ฮองมิน ต้นตำรับอาหารจีนกวางตุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512348

ฮองมิน ต้นตำรับอาหารจีนกวางตุ้ง

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ เบญจพล อมรเจียรศักดิ์

ประเทศไทยของเรานั้นดีนักหนา เรื่องอาหารการกินนั้นมีมากมายหลากหลาย ตั้งแต่ราคาถูกไปยังแพง ตั้งแต่ริมถนน ตึกแถว จนถึงห้างสรรพสินค้า ครบครันทั้งอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง เรียกว่ารับประทานกันทั้งเดือนก็ยังมีให้เลือกไม่ซ้ำกัน วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องภัตตาคารอาหารจีน ก็ยังมีจีนแต้จิ๋ว จีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนแคะ

 

หากอยากเปลี่ยนรสชาติมารับประทานอาหารจีน วันนี้มีร้านอาหารจีนสไตล์จีนฮ่องกง หรือแบบจีนกวางตุ้งนั่นเอง ร้าน ฮองมิน สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เปิดมานานกว่า 20 ปี สุรเชษฐ์ เรืองศรีศักดิกุล-เชฟตาม เล่าว่าสาขานี้เป็นสาขาที่เปิดมานานในยุคแรกๆ ของฮองมินที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า กลุ่มลูกค้านั้นเป็นกลุ่มครอบครัว คือตั้งแต่หนูน้อยวัย 7-8 ขวบ ที่มากับคุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงรุ่นคุณตาคุณยายวัย 70 กว่า

เมนูเด็ดของที่ร้านก็มีหลากหลาย โดยเฉพาะชุดติ่มซำนั้นมีให้เลือกกว่า 36 ชนิด และที่เป็นไฮไลต์ของชุดติ่มซำก็คือเผือกทอดไส้หมูแดง ที่ลูกค้าชอบมากๆ หลังจากที่เข้าไปรับประทาน จะมีชุดเวลคัมดริงค์ เป็นออร์เดิร์ฟแรกก็คือชุดชาจีน (ชาหอมหมื่นลี้) กับถั่วตัด ตามด้วยชุดติ่มซำที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งขนมจีบกุ้ง จีบปู ฮะเก๋า กุยช่าย หมูสับไข่เค็ม กุ้งราดซอสมะนาว กุ้งราดซอสผงกะหรี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และซาลาเปาต่างๆ

เมนูนำเสนอในวันนี้ก็คือหัวปลาต้มเผือก ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว โดยเป็นหัวปลาจีนไปตุ๋นกับเผือกจนได้เนื้อเผือกเหนียวนุ่มหวานมัน ซดน้ำร้อนหอมชื่นใจ เพราะการนำเผือกไปนึ่งจนสุกแล้วนำไปทอด จนเนื้อเผือกนุ่ม ทั้งหวานและมัน ตามด้วยหมูหมี่ผัดฮ่องกง ใส่กุ้ง หมึกสด หมึกแห้ง แฮม หมูแดง

 

ที่เป็นไฮไลต์เด็ดอีกอย่างก็คือเป็ดปักกิ่ง ที่สามารถสั่งได้เพียงครึ่งตัวหากคุณมากันเพียง 2 คนเกรงว่ารับประทานไม่หมด โดยเนื้อเป็ดสามารถนำไปผัดพริกไทยดำ ทอดกระเทียมพริกไทย หรือผัดเกี้ยมฉ่าย เพราะที่ร้านนี้มีอาหาร 3 ขนาดให้เลือกคือ ชุดเล็ก ชุดกลาง และชุดใหญ่ สามารถเลือกได้ตาม ขนาดที่ลูกค้าต้องการ ตามด้วยปูผัดผงกะหรี่ ที่นี่ใช้ปูทะเลซึ่งมีเนื้อหนาแน่นกว่าปูม้า ซึ่ง ขณะนี้กำลังมีโปรโมชั่น 3 ตัวในราคา 899 บาท

สำหรับของหวานมีบัวลอยน้ำขิง แปะก๊วยร้อนเย็น แปะก๊วยนมสด เต้าทึงร้อนเย็น เผือกทอด สาคูแคนตาลูป จุที่นั่งได้ 125 ที่นั่ง มีโต๊ะใหญ่ 10 ที่นั่งแบบโต๊ะจีนสำหรับครอบครัวใหญ่ 3 ชุด วันธรรมดาร้านเปิด 11.00-21.30 น. วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ 10.00-21.30 น. ถ้ามาครอบครัวใหญ่สำรองที่นั่งได้ที่ 02-884-9688

 

กาแฟนี้ที่บ้าน เป็ดอบกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 17:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512346

กาแฟนี้ที่บ้าน เป็ดอบกาแฟ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

เขียนเรื่องเครื่องดื่มและขนมเกี่ยวกับกาแฟมาหลายตอน ถ้าฉบับนี้ผู้เขียนอยากนำคุณผู้อ่านเข้าสู่การทำอาหารโดยมีกาแฟเป็นเครื่องชูรสบ้าง มันจะฟังดูพิลึกไปไหม?

เคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งซึ่งถือเป็นคู่มือที่ดีสำหรับเชฟชั้นนำทั่วโลก ผู้เขียนซื้อตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนโรงเรียนสอนทำอาหาร เพราะใครๆ ต่างพูดถึงเนื้อหาในหนังสือโดยทั้งเล่มมีสูตรอาหารน้อยมาก เป็นการรวบรวมกลุ่มของวัตถุดิบที่เข้ากันเป็นหมวดๆ ไว้ ถือเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่รวบรวมเอาข้อมูลพวกนี้ ทำให้กลายเป็นหนังสือโด่งดัง เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้วเกิดปรากฏการณ์ที่โลกของอาหารเปิดประตูแต่ละวัฒนธรรม จับเอาวัตถุดิบจากชาติหนึ่งมาสู่อีกชาติหนึ่ง ผสมผสานผิดบ้างถูกบ้าง แต่ถือเป็นยุคที่เกิดความหลากหลายทางอาหารสูงสุดยุคหนึ่งก็ว่าได้ หนึ่งในนั้นเราอาจรู้จักกันในชื่อของ Fusion อันที่จริงแล้วคำนี้ถือว่าตกไปในยุคนี้ แต่มันคือความจริง เพราะเทียบแล้วเป็นการหลอมรวมเอาความหลากหลายของวัตถุดิบจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน

หนังสือเล่มที่ว่านี้เขาช่วยให้เชฟมี ไอเดียในการผสมผสานมากขึ้น เพราะเป็นการแนะนำหรือเป็น Guideline กลุ่มเครื่องปรุง เช่น ไก่เหมาะสำหรับเครื่องเทศอะไรบ้าง หรือขิงเข้ากับวัตถุใดในอาหารบ้าง แม้กระทั่งวัตถุดิบที่น่าสนใจอย่างวานิลลาที่ใครจะรู้ว่าเข้ากันได้ดีกับเนื้อหมู หรือ ช็อกโกแลตสามารถจับคู่ Pairing รสชาติกับพริกเผ็ดๆ ได้อย่างลงตัวแบบไม่น่าเชื่อ เรียกว่าถ้าเราเป็นเชฟในสมัยนั้น มีหนังสือเล่มนี้ก็สามารถสร้างสรรค์อาหารแปลกที่จะสะดุดลิ้นคนกิน

ผู้เขียนเปิดไปดูหมวดกาแฟ พบว่ากาแฟเข้ากับหลายสิ่งหลายอย่าง หลายๆ การจับคู่เราคุ้นเคยกันในวัฒนธรรมเรา บางอย่างแปลกมากแต่ก็ยังเข้ากันได้ ยกตัวอย่างการจับคู่กาแฟกับเครื่องเทศต่างๆ ของชาวอาหรับ ของ Arabic Coffee ที่หอมกลิ่นลูกกระวานฟุ้งทันทีที่ซดกาแฟร้อนเข้าปาก ไปจนถึงการจับคู่กาแฟกับกะทิที่ชาวต่างชาติอาจจะงง แต่เรามีตั้งแต่โบราณยกตัวอย่างทอฟฟี่กะทิที่แม่ค้าบางเจ้าแอบเหยาะกาแฟสำเร็จรูปลงไปเพื่อสร้างเสน่ห์อย่างไรเล่า

อเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีแหล่งปลูกกาแฟชั้นดี เชื่อว่ามันน่าจะเกิดขึ้นจากกาแฟที่เหลือก้นกาต้ม แล้วคุณแม่บ้านแอบสาดลงไปในสูตรอาหารที่ตนเองกำลังปรุงอยู่ เราจึงเห็นสูตร Mole หรือซอสบางชนิดมีส่วนผสมของกาแฟอยู่หลายอย่าง เรียกว่าเครื่องเทศแน่นๆ ในเครื่องปรุงอาจทำให้เราไม่รู้เลยว่าแอบเติมกาแฟลงไป แต่เมื่อขาดกาแฟไปนี่สิ กลายเป็นว่ารสชาติกลับเพี้ยนไปได้

 

อเมริกันเขามี Red-Eye Steak ที่ขายตามร้าน Diner’s แถวรัฐคาวบอยที่บริโภคเนื้อวัวเยอะๆ จี่เนื้อเสร็จแล้วเอาขึ้นมาจากนั้นทำ Gravy ง่ายๆ กับพริกไทยดำและกาแฟดำ นัยว่าช่วยในการเบิ่งเนตรให้ตาสว่างหลังจากดื่มหนักมาทั้งคืน ไม่ได้พูดเล่นๆ เขามีจริงๆ นะคุณผู้อ่าน

ลองมาดูบ้านเรากันบ้างดีกว่า เคยคุ้นหูกับเป็ดอบกาแฟไหม ผู้เขียนเคยได้ยินกิตติศัพท์ความอร่อยของอกเป็ดอบกาแฟที่เขาว่ากันว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย ฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอนำเป็ดอบกาแฟของโครงการหลวงมาเป็นแรงบันดาลใจในการปรุง น่องเป็ดอบกาแฟ ในแบบของ Cookool กันบ้าง

กาแฟทำหน้าที่อะไรในสูตรนี้ และไม่เติมลงไปได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ ไม่ใส่กาแฟเลยก็ได้ แต่ถ้าได้ทดลองเติมกาแฟลงไป รับรองว่าจะได้อาหารจานใหม่ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ความพิเศษของกลิ่นกาแฟที่ช่วยให้เกิดความแตกต่างคือ ความ Nutty กลิ่นคล้ายๆ ถั่วคั่วที่เกิดจากการคั่วกาแฟจนหอมฟุ้ง ช่วยสร้างความซับซ้อนให้กับซอสที่จะเคี่ยวเป็ดมากขึ้น ที่สำคัญความขมน้อยๆ ของกาแฟเข้ากันได้ดีกับเนื้อเป็ดที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและมีความมัน ทำให้เกิดเป็นรสชาติเฉพาะตัวที่ต้องนับถือคนที่จับคู่เป็ดกับกาแฟเข้าด้วยกัน

สูตรนี้เปลี่ยนเป็นไก่ได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ เพราะเชื่อหรือไม่ว่าในหนังสือเล่มที่ผู้เขียนเกริ่นมาตั้งแต่แรกนั้น มีนักเคมีศึกษากลิ่นเขาวิเคราะห์มาแล้วว่า กลิ่นของกาแฟเข้ากับสัตว์ปีกได้ทุกชนิด ตั้งแต่เป็ด ไก่ ไปจนถึงนกพิราบที่ชาวฝรั่งเศสโปรดปราน ข้ามไปถึงนกเป็ดน้ำที่ชาวอิตาเลียนก็กิน

บางครั้งการจับคู่วัตถุดิบใหม่ๆ เข้าด้วยกัน มันน่าสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะเมื่ออาหารจานนั้นออกมาอร่อย เพราะมันเกิดเป็นความแปลกใหม่ที่เราไม่คุ้นลิ้น และกลายเป็นความประทับใจในที่สุด เพราะใครจะรู้ว่าเป็ดกับกาแฟจะเข้ากัน

 

รอว์ฟู้ด เมนูเพิ่มพลังชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510968

รอว์ฟู้ด เมนูเพิ่มพลังชีวิต

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม

ในยุคสมัยที่ผู้คนหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันยกใหญ่ เทรนด์ของอาหารการกินก็ปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับกระแสโดยคำนึงถึงสุขภาพดีเป็นหลัก หนึ่งในเทรนด์ดังที่ว่า คือ รอว์ฟู้ด (Raw food) อาหารที่สาวกคนรักสุขภาพทั่วโลกต่างเปิดใจยอมรับ แม้กระทั่งในหมู่ดาราฮอลลีวู้ด อย่าง ซูซาน ซาแรนดอน อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน ต่างก็หันมากินอาหารประเภทนี้กันอย่างสม่ำเสมอ และยังเป็นอาหารที่มีขายตามเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐ อย่าง ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ชิคาโก และลอสแองเจลิส อีกด้วย

รอว์ฟู้ด คือ เมนูเพิ่มพลังชีวิตที่ได้จากอาหารที่ทำจากผักสด ผลไม้สด ต้นอ่อนของ เมล็ดพืช และเมล็ดธัญพืช ซึ่งวัตถุดิบทั้งหมดจะไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งทางเคมีใดๆ และไม่มีแป้ง และน้ำตาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญจะใช้ความร้อนไม่เกิน 45 องศาเซลเซียสเท่านั้น เพื่อคงคุณค่าของเอนไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ของบรรดาวัตถุดิบเหล่านั้นเอาไว้นั่นเอง

อีกทั้งแหล่งวัตถุดิบที่นำมาใช้นั้นส่วนใหญ่ จะเป็นผักและผลไม้ออร์แกนิกเท่านั้น ที่สำคัญรสชาติทุกอย่างล้วนได้มาจากธรรมชาติ และที่สำคัญต้องเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อคงความเป็นธรรมชาติและปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแท้จริง

ด้วยเอนไซม์จากผัก ผลไม้ ที่นำมาทำแต่ละเมนูนั้นจะต้องคำนึงแล้วว่าต้องเหมาะสมสำหรับร่างกายของเรา สำหรับมนุษย์เรานักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ไว้ว่าเป็นสัตว์กินพืช ดังนั้น รอว์ฟู้ดจะช่วยล้างสารพิษ เพิ่มภูมิต้านทาน และ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง สายตา และระบบการย่อยอาหาร อีกทั้งยังจะทำให้ผิวพรรณสดใส รักษาสมดุลของน้ำหนัก และที่สำคัญเป็นอาหารที่ส่งผลต่ออารมณ์ทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย

เชื่อกันว่าเมนูรอว์ฟู้ดแต่ละเมนูหาก รับประทานเป็นประจำจะช่วยบำบัดโรค ทำให้ร่างกายห่างไกลจากโรค ยิ่งในปัจจุบันศาสตร์การรักษาโรคด้วยอาหารเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการรักษาโรคด้วยอาหารนั้น ต่างจากการรักษาโรคด้วยการใช้ยา ซึ่งเป็นการรักษาเฉพาะอาการเจ็บป่วยนั้นๆ แต่การรักษาโรคด้วยอาหารจะเป็นการสร้างสมดุลให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้ในระยะยาว แม้อาจจะไม่ได้ เห็นผลในทันที ทว่าหากคุณไม่ล้มเลิกความตั้งใจไปเสียก่อน คำว่าสุขภาพดีห่างไกลโรคย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เชฟอ๊อด-สุริศร์ พลับทอง รองเชฟใหญ่ของโรงแรม ธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและกีฬา จ.ภูเก็ต โรงแรมที่มุ่งเสริมสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักกีฬาทุกระดับ ในการเป็นสถานที่ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขันระดับโลก ให้ความสำคัญกับอาหารรอว์ฟู้ดอย่างมาก

“รอว์ฟู้ดเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับชีวิต รับประทานแล้วจะมีสุขภาพดี และด้วยเหตุผลที่ว่าทางโรงแรมของเราจะเน้นกีฬาและ ช่วยรักษาสุขภาพของผู้ที่มาพัก เราจึงเล็งเห็น ข้อดีของอาหารเฮลท์ตี้ฟู้ด รอว์ฟู้ด โดยได้ ผู้เชี่ยวชาญอาหารประเภทรอว์ฟู้ดจากออสเตรเลียมาอบรมและให้คำแนะนำ ซึ่งการจะทำเมนูรอว์ฟู้ดนั้นจะต้องได้มาจากพวกผัก ผลไม้ ประจำฤดูกาล โดยผ่านอุณหภูมิความร้อนแค่ 45 องศาเท่านั้น ซึ่งจะคล้ายกับอาหารมังสวิรัติ แต่ไม่ผ่านการปรุงรสแต่อย่างใด เต็มที่ก็แค่ใช้เกลือเท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่าจะดีต่อสุขภาพของเราแบบเต็มที่เลยครับ”

เชฟอ๊อด ยังกล่าวย้ำถึงคุณค่าของรอว์ฟู้ด ให้ฟังอีกว่าเป็นเมนูที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เป็นการปรับสมดุลให้กับร่างกาย แม้จะไม่เห็นผลในทันทีแต่รับรองได้เลยว่ามันจะค่อยๆ ดีขึ้น จากภายในสู่ภายนอกแน่นอน

เริ่มต้นสุขภาพดีด้วยซูกินีลาซานญ่า (Zucchini Lasagna) ซูกินี พืชผักกลุ่ม Summer Squash ซึ่งประกอบไปด้วย วิตามินเอ แมกนีเซียม โฟเลต โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้พืชกลุ่มนี้ยังมีกรดไขมันโอเมก้าสูง ซิงค์ ไนอาซิน และโปรตีนสูง

เริ่มต้นไล่เป็นชั้นเริ่มจากชั้นล่างซันดรายโปเตโต้ ต่อด้วยซูกินีสไลซ์ ราดด้วยซอสเพสโต ร็อกเก็ตสูตรเฉพาะทางร้าน ปรุงรสด้วยเกลือหิมาลายัน น้ำมะนาว และมายองเนสสด ท็อป ด้วยผักคะน้าซอย และตกแต่งจานด้วยมะเขือเทศ เชอร์รี่

เมนูถัดมาไจแอนต์มัชรูมเบอร์เกอร์ (Giant Mushroom Burger) เมนูนี้อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์จากวิตามินเอ ซี ดี บี6 วิตามินบีรวม แมกนีเซียม แมงกานีส และโพแทสเซียม

เริ่มต้นด้วยการใช้เห็ดหอมชิตาเกะอบแห้ง แล้วนำมาทำแป้ง ไส้เบอร์เกอร์ทำจากมันหวาน เมล็ดฟักทอง พริกจาลาปิโน และเกลือ นำมา คลุกเคล้ากัน ออนท็อปด้วยอโวคาโด ผิวส้ม แต่งด้วยผักอัลฟาฟ่า แล้วเสิร์ฟพร้อมด้วยผัก อบแห้ง

ต่อด้วยอโวคาโดเซวิเช่ (Avocado Ceviche) อโวคาโด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เต็มไปด้วยวิตามิน เคและโพแทสเซียม ซึ่งวิตามินทั้งคู่นี้มีประโยชน์ในการเสริมสร้างการไหลเวียนเลือดในร่างกาย

เริ่มด้วยการนำผักโขม คะน้าสับ อัลมอนด์สับ วอลนัตสับ แมกคาเดเมียสับ พร้อมด้วยน้ำมัน เมล็ดเฮ็ม น้ำมันแอปริคอต น้ำมะนาว ออร์แกนิก แครนเบอร์รี่แห้ง คลุกเคล้าจนเข้ากัน ปรุงรส ด้วยซอสมะนาว ตกแต่งด้วยอโวคาโดและมะเขือเทศ

เมนูนี้ก็น่าสนใจ ภูเก็ตแทงจี้สลัด (Phuket Tangy Salad) ทำจากทับทิมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและโพแทสเซียมสูง ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันและลดความดันโลหิต

เริ่มต้นด้วยการนำสับปะรด กะหล่ำปลี ซูกินี บีทรูท แครอต อโวคาโด หั่นสไลซ์แล้วนำมาคลุกเคล้ากัน นำไปวางบนจาน ตกแต่งด้วย อโวคาโด อัลฟาฟ่า และต้นอ่อนทานตะวัน ปรุงรสด้วยซอโชยุบรากก์ น้ำผึ้ง เกลือหิมาลายัน น้ำมะนาว และโคโคนัทเคอร์รี่ซอส นำไปราด จะให้รสชาติมันเค็มออกเปรี้ยวนิดๆ

ตบท้ายด้วยรอว์โอ๊ตพิซซ่า (Raw Oat Pizza) ที่มีเมล็ดแฟลกซ์ (ในขนมปัง) มีโอเมก้า 3 กรดไขมันจำเป็น ไขมันดีที่ส่งผลต่อสุขภาพของหัวใจ และช่วยขับฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่วนเกินในร่างกายอีกด้วย

เริ่มด้วยการนำเมล็ดแฟลกซ์มาตีให้เข้ากันนำไปอบด้วยอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะเป็นแผ่นนำมาตัด ใส่หน้าซึ่งมีด้วยกัน 6 หน้า ด้วยซูซินี แครอต ฟักทอง บีทรูท บักวีต และเมล็ดทานตะวัน

สัมผัสเมนูรอว์ฟู้ดได้ที่ห้องอาหารดิไวน์ (DiVine) โรงแรมธัญญปุระ รีสอร์ทสุขภาพและ กีฬา จ.ภูเก็ต เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.30- 22.30 น. โทร. 076-336-000 ต่อ 3512

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป่าปาก ทีเด็ดอยู่ที่น้ำพริกเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512208

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป่าปาก ทีเด็ดอยู่ที่น้ำพริกเผา

เรื่อง / ภาพ พี่เวส

ก๋วยเตี๋ยวเรือเป่าปาก ก๋วยเตี๋ยวเรือแฟรนไชส์ชื่อดังที่มีต้นตำรับจาก จ.อุตรดิตถ์ ที่ อ๊อฟ สาวเจ้าของร้านใจดีเล่าให้ฟังว่าไปติดอกติดใจในรสชาติเมื่อคราวที่ได้ไปกินกับเพื่อนที่ จ.กาญจนบุรี ถึงขั้นไปเรียนขั้นตอนการทำจากร้านต้นตำรับ ก่อนที่จะมาเปิดขายที่กลางซอยลาดพร้าว 101 ถึงวันนี้ก็เปิดมาเอาใจเกือบจะ 1 ปีแล้ว และจะเพิ่มสาขาที่ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ในวันพรุ่งนี้

ทีเด็ดอยู่ที่น้ำพริกเผาที่ใส่มาทุกชาม รสชาติเด็ดดวงแซ่บถึงขั้นต้องเป่าปากตามชื่อร้าน และครบรสแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม ที่สำคัญพริกยังคั่วเองจึงให้กลิ่นหอมฟุ้ง ส่วนน้ำซุปก็ไม่ใช่ธรรมดาเพราะจะใส่สมุนไพรหลายอย่าง ทั้งอบเชย โป๊ยกั๊ก เม็ดพริกไทย แถมเพิ่มความกลมกล่อมด้วยการใส่สับปะรด อ้อย แล้วก็ใบเตย พร้อมกับผิวมะนาวที่มาช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีชะมัด

ที่ร้านนี้จะมีก๋วยเตี๋ยวเรือหมูทั้งน้ำ ทั้งบก หรือ ว่าแห้ง และก็นานาลวกจิ้ม ด้านเส้นก็มีทุกแบบ แถมยังเพิ่มเติมบะหมี่หยกมาให้เลือกอีกต่างหาก และทุกจานจะมีให้เลือกทั้งหมูหมัก หมูตุ๋น ตับ ลูกชิ้น และที่พิเศษคือตีนไก่ที่เปื่อยยุ่ยกำลังดีใครจะสั่งทุกอย่างก็ได้ไม่ว่ากัน ที่แอบชอบใจคือทุกชามจะเสิร์ฟมาในจานกะลามะพร้าวสวยงามล่อตาล่อใจสุดๆ

ร้านตั้งอยู่ที่กลางซอย ลาดพร้าว 101 เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-21.30 น. โทร. 02-731-4389

 

 

อาหารรสชาติกลมกล่อม @ เดอะ เชฟส์ แทเวิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 16:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512207

อาหารรสชาติกลมกล่อม @ เดอะ เชฟส์ แทเวิร์น

โดย…วราภรณ์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ลูกค้าเก่าแก่ย่านหลักสี่ ถนนวิภาวดีรังสิต น่าจะรู้จักโรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น ในเครือมิราเคิลกรุ๊ป ที่ก่อตั้งมานาน 25 ปี คงจำได้เป็นอย่างดีเพราะถือเป็นโรงแรมแรกในซอยวิภาวดี 64 โดยเฉพาะลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารไทยโบราณ

สิริพงษ์ กองเกตุ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น เล่าว่า หลุยส์ แทเวิร์นเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 2535 โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดโรงแรม จนปี 2558 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโรงแรมครบรอบ 25 ปี และก้าวสู่ปีที่ 26  อัศวิน อิงคะกุล ประธานบริหารมิราเคิล กรุ๊ป จึงออกแนวคิดให้ปิดปรับปรุงตกแต่งโรงแรมเกือบทั้งหมดใช้เวลาตกแต่งภายในให้เป็นสไตล์ทันสมัยขึ้นนานถึง 2 ปี

พอกลับมาเปิดอีกครั้งยังได้ปรับปรุงคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมที่มีชื่อเดิม คือ “หลักสี่ คอฟฟี่ช้อป” ที่เน้นขายอาหารไทยรสเลิศที่อดีตเคยได้แม่ครัวเป็นศิษย์เอกของ ม.ล.เติบ ชุมสาย มารังสรรค์อาหารไทยสูตรชาววังแท้ๆ ให้ อาทิ เมนูข้าวแช่ ซึ่งก็ยังมีให้บริการอยู่รสชาติแบบดั้งเดิม คือ เครื่องเคียงลูกกะปิ พริกหยวกยัดไส้ ฯลฯ ครบเครื่องสูตรโบราณมีบริการทุกช่วงเดือน เม.ย. แล้วเปลี่ยนชื่อห้องอาหารหลักสี่ คอฟฟี่ช้อป ให้เป็น เดอะ เชฟส์ แทเวิร์น (The Chef’s Tavern) ซึ่งก็ยังเน้นอาหารไทยแต่เพิ่มอาหารญี่ปุ่นและยุโรปเข้าไว้ด้วย

ไม่เพียงปรับเปลี่ยนเมนูเพื่อไว้คอยต้อนรับทั้งลูกค้าเก่า ที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารเกษียณอายุราชการ ฯลฯ มาเปิดตลาดใหม่สำหรับคนวัยทำงานด้วย พร้อมทั้งเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งจากเรียบๆ โปร่งโล่งจุคนได้เพียง 70 คนตอนนี้ขยายให้ห้องอาหารใหญ่ขึ้นจุคนได้ 150-180 คน

“เมื่อชื่อห้องอาหารเป็นเดอะ เชฟส์ แทเวิร์น คอนเซ็ปต์อาหารก็ยังเน้นอาหารไทยไว้ แต่เพิ่มอาหารยุโรปและญี่ปุ่นเพื่อให้เข้ากับการตกแต่งที่ดูทันสมัยด้วยการให้แสงและโทนสีดำ แต่ละเดือนเรามีเมนู เชฟ แนะนำ เปลี่ยนหมุนเวียนทุกเดือน อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ อาหารตะวันออกมาพบตะวันตก เช่น เมนูแกงฉู่ฉี่กุ้งสปาเกตตี หรือสเต๊ก แซลมอนสไตล์เม็กซิกัน เป็นต้น”

เมนูแนะนำของห้องอาหาร ซูส์เชฟเอกรินทร์ จิตจำนง ถนัดอาหารไทย ยุโรป และญี่ปุ่น ประสบการณ์ปรุงอาหารมานาน 13 ปี เล่าว่าเมนูเด็ดของห้องอาหาร ได้แก่ “เมี่ยงตะไคร้” เพื่อสุขภาพแนวโบราณเน้นผักและสมุนไพร ได้แก่ ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ พริกขี้หนูสวน หมูยอ หมูแผ่น มะนาว ไม่มีน้ำราด แต่จะได้ความหวานของหมูหวาน เน้นวัตถุดิบสดสะอาด

“ฉูฉี่กุ้ง สปาเกตตี” เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นยุโรปและไทยเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือปรุงรสชาติฉูฉี่แบบไทยๆ ใช้การผัดพริกแกงที่โขลกในครกหินโบราณอายุ 25 ปีให้หอม ใส่หัวกะทิอย่างดี จากนั้นใส่เม็ดมะม่วงหินพานต์บดลงไปเพื่อทำให้หอม เวลาเคี้ยวจะได้เทกซ์เจอร์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีรสชาติที่กลมกล่อม สำหรับคนไม่กินเส้นสปาเกตตีสามารถเปลี่ยนเป็นข้าวสวยได้

“สลัดวาซาบิ ซอสเทอริยากิ” เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงนำซอสเทอริยากิมาเคี่ยวกับน้ำตาลและขิงเพื่อเพิ่มความหอม มีซอสวาซาบิช่วยตัดความเลี่ยนราดลงไปบนสลัด “ข้าวยำสมุนไพร” ถือเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมของโรงแรม ทำเป็นสไตล์ภาคใต้ของไทยจ๋าด้วยการคลุกเคล้าเครื่องพริกแกงที่ประกอบไปด้วยข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกแห้งพริกไทยขาว พริกไทยดำ ขมิ้น กะปิโขลกทำเป็นพริกแกงแล้วเอามาคลุกกับถั่วผักยาว เนื้อปลาทูบดและข้าวสวย ปรุงรสชาติด้วยเกลือ ไม่ใส่น้ำตาล เพราะจะได้ความหวานจากเนื้อปลาทู

“สเต๊กแซลมอนสไตล์เม็กซิกัน” กินคู่กับซอสซัลซ่าที่ประกอบไปด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า หอมใหญ่สับ หอมแดงสับ พริกขี้ฟ้าสับ พริกไทยดำมีน้ำมันมะกอกคลุกเคล้ารวมกันแล้วใส่ทาบาสโก้ (ซอสมะเขือเทศเข้มข้น) ลงไปเพื่อเพิ่มความเปรี้ยว สำหรับปลาแซลมอนมีเคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงนำไปหมักด้วยรากผักชีสับกระเทียมสับ พริกไทยดำ หอมแดงสับ และ ไวน์ขาวกับน้ำมันมะกอกหมักทิ้งไว้ 15-30 นาที จะช่วยให้เพิ่มความหอมของปลา

นอกจากเมนูพิเศษต่างๆ แล้ว ยังมีไลน์บุฟเฟ่ต์ไว้คอยบริการในมื้อกลางวันวันจันทร์ถึงศุกร์แต่ต้องโทรมาจองก่อน ซึ่งมีทั้งอาหารไทย เช่น ลาบหมูสูตรโบราณ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกกะปิ ฯลฯ สลับหมุนเวียนกันไป อาหารยุโรป เช่น สตูเนื้อ สตูหมูสไตล์ฝรั่งเศส สปาเกตตีซอสครีม หมูอบซอสพริกไทยดำ ไก่ซอสเห็ด ฯลฯ ไว้คอยบริการ

ห้องอาหารเดอะ เชฟส์ แทเวิร์น เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ไลน์บุฟเฟ่ต์เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.30-14.00 น. ย้ำว่าควรสำรองที่นั่งล่วงหน้าที่โทร. 02-551-2191-9 ส่วนมื้อค่ำบริการอาหารเมนูที่ซูส์เชฟสร้างสรรค์มา กินเคล้ากับวงดนตรีขับกล่อมเสียงเพลงตั้งแต่เวลา 18.00 น. รับประทานอาหารไปได้จนถึง 22.30 น. ซึ่งมื้อค่ำของโรงแรมได้รับความนิยมจากลูกค้ามาก ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์เป็นอาหารตามสั่งทั้งมือเช้า กลางวัน และค่ำโรงแรมตั้งอยู่ที่เลขที่ 79 ซอยวิภาวดี 64 แยก 10 บางเขน กรุงเทพฯ หากไปไม่ถูกสอบถามเส้นทางได้ที่ 02-551-2191-9

 

อร่อยแบบไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:10…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/511153

อร่อยแบบไม่ธรรมดา

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

eat&drink ฉบับนี้พาผู้อ่านไปหาขนมหวานแสนอร่อยดั้งเดิม ที่ใครไปใครมา ใครมีโอกาสแวะเข้าไปในเมืองแพร่ เชื่อว่าร้านขนมหวาน ตรงประตูชัย จะเป็นหนึ่งในร้านที่จะถูกเจ้าถิ่นแนะนำให้ไปนั่งชิม ชมบรรยากาศเมืองแพร่ ซึ่งร้านขนมหวานนี้คือ แต๋วรวมมิตร นั่นเอง

ไปทุกครั้งจะใช้วิถีแบบช้าเนิบ เสาะหาของกินแสนอร่อย บางครั้งทำตัวเป็นสก๊อยซ้อนท้ายจักรยานไปประตูชัย เป้าหมายก็แต๋วรวมมิตรนั่นเอง ร้านนี้มีดีอย่างไร มีดีที่กล้าจะแหวกออกมาจากขนมหวานทั่วไปๆ ที่รวมมิตร หรือทับทิมกรอบสลิ่ม ปกติอาจจะใส่เพียงน้ำแข็งไส ราดน้ำกะทิสด แต่ร้านมีความต่างตรงที่ใน 1 ถ้วยของรวมมิตรร้านนี้ จะมีไอศกรีมวานิลลาใส่ลงไป 1 ลูกก่อน แล้วหลังจากนั้นจะถามด้วยเครื่องเคียงรวมมิตรแล้วแต่คุณลูกค้าจะสั่งและชี้นิ้วว่าให้ใส่อะไร ตามด้วยน้ำแข็งไส และราดด้วยน้ำเชื่อม นมสดรสชาติหวานมัน อร่อย

แต๋วรวมมิตร วันนี้เข้าสู่รุ่นที่ 2 แล้ว เพราะแต๋วผู้เป็นแม่ได้ลาจากไปแล้ว หลงเหลือไว้ซึ่งร้านขนมหวานที่รุ่นลูกเข้ามาสานต่อ และแตกกอด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ ขยายสาขาไปตามความเจริญของเมือง และถึงทุกวันนี้ แต๋วรวมมิตรมีเปิดให้บริการรวม 5 สาขาแล้ว 1.สาขาประตูชัย สาขาดั้งเดิมเริ่มต้นขายเมื่อ 45 ปีก่อนในราคาถ้วยละ 7 บาท

จนวันนี้ขยับมาขายถ้วยละ 30 บาท และยังมีแบบซูเปอร์หากมากันหลายคน หรือแม้กระทั่งอยากทานคนเดียวแบบหนำใจให้เลือก ตกราคา 90 บาท 2.สาขาตลาดอรทัย อยู่ตรงสี่แยกกลางเมือง หรือสี่แยกบ้านทุ่ง 3.สาขาบิ๊กซี 4.สาขากาดน้ำทอง และ 5.สาขาในเมืองตรงข้ามกับโรงพยาบาลแพร่คริสเตียน ซึ่งจะเป็นสาขาที่บ่งบอกความเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะตกแต่งร้าน สไตล์โมเดิร์น บรรยากาศน่านั่งมาก หากไปยามค่ำคืนคนจะแน่นร้านหน่อย แต่ด้วยความอร่อยก็ต้องรอ ระหว่างรอก็เหลือบไปชิมลูกชิ้นหมูนายอ้วนก็ไม่ผิดอะไร

ลูกชายเจ๊แต๋ว บอกว่าผมเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ตอนนี้เปิด 5 สาขา ใช้ระบบความไว้ใจในการให้คนที่คุ้นเคย และเป็นคนดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นแม่ในการช่วยดูแลร้านให้ ซึ่งต้องบอกว่าด้วยความไว้ใจกันจริงๆ ซึ่งตัวเขานั้น จันทร์-ศุกร์ก็ทำงานธนาคาร ตอนเย็นเลิกงานก็มาขายของเอง รวมถึงเสาร์-อาทิตย์ด้วย ยอมรับว่ายังคงขายดี ร้านเริ่มแรกตั้งแต่รถเข็นคันเดียว จนถึงทุกวันนี้มี 5 สาขา และยังคงจะสืบทอดกิจการของแม่ต่อไป และร้านแต๋วรวมมิตรจะอยู่คู่เมืองแพร่ คอยให้ผู้คนและลูกค้าที่เดินทางผ่านมาได้แวะชิม นอกเหนือจากคนเมืองที่เป็นลูกค้าประจำกันอยู่แล้ว

 

กาแฟดีที่บ้าน วนิลาลาเต้พุดดิ้ง Vanilla Latte Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 16:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510966

กาแฟดีที่บ้าน วนิลาลาเต้พุดดิ้ง Vanilla Latte Pudding

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เสน่ห์ของพุดดิ้งในฉบับนี้ มีความหอมกาแฟคล้ายๆ กับนมเหยาะกาแฟนิดๆ ความหอมแบบนี้เป็นรักแรกของเด็กอยากดื่มกาแฟ เกิดจากสูตรพิเศษที่คุณยายของผู้เขียนมักจะชงให้คุณตาดื่มเวลาที่คุณตาอ่านหนังสือดึกๆ เริ่มต้นด้วยการเปิดกระป๋องนมตราหมี (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณา)

สมัยก่อนเปิดแสนจะยากเย็น ต้องใช้ที่เปิดกระป๋องกดด้วยแรงให้เป็นรูสัก 2-3 รูตรงกันข้าม ค่อยๆ เทใส่หม้อด้ามขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นขนาดพิเศษที่หาไม่พบแล้วในปัจจุบัน จากนั้นคุณยายจะเปิดเตาจิ๋วๆ ที่มักเอาไว้ใช้ต้มน้ำชงชาหรือกาแฟ อุ่นให้นมร้อนขึ้นจนเดือดเบาๆ ที่ขอบๆ หม้อ ยกลงจากเตาแล้วใช้ช้อนกาแฟผอมบางของคุณยาย ตักผงช็อกโกแลตมอลต์ หรือที่เรียกกันว่า ไมโล โอวัลติน จนติดปาก ลงไปสักช้อน ตามด้วยผงกาแฟสำเร็จรูปแค่ปลายก้อย น้ำตาลทรายไม่ฟอกสีลงไปแค่ครึ่งช้อนชา คุณยายบอกว่าขอแค่หวานปะแล่มก็พอแล้ว

ผู้เขียนสงสัยว่าทำไมคุณยายใส่กาแฟน้อยจัง ท่านตอบว่าขอให้กาแฟเป็นแค่กลิ่นหอมชวนให้ดื่มก็พอ เพราะเครื่องดื่มรอบดึกใกล้เวลาเข้านอนเต็มทน กาแฟสำเร็จรูปมากเกินไปจะไม่ไหว เครื่องดื่มของคุณยายนี้เป็นเครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับเด็ก ผู้เขียนมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยหยิบจับข้าวของมาเตรียมไว้ให้และช่วยเก็บให้เข้าที่ จะได้เพียงแค่ช่วยคุณยายชิมสัก 1-2 ช้อนชา ว่ารสชาติไม่ผิดเพี้ยนไปจากทุกๆ ครั้งที่ชง ได้ชิมเพียงแค่นิดๆ กลายเป็นเหตุให้ผู้เขียนหลงรักกาแฟขึ้น เมื่อใดที่ได้ชิมกาแฟน้อยๆ ในนมปริมาณมากๆ หวานหน่อยๆ มักจะคิดถึงสูตรเด็ดของเครื่องดื่มมื้อดึกคุณยายเสมอ

แม้จะติดใจในความหอมของกาแฟ เมื่อทดลองใส่กาแฟสดแบบเอสเปรสโซ่แล้วพบว่าสีของพุดดิ้งเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เดาได้ทันทีว่าเป็นพุดดิ้งรสกาแฟจ๋าๆ ไม่อยากให้สีนวลๆ น่ารับประทานของไข่ในพุดดิ้งหายไป จึงขออาศัยวิธีเดิมในการใช้เมล็ดกาแฟคั่วทั้งเมล็ดเป็นตัว Infuse ให้ส่วนผสมนมและครีมให้มีกลิ่นหอมขึ้น แล้วจึงนำนมกลิ่นกาแฟนั้นมาผสมกับไข่แดงและไข่ไก่ทั้งฟอง ซึ่งเป็นส่วนผสมที่จะทำให้พุดดิ้ง “เซต” ด้วยความร้อนพุดดิ้งที่อร่อยควรต้อง “Under Baked” นิดๆ กล่าวคือถ้าสุกเกินไปความฉ่ำเยิ้มจะหายไปจากเมื่อเวลาแช่เย็น ตักขึ้นมาควรมีเนื้อ “ครีมมี่” การตรวจสอบความสุกของพุดดิ้งจึงต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์สักนิดถึงจะสู่เส้นชัย ถ้าพุดดิ้งครั้งนี้แน่นหรือแข็งไป ครั้งหน้าให้ลดเวลาอบลงอีกหน่อย ถ้าแฉะหรือเหลวเกินไปครั้งหน้าให้อบนานขึ้นอีกนิด แต่รับรองว่าอัตราส่วนนี้จะพาคุณไปสู่พุดดิ้งรสละมุนได้ไม่ยาก ขอรับประกัน

Vanilla Latte Pudding

ส่วนผสม

นมจืด 1 ถ้วย

วิปครีม 3 ถ้วย

ไข่แดง 8 ฟอง

ไข่ทั้งฟอง 2 ฟอง

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

กาแฟเมล็ดแบบคั่วเข้ม 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 0.5 ถ้วย

(ชิมก่อนนะ ไม่แน่ใจจะได้ไหมอ่ะ หวานไปเปล่า)

วิธีทำ

ผสมนม ครีมเข้าด้วยกันตั้งไฟให้ร้อน เติมกลิ่นวานิลลาและเมล็ดกาแฟลงไป พักไว้ 15 นาที กรองทุกอย่างออกมา

อุ่นให้ร้อนอีกครั้ง เติมน้ำตาลลงไปครึ่งหนึ่ง และน้ำตาลอีกครึ่งหนึ่งเติมลงในชามผสม ผสมไข่แดง ไข่ทั้งฟองและน้ำตาลทรายคนให้เข้ากัน ค่อยๆ รินนมร้อนลงไป คนให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ให้มีปริมาณเท่าๆ กันในแต่ละพิมพ์

ในเตาอบ เปิดไฟ 150CO เรียงพิมพ์ที่เทส่วนผสมไว้ลงไปในถาดที่มีขอบสูง ใส่เข้าในเตาอบ เติมน้ำลงในพิมพ์ แล้วใส่ในเตาอบจับเวลาประมาณ 50 นาที ปิดเตาและพักไว้ให้ส่วนผสมเย็นสนิทก่อนนำเข้าตู้เย็นโดยปิดหน้าพุดดิ้งด้วยฟิลม์ถนอมอาหารหรือฝาปิดจะช่วยให้หน้าพุดดิ้งไม่แห้งจนเกินไป

 

‘กันเอง 2’ สวนอาหารร้านดังของภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 15:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510305

‘กันเอง 2’ สวนอาหารร้านดังของภูเก็ต

โดย…ภาดนุถ้าพูดถึงร้านอาหารชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณริมหาดอ่าวฉลอง จ.ภูเก็ต นักชิมหลายคนต้องรู้จักร้านอาหารที่ชื่อ “กันเอง” ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่เปิดร้านอาหารมากว่า 45 ปี ปัจจุบันบริหารงานโดย มาลินี นุ่นสุวรรณ และครั้งนี้เราขอแนะนำร้าน “กันเอง 2” ซึ่งก็เปิดมาไม่น้อยกว่า 30 ปีแล้วเช่นกัน

ร้านกันเอง 2 เป็นร้านประเภทสวนอาหาร สถานที่ตั้งร้านและบรรยากาศ ได้รับการออกแบบให้เข้ากับชื่อร้าน นั่นคือ “ความเป็นกันเอง” เพราะภายในร้านมีโต๊ะและเก้าอี้ให้ลูกค้าได้เลือกนั่งทั้งแบบริมทะเลรับลมเย็นๆ และในโซนของห้องปรับอากาศ

แถมด้วยความเป็นกันเองของพนักงานในร้าน ที่บริการกันด้วยใจล้วนๆ มีที่นั่งบริการเป็นแนวยาวติดชายทะเลสำหรับลูกค้ากว่า 300 ที่นั่ง ซึ่งจัดแยกไว้อย่างลงตัวเพื่อความเป็นส่วนตัว และยังมีส่วนอาคารสำหรับจัดงานเลี้ยงในที่ร่มขนาด 500 ที่นั่ง เป็นอาคารทันสมัยติดตั้งเครื่องปรับอากาศ มีเวที ระบบเสียง และวีดิทัศน์ สามารถรองรับได้ทั้งงานเลี้ยงงานแต่งงาน และงานประชุมสัมมนา

เมนูอาหารของที่นี่มีให้เลือกมากมาย ทั้งอาหารไทย อาหารพื้นเมืองปักษ์ใต้ และที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นซีฟู้ด ที่มีวัตถุดิบสดใหม่ให้ลูกค้าสามารถเลือกได้จากตู้เลี้ยง ทั้งปู ปลา หมึก กุ้ง หอย กุ้งมังกร และแมงดาทะเล

เมนูแนะนำ ก็เช่น “เบือทอด” ซึ่งเบือที่ว่านี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าหญ้าช้องนาง เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง เอามาชุบแป้งทอดพร้อมกับกุ้งจิ้มน้ำจิ้มคล้ายๆ ซอสพริก ความกรุบกรอบของเบือทอดเป็นออร์เดิร์ฟช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก

“ปลามงเผา” ปลาทะเลฝั่งอันดามัน นำมาเผาด้วยกาบมะพร้าวจนได้กลิ่นหอม เนื้อสดแน่นและนุ่ม กินคู่กับน้ำจิ้มมะขามรสออกหวานๆ เปรี้ยวๆ ทำให้ได้รสชาติของเนื้อปลาเต็มๆ ต่อด้วย“กุ้งทอดซอสมะขาม” ทางร้านใช้กุ้งสดๆ พร้อมแกะเปลือกบริเวณตัว โดยเหลือเปลือกส่วนหัวเอาไว้ ราดด้วยซอสมะขามหวานๆ เปรี้ยวๆ คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเริ่ด

มาที่ “ใบเหลียงผัดไข่” เมนูนี้จะผัดแบบมีน้ำขลุกขลิก ใบเหลียงที่ผัดมีความนุ่มกำลังดีตามด้วย “น้ำพริกกุ้งเสียบ” รสชาติสไตล์ชาวภูเก็ตที่ใช้กุ้งเสียบตัวใหญ่คัดพิเศษนำไปเสียบไม้แล้วย่าง จากนั้นนำมาตำกับกะปิ พริก กระเทียมปรุงรสด้วยน้ำตาลและมะนาว กินคู่กับผักสดและผักดองหลากหลายชนิด อร่อยครบรสชาติ

ต่อด้วย “ห่อหมก” เมนูนี้ใช้เนื้อปลากับเครื่องแกงเน้นๆ ไม่มีแป้งหรือส่วนผสมอื่นปนเลยจึงได้รสสัมผัสของเนื้อปลาที่นุ่มตัดกับรสเผ็ดของเครื่องแกงจนอร่อยพอดี อีกเมนู “แกงกะทิปูหมี่หุ้น” รสชาติจัดจ้าน ใส่เนื้อปูก้อนโต สามารถเลือกเพิ่มใบชะพลูได้ตามความชอบ กินพร้อมกับเส้นหมี่หุ้นลวกเหนียวนุ่มอร่อยเข้ากัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “ชุดรวมซีฟู้ด” และ “กุ้งมังกรซาซิมิ” ที่ใช้กุ้งมังกรธรรมชาติจากทะเลภูเก็ตสดๆ นำมาแล่เป็นชิ้นๆ แล้วแช่น้ำแข็งให้เนื้อกุ้งเย็นจัด กินกับวาซาบิและโชยุแบบญี่ปุ่น โอ๊ย! ฟินเวอร์

ร้านกันเอง 2 อยู่ที่ถนนเจ้าฟ้า ริมหาดอ่าวฉลอง จ.ภูเก็ต การเดินทาง ถ้ามาจากตัวเมืองภูเก็ต ตรงมาก่อนถึง 5 แยก อ.ฉลอง ผ่านสวนสัตว์ ผ่านวัดใต้ แล้วจะเห็นร้านอยู่ซ้ายมือก่อนถึงหาดราไวย์

ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 076-381-323 และ 076-381-694 หรือดูข้อมูลได้ที่ www.phuket-seafood.com

 

ดื่มด่ำมรดกรสเข้ม ‘กาแฟตุรกี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/510300

ดื่มด่ำมรดกรสเข้ม 'กาแฟตุรกี'

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ FYI

การชงและดื่มกาแฟแบบตุรกีนั้นเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมกาแฟเก่าแก่ที่สุดในโลก สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันเราสามารถดื่มกาแฟตุรกีได้ทุกที่ เพราะเทคโนโลยีสร้างได้แม้แต่เครื่องทำกาแฟตุรกีอัตโนมัติ แต่ถ้าอยากจะได้รสชาติอัน “แท้ทรู” ก็ต้องใช้สูตรเด็ดเคล็ดลับอุปกรณ์และรักษาวิธีการดั้งเดิมไว้ (บ้าง)

กาแฟตุรกี คือ การเตรียมและการชงกาแฟอันสุดแสนพิเศษ การดื่มกาแฟของคนเติร์กไม่ได้เป็นเพียงการดื่มกาแฟ แต่ยังเป็นการเข้าสังคม การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร กาแฟเป็นสัญลักษณ์ของหลายอย่างในสังคมตุรกี เป็นประเพณีการต้อนรับขับสู้ มิตรภาพ หรือแม้แต่ความบันเทิง กาแฟยังมีบทบาทในหลากหลายเหตุการณ์เรื่องราวทางสังคม ด้วยเห็นถึงความสำคัญนี้ทางยูเนสโกจึงขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมและประเพณีกาแฟตุรกีเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” (IntangibleCultural Heritage)

และชายที่เราเพิ่งจะได้พบก็ไม่ต่างกับเป็นทูตของวัฒนธรรมกาแฟตุรกี ชื่อของเขาคือ ทัวร์กาย (Turgay Yildizli) กูรูกาแฟจากอิสตันบูล ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขามีดีกรีเป็นแชมเปี้ยน Cezve/Ibrik ระดับโลกประจำปี 2013 เขายังมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศรวมทั้งไทยเพื่อทำให้เราเข้าใจ รู้จัก และหลงรักกาแฟตุรกี

ว่ากันว่ากาแฟค้นพบครั้งแรกที่เอธิโอเปียโดยคนเลี้ยงแกะ หลังจากผ่านกาลเวลาเป็นพันๆ ปี เครื่องดื่มรสขมนี้ก็ได้แทรกซึมเข้าไปฝังลึกในหลายวัฒนธรรม จากแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกาใต้ เอเชีย ฯลฯ ก่อนจะกลายมาเป็นเครื่องดื่มที่คนนิยมทั่วโลกในปัจจุบัน โดยที่อิสตันบูลเมืองสำคัญของตุรกี (ซึ่งตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรปและเอเชีย) นั้นเกิดมีร้านกาแฟเต็มรูปแบบครั้งแรกเมื่อปี 1554 จากนั้นจึงเฟื่องฟูกลายเป็นวัฒนธรรมกาแฟ ซึ่งแนบชิดอยู่ในวิถีชีวิตอย่างยากจะแยกออก

เตอร์กิชคอฟฟี่ หรือกาแฟตุรกีนั้นเป็น“วิธีการชง” กาแฟที่แสนพิเศษ มีคนสนใจไม่น้อย แต่ว่าการจะทำให้ออกมาได้คุณภาพที่ดีและอร่อยนั้นก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปหากพิถีพิถัน ใส่ใจ และตั้งใจ

การชงกาแฟแบบตุรกีแบบดั้งเดิมจะใช้อุปกรณ์ คือ หม้อต้ม (Pot) แบบตุรกีที่มีด้ามยามสำหรับจับซึ่งเรียกว่า Cezve หรือ Ibrik(เชซเว หรือ ไอบริก) บางครั้งจึงเรียกการชงกาแฟแบบตุรกีว่า เชซเว/ไอบริก ด้วยเช่นกัน

การชงกาแฟตุรกีให้อร่อยต้องประกอบด้วยอุปกรณ์และส่วนผสม คือ เมล็ดกาแฟ เครื่องบด น้ำคุณภาพสูง เครื่องชั่งดิจิทัล หม้อต้มกาแฟตุรกี ไม้คน (Stirrer) เตาไฟ นาฬิกาจับเวลา ถ้วยกาแฟตุรกี แก้วน้ำ และขนมหวาน

สำหรับหม้อต้มกาแฟตุรกีนั้นทำจากหลากหลายวัสดุ ที่นิยมมักทำจากทองเหลือง/ทองแดง หม้อต้มกาแฟทำมือนอกจากไม่เหมือนใครเพราะมีชิ้นเดียวในโลกแล้ว ยังมีความทนทานมากด้วย ลักษณะพิเศษคือบริเวณฐานหรือก้นจะกว้างก่อนจะคอดเป็นคอและปลายบานอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับแก้วกาแฟที่ใช้เสิร์ฟ เพราะจะทำให้กากกาแฟนอนก้นอย่างรวดเร็วและติดอยู่ตรงนั้น ไม่ไหลออกจากหม้อต้มใส่แก้ว หรือไหลจากแก้วสู่ปากมากหรือเร็วเกินไป รวมทั้งมีผลเรื่องการเกิดโฟมด้วย ส่วนแก้วกาแฟนั้นก็มักทำจากพอร์ซเลน หรือเซรามิก ซึ่งจะไม่ทำให้กาแฟมีกลิ่นรสแปลกปลอม

เมล็ดกาแฟสำหรับชงกาแฟตุรกีนั้นก็แล้วแต่รสนิยมว่าจะชอบกาแฟถิ่นไหน แต่ควรจะคั่วสดใหม่ และคั่วระดับอ่อน (Light) หรือคั่วระดับกลาง (Medium) ก่อนบดเมล็ดกาแฟให้ได้ระดับละเอียดกว่าชงแบบเอสเปรสโซ่ เพื่อชีวิตสโลว์ก็ใช้เครื่องบดมือที่ทำจากทองเหลืองหรือทองแดง (แต่จะใช้เครื่องบดไฟฟ้าเพื่อความรวดเร็วก็ไม่ห้าม) ถ้าบดไม่ละเอียดพอตอนต้มกาแฟอาจจะลอยขึ้นมา ถ้าบดละเอียดพอกากก็จะเป็นตะกอนนอนก้นที่ถ้วย

การชงกาแฟตุรกีหนึ่งแก้วใช้อัตราส่วนของกาแฟกับน้ำ 1 ต่อ 10  ใส่ผงกาแฟ 7 กรัมไปใส่ในหม้อต้มกาแฟตุรกี ก่อนเทน้ำอุณหภูมิ60 องศาเซลเซียส จำนวน 70 กรัมลงไปช้าๆ (น้ำอุณหภูมิ 60 องศา เป็นที่นิยมกว่า แต่น้ำอุณหภูมิในห้องก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องรักษาเวลาในการต้มให้อยู่ระหว่าง 2-2 นาทีครึ่ง น้ำที่ใช้ต้องใส สด ไม่มีกลิ่น ซึ่งน้ำดื่มบรรจุขวดจากโรงงานที่ได้มาตรฐานก็ใช้ได้) ใครอยากเติมอะไรในกาแฟ เช่น น้ำตาล หรือนมก็ให้เติมในขั้นตอนนี้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมกาแฟเปล่าๆ มากกว่า

คนส่วนผสมให้เข้ากันดีด้วยช้อน หรือ พายไม้ ก่อนจะนำหม้อต้มไปวางบนเบิร์นเนอร์(ใช้ก๊าซบิวเทน) หรือจะใช้เตาทรายให้อารมณ์การชงจากตุรกีโบราณแท้ๆ ระหว่างนี้จะไม่คนหรือกวนกาแฟเลย และต้องคอยสังเกตให้ดี เมื่อเริ่มมีฟองผุดขึ้นมาให้เห็น ไม่ต้องรอให้กาแฟเดือด ลดระดับความร้อนและปิดไฟ ขั้นตอนการต้มกาแฟนี้ใช้เวลา 2-2 นาทีครึ่ง ทั้งการบด  เวลาต้ม การกวนหรือคน ต่างก็มีผลต่อการสกัดมากเกินไป ซึ่งทำให้กาแฟขม (เกิน) ได้

หลังนำหม้อต้มออกจากเตาก็ค่อยๆ รินน้ำกาแฟใส่ถ้วย โดยเอียงปากหม้อกับแก้วเข้าหากัน เพื่อรักษาโฟมเอาไว้  และให้กากกาแฟไหลตามมาน้อยที่สุด แล้วก็ถึงเวลาเสิร์ฟ กาแฟตุรกีจะเคียงคู่มากับน้ำเปล่า และขนมหวาน ระหว่างทิ้งเวลาให้กาแฟคลายความร้อนลงสัก 1-2 นาที ระหว่างนั้นก็ดื่มน้ำก่อนเพื่อเคลียร์ประสาทสัมผัส

ก่อนดื่มก็ควรใช้เวลาดื่มด่ำ ดม หรือดูสีกาแฟ ลองดื่มกาแฟเปล่าๆ เปรียบเทียบกับดื่มแล้วตามขนมหวานดู จะพบว่าได้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป กาแฟตุรกีสามารถแพร์ริ่งกับของหวาน เช่น ขนมของตุรกีที่เรียกว่า เตอร์กิช ดีไลต์ (Turkish Delight) หรือจะเป็นช็อกโกแลต มาการง ผลไม้ หรือแม้แต่ขนมหวานไทยๆ ก็ได้เช่นกัน ลองแพร์ริ่งแบบ “คู่ตรงข้าม” เช่น กาแฟเอธิโอเปียรสเปรี้ยวจะไปได้ดีกับถั่วมันๆ กาแฟอเมริกาใต้ที่มีรสถั่วจับคู่กับขนมหรือผลไม้รสเปรี้ยว จะได้ความลงตัวทางรสชาติอย่างคาดไม่ถึง แต่โปรดระวังอย่ากินกากกาแฟเข้าไป (บางร้านกาแฟในตุรกีมีบริการทำนายโชคชะตาจากกากกาแฟที่เหลือในถ้วยด้วย)

ทัวร์กาย เล่าเรื่องและสาธิตการชงกาแฟให้ฟังและชมอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะตบท้ายว่าวิธีการชงกาแฟของแต่ละคน แต่ละบ้าน แต่ละร้านนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไปเหมือนกับการปรุงอาหารที่ “สูตรใครสูตรมัน” เพื่อผลลัพธ์คือกาแฟที่อร่อยที่สุด

อยากรู้จักเรื่องกาแฟตุรกีให้มากขึ้น ติดต่อแฟบบ์ อะคาเดมี ออฟ คอฟฟี่ โทร.08-1618-3916 Facebook : FABB Academy of Coffee

เมื่อได้เข้าใจ รู้จัก คุณอาจจะเป็นอีกคนที่หลงรักเครื่องดื่มดำ ดุ และขมนี้ … เพียงแค่มีกาแฟตุรกีสักแก้ว ขนมสักชิ้น แค่นั้นก็สุขใจแล้ว

 

เดอะ บาร์ มนตร์เสน่ห์แห่งการดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509656

เดอะ บาร์ มนตร์เสน่ห์แห่งการดื่ม

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่กี่เดือน แต่ เดอะ บาร์ (The Bar) ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่แรกในการรองรับแขกผู้มาเยือน โรงแรม พาร์คไฮแอท กรุงเทพฯ ได้แวะเข้ามาหย่อนใจ ในความตั้งใจแรกหลายคนก็กะเข้ามานั่งดื่มสักแก้วรอเวลา แต่จากสถิติลูกค้าที่เข้ามาทำความรู้จัก เดอะ บาร์ ยากที่จะตัดใจจากไปเสียโดยเร็วได้

ไม่เพียงมีมุมให้เลือกนั่งสบายทั้งแบบ อินดอร์เอาต์ดอร์ แต่เสน่ห์ของเดอะ บาร์ ที่ทุกคนต้องมนตร์ก็คือ บาร์เครื่องดื่ม ชูโรงด้วย วิสกี้ ไวน์คอนเนกชั่น ตามด้วยอีกหลายอย่าง ที่คัดมาจากทั่วโลกซึ่งนักดื่มคุ้นเคยและอยากลิ้มลองเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ แต่ที่เป็น เอกลักษณ์ของเดอะ บาร์ ก็คือคลาสสิกค็อกเทล ซึ่งถูกครีเอทโดยบาร์เทนเดอร์นามว่า เคเรน

เดอะ บาร์ ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ กับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่เชื่อมต่อกันคล้ายสัญลักษณ์อินฟินิตี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงคอนเซ็ปต์ วัน ไลฟ์ อินฟินิต พอสสิบิลิตี้ส์ (One Life Infinite Possibilities “ชีวิตหนึ่ง ทุกสิ่งเป็นไปได้ อย่างไร้ขีดจำกัด”

หากภายในการตกแต่งให้อารมณ์เจเปนนิส สไตล์ เน้นโทนสีเย็นอย่างน้ำตาล เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย ตามแบรนดิ้งของ โรงแรมพาร์ค ไฮแอทฯ ที่ยึดเหมือนกัน ทั่วโลก คือ เรียบง่าย ดูหรู แบบไม่เว่อร์

พื้นที่ร้านไม่กว้างแต่ยาวลึกไปถึงระเบียงโซนเอาต์ดอร์ แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกจะเจอเมนบาร์ และตรงข้ามมีโต๊ะเก้าอี้ 4 ชุด

อีก 2 ส่วนข้างในให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่น สามารถจัดเปลี่ยนตำแหน่งโต๊ะได้ และมีประตูกั้นห้องให้เป็นห้องส่วนตัว จุได้ 20 คนอย่างสบายๆ ของตกแต่งนับชิ้นได้ ที่เป็นจุดเด่นก็คือ งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพ จิตรกรรมขนาดใหญ่ติดผนัง หรือโคมไฟ

โซนที่ 4 ด้านในสุดเป็นเอาต์ดอร์ แดดร่ม ลมตกมานั่งชมวิวเมืองกรุง ได้ หรือจะดัดแปลงส่วนนี้เป็นปาร์ตี้ส่วนตัวก็ได้ 50 คน ก็ยังไหว

มาถึงคลาสสิกค็อกเทล ของเดอะ บาร์ แต่ละสูตรมีเรื่องเล่า และมีแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ส่วนผสม วิธีการทำของบาร์เทน เดอร์ก็เป็นแบบเจเปนนิส คือ ไม่มีขวดเครื่องดื่มมาโชว์หน้าบาร์ ทำแบบเงียบๆ จะใช้เครื่องดื่มชนิดไหนถึงหยิบขึ้นมา

ค็อกเทลที่เป็นซิกเนเจอร์ของเดอะ บาร์ เช่น “Infinity” เติมเสน่ห์ความเป็นไทยด้วยไซรัปกระเจี๊ยบ ได้รสหวานตัดเปรี้ยว เบสแก้วนี้ คือ สาเกกับแชมเปญ มีรสน้ำแอปเปิ้ลนิดๆ ได้สีชมพูสวยของสีกระเจี๊ยบ และมีกลิ่นหอม แก้วนี้เหมาะกับคุณผู้หญิง เบาๆ ดูเรียบแต่มีเสน่ห์เย้ายั่ว แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของตึก คล้ายสัญลักษณ์อินฟินิตี้

“The ambassador” คาแรกเตอร์แก้วนี้ ช่วยรีเฟรชชิ่ง ได้ส่วนผสมอย่างน้ำฝรั่ง มีความ เปรี้ยวของมะนาว ไซรับสัปปะรดโฮมเมด ตามด้วยมาร์ตินี่ มิลเลอร์ส์ จิน ท็อปด้วยโฟมไข่ขาว แก้วนี้กลิ่นบางแต่รสเข้ม เป็นตัวป๊อปปูลาร์ที่ร้าน และเป็นตัวแทนเครื่องดื่มที่บ่งบอกคาแรกเตอร์ของโรงแรม

“Churchill’s Secret” สำหรับคอวิสกี้ ใช้ Poire Williams บ่ม 8 ปี ได้แรงบันดาลใจจาก วินสตัน เชอร์ชิล อดีตผู้นำของอังกฤษ ที่ชอบดื่มคอนยัก และไรย์ วิสกี้ ของอเมริกา จึงคิดสูตรนี้ขึ้นมา โดยเบสหลักเป็นคอนยัก และไรย์ วิสกี้ จะเติม Angostura Bitters ให้มีกลิ่นหอมสมุนไพรรากไม้ ตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลแห้ง และรังผึ้ง จะเอารังผึ้งลงไปคน ก่อนดื่ม หรือจะจิบและกัดรังผึ้งตามก็ได้

เดอะ บาร์ มักต้อนรับด้วยเครื่องดื่ม อาหารจึงเป็นสแน็กรับประทานเล่นหรือรองท้องเสียมากกว่า เช่น Chicken Stay Skewers, Smoked Salmon Sandwich, Vegetable Spring Roll

เดอะ บาร์ ตั้งอยู่ชั้น L โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-24.00 น. โทร. 02-012-1234