Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เปิดคำสอน ‘ท่านพ่อลี’ วัดอโศการาม ‘ลม’ต้นเหตุแห่งมรรค 8 เหตุแห่งการไม่ขาดอริยบุคคล

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.33 น.

“พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์” หรือ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หนึ่งในศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสานาธุระ ได้เมตตาบันทึกด้วยลายมือของท่านเองเป็นหนังสือ “วิธีทำอานาปานสติ แบบที่ 2” โดยท่านอธิบายความสำคัญของ “ลม” ที่เกี่ยวข้องกับมรรค 8 ไว้ดังต่อไปนี้  (สำหรับมรรค 8 นั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ฯได้เมตตาให้หลักธรรมไว้ว่า ที่ใดมีการเจริญมรรค 8 ที่นั่นไม่ขาดซึ่งอริยบุคคล)

ถ้าหากเราได้รู้เรื่องต่างๆ ของลมและส่วนปลีกย่อยของลม ก็จะรู้ได้ในอริยสัจธรรม นอกจากนั้น ยังเป็นหนทางบรรเทาทุกข์ของร่างกายได้อย่างดีอีก ตัวสติเป็นตัวยา ลมอานาปาฯเป็นกระสาย เมื่อสติเข้าฟอกแล้วย่อมบริสุทธิ์ ลมที่บริสุทธิ์จะส่งไปฟอกโลหิตต่างๆในร่างกายให้สะอาด เมื่อโลหิตสะอาดแล้วเป็นเหตุจะบรรเทาโรคภัยต่างๆในตัวได้ ถ้าเป็นผู้มีโรคเส้นประสาทประจำอยู่แล้ว ก็จะหายได้อย่างดีทีเดียว 

นอกจากนี้ก็ยังสามารถจะสร้างความเข้มแข็งของร่างกาย ให้ได้รับความสุขยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายได้รับความสุข จิตใจก็สงบได้อย่างดี เมื่อจิตสงบได้อย่างนั้น ย่อมเกิดกำลังสามารถที่จะระงับเวทนาในเวลานั่งสมาธิให้ทนทานได้หลายชั่วโมง เมื่อกายสงบจากเวทนา จิตย่อมสงบปราศจากนิวรณ์ได้อย่างดี กายก็มีกำลัง ใจก็มีกำลัง เรียกว่า “สมาธิพลัง” เมื่อสมาธิมีกำลังเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดปัญญา สามารถจะแลเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แจ้งประจักษ์ขึ้นในลมหายใจของตัวที่มีอยู่ทุกคน

ถ้าจะอธิบายก็ได้ความอย่างนี้ คือ ลมหายใจเข้าออกเป็นทุกขสัจจ์ ลมเข้าเป็นชาติทุกข์ ลมออกเป็นมรณทุกข์ ไม่รู้จักลมเข้าไม่รู้จักลมออก ไม่รู้ลักษณะของลมเป็นสมุทัยสัจจ์ ลมออกรู้ว่าออก ลมเข้ารู้ว่าเข้า รู้ลักษณะของลมโดยชัดเจนเป็น สัมมาทิฏฐิ องค์อริยมรรค คือ มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของลมหายใจ หายใจแบบใดไม่สบายก็รู้ และรู้จักวิธีแต่งลมหายใจของตัวว่า แบบนี้ไม่สบายเราจะต้องหายใจแบบนี้จึงจะเป็นที่สบาย นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ จิตตสังขารซึ่งนึกคิดวิตกวิจารณ์ในกองลมทั้งปวงอยู่โดยชอบชื่อว่า สัมมาวาจา วาจาชอบ รู้จักวิธีปรับปรุงลมหายใจของตนโดยวิธีการต่างๆ เช่น หายใจเข้ายาวออกยาว หายใจเข้าสั้นออกสั้น หายใจเข้าสั้นออกยาว หายใจเข้ายาวออกสั้น จนไปถูกลมอันเป็นที่สบายแห่งตน ดังนี้ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ การงานชอบ

รู้จักทำลมหายใจฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ แล้วส่งไปหล่อเลี้ยงหทัยวัตถุ รู้จักแต่งลมให้เป็นที่สบายของร่างกาย รู้จักประกอบลมให้เป็นที่สบายแห่งดวงจิต หายใจเข้าไปอิ่มกาย อิ่มจิต นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ รู้จักพยายามเปลี่ยนลมหายใจของตนจนเป็นที่สบายกาย สบายจิต ถ้ายังไม่ได้รับความสบายเกิดขึ้นในตัว ก็พากเพียรพยายามอยู่เรื่อยไปอยู่อย่างนั้น นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ เพียรชอบ 

รู้ลมหายใจเข้าออกทุกขณะเวลา และ รู้กองลมต่างๆที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลมเบื้องต่ำ ลมพัดในท้อง ลมพัดในไส้ ลมพัดไปตามชิ้นเนื้อซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน มีสัมปชัญญะตามรู้อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก นี้เรียกว่า สัมมาสติ ระลึกชอบ ดวงจิตสงบอยู่ในเรื่องของลมอย่างเดียว ไม่ไปเหนี่ยวเอาอารมณ์อย่างอื่นมาแทรกแซง ทำไปจนลมละเอียด เป็นอัปปนาฌาน จนกว่าจะเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นในที่นั้น เรียกว่า สัมมาสมาธิ  

นึกถึงลมเรียกว่าวิตก กระจายลมขยายลมแต่งลมเรียกว่า วิจารณ์ ลมได้รับความสะดวกทั่วถึงกันแล้ว ก็อิ่มกาย อิ่มจิต เรียกว่า ปิติ กายไม่กระวนกระวายใจไม่กระสับกระส่าย ก็เกิดสุข เมื่อได้รับความสุขแล้ว จิตย่อมไม่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่น ย่อมแนบสนิทอยู่กับอารมณ์เดียว เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ ตั้งใจไว้ชอบนี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิเบื้องต้นในองค์อริยมรรค มรรคสัจจ์ 

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาสันนิบาตในดวงจิตไว้แล้วโดยสมบูรณ์ ย่อมทำให้รู้แจ้งในกองลมทั้งปวงว่า หายใจอย่างนี้เป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิต หายใจอย่างนั้นเป็นเหตุให้เกิดกุศลจิต และ ไม่ติดอยู่ในจิตตสังขาร ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ปล่อยวางตามสภาพแห่งความเป็นจริง นี้เรียกว่า นิโรธสัจจ์ 

(ในโอกาสนี้วัดอโศการามขอเชิญศรัทธาญาติโยมร่วมสร้างศาลาการเปรียญ ที่วัดวังทองธัมมธโร ต.กกแรต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เพื่อเป็นมรดกให้กับบวรพระพุทธศาสนาสืบต่อไป โดยพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่ต้องการร่วมบุญสร้างศาลาการเปรียญ ตั้งแต่ปัจจัยมูลค่า ๒๕,๐๐๐ บาท (+๕๐ บาท ค่าจัดส่ง) รับพระใบโพธิ์ใหญ่เนื้อเกสรเลี่ยมกรอบทองคำแท้ และสำหรับผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญ ๕๐๐ บาท (+๕๐ บาท ค่าจัดส่ง) รับเสื้อยืดชาตกาล ๑๑๖ ปี ท่านพ่อลี สีกรมท่า เป็นของที่ระลึก หรือร่วมบุญตามกำลังศรัทธา โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาบางเมฆขาว บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 070-8-54459-0  ชื่อบัญชี พระมหาสามเรือน โดดสู้ และ น.ส.แก้วตา เตชะประเสริฐ และ น.ส.นงลักษณ์ นิลขำ สอบถามเพิ่มเติมและรับของที่ระลึกพร้อมใบอนุโมทนาได้ที่ 081-148-9285  หรือ LINE ID @014ynqoi ชื่อ ลูกศิษย์ท่านพ่อลี)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง ทำความดีไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความดี : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624636

ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง ทำความดีไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความดี : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.12 น.

“…ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง เราไปทำในที่ลับทำความชั่วมันก็บาปอยู่นั่นเท่าเดิม เราไปทำอยู่ในที่แจ้งที่คนเห็นมันก็บาปอยู่เท่าเดิม ทำความชั่วทั้งหลาย บุคคลกระทำด้วยกาย หรือพูดด้วยวาจาก็ดี คิดในใจของคนก็ดี หากไปทำความชั่วอยู่ในที่ลับมันก็บาปอยู่เท่าเดิมนั้นแหละ 

คนกระทำความดี ทำอยู่ในที่ลับ ไม่มีใครเห็นก็ดี กราบไหว้บูชา ไหว้พระสวดมนต์ก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี อยู่ในที่คนไม่เห็น อยู่ในห้อง ใครไม่เห็นก็ดี มันก็เป็นความดีอยู่นั้นแหละ ความชั่วก็เช่นกัน ความดีก็เช่นกัน…”

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้ในชาติปางก่อน : ธรรมเทศนา ‘หลวงพ่อสุธรรม’ วัดป่าบ้านตาด

Posted on December 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624510

ผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้ในชาติปางก่อน : ธรรมเทศนา 'หลวงพ่อสุธรรม' วัดป่าบ้านตาด

วันศุกร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.31 น.

“พระราชวชิรธรรมาจารย์ วิ.” หรือ “หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม” เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เมตตาเทศนาธรรมในหัวข้อ “ปุพเพกตปุญญตา” ที่ “บ้านลานเสียงธรรม” ซอยนาคนิวาส 40 ลาดพร้าว 71 กรุงเทพมหานคร

นะโม 3 จบ “ปุพเพกตปุญญตา เอตมฺมงฺคลมฺุตตมนฺติ”… วันนี้ได้เข้ามาซึ่ง “บ้านลานเสียงธรรม” คือ ความรู้สึกปลื้มปีติไปกับท่านเจ้าภาพ ท่านประธานี่ คือ ท่านพันเอกสมศักดิ์ เพราะนี่ขนาดยังอยู่ในช่วงระยะของโควิดก็ยังไม่สามารถปิดกั้นความศรัทธาของคณะเหล่าชาวพุทธเราทั้งหลายได้ ยังพากันหลั่งไหลมาอย่างหนาแน่น นี่แสดงถึงความผู้มีจิตใจหนักแน่นอยู่ใน “บุญ” เพราะ “บุญ” อันนั้นแหละเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างแท้จริง 

ชีวิตการเกิดขึ้นมาของพวกเรานั้น เราจะไปฝากเป็นฝากตายอะไรได้เล่า ทุกสิ่งทุกประการที่พวกเราเข้ามาเกี่ยวข้อง เราเข้ามาแตะต้อง จับต้อง ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น นับตั้งแต่ร่างกายของเราเป็นต้นไป ก็ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น แม้เราจะรัก เราจะชอบ เราจะยินดีพอใจ ขนาดไหนก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นของชั่วคราว เป็นของไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นชีวิตอันมีคุณค่าของเรา เราจะฝากไว้กับของที่เป็นชั่วคราวนั้น ก็รู้สึกว่าจะประมาทนอนใจเกินไป เพราะชีวิตของพวกเราท่านทั้งหลาย เราล้วนแต่ปรารถนาความสุข ความเจริญ นับตั้งแต่ความรู้เดียงสามาของพวกเรา 

เราก็พากันดิ้นรนทะเยอทะยานขวนขวาย แสวงหาตามความคาดหมายของเราเองว่า สิ่งใดมีสิ่งใดเป็นอย่างไรแล้วเราจะมีความสุข เราก็พากันดิ้นรน ทะเยอทะยานแสวงหาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาสู่ชีวิตของพวกเรา  

แต่แล้ว จริงๆ แล้ว ชีวิตของเราก็ยังไม่เคยประสบความสุข ตามที่เราปรารถนา ตามที่เราต้องการ ทั้งๆที่สิ่งที่เราปรารถนา เราต้องการ ก็ได้มา ก็เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มันไม่ใช่ความสุข มันเป็นสิ่งที่เข้ามาให้ธาตุขันธ์ร่างกายของเราได้อาศัยช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น อย่างเก่งก็ไม่เกินร้อยปี แล้วผลที่สุดก็ต้องจากไป

เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามาเป็นสิ่งที่บำรุงบำเรอ หรือ บรรเทาให้แก่ร่างกายของเรานั้น มันไม่ใช่ตัวความสุข เพราะร่างกายของเรานั้นเราจะไปหาความสุขของร่างกายได้อย่างไรเล่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทุกข์ได้กับร่างกายได้อีกแล้ว พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า “ภารา หะเวปัญจขันธา” ขันธ์ 5 นี่เป็นภาระหนักที่สุด ไม่มีภาระอะไรในโลกนี้ที่จะหนักเท่าภาระในการแบกขันธ์ 5 นี้ ก็เรียกว่า “ภาราหะโร จะปุคคะโล” บุคคลที่แบกภาระอันนี้ไปแหละ “ทุกขังโลเก” อันนี้เป็นทุกข์ที่สุดในโลก และเรามาพิจารณาดูว่า การได้มาซึ่งธาตุขันธ์ร่างกายอันนี้มา นับตั้งแต่เราได้มาในวันแรก เราได้มาด้กวยการร้องไห้ หรือ ได้มาด้วยการหัวเราะ นำไปพิจารณาดู เราก็ยืนยันได้ว่า ทุกคนล้วนได้กมาด้วยการร้องไห้ ไม่มีใครเกิดขึ้นมาพร้อมกับการหัวเราะเลย มีแต่เกิดขึ้นมาเพื่อการร้องไห้เท่านั้น  

นี่แหละ จุดเริ่มต้นของเรือนกายนี้ ก็เกิดขึ้นมาจากการร้องไห้ แม้จุดสุดท้ายของเรือนกายนี้ ก็ร้องไห้อีกเช่นกัน แม้คนตายไม่สามารถร้องไห้ได้ แต่ก็เป็นสาเหตุให้คนอื่นเขาร้องไห้ แล้วว่าการร้องไห้ทั้ง 2 จุดนี้ เป็นอย่างไร พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “ชาติปิทุกขา ชะราปิทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิทุกขา อัปปิเยหิสัมปะโยโคทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโคทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติตัมปิ ทุกขัง” ท่านบอกว่า ชาติความเกิดเป็นทุกข์ ทุกข์ชรา ความแก่ก็เป็นทุกข์ 

เพราะฉะนั้นความตายก็เป็นทุกข์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความกลุ้มอกกลุ้มใจก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่ได้สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความได้อันสิ่งที่ไม่เป็นที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ เห็นไหมมันวนเวียนอยู่กับทุกข์เท่านั้นแหละ คือว่า เรือนกายนี้ ชีวิตนี้ จะมีแต่ทุกข์เกิด ทุกข์ดับ แต่ในขณะที่เราอยู่ด้วยการแบกขันธ์ 5 นี้ เพื่อความทุกข์ แต่เราก็สามารถเอาขันธ์ 5 ของเรานี่แหละ มาเป็นเครื่องมืออันประเสริฐได้ เอา 5 ขันธ์นี่ล่ะมาเป็นเครื่องมือ ที่จะเข้ามาที่จะบำรุงบำเรออบรมจิตใจดวงนี้

เพราะความสุขที่แท้จริงมันอยู่ที่จิตใจดวงนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ร่างกายของคนเรามันเกิดมาแล้วก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างกันหรอก ไม่ว่าจะคนดีคนชั่ว ไม่ว่าจะคนรวยคนจน พอเกิดขึ้นมาแล้ว ธรรมชาติเขาก็มอบสมบัติมาให้พร้อม ความเกิดนั่นแหล่ะว่า เธอเกิดขึ้นมาแล้ว เธอก็เอาความแก่ไป เธอเอาความเจ็บไป เธอเอาความตายไป เนี่ย ทุกคนจะให้เสมอเหมือนกันหมด คือ ร่างกาย แต่สิ่งที่ไม่เสมอเหมือนกันคือ “จิตใจ” จิตใจดวงนี้ที่ได้รับการอบรมก็เป็น “จิตใจ” ที่ทรงอรรถทรงธรรม

นับตั้งแต่การอบรมตั้งแต่ความเป็นปุถุชนคนมีกิเลสอย่างเราๆ ท่านๆ จนกระทั่งอบรมไปสู่สภาพความเป็นกัลยาณชน คือ ปุถุชนคนดี จากการเป็นกัลยาณชน ปุถุชน ก็เข้าไปสู่ความเป็น “อริยะบุคคล” จากความเป็นพระอริยะบุคคลก็เข้าสู่ความเป็น “พระอรหันต์” ได้ นี่แหละล้วนแต่อยู่ที่จิตที่ใจทั้งนั้น แล้วการอบรมจิตอบรมใจของเรา จะมีวิธีการใดที่แม่นยำและถูกต้อง ได้เท่ากับวิธีการขององค์ศาสดาเอกของโลก ก็คือ พระพุทธเจ้าของเรา ไม่มี

ฉะนั้นที่ใดๆ ในโลกนี้ก็ตามเถอะ ไม่มีลัทธิใดในโลกนี้ที่จะแสดงข้ออรรถข้อธรรมได้บริสุทธิ์ผุดผ่องจนถึงที่สุดได้ดั่งเช่น “องค์ศาสดา” ของพวกเรา เพราะฉะนั้นพวกเรามีโอกาสเกิดขึ้นมาในตระกูลของชาวพุทธ มีโอกาสเกิดขึ้นมาอัตภาพที่สมบูรณ์ ไม่พิกลพิการ ไม่ใบ้บ้าบอดหูหนวก จึงเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่พวกเราได้น้อมนำเอาขันธ์ 5 นี่แหล่ มาเป็นเครื่องมือรีบเร่ง ในการอบรมจิตอบรมใจของเราเสียแต่บัดนี้ เพราะธาตุขันธ์ร่างกายที่เราแบกไว้นี้ นั่นก็เป็นของเปราะบาง เป็นสิ่งที่เราจะนอนใจไม่ได้เลย เพราะถ้าหากเราไม่มีขันธ์ 5 นี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะไปอบรมจิตอบรมใจของเราได้ เพราะการอบรมจิตอบรมใจก็ต้องการเครื่องมือ เครื่องมือที่ประเสริฐก็คือ ขันธ์ 5 นี้แล

แต่ขันธ์ 5 นี้เป็นของเปราะบางอย่างยิ่ง ที่เราประมาทนอนใจไม่ได้ อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “อัชเชวะกิจจะ มาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มหาเสเนนะ มัจจุนา” ท่านบอกว่า ความตายไม่มีเครื่องหมายบอกเหตุว่าจะมาถึงเราในวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ แต่ถ้าพญามัจจุราชมาถึงเราในเวลาใด ขณะใด หรือ อิริยาบถใดก็ตามเถอะ ไม่มีใครจะไปอ้อนวอนต่อต้านขอร้อง หรือ ติดสินบนกับพญามัจจุราชได้ เราจะไปอ้างว่า ฉันจะเป็นเด็ก เป็นเล็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว คอยให้ฉันแก่เฒ่าก่อนแล้วค่อยตาย หรือ การงานของฉันยังไม่เสร็จ ให้ฉันทำงานเสร็จซะก่อน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวเสียก่อน แล้วค่อยตาย หรือ ฉันมีเงินเป็นสิบๆล้านแล้วฉันก็ให้พญามัจจุราชสัก 2-3 ล้าน แล้วไม่ต้องตาย

ท่านบอกว่า “มหาเสเนนะ มัจจุนา” ไม่มีใครจะไปต่อต้าน ต่อพญามัจจุราช ผู้มีเสนาอันยิ่งใหญ่ได้ แม้พญามัจจุราชมาถึงเราในขณะที่เรายังยืนอยู่ เราจะไปผลัดว่า ขอให้ฉันได้นอนก่อนแล้วค่อยตาย ไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไร เราจะไปผลัดวันประกันพรุ่งได้เล่า แต่ในขณะนี้แม้พญามัจจุราชจะวิ่งตามเราอยู่ก็ตาม แต่ยังมาไม่ถึงเรา ก็เป็นโอกาสที่เราจะนอบน้อมธาตุขันธ์ร่างกายนี้แหละ มาเป็นเครื่องมือรีบเร่งอบรมจิตอบรมใจเราเสียแต่บัดนี้

นับตั้งแต่การปูพื้นฐานในการอยู่ หรือ ความเป็นอยู่ของพวกเรา เพราะถ้าความเป็นอยู่ของพวกเรานั้น อยู่ด้วยความปีนเกลียว อยู่ด้วยความเศร้าหมองมืดมัว เราจะมาอบรมจิตอบรมใจของเรา สิ่งต่างๆ ทั้งหลายก็เป็น “ปลิโพธ” ความกังวล เข้ามาก่อกวนใจของเรา เราก็จะมาอบรมจิตอบรมใจของเราไม่ได้

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องปูพื้นฐานเสียก่อน ปูพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน เพราะเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะของเรา อยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ หมู่คณะที่เราอยู่ด้วยกันล้วนแต่ปรารรถนาความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นอยู่ร่วมกันตั้งแต่ครอบครัว เป็นต้น จนกระทั่งหมู่คณะในวงงาน ในวงสังคม จนกระทั่งประเทศชาติ หมู่คณะในการอยู่รวมกันจะอยู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่นร่มเย็น ก็เพราะการมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน

น้ำจิตน้ำใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือจับต้องไม่ได้ แต่จะแสดงออกด้วยการเจือจาน เผื่อแผ่ แบ่งปัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเราเรียกว่า “ให้ทาน” เพราะฉะนั้นในสังคมใดก็ตาม ถ้ามีการให้ทานกันอยู่เป็นเนืองนิจแล้ว สังคมนั้นมีแต่ความอบอุ่นร่มเย็น ดั่งเช่นสังคมชาวพุทธเราทั่วไป ที่เราเห็น ดั่งเช่นเราในขณะนี้ เราต่างท่าน ต่างคน ต่างมา ด้วยน้ำจิตน้ำใจ เต็มอกเต็มใจในการให้ทาน ในการสละ ด้วยการเผื่อแผ่แบ่งปันต่อกันซึ่งกันและกัน มาอย่างสม่ำเสมอ นี่คือเหตุแห่งการนำมาซึ่งความร่มเย็น ความอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันเสมอ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ทำยังไงถึงจะหายกลัวผี’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on December 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623681

'ทำยังไงถึงจะหายกลัวผี' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.30 น.

ถาม : เรียนถามพระอาจารย์ครับ ความกลัวทำยังไงถึงจะหายกลัวครับ เช่น ผีเป็นต้นครับ 

พระอาจารย์ อภิชาโต : ก็เวลาเจอผีก็ให้ท่องพุทโธ พุทโธไป สวดมนต์ไป อย่าไปคิดถึงผี เดี๋ยวใจสงบแล้ว ผีก็หายไป เพราะผีส่วนใหญ่ออกมาจากใจเราเอง ใจเราไปว่ามันเป็นผี ความจริงมันเป็นลมพัดใบไม้ ก็ว่าผีมาพัดแล้ว ผีมาแล้ว ได้ยินเสียงตุ๊กแก เสียงจิ้งจกวิ่งอยู่บนหลังคา มันก็คิดว่าผีมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ทำใจให้สงบ ด้วยการบริกรรมพุทโธ พุทโธ หรือดูลมหายใจ ดูไม่ได้ตอนนั้น ต้องพุทโธ หรือสวดมนต์ไป แล้วเดี๋ยวพอใจไม่ไปคิดถึงผี ผีมันก็หายไปเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ปลุกความเพียรขึ้นมาด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่มีน้อยลงไปเรื่อยๆ’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on December 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623477

'ปลุกความเพียรขึ้นมาด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่มีน้อยลงไปเรื่อยๆ' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.51 น.

“…ขอให้พวกเราปลุกความเพียรของเราขึ้นมา ด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่จะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ วันเวลาของเราผ่านไปๆ เรากำลังเดินเข้าหาความแก่ หาความเจ็บ เข้าหาความตายกัน เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังสร้าง “มรรค” หรือกำลังสร้าง “ลาภยศสรรเสริญสุข” อยู่ ถ้าเราถามอย่างนี้บ่อยๆ เราจะได้รู้ทิศทางของเราว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางใด ถ้าเราเดินไปในทิศทางที่สวนกับทางที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับ ถ้าเรายังเดินไปหาลาภยศสรรเสริญสุขอยู่ เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับมาหาการเจริญมรรค เลี้ยวกลับมาหาการทำทาน หาการรักษาศีล หาการภาวนา แล้วเราจะได้ไปถูกทาง แล้วเราจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ดีที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นความสุขปลอมอย่างทางของลาภยศสรรเสริญจะให้กับเรา เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์เอาไว้ เป็นความสุขชั่วคราว เดี๋ยวเดียว แล้วก็จะเกิดความทุกข์ตามมา 

แต่ถ้าไปทาง “มรรค” จะมีแต่ความสุขถาวร แต่จะมีความทุกข์เคลือบไว้อยู่ เพราะเป็นการเดินขึ้นภูเขา การปีนป่ายขึ้นภูเขานี้มันต้องเป็นเรื่องทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้วมันสบาย มันจะสบายไปตลอด ทางมรรคนี้เรียกว่าทุกข์ต้นแต่สุขปลาย ทางลาภยศสรรเสริญสุขนี้ เรียกว่าสุขต้นแต่ทุกข์ปลาย เราจะเอาอย่างไหนดี “เอาสุขต้นทุกข์ปลายดี” หรือว่า “เอาทุกข์ต้นแล้วสุขปลายดี” เราจะเอาแบบพระพุทธเจ้าดีหรือเอาแบบปุถุชนดี ปุถุชนตอนที่เขามีกำลังวังชาเขามีความสามารถ เขาก็หาความสุขต่างๆ ผ่านทางลาภยศสรรเสริญ ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายได้ แต่พอเวลาที่ร่างกายเขาหมดสภาพ ไม่สามารถหาได้ เขาจะหาอะไร…เขาก็จะหาแต่ความทุกข์ใส่ใจของเขาเท่านั้น แต่ทางของพระพุทธเจ้านี้ถึงแม้ว่าร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตาย ใจก็ยังเป็น ปรมัง สุขัง อยู่…”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้’ โอวาทธรรม ‘พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต’

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/623070

'งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้' โอวาทธรรม 'พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต'

วันเสาร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.09 น.

การบวชพระหรือบวชชีนี้เป็นการก้าวเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ สู่ร่มโพธิ์ร่มไทร สู่มรรคผลนิพพาน ที่พระบรมศาสดาได้ทรงดำเนิน และเผยแผ่ให้แก่สัตว์โลก ผู้ได้สะสมบุญบารมีมาพอเพียง ถ้าไม่ได้สะสมมาพอเพียง ถึงแม้อยากจะบวชก็จะไม่สามารถบวชได้ ผู้บวชได้จึงถือว่ามีบุญมีวาสนามีบารมีมาก จึงควรให้ความสำคัญต่อการบวช ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนักบวช

ตอนที่เป็นฆราวาสหน้าที่หลักก็คือ การให้ทานกับการรักษาศีล ๕ พอบวชแล้วหน้าที่หลักก็คือศีล ๘ และภาวนา ทานก็ให้หมดแล้ว ในบรรดาวัตถุข้าวของเงินทองบุคคลต่างๆ จึงไม่ควรกังวลกับการให้ทาน นอกจากว่ามีเหลือกินเหลือใช้ ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพก็ให้ได้ แต่หน้าที่หลักของนักบวชอยู่ที่การรักษาศีล ๘ และการภาวนา ทำจิตใจให้สงบและเจริญปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมทั้งหลาย ว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี่คือหน้าที่หลักของนักบวช อยู่ตรงนี้

งานของนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้ เรียกว่ากรรมฐาน เวลาบวชพระอุปัชฌาย์ต้องสอนกรรมฐาน ๕ คืออาการ ๕ ส่วนของร่างกายที่เห็นด้วยตา ได้แก่ผมขนเล็บฟันหนัง ที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคน แต่ไม่ได้ทรงให้พิจารณาเพียง ๕ อาการนี้เท่านั้น แต่ทรงให้พิจารณาทั้ง ๓๒ อาการเลย เพียงแต่ว่าในเบื้องต้นทรงให้สอนแบบสั้นๆไปก่อน เริ่มต้นที่ผมขนเล็บฟันหนัง

ต่อไปก็ให้พิจารณาเข้าไปข้างในใต้ผิวหนัง เช่นเนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ปอด หัวใจ  ลำไส้ อาหารใหม่ อาหารเก่า และพวกน้ำต่างๆ เช่นน้ำเลือดน้ำหนองเป็นต้น เพราะอาการ ๓๒ เป็นความจริงของร่างกาย ไม่สวยไม่งาม ที่สัตว์โลกมักจะมองไม่เห็นกัน ที่ทำให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในกามภพ ก็คือความหลงติดอยู่ในรูปของร่างกายนี้เอง ว่าสวยว่างาม

นักบวชผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงต้องพิจารณาร่างกายให้เห็นว่าเป็นปฏิกูล มีสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ถูกขับถ่ายออกมาตามทวารต่างๆ เป็นอสุภะ ไม่สวยงาม น่าขยะแขยง มีผิวหนังปกปิดหุ้มห่อไว้ จึงทำให้มองไม่เห็น สัตว์โลกจึงมองเห็นว่าสวยงามน่ารักน่ายินดี จึงเกิดความกำหนัดยินดี เกิดราคะเกิดตัณหาขึ้นมา ทำให้ต้องดิ้นรนแสวงหาร่างกายมาเสพ มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ถ้าไม่ได้เจริญกรรมฐานพิจารณาอาการ ๓๒ นี้ ก็จะหลงติดไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด หน้าที่หลักของนักบวช คือการพิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย ให้เห็นว่าไม่สวยงามสกปรก มีสิ่งปฏิกูลขับออกมาตามทวารต่างๆตลอดเวลา นี่คืองานหลัก เป็นปัญญา เป็นวิปัสสนา เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง

ก่อนที่จะพิจารณาก็ให้ทำจิตใจให้สงบก่อน ด้วยหลักของสมถภาวนา จะใช้การสวดมนต์ไปก็ได้ จะนั่งหลับตาบริกรรมพุทโธๆไปก็ได้ หรือจะพิจารณาอาการ ๓๒ ไปก็ได้ เบื้องต้นก็กำหนดชื่อไปก่อน ท่องไปในใจ ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกปอดหัวใจตับลำไส้ฯลฯ ใช้เป็นอารมณ์ของสมถะคือความสงบได้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ทำอะไร เราสามารถเจริญกรรมฐาน ๓๒ ได้อย่างต่อเนื่อง อย่าส่งจิตไปคิดเรื่องอื่น ให้อยู่กับกรรมฐาน ๓๒ นี้ อยู่กับพุทโธๆก็ได้ อยู่กับไตรลักษณ์ คืออนิจจังทุกขังอนัตตาก็ได้

หรืออยู่กับดินน้ำลมไฟก็ได้ เพราะร่างกายก็มาจากดินน้ำลมไฟ  ในที่สุดก็จะต้องกลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟ ถ้าคิดพิจารณาอย่างนี้จะสงบเย็นสบาย จะเกิดปัญญา จะปลงจะปล่อยวาง จะดับกิเลสดับตัณหาได้ นี่คือเหตุที่พระบรมศาสดา ได้ทรงมอบให้พระอุปัชฌาย์ทุกรูปสั่งสอนกรรมฐาน ๕ ให้แก่กุลบุตรผู้ออกบวช ผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจากความทุกข์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ความหมายของคำว่าอธิษฐาน’ โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on December 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/622927

'ความหมายของคำว่าอธิษฐาน' โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.22 น.

“…ต้องเข้าใจความหมายคำว่า “อธิษฐาน” ในศาสนานี้แปลว่า “การตั้งเป้าหมายของชีวิตเรา” ว่าเราจะไปทางไหนกัน เราจะไปสูงหรือเราจะไปต่ำ ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมาย เราก็เป็นเหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ มันก็ไปตามกระแสลมกระแสน้ำ เรือที่มันไม่มีหางเสือเราไปควบคุมบังคับมันไม่ได้ว่าให้มันไปทางทวนกระแสน้ำก็ไปไม่ได้ แต่ถ้ามีหางเสือมันสามารถคัดได้ ทวนกระแสลมได้กระแสน้ำได้

แต่ถ้าเราไม่มีอธิษฐานเราก็เป็นเหมือนคนที่ไม่มีเป้าหมายของชีวิต เกิดมาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วเพื่อทำอะไรก็ไม่รู้ ก็หลงไปตามกระแสนิยมของโลก กระแสนิยมของโลกก็เกิดมาเพื่อให้ร่ำให้รวยกัน ก็มาเจริญลาภยศสรรเสริญสุขกัน อันนี้ไม่ได้เป็นการเจริญทางจิตใจ เป็นการเจริญทางวัตถุทางข้าวของเงินทองต่างๆ ซึ่งมันก็ให้ความสุขได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถยกระดับจิตใจให้สูงหรือต่ำได้ 

คนบางคนรวยทางลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่จิตใจลงต่ำ เพราะทำมาหากินด้วยวิธีทำบาป โกหกหลอกลวง ฉ้อโกง คอรัปชั่นอะไรต่างๆ เหล่านี้ รวยกันได้สมบัติเยอะ แต่ใจนี้มันไปเป็นเปรตแล้วยังไม่รู้สึกตัว ใจมันลงไปอบายโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมันไม่รู้ ถ้ามันไม่ศึกษามันจะไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้กัน นี่คือเรื่องของบุญบารมีที่พวกเรานี้ต้องมาศึกษากันว่าเราจะไปสูงไปต่ำ เราต้องกำหนดทิศทางชีวิตของเรา เช่น วันนี้รู้แล้วว่าถ้าเราอยากจะไปสูงเราก็ต้องตั้งจิตอธิษฐานว่า ต่อไปนี้จะทำบุญอย่างเดียว จะไม่ทำบาป เพราะทำบาปจะดึงให้เราลงต่ำนั่นเอง…” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต’ สอน ‘ไม่ให้เชื่อมงคลตื่นข่าว ไม่ให้เชื่อถือฤกษ์ยาม’

Posted on December 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/622691

'หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต' สอน 'ไม่ให้เชื่อมงคลตื่นข่าว ไม่ให้เชื่อถือฤกษ์ยาม'

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.28 น.

หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต (วัดดูน) ต.บ้านโคก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น “สอนไม่ให้เชื่อถือฤกษ์ยาม แม้ว่าในปัจจุบันการถือฤกษ์ยามนับเป็นเรื่องสำคัญ จะเดินทางประกอบธุรกิจ ขึ้นบ้านใหม่ และอะไรหลาย ๆ อย่างต้องมีฤกษ์ถ้าถูกวันอุบาทว์โลกาวินาศ วันลอย วันจม แล้วต้องงด ควรเป็นวันธงชัย วันอธิบดี และวันฟูจึงจะเป็นมงคล” 

มีครั้งหนึ่งคุณนายท่านหนึ่งมากราบหลวงปู่ ปรารภถึงวันเปิดร้านเพื่อประกอบธุรกิจการค้า คุณนายถามหลวงปู่ “ถึงวันที่จะเป็นมงคล สำหรับการเปิดร้าน” หลวงปู่ก็บอกว่า “ดีทุกวัน เป็นพรุ่งนี้ได้ยิ่งดี” 

คุณนายแย้งว่า “วันพรุ่งนี้เป็นวันโลกาวินาศ”  หลวงปู่บอกว่า “ไม่เคยได้ยินวันโลกาวินาศ เคยได้ยินแต่วันอาทิตย์ วันจันทร์” คุณนายก็เลยเรียนหลวงปู่ว่า “เขามีมานานแล้วหลวงปู่ วันธงชัย วันอธิบดี วันฟูนี่ถึงเป็นมงคลเจ้าข้า” หลวงปู่ก็เลยถามว่า “แล้ววันนี้ล่ะวันอะไร” ก็ได้คำตอบจากคุณนายว่า “เป็นวันฟู” แต่ร้านไม่เรียบร้อยก็เลยเปิดไม่ทัน

หลวงปู่จึงบอกให้ “คุณนายลองโยนก้อนหินลงไปในที่ล้างเท้า” แล้วหลวงพ่อก็ถามว่า “แล้วก้อนหินมันฟูไหม” ได้คำตอบว่า “จม” หลวงปู่จึงสั่งสอนว่า “ที่ว่าวันฟูมันทำไมจึงไม่ฟู นี่แหละมันฟูไม่จริง”

นี่แสดงให้เห็นถึงปฏิภาณไหวพริบในการสอนธรรมะของหลวงปู่ “สอนให้เห็นของจริง ให้รู้ชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างประกอบด้วยเหตุและผล” หินเป็นวัตถุที่จมน้ำมันก็ย่อมจะจมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นวันลอยวันฟู” ท่านชี้ให้เห็นว่าวัน เดือน ปีก็เป็นกาลเวลาไม่มีผลต่อความเป็นอยู่ความเจริญรุ่งเรืองของเรา แต่การกระทำของเราต่างหากที่จะมีผลต่อตัวเราเอง

“ประวัติและปฏิปทา” หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต (วัดดูน) ต.บ้านโคก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส’ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

Posted on December 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/622453

'จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส' หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.25 น.

“ผู้ใดภาวนาดี” ละกิเลสความโกรธหมดไป ละกิเลสความโลภหมดไป ละกิเลสความหลงหมดไป ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนประการใด แม้ความตายมาถึงเข้าท่านก็ยอมตาย คือ ท่านเห็นแล้วว่าตายเป็นเรื่องของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันกระจัดกระจายไป เขาก็เรียกว่าตาย ใช้การไม่ได้ เขาก็เรียกว่าตาย จิตใจมันไม่ได้ตาย

“จิตใจไม่ได้ตายนั้น” ย่อมส่อแสดงให้เห็นแล้วว่าแม้พระอริยเจ้าทั้งหลายที่เราว่าท่านดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้วมันก็เป็นแต่ว่าดวงจิตดวงใจของท่านส่วนหนึ่ง ร่างกายของท่านแตกดับไป แต่จิตใจเป็นของไม่ตาย

แต่จิตนี้เมื่อละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หมดไปแล้ว ออกจากจิตใจไปแล้ว เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส จะอยู่ที่ใดเป็นอะไรก็ชื่อว่าอยู่ในนิพพาน ไม่มีเรื่องราวอะไรที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์เป็นร้อน อย่างสามัญชนคนเราทั่วไป

พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงพ่อสร้อย วิจาโร’ พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ จากคำบอกเล่า ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’

Posted on December 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/622204

'หลวงพ่อสร้อย วิจาโร' พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ จากคำบอกเล่า 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.28 น.

หลวงพ่อสร้อย วิจาโร วัดเขาแก้ว ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี “พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ” โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เล่าว่า เคยพบพระองค์หนึ่งในสมัยปัจจุบันนี้ คือ พ.ศ.๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ ต่อกัน พระรูปนั้นมีชื่อว่า “พระสร้อย” ท่านบอกว่า ท่านเป็นชาวจังหวัดสระบุรี ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนเลย แม้หนังสือไทยนี้ ปกติท่านก็อ่านไม่ออก ท่านว่าเมื่อท่านอายุได้ ๗ ปี มีพระในถ้ำเขตสระบุรีท่านหนึ่ง ไปเยี่ยมโยมท่านที่บ้าน เมื่อพระรูปนั้นจะกลับถ้ำ ได้ออกปากชวนท่านไปอยู่ด้วย ท่านก็ขออนุญาตโยมหญิง – ชายจะไปอยู่กับพระรูปนั้น โยมทั้งสองก็อนุญาตด้วยความเต็มใจ 

ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อไปอยู่กับพระรูปนั้นก็ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะในถ้ำนั้นมีพระอยู่ ๒ – ๓ รูป ท่านบิณฑบาตกลับมาแล้ว ท่านฉันจังหันเสร็จต่างก็บูชาพระ แล้วนั่งภาวนากันตลอดวันตลอดคืน ไม่ใคร่มีเวลาพูดคุยกัน ท่านก็สอนให้ท่านอาจารย์สร้อยภาวนาด้วย ทำอยู่อย่างนั้นจนครบบวช พระที่ท่านพาไปก็พาออกมาบวชที่บ้าน บวชแล้วก็พากลับมาอยู่ถ้ำ นั่งภาวนาตามเดิม 

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๐๔  ท่านป่วย ได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่บางกะปิ พระนคร ใครจะนิมนต์ท่านเข้าไปในชายคาบ้าน ท่านไม่ยอมเข้า ต่อมาพลเรือตรีสนิท เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือไปพบเข้า มีความเลื่อมใส นิมนต์ให้มารักษาตัวที่กรมแพทย์ทหารเรือ ให้พักอยู่ที่ตึก ๑ เป็นตึกคนไข้พิเศษ 

อาจารย์สร้อยนี่เป็นพระพิเศษ ปฏิปทาของท่านอาจารย์สร้อย ที่มาอยู่ที่กรมแพทย์ทหารเรือก็คือ ตอนเช้า ท่านจะต้องออกบิณฑบาตทุกวัน ท่านมีบาตรของท่านมาลูกหนึ่ง ไปยืนเอาบาตรแขวนไว้ ที่ต้นมะฮ็อกกานี ข้างประตูเข้ากรมแพทย์ทหารเรือ เวลาเข้าไป ไอ้ต้นนี้มันจะอยู่ซ้ายมือ ชิดประตู ต้นใหญ่มาก ยืนหลับตาประเดี๋ยว ก็เอาบาตรมา 

ตามปกตินายทหารประจำตึก เขาจะเก็บบาตรไว้ แล้วเขาจะเช็ดจะขัดจะถูเป็นอย่างดี พอเช้าท่านจะมาเอา เขาตรวจดูว่า ไม่มีอะไรเขาก็ส่งมาให้ เวลาท่านเอาบาตรไปแขวน … ท่านก็ยืนหลับตา คนเขาผ่านไปผ่านมา มันไม่ใช่ป่านี่ คนเดินกันไขว่เทียว 

ตอนเช้า ทุกคนก็เห็นว่า ท่านยืนหลับตาเฉยๆ บาตรก็แขวนที่กิ่งมะฮ็อกกานี สักประเดี๋ยวหนึ่งท่านก็กลับ สะพายบาตรกลับไป ส่งให้นายทหารหัวหน้าตึก ก็ปรากฏว่า มีข้าว ประมาณ ๒ – ๓ ทัพพี แล้วมีดอกไม้แปลกๆ ๑ ดอกทุกวัน ดอกใหญ่เกือบจะเต็มบาตร แต่ไม่รู้ว่าดอกอะไร ไม่มีใครรู้จัก เป็นแบบนั้นทุกวัน 

สำหรับท่าน อาจารย์สร้อย ปรากฏภายหลังว่า รู้ภาษาได้ทุกภาษา มีนายทหารมาพูดแบบนั้น แล้วพูดถึงปฏิปทาบางอย่างของท่านดู ๆ แล้วคล้ายจะไม่ใช่พระธรรมดาที่ว่าไม่ใช่พระธรรมดา คือ คิดว่าพระองค์นี้จะเป็น “พระอริยเจ้า” เวลานั่งพูดคุยกับใคร ท่านไม่ได้นั่งหลับตาปี๋ ทำท่าเป็นคนเคร่งครัดมัธยัสถ์ไม่ใช่ยังงั้น แสดงตัวเป็นกันเองตามปกติพูดแบบกันเองธรรมดาๆ แต่ว่าทรมานเอานายทหารไม่กินเหล้าไปหลายคน ฉันสงสัยเหลือเกินละว่า พระองค์นี้จะเป็น “พระอริยเจ้า”

สำหรับพระอริยเจ้า มีอยู่ ๔ ประเภทด้วยกัน ว่ากันเฉพาะ พระอรหันต์ คือมี สุขวิปัสสโก เตวิชโช (วิชชา ๓) ฉฬภิญโญ (อภิญญา ๖)  ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ปฏิสัมภิทาญาณ)

สำหรับพระอริยเจ้าที่เป็นพระสุขวิปัสสโก ประเภทนี้ ไม่มีบทบาทอะไร​ หมายความว่า ละกิเลสได้แบบเงียบๆ ผีสางเทวดา ท่านก็ไม่เห็น นรกสวรรค์ ท่านก็ไม่เห็น แต่ว่า จิตสงัดจากกิเลส 

สำหรับท่าน “เตวิชโช” อันนี้ได้ ทิพยจักขุญาณ กับ ปุพเพนิวาสนุสติญาณ คือว่า สามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นพรหมโลก เห็นนิพพาน ได้ตามอัธยาศัย แล้วก็สามารถระลึกชาติได้ ชาติของตัวเองเคยเป็นอะไรมาบ้างรู้หมด 

ต่อไปก็ “ฉฬภิญโญ” (อภิญญา ๖) อันนี้ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ 

สำหรับ “ปฏิสัมภิทัปปัตโต” ก็แสดงได้อย่างกับท่านอภิญญา ๖ แต่มีกรณีพิเศษโดยเฉพาะเอาอย่างที่แปลกที่สุดคือ รู้ภาษาทุกภาษาโดยไม่ต้องเรียน นี่ก็ว่ากันอย่างย่อๆ รู้ภาษาทุกภาษาทั้งหมดโดยไม่ต้องเรียน ภาษาคน ภาษาสัตว์ รู้หมด

ทีนี้สำหรับ “หลวงพ่อสร้อย” องค์นี้ อาตมาสงสัยว่า จะเป็นพระอรหันต์ ขั้นปฏิสัมภิทัปปัตโต ก็เลยบอกบรรดาท่านนายทหารว่า เอายังงี้ก็แล้วกัน สำหรับพระอรหันต์มี ๔ แบบ สำหรับแบบอื่นเราจะพิสูจน์ได้ด้วยการทดลองอย่างอื่น แต่องค์นี้ฉันสงสัยว่าเป็นปฏิสัมภิทาญาณ ลองดูนะ ไม่แน่นัก ถามว่าพวกคุณนี่น่ะพูดภาษาอะไรได้บ้าง เอาภาษาที่ถนัด 

บางคนก็บอกว่า ภาษาอังกฤษผมเก่ง บางคนบอกว่า ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน เพราะเคยเป็นลูกจีน แล้วก็ภาษาแขก บังเอิญมีนายทหารแขกอยู่คนหนึ่งพูดภาษาแขกเร็วปรื๋อ​ เรียกว่าได้กันหลายๆ ภาษา เมื่อได้กันแล้วซักซ้อมกันดีแล้ว ก็ส่งเข้าไปทีละคน คนไหนถนัดภาษาอะไร เข้าไปหาท่าน พูดภาษาแบบนั้น พูดภาษาที่ตนถนัด 
พอเขาเข้าไปพูด จะเป็นภาษาอะไรก็ตาม 

หลวงพ่อสร้อย ตอบภาษานั้นได้อย่างชัดเจน คล้ายๆ กับเป็นเจ้าของภาษาเอง ทุกภาษา ในที่สุด พวกนายทหารถามว่า หลวงพ่อเรียนมาจากไหน ท่านบอกว่า ท่านไม่ได้เรียน อยู่ในถ้ำนั่น เจริญสมาธิมันเกิดความรู้สึกขึ้นเอง

เขาถามว่า ในเมื่อเขาพูดภาษาอื่น หลวงพ่อมีความรู้สึกยังไง ท่านก็บอกว่า มีความรู้สึกเหมือนเขาพูดภาษาไทย เวลาที่จะตอบไปก็เหมือนกัน มีความรู้สึกว่า ตอบเป็นภาษาไทย นี่แหละท่านผู้ฟัง สำหรับท่านอาจารย์สร้อย มีกรณีพิเศษ แปลกแบบนี้ 

แล้วต่อมาพวกนายทหารแจ้งให้ทราบว่า ท่านกำหนดเวลาตาย ท่านบอกว่า ใครจะเอาอะไรก็เอา ท่านจะตายเดือนนั้นเดือนนี้ ถ้าจะต้องการอะไร ให้ไปหาท่านก่อน คนที่ไปก็ได้ของดีพิเศษมาทุกคน คือว่า มีคำสั่งมอบหมายสมบัติชิ้นสำคัญนั่นก็คือ ให้รู้จักเป็นคนมีจิตเมตตา ให้มีเมตตาเป็นปกติ มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขา แล้วก็มีการให้ทานการสงเคราะห์ รู้จักรักษาศีล สำหรับศีลอย่าให้ขาดตลอดชีวิต แล้วให้รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะตาย นี่สมบัติชิ้นสุดท้าย 

ที่ “หลวงพ่อสร้อย” มอบให้แก่บรรดานายทหารที่มีความเคารพในท่าน และเมื่อพวกนายทหารได้รับมาแล้ว ก็มาบอกให้อาตมาทราบ อาตมาก็บอกว่า นั่นเป็นของดีที่สุด ที่คุณจะไปเอาพระ เอาตะกรุด อะไรนั่นก็ดีเหมือนกัน ถ้าหากพวกคุณแขวนพระไว้แต่คุณประพฤติตัวเป็นโจร พระท่านก็ไม่เอาด้วย เพราะหากว่าพระเป็นโจร พระก็ศีลขาด 

ถ้าหากว่าคุณเอาพระแขวนคอไว้แล้ว ใจคุณเป็นพระ หรือว่าคุณไม่มีพระแขวนคอ แต่ว่าใจคุณเป็นพระ ถึงแม้ว่าร่างกายคุณเป็นฆราวาส แต่ใจคุณเป็นพระแล้วก็ชื่อว่าคุณเป็นพระทั้งตัว พระนี่แปลว่าผู้ประเสริฐ   –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,904,894 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี
ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน
สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า
ไม่สนความจริง เพราะเชื่อไปแล้ว กิ๊ก อนิศ อัดทัวร์ไทยปมกักตุนน้ำมัน
อินเดียซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน
‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

Recent Posts

  • AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
  • เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน
  • เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป
  • เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน
  • ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d