ท่านผู้ชมขรั่บ! รู้ยัง..”หย่อน” ไม่ใช่น้อง “หยุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268941

ท่านผู้ชมขรั่บ! รู้ยัง..”หย่อน” ไม่ใช่น้อง “หยุ่น”

คนในข่าว  :  1 เม.ย. 2560
รายการสภากาแฟ, ตลกคาเฟ่, สภากาแฟ สุทธิชัย, สุทธิชัย, หัวห, ท่าน, ผู้ชม, ั่บ, รู้, ยัง, หย่อน, ไม่ใช่, น้อง, หยุ่น, ท่านผู้ชมขรั่บ, รู้ยังหย่อน, ไม่ใช่น้อง, ยาว ลูกหยี, สุทธิชัย หยุ่น, สุทธิชัย หย่อน, สภากาแฟ, โดน, สันต์ ไชยมาตร, หม่ำ จ๊กมก, ยโสธร, ยาว, หม่ำ จ๊กม๊ก, ปัง, ขรั่บ, ชิป, หม่ำ, หยอง ลูกหยี

จะขำกลิ้ง หรือ แปลกใจดี เมื่อตลก “ยาว ลูกหยี” ผู้เลียนเสียง “สุทธิชัย หยุ่น” ในชื่อ “สุทธิชัย หย่อน” ทั้งคู่มาพบกันใน “สภากาแฟ” ว่าแต่ ยาว ลูกหยี เป็นใครกันนะ?

          จะขำกลิ้ง หรือ แปลกใจดี เมื่อตลกชื่อดัง “ยาว ลูกหยี” ผู้เลียนเสียง “สุทธิชัย หยุ่น” จนโด่งดังในชื่อ “สุทธิชัย หย่อน”

          แล้วอยู่ๆ ทั้งคู่ได้โคจรมาพบกันในรายการ “สภากาแฟ” เช้าเสาร์ที่ผ่านมา ใครดูแล้ว บอกเลยว่า “โดน” ส่วนถามว่า ยาว ลูกหยี เป็นใคร ไปไงมาไง งานนี้ไม่รู้ไม่ได้

          “ยาว ลูกหยี” คือ ชื่อในวงการตลกไทยของ “สันต์ ไชยมาตร” โดยเขานั้นเข้าวงการครั้งแรก ด้วยการชักนำของ “หม่ำ จ๊กมก” ในฐานะคนบ้านเดียวกัน “ยโสธร” โดยยาวนั้นเป็น คนอำเภอเลิงนกทา

          ชีวิตในวัยเด็กของยาว เคยชวชเป็นสามเณร ก่อนที่จะร่ำเรียนจนจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย จากนั้นก็สึกออกมาเรียนต่อในระดับ ปวส. (แต่ภายหลัง ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีในคณะบริหารการจัดการศึกษา จนจบปริญญาตรี)

          ก่อนหน้านั้น ชิวิตของ “ยาว” ก็นับว่าคลุกฝุ่นมาเยอะ เช่น เคยติดคุก และไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท แต่พอเริ่มตั้งหลักได้เพราะไปทำงานเป็นเซลส์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง ตระเวนไปเปิดบู๊ธตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ

          อาชีพเซลล์แมน ก็ดูจะถูกโฉลกกับตัวเองมาก เพราะขายดีจนเก็บเงินไปกลับสู่ขอเมียที่รออยู่บ้านเกิดได้ ซึ่งหมายถึง พิชญา ไชยมาตร จนมีลูกด้วยกัน 2 คน

          ต่อมาชะตาฟ้าลิขิต คนจะดัง อะไรจะรั้งอยู่ หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็มาเจอกับ “หม่ำ จ๊กมก” ซึ่งตอนนั้นยังเป็นลูกน้องในคณะ “เทพ โพธิ์งาม” ว่าแล้วหม่ำจึงเอ่ยปากชักชวนให้เปลี่ยนอาชีพ

          ช่วงแรก ยาว ลูกหยี ทำทุกอย่างตั้งแต่ขนเครื่องดนตรี เก็บชุด เก็บวิก ล้างถ้วยล้างชาม ขนตู้

          “หน้าที่ในคณะตอนอยู่กับคุณหม่ำคือ ขนของ เก็บอุปกรณ์ฉิ่ง-ฉาบ วิกผม จนกระทั่งปี 39 ตัวเล่นขาด เลยได้ขึ้นไปบนเวที แต่ยังไม่ได้เล่นอะไรมาก เพราะเล่นไม่เป็น แต่พออยู่ไปสัก 3-4 ปี เริ่มซึมซับมุขต่างๆ จนเกิดความคิดอยากเป็นนักแสดงตลก”

          และด้วยรูปร่างสูงโปร่ง ยาวสมชื่อแล้ว เขายังมีความสามารถเฉพาะตัว โดดเด่นออกมาเป็นเอกลักษณ์ คือ การเลียนเสียงเป็น “สุทธิชัย หยุ่น” สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ก่อตั้งเครือเนชั่น

          แต่ใครจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว “หม่ำ จ๊กม๊ก” นี่แหละที่เป็นคนไกด์สอนให้ ยาว ลูกหยี เลียนแบบเสียงคนข่าวคนดังคนนี้

          บวกกับที่ตนเองนั้น รู้จักและชื่นชอบ สุทธิชัย หยุ่น อยู่แล้ว จากการรายงานข่าวสงครามอ่าวเปอร์เชีย ที่กำลังร้อนทั้งในสมรภูมิจริง และสมรภูมิข่าว

          ปรากฏว่าเมื่อเขาลองหัดทำดู ก็โดนใจหม่ำ จ๊กม๊ก เป็นอันมาก แล้วบอกเขาเลยว่า ให้ยาว ลูกหยี เลียนแบบเสียงคนๆ นี้ไปเรื่อยๆ

          ผลคือ “ปัง” เพราะหลังจากนั้น เรียกว่าเมื่อไหร่ที่ “ยาว ลูกหยี” เริ่มเลียนเสียงและลีลาการรายงานข่าวของเจ้าพ่อค่ายสื่อรายนี้แล้ว จะเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างท่วมท้น

          ถึงขนาดมีลูกค้ามากระซิบหลังเวทีว่า ถ้าไม่พูดเลียนเสียง สุทธิชัย หยุ่น จะไม่จ่ายตังค์นะเอ้า!

          พอถึงตรงนี้ ตอนแรกที่บอกว่าถูกโฉลกกับอาชีพเซลล์ สงสัยลืมหมด เพราะจากตอนเป็นเซลส์ มีรายได้วันละ 250 บาท พอมาเล่นตลก ตอนนั้นรายได้อย่างต่ำๆ วันละ 4,000-5,000 บาท มายก๊อด…

          “แล้วจะไปทำงานอะไรที่มีรายได้ดีเหมือนเล่นตลก ไม่มีแล้ว เห็นตลกหลายคนมีบ้าน มีรถ ผมเลยตั้งใจสักวันหนึ่งต้องเป็นตลกให้ได้”

          ที่สุด เขาก็ยังเล่นตลกเรื่อยมา และยังเล่นในบทบาทอื่นๆ ด้วย เลียนเสียง สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ประกาศข่าวเชิงขำขัน โฆษก หรือพิธีกร อยู่เสมอ บางทีก็เสียงพระดังอย่าง ว.วชิรเมธี และ พระพยอม ที่ หยอง ลูกหยี เป็นคนสอนให้

          แต่ที่คนไทยชอบสุดๆ ก็เสียงเจ้าพ่อสื่อค่ายบางนานี่แหละ โดยเฉพาะคำทิ้งท้ายประโยคว่า “ขรั่บ” ที่เข้าเส้นคนไทยม้ากกก… จนทำให้เขาโด่งดังขึ้นมาตามลำดับ

          กระทั่งได้มีผลงานทางด้านภาพยนตร์ตามมาอีกหลายเรื่อง เช่น แหยมยโสธร 2, Delivery Sexy Love, ผีหัวขาด, ช้างเพื่อนแก้ว, สภาพบุรุษปีนป่าย, เสน่ห์ลูกทุ่ง, ภพเสน่หา, คนปีมะ, ปัญญาเรณู, “ชิป”หาย และ กรรไกร ไข่ ผ้าไหม สองบาทห้าสิบ

          แต่ชีวิตก็เปลี่ยนไปตามครรลอง หลังจากร่วมงานกับ “หม่ำ” อยู่ราว 3 ปีเศษ “หยอง ลูกหยี” ดาวตลกรุ่นพี่ ได้แยกตัวออกจากคณะ “ศรีหนุ่ม เชิญยิ้ม” แล้วมาชวนตนร่วมตั้งคณะตลกด้วยกัน

          และที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของฉายา “ยาว ลูกหยี” ที่ใช้ทำมาหากิน กระทั่งปัจจุบันสามารถขึ้นแท่น “หัวหน้า” คณะลูกหยีในภายหลัง

          และด้วยความสำเร็จที่หลายคนยอมรับ เขายังเป็นหนึ่งในความภูมิใจของคนยโส โดยช่วงปี 2552 เขาเข้ารับ โล่รางวัล “คนดีศรียโสธร” พร้อมกับ เพชรทาย วงศ์คำเหลา หรือ หม่ำ จ๊กม๊ก พร้อมด้วยศิลปินอีกรวม 9 คน

          ขณะที่ชีวิตดำเนินไปโดยการเล่นตลกหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนฝ่ายภรรยาก็เย็บผ้าโหล และเลี้ยงลูกไปด้วย วันหนึ่งเมื่อพอมีเงินเก็บ เกิดนึกถึงอนาคตที่ไกลกว่านี้

          ตอนนั้น เขามองอนาคตว่า “ชั่วโมงบินการเป็นตลกของผม ก็พอทำมาหากินได้อยู่ แต่อาจไม่ยั่งยืนยาวนานนัก เลยอยากพลิกตัวเองมาทำธุรกิจดูบ้าง มันท้าทายดี ดีกว่าไม่มีเงิน แล้วไปหยิบยืมใคร หรือเป็นหนี้เป็นสินเขา”

          ที่สุด ด้วยความที่ส่วนตัวชอบนวดฝ่าเท้า จึงตัดสินใจให้ก็ให้ภรรยาไปศึกษาวิชาการนวดแผนไทย หลักสูตร 150 ชั่วโมง กับ “อาจารย์สมัคร แก่นจันทร์” จนได้เกียรติบัตรรับรองพร้อมวิชาติดตัว

          จนได้มีร้าน “นวด แอนด์ สปา” เป็นกิจการของตนเอง โดยใช้เงินลงทุน ห้าแสนบาท สำหรับร้านนวดที่แรก มี 2 เตียงนวดตัวกับนวดฝ่าเท้า 4 เตียง

          “ยังจำได้แม่นวันแรกทำเงินได้ 700 บาท เมียกับผมดีใจจนนอนไม่หลับเลย ไม่คิดว่าจะได้เงินเยอะขนาดนั้น”

          เมื่อกิจการดีขึ้นตามลำดับ จึงขยับขยายมาเช่าร้านใหม่ใหญ่กว่าเดิม มีเตียงนวด 5 เตียง เตียงนวดฝ่าเท้า 6 เตียง ทำอยู่พักหนึ่ง เกิดปัญหาค่าไฟฟ้าแพงกว่าค่าเช่าห้องต่อเดือน เลยตัดสินใจย้ายมาเช่าร้านใหม่ ซึ่งอยู่ในทำเล บางบอน

          อย่างไรก็ดี ช่วงหลังๆ คนไทยเห็นหน้าเขาน้อยลง จนบางคนอาจเกือบลืมเขาไป จนกระทั่งก่อนหน้านี้ช่วงต้นปี อยู่ๆ ก็มีข่าวทางโลกออนไลน์ว่า ยาว ลูกหยี ถูกยิงเสียชีวิตที่ชลบุรี

          งานนี้ เป็นข่าวดัง จนตกใจไปตามๆ กัน แต่สุดท้ายโล่งใจ เพราะเจ้าตัวออกโรงบอกว่า ผมยังอยู่!!!

          จากนั้นโร่ไป ปอท. แจ้งวัฒนะ เพื่อแจ้งความเอาผิดบุคคลที่ปลอมเว็บไซต์ข่าวชื่อดังและเขียนกุข่าวปลอมดังกล่าว ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จลงในระบบคอมพิวเตอร์

          ก็ถ้า ยาว ลูกหยี ไม่อยู่เสียแล้ว ใครจะมาโต้ตอบมันๆ กับต้นฉบับเจ้าของเสียง สุทธิชัย หยุ่น แล้วยังได้โปรโมทอัลบั้มเพลงของตนเองออกสื่อด้วย

          แถมเป็นเพลงโดยเลียนเสียงเจ้าของรายการสภากาแฟนั่นแหละ เพราะเสียงนี้ทำให้เขาได้แจ้งเกิดในวงการตลก โดยนำมาทำเป็นแร้พหมอลำ “เพลงข่าว แร้พแอนด์ลาว ยาวลูกหยี” ไปหาฟังได้เลยทางยูทูบ!!

อะจ๊าก!! “ป.ป่ารอยต่อฯ” เจ้าพ่อกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268712

อะจ๊าก!! “ป.ป่ารอยต่อฯ” เจ้าพ่อกีฬา

คนในข่าว  :  31 มี.ค. 2560
ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, อะจ๊าก, ป่า, รอยต่อ, เจ้าพ่อ, กีฬา, ปป่ารอยต่อฯ, เจ้าพ่อกีฬา, บิ๊กป้อม, ประธาน, บิ๊กทหาร, บิ๊กอ๊อด, บิ๊กน้อย, ประมุขบ้านอัมพวัน, บอร์ดโอลิมปิก, คลื่นใต้น้ำ, มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดฯ, บ้าน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “ป.ป่ารอยต่อฯ” เจ้าพ่อกีฬา !!??

         31 มี.ค.60-หาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะดำรงตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะมี “ประธาน” เป็นนายทหารใหญ่
ยกตัวอย่า่ง ตั้งแต่ปี 2509 จอมพล ประภาส จารุเสถียร สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบก และก็เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เรื่อยมาจนถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
หลัง 14 ตุลาคม 2516 พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ หนึ่งใน “บิ๊กทหาร” ผู้ทรงอำนาจ พ.ศ.นั้น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ อย่างยาวนาน
ต่อมา พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผู้บัญชาการทหารบก และนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นฯ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ในปี 2540
ปี 2544 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมมา และนายกสมาคมว่ายน้ำฯ ก็ขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ
เดือนพฤษภาคม 2559 มีข่าวแพลมๆ ออกมาว่า “บิ๊กป้อม” จะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกฯ แทน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่จะครบวาระในเดือนมีนาคม 2560
“บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้ยืนยันว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯแน่นอน หลังจากเป็นมาแล้ว 4 สมัย
กระบวนการปูทางให้ “บิ๊กป้อม” เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกฯ จึงเริ่มขึ้น เมื่อ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อุปนายกสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ผลักดันให้ “บิ๊กป้อม” เป็นนายกสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย คนที่ 11
เพราะคุณสมบัติของประธานโอลิมปิก จะต้องเป็นนายกสมาคมกีฬา มาก่อน “บิ๊กน้อย” พล.อ.วิชญ์ น้องรักบิ๊กป้อมก็จัดให้
ดังนั้น  พิธีกรรมเลือกตั้ง “ประมุขบ้านอัมพวัน” เช้าวันที่ 31 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิปฯ พระราม 9 จึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น
นอกจากการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ใน “บอร์ดโอลิมปิก” และเชื่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ จะเป็นไปด้วยความราบรื่นและไม่น่าจะมี “คลื่นใต้น้ำ” เกิดขึ้นแต่อย่างใด
เนื่องจากที่ตั้งสำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อยู่ที่บ้านอัมพวัน ถนนศรีอยุธยา ใครเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกฯ ผู้สื่อข่าวจะเรียกว่า “ประมุขบ้านอัมพวัน”
นับจากนี้ไป “บิ๊กป้อม” ก็จะไม่มีแค่บ้านพักที่เป็น “มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดฯ” ภายในค่ายหทาร ร.1 รอ. หากแต่ยังมี “บ้านอัมพวัน” เป็นศูนย์รวมเจ้ายุทธจักรกีฬาไทย
บังเอิญว่า “บ้านอัมพวัน” อยู่ใกล้ “บ้านสี่เสา” พอดิบพอดี
คนไทยจำนวนไม่น้อย ก็อยาก “ประมุขบ้านสี่เสา” กับ “ประมุขบ้านอัมพวัน” ได้พูดจากันบ่อยๆ อากาศที่ร้อนอบอ้าวก็คงชุ่มเย็นบ้าง.

เปลี่ยนใจ..แล้วไง! ‘บ๊อบ ดีแลน’ วีรกรรมปู่เยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268603

เปลี่ยนใจ..แล้วไง! ‘บ๊อบ ดีแลน’ วีรกรรมปู่เยอะ

คนในข่าว  :  30 มี.ค. 2560
คนในข่าว, คมชัดลึก, เปลี่ยนใจ, แล้ว, บ๊อบ, แลน, วีรกรรม, ปู่, เยอะ, เปลี่ยนใจแล้วไง, ดีแลน, วีรกรรมปู่เยอะ, บ๊อบ ดีแลน, อังกฤษ, ชื่นใจนะ แต่ไม่แสดงออก, Things Have Changed, National Medal for the Arts, บารัค โอบามา, Black History Month

#คนในข่าว

 

กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกอีกครั้ง สำหรับการตอบรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่กรุงสต็อกโฮล์ม ของ บ๊อบ ดีแลน ช่วงต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ถึงแม้การเปลี่ยนใจของบ๊อบ ดีแลน ครั้งนี้ไม่ง่ายและมากมายด้วยเงื่อนไข แต่ก็ทำให้ทางคณะกรรมการรางวัลดีใจกันอย่างยิ่ง หลังจากที่ประกาศไปเมื่อหกเดือนก่อน แล้วไม่สามารถติดต่อให้มารับรางวัลได้พร้อมกับคนอื่นๆ

โดยทาง บ๊อบ ดีแลน แจ้งกับคณะกรรมการล่วงหน้าแล้วว่า จะไม่มีการแสดงใดๆ ในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้นอกจากนี้งานดังกล่าวก็จะจัดขึ้นในสถานที่เฉพาะด้วย โดยไม่มีสื่อใดๆ มีเพียงเขาและคณะกรรมการเท่านั้น รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ด้วย ที่จะไม่มีแบบ “สด” แต่เป็นลักษณะอัดเสียงมาให้ สำหรับสุนทรพจน์นี้สำคัญนัก หากไม่มีการส่งมา ทางศิลปินคนดังก็จะไม่สามารถรับเงินรางวัลราว 32 ล้านบาท

และการไปสวีเดนครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรางวัลอย่างเดียว แต่เพราะมีคอนเสิร์ตที่กรุงสต็อกโฮล์มถึง 2 งานต่างหาก แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มั่นใจได้ว่าศิลปินรุ่นลายครามรายนี้จะไม่หนีหายจนติดต่อไม่ได้แน่ๆ เพราะเป็นศิลปินที่รักมั่นในอาชีพของตัวเองที่สุดคนหนึ่ง

บ๊อบ ดีแลน นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปิน จิตรกร นักประพันธ์ และกวีชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 24 พฤษภาคม 2484 มีชื่อจริงว่า “โรเบิร์ต อัลเลน ซิมเมอร์แมน” เติบโตในรัฐมินิสโซต้า รักเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก ชอบฟังวิทยุเป็นชีวิตจิตใจ พอขึ้นมัธยมก็ตั้งวงดนตรีในโรงเรียน ร้องเพลงของ ลิตเติ้ลริชาร์ด และเอลวิส เพรสลีย์ เป็นประจำกระทั่งวัยหนุ่มหลงใหลในร๊อคแอนด์โรลเต็มหัวใจ ดีแลนรู้ว่าตัวเองชอบอะไรตั้งแต่ พออายุได้ 18 ปีเขาจึงหันหลังให้กับร๊อคแอนด์โรลล์แล้วเข้าสู่ดนตรีโฟล์กเต็มตัว และย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมินิสโซต้า

ระหว่างเรียนก็เล่นดนตรีในผับไปด้วย พร้อมตั้งชื่อใหม่ในวงการให้กับตัวเองโดยให้เหตุผลว่า คนเราจะใหอื่นเรียกขานตัวเองยังไงก็ได้ในดินแดนเสรีภาพ และชื่อ “บ๊อบ ดีแลน” ก็ถือกำเนิดช่วงนั้น แต่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ตัดสินใจโบยบินตามฝันสู่นิวยอร์ก สุมหัวเล่นดนตรีในผับกับนักดนตรีแนวโฟล์กจากหลากประเทศหลายสไตล์ทำให้เขาสัมผัสกับดนตรีโฟล์กอย่างล้ำลึก สไตล์การเล่นและเสียงร้องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์จึงเข้าตาแมวมองและได้เซ็นสัญญากับค่ายโคลัมเบีย

ดีแลนเป็นที่รู้จักในอเมริกา แต่ต่างประเทศ “อังกฤษ” เป็นประเทศแรกที่เขาได้เดินทางไปแสดง และที่สถานีโทรทัศน์บีบีซีนั้นเอง เขาก็ได้บรรเลง Blowin in the wind ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2505 ว่าด้วยการตั้งคำถามถึงการหายไปคนหนุ่มสาวยุคนั้นที่ถูกส่งไปเป็นทหารแล้วไม่เคยได้คืนกลับมาอีกเลย

กระทั่งกลายมาเป็นหนึ่งในเพลงสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกา ด้วยเนื้อหาลึกซึ้งและทำนองเรียบง่ายโดนใจ เพลงนี้จึงมีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวทั่วโลกยุคบุปผาชนเบ่งบาน ผลงานต่อๆ มากของดีแลนยังคงมีเนื้อหาการแต่งเพลงที่เน้นเนื้อหาทางสังคมและการต่อต้านสงครามหรือที่เรียกว่า Protest songs ที่เต็มไปด้วยวิญญาณแห่งการก่อกบฎสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวและนักดนตรีที่ใฝ่ฝันเปลี่ยนแปลงสังคมไปด้วย อย่างไทยก็มี น้าหงา คาราวาน ที่มีดีแลนเป็นไอดอลคนสำคัญในการสร้างสรรค์หลายบทเพลง

เนื้อเพลงของดิลลันยุคแรก จะเกี่ยวกับการเมือง สังคม ปรัชญา และอิทธิพลจากวรรณคดี ดนตรีของเขาได้ต่อต้านกระแสนิยมทางดนตรีป็อปและนำโฟล์กเข้ามามีบทบาทในกระแสสังคม เขาได้รับแรงบันดาลใจด้านการแสดงมาจาก ลิตเทิล ริชาร์ด และการประพันธ์เพลงแบบ วูดดี กัทรี, โรเบิร์ต จอห์นสัน และแฮงก์ วิลเลียมส์ ตลอดชีวิตด้านงานดนตรีของเขา

ดีแลนได้ขยายสาแหรกแนวย่อยดนตรีเป็นจำนวนมาก ได้เป็นผู้บุกเบิกวงการเพลงโฟล์กในอเมริกันสู่โฟล์กในอังกฤษ สกอตแลนด์และไอร์แลนด์ และผลักดันดนตรีโฟล์กให้กลับมาได้รับความนิยม รวมไปถึงบลูส์, คันทรี, กอสเปล, ร็อกอะบิลลี และแจ๊ส เขาจึงเป็นที่รู้จักจากศิลปินที่ทั้งแต่งและร้องเอง จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง และภาพลักษณ์การแสดงสดที่เล่นกีตาร์ พร้อมกับเปล่าฮาร์โมนิกา รวมไปถึงคีย์บอร์ด เขาได้จัดทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายยุค 1980 จนได้รับการยกย่องให้เป็นทัวร์ Never Ending Tour” ถ้อยคำยกย่องจากวงการดนตรี

ดีแลน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพียงแค่อายุ 25 ก็ได้เริ่มทัวร์ยุโรปแล้ว จากนั้นมาก็ทัวร์เรื่อยมาตลอดห้าสิบกว่าปีบนเส้นทางสายดนตรี ไปที่ไหนก็มีแฟนเพลงท่วมท้น อย่างที่แสดงในเวียดนาม ศิลปินไทยก็ซื้อตั๋วยกทีมกันไปดูชุดใหญ่ ปีนี้ก็มีคิวทัวร์ยุโรปยาวถึงเดือนกรกฏาคม 2560

เช่นเดียวกับผลงานเพลงที่ได้สร้างสรรค์ต่อเนื่อง จนล่าสุดปู่บ๊อบก็ยังแรงดีไม่มีตก ออกผลงานล่าสุดเป็นชุดที่ 37 ในชื่อ “” พร้อมเผยแพร่ทั่วโลก 31 มีนาคม 2560 ห้วงเวลาเดียวกับที่ไปรับรางวัลโนเบลพอดี

ด้วยชั่วโมงบินสูงแบบนี้ ด้านรางวัลก็เช่นกัน เพราะทำงานหลากหลายด้านไม่เฉพาะด้านดนตรี แต่รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์,หนังสือเด็ก,รวมบทเพลงและรวมบทกวีด้วย ที่ผ่านมาได้มาครบครันทั้งรางวัลแกรมมี่, ออสการ์, พูลิตเซอร์ รวมถึงรางวัลเชิดชูเกียรติจากหลายสถาบันและหลายประเทศ

เพราะฉะนั้นเรื่องรางวัลไม่ต้องพูดให้มากความเพราะปู่บ๊อบได้มาเยอะแล้ว หลายรางวัลไม่ได้ไปรับด้วยตัวเอง มีแค่ส่งคลิปสั้นๆ ไปแทนตัวก็มี หรือไปแล้วก็ไม่ได้แสดงความปลื้มใจอะไรมากมาย ราวกับ “ชื่นใจนะ แต่ไม่แสดงออก”

เช่นครั้งที่ได้รับรางวัลออสการ์ปี 2543 ในสาขาเพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากเพลง “Things Have Changed” จากภาพยนตร์ Wonder Boys เขาก็ส่งคลิปวิดิโอแทนตัว หรือแม้กระทั่งรางวัลเกียรติยศ “National Medal for the Arts” จากประธานาธิบดีสหรัฐฯ “บารัค โอบามา” ก็มิได้ไปรับ ภายหลังถึงได้มีคอนเสิร์ตในทำเนียบขาว ชื่อ “Black History Month” ปู่บ๊อบถึงได้ยอมมา แต่แล้วก็ปล่อยให้โอบามาคอยเก้ออีก เพราะมาเล่นดนตรีแล้วก็กลับไปทันที รวมแล้ววีรกรรมปู่บ๊อบเยอะ แต่ก็ได้รางวัลมาต่อเนื่อง

เมื่อมาถึงรางวัลโนเบลก็มิควรแปลกใจใดๆ เพราะถึงแม้ติดต่อไม่ได้ แต่ท้ายสุด ให้หลังการมอบรางวัลไปแล้วหนึ่งวัน ปู่บ๊อบก็ขอบคุณผ่านสื่อมายังรางวัลนี้เรียบร้อย

กระทั่งล่าสุดกับการรับรางวัลโนเบลที่สวีเดน แต่ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนปู่บ๊อบ รางวัลก็คงยังล่องลอยอยู่ในสายลมต่อไป

จริงดิ! อัยการยังรอ.. ‘วรยุทธ’ อยู่สบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268584

จริงดิ! อัยการยังรอ.. ‘วรยุทธ’ อยู่สบาย

คนในข่าว  :  30 มี.ค. 2560
ตระกูลอยู่วิทยา, คมชัดลึก, วรยุทธ อยู่วิทยา, บอส วรยุทธ อยู่วิทยา, จริงดิ, อัยการ, ยัง, วรยุทธ, อยู่สบาย, อัยการยังรอ, บอส, ทายาทอยู่วิทยา, บารมี, มาดามปุ๋ง-ดารณี อยู่วิทยา, วาริท อยู่วิทยา, มอนซูน แวลลี่ย์, สราวุฒิ อยู่วิทยา, รถของพ่อ

‘บอส’ วรยุทธ อยู่วิทยา ยังจำเขาคนนี้ได้หรือไม่

 

จากข่าวที่สื่อนอก อย่างเอพี ได้นำเสนอต่อสังคมโลก ระบุถึง “บอส” วรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ที่เคยขับรถชนตำรวจตาย แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในทางการดำเนินคดี

แต่เขากลับยังใช้ชีวิตหรูหรา อิสระเหนือสิ่งอื่นใด บินรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตของเรดบูล นั่งเก้าอี้ VIP ดูการแข่งรถฟอร์มูลาวันเชียร์ทีมของตัวเอง

เรื่องนี้ ทำเอาคนไทยสะดุ้งโหยง เพราะมัวแต่ตามหน้ากากทุเรียนอยู่ จนเกือบลืมเรื่องของหน้ากากเรดบูลคนนี้กันเลยทีเดียว เพราะคดีนี้ เรียกว่ายืดเยื้อนานเกือบ 5 ปี จนข้อหาส่วนใหญ่ในคดีจะหมดอายุความลงในปี 2017 แล้ว

ว่าแล้วมาทวนความจำกันสักหน่อยว่า พวกเรายังจำเขาคนนี้ได้หรือไม่

“บอส” วรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งปัจจุบันอายุ 31 ปี จากวันก่อเหตุ ซึ่งเขามีอายุที่เลข 27 กับจุดพลิกผันของชีวิต ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 3 กันยายน 2555

แต่เป็นชีวิตของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งาน (ป.) สน.ทองหล่อ ที่ต้องพลิกหงายหลายตลบ เพราะเขาถูกเก๋งสปอร์ต เฟอร์รารี่ รุ่นพินอินฟาริน่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กรุงเทพมหานคร ที่ “บอส” คนนี้ควบชนเสียชีวิตคาเครื่องแบบ

เราอาจรู้จักบอส ด้วยคำพ่วงท้ายประโยคเดียวว่า “ทายาทอยู่วิทยา” แต่คำๆ เดียวนี้แหละ ที่เอ่ยปุ๊บ คนไทยรู้เลยว่ามีความหมาย ทั้งทางด้านสินทรัพย์หมื่นแสนล้านและน่าจะมีความหมายทาง “บารมี” ที่ล้นจนวัดปริมาตรไม่ได้

เพราะเขาคือลูกชายคนสุดท้อง ในจำนวนบุตร 3 คนของเจ้าพ่อเรดบูลผู้โด่งดังทั่วโลก “เฉลิม อยู่วิทยา” และ “มาดามปุ๋ง-ดารณี อยู่วิทยา” ผู้เป็นมารดา

โดยพี่ทั้ง2 ของเขาคือ วรางคณา อยู่วิทยา หรือ แชมเปญ (สมรสกับ ม.ล.กอกฤษต กฤดากร) และ วาริท อยู่วิทยา หรือ ปอร์เช่

ในด้านการศึกษา วรยุทธ เป็นหนุ่มนักเรียนนอก จบการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเซนต์มาร์ติน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ส่วนถามว่า ชิ้น-อัน ที่วรยุทธทำมีอะไรบ้าง นอกจากข่าวขับรถชนคนตาย เขายังทำอย่างอื่นด้วย คือ ช่วยงานของทางบ้าน

โดยธุรกิจของป๊ะป๋านั้น ต้องบอกว่ามีเยอะม๊าก…อย่างเช่น บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด บอสก็มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ

แถมเพิ่งออกงานด้วยหน้าตาสดใส ช่วงปี 2558 ในอีเว้นท์เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับพี่ชาย “วาริท อยู่วิทยา” โดยงานดังกล่าวเรียกว่า แสงสีเสียงเพียบ ทั้งอาหาร ดนตรี และศิลปะ ณ ราชดำริ ซอย 2 (ตรงข้ามศูนย์ การค้าเซ็นทรัลเวิลด์)

ถามว่า สยามไวเนอรี่ขายอะไร ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกถึง “มอนซูน แวลลี่ย์” ไวน์ไทย ที่มีไร่องุ่นขนาดใหญ่อยู่ในหลายจังหวัด รวมถึงเครื่องดื่ม “สปาย ไวน์คูลเลอร์” (ไมได้ค่าโฆษณานะงานนี้)

นอกจากนี้ ตอนที่ป๊ะป๋าเฉลิม และเพื่อนสนิทแห่งตระกูลภิรมย์ภักดี แห่งแบรนด์สิงห์ ลงขันจับมือกันเปิดบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก Ferrari S.p.A และ Ferrari APAC ให้เป็นตัวแทนจำหน่าย และซ่อมบำรุงรถยนต์เฟอร์รารี่ แต่เพียงผู้เดียวในไทย ทำการเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2555 (ก่อนที่ลูกชายจะก่อเหตุขับรถชนตำรวจตายในช่วงปลายปี) วันนั้น ยังมี ปอร์เช่-วาริท และ บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ที่เข้ามาร่วมดูแลธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรูแห่งนี้ด้วย

มีรายงานว่า บริษัท คาวาลลิโน เซอร์วิส จำกัด นั้น นอกจากมีชื่อ วุฒา ภิรมย์ภักดี ถือหุ้น 24% เฉลิม 21% วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี 15% และคนอื่นๆ แต่ยังมีชื่อของ วรยุทธ และ วาริท อยู่วิทยา ถืออีกคนละ10% อีกด้วย และยังมี บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ที่นอกจากรายชื่ออื่นๆ แล้ว ก็ยังมีสองพี่น้องวาริทและวรยุทธที่ถือหุ้นกันอีกคนละ 10% เช่นกัน

สำหรับธุรกิจรถสปอร์ตหรู ไม่บอกก็รู้เลยว่า มีที่มาจากความชื่นชอบในความเร็ว

เพราะ เฉลิม อยู่วิทยา พ่อของวรยุทธ นั้น อีกด้านหนึ่งรู้กันดีว่า เขาเคยจัดงาน “ราชดำเนิน เรดบูล แบงค็อก 2010” ที่ถนนราชดำเนิน เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553 ที่มีแชมป์โลกตัวจริง “เซบาสเตียน เวตเทล” มาขับโชว์

ช่วงรอยต่อปีสองปีนั้น จะเรียกว่าเป็นช่วงสดใสของชีวิต เพราะเขายังฝันที่จะลงทุนสร้างสนามแข่งขันรถสูตร 1 หรือ ฟอร์มูล่า 1 ในประเทศไทย โดยอาจร่วมกับ น้องชายต่างมารดา “สราวุฒิ อยู่วิทยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กระทิงแดง จำกัด ในฐานะเจ้าของ ทีม “เรดบูลล์ เรซซิ่ง” อีกด้วย

แต่จะเรียกว่า ดับฝันของพ่อหรือไม่ ไม่แน่ใจ เพราะการที่ช่วงปลายปี บอส วรุยทธ ใช้ถนนสุขุมวิทเป็นสนามลอง “รถของพ่อ” จนเกิดเหตุสลดดังกล่าว ก็ทำให้เรื่องราวแห่งความเร็วแรง ในเส้นทางเจ้าพ่อรถสปอร์ตของเฉลิม อยู่วิทยา ไม่ได้ถูกไฮไลท์จากคนในครอบครัวอีกเลย นับแต่นั้น (อย่างน้อยก็ในประเทศไทย)

การที่ภายหลัง “บอส” วรยุทธได้การรับประกันตัวออกไปในวงเงิน 5 แสนบาท ออกไปใช้ชีวิตอยู่อย่างชิลส่งผลให้เป็นที่กังขาของสังคมทั้งไทยและเทศ ว่าหากผู้ก่อเหตุไม่ใช่ระดับนี้ ผลจะออกมาแบบไหน

ดังนั้น ในเมื่อวันนี้ สื่อนอกถามมา สื่อไทยก็รับลูกแล้วถามต่อ จน ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ต้องออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้เพิกเฉย แต่เคยแถลงความคืบหน้าไปเมื่อ 29 มีนาคม 2559

แต่ติดที่ผู้ต้องหา ไม่มาตามนัดและขอเลื่อนมาโดยตลอด อ้างว่าติดภารกิจที่ต่างประเทศ

อย่างวันที่ 30 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มาตามนัดอีก โดยบอกว่าติดภารกิจอยู่ที่อังกฤษ จึงให้เลื่อนไป เป็น 27 เมษายน 2560ซึ่งถ้ายังเบี้ยวอีกจะมีการพิจารณาขอออกหมายจับ

แปลว่า ต้องรอดูกันต่อไป

แต่หากถามว่า บอสมีคดีอะไรบ้างนั้น บอกเลยคดีขับรถเร็ว หมดอายุความไปนานแล้ว (อายุความ 1 ปี) เพียงแค่นี้ หลายคนถามเลยว่า เฮ้ย! แบบนี้ก็ได้ด้วย!

นี่ยังมี คดีไม่แจ้งเหตุช่วยเหลือ ที่กำลังจะหมดอายุความ 3 กันยายน 2560 ที่จะถึง (อายุความ 5 ปี) ส่วนคดีขับรถโดยประมาทมีอายุความทั้งหมด 15 ปี และจะหมดอายุความในปี 2570

งานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะยื้อไปจนหมดอายุความหรือไม่ คงต้องถามลูกผู้ชายตัวจริง (ป๊ะเนี่ย?) อย่าง “บอส” ดู…

โยมอย่าห่วง…ไว้ใจ”หลวงพ่อ”คุมวัดธรรมกายเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268247

โยมอย่าห่วง…ไว้ใจ”หลวงพ่อ”คุมวัดธรรมกายเอง

คนในข่าว  :  29 มี.ค. 2560
เจ้าคุณสมศักดิ์, พระเทพรัตนสุธี, หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์, วัดพระธรรมกาย, โยมอย่าห่วงไว้ใจ, โยม, อย่า, ห่วง, ไว้ใจ, หลวงพ่อ, คุม, วัด, ธรรมกาย, เอง

โยมอย่าห่วง…ไว้ใจ “หลวงพ่อ”คุมวัดธรรมกายเอง

 

จากผลการหารือระหว่าง พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อยามบ่ายของวันที่ 27 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา บทสรุปก็คือ เจ้าคุณสมศักดิ์ยังคงยืนยันว่า พระวิเทศน์ภาวนาจารย์ (สมบุญ  สมมาบุญโญ) อายุ 65 ปี พรรษา 32 วิทยาฐานะ นักธรรมเอก เปรียญธรรม 4 ประโยค เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต่อไปโดยที่ตัวท่าน เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จะดูแลกำกับควบคุมการบริหารจัดการภายในวัดเอง

ท่านให้เหตุผลว่า เพราะโครงสร้างการบริหารจัดการวัดพระธรรมกายไม่เหมือนวัดอื่น ด้วยมีพระเป็นจำนวนพันรูป อุบาสก อุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมและเป็นเจ้าหน้าที่ในนั้นอีกมากมาย และทุกคนก็ล้วนแต่ศรัทธาพระธัมมชโยทั้งสิ้น การแต่งตั้งเจ้าอาวาสจากพระนอกวัด จึงอาจไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่จะนำไปสู่ทางออกที่ดีงาม

000

ที่วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) ตำบล บึงยี่โถ อำเภอธัญญบุรี จังหวัดปทุมธานี หากไปถามพระลูกวัดถึง หลวงพ่อสมศักดิ์เจ้าอาวาส  ก็คงได้รับคำตอบคล้ายๆ กันว่า ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ตื่นเช้า ทำวัตรสวดมนต์ตั้งแต่ตี 5 หลังจากนั้นก็ออกบิณฑบาตทุกวัน ถ้าฝนไม่ตก หรือไม่ติดกิจนิมนต์ ท่านค่อนข้างเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ในวันพระ ท่านมีมติว่า พระทุกรูปในวัดต้องลงปาติโมกข์ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขาม

พระลูกวัดท่านหนึ่งเล่าว่า เวลามีพระในวัดที่ขัดใจกัน ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ทำให้ความขัดแย้งนั้นจางคลายไป ท่านมีคำพูดที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายคลายความขัดแย้งกันได้ และทำให้ทั้งคู่กลับมาดูตัวเอง ซึ่งก็สะท้อนความเมตตาและปัญญาญาณของท่านที่มองเห็นว่า ควรจะพูดอะไรให้ทั้งสองฝ่ายคลายความขัดแย้ง

การที่ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบสูง และต้องใส่ใจ ท่านต้องไปตรวจตราวัดในปกครองทุกวัน ซึ่งมีจำนวน 166 วัดมหานิกายในจังหวัดปทุมธานี และวัดพระธรรมกายก็ไม่เคยรอดพ้นไปจากสายตาและการดูแลของท่าน

000

ท่านเจ้าคุณสมศักดิ์เป็นชาวบางยี่โถ จังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด บ้านอยู่ติดวัดเขียนเขต  บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 14 ปีที่วัดเขียนเขต จากการบวชเณรหน้าไฟให้โยมลุงเสียชีวิต

“ตอนนั้นโยมพ่อก็บอก ขอให้บวชให้โยมลุงสัก  7 วัน พอบวชแล้วก็ไปอยู่ที่วัดกลางคลองสี่ อำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่ทองอินทร์ ​พระมงคลศีลาจาร (ทองอินทร์ เตชวุฒโฒ)

หลังจากบวช 7 วันก็ยังไม่สึก เห็นพระเณรเรียนหนังสือก็ชอบ เลยเรียนอยู่ที่วัดนั้นต่ออีกหนึ่งพรรษา จากนั้นหลวงปู่ก็ส่งไปเรียนหนังสือที่วัดบางหลวง กับพระราชสุเมธาภรณ์ (มังกร กสฺสโป ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดบางหลวง และอยู่กับ พระราชพุฒิเมธี(เทียน ฐานุตฺตโม) เจ้าอาวาสวัดบางหลวงรูปต่อมา  จนถึงปี 2513 อาตมาก็บวชที่วัดมูลจินดาราม จ.ปทุมธานี  โดยมี พระราชสุเมธาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลศีลาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระเทพวุฒาจารย์(วิเชียร ธญฺญทินฺโน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พอบวชแล้วก็จำพรรษาอยู่ที่วัดมูลจินดาราม ช่วยงานหลวงพ่อ จนกระทั่งปี 2522 ที่วัดเขียนเขตว่างเจ้าอาวาส หลวงพ่อก็ให้ช่วยมาดูแลที่วัดนี้ ก็ดูแลวัดนี้มาเป็นลำดับ”

สำหรับการภาวนา ท่านเล่าให้ฟังว่า ได้เรียนจากครูบาอาจารย์มาบางส่วน อีกส่วนคือ  ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์  (สมศักดิ์ อุปสโม) ส่งไปอบรมที่สำนักของท่าน ตามแนวทางสติปัฏฐานสี่

“การอบรมกรรมฐานช่วยได้เยอะ ทำให้จิตใจมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะเราเป็นพระก็ต้องอยู่กับกรรมฐานมากๆ หน่อย จะได้ไม่หลุดไปกับอารมณ์ หรือ ไม่วิ่งตามโลกภายนอก”

จากการภาวนาจนจิตใจสงบเย็นนี่เองที่เป็นบาทฐานสำคัญในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในคณะสงฆ์ และโดยเฉพาะกรณีวัดพระธรรมกาย ซึ่งท่านได้รับมอบหมายโดยตรงมาตั้งแต่ปี 2541

“อาตมาแก้ไขมาเป็นลำดับ ๆ ในส่วนคดีความ อาตมาไม่สามารถไปรู้ได้ แต่การปกครองเป็นอำนาจหน้าที่ที่ดูแลมาเป็นประจำ การศึกษาพระเณรเขาก็ดี เราก็ให้การสนับสนุน ทางโยมก็ไม่เข้าใจคิดว่า การทำงานของพระล่าช้า แต่กฎหมายคณะสงฆ์เป็นไปตามขั้นตอน จะให้เร็วอย่างชาวบ้านเป็นไปไม่ได้ พระเราทำงานต้องระวัง จะไปกล่าวหาใครว่าอาบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร

“การปรับอาบัติก็ต้องรู้ว่า พระเป็นอาบัติ แต่ถ้าไม่รู้เราไปปรับอาบัติ เราก็จะเป็นอาบัติเสียเอง พระธรรมวินัยมีอธิบายไว้ละเอียดลออ ส่วนชาวบ้านจะว่าพระอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนทางพระก็แก้ปัญหาไป ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จะดีกว่า ”

ดังนั้น การที่หลวงพ่อวัดเขียนเขต ท่านออกรับอย่างนี้ คือ ยอมที่จะเป็นผู้ดูแลวัดพระธรรมกายเอง ก็เหมือนพ่อแผ่อ้อมอกปกป้องลูกพระลูกเณรที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน แม้จะไม่ถูกใจคนทั้งหลาย แต่ก็ถูกธรรมของผู้ปกครอง นั่นคือวิสัยผู้นำที่มีธรรมและมีเมตตา ยอมที่จะเอาตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ยอมที่จะถูกด่า ถูกว่า แต่ก็ยึดธรรมเป็นหลัก

จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่านได้รับโล่เชิดชูเกียรติปูชนียบุคคล “200ปี 200คนดีเมืองปทุม” ในปี 2558

ปัจจุบันเจ้าคุณสมศักดิ์ อายุ 67 ปี 46 พรรษา ปธ. 5 ปริญญาเอก คณะสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการเชิงพุทธ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับผลงานมากมายที่ช่วยให้กิจการงานของคณะสงฆ์เดินหน้าไปสู่ความสงบเย็น เกื้อกูลให้พระเณรและฆราวาสญาติโยม ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐานสี่ อีกทั้ง ส่งเสริมงานด้านการศึกษา โดยมอบทุนการศึกษา พระภิกษุ สามเณร และนักเรียน นักศึกษา (ทุนต่อเนื่อง) มาโดยตลอด

อาหารเครื่องดื่มพระราชทานครบ 3 มื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267761

อาหารเครื่องดื่มพระราชทานครบ 3 มื้อ

คนในข่าว  :  27 มี.ค. 2560
คมชัดลึก ข่าวทั่วไป, เต็นท์อาหารพระราชทาน, หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ, สักการะพระบรมศพ, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, อาหาร, เครื่องดื่ม, พระราชทาน, ครบ, มื้อ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานอาหาร-น้ำดื่มดูแลประชาชน

อาหารเครื่องดื่มพระราชทานครบ 3 มื้อ

ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูสรีสุนทร ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นประตูทางออกของพสกนิกรหลังกราบสักการะพระบรมศพ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยวันนี้แบ่งเป็นมื้อเช้าเวลา 07.00 น.ข้าวหมูสามชั้นทอดน้ำปลาจิ้มแจ่ว  3,000 กล่อง, นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน 11.00 น. ข้าวหมูกระเทียม 2,000 กล่อง, บะหมี่น่องไก่อบพะโล้ 2,000 กล่อง ขนมไทย 1,000 กล่อง มื้อบ่าย 16.00 น. เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง น้ำสมุนไพร 700 ลิตร มื้อเย็น 18.00 น.ข้าวราดกระเพราเจและไข่ต้ม 750 กล่อง, ข้าวราดปลาดุกสาหร่ายผัดเผ็ดเจ และเห็ดสามรส 750 กล่อง, ข้าวราดกระเพราไก่ 1,500 กล่อง, ไอศกรีม 300 ถ้วย และมีน้ำดื่มให้บริการตลอดทั้งวัน

“เจ้าคุณสมศักดิ์”ยังไม่ถึงเวลาตั้งเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267746

“เจ้าคุณสมศักดิ์”ยังไม่ถึงเวลาตั้งเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

คนในข่าว  :  27 มี.ค. 2560
เจ้าอาวาส, สมศักดิ์ โชตินธโร, พระเทพรัตนสุธี, วัดพระธรรมกาย, เจ้าคุณ, สมศักดิ์, ยัง, ไม่, ถึง, เวลา, ตั้ง, เจ้า, สวัด, ธรรมกาย

“เจ้าคุณสมศักดิ์”ยังไม่ถึงเวลาตั้งเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

 

“การแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปใหม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัดโดยตรงก็จริง แต่จะให้งามก็ต้องถามเจ้าคณะหนใหญ่ ว่าจะเอาอย่างไรหลวงพ่อ เพราะการแต่งตั้งใครต้องดูว่าเหมาะสมไหม ตอนนี้ ก็ยังไม่ได้ถามท่านเลย ยังไม่ถึงเวลา “

พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต กล่าว

“สำหรับวัดพระธรรมกายตอนนี้ก็มีเจ้าอาวาสรักษาการอยู่ ที่อาตมาแต่งตั้งไป เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นพระในวัดพระธรรมกาย  เราคุมได้อยู่ ยกเว้น เขาจะใช้ ม.44 ออกมาเท่านั้น  ส่วน ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็มีแต่เพียงหนังสือมาให้พิจารณาเท่านั้น”

การคุมได้อยู่ เจ้าคุณสมศักดิ์ อธิบายว่า รักษาการเจ้าอาวาส  มีอำนาจเท่ากับเจ้าอาวาสทุกประการ ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ เราก็เข้าไปดูแลเรื่องสารทุกข์สุขดิบภายในวัดเป็นอย่างไรบ้าง เพราะวัดพระธรรมกาย เป็นวัดใหญ่ เป็นองค์กร เขามีคณะกรรมการของเขาอยู่

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ส่งจดหมายด่วนที่สุดให้เจ้าคุณสมศักดิ์ พิจารณาการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายจากคนนอก  ท่านอธิบายว่า ตามจดหมายบอกว่า ให้พิจารณาแต่งตั้ง

“ไม่ได้หมายความว่าให้อาตมาแต่งตั้ง แต่ให้ดำเนินการพิจารณา ส่วนการจะแต่งตั้งใครนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งก็คืออาตมา แต่เราก็มีขั้นตอนอยู่ โดยเฉพาะการพิจารณาคัดเลือก พระภิกษุ ผู้มีคุณสมบัติที่จะไปเป็นเจ้าอาวาส ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลร่วมกันพิจารณาพระภิกษุจากวัดนั้นๆ มาให้เจ้าคณะจังหวัด แต่งตั้งไป ซึ่งตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลานั้น ยังมีเวลาพอสมควรอยู่

“อีกอย่างหนึ่ง อาตมาต้องทำตามคำบัญชาคณะสงฆ์ คือมหาเถรสมาคมด้วย ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร ทำงานไปตามปกติ เพราะเราคุมได้ เจ้าคณะจังหวัดก็ไปคุมดูแล โดยอาศัยพระวินยาธิการ ( ตำรวจพระ) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลกิจการภายในวัด แล้วทางจังหวัดก็ไปคุยกับแล้วครั้งหนึ่ง กับรักษาการเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเข้าอาวาส ก็ประชุมกันไป ทำงานกันไป ก็ไม่มีอะไร  ”

“สุรชัย” ปลิ้นไส้แฉทำไม “ลาว”ไม่ส่ง “โกตี๋” ให้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267554

“สุรชัย” ปลิ้นไส้แฉทำไม “ลาว”ไม่ส่ง “โกตี๋” ให้ไทย

คนในข่าว  :  26 มี.ค. 2560
สุรชัย, ปลิ้น, ไส้, ทำไม, ลาว, ไม่, ส่ง, ตี๋, ให้, ไทย, ปลิ้นไส้แฉทำไม, ลาวไม่ส่ง, โกตี๋, ให้ไทย, ผู้ต้องหาคดี 112, กฎหมายเกี่ยวกับคดี 112, จารุพงศ์, สหพันธรัฐไท, สาธารณรัฐ, ลุงสนามหลวง

แดงใต้ดินในลาวป่วน ทะเลาะกันเอง

กรณีของ “โกตี๋” แกนนำองค์กรสหพันธรัฐไท ที่มีคำถามมากมายว่า จะนำตัวเขามาดำเนินคดีในเมืองไทยได้หรือไม่?

อำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันติดตามเอาตัวโกตี๋ มารับโทษว่า เรื่องนี้เป็นไปตามอำนาจของ พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนปี 51 โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานสอบสวน ตั้งเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา เพื่อการสอบสวนส่งมายังสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา และส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนังสือที่ระบุถึงเหตุผลในการติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องบรรยายว่า รูปคดีไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การทหาร แต่เป็นคดีอาชญากรรมทั่วไป

เมื่อกระทรวงการต่างประเทศส่งหนังสือไปยัง สปป.ลาวแล้ว ทางลาวก็จะนำคดีเข้าสู่การพิจารณาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลประชาชนลาว จะพิจารณาว่าคดีเข้าเงื่อนไขการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

อธิบดีอัยการฯ ระบุชัดว่า คดีที่จะเข้าข่ายเป็นคดีการเมืองนั้น ผู้ต้องหาต้องมีลักษณะเป็นผู้นำทางการเมือง แล้วมีการหลบหนีหรืออ้างว่าถูกกลั่นแกล้งกันเป็นเรื่องการเมือง แต่ข้อหารูปคดีนี้เป็นเรื่องอาชญากรรมไม่เข้าเงื่อนไขที่จะไม่ส่งตัว แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับทางการลาวเป็นสำคัญ

ล่าสุด 25 มี.ค.2560 สุรชัย แซ่ด่าน ประธานกลุ่มแดงสยาม ซึ่งพำนักอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้จัดรายการทางออกประเทศไทย ออกทางยูทู้ป โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของโกตี๋ ไม่เกี่ยวกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” และการที่เครือข่ายโกตี๋ ถูกจับกุมพร้อมอาวุธนั้น เป็นเรื่อง “ปลาหมอตายเพราะปาก”

“สุรชัย” ยังเปิดเผยว่า ทาง คสช.พยายามเจรจากับทางการลาวมาหลายครั้ง เรื่องที่จะขอตัว “ผู้ต้องหาคดี 112” ไปดำเนินคดีในเมืองไทย แต่ทางการลาวส่งตัวให้ไม่ได้ เพราะ สปป.ลาว ไม่มี “กฎหมายเกี่ยวกับคดี 112” (สปป.ลาว ปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ)

“วันก่อน เลขาฯ สมช.มาพบกับเจ้าหน้าที่ทางนี้ เอารูปถ่ายบ้านพักมากาง และระบุว่า คนนั้น คนนี้ อยู่บ้านเลขที่เท่านั้นเท่านี้ ทางประเทศนี้เขาก็เฉย อย่างดีเขาก็ตอบแบบสุภาพว่า จะหาตัวให้” สุรชัย กล่าว

แม้ในการพูดออกยูทู้ป “สุรชัย” ไม่ระบุชื่อประเทศลาว ก็เป็นที่รู้กันอยู่หมายถึงประเทศใด ที่ให้พวกเขาพำนักอาศัย และสุรชัยบอกว่า “ทางเขาเห็นแก่มนุษยธรรม จึงให้พวกเราอาศัยอยู่ แบบว่าหนีร้อนมาพึงเย็น”

ประเด็นว่า ลาวเห็นแก่มนุษยธรรม และในความเป็นมิตรสหายในอดีต ระหว่างพรรคประชาชนปฏิวัติลาว กับขบวนการปฏิวัติไทย ปี 2520-2523 สุรชัยก็เคยพูดในรายการทางออกประเทศไทย

อย่างไรก็ดี กรณีโกตี๋กับอาวุธนั้น สุรชัย ยอมรับว่า มันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ทางการลาว เพราะไม่ใช่คดี 112 แต่เป็นคดีก่อการร้าย เขาจึงแนะนำให้โกตี๋ กับชูชีพ ชีวสุทธิ์ ออกจากประเทศลาว เพื่อความสบายใจของคนที่ให้พวกตนอาศัยอยู่

เดิมทีช่วงหลังรัฐประหาร 2557 “สุรชัย” กับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และโกตี๋ อยู่ในอพาร์ทเมนท์เดียวที่กัมพูชา เมื่อ “จารุพงศ์” แยกตัวไปสหรัฐฯ สุรชัยและโกตี๋ ก็เดินทางมา สปป.ลาว แรกๆ ก็อยู่ด้วยกัน และโกตี๋ย้ายออกจากนครเวียงจันทน์ ไปขายก๋วยเตี๋ยวที่หลวงพระบาง

เมื่อ ชูชีพ ชีวสุทธิ์ ทำสถานีวิทยุใต้ดิน ก็จึงชวนโกตี๋มาร่วมงานด้วย ทำให้ในเมืองลาว มี 2 กลุ่มจัดรายการวิทยุทางยูทู้ป คือ กลุ่มโกตี๋-ชูชีพ กับกลุ่มสุรชัย

ปลายปีที่แล้ว สองกลุ่มนี้ทะเลาะกันเรื่องแม่ยกพ่อยก ที่ส่งเงินทองมาสนับสนุน จึงแยกทางกันเดิน

โกตี๋-ชูชีพ หันมาชูแนวทาง “สหพันธรัฐไท” ส่วนสุรชัย และอาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์ ยึดแนวทาง “สาธารณรัฐ”

คืนวันเดียวกัน(25 มี,ค.) ชูชีพ ในนาม “ลุงสนามหลวง” จัดรายการ “เพื่อสหพันธรัฐไท” ได้ตอบโต้สุรชัย แซ่ด่าน ว่าเป็นพวกบิดเบือนแนวคิด “ล้มสถาบันเบื้องสูง” และเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ

ช่วงหลัง สมัยโกตี๋ ยังจัดรายการอยู่ สองกลุ่มนี้ต่างโต้ตอบกันไปมา ถึงขั้นด่าทอกันกลางอากาศ

มาวันนี้ โกตี๋ถูกบีบให้หยุดจัดรายการก็จริง(บางกระแสว่า ออกนอกประเทศลาวไปแล้ว) แต่พลพรรคโกตี๋ และกลุ่มสุรชัย ยังจัดรายการทางยูทู้ปได้ตามปกติ โดยใช้นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นฐานพักพิง

คนเบื้องหลัง “ไมตรี” รักษ์ลาหู่ ผู้สร้าง “ชัยภูมิ ป่าแส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267522

คนเบื้องหลัง “ไมตรี” รักษ์ลาหู่ ผู้สร้าง “ชัยภูมิ ป่าแส”

คนในข่าว  :  25 มี.ค. 2560
ผู้สร้าง, #เรามีไมตรี #ชัยภูมิป่าแส, เบื้องหลัง, ไมตรี, รักษ์, หู่, ผู้สร้าง , ชัยภูมิ, ป่า, คนเบื้องหลัง, รักษ์ลาหู่, ผู้สร้าง ชัยภูมิ, ป่าแส, ชัยภูมิ ป่าแส, พี่ชายบุญธรรม, พี่ไมตรี, พี่ไมตรีของน้องๆ, วัฒนธรรม, ลาหู่ บ้านฉัน, ลาหู่, ทหาร

รู้จักคนสำคัญผู้สร้างแรงใจไฟฝันให้กับ ชัยภูมิ ป่าแส ก้าวไปบนเส้นทางสายนักกิจกรรมเพื่อสังคม

จากการวิสามัญฆาตกรรมของทหารทำให้จะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลายฝ่ายเรียกร้องให้ความเป็นธรรมได้บังเกิดขึ้น

          หนึ่งเสียงในนั้นคือ ไมตรี จำเริญสุขสกุล ประธานกลุ่มรักษ์ลาหู่ จ.เชียงใหม่ ที่ดูแลทุกข์สุขของ จะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส ตั้งแต่สมัยที่มีชีวิต จนถึงวันที่ตายจาก เสมือนคนในครอบครัวจนยอมรับนับถือกันเป็น “พี่ชายบุญธรรม” ที่เป็นแรงใจบันดาลใจให้ ชัยภูมิ ป่าแส ก้าวไปบนเส้นทางนักกิจกรรมเพื่อสังคม

          แต่วันนี้ ภายหลังการตายของจะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส ที่ทางทหารอ้างเหตุจากยาเสพติดนั้น ทาง ไมตรี กลับถูกทางการเพ่งเล็งว่าอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนรู้เห็นด้วย

          แต่ “พี่ไมตรี” ของจะอุ๊ และน้องๆ กลุ่มรักษ์ลาหู่ทั้งหลาย ดูเหมือนไม่หวั่น เพราะหนักกว่านี้ ถึงขั้นโรงขึ้นศาลก็เคยมาแล้ว และไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตกเป็นข่าว

คนเบื้องหลัง  "ไมตรี" รักษ์ลาหู่  ผู้สร้าง "ชัยภูมิ ป่าแส"

ไมตรี จำเริญสุขสกุล หรือ “พี่ไมตรีของน้องๆ” วัย 33 ปี เป็นนักกิจกรรมชาวลาหู่ ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักษ์ลาหู่ อยู่หมู่บ้านกองผักปิ้ง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มาตั้งแต่เกิด ด้วยภูมิประเทศติดแนวชายแดนทำให้หมู่บ้านของเขาเสี่ยงต่อยาเสพติดมาตลอดเวลา คนหนุ่มสาวมากมายที่เสียผู้เสียคนไปกับมหันตภัยร้าย เพราะถึงไม่ก้าวไปหา ยาเสพติดเหล่านั้นก็พร้อมจะคืบคลานเข้าหาอยู่แล้ว หากไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี

          ครั้งหนึ่ง ไมตรี ก็ตกอยู่ในภาพเช่นนั้น แต่เขาไม่ยอมไหลไปกับกระแสน้ำ เพื่อนหลายคนของเขาติดยา ดมกาวจนออกจากโรงเรียน เขาเองก็เกือบไปเหมือนกันเพราะเกเรมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนประจำ แต่ด้วยความรักในดนตรี จึงให้ดนตรีนำทางชีวิต ก่อนตั้งกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” เพื่อรวมกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้านมาทำกิจกรรมร่วมกัน เริ่มต้นเป็นแนว “ดนตรีบำบัดยาเสพติด” ทั้งเล่นดนตรีและส่งเด็กประกวดร้องเพลงต่างๆ ดึงความสนใจของเยาวชนให้ออกห่างจากยาเสพติด โดยเฉพาะตัวเขาเองก็มีวงดนตรีชนเผ่าบรรเพลงในงานชาติพันธุ์ด้วยบทเพลงภาษาลาหู่หลายครั้ง อย่างโครงการ “การสอนแต่งเพลงให้กับเด็กๆ ลาหู่ดำ ลาหู่แดง” เป็นหนึ่งโครงการในความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาความสามารถของน้องๆ ในกลุ่มด้วย

          ภายหลังเมื่อตระหนักว่าการจะก้าวไปสู่สิ่งใดแล้วต้องเริ่มต้นจาก “วัฒนธรรม” ซึ่งเป็นรากเหง้าของตัวเองก่อน จึงกลับมาเน้นเรื่อวัฒนธรรมลาหู่ แล้วใช้ การเต้นแจ่โก่, การใช้ภาษาลาหู่ และการสวมเสื้อผ้าของเผ่า ทำให้ระยะหลังการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวัฒนธรรมเข้มขึ้น

          ไมตรียังเก่งทางด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ เขาเคยรับเหมาติดตั้งอินเตอร์เน็ตในหมู่บ้านปายสองแง่ให้กับผู้ใหญ่บ้านและทหารที่ชายแดนได้ใช้งานอีกด้วย จากความสามารถนี้เองจึงต่อยอดไปทำหนังสั้นด้วย

          ยิ่งได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของโครงการ “เกี่ยวก้อย” โครงการผลิตสื่อเพื่อรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนคนชายขอบ ของ “มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน” ด้วยแล้ว จึงได้อบรมแล้วผลิตหนังสั้นให้คนนอกพื้นที่ได้รับชมมาแล้วหลายเรื่อง เช่น “ลาหู่ บ้านฉัน” เป็นต้น พร้อมกับถ่ายทอดเทคนิคการผลิตสื่อเหล่านั้นให้กับน้องๆ ในกลุ่มรักษ์ลาหู่รุ่นหลังได้สร้างสรรค์หนังสือออกมาด้วย เพื่อบอกเล่าความเป็นลาหู่ของคนบ้านกองผักปิ้งที่เริ่มสูญหายไปตามเวลานั้น ได้ผลตอบรับในวงกว้าง อาทิเช่น “ทางเลือกของจะดอ”, “จะโบแปลว่าผู้มีวาสนา”, เข็มขัดและหวี ฯลฯ

คนเบื้องหลัง  "ไมตรี" รักษ์ลาหู่  ผู้สร้าง "ชัยภูมิ ป่าแส"

นอกจากนี้ ไมตรี ยังมีบทบาทในการเป็นผู้สื่อข่าวพลเมืองให้กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อสื่อสารเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวลาหู่ให้กับสังคมได้รับรู้อีกทางหนึ่ง อย่างรายการสารคดีชีวิต “เด็กมีเรื่อง” เกี่ยวกับ “ลาหู่” ถึง 4 ตอน ทางไมตรีและน้องๆ ในกลุ่มก็ประสานงานทุกขั้นตอน

          ไมตรีจึงเป็นที่รู้จักของคนทำงานพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อเด็ก เพื่อชุมชนเสมอมา ในฐานะผู้บอกเล่าเรื่องราวและปกป้องชุมชนผ่านสื่อเล็กๆ

          “ไมตรีเป็นคนสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนลาหู่ ปลุกฟื้นศิลปะและดนตรีของชนเผ่า สร้างพื้นที่ในการแสดงออกของเด็กๆลาหู่ และสร้างเยาวชนให้เป็นแกนนำที่สามารถเป็นต้นแบบให้กับน้องๆในชุมชนตัวเองได้” กัลยาณมิตรรายหนึ่งกล่าวถึงไมตรีไว้เช่นนั้น

          ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ จะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส นั่นเอง จากเด็กน้อยผู้ยากไร้และเกิดมาท่ามกลางความไม่พร้อมทั้งหลาย แต่วันหนึ่งก็เดินตามเสียงเพลงมาที่บ้านรักษ์ลาหู่ ที่เขาเปิดรับทุกชีวิตด้วยไมตรี อาหาร ที่พัก และเดินทางไปทำกิจกรรมต่าง ๆทั้งในและนอกพื้นที่ กระทั่งทำให้ชีวิตเด็กชายเปลี่ยนไป มีความสามารถหลายด้าน ถือเป็นน้องชายในกลุ่มรักษ์ลาหู่ที่เขาเองภูมิใจและมีอนาคตไกลคนหนึ่ง พร้อมขับเคลื่อนงานศิลปวัฒนธรรม-กิจกรรมเพื่อสังคมต่อไปได้สบายๆ

          ขณะที่ทำกิจกรรมกับน้องๆ ไมตรีก็ยังคงทำหน้าที่ “ผู้สื่อข่าวพลเมือง” เพื่อส่งข่าวสารจากแดนไกลผ่านออนไลน์มายังโลกภายนอกต่อเนื่อง

          ต้นปี 2558 ไมตรีตกเป็นข่าวใหญ่ ถูกเจ้าหน้าที่ “ทหาร” ฟ้องฐานในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 จากการโพสต์ข้อความเล่าเรื่องราวกรณีเจ้าหน้าที่ทหารได้ตบหน้าชาวบ้านที่บ้านกองผักปิ้ง เมื่อส่งท้ายปีเก่า 2557

          กระทั่งเกิดกระแสให้กำลังใจ #เรามีไมตรี เพื่อให้กำลังใจไมตรีจากเพื่อนสู่เพื่อน ท่วมท้นล้นโชเชียลกันระยะหนึ่ง

          แต่แล้วในที่สุด ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดี ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวว่า “เป็นความจริง” ไม่ถือเป็นความผิด จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย หลังสืบคดีพยานโจทก์ รวม 10 ปาก พยานจำเลยอีก 8 ปาก รวม 18 ปาก ต่อสู้คดีนานกว่า 1 ปี

          จากกรณีที่ถูกฟ้องร้อง ไมตรีถือเป็นเรื่องบานปลายอย่างมาก จากที่ตั้งใจเพียงทำหน้าเป็นสื่อกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน เรียกร้องให้คนที่ทำผิดมารับผิดชอบด้วยการขอโทษกับผู้ใหญ่ของหมู่บ้านเท่านั้น แต่กลับถูกฟ้องร้องในที่สุด

          แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เสียกำลังใจในการทำหน้าที่ “กระบอกเสียง”ให้กับชาวบ้านเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่อสังคมต่อไป และไม่เฉพาะชุมชนกองผักปิ้งบ้านเขาเท่านั้น แต่ทุกพื้นที่ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง

          กรณี “ชัยภูมิ ป่าแส” น้องชายบุญธรรมของเขา น่าจะเป็นอีกประเด็นที่เขาเกาะติดและให้ความกระจ่างได้มากที่สุดนับจากนี้ต่อไป

***ขอบคุณภาพจาก Facebook : Maitree Savelahu

“จารุพงศ์” ฟิเจอริ่ง “โกตี๋” แบบนี้ก็ได้เหรอ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267363

“จารุพงศ์” ฟิเจอริ่ง “โกตี๋” แบบนี้ก็ได้เหรอ???

คนในข่าว  :  24 มี.ค. 2560
เครือข่ายทักษิณ, เครือข่ายเสื้อแดง, โกตี๋-วุฒิพงษ์ กชธรร, ต่อต้านคสช., แกนนำเสื้อแดง, ทักษิณ ชินวัตร, พรรคเพื่อไทย, องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย, โกตี๋แกนนำแดงปทุม, จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุพงศ์, เจอ, ริ่ง, ตี๋, แบบนี้, ก็ได้, เหรอ, ฟิเจอริ่ง, โกตี๋, แบบนี้ก็ได้เหรอ,  และ , สุพัตรา,

ชื่อ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ที่เกี่ยวข้องกับ “โกตี๋” คนที่ทางการหมายหัว ถามว่าเขาเป็นใคร? บอกเลยคนนี้ ไม่ธรรมดา!

          ชื่อหนึ่งที่มาเกี่ยวข้องกับ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ คนทางการไทยหมายหัว คือชื่อของ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ”

          เพราะ “องค์การสหพันธรัฐไท” ของวิทยุแดงใต้ดินของโกตี๋ ก็เชื่อมต่อถึงกันเป็นอย่างดี กับ สองพ่อลูกแห่งตระกูลเรืองสุวรรณ “จารุพงศ์” และ “จารุวงศ์”

          โดยคนพ่อนั้น เคลื่อนไหวในฐานะประธาน “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ที่แท็คทีมกับ จักรภพ เพ็ญแข

          ขณะที่คนลูกก็คอยเดินสายพบปะ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ในต่างแดนให้กับองค์กรแห่งนี้

          แถมโกตี๋ยังเคยกล่าวผ่านยูทูบว่า งานต่อต้าน คสช. ก็ได้รับน้ำเลี้ยงจาก “จารุพงศ์” นี่แหละ ที่เด็ดคือ จารุพงศ์ ยังให้คำแนะนำที่จะเปลี่ยนไทยให้เป็นระบอบสหพันธรัฐ! (แบบนี้ก็ได้เหรอ???)

          ถามว่า จารุพงศ์ เรืองสุรรณ เป็นใคร ไปไงมาไง?

          จารุพงศ์ นั้น เกิดเมื่อ 15 สิงหาคม 2489 เป็นบุตรของ ร้อยโทจารุบุตร กับ อรนุช เรืองสุวรรณ

          จบชั้นม.ต้น ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ และ ม.ปลาย ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จบปริญญานิติศาสตร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          ผ่านการศึกษาอบรมในหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 16 (พ.ศ. 2521) หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 19 (พ.ศ. 2527) และหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 41 (วปรอ.4111)

          เขาสมรสกับ “สุพัตรา” มีบุตร 3 คน คือ จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, จารุพัตรา อาร์ นีล และ จารุพันธุ์ เรืองสุวรรณ

          จารุพงศ์ มีเส้นทางการทำงานในสายข้าราชการเต็มขั้น เป็นทั้งปลัดอำเภอ และเป็นนายอำเภอมาหลายที่ จนมามีชีวิตเป็นข้าราชการในสังกัด กทม.อยู่พักใหญ่

          เป็นทั้งเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. (อาษา เมฆสวรรค์) เป็น ผู้อำนวยการเขตบางบอน, เป็นรองผู้อำนวยการสำนักรักษาความสะอาด กทม. และเป็นผู้ช่วยปลัด กทม.

          กระทั่งปี 2538 ได้ตำแหน่งนักบริหาร ระดับ 10 (เป็นผู้อำนวยการสำนักพัฒนาชุมชน ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และรองปลัดกรุงเทพมหานครตามลำดับ)

          บางคนคิดว่า จารุพงศ์เกี่ยวข้องกับ ทักษิณ ชินวัตร หลังลงเล่นการเมือง แต่แท้จริงแล้ว คนสองคนนี้เกี่ยวข้องกันมาแล้วก่อนหน้า

          โดยช่วงปี 2545 ในยุคทักษิณ จารุพงศ์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก) และช่วงปลายปียังย้ายจาก รองปลัดกทม. เป็นรองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

          ต่อมาปี 2546 ยังได้เลื่อนไปเป็นประธานบอร์ด ขสมก, และเลื่อนเป็นปลัดกระทรวง พม. ในปลายปีเดียวกัน และยังเคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงานในเวลาต่อมา

          จนมาปี 2549 เขาต้องย้ายจากปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยให้น้องเขยนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มานั่งปลัดกระทรวงแรงงานแทน

          กระทั่งเกิดรัฐประหารปี 2549 เขาก็เกษียณอายุราชการ แล้วไปนั่งเก้าอี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ อยู่ 4 ปี จนถึงปี 2553

          จากนั้นกลับมาเกี่ยวข้องกันใหม่ โดยมาอยู่กับ ”พรรคพลังประชาชน” และมาเป็น “เพื่อไทย”

          โดยช่วงปี 2554 เขาได้นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค แทนคนเก่าที่ลาออกไป แถมส่งให้ทายาท จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ ไปงเป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อีกด้วย

          ในปี 2555 รัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จารุพงศ์ ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคม และนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทยต่อในรัฐบาลปู 3

          ต่อมาได้รับเลือกเป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” เมื่อ 30 ตุลาคม 2555 จนมาปี 2557 เขาสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระทั่งมาลาออกเมื่อ 16 มิถุนายน 2557 หลังเกิดเหตุการรัฐประหาร โดย คสช.

          แต่เขาไม่หยุดเคลื่อนไหว ออกตัวแรงเลยว่า ขอต่อต้าน คสช. สุดฤิทธิ์ ปี 2557 ประกาศตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เคลื่อนไหวในต่างประเทศ

          โดยมีสมาชิกเช่น เสน่ห์ ถิ่นแสน (หรือนามแฝง ดร.เพียงดิน รักไทย) ชูพงศ์ ถี่ถ้วน จรัล ดิษฐาอภิชัย สุนัย จุลพงศธร จาตุรนต์ ฉายแสง ดารุณี กฤตบุญญาลัย มนูญ หรือ เอนก ชัยชนะ จอม เพชรประดับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ

          อย่างไรก็ดี บางคนว่า ผู้ชายสูงอายุคนนี้ ไม่น่าจะห้าวเป้ง แต่จารุพงศ์นี่แหละ เป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่ยอมมารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช.

          แถมยังโพสต์เฟสบุ๊คว่า ไม่ยอมก้มหัวให้ทหารที่ยึดอำนาจและผู้กบฏ เพราะตนนั้นได้รับเลือกตั้งจากประชาชน จะต่อต้านทหารทุกรูปแบบ

          ปรากฏว่า “งานจัดหนัก” ก็มา เพราะคสช. สั่งอายัดการทำธุรกรรมทางการเงินในที่สุด

          แต่ความห้าวเป้งนี้ บางคนบอกว่า เพราะเขามีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ตระกูล เรืองสุวรรณ ที่เป็นตระกูลชั้นสูงเก่าแก่

          โดยมีบรรพบุรุษเป็นเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางและเจ้านางแห่งนครเชียงใหม่ สืบเชื้อสายเป็นเจ้าเมืองสำคัญในหัวเมืองอีสานหลายหัวเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

          โดย “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” ผู้พ่อของ จารุพงศ์ นั้น ก็มีบทบาททางการเมืองไทยมากอยู่ เพราะเคยเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

          จนมาลงเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกในปี 2489 และได้รับเลือกติดต่อกันรวม 5 ครั้ง ในสังกัดพรรคธรรมสังคม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของ ทวิช กลิ่นประทุม (บิดาของสรอรรถ กลิ่นประทุม) ตามด้วยเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2524 และเป็นประธานรัฐสภาในปี 2526 ถึงปี 2527

          มารุ่นลูก บุตรชายหนึ่งเดียวของเขาอย่าง “จารุพงศ์” ก็เสรีไทยเหมือนกัน แต่เบี่ยงๆ ออกไปทางไหน คนไทยน่าจะรู้ดี