แฟ็บแล็บ คาเฟ่ อร่อยสไตล์มัลติ-แบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495567

แฟ็บแล็บ คาเฟ่ อร่อยสไตล์มัลติ-แบรนด์

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน


เมื่อในวงการแฟชั่นมีร้านสไตล์ “มัลติ-แบรนด์” (Multi-Brand) ได้ ในแวดวงอาหาร อันเป็นเทรนด์ฮิตของหนุ่มสาวสมัยนี้ ทำไมจะทำแบบมัลติ-แบรนด์บ้างไม่ได้

สำหรับคนชอบความหลากหลาย ต้องไปนี่เลย แฟ็บแล็บ คาเฟ่ (Fablab Cafe) ร้านอาหารสไตล์มัลติ-แบรนด์อย่างที่ว่าต่อยอดมาจากร้านแฟชั่นสไตล์มัลติ-แบรนด์ชื่อเดียวกันที่มีอยู่หลายสาขาในกรุงเทพฯ ซึ่งรวบรวมหลากแบรนด์แฟชั่นดังจากไอจี หรืออินสตาแกรมมาไว้ให้ช็อปกันในที่เดียว เปิดเป็นแฟล็กชิปสโตร์คาเฟ่แห่งแรก ณ พาร์ค อเวนิว ใกล้เอกมัยซอย 14

คาเฟ่สุดเก๋ที่ต้องรีบไปเช็กอินด่วนที่สุดก่อนใคร ตกแต่งแบบเรียบหรูสไตล์มินิมอลลิสม์ มีมุมโถงสวยหลังบันไดขึ้นชั้น 2 ที่บ่งบอกความเป็น “แฟ็บแล็บ” อย่างสูง อยู่เบื้องหลังกำแพงต้นไม้ ประกอบด้วยโต๊ะลวดลายหินอ่อน เรียงรายไปตามเบาะติดผนังรูปตัวแอล มีสวนหินเพื่อตั้งโชว์เคสสินค้าแฟชั่นมัลติ-แบรนด์ ที่สามารถขึ้นบันไดไปเลือกช็อปกันได้ ปิดท้ายปังๆ ในมุมนี้ด้วยสีเขียวของต้นไม้ห้อยระย้าที่มาประดับประดาเติมเต็ม “มุมขาย” ของร้าน

ในส่วนโถงใหญ่ของร้านเองบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ ก็เรียงรายไปด้วยโต๊ะลวดลายหินอ่อนเช่นกัน กับเก้าอี้แนวโมเดิร์นตัวกว้าง นั่งได้วางของได้ครบในตัวเดียว รับประทานอาหารไป สายตาก็สามารถสอดส่ายหาของกินจานถัดไปที่หน้าเคาน์เตอร์ได้อีก

ยังมีมุมเก๋ริมหน้าต่างกระจก เป็นสตูลบาร์ นั่งกินดื่มไป ชมวิวการจราจร (ติดขัด) ในซอยเอกมัย หรือนั่งอวดโฉมตัวเองนั่งจิบเครื่องดื่มเก๋ๆ ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาอิจฉาก็ยังได้

แต่งร้านสุดเก๋ไปแล้ว มาดูเมนูก็ไม่ธรรมดา ดีไซน์ออกมาให้เป็นรูปแบบนิตยสารแฟชั่น ออกราย 3 เดือน 4 เดือน แล้วแต่เมนูที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นอกจากอาหารการกินที่นำมาจากเมนูอันโด่งดังในไอจี อย่าง คัพเค้กของ เอมี่ กลิ่นประทุม หรือไอศกรีมโฮมเมดพรีเมียม ยี่ห้อ กิลตี เพลเชอร์ (Guilty Pleasure) ขนมที่ทำจากมะม่วงของแบรนด์แมงโก้ ทริโอ (Mango Trio) ฯลฯ ที่โชว์โดดเด่นอยู่ในตู้เคาน์เตอร์ร้านแล้ว เมนูที่ทางแฟ็บแล็บ คาเฟ่ สร้างสรรค์เองก็มีไม่ใช่น้อย

เมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นชนิดที่อิ่มอร่อยง่ายๆ ในจานเดียว แต่สอดแทรกกิมมิกลูกเล่นเก๋ๆ สุดสร้างสรรค์เอาไว้ เริ่มจากเมนูเครื่องดื่มก็มีอะไรให้เล่นแล้ว เรียกว่าเป็นเมนูคิวบ์ แอนด์ ทิวบ์ (Cubes & Tubes) มีให้เลือกว่าจะสั่งเป็นกาแฟ ชา หรือนมชมพู

วันนี้ขอเลือกเป็นเมนูกาแฟ เพราะได้กลิ่นเชิญชวนมาตั้งแต่เข้าร้าน เมนูนี้มาในรูปแบบของหลอดทดลอง เข้ากับชื่อ “แล็บ” (Lab) ของร้าน ประกอบด้วย กาแฟ 2 หลอด นมสด 2 หลอด น้ำเชื่อม 1 หลอด นมข้นหวาน 1 หลอด พร้อมบีกเกอร์ใส่น้ำแข็งรสกาแฟ เวลาจะรับประทานก็ใส่ส่วนผสมต่างๆ ลงในบีกเกอร์บรรจุน่้ำแข็ง ปรุงตามแบบที่เราชอบดื่มได้เลย

ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ปีกไก่ทอด สั่งมากินกรอบๆ ระหว่างรอเมนูถัดไปกันหิว เสิร์ฟมาในกระทะเหล็กแบบเก๋ๆ กรอบนอกนุ่มในกินเพลิน แป๊บเดียวหมดจาน ต่อด้วยอาหารจานง่ายๆ ที่ไม่ยักกะมีร้านอื่นค่อยทำเสิร์ฟกัน แม็ก แอนด์ ชีส (Mac & Cheese) หรือมะกะโรนีอบชีส สูตรของร้านนี้มีใส่ปลาหมึกสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ มาด้วย นอกจากกรอบชีสที่บนด้านหน้า ยังได้รสสัมผัสที่หนึบๆ จากปลาหมึกอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกจานที่แม้จะเริ่มอิ่มแล้วแต่ก็หยุดกินไม่ได้

ใครยังไม่ฟิน แนะให้ต่อด้วย สปาเกตตีคาร์โบนารา (Spaghetti Carbonara) อีกสักจาน คาร์โบนาราของแฟ็บแล็บ คาเฟ่ เป็นสูตรผัดแห้งๆ กินอร่อยไม่มันเลี่ยน แต่งหน้ามาด้วยเส้นเบคอนบางเฉียบทอดกรอบไว้เคี้ยวแกล้ม

จานคาวยังมีหลากหลายให้เลือกอีกมากมาย ทั้งสลัด แซนด์วิช เบอร์เกอร์ แต่ตอนนี้มาถึงนาทีของของหวาน ต้องห้ามพลาด แฟ็บรามิสุ (Fabramisu) ขนมอันแสนคุ้นเคยในร้านอาหารอิตาเลียน ทิรามิสุ ในรูปแบบสร้างสรรค์แบบแฟ็บแล็บ คาเฟ่ คือเสิร์ฟมาพร้อมหลอดฉีดยาที่บรรจุเหล้าเบลีย์ส และข้าวโพดเคลือบคาราเมล ตัวขนมอร่อยนวลเนียนอยู่แล้ว จะกินโดยใส่ส่วนผสมที่ให้มาด้วย หรือไม่ต้องก็ได้ แล้วแต่รสนิยมชมชอบ

อีกเมนูของหวานที่ไม่ได้ชิมถือว่ายังมาไม่ถึง คัพ เอฟ (CUP F) คุกกี้รสช็อกโกแลตอบ เท็กซ์เจอร์กรอบนอก เหนียวนุ่มหนึบใน หน้าตาคล้ายๆ จะเป็นช็อกโกแลตลาวาแต่ไม่ใช่ ท็อปด้วยไอศกรีมวานิลลาเข้มข้นจาก กิลตี เพลเชอร์ เสิร์ฟพร้อมวิปครีม แม้จะติดหวานไปนิด เพราะต้องอาศัยน้ำตาลทำให้รสสัมผัสมีความหนึบหนับ แต่ความถึงเครื่องช็อกโกแลตชั้นดีก็ทำให้เมนูนี้ชนะเลิศ

แฟ็บแล็บ คาเฟ่ ชั้น 1 แฟ็บแล็บ คอมเพล็กซ์ ติดถนนเอกมัย (สุขุมวิท 63) ระหว่างซอย 12-14 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 09-4323-3555 รับประทานอาหารอิ่มแล้ว หรือระหว่างรอคอยจานเด็ด สามารถขึ้นไปเดินชมสินค้าแฟชั่นที่ชั้น 2 ได้ด้วย ราคาดี๊ย์ดีย์…

 

ขนมจีนจี้ลิ่ว บ๊ะจ่าง ภูเก็ต อร่อยเลิศรสตำรับพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495561

ขนมจีนจี้ลิ่ว บ๊ะจ่าง ภูเก็ต อร่อยเลิศรสตำรับพื้นบ้าน

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

ขนมจีน อาหารยอดนิยมใน จ.ภูเก็ต มีจำนวนหลายร้าน วันนี้ขอแนะนำ ร้านขนมจีนจี้ลิ่ว บ๊ะจ่างภูเก็ต ที่บริหารงานโดย ศุภวรรณ แซ่อึ๋ง (จี้ลิ่ว) และศิริกานต์ แซ่อึ๋ง โดยเปิดร้านสาขาแรกที่ อ.ถลาง เมื่อปี 2555 จากนั้น ขยายสาขาที่สะพานหิน เมื่อปี 2559

ศุภวรรณ กล่าวว่า เป็นคนชอบรับประทานขนมจีน และอยากให้ชาวภูเก็ตที่ชื่นชอบรับประทานขนมจีน ได้ลิ้มรสชาติอร่อยต้นตำรับโบราณ จึงเปิดร้านแห่งแรกที่ อ.ถลาง บนเนื้อที่ 3 ไร่ พร้อมปลูกผักสวนครัวพื้นบ้านเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของผักสดในการขายขนมจีน แต่เน้นใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงผัก เช่น ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักเป็ด ใบบัวบก กระถิน ผักชีฝรั่ง มันปู ผักติ้ว แป๊ะตำปึง ยอดหมุย มะตูมแขก ฯลฯ เป็นต้น

หลังจากนั้นเปิดสาขาที่สองที่สะพานหิน ตกแต่งร้านทั้งสองสาขาแบบโล่ง โปร่ง สบาย เสริมความเป็นโมเดิร์นร่วมสมัย ทั้งสองสาขารองรับลูกค้าได้จำนวน 80-100 คน ในอนาคตจะเปิดสาขาเพิ่มที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาทำเล

สำหรับขนมจีนที่ขายมีน้ำแกงหลากหลายเมนูเด็ดให้เลือกรับประทาน เช่น แกงปู แกงไก่ น้ำยา ไตปลา น้ำพริกหวาน น้ำชุบหยำ แกงป่า เป็นต้น ยังมี ห่อหมก ไก่ทอด หมูทอด เกี้ยนทอด บ๊ะจ่าง ทอดมันปลา

ที่สำคัญขนมจีนผลิตเองทั้งหมดเน้นเส้นสดใหม่ทุกวัน แต่ละวันใช้เส้นขนมจีนเฉลี่ย 30-50 กก. ซึ่งน้ำแกงที่ลูกค้านิยมสั่ง ประกอบด้วย แกงปู ไตปลา เป็นหลัก แกงอื่นๆ เป็นรอง เครื่องแกงทำเองจากวัตถุดิบเกรดเอชั้นดี ไม่ใส่สารกันบูด ราคาขายขนมจีน จานละ 30-45 บาท เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มมี ชาเย็น ชาดำเย็น โอเลี้ยง กระเจี๊ยบ มะขาม ราคาแก้วละ 20 บาท

ศิริกานต์ กล่าวว่า ทางร้านยังมีอาหารที่สั่งรับประทานได้ทันที รับประทานควบคู่กับขนมจีน อาทิ บ๊ะจ่าง ที่จี้ลิ่วทำมากว่า 30 ปี สูตรอาม่า มีข้าวเหนียว หมู ไข่เค็ม เอาหมูมาต้มหั่นเป็นชิ้นไปผัดกับเครื่องเทศ ส่วนข้าวเหนียวนำข้าวเหนียวผสมกับน้ำต้มหมูคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำทั้งหมดมาห่อกับใบไผ่ และนึ่งจนสุกจึงนำไปขายวันละนับพันลูก ลูกละ 10-20 บาท

ขณะที่ทอดมันปลา ใช้เครื่องแกงเดียวกับน้ำแกงขนมจีน ทอดมันจะไม่ใส่มะพร้าว ใช้ปลาแป้นทำล้วนๆ ไม่มีแป้งผสม ยังมีเกี้ยนทอดทำเองมีหมู กุ้ง ปู มันแกว เผือก หอมหัวใหญ่ ต้นหอม กระเทียม พริกไทย เอาทั้งหมดมานวดเข้าด้วยกันปรุงรส ปั้นเป็นก้อนและเอาไปนึ่งจากนั้นมาชุบแป้งทอด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเผ็ดปานกลาง ส่วนไก่ทอด หมูทอด หมักเอง หมูใช้สันคอหมูไม่ติดมัน ไก่จะใช้สะโพกหั่นเป็นชิ้นพอคำ ลงทอดจนสุก ส่วนห่อหมก ห่อละ 15 บาท ใช้ปลาทะเลทำห่อหมกสูตรโบราณ

ร้านสาขาถลางเปิดตั้งแต่เวลา 07.40-14.00 น. ส่วนสาขาสะพานหิน เปิดเวลา 12.00-20.00 น. หยุดทุกวันพุธ

 

แซ่บๆ แสบทรวง ยำดอกขจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/495534

แซ่บๆ แสบทรวง ยำดอกขจร

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

บ้านที่มีจำนวนเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อย่างบ้านของผู้เขียน มักมีเรื่องปวดหัวคือการทำกับข้าวให้ถูกปากทุกคน เพราะโดยมากอาหารหลักของบ้านเรา คือ แกงจืดที่มีผักเป็นส่วนประกอบสักอย่าง รับประทานคู่กับปลาทอดและข้าวสวย

เด็กๆ ถูกปากเพราะคลุกข้าวกับปลา เหยาะน้ำปลานิดหน่อยคล้ายคลุกข้าวแมว ตักเข้าปากคู่กับแกงจืดผักใบเขียว แค่นี้ก็ครบหลักอาหาร 5 หมู่ ผู้เขียนกินแกงจืด ปลาทอด ข้าวสวยมาตั้งแต่เด็กๆ เช่นกัน ผักในแกงจืดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ที่ชอบที่สุด คือ แกงจืดดอกขจร ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบกินผักนักในตอนเด็ก แต่เมื่อคุณแม่บอกว่านี่คือดอกไม้นะจ้ะ ไม่ใช่ผักเสียทีเดียว มองแล้วลักษณะของดอกขจรดูสวยน่ารัก อยู่รวมกันเป็นพุ่มเล็กๆ ถูกเด็ดเป็นช่อเล็กช่อน้อย ต้มรวมมากับหมูสับซดแล้วน้ำแกงหวานๆ ตัวดอกขจรไม่ขมมากจึงทำให้อารมณ์ของการกินผักเปลี่ยนไป ที่บ้านจึงทำแกงจืดดอกขจรบ่อยๆ จึงเข้าใจว่าดอกขจรปรุงได้เฉพาะเป็นแกงจืดเท่านั้น

พอเริ่มโตเป็นสาวเพิ่งมาถึง “บางอ้อ” ว่าดอกขจรนั้นนำไปทำเป็นกับข้าวได้หลากหลาย ทั้งลวกจิ้มน้ำพริก หรือจะเอาดอกขจรผัดกับน้ำมันหอยใส่หมูสับหรือกุ้งสด ที่ตะลึงที่สุด คือ ดอกขจรผัดไข่ คล้ายกับผัดใบเหมียงของทางใต้แต่ใช้ดอกขจรแทน จนมาถึงดอกขจรจานโปรด ที่นำดอกขจรมาลวกพอสลดแล้วปรุงเป็นยำนี่แหละที่รับประทานแล้วติดใจ

ยิ่งพอถึงเวลาตัวเองเป็นแม่บ้านคอยดูแลกับข้าวให้คนในบ้านที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จะมีแค่แกงจืด ปลาทอด และข้าวสวย แต่สำหรับผู้ใหญ่นี่สิ ถึงแม้จะมีน้ำจิ้ม น้ำราดรสจัดจ้านเผื่อไว้แล้ว มันก็มีบ้างที่จะเริ่มอยากกินอะไรแปลกใหม่ เลยได้โอกาสว่าวันไหนที่ทำแกงจืดดอกขจรให้เด็กน้อยในบ้านต้องขอเพิ่มยำดอกขจรใส่หมูสับ รับประทานคู่กับไข่ต้มยางมะตูม เป็นอาหารจานเดียวง่ายๆ ที่เบาๆ ท้อง เครื่องเคราไม่ทำให้คุณแม่บ้านปวดหัว เพราะหยิบยืมมาจากส่วนผสมของแกงจืดดอกขจรใส่หมูสับได้เลย ส่วนผสมอื่นๆ ยิ่งง่ายเพราะมักจะมีติดบ้านเอาไว้อยู่แล้ว

กลเม็ดเด็ดพรายของยำดอกขจรนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการลวกดอกขจรให้สุกพอดีรับประทาน ใครชอบดอกขจรที่ยังกรอบๆหน่อย ต้องหากะละมังน้ำเย็นลอยน้ำแข็งมารอไว้สักหน่อย เพื่อให้สีดอกขจรเขียวสวย เติมเกลือป่นลงในน้ำเดือดก่อนลวกสักนิด แกว่งดอกขจรให้ปลิวในน้ำเดือดๆ สัก 3-4 ทีแล้วรีบเอามาแช่น้ำเย็นแบบนี้จะทำให้ดอกขจรยังหวานกรอบอยู่ ก่อนนำลงไปเคล้าน้ำยำ อย่าลืมสะบัดน้ำออกให้หมาดที่สุดจะช่วยให้น้ำยำไม่ถูกเจือจางรสไป เพราะนี่เป็นจุดอ่อนที่จะทำให้ยำดอกขจรเสียรสชาติไปได้

ยำดอกขจรถือเป็นอาหารโบร่ำโบราณ ที่ร้านอาหารหลายๆ ร้านนำกลับเข้ามาใส่ไว้ในเมนูอีกครั้ง จริงๆ แล้วดอกขจรจะงามในช่วงฤดูฝนต้นฤดูหนาว ถึงกระนั้นก็ตามผู้เขียนไปเดินตลาดสดคราใด มักเหลือบตาไปเห็นดอกขจรทุกครั้งไป ถือเป็นจานแซ่บๆ แสบทรวงอีกเมนูหนึ่งที่น่าเก็บสูตรไว้เพราะง่าย เบา และมีประโยชน์

ยำดอกขจร ไข่ต้ม หมูสับ

ส่วนผสม

– ดอกขจร เด็ดเป็นช่อ 2 ถ้วย

– หมูสับ 1 ขีด

– หอมแดงซอยบางๆ 2 ช้อนโต๊ะ

– พริกขี้หนูซอยบางๆ 2-3 เม็ด

– น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

– ไข่เป็ดต้มยางมะตูม 1-2 ฟอง

วิธีทำ

ตั้งน้ำสะอาดให้เดือด เติมเกลือลงไปเล็กน้อยลวกดอกขจรขึ้นมา ถ้ายังไม่ยำเลย หรืออยากรักษาสีสันและความกรอบหอม แนะนำให้แช่น้ำเย็นลอยน้ำแข็งไว้

ในหม้อใบเดิม พร้อมน้ำเล็กน้อยรวนหมูสับกับน้ำปลาเล็ก น้อยเพื่อความหอมปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำมะนาว และน้ำตาลทราย

เติมดอกขจรกลับลงไปพร้อมกับหอมแดงเคล้ากันแล้วตักใส่จาน

 

อร่อยเลิศครัว ‘จันทร์ เดอ คาเฟ่’ คลอง 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/494678

อร่อยเลิศครัว ‘จันทร์ เดอ คาเฟ่’ คลอง 10

โดย…พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หากกำลังมองหาร้านอาหารอร่อยเลิศถูกปากท่ามกลางบรรยากาศดีๆแต่ต้องไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร อยากแนะนำให้ไปรับประทานได้ที่ร้านอาหาร “จันทร์ เดอ คาเฟ่” คลอง 10 หมู่ 4 ถนนรังสิต-นครนายก ต.บึงสนั่น อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ร้านแห่งนี้ตกแต่งสไตล์เรียบหรู มู้ด แอนด์ โทน ของร้านเป็นสีขาว ครีม ทั้งผนังกำแพง เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ และแม้แต่แสงไฟสีทองนวล พรั่งพร้อมด้วยต้นไม้ที่ถูกประดับตกแต่งอยู่ในมุมต่างๆ สวยเก๋ในสไตล์ฟิวชั่นคลาสสิก

พรพิมล ธรรมสาร เจ้าของร้าน “จันทร์ เดอ คาเฟ่” คลอง 10 บอกว่า ร้าน “จันทร์ เดอ คาเฟ่” สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดกินอาหารไทยในสวนฝรั่ง และกินอาหารฝรั่งในเมืองไทย อาหารทุกจานเป็นการผสมผสานของอาหารไม่มีกฎตายตัว บางจานมิกซ์แอนด์แมตช์ บางจานมิกซ์แต่ไม่แมตช์ โดยวัตถุดิบที่เชฟนำมาปรุงอาหารเน้นปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพของลูกค้าโดยเฉพาะ

เมนูแนะนำกันมีมากมายให้เลือกรับประทาน เช่น เมนูไทยๆ ส้มตำม้วนม่วน ตามมาด้วยปลาตัวตั้ง นำปลากะพงตัวโตมาทอดด้วยน้ำปลาชั้นยอดเสิร์ฟคู่กับยำมะเขือยาวพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด แกงรัญจวนกระดูกอ่อน แกงโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 เสิร์ฟมาพร้อมไข่พระอาทิตย์ เมนูพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมนูนี้ต้นตำรับ ต่อด้วยผัดไทยพม่า เป็นผัดไทยสูตรโบราณรสกลมกล่อม มาคู่กับกุ้งย่างตัวโตๆ ย่างกุ้งให้หอมมาพร้อมกับเส้นจันท์ ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด

ขาหมูเยอรมัน เสิร์ฟเต็มรูปแบบเนื้อๆ เน้นๆ หนักๆ อาหารจานนี้เป็นอาหารต้องห้าม!!!! คือห้ามพลาดเลยนะครับ ปู-ปลา-ปลี อีกเมนูแนะนำ นำกะหล่ำปลีฉ่าร้อนๆ ในน้ำปลาคลุกเคล้ากับปูนิ่มทอดกรอบราดด้วยกระเทียมเจียวเหลืองทองเพิ่มความหอมกรุ่น สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารฝรั่ง มีเมนูผัก ซีซาร์สลัด แซลมอนคิงส์ พิซซ่าหน้าจันทร์โฮมเมด หมูสะเต๊ะ ฯลฯ

เส้นทางไปร้าน “จันทร์ เดอ คาเฟ่” ใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก มุ่งหน้านครนายก ข้ามสะพานคลอง 10 ประมาณ 300 เมตรแล้วชิดซ้าย จะเห็นทางเข้า เลี้ยวเข้ามาในซอยร้านจะอยู่ขวามือ ที่อยู่ 888/8 คลอง 10 หมู่ 4 ถนนรังสิต-นครนายก หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร. 06-1 419-5615 เปิดบริการ 11.00-22.00 น. ทุกวัน

 

 

เป๊ปปินา ขุมทรัพย์ของคนรักพิซซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493394

เป๊ปปินา ขุมทรัพย์ของคนรักพิซซ่า

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ถึงจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของพิซซ่า หรืออาหารสไตล์อิตาเลียน แต่เชื่อเถอะว่าถ้าลองได้มาเยือน “เป๊ปปินา” (Peppina) ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์นาโปลีแท้ๆ แล้วคุณจะห้ามใจไม่ให้ตกหลุมที่นี่ไม่ไหว โดยเฉพาะถ้าแวะมาที่บ้านหลังใหม่ล่าสุดของเป๊ปปินา ซึ่งปักหมุดอยู่ที่โซนใหม่แกะกล่องของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับอาหารรสเลิศในบรรยากาศชิลๆ แล้ว ยังได้ชมวิวกรุงเทพฯ เป็นของแถมอีกด้วย

เป๊ปปินา ต้อนรับนักชิมทุกท่านด้วยบรรยากาศเปิดโล่งสบาย ด้วยบรรยากาศที่ให้กลิ่นอายของความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนนิดๆ เน้นใช้ความเท่ของปูนเปลือยผสมกับวัสดุอย่างไม้ หินอ่อน และหนังเพื่อให้ดูโมเดิร์น อบอุ่น

 

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่ถ้าลองได้มาเยือนเป๊ปปินาแล้ว พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง คือ เมนูพิซซ่า ที่โด่งดังเหลือเกิน เพราะเป็นพิซซ่าสไตล์นาโปลี ที่ความโดดเด่นของพิซซ่าเมืองนี้ ต่างจากพิซซ่าทั่วไปทีเรากินกันอย่างไร เฉลยตรงนี้เลยว่า รสสัมผัสแรกก็ต่างแล้ว เพราะพิซซ่าทั่วไปจะขอบบาง แต่ของที่นี่ ความกรอบบางพิซซ่ามาอยู่ตรงกลางแผ่น ส่วนขอบของพิซซ่าถูกอบจนหนา นุ่มละมุนลิ้นแทน เบื้องหลังความอร่อยอยู่ที่เตาอบแบบต้นตำรับที่ใช้เหมือนที่เมืองนาโปลีเลย พอบวกกับสูตรแป้งและส่วนผสมที่ลงตัว เลยทำให้ได้พิซซ่าที่ได้มาตรฐานตามแบบนาโปลีออริจินัล

สำหรับพิซซ่าที่ทางร้านแนะนำ คือ Pizza Napoletana Truffle หอมกรุ่นตั้งแต่ยกมาเสิร์ฟ ทีเด็ดอยู่ที่เนื้อแป้งที่รสสัมผัสไม่เหมือนใคร บวกกับมอซซาเรลลาชีสที่แสนเข้ากัน อร่อยแบบไม่แคร์แคลอรีกันเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่ยังไม่จุใจอยากขอเบิ้ล แนะนำ Star Pizza อีกเมนูแสนอร่อยและเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่มีเสิร์ฟเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น เพราะเชฟรังสรรค์พิซซ่าออกมาเป็นรูปดาว แถมยังได้อร่อยถึง 2 รสชาติแผ่นเดียว เพราะใช้ทั้งมอสซาเรลลาชีสและริคอตตาชีส

นอกจากพิซซ่าแล้ว ทางร้านยังมาพร้อมกองทัพอาหารอิตาเลียนอีกมากมาย ใครที่ชอบเมนูเส้น ขอแนะนำ  Linguine pasta with crab meat and piennulo tomato ลิงกวินีนำเข้าจากอิตาลี ผัดกับเนื้อปูก้อนที่คัดไซส์ชนิดพิเศษ นำเข้าจากสแกนดิเนเวีย มาผัดกับซอสมะเขือเทศชั้นดี แค่เข้าปากคำแรกก็แทบห้ามใจไว้ไม่อยู่

 

ตามติดมาด้วย Spicy baby chicken with smoke paprika เมนูไก่ออร์แกนิกย่าง ที่มีเบื้องหลังความอร่อยที่ไม่ธรรมดา เพราะทางร้านใช้ไก่ที่ไม่ได้หมักไว้ก่อน มาค่อยย่างๆ จนหนังกรอบ แต่ด้านในยังชุ่มฉ่ำ คงรสชาติของตัวไก่ไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะเพิ่มกิมมิกด้วยการทาและโรยเครื่องเทศที่ด้านนอกของไก่ บอกเลยว่า จานนี้ต้องยอม เพราะเนื้อไก่ยังคงความนุ่มละมุนลิ้น แถมยังให้รสชาติเผ็ดนิดๆ เมื่อแรกสัมผัส

จัดของคาวมาเต็มแล้ว ถึงคราวของหวานออกโรง ที่แนะนำคือ Tiramisu ซึ่งมาในรูปแบบซอฟต์ๆ ละมุนๆ ยกแก้วขึ้นมาตักเพลินๆ รับรองว่าหมดแก้วแบบไม่รู้ตัว

 

ทั้งหมดนี้คือ ความสุขในมื้ออาหารที่พร้อมรอให้ทุกคนมาสัมผัส ร้านเป๊ปปินา สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. ยกเว้นวันศุกร์และเสาร์ ที่ขยายเวลาความอร่อยถึงเที่ยงคืน โทร.02-160-5677

 

‘ตำอีหลี’ อีสานรสแซ่บ สะอาด ถูกเงิน เย็นฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493558

‘ตำอีหลี’ อีสานรสแซ่บ สะอาด ถูกเงิน เย็นฉ่ำ

โดย…วารุณี อินวันนา

หน้าร้อนที่ร้อนตับแลบ แต่ยังคงอยากลิ้มรสอาหารแซ่บๆ เช่นเดิม ด้วยอากาศที่ร้อนจนไม่อยากย่างกรายออกไปสัมผัสอากาศธรรมชาติ ทำให้ต้องตัดร้านส้มตำข้างทางออกไปเลย

ช่วงนี้จึงสิงกายไปฝากท้องไว้กับฟู้ดเซ็นเตอร์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ดูเหมือนคนจะมีความคิดตรงกัน ช่วงกลางวันจึงแทบหาเก้าอี้ว่างไม่ได้ ต้องเดินไปตามร้านอาหารที่เปิดอยู่ตามห้าง

สายตามาสะดุดร้าน “ตำอีหลี” ที่ห้างฟอร์จูน ถนนพระราม 9 ชั้นใต้ดิน มีคนแน่นร้าน ด้วยร้านที่เปิดโล่ง จึงถือโอกาสเดินเลียบร้านเพื่อดูหน้าตาอาหาร และแอบดูหน้าตาของคนกินไปในตัว ซึ่งดูแล้วท่าทางถูกอกถูกใจ

พอมาดูราคาอาหารที่ติดบนป้ายโฆษณาหน้าร้าน เห็นว่าคุ้มค่าจ่ายได้ เมื่อเทียบกับการกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาข้างทางราคาชามละ 45 บาท ได้ลูกชิ้นมา 3 ลูก กับปลาเส้น 2 แผ่นบางๆ กับอากาศร้อนจนทำให้ไม่รู้รสอาหาร

หลังจากลิ้มลองเมนู เล้งแซ่บ ตำปูปลาร้า ตำข้าวโพดกุ้งไข่เค็ม ข้าวน้ำตกคอหมูย่างไข่นิ่ม ยำขนมจีน หมูแดดเดียว บอกเลย แซ่บทุกเมนู

สำหรับคนที่ชอบกินต้ม “เล้งแซ่บ” ต้มแซบกระดูกหมู ได้ซดน้ำซุปใสรสซี้ดซ้าด มีพริกขี้หนูสวนบุบโรยมาด้วย ทำให้ซุปมีรสหอม ซึ่งที่นี่ใช้กระดูกสันหลัง เนื้อเยอะ ต้มจนเปื่อย ไม่ต้องใช้แรงมาก เพียงใช้ซ่อมเขี่ย เนื้อก็หลุดออกมา เนื้อไม่แข็ง และมีความมันติดมาด้วย ทำให้เนื้อนุ่มและไม่เหนียว ในขณะที่ร้านอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้กระดูกซี่โครง

ใครที่ชอบ “ตำปูปลาร้า” รสชาติอีสานแบบนัวๆ ซี้ดซ้าด ที่นี่ก็ทำได้ถูกลิ้น ปลาร้าไม่คาว และกลิ่นไม่แรง

ยังมีเมนูตำอื่นๆ หลากหลายให้เลือก อย่าง “ตำข้าวโพดกุ้งไข่เค็ม” ที่ข้าวโพดมาแบบเต็มๆ พร้อมแครอท กุ้งสด และไข่เค็มเต็มฟอง สุดคลีนเลย กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน หากเผ็ดมากๆ สั่ง “พิเศษปังเย็น” (รูปภาพ) น้ำแข็งไสใส่ขนมปัง หวานๆ เย็นๆ ชื่นใจสุดฟิน

ในขณะที่ เมนู “ข้าว” ก็แตกต่างไปจากร้านอาหารอีสานทั่วๆ ไป ที่นี่ไม่แพ้เมนูข้าวร้านอาหารญี่ปุ่น และเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นข้าวกุ้งทอดพริกขี้หนูซอสมะขามไข่ดาวกรอบ ข้าวเขียวหวานเนื้อเปื่อยไข่ดาวกรอบ

หากอยากอยู่ในบรรยากาศอีสาน อีสาน ก็รับข้าวน้ำตกคอหมูย่างไข่นุ่ม ถ้วยใหญ่ ไข่เจียวนุ่มๆ หอมๆ มาพร้อมกับน้ำตกคอหมูย่าง ที่รสชาติตัดกัน ทำให้ไม่เลี่ยนและไม่เผ็ดเกินไป อิ่มอร่อยไปทั้งวัน

มีโอกาสพบกับ สมปอง บุญเผย ผู้จัดการร้าน จึงถามว่า เมนูที่ลูกค้าสั่งมากที่สุดของร้านคืออะไร ได้ความว่า เป็นเมนู “เล้งแซ่บ” ตำไทยไข่เค็ม ตำปูปลาร้า แกงเห็ด โดยร้านจะเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม

สำหรับลูกค้าจะมีขาประจำเป็นส่วนใหญ่ เป็นพนักงานในห้างฟอร์จูน และพนักงานบริษัทบริเวณถนนพระราม 9 โดยเวลาที่คนแน่นต้องรอคิว คือช่วง 12.00-13.00 น. และอีกช่วงคือ 18.00-19.30 น. หลังจากช่วงเวลานี้ไม่ต้องรอคิว ซึ่งร้านนี้เปิดมา 1 ปี กับ 2 เดือนแล้ว มีแห่งเดียวที่ชั้นใต้ดิน ห้างฟอร์จูน ถนนพระราม 9

ร้าน “ตำอีหลี” จึงเป็นครัวนอกบ้านถูกปากอีกแห่งหนึ่ง ที่เมื่อไหร่อยากกินอาหารอีสานรสแซ่บๆ สะอาด ถูกเงิน อากาศเย็นฉ่ำ และเดินทางสะดวก

 

 

เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ความอร่อย 57 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493373

เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ความอร่อย 57 ปี

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ กิจจา อภิชนรจเลขยังคงความอร่อยต่อไปสำหรับภัตตาคารเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ของ เฮียปิง-ปรีชาศิวัต อัศวนันต์ธนา ที่รังสรรค์เมนูอาหารจีนมากมายหลายร้อยเมนู เลิศรสอร่อยน่ากิน มากว่า 57 ปี โดยเฉพาะสุกี้หม้อไฟสูตรโบราณและเนื้อกระทะปิ้งเจงกิสข่านที่ขายมาตั้งแต่แรก ใครได้ลิ้มลองต้องติดใจ ปัจจุบันมี 8 สาขา โดยเปิดบริการที่ปิ่นเกล้าเป็นสาขาแรก

กว่าจะมาเป็นเอี่ยวไถ่ในวันนี้ ปรีชาศิวัต ทายาทผู้สืบทอดกิจการเล่าความเป็นมาว่า พ่อของเขาขายสุกี้สูตรโบราณและเนื้อกระทะปิ้งเจงกิสข่านมาตั้งแต่ปี 2503 เริ่มจากกิจการเล็กๆ เช่าหน้าร้านกาแฟข้างกองปราบสามยอด ด้านหน้าโรงหนังเฉลิมนคร (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ขายชามละ 5 บาท ชุดละ 20-30 บาท กิจการดีก็ไปเปิดอีกที่ในซอยเมืองทอง เยาวราช

“ต่อมาคุณพ่อไม่ทำที่เยาวราชเนื่องจากไม่มีที่จอดรถแล้วไปเปิดใหม่ที่ปิ่นเกล้าในปี 2516 (สาขาแรก) พร้อมเลิกตรงโรงหนังเฉลิมนครด้วย พาครอบครัวก่อร่างสร้างตัวมาเรื่อยๆ จนกิจการเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ จนมีการขยายสาขาราชพฤกษ์และสาขาอื่นๆ ตามมา” ปรีชาศิวัตพร้อมภริยา เล่าความเป็นมา

เมนูขึ้นชื่อที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือสุกี้โบราณสูตรต้นตำรับ ไม่ว่าสุกี้เนื้อ สุกี้หมู สุกี้ไก่ สุกี้รวมมิตร รวมมิตรทะเล (ซีฟู้ด) สุกี้ Super ปลา อาทิ สุกี้แก้มปลาฮามาจิ สุกี้ปลาเก๋าแดง สุกี้ปลาหิมะ รวมถึงสุกี้ผัดแห้งกระทะร้อนทะเล กระทะร้อนเนื้อ ปลา หมู ไก่ ทั้งหมดรสชาติเด็ดขาด โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้รสชาติเอกลักษณ์ของร้าน น้ำซุปก็หอมกรุ่นเข้มข้น เนื้อบางได้ขนาดพอดีและนุ่ม หมักด้วยเครื่องเทศต่างๆ สูตรเฉพาะของร้าน

เนื้อกระทะปิ้งเจงกิสข่าน เป็นอีกเมนูที่ต้องบอกว่าสุดยอดความอร่อย มีทั้งเนื้อ หมู และซีฟู้ดเช่นเดียวกับสุกี้ แต่ความอร่อยนอกจากอยู่ที่ตัวเนื้อนุ่ม สดใหม่แล้วน้ำจิ้มรสเลิศครบเครื่องสูตรเฉพาะของร้าน นอกจากนี้ยังมีเมนูหมูหันฮ่องกงสูตรเลาะกระดูกออกแล้วเอาไปย่างจนแห้ง เนื้อติดหนังรับประทานได้ทั้งตัว

ก๋วยเตี๋ยวหลอดเนื้อปู ก็เป็นมนูเด็ดที่ลูกค้าชอบสั่ง ใช้เนื้อปูล้วนปรุงด้วยสูตรทางร้าน ห่อด้วยแผ่นก๋วยเตี๋ยวนึ่งร้อนๆ กินคู่กับพริกน้ำส้มซีอิ๊วหวานอร่อยถูกปากมาก ไปลิ้มลองความอร่อยได้กับเมนูมากมายทั้งคาวและหวาน ช่วงนี้โปรโมชั่น หมูหันธรรมดาพิเศษตัวละ 999 บาท เฉพาะสั่งกินที่สาขาปิ่นเกล้าเท่านั้น จากราคาปกติ 1,400 บาท และหมูหันฮ่องกง (ถอดกระดูก) พิเศษตัวละ 1,299 บาท จากราคาปกติ 1,400 บาท

ร้านติดแอร์เย็นสบาย พนักงานบริการประทับใจ เปิดทุกวัน สาขาปิ่นเกล้า เปิดบริการเวลา 11.00-23.00 น. ทางร้านมีบริการห้องจัดเลี้ยงระดับ VIP ด้วย ติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กเพจ Earw-Thai-เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ ไลน์ : @earwthai หรือโทร. 02-433-9290, 02-423-0430

 

จับคู่ชีสกับอาหาร ความอร่อยที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493375

จับคู่ชีสกับอาหาร ความอร่อยที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

เมื่อวัฒนธรรมทางอาหารเปิดกว้างขึ้น คนไทยเราก็เข้าใจหรือรู้จัก “ชีส” มากขึ้น ทั้งในฐานะอาหารแสนอร่อย ซึ่งมาพร้อมเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมของยุโรปรวมอยู่ในนั้น

และเพื่อให้ชีสใกล้ชิดสนิทสนมกับคนไทยมากยิ่งขึ้นไปอีก องค์กรส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากนมประจำประเทศฝรั่งเศส ด้วยการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ได้จัดเวิร์กช็อป “Open Your Taste with European Cheese” ขึ้น โดยจัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว เพื่อให้ชาวไทยได้ลองลิ้มชิมชีส รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการจับคู่ชีสกับอาหาร ขนม ผลไม้ หรือเครื่องดื่ม งานนี้นอกจากจะได้รับประทานอาหารอร่อยแล้วยังทำให้ทุกคนกลายเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงเก๋ไก๋ได้ไม่ยาก

ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โลร็อง พูส ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ อาหาร เครื่องดื่ม และชีส ของเดอะมอลล์กรุ๊ปมาทำเวิร์กช็อปโดยนำชีสจากยุโรปนานาชนิด พร้อมด้วยอาหาร ผลไม้สด ผลไม้แห้ง เครื่องเทศ ถั่ว ฯลฯ ซึ่งสามารถรับประทานคู่กับชีสแต่ละชนิดมาด้วย โลร็อง พูส ยังได้สาธิตการทำเมนูอาหารง่ายๆ รสชาติดีที่มีชีสเป็นส่วนประกอบคือ เมนู Croq with a Twist ซึ่งมีชีสคองเตเป็นส่วนประกอบ และเมนู Baked Farm Camembert ที่ใช้ชีสกามองแบร์เป็นส่วนประกอบ

โลร็อง พูส กล่าวว่า อาหารคือ รูปแบบหนึ่งของการแบ่งปัน “มีสิ่งหนึ่งที่คนไทยและคนยุโรปมีเหมือนกัน นั่นคือความรักที่มีต่ออาหารและการแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นให้กันและกัน”

ถึงแม้ว่าชีสจะผลิตได้ในหลายภูมิภาคของโลก แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดต้องยกให้กับยุโรป ซึ่งในแต่ละปีนั้นผลิตชีสออกมาเกือบ 1 หมื่นตัน ชีสจากทวีปยุโรปมีมากกว่า 1,200 ชนิด เกิดจากการนำนมมาผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กวน ทำให้ข้นแข็ง ทำเป็นก้อน นวดปั้น หยด ทำให้เค็ม กลั่นสกัด ฯลฯ ชนิดของชีสแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ Fresh and Spun Cheese (ชีสทำสดใหม่ ไม่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่ง เช่น มอสซาเรลลา ฯลฯ), Soft Cheeses with Bloomy Rind, Washed Rind, Natural Rind (ชีสนิ่มที่ผ่านการบ่ม ชีสซึ่งนำสารต่างๆ มาล้างผิวนอก ชีสที่ปล่อยผิวด้านนอกให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างเช่น กามองแบร์ บรี ทาเลจิโอ ฯลฯ) Veined Cheese (ชีสที่มีลายเส้นแทรก ชีสที่มีการใส่สปอร์ของเชื้อราสีเขียวสีน้ำเงินชนิดกินได้ลงไป อย่างเช่น เบลอ โดแวร์ญ, โร้กฟอร์, กอร์กอนโซลา เป็นต้น) Pressed Cheese Cooked and Uncooked (ชีสแบบกดอัด แบบปรุงและไม่ปรุงแต่ง อย่างเช่น คองเต เอมมองตัล โบฟอร์ พาเมซาน ฯลฯ) Processed Cheese (ชีสที่ผ่านกรรมวิธี) เป็นต้น

เพราะว่า ชีสมีมากมายหลากหลายทำให้การเลือกชีสเป็นโจทย์ที่ยากมาก หนึ่งในวิธีการเลือกก็คงต้องลองชิมดูก่อน โลร็อง พูส จึงแนะนำ 4 ขั้นตอนในการชิมชีส คือ ดู สัมผัส ดมกลิ่น และชิมรส “เหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องเพลิดเพลินไปกับการช่วงเวลาแห่งการรับประทานชีส” ง่ายๆ เพียงแค่ชีสหนึ่งชิ้น ขนมปังหนึ่งแผ่น ตามด้วยไวน์หนึ่งแก้ว

ในการเสิร์ฟชีสให้แขกนั้นเจ้าภาพต้องเสิร์ฟชีสเป็นเลขคี่เสมอ การตัดชีสนั้นเป้าหมายเดียวคือ ตัดอย่างเป็นธรรม! สามารถตัดเป็นรูป 3 เหลี่ยมออกมาจากใจกลางของชีส ตัดชีสออกตามแนวรอยล้อ ตัดชีสตามลายแทรก เป็นต้น การตัดชีสไม่ควรใช้มีดฟันปลาหนาหรือมีดที่ใช้ในห้องอาหารปกติ เพราะชิ้นชีสจะฉีกขาด เกิดรอยไม่สวยงาม สำหรับชีสเนื้อนุ่มนิ่ม ควรเลือกใช้มีดพิเศษซึ่งมีปลายงอนขึ้น มีฟันคมมากพิเศษทำให้ชีสไม่ติดใบมีด ส่วนมีดสำหรับฮาร์ดชีสนั้นจะมีด้ามจับทั้งสองด้าน ใช้ตัดแบบกดลง มีดอีกหนึ่งชนิดสำหรับชีสเนื้อแข็งคือ มีดขูดเนื้อชีสออกจากก้อนเป็นชิ้นๆ ส่วนมีดสำหรับบลูชีสนั้นจะให้อุปกรณ์เรียกว่า ไลรา (Lyra) เหมือนที่ใช้กับฟัวกราส์มาตัด

อาหารที่เลือกมารับประทานคู่กับชีสสำคัญ เพราะช่วยทำให้ลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติของชีสแต่ละชนิดโดดเด่นออกมามากขึ้น เช่นเดียวกับไวน์ เพราะไม่ใช่ว่าไวน์ทุกชนิดที่จะเข้าคู่กันดีกับชีส “ชีสรสชาติอ่อนจะเข้ากันได้ดีกับไวน์ที่มีรสชาติอ่อน ชีสที่มีกลิ่นและรสชาติแรงจะกลมกล่อมมากขึ้นหากดื่มคู่กับไวน์ที่มีรสเข้ม” โลร็อง พูส บอก ไม่แค่ไวน์ เครื่องดื่มอื่นๆ เช่น เบียร์ ไซเดอร์ วิสกี้ ฯลฯ ก็สามารถเลือกจับคู่กับชีสที่ชอบได้

การจับคู่กับไวน์นั้น ไวน์ขาวที่ทำจากองุ่นชาร์ดอนเนย์ โซวินญอง หรือไวน์โซแตร์นเหมาะกับเอมมองตัล ชีสนมแพะ คองเต โร้กฟอร์ และบลูชีส ส่วนแชมเปญแพร์ริ่งกับบรี ไวน์หวานกับบลูชีส ไวน์แดงกับคัมโบโซลา ไวน์แดงจากองุ่นกาเมย์กับ Rondele ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น ปอร์โต ไซเดอร์ คอนญัก ก็ไปกันได้กับ บรี กามองแบร์ คอร์สิกา มิโมแลนท์ เป็นต้น

ด้วยความหลากหลายของชนิดอาหารที่เพิ่มมากขึ้นในไทย ทำให้การบริโภคชีสสูงขึ้น ร้านอาหารและบุฟเฟ่ต์ในโรงแรมต่างก็มีการนำชีสมาเสิร์ฟทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการรับประทานชีสมากขึ้น

ชีสเลิฟเวอร์หรือคนที่อยากรู้จักชีสมากขึ้น ระหว่างวันที่ 15-20 พ.ค.นี้ ที่ห้องอาหารสการ์เล็ต บนชั้น 37 ของโรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) ผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตชีสชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส เจอราร์ด พูลลาร์ด จะนำคอลเลกชั่น Fromages de France 2017 ซึ่งประกอบด้วยฟาร์มชีสชั้นดีกว่า 80 ชนิด ส่งตรงจากฝรั่งเศสมานำเสนอ ไฮไลต์ของชีสปีนี้คือ Brie aux Truffes, Beaufort ete AOP, Saint-Nectaire Fermier, Pelardon Fer Mounier AOC, Camembert Jort ฯลฯ ห้องอาหารสการ์เล็ตเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 09-6860-7990 อีเมล scarlettbkk@randblab.com หรือเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/Scarlettwinebarbangkok

อีกหนึ่งชีสมาสเตอร์จากฝรั่งเศส แพทริซ มาร์กชองด์ จากประเทศฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีส ซึ่งดูแลกิจการผลิตชีสของครอบครัวมายาวนาน จะนำเสนอชีสคุณภาพเยี่ยมรับประทานคู่ไวน์ ในคืนวันศุกร์ที่ 5 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 19.00-21.00 น. ที่ มิกโซ บาร์ ชั้น 9 โรงแรมโซ โซฟิเทล แบงค็อก สอบถามโทร. 02-624-0000 หรืออีเมล์ h6835-fb3@sofitel.com

และตลอดเดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่ เซสท์ บาร์ แอนด์ เทอเรส ชั้น 7 โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ก็เอาใจคนรักชีสด้วยชุดน้ำชายามบ่าย “ชีส เลิฟเวอร์ ไฮที” ดื่มชาคุณภาพดีกับขนมปังบรียอชกับชีสนมแพะ ชีสบอลสอดไส้วอลนัตและซอสส้มเขียวหวาน ฯลฯ ให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-18.00 น. และทุกค่ำคืนวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 18.30-20.30 น. พบกับบุฟเฟ่ต์ไวน์แอนด์ชีส สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร. 02-207-8000 หรืออีเมล  zest.bangkok@westin.com

ชีสอาจจะยังไม่ได้กลายมาเป็นอาหารหลักประจำวันของชาวไทยในเร็ววันนี้ แต่เพราะความอร่อยที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ มาทำความรู้จักกับชีสให้สนิทสนมขึ้นดีกว่า … เซย์ชีส

 

อิ่มอร่อยข้าวเหนียวมะม่วง ร้านป้าเหนียง เมืองสุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493367

อิ่มอร่อยข้าวเหนียวมะม่วง ร้านป้าเหนียง เมืองสุรินทร์

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

อานิสงส์อากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับหวานเย็นคลายร้อนยอดขายพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะไอศกรีม ทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ดังระดับโลก มียอดขายดีเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับ ร้านขายข้าวเหนียวมะม่วงของปัญญา นับวันดี หรือร้านป้าเหนียง ตั้งอยู่เยื้องศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ถนนหลักเมือง ต.ในเมือง จ.สุรินทร์ มียอดขายพุ่งทะลุวันละกว่า 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว

ป้าเหนียง บอกว่า ร้านแห่งนี้เปิดขายมานานกว่า 30 ปี ในช่วงฤดูร้อนทุกปี ยอดขายข้าวเหนียวมะม่วงจะขายดีเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเมนูยอดฮิตของชาวสุรินทร์ โดยปัจจุบันข้าวเหนียวมะม่วง ปรุงขายหลากหลายเมนู เช่น ข้าวเหนียวมูนหน้าสังขยา และข้าวเหนียวมูนหน้าปลาช่อน เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลูกค้าที่ชื่นชอบ

“นอกจากข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว ยังมีการจำหน่ายลอดช่องสิงคโปร์ นวดแป้งด้วยมือเอง ไม่ได้ซื้อสำเร็จเหมือนเจ้าอื่นๆ ขายในราคาแสนถูก รสชาติโดนใจ ส่วนมะม่วงสุก สด สะอาด ข้าวเหนียวมูน
ใบเตย หวานมัน คัดอย่างดี กะทิสดคั้นเอง เริ่มต้นเพียง 20 บาทเท่านั้น”

ป้าเหนียง บอกต่อว่า เริ่มเรียนรู้วิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วงจากแม่ย่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทำข้าวเหนียวมะม่วงต้องคัดเลือกกะทิสดอย่างดี วันหนึ่งใช้กะทิประมาณ 14 กิโลกรัม ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จาก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ และอกร่อง จากตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มาขายแยกเป็นชุดละ 50 บาท ขายมะม่วงเป็นกิโลกรัมๆ ละ 180 บาท ข้าวเหนียวมูนครึ่งกิโลกรัม ขายในราคา 90 บาท ถ้าซื้อข้าวเหนียวมูนเป็นกิโลกรัม ก็ขายในราคา 180 บาท

หากมาเที่ยวเมืองสุรินทร์ อยากรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงคลายร้อน ลองแวะเวียนไปรับประทานได้ ร้านตั้งอยู่ถนนหลักเมือง ต.ในเมือง จ.สุรินทร์ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น

 

แซ่บๆแสบทรวง ยำชะอมกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/493364

แซ่บๆแสบทรวง ยำชะอมกรอบ

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ผู้เขียนติดนิสัยชอบท่องเที่ยวไปเสียแล้ว อยู่ติดบ้านไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวๆ ต้องหาเรื่องไป จุดประสงค์ของการท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องอะไรนอกเสียจากเรื่องกิน ออกนอกพื้นที่เดิมเป็นไม่ได้สำรวจหาร้านอร่อยไว้เป็นแถวยาวแล้วตามล่าร้านท้องถิ่น ลอกการบ้านคนอื่นบ้าง ทดลองเดินดุ่มๆ เข้าไปบ้าง

ล่าสุดไปเชียงใหม่ มีโอกาสไปพักที่ “วิลล่ามหาภิรมย์” โรงแรมขนาดเล็กแต่อัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจเรื่องของสไตล์การตกแต่ง ได้ชมและพักบ้านเรือนไทยสวยๆ อายุเป็นร้อยปีที่ท่านเจ้าของโรงแรมไปเก็บสะสมไว้ จนในที่สุดนำมาปรับประยุกต์เป็นโรงแรมเก๋ที่สงบ สวยงาม มีเสน่ห์เปี่ยมล้น

นอกจากห้องพักสวยเก๋แล้ว อาหารยังอร่อยมาก หลายๆ จานเป็นอาหารที่ไม่เคยรับประทานที่ไหนมาก่อนอย่างข้าวเหนียวผัดมหาภิรมย์ ข้าวเหนียวผัดมากับสมุนไพรกรอบหลายชนิด ติดรสเผ็ดพริกขี้หนูที่เข้ากันดีกับรสชาติเค็มๆ หวานๆ กินอีก 3 ครั้งก็น่าจะยังแกะสูตรไม่ออกเพราะเครื่องเคราเยอะเหลือเกิน

อีกเมนูที่ทุกคนที่ร่วมโต๊ะต่างติดใจคือ ยำชะอมทอด ยอดชะอมที่เด็ดมาเป็นช่อคลุกแป้งน้อยๆทอดจนกรอบเบา ราดด้วยน้ำยำที่รสชาติคล้ายกับน้ำราดข้าวตังหน้าตั้งที่มีหมูสับรวน เพียงแต่เพิ่มเค็ม เปรี้ยว หวาน ให้เข้มข้นแบบน้ำยำ ติดใจจนผู้เขียนต้องกลับมาทดลองแกะสูตรเองที่บ้าน เพราะน้ำราดที่รสชาติเข้ากับกับชะอมกรอบๆ

อาหารจานนี้อาจจะหลุดจากหลักการกินอาหารหน้าร้อน เพราะมีทั้งอาหารทอดคือชะอมชุบแป้งทอด แต่ต้องยอมเพราะกรอบและเบา ทอดในน้ำมันร้อนๆ ไฟกลางๆ น้ำมันท่วมๆ จะไม่อมน้ำมันนัก ประกอบกับน้ำราดที่มีส่วนผสมของกะทิ อาจจะผิดหลักของการงดของมัน แต่ด้วยการปรุงที่จัดจ้าน มีความหอมของน้ำตาลโตนดดีๆ ตัดรสความเลี่ยนด้วยน้ำมะขามเปียกเปรี้ยวๆ และขาดไม่ได้น้ำปลาดีๆ ที่จะช่วยชูรสให้น้ำยำสูตรกะทิสดนี้จัดจ้านจนหยุดตักชะอมกรอบเข้าปากตาม เข้ากับอาหารหน้าร้อนเพราะรสชาติช่วยให้เจริญอาหารเป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หมูสับเท่านั้น ยังปรับเปลี่ยนไปได้โดยผสมกุ้งสดสับละเอียด หรือจะเลือกเป็นกุ้งเพียงอย่างเดียว ถ้าบอกลาเนื้อสัตว์สองชนิดนี้ยังปรับเปลี่ยนเป็นปลาสดสับละเอียด หรือแม้กระทั่งเนื้อไก่บดก็ใช้ได้

ยำชะอมกรอบ

ส่วนผสม ชะอมชุบแป้งทอด

ชะอม เด็ดเอาแต่ยอด 2 ถ้วย

แป้งชุบทอด 1 ถ้วย

น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสม น้ำยำ

พริกไทยขาว 1 ส่วน 4 ช้อนชา

รากผักชี 1 ราก

กระเทียมกลีบใหญ่ 2-3 กลีบ

น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

หอมแดง สับหยาบ 2 ลูก

หมูสับ 2 ขีด

หอมแดง ซอยบาง 2 ลูก

กะทิกล่อง 150 มล.

น้ำสะอาด 100 มล.

น้ำมะขามเปียกคั้น 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ 2-3 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสง คั่วและโขลกหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนู 4-6 เม็ด

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา

วิธีทำ

เริ่มจากทำน้ำยำ : โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด ตั้งกระทะเติมน้ำมันพืชลงไป ผัดเครื่องให้หอม เติมหอมแดงสับหยาบลงไปผัดที่ไฟอ่อนให้ใส

เติมหมูสับลงไปผัดให้สุก เติมกะทิลงไปพร้อมกับหอมแดงซอยบางๆ ตามด้วยถั่วลิสง

ปรุงรสด้วยน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ยกลงจากเตา

เติมน้ำพริกเผา น้ำมะนาวและพริกขี้หนูลงไป โรยหน้าด้วยหอมเจียว

สำหรับชะอม : ตั้งกระทะให้ร้อน เคล้าแป้งกับชะอมตบแป้งออกให้ติดบางๆ จากนั้นทอดชะอมทีละน้อย ตักขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงสะเด็ดน้ำมัน พักให้คลายความร้อนชะอมจะกรอบขึ้น

ใส่ชะอมลงในจาน แยกน้ำยำใส่ถ้วย เวลาจะกินให้ตักชะอมแล้วราดด้วยน้ำยำเป็นคำๆ ไปจะอร่อยที่สุด