Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘วิธีหนีนรกสำหรับผู้มีเวลาน้อย’ คำสอน ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Posted on December 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/619037

'วิธีหนีนรกสำหรับผู้มีเวลาน้อย' คำสอน 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.29 น.

“…ท่านสาธุชนที่มีเวลาน้อย เพราะต้องประกอบอาชีพ หาเวลาไปนั่งกรรมฐานก็ทำได้ยาก เพราะเวลาว่างมีน้อย ก็ให้ทำตามนี้จะมีผลสมบูรณ์แน่นอน และไม่เสียเวลาประกอบการงาน ตายแล้วรับรองไม่ลงนรกแน่ 

๑.”เจริญพุทธานุสสติแบบง่ายๆ” ให้จัดของบูชาพระพุทธรูปทุกวัน ที่ท่านเรียกว่า “ถวายข้าวพระพุทธรูป” ของที่ถวายก็เอาอาหารเท่าที่มีอยู่ หรือผลไม้ที่หาได้ง่าย เวลาเช้าหรือตอนสายก็ได้ นำของที่หาได้ถวายพระพุทธรูปที่บ้าน ทำเป็นประจำวัน เวลาถวายคิดในใจหรือว่าออกเสียงก็ได้ ดังนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายข้าวแกง และน้ำแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการบูชาพระคุณ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าสู่ พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด” 

เวลาถวายให้ตั้งใจดูภาพพระพุทธรูปด้วยความเคารพ และจดจำรูปของท่านไว้ตั้งใจทำอย่างนี้ทุกวัน อารมณ์ใจจะมีความคิดถึงและห่วงใยในพระพุทธรูป จะคิดเสมอว่าวันนี้เรามีของอย่างนี้ถวายท่าน

วันพรุ่งนี้เราจะหาอะไรถวายท่าน การทำและคิดอย่างนี้เป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องคิดทุกวัน เมื่อจิตมีอารมณ์ว่างจากงานอื่นจิตจะคิดขึ้นมาเอง และเราก็ห่วงการถวายของแก่ท่านทุกวัน ทำอย่างนี้จนมีอารมณ์ชิน ถึงเวลาต้องหาของเท่าที่จะพึงหาได้ถวายท่าน อารมณ์ใจอย่างนี้ท่านเรียกว่า “มีฌานในพุทธานุสสติกรรมฐาน” เป็นมหากุศลใหญ่ ตายเมื่อไรไปสวรรค์เมื่อนั้น

๒.”เจริญธัมมานุสสติแบบง่ายๆ” ตั้งใจบูชาพระและสวดมนต์เป็นประจำเวลา จะวันละหนึ่งหรือสองครั้งหรือกี่ครั้งก็ได้ “กำหนดเวลาไว้” ถ้าถึงเวลานั้นต้องบูชาพระและสวดมนต์ การสวดมนต์ก็ไม่ต้องสวดมาก ขอให้สวดตามที่จะพึงทำได้ เช่น “อิติปิโสฯ” เป็นต้น เท่านี้ก็มีบุญเหลือหลายแล้ว เพราะบท “อิติปิโสฯ” พรรณนาความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ครบถ้วน หรือถ้าสวดมนต์ไม่ได้เลย ก็บูชาแบบสั้นๆ แต่มีผลครบถ้วน เช่น ตั้ง “นโมฯ” ๓ จบ แล้วว่า “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” แปลเป็นภาษา ไทยว่า “ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง” เพียงเท่านี้ก็ดี มีอานิสงส์มากมาย

เวลาบูชา ตั้งใจจำภาพพระพุทธรูป แล้วตั้งใจว่าตามที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ชินจะทำเวลาไหนก็ได้ ถ้าเหนื่อยหรืออ่อนเพลียมาก นั่งบูชาไม่ไหว นอนยกมือไหว้แล้วตั้งใจคิดตามที่กล่าวมาแล้ว 

ถ้าอยู่ในระหว่างการเดินทาง เมื่อถึงเวลาบูชาพระก็คิดในใจตามที่ปฏิบัติมา ถ้าทำอย่างนี้เป็นอารมณ์ชิน ถึงเวลาถ้าไม่ได้ทำไม่สบายใจ หรือถ้ามีเทปบันทึกเสียงธรรม เวลานอนฟังเสียงธรรมที่ชอบใจ หรือบันทึกเสียงพระสวดมนต์ไว้ ตั้งใจฟังก่อนหลับเป็นปกติ อารมณ์ใจขนาดนี้ท่านว่า “มีฌานในธัมมานุสสติกรรมฐาน” บุญใหญ่มาก ตายแล้วลงนรกไม่ได้ เกิดใหม่เป็นคนฉลาดเพราะมีปัญญามาก

๓.”เจริญสังฆานุสสติแบบง่ายๆ” “หลวงพ่อปาน” วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุทธยา ท่านสอนไว้แล้ว พร้อมกับ “จาคานุสสติกรรมฐาน” และ “ทานบารมี” ท่านให้ทำดังนี้ เมื่อถึงเวลากลางคืนท่านให้สวด “คาถาวิระทะโยฯ” ๑ จบ พร้อมกับเอาข้าวสาร หรือข้าวเปลือก ๑ จอก หรือถ้วยเล็กๆ ก็ได้ ใส่อะไรก็ได้เพื่อเก็บไว้ถวายพระเมื่อรวบรวมได้มากพอควร 

“คาถาวิระทะโยฯ นี้เป็นคาถามหาลาภ ทำให้หากินคล่อง กำจัดความยากจน เข็ญใจ” ถ้าทำจนชินกำลังใจทรงตัวที่เรียกว่าเป็น “สมาธิ” จะมีความเป็นอยู่ดีมาก หรือตอนเช้าถ้ามีเวลาพอ มีพระมาบิณฑบาตให้ใส่บาตรพระตามกำลังที่จะใส่ได้เป็นประจำ ก่อนใส่บาตรให้ว่าคาถาวิระทะโยฯ ๑ จบ ที่ท่านให้ทำอย่างนี้ ท่านบอกว่า เพื่อให้มีการหาเลี้ยงชีพคล่องตัว ไม่ยากจนเข็ญใจ แต่เนื้อแท้แล้วผลมีตามนั้นแน่

ผลการแนะนำของท่าน นอกจากจะมีผลในการคล่องตัวในการครองชีพแล้ว ก็เป็น “สังฆานุสสติกรรมฐาน” โดยตรงเพราะจิตคิดถึงพระสงฆ์เป็นปกติ และคิดถึงการถวายของพระ เป็น “จาคานุสสติกรรมฐาน” จะใช้ข้าวหรือไม่มีข้าวใช้เงินแทนก็ได้ จะใส่ด้วยเงินมากน้อยสุดแล้วแต่จะพึงมี ถ้าบังเอิญวันไหนไม่มีเงิน จะใช้เป็นผลไม้หรืออะไรแทนก็ได้ ที่บริโภคได้หรือใช้ประโยชน์ได้ เพื่อเอาไว้ถวายพระแทนเงินหรือข้าว 

เมื่อจัดไว้เพื่อถวายแล้วตอนนี้เป็น “ทานบารมี” ทานบารมีเป็นปัจจัยให้มีลาภมาก หากบางท่านที่มีฐานะไม่สะดวกในการจัดหาข้าวหรือเงินใส่บาตรประจำวันให้ปลูกพริก มะเขือ หรือฟักแฟง แตง น้ำเต้า หรืออะไรที่กินได้ สักต้นหรือสองต้น คิดในใจและตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้ามีผลขึ้นมาเมื่อไร ผลจากการปลูกนี้เราจะเอาไปถวายพระเพื่อทำเป็นอาหาร เราจะไม่บริโภคเอง ทุกวันที่เรารดน้ำพรวนดิน หรือเห็นพืชต้นนั้น เราก็คิดว่าต้นนี้ผลเราจะถวายพระ ความรู้สึกประจำวันอย่างนี้ท่านเรียกว่า “สังฆานุสสติกรรมฐาน” ถ้าคิดทุกวันเมื่อถึงเวลาจะทำ หรือคิดเตรียมจะทำเป็นประจำทุกวัน ท่านถือว่าเป็นฌานในสังฆานุสสติกรรมฐาน

คำว่า “อนุสสติ” ไม่ได้แปลว่า นั่งสมาธิท่านแปลว่า “ตามนึกถึง” จะนึกถึงด้วยจริยาอย่างไรก็ตาม ก็ถือว่านึกถึงเหมือนกันถ้านึกถึงเป็นประจำเมื่อถึงเวลา ก็ถือว่า เป็น “ฌาน” ถ้าทรงกำลังนึกถึงพระไตรสรณคมน์อย่างนี้เป็นประจำ จะหนีนรกได้ในชาตินี้แน่นอน 

แต่ไม่รับรองว่าจะหนีได้ทุกชาติตลอดไป เพราะกำลังใจที่ทรงความดีเพื่อหนีนรกตลอดกาลท่านยังทำไม่ครบ ถ้าจะหนีนรกให้ครบทุกชาติ จะเกิดอีกกี่ชาติก็ไม่ยอมลงนรก บาปเก่าที่ทำมาแล้วก็ไม่มีอำนาจที่จะดึงลงนรกได้อีก ต้องเพิ่มศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ให้ครบถ้วนในอารมณ์ใจ และปฏิบัติได้ครบสมบูรณ์…”

คัดลอกจากหนังสือพ่อสอนลูก เล่ม ๑ หน้าที่ ๒๓๖-๒๓๙ (พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สตินำมาสู่กตัญญูกตเวทิตา : ธรรมเทศนาพระราชสุเมธี

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618641

สตินำมาสู่กตัญญูกตเวทิตา : ธรรมเทศนาพระราชสุเมธี

วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.05 น.

“พระราชสุเมธี” หรือ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เจ้าอาวาส วัดภูตูมวนาราม ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมตตาแสดงพระธรรมเทศนาหัวข้อ “สตินำมาสู่กตัญญูกตเวทิตา” ในโอกาส 80 ปี อายุวัฒนมงคล “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณฯ” (พระมหาสามเรือน ปุญฺเญสโก) เจ้าคณะตำบล จังหวัดสมุทรปราการ (ธรรมยุต)  และ เจ้าอาวาส วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ 

(นะโม 3 จบ) สัพเพสังขารา อนิจจาติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ยะทา นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยาติ อิมัสสะ ธัมมะปริยายัสสะ อัตโถสาธายัสสะมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ 

นับตั้งแต่บัดนี้ จะได้น้อมนำเอาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มาแสดงชี้แจงตามอัตถะ ที่ยกเป็นนิกเขปบทเบื้องต้น เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันอภิกลักขิตกาล คล้ายวันชาตกาล หรือ วันเจริญมงคลอายุวัฒนะของเจ้าอธิการพระมหาสามเรือน เจ้าอาวาสวัด
อโศการาม รูปที่ 4 เจ้าคณะตำบล จังหวัดสมุทรปราการ 

ด้วยท่านได้วางแนวให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย มาบวชพราหม์มณีชีปะขาว ที่เรียกว่า บวชเนกขัมมะภาวนา เพื่อสร้างกุศลเจตนาและยังศรัทธาให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการฟังธรรม ด้วยการสร้างความเพียร ด้วยการถือเนสัชชิก การธุดงค์ อันเป็นธุดงค์ที่จะกำราบกิเลส โดยฝึกจิตของตนเองด้วยการมานั่งภาวนาบำเพ็ญธัมมัสภาวนามัยให้ได้ครบทั้ง 5 กัณฑ์ เท่ากับขันธ์ 5 ของเรา ถ้าจะกล่าวไปถึงเจ้าของงาน คือ ท่านพระมหาสามเรือนบวชมาใหม่ ท่านก็ใคร่ต่อการศึกษาธรรมวินัย สอบนักธรรมตรี โท เอก จบ ก็ใคร่ที่จะศึกษาทางบาลี ซึ่งเป็นที่มาของพระไตรปิฎก ทั้งพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ก็ไปศึกษาหลายจุด เดินธุดงค์ไป เพื่อศึกษาธรรม ศึกษาข้อวัตรจากครูบาอาจารย์ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ไปด้วยกันเป็นสหธรรมิก มีท่านเจ้าคุณพระมหาศุภใจ , อาจารย์เวียง แล้วก็อาจารย์อีกหลาย 2-3 รูป ไปด้วยกัน ไปในที่ต่างๆ แม้กระทั่ง จ.เลย ก็ไป ขึ้นภูกระดึงค์บ้าง ไปทางภาคเหนือ ไปศึกษาบาลี ที่วัดเจดีย์หลวงบ้าง จนกระทั่งได้เปรียญธรรม 3 ประโยค 

เช่นเดียวกันกับหลวงตามหาบัว หลวงตามหาบัวก็ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แม้แต่ผู้แสดงธรรมอยู่นี้ ก็ได้เปรียญธรรม 3 ประโยคเช่นกัน แถมไปได้วุฒิจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ จบ ศน.บ. ศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต นี่คือการศึกษา เพราะฉะนั้นญาติโยมทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรม ขอให้ทุกท่านจงมีสติ มีสติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้น เมื่อมีสติก็จะทำให้เราตื่นตัว เพราะ “สติสัมปัญชัญญะ” มันจะมาพร้อมกัน สติความระลึกได้ สัมปัญชัญญะ ความรู้ตัวเกิดขึ้นกับบุคคลใด บุคคลนั้นก็จะมีความสำเหนียก สำนึก ระลึกอยู่ตลอดเวลา  สำเหนียกอะไร สำเหนียกว่า บัดนี้ เราทำอะไร บัดนี้ เราต้องการอะไร มันเกิดความสำเหนียกเกิดขึ้นในตัวเรา เราจะสร้างกุศลผลบุญด้วยการนั่งภาวนาปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่ลงทุนอะไรเลย มีแต่เอาจิตของเราให้ตั้งมั่น มีกาย มีวาจา อันสงบแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดอานิสงส์เกิดขึ้นกับตัวเรา สำเหนียก สำนึก สำนึกถึงบุญคุณ คนเราถ้ามีความสำนึก สำนึกถึงคุณูปการว่าบุคคลนี้เคยแนะนำเรา บุคคลนี้ครูบาอาจารย์รูปนี้เคยให้สติแก่เรา เคยให้ธรรมะสอนเรา เราสำนึก เราสำนึกอยู่อย่างนี้ การสำนึก แล้วก็ระลึกถึง 

เมื่อระลึกถึงคุณความดี ก็ทำให้คุณธรรมเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น เรียกว่า “กตัญญูกตเวทิตาธรรม” เกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ดังนั้น ความสำเหนียกสำนึกระลึก 3 ประการนี้ จึงเป็นตัวก่อให้เกิดคุณธรรม คุณธรรมที่จะเกิดขึ้น ในข้อแรก สำนึกถึงบุญคุณ เรียกว่า กตัญญูกตเวทิตา เรารู้บุญคุณของบุคคลอื่นที่กระทำให้เราแล้ว แล้วตอบแทนนี้เป็นธรรมที่หาได้ยาก อันนี้แหละ มันเกิดขึ้นจากสติ เมื่อเรามีสติ มันก็จะเกิดคุณธรรมอันนี้ตามขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่มีสติ เลอะๆเปรอะๆเปื้อนเลื่อนเปื้อนไป ไม่ตั้งมั่น มันก็เลื่อนลอย มีสติไปตามกระแส แต่ถ้าเรามีสติตั้งมั่น เมื่อเรามีสติตั้งมั่น ก็จะทำให้เกิด “สติปัฎฐาน” คือ มีฐาน ฐานของสติ ครูบาอาจารย์สอนเสมอ 

ในการเจริญอานาปานสติ อันนี้ท่านพ่อเคยสอนเรื่องการเจริญอานาปานสติ หรือ ในหนังสือต่างๆที่ท่านได้ลิขิตไว้ กล่าวแล้วก็ท่านลิขิตจากที่ท่านได้รู้ได้เห็น เทียบเคียงกับตำราที่มีมาในพระไตรปิฎก และ ความคิดที่มันมากกว่าที่มีในพระไตรปิฎก คือ เกิดจากจิต ก็จะลิขิตไว้ ให้พวกเราได้รับทราบได้อ่านและได้เข้าใจ เพราะท่านลิขิตออกมาจากจิตที่ท่านได้ประสบแล้ว ทำให้เราฟังง่าย เข้าใจง่าย มาถือปฏิบัติได้ง่าย ด้วยการมีสติตัวเดียวเท่านั้น ทีนี้ “สติ” จะตั้งไว้ ณ ที่ใด ก็ต้องมาตั้งไว้ ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ที่เรียกว่า “ปลายจมูก” มันจะต้องมาตั้งที่จุดนี้ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘คนที่นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ย่อมไม่ประมาทในชีวิต’ : โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618503

'คนที่นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ย่อมไม่ประมาทในชีวิต' : โอวาทธรรม 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.26 น.

“… อย่าลืมคิดถึงควายตายไว้นะ ถ้าเราไม่ได้คิดถึงความตายเราก็เอาดีไม่ได้ เพราะมีความประมาท วันนี้ไม่เป็นไรๆ ใช่ไหม ยังไม่ทำความดี ศีลไม่เป็นไร บกพร่องแค่นิดหน่อยก็ได้ พรุ่งนี้รักษาใหม่ ถ้าบังเอิญตายวันนี้ล่ะใช่ไหม

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ให้นึกถึง มรณานุสสติกรรมฐาน ไว้เสมอ คนที่นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ย่อมไม่ประมาทในชีวิต ไม่ทำความชั่ว” ถ้าเราไม่นึกถึงความตายเราก็ไม่เป็นไรๆ ใช่ไหม ไอ้แบบคนไม่กลัวจน มันจนทุกคน ใช่ไหม คนที่ไม่กลัวจนคนนั้นก็ต้องเป็นคนจน ไอ้คนกลัวจนมันจนไม่ได้ ไอ้คนกลัวจนมันต้องเก็บน่ะ ใช้หมดไม่ได้นะ ใช้มากไม่ได้ใช่ไหม ประเดี๋ยวจะจน คนที่ไม่กลัวจนก็ เอ๊ย! มีเท่าไรก็ใช้ไปเลยวะ!

อย่างกับอะไร #นายแทน สามล้อที่จังหวัดอุทัยธานี นานแล้วก่อนฉันมาอยู่นี่อีก ถอยหลังไปสามสี่สิบปี เป็นคนปั่นจักรยาน ๓ ล้อ เวลานั้นล็อกเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท แกถูกรางวัลที่หนึ่งรอบแรก ไม่ถึง ๒ ปี หมด! ปั่นใหม่กินอะไรไม่ต้องทอน ซื้ออะไรไม่ต้องทอน รวย ไอ้เงินสมัยนั้นก็มีค่าสูงใช่ไหม ไม่ช้าก็เจ๊ง เพื่อนก็รุมกิน ตอนแรกก็คุณแทน ๆ พอเงินหมด พวกเรียก “ไอ้แทน” ตามเดิม (หัวเราะ)

แล้วต่อมาแกก็ถูกรางวัลที่หนึ่งอีก ผ่านไป ๒-๓ ปี ก็ถูกอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่เอาแล้ว ซื้อบ้านซื้อที่ให้พ่อ ส่วนที่ให้พ่อก็ให้ไปเลย ส่วนของ คุณแทน ไม่ช้า คุณแทน ก็ใช้หมด อีตอนนี้ไม่ทันเป็นไอ้แทน พอเริ่มเงินจะหมด คุณแทน ตาย ยังเป็น คุณแทน อยู่ (หัวเราะ)

ไอ้นี่ก็จริง ๆ เพราะคนไม่กลัวจน ใช่ไหม คือว่าไม่คิดว่าจะจน ถ้าคิดว่าจะจนเขาต้องรวยแน่ แต่ตอนหลังควรจะชม แกยังมีความกตัญญูรู้คุณดี พอถูกใหม่ไอ้ตัวเก่ามันเตือนจิตแก อะไร ๆ ก็ซื้อบ้าน ซื้อช่อง ซื้อที่ ซื้อทางให้พ่อเสียก่อน ทีนี้ไอ้ส่วนนั้นก็กันไว้เป็นส่วนตัว ก็ว่ากันตามเรื่องตามราวไม่ช้าก็หมดตามเดิม

ทีนี้ คนถ้ากลัวตาย คิดว่าจะตาย มันก็ต้องทำความดีตลอด อย่างที่พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า “อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอคิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง” พระอานนท์ บอกว่า “ประมาณ ๗ ครั้ง พระเจ้าข้า” โดยประมาณนะ พระพุทธเจ้าบอกว่า ยังห่างไป ตถาคตคิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

เห็นไหมเล่า นั้นพระพุทธเจ้านะเพราะอะไรรู้ไหม #ท่านเห็นว่านิพพานมันดีกว่าที่นี่ (หัวเราะ) ใช่ไหม อีบ้านนี้เมื่อไรกูจะได้มาอยู่เสียทีวะ! เลยอยากไป แต่เราพูดตามภาษาเราว่าอยากไปแต่ท่านก็ทราบว่านิพพานมันเป็นความสุข ใช่ไหม แต่ท่านต้องทนทุกข์ทุกอย่างเพราะจิตเมตตาปรานี

ความจริงท่านเป็นพระพุทธเจ้า กลางคืนผมไปยืน ๆ มองดูภาพที่เขาให้ เปิดไฟก็เห็นชัด มองดูท่านก็นึกถึงความลำบากของท่านเบื้องหลัง ท่านเป็นลูกกษัตริย์ ออกไปอยู่ป่าได้กินอะไรที่ไหนละ อันดับแรกต้องคิดก่อนนะ ได้กินอะไรที่ไหน ถ้าอยู่ในรั้วในวังมันก็มีคนปรนเปรอทุกอย่าง มีอะไรทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วก็ท่านมีความหวังอย่างที่หาจุดหมายปลายทางได้ยากซึ่งไม่มีใครมีอยู่ก่อน อีตรงนี้ต้องคิดนะว่าท่านลำบากขนาดไหน ได้มรรคได้ผลแล้ว ท่านก็ยังไม่เอาแต่ตัวรอด อุตส่าห์เที่ยวเดินป่าท่อม ๆ ๆยุงกินริ้นกัด นอนก็หนาว ๆ จัด พระมีผ้ากี่ผืน ใช่ไหม อาหารก็ไม่แน่นอน ทุกอย่างนะเต็มไปด้วยความลำบาก ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสงเคราะห์แก่พวกเรา ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เออ…ไอ้พวกเรานี่บางทีก็หากิน กินบุญพระพุทธเจ้ายังทำลายบุญเสียอีก ดีไม่ดีนรกไม่มี สวรรค์ไม่มีเสียส่งใช่ไหม (หัวเราะ)

ไอ้นี่ไม่ใช่นินทาเขา ความจริงเป็นยังงั้น พระพุทธเจ้าว่า ถ้าเราว่าไม่มีเราต้องเปลื้องผ้าเหลืองทิ้ง ใช่ไหมเล่า ไปใช้สีอีกสีหนึ่งอีกเครื่องแบบหนึ่ง ไม่ใช่เอาเครื่องแบบพระพุทธเจ้ามาใช้ ถ้าเราไม่เชื่อท่านไม่เลื่อมใสในท่านมาอยู่ในศาสนาของท่านทำไมใช่ไหมโยม? อันนี้พูดกันตรงไปตรงมานะ แล้วมาเกาะกินบุญความดีขอท่านนะไม่อายหน้ากันหรือยังไง

ความจริงก็ไม่ได้มุ่งว่าจะมาสร้างวัดสร้างวานะ ความประสงค์จริง ๆ จะออกจากวัดบางนมโค แล้วเข้ากรุงเทพฯ ไปตามเดิม แล้วจะเดินทางต่อเข้าป่าไปเลย มันเบื่อสังคม สังคมคนไม่เบื่อเท่าไร เบื่อสังคมพระ ไอ้สังคมพระนี่มันไม่ค่อยจะเอาไหน…”

……………………….

พระธรรมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม (ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี คัดลอกหนังสือหลวงพ่อเล่าให้ฟัง เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๕๑~๕๔ (เพจ : คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย : โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618239

การขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย : โอวาทธรรม 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.27 น.

“…ในการขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยนี้ ถ้าบังเอิญเรามีการประมาทพลาดพลั้งในพระพุทธเจ้าก็ดี ในพระธรรมก็ดี ในพระอริยสงฆ์ก็ดี เราทราบไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการปรามาสในพระอริยสงฆ์อันนี้หนักมาก การขอขมาโทษส่วนตัวตรงต่อพระอริยสงฆ์องค์นั้นไม่มีผล เพราะว่าต้องขอขมาตรงต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

การหมิ่นประมาทพระอริยเจ้าประเภทนี้ถึงแม้ไม่ได้บวชท่านก็เป็นพระแท้ จะเป็นผู้ชายก็ตาม เป็นผู้หญิงก็ตาม มีสามีภรรยา มีลูกมีเต้า เขาก็ไม่ได้เลือก ไม่ได้เลือกว่าคนที่มีสามีภรรยาจะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ก็เป็นได้อย่าง พระนางสามาวดี ท่านก็เป็นได้ และบังเอิญเราไปเห็นบุคคลบางคน คิดว่าคนนี้มีท่าทางไม่น่ารักไม่น่าเคารพ เพราะส่วนมากพระอริยเจ้าเป็นคนที่มีอารมณ์เปิด เราอาจจะประมาทพลาดพลั้งเข้า อย่างนี้โทษมันก็หนัก จะเป็นการยับยั้งความดีของเรา 

ฉะนั้นการขอขมาโทษสำหรับพระอริยเจ้า ต้องขอตรงต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น สำหรับท่านที่ได้มโนมยิทธิแล้ว เวลานี้ให้ตั้งจิตตรงต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง

สำหรับท่านที่ไม่ได้มโนมยิทธิ ก็ตั้งใจนึกอาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอได้โปรดมาประทับอยู่ที่พระพุทธปฏิมากรเบื้องหน้า แล้วตั้งใจขอขมาโทษต่อพระองค์โดยคิดในใจว่า… 

“หากข้าพเจ้าจะเคยประมาทพลาดพลั้งด้วยเจตนาก็ดี หรือไม่ได้เจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ตาม พระธรรมก็ตาม พระอริยสงฆ์ก็ตาม ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่วันนี้ จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน”  ตั้งใจไว้ตามนี้นะ 

ตอนนี้อย่าลืมนะ…ท่านที่ได้มโนมยิทธิ ให้พุ่งจิตตรงไปที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เห็นว่าเรานั่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ สำหรับท่านที่ไม่ได้มโนมยิทธิ ก็คิดว่า เวลานี้องค์สมเด็จพระจอมไตรอยู่เฉพาะหน้าของเรา เรากำลังนั่งอยู่ใกล้พระองค์ แล้วน้อมใจหมอบลงไปข้างพระบาทของพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคำขอขมาเป็นภาษาบาลี (คำขอขมาพระรัตนตรัย) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง  อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ…”

โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง คัดลอกจากหนังสือทำวัตรสวดมนต์ ฉบับวัดท่าซุง (พิมพ์ครั้งที่๑๒) หน้า ๑๓๔-๑๓๕ จากเพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ(พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง (ต้นฉบับ)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เป้าหมายของการทำบุญเพื่อการสละ เพื่อการปล่อยวาง : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618004

เป้าหมายของการทำบุญเพื่อการสละ เพื่อการปล่อยวาง : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.34 น.

“…เป้าหมายของการทำบุญเพื่อการสละ เพื่อการปล่อยวาง เรามีของเยอะเกินไป เก็บไว้แล้วมันเกะกะรกรุงรัง เอาไปให้คนอื่นเขาใช้ประโยชน์ดีกว่า ให้เขาแล้วทำให้เรามีความสุขใจ พอให้ความสุขกับเขา เป็นการแผ่เมตตา แล้วก็เป็นการลดความทุกข์ในใจของเรา ความกังวลใจเกี่ยวกับสมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ ให้มันน้อยลงไป 

ต่อไปเราจะไม่อยากมีอะไรเกินความจำเป็น มีแล้วมันพะรุงพะรังเปล่าๆ มีเท่าที่จำเป็นดีกว่า สบาย ไม่ต้องมาคอยดูแลรักษา ไม่ต้องมาคอยกังวล ไม่ต้องมาเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ บางทีมีทรัพย์สมบัติเยอะ จะไปไหนก็ไม่กล้าไป กลัวเดี๋ยวขโมยจะขึ้นบ้าน กลัวไฟจะไหม้บ้าน อะไรต่างๆ 

อย่ามีเลย สมบัติไม่ได้ทำให้เราสุข มันทำให้เราทุกข์ไปเปล่าๆ สู้สละไปแล้วจะทำให้เรามีความสุข แล้วความกังวลกับสมบัติเหล่านั้นก็จะหายไปด้วย นี่คือเป้าหมายของการทำบุญทำทาน เพื่อลดละภาระ ลดภาระทางใจให้น้อยลงไป ใจเราจะได้เบา เราจะได้มีเวลาไปปฏิบัติธรรมได้ ไม่งั้นมาห่วงสมบัติ มาเฝ้าสมบัติอยู่นั่น จะไปทำอะไรก็ทำไม่ได้…” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ใจสงบเป็นเหมือนน้ำในสระที่นิ่ง ถ้าไปตักหรือโยนก้อนหินลงไปน้ำก็จะกระเพื่อม : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/617712

ใจสงบเป็นเหมือนน้ำในสระที่นิ่ง ถ้าไปตักหรือโยนก้อนหินลงไปน้ำก็จะกระเพื่อม : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.27 น.

” ถ้าใจสงบปัญหาภายนอกจะไม่เป็นปัญหา ถ้าใจไม่สงบก็จะเป็นปัญหา เช่น จะยึดติดกับการกินอยู่แบบเดิม ๆ เคยสุขเคยสบายอย่างไรก็จะยึดติด ถ้าใจสงบจะตัดได้จะสละความสุขแบบเดิม ๆ ได้เพื่อแลกกับสถานที่ที่สงบ เพราะใจที่สงบจะชอบสถานที่ที่สงบ จะไม่ชอบแสงสีเสียง จึงควรพยายามทำใจให้สงบให้ได้ ยิ่งสงบก็ยิ่งอยู่ง่าย อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นสถานที่ ๆ สงบ สถานที่ ๆ มีคนมีเรื่องวุ่นวายจะไม่ชอบอยู่ เพราะจะทำลายความสงบ 

ใจสงบก็เป็นเหมือนน้ำในสระที่นิ่ง ถ้าไปตักน้ำหรือโยนก้อนหินลงไปในน้ำ น้ำก็จะกระเพื่อม ถ้ามีรูป เสียง กลิ่น รสมากระทบ ใจที่สงบก็จะกระเพื่อมขึ้นมา เพราะยังไม่ได้กำจัดตัวที่ทำให้ใจกระเพื่อม ความจริงรูป เสียง กลิ่น รสไม่ได้ทำให้ใจกระเพื่อม เป็นเพียงชนวน ตัวที่ทำให้ใจกระเพื่อมก็คือกิเลส ตัวโลภ โกรธ หลง ถ้าไม่มีกิเลสแล้วใจจะไม่กระเพื่อม ไม่ว่าจะสัมผัสรับรู้เรื่องอะไร รูป เสียง กลิ่น รสอะไร จะรับรู้เฉย ๆ สำหรับใจที่ยังมีกิเลส เวลาสงบกิเลสจะถูกกดไว้ไม่ให้ทำงาน แต่พอออกมารับรู้รูป เสียง กลิ่น รสมาคิดปรุงแต่ง กิเลสก็จะออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อรูป เสียง กลิ่น รส ทำให้ใจกระเพื่อม

ความสงบนี้สำคัญมาก ถ้าไม่สงบจะไม่เห็นกิเลส ถ้ามีความสงบ พอไปสัมผัสรับรู้อะไร แล้วใจกระเพื่อมขึ้นมา ก็จะรู้ทันทีว่ากิเลสโผล่ออกมาแล้ว ถ้าไม่กระเพื่อมก็จะรู้ว่ากิเลสไม่ได้ออกมา ใจจะกระเพื่อมถ้ามีความอยากกับสิ่งที่สัมผัสรับรู้ ถ้าไม่มีความอยากก็จะไม่กระเพื่อม ความกระเพื่อมก็คือความทุกข์ใจ ที่เกิดจากความอยากนี่เอง “

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเราเป็นวิธีแก้ไขปัญหาภายในใจได้เสมอ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/617421

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเราเป็นวิธีแก้ไขปัญหาภายในใจได้เสมอ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.21 น.

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเรานี้ เป็นวิธีที่แก้ไขปัญหาภายในใจได้เสมอ แต่บางทีเราไม่มีสติปัญญาพอ ไม่ได้มองปัญหาของใจ มัวแต่ไปมองปัญหาภายนอก พยายามแก้ทุกวิถีทาง ถ้าแก้ได้ก็จะไม่มีปัญหาภายใน ถ้าแก้ไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาในใจด้วย เพราะใจอยากจะแก้ให้ได้ ถ้าแก้แล้วเห็นว่าสุดวิสัย ไม่มีทางที่จะแก้ได้ ยอมรับความจริง ปัญหาภายในใจก็จะไม่เกิดขึ้น เช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็รักษาอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่หาย ก็ต้องยอมรับกับสภาพ ถ้ายอมรับได้ ปัญหาในใจก็จะไม่มี ใจจะนิ่งสงบเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม้ร่างกายจะเป็นอะไรไป แต่ใจจะเป็นปกติ เหมือนตอนที่ร่างกายเป็นปกติ

นี่คือเรื่องของธรรมะ มีคุณประโยชน์กับจิตใจ เพราะจะรักษาใจให้อยู่เหนือความทุกข์ได้ เราจึงควรยินดีกับการศึกษาปฏิบัติธรรม เพราะเป็นวิธีที่จะนำธรรมเข้ามาสู่ใจ มาดูแลรักษาใจ ธรรมที่ได้ยินได้ฟังนี้ยังไม่เป็นธรรมที่แท้จริงสำหรับเรา ถึงแม้จะเป็นธรรมที่แท้จริงสำหรับพระพุทธเจ้าก็ดี สำหรับพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ดี แต่สำหรับพวกเราธรรมยังไม่ได้เข้ามาในใจ หรือเข้ามาแล้วแต่ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา อยู่สักระยะหนึ่งแล้วก็จางหายไป เพราะเราเอาสิ่งอื่นมากลบธรรมที่ได้ยินได้ฟังมา พอไปคิดเรื่องอื่น เวลาทำงานทำการต้องใช้ความคิด ธรรมที่ได้ยินได้ฟังมาก็จะถูกความคิดอื่นกลบหายไปหมด ไม่มีเหลืออยู่ในใจเลย พอเกิดปัญหาขึ้นมา ธรรมก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาในใจได้ ไม่สามารถคุ้มครองใจไม่ให้ทุกข์วุ่นวายได้

หน้าที่ของเราก็คือ ต้องทำให้มีธรรมะอยู่ในใจตลอดเวลาจนเป็นนิสัย จะคิดอะไรก็คิดด้วยธรรมะ ตอนนี้นิสัยของเราจะคิดด้วยโมหะอวิชชา อวิชชา ปัจจยา สังขารา คิดด้วยความหลง แล้วก็สร้างความทุกข์ขึ้นมาให้กับเรา จะมีความอยากต่างๆ ซึ่งมักจะสวนทางกับความจริง เช่นอยากจะอยู่ไปนานๆ อยากจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งไม่ตรงกับความจริง เพราะร่างกายมีอายุขัย ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ถ้าเอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า มาคอยเตือนใจอยู่เรื่อยๆ จนฝังอยู่ในใจแล้ว ก็จะดับความหลงความอยากต่างๆ ได้ 

เหมือนกับการท่องสูตรคูณ หรือท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ ถ้าท่องได้แล้ว เวลาเห็นตัวอักษรจะรู้ทันทีว่าเป็นตัวอะไร ถ้าจำความหมายของตัวอักษรได้ เวลาเห็นตัวอักษรในหนังสือ ก็จะเข้าใจความหมายทันทีเลย ไม่ต้องมาสะกดมาคิดว่ามีความหมายอย่างไร เพราะถูกฝังไว้อยู่ในใจแล้ว พอสัมผัสด้วยตาปั๊บก็จะรู้ขึ้นมาในใจทันที ฉันใดธรรมะก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่พวกเราไม่ค่อยได้เอาธรรมะเข้าสู่ใจ เหมือนที่เราเอา ก.ไก่ ข.ไข่หรือสูตรคูณเข้ามาสู่ใจกัน พอเวลาที่ต้องใช้ธรรมะก็เลยไม่มีธรรมะให้ใช้ มีแต่โมหะอวิชชาที่สร้างความอยากต่างๆ ขึ้นมา แล้วก็สร้างความทุกข์ตามมา

เราจึงควรเอาเวลาอันมีค่าของมนุษย์นี้ มาเอาธรรมะเข้าสู่ใจ ถ้าทำอย่างจริงจังก็ไม่ต่างจากการเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ จนอ่านออกเขียนได้ เพราะเราทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนกัน ตั้งแต่ ป.๑ ถึง ม.๖ ก็ ๑๒ ปีเข้าไปแล้ว ถ้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็อีก ๔ ปี รวมเป็น ๑๖ ปี ถ้านับอนุบาลอีก ๓ ปี และก่อนอนุบาลอีก ๑ ถึง ๒ ปี ก็ต้องใช้เวลาไปกับการเรียนทางโลกอย่างน้อยก็ ๒๐ ปี ถ้าทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนธรรมะ ๒๐ ปี ก็จะหลุดพ้นได้อย่างแน่นอน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/617062

การเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.28 น.

เพียงแต่ศึกษาพระธรรมคำสอน แต่ไม่นำเอาไปปฏิบัติ ก็จะไม่เกิดผลขึ้นมา พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ถึงแม้จะนั่งฟังธรรมเกาะชายผ้าเหลือง แต่ถ้าไม่นำเอาธรรมที่ได้ยินได้ฟังไปปฏิบัติ ก็ไม่ได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า แต่ถ้าอยู่ไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ แต่มีการนำเอาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ ก็จะถือว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางใจ

ไม่ใช่อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์แล้วจะมีที่พึ่งทางใจ อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้วจะมีที่พึ่งทางใจ ถ้าอยู่แล้ว อยู่แบบคนหูหนวกตาบอด อยู่แบบไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนอยู่ไกลจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การที่เราจะอยู่ใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็ต้องอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะเป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมก็คือจะเป็นผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้า 

พระพุทธเจ้านี้ไม่ใช่สรีระร่างกายที่ประทับอยู่ที่ประเทศอินเดีย อันนั้นเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เป็นลูกจ้างคนรับใช้ของพระพุทธเจ้า สรีระของพระพุทธเจ้านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือพระทัยของพระพุทธเจ้า ที่มีธรรมอันประเสริฐ ชำระใจของพระพุทธเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา อันนั้นแหละคือพระพุทธเจ้า ใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา

ผู้ที่ศึกษาธรรมแล้วปฏิบัติธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะบรรลุธรรมถึงธรรมขั้นต่างๆ ก็จะมีดวงตาเห็นธรรม พอเห็นธรรมก็จะเห็นพระพุทธเจ้า เพราะธรรมกับพระพุทธเจ้านี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ธรรมก็ออกมาจากใจของพระพุทธเจ้า ธรรมที่พวกเราได้ยินได้ฟัง เช่น อริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ มรรค ๘ ทาน ศีล ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมเหล่านี้อยู่ในใจของพระพุทธเจ้า พอเราศึกษาและปฏิบัติเข้าถึงธรรมเหล่านี้ เราก็จะเห็นธรรมเหล่านี้ แล้วก็จะเห็นว่าพระพุทธเจ้ากับใจของพวกเรานี้ก็เป็นเหมือนกัน

อันนี้แหละคือการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมเห็นพระพุทธเจ้าจะเป็นใคร ก็เป็นพระอริยสงฆ์สาวกนั่นเอง เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ จะเห็นเป็นขั้นๆ ไป จะเห็นธรรมเป็นขั้นๆ ไป จะสว่าง ธรรมจะทำให้ใจสว่างเป็นขั้นๆ ไป เหมือนแสงเดือนที่จะสว่างเป็นเสี้ยวๆไป คืนนี้สว่าง ๑ เสี้ยว คืนพรุ่งนี้สว่างเพิ่มอีก ๑ เสี้ยว สว่างไปเพิ่มไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะสว่างเต็มดวง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓(เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อานิสงส์ของการลอยกระทง’ โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616872

'อานิสงส์ของการลอยกระทง' โอวาทธรรม 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.42 น.

“สำหรับวันนี้ เรามาคุยกันเรื่องวันลอยกระทง ตามประเพณีนิยม ที่มีมาแต่สมัยสุโขทัย การลอยกระทงนี้ เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ที่ทรงแสดงรอยพระบาทให้ปรากฏ คือทรงอธิษฐานไว้ที่ แม่น้ำ “อโนมานที” ตามพระบาลีกล่าวไว้อย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แม่น้ำ ถ้าในแม่น้ำพญานาคมายาก แต่ความจริงมันเป็น ปากน้ำอโนมานที เป็นจุดหนึ่งของทะเล หรืออยู่ในห้วงของทะเล ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามอัธยาศัยของพญานาคและสัตว์น้ำทั้งหลาย

แต่การลอยกระทงนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าเราจะปรารภแต่รอยพระพุทธบาทอย่างเดียว ก็เห็นว่าไม่สมเหตุผล ความจริงแล้วขอให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นั่นก็คือ บูชาพระพุทธเจ้า บูชาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร แล้วก็บูชาพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย อย่างนี้เราจะมีบุญใหญ่ ได้รัตนะ ถึง ๓ ประการ หรือว่า อนุสสติทั้ง ๓ ประการ

การลอยกระทงนี้ตามโบราณเค้าถือว่าเป็นการขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยเด็กๆ ท่านผู้ใหญ่เคยบอกว่า เราเคยถ่ายอุจจาระก็ดี ปัสสาวะก็ดี ลงในแม่น้ำ ถือว่าเป็นการไม่เคารพต่อรอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความจริงเรื่องนี้เห็นว่าจะไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าองค์สมเด็จพระทศพลไม่ได้ทรงคิดอย่างนั้น

แต่ว่าโบราณท่านตั้งใจทำก็เป็นความดี เพราะการขอขมากับองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ใจเราใสบริสุทธิ์ หมดจากการปรามาสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ แสดงความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

สำหรับรอยพระพุทธบาทนี่ตามที่บอกว่าอยู่ที่แม่น้ำอโนมานทีนี่น่ะ ความจริงอยู่ใกล้ลังกา ไม่ใช่ใกล้อินเดีย มันอยู่ในเขตของลังกา แต่ว่าจริง ๆ แล้ว แม่น้ำอโนมานที เดี๋ยวนี้เราคงหากันไม่ได้ และก็จุดที่มีรอยพระพุทธบาทนั้น ก็ปรากฎอยู่ในทะเล

นอกจากจะมีที่ “แม่น้ำอโนมานที” แล้ว ตามที่ปรากฏ องค์สมเด็จพระบรมสุคตก็ทรงแสดงไว้บนบก ในเขตของลังกาทวีป หรือประเทศลังกาก็มี รอยพระพุทธบาท ของจริง ในเมืองไทยก็มี

ต่อมาพรรษาที่ ๗ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จมาโปรด “ฉัพพรรณฤาษี ปรันตปะเศรษฐี” ที่เมืองปรันตปะนคร เมืองปรันตปะนครในสมัยนั้นอยู่ชายทะเล เมื่อเวลาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเทศน์โปรด  ท่านปรันตปะเศรษฐีก็บรรลุอรหัตผลพร้อมไปด้วยปฏิสัมภิทาญาณ

เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารจะเสด็จกลับ ท่านปรันตปะเศรษฐี หรือพระอรหันต์องค์นั้น ก็ขอให้แสดงนิมิตเครื่องหมายไว้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ทรงแสดงรอยพระบาทไว้

เป็นอันว่า ตอนสมัยกรุงศรีอยุธยา เวลานั้นพระในประเทศเรายังมีพระอรหันต์อยู่มาก  ถ้าถามว่ายังมีพระอรหันต์ ทำไมประเทศไทยจึงแตกสลาย นั่นเป็นเรื่องของคนไม่ใช่เรื่องของพระ เป็นกฎของกรรม

ที่มีพระสงฆ์คณะหนึ่งไปประเทศลังกา พระลังกาก็ถามว่า “ท่านมาธุระอะไร”  บรรดาพระสงฆ์เหล่านั้นก็กราบ เรียนว่า “ต้องการจะมาบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ” 

บังเอิญพระองค์ที่ไปถามนั่นเป็นพระอรหันต์ ท่านก็บอกว่า “จะต้องมาที่นี่ทำไม ประเทศไทยมันก็มีอยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูเคยแสดงรอยพระพุทธบาท ให้ปรันตปะเศรษฐีที่เมืองปรันตปะนคร ให้ฉัพพรรณฤาษีนมัสการ”

พระพวกนั้นจึงถามว่า “เมืองปรันตปะนครมันอยู่ที่ไหน.?” บรรดาพระอรหันต์พวกนั้นก็บอกว่า “เมืองปรันตปะนคร เวลานี้ประเทศไทยเรียกกันว่า เมืองสระบุรี” เป็นอันว่าพระพวกนั้นกลับมาก็กราบทูลพระเจ้าทรงธรรมทราบ จึงได้แสวงหารอยพระบาท เป็นอันว่าเจอพอดี

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การไหว้รอยพระบาทขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องไปต่างประเทศก็ได้ เพราะเมืองเราก็มี แต่ว่าการไหว้รอยพระพุทธบาทก็ดี ไหว้พระพุทธรูปก็ดี น้อมใจไหว้องค์สมเด็จพระชินศรีก็ดี ถ้าเราทำไปด้วยเจตนา ตั้งใจก็เป็นกุศล บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ก็ย่อมมีผลเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน แม้แต่ทำได้วันละไม่มาก องค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่า ” การนึกถึงความดีของพระองค์วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง ท่านถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน”

*ฉะนั้นในการลอยกระทงนี้ ก็ขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกท่าน จงอย่าตั้งใจบูชาแต่รอยพระพุทธบาทในแม่น้ำอโนมานที หรือว่า ปากน้ำอโนมานที ให้ตั้งใจนมัสการองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย 

ตั้งใจไหว้พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ตั้งใจนมัสการพระอริยสงฆ์ทั้งหลายด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านกล่าวว่าเป็นการขอขมา เราก็ขอขมาโทษเสีย เป็นการป้องกันตัว ทั้งนี้ ก็เพราะว่า เราทราบไม่ได้ว่า จิตที่เราคิดก็ดี การกระทำก็ดี วาจาก็ดี ที่กล่าวไปแล้ว มีการปรามาสพระรัตนตรัยหรือไม่

ก่อนที่เราจะลอยกระทงก็จงตั้งใจบูชาพระรัตนตรัยก่อน และหลังจากนั้นก็ขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาที่เราได้เคยปรามาสในพระรัตนตรัย ถ้าเราไม่เคยปรามาส โทษอันใดของเราก็ไม่มี ทำจิตของเราให้ผ่องใส และที่เคยปรามาสแล้ว ถ้าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงสงเคราะห์ยกโทษให้เราก็หมดไป กำลังใจของเราก็พึงมีแต่กุศล

เอาล่ะ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนหน้า ถ้าจะถามว่าลอยกระทงมีอานิสงส์อย่างไร ก็ขอกล่าวว่า อานิสงส์การลอยกระทง ถ้ากำลังใจของท่านทำด้วยกำลังใจเป็นกุศล ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนยังอ่อนที่จะต้องเร่ร่อนไปในวัฏสงสาร อย่างน้อยที่สุดทุกท่านก็เกิดเป็นเทวดา เพราะอำนาจของพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ

ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทมีความมั่นคง จิตตั้งตรงเป็นฌาน ท่านก็เกิดเป็นพรหม ถ้าบุคคลใดไม่นิยมในร่างกายของตน เห็นว่าองค์สมเด็จพระทศพลทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ มีความดีประเสริฐสุดยิ่งกว่ามนุษย์ เทวดา และพรหม ขันธ์ ๕ ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพัง เราก็คิดว่า เวลานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงไม่สนใจในขันธ์ ๕ ฉันใด  เราก็ไม่สนใจในขันธ์ ๕ ฉันนั้น

เวลานี้ องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน  เราก็ขอไปที่นั่น และก็จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์…”

คัดลอกจากหนังสือ *ธัมมวิโมกข์* ฉบับที่ ๓๘๐ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี คัดลอกบางตอนโดย ยุพยง พัฒนเจริญ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ขอให้มีอิทธิบาท ๔ แล้วความสำเร็จจะเป็นของทุกท่าน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616647

ขอให้มีอิทธิบาท ๔ แล้วความสำเร็จจะเป็นของทุกท่าน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.30 น.

จิตใจที่จะสามารถทำอะไร หรือสามารถบรรลุผลให้ประสบกับความสำเร็จ เป็นที่หนึ่งได้นั้น ต้องมีคุณธรรมอยู่ ๔ ประการด้วยกัน เรียกว่า อิทธิบาท ๔ ประกอบด้วย ๑. ฉันทะ คือ ความชอบใจ ความรัก ความพอใจในงาน ในสิ่งที่เราจะกระทำ ๒. วิริยะ คือความขยันหมั่นเพียร ความอุตสาหะพยามยาม กระทำงานของเราให้สมบูรณ์ ๓. จิตตะ แปลว่า ความจดจ่อ ใส่ใจ หรือความตั่งมั่นของจิตใจ คือการมีสมาธิในการทำงานนั้นๆ หรือทำสิ่งนั้นๆ ด้วยความจดจ่อ เอาใจใส่ และ ๔. วิมังสา คือ ความใคร่ครวญ การใช้เหตุผล ใช้สติ ใช้ปัญญา

ถ้ามีคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร กิจอันใดก็ตาม จะเป็นทางโลกก็ดี เช่น การแข่งขันกีฬา หรือว่าการประกอบอาชีพ ทำมาหากิน ทำมาค้าขาย หรือการเรียนหนังสือ อยากจะเรียนให้จบ ก็ต้องอาศัยคุณธรรมเหล่านี้ หรือในทางธรรม จะประพฤติปฏิบัติตน เพื่อให้บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ได้นั้น ก็ต้องอาศัยอิทธิบาท ๔ นี้ คือต้องมี “ฉันทะ” คือ มีความรัก ความชอบ ในสิ่งที่เราปรารถนา “วิริยะ” มีความขยันเหมั่นเพียร ที่จะทำหน้าที่การงานของเราให้บรรลุล่วงไปได้ “จิตตะ” มีความตั้งมั่น อยู่ในการงานของเรา ไม่ปล่อยให้จิตใจของเราลอยไปลอยมา คิดจะทำแต่เรื่องโน้น เรื่องนี้ งานหลักที่ควรลงมือทำกลับไม่ทำ ถ้าไม่ทำแล้ว ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงผลที่ปรารถนาได้ และ “วิมังสา” คือ ความเฉลียวฉลาด รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำอยู่นั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ถ้ามีคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมจะประสบความสำเร็จ 

เพราะอิทธิ…แปลว่าความยิ่งใหญ่ บาท..แปลว่าทางเดิน “อิทธิบาท” จึงแปลว่าทางเดินที่จะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่นั่นเอง ถ้าเราปรารถนาจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการงานก็ดี การศึกษาก็ดี หรือกิจการงานใดๆ ก็ตาม เราต้องใช้ อิทธิบาท ๔ สิ่งแรก เราต้องถามตัวเองเสียก่อนว่าเราชอบอะไร เรารักอะไร เพราะว่าการที่เราจะไปทำอะไร ถ้าทำในสิ่งที่เราไม่ชอบเราไม่รักแล้ว บางทีมันจะทำให้เราไม่มีความยินดี ไม่มีความพออกพอใจ มันก็จะทำให้เราไม่มีความขยันหมั่นเพียรที่จะประกอบภารกิจการงานนั้นๆ  ดังนั้นให้เราถามตัวเองเสียก่อนว่าเราชอบอะไร บางคนชอบเล่นกีฬา บางคนอยากเป็นหมอ บางคนชอบเป็นพยาบาล บางคนชอบเป็นดารา นักร้อง นักแสดง หรือบางคนชอบเป็นนักเรียน อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องถามตัวเองดูเสียก่อน ให้เรามีความมั่นใจ ถ้าเรารู้แล้วว่าเราชอบอะไร เราจะมีความขยันหมั่นเพียร มันจะง่าย ถ้าเราไปเลือกทำในสิ่งที่เราไม่ชอบแล้วมันจะฝืนตัวเอง เมื่อฝืนตัวเองแล้วจะไปทำมันก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

บางครั้งพ่อแม่มีลูก อยากให้ลูกเป็นหมอ เป็นทนายความ เป็นครู แต่บางทีลูกกลับไม่ชอบเป็นครู ไม่ชอบเป็นหมอ หรือไม่ชอบเป็นทนายความ พ่อแม่ก็ไม่ควรไปบังคับลูก เพราะว่าถ้าไปบังคับลูกแล้วลูกไม่สามารถจะทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบได้ เพราะไปฝืนใจเขา ทำไปแล้วก็ไม่เกิดผลดีอะไร ควรเปิดโอกาสให้ลูกเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบ เพราะว่าสิ่งที่เขาชอบ ทำไปแล้วมันง่ายมันสนุก แล้วเขาจะมีความพากเพียร มีความขยัน มีความตั้งอกตั้งใจ และจะพยายามทำในสิ่งนั้นๆ จนประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ 

ยกเว้นสิ่งที่เขาชอบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น เขาชอบอาชีพการทำงาน เปิดบาร์ เปิดผับ เปิดโรงเหล้า โรงยา อย่างนี้เป็นต้น ถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะสม เป็นอบายมุข ไม่ควรกระท เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องห้ามลูก ไม่ควรส่งเสริม เพราะทำไปแล้วจะมีแต่ความเสื่อมเสียตามมา มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่เรื่องราวต่างๆ อันนี้ พ่อแม่ต้องบอกเขาสอนเขา ให้เขาเปลี่ยนใจให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำอาชีพที่สุจริตเป็นสัมมาอาชีวะ พ่อแม่ควรส่งเสริมลูกให้ไปในทิศทางนี้ นี่คือเรื่องของ “ฉันทะ” ความชอบใจ ความพอใจ ถ้าคนเรานั้น ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบแล้ว เวลาจะทำอะไรก็ง่าย ความขยันหมั่นเพียรก็จะตามมา เป็นเหตุที่จะทำให้ประสบกับความสำเร็จในที่สุด

เหตุปัจจัยที่ ๒ ก็คือ “วิริยะ” ความขยันหมั่นเพียร ถ้าเราชอบอะไรแล้วไม่ต้องมีคนบอก ไม่ต้องมีคนใช้ ถึงเวลาเราก็จะทำเองเลย เพราะเราชอบ จิตใจจะอยู่กับสิ่งนั้นๆ การกระทำจะเป็นไปได้อย่างดี ผลต่างๆ ที่ปรารถนาก็จะตามมา เช่น ถ้าอยากจะได้ปริญญาตรี โท เอก ก็ต้องชอบเรียนหนังสือ ถ้าชอบแล้วก็จะขยันเรียนหนังสือขยันเข้าห้องเรียน ขยันฟังอาจารย์ ขยันดูหนังสือ ขยันทำการบ้าน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราขยันแล้วผลที่ปรารถนาก็จะต้องตามมาอย่างแน่นอน เพราะว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น นั่นเอง ตรงข้ามกับคนที่มีแต่ความเกียจคร้าน ถึงแม้จะไปโรงเรียน ก็ไม่ชอบเรียน เวลาเรียนก็ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจฟัง การบ้านก็ไม่ทำ หนังสือก็ไม่อ่าน อย่างนี้ยากที่จะเรียนจบได้ หรือเรียนได้ก็ไม่ดี เพราะขาดวิริยะ ความขยันหมั่นเพียร นั่นเอง ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะทำธุรกิจการงานอะไรก็ตาม ทางโลกหรือทางธรรม เราต้องมีวิริยะ  ความขยันหมั่นเพียร

เหตุปัจจัยที่ ๓ คือ “จิตตะ” แปลว่าความใส่ใจ ความจดจ่อ ทำใจให้อยู่กับหน้าที่การงาน ไม่เถลไถลนั่นเอง ทำแต่หน้าที่ของเราอย่างเดียว เวลาทำงาน ก็ต้องทำอย่างเต็มที่ไม่เถลไถลไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง นั่งกินกาแฟบ้าง คุยกับคนโน้น คุยกับคนนี้ ผลงานก็ไม่มี ต่อไปบริษัทก็เจ๊ง ก็ต้องตกงาน ต้องออกจากงาน ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทก็ต้องลำบาก ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีจิตตะความใส่ใจ มีความจดจ่อ มีสมาธิความแน่วแน่กับการทำงาน จะไม่เกียจคร้าน ไม่หนีเที่ยว ไม่เถลไถลไปไหน ผลงานก็จะเกิดขึ้น มีรายได้มีความเจริญรุ่งเรือง ประสบกับความสำเร็จในชีวิต

เหตุปัจจัยที่ ๔ คือ “วิมังสา” การใคร่ครวญ การใช้สติปัญญา รู้จักคิด รู้จักอ่าน ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ถ้าสิ่งที่ทำไปได้ผลดี ก็ควรจะทำให้มากขึ้น ถ้าสิ่งไหนผิดก็ควรจะแก้ไข อย่างเช่นการค้าขาย บางทีอาจจะขายไม่ได้ ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่าทำไมของถึงขายไม่ออก เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะของไม่ดีไม่มีคุณภาพหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรพัฒนาคุณภาพ พัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น หรือถ้าสินค้าดีมีคุณภาพ แต่ไม่มีใครซื้อ ก็ต้องเปลี่ยนสินค้าใหม่ เรียกว่าใช้วิมังสา ใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้ความฉลาดนั่นเอง คือ ต้องรู้จักคิด ไม่ใช่ทำแบบ หลับหูหลับตา ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่ใช้สติไม่ใช้ปัญญา ผลที่จะเกิดตามมาจะไม่ดีอย่างที่อยากจะให้เป็น แต่ถ้าใช้สติปัญญา รู้จักเลือก รู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ มันก็จะนำไปสู่ผล คือความสำเร็จนั่นเอง

ถ้าพวกเราทุกคนปรารถนาที่จะประสบกับความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในหน้าที่การงาน การเรียน การกีฬา การกระทำอะไรต่างๆ ขอให้ใช้คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้คือ  ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือ ๑. ต้องมีความรักความชอบใจในสิ่งที่ทำ ๒. ต้องมีความขยัน  ๓. ต้องมีความจดจ่อ มีความใส่ใจ จิตใจต้องมีสมาธิ ไม่เถลไถลไปทำอย่างอื่น และ ๔. ต้องมีความฉลาด ถ้าไม่รู้ ก็ต้องไปศึกษาจากผู้รู้ หรือหาหนังสือมาอ่าน หรือจ้างผู้ที่มีความรู้ มาเป็นที่ปรึกษา อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็จะมีความรู้ มีสติปัญญา สามารถที่จะดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่เราปรารถนาได้ ไปสู่ความสำเร็จ ไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้

ขอฝากคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ให้กับญาติโยมนำไปพินิจพิจารณา ถ้าปรารถนาความสำเร็จในชีวิต ก็ขอให้มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือ อิทธิบาท ๔ แล้วความสำเร็จจะเป็นของทุกท่านอย่างแน่นอน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,005 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า
นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน
กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’
อนุทินชูความเชื่อใจ นำภูมิใจไทยก้าวสู่ปีที่ 18 มุ่งสร้างเอกภาพพรรคร่วม
AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย
‘อนุทิน’ จิบกาแฟคุย ‘พิพัฒน์’ เมินกระแสบอยคอตปั๊ม PT ชี้ลาออกมา 23 ปีแล้ว

Recent Posts

  • AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
  • เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน
  • เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป
  • เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน
  • ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d