ก๋วยเตี๋ยวน้ำเพี้ย ขมแซ่บนัวถูกปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/514960

ก๋วยเตี๋ยวน้ำเพี้ย ขมแซ่บนัวถูกปาก

หากพูดถึงร้านก๋วยเตี๋ยว ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำ น้ำตก น้ำใส เปิดขายอยู่ทั่วไปแทบทุกจังหวัด ทุกหมู่บ้าน และทุกตำบล แต่ใน จ.บุรีรัมย์ มีร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งแปลกไม่เหมือนใคร เพราะเปิดขายก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเพี้ย หรือ “ก๋วยเตี๋ยวขี้อ่อนวัว” บุษกร เทียนเจษฎา เจ้าของร้านตั้งอยู่ริมถนนสายนางรอง-หนองกี่ บริเวณบ้านน้ำซับ ต.หัวถนน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

 

 

บุษกร บอกว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเพี้ยถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวของ จ.บุรีรัมย์ โดยทางร้านจะนำเพี้ย หรือขี้อ่อนวัว ที่คนอีสานนิยมใส่กับลาบเพื่อเพิ่มความขม มาต้มให้สุกเพื่อดับกลิ่นคาว แล้วเทใส่กระปุกไว้ เมื่อลูกค้าสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเพี้ยก็จะตักเพี้ย หรือขี้อ่อนวัวที่ต้มสุกแล้ว ใส่ถ้วยน้ำจิ้มใบเล็ก เสิร์ฟพร้อมกับก๋วยเตี๋ยว พร้อมผักชี โหระพา พริกสด และกะปิ บริการให้ลูกค้ารับประทานฟรี

 

 

ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเพี้ยจะมีรสชาติขมนิดหน่อย แต่รสชาติกลมกล่อมแซ่บนัว ถูกปากสำหรับคนอีสาน เมื่อใครได้ลองลิ้มรสแล้วจะติดใจ หากลูกค้าคนไหนไม่ชอบออกรสขม หรือก๋วยเตี๋ยวเพี้ย ทางร้านยังมีก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเนื้อสด เนื้อเปื่อย ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก น้ำใส เย็นตาโฟ เย็นตาโฟต้มยำ และอาหารตามสั่งอีกหลายอย่างให้เลือกรับประทานอีกด้วย ราคาก็ไม่แพง หากเป็นก๋วยเตี๋ยวเพี้ย น้ำตก เนื้อเปื่อย ธรรมดาเพียงชามละ 35 บาท พิเศษ 40 บาท ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เย็นตาโฟต้มยำ ธรรมดาชามละ 40 พิเศษ 45 บาท

 

 

บุษกร บอกอีกว่า หลังจากได้สูตรก๋วยเตี๋ยวเพี้ย หรือก๋วยเตี๋ยวขี้อ่อนวัวมาจากอา ที่เคยเปิดขายอยู่ จ.พิษณุโลก แล้วได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จึงมาทดลองเปิดขายที่ จ.บุรีรัมย์ บ้าง ซึ่งก็ถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวของบุรีรัมย์ หลังจากเปิดมาได้ 3 ปี ก็มีลูกค้าทั้งข้าราชการ ประชาชน และผู้ที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย ทำให้มียอดขายเฉลี่ยวันละ 6,000-7,000 บาท

ลูกค้าที่มาส่วนใหญ่จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าแปลกดี พอได้ลองกินแล้วก็ติดใจและกลับมากินอีก จนบางคนกลายเป็นลูกค้าขาประจำ จึงเชิญชวนหากใครที่ขับรถผ่านไปมาก็แวะมาลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวเพี้ยได้ โดยร้านจะเปิดขายตั้งแต่เวลา 06.00-16.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด &O5532;

 

สุนทรียะระหว่างมื้อ อีท @ 18 พลัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/514958

สุนทรียะระหว่างมื้อ อีท @ 18 พลัส

นับเป็นมิติใหม่แห่งย่านลาดพร้าว ที่มีร้านอาหารอิตาเลียนต้นตำรับมาเปิดให้บริการ นั่นคือร้านอาหาร อีท @ 18 พลัส (eat @ 18+) ชื่อที่เรียกง่าย จำง่าย เพราะตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 18 แยก 12

ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนและอาหารไทยต้นตำรับให้เลือกลิ้มลองกันหลากหลายเมนู ที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่สดชื่นเป็นส่วนตัว และการบรรเลงเปียโนที่ขับกล่อมเพิ่มความสุนทรียะระหว่างมื้อได้ทุกโมงยาม

 

 

บรรยากาศของร้านเน้นความเป็นโมเดิร์นเรียบหรู แฝงกลิ่นอายของลอฟต์ โอบล้อมด้วยพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ให้ความรู้สึกที่สดชื่น ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตัวร้านจะสัมผัสถึงความอบอุ่นและเป็นส่วนตัว ด้วยการตกแต่งร้านในโทนสีดำขลับเพิ่มความคลาสสิกให้กับร้าน ตัวร้านมีขนาดใหญ่กำลังดี มีมุมโซฟาตัวใหญ่ให้นั่งพักผ่อน หรือจะนั่งชิลๆ ที่เคาน์เตอร์บาร์ก็ยังได้ อีกทั้งยังมีห้องส่วนตัวสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกรุ๊ป หรือครอบครัวใหญ่อีกด้วย

สิ่งที่พิเศษคือในทุกค่ำคืนจะมีเปียโนมาบรรเลงขับกล่อม ช่วยเพิ่มความสุนทรียะให้กับมื้ออาหารได้ไม่น้อยทีเดียว

เรามาเริ่มต้นความอร่อยด้วยซุปครีมเห็ด เห็ดทรัฟเฟิลมาในซุปครีมเข้มข้น เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านที่ใครมาก็คิดถึง

 

 

ต่อด้วย สลัดออร์แกนิกกุ้งย่าง มะม่วงสุก อโวคาโด เพิ่มรสชาติด้วยน้ำสลัดบัลซามิก จานนี้อุดมไปด้วยผักออร์แกนิกที่แกมด้วยอโวคาโด และมะม่วงน้ำดอกไม้สุก ที่อร่อยแบบลงตัว

 

 

ตามมาด้วย สลัดปลากะพงกับคีนัว สัมผัสความหอมของคีนัวและเครื่องเทศ รสชาติอร่อยกลมกล่อม ยิ่งกินคู่กับเนื้อปลากะพงอ่อนนุ่มเข้ากันดีมาก สำหรับจานนี้ถือเป็นเมนูเฮลท์ตี้มากๆ ครับ

 

 

เมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาดอีกอย่าง เปาะเปี๊ยะลาบเป็ด ลาบเป็ดห่อด้วยแผ่นเปาะเปี๊ยะบางๆ นำไปทอดจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มบ๊วย อร่อยเพลินเกินห้ามใจ

 

 

หรือจะเป็นแคลิฟอร์เนียสลัด สลัดผักออร์แกนิก พร้อมปูอัดเนื้อแน่น ท็อปด้วยไข่กุ้ง และราดน้ำสลัดงาญี่ปุ่น คลุกเคล้าเข้าไว้ด้วยกัน ละมุนลิ้นที่สุด คนรักผักคงโปรดจานนี้แน่

สำหรับเมนูที่ผมแอบปลื้มนั่นคือ ซี่โครงหมูบาร์บีคิว ซี่โครงหมูย่างปรุงด้วยซอสบาร์บีคิว เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์และมันบด เนื้อซี่โครงจะนุ่ม เคี้ยวง่ายแทบละลายในปาก และซอสบาร์บีคิวก็หอมหวานอร่อย ลบความเลี่ยนไปโดยปริยาย

 

 

 

ต่อด้วยพิซซ่าพาร์มาแฮม พิซซ่าแป้งบางกรอบสไตล์อิตาเลียน โรยหน้าด้วยมอซซาเรลลาชีส พาร์มาแฮมเยอะมาก และยังมีเบคอน มะเขือเทศ และเพิ่มรสชาติด้วยผักร็อกเกตสลัด

 

 

ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง 18 โทสต์ ที่เชฟนวดแป้งทำขนมปังเอง จนได้เนื้อแป้งที่กรอบนอกนุ่มใน หรือจะเป็นเครปซูเซท แป้งเครปนุ่มๆ เพิ่มความสดชื่นด้วยการราดซอสส้ม และมีไอศกรีมวานิลลาด้านบน รสชาติไม่หวานมากเป็นการตบท้ายมื้อที่แสนสุนทรียะเสียจริงๆ ละครับ

 

 

อีท @ 18 พลัส ลาดพร้าว ซอย 18 แยก 12 (รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที ลงสถานีลาดพร้าว ประตู 2) เปิดให้บริการ วันจันทร์-เสาร์ เวลา 17.00-24.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) โทร. 08-1871-9099, 08-9602-1229 และ 02-512-5724 &O5532;

 

ซีวาย เคบิน ดื่มด่ำบรรยากาศแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/514948

ซีวาย เคบิน ดื่มด่ำบรรยากาศแห่งความสุข

ในความแข็ง ดิบ เปลือย ของโครงสร้างอาคารแบบอินดัสเทรียล ลอฟต์ หากภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความโรแมนติกจากอดีตที่ส่งผ่านมายังปัจจุบัน

หากกำลังมองหาที่แฮงเอาต์หลังเลิกงาน ซีวาย เคบิน (CY Cabin) สามารถมอบบรรยากาศทั้งสนุกสนาน โรแมนติก หรือจะคุยงานต่ออย่างผ่อนคลายก็ได้ สุดซอยสุขุมวิท 10 ป้าย ซีวาย เคบิน ประดับโดดเด่นทางด้านขวามือ ผ่านลานจอดรถที่สร้างสิ่งแวดล้อมเป็นสวนมีต้นไม้สีเขียวเป็นกำแพงกั้นสายตา มีเก้าอี้ไม้ ศาลาเล็ก ที่นำสายตาไปสู่โรงนาที่ดูหรูหราทันสมัย บ่งบอกสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟต์ ได้อย่างชัดเจน

การเกิดขึ้นของ ซีวาย เคบิน มาจากการระลึกถึงคุณตาฉันท์และคุณยายยุพา ซึ่งต่อยอดมาจากร้านฉันท์ แอนด์ ยุพา ทีรูม (Chan & Yupa Tearoom) ที่คอนเซ็ปต์เป็นบ้าน ส่วนซีวาย เคบิน เป็นสถานที่ทำงานของคุณตาคุณยายในวัยหนุ่มสาวที่เหมืองแร่ จึงจำลองบรรยากาศแบบเคบิน โดย ซีวาย (CY) ก็มาจากชื่อของคุณตาฉันท์คุณยายยุพานั่นเอง

การตกแต่งภายในลดทอนความแข็งของปูน อิฐ เหล็ก กระจก ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ดีไซน์เรียบ และใช้ดีไซน์ของถังบ่มไวน์มาเป็นโต๊ะเข้าชุดกับเก้าอี้ไม้ทรงสูง เป็นมุมนั่งดื่มด้านหน้าบาร์ 

 

แต่เดิมโครงสร้างของร้านเป็นห้องเก็บไวน์ จึงเพิ่มลูกเล่นด้วยเถาวัลย์ของต้นองุ่นพันเลื้อยบนเพดาน สีเขียวของใบไม้ ช่วยคืนความมีชีวิตให้กับโครงสร้างดิบ

มุมในสุดของร้านเป็นสวนจริงๆ ช่วยผ่อนคลายสายตา อีกมุมทางเข้าห้องน้ำ จัดเป็นจุดที่คนชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาด และหลายมุมของร้านมีเครื่องจักรเก่าวางประดับ เป็นสัญลักษณ์เหมืองแร่ และโคมไฟดีไซน์จำลองโรงนาโบราณให้กลิ่นอายความเป็นตะวันตกนิดๆ

เสน่ห์อีกอย่างคือ ข้อความที่ให้แง่คิดดีๆ จากนักคิดนักเขียนทั่วโลก ได้ถูกเขียนประดับไว้บนผนังปูน ซึ่งเป็นไปตามโจทย์ที่ไม่ต้องการให้ผนังเป็นแค่กำแพงแข็งกระด้าง แต่มันสามารถคืนพลังชีวิตให้กับผู้มาเยือน…

เมนูอาหารก็มีที่มาจากคุณตาคุณยายชอบท่องเที่ยวยุโรป จึงนำจานเด่นของแต่ละประเทศมาจัดเสิร์ฟเน้นสไตล์ตะวันตก มีกลิ่นอายตะวันออกบ้างในบางเมนู และแม้ลูกค้าเกินครึ่งจะเป็นต่างชาติแต่ก็มีการถามถึงอาหารไทย ทางร้านจึงมีการปรับเมนูเพิ่มอาหารไทยเข้าไป แต่ยังเป็นแนวทวิสต์กับตะวันตก เช่น เฟรนช์ฟรายส์ซอสไข่เค็ม แกงเขียวหวานกุ้ง รับประทานคู่กับแป้งครัวซองต์ที่ร้านทำเอง

 

 

รองท้องกันเบาๆ ด้วย Bread Basket กับเนยสด ที่นำมาจากร้านฉันท์ แอนด์ ยุพา ทีรูม ทำสดใหม่ต่อวัน หรือจะเลือกอิ่มเบาๆ สไตล์หนุ่มสาวรักสุขภาพ กับสลัดปูนิ่ม

ขณะที่จานนี้เหมาะเป็นกับแกล้ม Snack Platter มีไส้กรอกอิตาเลียน เบคอนพันแหนม ปีกไก่รมควัน ปลาหมึกทอด ฯลฯ เสิร์ฟมากับซอสมะเขือเทศ

อยากอิ่มจริงอิ่มจังแนะนำ สเต๊กเนื้อวางุเทนเดอร์ลอยน์ จากออสเตรเลีย นุ่มลิ้น เคี้ยวอร่อย ในความสุกระดับที่คุณเลือกเอง คนรักเนื้อต้องลอง

ช่วงนี้ทางร้านจัดโปรโมชั่น Better Together มีให้เลือก 3 เซต คือ ไทย อิตาเลียน และฝรั่งเศส สำหรับลูกค้ามาเป็นคู่ ราคา 1,500 บาท ลด 20% ภายในเซตประกอบด้วย อาหารจานหลัก ซุป สลัด ของหวาน รวมถึงเครื่องดื่ม เซตพิเศษนี้มีถึงวันที่ 31 ต.ค.นี้ 

มาที่เครื่องดื่ม นอกจากไวน์หลายสัญชาติแล้ว ค็อกเทลก็น่าลอง ซิกเนเจอร์คือ “ซีวาย ต้มยำ ดีไลท์” ที่เติมวอดก้าหลายช็อต ได้รสชาติต้มยำของไทยจริงๆ กลิ่นนี่มาครบทั้ง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ได้ความเผ็ดติดปลายลิ้นของพริกขี้หนูสด จัดเป็นเครื่องดื่มต้มยำเย็นๆ สดชื่น รสเข้มข้นไม่หวาน ให้นิยามว่า กลิ่นสมุนไพรไทยแต่รสชาติอินเตอร์

 

อีกแก้ว “Pink Guava La Lune” กลิ่นหอม รสหวานตัดเค็มด้วยเกลือรอบปากแก้ว แทบจะลืมว่ามีแอลกอฮอล์

ยังมีอีกสีสันที่ลูกค้าติดใจ คือ ไลฟ์แบนด์ ที่หนุ่มๆ นักดนตรีจากมหาวิทยาลัยดังเล่นตั้งแต่ 19.30-21.30 น. ทุกวัน เน้นเพลงแนวแจ๊ซเป็นหลัก และปรับแนวดนตรีตามกลุ่มลูกค้า บางครั้งก็มีเล่นเพลงไทยเดิม บรรเลงดนตรีได้ไพเราะ เสียงนักร้องนำยิ่งจับใจ เรียกเสียงปรบมือได้ตลอด

หากอยากได้บรรยากาศของการแฮง์เอาต์ที่ความสุข ความสนุก ความโรแมนติก มีกลิ่นอายเบาบางอยู่รอบๆ ตัว ซีวาย เคบิน เป็นอีกแห่งที่ต้องมาเยือนซีวาย เคบิน ตั้งอยู่ สุขุมวิท ซอย 10 เปิดบริการทุกวัน เวลา 16.30-24.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 08-9959-0902 &O5532;

 

อร่อยชิลๆ @ศิลา คอฟฟี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/514945

อร่อยชิลๆ @ศิลา คอฟฟี่

เมื่อเดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้เดินทางไปเยือน จ.สุโขทัย อีกครั้ง เลยมีโอกาสหาร้านอาหารที่สามารถดื่มกาแฟและรับประทานอาหาร จนมาเจอกับร้านศิลา คอฟฟี่ ร้านเล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ในซอยเทพสุทิน 2  ริมแม่น้ำยม ปากทางเข้าศิลารีสอร์ท ถนนสาย  101 เลยแยกโชว์รูมโตโยต้า จ.สุโขทัย หากเดินทางไปไม่ถูกสอบถามเส้นทางได้ที่โทร. 08-4778-1115

บรรยากาศร้านออกแนววินเทจเหมือนย้อนกลับไปช่วงยุคทศวรรษที่ 1990 ที่ร้านนิยมตกแต่งบ้านด้วยดอกกุหลาบ จนบางครั้งเราก็รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในร้านดอกไม้มากกว่าร้านกาแฟ เริ่มจากการสั่งชาเขียวกับมอคค่า เพื่อดูว่ารสชาติจะออกมาเข้มข้นแค่ไหน ผลที่ได้ออกมากาแฟนั้นรสชาติดี เข้มข้นอร่อยกลมกล่อม ถือว่าผ่านสู้ร้านแบรนด์เนมได้สบาย

 

 

การบริการก็ดูเอาใจใส่ลูกค้าดี เพราะส่วนมากจะเป็นลูกค้าที่เดินทางมาเข้าพักที่โรงแรมซึ่งอยู่ด้านใน แต่ที่พิเศษที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกแวะร้านนี้ ก็คือมีเมนูอาหารคาวหวานแบบฝรั่ง ตั้งแต่สเต๊กหมู สเต๊กไก่ เฟรนช์ฟรายส์ มักกะโรนี จนไปถึงสปาเกตตีขี้เมา และคาโบนาร่าครีมซอสอย่างเข้มข้น เป็นจานใหญ่มาหนักๆ จานเดียวก็รับประทานได้ 2 คนเห็นจะได้ คุ้มกับราคาเริ่มต้น 90-120 บาท

จบอาหารคาวเราแนะนำว่าต้องไม่พลาดทีเด็ดของร้านที่ลูกค้าในร้านสั่งมาทุกโต๊ะก็คือ แพนเค้ก ชิ้นใหญ่เต็มจาน ส่งกลิ่นหอมเนื้อนุ่ม เลือกได้ว่าเราจะรับประทานกับน้ำผึ้งหวานชื่นใจ หรือแยมผลไม้ตามเราชอบ และยังมีของหวานรับประทานเล่นๆ ที่น่าสั่งมากินบนโซฟาน่านั่ง พร้อมกับหนังสือเล่มที่ยังอ่านค้างอยู่อย่างที่สุดกับบรรยากาศ ร้านนี้ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่ความอร่อยนั้นจัดว่าไม่เสียเที่ยวที่มาสุโขทัยแล้วจะได้แวะมารับประทานอาหารที่ร้านนี้ครับ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. &O5532;

 

‘COWY MILK’ เลี่ยงเมืองนนท์ จากสเต๊กซี่โครงหมูน้ำผึ้งถึงเค้กมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/515121

‘COWY MILK’ เลี่ยงเมืองนนท์ จากสเต๊กซี่โครงหมูน้ำผึ้งถึงเค้กมะพร้าว

โดย ปูกิโกะ

 หากว่าใครมีธุระ หรือขับรถออกเที่ยวชิลๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วผ่านมาแถวๆ เมืองนนท์

เกิดหิวไส้กิ่วเป็นกำลังให้ลองขับมาเส้นถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ฝั่งที่วิ่งไปสุดถนนเลี้ยวซ้ายแล้วออกไปถนนติวานนท์ แต่ให้กลับรถใต้สะพานข้ามแยกก่อน หรือเส้น 3019 จากนั้นชิดซ้ายขับตรงไปอีกประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอร้านโควี่ มิลค์ (COWY MILK) ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าชุมชน (คอมมูนิตี้ มอลล์) โครงการเดอะป็อป (The Pop)

ร้านโควี่ มิลค์ เจ้าของเป็น 2 พี่น้อง “คุณนุก-หนิง” ที่ต่อยอดการทำร้านสาขาแรกในตลาดนัดชุมทางสยามยิปซี ย่านบางซ่อน วางคอนเซ็ปต์ให้เป็นร้านขายเครื่องดื่มเมนูต่างๆ และขนมเบเกอรี่อร่อยๆ ชูจุดขายขนมอบสดใหม่ทำวันต่อวัน

กระทั่งเปิดมาได้มาระยะหนึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจเปิดหน้าร้านสาขาใหม่ พร้อมเพิ่มเมนูอาหารหนักเข้าไป หวังขยายฐานกลุ่มลูกค้าครอบครัวในย่านเมืองนนท์และใกล้เคียง

คุณนุกเล่าถึงเมนูจานเด็ดที่เป็นซิกเนเจอร์ของโควี่ มิลค์ ที่ถูกอกถูกใจลูกค้าทั้งขาจรที่กลายมาเป็นขาประจำของร้าน พร้อมยกให้เป็นอาหารจานเด่นอันดับหนึ่ง คือ “เมนูสเต๊กซี่โครงหมู”

 

จุดเด่นอยู่ที่ส่วนผสมที่ใช้หมักเนื้อซี่โครงหมู ที่ปราศจากสารกัดเนื้อใดๆ แต่ได้ความนุ่มนวลของเนื้อติดซี่โครงหมูที่แทบจะละลายในปากได้นั้น มาจากสูตรเด็ดสารพัดเครื่องหมักของวัตถุดิบธรรมชาติทั้งสิ้น

นอกจากความอร่อยของตัวเนื้อที่ร่อนติดซี่โครงแล้ว ยังมีความเด็ดของซอสบาร์บีคิวที่ราดมาจนชุ่ม ด้วยรสชาติหวานนำติดปลายลิ้นเบาๆ จากน้ำผึ้งแท้เจือรสเปรี้ยวกลมกล่อมกำลังดี ที่คุณหนิงเชฟประจำร้านโควี่ มิลค์ เป็นผู้คิดสูตรเมนูนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ สนนราคาความอิ่มจานนี้อยู่ที่ 259 บาท

นอกจากนี้ ยังมีเมนูแนะนำจานเด่นอื่นๆ อีก อย่างสเต๊กอกไก่พันเบคอน ราคา 185 บาท สปาเกตตี ซอสกุ้ง ราคา 129 บาท โดยจุดเด่นทั้งหมดทั้งมวลของแต่ละจานของโควี่ มิลค์ อยู่ที่ซอสตามแบบฉบับโฮมเมดแท้ๆ ที่สำคัญทุกเมนูของร้านจะไม่ใส่ผงชูรสเลย

เมื่ออิ่มคาวแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะต้องต่อด้วยของหวาน ที่โควี่ มิลค์ อยากขอแนะนำเมนู คัสตาร์ดมะพร้าว ตัวเนื้อเค้กสุดละเอียด มาพร้อมความหอมของมะพร้าวอ่อนๆ และซอสคัสตาร์ดมะพร้าวที่ได้มาจากส่วนผสมทั้งนม น้ำมะพร้าว เนื้อมะพร้าว ที่ตีเคล้าเข้ากันมาอย่างลงตัวสุดๆ ราดเคียงข้างตัวเค้ก ที่เรียกความฟินได้ทุกคำกันเลยทีเดียว

ยังไม่หมดมีเมนูขนมหวานเอาใจเหล่าคอฟฟี่ และชีส เลิฟเวอร์ มาพร้อมๆ กัน ด้วยเมนูเค้กเรดเว็ลเวท เนื้อเค้กชีสเนียนขั้นเทพ โรยด้วยเนื้อเค้กเว็ลเวทสีน้ำตาลไหม้ซุยๆ เหมือนกำมะหยี่ที่ได้จากตัวเนื้อเค้ก ที่เมื่อตักเข้าปากคำแรกก็จะได้กลิ่นกาแฟหอมๆ มาทักทายจมูก และได้รสละมุนจากเนื้อชีสมาในคำเดียวกัน

เมนูนี้หากรับประทานกับชาร้อน หรือกาแฟดำ แล้วละก็เชื่อว่ามีร้องโอ้ย! กันเลยทีเดียวถึงความอร่อย

คุณนุก กล่าวทิ้งท้ายว่า ร้านโควี่ มิลค์ นอกจากจะเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มน่ารักๆ ให้บรรยากาศแบบอบอุ่นเป็นกันเองแล้ว ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทางร้านยังจัดกิจกรรมสนุกๆ น่ารักๆ สำหรับเด็ก ในคอร์สสอนปั้นดินคัพเค้ก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

หากใครผ่านมาแถวนี้ หรือในวันหยุดอยากหาของทานอร่อยๆ ทั้งเมนูคาว หวาน ก็ลองแวะมาเพลินพุงที่ร้านโควี่ มิลค์ กัน

 

แฮงเอาท์สุดชิลที่ Eden Rooftop Bar

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513688

แฮงเอาท์สุดชิลที่ Eden Rooftop Bar

ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ

รูฟท็อปบาร์กลิ่นอายธรรมชาติ ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในสวน ‘Eden Rooftop Bar’ จากไอเดียของดีเจลูกบัว GET 102.5 หรือ รจนนท์ กระจ่างวงศ์ เหมาะกับการแฮงเอาท์กลุ่มเพื่อนแบบชิลๆ ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น แบ่งออกเป็น 2 โซน Indoor เน้นคุมโทนดำและทองแดง และ Outdoor รายล้อมด้วยต้นไม้ใบไม้ดูสบายตา นั่งรับลมดูแสงไฟยามค่ำคืน

 

ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์เอเชี่ยนทวิสต์ ด้วยเชฟมืออาชีพ เลือกใช้วัตถุดิบชั้นดีของไทยมาผสมผสานดัดแปลงสูตรตามแบบฉบับร้านให้ดูโมเดิร์นและแปลกใหม่ในทุกเมนู เริ่มต้นจานแรก แกงกะทิปูม้า (349 บาท) แกงลูกครึ่งผสมระหว่างแกงเหลืองใต้และแกงกะทิเข้าด้วย รสชาติเข้มข้นหอมเครื่องแกง อัดแน่นด้วยเนื้อปูม้าแกะชิ้นหวานสด พาสต้าเย็น (210 บาท) เส้นพาสต้าเหนียวนุ่มเสิร์ฟพร้อมวาซาบิเดรสซิ่ง เพิ่มแซลมอนหั่นเต๋าและสาหร่ายพวงองุ่นเคี้ยวเพลิน ตามด้วย สเต๊กปลากะพง (279 บาท) ปลากะพงชิ้นใหญ่ทอดน้ำปลา จนกรอบสีเหลืองทอง มาพร้อมซอสซัลซ่ามะเขือเทศและมะม่วงหั่นชิ้น ได้รสเปรี้ยวหวานตัดกันลงตัว

 

นอกจากของคาวก็ยังมีของหวานไฮไลท์เด็ด เค้กกล้วยหอม (189 บาท) เนื้อเนียนหอมกรุ่นได้รสหวานจากธรรมชาติด้วยน้ำตาลมะพร้าว กินคู่กับไอศกรีมเจลาโต้รสกล้วยปิ้ง สูตรเฉพาะไม่เหมือนใคร ตกดึกดื่มกับซิกเนเจอร์ค็อกเทล Garden Of Eden (280 บาท) ที่มีส่วนผสมของแอปเปิลเป็นหลัก หรือ 23 Night (280 บาท) เหมาะสำหรับผู้หญิง ยังมีค็อกเทลรวมถึงเครื่องดื่มอีกหลากหลายให้เลือก

ร้านอยู่ที่ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ตรง MRT เพชรบุรี เปิดบริการเวลา 18.00-24.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) โทร. 08-6445-5554

ราคาต่อหัวประมาณ 500 บาท

 

ร้านค๊อฟฟี่ แท๊งก์ หนึ่งเดียวในเมืองตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513680

ร้านค๊อฟฟี่ แท๊งก์ หนึ่งเดียวในเมืองตรัง

ด้วยชีวิตที่ผันเปลี่ยนไปต่างๆ นานา จนกว่าจะลงตัวได้ก็มิใช่เรื่องง่าย และกินเวลายาวนานมาหลายปี แต่แล้วหนุ่มชาว อ.กันตัง จ.ตรัง จบคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ได้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้านที่มีอยู่ประมาณ 1 ไร่ ตรงบริเวณหัวมุมถนนเขื่อนเพชร หรือสุดทางเข้าสนามกีฬาเทศบาลเมืองกันตัง เพื่อทำธุรกิจเล็กๆ ตามที่ฝันไว้คือเปิดร้านกาแฟค๊อฟฟี่ แท๊งก์ (Coffee Tank) ซึ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึงปีปรากฏว่าได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างแพร่หลาย

“โกน้อง” เขมชาติ อนุรักษ์ตานนท์ บอกว่า หลังจบเล่าเรียนมาก็ประกอบอาชีพหลายอาชีพรู้สึกเบื่อหน่อย จึงกลับบ้านเกิด อ.กันตัง เพราะอยากอยู่แบบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการเปิดร้านค๊อฟฟี่ แท๊งก์ สำหรับคอกาแฟ จึงเริ่มต้นออกแบบและก่อสร้างร้านด้วยตัวเองเป็นขนาด 2 ชั้น

ชั้นล่างเป็นลักษณะห้องกระจกติดแอร์ ส่วนข้างนอกเป็นมุมนั่งชิลๆ แบบธรรมชาติ ขณะที่ชั้นบนเป็นลักษณะโล่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบส่วนตัว ประกอบกับที่ตั้งร้านอยู่หลังสวนสาธารณะควนตำหนักจันทน์ด้วย จึงมีเนินเขาและต้นไม้สีเขียวเป็นฉากหลัง ช่วยเพิ่มรสชาติในการมานั่งจิบน้ำชากาแฟ ทั้งในช่วงเที่ยงและช่วงเย็น

จุดเด่นของร้านแห่งนี้ นอกจากจะเป็นการตกแต่งทั้งในและนอกที่ดูน่ารักๆ แล้ว ยังนำถังน้ำมันมาผ่าแล้วเชื่อมต่อดัดแปลงเป็นเก้าอี้นั่ง ซึ่งบางรุ่นยังสามารถโยกได้ด้วย เมื่อพ่นสี เคลือบสี และติดตั้งส่วนประกอบอื่นๆ เข้าไป ก็จะกลายเป็นเก้าอี้ถังน้ำมันที่แสนเท่ แถมการลงมือทำเองยังช่วยประหยัดเงินไปได้ตั้งเยอะ จากที่ต้องซื้อมาในราคาชุดละ 1 หมื่นบาท ก็เหลือแค่ไม่กี่พันบาท ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นขาประจำที่ต้องการมุมพักผ่อนแบบส่วนตัว หรือพูดคุยกันแบบสบายๆ เพราะในเบื้องต้นจะมีแค่ 8 โต๊ะเท่านั้น

สำหรับเครื่องดื่มจะเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ในราคามิตรภาพตั้งแต่ 35-45 บาท ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชานม ชาเขียว ชาดำ ชามะนาว โกโก้ นมเผือก นมเมลอน นมสดมนิลา นมสดคาราเมล น้ำผลไม้ สมูทตี้ อิตาเลียนโซดา รวมทั้งหวานเย็นโบราณแท่งละ 15 บาท ซึ่งหารับประทานได้ยากแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะกาแฟที่จะสั่งตรงมาจากดอยอ่างขาง จึงมีรสชาติเข้มข้นเป็นที่ติดอกติดใจของนักดื่มที่จะแวะเวียนกันมาตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ของทุกวัน ค๊อฟฟ่ี แท๊งก์ โทร. 06-2974-6455

 

ความสุขไม่มีข้อแม้ @ แบด เทสต์ คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513667

ความสุขไม่มีข้อแม้ @ แบด เทสต์ คาเฟ่

อีกนัยหนึ่งเขากำลังบอกกับเราว่า แบด เทสต์ คาเฟ่ คือคุณจะมีรสนิยมยังไงก็ได้ ไม่ว่าจะแต่งตัวเลิศหรู หรือว่ากางเกงขาสั้นลากรองเท้าแตะสบายๆ ก็สามารถมาหาความสุขและนั่งชิลกันได้ที่นี่ เรียกว่าความสุขแบบไม่มีข้อแม้ ขอให้มาเถอะ

แบด เทสต์ คาเฟ่ (Bad Taste Cafe) ฟังชื่อครั้งแรกแล้วรู้สึกหวาดเสียว แต่พอหนุ่มโดม หนึ่งในหุ้นส่วนบอกเล่าให้ฟังอย่างกระจ่างจึงเข้าใจว่าเป็นชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผู้กำกับหนังอินดี้ของฝั่งตะวันตกคนหนึ่งที่เขาชื่นชอบ อย่าง จอห์น วอเตอร์ ที่มักใช้คำจำกัดความหนังของเขาว่า Bad Taste กับ Bad it’s Good หรือไม่ก็ Bad it’s Bad ที่ฟังดูสะดุดหู และหนังของเขาก็มักสะดุดใจ

บรรดาหนุ่มๆ เจ้าของร้านเขาจะรับรองด้วยความเต็มใจ พวกเขายังจำกัดความให้บาร์เล็กๆ แห่งนี้เอาไว้ว่าเป็นสไตล์ Vaporwave Bar คือร้านลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมการท่องอินเทอร์เน็ตในสไตล์ Vaporwave ตั้งแต่การตกแต่งที่ได้รูปล้อเลียนอันสนุกสนานมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งมองไปทางไหนเราก็จะแลเห็นภาพเหล่านั้นโชว์หราอยู่เต็มฝาผนัง

การตกแต่งในสไตล์อยากวางอะไรไว้ตรงไหนก็วาง อย่าง ทีวีจอเสีย รูปปั้นยุคกรีก หรืออยากจะเปิดไฟนีออนที่ปรับเปลี่ยนสีไปตามวัน ไฟดิสโก้ก็โอเค หรือใครอยากจะเพนต์กระจกก็หยิบปากกามาละเลงกันได้เลย ทั้งโต๊ะ ทั้งเก้าอี้ ก็แล้วแต่เจ้าของร้านเขาจะหามาวางกัน ชอบแบบไหน มุมไหน ก็นั่งกันได้เลย

 

 

 

ไม่เว้นแม้กระทั่งทั้งเรื่องของดนตรีและภาพยนตร์ ที่บาร์แห่งนี้เขาก็จะเน้นเป็นแนวอินดี้ ที่ขับกล่อมกันทุกค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ Vaporwave เร็กเก้ ฮิปฮอป ร็อกยุคทศวรรษ 1990 ฝั่งอังกฤษ แล้วก็เพลงป๊อปคลาสสิกอย่าง เดอะบีเทิลส์ สลับกับดีเจที่จะมาเพิ่มความสำราญในแบบของพวกเขา ในทุกค่ำคืนวันศุกร์กับเสาร์

ในเรื่องของภาพยนตร์ก็จะหยิบเอาหนังอินดี้มาฉายกับจอโปรเจกเตอร์บนผนัง ซึ่งโปรแกรมการฉายก็ต้องสอบถามกับเจ้าของร้านเอง เหมือนกันดนตรีที่จะมีดีเจมืออินดี้มาขยับบีทกล่อมคุณอีกทางหนึ่งด้วยนะครับ

 

 

 

 

มาบาร์แห่งนี้หลักๆ ได้ฟังเพลง ดูหนัง ยังเป็นโลกของคนรักเบียร์ ที่พร้อมเสิร์ฟโลคอลและคราฟท์เบียร์ทั้งไทยและเทศ ตั้งแต่ เบียร์ Saison อย่าง Hurtser และ Stout ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่น้ำเจ้าพระยาของ Changwon Express ไปจนถึงเบียร์นำเข้าอีกหลายแบรนด์

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสนุกด้วยค็อกเทลสีสวย หลากดีกรี ฝีมือบาร์เทนเดอร์หนุ่มเจ้าของร้าน ที่ได้ไปฝึกปรือกับบาร์เทนเดอร์มืออาชีพจนฝีมือฉมัง และพร้อมจะเสกสรรแก้วพิเศษให้คุณๆ ได้ลิ้มลองทั้งแบบคลาสสิกและซิกเนเจอร์ ที่หาดื่มที่ไหนไม่ได้นะจะบอกให้

 

 

 

แก้วแรกค่ำนี้เราดื่ม Bad Drink ที่หนุ่มโดมเพิ่งปรุงให้สดๆ วันนี้ และตั้งชื่อสดๆ ด้วยในคราวเดียวกัน โดยมีพระเอกอย่าง แอบซินธ์ น้ำแอปเปิ้ล ใบสะระแหน่ รสชาติเป็นอย่างไรต้องไปลองเอง ต่อด้วยโมจิโต้ รัม น้ำมะนาว น้ำเชื่อม ใบสะระแหน่ ท็อปด้วยโซดา ตบท้ายด้วย จินโทนิค ที่คล้ายๆ จะเหมือนกับจินโทนิคทั่วไป แต่พิเศษตรงที่เพิ่มเม็ดพริกไทยจูปิเตอร์ลงไป เพื่อสร้างกลิ่นและรสชาติอันพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

 

 

 

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเมนูสนุกๆ ที่มีไม่กี่เมนูแต่รสชาติได้ใจอย่าง เฟรนช์ฟรายส์ทอด กับข้อไก่ที่หมักซอสหมูแดง รสชาติออกมาก็แปลกๆ หน่อย แต่ก็อร่อยเพลินไปอีกแบบ เอาเป็นว่าว่างเมื่อไหร่มาพบกัน ไม่ต้องมีพิธีรีตอง เพราะเรามันคนกันเอง ความสุขไม่มีข้อแม้จริงป่ะ อิอิ!!!

แบด เทสต์ คาเฟ่ อยู่ในซอยลาดพร้าว 21 เดินทางสะดวกด้วย MRT ลงสถานีลาดพร้าว ออกประตูอาคารจอดแล้วจร เปิดบริการวันพุธ-จันทร์ (ปิดวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 09-4290-3299, Facebook.com/badtastecafe 

 

สุดฟิน…ซูเปอร์พรีเมียมสุกี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513670

สุดฟิน...ซูเปอร์พรีเมียมสุกี้

ในชีวิตคนเรามักพลาดอะไรไปหลายอย่าง เช่น คาเอรุนั้นพลาดความอร่อยของ ยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ (You & I Suki Buffet) ไปถึง 7 สาขา (สาขาเมกาบางนา สาขาเดอะคริสตัล ราชพฤกษ์ สาขาเดอะวอล์ค เกษตร-
นวมินทร์ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต สาขาเดอะไนน์ พระราม 9 สาขาเดอะมอลล์ บางแค สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์) ค่าที่ว่าแต่ละแห่งล้วนไปจับจองพื้นที่อยู่แถวนอกเมือง คนย่านสุขุมวิทกว่าจะได้ฟินกับสุกี้แบบซูเปอร์ พรีเมียมกับเขาบ้าง ก็เมื่อไม่นานมานี้เอง

เปิดลิฟต์ชั้น 9 โซนเฮลิกซ์ไดนิ่ง ห้างดิ เอ็มควอเทียร์มา ก็เจอร้านยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ ตรงหน้าเลย ไม่ต้องวน ไม่ต้องหลง ไม่ต้องเดินกันให้งงเลยจ้า ถ้าเป็นไปได้แนะนำว่า ให้มาก่อนหรือหลังช่วงเวลาเที่ยง หรือมื้อดินเนอร์ปกติ เพราะว่าคนจะเยอะ คิวจะยาว แต่ถ้ามีความอดทนเพื่อการรับประทานสูงก็ไม่เป็นไรค่า

สำหรับร้านยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ ที่เสิร์ฟสุกี้ระดับพรีเมียม หลายๆ คนอาจจะเคยไปลิ้มลองตามสาขาก่อนหน้านี้มาบ้างแล้ว อาหารที่มีตำนานความเป็นมาจากต้นตำรับอาหารจีน ด้วยสูตรน้ำซุปพิเศษต้นตำรับอาหารจีน อย่าง น้ำซุปหูฉลาม รวมทั้งน้ำซุปเสฉวนที่มาพร้อมเครื่องเทศยาจีนต้นตำรับสุดร้อนแรง นอกจากนี้ ยังมีการผสมผสานเข้ากับความเป็นไทย เป็นน้ำซุปต้มยำหม่าล่า แล้วยังมีการสร้างสรรค์น้ำซุปสูตรพิเศษ จากแรงบันดาลใจของอาหารไทยยอดนิยมในระดับโลก นั่นคือ น้ำซุปต้มยำมันกุ้งน้ำข้น ที่แซ่บไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ยังมีน้ำซุปสูตรพิเศษอื่นๆ ได้แก่ น้ำซุปต้มยำน้ำใส น้ำซุปกระดูกหมู น้ำซุปชาบู และน้ำซุปน้ำดำสไตล์ญี่ปุ่น กลายเป็นความอร่อยแบบตะวันออกของน้ำซุปทั้ง 8 แบบ 3 สไตล์ด้วยกัน ขณะที่น้ำจิ้มนั้นมีให้เลือกถึง 5 แบบ คือ น้ำจิ้มสุกี้แบบกวางตุ้ง รสกลมกล่อม ไม่เผ็ด น้ำจิ้มยู แอนด์ ไอ สูตรลับเฉพาะ รสชาติเผ็ดร้อน น้ำจิ้มสไตล์ไต้หวัน ออกแนวเปรี้ยวๆ หวานๆ น้ำจิ้มซีฟู้ด รสเด็ดเผ็ดเปรี้ยว แล้วก็ น้ำจิ้มงาขาวเซี่ยงไฮ้ รสชาติกลมกล่อม หวาน มัน

นอกเหนือจากน้ำซุปและน้ำจิ้มที่มีให้เลือกมากมายแล้ว ความพรีเมียมของยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ ยังอยู่ที่การได้อิ่มอร่อยแบบหม้อใครหม้อมัน ทีนี้ก็เลือกได้ตามใจว่าใครอยากจะกินน้ำซุปแบบไหน ใครไม่กินหมู ไม่กินเนื้อวัว ไม่กินกุ้ง จะได้ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ ที่จะต้องจิ้มต้องจุ่มสิ่งที่เราไม่รับประทานในหม้อเดียวกับคนอื่น

พอเลือกที่นั่งได้แล้ว ในแต่ละโต๊ะจะต้องเลือกบุฟเฟ่ต์เซตที่จะรับประทาน โดยสำหรับ 7 สาขาก่อนหน้านี้ จะมีสุกี้บุฟเฟ่ต์ 2 ราคาให้เลือก นั่นคือ Standard Buffet (ราคาท่านละ 498 บาทถ้วน) และ Premium Buffet (ท่านละ 698 บาทถ้วน) พิเศษสำหรับสาขาที่ 8 ดิ เอ็มควอเทียร์ เพิ่มบริการ Super Premium Buffet (ท่านละ 798 บาทถ้วน) ซึ่งเขาสงวนสิทธิไว้ว่า นั่งโต๊ะเดียวกันก็ต้องเลือกบุฟเฟ่ต์เซตเดียวกันนะจ๊ะ แยกได้เฉพาะหม้อซุป และน้ำจิ้มเท่านั้น

สำหรับคนที่เลือกรับประทาน Standard Buffet สามารถเลือกน้ำซุปที่ชื่นชอบได้ 1 ชนิด มาพร้อมหมูคุโรบูตะแบบไม่อั้น ทั้งเบคอน สันคอหมู สันนอกหมู และยังมีเนื้อโมโมะ เนื้อเสือร้องไห้ ที่คัดสรรอย่างดี เพื่อความสดใหม่

ด้าน Premium Buffet จัดเซตไว้เอาใจสายเนื้อ นอกจากทุกสิ่งที่มีใน Standard Buffet แล้ว ยังมีบุฟเฟ่ต์สุกี้ชาบูเนื้อคุณภาพนำเข้า ไม่ว่าจะเป็น เนื้อแองกัส เนื้อวางุ เนื้อใบพายนอก เนื้อแกะ ปลาแซลมอน ปลาบัตเตอร์ฟิช หมูคุโรบุตะ กุ้งสด กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เบคอน สันคอหมูดำสันนอกหมู ฯลฯ ที่สำคัญ น้ำซุปจะมาในหม้อแบบ 2 ช่อง ให้เลือกชิมได้ 2 น้ำซุป แถมพกด้วยมันกุ้งเติมไม่อั้น สำหรับคนที่เลือกกินน้ำซุปต้มยำมันกุ้งน้ำข้น

มาถึง Super Premium Buffet ที่จัดมาให้สาวกที่รักอาหารทะเลได้ฟินกันโดยเฉพาะ นอกเหนือจากการผนวกเอาเซต Standard Buffet และ Premium Buffet เข้าด้วยกันแล้ว ยังเพิ่มกุ้งแชบ๊วยทะเล หอยนางรมนำเข้า หอยเชลล์ และซูเปอร์ซีฟู้ดมากมายไม่อั้น และแน่นอนว่า น้ำซุปจะมาในหม้อแบบ 2 ช่อง ให้เลือกชิมได้ 2 ชนิดน้ำซุปเช่นกัน

บุฟเฟ่ต์ทุกเซต รวมกุ้งสด หอยนางรม ปลาหมึกกรอบ ลูกชิ้นชีสลาวา ลูกชิ้นไข่ปลาคริสตัล ลูกชิ้นกุ้งทอด และอีกสารพัดลูกชิ้น กว่า 50-60 รายการ (ลุกไปตักเองที่ซุ้ม) รวมถึงไอศกรีมเจลาโต จากอิตาลี ไอศกรีมโฮมเมดของยู แอนด์ ไอ ไอศกรีมฮาเก้น-ดาส (Haagen-Dazs) แล้วยังมีไอศกรีมพรีเมียมจากบอสตัน อย่าง อีแมค แอนด์ โบลิโอส์ (Emack & Bolio’s) ด้วย ของหวานแบบน้ำแข็งไสเขาก็มีให้เลือกตัก หรือใครอยากจะโชว์ฝีมือทำเครปด้วยตัวเอง เขาก็มีอุปกรณ์ให้สนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่

ยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ ยังมีลูกเล่นที่เครื่องดื่ม โดยที่โต๊ะนั่งจะมีแก้วพลาสติกพะยี่ห้อร้าน และข้อความบอกให้เอาแก้วนี้กลับบ้านไปด้วยใด้คนละแก้ว ซึ่งนอกจากเครื่องดื่มมีบริการมากกว่า 10 รายการ เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำผึ้งมะนาว น้ำชาจีน พันช์ ชานมไข่มุก ฯลฯ ที่รวมอยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ทั้งหมดแล้ว หลังอิ่มหนำสำราญกับสุกี้ชาบูระดับพรีเมียมเสร็จเรียบร้อย แต่ละท่านยังสามารถเติมเครื่องดื่มที่ชื่นชอบให้เต็มแก้ว กลับไปกินต่อที่บ้าน หรือที่ทำงานกันได้อีกด้วย

ร้านที่ดิ เอ็มควอเทียร์ ตกแต่งแบบเก๋ไก๋ดูสบายตา ผนังด้านหนึ่งกรุโมเสกสีเข้มแบบเงาวาว แลดูระยิบระยับหรูหรายามต้องแสงไฟ อีกด้านตกแต่งสไตล์ลอฟต์ ดูสบายๆ ผนังสีดำประดับด้วยตัวอักษรที่เป็นคำคมฝรั่งแบบในคาเฟ่ฝั่งตะวันตก เครื่องประดับรูปก้อนเมฆสไตล์ภาพวาดจีนอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ ก็ตามมาประดับประดาไว้ที่ร้านนี้

ถ้ามาแล้วมันละลานตาไปหมด จนงงว่าจะเลือกน้ำซุปหรือน้ำจิ้มแบบไหนยังไงดี ในเมนูมีไกด์ว่า คนที่ชอบกินเนื้อชนิดไหน รสชาติน้ำซุปหรือน้ำจิ้มอะไรจะเข้ากันได้ดี แต่แนะนำคนที่มาเป็นครั้งแรกให้เลือกชิมแบบ Super Premium Buffet พร้อมน้ำซุปซิกเนเจอร์ อย่างน้ำซุปหูฉลาม ที่ยิ่งลวกนู่นลวกนี่ลงไปยิ่งเพิ่มความหวานอร่อย ส่วนคนที่ชอบความเผ็ด น้ำซุปแบบเสฉวนกับน้ำซุปต้มยำหม่าล่า รับรองถึงอกถึงใจแน่นอน หรือถ้าชอบเผ็ดแบบพอหอมปากหอมคอ ก็น้ำซุปต้มยำมันกุ้งน้ำข้นเลยจ้า…

พิเศษ อีกอย่าง พริก กระเทียม ต้นหอม หรือชีส สำหรับเพิ่มความอร่อยให้น้ำจิ้มและน้ำซุปทั้งหลาย ก็เติมได้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องจ่ายเพิ่มจากเซตบุฟเฟ่ต์ที่เราเลือกอีกเลย

ไปฟินกันได้ที่ ยู แอนด์ ไอ สุกี้ บุฟเฟ่ต์ ชั้น 9 โซนเฮลิกซ์ไดนิ่ง ดิ เอ็มควอเทียร์ โทร. 02-003-6399 หรือเข้าไปดูเมนูกันก่อนที่ http://www.youandisuki.co.th &O5532;

 

ศิลปะ อาหาร และโรงละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513660

ศิลปะ อาหาร และโรงละคร

ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ เป็นส่วนหนึ่งของ เกษร ฟู้ด วิลเลจ ตามความตั้งใจที่จะเติมเต็มการใช้ชีวิตแบบเออร์บันที่เปี่ยมด้วยแพชชั่น เพื่อมอบประสบการณ์กินดื่มที่มีสีสัน สำหรับ ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ เป็นวิสกี้บาร์ที่ให้กรุ่นกลิ่นอายศิลปะ ด้วยมีงานศิลป์ตกแต่งพื้นที่ ทั้งยังมีส่วนที่ทำเป็นแกลเลอรี่สำหรับแสดงนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน ทุกๆ 1 เดือนจะมีงานศิลปะชุดใหม่ๆ มาให้ได้ชม ที่นี่เป็นพื้นที่นัดพบสังสรรค์ กินดื่ม รายล้อมด้วยศิลปะ เป็นร้านของกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือผู้ดูแลกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในเครือวอเทอร์ไลบรารี ในส่วนของงานศิลป์ก็ได้บรรณาธิการของนิตยสารศิลปะมาช่วยคัดสรรผลงานศิลปะรูปแบบต่างๆ จัดแสดงภายในพื้นที่ด้วยตนเอง

ด้วยอาหารมื้อนั้นทำให้เราเข้าใจคำพูดที่ว่า “อาหาร คือ ศิลปะ ซึ่งทำให้เราอิ่มตาอิ่มใจ และอิ่มท้อง” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นการได้กินดื่มในบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยศิลปะที่งดงาม ณ “ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ” ก็ช่วยเปิดประสบการณ์และสร้างความประทับใจอย่างมาก

 

 

 

ระหว่างนี้มีนิทรรศการ “ครู” โดย ยุทธนา พงศ์ผาสุก และนภัทร นานาชิน จัดแสดงไปจนถึงวันที่ 28 ก.ย. ขณะที่ภายในบริเวณร้านยังติดตั้งผลงานศิลปะอีกหลากหลายชิ้น เช่น ประติมากรรมไฟเบอร์กลาสสูงกว่า 300 ซม. ของ สุธี คุณาวิชยานนท์ ในชื่อว่า “ทหาร (เอกราช)” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย ในยุคที่ทหารเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยนำคำทั้งหมด 6 คำจากหลัก 6 ประการโดยคณะราษฎรมาใช้เป็นแนวความคิดหลักในการสร้างผลงาน ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 6 ตัวด้วยกัน นอกจากนี้ภายในยังตกแต่งด้วยงานศิลปะหลากหลายรูปแบบกระจายตัวกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ในห้องซิการ์เลานจ์มีภาพวาดของ อลงกรณ์ หล่อวัฒนา รวมทั้งงานชื่อ Light Art โดย กฤช งามสม งานวิดีโออาร์ตของสาครินทร์ เครืออ่อน ฯลฯ ให้ได้ดื่มด่ำ

พื้นที่ของร้านสามารถจัดกิจกรรม ประชุม งานเลี้ยงส่วนตัว ฯลฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ ก็จัดให้มีงานเชฟส์เทเบิ้ล ซึ่งนับเป็นงานแรกของทางเกษร วิลเลจ โดยธีมของการจัดงานนั้นก็เข้ากับคอนเซ็ปต์ของพื้นที่อย่างยิ่ง ใช้ชื่องานว่า “Gaysorn Village Chef’s Table X Pinto New York” ซึ่งลูกค้าผู้ชื่นชอบรับประทานอาหารอร่อยก็จองที่นั่งมาจนเต็มทั้ง 3 รอบ

 

 

 

“ร้านอาหารเปรียบเสมือนโรงละครเล็กๆ ที่ผมจะใช้สร้างสรรค์โชว์…” เชฟโย-ธีรวงค์ นันทวัฒน์ศิริ เจ้าของร้าน ปิ่นโต จากนิวยอร์ก ผู้มาเปิดประสบการณ์การดื่มกินครั้งนี้กล่าว สำหรับเชฟโยเขาเป็นผู้ที่สนใจและหลงใหลในศิลปะละครเวทีก่อนจะกลายเป็นเชฟ และในค่ำคืนนั้นเขาก็ได้นำสองสิ่งคือ ละครเวทีและอาหารมาผสมผสานกัน เชฟหนุ่มยังบอกอีกว่า สูตรอาหารนั้นก็เหมือนกับบทละคร ส่วนการคัดเลือกนักแสดงก็เปรียบเหมือนกับการสรรหาวัตถุดิบส่วนผสมมาปรุงแต่ละเมนูนั่นเอง

อาหารทั้ง 8 คอร์สที่เชฟโยสร้างสรรค์โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 8 ย่านในมหานครนิวยอร์ก เริ่มต้นที่เขต โคลัมบัส เซอร์เคิล ซึ่งเป็นย่านที่ร้านปิ่นโตตั้งอยู่กับ Salmon Cornet มูสแซลมอนรมควันผสมผสานกับสมุนไพรไทย เสิร์ฟในโคนทำมือ เป็นอาหารที่เชฟโยพัฒนามาจากอาหารของเพอเซในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นร้านของอาจารย์ของเขา จานนี้เสิร์ฟกับค็อกเทลชื่อไทยสบาย

 

 

 

แล้วไปต่อกันที่ อัปเปอร์ อีสต์ ไซด์-Caviar Coconut Sabayon อาหารสำหรับย่านไฮโซอย่างนี้ก็ต้องมีคาเวียร์ ซึ่งไปกันได้ดีกับความกลมกล่อมนวลเนียนนุ่มของมะพร้าวและกะทิ มาถึงย่านการเงินอย่างวอลสตรีท เชฟโยนำเสนอรสชาติเข้มข้นของ Tartar ซึ่งปรุงจากเนื้อแดงของทูน่า คลุกเคล้าสมุนไพรไทย พร้อมด้วยเดรสซิ่งที่มีน้ำมะนาวเป็นส่วนผสม ทั้งยังมีข้าวคั่วและไข่นกกระทาดิบ ชิมแล้วทุกคนก็เงยหน้ามองกันแล้วบอก “ลาบ… นี่นา”

เข้าสู่เขตบรูกลินก็มี Lobster Roll ขนมปังบริยอชมีไส้เป็นล็อบสเตอร์ต้มน้ำและข้าวโพดปิ้ง ล็อบสเตอร์โรลเป็นคอมฟอร์ตฟู้ดของนิวยอร์ก ซึ่งเชฟโยอยากนำมาเสิร์ฟในกรุงเทพฯ ขณะที่อีสต์ วิลเลจ มากับ Uni and Truffle เป็นข้าวริซอตโตเสิร์ฟกับอุนิ หรือไข่หอยเม่นสดและทรัฟเฟิล จานนี้มีกลิ่นอายญี่ปุ่น เพราะอีสต์ วิลเลจ นี้เป็นย่านของคนหนุ่มสาวหลากหลายเชื้อชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น

จากนั้นจึงเข้าสู่โซโห ย่านศิลปินที่อยู่ติดกับไชน่าทาวน์ เชฟจึงผสมผสาน 2 วัฒนธรรมก่อนนำเสิร์ฟ Smoked Thai Tea Duck Breast ซึ่งก็คืออกเป็ดรมควันชาไทยราดซอสสไปซี่โทเมโทและผักสด ซึ่งเชฟหิ้วมาเองจากนิวยอร์ก ส่วนแฟลตไอออน หรือ โลเวอร์ อีสต์ ไซด์ เป็นชีสแบบแฮนด์เมดจากร้านดังในแฟลตไอออน แมนฮัตตัน เสิร์ฟคู่กับผลไม้ไทย ปิดท้ายที่ย่านฮิปสำหรับการปาร์ตี้และเฉลิมฉลอง คือ มีตแพ็กกิ้ง ดิสทริค มากับของหวาน Sala Gin Tonic Tart ทาร์ตผลไม้ไทยและยิน

 

 

 

อาหารทั้ง 8 จานแพร์ริ่งกับไวน์และค็อกเทล ระหว่างรับประทานก็มีแสง สี เสียง และการแสดงจากแดนเซอร์มืออาชีพ โดย ครูอู๋-เปรมจิตต์ อำนรรฆมณี นับเป็นมื้ออาหารที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ ทำให้เราอิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มท้องได้จริงๆ

ใครติดใจอาหารของเชฟโยก็สามารถตามไปชิมได้ที่นิวยอร์ก ปิ่นโตเป็นร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่เชฟโยเน้นในเรื่องการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อปรุงอาหารตามสูตรดั้งเดิม เพิ่มเติมคือ “Twist” หรือ “บิด” บางอย่าง บางจานนั้นมองดูอาจจะไม่เห็นว่าเป็นอาหารไทยตรงไหน แต่พอได้ชิมแล้วก็พบว่านี่ไงไทยจริงๆ ปิ่นโตมี 2 สาขาที่นิวยอร์ก ใครอยากลองไปชิมที่ร้านก็หาข้อมูลได้ ที่ pintonyc.com หรือจะจองโต๊ะผ่านทางเกษร วิลเลจ โทร. 02-656-1149 ก็ได้ หรืออยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศวิสกี้บาร์กรุ่นกลิ่นงานศิลป์ก็แวะไปที่ ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ของเกษร วิลเลจ facebook.com/duke.gaysorn หรือโทร. 09-4647-8888

หลังจากงานเชฟส์เทเบิ้ลครั้งนี้แล้ว ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ ยังคงมีศิลปะ อาหาร เครื่องดื่ม และอื่นๆ ให้ได้ลิ้มชิมรสชาติเป็นการเปิดประสบการณ์หลากหลายด้านพร้อมกันในสถานที่เดียว หลายคนที่เคยไปเยือนดุ๊กมาแล้ว ต่างก็บอกว่าไปมากี่ครั้งก็ให้ความรู้สึกและอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป