ก๋วยเตี๋ยวเตาถ่านออนเซ็น แซ่บถึงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/507040

ก๋วยเตี๋ยวเตาถ่านออนเซ็น แซ่บถึงใจ

เรื่อง แมงโก้หวาน

แค่เห็นหน้าตาก็บ่งบอกถึงความแซ่บเลยทีเดียว กับก๋วยเตี๋ยวเตาถ่านออนเซ็นแห่งร้านเรือนไม้ พระราม 2ซอย 33 เลยอดบอกต่อความแซ่บไม่ได้ อยากให้คอก๋วยเตี๋ยวได้ไปลองชิมกัน เดิมเปิดเป็นร้านอาหารจานเดียวมา 10 กว่าปี เพิ่งจะเพิ่มเมนูก๋วยเตี๋ยวเตาถ่านออนเซ็นได้ 3 ปี พร้อมกับลูกค้าที่มากขึ้นๆ

คุณภาพวัตถุดิบและความแซ่บคือสิ่งที่ดึงดูดลูกค้า เริ่มที่เส้นก๋วยเตี๋ยว พิณณ์นิภา ธนาเอกเสฏฐ์กุล เจ้าของร้าน บอกว่า ใช้เส้นสดใหม่และปลอดสารพิษ เหนียวนุ่ม ทั้งเส้นเล็ก บะหมี่ เส้นหมี่ และวุ้นเส้น (ไม่มีเส้นใหญ่) เนื้อหมูคุณภาพดี สะอาด ปลอดสารเร่งเนื้อแดง ขณะถั่วที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวต้มยำคั่วเองทุกวัน น้ำส้มก็ใช้น้ำส้มหมักธรรมชาติผสมกับน้ำส้มสายชู 5% ส่วน น้ำพริกเผาผัดด้วยน้ำมันรำข้าวไม่ใช้น้ำมันปาล์ม

“ร้านเราตั้งอยู่ในสวนบางมดแต่ลูกค้าอุดหนุนเยอะทุกวัน เราจึงตอบแทนลูกค้าด้วยการใช้วัตถุดิบที่ดีและใส่ใจความสะอาดเป็นพิเศษ เช่น ถึงแม้จะใช้ผักตลาดแต่ก่อน นำมาปรุงเราล้างด้วยน้ำยาล้างสารพิษอย่างดี แช่ 5 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ภาชนะ เช่น จาน ชาม ช้อน ตะเกียบ ล้างสองครั้ง ครั้งแรกล้างปกติทั่วไปแต่ครั้งที่สองเข้าเครื่องล้างจาน ลูกค้าประจำทราบดีในความ ใส่ใจของเราค่ะ”

หันมาที่ความอร่อยมั่นใจได้ทุกจานชามเพราะถูกปรุงด้วยความใส่ใจ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวต้มยำทั้งน้ำข้น น้ำใสแซ่บถึงใจเคล็ดลับความแซ่บอยู่ที่น้ำซุปต้มกระดูกหมู ที่ต้มด้วยเตาถ่านนานกว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งจะ ได้น้ำซุปที่กลมกล่อมหอมกรุ่น และพอปรุงด้วยเครื่องต้มยำยิ่งแซ่บอย่าบอกใคร ที่สำคัญอร่อยโดยไม่ต้องใส่ชูรส ซึ่งเป็นคุณลักษณ์เด่นของร้าน ชามใหญ่สมราคา ก๋วยเตี๋ยวน้ำธรรมดา 59 บาท ต้มยำ 65 บาท ถ้าใส่ ไข่ออนเซ็นเพิ่มอีก 10 บาท

“ไข่ออนเซ็นเราดูจากสารคดีของญี่ปุ่น ที่เขาเอาไข่ใส่ลงในบ่อออนเซ็นแล้วมันสุก เราก็เลยเอามาลองทำในแบบวิธีของเราปรากฏว่ามันโอเคมากและสร้างความแปลกใหม่ให้กับก๋วยเตี๋ยวและลูกค้าชอบสั่ง แต่นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้วก็มีเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อของทางร้าน เช่น หอยจ๊อปู แกงปู ข้าวผัดกะปิคั่ว ข้าวน้ำพริกลงเรือ ข้าวผัดปลาสลิด เป็นต้น อยากให้มาชิมกันค่ะ”

เชิญไปพิสูจน์ความแซ่บได้ที่ ถนนพระราม 2 ซอย 33 (ซอยวัดยายร่ม) เข้าซอยมา 3.5 กม. โทร. 08-1959-4245

 

สวนกระแสข้าวยาก…หมากแพง ร้านข้าวแกงป้าคิน ชามละ 25 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/507087

สวนกระแสข้าวยาก...หมากแพง ร้านข้าวแกงป้าคิน ชามละ 25 บาท

เรื่อง/ภาพ อัสวิน ภักฆวรรณ

ในยุคข้าวยาก หมากแพง ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจตกต่ำ แต่ “ร้านข้าวแกงป้าคิน” หาดใหญ่ กลับขายเพียงชามละ 25 บาทเท่านั้น อร่อยทุกเมนูอิ่มท้อง จึงกลายเป็นชนวนชวนให้ผู้พบเห็นป้ายราคาเช่นนี้ต่างสงสัย ว่าขายได้อย่างไร..? และอยู่ได้จริงหรือ..? ทั้งที่วัตถุดิบปรุงอาหารราคาแพงลิ่ว

ประคิน เพ็ชรมณี อายุ 66 ปี เจ้าของร้านป้าคิน ตั้งอยู่กลางซอย 11 ถนนราษฎร์อุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา บอกว่า ขายข้าวแกงราคาชามละ 25 บาทมานาน ตั้งแต่ปี 2543 ไม่ว่าเศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือตกต่ำแค่ไหน ก็ไม่ได้ผลกระทบ เพราะน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพตามปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ค้ากำไรเกินควร หรือเบียดเบียนผู้อื่น

ขณะเดียวกันยังได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้รับประทานอาหารอร่อย อิ่มท้อง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จึงขายข้าวแกงราคาพอเพียง ทำให้ดำรงชีวิตพออยู่ได้มาตลอด แม้กำไรจะไม่มากแต่ก็สบายใจ ซึ่งจะยังคงขายข้าวแกงแบบนี้ต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก ทั้งสั่งรับประทานที่ร้าน และซื้อใส่ถุงกลับไปรับประทานที่บ้าน

ป้าคิน บอกอีกว่า ราคาข้าวแกงที่ร้านมีหลากหลายเมนูซึ่งจะถูกกว่าที่อื่นมาก โดยข้าวราดแกงเพียงชามละ 25 บาท จะตักข้าวมากแค่ไหน หรือตักแกงกี่อย่างก็ได้ ส่วนแกงถุงราคาถุงละ 15 บาท และขนมหวานถุงละ 5 บาท

นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูง แต่ “ร้านข้างแกงป้าคิน” ยังคงยึดมั่นขายในราคาจานละ 25 บาทเท่านั้น

 

ร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า เมนูสับปะรดที่ต้องลิ้มลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/505901

ร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า เมนูสับปะรดที่ต้องลิ้มลอง

โดย…จะเรียม สำรวจ

ใครที่เป็นแฟนพันธ์ุแท้สับปะรด
อยากแนะนำให้แวะมาชิมเมนูเครื่องดื่มและของหวานที่ร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า ชั้น G
ศูนย์การค้าสยามพารากอน
เนื่องจากร้านนี้มีเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ทำจากสับปะรดมาให้เลือกอย่างหลากหลายกว่า
40 เมนู แบ่งเป็นเมนูเครื่องดื่ม 10 เมนู และเมนูขนมหวานอีกประมาณ 30 เมนู

ด้วยความที่เป็นร้านสับปะรด
แน่นอนบรรยากาศภายในร้านก็จะต้องมีสับปะรดเป็นศิลปะในการตกแต่งร้านไม่ว่าจะเป็นสับปะรดผลสด
สับปะรดผลปลอม นอกจากนี้ยังมีหมอนอิงก็ยังมีการเพนต์ภาพเป็นรูปสับปะรด
เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของร้านอีกด้วย

นลัท วุฒิจริยากุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า เล่าว่า
หลังจากเปิดร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า
มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาได้ผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบรับประทานสับปะรด
เนื่องจากภายในร้านมีเมนูที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นขนมหรือเครื่องดื่ม

สำหรับเมนูที่ดูเหมือนจะถูกใจลูกค้าเป็นพิเศษใครมาต้องสั่งลิ้มลอง คือ
บิงซูสับปะรด ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน
จุดเด่นของบิงซูสับปะรดที่ร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า นำมาเสนอแบบไม่เหมือนใครนี้ คือ
วัตถุดิบที่นำมาทำบิงซูเกือบ 100% มาจากสับปะรดทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งที่ทำจากน้ำสับปะรด หรือไอศกรีมที่ทำจากสับปะรด
นอกจากนี้ยังมีท็อปปิ้งที่เป็นสับปะรดหั่นลูกเต๋าวางเรียงสวยงามอยู่ในถ้วย
พร้อมด้วยวิปครีมมะพร้าวที่ราดไว้ด้านบน เพื่อความกลมกล่อมและสวยงาม

อีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างดี คือ
สับปะรดสดหั่นเต๋าจิ้มพริกเกลือ ที่ดูเหมือนจะเป็นเมนูธรรมดา แต่ร้านหอมสุวรรณ
พีน่าพีน่า สร้างความไม่ธรรมดา
ด้วยการทำพริกเกลือจิ้มสับปะรดมาให้ลูกค้าได้เลือกแซ่บแบบกลมกล่อมถึง 3 แบบ คือ
พริกเกลือพริกป่น พริกเกลือสตรอเบอร์รี่ และพริกเกลือเลมอน

ส่วนเมนูเครื่องดื่มที่ขายดี นลัท บอกว่า ต้องเป็นเมนูนี้เลย คือ
น้ำสับปะรดคั้นสด จุดเด่นของเมนูนี้คือการคั้นน้ำสับปะรดแบบสดๆ
พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้าโดยไม่ใส่น้ำตาล หรือไซรัป
ด้วยสับปะรดที่นำมาคั้นเป็นพันธ์ุหอมสุวรรณที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่
มีจุดเด่นในด้านของรสชาติที่หวานอมเปรี้ยวนิดๆ เนื้อกรอบฉ่ำ แถมไม่กัดลิ้น
จึงทำให้เครื่องดื่มนี้ได้รับความนิยมไม่แพ้เมนูหอมสุวรรณสปาร์กิ้ง

แม้ว่าปัจจุบันร้านหอมสุวรรณ พีน่าพีน่า
จะมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มให้ลูกค้าได้เลือกมากกว่า 40 เมนู
แต่ทางร้านก็มีแผนที่จะเตรียมเปิดตัวเมนูใหม่
ทั้งในส่วนของขนมและเครื่องดื่มมานำเสนอลูกค้าอีกไม่ต่ำกว่า 10 เมนู
แบ่งเป็นเมนูเครื่องดื่ม 8 เมนู และเมนูขนมหวานอีก 2 เมนู
เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มลองเมนูใหม่ๆ ที่ทำจากสับปะรดหอมสุวรรณ

นอกจากจะมีเมนูขนมหวานและเครื่องดื่มที่ทำจากสับปะรดหอมสุวรรณแล้ว ร้านหอมสุวรรณ
พีน่าพีน่า
ก็ยังมีเมนูทางเลือกให้กับลูกค้าที่ยังไม่กล้าลิ้มลองเมนูที่ทำจากสับปะรด
ด้วยเมนูชาร้อนและน้ำผลไม้อื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือก
ส่วนใครที่ชอบความเป็นสับปะรดอยู่แล้ว ก็เลือกเมนูสับปะรดได้ตามใจชอบได้เลย
ซึ่งนลัทบอกว่าใครที่ได้ลิ้มลองแล้วล้วนติดใจ

 

กินไหนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/505751

กินไหนดี

– ห้องอาหาร สมูท เคอร์รี่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน (โทร. 02-650-8800 ต่อ 4333 อีเมล : fb.bangkok@lemeridien.com) เปิดประสบการณ์ความอร่อยไปกับ “ฟาร์ม ทู เทเบิ้ล ”วัตถุดิบสดจากไร่ สู่เมนูอาหารไทยอร่อยล้ำ คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่สะอาด และปลอดสารพิษ จากเกษตรกรเจ้าของแปลงเพาะปลูกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมในการปรุงอาหารทุกจานอย่างพิถีพิถัน วันนี้-31 ก.ค.นี้ กับเมนูอย่างค้างคาวเผือกม่วง กุ้งแม่น้ำเผาเสิร์ฟคู่กับยำใบบัวบก ต้มข่าปลาสลิดใบมะขามอ่อนฯลฯ เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิออร์แกนิกแบบเติมได้ไม่อั้น

โดย…แบมบี bambi5789@gmail.com

 

– ห้องอาหารแฮมิลตันส์ สเต๊กเฮ้าส์ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ (โทร. 02-200-9000 ต่อ 2345 อีเมล : dtbkdining@dusit.com) เอาใจคนรักล็อบสเตอร์เทอร์มิดอร์ ตลอดเดือน ก.ค.-ก.ย. ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ กับเมนูซิกเนเจอร์ต่างๆ ของห้องอาหาร ราคาเริ่มต้น 990 บาท++

 

– ร้านเปปเปอร์ ลันช์ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาดอนเมือง และศูนย์อาหาร) วันนี้-9 ส.ค. พบ 4 เมนูแซลมอน กับ Amazingly Moist Salmon แซลมอนนำเข้าจากนอร์เวย์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท (ทุกชุดเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม และซุปมิโซะ) ตั้งแต่ ชุดข้าวแซลมอนและไก่ (Salmon& Chicken Pepper Rice) ชุดข้าวเปปเปอร์แซลมอนและกุ้ง (Salmon &Shrimp Pepper Rice) ชุดสเต๊กแซลมอนซอสพริกไทยดำ (Salmon Steak with Black Pepper Sauce) และชุดสเต๊กแซลมอนซอสเทริยากิ (Salmon Steak with Teriyaki Sauce)

 

-ทุกห้องอาหาร โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน (โทร. 02-266-9214 อีเมล : events.rosh@sheraton.com) กุ้งมังกรสดตัวโตนำเข้าจากทะเลบอสตัน สหรัฐ พร้อมรังสรรค์เป็นเมนูสุดพิเศษ เช่น เมนูผัดฉ่ากุ้งมังกร แสร้งว่ากุ้งมังกรกับมูสแกงแดง ราวิโอลีไส้กุ้งมังกร เฟตตูชินีกุ้งมังกร กุ้งมังกรภูเขาไฟ และกุ้งมังกรย่าง ฯลฯ ราคาเริ่มต้น 290 บาท++ ระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

 

– ห้องอาหารเดอะเวิลด์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ (โทร. 02-100-6255 อีเมล : diningcgcw@chr.co.th) เมนู “เซิร์ฟ แอนด์ เทิร์ฟ”แบบไม่อั้น เพลิดเพลินกับหลากหลายเมนูเนื้อเลิศรส และซีฟู้ดสดๆ หลากชนิดไม่ว่าจะเป็นเนื้อสไลซ์กับมายองเนสผสมกระเทียมและเนื้อล็อบสเตอร์ เนื้อวัวไพรม์ริบอบกับซอสเกรวี่ แซลมอนม้วนยัดไส้ปูและซอสล็อบสเตอร์ ฯลฯ พร้อมบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ ทุกค่ำคืนวันอังคาร เวลา 18.00-22.30 น. ในราคา 1,490 บาท++ ต่อท่าน

 

– ห้องอาหารมิสสยาม โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ กรุงเทพฯ (โทร. 02-217-0777) สำรับอาหารไทยชุด “จำปา” ที่คงความอร่อยแบบไทยแท้ต้นตำรับ ครบเครื่อง เริ่มต้นด้วยของว่างไทยตำรับโบราณ ข้าวเกรียบปากหม้อ เปาะเปี๊ยะปู และข้าวตังหน้าตั้ง ตามด้วยซุปร้อนๆ ต้มข่าไก่ พล่ากุ้งตะไคร้สด หลนเนื้อปูกับปลาฟู แกงเขียวหวานไก่ หมูทอดกระเทียมพริกไทย และผัดผักบุ้งไฟแดง เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ ปิดท้ายด้วยผลไม้ตามฤดูกาล บริการทุกวัน มื้อกลางวันและมื้อค่ำ ในราคาชุดละ 700 บาท++ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น.

 

– ร้านการ์เร็ต ป๊อปคอร์น ทุกสาขา (www.garrettpopcorn.com/thailand) มัทฉะ คาราเมล กลับมาให้คุณได้เพลิดเพลินกับรสชาติอร่อยกลมกล่อม จนถึงวันที่14 ส.ค.นี้ คัดสรรผงมัทฉะเป็นอย่างดี ปรุงปริมาณที่พอเหมาะในถุงป๊อปคอร์นด้วยมือสดใหม่ทุกวัน

 

– เอเชีย เบเกอรี่ โรงแรมเอเชีย(โทร. 02-217-0808 ต่อ 5358, 5268)ตลอดเดือน ก.ค. เชิญชิมมอคค่าชีสเค้ก รสเข้มข้น กลิ่นหอม เย้ายวนใจ พิเศษหลังเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป รับทันทีส่วนลด 30% สำหรับเค้ก และขนมปัง (ยกเว้นคุกกี้)

 

‘ชา’ กับ ‘อาหารไทย’ คู่อร่อยที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/505748

‘ชา’ กับ ‘อาหารไทย’ คู่อร่อยที่ลงตัว

เวลาเดินเข้าทีเฮาส์ นอกจากชาร้อนชาเย็นจากท้องถิ่นต่างๆ ที่มาดหวังแล้ว อาหารซึ่งจะเลือกสั่งมาคู่ชานั้นตามมาตรฐานร้านชาก็มักจะมีขนมหวาน ขนมปัง อาจจะมีของคาวสไตล์ตะวันตกบ้างบางเมนู แต่ ทีดับเบิ้ลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติก สาขา ดิ เอ็มโพเรียม มีแม้กระทั่งอาหารไทยให้รับประทานกันจริงจัง ส่วนรสชาตินั้นก็จัดจ้านกลมกล่อมไม่แพ้ฝีมือร้านอาหารไทยไหนๆ เลย นี่จึงนับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่พร้อมเสิร์ฟ เมื่อ “ชา” ถูกจับมาคู่กับ “อาหารไทย”

โดย… เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ทีดับเบิ้ลยูจีที (TWG TEA) เป็นแบรนด์ชาระดับโลกจากสิงคโปร์ ซึ่งเพิ่งจะฉลองครบรอบ5 ปีในประเทศไทยไปหมาดๆ เนื่องในวาระพิเศษและสำคัญนี้ จึงได้ปรับโฉมใหม่ของทีดับเบิ้ลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติก สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ทั้งยังได้คัดสรรเมนูอาหารใหม่ให้ลูกค้าได้อิ่มเอมในรสชาติแบบไทยๆ โดยการดูแลของเชฟอาหารไทยผู้เปี่ยมประสบการณ์

อาหาร “ไทย อินสไปร์ ดิช” ที่ ทีดับเบิ้ลยูจี ที ซาลอนฯ แตกต่างตรงที่แต่ละเมนูได้นำชาเข้ามาเสริมรสชาติและกลิ่น ความยากก็อยู่ที่การคงเอกลักษณ์ของอาหารไทยจานนั้นไว้และเพิ่มเติมลักษณะพิเศษเข้าไป เพื่อให้ลูกค้าซึ่งก็รวมถึงคนไทยที่คุ้นเคยกับเมนูดั้งเดิมเหล่านั้นอยู่แล้วรู้สึก “ว้าว” ขณะที่ลูกค้าต่างชาติได้รู้จักและเข้าใจใน “ไทยฟู้ด”

หลังจากการตีโจทย์ให้แตกและเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว เมนูอาหารไทยที่พร้อมเสิร์ฟในร้านชาแห่งนี้ต้องมีอาหารซึ่งเชิดหน้าชูตาของชาตินั่นก็คือ ผัดไทย ที่นี่เลือกเป็น “ผัดไทยปูนิ่ม” ปรุงจากก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ผัดใส่เต้าหู้ กุ้งแห้งทอดกรอบหอมแดงและต้นหอม ส่วนซอสผัดไทยนั้นผสมชาคาราเมล (Caramel Tea) ซึ่งเป็นชาดำเบลนด์กับชาคาราเมล มาพร้อมกับปูนิ่มทอดกรอบเคี้ยวกรุบ อร่อยลงตัวแบบไม่ต้องปรุงเพิ่มแต่ถ้าใครชอบจัดจ้านจะเติมพริก น้ำปลา ฯลฯก็ได้

ในบรรดาอาหารไทยยอดนิยมที่วันไหนนึกอะไรไม่ออก ชื่อและภาพของผัดกะเพราก็จะโดดเด้งขึ้นมาในหัวทันที ที่นี่ก็มีเหมือนกัน “ผัดกะเพราล็อบสเตอร์” เมื่อเนื้อล็อบสเตอร์ถูกนำมาผัดกับใบกะเพรา ผสมชาแบล็กเนคทาร์(Black Nectar Tea) ซึ่งเป็นชาดำเบลนด์กับมะม่วงและสับปะรดมีกลิ่นเครื่องเทศอยู่ด้วยใส่ลงไป เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยข้าวหอมมะลินั้นหุงกับชาเรดจัสมิน (Red Jasmine Tea) โดยชาแดงจากแอฟริกาใต้นี้ไม่มีกาเฟอีน เป็นชากลิ่นดอกไม้ผสมผสานกับมะลิ มีกะเพราแล้วก็ต้องมีไข่ดาวทอดกรอบมาด้วย จานนี้ปรุงรสจัดจ้าน ลิ้นแบบไทยๆ อย่างเรานี่ต้องยกนิ้วให้เลย

แกงไทยรสเข้มรสเค็มหวานอย่าง “ฉู่ฉี่ปลาหิมะและแซลมอน” เพิ่มเติมชาโคโคนัท(Coconut Tea) ซึ่งเป็นชาที่ให้กลิ่นอายแคริบเบียน ผสมผสานระหว่างชาดำและมะพร้าว น้ำแกงขลุกขลิกรับประทานกับข้าวหอมมะลิหุงกับชาเรดจัสมินและข้าวไรซ์เบอร์รี่ร้อนๆ เท่านี้ก็ฟิน นอกจากนั้นยังมี “ปลาหิมะราดพริก” ก่อนจะนำมาปรุงปลาหิมะจะหมักกับชาสไปซ์รูท (Spice Route Tea) ชาเขียวที่มีกลิ่นรสของขิง แล้วจึงนำไปทอดกรอบ

ใครที่ชอบเส้นและเนื้อก็ต้องเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับ “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวางุ” จะเลือกเส้นเล็กหรือเส้นหมี่ก็ได้ ส่วนเนื้อนั้นเป็นวางุแล่บางๆ ทำให้สุกแบบมีเดียมแรร์ด้วยน้ำซุปร้อนๆ ที่เทราดลงไป โดยน้ำซุปนี้มีน้ำชาทาลิสแมน (Talisman Tea) ซึ่งเป็นชาดำเบลนด์กับผลไม้ป่ามีรสกลิ่นถั่ว เครื่องเทศ และดอกไม้ใส่ลงไปด้วย เห็นน้ำซุปใสๆแต่รสนั้นข้นเข้มดีทีเดียว
น้ำซุปร้อนๆ ยังมีในอีกหนึ่งเมนู คือ “เกี๊ยวน้ำทะเลครัสเตเชียน” ซีฟู้ดที่นำมาทำไส้เกี๊ยวมีทั้งล็อบสเตอร์ ปูและกุ้ง เคียงคู่มากับผักกวางตุ้ง ส่วนซุปนั้นปรุงด้วยชาอิมพีเรียลอู่หลง (Imperial Oolong Tea) แต่งรสด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล

รสแซ่บซี้ดนั้นยังมีใน “ยำส้มโอทับทิม” ใช้ส้มโอแดง ทับทิม และกุ้งมาคลุกเคล้ากับน้ำยำซึ่งมีมิสที (Miss Tea) ชาเขียวผสมทับทิมและสตรอเบอร์รี่ใส่ลงไปด้วย อีกหนึ่งเมนู คือ “พล่าปลาแซลมอนรมควัน” เป็นยำสมุนไพร ห่อด้วยแซลมอนซึ่งรมควันกับชาเอิร์ลเกรย์เจนเทิลแมน (Earl Grey Gentleman Tea) เป็นชาดำซีลอนผสมกับชามะกรูด รองจานด้วยแตงกวาสไลด์บางๆ

ใครมาแล้วอยากลองหลากหลายเมนูไทยให้สั่ง “ทีดับเบิ้ลยูจี ที ไทย แพลตเตอร์” (TWG TEA Thai Platters) ที่อาหารจะมาเป็นเซตประกอบด้วย 6 เมนู คือ ยำส้มโอกับทับทิม ยำแซลมอนรมควัน เนื้อแดดเดียวโรยใบชาเซนฉะ ยำไก่สับผสมชาแบล็กเนคทาร์ เปาะเปี๊ยะไส้เนื้อปูผัดกับวุ้นเส้นและผักราดซอสมะขามผสมชาคาราเมล  สะเต๊ะ 3 อย่าง คือ เนื้อวางุ ไก่ และกุ้ง จิ้มน้ำจิ้มสะเต๊ะผสมชาโคโคนัท มีอาจาดมาด้วย ในส่วนของเนื้อแดดเดียวนั้นนับว่าเด็ด
นอกจากอาหารไทยแล้ว ทีดับเบิ้ลยูจี ที ซาลอนฯ ยังมีขนมหวานใหม่ๆ เตรียมมาเสิร์ฟ โดยเป็นขนมจากแนวคิด Tea Gastronomy คือการผสมชาลงไปเสริมรสชาติและกลิ่นอาย ยังมีเมนูเครื่องดื่มสำหรับการเฉลิมฉลองวาระพิเศษเรียกว่า “แอนนิเวอร์ซารี ที” เป็นม็อกเทลซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลไม้ไทย และชาซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อให้เข้าคู่กับอาหารไทยด้วย แนะนำว่าเป็นชาดำอู่หลง ชาเขียวสำหรับอาหารทะเล หรือจะเป็นชาที่มีรสสไปซ์แต่หากตัดสินใจไม่ได้ว่าชาแบบไหนที่เหมาะกับอาหารไทยที่คุณจะสั่งก็สอบถามพนักงานได้เลย
เมนูไทยรับประทานคู่ชาเหล่านี้มีให้อร่อยได้ที่ ทีดับเบิ้ลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติก สาขาดิ เอ็มโพเรียม โทร. 02-259-9510

ที่นี่อาจจะทำให้คุณได้พบว่า…  “ชา” กับ “อาหารไทย” ก็เป็นอีกหนึ่งคู่อร่อยที่ลงตัว

 

ร้านริมสวน อร่อยเรียบง่ายท้ายซอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/505747

ร้านริมสวน อร่อยเรียบง่ายท้ายซอย

โดย…พี่เวส ภาพ พี่ป๊อป

จากจุดเริ่มต้นที่เปิดร้านขายอาหารตามสั่งเล็กๆ ที่มีไม่ถึง 10 โต๊ะ ภายใต้ชื่อร้านป้าหมอน เปิดขายมากว่า 30 ปี ในโลเกชั่น ท้ายซอยของทางเข้าหมู่บ้าน มาถึงวันนี้ปรับโฉมใหม่ในชื่อ ร้านริมสวน ที่ให้บรรยากาศผ่อนคลายกว่าเดิม

ทีเด็ดของร้านนี้คือขึ้นชื่อเรื่องอาหารจานเดียว เมนูโปรดที่ทุกคนคุ้นเคย ที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ ผ่านเคล็ดลับการปรุงที่พิถีพิถันจานต่อจานในราคาเริ่มต้นเพียง 35 บาทเท่านั้น

เมนูแนะนำอย่างสุกี้ มีทั้งแบบน้ำและผัดแห้ง เคล็ดลับอยู่ที่น้ำจิ้มสไตล์โฮมเมด รสชาติเปรี้ยว หวาน เผ็ดกำลังดี ต่อด้วย ก๋วยเตี๋ยวมีทั้งหมูและเนื้อ หัวใจสำคัญอยู่ที่น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อม อย่าง ก๋วยเตี๋ยวหมู แนะนำ ต้มยำริมสวนทรงเครื่อง แซบครบรสแบบไม่ง้อเครื่องปรุง เพิ่มความหอมด้วยถั่วลิสงคั่วเอง กากหมูและกระเทียมเจียวทำเองวันต่อวัน

ด้าน ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กันด้วยน้ำซุปพะโล้สูตรเฉพาะหอมกรุ่น เลือกสรรเนื้อวัวชั้นดีเจ้าประจำ มีให้เลือกทั้งเนื้อสด เนื้อเปื่อย และลูกชิ้นเนื้อ

ไม่ถนัดก๋วยเตี๋ยว ก็นี่เลยอาหารจานเดียวตามสั่งอย่างผัดกะเพรา เคล็ดลับอยู่ที่การผัดพริกและกระเทียมให้เหลืองหอมตามด้วยเนื้อสัตว์ ผัดไฟแรงจนสุกได้ที่จึงป

รุงรส ปิดท้ายด้วยใบกะเพราเพิ่มความหอม พร้อมเสิร์ฟคู่กับข้าวหอมมะลิร้อนๆ และน้ำซุปกลมกล่อม และเมนูพิเศษตามคำเรียกร้อง มาม่าต้มยำรวมมิตรน้ำข้น แซบครบรสถึงใจกับเครื่องต้มยำจริงๆ

ร้านริมสวน ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม สุดซอยบางกระทึก 9 (ตรงข้ามซอยทางไปตลาดน้ำดอนหวาย) เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. โทร. 02-889-5155 และ 08-6540-3540

 

แสนยอด ซีฟู้ด บรรยากาศสุดชิล อาหารอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/505746

แสนยอด ซีฟู้ด บรรยากาศสุดชิล อาหารอร่อย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

แสนยอด ตำนานอาหารจีนกวางตุ้งที่ดังที่สุดในย่านบางรัก คออาหารจีนทั้งหลายรู้จักดี เพราะเปิดขายมา 55 ปีแล้ว ขายดีมาก ลูกค้าเนืองแน่นจนต้องขยายสาขาเพิ่ม ปัจจุบันมีอยู่ 5 สาขา

ย้อนไป 60 กว่าปีที่แล้ว “ชุนผวย แซ่อึ้ง” คุณพ่อของ “นำชัย เบญจรุ่งโรจน์” เจ้าของร้านแสนยอด เปิดร้านขายราดหน้าสูตรกวางตุ้งที่ซอยศรีเวียง (ตรอกไก่) ย่านบางรักมาก่อน ต่อมาในปี 2505 จึงเปิดร้านแสนยอดโภชนาเป็นทางการ ตั้งอยู่บนถนนสาทรเหนือ บริเวณเชิงสะพานตากสินทางลงฝั่งถนนสาทรเหนือพอดี ให้บริการอาหารจีนกวางตุ้งมากมาย เมนูที่ขึ้นชื่อ คือเป็ดย่าง บะหมี่สูตรกวางตุ้ง และราดหน้าสูตรเส้นหอมกลิ่นกระทะ

จากนั้นธุรกิจเจริญรุ่งเรืองสมชื่อ “แสนยอด”ซึ่งมาจากคำว่า “เส่งหยิด” ในภาษากวางตุ้งอันหมายถึงความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง จึงได้ขยายสาขามาเรื่อยๆ จนมี 5 สาขา แต่สาขาที่นำเสนอวันนี้สาขาพระราม 3 ซอย 12 หรือซอยวัดจันทร์นอก เข้าซอยประมาณ 150 เมตรอยู่หัวมุมซ้ายมือ เป็นร้านตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาในบริเวณเนื้อที่ 2 ไร่

พีรพงศ์ เบญจรุ่งโรจน์ ลูกชายเจ้าของร้านกล่าวว่า จุดเด่นที่ใครก็ต้องหลงรักและอยากมาอีกคือบรรยากาศร้านน่านั่งมาก มีทั้งโซนโอเพนแอร์และอินดอร์  ริมน้ำนั่งรับประทานอาหารและชมวิวด้วยบรรยากาศสุดชิล นอกจากนี้ยังมีโซนสวนที่ตกแต่งและออกแบบสวยงามใครมาก็ต้องไปถ่ายรูป ที่สำคัญในสวนนี้จะมีหมู่เรือนไทยสวยงามไว้สำหรับจัดเลี้ยง

ถ้าพูดถึงไฮไลต์ของแสนยอดสาขาพระราม 3 เนื่องด้วยบรรยากาศร้านริมน้ำ จึงเป็นสาขาที่เปิดเพื่อต้องการเพิ่มวาไรตี้ให้ลูกค้า จากเดิมเป็นอาหารจีนก็เพิ่มอาหารไทยและใช้วัตถุดิบซีฟู้ดให้เข้ากับบรรยากาศร้าน ฉะนั้นถ้าใครอยากกินอาหารซีฟู้ดของแสนยอดต้องมาสาขานี้ สดใหม่จริงๆ จับขึ้นมาปรุงพร้อมเสิร์ฟในทันที

ด้านความอร่อยและเมนู พรระพีเบญจรุ่งโรจน์ ทายาทอีกคน ได้ยกตัวอย่างความอร่อยด้วยเป็ดย่าง หมูกรอบและหมูแดงในจานเดียว เน้นไปที่เนื้อเป็ดที่ย่างด้วยเตาถ่านเนื้อจึงนุ่มและหอม น้ำราดเด็ดขาด ออกหวานเค็มหอมด้วยกลิ่นสมุนไพรเครื่องเทศรสกลมกล่อม เนื้อปลาเก๋าผัดมะระเต้าซี่ก็ใช่ย่อย อาหารจีนกวางตุ้งโบราณแท้ จุดเด่นอยู่ที่ซอสเต้าซี่ ที่มีความหอม และมะระไม่มีรสขม ด้วยเทคนิคการผัดผสมกับซอสเต้าซี่ สามารถกลบรสขมของมะระไปเลย

“แกงเหลืองปลากะพง ไม่ใช่จีนกวางตุ้งแน่นอน แต่เป็นแกงเหลืองปักษ์ใต้บ้านเรานั่นเอง รสชาติเข้มข้นแบบแกงใต้ แกงกับเนื้อปลากะพงสดๆ รสชาติเข้มข้นอร่อย ปลากะพงนุ่ม อีกเมนูกุ้งวังคั่วพริกเกลือ เป็นการจับกุ้งสดๆ เอาไปทอดคั่วกับพริกเกลือ (พริกไทยดำ เกลือ เครื่องเทศ) เนื้อกุ้งหวานกรุบกรอบ ตัวเปลือกไม่แข็งกินได้ทั้งตัว ถ้าชอบจัดจ้านก็จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บถึงใจ ที่ขาดไม่ได้คือ ราดหน้าซิกเนเจอร์ของแสนยอดลูกค้ามาแล้วต้องสั่ง เด่นที่เส้นหอมกลิ่นกระทะ น้ำราดหน้ารสกลอมกล่อม เนื้อนุ่มอร่อยเพราะผ่านการหมักจนได้ที่” พรระพีบรรยาย

พูดไปอาจยังไม่เชื่อ จึงอยากให้ไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ร้านเปิดทุกวันวันละ 2 เวลา ช่วงแรกเวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-22.30 น. โทร. 02-689-3646 วันเสาร์และอาทิตย์ควรโทรจองล่วงหน้า

 

ก๋วยเตี๋ยว ‘ต้มยำปลา’ แฮปปี้แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/504665

ก๋วยเตี๋ยว ‘ต้มยำปลา’ แฮปปี้แลนด์

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ก๋วยเตี๋ยวถือเป็นอาหารที่มีความผูกพันกับประเทศไทยมายาวนาน ตั้งแต่ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เศรษฐกิจฝืดเคืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลก็ส่งเสริมให้คนไทยกินก๋วยเตี๋ยวเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนถึงคนในประเทศ เพราะทำง่ายใช้วัตถุดิบที่มีหาได้ไม่ยาก

ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวกลายมาเป็นเมนูพื้นฐานที่ถูกปากคนไทย มีให้กินแทบทุกที่ทั่วไทย แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยติดใจถูกปากหาไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำเนื้อปลาขอแนะนำร้านนี้รับรองไม่ผิดหวัง “ก๋วยเตี๋ยวปลา แฮปปี้แลนด์” หรือ”ก๋วยเตี๋ยวปลาทีวีช่อง 3″ ที่มีสูตรเด็ดเคล็ดลับส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแม่ถึงรุ่นลูก ขายมานาน 32 ปี

เจ้อุ๋ม-ปรางทิพย์ เลิศถิรกิจ เจ้าของร้านเล่าว่า เดิมทีครอบครัวขายข้าวแกง แต่ลองเอาเนื้อปลากะพงสดที่ใช้ทำกับข้าวมาใส่ในก๋วยเตี๋ยวกลับอร่อย เลยหันมาทำก๋วยเตี๋ยวขายแทน ซึ่งเริ่มขายมาตั้งแต่ปี 2528 ร้านแรกเปิดขายอยู่แถวศูนย์การค้าบางปะกอก แต่ตรงนั้นเป็นร้านที่เช่าอยู่ พอมาซื้อบ้านเองแถวแฮปปี้แลนด์ก็ย้ายมาที่ตั้งปัจจุบันตั้งแต่ปี 2535 และขายมาตลอดจนถึงตอนนี้

“ที่ร้านเน้นของสด ใช้ปลากะพงขาว และของส่วนใหญ่ที่ขายก็จะทำเอง อาทิ ลูกชิ้นปลา เครื่องต้มยำ ซึ่งมีทั้งพริกแห้ง พริกสด ที่ใช้พริกขี้หนูสวนและพริกแกง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวถึงไม่ทำเองก็จะสั่งทำพิเศษ และเวลาทำก็ต้องทำต้มยำทีละหม้อต่อ 1 ชาม ลูกค้าสั่งได้ว่าชอบเผ็ดมากหรือน้อย” เจ้อุ๋ม เล่าถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับของร้านที่มีลูกค้ามารอชิมแน่นร้านแทบทุกวัน

เจ้าของร้านยังเล่าต่อว่า สาเหตุที่ใช้ชื่อร้านว่าก๋วยเตี๋ยวปลา TV 3 มาตลอดว่า สมัยที่ขายอยู่แถวศูนย์การค้าบางปะกอก มีรายการอร่อยช่อง 3 สมัยที่มี ดำรง พุฒตาล และกรรณิกา ธรรมเกษร เป็นพิธีกรมาทำรายการ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมาถึงทุกวันนี้ เลยใช้มาตลอด

แต่ถึงร้านนี้จะขึ้นชื่อเรื่องก๋วยเตี๋ยว เพราะเมนูยอดนิยมที่ลูกค้าสั่งมักจะเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง เย็นตาโฟ แล้วที่ร้านยังมีเมนูอีกสารพัดปลาให้เลือกชิมเพลินๆ คู่ไปกับการกินก๋วยเตี๋ยวด้วย เรียกว่าหลากหลาย อาทิ ปลาลวกจิ้ม เส้นปลาต้มยำแห้ง เส้นปลาต้มยำ เป็นต้น ใครชอบเผ็ดจี๊ดจ๊าดก็สั่งได้ รสชาติจัดเต็มทุกจานกันเลยทีเดียว

สำหรับที่ตั้งของร้านก็หาไม่ยาก ปัจจุบันมีสาขาเดียวที่ตึกแถวริมถนนแฮปปี้แลนด์ ถ้ามาทางถนนลาดพร้าวสามารถเข้าซอยตรงข้ามห้างเดอะมอลล์บางกะปิได้เลย ตรงมาประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะเจอร้านอยู่ริมถนนด้านขวามือ ส่วนใครที่มาจากถนนนวมินทร์ก็สามารเลี้ยวซ้ายเข้าถนนแฮปปี้แลนด์ได้เลยไม่เกิน 300 เมตร ก็เจอร้านอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ เอาเป็นว่าหาไม่ยาก

ใครเป็นสายชิมรสแซ่บ! ไม่ควรพลาด แวะมาลิ้มลองได้ ต้องบอกว่าคุณภาพสมราคาแน่นอน ไม่แพง เริ่มต้นเบาๆ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำราคา 60 บาท ก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง 60 บาท เส้นปลาต้มยำ 70 บาท เส้นปลาต้มยำแห้ง 70 บาท เกาเหลาต้มยำ 70 บาท หรือใครจะซื้อใส่ถุงกลับไปกินบ้านที่นี่ก็มีบริการเช่นกัน อย่างต้มยำรวมมิตรครบเครื่องถุงละ 100 บาท

ถ้าไม่แน่ใจเรื่องเส้นทาง โทรถามเจ้อุ๋มได้ที่ 08-9256-7890, 02-733-1434

 

ร้านอาหารบ้านแม่ยุ้ย อิ่มอร่อยแบบโฮมคุกกิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503167

ร้านอาหารบ้านแม่ยุ้ย อิ่มอร่อยแบบโฮมคุกกิ้ง

เรื่อง : วราภรณ์ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ร้านอาหารบ้านแม่ยุ้ยมีความเก่าแก่ ปัจจุบันตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 5 (ซอยราชครู) ซึ่งเพิ่งย้ายร้านมาจากซอยอารีสัมพันธ์ 1 มา และทำร้านใหม่ จากเดิมตั้งโต๊ะทำเป็นร้านแบบเอาต์ดอร์ตกแต่งด้วยโต๊ะหลากสีราว 70 โต๊ะ 15 ปีผ่านไป ผู้บริหารร้านคนปัจจุบันคือ จอม เชี่ยวสกุล จึงได้คุยกับคุณแม่ตุ๊กตาหรือแม่ยุ้ย ตามฉายาที่เพื่อนๆ ในวัยเด็กเรียกเพราะแก้มยุ้ยน่ารัก มาปักหลักลงเสาเข็มใหม่ถัดมาอีก 1 ซอย

เพิ่งย้ายร้านได้ยังไม่ครบหนึ่งเดือน ตกแต่งให้มีความทันสมัยน่านั่ง เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำเพื่อให้รับกับอากาศเมืองไทยที่ร้อนอบอ้าว สูตรเด็ดอาหารของร้านแม่ยุ้ยที่ขึ้นชื่อใครมาก็ต้องสั่งรับประทาน ไม่อย่างนั้นถือว่าพลาดก็คือ ผัดไทยกุ้งสด และข้าวผัดมันกุ้ง ประดับตกแต่งด้วยกุ้งตัวโตๆ ซึ่งปัจจุบันขยายไปถึง 5 สาขาแล้ว

จอม ผู้ดูแลด้านการตลาดของทางร้านแถมยังเป็นทายาทของคุณแม่อัจฉราเล่าว่า ร้านแม่ยุ้ยก่อกำเนิดจากคุณแม่อัจฉรา เชี่ยวสกุล ชอบทำอาหาร เพราะสูตรอาหารต่างๆ ซึ่งได้สูตรอาหารไทยโบราณมาจากคุณยายของเขาคือ คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ผู้ก่อตั้งพรรคชาติไทย ภริยาของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งสมัยย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหญิงอุดมลักษณ์ชอบให้ญาติๆ มานั่งกินข้าวเย็นร่วมกันที่บ้าน อัจฉราในฐานะลูกสาวที่ชอบเรียนทำอาหารอยู่แล้วจึงชอบจดสูตรอาหารที่คุณแม่ของเธอทำ ซึ่งสูตรดั้งเดิมสมัย จอมพลผิน ชุณหะวัณและคุณหญิงวิบุลลักสม์ ชุณหะวัณ แห่งซอยราชครูส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น เช่น ข้าวกุ้งทอดกระเทียม เป็นต้น

“พอคุณยายเสียชีวิต คุณแม่ของผมก็มีแนวคิดอยากทำร้านอาหาร ซึ่งเราเปิดเริ่มเมื่อ 15 ปีที่แล้วเรียกว่าเปิดตามแรงปรารถนาของคุณแม่ที่ชอบทำอาหารมากๆ ประกอบกับพอคุณยายเสีย เราก็ไม่มีแหล่งรวมญาติกัน แต่พอมีร้านญาติๆ อย่างท่านชาติชาย ชุณหะวัณ คุณเจริญ อดิเรกสาร พร้อมลูกๆ หลานๆ ก็มารวมตัวกันที่ร้านคุณแม่

มีบางช่วงคุณแม่ไปเรียนทำอาหารเพิ่ม พอจอมเรียนจบด้านโปรดักต์ดีไซน์จากเมืองนอก ก็กลับมาช่วยคุณแม่ทำร้านอาหาร ซึ่งร้านเดิมเราอยู่ซอยอารีสัมพันธ์ 1 ตอนนี้ย้ายมาที่ซอยราชครู พหลโยธินซอย 5 เรียกว่าสถานที่กว้างขว้างขึ้น ซึ่งแต่เดิมเราแต่งร้านเดิมที่เป็นเอาต์ดอร์ใช้เก้าอี้ไม้สีๆ พอมีร้านใหม่เราใช้การตกแต่งสีเอิร์ทโทนและใช้สีน้ำเงินมาตัด แต่ครัวเรายังเป็นครัวเปิดแบบโอเพ่น คิตเช่น เพราะเรายังยึดหลักทำอาหารแบบไหนให้คนที่บ้านกิน ก็ทำแบบนั้นให้ลูกค้าได้รับประทาน

เราถือเรื่องความซื่อสัตย์เป็นสำคัญ ซึ่งเมื่อก่อนตอนที่คุณแม่เปิดร้านใหม่ๆ ผมรู้สึกเกรงใจลูกค้ามากที่ต้องมารอนานเป็น 3 ชั่วโมงเพราะโต๊ะเรายังน้อยอยู่ในช่วงนั้น จนเรารู้สึกเกรงใจลูกค้ามากๆ แล้วค่อยเพิ่มเป็น 70 โต๊ะในภายหลัง ปัจจุบันเรามีร้านที่กว้างขวางขึ้น รองรับลูกค้าได้มากขึ้นราว 100 คน ซึ่งทุกวันอาทิตย์ญาติๆ ของเราที่อาศัยอยู่ในซอยราชครูก็ยังมารวมกันวันอาทิตย์อยู่เหมือนเดิม มีคุณกร ทัพพะรังสี มาเล่นดนตรีไลฟ์ให้ฟังในบางครั้ง ญาติๆ จะติดรสมือของคุณแม่มากซึ่งปัจจุบันท่านก็ยังคุมเรื่องการปรุงอาหารเสิร์ฟถึงมือลูกค้าอยู่โดยมีแม่ครัวเก่าแก่ของบ้านเป็นผู้ช่วย”

เมนูที่ร้านบ้านแม่ยุ้ย เน้นอาหารไทยๆ แบบโฮมเมด คุกกิ้ง สะท้อนความละเมียดละไมในการปรุง มีไอศกรีมมะพร้าว โฮมเมดสูตรโบราณ เครื่องดื่มขึ้นชื่อของทางร้านคือ ชาเย็น เป็นต้น

“ปัจจุบันสูตรอาหารแบบดั้งเดิมยังมีบริการ เช่น ข้าวกุ้งทอดกระเทียม ผัดไทยกุ้งสด แกงเผ็ดเป็ดย่าง แต่มีการเพิ่มเมนูให้มากขึ้น เช่น หมูสะเต๊ะ เราไม่ชอบหมูสะเต๊ะที่แห้งๆ บางๆ เราเลยเลือกหมูช่วงสันคอที่มีมันแทรก นำไปหมักสูตรเฉพาะ จึงมีรสชาติอร่อยและเหนียวนุ่มในตัว แต่ละไม้กินเต็มคำ ผัดไทยเราใช้มะขามเปียกจริงๆ มาทำน้ำผัดไทย เมนู มันกุ้งหรือข้าวผัดทอดกระเทียมเราคัดเลือกมันกุ้งเอง จึงสะอาดถูกหลักอนามัย”

เมนูแกงเผ็ดเป็ดย่าง น้ำแกงเข้มข้น ใช้เวลาในการทำเคี่ยวใจเย็นๆ เลือกเป็ดที่มาจากกาญจนบุรีเพราะเนื้อเป็ดอร่อยแล้วค่อยนำมาย่าง แล้วนำมาปรุงด้วยสูตรโบราณเก่าแก่ หรืออย่างเมนูหมูสะเต๊ะ โดยแนวคิดขนมจีบทอดเมนูใหม่เกิดจากจอมกับภรรยาไปเดินเล่นที่ตลาดรู้สึกหิวจึงอยากกินอะไรง่ายๆ เดินไปเจอขนมจีบกับกากหมูมันๆ ก็คิดว่าน่าจะนำมาพัฒนาเป็นเมนูได้

“เราหิวก็เลยลองกินกัน พอกินอร่อย จึงซื้อมาให้คุณแม่ปรับเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นของเรา ลองให้เพื่อนกินเพื่อนบอกว่าอร่อย สูตรขนมจีบทอดจึงผ่านได้เป็นเวอร์ชั่นของเรา คุณแม่จึงไปสอนแม่ครัวทำโดยมีเคล็ดลับคือขนมจีบเราใช้กุ้งแท้ๆ ห่อแล้วเอาไปทอดให้ข้างนอกกรอบ ในนุ่ม ราดด้วยกากหมูกระเทียมเจียวที่ไม่มัน เราทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ให้เหม็นหืน แม่ปรุงสูตรน้ำจิ้มใหม่ให้ไม่เหมือนใคร รสละมุน ไม่เค็มเกินไป ลูกค้าชอบบอกว่ารสชาติอาหารร้านเราจะออกมาผู้ดีๆ ละเมียดละไม”

ที่ได้รสชาติอาหารละเมียดละไมทุกจาน จอมบอกว่าคุณแม่ของเขามีเคล็ดลับคือการเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด เช่น การเลือกมะขามเพื่อมาปรุงอาหาร คุณแม่จะเลือกมะขามที่ออกในฤดู เก็บรักษาไว้ในช่องแช่แข็งไว้เลย ช่วงไหนไม่มีมะขามดีๆ ก็งดทำเมนูที่ต้องใช้ส่วนผสมของมะขามไปเลย

สำหรับเมนูของหวาน เช่น กล้วยไข่เชื่อม บ้านแม่ยุ้ยใช้กล้วยลูกเล็ก เลือกกล้วยที่หง่อมพอดีๆ ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป นำมาเชื่อมโดยใช้ไฟอ่อน อาหารจะอร่อยต้องพิถีพิถันในการปรุงถือเป็นงานศิลปะ ต้องชิม ต้องปรุง ซึ่งอาหารรสชาติจะอร่อยต้องใช้ประสบการณ์ในการปรุง และที่สำคัญต้องปรุงสุกใหม่ทุกวัน

ร้านอาหารแม่ยุ้ยเปิดบริการ 11.00 น. ทุกวัน วันศุกร์ เสาร์ ปิดเวลา 22.00 น. มีฟูลบาร์ไว้คอยบริการด้วย จอมบอกว่าหากจะมาใช้บริการที่ร้านแนะนำให้เข้าทางพหลโยธินซอย 5 วิ่งตามทางมาเรื่อยประมาณ 200 เมตรจะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ หรือจะเข้าทางพระราม 6 ซอย 33 วิ่งมาสุดซอยจะพบร้านเลย สามารถโทรสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้ด้วยที่โทร. 02-279-9849 หากจะมาวันเสาร์-อาทิตย์ แนะนำให้โทรมาจองก่อนล่วงหน้า เพราะร้านค่อนข้างแน่น

 

เพลินชิม อิ่มอาหารสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/503166

เพลินชิม อิ่มอาหารสิงคโปร์

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : การท่องเที่ยวสิงคโปร์

สัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้เดินทางไปสิงคโปร์ (อีกครั้ง) เพื่อร่วมในค่ำคืนสุดพิเศษของ “MICHELIN guide” ที่จะประกาศรายชื่อของร้านอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการประดับดวงดาวอันทรงเกียรติ มิชลินไกด์เปิดตัวที่สิงคโปร์เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยปีนี้มีร้านอาหารที่ได้รับ 3 ดาวจากมิชลิน 1 ร้าน คือ โจเอล โรบูชง ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย ส่วนร้านอาหาร 2 ดาว มีจำนวน 7 ร้าน และ 29 ร้าน ได้รับ 1 ดาวมิชลิน

ระหว่างที่อยู่ในสิงคโปร์ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปลองชิมหลายร้านที่ได้มิชลิน เช่น Candlenut, Hill Street Tai Hwa Pork Noodle, Liao Fan Hong Kong Soya Sauce Chicken Rice & Noodle ฯลฯ หลายร้านหลายเมนูก็ทำให้ทึ่งและซึ้งในความหลงใหลในอาหารของชาวสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นความหลากหลายของประเภทอาหาร นอกเหนือจากจานเด็ดที่ทุกคนคุ้นเคยอย่างข้าวมันไก่ ลักซา บักกุ๊ดเต๋ ปูผัดซอสพริก ฯลฯ อาหารสิงคโปร์มีมากกว่านั้น นับตั้งแต่สตรีทฟู้ด เรื่อยไปถึงไฟน์ไดนิ่งในโรงแรม 5 ดาว มีทั้งอาหารเก่าแก่ดั้งเดิม อาหารสร้างสรรค์ใหม่และอาหารนานาชาติ

นอกจากนั้น ผู้เขียนก็ได้ไปร่วมพิธี พรีวิว “เทศกาลอาหารสิงคโปร์ 2017” ซึ่งมีโปรแกรมเด็ดซึ่งนักชิมไม่ควรพลาด

เปอรานากัน & มอด-ซิน

เทศกาลอาหารสิงคโปร์ 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 ก.ค.-30 ก.ค.นี้ โดยมาในธีม “Savour Singapore in Every Bite” ในช่วง (กว่า) 2 สัปดาห์ระหว่างงานมีหลากหลายอีเวนต์ให้เข้าร่วม กิจกรรมที่เป็นซิกเนเจอร์ของเทศกาลเรียกว่า “STREAT” จะจัด ณ คลิฟฟอร์ด สแควร์ (ข้างโรงแรมฟูลเลอร์ตัน เบย์) นอกจากชิมอาหารแล้ว ยังจะมีโอกาสสัมผัสกับศิลปะ ภาพยนตร์ และเรื่องราว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารด้วย

ปีนี้เชฟดัง-มัลคอล์ม ลี จาก แคนเดิลนัท (Candlenut) ร้านอาหารเปอรานากัน ซึ่งมี 1 ดาวมิชลินรับประกันความอร่อย เขาร่วมกับผู้บุกเบิกอาหารสมัยใหม่ของสิงคโปร์ หรือ มอด-ซิน (Mod-Sin) คือ วิลลิน โลว์ จากไวล์ดร็อกเก็ต ร้านอาหารแบบป๊อปอัพซึ่งนำเสนอเมนูยอดฮิตด้วยเทคนิคใหม่ๆ พวกเขาจะมานำเสนอเมนูสร้างสรรค์ใหม่ที่ต้องลอง ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้พบและชิมอาหารฝีมือของเชฟหนุ่มอนาคตไกลทั้งสองคนแล้ว ต้องยกนิ้วให้ ใครที่อยากจะทำความรู้จักกับอาหารเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มลายู) ก็สามารถแวะร้านแคนเดิลนัทของเชฟมัลคอล์มที่เดมป์ซีย์โรดได้ ร้านสวย บริการดี ที่สำคัญคือ ทำให้เราได้เปิดประตูอีกบานสู่โลกของอาหารที่ไม่คุ้นเคย

STREAT ยังมีร้านอาหารนับสิบมาให้ได้ชิม รวมถึงอาหารทะเลจากร้านนิว อูบิน ซีฟู้ด ซึ่งคอนเฟิร์มว่าเมนูของเขาเด็ดดวงมาก โดยเฉพาะปูสดๆ ที่มีให้เลือกสั่งได้หลากหลายแบบที่ถูกปากคนไทยน่าจะเป็นนำไปผัดพริกไทยดำ ถึงจะเป็นร้านอาหารทะเล แต่ก็มีจานเด็ดที่ควรลอง คือ สเต๊กเนื้อ ไปสิงคโปร์แล้วอยาก รับประทานอาหารทะเลก็แนะนำร้านนี้

หากคุณมีความสนใจเรื่องอาหารสมัยใหม่ของสิงคโปร์ต้องไปฟังเชฟดังมาพูดคุย เรื่อง “The Future of Food (อนาคตของอาหาร)” และ “Taste Talks : Neo Sin, Mod Sin or Origin Sin? (คุยกันเรื่องรสชาติ : อาหารนีโอสิงคโปร์ อาหารสิงคโปร์สมัยใหม่ และอาหารสิงคโปร์ต้นตำรับ)” ซึ่งจัดที่ SMU ในวันที่ 23 ก.ค. เวลา 10.00-15.00 น.

ศูนย์อาหาร ฮอว์กเกอร์ & ไชน่าทาวน์

นักชิมที่คุ้นเคยกับสิงคโปร์ต้องมี สักครั้งที่ได้ไปเยือนศูนย์อาหาร หรือฮอว์กเกอร์ ซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายทั่วเมือง ที่นี่เป็นแหล่งรวมของดีของอร่อยเข้าไว้ด้วยกัน ในช่วงเทศกาลอาหารสิงคโปร์ปีนี้ ศูนย์ อาหารแม็กซ์เวลและศูนย์อาหารโอลด์ แอร์พอร์ต โรด จัดอีเวนต์แพร์ริ่งไวน์กับ อาหารในฮอว์กเกอร์ โดยสรรหาไวน์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้ดื่มกับ ข้าวมันไก่ เคอร์รีพาย ฯลฯ เจ้าดังเจ้าอร่อย

นอกจากนี้ นักแสดงตลกและนักชิมอาหารชื่อดัง โมเสส ลิม จะพาผู้โชคดีไปชิมอาหารแบบคนสิงคโปร์ ณ ศูนย์อาหารแม็กซ์เวล ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอว์กเกอร์ที่ เก่าแก่ที่สุด พร้อมรับฟังเรื่องราวความ เป็นมา ชมการทำอาหารจริง แถมด้วยทัวร์สถานที่สำคัญในย่านนั้นด้วย

อีกหนึ่งศูนย์รวมอาหารของสิงคโปร์ คือ ไชน่าทาวน์ ปีนี้ร้านต่างๆ ร่วมใจจัดเทศกาล 50 เซนต์ (The 50 Cents Fest) ซึ่งจะพาทุกคนย้อนเวลาไปสู่ทศวรรษ 1980 เพื่อชิมอาหารริมทาง และฮอว์กเกอร์ต้นตำรับ หลายเมนูหารับประทานยากนำมาขายในราคา 50 เซนต์ (ประมาณ 13 บาท) เท่านั้น เสร็จแล้วจะเตร็ดเตร่ชิมคราฟต์เบียร์ที่สมิธสตรีทซึ่งอยู่ใกล้ๆ ต่อก็ยังได้ มีร้านเก๋ไก๋น่านั่งเปิดเพียบ

ชิมอาหาร คือ การ เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม

ในเทศกาลอาหารสิงคโปร์ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เข้าใจและรู้จักศิลปวัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์ไปพร้อมกัน มีหนึ่งโปรแกรมที่น่าเข้าร่วมคือ การสำรวจและทำความรู้จักกับย่านเก่าแก่ของสิงคโปร์ โดยเที่ยวไปชิมไปกับ เฮอริเทจ ฟู้ด เทรล (Heritage Food Trail) ซึ่งร้านกิมจูผู้เชี่ยวชาญเรื่องศิลปวัฒนธรรมเปอรานากันเป็นผู้ดูแล

คนที่สนใจเรื่องศิลปะการเต้นรำต้องไปร่วม Project Plait : Inheritance ซึ่งจะนำการเต้นรำกับอาหารมาบรรจบพบกัน โดย นาโอมิ ตัน ครูสอนเต้นรำเป็นผู้ออกแบบท่าเต้น ขณะที่ นิกสัน หลอ อดีตเชฟใหญ่ของ ปอร์ติโก ที่ปัจจุบันดูแลร้าน Jiakpalang มาดูแลเรื่องอาหารซึ่งเป็นเมนูอาหาร 5 คอร์ส

หรือจะไปเรียนรู้วิธีการถ่ายภาพอาหารโดย Foodist x Morsels ซึ่งเน้นการปฏิบัติจริงในการตกแต่งอาหาร การจัดจาน และการถ่ายภาพ หลังจบเวิร์กช็อปก่อนไปเที่ยวเดมพ์ซีย์ ฮิลล์ อันสวยงามและเงียบสงบ

เพื่อทำความรู้จักกับของหวานโบราณของสิงคโปร์ คือ ขนมก้วย (Kueh) ที่ ToTT Store ก็จัดให้มี วันชื่นชมขนมก้วย (Kueh Appreciation Day) โดย สโลว์ ฟู้ด (สิงคโปร์) ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ลองลิ้ม ทำความรู้จัก และลองทำ

ส่วนชาอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อีกอย่างของสิงคโปร์ก็นำเสนอในเทศกาลชาของสิงคโปร์ 2017 โดย 1872 Clipper Tea Co. ซึ่งจะมีชาชื่อดังมากมายมาให้ลองชิม พร้อมชมสาธิตการชงชา และการเสวนา ที่ Yixing Xuan Teahouse บนถนนตันจง ปาการ์

อีกหนึ่งชั้นเรียนเรื่องอาหารต้นตำรับสิงคโปร์ จัดที่ At-Sunrice ซึ่งผู้เข้าร่วม จะได้ฝึกปรือฝีมือในหลักสูตรสอนทำ อาหารของสถาบัน Global Chef Academy ไม่แค่ทำอาหาร ยังมีสูตรเครื่องดื่มค็อกเทล หรือม็อกเทลของสิงคโปร์ให้หัดชงและเชค

ใครที่อยากไปสุนทรีย์กับดนตรีแสดงสดแกล้มอาหารในบรรยากาศลานเบียร์ต้องไปร่วม โอเพ่น สโตฟส์ (Open Stoves) โดยทิมเบอร์พลัส ขณะที่เครื่องดื่มค็อกเทลบรรจุขวดแบบสิงคโปร์ โดย Sunday Punch ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอาหารสิงคโปร์ อย่างเช่น ลักซา (บะหมี่น้ำของชาวเปอรานากัน) ก็จะเปิดตัวในเทศกาลครั้งนี้ด้วย

เทศกาลอาหารระดับชาตินี้ มีร้านอาหารถึง 52 แห่งมาร่วมด้วย นอกจาก เมนูดั้งเดิมที่โด่งดังยังมีจานสร้างสรรค์ เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ใครที่เดินทาง โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ในช่วงเทศกาลก็จะได้รับประทานจัดอาหาร ท้องถิ่นยอดนิยมเสิร์ฟบนเครื่อง เว็บไซต์จองร้านอาหาร Chope ร่วมกับร้านอาหาร หลายแห่งจัดอาหารชุดพิเศษสำหรับช่วงเทศกาล ในเวลาเดียวกันก็มีเทศกาล Great Singapore Sale ซึ่งห้างร้านต่างเซลส์กระหน่ำ กินอิ่มแล้วก็ไปเดินช็อปเพื่อย่อยอาหารกันได้ ที่ห้างไอออน ออร์ชาร์ด ก็มีกิจกรรมสาธิตทำอาหาร เวิร์กช็อป และการออกร้านด้วย

อีเวนต์ต่างๆ ในเทศกาลอาหารสิงคโปร์ที่ว่ามามีทั้งที่เข้าร่วมได้ฟรีและมีค่าใช้จ่าย รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ visitsingapore.com

ไปพิสูจน์กันว่า คุณจะทนเสน่ห์ของอาหารสิงคโปร์ไหวหรือเปล่า