What’s for pudding? พุดดิ้งกล้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/485605

What’s for pudding? พุดดิ้งกล้วย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หากทำ Popular Vote ให้ชาวอเมริกันเลือกพุดดิ้งที่ชอบที่สุด คือว่าเสียงแห่งความป๊อปปูลาร์จะเทใจมาให้เมนู Banana Pudding อย่างเป็นเอกฉันท์ ส่วนผสมง่ายๆ จากคุณย่าหรือคุณยายทำให้หลานๆ กินที่บ้าน คุณผู้อ่านเชื่อไหมว่าร้านขนมเจ้าดังในนิวยอร์กอย่าง Magnolia Bakery สามารถขายเมนูบ้านๆ แสนจะ Nostalgic อย่าง Banana Pudding นี่ได้ถึงไพทน์ละ 400-500 บาท แบบง่ายๆ จำกัดปริมาณการซื้อการขายเลย ผู้เขียนเดาว่า เป็นขนมที่ช่วยนำพาเอาความรู้สึกผูกพันเก่าของครอบครัว ในชีวิตเหงาๆ ของผู้คนในนิวยอร์ก

กลับมาได้ จึงเป็นสาเหตุให้ขายดีเพราะขี้เกียจทำขนมง่ายๆ แต่อยากได้ความอร่อยแบบเดิมๆ

ส่วนผสมของบานาน่าพุดดิ้งนั้นง่ายมาก เพียงแค่ทำพุดดิ้งวานิลลาแบบอเมริกันเป็น ผสมกับกล้วยหอมสุกๆ ตามด้วยแครกเกอร์และวิปครีม สามารถประกอบขึ้นมาเป็นพุดดิ้งกล้วยแบบโฮมเมดได้แล้ว

ร้านดังอย่างแมกโนเลียของนิวยอร์กนั้น อาศัยทางลัดในการทำ แต่ได้เนื้อสัมผัสที่เบาเพราะเขาใช้ Instant Pudding Mix เป็นผงแป้งดัดแปลงที่เอามาผสมกับนม ไม่ต้องผ่านความร้อนก็ได้เป็นพุดดิ้งเนื้อเบาหยุ่นๆ เพราะใช้แป้งที่เรียกว่า Modified Starch เป็นความเก่งกาจของนักวิทยาศาสตร์อาหาร แต่ไม่ใช่ว่า Instant Pudding จะหาได้ง่ายในบ้านเรา นี่จึงเป็นเคล็ดลับความอร่อยของพุดดิ้งวานิลลาสไตล์อเมริกัน ที่ปกติจะรู้สึกว่ามันหนืดๆ เลี่ยนๆ นั้น ผู้เขียนจึงลองใช้แป้งกวนไส้ที่เป็นส่วนผสมของแป้งข้าวโพดและแป้งดัดแปลงผ่านกระบวนการมาแล้ว ทำให้เนื้อของพุดดิ้งวานิลลาเบาขึ้น เท่านั้นยังไม่พออาศัยวิปครีมที่ตีจนขึ้นฟูเข้าไปตะล่อมผสม เท่านี้พุดดิ้งของเราจะเบานุ่ม รับประทานสลับกับเนื้อกล้วยหอมสุกที่ซ่อนอยู่ภายในแล้วแสนจะเข้ากัน

สำหรับส่วนของแครกเกอร์ มาจากทางเลือกง่ายๆ ของขนมยุค 70’s ที่ถูกนำพามาด้วยส่วนผสม “Store Bought” ที่แม่บ้านชาวมะกันนิยมซื้อสำเร็จมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต แครกเกอร์หรือบิสกิตที่นิยมใช้ที่สุดของพุดดิ้งกล้วยคือ Nilla แครกเกอร์รสหวานหอมกลิ่นวานิลลา เมื่อนิลล่าแครกเกอร์อยู่ในพุดดิ้งและกล้วยแช่เย็นไว้ข้ามคืน ส่วนผสมฉ่ำๆ จะทำให้แครกเกอร์นุ่มขึ้น แทรกซึมไปด้วยกลิ่นหอมของกล้วย เพียงแต่ว่าในบ้านเราหา Nilla แสนจะยากเย็น เคยเจอในวิลล่ามาร์เก็ตบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ และไม่มีในทุกสาขา ผู้เขียนเลยหันมาใช้เนื้อคุกกี้เนยผสมกับแครกเกอร์บดหยาบโรยแทนการใช้คุกกี้

เมื่อลองทำพุดดิ้งกล้วยเข้าบ่อยๆ เลยมา “ปิ๊ง” กับการใช้คุกกี้ Savoiardi หรือ Lady Finger แบบอิตาเลียนที่บ้านเรามีขายเยอะกว่าเพราะนิยมนำมาใส่ใน Tiramisu สำหรับคุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์มีข้อดีที่คล้าย Nilla ตรงที่มีเนื้อเบาฟูที่จะกลายเป็นฟองน้ำดูดซับรสชาติของกล้วยและพุดดิ้งวานิลลาได้เป็นอย่างดี จึงกลายเป็นที่มาของ Banana Pudding แบบฉบับของ Cookool ในฉบับนี้

Cookool’s Banana Pudding

ส่วนผสมวานิลลาพุดดิ้ง

-นมจืด 2 ถ้วย

-นมข้นหวาน 1/2 ถ้วย

-ไข่แดง 4 ฟอง

-แป้งกวนไส้ หรือแป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) 1 ช้อนโต๊ะ

-นมข้นจืด 1/2 ถ้วย

-เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

-เจลาตินแผ่น แช่น้ำจนนุ่ม 2 แผ่น

-วิปครีม 1 ถ้วย

ส่วนผสมพุดดิ้งกล้วย

กล้วยหอมสุกงอมๆ 3 ลูก

แครกเกอร์หรือเค้กที่ชอบ หั่นเป็นชิ้นเล็ก 2 ถ้วย

วิปครีมตีจนขึ้นฟู

วิธีทำ

ในภาชนะที่เตรียมไว้ ตักพุดดิ้งลงไป ตามด้วยโรยแครกเกอร์ให้เป็นชั้น ตามด้วยกล้วยและพุดดิ้ง สลับชั้นกับวิปครีมตามชอบ

 

กะเพราซาวห้า จานด่วนสุดฮิตคนขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484526

กะเพราซาวห้า จานด่วนสุดฮิตคนขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

ขึ้นชื่อว่า “กะเพรา” ต้องยอมรับว่าเป็นสุดยอดเมนูอาหารจานด่วนที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้เมนูสุดฮิตดังกล่าวยังคงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ส่วนประเทศไทยไม่ว่าไปแห่งหนตำบลใดก็สามารถสั่งมารับประทานได้ทุกที่

gช่นที่ จ.ขอนแก่น มีร้านกะเพราแซบอร่อยถูกปาก ราคาไม่แพง มีชื่อว่าร้าน “กะเพราหมูสับซาวห้า” ภาษาอีสาน ซาวห้า คือ 25 ซึ่งร้านแห่งนี้เปิดจำหน่ายทุกวันที่ตลาดจอมพล ถนนกสิกรทุ่งสร้าง เทศบาลนครขอนแก่น แต่ละวันมีลูกค้ารุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ทุกเพศและทุกวัยต่อแถวเข้าคิวรอชื้อกะเพราหมูสับห่อละ 25 บาท จนขายหมดเกลี้ยงภายในเวลา 2 ชั่วโมง

พงษ์มนัส มังคละศรี เจ้าของร้านกะเพราซาวห้า บอกว่า ทุกวันนี้ต้องเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 1 กระทะ เป็น 2 กระทะ เพื่อให้สามารถจำหน่ายและให้บริการกับลูกค้าได้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่มารับประทานที่บ้านกันเป็นจำนวนมาก

“ร้านของเราเปิดขายมาได้เกือบปี แต่กระแสตอบรับดีเกินคาด มีลูกค้าแน่นร้านทุกวัน ทำให้ขายหมดในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง โดยเริ่มขายตั้งแต่เวลา 18.00 น. ซึ่งลูกค้าหลายรายที่มาช้าต่างก็ต้อง
ผิดหวังกลับไป จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 กระทะ แต่หากมีความต้องการมากขึ้นก็จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1 กระทะ โดยปรับแผนการขายด้วยการชวนน้องๆ ที่หยุดเรียนในช่วงปิดเทอมมาช่วย ซึ่งจะทำให้มีรายได้และเป็นทุนการศึกษาด้วย”

พงษ์มนัส บอกอีกว่า แต่ละวันจะขายได้มากกว่า 100 ห่อ แม้จะไม่มากแต่ก็ภูมิใจที่ได้ขายของราคาถูกให้แก่ผู้บริโภค ที่มาของกะเพราซาวห้านั้นจุดเริ่มต้นเกิดจากที่เปิดทีวี แล้วพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดในรายการเดินหน้าประเทศไทย ถึงราคาสินค้าที่แพงขึ้นทุกวัน แต่มีประโยคหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดว่า ที่จริงของไม่แพงแต่คนขายไปขายแพงเอง จึงนำกลับมาคิดและต้องการที่จะพิสูจน์ว่าของถูก ของดี ราคาไม่แพงนั้นมีจริง จึงได้เกิดไอเดียทำอาหารง่ายๆ ใช้วัตถุดิบไม่มากและคนนิยมรับประทาน จึงเปิดร้านขายข้าวกะเพราหมูสับซาวห้า ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด

มาเยือนเมืองขอนแก่นอยากรับประทานกะเพราซาวห้า อร่อยอิ่มท้อง ไม่แพง แวะเวียนไปซื้อได้ที่ตลาดจอมพล ถนนกสิกรทุ่งสร้าง การันตีได้ว่าไม่ผิดหวัง

 

 

เฮฟเว่น หลากรสอาหาร สวรรค์แห่งการกินดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484525

เฮฟเว่น หลากรสอาหาร สวรรค์แห่งการกินดื่ม

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังเลิกงานศุกร์นี้แล้วจะไปไหน? หลายครั้งคำตอบของเพื่อนในกลุ่มก๊วนก็มักจะไปลงเอย ณ ที่เดิมๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า เถียงกันไม่มีวันสิ้นสุด คนนั้นอยากกินอาหารประเภทนี้ คนนี้อยากกินอาหารประเภทนั้น ร้านใหม่ๆ ก็คนเขาแถวต่อคิวย้าว-ยาวให้เสียอารมณ์ สุดท้ายก็เลยลงมาอีหรอบเดิม ก็คือ ไปแฮงเอาต์ เมาท์ แชต ชิมกันที่เดิมๆ ที่เคยไป เพราะตกลงกันไม่ได้

ถ้ามาที่ เฮฟเว่น แบงคอก (Heaven Bangkok) ที่มีอาหารหลากหลายให้เลือกชิมกันตั้ง 5 สัญชาติ ทั้งอาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น อินเดีย อาหารยุโรป รวมถึงอาหารแนวผสมผสาน และก็ของหวานให้เลือกครบครัน ไม่ต้องเถียงกันว่าอยากกินแบบไหน เรียกว่าจบครบในที่เดียว ท่ามกลางวิวสุดเก๋แสนสวย โดยเฉพาะในยามโพล้เพล้ ของเซนส์ (Zense) ชั้น 17-20 บนตึกห้างสรรพสินค้าเซน @ เซ็นทรัลเวิลด์

หลังปรับโฉมหน้าตาบรรยากาศร้านอาหาร รวมทั้งเมนูใหม่ๆ เมื่อไม่นานมานี้ เฮฟเว่น แบงคอก ก็วางตัวเองให้เป็นแลนด์มาร์คของร้านอาหารมีระดับ คือจุดนัดพบ เพื่อที่จะดื่มด่ำกับบรรยากาศพิเศษ โดยเป็นมากกว่าร้านอาหารที่มีจานอร่อยหลากหลายพร้อมเสิร์ฟ ก็คือ การเป็นไลฟ์สไตล์ไดนิง คือสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนเมืองที่หลังจากทำงานเหนื่อยๆ ก็ได้มาผ่อนคลายด้วยการช็อปปิ้ง เสร็จแล้วก็ย้ายร่างกายขึ้นมาดื่มด่ำกับบรรยากาศและอาหาร

ขณะที่เซนส์ที่ชั้น 17 ออกแบบให้เป็นอีเวนต์ สเปซ รองรับการจัดงานสุดหรู ทั้งอินดอร์ และเอาต์ดอร์ พอเดินขึ้นบันไดมาที่ชั้น 18 ก็จะเป็นส่วนของอาณาจักรอาหาร หรือ Gourmet Deck the Zense of Gastronomy อย่างเฮฟเว่น แบงคอก ซึ่งรวบรวมร้านอาหารชื่อดังทั้ง 5 สัญชาติเอาไว้ด้วยกัน ท่ามกลางการตกแต่งที่โอ่โถ่ง เรียบง่าย แต่หรูหราด้วยเครื่องตกแต่งที่ไม่ธรรมดา

ครัวเปิดขนาดใหญ่ที่ออกแบบไว้ชิดมุมข้างหนึ่ง ช่วยให้คนที่นั่งบริเวณใกล้ๆ ได้เห็นลีลาของเชฟแต่ละคนได้อย่างเพลิดเพลิน ระหว่างรอคอยอาหารจานโปรด ส่วนครัวญี่ปุ่นก็จัดอยู่อีกฝั่งตรงข้าม ให้เห็นศิลปะการสร้างสรรค์ซูชิ ซาชิมิกันแบบสดใหม่

รูฟท็อปไดนิงแห่งนี้มีทั้งส่วนอินดอร์ขนาดใหญ่ ที่มีเก้าอี้และมุมหลากหลายให้เลือกนั่งตามถนัด ส่วนใครชอบรับลมธรรมชาติ ต้องการสัมผัสบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินหรือยามค่ำคืน ในส่วนของเอาต์ดอร์ก็สามารถออกไปดื่มด่ำกันได้ โดยเฉพาะฮอไรซัน มิกโซโลจิสต์บาร์ ที่ใครจะไปเลือกดื่มรอเพื่อนฝูงที่อาจยังมาไม่ครบ ก่อนย้ายเข้ามานั่งรับประทานอาหาร ก็ย่อมได้

พอนั่งลงตรงโต๊ะ ใครอยากจะสั่งซูชิ ซาชิมิ กุ้งเทมปุระ จากส่วนอาหารญี่ปุ่นก็ได้ เช่นเดียวกับเบอร์เกอร์เนื้อแองกัสจากสหรัฐ โปะหน้าด้วยวางุมันๆ ฉ่ำๆ ขอรับรองว่าฟินมากๆ ครัวฝรั่งอีกจานที่ไม่อยากให้พลาด คือแลมป์แชงค์ตุ๋น ที่ต้องอาศัยการปรุงแบบสโลว์คุกกันข้ามวันข้ามคืนจนเนื้อแกะละลายในปาก ส่วนใครชื่นชอบอาหารอินเดีย ก็ต้องบอกว่า ที่นี่รสชาติฉบับออริจิ (นัล) จริงๆ เพราะพ่อครัวก็อิมพอร์ตมาจากแดนภารต ตัวจริงเสียงจริง

เฮฟเว่น แบงคอกยังมีของหวาน และค็อกเทลตัวเจ๋งๆ มากมายให้เลือกสรรเลยทีเดียว เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป มีบริการจอดรถพิเศษ Valet Parking สำหรับผู้มาใช้บริการ ณ ชั้น B1 และ B2 ฝั่งห้างสรรพสินค้าเซนด้วย สำรองที่นั่ง โทร. 02-100-9000 หรืออีเมล info@heavenbangkok.com

 

รสไทยๆ ร้านอาหาร อ.มัลลิการ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484500

รสไทยๆ ร้านอาหาร อ.มัลลิการ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัปปกรณ์

ความเก่าแก่ของร้านอ.มัลลิการ์ สาขาเกษตร-นวมินทร์ ของอาจารย์มัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ ไม่น้อยหน้าใคร เช่นเดียวกับรสชาติของอาหารและการให้บริการที่ติดใจ ทำให้ตลอดระยะเวลาการเปิดร้านตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเป็นการย้ายจากร้านเก่า ม.ล.เติบ โดยอาจารย์มัลลิการ์มาจากถนนแจ้งวัฒนะที่เปิดตั้งแต่ปี 2537 รวมความเป็นแบรนด์ก็ 23 ปีแล้ว ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมความเป็นครอบครัว คนวัยเก๋า นัดสังสรรค์กันมากินอาหารไทยรสชาติถูกปาก

 

เมนูที่ขึ้นชื่อ หากใครมาที่นี่แล้วไม่ได้รับประทานถือว่ายังมาไม่ถึง ได้แก่ ซี่โครงหมูอบยอดผัก แกงคั่วหอยขมใบชะพลู ปลาช่อนลุยสวนผลไม้ ขาหมูกรอบแกงไตปลา เนื้อเซอร์ลอยน์ย่างจิ้มแจ่ว แกงส้มชะอมกุ้งสด กุ้งนางผัดพริกขิง ไก่ย่างข้าวเหนียวทอด สาคูไส้หมู ยำชะอมกรอบโดยชะอมนำมาจากสวนอ.มัลลิการ์เลย ด้วยความสดของผักชะอมบวกกับการปรุงรสชาติจัดจ้าน จึงถูกใจคนชอบอาหารรสจัด ไม่นับรวมเมนูของหวานล้างปาก อย่าง ขนมถ้วย ขนมครกโบราณ ที่ใช้ข้าวสวยหุงสุก ปั่นลงไปกับกะทิสด รสชาติจึงเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีข้าวเหนียวทุเรียน กล้วยบวชชีโรยงา ข้าวเหนียวดำ เป็นต้น

 

หากถามถึงเคล็ดลับของความอร่อยอาจารย์มัลลิการ์ เล่าว่า อย่างเมนูซี่โครงหมูอบยอดผัก (คะน้า) ต้องใช้หมูที่มีน้ำหนักตัว 200 กิโลกรัมขึ้นไปเท่านั้น เพื่อให้มีซี่โครงที่มีเนื้อติดมาใช้ปรุงอาหารได้ บวกกับการตุ๋นครึ่งวัน จนซี่โครงเปื่อย เวลากัดกินจึงนุ่มอร่อย มีรสชาติหวานกำลังดี จานนี้ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน

 

เมนูที่สองที่อยู่คู่ครัวอ.มัลลิการ์มานาน คือแกงคั่วหอยขมแกะสำเร็จ จึงกินสะดวก อร่อยตรงเครื่องแกงก็โขลกเอง หรือใครชอบกินแกงไตปลา ลองเมนูขาหมูกรอบแกงไตปลาแล้วจะไม่ผิดหวัง ด้วยความพิถีพิถันในการทอดขาหมูให้กรอบนอกนุ่มใน ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่คิดค้นมานานนับปี กว่าจะได้ขาหมูที่ไม่มีไขมันหลงเหลืออยู่ หรือเมนูปลาร้าทรงเครื่อง คล้าย ๆ หลนปู ทางร้านใช้ปลาร้าต้มสุกมาปรุง จึงไม่มีกลิ่น รสชาติอร่อยเข้มข้น

 

สำหรับบรรยากาศของร้านอาหาร ปลูกสร้างสไตล์โคโลเนียล ตัวเรือนทาสีเหลืองสดใส ปลูกต้นไม้ร่มรื่นที่อาคารหลังเดิมยังคงมีความโบราณของร้านอาหารให้เห็น พื้นที่โปร่งโล่งเพราะปลูกอยู่บนเนื้อที่ 6 ไร่ ต้นไม้ปลูกร่มรื่น เพราะอาจารย์มัลลิการ์ควบคุมการปลูกจัดวางและเลือกต้นไม้ด้วยตัวเอง

 

ร้านอาหารอ.มัลลิการ์ สาขาเกษตร-นวมินทร์เปิดให้บริการวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. วันศุกร์ 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.30 น. เสาร์-อาทิตย์-วันนักขัตฤกษ์เปิดเวลา 11.00-22.30 น. สนใจสอบถามข้อมูล หรือสำรองที่นั่งได้ที่ 02-946-1000

 

 

กลับนครฯ หรอยอย่างแรงนิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484501

กลับนครฯ หรอยอย่างแรงนิ

โดย…พาแลง ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

ถ้าคุณชอบทานข้าวราดแกง โดยเฉพาะข้าวแกงปักษ์ใต้รสเด็ด เผ็ดสะเด่า อยากให้มาลองร้านนี้ “กลับนครฯ” เพราะพาแลงดั้นด้นมาถึงพัฒนาการ พอได้มาลองรับรองไม่ผิดหวัง เริ่มจากบรรยากาศรอบข้างมีชาวออฟฟิศมากินเวลาพักกลางวันมากพอดู ส่วนบรรยากาศในร้านต้องบอกว่าโล่งสบาย แม้จะอยู่ใกล้ถนนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับความสะอาดดีมาก

 

โต๊ะเก้าอี้ออกแบบให้แข็งแรงมีโครงสร้างเป็นเหล็ก และการจัดวางเหมาะกับการมาเป็นกลุ่ม ซึ่งคนที่มาคนเดียวก็มีบาร์เคาน์เตอร์แบบเดี่ยวๆ ร้านนี้เป็นร้านข้าวแกงน้องใหม่ แต่ฝีมือไม่ใหม่รสมือที่บอกต่อๆ กันว่า รสเด็ด เหมือนได้กลับไปกินที่นครศรีธรรมราชนี้ ทำให้ร้านนี้คนแน่นร้านและมีซื้อฝากกลับบ้านแทบทุกคน

 

กลับนครฯ มีกับข้าวให้เลือกมากมาย มีข้าวแกงใต้ที่คนไม่กินเผ็ดก็มาได้ มีทั้งไข่พะโล้ ผัดผัก มะระผัดไข่ ทุกจานปรุงด้วยแม่ครัวชาวนครฯ ดังนั้นอาหารใต้ที่ควรจะเผ็ดร้อนเครื่องแกงก็ถึงเครื่องจัดจ้านจึงได้รสชาติเข้มข้น ทั้งแกงเหลือง แกงไตปลา ห่อหมก คั่วกลิ้ง ฯลฯ เวียนมาร้อนๆ ตั้งแต่เช้ายันบ่าย ทำให้เราได้กินของสุกใหม่ตลอด จุดเด่นและสิ่งที่พาแลงชอบมากของร้านแกงใต้ คือ ที่นี่มีผักพื้นบ้านสดๆ น้ำพริกอร่อยๆ และน้ำดื่มบริการฟรี แล้วก็คนชอบกินผักจะรักร้านนี้

 

ร้านนี้ราคาเริ่มต้นที่กับข้าวหนึ่งอย่างจานละ 35 บาท กับข้าวสองอย่าง 40 บาท ถ้าเพิ่มไข่ดาวบวกเพิ่มอีก 10 บาท ไข่ดาวเค็ม 15 บาท หรือสั่งทอดมัน หมูยอ หมูสามชั้นทอด มาเพิ่มกินคู่กับข้าวก็ได้ในราคาขีดละ 40 บาท

ชิมรสมือแกงใต้ หรือสั่งข้าวห่อไปกินที่ทำงานได้ทั้งสองสาขา ที่ซอยลาดพร้าว 120 และแยกพัฒนาการ ร้านเปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 06.00-15.00 น. โทร. 09-7078-5885

 

 

เจแปน รีมิกซ์ จัดเต็มความอร่อยแบบญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484486

เจแปน รีมิกซ์ จัดเต็มความอร่อยแบบญี่ปุ่น

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เดี๋ยวนี้คนไทยไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องขอวีซ่าและคนไทยก็บินไปกันเป็นว่าเล่น เป้าหมายนอกจากวิวสวยๆ แล้ว ยังเป็นเรื่องของอาหารแสนอร่อยตามภูมิภาคต่างๆ ที่ดึงดูดขา “กิน-ดื่ม-เที่ยว” ให้ไม่เบื่อแดนอาทิตย์อุทัย แม้กระทั่งกลับมาบ้านเราแล้วก็ยังพร่ำเพ้ออยากจะกินอาหารญี่ปุ่นที่เคยไปกินมาจากที่นู่นที่นี่อยู่ร่ำไป

ก็เลยต้องมาบอกข่าวให้รู้ว่า ดิ เอ็มควอเทียร์ กำลังจัดงานเจแปน รีมิกซ์ (Japan Remix) ซึ่งมี Japanese Street Market ร้านอาหารและสินค้าส่งตรงจากญี่ปุ่นมากมายมาให้ได้ช็อปได้ชิมกันตั้งแต่วันนี้-20 มี.ค. บริเวณควอเทียร์ แกลเลอรี่ พร้อมกิจกรรมกระทบไหล่พิคาชู ประกวดคอสเพลย์ คัฟเวอร์แดนซ์ และเพลงการ์ตูน รวมทั้งเทศกาลภาพยนตร์อนิเมะของญี่ปุ่นด้วย

นอกจากร้านอาหารแบบสตรีทฟู้ดชื่อดังอิมพอร์ตจากญี่ปุ่นแล้ว ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นมากมายในโซนเฮลิกซ์ของดิ เอ็มควอเทียร์ เข้ามาร่วม “รีมิกซ์” ในครั้งนี้ด้วย หะนี้ ถ้าหมดเทศกาล “สายกิน-ดื่ม” ยังสามารถไปเยี่ยมชมเพื่อรับประทานอาหารรำลึกวันชื่นคืนเที่ยวญี่ปุ่นกันได้อีกเรื่อยๆ

เทนยู โช

เทนยู โช

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นทั้งซูชิ ซีฟู้ด และสเต๊ก ในงานนี้ขอนำเสนอเมนู “โทริ เทอริ เคอร์รี เบสต์ สติ๊ก” ที่มีทั้งไก่ราดซอสเทริยากิเสียบไม้ย่าง เสิร์ฟคู่กับแกงกะหรี่และขนมปังปิ้ง ซึ่งซอสเทริยากิของทางร้านเป็นสูตรโฮมเมดที่ไม่หวาน ส่วนน้ำแกงกะหรี่ก็พิเศษกว่าที่อื่นคือไม่ได้ใช้น้ำเปล่าในการเคี่ยว ทว่าเติมปลาป่นให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น เวลากินก็เริ่มจากไก่ก่อน ตามด้วยขนมปังจิ้มน้ำแกงกะหรี่

อีกเมนูในงาน เป็น “แซลมอน ชีส ลาวา” เสิร์ฟมาในกระทะร้อน เอาใจคนชอบชีสโดยเฉพาะ โดยมากิแซลมอนเติมไส้ด้วยอโวคาโดและอูนางิ (ปลาไหลญี่ปุ่น) ใส่ในกระทะร้อนแล้วทอร์ชตัวแซลมอนให้มีกลิ่นความเกรียม ก่อนจะเติมชีสลงไปให้เดือดปุดๆ

สำหรับใครที่ติดใจรสชาติ อยากขึ้นมารับประทานต่อที่ร้าน เชฟแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ “สลัดปลาเงิน” ที่ใช้ผักสดๆ จากโครงการหลวง ราดน้ำสลัดพิเศษของทางร้านที่มีเบสเป็นซอสเทริยากิ แต่งหน้าด้วยปลาเงินทอดกรอบ (ปลาชิราโอะ) และไข่กุ้งไซส์ใหญ่

ราเมน มิโซยะ

ราเมน มิโซยะ

ร้านราเมนที่อาศัยน้ำซุปที่มีส่วนผสมของมิโซะ (หรือถั่วเหลือง) ซึ่งในร้านนั้นมีน้ำซุปสไตล์มิโซะจาก 4 ภูมิภาคหลักๆ ของญี่ปุ่นให้เลือกสั่ง ได้แก่ จากฮอกไกโด โตเกียว นาโกย่า และคิวชู ซึ่งมีความแตกต่างกันไปทั้งด้านรสชาติ สีสัน อันเนื่องมาจากส่วนผสม กรรมวิธี และระยะเวลาในการหมักซอสราเมน

สำหรับในงานเจแปน รีมิกซ์ ร้านราเมน มิโซยะ ขอนำเสนอเมนู “ยากิ ชาชู ราเมน” ยากิโซบะซึ่งใช้เส้นราเมนมาเสิร์ฟแทน เนื่องจากทางร้านทำเส้นเองสดใหม่ทุกวัน จึงต้องการนำเสนอสิ่งที่เป็นจุดเด่นของทางร้านในงานนี้ เช่นเดียวกับการเติมส่วมผสมอย่างหมูชาชู ที่เป็นตัวเอกของจานราเมน แต่งหน้าด้วยไข่กุ้ง ส่วนใครที่ชื่นชอบรับประทานไข่ออนเซ็น ทางร้านบอกว่า เมนูนี้สามารถท็อปปิ้งเพิ่มรสชาติได้ด้วยไข่ลาวา ก็จะอร่อยไปอีกแบบ

“ราเมน ชาชู ชีส” เมนูนี้ ราเมน มิโซยะ ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรักชีสในงานนี้โดยเฉพาะ จานนี้นอกจากจะได้ความหอมนุ่มมันของชีส กับความเหนียวหนึบของเส้นราเมนแล้ว ยังมีความกรอบของเส้นที่ติดกับกระทะร้อนอีกด้วย

ชิโอะ โยโชกุ

ชิโอะ โยโชกุ

ร้านอาหารที่ตกแต่งแบบเรียบเท่ เช่นเดียวกับบุคลิกของ เชฟแก้ว-ญาดา เรืองสุขอุดม ที่เล่าว่า ร้านของเธอเดิมทีเสิร์ฟอาหารตะวันตกแนวที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทาน ต่อมาพัฒนาเป็นร้านที่ผสมผสานอาหาร 2 สไตล์เข้าด้วยกัน ออกมาเป็นหน้าตาของอาหารที่เรียกว่า เป็นทั้งศิลปะในการปรุงและการจัดจานจริงๆ

ในงานนี้ เชฟแก้วปรุง “ข้าวหน้าแซลมอน” เป็นแซลมอนดินสับเป็นชิ้นเล็กๆ พร้อมไข่ปลาแซลมอน และไมโครกรีน ราดซอสที่ทำจากมิโสะ โชยุ และพอนสึ

“สแกลล็อปเสียบไม้ย่าง” หอยเชลล์ตัวโตๆ จากฮอกไกโด และเห็ดหอมสดๆ เสียบไม้ย่าง เสิร์ฟมาในฝาหอยเชลล์ที่ใส่ซอสสไปซี่ ที่ผสมผสานระหว่างไวน์แดง ซอสหัวหอม และซอสศรีราชา ปิดท้ายด้วยเมนู “โตฟุ เทริยากิ” ที่นำเอาเต้าหู้โมเมน หรือเต้าหู้ชนิดแข็งของญี่ปุ่นมาทอดให้กรอบนอกนุ่มใน ราดซอสทรัฟเฟิลเทริยากิสุดจะหอม แต่งหน้าด้วยเห็ดหอม เห็ดกระดุม เห็ดชิเมจิ และออรินจิ

กินซา ชาบูเต็น & ฮอกไก ด้ง

กินซา ชาบูเต็น & ฮอกไก ด้ง

ร้านชาบูชื่อดัง ชาบูเต็น ที่มีซูชิและข้าวหน้าต่างๆ พร้อมเสิร์ฟด้วยในร้านเดียว กับเชฟญี่ปุ่นแท้ๆ ที่พร้อมบริการเมนูต่างๆ ที่ลูกค้าชื่นชอบ ผนึกกำลังกับร้านข้าวหน้าเนื้อ (สัตว์) ในเครือฮอกไก ด้ง เสิร์ฟ “วางุ สุกี้ยากี้ จู” ข้าวหน้าเนื้อสุกี้ ที่ใช้วัวคุโรเกะ วัวขนดำจากจังหวัดกิฟุ ตามด้วย “คอนบุ ชิเมะ แซลมอน ซาชิมิ” ข้าวปั้นหน้าปลาแซลมอนดองสาหร่ายแบบโบราณ ที่ผสมขิงดองและใบชิโสะเข้าไปในข้าวเพื่อให้ได้รสชาติ โดยเชฟชาวญี่ปุ่นบอกว่า นิยมทำในข้าวปั้นที่ห่อกลับบ้าน เพื่อจะได้กินได้อร่อยเลย ไม่ต้องเติมซอส

“อูนางิ ชิราชิ ด้ง” ข้าวหน้าปลาดิบรวมและปลาไหลญี่ปุ่น สีสันและรสชาติหลากหลาย “วางุ เทริยากิ โรลล์” มากิซูชิไส้เนื้อคุโรเกะราดซอสเทริยากิและผักสลัด รสชาติเข้มข้น ปิดท้ายด้วย “โทริ เทริยากิ โรลล์” มากิซูชิไส้ไก่ย่างราดซอสเทริยากิ โรยงาด้านนอก

ถามว่า ทำไมข้าวหน้าเนื้อเรียก “จู” ข้าวหน้าปลาเรียก “ด้ง” เชฟชาวญี่ปุ่นเฉลยว่า อย่างแรกใช้ข้าวญี่ปุ่นธรรมดา ส่วนแบบที่ 2 ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใส่น้ำส้มสายชู หรือข้าวชนิดที่นำไปทำซูชินั่นเอง — รู้ไว้ใช่ว่านะคะ

สึจิริ

สึจิริ

ร้านชาเขียวญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปี เริ่มที่เกียวโตปี 1860 โดยตระกูลสึจิ (Tsuji) เป็นผู้คิดค้นกล่องเก็บชาที่รักษารสชาติและกลิ่นชาออกมาได้เป็นแห่งแรก ก่อนที่จะเป็นเจ้าของไร่ชาเองในเกียวโตะและฟุกุโอกะ และผลิตชาเขียว โดยเฉพาะมัตชามานับแต่บัดนั้น

ในงานจะได้ลองลิ้มชิมรส “สึจิริ ลาเต้” ที่ความพิเศษของร้านนี้ นอกจากมัตชานำเข้าจากญี่ปุ่นแล้ว ยังตี หรือชงสดๆ ทุกแก้ว

หากใครติดใจในรสชาติ จะขึ้นมาชิมเมนูไฮไลต์อื่นๆ อย่าง “โฮจิฉะ โฟลต มัตชา” ชาเขียวที่นำไปคั่วให้ได้กลิ่นหอมก่อนจะมาบดเป็นมัตชา สามารถสั่งให้ชงกับน้ำหรือนมก็ได้ “สึจิริ ซันเดย์” เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน โดยมีทั้งข้าวพอง ซอฟต์ครีมมัตชา ซอสถั่วแดง ชิราตามะ (คล้ายโมจิกับดังโงะ แต่เนื้อเนียนกว่า) นำเข้าจากญี่ปุ่น และเกาลัดเชื่อม  หรือจะลองชิม “มาการง” สูตรพิเศษ รสมัตชาไส้ถั่วแดง หรือรสโฮจิฉะ ก็มีให้เลือก

 

 

สตาร์บัคส์และรอยต่อแห่งยุคสมัย (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484476

สตาร์บัคส์และรอยต่อแห่งยุคสมัย (1)

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

หลังจากที่ผมเล่าเรื่องกาแฟยุคที่สองมาแล้วสองตอน มีบางประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะขยายความอีกนิดหน่อยเพื่อให้เห็นภาพของพัฒนาการกาแฟในยุคที่สองให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าทำไมและอะไรที่ทำให้กาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถผูกติดไปกับวิถีชีวิตประจำวันของเราได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้

สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนของธุรกิจกาแฟยุคที่สอง ประการแรกเลยก็คือผู้บริโภคที่แสนเรื่องมากที่เริ่มให้ความสำคัญเรื่องรสชาติ หัวข้อ “กาแฟแย่ๆ ในตอนเช้า” กลายเป็นประเด็นที่คนพูดถึงและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและยกระดับการผลิต อย่างที่สองคือความก้าวหน้าของการทำการตลาด นี่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ (และทำให้กาแฟแย่ๆ บางแบรนด์ยังอยู่ได้) ประการสุดท้ายคือการคมนาคมขนส่งที่สามารถเชื่อมโยงเมืองต่างๆ เข้าด้วยกัน พูดได้ว่าโลกาภิวัตน์สร้างมาตรฐานใหม่ของกาแฟได้เป็นผลสำเร็จ

และสตาร์บัคส์ถือเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญอย่างมากที่ทำให้เกิดพัฒนาการของอุตสาหกรรมกาแฟในหลายมิติ ตั้งแต่ความคิดเรื่องการทำร้านสาขา การจัดการธุรกิจกาแฟยุคใหม่ ไปจนถึงการสร้างเรื่องราวให้กับกาแฟอย่างที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

ปี ค.ศ. 1971 เป็นยุคเริ่มแรกของสตาร์บัคส์ ขณะนั้น ฮาร์เวิร์ด ชูส์ เป็นแค่นักการตลาดที่ย้ายมาจากธุรกิจอื่น เขาคะยั้นคะยอให้ผู้บริหารขณะนั้นคือ เจอร์รี่ บอลด์วิน (Jerry Baldwin) เซฟ ซีกัล (Zev Siegl) และกอร์ดอน เบเกอร์ (Gordon Barker) ซึ่งเน้นขายกาแฟคั่วและกาแฟบดสำเร็จ ว่าให้เริ่มต้นทำธุรกิจค้าปลีกกาแฟอย่างจริงจัง แต่ทั้งสามคนไม่เห็นด้วยกระทั่งฮาร์เวิร์ดลาออกและเปิดร้าน Il Giornale Coffee

ชื่อ “Il Giornale” ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจจากชื่อหนังสือพิมพ์ในมิลาน ร้านของเขาก็เอาความเป็น “มิลาน” ในหลายมิติเอามาไว้ในร้าน เช่นว่าขายกาแฟแบบเอสเปรสโซ่จากกาแฟอราบิกาคุณภาพดี มีการโชว์ลาเต้อาร์ต ขายไอศกรีมและเสนอที่นั่งเล็กๆ ให้ลูกค้าอีกด้วย ในร้านขับกล่อมด้วยเพลงโอเปร่าและเพลงคลาสสิก หลังจากนั้นไม่นานสตาร์บัคส์ก็เริ่มทำร้านกาแฟของตัวเองแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ และท้ายสุดเขาตัดสินใจขายธุรกิจร้านค้าปลีกให้กับฮาร์เวิร์ดด้วยราคา 3.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ฮาร์เวิร์ดพัฒนาแบรนด์สตาร์บัคส์จนเป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินราว 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจสตาร์บัคส์มีมูลค่าในตลาดกว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มีพนักงานอีก 2.38 แสนคนทั่วโลก ความสำเร็จของสตาร์บัคส์ที่ได้มา ไม่ใช่แค่เรื่องของกาแฟแน่นอน แต่เพราะเขาสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าและเป็นแบรนด์ขวัญใจของคนรุ่นใหม่ ไม่ต่างจากที่สตีฟ จ็อบส์ทำสำเร็จกับการปั้นแบรนด์ Apple ของเขา

การสร้างประสบการณ์ในร้านเป็นเรื่องที่ฮาร์เวิร์ดให้ความสำคัญมาตั้งแต่ทำร้าน Il Giornale หลังจากเปิดร้านสตาร์บัคส์เขาก็ยังคงเดินให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เขาเพิ่มเติมเมนูใหม่ๆ เข้าไปนอกเหนือจากกาแฟลาเต้และเอสเปรสโซ่เพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีความชอบหลากหลาย แต่ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์นั่นคือทุกเมนูยังคงเกี่ยวกับกาแฟ เขาเลือกทำเลที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนและจ้างพนักงานในละแวกนั้นเพื่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับชุมชน จนกลายเป็นเคล็ดลับความสำเร็จอย่างหนึ่งของสตาร์บัคส์

ร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกยังมีเคล็ดความสำเร็จอีกหลายอย่าง ผมจะมาเล่าต่อสัปดาห์หน้าครับ

 

What’s for pudding? ช็อกโกแลตพุดดิ้งสไตล์อเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/484468

What’s for pudding? ช็อกโกแลตพุดดิ้งสไตล์อเมริกัน

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เกริ่นไปแล้วหลายฉบับว่าพุดดิ้งมีอยู่หลากหลาย ถามหาพุดดิ้งแบบหนึ่งอาจได้อีกแบบหนึ่งมาแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุดดิ้งของพวกยุโรปกับพุดดิ้งของอเมริกัน แทบจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันเลย มีเพียงแค่ส่วนผสมหลักที่ใกล้เคียงกัน ปรับเปลี่ยนวิธีทำขึ้นมาหน่อยก็ได้หน้าตาที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

สำหรับฉบับนี้เป็นพุดดิ้งสไตล์อเมริกันที่เราคุ้นเคยกันมานาน แต่อาจจะไม่ได้รับประทานเปล่าๆ ใช้ช้อนตักกินแบบที่คนอเมริกันเขากินกัน แต่เราที่ว่าคุ้นเคยเพราะว่าพุดดิ้งแบบอเมริกัน ถูกนำมาใช้หลากหลายในขนมฝรั่งๆ สไตล์ไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้วานิลลาของขนมเอแคลร์แบบไทยๆ ของเรา ด้านในที่เป็นครีมคัสตาร์ดข้นๆ กลิ่นวานิลลานั่นก็คือรูปแบบหนึ่งของ Vanilla Pudding สไตล์อเมริกัน ส่วน Chocolate Pudding สไตล์อเมริกันที่บ้านเราดัดแปลงมาเป็นหน้าของเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มนั้น ก็ได้รับอิทธิพลของพุดดิ้งสไตล์อเมริกัน

หัวใจของการทำพุดดิ้งแบบอเมริกัน คือ การกวนนมสด ไข่แดง น้ำตาลให้ข้นขึ้นโดยที่ไม่เกิดเป็นไข่คนเละๆ เพราะอาศัยการเชื่อมกันให้ข้นขึ้นด้วยแป้งข้าวโพด เมื่อกวนไปด้วย ให้ความร้อนไปด้วย ไข่ไก่ นม น้ำตาลและแป้งจะกลายเป็นครีมข้นๆ จะเนียนหรือไม่เนียนนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถและความชำนาญของผู้ปรุงเป็นหลัก เพราะต้องกะความร้อนให้สัมพันธ์กับการคนเร็วๆ ถึงจะได้พุดดิ้งเนื้อเนียนๆ

พุดดิ้งแบบอเมริกัน นิยมรับประทานเปล่าๆ โดยการตักใส่ถ้วย มักจะโปะด้วยวิปครีมเบาฟู เพื่อเข้าไปเจือจางความข้นเลี่ยนของเนื้อพุดดิ้งหนืดๆ ถ้าสูตรนั้นงกๆ หน่อย จะมีสัดส่วนของแป้งที่เยอะจนไม่ได้รสชาติของความเป็นคัสตาร์ดชนิด Stirred Custard ที่ควรจะมีส่วนผสมของไข่แดง นม เนยเป็นหัวใจ พุดดิ้งแบบอเมริกันยังถูกนำไปใช้ในขนมอีกหลากหลายชนิด อย่างเช่น พายแบบง่ายๆ สอดไส้ชูส์ครีม หรือ ใช้เป็น Filling ของพวกเค้กบางชนิดอย่าง Boston Creme Pie ที่เป็นเค้กสอดไส้ด้วยพุดดิ้งวานิลลาแล้วราดด้วยช็อกโกแลตอีกที

Chocolate Pudding สูตรดั้งเดิมแบบนี้แหละ มีส่วนผสมคือ นมสดที่เพิ่มผงโกโก้ให้เข้มข้น กวนกับไข่แดง น้ำตาลและใช้แป้งข้าวโพด เมื่อกวนจนสุกข้นดีแล้ว รีบเติมช็อกโกแลตแท้ ที่มีเปอร์เซ็นต์โกโก้แมสสูงสัก 58% ขึ้นไป จึงจะได้ช็อกโกแลตพุดดิ้งสูตรเข้มข้นที่อร่อยได้แม้รับประทานเปล่าๆ หรือจะเอาสูตรนี้ไปดัดแปลงเป็น Chocolate Cream Pie ก็ยังไหว

เราคนไทยปรับเปลี่ยนสูตรจากช็อกโกแลตพุดดิ้งแบบฝรั่งให้เป็นช็อกโกแลตหน้านิ่มโดยการใช้นมข้นจืด นมข้นหวานผสมเพื่อลดต้นทุนนมสด ให้รสชาติที่นัวลิ้นในแบบของเราเอง ปรับจากการใช้ช็อกโกแลตแท้โดยใช้ผงโกโก้ แล้วให้คงตัวนุ่มๆ ที่อุณหภูมิห้องได้ แล้วยังปาดหน้าเค้กได้ ต้องใช้ผงวุ้นเข้ามาช่วยเซตตัวโดยไม่ต้องใช้ความเย็นในตู้เย็น ถือว่าเป็นการผสมผสานความรู้แบบตะวันออก ให้เข้ากับพุดดิ้งแบบตะวันตกจนกลายเป็นช็อกโกแลตหน้านิ่มบนเค้กที่เรารับประทานกันในปัจจุบัน

สำหรับช็อกโกแลตพุดดิ้งสูตรในฉบับนี้ของผู้เขียน จัดว่าพยายามทำให้เป็นแบบดั้งเดิมตามตำรับพุดดิ้งฝรั่ง ออกมาเข้มข้นเพราะใช้ช็อกโกแลตแท้ๆ และสามารถคงตัวปาดเป็นหน้าเค้กได้ แต่ต้องอยู่ในตู้เย็นให้คงตัวเสียก่อน รับรองว่ารับประทานเปล่าก็อร่อย หรือจะปาดหน้าเค้กก็ได้เช่นกัน

ส่วนผสม

นมจืด 2 ถ้วย

ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 1) 1 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 2 ฟอง

แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย (ส่วนที่ 2) 1 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 1/2 ถ้วย

ช็อกโกแลต 58% 250 กรัม

ส่วนผสม Cookies Crumble

คุกกี้ที่ชอบ 150 กรัม

เนยจืดละลาย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เริ่มจากครัมเบิลง่ายๆ : บดคุกกี้ให้แหลก เติมเนยละลายลงไป เคล้าให้เข้ากัน เกลี่ยลงบนถาดอบ นำไปอบที่ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 5-8 นาที รอให้เย็นสนิท

มาเริ่มทำพุดดิ้ง โดยผสมโกโก้และน้ำตาลทรายเข้าด้วยกัน เติมลงในนมจืด นำส่วนผสมขึ้นตั้งไฟ

ในกะละมังหรือชามอีกใบ ผสมนมข้นจืด น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด ไข่แดงเข้าด้วยกัน คนให้เนียน

เทส่วนผสมนมร้อนๆ ลงในชามไข่แดงประมาณครึ่งหนึ่ง คนให้เข้ากันแล้วเติมส่วนผสมทีเหลือกลับลงในหม้อ คนให้ส่วนผสมค่อยๆ เดือดเบาๆ จนค่อยๆ ข้นขึ้น รอจนเดือดประมาณ 3-4 นาที ยกลงจากเตา แล้วเติม ช็อกโกแลตที่หั่นหรือสับไว้เป็นชิ้นเล็กๆ ลงไป คนให้เข้ากันจนช็อกโกแลตละลาย

เก็บในภาชนะปิดสนิท โดยใช้ฟิล์มห่ออาหารทาบลงบนพุดดิ้งเพื่อไม่ให้เกิด “Skin” เมื่อต้องการเสิร์ฟ คนให้เนียนแล้วตักใส่ถุงบีบ บีบใส่ภาชนะเสิร์ฟ แล้วโรยด้วยครัมเบิล

 

มุมจิบกาแฟทิ้งตัวเอกเขนก พีเอชวันบี คอฟฟี่ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/483646

มุมจิบกาแฟทิ้งตัวเอกเขนก พีเอชวันบี คอฟฟี่ บาร์

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

สัปดาห์นี้ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปพักผ่อนและสัมผัสบรรยากาศอันเป็นกันเองและมีเอกลักษณ์ของ พีเอชวันบี คอฟฟี่ บาร์ (PH1b Coffee Bar) ซึ่งต้องกล่าวเลยว่าทันทีที่เปิดประตูเข้าร้านไปนั้นเสมือนหนึ่งว่าอยากทิ้งตัวนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ ละเลียดกาแฟพร้อมหนังสือสักเล่ม แค่นี้ในวันหยุดสบายๆ ก็พอ

ที่มาที่ไปของชื่อ พีเอชวันบี คอฟฟี่ บาร์ มาจากที่ตั้งของเพนต์เฮาส์ (Penthouse) เลขที่ 1B ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ที่หนึ่งในผู้ที่เป็นหุ้นส่วนของร้านอาศัยขณะที่กำลังเรียนอยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา สถานที่ที่เป็นแหล่งรวมตัวของเพื่อนๆ ที่แวะเวียนมาใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์เป็นประจำ จึงอยากจะนำบรรยากาศแห่งความเป็นกันเองนั้นมาให้เป็นที่ที่ทุกคนแวะเวียนมานั่งพักผ่อนเหมือนอยู่ที่บ้านของเพื่อนที่บรรยากาศสบายและเป็นกันเอง

สไตล์การตกแต่งร้านเน้นเรียบง่ายเหมือนเป็นที่แฮงเอาต์นอกบ้านที่เหมือนอยู่ในบ้านแบบคอนเท็มโพรารีสไตล์ ใช้วัสดุไม้ให้ความอบอุ่นผสานกับหินขัดให้ความดิบและปนๆ กันอีกหลายอย่างแต่ดูรวมๆ แล้วลงตัวอย่างมีเสน่ห์ มีมุมให้เอกเขนกหรือจะนั่งทำงานก็ได้หลากหลาย

ส่วนที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้อย่างยิ่งคือเมนูไฮไลต์ของร้านที่เรียกได้ว่ามาแล้วไม่สั่งเหมือนมาไม่ถึง โดยที่ร้านนี้มีเสิร์ฟอาหารเช้าและบรันช์ รวมถึงเครื่องดื่มและเบเกอรี่ แม้เมนูที่ร้านนี้จะไม่ได้มีสามหน้าแปดหน้าเหมือนร้านอื่นเขา แต่ทุกเมนูที่มีนั้นล้วนคุณภาพแน่นด้วยรสชาติและวัตถุดิบที่เลือกสรรมา

เริ่มต้นที่ เอ้ก เบนเนดิก ออน โทสต์ (Egg Benedict on Toasted) ซึ่งรับประกันได้ว่าหากสั่งเมนูนี้จะอิ่มคุ้มแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเป็นครัวซองต์ แฮม ไข่ และมะเขือเทศ ราดด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้าน มีรสชาติหลากหลายทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน ครบรส อะเมซิ่งมากๆ สำหรับเมนูนี้

ตามมาด้วย เฮเซลนัท ครีมมี่ ลาเต้ (Hazelnut Creamy Latte) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มประเภทกาแฟร้อนซิกเนเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน ด้วยรสชาติโดดเด่นเหมาะสำหรับคนชื่นชอบความหอมมันของถั่วแมคคาเดเมียเต็มคำที่โรยหน้าบนชั้นวิปครีมเหนือกาแฟอร่อยลงตัว

อีกเมนูที่ต้องขอแนะนำสำหรับกาแฟซิกเนเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านในรูปแบบเย็นคือ ซอลต์ คาราเมล ลาเต้ (Salted Caramel Latte) เรียกความสดชื่นท่ามกลางอากาศร้อนของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี สัมผัสได้ถึงรสชาติของคาราเมล และความหอมอบอวลที่ขึ้นมาแตะจมูกเมื่อลิ้มรส

ปิดท้ายที่แครอท เค้ก (Carrot Cake) อีกเมนูหนึ่งที่สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เพราะรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเค้กชิ้นนี้ที่คอขนมและของหวานทั้งหลายห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ด้วยความแน่นละมุนของเนื้อเค้กที่คงต้องเรียกว่าชิ้นเดียวคงไม่พอ

สำหรับที่ตั้งของร้านนี้เดินทางไปไม่ยาก เพียงเข้าซอยพหลโยธิน 11 ไปราว 800 เมตร จะเห็นร้านโดดเด่นอยู่ท้ายด้านซ้ายมือ สามารถจอดรถได้บริเวณหน้าร้านหรือในซอยข้างๆ ร้านเปิดเวลา 09.00-21.00 น. หรือค้นหา PH1b ในโซเชียลมีเดียจะมีเฟซบุ๊กแฟนเพจและเบอร์ติดต่อร้าน รวมถึงแผนที่เดินทางมาได้ไม่ยาก

 

 

‘ร้านยายปวด’ อร่อยแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/482667

‘ร้านยายปวด’ อร่อยแรง

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง

จากเป้าหมายขับรถล่องใต้ ด่านแรกของภาคคือ จ.ชุมพร ถือว่าเป็นเมืองผ่านระหว่างที่ผู้เดินทางจะต้องแวะกินข้าวอยู่เป็นประจำ งานนี้เมื่อเป้าหมายยังไม่ใช่อาหารทะเล ดังนั้นจึงขอตัวช่วยจากพี่กูเกิลแอพพลิเคชั่น และความเห็นต่างๆ การสรรหาร้านอาหารแสนอร่อยให้พรรคพวกได้ลองไปชิม จนมาเจอ “ร้านยายปวด” ร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเลยทีเดียว

จากข้อมูลที่ใช้สมาร์ทโฟนหา จึงตกลงปลงใจว่าจะลองไปชิมที่ร้าน “ยายปวด” ว่ากินแล้วจะปวดอะไรมั้ย เพราะเห็นหลายคอมเมนต์ระบุชัดเจนว่า รสชาติเด็ดดวงสมเป็นอาหารพื้นเมืองใต้แท้ๆ แต่ให้ระวังไปช่วงเวลาเที่ยงเพราะจะรอคิวนาน

 

ด้วยจังหวะที่เหมาะเจาะจากจีพีเอส ระบุว่าอีกประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึง และอีกเกือบ 30 กิโลเมตร จากยังไม่ถึงสี่แยกปฐมพรเข้าเมืองหลักชุมพร ระบบก็บอกให้เลี้ยวซ้ายแล้วไปตามทางตรอกซอกซอยเล็กที่ทำให้รู้สึกว่าตกลงจะพาลัดไปหรืออ้อมกันแน่ แต่สุดท้ายก็เจอกัน

โชคดีไปหลังเที่ยงค่อนไปทางเกือบบ่ายโมง มีกลุ่มคณะข้าราชการท้องถิ่นเพิ่งลุกสวนออกไปจากร้านกว่า 10 ที่นั่ง ทำให้เห็นจานชามที่แทบจะเดาไม่ได้ว่าสั่งอะไรกันบ้าง เดาได้ว่ามี 2 เมนูหลักคือ ผักผัดเหลียง กับแกงส้มที่เห็นแต่น้ำเครื่องแกงที่ข้นอยู่ก้นถ้วย

 

จากนั้นเริ่มบรรเลงว่าจะสั่งอะไรบ้าง จนไปเห็นป้ายคำแนะนำว่ารายการครัวคุณต๋อยเคยมาแนะนำด้วย โดยมาถ่ายทำวิธีทำเมนูแกงป่ากล้วยเล็บมือนาง ซึ่งไม่ได้มองว่ามีหรือไม่ เพราะใจอยากจะกินแกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อนหรือผักโชนทันที แล้วก็ไม่ผิดหวังกับถ้วยที่ยกมากลิ่นขมิ้นโชยฟุ้งมาและสีน้ำแกงก็ข้นคลั่ก จนรีบนำช้อนมาตักซดทันที แล้วฟินกับรสชาติที่เผ็ดร้อนแต่อร่อยชื่นใจ และกินกับข้าวสวยร้อนๆ ผสมกับปลากะพงสดเนื้อรสหวาน บอกได้ว่าอร่อยถึงทรวงจริงๆ ถ้วยนี้กินได้ 4 คนพอดิบพอดี ราคา 140 บาท

ขาดไม่ได้คือผัดผักเหลียงกับไข่ที่ไม่ได้สุกมาก แต่กลิ่นหอมรัญจวนและรสผักที่หวาน ด้วยราคา 80 บาท ต่อด้วยผัดผักกูดน้ำมันหอยที่ได้ยอดผักกูดจานเบ้อเร่อไว้กินแกล้มเผ็ดกับแกงส้มจนเข้าที จานละ 60 บาท

 

ยังไม่พอขอตามเมนูแนะนำตามแผ่นป้ายที่อยู่ด้านหลังคือ หมู (สามชั้น) คั่วเค็ม ที่มีเครื่องแนมมาให้กินด้วย อร่อยหวานเค็ม แต่ใครไม่กินมันก็จะฟินไม่เต็มร้อย และเมนูที่ไม่เคยกินแต่ทุกคนลงเอยว่า ลองสั่งมาชิมนั่นคือ “ปลาเค็มคั่วกะทิ” เพราะสงสัยว่ารสชาติจะออกอย่างไร ปรากฏว่าไม่ผิดหวัง มันเค็มนิดๆ ผสมกับมันจากกะทิที่แตกมันหน่อย และหวานพอกล้อมแกล้ม แต่ที่ฟินคือมันหอมมาก โดย 2 จานนี้ราคาจานละ 100 บาท

งานนี้เติมข้าวกัน 2 หม้อเลยทีเดียว สรุปได้ว่ารสชาติให้ผ่านทั้งคณะ ราคาอาหารถือว่าโอเค บรรยากาศง่ายๆ  ธรรมดา พอปิดจ๊อบจบทุกคนมีอาการปวดตามมาเหมือนกันหมดคือ ปวดท้องเพราะแน่นที่รสชาติทำให้เรารู้สึกฟินจนกินเข้าไปเยอะ งานนี้บอกได้คำเดียว ถ้าผ่านชุมพรมาครั้งหนึ่งขอให้ลอง ลองแล้วอยากจะแวะมาอีก ขนาดกลับมากรุงเทพฯ แล้วให้ญาติลองทำปลาเค็มคั่วกะทิก็ยังไม่ได้รสชาติเท่าที่นั่น งานนี้บอกตัวเองว่าต้องหาโอกาสไปลองใหม่

 

สืบประวัติตั้งร้านมาได้กว่า 20 ปี จากยายปวดนี่แหละ ที่ปรุงรสชาติเครื่องแกง ทำเอง สดใหม่เสมอ และเวลาทำแต่ละถ้วยไม่เคยหวงเครื่องแกง รสชาติถึงได้ตรึงใจลูกค้ากันถึงทุกวันนี้ แม้ปัจจุบันจะให้ลูกหลานรุ่นที่ 2 มารับช่วงต่อแล้วก็ตาม

ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00-17.00 น. จะปิดทุกวันที่ 16 ของเดือน โทร. 077-574-253 และ 08-5068-0182

ตำแหน่งของร้านขับไปทางปากน้ำชุมพร ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์ จ.ชุมพร หาทางเข้าซอยปรมินทรมรรคา 24 แล้วขับไปประมาณ 500 เมตร ก็ถึงแล้วจ้า