Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล’ : ธรรมเทศนา ‘พระอาจารย์บุญทวี’ วัดหินหมากเป้ง #SootinClaimon.Com

Posted on November 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616401

'คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล' : ธรรมเทศนา 'พระอาจารย์บุญทวี' วัดหินหมากเป้ง

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.29 น.

ท่านพระครูมงคลญาณโสภณ หรือ พระอาจารย์บุญทวี สีตจิตฺโต เจ้าอาวาส วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เมตตาเทศนาธรรมโปรดญาติโยม ณ เรือนรับรอง “ธนสถิตกุล” วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ในหัวข้อ “คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล” 

(สำหรับวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย เป็นวัดที่พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ หรือ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เคยจาริกธุดงค์และจำพรรษา รวมทั้งเป็นสถานที่จัดงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เทสก์ ซึ่งวันที่ 17 เดือนธันวาคมของทุกปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์นำแจกันดอกไม้วางหน้าพระอัฐิหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ณ วัดหินหมากเป้ง) 

วันนี้จะพูดถึงเรื่องที่ คนอยู่วัดที่วัดหินหมากเป้ง โยมที่ดูแลหลวงปู่ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)  ทำอาหารหวานคาว อาหารว่างให้หลวงปู่ คอยหาหยูกหายามา คือ อยู่นาน อยากจะไปเที่ยว อยากจะออกจากวัดบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่าไปเที่ยว เลยกราบหลวงปู่แล้วบอกว่า โยมก็อยากจะไปวิเวก ไปเที่ยวใช้คำว่า “วิเวก” ด้วยน่ะ ไปวิเวกต่างสถานที่หน่อย ว่างั้น หลวงปู่ท่านก็ว่าไงรู้ไหมว่า เออ คนหลักคาใกล้ คนใบ้ค้าไกลเน๊าะ ว่างั้น ท่านก็ไม่ได้บอก และไม่ได้อธิบายเลยน่ะ แค่นี้แหละโยมเขาก็ออกไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง อาตมาก็นั่งอยู่กับหลวงปู่ พออาตมาออกมา เขาก็วิ่งดักอาตมาเลยน่ะ ครูบา ครูบา ท่านอาจารย์ฯเขาก็ใช้คำว่าอาจารย์เลยน่ะ อายุก็เป็นลูกศิษย์เก่าแก่ว่างั้นเถอะ ท่านอาจารย์ว่าอะไรโยม ว่าอะไร หลวงปู่บอกว่า คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล ท่านหมายถึงว่า คนฉลาดหลักแหลม ค้าขายอะไรก็ที่ใกล้ๆตัวนั่นล่ะ ขายอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด มองอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด คนฉลาดหลักแหลม อีกอันหนึ่งก็คือ คนใบ้น่ะหน่าค้าไกล ก็หมายถึงว่า ไปหาที่ไกล ไปหาเงินหาทองนั่นน่ะ อันนี้เป็นคำทับศัพท์ก็หมายถึงอันนี้ 

แต่ถ้าเป็นธรรมาธิษฐานก็คือโยมจะไปหาธรรมที่ไหน สถานที่ก็เงียบสงัดน่ะวัดหินหมากเป้งน่ะ แล้วสมัยก่อนด้วยน่ะ ก็จะเงียบ สงัดเลยว่างั้นเถอะ และคำว่า “ค้าใกล้” ก็คือตัวเรานั่นน่ะ ธรรมะจะไปหาที่ไหนอีก ใจกับกายของเรา เราเข้าใจ เรารู้ เราเห็นแล้วเหรอ ว่างั้นเถอะ อันนี้ความหมายที่อาตมาแปลให้เขาฟังน่ะ ที่นี้อาตมาสังเกตก็ถามเค้าน่ะ อาตมาถามว่า ความสุขที่คนเราปัจจุบันนี้ มันยาวนานที่สุด นานที่สุดก็ออกไม่ค่อยได้กันน่ะพวกเราน่ะ ก็มองไปโน่นล่ะ มองไปไกลๆจิตสงบบ้าง จิตอยู่ธรรมชาติบ้าง อะไรต่างๆ บ้าง ไม่ได้มองตัวเราว่าเอ๊ะ ปัจจุบันนี่ มีความสุขตรงไหนล่ะที่นานที่สุด นึกตั้งแต่การกิน การหลับ การนอน ก็ดูสิ นึกถึงตัวเรานี่หน่าที่ว่า “คนใบ้ค้าไกล คนหลักค้าใกล้” น่ะแหละ เพราะมันก็มาจบตรงที่ อ้อ! เรานอนหลับ นอนหลับมันมีความสุขที่สุด ไม่อยากตื่น ได้มาปฏิบัติธรรม ให้ตื่นตี 3 โอ้ย ไม่อยากตื่น ทำไมไม่อยากตื่น เพราะมันมีความสุข อย่างนี้ เป็นต้น 

ทำไมมันมีความสุข เพราะว่าเราไม่ได้คิด อันนี้อาตมาพูดให้เราพิจารณา แต่ไม่ค่อยเห็นกันอย่างนี้น่ะ นี่แหละเรียกว่า คนใบ้ค้าไกล ธรรมะจริงๆแล้วไม่ได้มากอะไรเลยน่ะพวกเรา 

อาตมาอ่านหนังสือ “นวโกวาท” ที่เป็นบรรทัดแรกเลยน่ะ ที่เป็นธรรมะเลยน่ะ คือ “สติสัมปัญชัญญะ” ธรรมอันมีอุปการะมาก ก็คือ สติสัมปัญชัญญะ แค่นี้ก็จบแล้ว มีอุปการะมากกว่าคำทั้งหลายว่างั้นเถอะ ทำไมถึงบอกว่ามีอุปการะ คือ คำทั้งหลายที่มันจะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสติสัมปัญชัญญะแล้วเกิดขึ้นไม่ได้เลย อย่างกับพ่อแม่นั่นน่ะ ถ้าเราไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ เราก็เกิดไม่ได้ แสดงว่าท่านมีอุปการะมากกว่าธรรมทั้งหลาย แค่นี้ก็เข้าใจแล้ว 

ต่อมาก็ “หิริโอตัปปะ” หิริ ความละอายแก่ใจ โอตัปปะ ความกลัวบาป แค่นี้ก็ประทับใจแล้วน่ะเราน่ะศรัทธาญาติโยมน่ะ เราต้องปฏิบัติในสิ่งนั้นให้มันเป็นจริงๆ ทำยังไงถึงจะเกิดมีสติ อันนี้ก็พูดจากการไม่ได้ศึกษามาก่อนน่ะ ไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษามาก่อน ไม่รู้เรื่องเลยธรรมะ ไม่รู้พูดอะไรกัน หิริ วิริยะอะไรไม่รู้เลย อาศัยนั่งหลับหูหลับตาที่ครูบาอาจารย์แนะนำนั่นแหละ คือ ไม่ได้เรียนมาก่อนไง แล้วเข้ามาสติปัฏฐานทุกเย็นเลยน่ะ ตอนเย็นก็มาสติปัฏฐานสี่ ท่องไปจนจบนั่นแหละ มหาสติปัฏฐานสี่ แปลด้วยน่ะ แต่ว่ามีสติน่ะ สติ สติ อะไรก็สติไปหมด คนที่ไม่มีสติไม่รู้แต่ก็ปฏิบัตไปด้วย แต่พอมันจะมี “สติ” บ้างน่ะพวกเรา ก็เหมือนที่อาตมาว่านี่ กลับมาอยู่ที่ตัว นึกถึงตัวรู้เลย รู้แล้วว่าที่อาจารย์ฯถามน่ะ คืออะไร พอมีสติหน่อยก็รู้ว่า นี่น่ะ ที่บอกว่ามีสติ จิตมีราคาก็ต้องรู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็ต้องรู้ว่าจิตมีโทสะ จิตมีสงบ จิตมีฟุ้งซ่าน จิตมีสมาธิ จิตไม่มีสมาธิ จิตมีสมาธิกว่า กับจิตไม่มีสมาธิกว่า อย่างนี้ ให้รู้ชัด รู้ชัด รู้ชัดเลยน่ะพวกเราน่ะ 

จะไปรู้ชัดได้ยังไง เมื่อเราไม่มีสติ แต่ทำไมมันรู้ อ๋อ! เพราะว่าเราปฏิบัติ มาปฏิบัติสมาธิอย่างนี้ ทำไปๆ เอาง่ายๆว่าทุกคนกลับมาหาตัวเองว่างั้นเถอะ ค่อยๆกลับมา กลับมาเหมือนกับที่อาตมาถามอยู่น่ะ แล้วคำว่าธรรมะ “พระพุทธเจ้า” เดี๋ยวนี้ เอ่อ ธรรมะ ธรรมะ 6 ข้อ คือธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ผู้ปฏิบัติพึงปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก น้อมเข้ามาใส่ตัว อะกาลิโก ไม่จำกัดกาล ไม่จำกัดเวลา ใช่ไหม จงกล่าวกับผู้อื่น เธอจงมาดูเถิด มาดูได้ไหม คือน้อมเข้ามาใส่ตัวเราหมดเลยน่ะพวกเรา กิเลสมันเกิดที่ไหนมันเกิดอย่างไร อะไรที่มันทำให้เราทุกข์ ทีนี้ที่พวกเราอย่าไปมองข้างนอก อย่างที่โยมบอกว่า จะหาไปหาที่ข้างนอกไปหาที่ภาวนาอย่างนี้ จริงๆแล้วอยู่ที่ตัวเรานั่นแหละ กิเลสเกิดจากไหน ทำไมอาตมาพูด แล้วทำไมคนก็บอกว่า เออ! เห็นด้วย 

นอนอยู่ป่าช้า ไม่รู้ว่าเป็น “ป่าช้า” คืนแรกๆ ผีไม่หลอก แต่พอรู้ว่าเป็นป่าช้า ที่นี้ ยิ่งเขามาบอกว่า เขาแขวนคอตายที่อาตมาแขวนขวดอยู่ ก็เหวย! คืนแรกก็หลับสบ๊าย ครูบามีอะไรไหม มีอะไรไหม โยมมาทำบุญ มีอะไรมาก๊อกแก๊กไหม ก็บอก หึ เมื่อคืนหลับสบ๊าย หลับสบาย เดินเหนื่อย แต่พอวันที่ 2 ผีหลอกเลย แล้วมันหลอก 2 วัน 3 วัน ทีนี้เอ๊ะ เวลาหลับทำไมไม่หลอก เราอยากจะหลับไหม ก็อยากจะหลับสิ ทำไม เพราะเราไม่ได้คิด พอ 3 วันเท่านั้นแหละ ตกลง ใครหลอก! กันแน่ะว่ะ พอเราบอกว่า ผีหลอก ผีหลอก ผีก็โกรธเลยน่ะ โอ้ยๆ ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรกับคุณ ฉันไปบอกญาติโยมด้วยซ้ำ ไปบอกศรัทธาญาติโยมด้วยซ้ำไป อันนี้ก็แปลกจริงๆน่ะ 

อาตมาเข้าไปป่าช้าเนี่ย คืนนั้นน่ะ หมาเห่า หมาหอน เห่าแบบ โอ้โหย! หอนทั่วบ้านเลย พระไป 4-5 องค์ ก็ไปบอกข่าวโยมว่า พระมา เขาไม่ได้มาหลอกมาหลอนอะไรพวกเรา จะหลอกได้ยังไงในเมื่อเขาไม่มีตัวตน มีเฉพาะวิญญาณที่เหมือนกับพวกเรานั่นแหละ เราคิดก็มีใครเห็นเราบ้าง มีใครเห็นตัวเองบ้าง ไม่เห็น เห็นคนอื่นไหม ไม่เห็น เพราะอะไร เพราะมันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตน ผีมันตายไปแล้ว กายมันวิ่นไปแล้ว จะเอาอะไรมาหลอกเรา เรานั่นแหละที่หลอกเอง สร้างต่างกัน ถ้าผีมีจริง ฟังใด้ดีน่ะ ทำไมผีมันต่างกัน คนเราน่ะโกรธเกลียดเคียดชังรักชอบเหมือนกัน หม๊ด ลูกเสีย เมียจาก พลัดพราก ร้องไห้ เหมือนกันหม๊ด ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเราน่ะ ทั่วประเทศ ไม่ว่าประเทศไหนก็ชั่ง เหมือนกันหมดทุกอย่าง แต่ผีทำไมไม่เหมือนกัน ผีจีนเป็นยังไง โดดหยอง หยองๆ ใช่ไหม ผีจีน ผีฝรั่งนี่ โอ้ย! น่าเกลียด น่ากลัว 

ผีไทยเป็นยังไง โอ้ย! แต่งตัวเรียบร้อย เรียกว่า นุ่งผ้าไทย แต่งตัวเรียบร้อย คนเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนกันหมด ผีน่ะ แล้วแต่ใครจะสร้างขึ้น 3 วันเท่านั้นพวกเรา เอ้า! แล้วผีอยู่ไหนว่างั้น แล้วตอนเราหลับ ทำไมผีไม่หลอกเรา อ๋อ! อย่างนี้ เขาเรียกว่า น้อมเข้ามาใส่ตัว นี่ไง อย่างนี้ 

นอนอยู่ข้างโลง ก็ไม่รู้ว่าเป็นโลงศพ มันมืด ไปกลางคืนใช่ไหม อะไรก็บดบังไปหมด ยังไงก็ไม่รู้น่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปกับเพื่อน 3 รูป พวกเราจะเดินกลางคืนน่ะธุดงค์มันเย็น ไม่มีใครผ่าน เดินผ่านบ้าน อย่างน้อยก็มีแต่หมา ศาลาอยู่ใกล้ๆน่ะศาลา แต่ไม่นอน ไม่เห็นศาลา ไปนอนที่ศาลาศพนั่นล่ะ เอ่อ ไปนอนที่ศาลาศพ พอรุ่งเช้าขึ้นมา โอ้ย ให้ไปนอนอีกไหม ไม่ไปแล้ว แล้วคืนแรก ทำไมไม่มี ทำไมไม่กลัว เพราะว่าเราหลอกเอง เราหลอกตัวเอง มนุษย์เรานี่แหละ ที่บอกว่า ในคืนแรกผีไม่หลอกบอกให้ท่าน ทั้งกลางวันกลางคืนเดินฉงน คืนที่สองผีหลอก หลอกทุกคน แต่พอหลับ ผีก็หลับตามๆกัน ใช่ไหม นี่เรียกว่า “ธรรมะ” 

ที่หลวงปู่บอกว่า คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล เรากลับมาดูที่ตัวเรา ที่ไหนล่ะ กิเลสมันตามไปด้วยไหม ทีนี้ ที่ว่า ทำไมเราไม่เห็น จิตเป็นอนุนิสัยของมารเลยน่ะ จิตทั้งหลายน่ะ ทุกดวงเลยเหรอ ทุกดวง ไม่ดีเลยเหรอ ไม่ดีเลย มีผู้รู้อยู่ แต่ผู้รู้ตัวนี้โดนเขาสะสม สร้างสมมา เหมือนกับที่เขาบอกว่า ตอนเด็กทำไมไม่มีกิเลส กิเลสทำไมไม่หนับ ไม่หนึบล่ะ พอโตเป็นสาวกิเลสก็ไม่แน่นหนา พอมีครอบครัว พอมีอายุมากยิ่งกิเลสยิ่งหนาก็เพราะว่ามันสะสม สะสมไม่ใช่วัตถุด้วยน่ะ เป็นความรู้สึกเฉยๆ รู้สึกชินๆบ่อยๆเข้าก็ชินน่ะ ให้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปรียบเทียบว่า เอ้อ เรามีสิ่งนี้ไหม เรามีสิ่งนี้ไหม อย่างนี้ เอ่อ เราก็ทำไว้ในใจ เราก็เรียกร้องสัญญาสิ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้น่ะ อนิจจะสัญญาอย่างนี้ อนัตตะสัญญา แต่ทุขขะสัญญาไม่มี เพราะทุกคนมีทุกข์อยู่แล้ว ไม่อยากให้มันเกิดแต่มันทุกข์ตลอดเวลาอยู่แล้ว 

อนิจจะสัญญา ทำไว้ในใจตลอดเวลาว่า เอ่อ มันไม่เที่ยงหรอก มันไม่เที่ยงหรอก อะไรจะเกิดขึ้น มันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงหรอก อนัตตะสัญญา อาตมาก็ใช้น่ะ อนัตตะสัญญาเนี่ยน่ะ เอ่อ ก็มันไม่มีตัวไม่มีตนอะไร โกรธ เกลียด เคียดชัง มันมีไหมพวกเรา ความรู้สึกมันเกิดขึ้น มันกองไว้ไหม มันมาทับถม ทับถมกองไว้ไหม ไม่น่ะ แต่เอ๊! มันก็หายไปอย่างนี้ ทำไมเราทำสิ่งที่ไม่มีตัวตน ให้มีตัวตนได้ล่ะ ไอ้พูดคำด่าเขา ทะเลาะกันก็หายไปแล้ว จบ ทำไมเราไปนึกมาเป็นหน้าว่าไม่ชอบอยู่เนี่ย อย่างนี้ แล้วก็ไปนึกพิจารณาเป็นภาพอยู่นี้ เอ้อ ก็น่าคิดน่ะ น่าพิจารณาพวกเรา – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นักภาวนาผู้แสวงหาความสงบของใจจึงต้องปลีกวิเวกหาที่สงัดอยู่คนเดียว : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616161

นักภาวนาผู้แสวงหาความสงบของใจจึงต้องปลีกวิเวกหาที่สงัดอยู่คนเดียว : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.26 น.

ที่ไหนมีคนที่นั่นมักจะมีเสียง คนนี่แหละเป็นตัวการสำคัญ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่าอย่าคลุกคลีกัน อย่าสังคมกัน ถ้าคลุกคลีสังคมกันแล้ว มักจะมีเรื่องให้พูดให้คุย ให้วิพากษ์ให้วิจารณ์ ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้จิตใจว้าวุ่นขุ่นมัว

นักภาวนาผู้แสวงหาความสงบของใจ จึงต้องปลีกวิเวก หาที่สงบสงัดอยู่คนเดียว ทำกิจกรรมร่วมกันเท่าที่จำเป็น ขณะที่ทำก็ไม่คุยกัน ให้ดูใจของตนเป็นหลัก ให้มีสติคอยเฝ้าดูใจ ให้ตั้งอยู่ในความสงบ ให้รู้เฉยๆ

ใจมี ๒ ส่วน ส่วนที่เป็นตัวรู้และส่วนที่เป็นตัวคิด ตัวรู้นี้รู้อยู่ตลอดเวลา แต่มักจะถูกตัวคิดบังเอาไว้ ถ้ารู้เฉยๆก็จะไม่มีอารมณ์ ถ้ารู้แล้วคิดปรุงแต่งก็จะมีอารมณ์ มีอารมณ์รักอารมณ์ชัง ดีใจเสียใจ ความคิดนี้เป็นตัวสำคัญ

ถ้าถูกอวิชชา ปัจจยา สังขารา ถูกอวิชชาเป็นผู้ชักนำ ก็จะคิดไปในทางที่จะทำให้เกิดความว้าวุ่นขุ่นมัว ความทุกข์ใจ ผู้ปฏิบัติส่วนมากจะมีอวิชชาเป็นผู้คอยผลักดันให้คิด ให้คิดไปในทางโลก ไปกระทำอะไรต่างๆภายนอกใจ ไปหาความสุขกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไปหาคนนั้นไปหาคนนี้ ไปหาสิ่งนั้นหาสิ่งนี้ เพื่อจะได้มีความสุข

แต่เป็นความสุขที่ไม่ใช่เป็นความสุขแท้ เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขที่เจือจางหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีความอยากตามมา อยากจะได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้อีก ทำให้ต้องออกไปหาความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ เป็นความสุขที่ทำให้มีความหิวมีความอยากเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ทำให้มีความอิ่มความพอเพิ่มมากขึ้นเลย

นักปฏิบัติจึงต้องคอยดูใจอยู่เสมอ ดูว่ากำลังคิดไปในทางไหน คิดไปในทางสมุทัยก็คือความอยาก เช่นอยากในรูปเสียงกลิ่นรส อยากกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ต้องรู้ทันแล้วระงับเสีย ให้คิดไปในทางธรรม คือคิดปล่อยวาง คิดเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกใจทั้งหมด ไม่ใช่เป็นความสุข แต่เป็นความทุกข์ เพราะไม่เที่ยง

มีมาแล้วก็ต้องมีไปเป็นธรรมดา มีเกิดก็ต้องมีดับเป็นธรรมดา มีเจริญก็ต้องมีเสื่อมเป็นธรรมดา ไม่ใช่ของเรา สิ่งที่เป็นของเราที่แท้จริง ก็คือความสุขภายในใจ ความสุขที่เกิดจากการปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างภายนอกใจ ถ้าปล่อยวางสิ่งภายนอกใจไม่ได้ ก็จะไม่ได้ความสุขที่แท้จริง

ถ้าปล่อยสิ่งต่างๆ ภายนอกได้ ก็จะมีความสงบสุขที่จะอยู่กับใจไปตลอด เป็นความสุขที่ถาวร เป็นความสุขที่แท้จริง ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันหมดไป ดังนั้นนักปฏิบัตินักภาวนา จำต้องมีสติเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของใจตลอดเวลา
       
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวยกับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยจะเลือกใคร : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615893

ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวยกับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยจะเลือกใคร : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.46 น.

วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาประกอบคุณงามความดี เสริมสร้างความสวยงามให้กับตนเอง ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เพราะความสวยงามของคนเราที่แท้จริงต้องสวยด้วยคุณธรรม สวยภายในใจ ไม่ได้สวยที่กาย แต่สวยด้วยความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดไม่โกง ไม่โกหกหลอกลวง 

ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวย กับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยนั้น จะเลือกใคร คนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแต่เป็นคนใจร้าย ไม่มีความเมตตากรุณา เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ชอบโกหกหลอกลวง ชอบลักเล็กขโมยน้อย กับคนที่รูปไม่สวยแต่งามทางจิตใจ มีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ เสียสละ ซื่อตรง ไม่คดไม่โกง เราจะเลือกใคร ส่วนใหญ่แล้วเราไม่รู้กัน เราจึงเลือกคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม แต่พออยู่ด้วยกันไปสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ต้องหย่าร้างกันไปเพราะใจไม่สวยงาม 

กายจะสวยงามขนาดไหนก็ตาม แม้จะเป็นนางงามจักรวาล ก็จะไม่ชนะใจคนได้ ต้องสวยงามทางด้านจิตใจ ที่จะเอาชนะใจผู้อื่นได้ จึงอย่าไปหลงประเด็น อย่าไปเห็นความสวยงามของกายสำคัญกว่าความสวยงามทางจิตใจ เพราะความสวยกายเป็นสิ่งที่ไม่จีรังถาวร จะต้องเสื่อมไปเรื่อยๆ ตามวัย ตามเวลา แต่ความสวยงามทางจิตใจนั้น ไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา มีแต่เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ 

ถ้าได้รักษาเสริมสร้างอยู่เรื่อยๆ ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล  ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ความสวยงามทางจิตใจ ก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงความสวยงามขั้นสูงสุด คือความสวยงามของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่พวกเรากราบไหว้บูชาเลื่อมใสศรัทธา ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบเคยเห็นเลย เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์คุณงามความดี ความเมตตากรุณาที่มีต่อสัตว์โลก ด้วยพระปัญญาความเฉลียวฉลาด ที่พาสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด โดยไม่คิดเงินคิดทอง ไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนเลยแม้แต่บาทเดียว 

ความสวยงามของมนุษย์เราอยู่ที่จิตใจ อยู่ที่การเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว อยู่ที่ความโอบอ้อมอารี ไม่โหดร้ายทารุณ จึงควรเสริมความงามทางด้านจิตใจกัน ให้มากกว่าการเสริมความงามทางกาย ร่างกายก็ดูแลพอไม่ให้ดูไม่ได้ หวีเผ้าหวีผม ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด แต่ไม่จำเป็นต้องย้อมผม แต่งผม แต่งหน้าทาปาก ใส่น้ำหอม เพื่อกลบความไม่สวยงามของกาย ที่คนไม่ฉลาดจะมองไม่เห็น แต่คนฉลาดจะรู้ว่า..ร่างกายมีแต่สิ่งปฎิกูลไหลออกมาตลอดเวลา มีเหงื่อไคล มีกลิ่นเหม็น มีอวัยวะน้อยใหญ่ ที่ไม่สวยงามซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง 

คนไม่ฉลาดจะมองไม่เห็น ก็จะหลงติดอยู่กับความสวยงามของร่างกาย ต้องมาเสียใจภายหลัง เมื่อร่างกายแตกสลายดับลงไป เป็นเพราะไม่รู้จักดูคนนั่นเอง ดูไม่เป็น ถ้าดูเป็นต้องดูที่พฤติกรรม ดูการกระทำของคน ไม่ดูที่รูปร่างหน้าตา เพราะไม่ได้เป็นตัวที่จะสร้างความดีงาม หรือความเสื่อมเสีย อยู่ที่การกระทำทางกายวาจาใจ จึงควรให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างความสวยงามของจิตใจ 

ด้วยการเจริญเมตตาเสมอ มีไมตรีจิตต่อเพื่อนสัตว์เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็มีจิตใจเหมือนกัน มีความปรารถนาความสุขเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ ก็ต้องการสิ่งเดียวกัน ถ้าให้ความสุขกับผู้อื่น ก็เท่ากับให้ความสุขกับเรา เพราะเมื่อได้ทำความดี ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เราก็จะมีความสุข นี่คือการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่ความสวยงามยิ่งๆ ขึ้นไป นำไปสู่ความสุขทางด้านจิตใจ
     
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หาความสุขกันแทบตายแล้วก็ต้องไปเจอความทุกข์อยู่ดี : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615521

หาความสุขกันแทบตายแล้วก็ต้องไปเจอความทุกข์อยู่ดี : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.13 น.

ถ้าเราไม่อยากจะเจอความทุกข์ อย่าไปหาความสุขจากสิ่งเหล่านี้ อย่าไปหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ อย่าไปหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ เพราะไม่ช้าก็เร็ว จะต้องเจอความทุกข์อย่างแน่นอน เพราะว่าร่างกายที่เป็นเครื่องมือหาความสุขเหล่านี้มันจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องพิกลพิการ จะไม่สามารถหาความสุขตามที่เคยหาได้ ถึงแม้จะมีเงินกองเท่าภูเขาก็หาไม่ได้ 

เงินนี้ไม่สามารถมาแก้ความเจ็บ ความพิการได้ ถ้าถึงเวลามันจะเจ็บแบบรักษาไม่ได้ มันก็รักษาไม่ได้ มีเงินทองมากน้อยก็รักษาไม่ได้ ถ้ามันพิการรักษาไม่ได้ มีเงินทองมากน้อยเท่าไหร่ ก็รักษาไม่ได้ นี่แหละคือทำไมเราจึงเจอความทุกข์กันอยู่เรื่อยๆ พยายามหนีมันแทบเป็นแทบตาย พยายามหาความสุขกันแทบเป็นแทบตาย แล้วก็ต้องไปเจอความทุกข์อยู่ดี ก็เพราะว่าความสุขที่เราหากัน มันมีความทุกข์ตามมา มีความทุกข์ติดมา เป็นเงาตามตัว ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องเจอความทุกข์จากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เวลาที่มันเสื่อมนั่นเอง 

ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้ มันมีเจริญ แล้วมันก็มีเสื่อม มันไม่เจริญอย่างเดียว ถ้ามันเจริญอย่างเดียวก็ดี พวกเราจะได้มีแต่ความสุขกัน หาเงินมามีแต่ได้อย่างเดียว ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีหมด อย่างนี้ดีไหม แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นละซิ ใช้ไปแล้วเดี๋ยวก็หมด ไม่พอใช้ ไม่ว่าจะมีมากมีน้อย รู้สึกว่าจะไม่พอใช้กันทั้งนั้น คนมีเงินเดือนหมื่นก็ไม่พอใช้ มีเงินเดือนแสนก็ไม่พอใช้ ก็เพราะว่าพอมีมากมันก็ใช้มากนั่นเอง 

ใช้ตามอารมณ์ ใช้ตามความอยาก ถ้าใช้ตามเหตุตามผลนี้ เงินจะมีเหลือใช้ แต่ไม่รู้จักใช้ตามเหตุตามผล ใช้ตามอารมณ์ เวลาไม่สบายใจก็ใช้เงินเพื่อดับความไม่สบายใจ ไปเที่ยวกัน ไปดูหนัง ฟังเพลงกัน ความไม่สบายใจก็ถูกกลบไปชั่วคราว เดี๋ยวกลับมาบ้านก็มาเจอความไม่สบายใจเหมือนเดิม นี่คือการหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้ จะต้องทำให้กลับมาเจอความทุกข์อยู่เรื่อยๆ เพราะมันเป็นความสุขที่มีความทุกข์ติดมานั่นเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑ (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ธรรมะลงตัวที่เลข 3’ ธรรมเทศนา หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ #SootinClaimon.Com

Posted on November 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615392

'ธรรมะลงตัวที่เลข 3' ธรรมเทศนา หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.03 น.

ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ มีพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมไตรโลกาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรองที่พระพรหมวัชราจารย์ มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป จึงแต่งตั้งให้ “พระมหาสามเรือน” ฉายา ปุญฺเญสโก อายุ 80 พรรษา 56 วิทยฐานะ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะตำบล จังหวัดสมุทรปราการ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาส วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดำรงตำแหน่งฐานานุกรมที่ “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ วิบุลธรรมสุนทร บวรสังฆานุนายก ณ พระอุโบสถ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร  

“แนวหน้า ออนไลน์” จึงได้นำธรรมเทศนาของพระราชสุเมธี หรือ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เจ้าอาวาส วัดภูตูมวนาราม ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมตตาเทศนาธรรมที่วัดอโศการาม ในโอกาสครบรอบ 80 ปี อายุวัฒนมงคลของ “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ” เจ้าอาวาส วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ 

เจริญสุข ท่านผู้ฟังทั้งหลาย กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์ที่ วันนี้นับว่า เราได้มาบำเพ็ญ สร้างบุญสร้างบารมี ด้วยการสร้างมหาบุญ และ อนันตบุญ มหาบุญ เราได้ไหว้พระ สวดมนต์ แล้วก็เจริญภาวนา จะทำให้จิตสงบเท่าไหนเพียงไรนั้น ก็สุดแล้วแต่ความตั้งใจ เราก็ได้มหาบุญ ส่วนอนันตบุญ บุญไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่า อินฟินีตี้ (Infinity) อันนี้เกิดขึ้นจากบุญฤทธิ์ การทำจิตของตนให้เข้าถึง “สมาธิ” ตั้งแต่ขั้นอุปจาระสมาธิ และ ถึงขั้นฌานต่อไป นี่คือเรื่องบุญ ดังนั้น ท่านผู้ใดตั้งใจบำเพ็ญบุญ ตั้งใจสร้างกุศล ก็จะทำให้เรานั้นหลุดพ้น จากภาวะที่เราไม่ได้พัฒนาชีวิต ไม่ได้บริหารชีวิตของตนเอง 

วันนี้เป็นวันคล้ายวันอายุวัฒนะของเจ้าอธิการ “พระมหาสามเรือน ปุญเญสโก” เจ้าอาวาส วัดอโศการาม รูปที่ 4 น่าที่อัศจรรย์ พรรษาของท่าน อันเป็นพรรษาที่ 55 เท่ากับอายุของท่านพ่อ ที่ท่านได้ละสังขารไป เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2504 อายุได้ 55 ปี แต่ปีนี้พรรษาของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 มีพรรษาได้ 55 ปี ดังนั้น เราจึงมาบูชาคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯด้วย บูชาคุณของพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมด้วย การทำบุญอายุวัฒนะ เราจะได้เห็นอยู่ทั่วไปก็คือ การนิมนต์ครูบาอาจารย์ฯ มารับไทยทาน และ ไทยธรรม ก็คือมาเจริญพระพุทธมนต์ให้ พอเป็นพิธีถวายสิ่งของ ไปบางวัดถวายมากก็ได้รับการกล่าวขวัญว่า โอ้! มาวัดนี้ทำบุญอายุวัฒนะของพระคุณเจ้ารูปนี้ มีของเยอะ เสร็จแล้วก็เลิกกัน แล้วก็ไปทำบุญอีก ทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น ทีนี้เราได้มีการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญธรรมะสวนะมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม ผ่านมาแล้ว 2 กัณฑ์ กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์ที่ 3 มีทั้งหมด 5 กัณฑ์ ก็เท่ากับเลข 5 ซึ่งพรรษาของเจ้าอธิการ พระมหาสามเรือน ปุญเญสโก ท่านเป็นเจ้าอาวาส และ ก็เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ในตำบล จังหวัดสมุทรปราการนี้ 

ถ้าจะกล่าวถึงเจ้าอาวาสรูปแรกก็คือ ท่านพ่อลี ธัมฺมธโร หรือ พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ ในปี 2500 ท่านพ่อได้ฉลองพุทธศตวรรษ 25 พุทธศตวรรษ กึ่งพุทธกาล ด้วยความจริงใจในยุคนั้น และ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ถึงปี 2504 ท่านได้ละสังขาร ต่อมายังไม่มีเจ้าอาวาส สมเด็จพระมหาวีรวงษ์ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฎกษัตริยาราม รักษาการเจ้าอาวาสสืบมา จนกระทั่งเมื่อท่านเจ้าคุณได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช การรักษาการณ์เจ้าอาวาสก็สิ้นลง ก็เป็นได้อยู่ประมาณ 2-3 ปี ต่อแต่นั้นก็มีครูบาอาจารย์ฯ มีหลวงปู่สิมบ้าง รักษาการณ์ในระยะสั้นๆ 

แล้วก็ต่อมาก็หลวงพ่อสำรอง หรือ เจ้าคุณราช ในฐานะเป็นพระราชาคณะชั้นราช และ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ เป็นเจ้าอาวาสอยู่นานพอสมควร เป็นรูปที่ 2 รูปที่ 3 ก็คือ พระญาณวิศิษฏ์ (หลวงพ่อทอง จันฺทสิริ) ก็มา พระมหาสามเรือน ปุญเญสโก ก็เป็นเจ้าอาวาสสืบมาเป็นรูปที่ 4 ก็ลำดับความเป็นมาเจ้าอาวาสวัดอโศการาม ซึ่งเป็นบุญญเขตอยู่ใกล้เมืองกรุง ตั้งแต่สร้างวัดอโศการามมา ฉลองพุทธะ 25 พุทธะศตวรรษ ก็ทำให้เกิดมีพระสงฆ์ มีครูบาอาจารย์ฯที่เป็นศิษย์ ในสายหลวงปู่มั่น ร่วมกันกับหลวงพ่อลี ได้แวะเวียนมา “วัดอโศการาม” ถือว่าเป็นวัดที่อยู่ใกล้เมืองกรุงในยุคนั้น ซึ่งวัดอื่นๆยังไม่มี พระสายหลวงปู่มั่น ถ้าอยู่ป่า คุ้นเคยกับป่า ไปอยู่ในวัดบ้านก็ไม่สะดวก จึงมาที่วัดอโศการาม อันนี้เล่าก่อน ยังไม่ได้เทศน์ เล่าให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ ท่านกำลังสลึมสลืออยู่ ก็ตั้งสติ ถ้าหากมันง่วงก็ไปล้างหน้า แล้วก็ออกไปเดินสูดอากาศรับลม แล้วก็เข้ามานั่ง นี่คือการบำเพ็ญ ก็คือ การสร้างความเพียรให้เกิดขึ้น 

วัดอโศการาม ตั้งแต่ท่านพ่อยังดำรงชีพอยู่ ก็มีการอยู่ “เนสัชชิก” การธุดงค์ ในวันธรรมสวนะตลอดมา แต่ก่อนก็มีประมาณ 20-30 คน แม่ชีครึ่งศาลาอยู่ด้วยกันจำนวนมาก พอใกล้ 5 ทุ่ม 6 ทุ่ม พระก็เหลืออยู่ด้วยกัน 4-5 รูป ใน 4-5 รูปนั้น ก็มีผู้พูดอยู่นี่รวมอยู่ด้วยในยุคนั้น ก็สมัยท่านพ่อละสังขารนั้น 3 เดือนแรก ตอนนั้นพวกเรายังเป็นสามเณรกันอยู่ มีอยู่ 6-7 รูปที่เป็นจิตอาสา โดยมีหลวงปู่มหาเนียม ซึ่งต่อมาก็ไปเป็นเจ้าคณะภูเก็ต พังงา กระบี่ เป็นรูปที่ 2 รองจากหลวงปู่เทสก์ ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต จังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา รูปแรก ท่านได้ลาออกแล้วก็กลับไปหนองคาย สร้างวัดหินหมากเป้ง ซึ่งเป็นวัด แล้วก็อยู่ที่นั่นจนกระทั่งละสังขาร รูปที่ 2 ก็มีหลวงปู่มหาเนียม ต่อมาก็เป็นพระราชาคณะอยู่ที่วัดหลังศาล นั่นละท่านนำพาฝึกพวกเราให้อยู่รับแขก รับครูบาอาจารย์ฯที่จรมาจากทั่วสารทิศเพื่อมากราบศพท่านพ่อ ที่อยู่ศาลาทรงธรรม ปี 2504 ตั้งแต่วันมรณะผ่านไปเป็นเวลา 3 เดือน เราจะอดตาหลับขับตานอน รอรับแขก โดยมีหลวงปู่มหาเนียมนั้นคอยดูแลความเรียบร้อย สามเณร 6-7 องค์ ก็มีสามเณรทรงยศ สามเณรจำปี สามเณรเนียม สามเณรวัฒนะ สามเณรประสิทธิ์ สามเณรสมชาย สามเณรศักดิ์ สามเณรสมคิด มี 7-8 องค์ อยู่ที่ศาลาทรงธรรม เปลี่ยนกัน แล้วก็มาพักผ่อนเอากลางวัน กลางคืนนั้นก็หลับสลึม สลือ ต้องพิงเสาหลับเอา 

ในวันนี้ได้มาเห็นบรรยากาศในการอยู่ “เนสัชชิก” กับฟังธรรม ฟังธรรมกันตลอดคืน นับว่าเป็นการบำเพ็ญอายุวัฒนะของเจ้าอธิการพระมหาสามเรือน ปุญเญสโก ที่ท่านได้ทำในปีนี้ ที่ได้กล่าวไปแล้ว ให้ญาติโยมได้บำเพ็ญธรรมะสวนามัย 5 กัณฑ์ กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์ที่ 3 กัณฑ์ที่ 3 ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างลงด้วยเลข 3 แม้สถาบันที่เรามีอยู่ก็เรียกว่า “สถาบันทั้ง 3” สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ แม้กระทั่งเตาไฟของคนโบราณ คนไทยเราก็มีก้อนเส้าอยู่ 3 เส้า กำลังตั้งหม้อแกง ตั้งหม้อข้าว ตั้งหม้อหุงข้าว ตั้งหม้อนึ่งข้าว ถ้ามี 2 เสา ก็เท่ากับไม้ไปพาดแล้วก็หามเอา 3 เส้านี่แหล่ะเป็นหลัก แม้กระทั่งพระรัตนตรัยก็มี 3 พุทธะรัตนะ ธรรมะรัตนะ สังฆะรัตนะ ในร่างกายของเรานี้ก็มี 3 หนึ่ง กายกรรม สอง วจีกรรม สาม มโนกรรม การทำกิจกรรมต่างๆทางกายเรียกว่า “กายกรรม” ทำกรรมคือทำการงานด้วยกาย ออกแรง เคลื่อนไหว เดินไปเดินมา วจีกรรม เรียกว่า การทำกิจกรรมด้วยวาจา ก็คือการกล่าว กล่าวโน้มน้าว กล่าวให้บุคคลทั้งหลายได้เข้าใจ ฟังแล้วจับใจ ชัดเจน ในคำกล่าว เรียกว่า “วาจา” ปากเป็นเอก เหมือนเสกมนต์ให้คนเชื่อ มีมโนกรรม คือ ความนึกคิด ความนึกคิดตัวนี้เป็น “ตัวจิต” เป็นตัวที่เป็นนาย ในความเป็นอยู่ของเรา เรามีกายกับจิต วาจาก็ออกมาจากจิต ทุกส่วนจึงลงตัวด้วยเลข 3 

วัดอโศการาม มีระเบียบแล้วก็เป็นระบบสืบมา ด้วยการทำกิจกรรม ตอนเช้าเวลา 6 นาฬิกา ออกรับบิณฑบาต เวลา 7 นาฬิกา 30 นาที ฉัน และ 7 นาฬิกา 30 นาที ตีระฆัง 9 นาฬิกา ทำวัตรเช้า จบแล้วอ่านพระไตรปิฎก อ่านวินัย ต่อแต่นั้น ตอนบ่าย ถ้าเป็นวันธรรมสวนะ หรือ เป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็จะมีกิจกรรมในภาคบ่าย ไปถึงบ่ายสี่โมง บ่ายสองโมงไปถึงบ่ายสี่โมง แล้วก็ทำวัตรเย็น แล้วก็ทำวัตรค่ำ 2 ทุ่มไปถึง 4 ทุ่ม วางระเบียบจนกระทั่งเป็นระบบ ตั้งแต่วัดอโศการามได้จัดกิจกรรมตั้งแต่ 2500 หรือก่อนนั้น จนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นแบบอย่าง แม้กิจกรรมต่างๆ วัดอโศการามได้ทำเป็นแบบฉบับ มีกิจกรรมต่างๆตลอดเวลา ทำให้วัดต่างๆนำไปถือปฏิบัติ แล้วก็ได้ผล นี่ก็คือ สร้างระเบียบ แล้วก็กลายมาเป็นระบบ เมื่อเป็นระบบแล้ว ระบบมันก็จะพัฒนาของมันไปเอง เมื่อคนอยู่ในระบบ ทุกคนก็จะต้องสำนึก สำเหนียก สำนึก ระลึกเสมอว่า เรามีหน้าที่ใดๆอย่างนี้ เป็นต้น  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความเจริญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง ไม่ใช่ไปขอพรจากพระ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614906

ความเจริญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง ไม่ใช่ไปขอพรจากพระ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.30 น.

การเป็นผู้เจริญนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการไปขอความเจริญจากผู้อื่น แต่เกิดจากเราสร้างมันขึ้นมา เพราะความเจริญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง เกิดจากการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ถ้าคิดดี พูดดี ทำดีแล้ว ผลที่จะตามมาก็คือผลดีที่จะทำให้เราเป็นผู้เจริญนั่นเอง 

ดังนั้นเวลาเราไปหาพระแล้วไปขอพรพระ คิดหรือว่าจะได้พรจากท่าน จะได้ในสิ่งที่เราต้องการ เพราะสิ่งที่เราต้องการนั้นเป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง ขอไปเท่าไร พระให้พรไปเท่าไร ก็สักแต่ว่าให้ สักแต่ว่าขอกันเท่านั้นเอง เพราะว่าไม่เข้าในหลักของเหตุและผล เหตุคือการกระทำ ดีหรือชั่ว ผลคือสิ่งที่ตามมา ดีงามหรือเลวร้าย ถึงจะตามมาได้

เวลาเราไปขอพรพระ สิ่งที่พระท่านให้นั้นไม่ใช่ให้พรเรา แต่ท่านจะสอนเรา ให้ธรรมะ ให้แสงสว่างกับเรา ให้เรารู้ว่าอะไรคือเหตุที่จะนำมา ซึ่งความสุขความเจริญที่เราปรารถนากัน มันอยู่ในตัวของเราแล้ว อยู่ในกำมือของเรา เราทำให้มันเกิดขึ้นมาก็ได้ หรือทำให้มันหายไปก็ได้ ไม่มีใครทำลายสิ่งที่เราต้องการได้ นอกจากตัวของเราเอง

เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ ความหลง คิดว่าสิ่งวิเศษต่างๆ เป็นสิ่งที่ให้กันได้ เราจึงไปหาพระสงฆ์องค์เจ้าเพื่อขอพรบ้าง ขอให้ท่านประพรมน้ำมนต์บ้าง หรือถ้าขึ้นบ้านใหม่หรือมีรถใหม่ ก็ขอให้ท่านเอาแป้งไปเจิมที่รถบ้าง ที่บ้านบ้าง เผื่อบ้านเราจะได้ไม่พัง ไฟจะได้ไม่ไหม้บ้าน รถจะได้ไม่ไปชนกับเขาหรือพลิกคว่ำ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดทั้งนั้น

เพราะว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้นั้นมันเกิดจากการกระทำของเรา ถ้าเราประมาทไม่คอยดูแลบ้านเรา เปิดไฟทิ้งไว้ เปิดพัดลมทิ้งไว้ จุดธูป จุดเทียนทิ้งไว้ โอกาสที่ไฟจะไหม้บ้านย่อมเกิดขึ้นได้ หรือเราขับรถด้วยความคึกคะนอง ด้วยความประมาท กินเหล้าเมายา โอกาสที่รถจะต้องไปชน ไปพลิกคว่ำย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะนี่แหละคือเหตุที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่เราไม่ปรารถนา คือความประมาทขาดสตินั่นเอง

แต่ถ้าเรามีความระมัดระวัง มีสติคอยดูแลควบคุมใจเราอยู่เสมอ อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เพราะใจเป็นตัวสำคัญที่สุด จะพูดอะไร จะทำอะไรได้ ต้องมีใจเป็นผู้สั่งการ ถ้าใจสั่งให้ไปทำในสิ่งที่ผิด ผลมันก็จะผิด ถ้าสั่งให้ไปทำในสิ่งที่ถูก ผลมันก็จะถูก อย่างเราขับรถมาถึง ๔ แยก ถ้าสั่งให้เหยียบเบรก รถก็จะหยุดให้เรา ถ้าสั่งให้เหยียบคันเร่ง รถก็จะพุ่งฝ่าไฟแดงไป ก็ต้องเกิดการชนกันขึ้นมา ขึ้นอยู่ที่ใจของเราเป็นสำคัญ พรที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ไหน นอกจากการดูแลใจเราเป็นหลัก เราต้องคอยดูแลใจเรา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันทำมาจากดินน้ำลมไฟ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614390

ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันทำมาจากดินน้ำลมไฟ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.01 น.

ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันทำมาจากดินน้ำลมไฟ ดินน้ำลมไฟ มันน่ารักน่าชัง น่ากลัวน่าหลงไหม ไม่มี เห็นน้ำเราก็เฉยๆ เห็นดินเราก็เฉยๆ เห็นไฟเราก็เฉยๆ ไม่มีถ้าเราเห็นความจริงของต่างๆ ที่เรามาพบปะ มาสัมผัสมาครอบครองนี้ มันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟเท่านั้นเอง ทำมาจากดินน้ำลมไฟ แล้วก็ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดไป ถ้าเราไม่มีความรักชังแล้ว เวลามันจะหมดเราก็ไม่เดือดร้อน หมดก็หมดไป เราไม่ได้ไปรักไปชอบมัน ถ้าเราไม่ไปชัง เราก็ไม่มีอะไรกับมัน ถึงแม้มันจะร้ายแรงขนาดไหน มันก็ทำร้ายได้ก็เพียงแต่ดินน้ำลมไฟด้วยกัน ก็คือร่างกายของเรานี่ ร่างกายของเรา มันก็ดินน้ำลมไฟเหมือนกัน อะไรมาทำร้ายมันก็ทำร้ายที่ดินน้ำลมไฟ มันไม่ได้มาทำร้ายที่ตัวเรา

ตัวเราคือใจผู้รู้ผู้คิดนี่ มันไม่มีอะไรแตะต้องได้ ดินน้ำลมไฟไม่สามารถมาทำลายใจได้ ใจเป็นผู้รู้ผู้คิดนี้ ไม่มีอะไรที่จะสามารถทำลายได้ เหมือนกับไม่มีอะไรที่สามารถทำลายดินน้ำลมไฟได้ ดินน้ำลมไฟนี่ไม่มีอะไรที่จะทำลายมันได้ แต่ดินน้ำลมไฟมันมารวมกันได้ เวลามันมารวมกัน ก็ทำให้เกิดต้นไม้ขึ้นมา เห็นไหม พอฝนตกลงมา น้ำตกลงมาในดิน พอดินกับน้ำผสมกัน มีความร้อนพอสมควร ไม่หนาวจนเป็นหิมะอย่างนี้ แล้วก็ไม่ร้อนจนเป็นทะเลทราย เราก็มีต้นไม้กัน มีร่างกายของมนุษย์กัน ร่างกายของมนุษย์ ก็ทำมาจากดินน้ำลมไฟเหมือนกัน แล้วก็มีใจมาเกาะมาขี่ร่างกายนี้ ไม่มีอะไรทำลายใจได้ ไม่มีอะไรทำลายดินน้ำลมไฟได้ ดินน้ำลมไฟมันเพียงแต่มารวมตัวกัน แล้วเดี๋ยวมันก็แยกตัวออกจากกัน นี่ร่างกายของเรานี้ประกอบขึ้นด้วยดินน้ำลมไฟ เดี๋ยวถึงเวลามันก็แยกตัวออกจากกัน น้ำก็ไปทางหนึ่ง ลมก็ไปทางหนึ่ง ไฟก็ไปทางหนึ่ง ดินก็ไป กลับไปสู่ต้นสังกัด พูดง่ายๆ

น้ำก็กลับไปหาน้ำ น้ำมันก็ระเหยขึ้นท้องฟ้ากันทั้งนั้น พอมันขึ้นท้องฟ้า มันก็รวมตัวจับเป็นเมฆกันเห็นไหม จับตัวเป็นเมฆแล้วเดี๋ยวมันก็ตกลงมาเป็นน้ำ ลงไปในน้ำทะเล อยู่ในทะเล อยู่ในลำธารลำห้วยต่างๆ ดินมันก็กลับไปอยู่กับดิน เห็นไหม ร่างกายพอเราเผาก็เหลือแต่ขี้เถ้านี่ เราก็เอาไปลอยในทะเล มันก็ตกตะกอนลงไปอยู่ในพื้นดินข้างล่าง หรือเราเอาไปฝังมันก็กลายเป็นดินไป ทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นดินน้ำลมไฟ ถ้าเรามีความรู้อย่างนี้ ก็ไม่รู้จะไปกลัวอะไร ทีนี้พอเราไม่มีความรู้ เราก็ไปตู่เอาว่าไอ้นั่นเป็นของเรา เป็นตัวเราขึ้นมา ว่าร่างกายนี้เป็นตัวเรา เป็นของเรา พอมีตัวเราของเรา ก็มีความรักความชังความกลัวความหลงแล้ว อะไรที่จะมาทำลายร่างกายเรา ก็กลัวมันแล้ว อะไรเราหลงคิดว่าดี เราคิดว่าไม่ดี เราก็หลงแล้ว เพราะว่ามันไม่ดี อะไรที่เราคิดว่าไม่ดี เราก็หลงแล้วเพราะว่ามันเฉยๆ มันกลางๆ มันไม่ดีไม่ชั่ว แต่เราไปหลงเอง ไปรักไปชังมันเอง ด้วยความหลงของเรา

ถ้าเรามีความรู้ว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เราไม่ไปรักไปชังไปกลัวไปหลงหรอก ถึงแม้ตอนนี้มันจะเป็นร่างกาย แต่เดี๋ยวมันก็ต้องกลับไปเป็นดินน้ำลมไฟอยู่ดี ร่างกายของคนทุกคน ไปไหนล่ะเวลามันหยุดลม พอมันหยุดลมหายใจปั๊บ ลมมันก็ออกจากร่างไปก่อนแล้วใช่ไหม นี่สมาชิกคนแรกที่ลาออกจากบริษัทนี้ ก็คือลม ขอลาออกก่อนแล้ว สมาชิกที่ ๒ ก็คือไฟ ไปแล้วใช่ไหม ความร้อนในร่างกายเป็นยังไง คนตายลองไปจับตัวดูสิ ธาตุไฟไปแล้ว ธาตุลมไปก่อน แล้วก็ธาตุไฟ เดี๋ยวถ้าทิ้งไว้เดี๋ยวธาตุน้ำก็ไหลออกมาจากร่างกาย แล้วเดี๋ยวก็เหลือแต่ธาตุดิน นี่เป็นการรวมตัวของบริษัทหุ้นส่วน หุ้นส่วน ๔ หุ้นด้วยกัน คือดินน้ำลมไฟ ส่วนของต่างๆ ที่ผลิตมานี้ก็มีหุ้นส่วน ๔ หุ้นนี่แหละ มีปริมาณมากน้อยต่างกัน บางอย่างก็มีน้ำมาก บางอย่างก็มีน้ำน้อย บางอย่างก็มีดินมาก แล้วแต่ 

สินค้าต่างๆ ที่เราทำเราใช้อยู่นี้มันก็ผลิตมาจากดินน้ำลมไฟทั้งนั้น เวลาจะผลิตสินค้าต่างๆ มันมักจะต้องมีความร้อนมาหลอมโลหะ โลหะก็เป็นดินเห็นไหม เอาความร้อนมาหลอม เพื่อจะหล่อให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เป็นพลาสติกเป็นนู่นเป็นนี่ มันก็ต้องมีความร้อน แล้วก็ต้องมีส่วนของน้ำผสมเข้าไป น้ำยงน้ำยาอะไรต่างๆ มันประกอบมาจากดินน้ำลมไฟทั้งนั้นแหละ เพราะเดี๋ยวมันพังมันก็กลับไปหาดินน้ำลมไฟ ของต่างๆ มันไปไหนล่ะ หลุมขยะใช่ไหม เต็มไปหมดอย่างนี้ ถุงพสาสตกพลาสติกนี้ล้นโลก มันมาจากดินน้ำลมไฟ มันเกิดจากการผลิตของพวกเรา นี่ของที่เราผลิตนี่มันกลับคืนสู่ต้นสังกัดยาก มันถึงเป็นปัญหา ไม่เหมือนกับของที่ธรรมชาติผลิตนี้ มันกลับเข้าหาสังกัดเร็ว สมัยก่อนเราไม่มีพวกพลาสติก ไม่มีพวกโลหะ นี่เรามีแต่ของธรรมชาติทั้งนั้น สมัยก่อนเวลาเราจะห่อข้าวเราใช้อะไรล่ะ ใช้ใบตอง ใช้ใบตองห่อข้าว ใบตองใช้เสร็จทิ้งไป วันสองวันมันก็แยกตัวสลายตัว กลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟไปอย่างรวดเร็ว

แต่สมัยนี้เรามาผลิตของกันขึ้นมา ของที่เราผลิตนี้มันกลับคืนสู่ที่เดิมยาก มันก็เลยกลายเป็นปัญหาขึ้นมาเพราะมันมีมลพิษ มันผลิตลมพิษให้กับพวกเรา ได้สูดกันได้ดมกัน มันทำให้น้ำของเราที่ดื่มนี้เป็นน้ำพิษกันไป นี่คือปัญหาของพวกเราที่เรามาเล่นกับดินน้ำลมไฟแบบไม่ฉลาด เล่นดินน้ำลมไฟตามความอยากของเรา ไม่คำนึงถึงโทษที่จะตามมา จากการที่เรามาผลิตของต่างๆ นี้ขึ้นมา ว่าเรากำลังมาทำลายระบบนิเวศน์ ระบบของดินน้ำลมไฟไป เรามาสร้างควันพิษกัน เรามาทำให้น้ำของเราสกปรก เพราะเราทิ้งของสกปรกลงไปในน้ำ เราทำให้อากาศเป็นพิษ ทำให้ดินของเราเป็นพิษ เอาของที่เป็นอันตรายฝังไปในดิน ดินที่เราฝังตรงนั้นก็ใช้ไม่ได้ ทำการเกษตรทำอะไรไม่ได้ ลมก็เป็นพิษ น้ำก็เป็นพิษ มีแต่ไฟนี่มันก็ยังเป็นไฟอยู่เท่านั้น ไฟก็คือความร้อน

นี่คือการใช้ปัญญา ถ้าเรามีปัญญาเราจะสามารถ ที่จะมองสิ่งต่างๆ ให้เห็นว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ พอเราเห็นว่ามันเป็นดินน้ำลมไฟ เราก็ไม่รู้จะไปรักไปชังไปกลัวไปหลงทำไม พอจะโกรธคนนี้ก็กำลังโกรธใคร โกรธดินหรือโกรธน้ำ หรือโกรธลมหรือโกรธไฟ ก็ไม่รู้จะไปโกรธทำไม นี่คือปัญญา ถ้าเรามีปัญญา มองเห็นทุกอย่างว่าเป็นดินน้ำลมไฟ เราก็จะหยุดความโลภความอยากต่างๆ ได้ เพราะว่าได้มา มันก็ไม่ได้ทำให้ใจของเราวิเศษขึ้นแต่อย่างไร กลับมาสร้างภาระให้กับใจของเรา ใจของเราต้องมาดูแลบริหารจัดการ ถ้าใจเราได้พบกับความสุขที่เกิดจากความสงบแล้ว เราก็ไม่ต้องมีอะไรมาให้ความสุขกับเรา เราก็จะไม่ไปรักไปชังไปกลัวไปหลงอะไรกับใคร ใจของเราก็จะสงบอยู่ตลอดเวลา เป็นพระนิพพานขึ้นมา ด้วยการที่เห็นทุกอย่างนี้ว่าเป็นอนัตตานั่นเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วัวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ถ้าอยากจะมีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614036

ถ้าอยากจะมีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.32 น.

“…ถ้าอยากจะมีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน มงคลสูตร ๓๘ ข้อ ข้อที่หนึ่งสอนให้ไม่ให้คบคนโง่ ให้คบคนฉลาด คนโง่ก็คือคนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์อะไรเป็นสุข พวกเราชอบคบคนโง่กัน เพราะชอบชวนเราไปเที่ยวกัน ชอบชวนเราไปกินไปดื่มไปเล่นกัน พวกโง่ทั้งนั้นแหละ พวกฉลาดเขาจะชวนเราไปวัดกัน ไปนั่งสมาธิไปปฎิบัติธรรม แต่เราไม่ชอบคนฉลาด เราชอบคนโง่ มันก็เลยวุ่นวายกัน ทุกข์กันอยู่นั่น เห็นไหม

ไม่ให้คบคนโง่ ให้คบบัณฑิต คนฉลาด บัณฑิตก็คือ เนี่ยคนเข้าวัดเนี่ยเป็นคนบัณฑิต คนที่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การทำบุญทำทาน อยู่ที่การรักษาศีล อยู่ที่การภาวนา อันนี้ตัวอย่างของมงคลสูตร ท่านจะสอน ๓๘ ข้อ จนถึงขั้นถึงพระนิพพานเลย การทำพระนิพพานให้แจ้งนี่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ทำนิพพานให้แจ้งก็คือทำใจให้หลุดจากกิเลสตัณหา ให้กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไป พอใจไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาแล้วใจก็จะสงบเต็มที่ เรียกว่าทำนิพพาน นิพพานก็คือใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ใจที่ปราศจากกิเลสตัณหานี่เอง…”. -008 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พวกเราในอดีตได้บำเพ็ญศีล ทำบุญทำทานมาจึงทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613880

พวกเราในอดีตได้บำเพ็ญศีล ทำบุญทำทานมาจึงทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์  : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันศุกร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.31 น.

“…พวกเราในอดีตได้บำเพ็ญศีลกันมา ได้ทำบุญทำทานมา จึงทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ เราจึงไม่ควรใช้บุญเก่าไปโดยเปล่าประโยชน์ ควรจะสร้างบุญใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นไป เพื่อจะได้พัฒนาจากมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ไปเป็นเทพ เป็นพรหม เป็นพระอริยบุคคล ตามลำดับต่อไป ด้วยการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เป็นทางเดียวเท่านั้น ทำได้มากน้อยเพียงไร ก็ขอให้ทำไป อย่าไปเสียดายชีวิต อย่าไปเสียดายอะไรทั้งสิ้น 

ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ให้สละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ให้สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ให้สละชีวิตเพื่อรักษาธรรม ธรรมเท่านั้นที่จะพาให้เราไปสู่สุคติ ไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล จึงขอฝากเรื่องการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ให้ท่านทั้งหลายนำไปประพฤติปฏิบัติต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แล้วจะไม่ผิดหวังในการที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา…” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมมันอยู่ในตัวของเรา ‘อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ อยู่ที่กายเรา’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่เบา โอภาโส’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613626

ธรรมมันอยู่ในตัวของเรา 'อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ อยู่ที่กายเรา' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่เบา โอภาโส'

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.25 น.

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ) ธัมมาจารี สุขังเสติ ณ บัดนนี้อาตมาจะได้พระธรรมเทศนา ยกเอาธรรมะอันเป็นคำสั่งคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาชี้แจงให้พุทธบริษัทศาสนิกชนทั้งหลายได้สดับรับฟัง ตามสมควรแก่เวลา การปฏิบัติธรรมนั้น คือ ปฏิบัติตัวของเรา คำว่า “ธัมมจารี สุขังเสติ” คือ ธรรมมันอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว ธรรมมันอยู่ในตัวของเรา อยู่ที่ไหน อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ อยู่ที่กายเรา ธรรมอยู่นี้ ไม่ได้อยู่ที่อื่น ตัวของเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม นั่นแหละ คือ ธรรม เหมือนอย่างพี่น้องมาปฏิบัติธรรมในวัดแห่งนี้เป็นต้น ธรรม คือ รักษาปาก ปากพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ อะไรที่เป็นโทษ เราไม่พูด อะไรที่เป็นโทษ โกหก หลอกลวง แช่ง ด่า เบียดเบียนคนอื่นอย่างนี้ เป็นต้น 

กาย เราก็ไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นี่ก็เป็นธรรมแล้ว ใจ เราก็อยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรียกว่า พูดสามองค์โพธิ์ศรี เรียกว่า พูดภาษาพุทธทำนาย พุทธทำนาย ไม่รู้ใครเขียนเอาไว้ ก็คนรู้ ผู้รู้นั่นแหละ ทำนายเอาไว้ตามพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ดูในตำรับตำรา และก็มาทำ มาเขียนเป็นตัวภาษาไทย เริ่มต้นเดิมทีเป็นภาษาบาลี ก็มาถอดเป็นภาษาไทย เขียนเป็นหนังสือออกมา เนี่ยพุทธทำนาย อาตมาว่ามันถูกมาหมดน่ะ ถูกตามพุทธทำนาย ดูมา ดูมา ก็ถูกมา ถูกมา ในปัจจุบันนี้กำลังถูกอยู่ นอกนั้นผ่านมาหมดแล้ว ข้าวบ่มีลาน ก็ผ่านมาแล้ว ทำงานบ่มีผัวก็ผ่านมาหมดแล้ว เจ้าหัวบ่มีวัตรก็ผ่านมา แล้วก็โรคระบาดกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ถ้าผ่านตรงนี้ไปก็อยู่เย็นเป็นสุข มีแต่คนมีถิ่นมีธรรมอยู่ด้วยกัน เชื่อใจวางใจกันได้ เพราะทุกวันนี้โลกอยู่ไม่เป็นสุข เพราะคนไม่มีศีลธรรม เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะไม่มีศีลไม่มีธรรม กลัวสิ่งของจะหาย กลัวขโมยมาเอา กลัวเขามาโลภมาเอาของ มันกลัว ถ้ามีศีลธรรมแล้ว ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อยู่อย่างสบ๊าย สบาย

ศีลธรรมเป็นประโยชน์อย่างนี่แหละ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีศีลมีธรรม เป็นหนทางไปสู่ความพ้นทุกข์ ไม่มีทุกข์จริงๆ น่ะ ถ้าต่างคนต่างมีศีล ต่างคนต่างมีธรรม ไม่เป็นทุกข์ ที่ว่า “ธัมมาจารี สุขังเสติ” มีความสุข การปฏิบัติธรรมมีความสุขทางใจ ทางกาย ทางวาจา ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองและคนอื่น เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองยังไง พูดออกไปแล้ว มันเอาคืนไม่ได้ พูดออกไปแล้ว เอาคืนไม่ได้ ไปเข้าหูคนอื่นแล้ว ถ้าพูดไม่ดีก็เข้าหูคนอื่น ก็เอาคืนไม่ได้ นั่นเป็นพิษเป็นภัย เพราะฉะนั้น เมื่อเราปฏิบัติธรรมแล้ว จึงมีความสุข “สุขังเสติ” เป็นผู้ปฏิบัติธรรม มีความสุข มีความเจริญ ในหน้าที่การงาน มีความเจริญในความเป็นอยู่ มีความเจริญในวิถีชีวิตของเรา 

ถ้าไม่มีศีลมีธรรม ตกระกำลำบาก มีเงินก็เหมือนไม่มี เป็นเศรษฐีร่ำรวยก็เหมือนไม่มี มีความเร่าร้อน มีเงิน มีความร้อน เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง กลัวคนจะมาปล้นมาจี้มาลักมาล้วงมาขโมย มีหวาดระแวงอยู่ตลอด จะไปไหนก็หวาดระแวง ถ้ามีศีลมีธรรมแล้วจะไปไหนก็สบาย ไม่ต้องกลัว เพราะศีลธรรมนั้นป้องกันภยันตรายทั้งปวงได้ ศีลธรรมนั้นปกปักรักษาเราได้ ศีลธรรมนั้นอยู่เย็นเป็นสุขทุกคนเมื่อปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น วัดอโศการามมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯมาโปรดทุกวันอาทิตย์ ก็น่าอนุโมทนา ได้ฟังเทศน์พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายท่านหลายองค์ อาจารย์สุธรรมฯ ก็ทราบว่ามาเทศน์อยู่เรื่อย 

อาจารย์เชาวน์ฯ ก็มาเทศน์ก็อยู่ใกล้กันกับอาจารย์เบา แต่ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ไข อายุพรรษาท่านก็บวชตามหลังอาจารย์เบา แต่ดูท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้ว เสียงดัง เสียงดี อาจารย์เชาวน์ฯ เสียงดัง เสียงดี อยู่ใกล้กัน อาตมาอยู่นครพนม อาจารย์เชาว์ฯอยู่สกลนคร อาจารย์สมหมายอยู่อุดร พระอาจารย์สุธรรมฯแต่ก่อนก็อยู่ใกล้กัน เดี๋ยวนี้ก็มาอยู่วัดหลวงตามหาบัว อาจารย์สุธรรมฯแต่ก่อนก็อยู่ใกล้กันกับอาจารย์เบาแหล่ะ ห่างกัน 10 กิโล 10 กว่ากิโล พอหลวงพ่อสุดใจมรณภาพก็อาจารย์สุธรรมมาอยู่ เป็นสายครูบาอาจารย์ฯ รุ่นราวคราวเดียวกัน ท่านแก่กว่าอาจารย์เบา 5 ปี อาจารย์สุธรรมฯ อาจารย์เชาวน์ก็อ่อนกว่าอาจารย์เบา 2-3 ปี อาจารย์สมหมายก็แก่กว่าอาจารย์เบา อยู่ 4-5 ปี เห็นกันเรื่อย ไปมาหาสู่กันอยู่เรื่อย นอกนั้นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมดแล้ว เหลือแต่ลูกแต่หลานอยู่ด้วยกัน ก็รักษาธรรมะพ่อแม่ครูอาจารย์ฯเอาไว้ ข้อวัตรปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ เหมือนอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์ฯอบรมสั่งสอน รักษาให้มันยังคงอยู่ ตามที่วัดป่า หลวงปู่มั่นยิ่งลำบากกว่าพวกเรา ลำบากมากๆ เป็นองค์บุกเบิกครั้งแรกพระกัมมัฎฐาน ลำบากมาก อยู่ในภู ในเขา บางบ้านเขาก็ให้ข้าวกิน บางบ้านเขาก็ไม่ให้ข้าวกิน ท่านก็อดทน ทำความพากความเพียร 

อาหารการอยู่การฉันก็ลำบาก อาตมาไปอยู่ทางภาคเหนือ เขาเอาอะไรให้กินก็กินไปตามมีตามได้ คนแถวเราไม่มีหรอก เขาเอาอาหารใส่บาตรไม่เหมือนบ้านเรา คนภาคเหนือ คนชาวเขา ชาวภู ชาวเขา นั่นน่ะ อยู่บนดอย บนภู บนเขาน่ะ อาตมาเคยไปบิณฑบาต โน่นอำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง ขึ้นไปทางดอยอินทนนท์ เขาใส่อะไร มะพร้าวนี่เขาใส่หมดลูกเลย เป็นลูก ไม่ได้ผ่า ไม่ได้อะไร แกะเปลือกแล้วใส่เลย กล้วยก็ใส่เป็นหวี ใส่บาตร ไม่ได้ปาด ไม่ได้อะไร ใส่เป็นหวี ใส่ให้พระ ไก่ก็ใส่เป็นตัว อาตมาไปบิณฑบาต  มันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้พูดตามครูบาอาจารย์ฯน่ะ พูดด้วยตนเอง และ ปฏิบัติเห็นด้วยตนเอง เขาใส่เป็นตัว จะมากินยังไง ดีแต่มีเด็กวัดอยู่ด้วย เอามาให้เด็กวัดเขาทำให้พระฉันได้ หมากแตงโมก็ผ่าครึ่ง ก็ใส่บาตรไปเลย ไปบิณฑบาตก็ไม่ใช่เขาจะใส่ให้เราเลยน่ะ พระเดินไปเนี่ย เห็นอยู่พระไปบิณฑบาต แต่เขาคุยกันเฉย เขาคุยเสร็จถึงมาใส่บาตรให้เรา ถ้าเขาคุยยังไม่เสร็จ เราก็ต้องรออยู่นั่น ให้เขาคุยกันเสร็จซะก่อน โน่นนี้อะไร เรื่องวัว เรื่องควาย ก็ให้เขาทำธุระอะไรให้เสร็จก่อน แล้วเขาถึงจะมาใส่บาตร นี่ชาวเขา 

อาตมาไปสมัยยังเป็นพระหนุ่มๆ ยังเดินธุดงค์อยู่ เดินไปตามภู ตามเขา หลวงปู่มั่นยิ่งกว่านั้น สมัยห้าสิบปีคืนหลัง สมัยอาตมาก็ยังขนาดนี้ หลวงปู่มั่นยิ่งกว่านั้น บิณฑบาตเขาก็เอากบใส่บาตร ให้สูไปปันกันกินเน้อว่ายังงั้น เฮาก็เอาใบตองใส่กบ ใส่บาตร ไปปันกันกินเด้อ กบก็บ่ทันได้ตาย อือม์ นี่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ ได้พบเห็นได้เผชิญมา ท่านก็ไป อยู่เมืองเหนือ หลายปีน่ะหลวงปู่มั่น อยู่เมืองเหนือหลายปี เพราะเมืองเหนือนั้นมีภูเขาเยอะ การภาวนาก็ดี ไม่มีคนไปเพ่นพ่าน มันเงียบ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายองค์ก็คนจังหวัดเลย ไปอยู่เชียงใหม่ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายองค์ หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบไปทนทุกข์ทรมานอยู่บนเขาบนดอย บนภูบนเขา เพราะปฏิบัติธรรมนั้นต้องไปอยู่ห่างไกลประชาชน อยู่ที่สงบสงัด หลวงตาบัว สบาย เวลาฉันเรายังไปบิณฑบาต ถ้าไม่บิณฑบาตก็นั่งสมาธิ เดินจงกรมอยู่หลายวันจะไปบิณฑบาต ก็บิณฑบาตมาฉัน 7 วัน 15 วัน เป็นเดือนก็มี 20 วัน อดข้าว มันหิวอยู่สองวันเท่านั้นแหละ นอกจากนั้นไม่หิว วันแรกสองวันนี่หิว สี่ห้าวันไปแล้ว ไม่หิว อยู่สบาย สบาย ไม่หิวเลย ฉันแต่น้ำ น้ำนี่อดไม่ได้ ขาดน้ำ ขาดไม่ได้ ขาดอาหารอยู่ได้ ขาดน้ำนี่อยู่ไม่ได้ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯปฏิบัติ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถ้ากลัวตายไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรม ถ้าไม่กลัวตาย จึงชนะได้ ถ้ากลัวนี่ไม่ชนะ แพ้ตลอด นี่คือการปฏิบัติธรรม 

เหมือนทหารสมัยก่อนก็เช่นเดียวกัน สมัยพระเจ้าตากสินตีหม้อข้าวหม้อแกงแตกหมด ถ้าไม่ชนะไม่ได้กินข้าว ต้องตีชนะ ถึงจะได้กินข้าว เอาอย่างนั้น “ทหาร” พระเราก็เช่นเดียวกัน ถ้ากลัวตายไม่เห็นธรรม ถ้าไม่กลัวตายจึงจะเห็นธรรมได้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เหมือนกับหลวงตาบัวก็นั่งจนก้นแตก หลวงปู่มั่นเดินจงกรม จนพระบาทซ้อด เดินกลับไปกลับมา จนตีนซ้อด จนเป็นนิสัย เรียกว่า ข้อวัตรปฏิบัติเป็นนิสัย หลวงตาบัวก็เก้าสิบกว่าปีก็ยังเดินจงกรมอยู่ จนป่วยใกล้จะมรณภาพถึงหยุด เดินไม่ได้ ถึงไม่เดิน หลวงตามหาบัว เขาโทรไปบอกอาจารย์เบา อาจารย์เบาอยู่เชียงใหม่ อยู่อำเภอจอมทอง บอกว่าหลวงตามรณภาพแล้ว อาจารย์เบาก็รีบกลับมา มาวัดบ้านตาด เข้าไป ยังมีอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านสลบไปสลบมา อาตมายังเข้าไปกราบหลวงตามหาบัว ก่อนจะหมดลม ไปกราบพระบาท กราบตีนท่าน เอาหัวไปใส่ตีนท่าน และ ออกมาไม่นาน ท่านก็หมดลม หมดลมในขณะนั้นเลย ถ้าพูดตามประสาบ้านเรา ก็คงจะคอยเราอยู่ไม่รู้ เขาโทรไปบอกตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ว่า หลวงตาหมดลมแล้ว ก็รีบมา มาท่านยังอยู่ เพราะอะไร พออาตมาเข้าไปกราบ มีหมอ หมออยู่ไหนก็ไม่รู้ หมอที่อุปัฎฐากท่านน่ะ ก็เอาอะไร เอาเล็บเป็นเล็บไปกรีดพระบาทท่าน ท่านยังกระดิก กระดิกอยู่ เอาเล็บไปกรีดพระบาทท่าน ท่านยังกระดิก กระดิก แสดงว่าให้กรีด เพราะกระดิก แล้วอาจารย์เบาก็เข้าไปกราบ อาจารย์เบาออกมา ท่านเจ้าฟ้าหญิงเข้าไป จุฬาภรณ์เข้าไป แป๊บเดียวท่านก็หมดลม หลวงตามหาบัว พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกเราก็ถือข้อวัตรปฏิบัติพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ ท่านสอนยังไง สอนให้นั่งสมาธิ สอนให้เดินจงกรม 

เดินทำไม? เดินจงกรม เปลี่ยนอิริยาบถ ทำไมเปลี่ยน สุขภาพร่างกายเรานี้ มันต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน นั่งคือนั่งสมาธิ นอนก็นอนสมาธิ นอนสมาธินอนยังไง นอนสีหไสยาสน์ นอนตะแคงข้างขวา บริกรรมพุทโธ พุทโธ และ นอนภาวนา นอนภาวนา นอนตะแคงข้างขวา ทำยังงี้ พุทโธ พุทโธ จนหลับ นั่งก็คือนั่งสมาธิ เหมือนพี่น้องญาติโยมนั่งอยู่ในขณะนี้ เรียกว่า นั่งสมาธิ เดินทำไมต้องเดิน เปลี่ยนอิริยาบถ ทำไมเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ก็ไม่ได้ เดินจงกรม หลวงตาบัวเดินหนักด้วย หลวงปู่มั่นก็เดินหนัก อาจารย์เบายังไม่หนักเท่าไหร่ ทำเบาๆ ทำวัตรเย็นแล้วก็เดิน เดินเสร็จก็มาทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเสร็จก็ไปเดินจงกรม เดินไปเดินมา พอตีสี่ก็ลงมาทำวัตร หรือไม่ก็ไปนั่งสมาธิ อยากก็ฉันไม่อยากก็ไม่นั่ง ไปบิณบาตร อยู่นั่นเป็น 20 วัน 15 วันบ้าง 20 วันบ้าง 7 วันบ้าง สมัยทำความเพียร สมัยยังเป็นหนุ่ม ยังแข็งแรง ต้องเอาจริงเอาจัง ต้องทำจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ นั่งสมาธิก็นั่งจริงๆ นั่ง ถ้ามันมีพุทโธ มันไม่ง่วงน่ะ ถ้าพุทโธหายมันจะง่วง ง่วงคืออะไร ง่วงคือ หาวหง๊อกๆ จะหาวนอนแล้ว นั่งพุทโธ พุทโธ มันง่วง มันขาดสติ มันเลยหงาวนอน ถ้ามีสติดู เริ่มแรกเดิมทีก็ดูลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็พุทโธ พุทโธ อยู่อย่างนั้น เมื่อจิตมันละเอียด จิตมันนิ่ง แล้วก็ถอนออกมา ออกมาดู ดูอะไร ดูขนเล็บฟันหนังของเรานี่แหล่ะ ส่วนใดส่วนส่วนหนึ่ง ดูทำไม ดูให้มันเห็น ให้มันรู้ เห็นอะไร เห็นอรรถเห็นธรรม ดูขนเล็บฟันหนัง จึงให้กัมมัฎฐาน จึงมาเป็นกัมมัฎฐาน 

กรรม คือ การกระทำ ฐาน คือ ตั้งอยู่ในตัวของเรา ตั้งสติอยู่ในตัวของเรา ก็ดูขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เหมือนพระเณรจะบวช อุปัชฌาย์ก็ให้กัมมัฎฐานมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ให้ดูขึ้นดูลงอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องไปดูอย่างอื่น ดูขนเล็บฟันหนังเราเนี่ย นั่งภาวนา อย่าไปดูอย่างอื่น ให้จิตมันอยู่ในกัมมัฎฐานเนี่ย ให้จิตมันอยู่ในตัวของเราเนี่ย ไม่ให้จิตมันไปอยู่ในสมบัติต่างๆ ไม่ให้จิตมันไปอยู่กับยศฐาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่ง เพราะศีลธรรมนั้นไม่มีตำแหน่ง มีแต่ตัวของเรา มีแต่บริกรรมพุทโธ พุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร มาเทศน์วัดป่าสุทธาวาส สอนพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ให้ดูพุทโธ พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เรียกว่า ธัมมจารี สุขังเสติ 

สุขังเสติ มันมีความสุข นั่งพุทโธ พุทโธ ไม่ต้องคิดไปโน่นไปนี่น่ะ ให้พุทโธ พุทโธ อยู่ตลอด จิตจะมีความสุข จิตมันเย็นสบาย จิตมันนิ่ง เย็นสบาย พุทโธ แปลว่า ผู้ตื่น ตื่นขึ้นก็ตั้งอกตั้งใจกับคุณงามความดี ตื่นต่อบาปต่อบุญต่อคุณต่อโทษ รู้จัก เหมือนคนตื่น คนตื่นนอนมันเห็นโน่น เห็นนี่ นี่เราตื่น เราดูในร่างกายเรา คือ เป็นผู้ตื่น เห็นร่างกายเรา มันเป็นของไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน ของเที่ยงคือศีลธรรมเท่านั้น มันจะเที่ยงได้ ร่างกายเรามันไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ตาย แต่การเกิดของเรานั้น ถ้าหากว่าเรามีศีล มีธรรม มีคุณงามความดี ก็มาเกิดเป็นคน ถ้าเราไม่มีศีลมีธรรมก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัมภเวสี อสุรกาย อย่างนี้ เป็นต้น บาปก็ไม่ทำ บุญก็ไม่ทำ ไปเป็นสัมภเวสี 

สัมภเวสีคืออะไร คือ เป็นผีหลอกคน ว่าผีหลอก เนี่ยพวกสัมภเวสี ไม่ได้เกิด ไม่ได้ตกนรก ไม่ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นวิญญาณท่องเที่ยวในวัฎฏะสงสารเนี่ย อยู่ตามต้นไม้ชายเขา มีทั้งหมด พระพุทธเจ้าเราจึงไม่ให้ตัดต้นไม้ ไม่ให้ดายหญ้า เพราะในต้นไม้ต้นหญ้านั้นมีวิญญาณของคนอยู่ ในต้นไม้ใบหญ้าน่ะ ทุกต้น มีวิญญาณสถิตย์อยู่ พระพุทธเจ้าจึงห้ามพระ บอกพระไม่ให้ตัดต้นไม้ ไม่ให้ดายหญ้า นี่ตามพระวินัยของพระ พระยังตัดต้นไม้ไม่ได้ ดายหญ้าไม่ได้ ญาติโยมทำได้ เพราะศีลไม่มาก ศีล 5 ข้อ แต่พระนี่ 227 ข้อ ศีลของพระ ละเอียด การดู การฉัน การไป การมา การพูด การจา การเดิน การนั่ง มันละเอียด จึงเป็นผู้ควรกราบ ควรไหว้ ควรสักการะ ควรให้ของพระ เพราะศีลเยอะ ข้อวัตรปฏิบัติเยอะ 227 ข้อ เพื่อจะให้จิตมันละเอียด จิตมันเห็นอรรถ เห็นธรรม ได้เยอะกว่าญาติโยม พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายท่านหลายองค์ในปัจจุบันเรา แต่อนาคตเราไม่รู้ ถ้าพูดตามพุทธทำนาย โยมก็เห็นได้น่ะ เห็นธรรม เป็นพระโสดาบันได้ เป็นพระอนาคามี อนาคามีมรรค อนาคามีผลได้ เหมือนพระเจ้าสุทโธธนะ ท่านพ่อของพระพุทธเจ้า พระองค์ท่านก็เป็นคนก็ได้เป็นอรหันต์ได้ ไม่แพ้แม่พระสารีบุตร ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ 

แม่พระสารีบุตร พระสารีบุตรไปโปรด ไปโปรดแม่ ลูก 7 คนไปบวชหมดเลย แม่นี่เครียด อยู่กับพ่อ 2 คน ลูกไปบวชหมด ลูกคนเล็กว่าจะให้บวชแต่น้อย สิว่าให้อยู่กับครอบครัว อยู่เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ คิดแต่งงานให้แต่น้อย ตั้งแต่อายุ 7 ปี แต่งงานให้ ในขณะที่จะแต่งงาน นั่งเกวียนไป๋ สมัยก่อนบ่มีรถ มันบ่มีรถ นั่งเกวียนไป ในระหว่างทางบอกโชเฟอร์เกวียน คนขับเกวียน จอดๆ จะลงไปธุระ ลงจากรถแล้วไปเล่ย ลงจากเกวียนแล้วไปเล่ย ย่างไปเล่ย ไปหาอ้าย ไปหาพระสารีบุตร ไปบวช อายุ 7 ปี นี่ว่าบุญเก่า มีบุญเก่า พ่อแม่ก็ไม่ให้ไป แต่ไปด้วยตนเอง บุญเก่ามี ไปด้วยบารมีธรรมพานำไป บารมีธรรมพาไป ไปบวช 

อาตมาก็ไปนั่งภาวนากับอาจารย์กงมา ตั้งแต่เป็นเด็ก เด็กขนาดไหน 7-8 ปี เข้าวัดตั้งแต่ยังเล็ก เล็กขนาดไหนไม่ทราบประมาณ 2 ปี 3 ปี ผู้ใหญ่บอก อย่าไปใกล้ อย่าไปใกล้แม่ชีหลาย ยังน้อยอยู่ จึงถอยออกมา มันสะอ่อน มันดีใจ เห็นนักบวชแล้วดีใจ บ่ให้เข้าไปใกล้ ก็ถอยออกมา พอโตขึ้นมาหน่อย ก็ไปภาวนากับหลวงปู่กงมา อาจารย์วิริยังค์ อาจารย์แบน เป็นครูบาอาจารย์ ไปภาวนาอยู่กับท่าน พอโตขึ้นมาหน่อย จนกระทั่งเข้าโรงเรียน ออกโรงเรียนแล้วไปบวชเลย ออกโรงเรียนแล้วเขาก็มาขอไปบวช แต่มหานิกาย เฉยๆ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชัง แต่จิตใจมันเฉยๆ มันไม่อยากไป ถ้าพระกัมมัฎฐานมานี่อยากไป 

พอเขาบอกว่า พระกัมมัฎฐานมาแล้วนี่ ไปเลย ไปกับพระกัมมัฎฐานเลย ไปตั้งแต่วันนั้นยังไม่ได้กลับบ้านเลย เดินไปกับพระกัมมัฎฐาน ตั้งหลายเดือนถึงได้บวช เดินไปกับพระกัมมัฎฐาน เดินไป สมัยก่อนไม่มีรถ เดินไปกับพระกัมมัฎฐานแล้วก็ไปภาวนา พระกัมมัฎฐานจริงๆน่ะ อาตมาเป็นเณร คนตาย อาจารย์ท่านบอกว่า เณรไปภาวนา เอาอาตมาไปฝากไว้ มองเขาเผาศพน่ะ แล้วหลวงพ่อก็เดินกลับ นั่งอยู่นี่น่ะ ให้อยู่นี่น่ะ เป็นเณรอยู่ หลวงพ่อเดินกลับ กลัวพ่อมากกว่าผี กลัวครูบาอาจารย์ฯมากกว่าผี นั่งอยู่นั่นล่ะ พุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหล่ะ ผ้าจีวรนี่เปียกอยู่ เหงื่อแตก มันไหลเปียกผ้าจีวร นั่งสักพักจะมาเอา พักของครูบาอาจารย์ฯก็นั่นแหละ 3 ทุ่มจนตี5 

ตี 5 ก็มารับไปสวดมนต์เช้า ทำวัตรเช้า นี่พ่อแม่ครูอาจารย์ฯสอนไปฝึก ไม่ได้สอนเฉยๆน่ะ เอาไปฝึกด้วย เอาไปฝึกน่ะ ฝึกความกลัว จากนั้นท่านก็ให้ไปคนเดียว ไปภาวนา ถ้ามีคนตายมาเผาศพที่ป่าช้า ท่านบอกไปเลย ไปภาวนาเด้อนี่ กลัว จะกลัวอาจารย์ยิ่งกว่าผี เดิน เดินไป ไม่ได้เดินธรรมดาน่ะ กลัวผี ถ้าไม่เดินก็ไม่ได้ไป พ่อแม่ครูอาจารย์ฯบอกว่าต้องไป แต่กลัว ก็ไป เดินยังไง เอาตีนต่อกันไป เอาตีนยกขึ้น มาต่อตัวนี้ เอาตัวนี้มาต่อตัวนี้ ก้าวไป เอาตีนต่อตีนไป ไม่หยุด เดี๋ยวก็ถึง ไปถึง ไฟกำลังไหม้ นั่งภาวนาอยู่นั่นล่ะ 

นั่งไปนานๆ ไม่เห็นผี บ่เคยเห็นผี นั่งดู ดูลมหายใจ พุทโธ พุทโธ คนหลับตาเนอะ นั่ง “พุทโธ” หลับตาอยู่ได้ยินเสียงเดิน แช๊บ แช๊บ มา ผีหรือเปล่าว่าเนี่ย มาแล้วก็ย่ำ คว๊าบ คว๊าบ ต๊าย! ผีมันย่ำแคว่ว คว๊าบ คว๊าบ ย่ำก๊อบ ก๊อบ ก๊อบ ยิ่งย่ำยิ่งกลัว แต่ก็นั่งนิ่งอยู่นั่นแหล่ะ ดังก๊อบแก๊บๆ หรือมึงจะกินกูว่ะ จะกินตอนไหน พี้ๆตาเบิ่ง หมา ทางคนภาคอีสาน เวลาคนตายก็แต่งผ้าขาว เอากระดูก เอาไก่ เอาใส่ข้าว ให้คนตายกิ๋น หมาไปย่ำกระดูกไก่ดังกร๊อบๆ เลยบ่แม่นผี นั่งภาวนาต่อ นั่ง เขาว่าผี โดนพื้นมันขาด ตกอ้าแล้ว บ่ใช่ผี แต่พื้นมันขาด นั่งไปนานๆ ในกองไฟ แมลงไหม้มันมาตอมไฟ นกเค้า แคว๊ก แคว๊ก มาตอมไฟ มากินแมงไหม้อยู่ในไฟ มันตอมไฟ นกเค้ามันบินมา มันบินมา บ่บินมาซื่อๆ มันพัดเอาหัวเฮาเนี่ย ใกล้ๆ เลยตื่น เลยลืมตา เลยลุกออกมา มาย่านผีมาแล้ว เฮ็ดจั่งใด๋ บ่ย่านผี ผีมันเฮ็ดตามหลังไป ความคิดเด็กน้อย เลยเดินถอยหลังกลับมา เอาตีนต่อเดินถอยหลังกลับมา ออกจากป่าช้าเดินออกมา ถอยหลังออกมา แต่นั้นมาก็ไปเรื่อยๆ เลยไม่กลัวผี นี่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯสอน ไม่ได้สอนแต่ปาก สอนให้กระทำด้วย ใช่ไหม 

อาตมาเป็นเณร จึงมาบวชเป็นพระ จึงไม่กลัว ไปอยู่ไหนได้หมด เดินจงกรม ภาวนาอยู่คนเดียวก็ได้ เดินภาวนาตามภูตามเขา ไม่มีผี มีแต่ความกลัว ใจของเรา ไปหลอกเรา ใจเรานี่หลอกเรา ผีมันไม่หลอกหรอก ใจมันหลอก มันกล้าทำให้เราไม่ได้ นั่งสวดมนต์เนี่ย เสียงปึ้มปั้ม ปึ้มปั้ม ตกมาแต่ทางฟ้าน่ะ ก้อนหินขนาดนี้ เท่าก้อนเสา ตกบึ้มบั้ม บึ้มบั้มลงมา กำลังสวดมนต์อยู่ อาตมาก็ไม่ได้ไปดู ก็สวดมนต์ไปเรื่อยๆ พอสวดมนต์เสร็จไปดู ไม่มีอะไร ตกมาจากบนฟ้า ใส่หลังคา ตึ้มตั้มๆ ข้างศาลา สักรถสองรถ มันตกลง ก้อนหินเสียงดังตึ้มตั้มๆ ไปอยู่ป่าครั้งแรก มีจริง แต่มันไม่ทำอะไรให้เราได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันทำให้เรากลัว มันทดสอบจิตใจผู้ปฏิบัติธรรม มันทดสอบปฏิบัติธรรม มันจะกลัวไหม ถ้ากลัวแล้วธรรมแตก เราก็ทำหน้าที่ของเราไปจนจบ แล้วไม่มีอะไร จากนั้นมาก็เป็นแสงขึ้นข้างบน ขึ้น เหมือนบั้งไฟดอก เป็นแสงพุ่งขึ้นข้างบน ที่หลวงพ่อฯอยู่มันเป็นแสงขึ้น คนในบ้านมองมาเห็น ห่างจากหมู่บ้าน 2 กิโล เขาเลี้ยวมาเห็น กลางวันก็เป็น กลางคืนก็เป็น เป็นแสงพุ่งขึ้นข้างบน กลางวันเขาก็เดินมาดู พอมาใกล้ๆแสงไม่มีแล้ว ดับไป พอมาใกล้ๆแสงก็ดับไป พออยู่ห่างๆจะมีแสงขึ้นไปด้านบน เขาเห็นแล้วเขามาพูดให้ฟัง 

อาตมาก็นั่งเฉยๆแหล่ะ ไม่มีอะไร ไม่ได้ทำอะไร มีแต่พุทโธ นั่นล่ะ พุทโธ จึงมีฤทธิ์ เพราะฉะนั้นพี่น้องญาติโยม อย่าไปลืมพุทโธ ให้ปฏิบัติ พุทโธ พุทโธ เป็นอรรถ เป็นธรรม ศักดิ์สิทธิ์จริง เห็นจริง รู้จริง รู้อรรถ รู้ธรรม เห็นจริง เห็นอรรถ เห็นธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายองค์หลายท่าน ปฏิบัติแล้วเห็นอรรถเห็นธรรม มันอยู่ที่ไหน อยู่ที่ตัวของเราเนี่ย ไม่ได้อยู่ในตำราหรอก อยู่ในตัวของเราเนี่ย อยู่ในหัวใจเราเนี่ย อยู่ในตัว อยู่ในหัวใจเรา ธรรมมันอยู่นี่ เพราะฉะนั้น วันนี้พี่น้องญาติโยมมาปฏิบัติธรรมคือ ปฏิบัติตัวของเราเป็นบุญเป็นกุศล เป็นศิริมงคล 

พระธรรมเทศนา พระครูสามารถกิตติคุณ (เบา โอภาโส) วัดป่ากิตติพรพุทธาราม อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,053 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน
“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด
AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’
อนุทินชูความเชื่อใจ นำภูมิใจไทยก้าวสู่ปีที่ 18 มุ่งสร้างเอกภาพพรรคร่วม
‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

Recent Posts

  • AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
  • เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน
  • เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป
  • เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน
  • ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d