“อนุสร จิรพงศ์”หลานจอมพลถนอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264936

“อนุสร จิรพงศ์”หลานจอมพลถนอม

คนในข่าว  :  14 มี.ค. 2560
สปท., สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, ตบ, ชาตอลงกรณ์, จอมพล ถนอม กิตติขจร, อดีตนายกรัฐมนตรี, อนุสร, จิรพงศ์, หลาน, จอม, พลถนอม, จิรพงศ์หลานจอมพลถนอม, อนุสร จิรพงศ์, ป๋า, โสด, หลานตา, คุณหญิงนงนุช, อุษา, กิตติขจร

ชื่อเสียงยังไม่ทันปรากฏมากนักในฐานะ สปท. แต่ข่าวไม่ค่อยดี กลับมาแรงแซงทางโค้งไปแล้ว!

 

เมื่อ อนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีชื่อไปปรากฏในใบบันทึกประจำวัน ที่ ชาตอลงกรณ์ นิลยาน พนักงานบริการในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านอารีย์ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ถูกบุคคลคนนี้ใช้หลังมือตวัดมาถูกบริเวณใบหน้า ซึ่งทำให้แก้มขวาได้รับบาดเจ็บ

เรื่องนี้ หากเกิดขึ้นสิบกว่าปีก่อน ก็คงไม่มีอะไรให้น่าติดตาม เพราะคงจะรับรู้กันไม่กี่คน แล้วจะเงียบหายไป

แต่ในเมื่อเกิดในยุคสมัยนี้ ที่มีคลิปจากกล้องวงจรปิดเผยแพร่แชร์กันว่อน เป็นหลักฐานที่มีประจักษ์พยานทั้งสังคม ยิ่งทำให้เรื่องราวลุกลามตามความเร็วของการสื่อสาร

ทั้งนี้ หลังจากนั้น ที่ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังมือตบ ก็ได้รับการยอมรับว่าเดินทางไปรับประทานอาหารร้านดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายรุนแรงแต่อย่างใด จากภาพที่ปรากฏตามคลิปนั้น ตนเพียงใช้มือเขกศีรษะพนักงานเพื่อตักเตือนเท่านั้น

ถามว่า อะไรที่ทำให้เกิดอาการนี้ คำตอบคือ เพราะพนักงานคนดังกล่าวเรียกตนเองว่า “ป๋า” ซึ่งส่วนตัวไม่ชอบให้ใครมาเรียกแบบนี้ จึงได้ตักเตือนไป และที่ผ่านมาก็มักจะเข้าไปรับประทานอาหารร้านนี้เป็นประจำอยู่แล้ว

เรื่องก็เลยดราม่า..ตามมาด้วยคำถามสุดฮิต “เขาเป็นใคร?”

ตามประวัติทางการ อนุสร จิรพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2500 ผู้มีสเตตัสในเฟซบุคส่วนตัวว่า “โสด” (ก่อนจะปิดเผยแพร่สาธารณะไปแล้วนั้น) จบชั้นมัธยมที่ เซนต์อัลบันส์ สคูล วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อปี 2517

จากนั้นจบระดับการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ อันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ตั้งอยู่ที่เมือง เมดฟอร์ด บริเวณชานเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

และจบปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากวิทยาลัยกฎหมายและการทูตเฟลทเชอร์ ที่มหาวิทยาลัยเดิม ในปี 2531  โดยเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันของ ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตอนนี้

แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปมากกว่านั้นคือ “อนุสร” เป็น “หลานตา” ของจอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี

อนุสร เป็นบุตรชายคนโตของ พล.อ.เอื้อม จิรพงศ์ กับ คุณหญิงนงนุช จิรพงศ์

“คุณหญิงนงนุช” เป็นบุตรคนที่ 3 ของ จอมพลถนอม กับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร ฉะนั้น “อนุสร” มีศักดิ์เป็นหลาน พ.อ.ณงค์ กิตติขจร (พ.อ.ณรงค์ เป็นพี่คุณหญิงนงนุช)

อนุสร มีน้องสาวชื่อ “อุษา” ซึ่งได้แต่งงานกับบัณฑูร ล่ำซำ

หากดูช่วงชีวิตอนุสร ก็พบว่า เขาเติบโตมาพร้อมกับเส้นทางอำนาจของกลุ่ม “กิตติขจร” จนถึงย่าง 16 ปี ตระกูลของเขาก็เจอ “วิบากทางการเมือง”

นี่คือสีสันแห่งชีวิต และเป็นต้นทุนทางสังคม ทำให้เขาได้มามีตำแหน่ง สปท.ในวันนี้

สำหรับอาชีพก่อนได้ที่จะมารับการแต่งตั้งเป็น สปท. นั้น เขาผ่านมาหลายตำแหน่ง เช่น เป็นที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.

นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP)

เป็นที่ปรึกษาบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษา บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบัน เขาเป็นหมายเลข 182 ของ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท.ทั้งหมด 200 คน ที่มาจากบุคคลหลากหลายอาชีพ กินเงินเดือนเรือนแสน

ว่ากันว่า อนุสร สนิทกับประธาน สปท. ทินพันธุ์ นาคะตะ เพราะความสัมพันธ์ของเหล่า จปร.5 ที่เชื่อมร้อยกันอยู่ คือ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร , พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ ร.อ.ทินพันธุ๋ นาคะตะ

อย่างนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า เขามานั่งเก้าอี้ สปท.ได้อย่างไร?

‘สุวพันธุ์’บริหาร ยธ. สไตล์ ‘เจ้าสำนักข่าวกรอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264140

‘สุวพันธุ์’บริหาร ยธ. สไตล์ ‘เจ้าสำนักข่าวกรอง’

คนในข่าว  :  13 มี.ค. 2560
คมชัดลึก, สุวพันธุ์, สุว, พันธุ์, บริหาร, สไตล์, เจ้าสำนัก, ข่าวกรอง, สุวพันธุ์บริหาร, เจ้าสำนักข่าวกรอง, คนข่าวกรอง, ลุงโก้, สุวพันธ์ุ,  ลุงโก้

การทำงานของเจ้ากระทรวงตราชั่งคนนี้ กว่าจะตัดสินใจในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็น ต้องผ่านการกรองหยาบ กรองละเอียด หลายขั้นตอน คงซึมซับจากการเป็น’คนข่าวกรอง’

            ‘สุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ’  หรือฉายา “ลุงโก้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้ถูกส่งมาสานต่องานจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรียุติธรรมคนก่อน หลังจาก ‘สุวพันธุ์’ทำงานมาเกือบ 3 เดือนพูดได้เลยว่า สไตล์การทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

             ‘สุวพันธุ์’ ซึ่งอดีตเป็นข้าราชการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ จึงย่อมต้องซึมซับธรรมชาติของข้าราชการประจำและคนข่าวกรองมาโดยปริยาย

              การทำงานของเจ้ากระทรวงตราชั่งคนนี้ จึงไปในทางสุขุม นุ่มนวล กระเดียดไปในทางคิดเยอะ กว่าจะตัดสินใจในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นต้องผ่านการกรองหยาบ กรองละเอียด หลายขั้นตอน.เรียกว่าแต่ละเรื่องที่เสนอขึ้นไปกว่าจะผ่านลงมา…ใช้เวลานานมาก แม้จะเป็นเรื่องที่มีข้อมูลในมือครบแทบจะรอบด้านแล้ว “ลุงโก้” ยังอดไม่ได้ที่จะถามความเห็นจากหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด. ให้ได้รู้ว่าเห็นตรงกันหรือไม่

              การทำงานของข้าราชการกระทรวงยุติธรรมปลายยุค คสช. จึงไม่กดดันมากนัก ไม่ต้องตื่นตี 4 มาเตรียมตัวอ่านข่าว อ่านไลน์กลุ่มผู้บริหารตอนตี 5 เพื่อรับข้อสั่งการ. เพราะรัฐมนตรีคนปัจจุบันเน้นงานในภาพรวม เช่น งานยุติธรรมชุมชน. เมื่อไม่มีวาระเร่งด่วน จึงไม่กำหนดไทม์ไลน์ และไม่มีทีมเสธ.ตามจิก หรือทวงถามความคืบหน้าของงานกันแบบถี่ยิบในสไตล์ดุดันเหมือนเมื่อก่อน

              แต่ทว่า ในสไตล์ เย็นๆ เนิบๆ ของ “สุวพันธ์ุ” จึงประชุมกันด้วยประโยคบอกเล่าว่ากันไปตามประเด็น ไม่มีประโยคเป็นข้อสั่งการ 1-10 ชัดๆ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังแล้วเผลอไม่ได้. ต้องคิดตามตลอดว่าจะเป็นข้อสั่งการหรือไม่ เพราะถ้าเกิดใช่ขึ้นมาเมื่อถูกทวงถาม ต้องมีคำตอบ ในมุมมองข้าราชการจึงตอบยากว่า ระหว่างสั่งแล้วตามจิกกับแบบให้คิดเอาเอง แบบไหนง่ายกว่า

             ส่วนบทบาทในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อทำความเข้าใจผ่านไปยังประชาชน‘ ลุงโก้’ เปิดกว้างให้ข้าราชการให้ข่าวกันได้ตามความรับผิดชอบของแต่ละหน่วย หรือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะรัฐมนตรีคนนี้ดูจะไม่ค่อยชอบให้สัมภาษณ์เท่าไรนัก.ดังนั้นอย่ามาดักรอเสียบไมค์เพราะไม่ชอบพูดในประเด็นที่ไม่ได้เตรียมตัว.ก่อนให้สัมภาษณ์จึงต้องส่งประเด็นผ่านประชาสัมพันธ์

            ‘สุวพันธุ์’บริหาร ยธ. สไตล์ ‘เจ้าสำนักข่าวกรอง’

                                                         สุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม

           แต่ที่ดูแล้วค่อนข้างแปลกกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็คือการที่ ‘สุวพันธุ์’ มักเลือกขอส่งบทสัมภาษณ์เป็นเพรสข่าวเขียนด้วยตัวเองร่ายมายาวเป็นหน้ากระดาษ แทนที่จะให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวด้วยตัวเอง

            เมื่อสอบถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ไปทางทีมงานรัฐมนตรี สุดท้ายก็ได้คำตอบจาก รัฐมนตรี ‘สุวพันธุ์’ ที่ ‘เขียนชี้แจงมา'(ฮา) ว่า การสร้างการรับรู้ด้วยวิธีทำเหมือนเป็นเอกสารข่าวส่งให้สื่อมวลชนใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แล้วไม่ใช่เพิ่งนำมาใช้

           เหตุผล คือ 1. ไม่อาจให้สัมภาษณ์ได้ทุกครั้งที่มีการติดต่อมา อาจมีเวลาว่างไม่ตรงกันบ้าง หรือข้อมูลยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่รับทราบกัน หรือบางเรื่องเป็นประเด็นที่สังคมควรรับรู้ แต่เวลานั้นสังคมสนใจประเด็นอื่น สื่อให้ความสำคัญเรื่องอื่นมากกว่า  ดังนั้น การใช้เอกสารข่าวจะช่วยสื่อสารประเด็นที่เราอยากบอกสังคมได้

          2. บางครั้งมีประเด็นข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานของเราเอง สื่อจะถามมาพร้อมๆกัน ขอให้โฟนอินบ้าง โทรมาสัมภาษณ์บ้าง ทำให้ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้อย่างทั่วถึง หรือต้องพูดซ้ำในเรื่องเดียวกัน

          3.  เรื่องราวบางเรื่องมีความสำคัญ ละเอียดอ่อนในการดำเนินการ การให้สัมภาษณ์บางครั้งไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายหรือมีคำถามแทรกจากสื่อในประเด็นอื่น ทำให้ไม่สามารถสร้างการรับรู้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น บางโอกาสการใช้เอกสารข่าวสร้างการรับรู้ได้ดีกว่า

   4 .การให้สัมภาษณ์ด้วยตนเองก็ยังทำอยู่ ไม่ได้ปิดกั้นที่จะสื่อสารสองทาง สื่อสามารถสอบถามข้อสงสัยหรือให้ชี้แจงเพิ่มเติมได้

       เห็นหรือยังว่า…’ท่าน รมต.สุวพันธุ์’ เป็นคนรอบคอบ(ม๊ากๆ)แค่ไหน

หวานเต็มพิกัด”เมย์-ตะวัน”พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264452

หวานเต็มพิกัด”เมย์-ตะวัน”พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

คนในข่าว  :  12 มี.ค. 2560
เมย์-รัชนก, หวาน, เต็ม, พิกัด, เมย์, ตะวัน, พลัง, สู้, ศึก, ออล, อิง, แลนด์, พลังใจ

การเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแบดมินตันออลอิงแลนด์ของน้องเมย์-รัชนก

ซึ่งยังไม่เคยมีนักแบดไทยเคยคว้าแชมป์มาก่อนนั้น ทำให้เธอเป็นที่จับตาอีกครั้งว่าครั้งนี้ lucky in love แล้วจะ lucky in Game อีกครั้งหรือไม่ เพราะวันที่เธอเอาชนะ อากาเนะ ยามากูชิ 2 เกมรวด 22-20 และ 21-16 ที่เคยพลาดท่าเมื่อโอลิมปิกส์เกมนั้น เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่เธอคบหาดูใจกับแฟนหนุ่มของเธอ-ตะวัน ปัณณวิชช์ ทองน่วม พอดิบพอดี

 ถือว่า “พลังใจ” มาแบบเต็มๆ

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

ความรักหวานในคอร์ทของทั้งคู่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2559 จากที่น้องเมย์โพสต์ภาพปริศนาในไอจีเมื่อเดือนเมษายนจนทำให้ใครต่อใครสนใจ เพราะหนุ่มตะวันใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนักแบดรุ่นใหม่ไฟแรงอีกคนหนึ่งและที่สำคัญต่างเป็นกำลังใจให้กันและกันผ่านไอจีมาตลอด

อีกทั้งเมษายนปีที่แล้วเป็นปีทองของ เมย์-รัชนก ครอง 3 แชมป์ จนขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ “ไฟเขียว” ในที่สุด เพราะเห็นว่ารักครั้งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคบนเส้นทางแชมป์แต่อย่างใด มีแต่กำลังใจและความเข้าใจซึ่งกัน

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

โดยความหวานเริ่มประกายในภาพถ่ายที่ “กีฬามหาวิทยาลัยครั้งที่ 43 กันเกราเกมส์” ในฐานะแชมป์ชายเดี่ยวและแชมป์หญิงเดี่ยว จากนั้นความรักพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมๆ เส้นทางแชมป์ ในปีที่แล้ว หนุ่มตะวันก็ทำผลงานดี โดยช่วงต้นปีที่แล้วคว้าแชมป์ โรมาเนีย อินเตอร์เนชั่นนัล 2016 ด้วย ส่วนน้องเมย์ก็เดินหน้าคว้าแชมป์โลกมาเป็นลำดับ

 เดือนเมษายนทำให้เห็นภาพน้องเมย์-รัชนก ในภาพที่แปลกไป ไม่ใช่เฉพาะภาพในคอร์ทเท่านั้นแต่เป็น น้องเมย์ที่เป็นเด็กสาวธรรมดาและกำลังอินเลิฟ

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

 “จุดเริ่มต้นความรัก นั้นล้วนมาจากใจ อาจไม่มีเหตุผล แต่ฉันรู้ว่ามันใช่ เธอเติมเต็มให้ฉันรับรู้ได้ด้วยหัวใจที่สุขล้น @punnawit_t ขอบคุณกำลังใจนะครัชช เมย์จะทำให้ดี!” น้องเมย์โพสต์ผ่าน IG @ratchanokmay

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นเพื่อนยามสุขเท่านั้น แต่ยามทุกข์ อย่างตอนที่ น้องเมย์ มีข่าวถูกตรวจพบสารต้องห้ามจนอาจไม่ได้ไปแข่ง “ริโอ เกมส์” หนุ่มตะวันก็ได้โพสต์ให้กำลังใจ

 “ไม่รู้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ขอให้มันผ่านไปด้วยดี จะอยู่ข้างๆ เสมอเข้มแข็งและอดทนเหมือนที่เธอทำมาตลอด” 14 กค.59

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

 ขณะที่น้องเมย์-รัชนกโพสต์ขอบคุณที่หนุ่มตะวันอยู่เคียงข้างหลายครั้ง ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊คอีกครั้งภาพหลังที่พ้นข้อหาการใช้สารต้องห้ามด้วย

 “ดีกับเมย์ขนาดนี้ เรียกว่า อย่าทำให้เขาผิดหวังและรักษาเขาไว้ถ้าทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว You are so sweeties Pannawit Thongnuam”

 ส่วนหนุ่มตะวันได้ส่งภาพไปแก้บนที่วัดพระธาตดอยคำ หลวงพ่อทันใจและที่พระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ หลังจากที่ได้ไปอธิษฐานขอให้เมย์แคล้วคลาดจากเรื่องร้ายดังกล่าว ทำให้น้องเมย์ได้กำลังพร้อมไปสู้ศึกริโอเกมส์ในที่สุด

 ถึงแม้ไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่กลับมาจากริโอเกมส์ ดูเหมือนน้องเมย์จะรับมือกับความผิดหวังในคอร์ทได้ดีขึ้น และเดินหน้าคว้าแชมป์ต่อเนื่อง มีความสุขทั้งในคอร์ทและนอกคอร์ท

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

 ในวันที่หนุ่มตะวันเป็นลมกลางคอร์ทระหว่างแข่งที่มาเลเซียเมื่อต้นปีนี้ เธอก็โพสต์ให้กำลังใจทันที…just keep smile and stay strong bae..”

 กระทั่ง 11 มีนาคมที่ผ่านมา เธอได้โพสต์อีกครั้ง

 “1 year anniversary ขอบคุณนะคะที่เคียงข้างเสมอ มีความสุขนะคะเบบ มากกว่านี้เราคุยกันหมดแล้ว เอาเป็นว่า ยิ้มๆ ทุกวันค่ะ”

 หวานเต็มพิกัดแบบนี้ อีกหนึ่งพลังใจให้น้องเมย์-รัชนก ในศึก ออลอิงแลนด์ ให้ผ่านฉลุยรอบ

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์