มิยุ กินซ่า รสจีนปรุงแบบญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/498364

มิยุ กินซ่า รสจีนปรุงแบบญี่ปุ่น

โดย…พาแลง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ฤดูฝนมาถึงแล้ว ผักสดหลายชนิดให้รสกรอบหวาน และเมื่อไม่นานมานี้มีร้านอาหารจีนฟิวชั่นสไตล์ญี่ปุ่น มิยุ กินซ่า (Miyu Ginza) เปิดตัวใหม่หมาดๆ ในโครงการนิฮอนมูระ ซอยทองหล่อ 13 หลังจากได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก มิยุ เรสเทอรองต์ (Miyu Restaurant) สาขาพรานนก-กาญจนาฯ (ถนนพระเทพฯ ตัดใหม่) โดยเชฟมิยูกิ อิการาชิ (Miyuki Igarashi) เชฟกระทะเหล็กชาวญี่ปุ่น ที่มีปรัชญาการทำอาหารคือการเข้าถึงหัวใจของวัตถุดิบ ดึงรสชาติและคุณค่าของวัตถุดิบออกมาให้มีชีวิตชีวา

วัตถุดิบหลักที่เธอใช้คือ ผักหลากชนิด เตรียมและคัดสรรวัตถุดิบที่เหมาะสมกับฤดูกาล ใช้ความหวานและรสชาติของผักเป็นตัวปรุงรสโดยไม่ใช้ชูรส ดังนั้นอาหารที่รังสรรค์โดยเชฟมิยูกิ จึงเป็นมากกว่าอาหารอร่อย แต่เป็นเทคนิคที่หาตัวจับยากสำหรับเชฟกระทะเหล็กคนนี้

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารจีน แต่การจัดตกแต่งภายในร้านยังมีกลิ่นอายญี่ปุ่น ผสมผสานกับความทันสมัย สะท้อนความเรียบง่าย โดยใช้โทนสีเข้มเพื่อให้ร้านดูเรียบหรูและอบอุ่น ดึงความเรียบง่ายของธรรมชาติผ่านสิ่งของที่นำมาจัดวางในร้าน เน้นพื้นที่ใช้สอยให้เป็นส่วนตัว เงียบสงบ ขณะเดียวกันก็มาสังสรรค์เป็นกลุ่มใหญ่ได้ มีทั้งห้องไพรเวท ห้องประชุม

ความเรียบง่ายไม่ได้สะท้อนผ่านบรรยากาศเท่านั้น แต่ละจานและเมนูที่ผ่านการคิดของเชฟกระทะเหล็กชาวญี่ปุ่นก็เรียบง่าย ทว่า แฝงรายละเอียดและความใส่ใจในวัตถุดิบ กรรมวิธีการปรุง รสชาติ และการจัดวาง

เริ่มต้นเมนูแรกด้วยจานเรียกน้ำย่อยที่ให้พลังงานสูง กินง่ายและย่อยง่าย เหมาะกับสายสุขภาพ โกมะพุดดิ้ง หรือพุดดิ้งเต้าหู้งา เป็นโฮมเมดสูตรพิเศษ ที่ไม่มีกลิ่นคาวของเต้าหู้ แต่ได้กลิ่นหอมจากงาดำ เสิร์ฟคู่กับผักดองแบบญี่ปุ่น ราดด้วยซอสที่ให้รสเผ็ดนิดๆ เมื่อตักกินพร้อมกัน หนึ่งคำจะมีทั้งความนุ่มเนียนของพุดดิ้ง และความชุ่มฉ่ำหวานๆ เปรี้ยวๆ ของผักดอง เป็นเมนูให้คุณค่าและเรียกความสดชื่น แถมอยากอาหารได้ดีเมนูหนึ่ง

จานที่สองพระเอกยังคงเป็นผัก คือมัสตาร์ดสลัด ที่นำรสชาติเด่นของผัก 3 (มะ) ของไทย คือ มะระ (รสขม) มะเขือม่วง (รสหวาน) และ มะเขือเทศ (รสเปรี้ยว) แถมต้นหอมญี่ปุ่นและขิงซอย ราดด้วยซอสมัสตาร์ดสูตรพิเศษ เมื่อรสชาติหลากหลายมาอยู่รวมกันก็ทำให้เกิดรสสัมผัสใหม่ ให้ความหอมของน้ำมันงาซึมลงไปที่ผักทั้ง 3 ชนิด เป็นเมนูสำหรับคนรักผักที่ไม่น่าพลาด

ถัดมา คนรักกุ้งต้องร้องอู้หู! กับเมนูเอบิชิลี่ หรือกุ้งซอสสไปซี่สไตล์ญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะกุ้งตัวใหญ่ที่เนื้อเด้งกรุบกรอบที่นำไปทอดเพื่อกักเก็บความฉ่ำไว้ในตัวกุ้ง แล้วค่อยนำมาผัดกับซอสพริกปรุงด้วยสาเกหวานของญี่ปุ่นและเน้นความเผ็ดร้อนสูตรเฉพาะของทางร้าน เมนูนี้จึงมีทั้งความฉ่ำของซอสและรสหวานจากตัวกุ้ง ซึ่งความสนุกของรสสัมผัสจานนี้คือข้าวญี่ปุ่นที่ใส่ลงไปในซอสที่ผัด ความหวานจากธรรมชาติก็ออกมาเต็มๆ

ถ้ายังไม่พอกับจานหลัก แนะนำเมนูหมูคาคุนิซอสไทเกอร์ ซิกเนเจอร์ของร้านที่เชฟมิยูกินำหมูคาคุนิ ที่ปรุงนานกว่า 5 ชม. จนได้เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก ราดด้วยซอสไทเกอร์สูตรพิเศษจนได้รสกลมกล่อม เมื่อทานคู่กับข้าวญี่ปุ่นร้อนก็อร่อยจนลืมอิ่ม ซึ่งหมูคาคุนิยังนำมาทำ สุบุตะได้ด้วย เนื้อหมูนุ่มชุบแป้งนำมาทอดจนกรอบได้รสสัมผัสกรอบนอกข้างในหอมหวานนุ่ม ราดซอสรสเปรี้ยว เมื่อกินคู่กับมะเขือเทศดองหวาน จะเสริมให้รสชาติครบทั้ง เปรี้ยวอมหวาน

และปิดท้ายที่เมนูยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ข้าวอบใบบัวหมูคาคุนิ ข้าวญี่ปุ่นคลุกน้ำซอสจากตัวหมูคาคุนิ นำมาห่อด้วยใบบัว จากนั้นนำไปนึ่งแบบจีน จะได้กลิ่นหอมจากใบบัว รสหวานนุ่มจากข้าวและหมูคาคุนิ

หากมาคนเดียวแล้วเกรงว่าจะกินคนเดียวไม่ไหว ทางร้านมิยุ กินซ่า มีเซตอาหารชุด (กลางวัน) ราคาพิเศษ เลือกอิ่มอร่อยได้ทั้ง คาว หวาน ในสไตล์ที่ชอบทั้งเมนูข้าว หรือเมนูเส้น ตบท้ายด้วยเมนูของหวานฉ่ำชื่นใจ อย่างพุดดิ้งกะทิแก้วมังกร หรือเยลลี่ขิงข่า กลิ่นลิ้นจี่ หรือแอปเปิ้ล ซึ่งเมนูอาหารกลางวัน เปิดให้บริการเฉพาะรอบเที่ยงเวลา 11.30-14.00 น. เท่านั้น

ร้านมิยุ กินซ่า ซอยทองหล่อ 13 โครงการนิฮอนมูระ เปิดให้บริการวันจันทร์-อาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือ 11.30-14.00 น. และเวลา 17.30-22.00 น. โทร. 08-1146-5577 และ 08-1146-5588 หรือ เฟซบุ๊ก: MiyuRestaurantPage

 

รสสัมผัสใหม่ ยูเรเชียนฟู้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 17:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/498176

รสสัมผัสใหม่ ยูเรเชียนฟู้ด

“เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Eurasian Food คือการรวมวัฒนธรรมและวัตถุดิบอาหารของยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกันทำให้เกิดรสชาติใหม่ ตัวอย่างเช่นในสมัยโบราณเครื่องเทศ Five Spices ที่ทางยุโรปนำไปใช้ทำอาหารหวาน ทั้งที่จริงๆ แล้วต้นกำเนิดอยู่ที่เอเชีย ซึ่งใช้ทำอาหารคาว หรือแม้กระทั่งทองหยอดสังขยาที่ได้อิทธิพลจากโปรตุเกส จากการเดินทางข้ามทวีปในสมัยโบราณ และถูกพัฒนาปรับปรุงจนกลายมาเป็นเมนูในสำรับอาหารไทย โดยใช้เทคนิคของยุโรปบวกกับวัตถุดิบที่มีในประเทศไทย”

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ยูเรเชียน (Eurasian) คือดินแดนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองอารยธรรมและเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสองทวีป คือทวีปยุโรปและทวีปเอเชียเข้าด้วยกัน โดยเส้นแบ่งของสองทวีปคือเทือกเขายูราล ซึ่งคำว่า ยูเรเชียน คำนี้ส่วนใหญ่จะใช้พูดถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์เมื่อครั้งโลกหลายร้อยล้านปีที่ทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียยังติดกัน

ด้วยวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงกัน จึงนำมาซึ่งการผสมผสานกันแบบลูกผสม ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เมนูอาหารที่ให้รสสัมผัสที่แปลกใหม่ในนามว่า ยูเรเชียนฟู้ด

ชญานิน รุ่งทอง เชฟใหญ่แห่งร้านโนแวร์ (Nowhere) ที่ชูคอนเซ็ปต์ของเมนูประจำร้านไว้ในสไตล์ ยูเรเชียน ควิซีน (Eurasian Cuisine) หรือ ยูเรเชียนฟู้ด (Eurasian Food) ซึ่งเป็นนิยามใหม่ของอาหาร นั่นคือมีกลิ่นอายของเครื่องเทศจากเอเชียและหลากหลายทวีปทั่วโลกที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

นั่นแสดงว่ายูเรเชียนฟู้ดนั้นมีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว แต่ไม่ได้เป็นที่กล่าวถึงกันเท่าไรนัก เชฟชญานินยังกล่าวถึงอาหารสไตล์นี้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นอีก

“ยูเรเชียนฟู้ดจะเน้นการใช้วัตถุดิบของแต่ละที่มาปรุงอาหารเพื่อทำให้เกิดเป็นเมนูใหม่ๆ มากกว่าที่จะยกเอาเมนูสองประเภทมารวมกัน แต่ขาดการผสมผสานของวัตถุดิบ ตัวอย่างเช่น สปาเกตตีซอสแกงเขียวหวานที่เป็นฟิวชั่น โดยขาดการผสมกลมกลืนของวัตถุดิบที่มาจากสองวัฒนธรรม ยูเรเชียนจึงเป็นการผสมผสานของสองวัฒนธรรมอย่างลงตัว”

ด้าน แพร-วิรัลพัชร เกษมศรี ณ อยุธยา สาวน้อยหนึ่งในหุ้นส่วนร้าน ที่หลงใหลในรสชาติของยูเรเชียนฟู้ดที่คุ้นเคย บอกเล่าอย่างออกรส…

“ยูเรเชียนฟู้ดเข้าใจง่ายๆ ก็คือการเบลนด์อาหารของสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ระหว่างอาหารยุโรปและอาหารเอเชีย เบลนด์กันจนได้ของใหม่ ความรู้สึกใหม่ และรสสัมผัสใหม่ ที่เห็นได้ชัดเลยก็อย่างวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่นทั้งกลิ่นของเอเชียแบบญี่ปุ่นด้วยวัตถุดิบ เบลนด์กับกรรมวิธีการทำแบบตะวันตก มันเป็นคาแรกเตอร์ที่ไม่มีที่ไหนในโลก”

จะว่าไปแล้วยูเรเชียนฟู้ดเพียงเห็นแค่หน้าตาอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อได้สัมผัสในรสชาติจะรับรู้ทันทีถึงรสชาติที่ใหม่ทว่าแสนจะคุ้นเคย

“เป็นอาหารที่แต่ละเมนูจะมีมิติและรสชาติของมัน เป็นอาหารยุโรปที่มีกลิ่นสัมผัส รสสัมผัส จากเอเชีย มันก็เลยเป็นการผสมผสานระหว่างหลายๆ ชาติรวมกัน ทั้ง ญี่ปุ่น เมดิเตอร์เรเนียน อิตาลี สเปน แม้กระทั่งเม็กซิกัน แล้วนำจุดเด่นของหลายประเทศมารวมกัน อย่างหมูปิ้งซาเต๊ะ  ซาเต๊ะคือตับบดแบบฝรั่งเศส แต่ที่ร้านเราจะใช้หมูปิ้งเอามาบดจนละเอียดแทนตับ คือหน้าตาอาจจะออกไปทางฝรั่งเศส แต่ให้รสชาติที่เป็นแบบของไทยเลยค่ะ”

สาวแพร กล่าวย้ำถึงอาหารสไตล์ยูเรเชียนฟู้ดให้ค่อยๆ เห็นฉายภาพชัดยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้ถึงรสถึงชาติจะมีอะไรดีไปกว่าการได้ลิ้มลอง

เริ่มต้นเมนูแรกกับ Watermelon Salad สลัดแตงโมกับปลาแห้งญี่ปุ่น นำแตงโมไปย่างแล้วโรยด้วยปลาแห้งญี่ปุ่น และผงซูแมคเครื่องเทศเมดิเตอร์เรเนียน คือผลไม้ชนิดหนึ่งกึ่งตระกูลเบอร์รี่ที่เกิดที่เมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น ผ่านกรรมวิธีจนเป็นผง ให้กลิ่นและรสชาติคล้ายๆ บ๊วย เสิร์ฟคู่กับเบบี้สปีแนชและโรยหน้าด้วยพาร์เมซานชีส ละม้ายกับแตงโมปลาแห้งแบบไทย แต่ให้สัมผัสที่แตกต่างกว่า

ต่อด้วย Shrimp and Chorizo Pasta เส้นลิงกวินีผัดกับกุ้งและไส้กรอกโชริโซจากสเปน รสชาติออกจัดจ้านตามประสาเอเชีย

เมนูนี้สำหรับคนชอบปลา Salmon Cajun สเต๊กปลาแซลมอนกับเครื่องเทศเคจัน นำปลาแซลมอนที่นำเข้าจากสกอตแลนด์ย่างจนสีทอง แล้วเสิร์ฟคู่กับอะโวคาโดซัลซ่าที่คลุกในเครื่องเทศเคจันจากฝรั่งเศส และแป้งตอติย่าทอดกรอบ

ชอบเนื้อก็เมนูนี้ Hoi-sin Beef สเต๊กเนื้อริบอายหมักซอสฮอยซินแบบจีนให้ความเข้มข้น เสิร์ฟคู่กับซัลซ่าเวอร์เดในแบบเอเชียน ต่อด้วย Moo-Ping Pate หมูปิ้งบดในสไตล์ Pate แบบครัวฝรั่งเศส โรยถั่วพิทาชิโอ้ เสิร์ฟคู่กับอิงลิชมัฟฟินและอาจาดแบบไทย

หรือจะเป็น Salmon Beet แซลมอนทาร์ทาร์ในซอสทับทิมและซอสบีทรูท ท็อปด้วยครีมซอสและเสิร์ฟคู่กับแป้งปาปาดัมจากอินเดีย หน้าตาเป็นอาหารยุโรป แต่ให้รสชาติแบบเอเชียที่คุ้นเคย

ตบท้ายด้วย Harissa Pork Ribs ซี่โครงหมูบาร์บีคิวในซอสฮาริซา ซี่โครงหมูหมักในซอสฮาริสา ซอสพริกแบบแอฟริกันเสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงข้าวโพดคลุกซอสกระเทียม ที่ให้ความจัดจ้านพอประมาณ แถมยังหอมกรุ่นเครื่องเทศ

สัมผัสรสชาติอาหารสไตล์ยูเรเชียนได้ที่ โนแวร์ ชั้น 6 อาคาร THA City Loft Hotel เอกมัย ซอย 6 เวลาเปิดบริการ อังคาร-พฤหัสบดี และอาทิตย์ 17.00-23.00 น. และศุกร์-เสาร์ 17.00-24.00 น.  โทร. 09-4516-6663

เย็นตาโฟเจ๊ปุ๊ย (เจ้าเก่า) อร่อยจริง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 17:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/498173

เย็นตาโฟเจ๊ปุ๊ย (เจ้าเก่า) อร่อยจริง!

เย็นตาโฟกับก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ เป็นเมนูพระเอกของร้านก็ว่าได้ เพราะลูกค้ามากินที่ร้านต้องสั่ง ไม่เย็นตาโฟก็ต้องก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ บางคนสั่งทั้งสองอย่างเพราะชามเดียวอาจไม่อยู่ท้อง (แต่เขาก็ให้เยอะสมราคา) เหมือนเช่นผมวันนี้ก็สั่ง 2 ชาม ทั้งเย็นตาโฟ ทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เพื่อพิสูจน์ว่าอร่อยสมกับได้ยินมาหรือไม่

ภาพ แมงโก้หวาน

วันนี้มาแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดอยู่ถนนจันทน์ ชื่อร้าน “เจ๊ปุ๊ย” มีวงเล็บต่อด้วยว่า (เจ้าเก่า) ตรงข้ามโครงการวานิลลา มูน (Vanilla Moon) หรืออยู่ตรงกลางระหว่างซอยจันทน์ 28/1 กับซอยจันทน์ 28

มีคนบอกว่าก๋วยเตี๋ยวจะอร่อยหรือไม่อร่อยให้ดูน้ำซุป อย่าเพิ่งปรุงเครื่องใดๆ พริก น้ำส้ม น้ำปลาอย่าเพิ่งใส่ ลองชิมน้ำซุปก่อน ถ้าอร่อยขอให้รู้ว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้นปรุงยังไงก็อร่อย ผมเองที่ปกติกินเผ็ดและเข้มข้น แต่วันนั้นลองไม่ใส่เครื่องปรุงใดๆ เพราะเห็นว่ารสชาติน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวโอเคแล้ว

หลังจัดการก๋วยเตี๋ยวต้มยำก็ต่อเย็นตาโฟ ตอนแรกไม่ใส่ปรุงก็อร่อย แต่เพื่อเพิ่มรสที่ตัวเองชอบคือเข้มข้นและเผ็ดก็ยิ่งจัดจ้านอร่อยถูกใจ ราคาธรรมดา 40 บาท พิเศษ 50 บาท จากนั้นไม่พอตบท้ายด้วยก๋วยเตี๋ยวหลอดอีกเมนูหนึ่งของร้านที่ลูกค้าชอบสั่งมีทั้งหมด 4 ไส้ (หน่อไม้ กุยช่าย มันแกว กะหล่ำ) กินไม่เหลือ เพราะจ่ายเงินไม่ได้กินฟรี ชิ้นละ 12 บาท อิ่มจนลุกเกือบไม่ไหว

ลองไปชิมดูครับ ผมว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยและควรหาโอกาสไปชิม เปิดขายวันจันทร์-เสาร์ (หยุดวันอาทิตย์) 2 เวลา เช้าตั้งแต่ 7 โมง-บ่าย 3 รอบเย็น 4 โมง-5 ทุ่ม สอบถามได้ที่เบอร์ 08-2456-3701 อ้อ…สำหรับก๋วยเตี๋ยวหลอดไม่มีขายรอบบ่ายนะครับ

เก่าแก่คู่สยามสแควร์ รสดีเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 17:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/498172

เก่าแก่คู่สยามสแควร์ รสดีเด็ด

ร้านเปิดขึ้นตั้งแต่ปี 2512 เร็วๆ นี้ ก็จะได้ฉลอง 5 ทศวรรษกันแล้ว และหลายคนกำลังงงงัน เมื่อเร็วๆ นี้ก็มี “ร้านเจี๊ยบรสดีเด็ด” ร้านใหม่เพิ่มขึ้นที่สยามสแควร์ ซอย 2 ในโทนร้านสีดำเท่ๆ ฮิปได้ใจวัยรุ่นสุดๆ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อราคาเดิม 50 บาท อร่อยกลมกล่อมรสชาติเดิมเคยคุ้นลิ้น

โดย…ปอย   ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทุกครั้งที่มาสยามสแควร์ ก็ต้องแวะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเก่าเจ้านี้ให้หายคิดถึง กินได้กินดีไม่รู้เบื่อ ด้วยเอกลักษณ์รสชาติไม่เหมือนใคร น้ำซุปหอมกลมกล่อม เนื้อเปื่อยนุ่มอร่อย เนื้อสดก็นุ่ม ลูกชิ้นก็ดี ทีเด็ดคือ น้ำส้มรสออกเผ็ดๆ ซี้ดๆ ไม่ถึงกับเผ็ดมาก แต่ทำให้เหงื่อไหลซิกๆ ได้เลย เส้นใหญ่ เส้นหมี่ โรยหน้าผักกาดหอมหั่นฝอย และถั่วงอกคือเอกลักษณ์ หรือสั่งเมนูข้าวสตูเนื้อ ข้าวหน้าไก่ กินแล้วระลึกหวนถึงความหลังสมัยใส่ชุดนักศึกษา

“รสดีเด็ด” สาขาสยามอยู่ติดกับโบนันซ่า ร้านเก่าแก่โด่งดังเรื่องก๋วยเตี๋ยวเนื้อมานมนานกาเล…

เจ้าของร้านทายาทรุ่นสอง เจี๊ยบ-พัสวี ภัทรพุทธากร คอนเฟิร์มคือร้านเดียวกัน ร้านเดิมตรงโบนันซ่ากำลังจะหมดสัญญาเช่าในราว 3 เดือนนี้แล้ว เอฟซีรสดีเด็ด ย้ายมากินต่อร้านนี้กันได้เลย และถือเป็นการปรับรูปโฉมใหม่ในแบบจดจำของเดิมกันไม่ได้เลยทีเดียว

“สาขาแรกแท้จริงเลยนะคะ ก็ต้องบอกว่าอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 2 นี่ละค่ะ เราย้ายกลับมาที่เดิมค่ะ” พัสวี บอกพร้อมรอยยิ้มว่า ช่วงไฟไหม้โรงหนังลิโด้ ปี 2539 ร้านจึงโยกย้ายไปโบนันซ่า

“คุณพ่อเป็นพ่อค้านักพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ แล้วถ้าให้ย้อน…(ลากเสียงยาวๆ) ไปร้านแรกจริงๆ คือร้านบุกเบิกก็ต้องย้อนไปอีกค่ะ ตอนพ่อแม่แต่งงานกันสร้างครอบครัวอยู่สะพานควาย คุณพ่อเปิดขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อละแวกเดียวกับร้านเพื่อนๆ ของพ่อ ร้านเราอยู่ตรงกลางระหว่าง รสดีและรสเด็ด ร้านเราจึงชื่อรสดีเด็ด สูตรแต่ละร้านเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันค่ะ มีแต่น้ำส้มคล้ายๆ กัน ก็แล้วแต่ใครใส่อะไรมากน้อย

หัวใจของร้านอีกอย่าง คือ ตอนต้มน้ำซุป ใส่กระเทียม กระชาย และกระดูกหมู หรือกระดูกวัว ลงไปเคี่ยวพร้อมกัน คุณพ่อเป็นพ่อค้าชอบมองหาทำเลใหม่ ก็ขับมาเจอสยามสแควร์ ร้านเปิดช่วงปี 2512 ในเวลานั้นยังไม่มีอะไรเลยนะคะ คุณพ่อเช่าตึกเปิดขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อเหมือนเดิมค่ะ ชั้นสองเป็นที่อยู่ของครอบครัวเรา ดิฉันก็ต้องลงมาเสิร์ฟ มาเช็ดจานเช็ดช้อนทุกวัน

ช่วงบูมจริงจังคือช่วงยุค 90’s มีร้านดังโด่งดังออริจินัลความอร่อยมากมายเลยค่ะ เช่น ร้านสีฟ้า สุกี้แคนตัน โคคา ร้านอินเตอร์ฯ ร้านมารีน่า ดิฉันเติบโตมาพร้อมๆ กับร้านเหล่านี้ที่คนคึกคักแน่นทุกๆ ร้านเลยนะคะ เป็นยุควัยรุ่นใช้เงินหาความสุขกินข้าวนอกบ้านกัน ดูหนัง ช็อปปิ้งกันที่สยามสแควร์ ดิฉันเดินเสิร์ฟทั้งวัน เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถ้าสัปดาห์ที่หนังเข้าใหม่ โรงหนัง 3 โรง สยาม ลิโด้ สกาลา โอ๊ย…สามสี่ทุ่มคนก็ยังเยอะ ในความรู้สึกของเด็กเมื่อไรคนจะหมดร้านสักที (หัวเราะ) คือมีคนเดินเข้าออกร้านตลอดเวลาเลยค่ะ ตั้งแต่เช้าจนดึก

ร้านอยู่สยามสแควร์ซอย 2 มานาน จนเจอวิกฤตโรงหนังลิโด้ไฟไหม้ ก็เริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ ค่ะ เพราะร้านรวงแฟชั่นหายไปเยอะ จนกระทั่งคุณแม่ได้ยินข่าวว่าจะมีห้างใหม่มาเปิด คือมาบุญครอง แม่ไม่รีรอค่ะไปจองพื้นที่และโยกย้ายไปเปิดตรงโบนันซ่า เป็นช่วงรอยต่อคนกินในอีกรุ่น คือเด็กวัยรุ่นมาเรียนติวเตอร์ที่สยาม ร้านก็คนกินแน่นทั้งวันอีกค่ะ เด็กจุฬาฯ จบไปก็กลับมานัดกินแชร์ความหลังกัน เมื่อเร็วๆ นี้ลูกชายดิฉันเล่าให้ฟังว่า มีคนกินเดินมาบอกว่าดีใจมาก กินเมื่อ 30 ปีที่แล้ว วันนี้กลับมาจากเมืองนอกมาลองกิน รสชาติก็เหมือนเดิม

อายุมากที่สุดตอนนี้คือ 106 ปี เป็นคุณปู่ของรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย บอกว่ามากินรุ่นแรกเลยเรียกว่าแต่งตัวหล่อจัดเต็มเพื่อเข้าพื้นที่โซนแฟชั่น รุ่นจิ๊กโก๋เดินสยาม (หัวเราะ) วันนี้ก็มายังให้ลูกหลานพามากินที่ร้านเราค่ะ”

พัสวี เล่าย้อนระลึกความหลัง ในวันนี้สยามสแควร์คงเป็นย่านช็อปปิ้งครองใจวัยรุ่นได้ไม่เสื่อมคลาย แม้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

“คำว่าสแควร์กำลังจะหายไปค่ะ ธุรกิจร้านช็อปปิ้งแนวราบกำลังจะหายไป โดยมีตึกสูงเข้ามาแทนที่ เราก็ต้องปรับตัวปรับโฉมค่ะ” พัสวี บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาทักทายเป็นของธรรมดาในโลกใบนี้

ร้านดังเรื่องก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แต่ใครหลายคนก็หลงรักข้าวหน้าไก่ร้านนี้ หัวใจของรสชาติเป็นเอกลักษณ์คืออาหารง่ายๆ สูตรไม่ซับซ้อน พัสวี เผยสูตรคล้ายๆ ราดหน้า ใช้ไก่ช่วงหน้าอกและสะโพกเนื้อนุ่มไม่กระด้าง รสชาติอร่อยลงตัวคือข้าวสวยนุ่มๆ ราดน้ำไก่พูนๆ สุดยอดข้าวหน้าไก่อร่อยต้องสั่งเพิ่ม

ร้านรสดีเด็ด มีอีก 1 สาขาที่สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 14 เมนูเด็ดแนะนำก๋วยเตี๋ยวเนื้อ-หมู (แยกหม้อกัน) ข้าวหน้าไก่ ข้าวสตูเนื้อ ข้าวเนื้ออบ ข้าวอบน่องไก่ หมูทอดกระเทียม และอาหารไทยอีกวันละ 15 เมนู ราคาเริ่มต้น 50-70 บาท ร้านเปิดตั้งแต่ 09.00-21.00 น.

แซ่บๆ แสบทรวง ยำวุ้นเส้นสูตรไกลบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/498164

แซ่บๆ แสบทรวง ยำวุ้นเส้นสูตรไกลบ้าน

เครื่องของยำวุ้นเส้นแบบโบราณ รับประทานแล้วอร่อยจริงๆ เสียด้วย เสน่ห์อยู่ที่ความแตกต่างของเนื้อสัมผัสมีทั้งกรุบกรอบเค็มๆ จากกุ้งแห้งแก้วทอดกรอบ มีทั้งกรอบมันจากถั่วลิสงทอด ยังมีผักที่ชวนสร้างสีสันและรสชาติอร่อยให้กับยำวุ้นเส้นโบราณอย่างหอมแดง ขึ้นฉ่าย ต้นหอม เท่าที่สอบถามมาจากญาติผู้ใหญ่ ยำวุ้นเส้นโบราณมีเนื้อสัตว์เพียงแค่กุ้งแห้งเท่านั้น นัยว่าเป็นอาหารกับแกล้ม จนได้กลายมาเป็นอาหารจานยำที่แพร่หลายอย่างในปัจจุบัน จึงมีการเติมหมูสับ กุ้งสด ปลาหมึกสด ลงไปด้วย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ถ้าพูดถึงอาหารจานโปรดที่รับประทานได้ไม่เบื่อ สำหรับผู้เขียนขอยกให้ “ยำวุ้นเส้น” ที่บอกว่ารับประทานได้ไม่เบื่อ เพราะไปในแต่ละร้าน ชิมจากแต่ละบ้าน บอกได้เลยว่าสูตรใครก็สูตรมัน แค่ยำวุ้นเส้นจานเดียวนั้นยังแตกต่างกันไปได้หลากหลายเหลือเกิน จนบางครั้งเหมือนกับจะเป็นอาหารคนละจานเลยด้วยซ้ำ

“เวอร์ชั่น” ของยำวุ้นเส้นที่เห็นกันมีทั้งแบบหมูสับล้วนๆ หรือจะเป็นยำวุ้นเส้นทะเลที่มีทั้งปลาหมึกและกุ้งสด ยังมีผักนานาชนิดใส่ลงไปยำด้วย ที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็นผักกระเฉด กะหล่ำปลี หรือแครอตไสเป็นเส้นบางๆ แบบนี้เห็นได้เยอะจากรถเข็นขายยำตามสั่งอยากใส่อะไรก็ลวกใส่หม้อ คลุกเคล้าเป็นอันเสร็จ

หรือในร้านอาหารไทยบางร้าน มียำวุ้นเส้นในเมนูระบุชื่อชวนให้สั่งมาชิมว่าเป็นยำวุ้นเส้นโบราณ ส่วนผสมหลักมีวุ้นเส้นอย่างไม่ต้องสงสัย จะอร่อยที่สุดสำหรับยำวุ้นเส้นโบราณ ต้องเป็นวุ้นเส้นสดที่ไม่ผ่านกระบวนการทำแห้ง แบบนี้ลวกแล้วจะได้วุ้นเส้นที่นุ่มนิ่ม มองดูเห็นเส้นใสน่ารับประทานที่สุด

ในฉบับนี้ผู้เขียนอยากนำเสนอสูตรยำวุ้นเส้นอีกสูตรที่ผู้เขียนทำกินเองเป็นประจำ ย้อนไปในสมัยเป็นนักเรียนไกลบ้าน ยามคิดถึงอาหารไทยมักจะลงมือทำยำวุ้นเส้นรับประทานเอง ไม่ได้รับประทานเพียงแค่จานหรือสองจานเท่านั้น หากแต่รับประทานกันเป็นกะละมังๆ ยิ่งเวลามีเพื่อนกินมาร่วมวงด้วยแล้ว ทำไว้เท่าไรก็ไม่พอ ด้วยรสชาติจัดจ้านที่ส้อมเป็นต้องจ้วงเข้าปากแบบหยุดไม่อยู่

สูตรยำวุ้นเส้นไกลบ้านในฉบับนี้ ผู้เขียนผสมขึ้นมาจากความชอบส่วนตัวที่มีต่อยำวุ้นเส้น ประกอบกับสูตรยำวุ้นเส้นโบราณที่คุณแม่ชอบสั่งรับประทานเวลาท่านไปรอผู้เขียนเรียนว่ายน้ำที่สโมสรของหมู่บ้านตอนผู้เขียนเป็นเด็ก ที่ร้านอาหารข้างสระน้ำนั้นจะมียำวุ้นเส้นที่ลวกเส้นจนนุ่มใส ยำใส่ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ หอมแดง แน่นอนว่ามีกุ้งแห้งทอดและถั่วลิสงโรยมาด้วย ความอร่อยอยู่ที่หมูสับที่รวนมาสุกเด้ง

ยำวุ้นเส้นสูตรโบราณมักจะมีเครื่องปรุงเพียงน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว เพื่อให้ยำวุ้นเส้นสูตรไกลบ้านของผู้เขียนอร่อยถึงใจ แถมสีสันสวยงาม ผู้เขียนขอเติมน้ำพริกเผาลงไปสักช้อนหรือสองช้อน เพื่อให้ยำวุ้นเส้นเข้มข้นน่ารับประทาน ปรากฏว่าออกมามีรสชาติถูกใจเพื่อนกินที่มาร่วมกินยำวุ้นเส้นในกะละมังของผู้เขียน

บังเอิญว่าวันที่ทำยำวุ้นเส้นสูตรนี้ครั้งแรก ผู้เขียนมีกระเทียมเจียวเหลืออยู่จากการทำก๋วยเตี๋ยววันก่อน จึงเหยาะน้ำมันพร้อมกระเทียมเจียวลงไปด้วย ผลคือรสชาติใกล้เคียงกับยำวุ้นเส้นสูตรเด็ดของคุณแม่ท่านหนึ่งของเพื่อน ส่งให้ยำวุ้นเส้นที่ใส่ทั้งพริกเผาและกระเทียมเจียวอร่อยขึ้นมากยิ่งขึ้น

เครื่องปรุงรสที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ผู้เขียนสามารถหาซื้อได้ไม่ยากจากร้าน “โกรเซอรี่” ของคนไทย ประกอบกับส่วนผสมของสดอย่างขึ้นฉ่าย เราใช้เป็นเซเลอรี่ฝรั่งหั่นบางๆ มะเขือเทศท้อหายาก จึงเปลี่ยนมาใช้มะเขือเทศแบบ Beef Tomato แม้กระทั่งหอมแดงก็เปลี่ยนมาเป็น Shallot นี่แหละยำวุ้นเส้นสูตรไกลบ้านที่อร่อยที่สุดในช่วงชีวิตไกลบ้านของผู้เขียน

ตอนนี้อยู่เมืองไทยแล้วก็ปรับมาเป็นวัตถุดิบแบบไทยๆ นานๆ ทำกินสักครั้ง ชวนให้คิดถึงช่วงเวลาที่รักอาหารไทยมากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตเลย

ยำวุ้นเส้นสูตรไกลบ้าน

ส่วนผสม

วุ้นเส้นแห้งแช่น้ำ 1 ห่อ (ประมาณ 90-110 กรัม)
กุ้งสด ปอกเปลือกผ่าหลัง 1 ขีด
หมูสับ 1 ขีด
กระเทียมเจียวพร้อมน้ำมันเจียวกระเทียม
2 ช้อนโต๊ะ
น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนู ซอยบาง ตามชอบ
น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้งทอด 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแขกซอยบาง 1 หัว
ต้นหอม หั่นหนา 1/2 ซม. 1 ต้น
ขึ้นฉ่าย หั่นท่อน 1 ต้น
มะเขือเทศท้อ หั่นตามยาว 1-2 ลูก

วิธีทำ

• แช่วุ้นเส้นให้นุ่มในน้ำเย็น ตัดให้เป็นท่อนๆ
• รวนหมูสับในกระทะหรือหม้อให้พอสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ พักไว้
• ในกะละมังหรือชามผสม ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดตั้งแต่กระเทียมเจียจนถึงน้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน
• ตั้งน้ำให้เดือด ลวกวุ้นเส้นและกุ้งสดให้สุก ใส่ลงในกะละมังผสมที่มีน้ำยำอยู่แล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน
• เติมกุ้งแห้งทอด หอมแขก ต้นหอม ขึ้นฉ่าย และมะเขือเทศลงไปเคล้าให้เข้ากัน ชิมปรับรสตามชอบ
• ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

 

 

ขมมเส้นเมืองแพร่ ‘ป้าดา’…ลำแต้ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/497431

ขมมเส้นเมืองแพร่ ‘ป้าดา’...ลำแต้ๆ

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 ‘แพร่’…แม้จะเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆ จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

มีสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้บูชาอยู่มากมาย โดยเฉพาะปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของ  จ.แพร่ อย่างวัดพระธาตุช่อแฮ และยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดมีขาล (เสือ) อีกด้วย

หรือหากอยากท่องเที่ยวสถานที่ธรรมชาติ ก็ยังมีวนอุทยานแพะเมืองผี เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชติาเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ หรือถ้าเข้ามาเที่ยวชมตัวเมือง ก็ยังมีคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปหรือทรงขนมปังขิงอยู่คู่กับ จ.แพร่ มานาน

 พูดถึงเรื่องเฉพาะของท้องถิ่นแล้ว เรื่องของอาหารการกินก็ถือได้ว่าแต่ละพื้นที่ต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะขนมจีนหรือขนมเส้นของ จ.แพร่ นี้ ถือว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองจริงๆ ซึ่งปกติหากท่องเที่ยวไปตามจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ ก็จะมีขนมจีนที่คล้ายๆ กัน คือเป็นขนมจีนน้ำเงี้ยวที่ตัวน้ำยามีรสเผ็ด มีสีแดงๆ จากเครื่องแกง มีเนื้อหมู เนื้อไก่ ก้อนเลือด มะเขือเทศ และมีดอกงิ้วเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

ถ้าเป็นขนมจีนของทาง จ.แพร่ แล้ว ตัวน้ำยาจะเป็นน้ำใส ไม่เผ็ด มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อวัว ก้อนเลือดและมะเขือเทศ เพื่อให้มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย

ร้านขนมจีนป้าดา เป็นอีกร้านหนึ่งที่อยู่คู่กับ จ.แพร่ มานานไม่ต่ำกว่า 30 ปี อาหารรสเด็ดก็ต้องเป็นไปตามชื่อ คือ “ขนมจีน” นั้นเอง ซึ่งขนมจีนน้ำหมู (ตามคำเรียกของคนท้องถิ่น) ของป้าดานี่รสชาติละมุนลิ้น เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี คล่องคอจริงๆ

 แต่ถ้ารู้สึกว่าต้องการความแซ่บเพิ่ม ก็เติมพริกป่นลงไปอีกหน่อยก็อร่อยไปอีกแบบ หรือถ้าต้องการชิมน้ำยาประเภทอื่นก็มีรสชาติดีทีเดียว มีทั้งน้ำยาเขียวหวาน และน้ำเงี้ยวก็มีด้วย ส่วนเรื่องของราคานั้น ก็มิตรภาพดี เริ่มที่ขนมจีนถ้วยละ 15 บาท กินกันคนละสองถ้วยก็อิ่มแล้ว พูดๆ ง่าย มีถ้าเงิน 100 บาทติดกระเป๋าไป กินกันสองคนก็อิ่มได้

นอกจากขนมจีนแล้ว ก็ยังมีข้าวส้ม ซึ่งเป็นข้าวผัดกับมะเขือเทศ ซึ่งก็เป็นอาหารอีกอย่างหนึ่งของ จ.แพร่ เช่นกัน หรือไม่ก็ยังมีข้าวกั๊นจิ๊นหรือข้าวเงี้ยวหรือจิ๊นส้มเงี้ยว เป็นข้าวที่ใส่เลือดลงไปคลุกเคล้าปรุงสุกก็อร่อยดี

แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไม่จุใจ ยังมีอาหารประเภทส้มตำ ตำไทย ตำปลาร้า ตำแคมหมู ตำหมูยอ ตำไส้ตัน ตำลาว ตำกุ้งปลาร้า และตำมะเก่า ซึ่งเป็นตำถั่วลิสงให้เลือกชิมได้อีก รสชาติก็ไม่ธรรมดาทีเดียว

 สำหรับร้านขนมจีนป้าดานั้น จะเป็นบ้านสองชั้น ทาสีชมพูโดดเด่นทีเดียว ตั้งอยู่บนถนนคำถือ ใกล้กับศาล จังหวัดแพร่ ตรงข้ามสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เปิดขายวันอาทิตย์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. หรือถ้าไปไม่ถูก โทรถามได้ที่เบอร์ 08-8252-9155

 

อร่อยแบบนานาชาติ ห้องอาหารเปรมประชากร โรงแรมมิราเคิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 15:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/497390

อร่อยแบบนานาชาติ ห้องอาหารเปรมประชากร โรงแรมมิราเคิล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ห้องอาหารเปรมประชากร โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งรวมกลุ่มคน Young at Heart ด้วยความที่เปิดมานานกว่า 20 ปี เรียกว่าเกิดมาพร้อมๆ กับโรงแรม ซึ่งการตั้งชื่อห้องก็ตั้งตามโลเกชั่นของโรงแรมมิราเคิล ที่ตั้งอยู่คลองเปรมประชากรนั่นเอง

ห้องอาหารแห่งนี้ออกแบบให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติ การไม่ได้จำกัดเวลากินก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีผู้ที่เกษียณอายุทำงานไปแล้ว เลือกเป็นแหล่งสังสรรค์กัน นาถวิณา ล้อมทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่มสายงานสื่อสารการตลาด โรงแรมมิราเคิล กรุ๊ป เล่าว่า ห้องเปรมประชากรตั้งอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้โรงแรมมิราเคิลฯ ที่ห้องนี้ได้รับความยอดนิยมเพราะเป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติจึงมีความหลากหลายของอาหาร ไทย ญี่ปุ่น จีน ยุโรป หมุนเวียนไปเรื่อยๆ

“ห้องอาหารนี้จะมีความเป็นไทย จึงมีกลุ่มลูกค้าประจำเห็นอายุแล้วรู้เลยว่า เติบโตมากับร้านนี้  และมีความจงรักภักดีกับแบรนด์สูง ทุกครั้งที่มีงานสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลพิเศษๆ ที่ทางโรงแรมจัดขึ้นจะมีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาไม่ได้ขาด เรียกว่ากินตั้งแต่หนุ่มยันเกษียณอายุ มีทั้งมากันเป็นครอบครัว และกลุ่มเพื่อน”

นอกจากติดใจในความหลากหลายของอาหารในแต่ละช่วงเวลาแล้ว ยังชื่นชอบในบรรยากาศการตกแต่งที่เพิ่งรีโนเวตใหม่ให้มีความโล่งโปร่งสบาย ใช้โทนสีครีมเขียวเย็นตา เน้นความเป็นกันเอง ห้องนี้รองรับแขกได้ประมาณ 150 คน มีไลน์บุฟเฟ่ต์ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็นกินได้จนถึงค่ำ 

 

แขกช่วงเวลาเที่ยงจะแน่นเป็นพิเศษ เพราะมีแขกมาจากกลุ่มประชุมสัมมนาภายในโรงแรม และมากินกันแบบครอบครัว มื้อเย็นส่วนมากมากันเป็นครอบครัวใหญ่ หรือมากันเป็นคู่ๆ เป็นสภากาแฟให้มานั่งคุยกันไม่จำกัดเวลา แต่มื้อกลางคืนจะพิเศษหน่อย คือมีดนตรีบรรเลงสดให้ฟังด้วย เน้นเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9 ไลน์อาหารจะเวียนกันไปในแต่ละมื้อ มื้อเย็นจะมีความหลากหลาย โดยคือเพิ่มไลน์ซีฟู้ดเข้าไว้ด้วย

ช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มื้อกลางวันเปิดให้บริการเวลา 11.30 น. เป็นไลน์อาหารไทย บางอย่างแม้สามารถหากินได้ทั่วไป แต่รสชาติที่นี่บรรจงปรุงอย่างดี เช่น ข้าวมันไก่ เมี่ยงคำสูตรพิเศษ กล้วยแขกเลิศรสที่ใครมาก็ถูกใจ ลูกค้าห้องอาหารอื่นยังต้องรีเควสต์กล้วยแขกจากห้องอาหารเปรมประชากร เพราะมีรสชาติแบบดั้งเดิม หรือจะเป็นเมนูก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นก็ถูกปาก เช่นเดียวกับเมนูข้าวแช่ยุคคุณยาย ที่กินแล้วยกนิ้วให้ มื้อกลางวันขอบอกว่าคนเยอะมาก ดังนั้นจึงควรโทรมาจองล่วงหน้า (โทร. 02-575-5599) เพราะหากวอล์กอินเข้ามาอาจพบว่าห้องเต็มได้

เชฟอาหารไทย เชฟนุช-กนกวรรณ คงตรุษ ที่อยู่คู่ห้องอาหารมานาน 16 ปี เล่าถึงเมนูเด็ดของห้องเปรมประชากร เช่น ข้าวมันไก่ ของที่นี่ใช้ข้าวหอมมะลิที่เก็บเกี่ยวไว้นาน 6 เดือนขึ้นไป เพราะเวลาหุงข้าวเสร็จข้าวก็ยังเป็นเม็ดหอมนุ่มน่ากิน

วิธีการหุงข้าวมันไก่ให้หอมอร่อยก็คือ แม่ครัวจะปั่นเครื่องปรุงประกอบด้วยกระเทียมไทย หอมแดง ขิงสด นำไปผัดให้มีกลิ่นหอมเข้ากันก่อน แล้วนำไปผสมกับข้าวหุง เคล็ดลับอีกอย่าง คือต้องนำหนังไก่ตอนเนื้อนุ่มไปเจียวให้เกิดน้ำมันก่อน แล้วนำเครื่องปรุงข้างต้นไปผัดให้เหลืองแล้วถึงนำไปหุงกับข้าว หุงเสร็จข้าวมันไก่ที่ออกมาจะหอมนุ่มน่ารับประทาน ส่วนเนื้อไก่ก็ต้องนำไก่ทั้งตัวไปต้มประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อเนื้อนุ่มพอดี สำหรับน้ำจิ้มของห้องอาหารนี้นิยมใช้ขิงพอดีๆ ไม่แก่ไม่อ่อนมาตำแล้วปรุงรส รสชาติจะมีรสหวาน เปรี้ยว เค็ม กลมกล่อม

เมนูข้าวแช่ชาววัง ที่นี่พิเศษกว่าที่อื่น คือคัดเอาแต่ของมีคุณภาพดี เช่น กะปิอย่างดี เนื้อปลาย่างที่นี่ใช้น้ำตาลมะพร้าวไปผัด หรือพริกหยวกยัดไส้พริก พริกหยวกที่นี่ใช้เนื้อกุ้งบดยัดที่โขลกกับกระเทียม รากผักชี พริกไทย นำไปหมักแล้วถึงเอาไปยัดแทนไส้พริก จากนั้นจึงนำพริกหยวกที่ยัดไส้แล้วไปนึ่งประมาณ 10 นาที แล้วนำไปทำไข่แหเพื่อห่อพริกอีกที ส่วนลูกกะปิเอามาปั้นลูกเท่านิ้วก้อยและเอาไปชุบไข่ทอดใช้ไฟอ่อน

ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ของที่นี่อร่อยตรงใช้กระดูกสันหลัง มีรสหวานในตัวเพราะผ่านการเคี่ยวน้ำซุปนานเป็นชั่วโมง เนื้อหมูก็ผ่านการตุ๋นเป็นชั่วโมงเนื้อจึงเปื่อย แล้วใส่เครื่องเทศลงไป หมูจะนุ่มและได้กลิ่นเครื่องเทศออกมา ส่วนเมนูเมี่ยงคำเด็ดที่น้ำเมี่ยงคำของที่นี่ใช้มะพร้าวขูดขาว เอามาคั่วให้หอมถึงจะเอาไปใส่กับน้ำตาลมะพร้าว กะปิอย่างดี เคล็ดลับสำคัญคือเคี่ยวใส่ขิงเป็นหัวทุบใส่แล้วเคี่ยวให้น้ำเมี่ยงมีลักษณะเหนียวหนืด ใช้เวลาเคี่ยวเป็นชั่วโมงโดยใช้ไฟอ่อน

นอกจากนั้น เมนูแกงเขียวหวาน ผัดปลาหมึกไข่เค็ม ขนมจีนซาวน้ำ ขนมจีนน้ำยากะทิ ก็ถูกปาก ปิดท้ายที่เมนูของหวานอย่างกล้วยแขก ของที่นี่ก็เด็ดเพราะเอากล้วยน้ำว้าห่ามทอดไฟปานกลาง ส่วนมื้อเย็นเป็นบุฟเฟ่ต์มีอาหารบาร์บีคิวปิ้งย่างเป็นเนื้อสัตว์ให้ลูกค้าเลือก ที่เด็ดสุดและลูกค้าติดใจคือบาร์บีคิวเนื้อแกะ ซี่โครงแกะหมักนุ่มสมุนไพรรสเข้มข้น ไม่มีกลิ่นสาบของเนื้อแกะ เป็นต้น

ห้องอาหารเปรมประชากร เปิดบริการตั้งแต่เช้าเวลา 06.00 น. มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. มื้อเย็น เวลา 18.00-01.00 น. อาหารเป็นไลน์บุฟเฟ่ต์ตลอดวัน ตกหัวละประมาณ 490-600 บาท++

 

ที่พึ่งยามเช้า เกาเหลาเลือดหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 15:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/497389

ที่พึ่งยามเช้า เกาเหลาเลือดหมู

โดย…พี่เวส

กลายเป็นที่พึ่งยามเช้าของหลายคนไปเสียแล้ว สำหรับเกาเหลาเลือดหมูหรือว่าต้มเลือดหมูที่หลายคนรู้จัก การได้ซดอะไรโล่งๆ ยิ่งทำให้เช้าวันใหม่สดใสขึ้นเยอะ

วันนี้ผมจะพามาลิ้มลองต้มเลือดหมูรสเด็ด ย่านลาดพร้าว 101 กันครับ ร้านนี้เปิดขายมากว่า 20 ปี ไม่มีชื่อร้านเพียงแต่มีป้ายร้านชัดเจนว่า ต้มเลือดหมู ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามกับร้านแว่นท็อป ร้านดูธรรมดาแต่รสชาติน่าประทับใจ

พี่น้อย เจ้าของร้านใจดีเล่าให้ฟังเสียงใสว่า ร้านนี้เปิดขายมา 20 ปีแล้ว เริ่มจากที่พี่สาวของแฟนและตัวเองชอบตระเวนกินต้มเลือดหมู จนรู้ว่าอะไรเด่น อะไรด้อย แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับร้านตัวเอง ทีเด็ดของที่นี่คือมีผักให้เลือกสองอย่าง ทั้งผักหวาน ที่ให้ความกรอบหวาน กับยอดตำลึงที่หลายคนคุ้นเคย

นอกจากรสชาติจะสัมผัสได้ถึงความหวานของน้ำต้มกระดูกแล้ว บรรดาเครื่องในทั้งไส้ ทั้งตับ ไร้ซึ่งกลิ่นหืน กลิ่นคาว นั่นแสดงว่าเขาทำความสะอาดมาเป็นอย่างดี ยังมีหมูสับหมักเครื่องเทศทำให้จานนี้ยิ่งอร่อยเด็ด เริ่มขายมาตั้งแต่ชามละ 20 บาท ตอนนี้เป็นชามละ 40 บาท ก็ยังเป็นที่พึ่งยามเช้าของหลายคน

นอกจากนี้ยังมีก๋วยเตี๋ยวน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ที่อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน ร้านเปิดให้ลิ้มลองความอร่อยตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณ 6 โมงเช้า ปิดก็บ่าย 2 โมง หาไม่เจอ โทร.08-4415-6818ฃ

 

หวานขม… ผสมรสใหม่ๆ ในกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 15:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/497387

หวานขม... ผสมรสใหม่ๆ ในกาแฟ

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ  ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 

บางครั้งเมื่อนึกอยากดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว เราก็เลี้ยวเข้าไปในโรงแรม อย่างเช่น โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ บนถนนสุรวงศ์ แบรนด์โรงแรมจากฝรั่งเศสซึ่งให้ความสำคัญกับกาแฟ โดยได้จับมือกับพันธมิตรอย่าง อิลลี แบรนด์กาแฟดังจากอิตาลี เสิร์ฟเครื่องดื่มอร่อยๆ สำหรับลูกค้าทุกวัน

ณ ล็อบบี้บาร์ที่มีชื่อเรียกว่า ละติจูด 13 เราได้พบกับ ฌอน เหงียน มาสเตอร์บาริสต้าของเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ผู้มีรางวัลจากการแข่งขัน Taste of Discovery Coffee Competition ประเทศอิตาลีการันตีความสามารถในการครีเอทเมนูกาแฟที่ทั้งอร่อย สวยงาม และสร้างสรรค์ วันนี้ ฌอน จะมาแนะนำกาแฟที่น่าลองชิมและชม

เริ่มต้นที่เมนูซึ่ง ฌอน ภาคภูมิใจ เพราะทำให้เขาได้รับรางวัลระดับโลก นั่นก็คือ ต้มข่ากาแฟ (Tom Kha Kaffee) เมนูกาแฟนี้มีความเป็นไทยผสมผสาน โดยหนุ่มเชื้อสายเวียดนามอย่าง ฌอน แรงบันดาลใจจากอาหารไทย จึงนำส่วนผสมบางอย่างมาใส่ในกาแฟดู เริ่มต้นจากตะไคร้ ซึ่งให้ผลที่พึงพอใจ ก่อนจะลองหาอย่างอื่นที่ท้าทายมาใส่ ปรากฏว่า น้ำปลาหวานโฮมเมดที่เขาทำเองให้ความหวานนิด เค็มหน่อย เผ็ดประปราย ผสมผสานไปกันได้กับความขมของกาแฟอย่างไม่ประดักประเดิดและตะขิดตะขวง

ส่วนผสมของ ต้มข่ากาแฟ ประกอบด้วย ตะไคร้หั่น ใบมะกรูด เอสเปรสโซ่ 3 ช็อต น้ำปลาหวาน และกะทิ วิธีการผสมยำตะไคร้ ใบมะกรูด เอสเปรสโซ่ และน้ำปลาหวานผสมในเชกเกอร์ ก่อนทิ้งไว้ให้ผสมผสานเข้ากันราว 1 นาที เติมน้ำแข็ง และเชกแรงๆ ก่อนจะกรอง 2 ครั้ง แล้วใส่แก้วเฟรโดราดด้วยฟองกะทิเป็นชั้นด้านบน ตกแต่งแก้วด้วยตะไคร้และใบมะกรูด

เมนูต่อมา ฟังชื่อแล้วน่าจะเหมาะกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่จริงแล้วก็ดื่มได้ทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ชอบกลิ่นรสสมุนไพร แก้วนี้ชื่อว่า จิงเจอร์เบรด ลาเต้ (Gingerbread Latte) ส่วนผสมคือ ขิงสด น้ำผึ้ง น้ำร้อน เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต และนมสด (Whole Milk) วิธีทำก็เริ่มต้นด้วยการบดขิงเข้ากับน้ำผึ้งและน้ำร้อน ก่อนนำไปทำเป็นน้ำเชื่อม ชงกาแฟเอสเปรสโซ่มาแล้วเติมน้ำเชื่อมนั้นลงไป ใส่แก้วไว้ แล้วสตีมนมก่อนนำฟองนมราดลงไปด้านบน ด้วยกลิ่นรสที่มีขิงและน้ำผึ้งผสมด้วย ทำให้แก้วนี้เหมือนจะดูดีต่อสุขภาพด้วย แต่ที่แน่ๆ คือ อร่อยแบบแปลกต่าง

ใครที่ชื่นชอบกาแฟปั่น ต้องลองเมนู ลิ้นจี่แฟรปเป้ (Lychee Frappe) ซึ่งทั้งหอมและหวานให้สัมผัสแบบ “ฟรุตตี้” ที่แสนสดชื่น และตื่นตัวด้วยความขมที่ปลายลิ้น กาแฟแก้วนี้ใช้ลิ้นจี่กระป๋อง 6 ลูก น้ำเชื่อมลิ้นจี่กระป๋อง และโฮลมิลค์ ทั้งหมดผสมรวมกันแล้วแช่เย็นให้เป็นน้ำแข็ง จากนั้นจึงนำมาปั่นกับเอสเปรสโซ่ร้อน 2 ช็อต ง่ายๆ เท่านี้ก็จะได้เครื่องดื่มเย็นชื่นใจ เหมาะกับฤดูฝนที่แสนจะร้อนแรงของบ้านเราตอนนี้เลย

อีกหนึ่งเมนูเป็นกาแฟที่มีความแรงแบบแมนๆ เรียกว่า พญากาแฟ (Phraya Kaffe) ผสมโดย นำรัมพญา 30 มล. กับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชาไปต้มจนอุ่น ก่อนจะเบิร์นเพื่อให้แอลกอฮอล์ระเหย จากนั้นจึงนำรัมไปใส่ขวดพร้อมกับเอสเปรสโซ่ 1 ช็อต และน้ำร้อน 60 มล. แล้วจึงใช้ปืนควันพ่นควันชาไทยใส่เข้าไปในขวด ปิดขวดทิ้งเวลาให้กาแฟและกลิ่นควันผสมผสานกัน ก่อนรินใส่แก้ว ราดด้านบนด้วยฟองนมถั่วเหลือง

สูตรส่วนผสมและวิธีทำของพญากาแฟคือ การนำธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาผสมผสานกัน ดินก็คือ กาแฟ น้ำก็คือ น้ำและรัม ลมและไฟ คือ การนำใบชาไปจุดไฟให้ได้ควัน ด้วยวิธีการชงทำให้ได้ภาพให้บรรยากาศที่สุดแสนชวนชม มีทั้งไฟ มีทั้งควัน เหมาะสำหรับโชว์ให้แขกเหรื่อลูกค้าดูอย่างยิ่ง

ทั้ง 3-4 เมนูที่ชงให้ชมและชิมนั้นเป็นกาแฟที่ “แฟนซี” มีความสวยงาม ความสร้างสรรค์ และ ความอร่อย แต่สำหรับคอกาแฟที่นิยมความเรียบง่าย และอยากได้รสแท้ของกาแฟในอีกแบบหนึ่ง ฌอน นำเสนอ โคลด์บริว 9 ชั่วโมง (9-Hour Cold Brew) ส่วนผสมของกาแฟโคลด์บริวนี้ใช้กาแฟบด 60 กรัม และน้ำเย็น (ผ่านการกรองแล้ว) 700 มล. เริ่มต้นจากผสมกาแฟบดและน้ำในภาชนะกันอากาศ อย่างเช่น โหลแก้ว กระป๋อง ฯลฯ จากนั้นทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 9 ชั่วโมง ก่อนจะกรองเอากากกาแฟออกแล้วก็เสิร์ฟได้ สามารถเสิร์ฟได้โดยใส่น้ำแข็งเพิ่มหรือไม่ก็ได้ กาแฟที่ได้จากกรรมวิธีการชงแบบเย็นหรือโคลด์บริวนี้จะได้กาแฟที่เข้มข้น แต่รสไม่ขม ดื่มง่าย ใครที่ไม่เคยชอบกาแฟดำมาก่อน ลองโคลด์บริวดู บางทีจะค้นพบรักใหม่

ทุกๆ วันที่ ละติจูด 13 โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ มีรสชาติหวาน ขม ผสมรสใหม่ๆ ในกาแฟ พร้อมเสิร์ฟเสมอ อ้อ … ถ้าจะให้ดีลองสั่งเอแคลร์ของหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่มาให้รับประทานคู่ด้วย

 

ออยสเตอร์ ฮาเร็ม นิคมคนรักซีฟู้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 14:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/497386

ออยสเตอร์ ฮาเร็ม นิคมคนรักซีฟู้ด

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

 

ในช่วงที่สายฝนโปรยปราย การได้ไปนั่งชิลๆ ที่ร้านเก๋ๆ เดินทางง่าย ไม่ต้องไปไกล แถมไม่เปียกฝน คือ สิ่งที่ดีที่สุด ครั้งนี้จึงขอชวนคนรักเมนูซีฟู้ดและหอยนางรมไปเช็กอินที่ร้าน “ออยสเตอร์ ฮาเร็ม” (Oyster Harem) ซึ่งอยู่ที่ กรู๊ฟ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ซะเลย

ออยสเตอร์ ฮาเร็ม เป็นร้านซีฟู้ดสุดชิกในบรรยากาศชิลๆ ซึ่งตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นเน้นโทนสีขาว-ดำ เพิ่มความกิ๊บเก๋ด้วยลายจุดสะดุดตา ร้านนี้เกิดจากความตั้งใจของคู่รักสุดฮิปอย่าง สกุณ วัฒนกุล และ ศศิเพ็ญ จันทร์ศรี ที่อยากจะคัดสรรหอยนางรมอย่างดี มีความสดหวานฉ่ำ ส่งตรงจากแหล่งหอยนางรมขึ้นชื่อจาก อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี แล้วยังมีซีฟู้ดสดๆ อย่าง กุ้ง ปูม้า และหอยแมลงภู่ที่ปรุงแบบไทยๆ รสชาติอร่อยสไตล์โฮมเมดไว้คอยต้อนรับลูกค้าอีกด้วย

สกุณ เล่าว่า ร้านออยสเตอร์ ฮาเร็ม เริ่มต้นจากการเปิดขายบนช่องทางออนไลน์ โดยส่งหอยนางรมแบบเดลิเวอรี่ทั่วประเทศแบบวันต่อวันในแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม ล่าสุดได้เริ่มขยายร้านอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นสถานที่แฮงเอาต์ของคนที่ชื่นชอบซีฟู้ดจริงๆ ซึ่งก็มีทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีโต๊ะนั่ง 8-10 โต๊ะ และเปิดเป็นบุฟเฟ่ต์ 2 รอบ/วัน แต่ละรอบจะรับลูกค้าได้เพียง 10 คนเท่านั้น

โอ้ว! แค่เห็นภาพและชื่อของแต่ละเมนูที่ติดอยู่หน้าร้านก็รู้สึกอยากกินขึ้นมาแล้วล่ะ มาเริ่มจากเมนูบุฟเฟ่ต์ก่อนเลย นั่นคือ “ออยสเตอร์” หรือหอยนางรมสดขนาดปานกลาง เนื้อหวานสดฉ่ำ ที่เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่าง หอมเจียวทอด น้ำจิ้มซีฟู้ด ยอดกระถิน ซอสทาบาสโก้ และน้ำพริกสูตรเฉพาะของร้าน โอ้โห! บอกเลยว่า สด อร่อย แซ่บโดนใจจริงๆ นอกจากหอยนางรมแล้ว ยังมี กุ้ง หอยแมลงภู่ และปูม้าด้วย ยิ่งกินพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บของร้านด้วยนะ อร่อยสุดยอด (บุฟเฟ่ต์ 45 นาที ราคา 990 บาท/คน)

นอกจากบุฟเฟ่ต์แล้ว ที่ร้านยังมีเมนูอะลาคาร์ตไว้ให้บริการด้วยเช่นกัน อาทิ เซตซีฟู้ดต่างๆ ทั้ง เซตหอยนางรมสดฉ่ำ เซตกุ้งแม่น้ำเนื้อหวานกรอบ และเซตปูม้าตัวใหญ่ๆ ถ้าหากยังลังเลไม่รู้ว่าจะสั่งเซตไหนดี ขอแนะนำเซต “มิลเลียนแนร์ ฮาเร็ม” หรือเซต “ซูเปอร์ โอเชียน” เมนูสุดอลังการที่รวบรวมทั้งหอยนางรม กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่ และปูม้าไว้ในเซตเดียวกันก็ถือว่าคุ้มสุดๆ

อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ ก็คือ “ไข่เจียวสุลต่าน” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูไฮไลต์ของร้านเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่าให้คุณลืมรสชาติไข่เจียวธรรมดาที่เคยกินไปได้เลย เพราะเมนูไข่เจียวสุลต่านนี้จะกระหน่ำใส่หอยนางรมลงไปในระดับมาตรฐานที่สุลต่านกินเท่านั้น บอกเลยว่าต้องลองชิมให้ได้เชียวล่ะ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูให้เลือก (เมนูอะลาคาร์ตเริ่มที่ 150-2,500 บาท)

แน่นอนว่ามานั่งอินกับบรรยากาศชิลๆ ที่ร้านซีฟู้ดเก๋ๆ ทั้งที ก็ต้องมีเครื่องดื่มที่จับคู่กับอาหารได้เข้ากั๊นเข้ากัน มาเคียงคู่อยู่แล้ว ที่ร้านมีทั้งไวน์ขาว เบียร์ และค็อกเทลสูตรพิเศษของร้านให้ลูกค้าได้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เซ็กส์ ออน เดอะ บีช, จินโทนิก, ไหมไทย, วิสกี้ซาวร์, พิงก์ พุชซี่ แคท หรือคอสตา เดล โซล ก็รีเควสต์ได้หมด สำหรับคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็มีน้ำมะพร้าวสดที่เสิร์ฟมาทั้งลูกเป็นตัวเลือกด้วยเช่นกัน

ออยสเตอร์ ฮาเร็ม อยู่ที่ชั้น 2 โซนกรู๊ฟ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00-24.00 น. (ครัวปิดสามทุ่ม แต่สามารถสั่งเมนูแล้วนั่งไปได้เรื่อยๆ) บุฟเฟ่ต์เปิดวันละ 2 รอบคือ 12.00-14.00 น. และ 18.00-20.00 น. มีบริการแบบเดลิเวอรี่ โทร.09-2962-2911 Line : Tob_Chunsri และ IG : oysterharem