน้า, ไม่ปกติ, ปฏิวัติการศึกษา, ปฏิรูป, รางวัลสิทธิมนุษยชน, คำพูด, Child Center, ควาย Center, บิ๊กตู่

หูย!! ไม่ได้ก็เแปลกแล้ว กับตำแหน่งประธานสภานิสิตคนใหม่ของจุฬาฯ ได้รับเลือกมาด้วยคะแนน 27 จาก 36 เสียงองค์ประชุมทั้งหมด

ก็รู้ๆ กันอยู่ ว่า เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หรือ “แฟรงค์” นั้น ถือเป็นเซเลบคนหนึ่งที่มีบทบาทในสังคมไทย เพราะมักออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา มีมุมมองที่แหวกแตกต่าง หรือใครจะเรียกว่า “เกรียน” ก็ได้

สำหรับเด็กไทยแล้ว เวลาเลือกหัวหน้าชั้น ก็มักจะเลือกคนตัวโต ดูน่าเกรงขาม แต่พอต้องมาเลือก ประธานสภานิสิตฯ ความเข้มข้นในการตัดสินใจ ก็ต้องมีมากขึ้น

เพราะงานของสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ส.ภ.จ. ถ้าไม่ใช่ระดับเนติวิทย์ผู้เก๋าเกมแล้ว จะเป็นใครที่ไหน?

มาวันนี้ จึงอดตื่นเต้นไม่ได้ว่า หนุ่มแฟรงค์คนนี้จะสร้างอะไรที่เป็นสีสันในฐานะประธานสภานิสิตจุฬาฯ ให้ได้พูดถึงกันอีก เพราะที่ผ่านมาก็ทำวีรกรรม “หัวก้าวหน้า” แต่โดนปากระถางกลับมาเยอะ

แต่ก่อนจะไปว่ากันตรงนั้น มารู้จักที่มาของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กันก่อน

ตามประวัติ เนติวิทย์ หรือ แฟรงค์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ แต่ทะเบียนบ้านเป็นชาว ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สุมทรปราการ บิดาและมารดาประกอบอาชีพขายของชำแถวบ้าน

แฟรงค์เข้าเรียนชั้นประถมที่ โรงเรียนป้วยฮั้ว สมุทรปราการ จากนั้น ต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ตอนอยู่ ม.5 หรือประมาณช่วงปี 2556 เนติวิทย์ เริ่มเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์ ที่เจ้าตัวมักโพสต์ความคิดเห็นต่างๆ ออกมาทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

และอย่างที่บอกว่า แฟรงค์โดนกระถางกลับมาเยอะ ก็เพราะด้วยความเกรียน แหกคอก จนบางคนถึงขนาดเรียกเขาว่า “ไม่ปกติ” เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลจนเกินไป

แต่มุมนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังออกรายการเรื่องเด่นตอนเย็นๆ ของพิธีกรสุดดังช่อง 3 พูดเรื่องทรงผม เครื่องแบบนักเรียน ทำให้เวลานั้นเกิดกระแสถกเถียงในสังคมไทยเป็นวงกว้าง และคุ้นหน้าคุ้นตาหนุ้มตี๋แว่นคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

แฟรงค์เคยเล่าชีวิตสมัยเรียนกับสื่อมติชนว่า เป็นคนชอบทำกิจกรรมนอกการเรียน แต่ก็ยังเรียนดี

“ผมไม่ค่อยชอบวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องพยายามเรียนและต้องทนๆ เรียนไป”

การทำกิจกรรมโปรดของเขา เช่น ตอนอยู่ ม.2 เคยทำจุลสารปรีดีให้กับทางโรงเรียน และเป็นผู้ริเริ่มกลุ่มต่างๆ อาทิ ชมรมปรีดีเสวทัศน์ กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

สมาพันธ์นักเรียนแห่งประเทศไทย และเคยเป็นบรรณาธิการวารสารปาจารยสาร ซึ่งถือเป็นงานที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้

นอกจากนี้ เขาเคยทำจดหมายเปิดผนึกถึง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ขณะนั้น) โดยนำเสนอการ “ปฏิวัติการศึกษา” ไม่ใช่แค่การ “ปฏิรูป” ในหลายประเด็น เช่น การลดชั่วโมงเรียน , การตั้งสภาปฏิรูปการศึกษา

ยังมี การแก้ไขเนื้อหารายวิชา ยิ่งวิชาประวัติศาสตร์ ยิ่งต้องแก้ไข หรือชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่ (เอาจริงดิ!) และอีกหลายอย่างที่เชื่อเหอะ แรงๆ ทั้งนั้น แต่พอรู้ว่าไอดอลของแฟรงค์ มีใครบ้างก็อ๋อ เช่น ปรีดี พนมยงค์ , ส.ศิวลักษณ์

แต่ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว แฟรงค์จึงเคยได้รับการเสนอชื่อจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้รับ “รางวัลสิทธิมนุษยชน” ประเภทเด็กและเยาวชน

แน่ล่ะ ที่เขาจะเมินใส่ แถมตอกกลับแสบๆ ทำนองว่า กสม. ไปทำอะไรกับกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเดือนช่วงปี 2553 ดีกว่ามั้ย?

ลองคัด “คำพูด” ที่แรงทะลุปรอทของเขาในหลากหลายวาระ เผื่อว่าใครอยากรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น

เช่น ถ้าถามเรื่องการศึกษาเขาจะบอกว่า “Child Center” ผมว่าเป็น “ควาย Center” มากกว่า , เรื่องสิ่งแวดล้อม “คนส่วนใหญ่ทำเป็นเล่น” , เรื่องศาสนา “บางทีผมก็เบื่อนะ” “ผมไม่สวดมนต์ ไม่ไหว้พระ” , เรื่องสอบติดจุฬาฯ “เสียดาย..อยากเรียนธรรมศาสตร์มากกว่า!!!”

แถมยังเคยเดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ ที่จะต้องถวายบังคมต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล โดยอ้างว่า “ร.5 ยกเลิกธรรมเนียมดังกล่าวไปแล้ว!!”

อุแหม่…ทำเอาคนจามจุรี คัน…ปากไปตามๆ กัน

ส่วนถ้าถามเรื่องการเมือง เขาบอกว่า “ยุคนี้ไม่ใช่ยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยแล้ว” จึงเป็นที่มาว่า เนติวิทย์มักปรากฏตัวทำงานในแนวทางเดียวกันกับนักศึกษากลุ่มนิติราษฎร์

หรือยังมีกรณีที่เมื่อ 5 ตุลาคม 2559 เนติวิทย์ขณะเป็นนิสิตปี 1 ได้เชิญ โจชัว หว่อง นักกิจกรรมชาวฮ่องกงต่อต้านรัฐบาลจีน มาปาฐกถาครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาคม 16 หัวข้อ “การเมืองของคนรุ่นใหม่” แต่เขากลับถูกทางการไทยควบคุม กักตัวไว้ 12 ชั่วโมง ก่อนส่งกลับฮ่องกง

หากแต่ที่สุด วันรุ่งขึ้น แฟรงค์ก็จัดการให้แฝดต่างสายเลือดชาวฮ่องกงคนนี้ ได้สไกป์เข้ามาในงานจนได้

หรือไม่นานมานี้ กับการต้องเกณฑ์ทหาร ตี๋แฟรงค์ก็บอกว่า “การรับใช้ชาติไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเป็นทหารเท่านั้น!!” ว่าแล้วก็ขอผ่อนผันรัวๆ

ทั้งหมดนี้ หากใครจะถามหาตัวตนของเนติวิทย์ ถ้าสามารถก้าวข้ามความหมั่นไส้ไปได้ จะพบว่า หนุ่มแว่นคนนี้มีอะไรมากกว่าที่คิด

เรียกได้ว่า แม้จะทั้งกวดทั้งแสบ แต่คนไทยหลายคนก็ชอบ และติดตามเป็นแฟนคลับมากมาย เพียงแต่คนที่ไม่ชอบ ก็จะถามว่า…ไม่ไหวๆ ลื้อทำไมต้องสุดโต่งเบอร์นี้!

ยิ่งกับบทบาทการบริหารงานในสภานิสิตของสถาบันสุดหัวอนุรักษ์อย่างจุฬาฯ ดูจะช่างท้าทายคนไทยมากว่า นิสิตหัวก้าวหน้าคนนี้จะสร้างวีรกรรมอะไรออกมาบ้าง

**ข่าวที่เกี่ยวข้อง “บิ๊กตู่” ห่วงจุฬาฯเสียชื่อ หลัง “เนติวิทย์” ประกาศจะเปลี่ยนวิธีถวายบังคมฯ


ถอยแต่ไม่หนี”โอ๊ค” กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275091

ถอยแต่ไม่หนี”โอ๊ค” กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

คนในข่าว  :  4 พ.ค. 2560
ยิ่งลักษณ์, หุ้นชิน, ชินวัตร, พานทองแท้, ถอย, แต่, ไม่, หนี, โอ๊ค, กุม, โซเชียล, สู่, การ, ยุทธ์, ยืดเยื้อ, ถอยแต่ไม่หนีโอ๊ค, ราคายาง, บิ๊กตู่, หน้าหล่อ, ราคายางแก้ได้ ยางอายแก้ไม่ได้, สมองบวกกึ๋น, พ่อคับ, ยุงชุม, ตาตายังงง, วอยซ์ ทีวี, ถ้าโอ้คมองว่าไม่แฟร์ โอ๊คก็จะไม่ทน

ถอยแต่ไม่หนี”โอ๊ค” กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

 

เรื่องลูกโอ๊คกับการโพสต์ความเห็นลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra นั้น ไม่ใช่เพิ่งมาถี่เอาช่วงนี้ เพราะหากย้อนกลับไปดูในไทม์ไลน์ เรียกได้ว่า เรื่อยๆ มาเรียงๆ อย่างน้อยเดือนละหน พอไม่ให้แฟนคลับต้องเหงาหงอย แถมยังนับว่าเป็น “ดาวเด่น” ที่มีคนติดตามล้นหลามคนหนึ่ง ด้วยลีลาการเหน็บแนม กระแทกแดกดันฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกใจใช่เลย

มีอยู่แว่บหนึ่งที่เขาหายไปจากหน้า Facebook หลังจากโพสต์เสียดแทงรัฐบาล คสช.ไปในเรื่องการโหวตรับ-ไม่รับร่างธรรมนูญ

แต่แล้ว โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ก็คัมแบ็ค กลับมาด้วยการโพสต์เรื่องภาษีหุ้นชินฯ ในท่วงทำนองจะเอาอะไรจะครอบครัวผมอีก!! ซึ่งก็เรียกกระแสได้ช่วงหนึ่ง

มาประเด็นล่าสุด ที่ลูกโอ๊คโพสต์อีกครั้ง ก็ยังคงสร้างเป็นกระแสเกิดได้อีกตามเคย คือ เรื่อง “ราคายาง” ที่ออกลีลาเย้ยหยันรัฐบาล “บิ๊กตู่”

แล้วลามไปถึงรัฐบาล “หน้าหล่อ” เดอะมาร์ค ประมาณว่า รัฐบาล คสช.เวลานี้ บอกว่าราคายางพาราในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท นั้นรับได้

หากแต่ราคานี้ ช่างต่ำกว่าสมัยที่ผู้ชุมนุมออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาลอาปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนิดหน้าดำหน้าแดง แถมตอนนั้นเรียกร้องให้มีราคา 120 บาทขึ้นไปด้วยซ้ำ

อ้าว! แล้วตอนนี้ ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแอคชั่นเพื่อ “โหม่เรา” ชาวใต้มาตลอด จึงนั่งเป่าสาก และยอมรับราคายางพาราในรัฐบาล คสช.ได้

โดนเข้าไปดอกนี้ เลยทำเอาพลพรรคประชาธิปัตย์สองสามนาย ต้องออกมาตอกกลับ แต่โอ๊คก็ไม่ยั่น! จัดกลับทันทีด้วยเปิดหัวบทความสั้นๆ ว่า “ราคายางแก้ได้ ยางอายแก้ไม่ได้” ไม่ต้องอ่านเนื้อความก็รู้ว่าด่าใคร? ก็คำพูดอยู่บนพื้นสีฟ้าใสขนาดนั้น

แต่..เดี๋ยวก่อน ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะผ่านไปไม่กี่วัน ช่วงวันที่ 30 เมษายนโอ๊คซ้ำด้วยการโพสต์ไม้เด็ด ที่อาจทำให้รัฐบาลตู่สะอึก คือ ภาพการแคปเชอร์หน้าจอ บทสนทนาระหว่างพ่อลูกผ่านแอพไลน์ ว่าด้วยวิธีการแก้ปัญหาราคายาง สมัยที่ปะป๊าเคยใช้ “สมองบวกกึ๋น” มาบริหารจัดการจนสำเร็จลุล่วงไปได้

คัดมาแบบสรุป จับความได้ว่า เมื่อผู้ลูกถามบิดาว่า “พ่อคับ” ตอนพ่อเป็นนายกฯ พ่อทำยังไงในการแก้ปัญหาราคายางในประเทศ จาก 20 ไป 40-60 แล้ว  โดดไปที่ 100 บาท (ใครเพิ่งมาตามการเมืองเมื่อ “ยุงชุม” อาจนึกไม่ออกว่า เฮ้ย บ้านเราเคยขายยางได้ราคานี้ด้วย?)

ว่าแล้ว ผู้พ่อซึ่งใช้ชื่อไลน์ ว่า “ตาตายังงง!!” ที่ไม่รู้มีความหมายอะไรลึกซึ้งหรือไม่ ก็ร่ายยาวมา สรุปประมาณว่า ปะป๊าปิ๊งไอเดียรวมกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ของโลก เพื่อใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับตลาด จึงเกิดเป็นความร่วมมือด้านยางพารากับประเทศผู้ผลิตหลัก 3 ราย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

และหลักการ คือ บริษัทนี้รับซื้อยางที่ราคากิโลกรัมละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 35 บาท) ในขณะที่ราคายางในตลาดโลกโดนพ่อค้าคนกลางกดไว้ที่ 20 บาท ถ้าใครขายได้แพงกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ขายไปเลย แต่อย่าไปขายถูกกว่า เพราะบริษัทนี้รับซื้อที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่แล้ว

ปรากฏว่าราคายางในตลาดโลกกระโดดขึ้นไปทันที เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ราคายางสังเคราะห์ก็เพิ่มขึ้น ราคายางดิบก็ขึ้นต่อเนื่องไปอีก ส่งผลให้ราคายางพาราพุ่งขึ้นแตะที่ระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีปัจจัยจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นด้วย

พอมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ราคายางพาราค่อนข้างมีความผันผวนสูง จากราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดราว 36 บาทจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

แต่ภายหลังราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นชนิดสูงสุดเกือบ 120 บาทต่อกิโลกรัม ทำเอาค่ายนี้ตีปีกพึ่บพั่บว่าทำผลงานได้ดี หากแต่โอ๊คบอกว่า เปล๊าา!! ก็ไม่ได้มีการจัดการอะไรที่แตกต่างจากเดิม หากแต่เป็นไปตามกลไกตลาดและราคาน้ำมัน

ใครยังไม่เกต ก็ไม่ต้องเกต ขอแค่สไลด์ลงไปดูคอมเม้นท์ด้านล่าง พบว่าเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมล้นหลามในผลงานปะป๊า

งานนี้ไม่รู้ คน คสช. เขาจะตั้งรับทันหรือไม่ เพราะวันก่อน อาปูว์ เพิ่งสั่งสอนไปเรื่องเรือดำน้ำ มาวันนี้ หลานโอ๊คซ้ำต่อด้วยเรื่องราคายาง

แต่ไม่ว่าเรื่องนี้ โอ๊คจะเจออะไร หากพิจารณาดูความเคลื่อนไหวของคนฝั่งชินวัตร ต้องบอกว่า น่าจะมีเป้าหมายอะไรซ่อนอยู่

อย่างธุรกิจสื่อในมืออย่าง “วอยซ์ ทีวี” ซึ่งโอ๊คนั้นมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ถือหุ้นอยู่ 36.96% ปรากฏว่า ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวอย่างเรียกเสียงครางฮือ

คือ การประกาศเปลี่ยนผู้บริหาร และปรับพิธีกร (สายการเมือง) ออกจากหน้าจอชั่วคราว

ถึงจุดนี้ หลายคนจึงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า วอยซ์ทีวี ต้องการที่จะอยู่รอดต่อไปในฐานะองค์กรสื่อฯ ทำงานเพื่อหวังผลทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อพื้นที่การเมืองของเจ้าของช่อง หรือ เพื่อวาระอะไรก็ตามที่ทำให้ คสช.ไม่พึงใจ โดยไม่สนใจปากท้องของพนักงานกินเงินเดือน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตหนึ่งคือ พื้นที่โซเชียลของโอ๊ค ไม่พบว่าเจ้าตัวเคยกล่าวแตะกรณีที่วอยซ์ทีวีต้องเจอมาตลอดภายใต้รัฐบาล คสช. ทั้งๆ ที่ปกติ “ถ้าโอ้คมองว่าไม่แฟร์ โอ๊คก็จะไม่ทน”

เช่น ช่องนี้เคยถูกคสช. สั่งจอดำ นานถึง 24 วัน ตอนปี 2557 จากนั้น บรรดาพิธีกรสายแข็งก็ขยันเดินเข้ากรมอยู่บ่อยๆ แถมช่วงมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งช่องเพิ่งถูก กสท. สั่งปิดจอดำอยู่ 7 วัน

หนนี้ก็ตามเคย ที่โอ๊คเงียบ! ส่วนหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัววางตำแหน่งของตนเองไว้ที่ผู้ถือหุ้น ที่จะไม่เข้ามาก้าวก่าย

หรืออาจเพราะรู้ดีว่า ถ้าพูดมาก ช่องก็จะเดือดร้อนไปด้วย

แต่วันนี้ เมื่อวอยซ์ทีวีเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ว่าความแรงในลีลาการโพสต์ของโอ๊ค จะเข้มข้นถี่บ่อยมากขึ้นขนาดไหน น่าติดตาม

นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! “พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร” คนโตอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/274846

นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! “พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร” คนโตอีสานใต้

คนในข่าว  :  3 พ.ค. 2560
นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! "พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร" คนโตอีสานใต้

วันแรงงานที่ผ่านมา ในรัฐสภา เกิดมี “ดาวสภา” ดวงใหม่จุติ ด้วยวลีเด็ด “มันต้องจับไปยิงเป้า”

สืบเนื่องจากการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เป็นผู้เสนอ

พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปท.ได้ลุกอภิปรายสนับสนุน “กฎหมายคุมสื่อ” พร้อมกับบอกว่า “สมัยเป็นแม่ทัพภาค 2 ก็รบกับสื่อมาตลอด” และประโยคหนึ่งที่กลายเป็นประเด็นร้อนคือ “ผมไม่เข้าใจ ไอ้สื่อพวกนี้จริงๆ มันต้องจับไปยิงเป้า” (อ่านต่อ…”บิ๊กเยิ้ม” ดุ บอก “สื่อพวกนี้ต้องจับไปยิงเป้า”)

นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! "พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร" คนโตอีสานใต้

“พล.อ.ธวัชชัย” หรือ “บิ๊กเยิ้ม” เป็นที่รู้จักมักคุ้นของนักข่าวสายทหาร , นักข่าวสายการเมือง , นักข่าวกีฬา และนักข่าวภูมิภาค เพราะอดีตนายทหารใหญ่คนนี้ สวมหมวกหลายใบ

แม้นามสกุล “สมุทรสาคร” แต่เกิดและเติบโตในค่ายทหารโคราช เรียนจบ ม.3 จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย และเข้าเรียนทหาร รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 และนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ รุ่นที่ 23

เริ่มรับราชการในภาคอีสาน ตอนที่ติดยศร้อยโท ถูกส่งไปปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในแถวถิ่นเทือกเขาภูพาน ก่อนจะย้ายมาประจำการที่ชายแดนอีสานใต้ ก็รบกับ ผกค. และเขมรแดง

ปี 2522 สถานการณ์เปลี่ยน กองทัพภาคที่ 2 ต้องช่วย “เขมรแดง” รบทหารเวียดนาม และทหารเฮงสำริน

ปี 2530 เป็นผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 สร้างวีรกรรมนำนักรบไทยบุกยึดเนิน 500 ใน “ยุทธการช่องบก” ขับไล่ทหารเวียดนามออกจากแผ่นดินไทย และได้รับการประกาศจาก พล.อ.อิสรพงศ์ หนุนภักดี สมัยเป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 ให้เป็นบุคคลปฏิบัติงานดีเด่นนำกำลังผลักดันขับไล่ ทำลายกองกำลังต่างชาติที่รุกล้ำอธิปไตยพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ปี 2532 ยุคแปรสนามรบเป็นสนามการค้า เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก บุรีรัมย์

ห้วงเวลานี้แหละที่ชายแดนอีสานใต้คึกคัก เพราะ “เขมร 4 ฝ่าย” แบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้ลงตัว ทำให้เกิดการค้าขายของคนสองประเทศ ตามจุดผ่อนปรนทางการ และด่านธรรมชาติ

ด้วยความที่เป็นนายทหารไทยคุ้นเคยกันดีกับนายทหาร “เขมรแดง” ที่ดูแลพื้นที่ฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามบุรีรัมย์ – สุรินทร์ – ศรีสะเกษ จึงเป็นผู้นำพานักธุรกิจท้องถิ่นไปเจรจากับเขมรแดง เชื่อมสัมพันธไมตรีตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และคนชายแดนจึงเรียกว่า “เสี่ยเยิ้ม”

เมื่อขึ้นเป็นผู้บังคับกรมทหารราบที่ 23 ในวันที่ไทย – เขมร ค้าขายกันครึกโครม ใครต่อใคร ก็แวะไปเยี่ยม “เสี่ยเยิ้ม” ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี

ปี 2544 – 2548 เป็นยุคทองของพรรคไทยรักไทย ก็มีคนแถวชายแดนเห็น “เสี่ยเยิ้ม” เดินตามหลัง “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา แม่ทัพเลือกตั้งของไทยรักไทยสมัยนั้น

ปี 2547 เป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุรินทร์ และชัยชนะอย่างถล่มทลายของอดีตนายกฯ ทักษิณ รอบ 2 ส่งผลให้เสี่ยเยิ้มขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6

ปี 2552 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 ก่อนที่ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะดันให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2

จังหวะที่ “บิ๊กเยิ้ม” เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ต้องมาบัญชาการรบใน “สงครามปราสาทพระวิหาร – ปราสาทตาควาย” และตอนนั้น “บิ๊กเยิ้ม” ทั้งรบไป เจรจาไป เนื่องจาก พล.ท.เจียมอน ผู้บัญชาการทหารในพื้นที่นั้น ก็รู้จักมักคุ้นกันมายาวนาน

“บิ๊กเยิ้ม” เกษียณในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบกครองยศ พล.อ. เมื่อปี 2555 และมาช่วยงาน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นอุปนายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย

ปี 2556 ได้รับเลือกจากวุฒิสภา เป็นกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือที่เรียกว่า ซูเปอร์บอร์ด และได้รับเลือกเป็นประธานซูเปอร์บอร์ด

ปลายปี 2556 ทิ้งเก้าอี้ประธานซูเปอร์บอร์ด มาลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคชาติพัฒนา ยังไม่ทันได้เป็น ส.ส. ศาลสั่งให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ 2557 เป็นโมฆะ

หลังรัฐประหาร 2557 พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลำดับที่ 58 และประธานบอร์ดบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด บริษัท บริหารจัดการ เดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงก์

แต่เส้นทาง สนช. สะดุด เพราะขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 8 (1) กรณีเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง

ไม่ได้เป็น สนช. ก็ได้รับเลือกกลับมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

คาดหมายว่า “บิ๊กเยิ้ม” คงจะได้เป็น 1 ใน 250 สมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะทำงานได้ “เข้าตา” เพื่อนรัก (ประธาน คสช.) เสียเหลือเกิน

คือครูทั้งชีวิต”นราพร จันทร์โอชา”นักการศึกษานอกทำเนียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/274690

คือครูทั้งชีวิต”นราพร จันทร์โอชา”นักการศึกษานอกทำเนียบ

คนในข่าว  :  2 พ.ค. 2560
บิ๊กตู่, คนในข่าว, คือ, ครู, ทั้ง, ชีวิต, นราพร, จันทร์, โอชา, นักการศึกษา, นอกทำเนียบ, คือครูทั้งชีวิตนราพร, นราพร จันทร์โอชา, อาจารย์น้อง, ลุงตู่, โรจนจันทร์, 22 มิถุนายน, หลิน ห้วยชิง, หลังบ้านบิ๊กตู่

คือครูทั้งชีวิต”นราพร จันทร์โอชา”นักการศึกษานอกทำเนียบ

          สวยสง่ายามเยื้องย่าง ภริยานายกฯ ไทย นราพร จันทร์โอชา หรือ “อาจารย์น้อง” กับภารกิจดูงานการศึกษาที่แดนมังกรช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

          จากการที่รัฐบาลจีนโดยสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประชาชนจีน ส่งเทียบเชิญมาให้ โดย รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี มาพร้อมด้วยคณะ เยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23-27 เมษายน 2560 ดูงานด้านการศึกษา

          และในการนี้มาดามเผิง ลี่หยวน ภริยาประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเป็นการส่วนตัว ณ เรือนรับรองรัฐบาลเตี้ยวหยูไถอีกด้วย

          ภาพที่ออกมาทำให้คนไทยอดที่จะภาคภูมิใจแทนผู้เป็นสามีอย่าง “ลุงตู่” ของเราไม่ได้ ว่าเลือกคู่ครองเก่งจัง!

          เพราะรศ.นราพร จันทร์โอชา คนนี้ เรียกว่า “ครบเครื่อง” ไม่ใช่แค่สวยหวาน แล้วหลบตัวแค่ในบ้าน แต่งานเบื้องหลังความสำเร็จของสามี เรียกว่าไม่มีขาดตกบกพร่อง ซูเปอร์เพอร์เฟกท์!

          บางคนจะหาว่าพูดเกินไป งั้นไปดูโพรไฟล์ส่วนตัว ก็พบว่า อ.น้องคนนี้ มีชีวิตที่เพียบพร้อมในตระกูล “โรจนจันทร์” เป็นบุตรสาวของนายตำรวจที่รับราชการใน จ.นราธิวาส ด้วยเหตุนี้จึงตั้งนามให้บุตรสาวคนนี้ว่า “นราพร” ขณะที่ยังมีบุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพี่สาวฝาแฝดชื่อ สุวรรณา โรจนจันทร์ อีกด้วย

          อ.น้อง เป็นสาวเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ จบปริญญาตรีด้านการสอนภาษาอังกฤษ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          พบรักกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนที่สอนภาษาอังกฤษอยู่สถาบันภาษา ซึ่งบิ๊กตู่เวลานั้นมาสมัครเรียนหลักสูตรระยะสั้น

          หลักสูตรเรียนอาจจะสั้น…แต่ความรักยาวกว่า…เพราะที่สุดก็ตกลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน โดยมีความน่าสนใจตรงที่ทั้งคู่เกิดปีเดียวกัน 2497 โดย อ.น้อง เกิดวันที่ 20 มิถุนายน บิ๊กตู่ เกิดวันที่ 21 มีนาคม และแล้วทั้งคู่ก็แต่งงานกันในวันเลขสวยคู่ “22 มิถุนายน” หลังวันคล้ายวันเกิด อ.น้อง วันเดียวในปี 2527

          ส่วนบทบาทในความเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน อ.น้องก็ไม่เป็นรองใคร อย่างที่รู้กันว่าเธอรับราชการเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          แต่หลังใช้ชีวิตเป็นแม่พิมพ์ของชาติอยู่จนลาออกจากราชการในปี 2554 ก็มานั่งเก้าอี้นายกสมาคมแม่บ้านทหารบก ทั้งยังอุทิศเวลาไปช่วยเหลือมูลนิธิคนตาบอด และอาสาเป็นอาจารย์พิเศษให้โทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียม โรงเรียนวังไกลกังวล และเป็นประธานคณะทำงานอีกด้วย

          เวลาผ่านมาจนมาเป็นแม่บ้านนายกรัฐมนตรี เธอก็ยังคงครองตำแหน่ง “เบื้องหลังความสำเร็จของบิ๊กตู่” อยู่อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

          แต่บทบาทหนึ่งที่แม้จะลาออกจากการสอนหนังสือแล้ว ความเป็น “ครู” ไม่เคยสูญหายไปจากจิตวิญญาณ โดยเธอยังคงออกงานต่างๆ อยู่เงียบๆ ดีงาม อยู่ในแวดวงการศึกษา เพราะว่ากันว่าอุปนิสัยของ อ.น้องนั้น ชอบทำงานแบบเงียบๆ ไม่เป็นข่าว และไม่อยากเป็นคนเด่นคนดัง แต่หากเช็กดีๆ จะพบว่า อ.น้อง ไปมาหลายงานมาก…

          อย่างล่าสุดเร็วๆ นี้ก่อนจะบินไปปั่กกิ่ง เพิ่งให้เกียรติเข้าร่วมงานประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม

          ว่ากันว่า รมว.ศึกษาคนนี้ ขึ้นรับตำแหน่งแบบไวไวปรุงสำเร็จ เพราะมีความสนิทสนมกับ อ.น้อง ด้วยอยู่ในแวดวงเดียวกัน แต่เขาให้สัมภาษณ์มติชนว่า “ทุกคนสนิทกับนางนราพร จันทร์โอชา หรืออาจารย์น้อง ภริยานายกฯ หมดทุกคน”

          ส่วนว่าจริงแท้ยังไง ถ้าไม่มีคุณสมบัติพอ รัฐบาลประยุทธ์คงไม่ให้มาเป็นตัวเลือก

          อ.น้อง เคยให้มุมมองเกี่ยวกับอาชีพครูว่า ด้วยประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษ และจัดกิจกรรม PLC มากว่า 27 ปี (PLC ย่อมาจาก Professional Learning Community ซึ่งหมายถึงชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ)

          “ในหลายประเทศมักถูกกำหนดโดยผู้บริหารระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับกระทรวง/เขต ทำตามนโยบายผู้บริหารซึ่งไม่ได้ปฏิบัติการสอนจริงในห้องเรียน เป็นหัวเรื่องกว้างๆ ไม่เจาะลึก”

          “การสะท้อนของครูต้องสะท้อนการเรียนรู้ของผู้เรียน Student Learning เราต้องมองว่าเขาได้อะไร เพียงพอหรือยังแล้วนำมาปรับปรุง การพัฒนาวิชาชีพควรให้ครูเป็นผู้ให้ วางแผน แบ่งปัน มีส่วนร่วมเอง ตามบริบทจริงในห้องเรียน”

          อ่านจบ…ต้องยืนปรบมือให้แก่วิสัยทัศน์ เพราะนี่คือมุมมองของคนรู้จริง และคลุกมาเอง ไม่ได้จำใครมาอวด! หรืออ่านตามสคริปต์!

          แต่บทบาทอื่นของภริยานายกฯ คนนี้ ก็ครบรส เพราะยังมีบรรดางานวันสตรี งานวันสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับของเพศหญิง หรือแม่บ้านเหล่าทัพ ที่ อ.น้องก็แสดงบทบาทตามโอกาสและทำได้ดีมาก สมคุณค่าหลังบ้านผู้นำ

          ดังงานที่ปักกิ่ง ก็ล้วนอันแน่นไปด้วยสาระและคุณประโยชน์ที่จะนำกลับมาใช้ในบ้านเกิด เพราะทั้งไปดูงานด้านการศึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ “หลิน ห้วยชิง” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยผลิตครูปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง

          เพียงแต่มีจุดน่าสนใจอยู่นิดหนึ่ง ก็ตรงที่เดิมทีข่าวภารกิจภริยานายกรัฐมนตรี ไม่ค่อยปรากฏในฟีดข่าวเป็นวงกว้างมากนัก แต่งานนี้…ว่ากันว่ากองงานโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งผ่านไลน์สื่อมวลชนประจำทำเนียบเลยทีเดียว

          ก้าวย่างครั้งนี้จึงน่าจับตาว่าภารกิจของ “หลังบ้านบิ๊กตู่” ต่อจากนี้จะอยู่ในสายตาประชาชนมากขึ้นกระมัง