คาเฟ่แห่งความสุข @ บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509657

คาเฟ่แห่งความสุข @ บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลังจากประสบความสำเร็จกับสาขาแรกย่านทองหล่อ บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่ (Bar Storia del Caffe) คาเฟ่สไตล์วินเทจแห่งนี้ก็ได้เปิดสาขาที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงแรม เดอะสลิล (The Salil Hotel) สุขุมวิท 57 ที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นวินเทจกึ่งอินดัสเตรียลไว้เช่นเดิม

แถมยังเพิ่มดีไซน์สไตล์ยูโรเปี้ยนคลาสสิก เข้าไป เป็นการเพิ่มพื้นที่สร้างโมงยามแห่งความสุขเอาไว้ในตัว ทั้งในส่วนเคาน์เตอร์ที่เป็นไม้คลาสสิก ผสานกับพื้นอ่อนขาว-ดำสลับกับอย่างสนุกสนาน สร้างประสบการณ์การนั่งรับประทานอาหารในคอนเซ็ปต์ของร้านได้อย่างลงตัว ที่สำคัญยังสอดรับกับการตกแต่งของทางโรงแรมได้อย่างไม่เคอะเขินใดๆ

เนื่องจากสาขานี้ตั้งอยู่ในโรงแรม ทางร้าน จึงได้นำเสนอเมนูอาหารและเครื่องดื่มใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความหลากหลาย และเพื่อ รองรับลูกค้าที่เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารเช้า ที่พร้อมเสิร์ฟให้บริการตลอดทั้งวัน ไปจนถึงเมนูจานหลักที่เน้นเสิร์ฟอาหารฝรั่งที่เพิ่มเติมเมนูหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งซุป พาสต้า พิซซ่า และอาหารอิตาเลียน รวมถึงเมนูที่สาขาอื่นไม่มี อย่างอาหารไทยที่ชาวต่างชาติคุ้นชิน อาทิ ยำวุ้นเส้น ผัดไทยกุ้งสด ผัดขี้เมา ผัดกะเพรา และเปาะเปี๊ยะทอด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มส่วนของเครื่องดื่ม ทั้งชา กาแฟ ม็อกเทล ค็อกเทล ไวน์ และอาฟเตอร์ นูนที จากแบรนด์มาริยาจ แฟรส์ ก็มีให้ได้เลือก ดื่มกัน ที่สำคัญ มีการเพิ่มพื้นที่ด้านนอกให้ได้ นั่งชิล รวมถึงยังมีโซนทีรูมให้ได้นั่งตามความชอบอีกด้วย

เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกันด้วยเมนูจานสลัด Baby Spinach Salad นำแฮมเบิร์นด้วยน้ำตาล แล้วเสิร์ฟมาพร้อมกับผักเบบี้ สปิแนช ส้มซันคิส มะเขือ เชอร์รี่ แรดิชสไลซ์ จานสุขภาพที่ไม่ควรพลาด

ต่อด้วย Grilled Salmon Lemon Caper Sauce นำแซลมอนหมักเครื่องเทศ เกลือ พริกไทย น้ำมันมะกอก เซียร์จนหนังกรอบ เพิ่มรสชาติด้วยเคเปอร์ซอสผัดกับเนย และซอสเปรี้ยว ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และบีบเลมอน นุ่นลิ้น และหอมกลิ่นเลมอนที่สุด

เมนูถัดมา Beef Tenderloin Steak นำเนื้อสันนอกหมักเครื่องเทศและใบไทม์จนมีกลิ่นหอม นำมากริลล์ด้วยกระทะร้อนๆ ทั้งสองด้าน เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงอย่าง หอมใหญ่ทอด ใบเบบี้ร็อกเกต เพิ่มรสชาติด้วย ซอสสูตรเฉพาะทางร้าน ออกรสเปรี้ยวช่วยดับ เลี่ยน เสิร์ฟพร้อมเนยที่จุดไฟมาแล้ว

ใครที่อยากรับประทานพิซซ่า ขอแนะนำ Pizza Parma Ham and Rocket Leaves พิซซ่าบางกรอบถาดใหญ่ หน้าพาร์มาแฮม ชีส ใบร็อกเกต ใบโหระพา และเนื้อมะเขือเทศ สามารถเลือกท็อปปิ้งอื่นๆ ได้

ตบท้ายด้วย High Tea Set ที่ประกอบกัน 3 ชั้น ซึ่งในแต่ละชั้นมีของอร่อยหลากหลายรอให้ได้ลิ้มลองกันอย่างหนำใจ

สำหรับเมนูเครื่องดื่มวันนี้เราลิ้มลอง Green Stiration ซิกเนเจอร์ของทางร้านรสชาติ สดชื่นด้วย ขิงสด มินต์ ไลม์ ท็อปด้วยจิงเจอร์เอล ที่ดื่มแล้วสดชื่น

ต่อด้วย Granita เกล็ดน้ำแข็งที่ทำจาก กาแฟ ซึ่งได้มาจากกาแฟสดสูตรของทางร้าน นำมาขูด ท็อปด้วยด้วยวิปปิ้งครีม หอมหวานด้วยวานิลลา

บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่ ชั้น 1 โรงแรมเดอะ สลิล สุขุมวิท 57 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.30-23.00 น. และคืนวันศุกร์-เสาร์ ปิด 24.00 น. โทร. 09-8886-1645

 

ก๋วยเตี๋ยวบ้านกร่าง ชามละ 150 อิ่มทั้งครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 14:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509654

ก๋วยเตี๋ยวบ้านกร่าง ชามละ 150 อิ่มทั้งครอบครัว

เรื่อง/ภาพ ชินวัฒน์ สิงหะ

ก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์ “ป้าบุญมา ตุ่นป้อม” ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก แม้ว่าราคาแพงเว่อร์ชามละ 150 บาท เมื่อถึงสี่แยกสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงบ้านกร่าง ถนนสายพิษณุโลก-สุโขทัย เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 300 เมตร จะพบกับร้านที่ตั้งเพิงขายอยู่หน้าบ้าน ลักษณะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดา มีเมนูเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ความพิเศษคือ หากลูกค้าสั่งก๋วยเตี๋ยวพิเศษรวม ก็จะคิดราคาชามละ 150 บาท แต่สั่งชามเดียวอิ่มท้องทั้งครอบครัว

ป้าบุญมา บอกว่า ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ราคาชามละ 10 บาท จนถึงปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบราคาแพงขึ้น จึงได้ขึ้นราคา เป็นแบบธรรมดาชามละ 30 บาท ถ้าสั่งเพิ่ม ใส่ 2 อย่าง คิดราคาชามละ 40-50 บาท แต่หากลูกค้าต้องการสั่งเมนูพิเศษรวม คือ ใส่ทุกอย่างที่มีอยู่ในร้าน ก็จะราคาชามละ 150 บาท ก่อนหน้านี้เคยเห็นครอบครัวที่มีลูกมากๆ แล้วอยากจะกินก๋วยเตี๋ยว ถ้าซื้อแยกเป็นถุงให้พอดีกับคนในครอบครัวจะใช้เงินหลายบาท จึงได้ทำก๋วยเตี๋ยวแบบพิเศษให้ คือ ใส่ทุกอย่าง ปริมาณมากๆ ทั้งครอบครัวสามารถอิ่มครบทุกคน

จากนั้นพอมีคนอื่นๆ ทราบ ก็ขอลองสั่งเมนูแบบนี้บ้าง ทางร้านก็ทำขายให้ พร้อมทั้งมีโปรโมชั่น หากใครสามารถทานเมนูพิเศษรวม ได้ครบ 3 ชาม ก็จะไม่คิดเงินค่าก๋วยเตี๋ยว แต่ว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทำลายสถิติได้ อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ไม่ทราบอาจจะได้ยินเพียงชื่อ หรือฟังคนบอกเล่าต่อๆ กันมา ก็จะคิดว่าขายก๋วยเตี๋ยวในราคาแพงถึงชามละ 150 บาท แต่หากมาดูปริมาณวัตถุดิบที่ใส่ให้ ทั้งลูกชิ้น หมูแดง หมูหมัก เนื้อเปื่อย น่องไก่ และอื่นๆ ก็จะรู้ว่าคุ้มค่า พร้อมขอท้าให้มาลอง

หากท่านใดที่อยากจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวท้าประลองของป้าบุญมา ก็สามารถไปอุดหนุนกันได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ไปจนถึงประมาณ 16.00 น. โดยร้านป้าบุญมาหาง่าย ถ้าออกไปจาก ตัวเมืองพิษณุโลกถึงสี่แยกไฟแดงบ้านกร่าง ให้เลี้ยวขวาเข้าไป หรือถ้ามาจากทาง จ.สุโขทัย ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงที่ร้าน

 

‘ส้มตำโคราช’ ร้านเล็กอร่อย มหา’ลัยเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509843

‘ส้มตำโคราช’ ร้านเล็กอร่อย มหา’ลัยเกษตรฯ

โดย…สิทธิปูทะเลย์

 ท้าดื่มไวน์ พี่ไม่กล้า แต่หากท้ากินส้มตำ รับคำท้าทั่วประเทศจ้า อันนี้ คือคำพูดอิฉันเองเจ้าค่ะ อิ…อิ

ร้านนี้ เป็นร้านที่ใกล้เกลือกินด่างมาก สำหรับก๊วนส้มตำของอิฉัน เหตุเพราะร้าน “ส้มตำโคราช” ซุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ดินแดนที่ก๊วนเราไปทำงานกันบ่อยมาก จนเพื่อนๆ ถาม ไปกินหรือยัง ก็ยังไม่รู้เรื่องและสุดท้ายต้องตามไปลอง  อืม… หลังลอง อิฉันให้ระดับความแซ่บ 8 จาก 10 คะแนน

อาหารอีสาน ส่วนมากรายการอาหารซ้ำกัน ส้มตำ น้ำตก ลาบ ก้อย แกงหน่อไม้  แกงเห็ด ฯลฯ  แต่ที่ชอบต้องส้มตำปูปลาร้า มาก่อนสิ่งใด

 เป็นจานห้ามพลาดของอิฉัน ส้มตำปูปลาร้า สั่งแบบลาวคักๆ นัวๆ สั่งแล้ว มานั่งโต๊ะ แม่ค้าจะได้ตำแบบสบายใจ หนักชูรสนิด เบามือหน่อย คนตำจะได้ไม่ประหม่า เพราะเราย้ำแล้วขอแบบลาวคักๆ (อันนี้เพื่อนสอนให้สั่งแบบนี้ อร่อยชัวร์) และก็อร่อยได้ใจ

มะละกอกรอบ น้ำปลาร้าอร่อย  สรุปจานนี้เลิศ จานตำไทย ใส่ถั่วก็ตามมา แต่ขอแบบไม่หวาน เพราะตำไทยต้องใส่น้ำตาลนิดถึงจะอร่อย

จานอร่อย อิฉัน ยกให้ตำถั่ว ร้านส้มตำโคราชเขาลือชื่อเรื่อง ตำถั่ว และแน่กว่าแช่แป้ง ต้องสั่งหมูสามชั้นทอด เอามากินแกล้มตำถั่ว จะรออะไร ตำถั่วปูปลาร้า ฉบับอิฉันคือเผ็ดๆ น้ำตาลไม่ใส่ และหมูสามชั้นทอด ไก่ทอด ที่คนทอดเก่งมาก กรอบสีสวย ที่สำคัญน้ำมันทอดไม่ดำปี๋ จนทานไม่ลง

 “อือ หือ คุณค่ะ ตำถั่ว แซ่บจริงอะไรจริง เผ็ดๆ เราก็แกล้มด้วยหมูกรอบ ที่ขอบอกว่าอร่อยจริงๆ กรอบนอก นุ่มใน ขนาดอิฉันคุมน้ำหนัก ยังอดไม่ไหว จัดไปเกือบหมดจาน จานนี้ต้องสั่งอย่าพลาดเชียว เพราะทอดปุ๊บขึ้นจากกระทะปั๊บ  คนหยิบหมด แทบต้องรอหน้าเตา น่องไก่ ปีกไก่ทอด ก็เช่นกัน“

ของร้อนๆ ซดคล่องคอ ต้องแกงเห็ด น้ำแกงครบเครื่องผักอีสาน แต่ที่อร่อยสุดคือสารพัดเห็ดมากกว่า 3 อย่าง อาจเพราะขายดีหรืออยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ก็ไม่ทราบ เห็ดจึงใหม่ กรอบ ไม่มีกลิ่นหืนน้ำ แบบค้างคืนให้ทานแล้วเสียอารมณ์

ร้านนี้หาไม่ยากค่ะขายวันที่ราชการเปิด ร้านติดรั้วของกรมวิชาการเกษตร นั่งมอเตอร์ไซค์ วินมหาวิทยาลัยไปถูกทุกคัน บอกร้านส้มตำโคราช ติดกรมวิชาการเกษตร ราคาก็ไม่แพง ปกติเหมือนร้านทั่วไป เจ้าค่ะ

 

 

กาแฟดีที่บ้าน White Latte Jam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 17:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/509655

กาแฟดีที่บ้าน White Latte Jam

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

บางครั้งจินตนาการของการทำอาหารไม่จำเป็นต้องมีแหล่งจุดประกายที่เลอเลิศอะไร หาได้จากความอร่อยรอบๆ ตัว อย่างครั้งนี้ผู้เขียนบังเอิญได้ชิมโดนัทสอดไส้ที่เชื่อว่าขายดีที่สุดเจ้าหนึ่ง เขามีโดนัทรสชาติใหม่ที่เคลือบด้วยครีมสีขาว ดูจากสีสันแล้วเดาว่าเป็นรสวานิลลาหรือนม เมื่อชิมต้องแปลกใจเพราะครีมสีขาวๆ ที่คิดว่าเป็นรสนมสำหรับเด็ก กลับแอบซ่อนกลิ่นกาแฟไว้ ชิมแล้วรู้สึกประทับใจจนต้องมาหาชื่อที่เขาตั้งไว้ให้รสชาติของโดนัทกันจ้าละหวั่น แว่วมาว่าชื่อ White Latte ถือเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ได้ว่าความประทับใจในการรับประทานอาหารนั้น น่าจะประกอบขึ้นจากการลิ้มรสด้วยตา สมองของเราสั่งการให้คาดเดาเอาจากสิ่งที่เห็นแล้วแปลรสชาติที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อสิ่งที่รับรู้ตรงกันข้ามกับที่สมองสั่งการไว้ กลายเป็น “Kick” ที่ทำให้เกิดความตะลึง ยิ่งถ้ารสชาติดีแน่นอนว่ามันกลายเป็นความประทับใจ

อย่างครั้งนี้น่าจะเกิดจากการติดใจที่สีสันไม่บอกถึงรสชาติ ทำให้สมองรู้สึกตะลึงที่ได้รับประทานกาแฟที่ซ่อนอยู่ในครีมสีขาวแทนที่จะเป็นสีน้ำตาลของกาแฟ คล้ายๆ เป็น Illusion หลอกลวงสมองแบบหนึ่ง มันเลยเกิดเป็นความประทับใจ ยิ่งเป็นรสกาแฟรสชาติหนักนมที่ว่านี้ชวนให้นึกถึงการดื่มกาแฟครั้งแรกๆ ของผู้เขียน ที่ไม่อยากเล่าให้ฟังเลยว่าเกิดขึ้นที่งานสวดอภิธรรมศพในสมัยเด็กๆ กลิ่นหอมของกาแฟที่ชงกันเป็นหม้อๆ หนักทั้งนมข้นจืดและนมข้นหวาน สีนวลของกาแฟลอยโชยมา เรียกว่าเป็นรักแรกของการดื่มกาแฟก็ว่าได้

ฉบับนี้จึงขอนำเอาอีกสูตรของ Coffee Jam แทนที่จะใช้เมล็ดกาแฟบดแล้วชงเป็นน้ำกาแฟเข้มข้น ปรับเป็นโดยการใช้เมล็ดกาแฟที่คั่วแบบเข้มๆ อย่าง Espresso Roast ใช้เต็มเมล็ดแช่ในนม ความร้อนจากนมอุ่นๆ จะค่อยๆ ดึงเอากลิ่นหอมของกาแฟคั่วออกมาอย่างนุ่มนวลโดยไม่ทำให้สีของน้ำนมเข้มขึ้น นี่แหละเคล็ดลับของเชฟระดับมิชลินที่เขาใช้ Infusion ในการสร้างรสชาติใหม่ๆ ให้กับอาหารหลายๆ ชนิด

แยมไวท์ลาเต้มีวิธีทำและวิธีกินเหมือนกับ Coffee Jam ในฉบับที่แล้ว กวนแบบเดียวกับสังขยา แต่ไม่มีไข่ไก่ ได้เป็นครีมแบบ Pastry Cream ที่ราดลงบนขนมปังปิ้ง หรือจิ้มกับขนมปังนึ่ง หรือจะใช้สอดไส้ชูส์ครีมหรือขนมปังก็ได้

แยมไวท์ลาเต้

ส่วนผสมแยม

นมจืด ส่วนที่ 1 1.5 ถ้วย

นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

นมจืด ส่วนที่ 2 0.5 ถ้วย

เมล็ดกาแฟคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

แป้งกวนไส้ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมนมทั้ง 3 ชนิดลงในหม้อ คนให้เข้ากันแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ จากนั้นเติมเมล็ดกาแฟคั่วลงไป พักไว้ 15-20 นาที กรองแยกเอาเมล็ดกาแฟออก

นำส่วนนมขึ้นตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ

ผสมนมส่วนที่ 2 เข้ากับแป้งทั้งสองชนิด เติมลงในส่วนผสมของนมในหม้อ

กวนส่วนผสมที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนสุก แยมกาแฟจะค่อยๆ ข้นขึ้น รอจนส่วนผสมเดือดประมาณ 3-4 นาที ยกลงจากเตา คนเร็วๆ ด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเนียนและเย็นอย่างรวดเร็วเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น

สามารถเสิร์ฟแบบอุ่นหรือที่อุณหภูมิห้องตามชอบ

ส่วนผสมขนมปัง

ขนมปังแผ่นหนา

เนยจืด

วิธีทำ

หั่นขนมปังให้เป็นชิ้นที่ต้องการ ทาเนยบางๆ ปิ้งบนกระทะหรือในเตาอบให้กรอบนอกนุ่มใน

เสิร์ฟพร้อมแยมกาแฟ

 

Guss Damn Good ร้านไอศกรีมมีสไตล์ ทุกรสชาติมีเรื่องราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/508588

Guss Damn Good ร้านไอศกรีมมีสไตล์ ทุกรสชาติมีเรื่องราว

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

 จุดนัดพบของฉันกับเพื่อนเป็นมุมสลัวใจกลางเมืองหลวง ร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่แอบซ่อนอยู่ชั้นล่างด้านหลังของอาคารในซอยศาลาแดง 1 ใกล้กับอาคารอื้อจื่อเหลียง ชนิดที่ว่าคนไม่รู้จักมาก่อนจะไม่รู้เลยว่า ที่แห่งนี้มีร้านไอศกรีมอยู่

ในแต่ละวัน “กัส แดม กู้ด” (Guss Damn Good) มีผู้คนแวะมาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอ

หลายคนติดใจในรสชาติไอศกรีมที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ในเมื่อเจ้าของร้านคิดค้นสูตรจากเรื่องราวและประสบการณ์ที่ประสบพบเจอด้วยตัวเอง

แต่ก็มีคนอีกไม่น้อย ติดใจในบรรยากาศของร้านที่ผ่อนคลาย พิงกำแพงกินไอศกรีมพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก หรือปรึกษาเรื่องราวชีวิตที่พบเจอมา กลายเป็นสถานที่พักพิงระหว่างทางก่อนไปพบเจอสิ่งที่จำเจ

“น้องแบงก์” ที่ดูแลร้าน กัส แดม กู้ด สาขาศาลาแดง ซอย 1 คะยั้นคะยอให้เราชิมไอศกรีมรสแล้วรสเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยความอยากให้เราได้สัมผัสเรื่องราวของผู้ก่อตั้งผ่านรสชาติไอศกรีม

ระหว่างที่น้องแบงก์ใช้ช้อนเล็กๆ ตักไอศกรีมให้เราลองชิม ก็ได้เล่าถึงที่มาของร้านไอศกรีมแห่งนี้ที่แสนน่าทึ่ง

 “จุดเริ่มต้น คือเจ้าของเรียนบอสตัน โดยได้เลือกทำร้านไอศกรีมเป็นโปรเจกต์ที่จบมหาวิทยาลัย หลังจบแล้วก็อยากเอาโปรเจกต์มาทำให้สำเร็จในชีวิตจริง”

คอนเซ็ปต์ร้านไอศกรีมก็มาจากที่บอสตัน “ฝรั่งกินไอศกรีมหน้าหนาวเพื่อทำให้คิดถึงหน้าร้อน” ให้อารมณ์ปาร์ตี้ พบปะสังสรรค์ในช่วงซัมเมอร์ โดยมีไอศกรีมเป็นสื่อกลางคำนึงถึงฤดูกาลที่คิดถึง

บอสตัน ยังเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นสูตรไอศกรีมหลากหลายรสชาติ ซึ่งรสชาติไอศกรีมของ กัส แดม กู้ด มีชื่อแหวกแนวออกไป เช่น ไม่ยอมแพ้ครั้งที่ 18 (DON’T GIVE UP #18) หมอกโตเกียว (TOKYO MIST)

ระหว่างที่เราตักไอศกรีมเข้าปาก ก็อ่านชื่อรสชาติไอศกรีมบนผนังไปด้วย พลางคิดบางทีเจ้าของร้านคงต้องการให้ถามถึงที่มาของรสชาตินั้นๆ หรือเปล่านะ ด้วยความอยากรู้จึงได้ถามน้องแบงก์ไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะที่มาของรสไอศกรีมมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น

DON’T GIVE UP #18 เป็นรสแรกที่ผลิตในไทย เอานมทุกยี่ห้อที่หาได้มาผสมกัน เพื่อหาสูตรที่ดีที่สุด จนกระทั่งครั้งที่ 18 จึงได้รสชาติที่ดีใกล้เคียงกับที่รับประทานที่บอสตันมากที่สุด เป็นที่มาของแฮชแท็ก 18 ในไอศกรีมรสนี้

Bon Fire หรือ Caramel Burn เกิดขึ้นจากอารมณ์คิดถึงเวลาเล่นเจ็ตสกีเสร็จ มานั่งรอบกองไฟปิ้งมาร์ชเมลโล่กินกันสมัยที่อยู่ที่บอสตัน และรสชาติไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ใช้ความรู้สึก (เซนส์) ที่คิดว่าน่าจะได้แล้ว ทำให้บางที  Bon Fire อาจจะขมมากกว่าครั้งก่อน

ความประทับใจที่หาไม่ได้จากร้านอื่น คือสามารถลองไอศกรีมได้ทุกรสชาติ เพื่อให้เราเลือกซื้อรสชาติที่เราถูกใจที่สุด แม้ในอารมณ์ว่างเปล่าที่ไม่รู้จะคุยอะไร อย่างน้อยยังมีบทสนทนาเกี่ยวกับรสชาติไอศกรีม ที่พอจะคลายความขัดเขินกันไปได้

ขอบคุณ ระริน ธรรมวัฒนะ สาวน้อยผู้ก่อตั้งร้าน กัส แดม กู้ด ที่ทำให้พานพบประสบการณ์ใหม่ของการทานไอศกรีม สัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดทุกมิติ จนสร้างความสำเร็จแบบปากต่อปาก

ร้าน กัส แดม กู้ด ปัจจุบันมี 2 สาขา ที่ Ei8ht ทองหล่อ และศาลาแดง ซอย 1 ร้านเปิดจนถึง 23.00 น.

 

 

กาแฟดีที่บ้าน Coffee Jam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 14:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/508353

กาแฟดีที่บ้าน Coffee Jam

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studioไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงเเรมออนเซนขนาดใหญ่แถวๆ เมืองคิโนซากิ โรงแรมนี้มีความอลังการตรงที่มีอาหารญี่ปุ่นนานาชนิดให้เลือก โดยเฉพาะกลุ่มของผักภูเขาญี่ปุ่นดอง กินกับข้าวสวยและมิโซะซุป ผู้เขียนเดินดูอย่างมีความเพลิดเพลินไปกับอาหารที่หลากหลาย เพราะเขามีป้ายภาษาอังกฤษประกอบด้วยทำให้เราได้เรียนรู้อาหารอีกหลายประเภท

มาสะดุดหยุดชะงักตรงแถวๆ โต๊ะขนมปัง คนญี่ปุ่นชอบรับประทานขนมปังแผ่นหนาๆ ปิ้งให้ด้านนอกกรอบ ด้านในยังเหนียวนุ่มอยู่ ยังมีขนมปังแบบ Bun หรือ Pan ที่เป็นขนมปังนม ก้อนกลมๆ ให้ได้ชิมเป็นอาหารเช้าด้วย แปลกที่เขาไม่มีขนมปัง Whole Wheat หรือ Whole Grain น่าจะเป็นเพราะความชอบของคนญี่ปุ่นชอบขนมปังนุ่มๆ แต่ไม่ต้องกังวลอาหารอื่นๆ เขามีถั่ว งา ธัญพืชอื่นๆ ที่สมดุลดีกว่าอาหารตะวันตก

ทางโรงแรมเตรียมแยมจากผลไม้หลากหลายชนิดไว้ให้ ที่น่าสนใจมีองุ่นเคียวโฮเป็นองุ่นลูกใหญ่มีกลิ่นหอม ส่วนแยมแอปเปิ้ลอร่อยเหาะไปเลย แยมของญี่ปุ่นมีความแตกต่างจากแยมของฝรั่งตรงที่หวานน้อย คล้ายๆ กับ Compote ที่ผลไม้จะโดนความร้อนไม่มาก ยังคงรสชาติของผลไม้แต่ละชนิดได้ดี มีเนื้อหนึบๆ ให้เคี้ยว รับประทานแล้วสดชื่นมากๆ จนขนมปังหมดไปหลายแผ่น

นอกจากแยมตระกูลผลไม้ที่วางอยู่ให้เราตักป้ายขนมปังแล้ว ยังมีแยมอีกประเภทที่อาจจะเรียกได้ว่า non-fruit jam อ่านชื่อแล้วต้องรีบไปหยิบขนมปังสไตล์ Pan ก้อนกลมและปิ้งขนมปังแผ่นมาเพิ่ม เพราะมีทั้ง Red Bean Jam ซึ่งเป็นถั่วแดงกวน ส่วน Green Tea Jam คล้ายๆ กับสังขยาบ้านเราแต่เป็นรสชาเขียว สรุปได้ว่าตระกูลสังขยาของบ้านเรา ญี่ปุ่นเขาเรียกแยม เขามี Milk Jam รสนมฮอกไกโด เด็กๆ ชอบรับประทานเพราะเป็นครีมรสนมหอมเนย ป้ายกับขนมปังแบบ Bun อร่อยเลิศ

ผู้เขียนเลยลองเอาไอเดียนี้กลับมาทำให้ครบถ้วนในหมวดอาหารเช้า ดึงเอาความเป็น Milk Jam ออกมาแล้วเติมกาแฟเอสเปรสโซลงไปในขั้นตอนของการกวน เรียกว่าเป็น Coffee Jam ในแบบของผู้ใหญ่ รับประทานคู่กับขนมปังในช่วงเช้าหรือจะปิ้งขนมปังให้กรอบหอมเนย แบบขนมปังปิ้งเตาถ่านบ้านเรา เอามาจิ้มกับ Coffee Jam ลงไปอร่อยเป็นขนมสไตล์ Dessert Cafe ที่มีกลิ่นอายบ้านๆ โบๆ (ราณ) นิดๆ ที่แท้ก็สังขยารสกาแฟดีๆ นี่เอง

ขั้นตอนของการทำนั้นไม่ยาก ปรุงรสกาแฟของเราให้อร่อยด้วยนมข้นหวานเเละจืด ใช้นมสดเป็นพื้นฐานความอร่อยจะได้คุณประโยชน์เเละความหอม กวนด้วยแป้งข้าวโพดเเละทำให้เบาด้วยแป้งกวนไส้จะช่วยให้ Coffee Jam ของเราน่ารับประทานขึ้น

สำหรับสูตรนี้ต้องเก็บในตู้เย็น จะรับประทานเมื่อไหร่นำออกมาอุ่นในไมโครเวฟ หรือกวนในหม้อที่ไฟอ่อนๆ ถึงจะกลับมาอร่อย ส่วนใครอยากรับประทานเย็นๆ ก็ได้รสชาติ ยิ่งคู่กับขนมปังอุ่นๆ กรอบนอกนุ่มในยิ่ง “ฟิน”

Coffee Jam กับขนมปังหัวกะโหลก

ส่วนผสมเเยมกาแฟ

กาแฟ ชงแบบเอสเปรสโซ 3 ช็อต

นมจืด 1 ถ้วย

นมข้นหวาน 6 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 5 ช้อนโต๊ะ

แป้งกวนไส้ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 1 ฟอง

เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมกาแฟ นมทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน เติมแป้งกวนไส้ลงไป

กวนส่วนผสมที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนสุก แยมกาแฟจะค่อยๆ ข้นขึ้นรอจนส่วนผสมเดือดประมาณ 3-4 นาที ยกลงจากเตา เติมไข่แดงและเนยจืดลงไป คนเร็วๆ ด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเนียน

รอให้เย็นสนิท เสิร์ฟได้เลย

ส่วนผสมเเยมไวท์คอฟฟี่

นมจืด 2 ถ้วย

นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

แป้งกวนไส้ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

เมล็ดกาแฟคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมขนมปัง

ขนมปังแผ่นหนา

เนยจืด

วิธีทำ

หั่นขนมปังให้เป็นชิ้นที่ต้องการทาเนยบางๆ ปิ้งบนกระทะหรือในเตาอบให้กรอบนอกนุ่มใน

เสิร์ฟพร้อมแยมกาแฟ

 

เดอะ เทอเรส รสชาติติดตรึงความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/507114

เดอะ เทอเรส รสชาติติดตรึงความทรงจำ

โดย…ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ขาประจำมาร้านนี้หลับตาสั่งไม่เปิดเมนูให้เสียเวลา ร้าน เดอะ เทอเรส (The Terrace) ก็รู้ซึ้งกันอยู่แล้วอะไรอร่อย ซิกเนเจอร์ของร้านก็ต้องสั่งจานในตำนาน ซี่โครงหมูอบเดอะ เทอเรส หรือจานนี้พอร์คช็อป อีกจานรสดีแสนคุ้นเคยซุปหางวัว ต้องจัดว่าเด็ดติดตรึงอยู่ในความทรงจำจนวันตาย

ตบท้ายความอร่อยด้วยของหวานกล้วยไข่เชื่อม คัดกล้วยขนาดเลือกลูกพอห่ามๆ กำลังดีเลย ไม่สุกเกินไป เชื่อมพอเหนียวรสหวานกำลังดี ฟินทุกที

การสร้างคอนเซ็ปต์ร้านให้ความรู้สึกผ่อนคลาย Feel the Greenery หลบจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ นั่งชิลชิมอาหารในบรรยากาศเขียวสบายตา ฉัตรฤดี ศุขตระกูลผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ เดอะ เทอเรส เล่าว่าร้านพัฒนาดูทันสมัยสะอาดตาและน่านั่ง

ร้านเริ่มต้นเมื่อปี 2518 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเริ่มธุรกิจร้านอาหารเพื่อรองรับนักช็อปปิ้ง เน้นบริการเปี่ยมด้วยคุณภาพด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทีมงาน ร้านแรกเริ่มขึ้นที่สาขาเซ็นทรัล ชิดลม ใช้ชื่อร้านว่าห้องอาหารเซ็นทรัล มีแฟนประจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาประมาณปี 2535 ได้ใช้ชื่อทางการค้าในนามแบรนด์ เดอะ เทอเรส (The Terrace) เป็นร้านอาหารไทย เปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้ามายาวนาน 4 ทศวรรษแล้ว

“จุดเด่นของร้านอาหาร เดอะ เทอเรส เน้นคุณภาพอาหารและความสะดวกสบายด้วยค่ะ เมนูอาหารส่วนใหญ่จึงเน้นอาหารจานเดียว สั่งกันง่ายๆ สบายๆ เน้นคุณภาพอาหารปรุงจากวัตถุดิบสดใหม่ เอกลักษณ์สร้างความประทับใจคือถึงรสไทยแท้ค่ะ แกงเลียง แกงส้ม รสจัดจริง เมื่อ 40 ปีก่อนร้านอาหารไทยในห้างสรรพสินค้ามีน้อยค่ะ

การเปิดเป็นร้านแรกๆ คนก็ถูกใจว่าหาอาหารไทยอร่อยๆ ได้ไม่ยากเย็นอะไรเลยนะคะ ลูกค้ามานั่งกินอาหารมีตั้งแต่วัยรุ่นวันนี้ก็กลับมารียูเนียนพบปะกับเพื่อนๆ คุ้นเคยกับรสเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ทีมเชฟก็อยู่กับเรายาวนาน 30 กว่าปีแล้วค่ะ” ฉัตรฤดี เล่ารายละเอียดร้านดั้งเดิมในห้างเซ็นทรัล

ความหลากหลายของคนเดินห้างสรรพสินค้า คืออีกโจทย์ของการพัฒนาของร้านสุดคลาสสิกของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล คือการนำเสนออาหารหลายรูปแบบ การรังสรรค์เมนูใหม่เอี่ยมอ่องฟิวชั่นญี่ปุ่นมีให้ลิ้มลองกัน

“ข้าวผัดซีอิ๊วญี่ปุ่นห่อไข่หน้าเป็ดล่อนทอด ใช้ข้าวหอมมะลิผัดใส่ซอสเทอริยากิ แล้วทอดไข่ให้เป็นแผ่นใส่ข้าวห่อไข่ เป็ดพะโล้นำมาชุบแป้งและไข่มาทอดพอเหลือง แล้วหั่นเป็นชิ้นวางราดด้วยซอสเทอริยากิ แนมผักปลอดสาร ขิงดอง หรือคอรสแซ่บ ก็มีเมนูแนะนำอยากให้ลองพอร์คช็อปซอสจิ้มแจ่วย่างแบบสุกนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่วเส้นหมี่ และผักผัดเนย เป็นสเต๊กหมูอร่อยจี๊ดจ๊าดแบบไทย

อีกเมนูแนะนำช่วงนี้ ร้านร่วมกับมูลนิธิ เตียง จิราธิวัฒน์ ในโครงการ “เซ็นทรัลอาสาพัฒนาชุมชน” มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยด จ.พัทลุง เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยการนำข้าวสังข์หยดมารังสรรค์เมนูทั้งคาว-หวาน เช่น ลาบวุ้นเส้น-แครอตกรอบ, ข้าวสังข์หยดผัดแจ่ว-ไก่ย่าง, เส้นหมี่ข้าวสังข์หยด-แกงเขียวหวานปลากะพงทอด, สเต๊กปลากะพงเพสโต้ไรซ์-ข้าวสังข์หยดผัดกระเทียม ส่วนของหวานกล้วยไข่สาคูครีมข้าวสังข์หยด เครื่องดื่มสมูทตี้สังข์หยดไรซ์ ลองสั่งกันนะคะ”

15 สาขา ร้านอาหารเดอะ เทอเรส กระจายตามห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แล้วยังมีที่เทอร์มินอล 21 ชั้น 4 โฮมเวิร์ค ราชพฤกษ์ ชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช ตึกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช (ริมน้ำ)

รสชาติคุ้นในความทรงจำรออยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

 

รสสัมผัสพื้นถิ่น สตรีทฟู้ดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/507044

รสสัมผัสพื้นถิ่น สตรีทฟู้ดอาเซียน

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สมภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ในยุคที่เออีซีไร้พรมแดน การเข้าถึงประเทศเพื่อนบ้านเห็นจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ยิ่งถ้าได้สัมผัสถึงรสชาติของอาหารพื้นถิ่น หรือว่าสตรีทฟู้ดของประเทศนั้นๆ ก็ยิ่งทำให้ได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตและตัวตนของประเทศเหล่านั้นได้ไม่ยาก

เชฟเฟอร์นันโด โรมาน หัวหน้าฝ่ายบริหารครัว โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ ผู้มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารและงานสายโรงแรมมากว่า 18 ปี ทั้งครัวยุโรปและครัวเอเชียน เคยทำงานที่เวียดนาม กัมพูชา ก่อนจะมาสัมผัสกับ ครัวไทย บอกเล่าถึงอาหารสตรีทฟู้ดในภูมิภาคอาเซียนให้เราฟัง

“เราจะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของแต่ละประเทศผ่านอาหาร เราเลยหยิบเอาสตรีทฟู้ดข้างทางของแต่ละชาติมาไว้ในโรงแรม เพื่อความสุขของลูกค้า ได้นั่งแอร์เย็นๆ พร้อมกับกินอาหารสตรีทฟู้ดข้างทาง ซึ่งสตรีทฟู้ดแต่ละประเทศก็มีเอกลักษณ์ของตนเอง อย่างมาเลเซียจะชอบอาหารจำพวกทอด กินกับน้ำจิ้มรสจัด เน้นกะทิและ เครื่องเทศคล้ายบ้านเรา ส่วนบรูไนจะเป็นส่วนผสมกันระหว่างเวียดนามกับมาเลเซีย แต่จะเน้นอาหารทะเลที่มีน้ำจิ้มมาตัดความเลี่ยนมากกว่า ขณะที่สิงคโปร์จะเน้นแค่นึ่งกับต้ม ไม่ปรุงรสจัดใช้เครื่องเทศน้อย จะใช้แค่เกลือและพริกไทย ส่วนเวียดนามจะเน้นจานผัก คล้ายอาหารจีน หมักด้วยตะไคร้และผักนานาเพื่อสุขภาพ”

 

ด้าน เชฟประสิทธิ์ เข็มภูเขียว หัวหน้าเชฟอาหารจีน แห่งอมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ บอก เล่าถึงสตรีทฟู้ดอาเซียนให้เห็นภาพชัดมาก ยิ่งขึ้น

“ในยุคเออีซีมันไร้ขอบเขต แหล่งอาหารของแต่ละประเทศเพื่อนบ้านนั้นก็หากินได้ ง่ายขึ้น จากเมนูริมถนนเราหยิบขึ้นมาเอาใจกันในโรงแรม กินแล้วรู้สึกสบายใจ นอกจากสตรีทฟู้ดของไทย เรายังเอาเมนูเด่นๆ ของประเทศเพื่อนบ้านที่กินแล้วจะสัมผัสถึงตัวตนของพวกเขาได้ไม่ยากเลยครับ”

สตรีทฟู้ดไทยดังไกลทั่วโลก

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) จัดอันดับให้กรุงเทพมหานคร เป็น “สวรรค์แห่งอาหารริมทาง” หรือเมืองที่มีอาหารริมทาง (Street Food) ดีที่สุดในโลกต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ขณะที่สภาอาหารริมทางโลก (World Street Food Congress) ยกให้ “หอยทอด” เป็น 1 ใน 3 ของอาหารที่ ขึ้นชื่อมากที่สุด หารับประทานได้ริมทางในกรุงเทพฯ และนี่ล่ะเสน่ห์ของสตรีทฟู้ดไทย

 

เมนูวันนี้ คือ ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ กุ้งแม่น้ำตัวเขื่องผัดกับเส้นเล็กผัดไทยปรุงรสด้วย ซอสมะขามเปียก น้ำตาลปึก หรือน้ำตาลโตนด ให้ความหอมและความหวานที่กลมกล่อม ห่อด้วยไข่ ปรุงรสด้วยถั่วป่น พริกป่น และน้ำมะนาว พร้อมเสิร์ฟกับ ผักเคียง ขอบอกว่าให้ชิมก่อนปรุง อร่อยมาก

สตรีทฟู้ดบรูไนน่ากินสุดๆ

อาหารประจำชาติบรูไน หรือว่าสตรีทฟู้ดมีลักษณะคล้ายกับอาหารของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย แถมยังได้รับอิทธิพลกรรมวิธีการปรุงเพิ่มเติมจากอินเดีย จีน ไทย และญี่ปุ่น และเนื่องจากอิทธิพลของศาสนาอิสลาม อาหารที่รับประทานจึงเป็นอาหารฮาลาลเสียส่วนหญ่ จึงไม่นิยมรับประทานอาหารจากเนื้อหมูสักเท่าไร

 

เมนูวันนี้ สไปร์ซี่สลัดซอสถั่ว สลัดจานสตาร์ทเตอร์ยอดนิยมของชาวบรูไน ผักพื้นบ้านผัดด้วยน้ำมัน งาขาว โรยงาดำ หัวหอมซอย ปรุงรส ด้วยซอสถั่วที่เพิ่มความมัน เพิ่มความน่าสนใจด้วยเต้าหู้คีนุทอดโปะอีกที เป็นจานเบาๆ เพื่อสุขภาพล้วนๆ

สตรีทฟู้ดมาเลเซียหลอมรวมวัฒนธรรมทั่วโลก

สตรีทฟู้ดมาเลเซียเป็นอาหาร ที่ได้รับอิทธิพลจากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก อิทธิพลหลักมาจากชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดีย นอกจากนั้นยังได้รับอิทธิพลจากชาวเปอรานากัน และยูเรเซีย ชาวโอรังอัสลี และ ชนเผ่าต่างๆ ในซาราวะก์และซาบะฮ์ ทำให้อาหารมาเลเซียมีความหลากหลายทั้งรสชาติ และวิธีการปรุงที่ซับซ้อนมาก

 

เมนูวันนี้ นาซีกอละ อาหารจานง่ายที่หากินได้ทุกมุมของมาเลเซีย คือ มีเพียงข้าวสวย แตงกวา ปลากรอบ ถั่วลิสงทอด ไข่ต้ม แล้วก็น้ำพริกเผาของมาเลเซีย ออกรสสไปซี่ คล้ายกับข้าวหมูแดงในบ้านเรา แต่รสชาติจัดจ้านกว่า

อร่อยง่ายๆ สตรีทฟู้ดเวียดนาม

วัฒนธรรมการกินอาหารของคนเวียดนามก็คล้ายๆ กับบ้านเรา คือมีข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก แล้วในมื้ออาหารก็จะมีผักเคียง และแต่ละภูมิภาคของเขาก็มีอาหารที่โดดเด่นต่างกัน อย่างเวียดนามเหนืออาหารรสชาติจะมีรสจืด เน้นผักสักหน่อย มีแกงจืด และการผัดแบบจีนแพร่หลายมากกว่าภาคอื่นๆ

สำหรับเวียดนามกลางนั้น จะได้รับอิทธิพลจากราชสำนักโบราณ จึงมีการจัดอาหารอย่างสวยงามในแต่ละมื้อมีอาหารหลายอย่าง มีรสชาติที่เผ็ดและเค็มกว่าภาคเหนือเสียอีก

ในขณะที่อาหารเวียดนามใต้จะได้รับอิทธิพลทางอาหารมาจากอินเดียและกัมพูชา จะมีการกินแกล้มกับผักและผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ที่หลากหลายกว่าโดยเฉพาะปลา เพราะอยู่ติดกับทะเล

เมนูวันนี้ บันหมี่ อาหารกินเล่นของเวียดนาม เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเวียดนาม ถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นเมนูยอดฮิตของผู้คนเวียดนาม นิยมกินกันตอนเช้าถึงเที่ยง ส่วนผสมก็จะมีหมูยอ แครอตเส้น หมูบด หอมใหญ่ซอย และผักชี นำไปผัดจนหอม นำมายัดไส้ขนมปังบาแก็ต ถ้าไม่กินหมูก็เปลี่ยนเป็นไก่ได้ แต่คนเวียดนามจะ ไม่นิยมกินเนื้อเนื่องจากมีราคาสูง

สิงคโปร์เมนูที่คุ้นเคย

เมื่อพูดถึงอาหารสิงคโปร์ หลายคนจะนึกถึงข้าวมันไก่ เมนูยอดฮิตของชาวจีนไหหลำ ที่มีน้ำจิ้มพริกตำสีส้มสด ไม่มีเต้าเจี้ยว กลิ่นหอมอ่อนๆ รสเผ็ดเล็กน้อย มีต้นหอมสับ ขิงสับละเอียดผสมกระเทียมกับน้ำมันงาให้ราดเนื้อไก่ รสชาติอร่อยไปอีกแบบ

จริงๆ แล้วอาหารสิงคโปร์เป็นตัวบ่งชี้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในสิงคโปร์ ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย อาหารจึง ได้รับอิทธิพลจากชาวพื้นเมืองมลายู ชาวจีน อินโดนีเซีย เปอรานากัน และวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งมาจากอังกฤษ อาหารสิงคโปร์จึงถูกส่งเสริมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

เมนูวันนี้ บักกุ๊ดเต๋ ของที่นี่จะทำออกมาเป็นน้ำซุปใส มาพร้อมซี่โครงหมูต้มกับเครื่องยาจีน และมาเลเซียจนเปื่อย เมื่อได้ลองซดน้ำซุปร้อนๆ หอมหวานกระดูก กินคู่กันกับข้าวสวยยิ่งอร่อย บางครั้งก็นิยมกินกับเส้นหมี่ ตอนเช้าบำรุงเลือด พอตอนเย็นก็จะบำรุงกำลัง เป็นเมนูที่เรียกความสดชื่นได้ดีไม่หยอก

สัมผัสรสชาติอาเซียนสตรีทฟู้ดได้ที่ อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ โทร. 02-653-9000 ต่อ 355 หรือ 356

 

อะโลฮา … พาคาโลโล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/507043

อะโลฮา … พาคาโลโล

เรื่อง คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

เพราะอากาศร้อนทั้งปี ทำให้คนกรุงเทพฯ โหยหาทะเล ชายหาด เกาะ ฯลฯ กันตลอดแต่ถ้าเวลาหรือภารกิจไม่ลงตัว ไปไหนไกลไม่ได้ เย็นนี้สวมเสื้อฮาวายแล้วมุ่งหน้าซอยอารีย์ แล้วจะพบว่า … สวรรค์ฮาวายอยู่ที่นี่เอง

“พาคาโลโล ติกิบาร์ แอนด์ ไดนิง” เป็นค็อกเทลบาร์และร้านอาหารซึ่งกรุ่นด้วยกลิ่นอายหาดทราย สายลม และ แสงแดด ด้วยรายละเอียดในการตกแต่งร้าน ซึ่งมีไม้ หวาย สีเขียว ลวดลายใบไม้ งานแกะสลักไม้ เป็นองค์ประกอบ เห็นแล้วชวนให้นึกถึงฮาวายหรือเกาะโพลีนีเซียนที่ไหน สักแห่ง อีกทั้งพนักงานในเสื้อลวดลายสีสันเสริมบรรยากาศของร้านให้ “ติกิ” มากขึ้น บรรยากาศโดยรวมทำให้นึกถึงช่วงเวลาของการผ่อนคลายและแฮงเอาต์

ร้านเพิ่งเปิดมาได้ราว 7 เดือน และ มีกระแสตอบรับดีไม่น้อย โดยเฉพาะคน หนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานที่ต้องการความแปลกใหม่ เพราะติกิบาร์ในกรุงเทพฯ นั้นก็ ไม่ได้มีมากนัก

บาร์หินอ่อนสีเขียวสวยของ พาคาโลโล พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลซึ่งมีรัมเป็นส่วนผสมหลัก หลายเมนูมาในแก้วสไตล์ติกิ อย่างเช่น AK47 ผสมจากบาร์คาดี พีชชแนปส์ สับปะรด เสาวรส น้ำผึ้ง ไลม์ และไซเดอร์ นอกจากค็อกเทลแล้วยังมีเบียร์ รวมทั้งเครื่องดื่มม็อกเทล สมูทตี้ให้เลือก เครื่องดื่มใช้ผลไม้ และน้ำผลไม้สดเป็นส่วนผสม รวมทั้งส่วนโฮมไซเดอร์ที่ทางร้านทำเองก็ไม่เหมือนใคร

ในส่วนของอาหาร ร้านนี้เสิร์ฟความ อร่อยแบบญี่ปุ่นฟิวชั่นกับฮาวาย/อเมริกัน ทั้งยังมีไทยๆ เข้ามาผสมผสานในบางเมนู เป็นตะวันออกที่ควงคู่กระหนุงกระหนิงกับตะวันตกได้ดีงาม ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อรับประทาน มื้อค่ำ หรือสั่งอาหารมาคู่เครื่องดื่มเพื่ออรรถรส มีเมนูที่เหมาะสมให้เลือกสั่ง

ไม่ว่าจะ พาสต้าไข่กุ้ง เส้นแองเจิ้ลแฮร์สุกแบบกรุบๆ สาวๆ ที่ต้องการอาหารเบาๆ เพื่อสุขภาพก็น่าลอง สลัดปลาดิบ อีกหนึ่งเมนูเป็นอาหารสไตล์ฮาวายที่เรียกว่า โปเก เนื้อทูน่าสดๆ นำมาทำยำ รับประทานกับข้าวญี่ปุ่นอร่อยดี นอกจากอาหารทะเลแล้ว ที่นี่ ยังมีเมนูเนื้อให้สั่งด้วย อย่างเช่น เมนูบีฟ ปีเตอร์สัน ซึ่งหน้าตาละม้ายคล้ายเนื้อเบอร์เกอร์ นี่ก็ไม่ควรพลาด

สุดสัปดาห์ที่ พาคาโลโล มีดนตรีแสดงสด ซึ่งแนะนำว่าควรจองโต๊ะ เพราะร้านกะทัดรัดขนาด 40 ที่นั่งนี้จะอบอุ่นมากเป็นพิเศษ ใครอยู่ย่านนี้จะแวะมารับประทานมื้อกลางวันในวันหยุดก็ได้ เพื่อความแน่ใจมั่นใจว่าจะมีที่สำหรับคุณ กรุณาโทร. 02-075-0939 และ 08-0258-8361 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ pakalolobkk.com และ facebook.com/pakalolobkk

พาคาโลโล ติกิบาร์ แอนด์ ไดนิง ตั้งอยู่ ที่ซอยอารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) การเดินทางนั้น ไม่ยากเลย จากสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ เข้าซอย อารีย์ตรงมาเรื่อยๆ ทางขวามือจะเห็นป้ายชื่อซอย ตรงเข้าไปอีกนิดเดียว ร้านอยู่ฝั่งขวามือ ระยะทางจากปากซอยอารีย์ก็น่าจะประมาณ 500 เมตร ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 17.00-24.00 น.

จะว่าไปแล้ว ที่นี่ … พาคาโลโล ติกิบาร์ แอนด์ ไดนิง ก็ไม่ต่างกับฮาวาย (หรือเกาะไหนๆ) ด้วยเป็นสถานที่ซึ่งมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าหลงใหล ทำให้อยากแวะไปทักทาย “อะโลฮา” บ่อยๆ

 

หอยสเตชั่นภูเก็ต สด สะอาด น้ำจิ้มรสแซ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/507317

หอยสเตชั่นภูเก็ต สด สะอาด น้ำจิ้มรสแซ่บ

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

เมนู “หอย” อาหารทะเลที่หลายท่านโปรดปราน นำมาปรุงเมนูฮิตได้หลากหลายประเภทให้เลือกรับประทาน แต่หากนักท่องเที่ยวล่องใต้มาเยือนเมืองภูเก็ต ขอแนะนำให้ไปรับประทานอาหารทะเลที่ร้านอาหาร หอยสเตชั่น ตั้งอยู่ถนนภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ร้านแห่งนี้บริหารงานโดย สุรชัย สิงห์พุทธา และศณิศา ศรีนุ่น ภรรยา

สุรชัย บอกว่า สาเหตุที่ตั้งชื่อ “ร้านหอยสเตชั่น” เพราะเป็นคนชอบรับประทานอาหารทะเลอยู่แล้วมีวัตถุดิบจากเพื่อนๆ ที่สามารถสนับสนุนได้ตลอดเวลา อีกทั้งเคยเป็นเชฟของโรงแรมจึงอยากทำธุรกิจส่วนตัวจึงลาออกจากเชฟ เปิดร้านขึ้นมาเมื่อเดือน ต.ค. 2559 โดยมีเมนูหอย เป็นหลัก หอยนางรม หอยชักตีน หอยตลับ หอยแครง หอยแมลงภู่ ที่ขายดีเป็นพิเศษคือ หอยนางรม สินค้า ทางร้านสะอาด สดใหม่ หมดทุกวัน ไม่มีค้างสต๊อก เน้นความสด จริงๆ ที่สำคัญ ต้องสะอาด ดีต่อสุขภาพ

เมนูหอยทำได้หลายประเภท โดยเฉพาะยำตะไคร้กรอบหอยนางรมขายดีเป็นพิเศษ ที่สำคัญมีที่เดียวที่ร้านหอยสเตชั่น นอกจากนี้ยังมียำสาหร่ายหอยนางรม ยำสาหร่ายกุ้ง ยำสาหร่ายหมึก ต้องการแบบลวก เผา ยำ เมี่ยง ทำได้หมด

นอกจากเมนูหอยแล้ว ทางร้านยังมีประเภทปู ปลา หมึก กุ้ง รวมทั้งปลาเผา ปลานึ่ง ปูผัดผงกะหรี่ ต้มยำโป๊ะแตก ปลาเผา เมี่ยงปลาเผา ปลากะพงนึ่งมะนาว ปลากะพงทอดกระเทียม กุ้งเผา กุ้งทอดกระเทียม หอยนิวซีแลนด์ย่างชีส เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ชามะนาว นมเย็น กาแฟเย็น ราคาอาหารตั้งแต่ 50-190 บาท

สำหรับเคล็ดลับความอร่อย ศณิศา บอกว่า ต้องปรุงอาหารด้วยใจในแต่ละจาน เสมือนกับทำให้ตัวเองรับประทาน จึงออกมาจานใหญ่ทุกเมนูอาหาร ลูกค้ามีคนไทยและคนต่างชาตินิยมมารับประทานหอย

ที่สำคัญ นำหอยมาร่วมในผัดไทย ใช้น้ำซอสเคี่ยวเองนานถึง 2 ชั่วโมง จึงจะได้ซอสมะขามเพื่อผัดไทยอย่างดี ไม่มีปรุงแต่งรสชาติ มีผัดไทยหอยนางรม ผัดไทยหมึก ผัดไทยหอยนิวซีแลนด์ ผัดไทยหอยลาย ผัดไทยปูม้า ผัดไทยซีฟู้ดรวม เมนูผัดไทยที่นำหอยมาร่วมด้วยทุกประเภทจะขายดีมาก

ส่วนซอสมะขามที่ได้มาจากสูตรในวัง นำมาปรับเปลี่ยนเป็นสูตรของตัวเอง ให้รสชาติถูกปากลูกค้ามากที่สุด ทางร้านมีการตกแต่งร้านแบบเรียบง่าย สบาย นั่งได้ประมาณ 50 คน จัดปาร์ตี้ซีฟู้ดเล็กๆ ได้ด้วย มีพนักงานบริษัทต่างๆ มาจัดปาร์ตี้กันบ่อย

นักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองภูเก็ตอยากรับประทานเมนูหอยนานาชนิดก็ขอเชิญแวะไปที่ร้านหอยสเตชั่น โดยช่วงเช้าเปิดบริการเวลา 12.00-15.00 น. และช่วงเย็นเปิดบริการเวลา 16.30-23.00 น. หยุดทุกวันจันทร์