28 ก.ค. วันหยุดนี้ ชวนคนไปไทยเที่ยว อุทยานแห่งชาติเข้าฟรี!

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/581092

28 ก.ค. วันหยุดนี้ ชวนคนไปไทยเที่ยว อุทยานแห่งชาติเข้าฟรี!

28 ก.ค. วันหยุดนี้ ชวนคนไปไทยเที่ยว อุทยานแห่งชาติเข้าฟรี!

28 ก.ค. 2567

ชวนคนไทยเที่ยววันหยุด 28 กรกฎาคม 2567 ไปพักผ่อนสำรวจธรรมชาติ เข้าอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศฟรี!เช็กเลยมีที่ไหนบ้าง

28 กรกฎาคม 2567  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยกเว้นค่าบริการสำหรับบุคคลชาวไทย และการนำยานพาหนะเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

  • อุทยานแห่งชาติ
  • วนอุทยาน
  • สวนพฤกษศาสตร์
  • สวนรุกขชาติ
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
28 ก.ค. วันหยุดนี้ ชวนคนไปไทยเที่ยว อุทยานแห่งชาติเข้าฟรี!

โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งเสริมการท่องเที่ยวอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตลอดจนการปลูกจิตสำนึก และตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย……..เอาเป็นว่าใครใกล้ที่ไหนก็แวะไปสำรวจธรรมชาติกันได้เลย 

28 ก.ค. วันหยุดนี้ ชวนคนไปไทยเที่ยว อุทยานแห่งชาติเข้าฟรี!
28 ก.ค. วันหยุดนี้ ชวนคนไปไทยเที่ยว อุทยานแห่งชาติเข้าฟรี!

พาชม “อ่าวตะโละวาว” สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580582

พาชม "อ่าวตะโละวาว" สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

พาชม “อ่าวตะโละวาว” สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

24 ก.ค. 2567

พาชม “อ่าวตะโละวาว” อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อดีตอ่าวตะโละวาว เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ในช่วงปี พ.ศ. 2480 – 2490 เคยใช้เป็นสถานที่ตั้งนิคมฝึกอาชีพหรือทัณฑสถาน มีนักโทษกักกันและนักโทษเด็ดขาดอาศัยในพื้นที่แห่งนี้

 “อ่าวตะโละวาว” อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ที่น่าไปเยือน”อ่าวตะโละวาว” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล ทางด้านตะวันออกของเกาะตะรุเตา ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 12 กิโลเมตร อดีตอ่าวตะโละวาว เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ในช่วงปี พ.ศ. 2480 – 2490 เคยใช้เป็นสถานที่ตั้งนิคมฝึกอาชีพหรือทัณฑสถาน มีนักโทษกักกันและนักโทษเด็ดขาดอาศัยในพื้นที่แห่งนี้ 

พาชม \"อ่าวตะโละวาว\" สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

ปัจจุบันทางอุทยานแห่งชาติตะรุเตาได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติและประวัติศาสตร์ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ บริเวณอ่าวตะโละวาว ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ตต.1 (ตะโละวาว) สะพานท่าเทียบเรือ และอาคารบริการ นอกจากนี้มักพบเห็นโลมาหลังโหนกอยู่บริเวณอ่าวฯ รวมถึงมีป่าชายเลนที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติในพื้นที่อีกด้วย

พาชม \"อ่าวตะโละวาว\" สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

ด้วยความที่เกาะตะรุเตาเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ในครั้งที่เป็นคุกนรกหรือนิคมฝึกอาชีพของนักโทษกว่า 4,000 ชีวิต และชุกชุมไปด้วยจระเข้กับฉลาม ก่อนความอดอยากช่วงสงครามเอเชียบูรพาจะทำให้ที่นี่กลายเป็นที่มาของตำนานโจรสลัดตะรุเตาผู้โหดร้าย และอ่าวตะโละวาวในระหว่างปี พ.ศ. 2480-2490 ใช้เป็นสถานที่ตั้งนิคมฝึกอาชีพหรือทัณฑสถาน นักโทษเด็ดขาด นักโทษกักกัน ในพื้นที่สามารถพบเห็นแต่มูลดิน ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง และสุสาน 700 ศพ

พาชม \"อ่าวตะโละวาว\" สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

ทางด้านอ่าวตะโละวาวจึงมีเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์กลางป่าทึบสีเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยสมุนไพรยาวกว่า 1-2 กิโลเมตร ให้ได้เดินสำรวจเรื่องในอดีต โดยจำลองเรือนนักโทษ รูปปั้นผู้คุม ตึกแดง เรือนพยาบาล โรงเลื่อย อู่เรือ สะพานท่าเทียบเรือเก่า ซากรถเข็นวัสดุก่อสร้าง และหอสังเกตการณ์ของผู้คุมไว้ตามจุดต่าง ๆ ตามสถานที่จริงด้วย แต่ปัจจุบันอดีตอันโหดร้ายได้กลายเป็นความงดงามของธรรมชาติไปเรียบร้อยแล้ว  หากอยากไปท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ “อ่าวตะโละวาว” อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ปากบารา) อุทยานแห่งชาติตะรุเตา หมายเลขโทรศัพท์ 074 783485 

พาชม \"อ่าวตะโละวาว\" สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ อดีตทัณฑสถานนักโทษเด็ดขาด

ที่มา : ส่วนอุทยานแห่งชาติ สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นครศรีธรรมราช

เกาะปันหยี Unseen Thailand ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580663

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

เกาะปันหยี Unseen Thailand ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

24 ก.ค. 2567

เกาะปันหยี จังหวัดพังงา ถูกยกให้เป็นหนึ่งใน Unseen Thailand กับดินแดนลอยน้ำกลางทะเลอันดามันที่มีมนต์เสน่ห์ไม่เหมือนที่ไหนๆ ที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติ ท่ามกลางวิถีชีวิตชาวบ้านแสนเรียบง่าย

เกาะปันหยี เป็นเกาะเล็กๆ มีที่ราบประมาณ 1 ไร่ มีบ้านเรือน 200 หลังคาเรือน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพประมงเป็นหลัก เป็นภูเขาหินปูนที่มีลักษณะสูงใหญ่และแผ่กว้าง สามารถบังคลื่นลมได้เป็นอย่างดี มีสันดอนดินทรายที่ทับถมจนเป็นพื้นราบ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็ก ๆ 4 แห่ง สร้างสีสันท่ามกลางธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยเกาะน้อยใหญ่ในทะเลและป่าชายเลนของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

ด้านบนเกาะปันหยี จะมีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า โรงเรียนของเด็กๆ มัสยิดประจำหมู่บ้าน รวมไปถึงไฮไลท์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเกาะปันหยีเลย นั่นก็คือ สนามบอลลอยน้ำ แห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองไทย อีกหนึ่งไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวที่มักจะมาเยี่ยมชมในจุดนี้กัน สนามนี้สร้างขึ้นจากความตั้งใจของเด็กๆ ในชุมชน และพัฒนาเป็นทีม “ปันหยี เอฟซี”   

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

ประวัติเกาะปันหยี   การอยู่อาศัยเริ่มต้นบรรพบุรุษของชาวเกาะปันหยี เป็นชาวชวาจำนวน 3 ครอบครัว อพยพจากอินโดนีเซียโดยเรือใบ 3 ลำ เมื่อปลายศตวรรษที่ 18 และตกลงกันว่าหากพบพื้นที่เหมาะสมแล้ว ให้ปักธงเป็นสัญลักษณ์ไว้ คำว่า “ปันหยี” (Pulau Panji) แปลว่า “ธง” เมื่อมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้แล้ว ก็ได้ดำเนินวิถีชีวิตอยู่ภายใต้บริบทวัฒนธรรมอิสลามมานานกว่า 300 ปี หมู่บ้านเกาะปันหยี หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะปันหยี ประกอบด้วยประชากรประมาณ 1,400 คน บ้านเรือนส่วนใหญ่เกือบ 350 หลังคาเรือน เป็นบ้านชั้นเดียวปลูกยกพื้นสูงเรียงรายอยู่ในทะเลอ่าวพังงาทางด้านหน้าของหน้าผาหินปูน

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

ส่วนที่เป็นพื้นดินเชิงเขาประมาณ 1 ไร่ ชาวเกาะปันหยีใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่สุสานและที่ตั้งมัสยิดดารุสสลาม ที่ก่อสร้างเป็นอาคารสูงสองชั้น ยอดโดมมีสีทองโดดเด่นสวยสง่า ภายในอาคารตกแต่งด้วยหินอ่อน ธรรมชาติท้องทะเลได้เอื้ออำนวยต่อการทำประมงน้ำตื้น เลี้ยงหอยแครง เลี้ยงปลาในกระชัง เป็นรายได้หลักของชาวบ้าน แต่เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านหันมาทำอาชีพเสริมรองรับ ทั้งร้านอาหาร รับจ้างขับเรือและขายสินค้าที่ระลึก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลตากแห้งและแปรรูป อีกทั้งเกาะปันหยี ยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับที่ทำจากหอยมุกที่มีชื่อเสียงมาก จึงสร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นอย่างดีในช่วงปลอดมรสุม ระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

ที่เที่ยวบนเกาะปันหยี

บ้านกลางน้ำ : เป็นหมู่บ้านที่ปลูกสร้างอยู่กลางทะเลโดยไม่มีพื้นดิน เป็นชุมชนมุสลิมที่ตั้งอยู่มากว่า 200 ปี

ลานหอยมุก : บริเวณท่าเรือ มีรูปปั้นหอยมุกขนาดใหญ่เป็นแลนด์มาร์กของเกาะ

ถ้ำทะลุ : เกาะที่มีช่องว่างกลางทะเล นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือแคนูชมบริเวณโดยรอบได้

ภูเขาเขียน : ชมภาพเขียนโบราณที่มีรูปต่าง ๆ เช่น ลิง ปลาโลมา และจระเข้ เชื่อว่าเป็นภาพเขียนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

การเดินทาง : 

เกาะปันหยี ตั้งอยู่ในจังหวัดพังงาซึ่งไม่มีสนามบิน สะดวกที่สุดคือบินมาลงที่สนามบินภูเก็ต จากสนามบินภูเก็ตถึงตัวเมืองพังงา ระยะทาง64 กม. หรือสนามบินกระบี่ ซึ่งเดินทางจากสนามบินกระบี่ถึงตัวเมืองพังงาระยะทาง 87 กม. เนื่องจากเกาะปันหยีเป็นเกาะ จึงสามารถเดินทางได้โดยเรือเท่านั้น

สามารถซื้อแพคเก็จทัวร์แบบไปและกลับในวันเดียวได้จากบริษัทนำเที่ยวในภูเก็ต หรือท่าเรือในจังหวัดพังงา เช่น ท่าเรือท่าด่าน อำเภอเมืองพังงา ท่าเรือสุระกุล และท่าเรือบ้านหินร่ม อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นต้น

เกาะปันหยี Unseen Thailand  ดินแดนหมู่บ้านลอยน้ำกลางทะเล จ.พังงา

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580586

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

23 ก.ค. 2567

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง อุทยานแห่งชาติเขาหลวง “หนานฝนแสนห่า” เป็นชื่อของชั้นน้ำตกที่สวยงามที่สุดของน้ำตกกรุงชิง ภาพความงามของน้ำตกชั้นนี้ยังได้รับการตีพิมพ์ลงธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท เมื่อในปี พ.ศ. 2535 อีกด้วย

น้ำตกกรุงชิง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 80 กิโลเมตร มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของป่าที่อุดมสมบูรณ์ พืชพรรณไม้ต่าง ๆ ให้ได้ศึกษา เช่น เฟิร์นมหาสดำ ชก ชิง หลุมพอ ฯลฯ และพืชเฉพาะถิ่นอีกหลายชนิดที่หาชมได้ยาก  

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

น้ำตกกรุงชิง ชื่อนี้นั้นสันนิษฐานว่ามาจากต้นชิง ซึ่งเป็นไม้ประจำถิ่นที่มีอยู่เยอะ ภายในป่าแห่งนี้ยังมีพืชพรรณไม้นานาชนิด เป็นที่อาศัยของสัตว์เล็กสัตว์น้อย ทั้งมดยักษ์ปักษ์ใต้ ปูภูเขา และกลุ่มนกหลากหลายพันธุ์ ที่เหล่านักดูนกจะต้องมาที่นี่สักครั้ง  และเมื่อก่อนเบื้องหลังพื้นป่าแห่งนี้มีร่องรอยประวัติศาสตร์ที่อยู่อาศัยของพรรคคอมมิวนิสต์อีกด้วย การเข้าไปชมน้ำตกกรุงชิง จะต้องเดินทางด้วยเท้าจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯ เดินเข้าไปในป่า จะมีป้ายสื่อความหมายและป้ายบอกระยะทางและสิ่งที่น่าสนใจระหว่างทางเป็นระยะ ๆ ตลอดทางเดินอาจมีทางลาดชัน และขรุขระบ้างตามสภาพของผืนป่า เมื่อเดินเท้าจนสิ้นสุดมีระยะทางประมาณ 3.7 กิโลเมตร 

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

ตัวน้ำตกห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 100 กิโลเมตร  โดยน้ำตกกรุงชิงมีทั้งหมด 7 ชั้น โดยชั้นที่สวยงามที่สุดคือชั้นที่สอง ชื่อว่า “หนานฝนแสนห่า” ชั้นที่สวยงามที่สุดของน้ำตกกรุงชิง คือชั้นที่สอง ชื่อว่า “หนานฝนแสนห่า” และในอดีตภาพน้ำตกกรุงชิงเคยถูกตีพิมพ์ลงในธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท เมื่อปี พ.ศ. 2535 เป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกาศออกใช้ : 30 มิถุนายน 2535 และวันออกใช้ : วันที่ 10 สิงหาคม 2535 (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2537)

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

สามารถสอบถามข้อมูลและสภาพอากาศเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 0 7530 0495 ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาหลวง (น้ำตกกะโรม) , 0 7546 0463 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกกรุงชิง อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช 

“หนานฝนแสนห่า” ความงามที่ได้รับการบันทึกลงธนบัตรของน้ำตกกรุงชิง

ที่มา : ส่วนอุทยานแห่งชาติ สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นครศรีธรรมราช

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580472

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

22 ก.ค. 2567

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย พร้อมแจกพิกัดจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในวัด

วันเข้าพรรษา พ.ศ. 2567 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2567 แรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจาก วันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8)  ในและช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3 เดือน พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำเพ็ญกุศลด้วย ฟังพระธรรมเทศนา เข้าวัดทำบุญใส่บาตร แต่หากว่าใครอยากจะไปทำบุญไหว้พระด้วย ไปเที่ยวด้วย แนะนำเลยกับ 5 วัด 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย พร้อมแจกพิกัดจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในวัด

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

1. วัดร่องเสือเต้น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สร้างขึ้นโดย พุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิลปินท้องถิ่นชาวเชียงราย ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และต้องการสร้างวัดที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย


จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ


1.วิหาร: หัวใจสำคัญของวัด โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินสดใส ภายในประดิษฐานพระประธานองค์สีขาว ผนังวิหารตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา

2.ซุ้มประตูโขง: ประตูทางเข้าวัด ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น หลังคาซุ้มประตูมีรูปปั้นนกกระจอกเทศ สัญลักษณ์ประจำวัด

3.หอพระไตรปิฎก: อาคารทรงล้านนาประยุกต์ เก็บรักษาพระไตรปิฎก ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น

4.สวนป่า: พื้นที่สีเขียวร่มรื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ มีศาลาสำหรับนั่งสมาธิ

5.กุฏิพระ: เรียงรายรอบวัด แต่ละหลังตกแต่งด้วยสีสันสดใส สะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปินสล่านก
 


2. วัดห้วยปลากั้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย เดิมทีเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ ก่อตั้งโดยพระครูบาอินทร์คำ (หลวงพ่ออินทร์คำ) เมื่อปี พ.ศ. 2486 บนพื้นที่ที่เคยเป็นป่าทึบ ชื่อ “ห้วยปลากั้ง” มาจากสมัยที่มีปลากั้งชุกชุมในลำห้วย
 

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ


1. รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่สีขาว: สูงประมาณ 79 เมตร มองเห็นโดดเด่นแต่ไกล

2. พบโชคธรรมเจดีย์: ตึกสูงถึง 9 ชั้น รายล้อมด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก 12 องค์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มากมาย

3. พระอุโบสถ์สีขาว: ทางขึ้นเป็นบันไดนาค อลังการด้วยลวดลายปูนปั้นทั้งหลัง ภายในประดิษฐานองค์พระประธานสีขาว และยังมีลวดลายปูนปั้นบริเวณผนังที่งดงาม

4. สวนร่มรื่น: เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ

5. วิวทิวทัศน์: สวยงาม สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาและท้องทุ่งนา
 

3. วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรล้านนา หรือก่อนที่พญามังรายจะตั้งเมืองเชียงราย ต่อมาถูกทิ้งร้างภายหลังการรุกรานจากพม่า ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดเจ็ดยอดได้ถูกบูรณปฏิสังขรณ์ พร้อมกับการเดินทางกลับไปสร้างเมืองของคนท้องถิ่นที่อาศัยในพระนครนำโดยพระเจ้ามโหตรประเทศ พระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นวัดและพระธาตุอยู่ในสภาพชำรุดผุผัง พระครูบาคันธะคนฺธวํโสจึงชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันบูรณะวัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2386 เป็นต้นมา วัดเจ็ดยอดได้รับสถานะพระอารามหลวงในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2521

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ


1.เจดีย์เจ็ดยอด: เป็นเจดีย์ทรงระฆังสีขาว ตั้งเรียงรายกันบนฐานเจดีย์ 7 ยอด เจดีย์องค์กลางสูง 26 เมตร ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

2.วิหารหลวง: เป็นวิหารหลังใหญ่ของวัด สร้างด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย
3.สวนร่มรื่น: เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ

4. วัดขัวแคร่ วัดมังคลถาวราราม หรือที่รู้จักกันในชื่อของ วัดขัวแคร่ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใน ตำบล บ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ติดถนนสายหลักทางไปสนามบินนานาชาติเชียงราย ประวัติของวัดขัวแคร่ ไม่ปรากฏปีที่สร้างอย่างชัดเจน แต่เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเป็นสถานที่รวมผู้คนมากมายหลากหลายชาติพันธุ์เอาไว้ ทั้งคนลื้อ คนไทยใหญ่ คนยอง คนเมือง เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นอีกวัดที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับชุมชน

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย



จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ


1.พระมหาวิหารหลวงพญาเจ้ามังรายมหาราช คือ สถานที่ผู้คนนิยมเข้าไปสักการะ เนื่องจากเป็นพระวิหาร และซุ้มประตูของพระวิหาร ด้วยความโดดเด่นในเรื่องของศิลปกรรม ที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ วิจิตรสวยงามอ่อนช้อย สีสันสวยงาม มีขนาดใหญ่และถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงาม

2.เจดีย์สีขาว เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องไปสักการะ โดยด้านบนเป็นสีทองไปจนถึงปลายเจดีย์ ส่วนรอบๆ พระมหาวิหาร ก็จะมีการสร้างคล้ายกับประตูทางเข้าในแต่ละมุม ซึ่งจะมีสีสันแตกต่างกันออกไปอีก สวยงามมาก แต่ก็แปลกตามากเช่นเดียวกัน เพราะทางเข้าทั้ง 4 มุมนี้ ไม่เหมือนกันเลย ซึ่งรอบๆ พระเจดีย์ก็จะมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ในแต่ละบานประตู มีฝั่งละ 5 องค์ รวมแล้วทั้งหมด 4 ฝั่งด้วยกันรวมไปถึงมีรูปปั้นช้างสารสีขาว และ พระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ ที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมากอีกด้วย

 

5. วัดกลางเวียง  หรือ วัดจันทโลกกลางเวียง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงราย เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาเมงราย กษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนา ประมาณปี พ.ศ. 1975 เดิมชื่อว่า “วัดจั๋นตะโลก” เพราะในวัดเคยมีต้นจันทน์แดงขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ ต่อมาเมื่อมีการรังวัดเมืองเชียงรายใหม่ พบว่าวัดแห่งนี้อยู่ใจกลางเมืองพอดี จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดกลางเวียง” และสถาปนา “เสาหลักเมืองเชียงราย” หรือ “สะดือเวียง” ขึ้น ณ บริเวณวัด

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ


1.วิหาร : สร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. 2534 เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาประยุกต์ บันไดทางขึ้นทำเป็นรูปพญานาคคายจากปากมังกร มีรูปปั้นพญาราชสีห์และตุงกระด้าง 1 คู่

2.พระประธาน : พระประธานปูนปั้น ปางมารวิชัย เดิมเป็นศิลปะสกุลช่างไทขืน ต่อมาได้บูรณะโดยก่อพอกทับองค์เดิม เป็นรูปแบบศิลปะล้านนา ลงรักปิดทองทั้งองค์ เรียกขานนามว่า “พระเจ้าเพชรมงคลมุนี”

3.เจดีย์ : เดิมเป็นพระเจดีย์ปัญจมหาธาตุ พ.ศ. 2539 ได้สร้างพระธาตุช้างค้ำครอบพระเจดีย์ปัญจมหาธาตุ ประดับซุ้มจระนำด้วยพระพุทธรูปจำนวนมาก ฐานเจดีย์มีช้างทรงเครื่องรายรอบ ฐานรองรับองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ฐานสูง องค์ระฆังเล็ก

4.เสาสะดือเมือง : ศาลสะดือเมืองเชียงราย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 สมัยพระยารัตนอาณาเขต (เจ้าอุ่นเรือน) สะดือเมืองเดิมตั้งอยู่ค่อนไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของบริเวณวัด ไม่ใช่ที่ตั้งปัจจุบัน มีรูปร่างเป็นสถูปเหมือนลูกฟักทอง มียอดสูงขึ้นไป ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ศอก สูง 8 ศอก มีการสร้างมณฑปครอบไว้ เดิมมีประเพณีใส่ขันดอกแบบเสาอินทขิลเมืองเชียงใหม่ เริ่มในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ เสร็จเอาวัน ออก 4 ค่ำ เดือน 9 เหนือ เรียก “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก” หรือ “ประเวณีไหว้ดือเมือง”

เข้าพรรษานี้ชวนไหว้พระ เข้าวัดสะสมบุญกับ 5 วัดสวยงามแบบล้านนา จ.เชียงราย

ข้อมูลจากเพจ  GoNorthThailand

ชวนเที่ยวเทศกาล “วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง”

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580432

ชวนเที่ยวเทศกาล "วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง"

ชวนเที่ยวเทศกาล “วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง”

22 ก.ค. 2567

ถ่ายรูปกันให้ฉ่ำใจ กับเทศกาลแสง สี สุดอลังการ “วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง” ที่มากับคอนเซปต์ “แดนรุ้งพลาย” ปีนี้จัดเต็มกว่าเดิม มาพร้อมจุดถ่ายรูปกว่า 10 จุด โดยงานจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนไปถึง 28 กรกฎาคม 2567 เข้าชมฟรี! เช็กรายละเอียดได้ที่นี่

ชวนเที่ยว ถ่ายรูปกันให้ฉ่ำในงาน  “วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง” เป็นโครงการตามพระราชดำริ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของน้ำพุร้อนสันกำแพงจากอดีตถึงปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด “แดนรุ้งพราย (Iridescence Land)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.00 – 22.00 น. ที่บริเวณน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"

10 จุดไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้

  1. ประตูแดนรุ้งพราย
  2. อุโมงค์โคมพราว
  3. ตลาดสีรุ้ง
  4. Iridescent Bubble
  5. พรายแสงน้ำพุร้อน
  6. ลำธารแสงไหล
  7. ซุ้มแสงเลื่อมพราย
  8. Glowing Camping
  9. แสงแห่งไทร
  10. ทุ่งไข่รุ้ง
  11.  
ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"
ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"

ภายในงานมีการจัดนิทรรศต่างๆ มีกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงดนตรี Folk Song จากศิลปินท้องถิ่น การออกร้านค้าชุมชน อาหารท้องถิ่น และฟู้ดทรัคจากผู้ประกอบการในพื้นที่ กิจกรรมไฮไลท์คือ การเนรมิตพื้นที่บริเวณน้ำพุร้อนสันกำแพงด้วยเทคนิคแสง สี เสียง ผสานสื่อผสมและเทคโนโลยีใหม่ ที่บอกเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นของน้ำพุร้อนสันกำแพง ตั้งแต่โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพงตามพระราชดำริ ปี พ.ศ. 2518 สู่กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง แม่ออนตามพระราชดำริ ปี พ.ศ. 2527 ที่ได้สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้คุณภาพชีวิตแก่ประชาชน

ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"
ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"

รายละเอียดเพิ่มเติม 

งาน “วิจิตร@เชียงใหม่” จะจัดไปจนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.00 – 22.00 น. ณ กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และมีรถบริการรับ-ส่งฟรีจากบิ๊กซีดอนจั่นไปยังน้ำพุร้อนสันกำแพงตลอดการจัดงาน ขาไปตั้งแต่เวลา 16.30 – 20.00 น. ขากลับ 19.30 – 22.00 น.

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: GoNorthThailand และ TAT Contact Center โทร 1672 Travel Buddy

ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"

จุดจอดรถ


ลานจอดรถก่อนถึงแยกทางเข้าน้ำพุร้อนสันกำแพง โดยมีค่าบริการจอดรถ 40 บาท (ห่างจากบริเวณระยะทางประมาณ 300 เมตร)


ลานจอดรถบริเวณโรงเรียนหมู่บ้านสหกรณ์ 2 ไม่คิดค่าบริการจอดรถและมีรถรับ-ส่ง ทุก 15 นาที (ห่างจากงานประมาณ 3 กิโลเมตร)


ลานจอดรถตลาดสหกรณ์ ค่าบริการจอดรถยนต์ 20 บาท รถมอเตอร์ไซค์ 10 บาท 

ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"
ชวนเที่ยวเทศกาล \"วิจิตร@เชียงใหม่ สีสันแห่งเส้นแสง น้ำพุร้อนสันกำแพง\"

เย็นนี้! ชวนมาร่วม “ตักบาตรดอกไม้” ที่วัดบวรนิเวศฯ

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580375

เย็นนี้! ชวนมาร่วม "ตักบาตรดอกไม้" ที่วัดบวรนิเวศฯ

เย็นนี้! ชวนมาร่วม “ตักบาตรดอกไม้” ที่วัดบวรนิเวศฯ

21 ก.ค. 2567

วันเข้าพรรษาไปไหนดี เย็นนี้! ขอเชิญชวนมาร่วม “ตักบาตรดอกไม้” อีกประเพณีหนึ่งที่สืบทอดกันมาช้านาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เริ่มเวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป

 

อีกประเพณีหนึ่งที่สืบทอดกันมาช้านาน การถวายดอกไม้เพื่อบูชาพระจะทำเป็นพิธีใหญ่ และสืบทอดกันมาจนกลายเป็นประเพณีประจำถิ่น เรียกว่า “ประเพณีตักบาตรดอกไม้” และเป็นประเพณีใส่บาตรดอกไม้ในกรุงเทพมหานคร มีเพียงแห่งเดียวที่วัดบวรนิเวศวิหาร

เย็นนี้! ชวนมาร่วม \"ตักบาตรดอกไม้\" ที่วัดบวรนิเวศฯ

ประเพณีใส่บาตรดอกไม้ที่วัดบวรนิเวศวิหารนี้ได้จัดมาเป็นประจำทุกปี กว่า 50 ปี มาแล้วซึ่งเป็นประเพณีที่ทำกันมายาวนานตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่ที่วัดแห่งนี้ โดยนางกำนัลจะถวายมาลัยให้กับพระสงฆ์เพื่อใช้ในพิธีสวดมนต์ทำวัตรเย็น

เย็นนี้! ชวนมาร่วม \"ตักบาตรดอกไม้\" ที่วัดบวรนิเวศฯ

 

ในทุกปี พุทธศาสนิกชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมใส่บาตรดอกไม้ที่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารเนื่องในวันเข้าพรรษา เป็นแถวยาวตั้งแต่ประตูไปจนรอบพระอุโบสถ และปีนี้จัดอีกเช่นเคยในวันอาทิตย์ที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ วัดบวรนิเวศวิหาร  หลังจากที่พระสงฆ์ทุกรูปจัดบูชาดอกไม้ธูปเทียนที่รับมาจากชาวบ้านแล้ว ก็จะเข้าสู่พระอุโบสถพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำพิธีปวารณาตนเข้าพรรษา ดังนี้เป็นอันเสร็จพิธี

เย็นนี้! ชวนมาร่วม \"ตักบาตรดอกไม้\" ที่วัดบวรนิเวศฯ
เย็นนี้! ชวนมาร่วม \"ตักบาตรดอกไม้\" ที่วัดบวรนิเวศฯ
เย็นนี้! ชวนมาร่วม \"ตักบาตรดอกไม้\" ที่วัดบวรนิเวศฯ
เย็นนี้! ชวนมาร่วม \"ตักบาตรดอกไม้\" ที่วัดบวรนิเวศฯ

ประกาศปิด “น้ำตกป่าละอู” น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580373

ประกาศปิด "น้ำตกป่าละอู" น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

ประกาศปิด “น้ำตกป่าละอู” น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

21 ก.ค. 2567

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกาศปิด ‘น้ำตกป่าละอู’ เนื่องจากน้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยวโดยปิด ตั้งแต่ 19 ก.ค. เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ

วานนี้ (19 ก.ค.2567) ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว เนื่อง จากสถานการณ์ฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในน้ำตกป่าละอูสูง และไหลเชี่ยวอีกทั้งสภาพเส้นทางเดินเข้าน้ำตกป่าละอู ไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวเข้าไปยังน้ำตก อาจเป็นอันตรายกับนักท่องเที่ยวได้ จะประกาศเปิดเข้าท่องเที่ยวน้ำตกป่าละอูจนกว่าสถานการณ์จะปกติ ติดตามได้ในเพจอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ประกาศปิด \"น้ำตกป่าละอู\" น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

โดยในเอกสารประกาศแจ้งเตือนระบุข้อความว่า… ประกาศ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเรื่อง ปิดท่องเที่ยวและพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวป้าละอู อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ด้วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้รับแจ้งจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน ที่ ๓ (ห้วยบำเลา) บริเวณน้ำตกป้าละอูเกิดน้ำป้าไหลหลาก ผลเนื่องมาจากฝนตกหนักอย่าง ต่อเนื่องตลอดวัน และปริมาณน้ำสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เอื้อต่อกิจกรรมนันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจ ฉะนั้นเพื่อเป็นการแจ้งเตือนและป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและทรัพย์สินของ นักท่องเที่ยวจาการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ น้ำตกป่าละอู อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จึงขอปิดการท่องเที่ยว ในแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกป้าละอู ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติและจะแจ้งเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้ง จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศปิด \"น้ำตกป่าละอู\" น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มป่าแก่งกระจานซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ประกาศปิด \"น้ำตกป่าละอู\" น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

น้ำตกป่าละอู เป็นน้ำตกชื่อดัง ที่อยู่ในเขตทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งอุทยานฯ แห่งนี้ อยู่ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยจะอยู่ห่างจากหัวหินประมาณ 60 กิโลเมตร และอยู่ใกล้กับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.3 หรือห้วยป่าเลา ทั้งนี้  ภายใน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัฐหลายแห่งทั้ง เขาพะเนินทุ่ง น้ำตกป่าละอู บ้านกร่าง โป่งลึก-บางกลอย อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน และ น้ำตกผาน้ำหยด

ประกาศปิด \"น้ำตกป่าละอู\" น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว
ประกาศปิด \"น้ำตกป่าละอู\" น้ำป่าไหลลากหวั่นเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว

ยลความงาม “ดอกกระเจียว” ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล “ปทุมมา ราชินีป่าฝน”

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/580041

ยลความงาม "ดอกกระเจียว" ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล "ปทุมมา ราชินีป่าฝน"

ยลความงาม “ดอกกระเจียว” ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล “ปทุมมา ราชินีป่าฝน”

17 ก.ค. 2567

ยลความงาม “ดอกกระเจียว” ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล “ปทุมมา ราชินีป่าฝน” มหัศจรรย์แห่งหมู่มวลดอกไม้ บอกเลยว่ามีกิจกรรมเพียบ สนุกกับการเรียนรู้ ผ่านโซนนิทรรศการและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ พร้อมกิจกรรมเวิร์คช้อป เปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้จนถึง กันยายน 2567 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น

เปิดฤดูอีสานเขียวเที่ยวหน้าฝน กับเทศกาลดอกไม้  ‘ปทุมมาราชินีป่าฝน – Queen of Rain Forest 2024’ เนรมิตพื้นที่อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน บุรีรัมย์ ในโรงเรือนที่ 1 – Flowers of Fantasy  “มหัศจรรย์แห่งหมู่มวลดอกไม้” พร้อมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวภายใต้คอนเซ็ป เที่ยวอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ ณ เพ ลา เพลิน บุรีรัมย์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ครบจบในที่เดียวแห่งอีสานใต้ ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนกันยายนนี้

ยลความงาม \"ดอกกระเจียว\" ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล \"ปทุมมา ราชินีป่าฝน\"

‘ดอกปทุมมา (กระเจียว) ราชินีป่าฝน’ หรือได้รับการขนานนามว่า Siam Tulip ทิวลิปแห่งสยาม ไม้ดอกเศรฐกิจที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันสดใส ดอกอวบใหญ่งดงาม มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมรอบด้านได้เป็นอย่างดี กลีบประดับมีความหนาทนทาน มีการเรียงตัวของกลีบประดับอย่างเป็นระเบียบ ก้านช่อดอกยาวและแข็งแรง ทรงต้นมีขนาดกะทัดรัด ซึ่งเพ ลา เพลิน ได้ร่วมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวของปทุมมากระเจียว ทั้งในเรื่องสายพันธุ์ การปลูกและดูแล การแปรรูปเป็นอาหารโอชารส และโอสถสรรพคุณ พร้อมสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยวิสาหกิจชุมชน เพ ลา เพลินฯ ผสานองค์ความรู้จากทีมแพทย์ เอกายาสหคลินิก อีกหนึ่งการหนุนด้านการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และช่วยหาตลาดรองรับ เพื่อช่วยให้เกษตรกร และท้องถิ่นมีรายได้

ยลความงาม \"ดอกกระเจียว\" ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล \"ปทุมมา ราชินีป่าฝน\"

ถิ่นกำเนิดของกระเจียว อยู่ในป่าทุกภาคของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ โดยพบขึ้นอยู่หลากหลายในภาคเหนือ และภาคอีสาน มากกว่าภาคอื่น นอกจากนี้ยังพบในเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น พม่า ลาว เขมร มาเลเซีย เวียดนาม ด้วย ปัจจุบันกระเจียวกลายเป็นไม้ดอกที่มีชื่อเสียง ทั้งในพื้นที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ และการปลูกเป็นการค้า เป็นไม้ดอกในกระถาง ทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ เป็นไม้ดอกที่ส่งออกติดอันดับต้นๆ ของไทยอย่างหนึ่ง และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นทุกปี เพราะส่งออกในรูปหัวซึ่งสะดวก และประหยัดกว่าการส่งออกเป็นต้นหรือดอก

ยลความงาม \"ดอกกระเจียว\" ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล \"ปทุมมา ราชินีป่าฝน\"

หากใครสนใจจะไปท่องเที่ยวเทศกาล “ปทุมมา ราชินีป่าฝน” บอกเลยว่ามีกิจกรรมเพียบ สนุกกับการเรียนรู้’ ผ่านโซนนิทรรศการและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ พร้อมกิจกรรมเวิร์คช้อป รวมถึงห้องพักโรงแรมมาตรฐาน ร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ร้านอาหาร และคาเฟ่ บนเนื้อที่กว่า 390 ไร่ เปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้ – กันยายน 2567 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 80 บาท ณ อุทยานไม้ดอกเพ ลา เพลิน อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ 

ยลความงาม \"ดอกกระเจียว\" ที่บุรีรัมย์ในเทศกาล \"ปทุมมา ราชินีป่าฝน\"

วันอาสาฬหบูชาชวน “เวียนเทียนตะคัน” เมืองโบราณสุโขทัย

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/579957

วันอาสาฬหบูชาชวน "เวียนเทียนตะคัน" เมืองโบราณสุโขทัย

วันอาสาฬหบูชาชวน “เวียนเทียนตะคัน” เมืองโบราณสุโขทัย

16 ก.ค. 2567

วันอาสาฬหบูชาชวน “เวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัย แสงมลังเมลืองใจกลางเมืองสุโขทัย สัมผัสกลิ่นไอความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา บูชาพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ณ เมืองมรดกโลกสุโขทัย“

ในวันอาสาฬหบูชา ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคม 2567 ชวนสายบุญมา “เวียนเทียนตะคัน” พร้อมสัมผัสกลิ่นไอความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ณ เมืองมรดกโลกสุโขทัย ที่ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย  ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทั้งทางพุทธจักรและอาณาจักรสุโขทัยในอดีต เป็นที่ตั้งของ “วัดมหาธาตุ” ซึ่งมีสถาปัตยกรรมประธานเป็นเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมที่มีเจดีย์บริวารอีก ๘ องค์ล้อมรอบ ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ที่มีประติมากรรมพระสงฆ์ ๑๓๘ องค์เดินประนมมือเวียนขวาโดยรอบ 

วันอาสาฬหบูชาชวน \"เวียนเทียนตะคัน\" เมืองโบราณสุโขทัย

โดย สถาปัตยกรรม  “วัดมหาธาตุ”  ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ที่มีประติมากรรมพระสงฆ์ ๑๓๘ องค์เดินประนมมือเวียนขวาโดยรอบ สื่อความหมายถึงพระสงฆ์สาวกปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้เดินออกจากทางเสื่อมสู่หนทางหลุดพ้น ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรซึ่งทรงแสดงใน “วันอาสาฬหบูชา” เป็นเหตุให้มีพระสงฆ์รูปแรกขึ้นในโลกคือพระอัญญาโกณฑัญญะ

วันอาสาฬหบูชาชวน \"เวียนเทียนตะคัน\" เมืองโบราณสุโขทัย

“เวียนเทียนตะคัน” จัดขึ้นวันที่  วันที่ 20 กรกฎาคม 2567 เวลา 19:00-21:00 น. ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เปิดลงทะเบียนร่วมกิจกรรมเวลา 18:00 น.รับตะคันสำหรับเวียนเทียนฟรี !! จำนวน 999 ชุด

วันอาสาฬหบูชาชวน \"เวียนเทียนตะคัน\" เมืองโบราณสุโขทัย

ส่วนวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2567  กับกิจกรรม มลังเมลืองเมืองสุโขทัย ชมการประดับไฟส่องสว่างโบราณสถานและแสงตะคันระยิบระยับนับพันดวงในยามค่ำคืนใจกลางเมืองโบราณสุโขทัย 
ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย  เวลา 18.30-21.00 น.  ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2567  และที่ วัดช้างล้อม  อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (บริเวณด้านหลังโรงแรมเดอะเลเจนด้าสุโขทัย) กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 21.00 น. เป็นต้นไป (เข้าชมฟรีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ) 

วันอาสาฬหบูชาชวน \"เวียนเทียนตะคัน\" เมืองโบราณสุโขทัย

กิจกรรมภายในงาน  

  • การออกร้านจำหน่ายอาหารถิ่นและกิจกรรม DIY
  • กิจกรรมเวียนเทียนเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (วันวิสาขบูชา)
  • การแสดงทางวัฒนธรรม
  • กิจกรรมร่วมสนุกรับของที่ระลึกภายในงาน
  • สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในโรงแรมที่พักในจังหวัดสุโขทัย นำหลักฐานการเข้าพักมาแสดงที่บูธ ททท. ภายในงานเพื่อรับของที่ระลึก *มาก่อนมีสิทธิ์ก่อนของที่ระลึกมีจำนวนจำกัด*
วันอาสาฬหบูชาชวน \"เวียนเทียนตะคัน\" เมืองโบราณสุโขทัย

การได้เดินเวียนเทียนตามรอยพระสาวกทั้ง ๑๓๘ องค์ที่กำลังเดินเวียนขวารอบพระธาตุของพระพุทธเจ้าที่เมืองแห่งความสุขนี้สักครั้งในชีวิตจึงเป็นโอกาสมงคล หัวใจของการเวียนเทียนคือการน้อมนำใจระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยอาจใช้งานศิลปกรรมเป็นสื่อกลาง ก่อให้เกิดปิติสุขและศรัทธาเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง งานศิลปกรรมเหล่านี้มีอยู่มากมายในสุโขทัย การได้เวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนาที่สุโขทัยจึงเป็นการทำบุญที่น่าพิสมัยไม่ควรพลาด

วันอาสาฬหบูชาชวน \"เวียนเทียนตะคัน\" เมืองโบราณสุโขทัย