การเริ่มต้นของกาแฟคลื่นลูกที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480261

การเริ่มต้นของกาแฟคลื่นลูกที่ 1

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

“ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของกาแฟคลื่นลูกที่ 3 เป็นอีกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจกาแฟอย่างมโหฬาร”

ใครหลายคนก็พูดอย่างนี้ ว่าแต่ว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่ากาแฟคลื่นลูกที่ 1 และ 2 นั้นเขาแย่งกันตรงไหนอย่างไร เราพาคุณย้อนเวลากลับไปดูจุดเริ่มต้นของธุรกิจกาแฟเมื่อราวสองร้อยปีก่อนที่อเมริกา ที่เป็นที่เริ่มต้นของธุรกิจกาแฟเพื่อมวลชนตัวจริงเสียงจริง

การเกิดขึ้นของกาแฟคลื่นโลกที่ 1 เราเริ่มนับกันเมื่อราวยุคทศวรรษ 1800s เป็นยุคที่กาแฟเริ่มเข้ามาสู่ครัวเรือน ผู้ประกอบการเริ่มเห็นช่องทางการขายกาแฟแบบ Ready to the pot คือพร้อมชงได้ทันที ซึ่งโดยธรรมเนียมการดื่มกาแฟก่อนหน้านั้นผู้คนนิยมไปดื่มกาแฟที่ร้าน Coffee House ที่เปิดตามแหล่งชุมชนมากกว่า เพื่อการเข้าสังคมและสันทนาการ ไม่นิยมดื่มกันที่บ้าน ส่วนหนึ่งมาจากการชงที่ยุ่งยากด้วย คนจึงไม่นิยมชงดื่มกันเอง แต่แบรนด์กาแฟที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในยุคนั้นอย่าง Folgers และ Maxwell เห็นช่องทางว่ายังมีคนที่อยากดื่มกาแฟอีกมากที่อาจจะอยากดื่มที่บ้านแบบสะดวกสบาย

Folgers ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาตอนนั้น ก่อตั้งเมื่อปี 1850 พยายามท้าทายความเชื่อเดิมของคนอเมริกันที่ต้องออกไปดื่มกาแฟนอกบ้าน พวกเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นผงกาแฟในกระป๋องสังกะสี ซึ่งแรกเมื่อผลิตนั้นเจาะกลุ่มตลาดบนของอเมริกา เนื่องจากว่าราคาค่อนข้างสูง ต่อมา Folgers เริ่มปรับตัวเอง หาทางลดต้นทุนการผลิตลงเพื่อต่อสู้กับกาแฟสำเร็จรูปและยี่ห้อคู่แข่งอย่าง Maxwell ลงมาขายในตลาดของชนชั้นกลางมากขึ้น

อิทธิพลของครอบครัว Folgers ที่สั่งสมมานานในธุรกิจกาแฟ ทำให้ Folgers เป็นแบรนด์ที่ขายกาแฟบด (Ground Coffee) เจ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น โฆษณาที่มาพร้อมสโลแกน “Best part of waking up” กลายเป็นวลีฮิตติดตลาด (ปัจจุบันแบรนด์ Folgers เป็นของบริษัท J.M.Smuckers company)

ขณะที่ Folgers เล่นเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในตอนเช้า (Best part of waking up) แบรนด์คู่แข่งก็เล่นสโลแกนเด็ดไม่แพ้กัน ด้วยการส่งกาแฟที่อร่อยจนหยดสุดท้าย (Good to the last drop) ออกมาแข่งขัน บริษัทที่ว่านี้คือ Maxwell House ก่อตั้งโดย Joel Cheek เมื่อปี 1892

การช่วงชิงความได้เปรียบของ Maxwell นั้นอยู่ที่หุ้นส่วนคนสำคัญของเขาก็คือ John Neal ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญเรื่องการค้าส่งและการกระจายสินค้า โดยเฉพาะในธุรกิจอาหาร สโลแกน อีกทั้งการทำการตลาดที่เหนือชั้นกว่า วลีเด็ด “Good to the last drop” ที่เริ่มใช้สำหรับการทำการตลาดในปี 1915 กลายเป็นวลีที่โด่งดังหลังจากที่ Maxwell เคลมว่า ประโยคนี้มาจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่มีโอกาสได้ชิมกาแฟจากแมกซ์เวล เฮ้าส์

แมกซ์เวลเป็นตัวอย่างที่ดีของแบรนด์ที่มีการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่ดี ควบคู่ไปกับการกระจายสินค้าที่ตรงสู่เป้าหมายในปี 1924 แมกซ์เวลทุ่มเงินโฆษณาเกือบ 3 แสนเหรียญ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ จนกระทั่ง Maxwell House ได้ขึ้นเป็นแบรนด์ที่ขายได้มากที่สุดต่อเนื่องกันจนถึงยุคทศวรรษที่ 1980s

ในยุคแรกสิ่งที่แบรนด์ใช้ในการทำการตลาดจริงๆ ไม่ได้เป็นเรื่องของรสชาติ แต่เน้นไปที่เรื่องของความสะดวกสบายและการเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง เป็นการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมจริงๆ (Mass Production) กาแฟเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วได้เพราะการขยายเส้นทางการขนส่งทางราง และการเติบโตของชนชั้นกลาง ธุรกิจกาแฟแบบพร้อมชงนั้นเติบโตในช่วงเวลานั้น

เทคโนโลยีในตอนนั้นที่ถือว่ามีความสำคัญกับคุณภาพของกาแฟ เพื่อรักษาความสดใหม่ไว้ได้ก็คือการบรรจุแบบสุญญากาศ (Vacuum Packaging) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของยุคก็ว่าได้ มันสามารถช่ายรักษาความสดใหม่ของกาแฟได้และเอื้อกับการขนส่งระยะไกลมากขึ้น โดยบรรจุกาแฟในกระป๋องสังกะสีที่เอาอากาศออกหมดแล้ว ผู้คิดระบบนี้ในยุคนั้นคือ บริษัท Austin and R.W. Hills (เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ Hills Bros ด้วย) โดย R.W. Hills เป็นผู้ปฏิวัติการบรรจุกาแฟก็ว่าได้ และส่งผลมาถึงบรรจุภัณฑ์ของกาแฟจนถึงปัจจุบัน ทว่ากาแฟของเขาไม่ได้โด่งดังเหมือนเทคโนโลยี ไม่สามารถสู้ Folgers และ Maxwell House ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของยุคก็คือ การเกิดขึ้นของกาแฟสำเร็จรูปในปี 1903 นักเคมีลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ป่น ซาโตริ คาโตะ (Satori Kato) ได้ประยุควิธีการอบแห้งชามาใช้กับกาแฟปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และจดสิทธิบัตรการทำ Instant Coffee (ลำดับที่ U.S.Patent No.735,777)  เมื่อเดือน ส.ค.1903 (แต่จริงๆ แล้วเขาจดทะเบียนสิทธิบัตรนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้วที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1890) ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ความนิยมในกาแฟสำเร็จรูปเติบโตอย่างรวดเร็วก็คือสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากกาแฟสำเร็จรูปถูกบรรจุเป็นของจำเป็นของทหารอเมริกันที่ออกรบในปี 1917

แต่ผู้ที่ทำให้กาแฟสำเร็จรูปโด่งดังในอเมริกาจริงๆ ก็คือเจ้าพ่อแห่งวงการกาแฟสำเร็จรูปตอนนี้นั่นเอง ก็คือเนสท์เล่ ในปี 1938 บริษัท Nestle หลังจากจดทะเบียนสินค้ากาแฟสำเร็จรูปของตัวเองในอเมริกาเริ่มทำการตลาดและได้ผลิตให้กับกองทัพสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย เนสกาแฟทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกาแฟสำเร็จรูปกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยุคใหม่ของคนอเมริกัน

ช่วงทศวรรษ 1970 หนึ่งในสามของกาแฟที่มีการซื้อขายกันทั่วโลกถูกนำมาใช้เพื่อการทำกาแฟสำเร็จรูป แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ในตลาดทั้ง Folgers และ Maxwell House ก็ออกกาแฟสำเร็จรูปของตัวเองออกมาช่นกัน ความสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้เครื่องชงวุ่นวาย แค่เติมน้ำร้อนเข้าไปก็ใช้ได้เลย ทำให้มันได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่กระแสนี้ก็อยู่ได้ราว 30 ปี ก็เริ่มตกลงเนื่องจากคนอเมริกันเริ่มคำนึงถึงเรื่องรสชาติมากขึ้น ทำให้พอถึงทศวรรษ 1980s คนอเมริกันก็มองหากาแฟสำเร็จรูปที่รสชาติซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม หรือไม่ก็รูปแบบใหม่ๆ ของการดื่มกาแฟ กาแฟสำเร็จรูปกลายเป็นของใช้ในครัวธรรมดา ในขณะที่ผู้บริโภคมองหาอะไรที่ก้าวไปอีกขั้น

ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาของการเติบโตของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีการผลิตเชิงอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ที่มีมากขึ้นทั่วอเมริกา ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีราคาตามราคาวัตถุดิบ เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า ไดรเป่าผม ตู้เย็น อาหารแช่แข็งกลายเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางในสหรัฐสามารถซื้อหาได้ แน่นอนมันรวมถึงเครื่องต้มกาแฟ และที่ดังสุดๆ ตอนนั้นคงไม่มีใครเกินเครื่องชงกาแฟของ “มิสเตอร์คอฟฟี่ เมกเกอร์” (Mister Coffee Maker) หรือเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ โดย วินเซนต์ มารอตต้า (Vincent Marotta) การโฆษณาอย่างหนักหน่วงโดยใช้นักเบสบอลชื่อดังจากทีม Yankee Clipper อย่าง Joe DiMaggio มาเป็นพรีเซนเตอร์ ทำให้เกิดการจดจำอย่างมาก ช่วงสิบปีที่เครื่องออกขายสามารถจำหน่ายเครื่องชงกาแฟได้กว่า 4 หมื่นเครื่องเลยทีเดียว ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจกาแฟและเปลี่ยนโฉมหน้าทั้งร้านกาแฟ ทั้งการดื่มกาแฟ และทัศนคติของคนกับกาแฟก็เริ่มเปลี่ยน

และพร้อมเข้าสู่คลื่นลูกที่สองของธุรกิจกาแฟ

 

เอาใจคนรักกาแฟ “เอสเปรสโซ่พุดดิ้ง” ทำง่ายอร่อยด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/480235

เอาใจคนรักกาแฟ "เอสเปรสโซ่พุดดิ้ง" ทำง่ายอร่อยด้วย

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

Pudding อาจมีความหมายได้หลายอย่างตามความเข้าใจของคนแต่ละเชื้อชาติและวัฒนธรรม ยิ่งเวลาผ่านไป “พุดดิ้ง” ยิ่งมีหลากหลายความหมายมากขึ้น บ้างลึกซึ้งขึ้นจนมีเรื่องราวเกี่ยวพันกับชีวิตกลายเป็น Quote ที่เกี่ยวข้องกับพุดดิ้ง แม้แต่เจ้าแม่แห่งพ่อมด Harry Potter ยังแอบมี “Quote” เกี่ยวกับพุดดิ้ง ที่บอกว่า “I hope there’s pudding” หากแปลตามตัวความหมายอาจแค่เพียง“ฉันหวังว่าจะมีพุดดิ้งด้วย” หากคำพูดนี้ถูกหยิบยกไปใช้ในตอนช่วงเซ็งๆ อาจหมายถึง ความหวังข้างหน้าที่จะเข้ามาอยากให้มันดีขึ้น เพราะตามรากเหง้าของคนอังกฤษแล้ว Pudding จะหมายถึงของหวานตบท้ายที่เด็กๆ รอคอย

หากอ่านเรื่องราวของพุดดิ้งยังมีสนุกๆ อีกเยอะ จนเรารวบรวมไว้เป็น Global History ที่เกี่ยวพันกับพุดดิ้งล้วนๆ ในตอนนี้ผู้เขียนจึงอยากหยิบยกพุดดิ้งในรูปแบบต่างๆ มาเป็นสูตรง่ายๆ ที่ทำเป็นพุดดิ้งได้ไม่ยาก และบอกไว้เลยว่าใครกลัวพุดดิ้งไม่ต้องกังวล เพราะพุดดิ้งหลายๆ ชนิดทำได้ง่ายและกินเวลาไม่นาน

อย่างในฉบับนี้ขอนำเอาอีกความหมายของพุดดิ้งแบบที่ง่ายที่สุดมาทำเป็นขนม เพราะคำว่าพุดดิ้งไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนมเพียงชนิดเดียว เรียกว่า อะไรที่ช้อนตักขึ้นมาได้และมีรสชาติหวานสร้างความสุขตบท้ายมื้ออาหารได้ จะถูกเรียกเหมารวมเป็นพุดดิ้งไปเสียหมดจึงถือว่า Pudding เป็นอีกความหมายหนึ่งของ Dessert ก็ว่าได้

ฉบับนี้จึงขอเริ่มด้วยพุดดิ้งที่เกิดจากการ “ปั้นน้ำเป็นตัว” โดยใช้สิ่งที่เชฟทำขนมเรียกว่า Gelatin วัตถุดิบสำคัญในการทำขนมที่จะเปลี่ยนรูปร่างสสารจากของเหลวไปเป็นของแข็ง เพิ่มอรรถรสในการรับประทานได้ให้ลิ้นค่อยๆ ละเลียดรสแล้วละลายเอื๊อกเข้าสู่ลำคอ ช่วงนี้แหละที่จะได้รับรสและกลิ่นได้ดี จนรู้สึกหอมอร่อยขึ้นมา เสน่ห์ของ Jelly คงอยู่ในช่วงนี้

ปกติดื่มกาแฟ กลิ่นหอมๆ มีความร้อนช่วยนำพาให้ฟุ้งขึ้นมาแต่ความหอมหายไปในช่วงเวลาเพียงชั่วครู่ หลังจากที่หายไปในคอ แต่การรับประทานเจลลี่หรือพุดดิ้งกาแฟ เมื่อลิ้นขยี้ให้แหลกก่อนกลืน รสขมๆ ของกาแฟเอสเปรสโซ่ “เพียว” ที่เข้มข้น สลับกับครีมหอมๆ มันๆ มันน่าจะช่วยให้จบมื้ออาหารได้สมบูรณ์ขึ้น หรือจะเป็นอีกมิติในการกินกาแฟรอบบ่ายที่สร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่ยากเย็นด้วย เพียงชงกาแฟสดให้เข้มข้นแบบเอสเปรสโซ่เติมน้ำตาลและเจลาตินที่แช่น้ำเย็นจนนุ่ม ความร้อนของกาแฟจะช่วยให้เจลาตินละลายได้ไม่ยาก จากนั้นแช่เย็นรอจนคงตัว แล้วจึงเติมครีมที่ผสมนมข้นหวานนิดๆ ให้หวานหน่อยๆ ชูรสให้ละมุนขึ้น

เอสเปรสโซ่พุดดิ้ง มีข้อดีตรงที่สามารถทำไว้ได้ล่วงหน้า เหมาะสำหรับเอาไปปาร์ตี้ Pot luck เพราะทำได้ทีละเยอะๆ แช่เย็นเก็บไว้ได้ไม่เสียรสชาติไป สาวกกาแฟน่าจะชอบพุดดิ้งที่ง่ายที่สุดสูตรนี้

Espresso Pudding (8-10 ถ้วยเล็ก)

ส่วนผสมสำหรับเจลลี่

– กาแฟเอสเปรสโซ่ 500 มล.

– น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

– เจลาติน 6 แผ่นสั้นส่วนผสมสำหรับซอสครีมหวาน

– วิปครีม 1/2 ถ้วย

– นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

– นมข้นหวาน 1 ช้อนโต๊ะ

– นมจืด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

แช่เจลาตินในน้ำเย็น เพื่อให้แผ่นเจลาตินนุ่ม ประมาณ 5 นาที

ชงกาแฟเอสเปรสโซ่ให้ได้ประมาณ 500 มล. เติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย หากความร้อนลดลงอุ่นกาแฟได้เบาๆ อย่าให้เดือดแรงจากนั้นเติมเจลาตินลงไป คนให้ละลาย เทใส่ภาชนะ

ผสมวิปครีม นมข้นจืด นมข้นหวานและนมสดเข้าด้วยกัน แช่เย็นเพื่อใช้ราดลงบนพุดดิ้งกาแฟก่อนเสิร์ฟ

 

ผัดไทยต้นตะขบ 40 ปี แห่งความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479094

ผัดไทยต้นตะขบ 40 ปี แห่งความอร่อย

โดย…ชูเดช สีหะวงษ์

ในแต่ละพื้นที่มักจะมีอาหารชื่อดังประจำถิ่น อย่างที่ จ.ชัยนาท หากใครได้ไปเที่ยวที่เขื่อนเจ้าพระยา ถ้าไม่ได้รับประทานอาหารขึ้นชื่อประจำถิ่นอย่าง ผัดไทยต้นตะขบ เจ้าของตำนาน 40 ปี ของความอร่อย ที่มีมาคู่เขื่อนเจ้าพระยา ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงเขื่อนเจ้าพระยาอย่างแท้จริง

ผัดไทยต้นตะขบ เจ้าของตำนานความอร่อยที่อยู่คู่กับเขื่อนเจ้าพระยามากว่า 40 ปี ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ห่างจากเขื่อนเจ้าพระยาเพียงแค่ 700 เมตร บริหารงานโดย อารีย์ ภู่มาลัย เจ้าของร้านและแม่ครัว ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 แล้วที่สืบทอดสูตรผัดไทยต่อๆ กันมา ตั้งแต่รุ่นคุณยาย

 

อารีย์ กล่าวว่า เคล็ดลับความอร่อยจนเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้า มาจากการเลือกวัตถุดิบในการปรุง ตั้งแต่กุ้ง ที่ต้องคัดกุ้งสดได้ขนาด เส้นชนิดต่างๆ ต้องเป็นเส้นที่มีคุณภาพสูง ส่วนผักและเครื่องเคียงทั้งหัวปลี ต้นหอม และมะนาว จะซื้อใหม่สดทุกวัน

เคล็ดลับที่สำคัญอีกอย่าง คือ เทคนิคในการผัดเส้นที่จะต้องใช้น้ำปรุงรสเฉพาะของที่ร้าน และเทคนิคการปรับไฟในแต่ละขั้นตอนการผัด สิ่งเหล่านี้ได้จากประสบการณ์ตลอดกว่า 40 ปี ที่ตระกูล ภู่มาลัย สั่งสม และสืบทอดกันมา นอกจากนี้ความเอาใจใส่ลูกค้า คิดราคาที่เหมาะสม ให้ลูกค้าอิ่มอร่อยคุ้มกับเงินที่จ่าย  คือ จานเล็ก 40 บาท จานกลาง 80 บาท และจานใหญ่สำหรับครอบครัว จานละ 150 บาท ก็ทำให้ร้านอยู่ยืนยงมาได้ถึง 40 ปี

ร้านผัดไทยต้นตะขบ เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. ผ่านมา จ.ชัยนาท ต้องแวะชิมกันให้ได้

 

เปิดกล่องความสุข @ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479092

เปิดกล่องความสุข @ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่

โดย…พาแลง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่นที่รสสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น ยามได้ชิมราวกับของขวัญพิเศษชิ้นหนึ่ง หากคุณได้พาคนรักขนมหวานไปเยือน แกรนด์โอเพนนิ่ง สาขาน้องใหม่ไปที่สยามเซ็นเตอร์ คอขนมหวานอาจคุ้นกับชื่อ ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่ (White Day Patisserie) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล White Day ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งการมอบของขวัญให้กับคนที่รัก แน่นอนว่าตามคอนเซ็ปต์นี้ขนมหวานของที่นี่จึงเป็นสิ่งพิเศษไม่ต่างจากของขวัญ คนที่แวะเวียนมาที่นี่จึงหนาแน่นเกือบทุกวัน

พื้นที่ของร้านที่สาขาสยามเซ็นเตอร์ ไม่ได้โอ่โถงมากนัก แต่สไตล์การตกแต่งร้านยังเน้นตามคอนเซ็ปต์ของขวัญ ทางร้านได้นำกล่องของขวัญมาตกแต่งตามธีมหลัก บวกกับสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย เน้นโทนสีสบายด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และสีเอิร์ธโทน ทำให้บรรยากาศอบอุ่นน่ารัก ฝั่งที่นั่งซึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยังมีลูกเล่น นำของขวัญมาเพิ่มเติม มี Gift Card Zone หรือโซนของขวัญทำมือ เพื่อให้เราได้ดีไซน์การ์ดของขวัญ หรือวาดภาพน่ารักๆ เพื่อแนบไปกับของขวัญ หรือแขวนโชว์อวดฝีมือไว้ที่ร้านก็ได้

 

จะว่าไปแล้วที่นี่เป็นร้านขนมหวานที่หาพระเอกค่อนข้างยาก เพราะแต่ละคนชื่นชอบขนมไม่ซ้ำกัน และเพราะมีขนมให้เลือกหลากหลายจนตาลาย จุดเด่นของเมนูร้านไวท์ เดย์ จะอยู่ที่เนื้อเค้กสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่หวานและไม่เลี่ยนมาก ซึ่งเมนูที่สาวๆ ต้องยกนิ้วให้คงต้องเป็น White Day Shortcake เค้กที่ถือว่าได้รับความนิยมสูง เริ่มที่เนื้อเค้กสปองจ์สูตรญี่ปุ่นแท้ ที่นุ่มและเบา จนแทบจะละลายได้เองในปาก ตัดกับรสสตรอเบอร์รี่สดลูกใหญ่คำโตที่หวานกรอบ แทรกในชั้นครีมสดนามะ ที่ไม่หวาน ทำให้ภาพรวมของจานนี้ไม่เลี่ยนและไปต่อได้สำหรับสาวๆ

สาวกเค้กยกให้อีกหนึ่งจานที่พลาดไม่ได้ The Red Velvet เค้กสปองจ์ช็อกโกแลตสีแดง เนื้อนุ่มเบาผิวสัมผัส คล้ายกำมะหยี่ทรงหัวใจ แทรกด้วยชั้นของครีมชีส จนได้กลิ่นหอม รสชาติออกเปรี้ยวนิดเค็มหน่อยแต่ยังหวานน้อยเหมือนเดิม และสำหรับเมนูที่จะเรียกความสดชื่นให้สาวๆ ต้องยกให้ Fruit Puff Parfait พิเศษแป้งครัฟเฟิลที่มีลักษณะพิเศษคล้ายแป้งพัฟครัวซองต์ที่นำมารีดบางๆ อบจนกรอบ เสิร์ฟอุ่นๆ เสิร์ฟคู่มากับผลไม้รวมและซอสเบอร์รี่เข้มข้น ไอศกรีม 3 ลูกแล้วยิ่งทำให้สดชื่น

 

สำหรับคนที่รักชาเขียวเป็นพิเศษ อาจจะฟินกับเมนูนี้เหมือนพาแลง นั่นคือ Matcha Lava ที่ด้านนอกเป็นเค้กช็อกโกแลต แต่ไฮไลต์คือไส้ลาว่าที่เป็นชาเขียวมัทฉะรสเข้มข้น เมื่อทานคู่กับช็อกโกแลตนามะ
ชาเขียวเข้มข้น ถั่วแดง ไอศกรีมชาเขียวมัทฉะ สตรอเบอร์รี่ และช็อกโกแลตครัมเบิล นับแล้วเป็นอีกหนึ่งเมนูที่จะอยู่ในใจ

ส่วนเมนูใหม่ล่าสุดของทางร้าน นั่นก็คือ Fujisan Kakig&&33;ri!! หรือเรียกง่ายๆ ว่าฟูจิซัง เป็นเมนูน้ำแข็งใสนุ่มเบาสไตล์ญี่ปุ่น รูปลักษณ์สวยควรคู่กับการถ่ายรูปมากๆ รสชาติอมเปรี้ยวเพราะมี Honey Lemon เป็นน้ำราด สอดไส้ด้านในด้วยชีสเค้กชิ้นเล็กๆ อัดแน่นอยู่ นอกจากนี้ยังมีเจลลี่น้ำผึ้งและซีเรียลรสน้ำผึ้ง ส่วนท็อปของฟูจิซังจะเป็น White Chocolate Cream ราดด้วยซอส Blue Lemon Syrub ให้ความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นว่าแต่ละคำที่เราตักจะไปเจออะไร

 

ร้านไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่ ไวท์ เดย์ พาทิสเซอรี่ มีทั้งหมด 6 สาขา ล่าสุดของร้าน ณ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า สยามเซ็นเตอร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตาม www.
whitedaypatisserie.com เฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม : whitedaypatisserie

 

มื้อแห่งความรัก อิ่ม… ดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479070

มื้อแห่งความรัก อิ่ม... ดีต่อใจ

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เดือน ก.พ. มาถึงพร้อมกับกลิ่นอายของฤดูกาลแห่งความรักอันหอมหวาน หันไปทางไหนก็เห็นแต่สีชมพู สีแดง หัวใจ ดอกกุหลาบ คิวปิด ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของวาเลนไทน์

สำหรับความรักที่สวยงามนั้นไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่า ต้องเป็นรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น แม้แต่ใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จัก ความรักก็สามารถส่งมอบไปถึงได้ ในเทศกาลแห่งความรักการพบปะเพื่อพูดคุยดื่มกินกับคนรู้ใจ จะไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่เกี่ยวข้องกับอีกหลายๆ คนก็ได้

ในช่วงวาเลนไทน์นี้ อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ แห่ง โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ แนะนำชุดน้ำชายามบ่ายและค็อกเทลเมนูใหม่ในธีม “ฮาร์ทส แอนด์ โรสเซส” โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายจะมอบให้กับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในโอกาสโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ครบรอบ 5 ปี

นอกจากจะได้เฉลิมฉลองความรักของเราอย่างอิ่มเอมแล้ว มื้อนี้ยังอาจจะดีต่อใจของใครอีกหลายๆ คน

 

ชุดน้ำชาโดยการสร้างสรรค์ของ เชฟเซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ หัวหน้าพ่อครัวขนมหวานในธีม “ฮาร์ทส แอนด์ โรสเซส” นอกจากสีสันสวยงามหน้าตาน่ารับประทานแล้วที่ต้องขีดเส้นใต้ตัวโตๆ คือ ทุกเมนูคัดเลือกวัตถุดิบซึ่งมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ จึงดีต่อหัวใจอีกหนึ่งต่อ

ในเซตนี้มีอาหารคาวรวมอยู่ด้วยคือ แซนด์วิชขนมปังพัมเพอร์นิคเคิลไส้ปลาแซลมอนรมควัน ซุปมะเขือเทศเสิร์ฟเย็นกับขนมปังกรอบและใบโหระพา แป้งฟิลโล (Phyllo) อบไส้หน่อไม้ฝรั่ง แซนด์วิชไส้ปลาเทราต์ แตงกวาและผักฮอร์สแรดิช

บางคนอาจจะไม่ค่อยเคยคุ้นกับ Pumpernickel (พัมเปอร์นิคเคิล) ซึ่งเป็นขนมปังสีน้ำตาลเข้ม เนื้อแน่น รสหวานนิดๆ นี้มีต้นกำเนิดจากเยอรมนี ทำจากข้าวไรย์ เป็นขนมปังที่มีไฟเบอร์สูง ส่วนแซลมอนและปลาเทราต์นั้นก็มีไขมันดี และโอเมก้า 3 ผักอย่างมะเขือเทศ แตงกวา และฮอร์สแรดิชก็มีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

 

คนรักช็อกโกแลตย่อมปลาบปลื้มกับขนมหวาน เชฟเลือกใช้ช็อกโกแลตเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งช็อกโกแลตนี้ไม่ได้มีดีแค่อร่อย หากยังผสมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดเครียดอีกต่างหาก

ขนมหวานในชุดนี้รวมถึง แยมโรลแบล็กฟอเรส เค้กช็อกโกแลตสไตล์เวียนนา (Sachertorte) บราวนี่ช็อกโกแลต ฟินองเซียรสช็อกโกแลต (ขนมสไตล์ฝรั่งเศสชิ้นเล็กๆ เข้มข้นหอมหวาน) และราสพ์
เบอร์รี่ช็อกโกแลตไส้บัตเตอร์สกอต โมจิไส้วานิลลา ช็อกโกแลตชิพสโคน และมาการองรูปหัวใจ

เครื่องดื่มที่ เชฟ ฮูแกแวร์ฟ แนะนำเพื่อให้ดื่มไปกันได้ดีคือ ชามาคิยาจ แฟรส์ (Mariage Freres) บลอง แอนด์ โรส (Blanc & Rose) ชาขาวฝรั่งเศส มีส่วนผสมของกลีบกุหลาบ ซึ่งมีกาเฟอีนน้อย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ดื่มแล้วสดชื่น แต่จะเปลี่ยนเป็นกาแฟ สาเก โปรเซคโค หรือ แชมเปญ ก็ตามรสนิยม

 

หากแวะไปค่ำๆ ยังมีค็อกเทลเมนูใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์หัวใจและกุหลาบ อย่าง ลา วี ออง โรส (La Vie en Rose) ตามชื่อเพลงดังของฝรั่งเศส ดั้งเดิมร้องโดย อีดิธ เพียฟ แต่หลายคนรู้จักในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของ หลุยส์ อาร์มสตรอง เพลงรักหวาน (เหมาะกับวาเลนไทน์มากๆ) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ค็อกเทลสีหวาน ซึ่งผสมด้วยจิน เหล้าหวาน บิตเทอร์ เหมาะเป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย

ค็อกเทลสุดคลาสสิกอย่าง โอลด์ แฟชั่น นำมาปรุงแต่งให้เข้ากับเทศกาลแห่งความรักอย่าง โรส โอลด์ แฟชั่น (Rose Old Fashioned) โดยมีดอกไม้จากบัลแกเรียเป็นส่วนผสม ส่วน ฟรอม แบงค็อก วิท เลิฟ (From Bangkok with Love) มีส่วนผสมหลักเป็นแม่โขง ผสมกับผลไม้อย่างสับปะรด และราสพ์เบอร์รี่

อีกหนึ่งเมนูเหมาะสำหรับหญิงสาว ไลชี แอนด์ โรส เพทอล มาร์ตินี่ (Lychee and Rose Petal Martini) ผสมจากวอดก้า ลิ้นจี่ ส่วน เดอะ ลุมพินี โรส (The Lumpini Rose) ผสมจากจิน น้ำแตงกวา โซดา น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากค็อกเทลชื่อ เซาธ์ไซด์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นค็อกเทลสุดโปรดของเจ้าพ่ออัลคาโปน ผู้เลื่องชื่อในอดีต

วาเลนไทน์นี้เป็นช่วงเวลาดีๆ สำหรับการพบปะพร้อมชุดน้ำชายามบ่ายที่ทั้งอร่อยท้องและอิ่มใจ ในราคา 1,190++ บาท (ชากาแฟ) 1,690++ บาท (สาเกหรือโปรเซคโค 2 แก้ว) และ 2,750++ บาท (แชมเปญ) ให้บริการตั้งแต่เวลา  14.00-17.00 น. เวลาดีๆ ที่ไม่อยากให้จบลงง่ายๆ ก็อาจจะต่อกันด้วยค็อกเทล ซึ่งให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-ตีหนึ่ง ที่อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ โทร. 02-687-9000 หรือ upandabove@okurabangkok.com

นอกจากจะได้เฉลิมฉลองความรักของเราอย่างอิ่มเอมแล้ว มื้อนี้ยังอาจจะดีต่อใจของใครอีกหลายๆ คน

 

เดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม ความอร่อยครองใจนักชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479068

เดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม ความอร่อยครองใจนักชิม

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ครองใจแฟนๆ นักชิมมากว่า 40 ปี นับแต่สาขาแรกที่โรงแรมโอเรียนเต็ล กระทั่งตอนนี้มาอยู่ที่ชั้น 3 อาคารเลครัชดา เยื้องๆ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังคงมอบความอร่อยสไตล์ยุโรปให้กับแฟนๆ รุ่นเก๋า ต่อยอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่เคยมากับพ่อแม่กันเป็นครอบครัว อย่างในช่วงเทศกาลคริสต์มาส มื้อเทศกาลที่เดอะ คัพฯ โต๊ะที่นั่งจะถูกจับจองเต็มอย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินเข้าไปในร้านเดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม (The Cup Restaurant and Tea Room) นั้นประหนึ่งหลุดเข้ามาในร้านอาหารที่ยุโรป ร้านตกแต่งสไตล์เรียบหรู ดูน่าสบาย เหมาะกับการรับประทานอาหาร หรือแวะมานั่งเมาท์มอยจิบน้ำชายามบ่าย ร้านกว้างขวาง จุคนได้ราว 80 ที่นั่ง

ร้านเดอะ คัพฯ ขึ้นชื่อด้านอาหารยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารอบ (Roast) สไตล์อังกกฤษ ซึ่งเจ้าของร้านเอง และลูกค้าเก่าแก่ต่างก็ชื่นชอบ โดยเมนูจะหมุนเปลี่ยนเวียนไปแต่ละวันไม่ซ้ำกัน ตั้งแต่จานซุป เช่น ซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศส ซุปครีมเห็ด ซุปปลา มาจนถึงจานสลัดและสตาร์ตเตอร์ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สลัดอกเป็ดรมควัน ราดซอสแบล็กเบอร์รี่และพอร์ตไวน์, ร็อกเก็ตสลัดกับไส้กรอกอิตาเลียน, สลัดนีซวส ส่วนใครชอบพวกปาเต้ต่างๆ มาที่นี่ก็ต้องห้ามพลาดปาเต้ตับไก่สูตรเด็ด

สำหรับเมนคอร์สที่เดอะคัพ อย่างที่บอกว่าเน้นอาหารอบสไตล์อังกฤษ รวมทั้งจานสเต๊กต่างๆ เช่นว่า หมูอบราดซอสแอปเปิ้ลสไตล์โฮมเมด, ขาแกะอบ เสิร์ฟกับมินต์ซอส และเร้ดเคอร์แรนต์เจลลี่, เดอะ คัพ เป๊ปเปอร์สเต๊ก, ปลาดอรีซอสบราวน์บัตเตอร์, เนื้อตุ๋นกูลาชปาปริกา ส่วนใครชอบเมนูผสมผสานต้องลอง เพนเนหรือสปาเกตตีปลาสลิดกรอบอีกเมนูที่ครองใจแฟนๆ ชาวไทยมาอย่างยาวนาน

 

เดอะ คัพ เรสเทอรองต์ แอนด์ ทีรูม บริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 11.00-18.00 น. (ปิดทุกวันอาทิตย์) โทร. 02-264-0247

 

ทิพหอยทอดภูเขาไฟ ลองแล้วจะติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479060

ทิพหอยทอดภูเขาไฟ ลองแล้วจะติดใจ

โดย…แมงโก้หวาน

ใครชอบกินหอยเชิญทางนี้ วันนี้จะพาไปชิมเมนูหอยทอดของร้าน “ทิพหอยทอดภูเขาไฟ” อยู่ย่านบางรัก ย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่มีร้านอาหารอร่อยๆ ซ่อนตัวอยู่มากมายตามซอกมุมต่างๆ โดยร้านจะอยู่ถนนเจริญกรุง ซอย 50 ข้างโรบินสัน บางรัก เข้าซอย 20 เมตร อยู่ซ้ายมือ เป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี 2513

มีหลายเมนูให้เลือกชิม ขอเลือกไปที่เมนูขึ้นชื่อและแพงสุดของร้านก็คือ “หอยแมลงภู่ทอดราดหอยนางรม” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “หอยทับหอย” หน้าตาถือว่าน่ากิน ด้านล่างเป็นหอยแมลงภู่ทอด ที่มีลักษณะกรอบนอกนุ่มใน แป้งบางกำลังดี ด้านบนราดทับด้วยหอยนางรม ความพิเศษของจานนี้อยู่ที่การผัดออส่วนหอยนางรมแบบโบราณที่ให้ได้ความนุ่มของแป้งและความฉ่ำจากตัวหอย

รสชาติโดยรวมถือว่ากลมกล่อมพอดี คือ มีความกรอบนุ่มในส่วนของหอยแมลงภู่ทอด และความฉ่ำหวานของหอยนางรมที่สดใหม่ ยิ่งรับประทานกับซอสพริกสูตรเฉพาะของทางร้านที่รสชาติออกเปรี้ยวหวานนิดๆ ถือว่าเข้ากันดี ช่วยให้ไม่เลี่ยนมาก รสชาติลงตัว สนนราคาที่จานละ 80 บาท

 

เนื่องจากเป็นเมนูที่ใช้อาหารทะเลเป็นวัตถุดิบหลัก สิ่งที่สำคัญคือความสดใหม่ ถ้าวัตถุดิบไม่สด มีกลิ่นก็เป็นอันจบเห่ ไม่ว่าร้านไหนๆ ถ้าลูกค้าเข้าร้านครั้งแรกแล้วเจอปัญหานี้ เชื่อว่าน้อยคนที่จะกลับมาที่ร้านอีก แต่ร้านทิพหอยทอดภูเขาไฟ “เฮียตง” เจ้าของร้านการันตีความสด

“เราพยายามเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีและสดที่สุดจากทะเลเพื่อลูกค้า โดยหอยเราสั่งตรงมาจากบางแสน จ.ชลบุรี สั่งแบบวันต่อวัน ไม่มีเก็บค้างคืน เวลานำมาทำเมนูหอยทอดลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำหวานจากตัวหอย นั่นเพราะเราใช้หอยสดจริง เมื่อได้มาแล้วก็จะคัดอีกทีและล้างทำความสะอาดอย่างดี อย่างหอยแมลงภู่ก็จะเอาหนวดหรือเส้นใยเหนียวออก ล้างจนสะอาดแล้วเก็บแช่ไว้ในตู้แช่โปะด้วยน้ำแข็งเพื่อรักษาความสด”

นอกจากเมนูหอยทับหอยก็ยังมีหอยแมลงภู่ทอด หอยนางรมทอด และออส่วนทั้งหอยนางรมและแมลงภู่ที่ผัดแบบโบราณซึ่งให้ได้ความนุ่มของแป้งซึ่งเป็นสูตรพิเศษของทางร้าน ขณะที่หอยนางรมจะไม่สุกจนเกินไป เวลารับประทานก็จะมีความนุ่มและหวานจากตัวหอย ราคาอยู่ที่จานละ 70 บาท

 

สำหรับใครที่อยากรับประทานกับข้าวสวยก็มีเมนูกับข้าวให้สั่ง เป็นข้าวไข่เจียวหอยนางรม และข้าวไข่เจียวหอยแมลงภู่ หน้าตาไข่เจียวที่ทอดออกมาสีเหลืองทองแบบฟูนุ่มสีสันน่ากิน ข้างในมีหอยนางรมและหอยแมลงภู่ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษก็เป็นเมนูที่กินแล้วอิ่มท้อง

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศ พนักงานห้าง เด็กนักเรียน และชาวต่างชาติแถบเอเชีย เช่น จีน ไต้หวันมาเลเซีย ญี่ปุ่น โดยเฉพาะญี่ปุ่นรู้จักทิพหอยทอดภูเขาไฟเป็นอย่างดี เพราะมีสื่อญี่ปุ่นมาถ่ายทำและสัมภาษณ์ เวลาชาวญี่ปุ่นมาเมืองไทยก็มักจะกินที่ร้าน

ลองไปพิสูจน์ความอร่อยด้วยตัวเองดูครับ ร้านเปิดเวลา 10.30-20.00 น. หยุดทุกวันอาทิตย์ สอบถามได้ที่เบอร์โทร. 02-233-1116 ช่วงก่อนเที่ยงไปจนถึงบ่ายโมงโดยประมาณลูกค้าจะแน่น อีกเวลาคือช่วงเย็นหลังเลิกเรียนลูกค้านักเรียนจะกินกันมาก

 

ต้มข่ากาแฟ โรงแรม กาแฟ และการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479058

ต้มข่ากาแฟ โรงแรม กาแฟ และการตลาด

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ไม่นานมานี้ผมได้คุยกับบาริสต้าของโรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ฌอน เหงียน หนุ่มเวียดนามอายุ 25 ปี ที่ไปเติบโตอยู่ที่รัสเซียและทำงานอยู่เป็นบาริสต้าในโรงแรมห้าดาวในสหรัฐตั้งแต่อายุสิบเก้า เส้นทางการทำงานของฌอนเหมือนๆ คนที่ทำงานในสายธุรกิจโรงแรมหลายคน ที่เริ่มไต่เต้ามาตั้งแต่คนทำงานหลังบาร์ จากนั้นก็แล้วแต่ว่าโชคชะตาจะพาให้คุณหลงรักอะไร ไวน์ ค็อกเทล หรือกาแฟ ของฌอนคือกาแฟ

ฌอนเริ่มตั้งแต่ฝึกเป็นเด็กหลังบาร์ ทำงานหนัก แต่ก็ได้อะไรหลายอย่างจากสังคมหลังบาร์ ทั้งเรื่องการเป็นคนช่างสังเกต การทำงานหนัก และการชงเครื่องดื่ม กระทั่งได้มีโอกาสฝึกการใช้เครื่องเอสเปรสโซ่และชงกาแฟอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจาก illy แบรนด์กาแฟที่แทบจะผูกขาดการเป็นซัพพลายเออร์ของโรงแรมห้าดาวเลยก็ว่าได้ ที่ไมอามีทำให้ฌอนเข้าใจว่าการดื่มเอสเปรสโซ่จากอิตาลีที่มีรสหวานนั้นเป็นอย่างไร

“ผมทำ Perfect Shot ครั้งแรกก็ตอนนั้น และรู้ว่ามันสร้างความแตกต่างได้มากแค่ไหนกับกาแฟธรรมดาๆ” เขาเริ่มคลิกกับกาแฟ ทำให้เขาเริ่มสนใจที่จะฝึกหัดเพิ่มเติม โดยเฉพาะการทำ Latte Art ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายหนึ่งของบาริสต้า แต่การทำลาเต้อาร์ตไม่ใช่ของง่าย เพราะต้องอาศัยความชำนาญและการฝึกฝนอย่างหนัก สุดท้ายเขาก็ทำได้และยังค้นพบตัวเองว่าเขามีความสามารถเรื่องการเขียนและวาดรูปบนฟองนม เรียกว่าร่างเป็นหน้าคน หน้าสัตว์ต่างๆ รวมถึงการเขียนชื่อแขก

“จริงๆ ผมเริ่มจากลองเขียนชื่อเจ้านายก่อน” (เขาเรียกเป็นงาน) จนกระทั่งได้รับการยอมรับและมีโอกาสได้ฝึกปรือฝีมือการเป็นบาริสต้ามากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งย้ายมาทำงานที่ เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ก็ได้โอกาสเป็นตัวแทนของโรงแรมเข้าแข่งกันบาริสต้าระดับโลก ซึ่งเครือโรงแรม เลอ เมอริเดียน จัดขึ้น โดยนำเอาบาริสต้าจากทั่วโลกในเครือ เลอ เมอริเดียน มาแข่งกัน รายการแข่งขันก็เหมือนรายการแข่งทั่วไปคือ มีแข่งการชงกาแฟคลาสสิกมาตรฐานทั่วไป คือเอสเปรสโซ่และคาปูชิโน แต่ความพิเศษของรายการนี้อยู่ที่ให้บาริสต้าคิดเมนูพิเศษ เป็นเมนูกาแฟที่สามารถแสดงเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ ออกมาได้เด่นชัดที่สุด และฌอนเลือกทำต้มข่าไก่

“ทุกอย่างมาจากในครัวของเราเองครับ มันเริ่มจากว่าผมอยากเอาตะไคร้ให้มาอยู่ในส่วนผสมของผม เพราะคิดว่าตะไคร้อยู่ในอาหารหลายอย่างของคนไทย และหลังจากลองโน่นลองนี่มาหลายอย่างก็มาลงตัวที่ต้มข่าไก่ จากนั้นผมก็ใช้กะทิมาแทนนมตีฟองนิดหน่อย ซึ่งทั้งหมดไปกันได้ดี” ถือว่าเป็นผู้เข้าแข่งที่มาได้สุดขอบของการแข่งขันจริงๆ และหลังจากที่ผมได้ชิมก็ต้องบอกว่ามันไม่เลวทีเดียว ฌอนเลือกเสิร์ฟแบบเย็น ซึ่งความเผ็ดร้อนของพริก ตะไคร้ ก็จะจางลงนิดหน่อย ความขมของกาแฟตามมาหลังจากดื่มไปได้สักครึ่งแก้ว มันมีเผ็ดนิดๆ มีความหวานมันของกะทิเข้ามาผสม

ผมถามฌอนถึงการเสิร์ฟ ซึ่งเขาเลือกเสิร์ฟแบบเย็นว่าทำไมไม่ลองทำเป็นกาแฟร้อน “ด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยเครื่องดื่มเย็นน่าจะเหมาะสมกว่า แต่หากจะเสิร์ฟร้อนรสชาติไม่แตกต่างกันมากนัก อาจเผ็ดขึ้นมานิดหน่อย แต่โดยรวมก็ดื่มได้รสไม่แตกต่างกันมาก”

โดยรวมมันเป็นเมนูที่ไม่แย่ รสชาติกาแฟก็ไม่ได้แปร่งจนไม่กล้ากิน แต่หากให้ดื่มเป็นเรื่องปกติแบบที่เราดื่มเอสเปรสโซ่หลังอาหารก็คงไม่ใช่แบบนั้น เรียกว่าเป็นเมนูเรียกความสนใจมากกว่า เรียกว่ากาแฟต้มข่าถือเป็นผลผลิตของการตลาดที่ผ่านการวางแผนและทุกองคาพยพของคนทำงานบริการในโรงแรมช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจกาแฟจะได้ประโยชน์ ตัวบาริสต้าและโรงแรมก็น่าจะภูมิใจกับ
ผลงานของตัวเอง (ท้ายที่สุดฌอนชนะบนเวทีนี้ โดยกรรมการดูผลคะแนนรวมจากทุกแก้วของเขา ไม่ใช่แค่เมนูต้มข่ากาแฟไก่ นั่นหมายถึงฝีมือการชงของฌอนคงไม่ย่อย) และท้ายที่สุดมันเป็นการท้าทายคนทำงานในทุกระดับว่า คนที่เขาเลือก สิ่งที่เขาหวังไว้นั้นสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ กาแฟต้มข่าไก่จึงไม่ใช่ของแฟนซีเฉยๆ มันต่างมีความหมายของมัน นั่นทำให้ผมนึกถึงเมนูของร้านกาแฟที่ชอบเบลนด์เมล็ดกาแฟเป็นชื่อเมืองนั้นเมืองนี้เพื่อผลทางการตลาด ผมคิดว่ามันจะน่าสนใจกว่านี้หากจะลองทำอะไรที่ไปไกลกว่านั้นเช่นเมนูนี้

เมื่อปี 2013 เครือโรงแรม เลอ เมอริเดียน ทั่วโลกเคยทำการสำรวจแขกที่มาพักโรงแรม หัวข้อเรื่องของการรีแล็กซ์ของแขกที่มาพักว่าอะไรคือสิ่งที่คุณนึกถึงเมื่อนึกถึงความสบาย การพักผ่อน ช่วงเวลาที่รีแล็กซ์พบว่าแขกกว่า 58% บอกว่ากาแฟเป็นส่วนสำคัญใน Day in a life ของพวกเขา ทั้งตอนตื่นนอนหรือตอนที่นั่งอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หรือตอนมาสัมมนาที่โรงแรม การมีกาแฟดีๆ ดื่มระหว่าง Coffee Break นั้นเป็นเรื่องจำเป็นมาก และมีคนเกินครึ่งยังบอกด้วยว่ากาแฟสร้างความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการมีเซ็กซ์กับคู่รัก และทั้งหมดเป็นทัศนคติในแง่บวกต่อกาแฟ

ผมคิดว่าการสำรวจนี้ส่งผลต่อทิศทางของ เลอ เมอริเดียน ในเวลาต่อมาไม่นาน ปีเดียวกันนั้นเองที่ผลการสำรวจนี้ตีพิมพ์ เครือโรงแรม เลอ เมอริเดียน ทั่วโลกก็มีการประกาศรับสมัครบาริสต้านับร้อยตำแหน่งทั่วโลก ถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งของวงการโรงแรม เพราะไม่เคยมีโรงแรมไหนประกาศรับสมัครบาริสต้ามากมายขนาดนี้ในเวลาพร้อมๆ กัน และคิดว่าฌอนก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากกระแสตอนนั้น

ผมไม่แน่ใจว่าได้ผลไหมกับการชูประเด็นเรื่องของกาแฟในโรงแรมหรู 5 ดาว ซึ่งลูกค้าส่วนมากยังเป็นลูกค้ากลุ่มเบบี้บูมและลูกหลานของเบบี้บูม ซึ่งอาจจะไม่สนใจเรื่องรสชาติของกาแฟมากเท่าไร แต่ก็ถือว่าเป็นการดีสำหรับการเตรียมตัวจะรับกับคลื่นลูกที่สามของธุรกิจกาแฟที่แผ่ขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ

ก่อนจากกัน ผมสั่งกาแฟร้อนธรรมดาๆ แก้วหนึ่งจากบาริสต้าฌอนของเรามาลองดู อยากจะรู้ว่านอกเหนือจากเมนูต้มข่ากาแฟแล้ว เมนูพื้นๆ แบบนี้เขาทำได้อร่อยหรือไม่

และ illy แก้วที่เสิร์ฟในบ่ายวันนั้น ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง

 

แซนด์วิช Spicy Tuna

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/479053

แซนด์วิช Spicy Tuna

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารบางชนิดที่เราสั่งกันอย่างคุ้นปาก พูดกันอย่างคุ้นหู และกินกันจนคุ้นลิ้น อันที่จริงแล้วกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ มันมีที่มาที่ไปชนิดที่เรียกว่า สาวกันเป็นประวัติศาสตร์การอาหารขึ้นมาได้เลย ย้อนไปได้ถึงยุคเซเวนตี้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คลื่นชนชาวเอเชียมีการโยกย้ายถิ่นที่อยู่จากบ้านเกิดเดิมไปยังประเทศอื่น ส่วนหนึ่งย้ายถิ่นจากบ้านเกิดไปยังอเมริกา ช่วงนั้นเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยุคบุปผาชนที่อยากใช้ชีวิตแบบไม่แคร์สื่อ รวมไปถึงอาหารใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มเชื้อชาติเดิมที่แสวงหาชีวิตใหม่ในต่างแดน

ผู้เขียนไปอ่านเจอจากเว็บของ History ถึงที่มาของซูชิที่เรากินกันทุกวันนี้ที่เรียก California Roll นั้น มีจุดกำเนิดในแคลิฟอร์เนียใต้ ที่มีชาวญี่ปุ่นอยู่มากหลังสงครามโลกไปสัก 10 กว่าปี จากจุดเริ่มต้นของซูชิโรลที่เรียกว่า Maki เดิมที่ข้าวอยู่ด้านในสาหร่าย กลายเป็นว่า ที่ข้าวมาอยู่ด้านนอกสาหร่าย พร้อมกับเนื้อปูอัดและอโวคาโด แบบที่ในญี่ปุ่นดั้งเดิมเองก็ไม่มี หยิบจับความเป็นญี่ปุ่นด้วยวิธีการห่อของข้าวและสาหร่าย ผสานเข้ากับเนื้อปูสด อโวคาโด เพื่อเอาใจคนญี่ปุ่นห่างบ้าน ในขณะเดียวกันได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ชาวอเมริกันที่พร้อม “เอนจอย” รสชาติของวัฒนธรรมการกินซูชิห่างบ้านเกิด

ถัดมาอีกสัก 20 ปีเข้าสู่ยุค 90 ช่วงที่เรียกได้ว่าซูชิดังระเบิดเถิดเทิงทุกย่านในอเมริกาจะต้องมีร้านขายซูชิ ดูชัดเจนว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเบาๆ ไขมันต่ำผิดแผกจากอาหารขยะเดิมในอเมริกาเป็นตัวชูโรงด้วยแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนารสชาติของ Maki หรือ ข้าวห่อสาหร่ายแบบต่างๆ ให้ถูกปากคนอเมริกัน โดยการเติมแต่งด้วยมายองเนสรสจัดจ้าน บ้างเติมครีมชีสเข้าไป ใช้แซลมอนรมควัน จนกลายเป็นติดตลาด จุดนี้เองถ้าใครไม่รู้จัก Spicy Tuna Maki ที่มีเศษทูน่า Blue fin สีแดงสด สับผสมเคล้ากับมายองเนสรสเผ็ดที่เติมซอสศรีราชา สอดไส้ข้าวห่อสาหร่ายแล้วล่ะก็ ถือว่าเข้าขั้นเชยไปได้

สิ่งที่ “กิ๊บเก๋” มาพร้อมกับกับ Spicy Tuna Maki เห็นจะเป็น “ซอสศรีราชา” ที่กลายมาเป็นซอสที่ทั่วโลกรู้จัก หนึ่งในส่วนผสมที่ทำให้มายองเนสรสชาติธรรมดาเลี่ยนๆ ของฝรั่งกลายเป็นมายองเนสรสจัดจ้านกินแล้วน้ำย่อย น้ำลายแตกซ่านฝรั่งติดใจ

เสียดายตรงที่ฝรั่งเขาคิดว่าซอสพริกศรีราชานั้นเป็นของเวียดนาม เพราะชาวเวียดนามเป็นเจ้าของโรงงานซอสศรีราชายี่ห้อดังในแคลิฟอร์เนีย จนถึงกับมี Food TV ทำเป็นซีรี่ส์ค้นหาที่มาของซอสศรีราชากันขึ้นมาเลย ว่าต้นตำรับจริงๆ แล้วอยู่ที่เมืองไทย ถึงแม้ว่าจะมีรสชาติคล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ฝรั่งบอกศรีราชาเวียดนามอร่อย คนไทยค้านหัวชนฝาบอกว่าซอสศรีราชาแท้ๆ ต้องมีครบทุกรสกลมกล่อมตั้งแต่ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน และอร่อย

เกริ่นมาเสียยาว ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากทำแซนด์วิชเย็นที่ต่างจากแซนด์วิชเย็นรสเบาๆ ทั่วไปด้วยการนำเอา Spicy Mayonnaise มาเคล้ากับทูน่ากระป๋อง แทนที่จะเป็นสลัดทูน่าธรรมดาแบบที่นิยมใส่ในแซนด์วิชหรือสลัด ให้กลายเป็น Spicy Tuna Salad รสจี๊ดๆ ง่ายๆ โดยการผสมซอสศรีราชากับมายองเนสที่คุณชอบ

ส่วนผสมสำคัญยกให้ทูน่า เลือกเอาตามชอบทั้งในน้ำเกลือหรือน้ำมันใช้ได้ทั้งนั้น แต่ขออย่างเดียว พยายามบีบน้ำให้หมาดๆ จากเนื้อทูน่า เพื่อไม่ให้แซนด์วิชของแฉะจากน้ำทูน่า แต่อยากให้ฉ่ำด้วยเครื่องปรุงของเรามากกว่า

รสชาติที่สำคัญขึ้นอยู่กับมายองเนส Spicy Tuna มีทั้งแบบไม่หวานและออกหวานนิดๆ ซอส Spicy Tuna ในแบบตะวันตกนั้น ไม่มีรสหวานเท่าไหร่นัก เพราะข้อแรก มายองเนสของเขาจะไม่หวานเท่ามายองเนสบ้านเรา ข้อสองคือ ซอสศรีราชาที่นิยมใช้ในอเมริกานั้น ยี่ห้อที่ดังๆ ของเวียดนามเขาเป็นรสเผ็ด เปรี้ยว เค็มนำ ไม่มีรสหวานติดลิ้นอย่างของบ้านเรา ตรงนี้เองจึงอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านเลือกตามลิ้นที่ตัวเองชอบ คือ เฟ้นกันมาตั้งแต่วัตถุดิบเลย เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกใจ

อีกเช่นกัน Spicy Tuna Salad ป้ายบนขนมปัง ทำเป็นแซนด์วิชก็อร่อย หรือจะตักสักสกูปใส่ลงบนผักสลัดนานาชนิดก็ได้ ถ้าขยันขึ้นไปอีก หุงข้าวญี่ปุ่น ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูและเกลือ ม้วนเป็นข้าวห่อสาหร่ายไส้ Spicy Tuna ก็ไม่เลว เรื่องอาหารเนี่ย ถ้ารักจริง ชอบจริงๆ พลิกแพลงได้ไม่จำกัด

Spicy Tuna Sandwiches

ส่วนผสม ไส้ Spicy Tuna

ทูน่ากระป๋อง 2 กระป๋อง

ข้าวโพดหวานต้ม ฝานเอาแต่เม็ด 1/4 ถ้วย

มายองเนส 1/2 ถ้วย

ซอสพริกศรีราชา 1-2 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมเจียว (เอาแต่กระเทียมไม่เอาน้ำมัน) 1 ช้อนชา

ซอสโชยุ 1 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

เกลือป่น ตามชอบ (ประมาณ 1/4 ช้อนชา)

พริกไทยดำบดใหม่ 1/4 ช้อนชา

แครอต หั่นเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ

หัวหอมใหญ่ สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ

ต้นหอม ซอยบางๆ 1/2 ช้อนชา

ไข่กุ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

(ไม่ต้องใส่ก็ได้)

สำหรับแซนด์วิช

ขนมปังแผ่น

ผักกาดแก้วล้างให้สะอาด เด็ดเป็นใบๆ

วิธีทำ

เปิดกระป๋องทูน่า พยายามบีบน้ำหรือน้ำมันออกจากเนื้อทูน่าให้หมาดเทเนื้อทูน่าลงในชามผสม

ผสมมายองเนส ให้เข้ากับซอสพริก กระเทียมเจียว โชยุ น้ำตาลทรายน้ำมะนาว ปรับรสให้เข้มข้นขึ้นด้วยเกลือป่นและพริกไทยดำคนให้เข้ากันแล้วจึงเติมส่วนผสมอื่นๆ อย่างแครอต หอมใหญ่ ต้นหอมและไข่กุ้ง

ผสมมายองเนสให้เข้ากับเนื้อทูน่าและข้าวโพดหวานต้ม เคล้าให้เข้ากัน

เตรียมขนมปังแซนด์วิช ตักไส้ Spicy Tuna ป้ายลงบนขนมปัง วางผักกาดแก้วลงแล้วตามด้วยแผ่นขนมปังประกบลงไป ปรับปริมาณไส้และผักได้ตามใจชอบ

 

ก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า ผ่านแล้วต้องแวะชิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/478144

ก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า ผ่านแล้วต้องแวะชิม

โดย…จะเรียม สำรวจ

หากพูดถึงอาหารเส้นที่คนไทยนิยมบริโภคมากที่สุด ก๋วยเตี๋ยวเรือ น่าจะเป็นหนึ่งในเมนูอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะนอกจากจะหารับประทานง่ายแล้ว ก๋วยเตี๋ยวเรือ ยังมีราคาไม่แพง  ทำให้คนถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกเพศทุกวัย แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่อยากจะแนะนำในวันนี้ คือ ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี  ซึ่งใครที่ผ่านไปแถวร่มเกล้าก็อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนไปชิมก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนี้

จุดเด่นของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ คือ ก๋วยเตี๋ยวหมู และก๋วยเตี๋ยวเนื้อแสนอร่อย ซึ่งทางร้านจะแยกหม้อน้ำซุปหมู และหม้อน้ำซุปเนื้อ ไว้อย่างชัดเจน ใครที่ไม่รับประทานหมูหรือไม่รับประทานเนื้อก็ไม่ต้องมีความกังวลว่าน้ำซุปจะปะปนกัน  ส่วนรสชาติของก๋วยเตี๋ยวใครชอบความแซ่บ จัดจ้าน เผ็ดถึงใจขนาดไหน หรือใครที่ไม่ทานเผ็ดก็สามารถระบุในบิลได้ตามต้องการ

ในส่วนของก๋วยเตี๋ยวหมูทางร้านมีให้เลือกทั้งหมูสดที่หมักจนเข้าเนื้อ ทั้งสดและเด้ง รวมถึงตับที่ใหม่สดในทุกวัน และลูกชิ้นหมูที่คัดเกรดอย่างดี ส่วนก๋วยเตี๋ยวเนื้อจะมีให้เลือก คือ เนื้อสด และเนื้อเปื่อยที่ตุ๋นจนเปื่อยกำลังดี พร้อมตับสดที่ส่งตรงมาในทุกเช้า และลูกชิ้นเนื้อคุณภาพ โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งแบบแห้ง, น้ำตก, น้ำใส หรือต้มยำ และเส้นมีให้เลือกทั้งเส้นหมี่, เส้นใหญ่, เส้นเล็ก, บะหมี่, มาม่า และวุ้นเส้น

 

ส่วนราคาแบบธรรมดาก็อยู่ที่ชามละ 15 บาท พิเศษ 25 บาท  แต่ถ้าเป็นเส้นบะหมี่, มาม่า ,วุ้นเส้น จะราคาชามละ 25 บาท เช่นเดียวกับเกาเหลาก็จะ 25 บาทเช่นกัน สำหรับใครที่ต้องการรับประทานหมูหรือเนื้อแบบเน้นๆ แบบจุใจ ทางร้านมีบริการเกาเหลาหม้อไฟ เครื่องแน่น หม้อเล็ก ราคา 80 บาท หม้อใหญ่ 100 บาท ใครที่ไม่สะดวกที่จะนั่งรับประทานที่ร้าน  ลูกค้าสามารถซื้อใส่ถุงกลับบ้านได้ในราคาถุงละ 30 บาท พิเศษ 35 บาท

นอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดไว้บริการลูกค้าแล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี ยังมีเมนูรับประทานเล่นอย่าง “กากหมูทอด” มาแนะนำ ซึ่งทางร้านบอกว่าเมนูนี้ไม่ควรพลาดเลยทีเดียวเพราะทอดสดใหม่ทุกวัน ทำให้กากหมูมีความกรอบ หอมกระเทียมเจียว และที่สำคัญคือไม่อมน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น แคบหมู, หมูกระจก และหนังไก่กรอบ พร้อมมีบริการผักฟรี ไว้สำหรับลูกค้าอีกด้วย ทั้งถั่วงอก, ใบโหระพาและผักชีฝรั่ง โดยลูกค้าสามารถเติมได้เท่าที่ต้องการ

 

หลังจากกินของคาวแล้ว ยังมีของหวานไว้บริการให้คลายความเผ็ดร้อน ได้แก่ เฉาก๊วยชากังราว และขนมถ้วยใบเตย ซึ่งทำจากใบเตยธรรมชาติแท้จึงมีความหอมหวานกำลังดี สั่งทำพิเศษเฉพาะร้าน ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี เท่านั้น

ใครที่ผ่านไปบนถนนร่มเกล้ามุ่งหน้าสุวรรณภูมิ ก็อย่าลืมแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวเรือ ป.ประทีป ร่มเกล้า By โย มีนบุรี  ซึ่งจะตั้งอยู่ระหว่างซอยร่มเกล้า 7 และซอย 9 จุดสังเกต คือ อยู่ตรงข้ามปั๊ม Caltex ร่มเกล้า เมื่อเข้าสู่บริเวณในร้าน จะพบกับความร่มรื่น ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่าย โปร่งโล่งสบาย สะอาดสะอ้าน และไม่ร้อน มีที่จอดรถบริการอยู่ด้านหลังของร้าน

แวะไปชิมความอร่อยกันได้ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ทุกวัน ใครที่แวะเข้าไปชิมทางร้านฝากย้ำมาว่าจะรับออร์เดอร์ และทำตามคิวที่ลูกค้าส่งบิลมา หากใครทานจุโปรดสั่งทีเดียวหลายๆ ชาม เพราะหากรอบิลต่อไปอาจจะต้องรอนานจ้า