Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘กิเลสลากมา ตัณหาลากไป’ : หลวงพ่อวิชัย เขมิโย #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607789

'กิเลสลากมา ตัณหาลากไป' : หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.50 น.

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมตตาเป็นองค์แสดงธรรมองค์แรก ในหัวข้อ “กิเลสลากมา ตัณหาลากไป” ในงานพิธีหล่อพระพุทธเมตตาและองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต , หลวงปู่ดูลย์ อตุโล และหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบางแสม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา (วัดสาขาของวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์ ซึ่งมีพระเทพวชิรญาณโสภณ หรือ ท่านเจ้าคุณเยื้อน ขนฺติพโล เป็นเจ้าอาวาส และ เป็นเจ้าคณะ จ.สุรินทร์)  ทาง “แนวหน้า ออนไลน์” จึงนำมาถอดเทปนำเสนอเป็นธรรมทาน ตอนที่ 2 ดังนี้ 

…ถ้าชีวิตของเรามันคิดฟุ้งซ่านมาก กิเลสลากมา ตัณหาลากไป ไปเหนือไปใต้ ไปใกล้ไปไกล เราก็จะได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเตือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเดชพระคุณท่าน (ท่านเจ้าคุณเยื้อนฯ ) พูดสัจธรรมสั้นๆ ให้พวกเราฟังอยู่ตลอดเวลา เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์ท่านไม่พูดยาวหรอกคุณโยม ถ้าใครหยุดคนนั้นก็จะเห็นธรรมะ ถ้าใครละคนนั้นก็จะเห็นทางพ้นทุกข์ เรียกว่า เห็นพระนิพพานก็แล้วกันฃฃเพราะฉะนั้น เราทุกคนเกิดมาถ้าอยากมีความสุขต้องหยุด พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้เช่นนั้น สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง “เตสํ วูปสโม สุโข” การเข้าไประงับดับสังขารได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง สังขารคือความปรุงแต่งทางใจที่ทำให้เราคิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ ความเป็นจริง ความคิดนั้น ไม่ใช่จิตหรอกโยม แต่จิตไปหลงความคิด ความคิดนั้นเป็นเจตสิก เป็นกิเลสก็แล้วกัน เป็นตัณหาก็แล้วแล้วกัน เป็นสังขารมาปรุงกัน แต่เมื่อคนเราไม่มีสติ คือ ผู้รู้ เตือนจิตเตือนใจตนเอง จิตองเราก็เลยไปหลง ไปปรุงแต่งว่าเป็นจิต จิตเป็นตัวผู้รับรู้เฉยๆ เหมือนทุกวันนี้ เรามักจะไปหลงเอาเรื่องคนอื่น มาเป็นเรื่องของเรา เหมือนจิตของเรา ถ้าไม่มีอำนาจ เขาจะไปเอาความคิดมาเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราขึ้น เพราะขาดผุ้รู้ เพราะฉะนั้นจิตของคนเรา ถ้าไม่หยุด เราก็ไม่รู้ ถ้าไม่ดู เราก็ไม่เห็น ถ้าไม่ทำ มันก็ไม่เป็น ถ้าไม่ไ ปก็ไม่ถึง 

โบราณเขาถึงบอกว่า ไปให้สุด ขุดให้ถึง ก็ต้องไปให้สุดขุดให้ถึง ถ้าว่าไปก็หมายความว่า ที่สุดแห่งชีวิตของพวกเราทุกๆท่าน เรามีจุดจบกันอยู่ จุดสุดกันอยู่ ถ้าเราหยุดได้เมื่อไหร่ นั่นล่ะ เราถึงที่สุดของเราแล้ว สุด คือ หยุดคือหยุดทุกอย่าง แม้แต่ดีก็ยังไม่เอา ชั่วก็ยังไม่เอา ถ้าเราไปเอาดี ก็ยังถูกสังขารปรุงแต่ง เหมือนเราเอาบุญ บุญก็ยังพาเรามาเกิดอีก ทำยังไงเราจะทำอย่างหลวงปู่ดูลย์ท่านว่า ให้เราเอาเหนือบุญ คือ หลวงปู่ดูลย์สอนไม่ให้เรามาเกิดอีก ทุกขา สติ ปุณะปุณัง การเกิดเป็นทุกร่ำไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกันที่เห็นชัดเจนที่สุด ถ้าโยมอยู่นิ่งๆ โยมมีความสุขไหม ถ้าเราไปหลงว่า ความคิดเป็นของเรา ทุกข์แล้ว

นั่นล่ะคือความเกิด เกิดทางจิตใจ เกิดอารมณ์ขึ้นมา แม้แต่เรานั่งฟังธรรมอยู่นี่ ก็เรียกว่า สนามธรรม หรือ เวทีธรรมที่นี่ สมมติว่าเราห่วงแมวว่า นี่เขาเอาอาหารให้แมวกินหรือยัง เกิดเป็นแมวแล้ว เพราะจิตของเราเป็นตัวเกิด จิตมันต้องทำให้เป็นตัวเกิดก่อน ถ้าคิดถึงแมวนี่เป็นโมหะแล้ว ก็ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้เช่นนั้น ถ้านึกถึงสุนัขก็ต้องเกิดเป็นสุนัข มีตัวอย่างเยอะ อยู่ในธมฺมบท ขุทฺทกนิกาย

คิดอยากเป็นสุนัขได้เป็น ทั้งๆที่สุนัขตัวนั้นไม่ต้องไปผสมพันธุ์เลย เป็นสุนัขตัวเมีย เพราะตายในขณะนั้น คืนนั้นปุ๊บ จิตคิดถึงสุนัขตัวนั้น อยากเป็นสุนัข แหม! เราคนจน กินข้าวในกะลา สุนัขตนนั้นเป็นของคฤหบดี คฤหบดีให้เอาจานทองใส่ให้สุนัขกิน สุนัขตัวนี้ทำไมมีบุญเหลือเกิน อยากจะเป็นสุนัข รับประทานอาหารมากไปหน่อย อันนี้รวบรัดตัดตอนโยม ท้องอืด เพราะไม่ได้กินข้าวมา 7 แล้ว ท้องอืดอาหารย่อยไม่ทันก็เลยตาย ตายตอนที่จิตคิดอยากจะเป็นสุนัข เข้าไปในท้องสุนัขทันทีเลย นั่นเห็นไหม คุณโยม มันอยู่ที่จิตของเรา เพราะฉะนั้น เวลาฟังธรรม จึงอย่าให้คิดถึงเรื่องอะไร หรือ ถ้าเราไม่อยากเกิด พอมันคิดมาปุ๊บ ดับมันปั๊บทันที ดับความเกิด ถึงให้รู้จักคำว่า หยุด อันนี้อาตมาชอบ ชอบยังไง 

เวลานั่งสมาธิ บางท่านอาจจะบอกเอ๊ะ นั่งสมาธิมานานแล้ว ทำไมไม่เห็นสงบเลย ก็สงบยังไง เราไปนั่งปรุงนั่งแต่งกับเขา เราไปนั่งหลงความคิดตัวเอง เหมือนเราดูละคร อย่าไปเล่นกับมัน ดูเฉยๆ โยมคงจะเคยไปเห็นทางภาคอิสาน หมอลำซิ่งเขาอยู่บนเวที เราฟ้อนเหงื่อไหลไคลย้อยแทบตาย เมื่อเราไปหลงอย่างนั้น คือ ไปหลง ไปรำกับเขา ไปหลงเล่นกับเขา ดูดนตรีทางภาคกลางก็เช่นกัน ทั้งๆที่ไม่ได้อะไร เห็นเขาพาเต้นก็เต้นไป อันนี้คือ ความหลง เหมือนจิตของเราคุณโยม ถ้าไปหลงกับความคิดว่าเป็นของเรา เราก็เลยคล้อยตามมัน มันก็ไม่สงบ เพราะฉะนั้น จึงใช้คำว่า หยุด ถ้าหยุดแล้วจะเห็นธรรมะ ละแล้วจะเห็นนิพพาน เหมือนองคุลิมาลก็แล้วกัน 

องคุลิมาลฆ่าคนขนาดไหน คนก็ยังสงสัยว่า ทำไมท่านยังได้เป็นพระอรหันต์ ก็เพราะว่า ท่านรู้จักคำว่า “หยุด” ง่ายๆคุณโยม ถ้าเรานั่งสมาธิ ถ้าจิตปรุงแต่งเรื่องอะไรขึ้นมา หยุด หยุดลมหายใจสักนิดนึง โยมอย่าหายใจแรง หายใจเบาๆ ถ้ามันคิดขึ้นมา หยุด สตินั่น คือ ตัวเตือน “จิต” สติอธิปไตยสัพเพ ธัมมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีสติเป็นอธิปไตย มีสติเป็นใหญ่ เหมือนพวกเรามีกฎหมายเป็นใหญ่ ถ้าสติไม่มาปัญญาก็ไม่เกิด สติเตลิดปัญหาก็เกิดขึ้นมา คำว่า “สติ” คือ ผู้รู้ เราทำได้ อ่านหนังสือไม่ได้ สวดมนต์ไม่เป็นก็ทำได้ เห็นไหม คนเราสวดมนต์ไม่เป็นก็ขี้โกรธเป็นเหมือนกันน่ะ โลภเป็นเหมือนกัน สวดมนต์ไม่เป็น ก็โลภเป็น โกรธเป็นเหมือนกัน ถึงสวดมนต์ได้ มันก็เป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เอาง่ายๆ เอาตามที่พระพุทธเจ้าของเราสอน หยุด องคุลิมาล องคุลิมาลบอก เอ้อ…ข้าพเจ้าหยุดแล้วทำไมจึงวิ่งอยู่ จริงๆพระพุทธเจ้าไม่ได้วิ่งหรอก แต่ด้วยอำนาจบารมีของพระองค์ จะทำให้องคุลิมาลไล่ไม่ทัน เราหยุดแล้ว หยุดด้วยมือเปื้อนด้วยเลือด หยุดจากศาสตราอาวุธหมดแล้ว หยุดจากกองฟอนก้อนดินที่เคยขวางปาทำร้ายผู้อื่น เราหยุดแล้ว แต่เธอที่ยังไม่หยุด สะดุ้งเลยคุณโยม 

โอ้โห! เราไม่เคยได้ยินกระแสเสียงอย่างนี้เลย มีแต่คนใส่ร้ายป้ายสี พอได้ยินก็ดาบหลุดมือเลย หยุด ร้องไห้ คลานเข้าไปพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยได้ยินเสียงอย่างนี้เลย ได้ยินแต่เสียงสาปแช่ง ดุด่าว่าร้าย ใส่ร้ายป้ายสี แม้แต่แฟนสาวเขาก็ยังไม่เอา พ่อแม่ก็ยังไม่เอาข้าพเจ้า ที่จริงพ่อแม่เอาอยู่น่ะ แต่ตอนนั้นมันมืดอยู่ ข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่ง 

องคุลิมาล เราจะเอาบุคคลที่เขาทิ้งแล้ว มา มา มา มาหาเราตถาคต เราตถาคตจะแสดงธรรมให้ฟัง หยุดซะ หยุด หยุด หยุดปรุงแต่งทุกอย่าง และ พอบวชกับพระพุทธแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์ บวชมาแล้วก็ยังเผลอนิดนึง ไปคิดถึงเรื่องสัญญาเก่า เคยตัดไม้ตัดมือคนมา ไม่รู้ว่าก้อนอิฐก้อนดินมาจากไหน ค้อน ก้อนดินน่ะโยม กระทบกับกายของท่าน ฟกช้ำดำเขียวไปหมด พระพุทธเจ้าล่วงรู้อยู่ พระคัจฉกุฎีล่วงรู้ เพ่งพระญาณฉายขึ้นไปอย่างกับไฟสปอร์ตไลท์ พุ่งปู๊ดไปหา สว่างอยู่ตรงหน้าองคุลิมาล ก็บอกว่า ให้หยุด หยุดสัญญา คือ สัญญาเก่า ไปยินเสียงพระพุทธเจ้าก็หยุดนิ่ง ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เพราะ “หยุด” เท่านั้น เราไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น แต่เราก็ค่อยๆทำไปโยม 

มันมีความสุขในชีวิตประจำวัน โยมอย่าลืมน่ะ ทำง่ายๆ เวลามันจะคิดห่วงโน่น ห่วงนี่ ให้ หยุด เพราะความห่วง คือ สร้างศัตรูให้กับชีวิตของเรา ถ้าเราเป็นห่วงอะไรน่ะ คุณโยม อันนั้นเป็นศัตรูในใจเรา ศัตรูอย่างใหญ่หลวงด้วยที่ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฏะสงสาร เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่ให้เราห่วง 

อดีตที่ผ่านไปแล้ว แล้วไป อนาคตที่ยังไม่มาถึง เราก็ไม่ต้องหัวเราะร้องไห้กับสิ่งนั้นว่า มันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อดีตมันดีดไปดีดมา อนาคตมันคดไปคดมา แม้แต่ปัจจุบันโยม เอาปัจจุบันเป็นหลักอยู่ แต่ก็ไม่ให้ยึดติดกับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นเวทนา เป็นเครื่องเสวยอารมณ์ อดีตเป็นเรื่องของสัญญาจำได้ อนาคตเป็นเรื่องของสังขารปรุงแต่ง แต่พระพุทธเจ้าให้ละละขันธ์ห้า เพราะสัญญาก็อยู่ในขันธ์ห้า เวทนาก็อยู่ในขันธ์ห้า รูปก็อยู่ในขันธ์ห้า วิญญาณก็อยู่ในขันธ์ห้า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เอ่อ ถ้าเราไปหลงเรื่องอนาคตนี่ อนาคตจะเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ นี่ เราหลงแล้ว วาดมโนภาพไว้แล้ว สุดท้ายมันไม่เป็น ถ้าไม่เป็นก็กลุ้มใจอีก ทุกข์อีก ถ้าอดีตมันผ่านไปแล้ว ถือว่าจบไปแล้ว เหมือนเราทะเลาะกันตั้งแต่เมื่อเช้าโยม ถ้ามันจะปุ๊ดขึ้นมาอีก หยุด พอแล้ว จบไปแล้วเรื่องนั้น เราอโหสิให้ เราไม่มีเวรภัยต่อกัน เราไปคิดต่อ คิดต่อ เราก็สร้างกรรมต่อ และ เมื่อไหร่มันจะจบกัน ถ้าหากว่า มันกระทบเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรื่องดีไม่ดีก็จบกันแล้ว เพราะเรื่องไม่ดีมันก็เกิด เรื่องไม่ดีมันก็เกิด คุณโยม เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่า เอ่อ รักดีหนีชั่ว ถ้าจะให้จิตสงบน่ะ 

แม้ปัจจุบันเราก็ให้เฉยๆ ให้สงบอย่างเดียว นิ่ง พอเรานิ่งแล้วทุกสิ่งมันก็ดับ แม้แต่คำว่า “ปัจจุบัน” ก็ไม่มี แล้วอย่าไปเข้าใจว่า เราเป็นผู้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเรายังเป็น “ผู้รู้” อยู่ อัสมิมานะสำคัญเกิด เราก็จะไม่พบธรรมะ เพราะอัตตาตัวตนอันนี้มาบังแล้ว ถ้าใครอยากรู้จริงๆ ให้ “หยุด” อย่าไปเข้าใจว่า เราเป็นผู้รู้ เราเป็นผู้เห็น เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ ไปหลงมารยาของสังขาร ไปหลงมารยา เพราะความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น มันเหมือนเงา คุณโยม เงาของเรามันเป็นเพียงแค่มารยา ใครไปจับเงาถูกล่ะในกระจก จับถูกไหม จับเวลานาฬิกาพระอาทิตย์บ่าย คุณโยมจับเงาถูกไหม เวลาเราวิ่งไป มันก็วิ่งออกหน้าเราแล้ว ตะครุบมันไม่ทันสักที เหมือนเรากำลังจะมาวิ่งตามความรู้สึกนึกคิด วิ่งเท่าไหร่ โยมก็ไม่เห็นความสุข นอกจากคุณโยมจะหยุดอย่างที่กล่าวแล้ว อาตมาชอบคำนี้เหมือนกัน หยุดซะโยม อย่าคิดอะไร เอ้ย มันว่าให้ฉัน จบกันแล้ว ไม่ฉัน ไม่มีเรา ไม่มีเขาหรอก เราปฏิบัติรรมต้องให้อยู่เหนือเราเหนือเขาโยม ถ้าเรามีเรา มันก็มีเขา เหมือนโยมบางคน คนมีเขา 

หลวงพ่อเยื้อน ท่านเจ้าคุณบอกว่า “เอ้อ พรุ่งนี้จะหล่อพระน่ะ หล่อหลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์ด้วย อาจารย์ของท่าน” ไปไปไป ไปหล่อกัน ไปเถอะยาย โอ้ย… ฉันไปไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ?  เพราะ “เขา” ให้เลี้ยงหลาน แน่ะ! อย่าติดเขาน่ะโยม คนมีเขา เป็นอนาคา คาบ้าน คาเรือน มาไม่ได้แล้ว เมื่อไหร่เราจะมา หยุด คุณโยม หยุดว่าติดเรื่องนั้น ติดเรื่องนี้ ติดเขาติดเรา เพราะคนเราทุกคนเกิดมาคนเดียวน่ะโยม เมื่อท่านมา มีอะไรมากับเจ้า เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน เมื่อเจ้ามาตัวเปล่า เจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ตายไปตัวเปล่าที่เจ้ามา มีอะไรมากับเราไหมโยม เสื้อผืนเดียว ผ้าถุงผืนเดียวก็ไม่มา ไม่ได้เอาอะไรมาสักอย่าง เวลาเราตายก็เหมือนกัน ก็ไม่ได้เอาอะไรไปสักอย่าง ในโลกนี้ คุณโยม ทุกสิ่งอย่างที่เรามี เราเป็น มันเป็นขยะของโลก 

อาตมาคิดว่า พระสารีบุตร คงจะรวยมากน่ะ ตึกสามชั้นขนาดนั้น กองมูลขยะ บ้านของท่าน ถ้าใครไปอินเดียก็เห็นแล้ว อยู่เมืองนาลันทา บ้านนางสุชาดาก็เหมือนกัน ก็เห็นเป็นแค่กองดินเท่านั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่า เป็นขยะของโลก ไม่มีใครเอาอะไรไปได้ หลวงพ่อฯเคยไปรดน้ำเศรษฐีโยม เขายื่นมือออกมา เขาบอกว่านี่ ฉันไม่ได้เอาไปน่ะ ถ้าไม่เชื่อเอาน้ำล้างมือก็ได้ ขี้ฝุ่นนิดเดียวก็เอาไปไม่ได้ เราจะหลงอะไรนักหนา ความหลงตัวนี้ เพราะขาดสติ ขาดผู้รู้ คำว่าสติ ลักษณะของสติ คือ ผู้รู้ เราจะอยู่ที่ไหนเราต้องอยู่กับผู้รู้ แม้แต่ที่เรานั่งขณะนี้ เราก็นั่งอยู่กับผู้รู้ ผู้รู้จริงๆ คือ ญาณ ญาณจะนำเราพาไป นำพาเราไปสู่พระนิพพาน 

แม้แต่พระพุทธองค์ตรัสรู้ พูดถึงเรื่อง “ญาณ” ทั้งนั้น บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวกขยญาณ ญาณเหมือนผู้นำไป สู่เพระนิพพาน ปัญญาตัวนี้ก็คือญาณ อุปมาเหมือนบุรุษคนหนึ่ง เขาไม่รู้แก่น ไม้ เขาอยากได้แก่นไม้มาสร้างบ้าน แต่เขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นแก่นไม้ เขาได้เข้าไปในป่า เขาไปเห็นกิ่งไม้กับใบไม้ เขานึกว่า เป็นแก่นไม้ ก็ไปเอากิ่งไม้กับใบไม้มา พอเอามาแล้ว จะทำอะไรได้ ไปหลงอยู่ว่า ฉันมีศีลกว่าเธอน่ะ เธอไม่มีศีล ฉันมีศีลกว่าเธอ จะว่าตัวเองมีศีล นี่ล่ะ ไปข่มคนอื่น บุคคลนั้นได้แต่กิ่งไม้ กับใบไม้ เพราะไปลงตัวตนว่า ตัวเอง ดีกว่าเขา สำคัญน่ะโยมน่ะ มีมากมาย ชาวพุทธเราอย่างนี้

อย่างที่สอง เฮ้ย! คนนี้มันไม่รู้แก่นไม้ คนที่สองก็เลยเข้าไปในป่าอีก ฉันจะไปเอาแก่นไม้มาให้ดูสิ เจ้านี้ เลยไปได้สะเก็ดต้นไม้ กับ เปลือกต้นไม้มา เขาก็ว่านี่แหล่ะ แก่นไม้ ว่า บุคคลหลงใน “สมาธิ” สมาธิดีก็เป็นกำลังใจ แต่อย่าหลง ถ้าหลงว่าเราเป็นคนมีสมาธิ เราเป็นคนสงบกว่าคนนั้น คนนี้ บุคคลนั้นได้แต่สะเก็ดต้นไม้ ได้แต่เปลือกต้นไม้ พระพุทธองค์อุปมาไว้น่ะ น่าคิดน่ะคุณโยม แล้วมีคนบางจำพวก โอ้ย!คนนี้มันโง่ คนไหนว่าคนอื่นโง่ เราโง่กว่าเขาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความโง่มันเต็มอัตราแล้ว มันล้นหัวใจออกมา มันจึงว่าคนอื่นโง่ ที่จริงเราโง่กว่าเขานั้นน่ะถ้าเราไม่ว่าเขาโง่ เราก็ไม่ใช่คนโง่ คนไหนว่าคนอื่นโง่ ก็โง่กว่าเขาแล้ว พระพุทธเจ้าอุปมาไว้อย่างนั้น คนนี้โง่ ฉันมีปัญญากว่าทุกคนเลย ฉันรู้หมด คดีโลก คดีธรรม รู้หมด หลงตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนดีเลิศกว่าคนอื่นเขา บุคคลนี้ก็ได้แต่กระพี้ต้นไม้ เขายังไม่ได้แก่นเลย 

คนที่รู้แก่นไม้จริงๆคือ คนรู้จักทำจิตให้หลุดพ้น ดังที่หลวงพ่อฯบอกเมื่อกี้นี้ เราหยุดมันก็หลุดพ้นแล้วคุณโยม หยุดแค่นั้นไม่ไปแล้ว หยุดแค่นั้น อดีต อนาคต ดับหมด ถ้ารู้จักหยุด มันก็ดับ ถ้าขยับมันก็เกิด โยมเอาตรงนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น เราจะทำยังไง เราจึงจะได้แก่นไม้ ชีวิตของเราเกิดมา โยมต้องรู้จักทำวิมุติให้หลุดพ้น สมมติว่าเราติดเรื่องอะไรทุกวันนี้ เราก็รู้ ไม่ต้องพรรณนา แล้วจะหาว่า อูย..หลวงพ่อฯเทศน์ โยมติดลูกติดหลานมาก มันจะทำให้เรามาเป็นทาสมันอีกน่ะ ก็บอกว่าไง นี่ยายแก่ ทนไม่ไหว ก็ใช่สิ ท่านไม่มีลูก ไม่มีหลาน ท่านก็ไม่ติดอ่ะสิ ว่า (พ่อแม่ครูอาจารย์ฯท่านเมตตาหัวเราะ) ไม่พอใจอ่ะสิ ไม่พอใจ ไม่ได้ว่ายายหรอก พูดความจริงให้ฟัง ก็นั่นแหล่ะ ท่านไม่มีลูกไม่มีหลาน ท่านก็ไม่ติดลูกติดหลานน่ะสิ ใครจะไม่รักลูกรักหลาน ว่าไปอย่างนั้นอีก เอ้าไม่เป็นไรยาย เดี๋ยวค่อยๆพิจารณาไปน่ะ ค่อยๆพิจารณาไปเรื่อยๆ เห็นไหมถ้าเราติดเรื่องอะไร ใจมันอยู่ป่า ไปเทศน์อยู่ป่าช้าโยม เขาก็ระดมธรรมกัน นี่จิตมันพาออกไปอยู่กับลูกกับหลาน เห็นไหมทุกข์ไหม กายกับใจมันไม่ตรงกัน ทุกข์ไหม เหมือนเรานั่งอยู่วัดนี่ ใจพัดเข้าไปในบ้าน ทุกข์แล้ว เพราะกายกับใจไม่ตรงกัน ถ้าโยมอยากมีความสุข ในขณะนี้ เวลานี้ ต้องทำกายกับใจให้ตรงกัน กายเรานั่งอยู่ไหน ให้ใจเราอยู่ตรงนั้น รูป เอ่อนี่ รูป นั่งอยู่ตรงนี้น่ะ ถ้าไม่สงบจะรู้เหรอ เมื่อสงบถึงจะรู้

ถ้ามันไม่สงบก็นึกถึงจุดใดจุดหนึ่งในใจ มีสามจุด ที่จะทำให้สงบน่ะโยม หนึ่ง ตรงกลางสมอง เหมือนเราทำความรู้สึก คำว่าเห็น คือ ทำความรู้สึกไว้ ตรงสมองของเรา พอเรานึกถึงสมองปุ๊บ หยุดเลย ถ้ายังไม่หยุด ตรงท้ายทอยเรา วัดเอาเลยตีนผมเราสัก สี่นิ้ว ถ้าสี่นิ้วจะตรงกลางสมองพอดี โอ่ยยังไม่สงบเหรอ ดูอุณาโลมสิคุณโยม ตรงนี้คุณโยม อุณาโลม เลยหัวคิ้วขึ้นมาสักนิดนึง อย่างที่เราเห็นหลวงพ่อพุทธชินราช หรือ หลวงพ่อฯหลายๆองค์ ท่านติดอุณาโลม คือ ที่นั้นน่ะ อุณาโลม เป็นที่ออกของญาณพระพุทธเจ้า เวลาพระพุทธเจ้าจะถ่ายทอดพระญาณ จะทอดออกจากตรงนี้ อุณาโลม เป็นช่องว่างของจิตตรงนี้ ในอภิธรรมก็มี ทิเบตบางคนจึงหลงโยม หลงเอาสิ่วมาเจาะเลย เจาให้เป็นปล่อง เพื่อให้ ญาณ อันนั้นเขาไม่ได้เข้าใจเรื่อง “ปรมัตถธรรม” ไม่ใช่อย่างนั้นโยม ต้องปฏิบัติ ญาณจึงจะออกตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลาเพ่งไปทีแรกก็จะตึงๆหน่อย ถ้าโยมคิดเรื่องอะไรมาก เอาไว้ตรงนี้ โยม กับกระหม่อมของเรา อันนี้ก็จะถึงกัน จุดเริ่มต้นมันมาจาก “หทัย” คือ หัวใจ แล้วมันจะพุ่งขึ้นมาตรงกระหม่อม แล้วก็มาตรงนี้ พูดให้โยมนำไปฏิบัติได้ ไม่ต้องว่า โอ้ย เรา ไม่มีเวลาไปวัด มันติดโน่นติดนี่ 

โยมมีเวลาหายใจไหม ถ้าเรามีเวลาหายใจ เราก็ต้องมีเวลาปฏิบัติ มาปฏิบัติธรรมนี่โยม คือ ปฏิบัติกายกับใจของเรา ให้มันสงบ ถ้าโยมมีสติเมื่อไหร่นั่นล่ะ โยมก็อยู่กับพระพุทธเจ้า ถ้าอยู่กับพระพุทธเจ้า เราก็มีความสุข พออยู่กับกิเลสดูสิ มีแต่ความร้อน ในตัว ความเร่าร้อน ราคะก็เป็นไฟ โทสะก็เป็นไห โมหะก็เป็นไฟ ราคะคิ คือ ไฟ คือราคา โทสะคิ คือ ไฟคือโทสะ โมหะคิ คือ ไฟโมหะ นี่ล่ะ ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้ ไหม้สัตวโลกทั้งหลายทั้งปวงอยู่ขณะนี้ 

หลวงพ่อฯชอบคำนี้ พระพุทธองค์ทรงอุปมาอุปไมยว่า สัตวโลกทั้งหลายเหมือนพวกเราด้วยน่ะ ที่มีวิญญาณความดีอยู่ก็ดี ไม่มีวิญญาณอยู่ก็ดี ท่านอุปมาว่า ภูเขาทึบทั้งแท่งสูงเฉียดฟ้า กำลังพังทลายลงในขณะนี้ เวลานี้ พังทลายลงมาเผาขยี้ชีวิตสัตวโลกทั้งหลาย ไม่ให้มีความสุขเลย แล้วก็ย้อนมา พระพุทธองค์ว่า คำว่าภูเขาหินทึบทั้งแท่ง คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพรักพรากจากสิ่งที่น่ารักใคร่ น่าชอบใจ เห็นไหม ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากพี่น้องไป ใครก็ทุกข์ แต่สำหรับคุณโยมแล้วฏิบัติเข้าใจแล้ว ยิ่งแก่ยิ่งไม่ทุกข์โยม แต่คุณโยมถ้าไม่เข้าใจธรรมะเห็นไหมเหมือนเราไปดูหมอ โอ้ย คุณยายแก่แล้ว คุณยายถึงจะพบความสุข โอ้ย…มันโกหกหรอกโยม โอ้ย มันสวนทางพระพุทธเจ้า โอ้ย แก่แล้วมีความสุขที่ไหน

หลวงพ่อฯตอนสมัยหนุ่มๆ เข้าใจ แต่ยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง ที่เขาว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เรายังไม่แก่ ยังไม่พบความจริง มันก็ยังไม่รู้ ทุกวันนี้ แค่ 76 ปี เท่านั้นโยม เดินยังเซหนอ เซหนอ ไปที่ไหนก็โดนจับทุกทีเลย โยมเขาจับ อย่างกับเราเป็นนักโทษ บางทีประคองด้วย อย่างที่เราเดินไม่ได้ เพราะเขากลัวเราล้ม มันสุขที่ไหน คนแก่ จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร เพราะฉะนั้นคุณโยมที่มาอดมาทนวันนี้ แต่มีครูบาอาจารย์เทศน์ สามรูปสามองค์ ท่านเอาอาหารมาป้อนให้เรา เอา “ธรรมโอสถ” มาให้เราดื่ม เราจะได้หายทุกข์ หายทุกข์ทางใจ คือ ไม่ต้องคิด ตั้งใจฟังอย่างเดียว ไม่ต้องส่งจิตมาหาท่านหรอก ตั้งสติไว้ที่หูของเรา มันจึงจะสงบ เพราะเสียงไปหาหูของเรา 

ต้องอดทนน่ะคุณโยม เราจึงจะเห็นความจริง อดเก้าหน ทนเก้าที ลูกเอ๋ยเจ้าถึงจะเป็นคนดี เป็นเศรษฐีได้ คนแก่โยม แม่ตาย มีเมีย ลูก เมียคือ เมียของลูก ลูกสะใภ้ อยู่กับพ่อแก่ๆ ยากจน สร้างบ้านอยู่เชิงภูเขา พ่อก็เลยสั่งลูก ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าอดเก้าหน ทนเก้าที เจ้าจึงจะเป็นเศรษฐี ถ้าพ่อตาย ให้เอาศพพ่อไปฝังภูเขาชั้นที่เก้า นึกถึงคำพ่ออยู่ตลอด บังเอิญพ่อเลยตายลงไป แบกศพพ่อขึ้นไป แบกแต่เช้า ขึ้นไป ภูเขาเก้าชั้น นึกถึงแต่ว่า อดเก้าหน ทนเก้าที เจ้าจึงจะเป็นเศรษฐี อยากเป็นเศรษฐี พอเอาไปแล้วก็ฌาปนกิจศพ พอเสร็จแล้วก็ลงมา ลงมาจนค่ำแล้ว พลบค่ำแล้ว เหนื่อยมาก บ้านเสาไม้ไผ่ สี่เสาโยกเยก พอแกว่งขาก็ไหว แต่แกว่งขาไม่ค่อยอยากไหว อย่างว่า ทีนี้ก็เลยไปนั่งพิงเสาอยู่ใต้ถุนบ้าน ได้ยินเสียงคุยกันจู๋จี๋กัน โอ้โห แค่เราไปวันเดียวเท่านั้นล่ะ เมียเรามีชู้แล้ว คุยกันกระจุ๋มกระจิ๋ม แบบชู้สาว ทางนี้ก็ยกมีดขึ้นมา ขึ้นไปตัดคอ 

ก็ อือม์… ไม่เอาน่า พ่อเราสั่งไว้ อดเก้าหน ทนเก้าที ถึงจะเป็นเศรษฐี อยากเป็นเศรษฐีทีนี้ ทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้น ก็อด ทางนั้นก็ทำใหญ่โยม ทางนี้ยิ่งอยากขึ้นไปตัดคอ ผลสุดท้ายก็ไม่เอาเว้ย เชื่อพ่อ เชื่อพ่อดีกว่า พ่อเราให้อดทน ก็เลยนั่งหลับไป พอหลับไปทีนี้ มันเหนื่อยมาก พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ทางภรรยาก็ทำอาหารเสร็จแล้ว ก็เอ๊ะ สามีออกไปเป็นยังไง ไปดีหรือไปร้าย คืนหนึ่งแล้วก็ยังไม่มา ลงไปจะไปตามหา ไปเห็นสามีนั่งพิงเสาหลับอยู่ เดินไปปลุก พ่อๆ ไปทานข้าว แม่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ไป อ้าวทำไมพ่อเป็นอย่างนี้ พ่อไม่เหนื่อยเหรอ เธอก็ไปกินกับแฟนเธอสิ อ้าวทำไมพ่อพูดอย่างนั้น อ้าวก็เมื่อคืนจู๋จี๋อยุ่ด้วยกันไม่ใช่หรือ นอนอยู่ด้วยกันนี่ อ๋อ ทำไมพูดอย่างนี้ เอ้า ไป ไป ขึ้นไป พยายามให้ขึ้นไป เมียอ้อนวอนให้ขึ้นไป พระอินทร์โยม เอาแท่งทองเท่ากับกองฟืน วางไว้แล้วเอาผ้าขาวคลุมไว้ นั่นไง แฟนเธอ นอนยังไม่ตื่น เหนื่อยล่ะสิ เมื่อคืนนี้ ทำอะไรถึงเหนื่อย เมื่อคืนนี้ อ๋อ อย่าไปพูดอย่างนั้น แม่มีความรักเดียวใจเดียว เคารพพ่อ รักพ่อ เหมือนพ่อ แม่ไม่ทำหรอก ก็ไม่ทำยังไง ก็มันนอนอยู่น่ะ ก็พ่อไปเปิดดูสิ เป็นคนไหม พอไปเปิดดูแล้วโยม เห็นเป็นแท่งทองคำ เท่ากับตัวคน อู้ย เรารวยแล้ว เรารวยแล้ว รวยเพราะพ่อเรา อดเก้าหน ทนเก้าที เจ้าจึงจะเป็นเศรษฐีได้ ตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว นั่น คนเราต้องอดทนโยม อดทนต่อความลำบาก อดทนต่อความตรากตรำ อดทนต่อความเจ็บใจ 

เหมือนวันนี้ โยมจะมาสร้างขันติ ความอดทน มาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ ฟังแล้ว มันชื่นใจโยม มีความสุขใจ ผู้ใดฟังธรรมบ่อยๆ ผู้นั้นชื่อว่า ผู้รับธรรม ผู้รับธรรมเป็นผู้เจริญ ผู้ชังธรรมเป็นผู้เสื่อม “ธมฺมกาโม ภวํ โหติ” ผู้ยินดีในธรรม เป็นผู้เจริญ “ธมฺมเทสฺสี ปราภโว” ผู้ชังธรรมเป็นผู้เสื่อม คำว่าชังธรรม ก็คือ เราไม่รักตัวนั่นล่ะ ชอบตามใจตัวเอง บางทีนั่งไปไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ไม่ปวด เราก็นึกว่าปวด ไปห้องน้ำซะหน่อย ก็หนีไปเฉยๆ โยม อย่าเป็นสมาธิห้องน้ำน่ะ โยมต้องตั้งใจโยม วันนี้โยมจะได้อิ่มอก อิ่มใจ โยมต้องอดทนอย่างที่กล่าว แล้วโยมต้องหยุดด้วย น่ะโยม 

มองลงมาตรงกลางหน้าอกก็ได้ หยุด หยุดลมสักนิดนึง ไม่ต้องพิถีพิถัน ไม่ต้องมีรูปแบบอะไรมาก แล้วโยมเห็นความสุขตอนนี้เลย หายใจเข้าเบาๆ คอยดูสิว่า จิตสงบเราก็รู้ ไม่สงบเราก็รู้ แล้วความสงบมาตรงนี้เหรอ มันเงียบอย่างนี้เหรอ ไม่ได้คิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ เบากาย เบาใจ เบา สุดท้ายโยมก็เลยประสบพบกับความสุขแท้จริงในชีวิต สุขอะไรยิ่งกว่าความสงบไม่มีน่ะโยม โยมสงบเมื่อไหร่ โยมได้กำไรชีวิตเมื่อนั้น โยมไปหลงอารมณ์ปรุงแต่งเมื่อไหร่ โยมก็จะขาดทุนเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น เราใช้ชีวิต อย่าถือเขา อย่าถือเรา มาอย่างนี้เหมือนกัน เราเหมือนพี่น้องร่วมเกิดแก่เจ็บตาย อย่าถือเขา ถือเรา ถือเราก็หนัก ถือเขาก็หนัก ถือเราก็เป็นทุกข์ ถือเขาก็เป็นทุกข์ ไม่ถือเขา ถือเรา เบาสบาย ให้เราละกันทุกคนเลยมานี่ ธรรมะอย่าไปเอามาคุณโยม เมื่อเราสร้างเมตตาขึ้นที่ไหน ธรรมะที่เราฟังจะขังอยู่ในใจของเรา ไม่ไหลออก เหมือนขันแก้ว ขันก้นดินโยม เทน้ำใส่ น้ำไม่ไหลออกหรอก ถ้าเราปฏิบัติธรรมโยม สนใจในธรรมแต่ขาดเมตตาเหมือนแก้วรั่วๆน่ะโยมน่ะ เพราะฉะนั้นทำขันธ์ของเราให้ดี 

เอาล่ะ วันนี้ก็จะเทศนาหลายองค์โยม สองสามรูป สองสามองค์ อาตมาชี้แจงสิ่งละอันพันละน้อยมาก็พอสมควรแก่กาลเวลา ท้ายที่สุดนี้ ขอให้คุณโยมทำบุญให้เป็น เห็นให้ถูกต้อง ไปให้สุดขุดให้ถึง แล้วโยมก็จะพ้นทุกข์เอง เทศนาประโยสาเน ในที่สุดนี้ ใครกำลังมีทุกข์ขอให้พ้นทุกข์ ใครกำลังมีโศกขอให้พ้นโศก กำลังมีภัยขอให้พ้นภัย หนี้เสนียดจัญไรทั้งหลายทั้งปวงก็ขอให้หมดไปสิ้นไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอชีพของท่านของจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสาร จะทำธุรกิจการงานใดๆก็ขอให้ประสบผลสำเร็จ ในชีวิตโดยทั่วถึงกันเทอญ  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การปิดประตูอบายก็คือระงับเหตุที่พาให้ไปเกิดในอบายคือกระทำบาป ๕ ข้อ : พระอาจารย์สุชาติ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607633

การปิดประตูอบายก็คือระงับเหตุที่พาให้ไปเกิดในอบายคือกระทำบาป ๕ ข้อ : พระอาจารย์สุชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.13 น.

“…ลักษณะของผู้ที่มาเกิดจากอบาย จะเป็นคนที่อาภัพวาสนาบารมี ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มาเกิดจากสวรรค์ จะเป็นผู้มาเกิดด้วยวาสนาบารมี ได้ร่างกายที่สวยงามผิวพรรณผ่องใส มีเงินมีทองร่ำรวย เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย มีอาการ ๓๒ ครบสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีอายุยืนยาวนาน มีนิสัยใจคอที่ดี เป็นคนใจบุญใจกุศล นี่คืออานิสงส์ของการทำบุญ เวลามาเกิดก็จะมาเกิดด้วยบุญบารมี แล้วก็จะมาทำบุญต่อจะไม่ทำบาป ถ้าทำบาปก็อาจจะน้อยกว่าทำบุญ นี่คืออนาคตของพวกเราถ้าเรายังมีการทำบุญทำบาปกันอยู่ ยังมีความอยากที่จะหาความสุขจากสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้อยู่ คือยังอยากมีความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เราก็จะกลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ เพราะว่าความอยากนี้เป็นตัวที่จะดึงดวงวิญญาณของพวกเราให้มามีร่างกายอันใหม่ เพื่อที่เราจะได้ใช้ร่างกายอันใหม่เป็นเครื่องมือหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ และการหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะก็จะหาโดยวิธีทำบาปบ้างไม่ทำบาปบ้าง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์สถานภาพของตน ขึ้นอยู่กับนิสัยเดิมด้วย 

ถ้ามีนิสัยเดิมชอบหาทำอะไรด้วยวิธีทำบาปก็มักจะใช้วิธีทำบาป ถ้าเป็นนิสัยที่ไม่ชอบทำบาปก็จะหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโดยวิธีไม่ทำบาป แล้วพอตายไปก็จะไปรับผลบุญผลบาปในโลกทิพย์ต่อไป ในโลกของจิตวิญญาณ จนกว่าบุญกับบาปนั้นหมดกำลังที่จะดึงเอาไว้ ก็จะปล่อยให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ นี่คือพวกที่ยังมีความอยากหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญสุขอยู่ แล้วก็มีคนอีกจำพวกหนึ่งที่เบื่อกับการหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรส คนกลุ่มนี้ก็จะไปหาความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง คือหาความสุขจากการทำใจให้สงบด้วยการนั่งสมาธิเข้าฌานก็จะไปอยู่แบบนักบวชหรือเป็นนักบวช เพราะไม่มีความต้องการที่จะหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย เนื่องจากเห็นว่าถึงแม้จะเป็นความสุข แต่เวลามันไม่มีก็ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้อย่าแสนสาหัส จึงอาจจะเข็ดหลาบอจากการที่จะต้องทุกข์กับการสูญเสียความสุขทางลาภยศสรรเสริญ ทางรูปเสียงกลิ่นรสไป จึงเลยไปเปลี่ยนวิธีหาความสุขด้วยการหาความสุขจากการทำใจให้สงบให้เข้าฌานในระดับต่างๆได้ บุคคลเหล่านี้ถ้าตายไปก็จะไปเกิดบนสวรรค์ที่สูงกว่าสวรรค์ชั้นเทพ สวรรค์ที่บุญส่งไป

สวรรค์ชั้นพรหมนี้เป็นสวรรค์ที่ฌานหรือสมาธิเป็นผู้ส่งไป เป็นสวรรค์ที่มีความสุขมากกว่าสวรรค์ชั้นเทพ มีอยู่ ๒ ระดับ ระดับ รูปพรหม กับ อรูปพรหม ผู้ที่นั่งสมาธิได้รูปฌานขั้นต่างๆ ก็จะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นรูปฌาน ผู้ที่ได้สมาธิระดับอรูปฌานก็จะไปเกิดในสวรรค์ชั้นอรูปพรหม แต่สวรรค์ทั้ง ๒ ระดับนี้ก็ยังเป็นสวรรค์ที่เสื่อมได้ เพราะยังอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอสมาธิหมดกำลังลง ฌานหมดกำลังลง จิตก็จะเลื่อนกลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีกรอบหนึ่ง พอมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมาหาความสุขแบบที่เคยหา คือไปหาความสุขแบบนักบวช เราจึงมีคนจำพวกนี้อยู่ในโลกนี้คือพวกที่เป็นนักบวช เราอาจจะไม่เข้าใจว่า เอ๊ะทำไมเขาถึงต้องไปบวชกัน ทำไมเขาไม่อยู่แบบเรา มีครอบครัวแบบเรา มีความสุขแบบเรา ก็เพราะว่าเขาเคยมีแต่เขาเข็ด เวลาที่เขาต้องสูญเสียสิ่งที่เขารักไปสิ่งที่ให้ความสุขกับเขา เพราะเขาเห็นว่ามันไม่เที่ยงเขาเลยอยากจะหาความสุขแบบที่ไม่ต้องเสียเสียไป ความสุขแบบที่ไม่เสียก็คือความสุขที่ได้จากการเข้าสมาธิ ทำใจให้สงบ เข้าฌานขั้นต่างๆ อันนี้สามารถเข้าได้ตลอดเวลาถ้าเรารู้จักวิธีเข้าแล้ว แล้วจะมีความสุขไปจนวันตายจากการเข้าฌานเข้าสมาธิขั้นต่างๆ แต่ยังต้องกลับมาเกิดใหม่ ต้องกลับมาเติมฌานกลับมาเติมสมาธิใหม่ เหมือนกับรถยนต์ที่เราวิ่งไปไหนมาไหน เดี๋ยวเราก็ต้องแวะจอดตามสถานีบริการต่างๆ เพื่อเติมน้ำมันถึงจะวิ่งต่อไปได้ ภพของมนุษย์นี้เป็นเหมือนสถานีบริการที่เรามาเติมบุญก็ได้เติมบาปก็ได้ เติมสมาธิก็ได้ 

นี่คือการไปของพวกเราหลังจากที่ร่างกายของพวกเราตายไปแล้ว เราจะไปตามกรรมของเรา กรรมก็คือการกระทำของเราในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี้ คำว่ากรรมนี้แปลว่าการกระทำ ไม่ได้หมายความว่าบาป แต่บางครั้งเราก็ใช้คำว่ากรรมแทนว่าบาป แต่โดยทั่วไปคำว่ากรรมนี้แปลว่าการกระทำ ก็มีการกระทำหลายรูปแบบ กระทำบาปก็เป็นรูปแบบหนึ่ง กระทำบุญก็เป็นรูปแบบหนึ่ง เข้าฌานเข้าสมาธิก็เป็นกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง และเมื่อทำแล้วก็จะมีการสะสมผลของกรรมเหล่านี้ไว้ในดวงใจ พอร่างกายตายไป ผลของกรรมเหล่านี้ก็จะส่งผลทำให้เป็นดวงวิญญาณที่ทุกข์หรือเป็นดวงวิญญาณที่สุข หรือเป็นดวงวิญญาณที่สงบ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราทำกันอยู่ในขณะนี้ 

ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่แล้วเราก็จะทำอย่างนี้กันไปเรื่อยๆ ท่านเรียกว่าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ สังสารวัฏก็คือภพ ไตรภพที่เราอยู่กันนั่นเอง พวกที่เสพกาม พวกที่หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสก็จะเกิดในกามภพ ผู้ที่เสพรูปฌานก็จะไปเกิดในรูปภพ พวกทีเสพอรูปฌานก็จะไปเกิดในอรูปภพ ก็จะเวียนไปเวียนมาอย่างนี้ พอไปสวรรค์ไปอบายหรือไปรูปภพหรืออรูปภพ แล้วเดี๋ยวก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ กลับมาเกิดเพื่อมาเติมบุญเติมบาปเติมฌานกันใหม่ จะเป็นอย่างนี้ไปไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ ที่จะรู้วิธีที่จะดึงดวงวิญญาณที่ท่องเที่ยวอยู่ในไตรภพ ที่ติดอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดของไตรภพนี้ ให้ออกจากไตรภพไปได้ เพราะพระพุทธเจ้าจะทรงมีความขวนขวาย ทรงไม่ปรารถนาที่อยากจะกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายอยู่เรื่อยๆ 

จึงได้ทรงค้นหาทางที่จะออกจากการเวียนว่ายตายเกิด พอได้ทรงค้นพบทาง พระองค์ก็เป็นผู้ที่หลุดออกจากไตรภพเป็นคนแรก พอได้หลุดออก รู้ทางว่าจะออกจากไตรภพนี้ออกอย่างไร ก็กลับมาสั่งสอนผู้ที่ติดอยู่ในไตรภพอย่างพวกเรา ถ้าพวกเรามีความปรารถนาที่ไม่อยากจะกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายกันอยู่เรื่อยๆ อย่างที่เป็นกันอยู่ในขณะนี้ เราก็จะทำตามคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ขั้นต้นพระพุทธเจ้าก็สอนว่าให้ปิดประตูอบายก่อน ก่อนจะออกจากไตรภพได้ต้องปิดประตูอบาย 

การปิดประตูอบายก็คือระงับเหตุที่พาให้ไปเกิดในอบาย คือกระทำบาป ๕ ข้อด้วยกัน คือ ๑.การฆ่าสัตว์ ๒.การลักทรัพย์ ๓.การประพฤติผิดประเวณี ๔.การพูดปด และ ๕.การดื่มสุรายาเมาและอบายมุขอื่นๆ เช่นการเล่นการพนัน การเที่ยวเตร่ ความเกียจคร้านและคบคนที่ชอบอบายมุขเป็นมิตร เพราะอบายมุขนี้เป็นจะผลักดันให้จิตใจต้องไปทำบาปนั่นเอง เนื่องจากการเสพอบายมุขนี้ไม่มีรายได้มีแต่รายจ่าย ถ้าเสพอบายมุขไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีเวลาไปทำมาหากินหารายได้ เงินทองที่มีอยู่ถ้าใช้กับการเสพอบายมุขต่อไปก็จะไม่พอใช้ พอไม่พอใช้ก็จะต้องไปหาเงินทองโดยวิธีทำบาปนั่นเอง ไปหลอกลวงโกหกหลอกลวง ไปลักทรัพย์ไปฉ้อโกง หรืออาจจะต้องไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อให้ได้เงินทองมาเสพอบายมุขต่อ 

ดังนั้น ถ้าต้องการจะปิดประตูอบายไม่ทำบาปก็ต้องอย่าไปเสพอบายมุขด้วย อย่าดื่มสุรา อย่าเล่นการพนัน อย่าเที่ยวเตร่ อย่าเกียจคร้าน อย่าคบคนที่ชอบอบายมุขเป็นมิตรเป็นเพื่อน เพราะถ้าคบกับเขาเป็นเพื่อน เขาชอบดื่มสุราเขาก็จะชวนเราไปดื่มสุรา เขาชอบเล่นการพนันเขาก็จะชวนเราไปเล่นการพนัน เขาชอบเที่ยวเตร่เขาก็จะชวนเราไปเที่ยวเตร่ เขาชอบความเกียจคร้านเขาก็จะชวนให้เราเกียจคร้าน เราก็จะมีแต่ใช้เงินใช้ทองไม่มีรายได้ พอเงินทองไม่พอใช้ก็ต้องไปหาโดยวิธีง่ายๆเร็วๆ ก็คือวิธีทำบาปต่างๆ ถ้าไม่เสพอบายมุขเราก็จะมีรายได้และก็จะสามารถรักษารายได้เก็บไว้ใช้กับสิ่งที่จำเป็นได้ ทำให้เราไม่ต้องไปทำบาป เพราะเราจะมีเงินทองพอกินพอใช้อยู่เรื่อยๆ นี้คือข้อที่ ๑ การที่จะออกจากสังสารวัฏ ออกจากไตรภพ ภพของการเวียนว่ายตายเกิด 

เบื้องต้นให้ปิดประตูอบายก่อน ถ้ายังกลับมาเกิดก็อย่างน้อยก็มาเกิดในภพที่ดีคือภพของเทวดาของมนุษย์หรือของพรหม แต่จะไม่ไปเกิดในภพของอบาย ไม่ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานเป็นเปรตเป็นอสูรกายไปนรก ถ้าเรารักษาศีล ๕ ได้ ละเว้นจากการเสพอบายมุขต่างๆ ได้ ถ้าเรายังทำบาปอยู่ยังเสพอบายมุขอยู่ เราก็ควรจะตั้งสัจจะอธิษฐานว่าต่อไปนี้จะขอลด ถ้ายังเลิกแบบทั้งหมดไม่ได้ก็ขอลดการเสพอบายมุขของการทำบาปให้น้อยลงไปตามลำดับ ลดเท่าที่เราทำได้ในเบื้องต้นก่อน พอเราทำได้แล้วต่อไปเราก็จะมีกำลังที่จะทำได้เพิ่มมากขึ้นไปเอง ลดทีละข้อก่อนทีละอย่างก่อนก็ได้ เคยติดสุรายาเมาก็เลิกดื่มสุรายาเมาหรือดื่มให้น้อย ลดลงสักครึ่งหนึ่ง เคยกินขวดหนึ่งลดลงเหลือสักครึ่งขวด เคยกินทุกวันก็ลดเหลือแค่วันเว้นวัน อะไรทำนองนี้ไปก่อน ค่อยๆ ลดลงไปถ้าเราไม่มีกำลังที่จะลดแบบฮวบฮาบ แต่ถ้าเรามีศรัทธามีความเชื่อมีความกลัวผลของบาปของอบายมุข เราอาจจะสามารถเลิกแบบเด็ดขาดเลยก็ได้ เลิกเสพอบายมุขเลิกกระทำบาปเลย พอเราปิดประตูอบายได้แล้ว ขั้นต่อไปท่านก็มาสอนให้เรามายกระดับจิตของเราให้ขึ้นสู่ระดับของเทพของพรหมต่อไป…”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราสร้างพระในใจ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607384

พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราสร้างพระในใจ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.37 น.

สร้างพระในใจ อย่าไปสร้างพระนอกใจ พระนอกใจไม่ใช่พระ คุ้มครองเราไม่ได้พูดง่ายๆ พระพุทธรูปยังคุ้มครองตัวเองไม่ได้เลย ถูกโจรมาตัดเศียรไปขายเยอะแยะไปหมด เห็นไหม เห็นพระพุทธรูปไม่มีคอไม่มีศรีษะไหม ถ้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จริง จะต้องคุ้มครองตัวเองได้ก่อนใช่ไหม ตัวเองยังคุ้มครองตัวเองไม่ได้ จะไปคุ้มครองคนอื่นได้อย่างไร เพราะมันไม่ได้เป็นสิ่งศักดิ์อะไร มันเป็นเพียง เหมือนกับภาพที่ให้เรารำลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเอง เป็นภาพ..เห็นพระพุทธรูปแล้วเราจะได้ระลึกถึงพระในใจ 

พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราสร้างพระในใจ มีพระอยู่รูปหนึ่งทำพระพุทธรูปมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกนี่ไม่ใช่เรา เราคือ..ธรรมะ สร้างธรรมะขึ้นมาในใจ สร้างสติขึ้นมา สร้างปัญญาขึ้นมา แล้วจะมีพระอยู่ในใจคุ้มครองเรา พระที่มีคนแกะสลักมาด้วยไม้นี้ไม่ใช่พระ เป็นแค่วัตถุมงคล มีไว้เพื่อเตือนสติให้เรามาสร้างพระในใจ เวลาเราเห็นพระ เวลาเราไปกราบพระนี้ เราเคยคิดบ้างไหมว่า เรามากราบอะไร กราบทำไม 

การมีพระนี้เพื่อให้เตือนใจเรา เพื่อให้เรามาสร้างพระในใจกัน ทำใจเราให้เหมือนกับพระพุทธเจ้า ทำใจของเราให้เหมือนกับใจของพระพุทธเจ้า หน้าที่พระพุทธรูปมีแค่นี้แหละ มีเป็นเครื่องเตือนใจเรา เป็นเครื่องสอนใจเราเวลาเห็นพระ กราบพระ ต้องย้อนเข้ามาว่า เราต้องมาทำใจเราให้เป็นพระให้ได้  ใจจะเป็นพระ ต้องมาฆ่ากิเลสถึงจะเป็นพระได้ ถ้าใจยังโลภยังอยากอยู่นี้ ยังไม่เป็นพระ เป็นพระไม่ได้ 

จะเป็นพระนี้ต้องกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง กำจัดกิเลสตัณหาต่างๆให้มันหมดไปจากใจ จะกำจัดมันได้ ต้องไปอยู่ที่เงียบๆ แล้วต้องทำใจให้สงบ ใจจะสงบไม่ได้ถ้าอยู่ในที่วุ่นวาย ถ้ามีเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรต่างๆ เหมือนกับน้ำในสระนี่ น้ำในสระถ้าปล่อยให้คนไปเล่นไปว่าย จะให้มันนิ่งได้อย่างไร ถ้าอยากจะให้มันนิ่ง ต้องห้ามไม่ให้ลงไป เข้าไปในสระ น้ำมันถึงจะนิ่งได้ 

ใจของพวกเราก็เหมือนน้ำในสระ ไม่เคยนิ่งเลยใช่ไหม วันนึงมีแต่กระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา วุ่นวายกับเรื่องนั้น วุ่นวายกับเรื่องนี้ หนักอกหนักใจกับเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ กับคนนั้นกับคนนี้อยู่ตลอดเวลา นานๆ อาจจะมีเป็นช่วงที่อาจจะว่างบ้าง เวลาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใคร แต่ก็ไม่ถึงกับนิ่งทีเดียว เบาลงหน่อยเท่านั้นเอง เราต้องการให้ใจมันนิ่งเต็มที่ เพราะว่าความนิ่งของใจนี่แหละที่จะเป็นตัวดับความทุกข์ใจได้ เวลาใจไม่นิ่ง ถ้าเราทำให้มันนิ่งได้ ความทุกข์ก็จะหายไป เวลาใจไม่นิ่ง ความทุกข์ก็จะโผล่ขึ้นมา 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์มาก มีอุบายมาก ครั้นมาปฏิบัติจิตไม่ค่อยจะรวมง่าย’ โอวาทธรรม ‘หลวงปู่มั่น’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/606845

'ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์มาก มีอุบายมาก ครั้นมาปฏิบัติจิตไม่ค่อยจะรวมง่าย' โอวาทธรรม 'หลวงปู่มั่น'

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.20 น.

“…ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย ฉะนั้น ต้องให้เข้าใจว่า ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้วต้องเก็บใส่ตู้ ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัด ผู้รู้คือจิตนี้ หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา กำหนดรู้เท่ามหาสมบัติมหานิยม อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้นเป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศกลางหาว ดาวนักขัตฤกษ์ สารพัดสิ่งทั้งปวงอันเจ้าสังขารคืออาการจิต

หากออกไปตั้งไว้ บัญญัติไว้ว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้ จนรู้เท่าแล้วเรียกว่า กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว จิตก็จะรวมลงได้ เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรคหากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึงหากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง

เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่ ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า อกาลิโกของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโกเมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว คือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไปตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืนผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้

อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝนจึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคอิ่มสบายก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต ของทุกคน …”  โอวาทธรรม พระอาจารย์มั่น ภูริมัตโต –  003

คัดลอกจากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์ ขอบคุณลานธรรมจักร

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละละวางได้’ : พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน #SootinClaimon.Com

Posted on October 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/606618

'ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละละวางได้' : พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.20 น.

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละละวางได้ จึงแย่งลาภและยศกันอยู่เสมอเหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วยหรือเหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกันจนพินาศกันทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนักถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลง มีการเผื่อแผ่เจือจานโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกันมีเมตตากรุณาต่อกัน และลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิตโลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก แต่ช่างเขาเถิดหน้าที่โดยตรงและเร่งด่วนของเธอ คือ ลดความโลภความโกรธและความหลงของเธอเองให้น้อยลง แล้วจะประสบความสุขเยือกเย็นขึ้นมาก เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใดความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ยิ่งเจริญก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจดูแล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์ยังสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่น ฝูงวิหกนกกา มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกันแต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่จะที่ต้องแบกไว้ คือ เรื่องกาม เรื่องกินและเรื่องเกียรติ สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่งคือเรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกินนักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียวแต่การกินอย่างนักพรตกับการกินของผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะบริโภคแตกต่างกันอยู่ผู้บริโภคกามและยังหนาแน่นอยู่ด้วยโลกียวิสัย บริโภคเพื่อยุกามให้กำเริบจะต้องกินให้มีเกียรติกินให้สมเกียรติ มิได้กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะความจริงร่างกายคนเราไม่ได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิวก็ต้องการอาหารบำบัดความหิวเท่านั้นแต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วงคนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้แต่จำเป็นต้องทำ เหมือนโคหรือควายซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถแต่จำใจต้องลากมันไป อนิจจา”  – 003

คัดลอกจาก “พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน” http://www.dharma-gateway.com/buddha/buddha-misc/bd-misc-02.htm

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ความสงบ’…ที่เกิดจากการปล่อยวางด้วยปัญญาเป็นสมบัติของเรา : ‘พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/606191

'ความสงบ'...ที่เกิดจากการปล่อยวางด้วยปัญญาเป็นสมบัติของเรา : 'พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต'

วันเสาร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.16 น.

“…ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่มีทั้งทางด้านบวกและลบ คือกรรมและบุญ ที่จะช่วยเสริมให้เจริญหรือเสื่อม อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่มีเจริญมีเสื่อมเป็นธรรมดา ที่เราทำอะไรไม่ได้ บุญหรือกรรมเป็นสิ่งที่เราทำมาแล้วในอดีต การเจริญหรือเสื่อมของธรรมชาติก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำใจให้เป็นอุเบกขาปล่อยวาง จะปล่อยวางได้ก็ต้องเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เห็นว่าเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่อยากจะเจอก็อย่ามาเกิด อย่าอยากได้สิ่งที่เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เวลาอยากได้ไม่คิดกันเลยว่าได้แล้วต้องเสียไป พอเสียแล้วก็ถามว่าทำไมต้องเสีย ทุกอย่างที่เราได้มาเราต้องเสียไปหมด ได้ร่างกายนี้มาเดี๋ยวก็ต้องเสียมันไป ได้ลาภยศสรรเสริญสุขมา เราก็ต้องเสียมันไปหมด สิ่งที่เราไม่เสียเรากลับไม่เอากัน คือความสงบ

ความสงบสุขเป็นของเรา อยู่กับเราไปตลอด อกาลิโก ความสงบที่เกิดจากการภาวนาทำใจให้สงบ ที่เกิดจากการปล่อยวางด้วยปัญญา เป็นสมบัติของเรา ที่จะไม่มีวันจากเราไป อยู่กับเราไปตลอด ไม่มีร่างกาย เราก็ไม่เดือดร้อน เราก็ยังมีความสุขนี้อยู่ ความสุขที่พระพุทธเจ้า พระสาวก ครูบาอาจารย์ทั้งหลายมีกันอยู่ ถึงแม้เวลาจะผ่านมาแล้วตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี ความสุขในพระทัยของพระพุทธเจ้า ที่เป็นปรมังสุขังนี้ก็ยังอยู่ ความสุขของครูบาอาจารย์ที่ท่านจากพวกเราไปแล้ว ก็ยังอยู่ในใจของท่าน ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันหาย ไม่มีวันหมดไป เพราะไม่ได้เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ความสุขนี้แหละเป็นสมบัติที่แท้จริง ที่เราสามารถครอบครองได้ ถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน คือทำทาน รักษาศีล เจริญสติสมาธิและปัญญา เป็นวิธีที่จะทำให้ได้สมบัติอันวิเศษนี้

อยู่แค่เอื้อมมือนี้เองนะ อยู่ที่วิริยะคือความเพียร หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยความเพียร ต้องมีความเพียรถึงจะเกิดสติ ถึงจะเกิดสมาธิและเกิดปัญญา ต้องเพียรเจริญสติ ครูบาอาจารย์ภาวนาในตอนต้น ท่านก็พุทโธทั้งวัน จนพุทโธกับใจแนบติดกันเลย ตอนนั้นก็จะเกิดสัมปชัญญะขึ้นมา มีความรู้สึกตัวตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่เผลอ ไม่ลอยไปที่นั่นที่นี่ อยู่ในปัจจุบัน พออยู่ในปัจจุบันแล้ว เวลานั่งสมาธิก็จะรวมลงเข้าสู่ความสงบ จะพบกับปรมังสุขังชั่วคราว พอออกจากสมาธิมา ถ้าต้องการรักษาปรมังสุขังนี้ ก็ต้องใช้ปัญญาหยุดตัณหาความอยาก ที่ไม่ตายจากความสงบของสมาธิ จะตายได้ก็ต้องตายด้วยการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ความสงบนี้แหละเป็นสมบัติของเรา ไม่มีใครจะแย่งจากเราไปได้ ไม่ว่าเป็นหรือตาย จะอยู่กับเราไปตลอด…” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (จากเพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ไม่มีสุขอันใดที่จะเหนือกว่าความสุขที่เกิดจากความสงบ’ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/606039

'ไม่มีสุขอันใดที่จะเหนือกว่าความสุขที่เกิดจากความสงบ' พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.20 น.

งานที่เราทำกันทางโลกนี้ งานหาเงินหาทอง หาทรัพย์สมบัติ หาสิ่งนั้นสิ่งนี้ หาคนนั้นคนนี้ หามาได้มากได้น้อยเพียงไร พอตายไปก็เอาไปไม่ได้ ไม่มีใครเอาไปได้เลย แต่งานทางจิตใจ งานจิตตภาวนานี้เอาไปได้ ทำได้มากน้อยเท่าไหร่เอาไปได้หมด นี่แหละความสำคัญ จึงไม่มีงานอะไรที่จะสำคัญกว่างานจิตตภาวนา เพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับจากงานจิตตภาวนานี้ มันให้ความสุขแก่จิตใจ มันช่วยกำจัดความทุกข์ยากลำบากของจิตใจให้หมดไปได้

แต่งานทางโลกนี้ ต่อให้ทำได้มากน้อยเพียงไรก็ตาม ก็อาจจะกำจัดความทุกข์ยากลำบากทางใจได้เป็นพักๆ ให้ความสุขทางใจก็ได้เป็นพักๆ ชั่วขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น พอตายไปความสุขที่ได้จากสิ่งต่างๆ ก็จะหมดไป และแทนที่จะไปแบบสบาย กลับจะไปแบบวุ่นวายใจ เพราะจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่หามาได้แทบเป็นแทบตายไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งหามามากเท่าไหร่ก็ต้องเสียมากเท่านั้น มีมากก็เสียมาก มีน้อยก็เสียน้อย คนที่มีน้อยเวลาตายจึงเสียน้อยกว่าคนที่มีเงินมาก 

คนรวยนี้เสียค่าตายมากกว่าคนจน คนมีเงิน ๑๐๐ ล้านก็ต้องเสียค่าตาย ๑๐๐ ล้าน คนจนมี ๑๐๐ บาท ก็เสียค่าตายแค่ ๑๐๐ บาท ค่าทำศพ เขาเรียกว่าเป็นค่าทำศพก็ได้ เวลาตายนี่เขาริบหมดเลย ใช่ไหม เอาไปเป็นค่าทำศพหมด มีเท่าไหร่ แสนล้านเก็บหมด ตายไปเอาไปทำศพหมด ค่าทำศพหรือค่าตาย ค่าออกจากโลกนี้ เวลามาอยู่ในโลกนี้ มีค่าบริการที่ต้องจ่ายเวลาตาย คุณหาเงินมาได้เท่าไหร่ มากน้อยเพียงไร เวลาตายนี่เขาริบไปหมดเลย เขาไม่ให้เอาติดตัวไปแม้แต่บาทเดียว 

ดังนั้น คนจนคนขอทานนี้ ตายแบบสบาย เสียค่าตายน้อยกว่าคนรวย คนรวยนี้เสียค่าตายมากกว่าคนจน คนจนได้เปรียบตอนนี้ ตอนตาย เวลาตายนี้ไม่เสียค่าตาย อย่างพระตายนี่เห็นไหม เสียแค่อัฐบริขารเท่านั้นเอง สมบัติของพระมีแค่ ๘ ชิ้น เสียบาตรไปใบหนึ่ง เสียจีวรไป ๓ ผืน เสียเข็มขัดรัดเอวไปหนึ่งเส้น เสียเข็มกับด้ายไปหนึ่งชุด เสียใบมีดโกน มีดโกนไปอันหนึ่ง แล้วก็เสียที่กรองน้ำไปหนึ่งอัน นี่คือสมบัติของนักบวช ของคนจน เสียค่าตาย เสียแค่ ๘ ชิ้น แต่สิ่งที่นักบวชเอาไปได้นี้ เป็นสมบัติ ถ้าเปรียบเทียบด้วยเงินทองนี้เป็นแสนล้าน เป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน เพราะสิ่งที่ได้จากจิตตภาวนานี้มันให้ความสุขในระดับนั้น ให้ความสุขในระดับหมื่นล้านแสนล้าน

เวลาจิตใจสงบนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกแล้วว่า “ไม่มีสุขอันใดที่จะเหนือกว่าความสุขที่เกิดจากความสงบ” งานภาวนาจึงสำคัญอย่างนี้ อยากจะได้ความสุขระดับแสนล้าน ต้องมาภาวนา ถ้ามีเงินแสนล้าน จะไม่ได้ความสุขในระดับแสนล้าน เพราะเงินแสนล้านนี้ไม่ได้ให้ความสุขอย่างเดียว ให้ความทุกข์มาด้วย ให้ความกังวล ให้ความห่วงใย ให้ความหวาดกลัวมาด้วย เวลาที่มีอะไรมากระทบกับเงินแสนล้านนี้ ใจหวั่นไหวขึ้นมาทันที ภาษีขึ้นหรือเปล่า หรือว่าดอกเบี้ยตกหรือเปล่า ตลาดหุ้นตกหรือเปล่า ราคาที่ดินตกหรือเปล่า อะไรต่างๆ เหล่านี้ 

ทรัพย์ที่มีอยู่ข้างนอกนี้มันไม่ได้ให้ความสุขมาก แล้วยังแถมมาให้ความทุกข์ด้วย แต่ทรัพย์ภายในนี้ คือความสุขภายในใจนี้ ที่ได้จากการบำเพ็ญจิตตภาวนานี้ จะไม่มีความทุกข์ความกังวลใจเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เพราะมั่นคง ถ้าเป็นเงินฝากธนาคาร ก็รัฐบาลรับรองรับประกัน ธนาคารล้มก็รัฐบาลจ่ายให้ เดี๋ยวน้ำไม่มีแล้วนะ ธนาคารต่างๆ ถ้าล้มก็หมดนะ มีเงินฝากไว้เท่าไหร่ ธนาคารเจ้งก็เจ้งไปกับธนาคาร รัฐบาลไม่รับประกันเหมือนสมัยก่อน แต่ความสุขที่เราได้จากการภาวนานี้ มันมั่นคง ไม่มีวันสูญสลาย ไม่มีใครริบไปได้ยึดไปได้ขโมยไปได้ ไม่มีวันล้มละลาย ความสุขที่ได้จากจิตตภาวนา เมื่อรู้จักภาวนา เมื่อรู้จักวิธีทำใจให้สงบได้ ก็สามารถทำให้มันสงบได้ไปตลอด 

นี่แหละคือความวิเศษ ความสำคัญของงานจิตตภาวนา ที่พวกเราอาจจะไม่รู้กัน เพราะไม่มีใครมาโฆษณากัน มีแต่โฆษณาคอนโดกัน โฆษณารถเบนซ์กัน โฆษณารถเฟอรารี่ ลัมโบร์กินี ปอร์เช่ โฆษณากระเป๋าเวอซาเช่ ดูค่าของนี่ โอ้โฮ ดูราคามัน ใบละกี่หมื่นกี่แสนรู้หมด นาฬิกานี่รู้หมด นาฬิกายี่ห้อนี้ราคาเท่าไหร่ เพชรร้านนี้ขายราคาเท่าไหร่ สร้อยกำไลแหวน อะไร ราคาพวกนี้มันมีคนโฆษณาให้ พวกคนที่เขาซื้อมาไปโฆษณาให้ ฉันมีแหวนอย่างนี้ ฉันมีสร้อยอย่างนี้ ฉันมีรถอย่างนี้ มีคอนโดอย่างนี้ มีบ้านอย่างนี้ มีคนคอยโฆษณาของพวกนี้ให้ พวกเราได้ยินก็เลยน้ำลายไหลกัน 

แต่ไม่มีใครโฆษณาเรื่องคุณค่าของจิตตภาวนาว่า มันวิเศษวิโสขนาดไหน ว่ามันดีมันเลิศกว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ เพราะคนที่ได้สัมผัสกับความสุขที่มันเกิดจากความสงบนี้มันมีน้อย และบางทีก็ไม่เก่งทางด้านการตลาด โฆษณาไม่ค่อยเป็น คนก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่า ไม่เห็นความสำคัญของการบำเพ็ญจิตตภาวนากัน ไม่รู้ว่านี่แหละคือความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง ไม่รู้ว่านี่แหละคือ “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี ต่อให้คุณได้กระเป๋าเวอซาเช่มาร้อยใบพันใบ ได้รถปอร์เช่มาร้อยคันพันคัน ความสุขที่ได้จากของเหล่านี้ก็สู้ความสุขที่ได้จาก “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” ไม่ได้ เพราะความสุขอันนี้มันเหนือกว่าความสุขทั้งปวง 

ต่อให้คุณได้อะไรมากน้อยเพียงไร ได้เงินมาหมื่นล้านแสนล้าน ได้คอนโดมากี่คอนโด ได้ตึกมากี่ตึก เป็นเจ้าของตึกกี่ตึก มีที่กี่ร้อยไร่กี่พันไร่ มีสนามกอล์ฟกี่สนาม มีเครื่องบินกี่เครื่องกี่ลำ ของพวกนี้เมื่อมารวมกันแล้วนี้ สู้ความสุขที่ได้จากความสงบไม่ได้ “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง” อันนี้แหละ ขอให้พวกเราจำไว้แล้วพยายามพิจารณากัน อย่าให้ความหลงความโง่มันมาคอยหลอกเราให้ไปหาความสุขที่เป็นความสุขชั่วคราว แล้วก็เป็นความสุขที่จะมีความทุกข์มาให้ เวลาที่ต้องสูญเสีย เวลาที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งต่างๆ ที่ให้ความสุขกับเราไป นี่แหละเปรียบเทียบกันดู 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘คนที่รู้จริงๆ คนที่บรรลุธรรมจริงๆ เขาจะไม่บอก’ โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/605808

'คนที่รู้จริงๆ คนที่บรรลุธรรมจริงๆ เขาจะไม่บอก' โอวาทธรรม พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.56 น.

“…ผู้บรรลุธรรม เขาไม่ได้มาบอกแบบทางโลก ผมได้สำเร็จขั้นนั้นแล้ว สำเร็จขั้นนี้แล้ว ผมเป็นโสเดา โสดาแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นของปลอมทั้งนั้น คนที่เขาหลุดพ้นจริงๆ บรรลุธรรมจริงๆ เขาไม่มีความอยากให้ใครรู้หลอก เขาไม่บอกใครหลอก เขาจะเก็บตัวเงียบ

อย่างหลวงปู่ลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) ท่านไม่เคยบอกว่าท่านบรรลุธรรม ก็เพราะมีครูบาอาจารย์ท่านมาบอกใว้ ไม่มีใครรู้เพราะท่านไม่พูดกับใคร ท่านไม่บอกใคร ถ้ามีความอิ่มทางความสุขความพอแล้ว ไม่เห็นต้องอยากไปบอกใคร คนที่อยาก แสดงว่ายังไม่พอ ยังอยากให้คนรู้ ยังอยากให้คนยกย่องสรรเสริญ ก็เลยไปบอก คนที่รู้จริงๆ คนที่บรรลุธรรมจริงๆ เขาจะไม่บอก

พระพุทธเจ้า ตอนต้นท่านก็ไม่อยากจะบอกใคร ท่านไม่อยากจะสอน สอนไปคนนึงก็ปฏิบัติตามไม่ได้ แต่หลังจากที่ได้แยกแยะ จิต ของคน ก็มีสี่ประเภท เหมือนบัวสี่เหล่า พวกที่ฉลาดพร้อมรับคำสอนได้ก็มี ท่านก็เลยมุ่งไปหาผู้ที่ฉลาดก่อน คือ ปัญจวัคคีย์ ระหว่างทางก็ไปเจอพราหมณ์คนหนึ่ง พราหมณ์ถามไปไหน ท่านเป็นใคร พระพุทธเจ้าบอกเราเป็นพระพุทธเจ้า พราหมณ์ เอ้อดี เขาก็ไม่เชื่อ ไปบอกเขา เขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี เขาก็ไม่รู้พระพุทธเจ้าเป็นอะไร เป็นใคร งั้นอย่าไปบอกดีกว่า สู้สอนให้เขาเป็นดีกว่า

พอมาสอนให้พระปัญจวัคคีย์เป็นพระอรหันต์ พระปัญจวัคคีย์ก็รู้เลยว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ การเป็นพระอรหันต์นี้เป็นอย่างไร ผู้ที่ฉลาดเขาไม่มาพูดเปรยๆหลอก ข้าพเจ้าเป็นพระโน่นพระนี่แล้ว เขาจะมาสอนเรา แล้วถ้าเราปฏิบัติได้ เราได้ผล เราก็จะเป็นผู้มารับรองเขาเอง เอ้อ คนนี้ใช่แน่นอน เนี่ยใครมารับรองพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็พระสาวกทั้งหลายนี่ไง พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป วันมาฆบูชา มากราบพระพุทธเจ้า แสดงว่ามายืนยันมารับรอง นี่แหละ คือ พระพุทธเจ้าที่แท้จริง เพราะเขาได้เป็นพระอรหันต์เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เอง…” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ศิษย์เศร้า! ‘หลวงปู่สุพจน์’ เจ้าคณะจังหวัดตราดมรณภาพแล้วหลังติดเชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/605620

ศิษย์เศร้า! 'หลวงปู่สุพจน์' เจ้าคณะจังหวัดตราดมรณภาพแล้วหลังติดเชื้อโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 10.27 น.

คณะศรัทธาและศิษยานุศิษย์เศร้า! พระวิมลเมธาจารย์ (หลวงปู่สุพจน์) เจ้าอาวาสวัดห้วงพัฒนา เจ้าคณะจังหวัดตราด(ธ)มรณภาพแล้วที่ รพ.ตราด จากการติดเชื้อโควิด – 19 คณะญาติธรรมและกรรมการวัดเตรียมทำพิธีฌาปณกิจวันนี้ (30 ก.ย.) ที่วัดวรดิตถาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด

วันที่ 30 ก.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดว่า เมื่อเวลา 19.22 น.วันที่ 29 กันยายน 2564 โรงพยาบาลตราดได้แจ้งให้ประชาชนและญาติธรรมของวัดห้วงพัฒนา ต.แสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด ได้ทราบและแสดงความเสียใจว่า พระวิมลเมธาจารย์ (หลวงปู่สุพจน์) เจ้าอาวาสวัดห้วงพัฒนา เจ้าคณะจังหวัดตราด (ธ) มรณภาพแล้วที่โรงพยาบาลตราด จากการติดเชื้อโควิด – 19 หลังจากได้เดินทางเข้ามารักษาอาการป่วยในช่วงเช้าวันที่ 29 กันยายน 2564 ได้มีอาการอาพาธจากเหตุมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มาทำบุญที่วัดซึ่งเป็นวันพระเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา และท่านได้รักษาตัวเองอยู่ที่วัดโดยไม่ได้เข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งใด 

กระทั่งเมื่อเช้าวันนี้ (29 ก.ย.) ท่านมีอาการเหนื่อยหอบมากจึงเข้ารับการรักษาจากแพทย์ที่โรงพยาบาลตราด และได้มรณภาพเมื่อเวลา 19.22 น.ทั้งนี้ ในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้คณะญาติธรรม และกรรมการวัดจะมีการทำพิธีฌาปณกิจที่วัดวรดิตถาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด

สำหรับ ประวัติโดยย่อ พระวิมลเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดตราด(ธ) เจ้าอาวาสวัดห้วงพัฒนา “พระวิมลเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดตราด (ธ)” นามเดิมสุพจน์นามสกุล รัตนพาหิระ อายุ 67 พรรษา 46 เกิดเมื่อวันพุธ (ชื้น 6 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา) เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2488 ณ บ้านเลขที่ 40 ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นบุตรของพ่อสวงษ์ และคุณแม่พร รัตนพาหิระ มีพี่น้องรวมทั้งหมด 8 คนด้วยกัน

เมื่อหลวงพ่อมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ โดยโยมบิดามารดาจึงพร้อมใจกันให้หลวงพ่อบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดคีริวิหาร ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2508 ได้รับฉายาว่า ฐิตพุพโต และได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ จนมีชื่อเสียงปรากฎมากมาย

หลวงพ่อสุพจน์ ฐิตพุพโต เป็นพระสานุศิษย์องค์หนึ่งของแม่ทัพธรรมสายอรัญวาสี ซึ่งมีจิตมุ่งมั่นปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นไปตามแนวทางของการหลุดพันตามวิถีครูบาอาจารย์ผู้มีความชำนาญในสายวิปัสสนากรรมฐานท่านมีใจรักและเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมมาก่อน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 8 หนึ่งในมงคล 38 ประการ’ ธรรมเทศนา ‘พระราชปัญญาวชิโรดม’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/605546

'จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 8 หนึ่งในมงคล 38 ประการ' ธรรมเทศนา 'พระราชปัญญาวชิโรดม'

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.57 น.

“พระราชปัญญาวชิโรดม” (สุพล ขนฺติพโล) เจ้าอาวาสวัดเทพเจติยาจารย์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อดีตพระเลขาฯท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตานำศรัทธาญาติโยมสวดมนต์ออนไลน์ใน “โครงการทำดี ๑๐๑ วัน” บูชาคุณแม่พ่อ สานต่อปณิธานท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ถึง 19 พฤศจิกายน 2564 โดยสวดมนต์ในบทต่างๆ

อาทิ อนันตลักขณะสูตร , โพชฌังคะปริตร, มหาสมัยสูตร และ ในทุกวันอังคารมีการสวดพระอภิธรรมเพื่ออุทิศถวายแด่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม อดีตเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล และ ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตาสุภาพ (Willpower Institute)ซึ่งมีสาขากว่า  200 สาขาทั่วโลก ทั้งในประเทศไทย , แคนนาดา และ สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ในแต่ละวัน พระราชปัญญาวชิโรดม จะแสดงพระธรรมเทศนาในหัวข้อต่างๆ โดยในวันที่  21 กันยายนที่ผ่านมา ได้แสดงธรรมในหัวข้อ “ข้อ  35 หนึ่งในมงคล 38 ประการ : ผู้ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม 8 ประการ จิตไม่หวั่นไหวเป็นความดีสูงสุด” ซึ่งทาง “แนวหน้า ออนไลน์” นำเนื้อหาบางส่วนมานำเสนอเป็นธรรมทาน ดังต่อไปนี้ 

…การสวดมนต์การนั่งสมาธิในแต่ละวันนั้น เป็นการสร้าง “มหากุศล” ยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนถึงประเทศชาติและทั่วโลกด้วย ขณะนี้ที่อเมริกาก็เป็นตอนเช้า เขาก็มาร่วมสวดมนต์ด้วย ที่แคนาดา ที่ฝรั่งเศส ที่ออสเตรเลีย แล้วก็สลามัตดัทตั้ง สลามัตดัทตั้งก็คือ อินโดนีเซีย และ ประเทศลาว ก็มาสวดมนต์ด้วย เพราะฉะนั้นเครือข่ายของการสวดมนต์โยงใยไปทั่วโลกเลย ก็เป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ 

วันนี้พูดถึงเรื่องมงคล 38 คือ หลักการดำเนินชีวิตให้เกิดความเจริญความเป็นมงคลสูงสุดข้อที่ 35 พุทธัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะกัมปะติ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ผู้ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม 8 ประการ จิตไม่หวั่นไหวเป็นความดีสูงสุดอย่างหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกธรรม 8 เป็นสิ่งที่ติดตามสัตว์โลกทั้งปวง หาที่สุดไม่ได้ และ ใช่ว่าจะติดตามแต่ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปก็หาไม่ แม้พระอริยะเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ก็ย่อมติดตามไปเช่นเดียวกัน 

 โลกธรรม 8 ประการนี้แบ่งเป็นสองปรถการ หรือ เป็นสองแบบ ประการที่หนึ่งเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายอยากได้ เพราะเป็นประโยชน์มี 4 อย่าง 1.ลาภะ คือ การได้ทรัพย์สมบัติ ได้ภรรยา ได้สามี ได้ลูก ได้บ้าน ได้ที่ดิน ได้เพชรนิลจินดา ได้สิ่งของต่างๆ เป็นต้น ข้อที่ 2.ยัสสะ คือ การได้ยศ ได้อำนาจ ได้ตำแหน่งใหญ่โตได้หน้าที่การงาน เป็นต้น ข้อที่ 3.ปะสังสา คือ การได้รับการยกย่อง การชมเชย การสรรเสริญ หรือว่า การสดุดี เป็นต้น มีเยอะ ข้อที่ 4.สุขขะ ก็คือ ได้ความสุขกายสุขใจ มีความร่าเริง บันเทิงใจ และก็เบิกบาน ชื่นใจ เป็นต้น 

ประการที่สอง เป็นสิ่งที่คนทั้งหลายไม่อยากได้ ไม่ยากให้เกิดขึ้นด้วย เพราะมันเสียผลประโยชน มี 4 อย่าง 1.อลาภะ การเสียทรัพย์สินสมบัติ การเสียภรายา เสียสามี เสียบิดามารดา เสียลูกหญิงลูกชาย แล้วก็เสียบ้าน เสียที่ดิน เสียทรัพย์สินต่างๆพวกเพชรนิลจินดา เป็นต้น ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น 

ข้อที่ 2.อยัสสะ การเสียยศ เสียตำแหน่ง เสียหน้าที่การงาน เสียอำนาจวาสนา ใหญ่โต ก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เป็นต้น ข้อที่ 3.นินทา คือ การถูกนินทาใส่ร้ายป้ายสี มีการถูกตำหนิติเตียน ต่อว่าด่าทอ ต่อหน้าและลับหลัง เป็นต้น ข้อที่ 4.ทุกขะ คือ การได้ความทุกข์กายทุกข์ใจป่วยไข้จากโรคต่างๆ จะเป็นโรคปวดท้อง โรคปวดหัว หรือว่าโรคทางกาย  โรคทางใจ โรคเครียด โรคหงุดหงิด แล้วก็โรคมะเร็งต่างๆ เช่น โรคมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งสมอง เป็นต้น ทำให้ทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ 

โลกธรรมทั้ง 8 ปรถการนี้ จะมีธรรมะคู่กันไปอย่างงนี้ตลอด ได้ทรัพย์สินทั้งหลายมา ถึงเวลาก็เสียไป สองได้ยศได้ตำแหน่งมา ถึงเวลาก็เสียไปอีก ข้อที่ 3 ได้สรรเสริญมา ถึงเวลาก็เสียไป กลับได้ถูกนินทามา ข้อที่ 4.ได้ความสุขมา ถึงเวลาก็หายไป กลับได้ความทุกข์มา 

โลกธรรมทั้ง 8 ประการเหล่านี้ จะอยู่อย่างนี้ตลอดไป ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังถูกสรรเสริญและนินทา ถูกต่อว่า ด่าทอต่างๆนานา

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสวดมนต์ออนไลน์ ในโครงการ “ทำดี ๑๐๑ วัน” บูชาคุณแม่พ่อ สานต่อปณิธานท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม โดยสามารถร่วมกิจกรรมได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ 
1.ทางเฟสบุ๊คชื่อ : วัดเทพเจติยาจารย์ (https://www.facebook.com/tepjetiyajan/videos/988126932034820/)
2.ทางยูทูบชื่อ : วัดเทพเจติยาจารย์ official (https://youtu.be/7WjE4UvOBOs) 
3.ทางแอพพลิเคชั่น ZOOM / Room id : 3457558779 และ password : wattep11 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,550 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี
นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน
“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด
AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง
กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

Recent Posts

  • เริ่มงานวันแรก พล.ต.ท.รุทธพล เข้าปฏิบัติงาน รมว.ยุติธรรม สมัยที่ 2
  • ทนายอั๋น ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง
  • รองนายกฯ เชน ประเดิมงานวันแรก หารือแก้วิกฤตพลังงาน PM2.5
  • ลุ้นระทึก 9 เม.ย.นี้! ป.ป.ช.เตรียมส่งศาลฎีกา คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล หากครบถ้วนสมบูรณ์
  • ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d