เกิดแต่กรรม “ยันตระ” รอด แต่ “เณรคำ” ไม่รอด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/288310

เกิดแต่กรรม “ยันตระ” รอด แต่ “เณรคำ” ไม่รอด?

คนในข่าว  :  19 ก.ค. 2560
เณรคำกลับไทย, จับเณรคำ, อดีตพระเณรคำ, เณรคำไม่รอด, จากยันตระถึงธัมมชโย, อดีตพระยันตระ อมโรภิ, เกิดแต่กรรม, ยันตระ, รอด, แต่, เณรคำ, ไม่รอด, อดีตพระยันตระ, พระยันตระ อมโรภิกขุ, พระวินัย อมโร, ข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง, พศ2538, สึกกลางอากาศ, พระยันตระ, ขบวนการกำจัด กวาดล้าง, เพราะวีรกรรมเดียวกัน

เณรคำ ก็แค่ “คนเคยเจอ” เคสความผิดของอาตมา มันคนละม้วนกันเลย อย่ามาเทียบกัน! อดีตพระยันตระ แกว่ามางี้? ว่าแต่มันต่างกันยังไงน้า??

               ข่าวคราวการนำตัว “หลวงปู่เณรคำ” กลับไทย ทำให้คนไทยหลายคนต้องปรบมือให้กับทางการ ที่สามารถตามบุคคลสำคัญคนนี้กลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

               ตรงกันข้าม กับข่าวของอดีตพระอีกรูป ที่คนไทยต้องส่ายหัว

               ก็ “อดีตพระยันตระ” หรือ วินัย ละอองสุวรรณ อดีตพระที่คนไทยในยุคก่อนใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กรู้จักกันดี จากข่าวที่สะเทือนวงการพุทธศาสนา สั่นคลอนแรงศรัทธาของชาวพุทธไทยไปหลายดีกรี

               ปรากฏว่า เวลานี้คดีของเขาได้หมดอายุความมาสักพักแล้ว !!

               หลังผ่านไปกว่า 20 ปี ! ทำให้อดีตพระรูปนี้ สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสรเสรี แถมเคยกลับเข้าไทยมาแล้วช่วงปี 2557 และ 2559 ! ซึ่งปีแรกก็คือปีที่คดีของเขาหมดอายุความลงแล้วนั่นเอง

               ถามว่าเขาทำอะไรไว้ ทวนความจำให้คนยุคโซเชียลได้รับรู้อีกครั้ง คือในขณะที่เป็น “พระยันตระ อมโรภิกขุ” หรือ “พระวินัย อมโร” พระดังที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศ เกิดมาเจอทีเด็ด ถูกแฉว่ามีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ด้วยการล่อลวงสีกาไปเสพเมถุนมากหน้าหลายตา

               แต่ที่เด็ดจนดิ้นไม่หลุดคือ รายที่บอกว่าตนเองเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา จนให้กำเนิดลูกสาว ซึ่งรายนี้มีเทปสนทนาเป็นหลักฐานมัดตัว

               ที่เหลือ ก็ยังมีการร้องเรียนออกมาอีกมากมาย ว่าไม่ใช่รายเดียวนี้ ที่พระยันตระมีความเกี่ยวข้องในทำนองดังกล่าวด้วย หากแต่มากมายนับไม่ถ้วนทั้งไทยและเทศ

               ที่สุด เป็นอันว่าต้องโกยสิโยม !!

               โดยตอนนั้น ราวปี 2537 เมื่ออดีตพระยันตระคิดสะระตะแล้วว่า งานนี้อ่วม เพราะถูกฟ้องร้องหลายข้อหา รวมทั้งถูกตั้งอธิกรณ์ (ข้อกล่าวหาผิดวินัยร้ายแรง) ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ตามพระธรรมวินัย

               ซึ่ง มหาเถรสมาคมได้พิจารณาอธิกรณ์ดังกล่าว แล้วปรับให้อดีตพระยันตระเป็นปาราชิก ไม่สามารถดำรงตนในฐานะพระภิกษุได้อีกต่อไป

               จะว่าไปก็ถือเป็นรุ่นพี่ของพระธัมมชโยที่เจอ “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538)” นั่นแหละ คือ โดนคณะปกครองสงฆ์ใช้อำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้ในทันที หรือที่เรียกว่า “สึกกลางอากาศ” แม้ไม่ได้ตัวพระที่ทำผิดมาก็ตาม

               แต่เวลานั้น อดีตพระยันตระไม่ยอมรับมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว หันไปนุ่งห่มผ้าที่คล้ายจีวรย้อมเป็นสีเขียวเข้ม หันหลังให้กับบ้านเกิด ระเห็จออกนอกประเทศไทยในที่สุด !

               พอมาวันนี้ วันที่ “วิรพล สุขผล” หรือ อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือ “เณรคำ” อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ กำลังจะต้องหันหน้าเข้าประเทศ เพื่อมาเจอกับความจริงทางกฎหมาย หลังศาลแคลิฟอร์เนีย สั่งให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีอาญาในไทย

               ทำให้หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อ้าว! ทำไมกรณีของ “พระยันตระ” เขาถึงสามารถอยู่ลั้นลาในต่างแดนได้โดยไม่มีใครทำอะไร แถมยังเดินทางไปทั่วเกือบครบสามจบรอบโลก

               และทั้งๆ ที่รู้หลักแหล่ง ว่าเขานั้นไปตั้งสำนักวัดป่าสุญญตาราม ที่เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่เห็นมีใครจากทางการไทย ไปทักทาย เซย์ไฮว่าทำไมไม่กลับบ้าน

               คำตอบมันอยู่ตรงที่ว่า พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว อดีตพระยันตระ มีช่องทางให้สู้คดีได้ และเขาก็สู้ จนศาลสหรัฐให้สถานภาพลี้ภัยทางการเมืองแก่เขาตั้งแต่ปี 2540

               โดยเวลานั้น ผู้พิพากษาสหรัฐอเมริกาขณะนั้น ถึงกับระบุว่า พระยันตระนั้นต้องเจอกับ “ขบวนการกำจัด กวาดล้าง” มิใช่เผชิญกับ “การดำเนินคดีทางอาญา”

               พูดง่ายๆ ว่าทางเจ้าบ้านที่คนของเราไปขออาศัย เขาเชื่อสนิทใจว่าโดนกลั่นแกล้งใส่ร้าย จึงให้สถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองแก่เขา สามารถหลบหนีคดีความอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้เรื่อยๆ โดยที่ทางการไทยทำอะไรไม่ได้

               แตกต่างจากเคสของสมีคำ ที่นอกจากจะเจอคดีพรากผู้เยาว์แล้ว ก็ยังมีข้อกล่าวหาพัวพันกับยาเสพติด รวมถึงการฟอกเงิน และถูกอายัดบัญชีเงินฝากจำนวนมาก ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ไทยดำเนินการผลักดันกลับได้ง่ายกว่านั่นเอง

               ถ้าใครตามข่าว จะพบว่าที่จริงวัดของอดีตพระยันตระ ที่เมืองเอสคอนดิโด กับเมืองเลคเอลซินอร์ ซึ่งอดีตพระเณรคำหนีไปอาศัยนั้น อยู่ห่างกันไม่ถึง 100 กิโล (ผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2556) ก็น่าที่จะมีการพบปะ พูดคุย ปรึกษา ชี้ช่อง ชี้ทางให้ได้รู้เคล็ดการอยู่ยังไงให้เป็นกันบ้าง

               แต่เปล่าเลย เพราะจากข้อมูลของสยามทาวน์ยูเอส ได้เคยนำเสนอบทสัมภาษณ์ “ยันตระ” ช่วงปี 2558 กับประเด็นที่เจ้าตัว ถูกวางเป็น “โมเดล” ของอดีตพระเณรคำ (เพราะวีรกรรมเดียวกัน)

               แต่อดีตพระยันตระ กลับโบกมือบ๊ายบาย ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีสมีรุ่นน้องคนนี้ แปลง่ายๆ ว่าจะไม่ขอยุ่งด้วย !!

               แถมยังอ้างว่า ปกติไม่ค่อยอยู่ที่วัด แต่ไปอยู่ที่ป่าเมืองเครสเซนท์ ซิตี้ ใกล้ป่าสงวนเรดวู้ด ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของแคลิฟอร์เนีย ติดพรมแดนรัฐโอเรกอน จะเดินทางมาที่วัดสุญญตาราม ซึ่งอยู่ห่างกันกว่า 700 ไมล์ เฉพาะเวลาที่วัดมีงานสำคัญเท่านั้น ! และทุกวันนี้ ก็ทำตัวดีแต่ในทางธรรม แม้จะไม่ปลงผมก็ตาม !

               ส่วนเรื่องเณรคำ ก็แค่ “คนเคยเจอ” โดยรุ่นน้องเคยมาหาตามประสาแฟนคลับ ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีข่าว แต่หลังเกิดเรื่องก็มีมาหาอีกรอบ แต่ไม่เจอกัน ตนเองนั้นทราบแต่ว่ามีเรื่องมาปรึกษา

               ที่เหลือก็บอกเล่าแต่อนาคตของตนเองแบบสวยงาม หลังกลับประเทศไทยในวันที่คดีหมดอายุความ

               แน่นอน การปฏิเสธนี้ ก็เพื่อกลบกระแสข่าวอื้ออึงก่อนหน้านั้นว่า เณรคำหนีมากบดานกับเขา ด้วยมีความสนิทชิดเชื้อกันดี

               ที่มากกว่านั้นคือ เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่า เคสความผิดของตนนั้น มันคนละม้วนกันเลยกับของสมีคำรุ่นน้อง ! อย่ามาเทียบกัน !

ขาลุยคุ้ยโกง “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ศึกดิวตี้ฟรีมีเดิมพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/288046

ขาลุยคุ้ยโกง “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ศึกดิวตี้ฟรีมีเดิมพัน

คนในข่าว  :  18 ก.ค. 2560
ทอท คิงพาวเวอร์, ทอท, ชาญชัยเผยข้อมูล ทอท, ผอทอท, ลุยฟ้อง ทอท - คิงพาว, ดิวตี้ฟรี, ประสงค์ พูนธเนศ, ประชาธิปัตย์, ชาญชัย สปท, ชาญชัย อิสระเสนารักษ์, ขาลุยคุ้ยโกง, ชาญชัย, อิสระเสนารักษ์, มหาชน, ทอท, สปท, ระบบบัญชีรายชื่อ, พรรคประชาธิปัตย์, มัธยมต้น, มัธยมปลาย, ขาดคุณสมบัติ, คู่แข่ง, สาธารณะ, ของแข็ง

รับบทบาทมาไล่เช็คบิลนักการเมืองขี้ฉ้อทั้งที งานนี้ “ชาญชัย” ต้องทำให้สุด!! ต่อให้ใครมาขุดประวัติก็ไม่สะท้าน!! ว่าแต่ประวัติอะไร ทำไมต้องหนาวด้วย?

               เอาแน่!! ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ วันนี้บทบาทที่ได้รับเจ้าตัวก็ออกลีลาว่าต้องตีให้แตก!

               อย่างล่าสุดที่เขายื่นฟ้องศาลให้ดำเนินคดี ประสงค์ พูนธเนศ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” กับพวก รวม 18 คนในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตครั้งมโหฬาร ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท จึงต้องการให้ดำเนินการจนถึงที่สุด แล้วสั่งริบเงินจำนวนดังกล่าวเข้าแผ่นดิน

               แน่นอนเวลานี้ ศาลก็รับพิจารณาเป็นคดีดำและนัดฟังคำสั่งว่า จะรับคดีไว้เพื่อพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ในวันที่ 25 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

               ที่น่าตื่นเต้นคือ จำเลยทั้ง 18 ราย มีนิติบุคคลรวมอยู่คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จำเลยที่ 15, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยที่ 16 และบริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำเลยที่ 17

               ถามว่า ชาญชัยคนนี้ มารับบทบาทอะไรในวันนี้ คำตอบคือ ปัจจุบันเขานั่ง “รองประธานคณะกรรมาธิการ ด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (สปท.) เรียกว่ารับบทบาทมาปราบโกงให้สมกับคอนเซปต์รัฐบาลตู่ไล่เช็คบิลนักการเมืองขี้ฉ้อ!!

               แต่ถ้าดูประวัติที่ผ่านมา เขาคืออดีต ส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2496 เป็นคนจังหวัดนครนายก และยังเป็นอดีต ส.ส.นครนายก ครองเก้าอี้หลายสมัย สำเร็จการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง

               ก่อนจะมาทำการเมือง เขาเคยดำรงอาชีพเป็นนักธุรกิจ แล้วมาตัดสินใจลงเลือกตั้งครั้งแรกช่วงปี 2538 ซึ่งก็ได้รับเลือกเป็น ส.ส.นครนายก เรื่อยมาจนถึงปี 2550 รวม 4 สมัย คือในการเลือกตั้ง ปี 2538, 2539, 2548 (ระบบบัญชีรายชื่อ) และ 2550 ทั้งหมดนี้ รักเดียวใจเดียวที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เท่านั้น

               อย่างไรก็ดี ระหว่างนั้น ก็มีเรื่องราวซึ่งดังมาก และยังคงทำให้หลายคนกังขาในตัว ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ มาจนถึงวันนี้

               หากใครจำได้ช่วงปี 2539 หลังจากนั่ง ส.ส.ใหม่ๆ เขาถูกแจ้งจับในคดีปลอมแปลงวุฒิการศึกษา เพื่อนำมาใช้ลงเลือกตั้ง ส.ส. โดยศาลรัฐธรรมนูญพบหลักฐานจริงแค่ว่า ชาญชัยคนนี้ จบ ป.7

               ส่วนการศึกษาตั้งแต่ระดับ “มัธยมต้น” จนถึง “มัธยมปลาย” ไม่มีมาแสดง เขาจึงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้สิ้นสุดสมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎร กรณี “ขาดคุณสมบัติ” ในเรื่องวุฒิการศึกษา ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2542

               ตอนนั้นแน่นอน สมาชิกภาพ ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2538 และ 2539 จึงไม่ถูกต้องสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากจบการศึกษาไม่ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะที่มีบิดาเป็นคนต่างด้าวอีกด้วย

               เวลานั้นหลายคนฟันธงเลยว่า “อนาคตทางการเมือง” ของอดีต ส.ส.นครนายกคนนี้ถูกฝังกลบจบข่าวไปแล้ว แต่ปรากฏว่า ก่อนหน้าการตัดสินเพียง 1 วัน ชาญชัยได้ชิงลาออกจากการเป็น ส.ส.ไปก่อน ในวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยวันเดียว ทั้งหมดคือการพลิกกลับตัวอย่างฉิวเฉียดเพื่อให้รอดจากการถูกตัดสิทธิลงสมัคร ส.ส.ตลอดไป

               และก็เป็นเช่นนั้น เพราะต่อมา “ชาญชัย” กลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อีกครั้ง หลังสำเร็จปริญญาตรี รัฐศาสตร์ภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

               จะว่าไป ก็น่าเห็นใจในมุมนี้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า สนามนครนายก การแข่งขันดุเดือดขนาดไหน กว่าจะได้เก้าอี้ไม่ใช่ง่ายๆ แถมถ้าต้องมาเสียให้แก่ “คู่แข่ง” ที่ฟัดกันมายาวนาน คือ ฟากของตระกูลใหญ่ “กิตติธเนศวร” ก็คงเจ็บขั้วหัวใจไม่น้อย

               แต่ก็มีอยู่ช่วงที่พรรคไทยรักไทยฮอตมากๆ ชาญชัย ก็จำต้องหนีไปลงบัญชีรายชื่อแทน ปล่อยให้ “เสี่ยแหมะ” สิทธิชัย กิตติธเนศวร พรรคไทยรักไทยครองพื้นที่ไปก่อน แต่โชคร้ายสิทธิชัยเกิดไปติดบ้านเลขที่ 111 ชาญชัยเลยหวนกลับมาสู้ศึกปี 2550 ได้เก้าอี้ ส.ส.นครนายก มาครองอีกครั้ง

               ผ่านมาไม่นาน ปรากฏว่าฝุ่นวิกฤติการเมืองฟุ้งอีกรอบ และมาสงบในปี 2554 มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น ฝั่งพรรคเดิมในชื่อใหม่ว่า “เพื่อไทย” ก็จัดไม้เด็ดเป็น “น้องสาวคนเล็กของทักษิณ” งานนั้น ชาญชัยไปพ่ายแพ้ให้แก่คนตระกูลเดิม คือ “เสี่ยอ๋า” วุฒิชัย กิตติธเนศวร เพียงแต่รายนั้นเขาย้ายไปอยู่ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยแล้ว

               อย่างไรก็ดี น่าสนใจว่า ไปๆ มาๆ บทบาทของชาญชัยกลับกลายมาเป็นผู้ตรวจสอบทุจริตเสียเอง แม้ว่าจะโดนค่อนขอด ขุดคุ้ย กับปมอดีตเรื่องวุฒิการศึกษาอยู่เรื่อยๆ จากฝ่ายตรงข้าม แต่เขาก็ไม่สะเทือน

               อย่างสมัยเป็น ส.ส.ช่วง อภิสิทธิ์ นั่งนายกรัฐมนตรี เขาเคยเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ออกมาประกาศยืนหยัดในการหยุดยั้งโครงการดังกล่าว เพราะมองว่ามีความไม่ชอบมาพากล

               ตอนนั้นมาดของชาญชัยดูจริงจัง เอาแน่! เพราะได้ยื่นเรื่องให้แก่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตรวจสอบ พูดง่ายๆ ว่าถึงจะเป็นคนฝั่งเดียวกัน ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ก็ต้องขอให้แตะเบรก

               สุดท้ายโครงการดังกล่าวเดินหน้าต่อ ประหนึ่งว่าไม่มีใครฟังเสียงของเขา

               จนเมื่อมีเหตุให้หัวโขน ส.ส.ของพรรคการเมืองต้องถูกถอดออกไป ชาญชัยคนนี้ ได้โอกาสมานั่งในคณะกรรมาธิการของ “สปท.” มีหน้าที่ด้านการตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับรัฐโดยตรง

               เขาเลยหันมาเล่นเรื่องอันเป็นประโยชน์ต่อ “สาธารณะ” อย่างเต็มภาคภูมิ เช่น การคิดค่าบริการเกินจริงของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ความไม่ชอบมาพากลการเช่าสัญญาณจากภาครัฐกับเอกชน, ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องดิวตี้ฟรีในบริษัทชื่อดัง

               จะว่าไปแล้ว งานปะฉะดะดิวตี้ฟรีนั้น ถือได้ว่า “ชาญชัย” เดินหน้าชน “ของแข็ง” โดยแท้ แต่ก็ไม่ได้สู้เพียงลำพัง หากแต่มีสมาชิก สปท.ระดับบิ๊กเนม เป็นกองหนุน !!

               ศึกครั้งนี้ มีเดิมพันสูง ไม่เกี่ยวกับ ปชป. หากแต่เป็นเรื่อง “คอนเนกชั่น” ส่วนตัวล้วนๆ

สายแฉ!”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร”เกมข้าวเน่า..ใครเน่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287859

สายแฉ!”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร”เกมข้าวเน่า..ใครเน่า?

คนในข่าว  :  17 ก.ค. 2560
คนในข่าว, ข้าวเน่า, ทักษิณ, ชินวัตร, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, เสี่ยโจ้, สายแฉยุทธพงศ์, จอมแฉ, ลุงตู่, ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา, ไทยรักไทย, กำนันตง, อดีต สส, คนรุ่นใหม่, ลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร, นักธุรกิจอาหารสัตว์, พรรคทหาร

สายแฉ!”ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร”เกมข้าวเน่า..ใครเน่า?

 

ได้ชื่อว่า “จอมแฉ” มาแต่สมัยยังได้เป็นรัฐมนตรี มาถึงวันนี้ “เสี่ยโจ้” ออกโรงแฉความไม่โปร่งใสในการระบายข้าวลอตสุดท้ายของกระทรวงพาณิชย์ และเรียกร้องให้ “ลุงตู่” ใช้มาตรา 44 ตรวจสอบความถูกต้องในการจำหน่ายข้าว พร้อมให้ออกคำสั่งเปิดโกดังข้าวทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ว่า ข้าวในโกดังนั้น อยู่ในสภาพข้าวคนกิน หรืออาหารสัตว์

เมื่อไม่นานมานี้ “เสี่ยโจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กับเพื่อนอดีต ส.ส.เพื่อไทย 4 คน จัดทำหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” เพื่ออธิบายความสำเร็จของโครงการจำนำข้าว แต่หนังสือเล่มนี้ พวกเขาอ้างว่า คสช.ห้ามจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป

พูดถึง “เสี่ยโจ้” เวลาที่มีการเล่าปูมชีวิตการเมือง มักมีสื่อสำนักใหญ่ๆ บางแห่ง มักจะไม่พูดถึงปฐมบทนักเลือกตั้งในสีเสื้อ “ไทยรักไทย”

ปี 2542 ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เสี่ยโจ้ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เพราะอยากทำงานการเมืองแบบคนรุ่นใหม่ โดยบิดา “กำนันตง” ศุภกร จรัสเสถียร เจ้าของโรงสีข้าวแหลมทอง อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ก็ให้การสนับสนุน

ช่วงแรกๆ ที่ทักษิณไปเปิดสาขาพรรคที่พยัคฆภูมิพิสัย กำนันตงยังขับรถให้ทักษิณหาเสียงแถวมหาสารคาม

เหตุการณ์พลิกผัน หลังจากบิดาของเสี่ยโจ้ถูกยิงเสียชีวิต ในพรรคไทยรักไทยก็มี “อดีต ส.ส.” หลั่งไหลเข้ามาซบทักษิณ รวมถึง สุชาติ โชคชัยวัฒนากร อดีต ส.ส.มหาสารคาม หลายสมัย จากพรรคกิจสังคม ซึ่งมีฐานการเมืองอยู่ใน อ.พยัคฆภูมิพิสัย เหมือนกัน

เลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยจึงส่ง “เสี่ยต๋อย” สุชาติ ลงสนาม ส่วนเสี่ยโจ้ก็ย้ายไปซบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผลเลือกตั้งหักปากกาเซียน มวยใหม่อย่างเสี่ยโจ้ เอาชนะเสี่ยต๋อยไปแบบหืดจับ

ว่ากันว่า เสี่ยโจ้ได้ภาพลักษณ์ดีกว่า ตรงเป็น “คนรุ่นใหม่” เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากสหรัฐ บวกเป็นกระแสความสงสารของชาวบ้านที่บิดาคือ กำนันตง เสียชีวิต แต่เลือกตั้งปี 2548 เสี่ยโจ้ก็พ่ายกระแสทักษิณ

สมัยอยู่ ปชป. เสี่ยโจ้มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทุจริตในหลายโครงการ อาทิ กรณีทุจริตโครงการซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร

ปี 2552 สุชาติ โชคชัยวัฒนากร ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แถมได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม เสี่ยโจ้สบโอกาส จึงลาออก ปชป.มาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะเขาตระหนักดีว่า ขืนอยู่ ปชป.ต่อไป ชาตินี้ก็ไม่ได้เป็น ส.ส.

เลือกตั้งปี 2554 สุชาติส่งลูกชาย “ลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร” ลงชนกับเสี่ยโจ้ ผลปรากฏว่า กระแสยิ่งลักษณ์แรงสุดๆ ฉุดเสี่ยโจ้เข้าสภารอบที่สอง

เมื่อเข้าสภารอบใหม่ เสี่ยโจ้รับบทจอมขุดคุ้ยฝ่ายตรงข้าม และบทบาทคณะทำงานตรวจสอบการถือครองที่ดินเขาแพงของ แทน เทือกสุบรรณ บุตรชาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งผลงานชิ้นโบแดงเข้าตา “แกนนำพรรคเพื่อไทย” จนได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ในวัย 40 ต้นๆ

ก่อนเกิดการยึดอำนาจ เสี่ยโจ้ได้เข้าพิธีวิวาห์กับ สิริยา ตันติวิวัฒนพันธ์ เมื่อ 23 มิถุนายน 2556 หลังจากนั้นไม่นาน มีการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ เสี่ยโจ้หลุดจากตำแหน่ง โดยมีเสี่ยเต้นเข้ามาเป็น รมช.เกษตรฯ แทน

ปี 2558 ความซวยมาเยือน เมื่อเสี่ยโจ้เดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ถูกโจรบุกปล้นถึงห้องพักในโรงแรม ANA Inter Continental ตั้งอยู่ที่ 1-12-33 Akasaka Minato-ku กรุงโตเกียว มีการต่อสู้กันภายในห้องพัก จนเสี่ยโจ้แขนหัก

หลังจากนั้น “เสี่ยโจ้” ยุทธพงศ์ เงียบหายไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” อันเป็นผลงานร่วมกันของยุทธพงศ์ พร้อมอดีต ส.ส.เพื่อไทย อย่าง สุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี, สมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี, สุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี และนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก

ในวันเปิดตัวหนังสือนั้น คสช.ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง แต่อดีต ส.ส.กลุ่มนี้ก็นำไปวางขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

เสี่ยโจ้บอกว่า หนังสือมีเนื้อหา 434 หน้า จำหน่ายในราคา 250 บาท มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรง

ล่าสุด เสี่ยโจ้กับเพื่อน ส.ส.ชุดเดิม เปิดเกมขายข้าวเน่า โดยตัั้งคำถามถึงรัฐบาลประยุทธ์ว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาข้าวสารเหล่านี้ไปช่วยคนยากจน หรือไปขายให้คนยากจนในราคาถูก แทนที่จะไปขายให้โรงงานอาหารสัตว์ ในราคาถูกๆ จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ในวงการค้าข้าวมีข่าวลือว่ามีเงินทอนกันเป็นหมื่นล้านบาท

มีข้อน่าสังเกตว่า ปลายหอกของเสี่ยโจ้ไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่กลับเป็น “นักธุรกิจอาหารสัตว์” ระดับอดีต ส.ส.คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มก้อนการเมือง ที่มีข่าวว่า จะสนับสนุน “พรรคทหาร” ในอนาคตอันใกล้นี้

เรื่องที่ซับซ้อนซ่อนปม จึงทำให้ “เดอะแจ๊ค” วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเปิดโปงเรื่องขายข้าวเน่าเหมือนกัน ต้องชิงมาแถลงข่าวว่า ตัวเขาไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับเสี่ยโจ้ และเปิดโปงการระบายข้าวเน่า ก็คนละประเด็น

ยิ่งใกล้วันพิพากษาคดีจำนำข้าว ยิ่งเข้มข้นในทางการเมือง น่าจับตาอย่างใกล้ชิด ยกแรกแค่ประดาบก็เลือดเดือด!!

เลาะฝั่งซ้าย”ลำไย” สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287653

เลาะฝั่งซ้าย”ลำไย” สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

คนในข่าว  :  15 ก.ค. 2560
เวียงจันทน์, ผ้าซิ่น, ต่าย ดอกเกด, ลำไย ไหทองคำ, ผู้สาวขาเลาะ, เลาะฝั่งซ้ายลำไย, ลำไย, ตุ๊กตา สุกสะหวัน

เลาะฝั่งซ้าย”ลำไย” สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

คิวทองจริงๆ สำหรับ “ผู้สาวขาเลาะ” ลำไย ไหทองคำ จากเหนือจรด จากอีสานจรดตะวันออก วันหนึ่งมีคิวแสดงโชว์ไม่ต่ำกว่า 4 งาน

อย่างวันก่อนแสดงอยู่ จ.สตูล พอรุ่งขึ้น “ลำไย” ก็บินกลับกรุงเทพฯ ต่อเครื่องบินไปเวียงจันทน์ทันที

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

ไม่ใช่ครั้งแรกของลำไย ที่มาโชว์เพลงในฝั่งลาว แต่หนนี้ เธอมาแบบ “เต็มวง” เพราะ The Pavilion & Romeo Club Vientiane เป็นอัครสถานบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ จึงกล้าจ้างลำไยไปแบบเต็มโชว

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

“ลำไย” เดินทางถึงสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตอนบ่ายสอง ทีมงานฝ่ายลาวได้มาต้อนรับและพานักร้องสาวไป “เลาะตลาดเช้า”

ในโซเชียลชาวลาวได้แชร์ภาพ “ต่าย ดอกเกด” นักร้องลูกทุ่งระดับแถวหน้า พาลำไยไปดูร้ายขายผ้าไหมลาว และทักทายแฟนเพลง

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

ตกค่ำ คนลาวทั้งประเทศตื่นตกใจกับข่าวไฟไหม้ตลาดซังเจียง ศูนย์การค้าจีนที่ใหญ่ที่สุดในลาว

แต่ตอนดึกๆ แฟนเพลงชาวลาวต่างหลั่งไหลไปที่โรงเบียร์เดอพาวิเลี่ยนฯ บ้านดอนกลอย เมืองสีสัตตะนาก นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรอฟังเพลงผู้สาวขาเลาะ

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

ก่อนการแสดง นักร้องลูกทุ่งบ้านนาลาวอย่าง “แสงดาววี ซุปเปอร์สองสี” และ “ตุ๊กตา สุกสะหวัน” ได้มาขอถ่ายรูปกับลำไย ในชุดแม่หญิงลาว นุ่งซิ่นไหม ดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็น

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

แล้วคิวการแสดงก็เริ่มต้นตอนเที่ยงคืน และไปจบตอนตีสอง บรรดานักเที่ยวที่เข้าเต็มพื้นที่โรงเบียร์ต่างปรบมือให้การต้อนรับสาวขาเลาะอย่างต่อเนื่อง

 

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์

 

รุ่งเช้า ลำไยเดินทางขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อไปแสดงที่ราชบุรี และอีกสองสามที่

เลาะฝั่งซ้าย"ลำไย" สวมซิ่นลาวกระหึ่มเวียงจันทน์


สายเชียร์”ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”ต้นคิด “เหรียญยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287652

สายเชียร์”ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”ต้นคิด “เหรียญยิ่งลักษณ์”

คนในข่าว  :  15 ก.ค. 2560
ที่ระลึก, เหรียญ, ชินวัตร, เหรียญยิ่งลักษณ์, สายเชียร์ฟอร์ด, เส้นทางสีแดงต้นคิด, เหรียญยิ่งลักษณ์ , ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์, ฟอร์ด, หมุดคณะราษฎร

สายเชียร์”ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”ต้นคิด “เหรียญยิ่งลักษณ์”

 

คล้ายเรื่องจะจบไปแล้ว กรณี “เหรียญเชิดชูยิ่งลักษณ์” แต่จู่ๆ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ความว่า

“จากกรณีที่มีผู้จัดทำเหรียญเชิดชูเกียรติดิฉัน และทำการโฆษณาเพื่อจัดจำหน่ายไปก่อนนี้นั้น ดิฉันขอเรียนว่า ดิฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยมีความประสงค์ในการจัดทำเหรียญและไม่อนุญาตให้ใครหรือผู้ใดนำรูปไปทำเหรียญที่ระลึกใดๆ ทั้งสิ้น ก็อยากจะขอร้องว่าถ้ารักกันจริง ขออย่าซ้ำเติมกันอีกเลยค่ะ

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

ขอขอบคุณในความปรารถนาดี เพียงแค่รู้ว่ามีคนเข้าใจและเห็นใจกันก็ดีใจมากแล้ว ขอความกรุณายุติเถิดนะคะ เพราะดิฉันก็ไม่อยากดำเนินการทางกฎหมายอะไรกับใคร ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายจริงๆ ขอบคุณค่ะ”

อันที่จริง ประเด็นร้อน “เหรียญยิ่งลักษณ์” ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้ว ผู้ที่ปรารถนาดีก็จัดการลบโพสต์ ลบภาพเหรียญ และยุติกิจกรรมขายเหรียญไปเรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าทาง “ยิ่งลักษณ์” ยังกังวล เกรงฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผลเชิงลบต่อตัวเธอ

ผู้จุดพลุทำเหรียญเชิดชูเกียรติยิ่งลักษณ์คือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” แกนนำกลุ่มเส้นทางสีแดง

“ฟอร์ด” เป็นแดงอิสระ เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และผลิตเสื้อขายหาทุนช่วยเหลือ “นักโทษเสื้อแดง” ที่ตกทุกข์ได้ยาก

เมื่อ 3-4 ปีก่อน “ฟอร์ด” เคยปั่นจักรยานไปตามชนบทภาคเหนือ ข้ามฝั่งไปลาว และเวียดนาม เพื่อหาเงินบริจาคมาช่วยเหลือนักโทษเสื้อแดง

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

 

“ฟอร์ด” เคยสรุปว่า การผลิตเสื้อ ก็เป็นการรณรงค์การเมืองผ่านข้อความและสัญลักษณ์ รายได้นำไปสนับสนุนกิจกรรมเยี่ยมนักโทษในเรือนจำ เขาบริจาคมา 25 ครั้ง รวมแล้วเกินห้าแสนบาท ไม่นับเงินและสิ่งของบริจาคในกิจกรรมปั่นจักรยานเส้นทางสีแดงตั้งแต่ปี 2553-2556 หากรวมทั้งหมดก็เกินล้านบาท

หลังจากเกิดเหตุ “หมุดคณะราษฎร” หายไป “ฟอร์ด” ได้ทำเหรียญที่ระลึกหมุดคณะราษฎร ออกขาย ปรากฏว่ามีคนสั่งซื้อเหรียญเป็นจำนวนมาก

พลันที่ประสบความสำเร็จจากการขายเหรียญหมุดคณะราษฎร “ฟอร์ด” ก็เปิดตลาดใหม่ ทำเหรียญยิ่งลักษณ์ โดยใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 24 มิ.ย.โพสต์ข้อความว่า

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

“ผมอยากทำเหรียญเชิดชูเกียรตินายกฯ ยิ่งลักษณ์ จำหน่ายเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักที่คนเสื้อแดงมอบให้ ด้านหน้าเป็นรูปใบหน้านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขณะเดินตรวจแถวทหาร สลักชื่อ พ.ศ. ที่ดำรงตำแหน่ง ด้านหลังสลักข้อความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนเสื้อแดง”

พร้อมโชว์ภาพตัวอย่าง “เหรียญที่ระลึก” และแจ้งเลขบัญชีธนาคาร เรียกว่าเปิดการสั่งจองทันที

ขณะที่ “ฟอร์ด” สั่งปั๊มเหรียญ ข่าวนี้ก็แพร่ไปถึงหู “แซนด์”ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาวยิ่งลักษณ์ จึงโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Sand Wongnapachant เบรกโครงการทำเหรียญดังกล่าว

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

“จากกรณีที่มีการนำรูปภาพ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาทำเหรียญที่ระลึกนั้น ดิฉันได้ตรวจสอบกับทางที่ปรึกษากฎหมายแล้ว พบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้นำรูปถ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายใดๆ จะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดค่ะ”

ปฏิกิริยาจากหลานสาวนายกฯ ปู ดูแรงกว่าที่คิด จากนั่้น มีคนเสื้อแดงเข้าไปคอมเมนท์ที่หน้าเฟซฯ ของฟอร์ดฯ มากมาย มีทั้งเข้าใจ เห็นใจ และฉวยโอกาสด่าซ้ำ

วันที่ 3 ก.ค.2560 “ฟอร์ด” เปิดใจยาวๆ ทางเฟซบุ๊คส่วนตัว

 

สายเชียร์"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง"ต้นคิด "เหรียญยิ่งลักษณ์" 

 

“ผมเห็นมีหลายคน ยังสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเรื่องเหรียญนายกยิ่งลักษณ์ ซึ่งผมก็แปลกใจว่า เพียงแค่นักกิจกรรมจะทำเหรียญเชิดชูอดีตนายกสักคน ที่เขารักนี่มันเป็นเรื่องใหญ่มากหรือ…

“การทำกิจกรรมใดล้วนให้ผลสองด้าน คือมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และแสดงออกตามแต่ระดับความคิดและจิตใจ คนชอบก็จะเชียร์ คนชังก็จะว่า มีทั้งเหตุผลที่เป็นเหตุผลและเหตุผลที่ฟังแล้วไม่ใช่เหตุผล มีทั้งความเท็จและความจริงปนกันไป บางโพสอ่านแล้วฮาดี

“ประเทศนี้การช่วยเหลือชาวนาเป็นสิ่งผิดกฏหมาย การทำเหรียญยกย่องอดีตผู้นำกำลังจะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม เจตนาที่ดีถูกบิดเบือนโดยไม่มีการไต่ถาม บางคนบอกเหรียญนี้มันแสลงใจ หรือไม่ก็ของมันแรง ผมไม่รู้ ช่วยผมตอบทีครับ”

นับแต่ยิ่งลักษณ์ออกมาโพสต์หนักๆ เรื่องเหรียญยิ่งลักษณ์ ในเฟซบุ๊กของฟอร์ด เส้นทางแดง ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

พันพรือหล่าว? ‘ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข’ ยางไทยในมือ ‘ทหาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287431

พันพรือหล่าว? ‘ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข’ ยางไทยในมือ ‘ทหาร’

คนในข่าว  :  13 ก.ค. 2560
ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข, บิ๊กเบี้ยว, ยางพารา, คมชัดลึก, คนในข่าว, พันพรือหล่าว, ฉัตรเฉลิม, เฉลิมสุข, ยางไทยในมือ, ทหาร, บิ๊กตู่, สกย, อสย, สวย, บอร์ด กยท, ก็แก้กันอยู่, สนช, อสช 23577, บิ๊กต๊อก, บิ๊กโบ้, บิ๊กนมชง

“บิ๊กตู่” ส่งน้องรัก “บิ๊กเบี้ยว” นั่งประธานบอร์ดการยาง เข้าถึง รู้ใจ ต่อสายตรงได้ทันที มั่นใจว่าจะเอาอยู่

นักการเมืองปักษ์ใต้เรียงหน้ากันขึ้นมาเสนอแนวทางแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ

ผู้นำองค์กรเครือข่ายชาวสวนยาง ลุกขึ้นมาขู่จะชุมนุมเรียกร้องให้รัฐอุ้มราคายาง

ไม่ว่าอินทร์พรหมหน้าไหน พูดเรื่องราคายาง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่รับฟัง แถมสวนกลับอย่าดึงเป็นเรื่องการเมือง

บรรดาแกนนำเครือข่ายสวนยาง เลยรีๆ รอๆ จะเคลื่อนดีมั้ย? ชาวบ้านจะเอาด้วยหรือเปล่า เพราะชักธงรบแล้ว ไม่มีใครเดินตาม หัวแถวก็ถูกรวบเข้าค่ายทหาร

เหตุหนึ่งที่ “บิ๊กตู่” ไม่สนคำขู่ของแกนนำม็อบ เพราะการยางแห่งประเทศไทย เป็นกลไกจัดการเคลียร์องค์กรเครือข่ายชาวสวนยาง

เนื่องจากพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 เกิดขึ้นในสมัยทหารเรืองอำนาจ และได้มีการควบรวม 3 หน่วยงานช่ำชองเรื่องยาง คือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) , องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) และสถาบันวิจัยยาง (สวย.)

พล.อ.ประยุทธ์ ส่งน้องรัก “บิ๊กเบี้ยว” พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ไปนั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) คนแรก

เมื่อปรากฏว่าแรงกดดันเรื่องราคายางจากคนสวนยางว่า ขอ 70 บาท ได้มั้ย?

แล้วพอบิ๊กเบี้ยวบอกว่า ราคาแบบนี้ขอเวลาสักแพ๊บแล้วกัน ด้านบิ๊กตู่ก็ดูน้ำแข็งใสใจเย็น บอกสำทับมาอีกทีว่า “ก็แก้กันอยู่” แต่จะเอาโลละ 70 ก็คงต้องดูก่อน

ว่ากันว่า “บิ๊กเบี้ยว” ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อบ่อยนัก แต่การทำงานของคนนี้บิ๊กตู่การันตีหนักมาก จนต้องพลิกดููโพรไฟล์

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข นายทหารนอกราชการที่เกษียณแล้ว และยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น เขาเกิดเมื่อ 7 สิงหาคม 2498 พื้นเพเดิมเป็นคน พนัสนิคม จ.ชลบุรี

บิ๊กเบี้ยว จบระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ (อสช 23577) และศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 15 จบด้านวิทยาศาสตร์ จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 จบศิลปศาสตร์บัณฑิต

มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นคนใหญ่แห่ง คสช. คือ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันเป็นองคมนตรี และ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย “บิ๊กตู่” ซึ่งเวลานี้เป็น สนช.

นอกจากนี้ยังเรียนหลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 21 จาก วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อีกด้วย

สำหรับเส้นทางราชการของบิ๊กเบี้ยว เติบโตมาในสายยุทธการ โดยเป็นตั้งแต่ รองเสนาธิการทหารบก และเป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก , ผู้ช่วยทูตทหารไทย กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

จากนั้นเป็น ผู้อำนวยการกอง กรมยุทธการทหารบก กระทั่งรับตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก ก่อนขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหารบก และผงาดขึ้นเป็น เสธ.ทบ. เมื่อ 1 ตุลาคม 2557 แทน พล.อ.อักษรา เกิดผล หรือ “บิ๊กโบ้”

ขณะที่ในส่วนของการทำหน้าที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั้นเริ่มขึ้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2557 แต่เผื่อใครจะลืม บิ๊กเบี้ยว ของเราเคยมีบทบาทสมัยเป็นพลโท หรือตอนนั่งรองเสนาธิการทหารบก เขานั้นยังเคยเป็นรองหัวหน้าส่วนยุทธการ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ช่วงวิกฤติเสื้อแดง ปี 2553 อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ที่สุดในปี 2559 เขาก็ได้รับความไว้วางใจให้นั่งประธานบอร์ดการยาง และตามที่เกริ่นไว้แล้วว่า งานนี้เป็นคำสั่งสายตรงจาก “บิ๊กตู่”

ก็มีการวิเคราะห์กันว่า บิ๊กตู่คงเห็นว่า “พล.อ.ฉัตรเฉลิม” มีภาพความโปร่งใส มือสะอาด เป็นนักเจรจา อีกทั้งยังมีจิตวิทยาสูงในการพูดคุยโน้มน้าว แถมความสามารถทางภาษา เนื่องจากเคยไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารที่ต่างประเทศ

นอกจากนั้น ยังมีความรู้ความชำนาญในเรื่องนอกวงการทหาร และยังเคยได้รับความไว้วางใจให้ไปนั่งเป็นบอร์ด ปตท. มาแล้ว

ช่วงแรกๆ หลังจาก คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองใหม่ๆ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เคยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ CNN แทน พล.อ.ประยุทธ์ มาแล้วด้วย

และยังเคยกล่าวตอบโต้ถึงข้อติติงของคนจากฟากการเมืองที่ว่า เป็นทหารถือปืนจะมานั่งกรีด – รีดน้ำยาง คงยากไปมั้ง เขาก็ตอบว่า

“เป็นทหารก็เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการมาเหมือนกัน เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำให้ได้!!”

จะว่าไปแล้ว นาทีนี้ “บิ๊กเบี้ยว” อธิบายเรื่องกลไกตลาดกับราคายาง ได้ดีกว่า “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมต.เกษตรและสหกรณ์

บิ๊กเบี้ยว การันตีว่า ในปี 2561 ราคายางจะอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม และบางช่วงอาจะสูงกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำ!!

ก็ไม่รู้ว่า เป็นการพูดแบบจิตวิทยาเชิงบวกไว้ก่อนหรือไม่ แต่มุมนี้เองกระมัง ที่บิ๊กตู่เลยเล็งไกล

นอกจากเชื่อมือ “บิ๊กเบี้ยว” ที่ถือเป็นคนของตัวเองแบบเข้าถึง รู้ใจ ต่อสายตรงได้ทันทีแล้ว

ยิ่ง “บิ๊กเบี้ยว” ทำงานสอดประสานกันอย่างดีกับ ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ที่เลือกมาเองกับมือ

ล่าสุด ก็เพิ่งแทคทีมกันเปิดอีเว้นท์ Today Life’ Rubbers ก็ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่กำลังหาทางช่วยชาวสวนยางอยู่สุดฤทธิ์! ก็ยิ่งทำให้น่ามั่นใจว่าจะเอาอยู่!

แต่ยังไงเสีย ควรไปถามคนเดือดร้อนตัวจริงดีกว่า…ว่าไหวมั้ย?

เพราะที่ฮึ่มๆ กันตอนนี้ว่า “ราคาแบบนี้ มันไม่โอ พันพรือก็ช่วยๆ กันหน่อยพี่น้องเหอ!!” มันแปลว่าอะไร?

จากบรบือถึงธนบุรี “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” มากด้วยเพื่อนพ้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287319

จากบรบือถึงธนบุรี  “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” มากด้วยเพื่อนพ้อง

คนในข่าว  :  13 ก.ค. 2560
ทักษิณ ชินวัตร, สสมหาสารคาม, เจ้ากระทรวงอุตฯ, รมตกระทรวงอุต, อดีตรมตกระทรวงอุต, อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม, ยุบสภา, รัฐบาลอภิสิทธิ์, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยรักไทย, รัฐบาล พลอชาติชาย ชุณหะวัณ, ดรบังอร เบ็ญจาธิกุล, จ่ายครบ จบแน่, มหาวิยาลัยกรุงเทพธนบุรี, ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง, จากบรบือถึงธนบุรี , ชา

ที่แท้ เจ้าของ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” มีพื้นฐานมาจากนักการเมืองนี่เอง จำชื่อกันได้มั้ย “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” มิน่าล่ะ!!!

                    ที่แท้ เจ้าของ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” มีพื้นฐานมาจากนักการเมืองนี่เอง

                    จำชื่อกันได้มั้ย “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” ที่วันนี้ในฐานะ ประธานมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 1 ใน 10 สถาบันการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าเข้าข่ายมีปัญหาเรื่องคุณภาพ

                    แต่ก่อนหน้านี้ เขาคนนี้เรียกว่าอยู่ในสนามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน นับเป็น “เก๋า” คนหนึ่ง เพราะผ่านมาแล้วหลายพรรค หลายรัฐบาล และไปได้ทั้งสองฟาก แถมยังเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญอีกด้วย

                    “ชาญชัย” เป็นคน อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เติบโตมาจากครอบครัวชาวนา พ่อเสียชีวิตมาตั้งแต่เด็กๆ เขาจึงสู้ชีวิตสร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยลำแข้งตัวเอง ทั้งทำไร่มันสำปะหลัง จนมีลานรับซื้อมันสำปะหลัง พร้อมรับซื้อพืชไร่จากชาวบ้าน แถมมีร้านค้าขายในตลาดบรบือ

                    มหาสารคาม ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินลูกทุ่งหมอลำ ชาญชัยลงทุนทำวงดนตรีไว้รับใช้พ่อแม่พี่น้อง และเขาอาศัยเพลงลูกทุ่งหมอลำนี่แหละเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง

                    ชาญชัยเริ่มต้นชีวิตการเมืองในปี 2523 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นลงเลือกตั้งสนามใหญ่ ได้เป็น ส.ส. มหาสารคาม หลายสมัย

                    โดยในสองสมัยแรก 2526 และ 2529 เขาสังกัดพรรคกิจสังคม ในยุคที่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จนเมื่อรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ ขณะนั้น ยุบสภาในช่วงปี 2529 แต่ก็ยังได้กลับขึ้นมาเป็นต่อ ชาญชัยก็ยังได้นั่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                    จนปี 2531 เกิดการยุบสภาอีกรอบ คราวนี้ ได้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จากพรรคชาติไทย แต่สนามการค้าของน้าชาติยังไม่ทันถึงฝั่งฝัน ปรากฏว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เข้ายึดอำนาจในปี 2534

                    ฝุ่นตลบอยู่จนปี 2535 ชาญชัยย้ายมาอยู่พรรคสามัคคีธรรม และได้เป็น ส.ส.มหาสารคามต่ออีกสมัยในปีนั้น

                    แต่นักการเมืองไทย ยิ่งกว่าแมวเก้าชีวิต ปี 2537 ชาญชัยยังได้นั่งทำงานประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กระทั่งการเลือกตั้งปี 2538 เขายังคงได้เป็นส.ส.มหาสารคาม แต่คราวนี้สังกัดพรรคชาติพัฒนา ของน้าชาติ

                    ระหว่างนั้น ชาญชัยก็มีตำแหน่งอยู่บ้าง เช่น กรรมาธิการติดตามผลการปฏิบัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎร, กรรมาธิการการสิ่งแวดล้อม, กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2539

                    ปี 2544 ชาญชัยกลับมาเป็น ส.ส.มหาสารคาม เขต 4 ในพรรคใหม่ นามว่า “ไทยรักไทย” ที่ได้นายกฯ ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

                    ชีวิตการเมืองในพรรคไทยรักไทย ชาญชัยสังกัด “กลุ่มวังพญานาค” ที่นำโดย พินิจ จารุสมบัติ และปรีชา เลาหพงศ์ชนะ (หลังจากพินิจยุบพรรคเสรีธรรม มารวมกับพรรคไทยรักไทย)

                    เลือกตั้งปี 2548 ชาญชัยยังคงนั่ง ส.ส.มหาสารคาม เขต 4 พรรคเดิม และเดือนเมษายน 2549 ชาญชัยสนับสนุน “ศิริพร” (ภรรยาคนที่ 2 ปัจจุบันหย่ากันแล้ว) ลงสมัคร ส.ว.มหาสารคาม และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ด้วย

                    ช่วงเวลานั้น มีการประท้วงของคนเสื้อเหลือง การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ และให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังไม่ทันไร ก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นอันจบวาระของรัฐบาลทักษิณไปโดยอัตโนมัติ และพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบไปในที่สุด

                    จนมาปี 2550 ชาญชัยก็กลับมาได้อีก คราวนี้มาเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคได้เข้าร่วมรัฐบาลสมัคร ชาญชัยได้เป็นถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในปี 2551

                    เบื้องหลังพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็คือ พินิจ จารุสมบัติ แกนนำกลุ่มวังพญานาคนั่นเอง

                    เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 นายกฯ สมชายต้องเก็บเสื่อกลับบ้าน และได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ตกมาเป็นของ ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ช่วงปลายปี 2551

                    หากจำได้ ช่วงนั้น ชาญชัยถูกนักวิชาการอิสระยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ เนื่องจากสงสัยว่ามีการซุก “มหาวิทยาลัย” ไว้ในชื่อ “ภริยานอกสมรส” แต่เรื่องเงียบๆ ไป

                    ต่อมา วิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้ผ่านการอนุมัติจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ให้เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” (มกธ.) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2552 พร้อมๆ กับที่ ชาญชัยขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แทน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก

                    ที่สุดแล้ว เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาในปี 2554 ชาญชัยพร้อมด้วยสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรครวมชาติพัฒนา และเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่เป็น “พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน”

                    ตอนนั้น บรรดาแกนนำอย่าง นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล และประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จากพรรครวมชาติพัฒนา และพระเอกของเรา ชาญชัย จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมกันแถลงข่าวการจับมือทำงานทางการเมืองร่วมกัน

                    ชีวิตส่วนตัว ชาญชัย มีภรรยาคนล่าสุดคือ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล เจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ภาพที่ปรากฏแก่สายตาผู้คนในวันนี้ ชาญชัยเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยเอกชน ย่านฝั่งธน ที่มีข่าวเกรียวกราวอยู่เนืองๆ

                    คนจึงรับรู้ถึง “ชาญชัย” ในฐานะนักวิชาการ มากกว่าภาพของนักเลือกตั้ง ผู้มากไปด้วยเครือข่ายสายสัมพันธ์ทุกพรรคการเมือง

ลุงตู่รู้ยัง?”พันศักดิ์ วิญญรัตน์” “จอมยุทธ์หูกระต่าย”มาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/287104

ลุงตู่รู้ยัง?”พันศักดิ์ วิญญรัตน์” “จอมยุทธ์หูกระต่าย”มาแล้ว

คนในข่าว  :  12 ก.ค. 2560
ประธานทีมที่ปรึกษาบ้า, เครือข่ายทักษิณ, อดีตนายกฯ ทักษิณ, แม้ว, ทักษิโณมิค, สุดารัตน์ เกยุราพันธ, หญิงหน่อย, คุณหญิงสุดารัตน์ เกย, รัฐบาลไทยรักไทย, พรรคไทยรักไทย, วิญญรัตน์, พันศักดิ์ วิญญรัตน์, จอมยุทธ์หูกระต่าย, หูกระต่าย, คุณหญิงสุดารัตน์, เอไอไอบี, พันศักดิ์, คุณหญิงหน่อย, ทักษิณ ชินวัตร, ทักษิณ

จำได้มั้ย “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” นักคิดแห่งยุคสมัยทักษิโณมิกส์ อะไร ยังไง เขากำลังหวนกลับมา ว่าแต่มาทำอะไรกันแน่???

                    หายไปนาน..จู่ๆ สุภาพบุรุษ “หูกระต่าย” ก็โผล่ที่ปักกิ่ง!!

                    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” นักคิดแห่งยุคสมัยทักษิโณมิกส์เฟื่องฟู  ทำเอาคอการเมืองรู้สึกตื่นเต้น เหมือนบรรยากาศเก่าๆ กำลังจะหวนกลับมา

                    จากกรณี “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เดินทางไปเยือนจีน ในฐานะแขกของกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน

                    คิววันแรก พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้ “คุณหญิงสุดารัตน์” เข้าร่วมประชุมกับประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและหารือเรื่องนโยบายของธนาคารเอไอไอบี ที่มีต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยและภูมิภาคอาเซียน

                    ที่น่าสนใจในโต๊ะประชุมวันนั้น ปรากฏว่า ตัวแทนฝ่ายไทยมี “พันศักดิ์” ร่วมอยู่ห้องประชุมนั้นด้วย

                    พอกลับเมืองไทยแล้ว “คุณหญิงหน่อย” จึงชี้แจงว่า พันศักดิ์ไม่ได้ร่วมคณะไปจากเมืองไทย แต่ได้ช่วยประสานงานให้ จนได้ร่วมประชุมกับประธานธนาคารเอไอไอบี

                    การขยับกายของ “พันศักดิ์” ย่อมถูกจับตามอง

                    เนื่องจาก “พันศักดิ์” เป็นนักคิดที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ให้ความไว้วางใจ สมัยรัฐบาลไทยรักไทย เขาจึงรั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี

                    พันศักดิ์เคยอธิบายบทบาทที่ปรึกษาไว้ว่า “บางวันผมคิดอะไรไม่ออกก็นั่งฟังเพลง บางวันคิดออกเป็นพันเรื่อง”

                    มันสมองของ “ทักษิณ” คนนี้ มีบิดาเป็นนายแบงก์ จึงมีไลฟ์สไตล์แบบปัญญาชนหัวนอก

                    ประยูร วิญญรัตน์ บิดาของพันศักดิ์ เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ รุ่นเดียวกับนายชิน โสภณพนิช ทั้งพี่เขยและพี่ชายก็เป็นผู้บริหารระดับสูงมากๆ ที่ธนาคารกรุงเทพ

                    พันศักดิ์จบปริญญาตรีด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากอังกฤษ จากนั้นกลับมาทำงานอยู่ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกรุงไทย ในช่วงสั้นๆ เริ่มอาชีพนักข่าวกับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวัน Bangkok World และสำนักข่าวต่างประเทศ

                    นอกจากเป็นนักข่าวแล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จตุรัสรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมจากปัญญาชนในยุคนั้นอีกด้วย

                    หนังสือพิมพ์จตุรัสรายสัปดาห์ แบ่งออกเป็น 3 ยุค ยุคที่ 1 เริ่มในปี 2513 ทำได้ 4 ฉบับก็ถูกสั่งปิด ยุคที่ 2 เริ่มในปี 2518 เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ถูกสั่งปิดอีก

                    คราวนี้เขาถูกจับติดคุกด้วยในฐานะบรรณาธิการ แต่ต่อมาทางการยอมปล่อยตัว เพราะได้รับการร้องขอจากรัฐบาลสหรัฐโดยตรง

                    นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องหนีภัยการเมืองไปอยู่สหรัฐอเมริกาประมาณ 2 ปี จตุรัสยุคที่ 3 เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2524 ต่อเนื่องจนถึงมิถุนายน 2527 จึงเลิกกิจการไปเพราะหมดเงินสนับสนุน

                    ข้อเขียนของพันศักดิ์ปรากฏอยู่ในคอลัมน์ “เส้นขนานจตุรัส” ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของสายลับมหาอำนาจในไทย พร้อมๆ กับคอลัมน์ “เสียงเพลง” ซึ่งต่อมาเป็น “ศักดิ์เสียง” ก็ได้รับการสนองตอบจากผู้อ่านไม่น้อย ในฐานะที่รู้ลึกและศึกษาอย่างจริงจัง

                    ความคิดทางเศรษฐกิจของเขาได้ถูกนำไปปฏิบัติ เมื่อครั้งที่เป็น “ประธานทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ของรัฐบาลชาติชาย

                    ทีมงานขณะนั้น ประกอบด้วย ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ โดยแนวคิดที่สำคัญของพันศักดิ์ในขณะนั้น คือ การเสนอยุทธศาสตร์ประเทศไทยในภูมิภาคอินโดจีน โดยเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า

                    เมื่อรัฐบาลชาติชายถูกล้มลงจากการรัฐประหารของกลุ่มทหาร พันศักดิ์ต้องไปอยู่อังกฤษพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำหนังสือพิมพ์ ASIA TIMES ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพฯ

                    บทบาทของเขาโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และร่างนโยบายเอสเอ็มอีให้แก่พรรค กระทั่งกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลทักษิณ

                    ปี 2547 ในฐานะประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เขาได้เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ว่าด้วยที่มาที่ไปของนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรารู้จักกันในนาม “ทักษิโณมิกส์”

                    หลังทหารยึดอำนาจ 2549 พันศักดิ์ก็เร้นกายหายไปจากเมืองไทยอยู่พักใหญ่ กระทั่งมีรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เขาก็แอบมาช่วยงานรัฐบาลสมัครแบบเงียบๆ

                    จวบจน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการแต่งตั้งพันศักดิ์เป็นประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งเดียวกับที่ได้รับการแต่งตั้งสมัยอดีตนายกฯทักษิณ

                    เมื่อปลายปีที่แล้ว พันศักดิ์ ในฐานะพยานจำเลย คดีจำนำข้าว ได้ไปเบิกความที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

                    พันศักดิ์เบิกความตอบทนายความจำเลยว่า นโยบายจำนำข้าว เป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ จะส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความเคลื่อนไหว มีแรงกระเพื่อม ไม่ว่าเงินที่นำมาใช้นั้นจะเป็นในส่วนใดผลก็คือ ก่อให้เกิดการอุปโภคบริโภค ส่งผลดีต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้รักษาระดับการจ้างงานคงอยู่

                    การดำเนินโครงการสาธารณะเปรียบเหมือนการนำเงินของประชาชนเอาไปให้ประชาชน โดยผลสุดท้าย เงินก็จะย้อนกลับสู่รัฐในรูปของภาษี

                    นี่คือวิธีคิดแบบพันศักดิ์ แบบทักษิโณมิกส์

                    ย้อนกลับไปสมัยไทยรักไทยรุ่งเรือง ก็ไม่เห็นรอยเชื่อมต่อระหว่าง “สุดารัตน์” กับ “พันศักดิ์”

                    ฉะนั้น ผู้ที่ดึงพันศักดิ์เข้ามาทำหน้าที่ “ประสานงาน” ให้คุณหญิงหน่อยในเมืองจีน ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน…คอการเมืองอ่านขาดว่า “วงใน” ตระกูลชินวัตร คิดอ่านอะไรกันอยู่?

สายชิน! “มณฑาทิพย์” ลุยถนนการเมือง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286969

สายชิน! “มณฑาทิพย์” ลุยถนนการเมือง?

คนในข่าว  :  11 ก.ค. 2560
มณฑาทิพย์ ชินวัตร, มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล, แป๋ว มณฑาทิพย์, น้องสาวทักษิณ, พี่สาวปู ยิ่งลักษณ์, เจ้าแม่ M Link, M Link, แป๋ว มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล, พี่แป๋วของน้องปู, ทักษิณ ชินวัตร, ชินวัตรคอมพิวเตอร์, นายกรัฐมนตรี, ลงเลือกตั้ง, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยรักไทย, ชินคอร์ป, เอไอเอส, สายชิน, มณฑาทิพย์, ลุ

รู้ยัง? บ้านนี้ยังมีอีกสาว ที่แว่วๆ ว่าจะแทน ปู ยิ่งลักษณ์ ก็ “แป๋ว” มณฑาทิพย์” อดีตเจ้าแม่ M Link” ที่เคยขายมือถือรุ่งมาแล้วไง? ใครจำไม่ได้ ทีนี้จะได้จำ!!

                    ตัวจริงหรือตัวหลอก กับข่าว ”พี่สาว” อีกคนของ อดีตนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ชื่อ “แป๋ว” มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล จะมารับไม้ต่อขึ้นนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

                    แม้งานนี้ฝ่ายหญิงปูจะออกมาปฏิเสธรัวๆ ว่า “อย่าอึงไป มันดูไม่ดี” แต่เวลานี้คนไทยคิดไปไกล เม้าท์ไปทั่วแล้วว่า แบบนี้ก็ได้เหรอ?

                    ถามทำไมว่าตัวจริงหรือตัวหลอก? ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ช่วงนี้เห็นอีกสาวที่ขยันเดินสายทำคะแนน ก็ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์” คนที่นายกฯ ปูเพิ่งให้สัมภาษณ์ไปประมาณว่า “คนนี้ก็ได้ แต่คนโน้นไม่น่าจะใช่!!” (หมายถึงพี่สาว)

                    ก็ไม่รู้เป็นการปฏิเสธสไตล์นักการเมืองหรือเปล่า เพราะตอนที่มีข่าวว่าตัวเองจะลงเลือกตั้ง แรกๆ ก็โบกมือไหวๆ ว่าไม่ใช่ๆ แล้วตอนนี้เป็นไง?

                   มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล หรือ แป๋ว เกิดเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2501 บิดามารดา คือ เลิศ และ ยินดี ชินวัตร (สกุลเดิม ระมิงค์วงศ์)

                   หลายคนเข้าใจว่าชื่อเดิมของเธอคือ ‘เยาวมาลย์’ หากเนชั่นสุดสัปดาห์ ปี 2547 มีบทสัมภาษณ์ที่เจ้าตัวแจงเองว่า ชื่อเยาวมาลย์นั้นที่แท้เป็นชื่อเดิมของพี่เยาวเรศ แต่ของเธอ คือ “แววมยุรา” โดยเปลี่ยนมาตั้งแต่ขวบกว่าเพราะติดจะขี้โรคไปหน่อย

                   วัยแรกรุ่น แป๋วจบมัธยมที่เชียงใหม่บ้านเกิด โรงเรียนดาราวิทยาลัย ที่เดียวกับพี่สาว เยาวเรศ, เยาวลักษณ์, เยาวภา (หรือเจ๊แดง) เว้นแต่น้อง ปู ยิ่งลักษณ์ ที่เรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

สายชิน!  "มณฑาทิพย์"  ลุยถนนการเมือง?

                   พอ จบ ม.ปลาย ด้วยใจชอบทางโบราณคดี ใครจะเชื่อว่าแป๋วเคยลงเรียนคณะประวัติศาสตร์และวรรณคดีอยู่เทอมหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาเรียนด้านการตลาด มหาวิทยาลัยพายัพ

                   คงด้วยรู้ว่าไม่มีสายไหนจะเหมาะสมเท่านี้แล้ว จบแล้วจึงไปต่อปริญญาโทอีก 2 ใบ จากคณะบริหารธุรกิจ โครงการปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถมตบด้วย นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ Business Lawปริญญาโทใบที่ 3

                   นอกจากนี้ เธอยังเคยลงเรียนหลักสูตรพิเศษไว้เน้นย้ำคอนเนคชั่นแน่นปึ๊ก ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โดยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น 4616 กับ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เสนาธิการทหารอากาศ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 กับพี่แม้วอีกทีด้วย

                   ชีวิตส่วนตัว เธอสมรสกับ นพ.สมชัย โกวิทเจริญกุล ที่รักกันตั้งแต่ช่วงเรียนป.ตรี แม่จะคนละสถาบัน เพราะฝ่ายชายเรียนมช. แต่ที่สุดก็ลงเอย มีทายาทเป็นสองศรี นาควรี และ ณัฏฐธิดา โกวิทเจริญกุล

                   ในด้านชีวิตการทำงาน แป๋วเคยเป็น กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มลิ้งค์เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เรารู้จักดีว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ในวงการดีลเลอร์มือถือ

                   แต่ก่อนจะมานั่งเอ็มลิงค์ น้อยคนจะรู้ว่า ช่วงหลังเรียนจบอายุราว 22 “แป๋ว” เคยใส่มินิสเกิร์ทไปนั่งเก้าอี้เป็นผู้จัดการโรงหนัง ‘ศรีวิศาล’ มาก่อน โดยรับไม้ต่อจากพี่ษิณ ที่หนีธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัวไปดูดาวกับ “ชินวัตรคอมพิวเตอร์”

                   ทำโรงหนังอยู่ได้ 3 ปี ก็แต่งงาน และย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นแม่บ้านดูแลลูกอยู่ราว 6-7 ปี ก็เดินเข้าสู่เส้นทางสายเทเลคอม พร้อมๆ พี่แดง เยาวภา ช่วงปี 2533 ช่วงเดียวกับที่ที่ชินคอร์ป ได้สัมปทานโทรศัพท์มือถือ จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.)พอดี

                   แป๋วตั้งบริษัท ‘ST TELE SYSTEM’ ขึ้น (ST คือ ‘Shinnawatra) โดยพี่ชายไกด์ให้มาเป็นดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่าย ให้กับค่าย AIS ขายมือถือยี่ห้อ Nokia กับ Mobira ขณะที่แดงเยาวภาเปิดบริษัท ‘วาย ชินวัตร เทเลคอม ‘วาย-Y’ คือ ‘เยาวภา’ ก็ขายมือถือยี่ห้อ Motorolla

                   ทำอยู่ 9 ปี จึงกลายมาเป็น M link ที่ ‘M’ สื่อได้ทั้ง ‘Monthatip’, Mobile Link, และ Mobility โดยงานนี้ร่วมกับพี่แดง ช่วยกันขายมือถือยี่ห้อ “Siemense” อยู่เกือบ 3 ปี ไม่รุ่ง! พอเปลี่ยนมาขาย “ Motorolla” เท่านั้นแหละ กระชากส่วนแบ่งตลาดจากเจ้าอื่น มาได้ถึง 25%กลายเป็น 1ใน 3 ของตลาดได้ภายในเวลา 3 ปี

                   และยังเติบโตในยุคที่ทักษิณนั่งนายกฯ พอดีบพอดี ช่วงปี 2544

                   ซึ่งสิ่งนี้เอง ที่ทำให้พี่แดงเกิดมีแพสชั่นที่จะไปเอาดีบนเส้นทางการเมืองบ้าง แป๋วเลยต้องรับมาเต็มๆ แต่ก็ยังมีน้องเขย อนุสรณ์ อมรฉัตร สามีซี้อันดับสอง คือ “น้องปู” ที่คอยดูแลด้านนโยบายและการตลาด

                   จนมาช่วงปี 2547 เอ็มลิงค์ฮอตกระฉูด เพราะบริษัทลูก สามารถประมูลโครงการภาครัฐได้ถึง 2 โครงการบิ๊ก ทั้งการดูแลเช่าระบบซอฟต์แวร์สำเร็จรูปของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท 8 ปี และ Trunked Radioได้รับการเลือกจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย ให้ผู้ดูแลในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท

                   ช่วงนั้น บรรดานิตยสารธุรกิจ คอลัมน์ต่างๆ พากันสัมภาษณ์ ลงเรื่องราวของมาดามเอ็มลิงค์คนนี้กันพรึ่บ!

                   แต่ข่าวบวกก็มาพร้อมข่าวลบ เพราะวันหนึ่ง แป๋วเกิดอยากชวนเพื่อนๆ ไปงานเลี้ยงวันเกิด และขึ้นบ้านใหม่ในคราวเดียว ที่ อ.ดอยสะเก็ต เชียงใหม่ ปรากฎมาถูกแฉว่า เพื่อนฝูงบางส่วนมาร่วมงานโดยการนั่งเครื่องบินทหาร C-130 แบบบุคคลพิเศษ

                   แม้จะมีผู้มาแจงภายหลังว่า เป็นการขออาศัยเครื่อง ที่ปกติก็มีการบินมายังพื้นที่เชียงใหม่อยู่แล้วก็ตาม แต่เวลานั้น ภาษาวัยรุ่นบอก “ไม่ทันละ” โดนบันทึกในทางลบกับสังคมไปเรียบร้อย

                   ว่ากันว่า งานของน้องแป๋ววันนั้นยิ่งใหญ่มาก เพราะ “คุ้มเวียงพิงค์” บ้านใหม่ของเธอ ในโครงการเวียงพิงค์ รอยัลปาร์ค เป็นไม้สักทองทั้งหลังเต็มพื้นที่ อลังการงานสร้าง

                   ผ่านช่วงพี่ชายมาได้ ก็มาปังตอนช่วงน้องสาวอีกรอบ คือ ช่วงปี 2556 ครม.ปู ได้แต่งตั้ง “นพ.สมชัย” สามีของพี่แป๋ว นั่งคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

                   แน่นอน เพราะพี่เขยนายกฯ คนนี้ ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ภัทรปทุมารักษ์ จำกัด โรงพยาบาลเอกชนใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ชื่อ บริษัท ฮัวถอ (ประเทศไทย) จำกัด

                   กระทั่ง พอผ่านมาจนถึงยุค คสช. ช่วงปี 2557 เกมพลิก แป๋วและสามีก็ต้องเจอวิบากพอปวดขมับตุ่บๆ คือถูก ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับเป็นเงินราว 9 ล้านบาท กรณีใช้ข้อมูลภายในขายหุ้นบริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ M LINK ซึ่งเป็นการเอาเปรียบบุคคลภายนอก

                   พอมาปีนี้ ยังมีข่าวว่าเธอจะมาแทนที่น้องปูอีก ก็เลยไม่รู้ว่า งานนี้เจ้าตัวจะว่าอย่างไร แต่สำหรับน้องสาวแม้เวลานี้จะตอบว่าไม่ แต่ต่อไปอาจสนับสนุน ใครจะไปรู้!

                   เพราะดูโพรไฟล์ และองค์ประกอบครบเครื่อง ดูแล้วน่าดันได้ไม่ยาก

                   โดยหนึ่ง ถ้าเกิดว่าผลสุดท้าย คดีจำนำข้าวของปู ที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาราวปลายเดือนกันยายนนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิ์ลงสมัครส.ส.! ก็คงต้องหาตัวแทนไว้

                   สองคือรู้กันดีว่า สองคนนี้สนิทสนมกันสุดๆ ในบรรดาพี่น้อง โดยนอกจากเพราะเหตุที่อายุไม่ห่างกันมากนัก แต่ทั้งคู่ยังปลูกบ้านติดกันในซอยโยธิพัฒนา 3 เขตลาดพร้าว โดยบ้านฝ่ายพี่สาวก็อยู่ทางด้านหลัง เรียกว่ามีอะไรก็เดินไปมาหาสู่กันได้ทันที

                   ที่เด็ดคือยังอาจถูกใจซี้เบอร์ 1 ที่เป็นเจ๊ใหญ่ของตระกูล เพราะการจะดันคนเป็นทายาททางการเมือง มันก็ต้องสายเลือดเดียวกันสิ!

                   แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ตระกูลชินวัตร จะมีความมั่นใจอะไรว่า “แป๋ว” จะไม่ถูกเท ขนาด “ปู” ว่านิ่มๆ ยังถูกเทมาแล้ว

                   โจทย์ที่ยากที่สุดของชินวัตร ในการจะเลือกคนในวงศ์วานว่านเครือมาเล่นการเมืองอีกรอบ

                   ใครเล่าจะให้คำมั่นสัญญาว่า แป๋วจะไม่ถูกเท?

สายเฟี้ยว!!”ฟลุ๊ค” ลูกแม่บุญยิ่ง บนถนนลูกหนัง(การเมือง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/286771

สายเฟี้ยว!!”ฟลุ๊ค” ลูกแม่บุญยิ่ง บนถนนลูกหนัง(การเมือง)

คนในข่าว  :  10 ก.ค. 2560
เสี่ยฟลุ๊ค, สายเฟี้ยวฟลุ๊ค, ลูกแม่บุญยิ่ง, บนถนนลูกหนังการเมือง, ฟลุ๊ค, การเมือง, คนนอก, คุนญา, คนหนุ่ม, ราชันมังกร, กำนันตุ้ย, กาญจนากรุ๊ป, แม่บุญยิ่ง, สมศักดิ์, สรอรรถ, ขั้วอำนาจบอลไทย, วิกฤติศรัทธาไทยลีก

สายเฟี้ยว!!”ฟลุ๊ค” ลูกแม่บุญยิ่ง บนถนนลูกหนัง(การเมือง)

               ฉาวโฉ่!! ไทยลีกสยามประเทศ เมื่อเกิดเหตุ “คนนอก” ปรี่เข้าไปชกนักเตะจนเลือดอาบหน้า และมีคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยหายไปไหน?

จากกรณีฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2017 นัดที่ 23 วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 ที่สนามมิตรผล สเตเดี้ยม ระหว่าง “ราชบุรี มิตรผล เอฟซี” พบ “ชลบุรี เอฟซี” โดยจบครึ่งแรก เจ้าบ้านนำอยู่ 3-0

                เมื่อกรรมการผู้ตัดสินกำลังจะเดินเข้าห้องพัก ติอาโก คุนญา กองหน้าทีมเยือน ได้เข้าไปพูดคุยด้วยความไม่พอใจในการตัดสินบางจังหวะ ระหว่างนั้น “เสี่ยฟลุ๊ค” ธนวัชร์ นิติกาญจนา ผู้จัดการทีมราชบุรี เดินเข้าไปขอเคลียร์ด้วย

               ดูเหมือนเรื่องจะจบ “คุนญา” ที่ถือขวดน้ำอยู่ ได้สาดน้ำใส่เสี่ยฟลุ๊ค ทำเอาผู้จัดการทีมหนุ่มเอาคืนมั่งด้วยการตบหัวกองหน้าชลบุรี จากนั้นเกิดเหตุชุลมุน มีชายเสื้อดำปรี่เข้าชกหน้าคุนญาจนเลือดอาบหน้า แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายก็ยุติ เมื่อผู้ใหญ่ของสองทีมเข้ามาห้ามปราม

              จากนั้น “เสี่ยฟลุ๊ค” กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Tanawat Nitikanchana ทำนองว่า “แค่หยอกกันเล่นๆ” แต่การ์ดสนามไม่รู้เรื่อง ได้เข้ามายุ่ง ทำให้เรื่องบานปลาย

              แม้ฝ่ายผู้จัดการทีมราชบุรีจะบอกว่า “หยอกเล่น” แต่ เทิดศักดิ์ ใจมั่น ผู้จัดการทีมชลบุรี เอฟซี ไม่พอใจอย่างมาก และประกาศจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

               นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่มีชื่อของ “เสี่ยฟลุ๊ค” เข้าไปเกี่ยวข้องในสนามไทยลีก

              ย้อนไปเมื่อการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2017 เมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560 ระหว่าง สุพรรณบุรี เอฟซี กับราชบุรี มิตรผล เอฟซี มีประเด็นให้แฟนบอลในสื่อโซเชียลวิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหว เมื่อเสี่ยฟลุ๊คเดินไปชนนักเตะสุพรรณฯ ที่นำบอลไปทุ่มบริเวณริมเส้น

              ต่อมาเสี่ยฟลุ๊คก็ทำมืออธิบายว่าไม่ได้ตั้งใจ และภายหลังมีการนำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่ ทำให้มีแฟนบอลต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้

                อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อ 30 เมษายน 2558 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เปิดบ้านต้อนนครราชสีมา เอฟซี ได้เกิดเรื่องฉาวเมื่อ “คัมเบะ” นักเตะนครราชสีมาฯ กล่าวว่าถูกเสี่ยฟลุ๊คตบเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้ง

              ก่อนที่เสี่ยฟลุ๊คจะออกมาปฏิเสธ พร้อมบอกว่า หลังจบเกมคัมเบะได้เดินเข้ามาหาและโวยวาย ตนยกมือซ้ายจับไปที่คอและใบหน้า ซึ่งตามวัฒนธรรมชาวยุโรปการแสดงท่าทางแบบนี้จะเหมือนเป็นการพูดคุยกัน และไม่ติดใจเอาความ

              กล่าวสำหรับเส้นทางธุรกิจลูกหนังไทยของ “เสี่ยฟลุ๊ค” ธนวัชร์ นิติกาญจนา ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการกล่าวขวัญถึงมากมายในฐานะ “คนหนุ่ม” ที่ทุ่มเทสร้างทีมลูกหนังจากลีกดิวิชั่น 1 จนผงาดเป็นทีมหัวตารางไทยลีก

           “เสี่ยฟลุ๊ค” ได้ทำให้สมญานาม “ราชันมังกร” เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ และคนราชบุรีก็รู้สึกภาคภูมิใจกับทีมราชบุรี มิตรผล เหมือนคนบุรีรัมย์ ชื่นชมทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

              ความสำเร็จของราชบุรี มิตรผล ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องใช้เงินทุนในการทำทีมมหาศาล

             เนื่องจาก “เสี่ยฟลุ๊ค” เป็นลูกชายคนโปรดของ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา และบุญยิ่ง นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “กาญจนากรุ๊ป” ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งมีฟาร์มเลี้ยงหมูและบริษัทอาหารสัตว์

             ที่สำคัญ “กำนันตุ้ย” กับ “แม่บุญยิ่ง” เป็นอดีต ส.ส.ราชบุรี มีฐานเสียงอยู่ที่ อ.เมืองราชบุรี (เฉพาะ ต.น้ำพุ ต.ห้วยไผ่ ต.ดอนแร่ และ ต.อ่างทอง) อ.ปากท่อ อ.บ้านคา อ.วัดเพลง และ อ.สวนผึ้ง

             กำนันตุ้ยเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ก่อนขยับลงสมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย ปี 2554 และได้เป็น ส.ส.ราชบุรี 2 สมัย ต่อมากำนันตุ้ยสังกัดกลุ่มวังน้ำยมของ สมศักดิ์ เทพสุทิน

             หลังรัฐประหาร 2549 กำนันตุ้ยอพยพไปอยู่กับ “สมศักดิ์” ก่อร่างสร้างพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่กำนันตุ้ยสอบตกในการเลือกตั้ง 2550

            ก่อนการเลือกตั้ง 2554 กลุ่มกำนันตุ้ยย้ายมาร่วมทีมกับ สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย

            นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันสร้างทีมฟุตบอลราชบุรี ระหว่างแม่บุญยิ่ง กับสรอรรถ โดยตอนแรก บุญลือ ประเสริฐโสภา อดีต ส.ส.ราชบุรี และคนสนิทสรอรรถ เป็นประธานสโมสรราชบุรี สมัยที่แข่งขันอยู่ในลีกภูมิภาค

             เมื่อราชบุรีได้เลื่อนชั้นเป็นมาเล่นดิวิชั่น 1 สรอรรถ กลิ่นประทุม นั่งประธานสโมสรราชันมังกร และ “แม่บุญยิ่ง” เป็นรองประธาน โดยมอบให้ “เสี่ยฟลุ๊ค” ลูกชายแม่บุญยิ่ง เป็นผู้จัดการทีม

             เมื่อทีมราชบุรี มิตรผล ก้าวขึ้นเล่นในระดับไทยลีก “สรอรรถ” ก็ขายหุ้น “บริษัท ราชบุรี ฟุตบอลคลับ จำกัด” ให้กลุ่มกำนันตุ้ยจนหมด

            เท่ากับว่า สโมสรราชบุรี มิตรผล ตกเป็นของกลุ่มกำนันตุ้ย และ “แม่บุญยิ่ง” ก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสรเต็มตัว พร้อมกับลูกชายยังเป็นผู้จัดการทีมเหมือนเดิม

            ว่ากันว่า “แม่บุญยิ่ง” เห็นลูกชายชอบฟุตบอล จึงทุ่มเททุกสรรพสิ่งสร้างทีมราชันมังกร และบริษัท ราชบุรี ฟุตบอลคลับ จำกัด เป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักร “กาญจนากรุ๊ป”

            สองปีที่แล้ว กำนันตุ้ยในฐานะที่ปรึกษาสโมสรราชบุรี ร่วมกับบริษัทน้ำตาลมิตรผล ทุ่มเงิน 300 ล้านบาท สร้างรังเหย้าใหม่ ภายใต้ชื่อ “มิตรผล สเตเดี้ยม” ความจุ 12,000 ที่นั่ง แทนที่สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี แห่งเดิม

            นับว่าเป็นการลงทุนครั้งสำคัญยิ่ง เพราะทีมฟุตบอลในไทยลีกมีอยู่ไม่กี่ทีมที่มี “รังเหย้า” เป็นของตัวเอง

            กรณีวิวาทบาดถลุงล่าสุดจากสนามมิตรผล สเตเดี้ยม ก็ต้องจับตาดูว่าคณะอนุกรรมการพิจารณามารยาท วินัย และข้อประท้วง ที่ได้รับรายงานจากแมทช์คอมมิชชันเนอร์เกมดังกล่าวแล้ว จะมีบทลงโทษอย่างไร?

             เหนืออื่นใด ผู้ใหญ่ของราชบุรี มิตรผล และชลบุรี เอฟซี ต่างอยู่ใน “ขั้วอำนาจบอลไทย” ฝ่ายเดียวกัน

             พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย คงต้องให้บริษัท ไทยลีก จำกัด ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

             หากปล่อยให้มีการเกรงอกเกรงใจกัน ไม่มีมาตรการลงโทษอย่างสมเหตุสมผล รับรองว่า “วิกฤติศรัทธาไทยลีก” จากแฟนบอลเกิดขึ้นแน่